มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ กายของเรายังไม่ฉลาด ใจคือความรู้ รู้น้ีเป็นความรู้ก็จริงแต่เป็น ความร้ทู ี่ยังมีความหลงปิดบังอยู่ เพราะฉะน้ัน จึงต้องได้มาศึกษามา อบรม มาเรียนรู้เร่ืองธรรมะ มาเรียนรู้เร่ืองกายเรื่องใจ มาเรียนรู้ เร่ืองรูปธรรม คือกาย นามธรรมคือสุขทุกข์เฉย ๆ จาได้หมายรู้ นึก คิดปรุงแต่ง แล้วก็รับรู้ตามความนึกคิดปรุงแต่งนั้น รับรู้สุขรับรูท้ ุกข์ รับรวู้ นุ่ วายรับรู้สงบ ไม่ไดเ้ กดิ ขึน้ ท่อี ื่น เกิดขนึ้ ท่ีใจที่วา่ รู้ ร้นู ่เี อง เรามีสมบัติธรรมอยู่ ๒ อย่าง แต่ว่ายังไม่เข้าใจ ไม่แจ่มแจ้ง จึงต้องมารับการอบรม จึงต้องมาฟังการพูดการกล่าวธรรมะ แล้วก็ มาปฏิบัติมาลงมือกระทา แต่งกายให้สงบ แล้วก็แต่งใจด้วยอุปกรณ์ ด้วยเครื่องมือท่ีจะปรับปรุงใจของเราให้เป็นความรู้ดีรู้ชอบด้วยการ ปฏิบัติ ไม่มีสิ่งอื่นใดท่ีจะรักษาโรคทางใจของเรา ใจเป็นโรค โรค ทุกข์ โรคยาก โรคเจ็บ โรคปวด โรคเหนื่อย โรคหิว โรคโลภ โรค โกรธ โรคหลง หลงยดึ มั่นถอื มั่น เรียกวา่ หลงกายหลงใจ หลงสุขหลง ทุกข์ หลงความนึกคิดปรุงแต่ง เรียกว่า หลงสังขาร คิดสิ่งใดสิ่งหน่ึง แล้วก็หลงคิดหลงปรุงไปเรื่อย หลงไปตามอวิชชา หลงไปตามความ อยากของกิเลสท่ีมันเกิดข้ึน เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงน่ันเอง จึง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทมนัสข้ึนภายในจิตใจของเรา ความทุกข์ โทมนัสเกิดขึ้นแล้วไม่มียารักษา ยาแก้ปวดทันใจก็รักษาได้แต่ปวด ทางกาย ปวดเจบ็ ทางรา่ งกาย สว่ นความเจ็บปวดทางใจไม่มี มแี ต่ยา ธรรมโอสถ ยาของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ยำธรรมโอสถ หรือพุทธ โอสถ สังฆโอสถ กเ็ รยี กวำ่ ธรรมะ ธรรมะคอื สติ เปน็ ธรรมค้มุ ครอง ธรรมะทุกส่วน สติ-ความระลึกรู้ สติระลึกรู้อยู่กับใจ อยู่กับผู้รู้ เป็น ยาธรรมะที่สนับสนุนให้กาลังแห่งโอสถ ธรรมโอสถอย่างอ่ืนมีกาลัง เช่น สมาธิ สมาธิคือความที่จิตมีอารมณ์อันเดียว ตั้งม่ันรู้ รู้อยู่ใน ๑๐๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ ตัวเอง ตั้งมั่นอยู่ในความรู้ความระลึกรู้ปัจจุบัน หรือต้ังม่ันอยู่ในลม หายใจเข้าหายใจออก นี่ก็สมาธิ นี่ก็เป็นยาธรรมโอสถ คือสมาธิ ธรรม ปัญญา - สัมมาทิฎฐิ ทิฎฐิคือความเห็นชอบ นี่หากว่า เห็นชอบด้วยเหตุผลด้วยความเป็นธรรม เห็นความจริงตามสภาวะ แห่งความเปน็ จรงิ ในขันธ์ ๕ ทเ่ี รามสี ัมผสั สมั พนั ธก์ ันอยู่ เรียกว่าเหน็ ความไม่เที่ยง เห็นความทนอยู่ได้ยาก เห็นความไม่ใช่ตัวใช่ตนใน ขนั ธ์ ๕ ในสงั ขาร ตามคาสอนของพระพทุ ธเจ้าท่ีทรงแสดงในธรรมะ ท่ีเรียกวา่ ธัมมนยิ าม สัพเพ สงั ขำรำ อนิจจำ คาว่า สังขาร กค็ ือสิ่ง ที่เกิดขึ้นมีจิตใจเป็นเจ้าของด้วย สิ่งท่ีถูกปรุงแต่งหรือถูกสร้างข้ึน หรือถูกก่อเกิดขึ้นด้วยธรรมชาติคือ ดิน น้า ไฟ ลม ทาให้มีการ เกิดขึ้นเช่น ในทะเลทราย ลมพัดทรายมารวมเป็นกองเป็นภูเขา นี่ เรียกว่าเกิดขึ้น พอไม่นานก็ถูกลมพัดซัดไปทางอ่ืน ภูเขาทรายกอง นนั้ กไ็ ปปรากฏข้นึ ท่ีอน่ื อย่างน้ีเรียกว่าสังขารท่ีเกิดข้ึนโดยธรรมชาติ ดิน น้า ไฟ ลม หรือเกิดข้ึนด้วยการคิดปรุงแต่งของผู้มีจิตวิญญาณ เช่นสร้างรถสร้างรา สร้างบ้านสร้างเรือน เหมือนอย่างศาลาที่พวก เราอาศัยนั่งฟงั ธรรมอยนู่ ้ี ถูกสรา้ งขน้ึ มา แต่ไมม่ จี ิตไม่มีใจ สงิ่ เหล่าน้ี เรียกว่ามันจะทนอยู่ไม่ได้ เรียกว่า “ทุกขัง” มันจะทนเป็นอยู่อย่าง นี้ตลอดไปไม่ได้ เดี๋ยวมันก็จะแปรปรวนไป เรียกว่า “ทุกขัง” “อนัตตำ” หาความเป็นตัวเป็นตน เป็นไปตามความอยาก อยาก ให้เป็นตามความบังคับแต่เขาเป็นไม่ได้ แต่เขาเป็นไปตามธรรมชาติ ตามความจรงิ ของเขา เช่น ร่างกายของเรานีเ้ กดิ มาแล้วก็มีความเจ็บ มีโรคมีภยั แลว้ ก็แกไ่ ปเร่ือย สดุ ท้ายกช็ ารุดทรดุ โทรม แล้วก็สลายไป ๑๐๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ อันน้ีคือความเป็นจริงแห่งธรรมะท่ีเรียกว่า อนิจจัง - ไม่เท่ียง ทุก ขงั - เปน็ ทุกข์ อนตั ตำ - ไม่ใชต่ วั ใชต่ น ใจของเราไม่ได้ศึกษาให้รู้ให้เข้าใจตามความเป็นจริง ก็มา เสียอกเสียใจหรือมาขัดเคืองในความรู้ รู้คือใจเกิดเป็นความอยาก เกิดเป็นตัณหา อยากให้เป็นอย่างนู้นอย่างน้ี แต่มันไม่เป็นไปตาม ก็ เกดิ เป็นกิรยิ า เปน็ อาการจากความทุกข์ ความไม่สบายขึ้นภายในใจ ของเรา เพราะความหลง ความไม่รู้ตามความเป็นจริง เพราะความ ไม่มีธรรมะ คือรู้จริงเห็นจริงในสภาวะแห่งสงั ขารตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ เพื่อรักษาโรคแห่งความทุกข์ โรคแห่งความไม่สบายท่ี เกดิ ขน้ึ ภายในจติ ใจของเรา ดว้ ยธรรมะตามคาสอนของพระพทุ ธเจ้า จึงหันเข้ามาสู่การปฏิบัติ เม่ือได้ยินได้ฟังแล้วเร่ืองกายเร่ืองจิต จะรู้ ความจริงของเขาได้ด้วย สติ สมำธิ ปัญญำ นี่เป็นยา สติเป็นยำ โอสถ สมำธิเปน็ ยำโอสถ ปัญญำเปน็ ยำโอสถ เรียกวำ่ ธรรมโอสถ หากว่าผู้ใดประพฤติปฏิบัติธรรมะ เจริญสติให้ต่อเนื่องกัน เช่นกาหนดรลู้ มหายใจ ในเมื่อเราแต่งกายดีแลว้ ก็ต้ังสติ ดูลมหายใจ เข้าหายใจออก พร้อมกับหายใจเข้าก็นึก-พุท หายใจออกก็นึก-โธ ตามแบบท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงสอน หรือหายใจเข้ากาหนดรู้ หายใจ ออกก็กาหนดรู้ ไม่เท่ียง เข้าไปก็ไม่เที่ยง ออกมาก็ไม่เท่ียง เพ่งมอง เห็นความเกิดความดับ เกิดกับดับ หรือเกิดกับตายอยู่ด้วยกัน ใน ขณะเดียวกนั หายใจเข้าไปนี่เกิดแลว้ ก็ดับพร้อม หายใจออกมาก็เกิด แล้วก็ดับพร้อม เอาสติระลึกรู้อยู่กับอารมณ์อันเดียวเท่าน้ี พระพุทธเจ้าปฏิบัติมาก่อน ทามาก่อน เรียกว่าเพ่งใจในลมหายใจ เข้าหายใจออก ไม่ต้องไปใส่ใจอย่างอ่ืน ขณะที่เราปฏิบัติขณะนี้ เด๋ียวน้ี สนใจอยู่แต่กับหายใจเข้าหายใจออกเท่านั้น ส่ิงอย่างอ่ืนจะ ๑๐๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ เปน็ ตายรา้ ยดีอย่างไรทอดธรุ ะไป เพราะขณะนเ้ี รามาทาการงาน มา ทาการงานภาวนาการงานปฏิบัติธรรม เพ่ือให้สติระลึกรู้กับลม หายใจสัมผัสสัมพันธ์กัน เม่ือมันสัมผัสสัมพันธ์กัน ละเอียดเข้าไป เรียกว่าใจคือความรขู้ องเรามนั ทิง้ มันทงิ้ ความเข้าไปยดึ ไปถือสง่ิ อน่ื แม้แต่ยึดถือลมหายใจว่าจะต้องให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ก็ ไม่ให้มี คือไม่ให้แต่ง ไม่ให้อยาก ดูในจิต ในความนึกคิดในความรู้ ของเราดี ๆ แล้วความอยากน่ีเรียกว่าสละ สละด้วยการนึกลม หายใจเข้าหายใจออก หรือนกึ หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ นเ่ี ป็น การฝึกธรรมะในเบ้ืองต้น เรียกว่าสมถธรรม เพ่ือทาสติระลึกรู้ให้ ต่อเนื่องกัน แล้วก็เป็นสัมปชัญญะ-ความรู้ตัว เรียกว่าใจรู้ใจ จะรู้ ต่อเน่ืองกัน รู้การเคล่ือนไหวกับลมหายใจเข้าหายใจออก ดูเข้าดู ออก ๆ นี่ก็จะหายจากโรคความกังวลต่าง ๆ รู้สึกว่าใจเบา ความรู้น่ี มันรู้เบา ๆ กายก็ไมห่ นกั ไม่หนว่ งเพราะอุปาทานอย่างอืน่ เพราะเรา ทอดธุระ เราไม่ได้ใส่ใจกับกาย ร่างกายส่วนอื่นก็เหมือนกับว่าไม่มี จิตใจเข้าไปรบั รู้มนั ก็ไม่มีอะไร ขณะน้รี ู้อยู่ที่หายใจเข้าหายใจออก นี่ จะทาให้กายเบาใจเบา เม่ือมันแน่วแน่ ผ่านการนึกการระลึกเข้าไป เหลือแต่รู้ ว่าง รู้ สบาย แต่ว่าสติระลึกรู้แน่วแน่ ใจคือความรู้ น่ี ๓ อย่าง สติ ใจ อารมณ์กรรมฐาน คืออารมณ์ที่เราเพ่ง กลมกลืนกัน ๆ มันยังเปน็ อาการหยาบ ๆ อยู่ อาการที่ว่าสติระลึกรู้ ถ้ามันละเอียดเข้าไป ทีน้ีก็ไปเหลือ แต่อาการรู้ รู้ว่าง รู้เบา รู้สบาย นั่นเรียกว่ามีรสมีชาติในการสัมผัส กบั คาว่า ศีล-สลี สงั วรณ์ คือ ควำมมีสตติ อ่ เน่อื งกัน ใจจะไมค่ ิด ไม่ ปรุง ไม่ฟุ้งซ่ำนวุ่นวำย มันแนบแน่นเข้ำ เป็น สัมปชัญญะ เป็น ควำมรู้ตัวเป็นปัจจุบัน ยิ่งมีรสชำติ น่ีเรียกว่ำรสชำติของสติธรรม ๑๐๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ สมำธิธรรมสัมผัสกับใจ ไม่มีรสชาติอย่างอื่น ที่เราสมมติว่าเป็นรส รสท่ีสัมผัสกับล้ิน รสเปร้ียว รสหวานรสมัน รสขม อะไรน่ัน จะไป เอาส่ิงเหล่านั้นมาเปรียบเทียบ เปรียบเทียบไม่ได้ สู้รสของสติธรรม สมาธิธรรมไม่ได้ มีความซาบซ่านซาบซึ้ง มีความชุ่มช่ืนเยอื กเย็น ไม่ มีความสุขอื่นใดจะย่ิงไปกว่าความสุขในสมาธิธรรม สติธรรม น่ี ความสุขที่เปน็ รสเปน็ ชาตใิ นสตสิ มาธิ เม่ือเราฝึกให้ได้สมาธิแล้ว รู้ว่าจิตของเราไม่มีอาการ วอกแวก ส่ายแส่ไปตามสิ่งที่กระทบสัมผัสทางอายตนะ แม้แต่ทาง ร่างกายของเรา ความร้อน ความเย็น สัมผัสเราก็ไม่กังวล ไม่กระวน กระวาย เพียงแต่ร้วู ่ารอ้ นรวู้ ่าเย็น แล้วก็ตกไป สตกิ ับใจกลมกลืนกัน อยู่กับธรรมชาติรู้คือใจ ก็เป็นความสุขละเอียด เรียกว่ามีรสมีชาติ จากความสุข มีสติต่อเน่ืองและสมาธิ นี่ คาว่าสมาธิธรรม ใจต้ังมั่น อยกู่ ับใจ ใจมีอารมณอ์ ันเดยี วเปน็ เคร่อื งรเู้ คร่ืองระลกึ จะมีความเบา ห า อ า ร ม ณ์ อ ะ ไ ร ห รื อ ว่ า ร ส ช า ติ อ า ร ม ณ์ จ า ก อ ย่ า ง อื่ น เ ข้ า ม า เปรียบเทียบไม่ได้ นี่เป็นรสชาติแห่งธรรมะ รสชาติแห่งสติธรรม สมาธิธรรม จรงิ ๆ และรสชาตขิ องปญั ญาธรรม เม่ือฝึกสมถะ คือใจมีอารมณ์อันเดียวเป็นที่ตั้ง ไม่วุ่นว่ี วุ่นวาย ไม่ส่ายแส่ไปตามความวิตกวิจารณ์คือความอยากอันโนน่ อนั นี่ ความอยากหายไป ความวิตกวิจารณ์หายไป มีแต่ความรู้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านจึงว่ารู้อยู่กับรู้ รู้อยู่กับรู้ เห็นอยู่กับเห็น เห็นรูปเห็นใจ มันวางโลกธาตุ โลกท้ังโลกที่เคยมีสีสันวรรณะ มี ลกั ษณะรอ้ น ๆ หนาว ๆ ลักษณะสูง ๆ ต่า ๆ มันไม่มีความหมาย ไม่ มีสัญญาสังขารไปหมายมั่น สัญญาสังขารก็รวมเข้าอยู่เฉพาะความรู้ คอื ใจ นนั่ มีรสมชี าติอยา่ งย่ิง ๑๐๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ เม่ือทาสมถธรรมให้ได้กาลังแล้วก็พิจารณา ส่วนเร่ือง พิจารณานี่เปน็ เรื่องปัญญา ความเห็น ความดาริ เปน็ ปญั ญา ทา่ นจึง ว่า สัมมำทิฏฐิ-ควำมเห็นชอบ ถ้ามันรวมความรู้ความเห็นลงเป็น ความเห็นที่ถูกต้องก็เรียกว่าปัญญาชอบ ความดาริชอบ ความ เห็นชอบ น่ีเป็นกิริยา เป็นอาการของส่วนปัญญา ในเม่ือเรากาหนด รู้ลมหายใจเข้าหายใจออก มันรวมต้ังแน่วลงไป ข้อสาคัญ ระวัง ตรงทเ่ี หมือนกบั ลมหายใจจะหมด เวลาสตกิ ลมกลนื กนั กับลมหายใจ กับความรู้กลมกลืนกัน และก็หายใจ เหมือนกับหายใจเบาเข้า ๆ ก็ จะกลัว กลัวว่าจะตาย กลัวว่าจะหมดลมหายใจ ก็เกิดความวิตก ข้ึนมา นั่นเรียกว่าจิตถอนจากสมาธิ ก็มาเป็นความหยาบ เป็น ความรู้หยาบ ๆ มานึก พุทโธ ๆ ๆ อีก ถ้าหากว่าละเอียดเข้าไปแลว้ ก็ไม่ต้องไปกลัวเป็นกลัวตาย มันจะตายก็ให้มันตายไป มันเจ็บมัน ปวด เจ็บกเ็ จบ็ ไป ปวดกป็ วดไป แตส่ ติกับความรู้ให้แนว่ เปน็ อันหน่ึง อันเดียวกัน แล้วก็วิตกหรือว่าน้อมพิจารณา น้อมพิจำรณำลงสู่ ไตรลักษณ์ เอำไตรลักษณ์เป็นหลัก เป็นหลักของกำรเดินปัญญำ เป็นหลักของกำรฝนปัญญำ ฝนด้วยสติ ฝนด้วยสมำธิ ฝนลงสู่ ลักษณะท่ีไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ได้ยำก และหำควำมเป็นตัว เปน็ ตนไม่มี ไมม่ อี ำนำจอนั ใดจะไปสกดั กน้ั ควำมเกิดและควำมดับ เมอ่ื มันมีเกดิ ข้ึนแล้วมันก็ต้องดบั ไป สังขารร่างกายของเราเกิดขึ้นมาจากการประชุม สังขาร ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นมาในเบ้ืองต้นเป็นเด็กเลก็ ก็แก่ไป ๆ กาหนดรู้เข้าไป ตามความเป็นจริง เหมือนชีวิตของเราท่ีผ่านมา เราเห็นบุคคลอื่น สัตว์อื่นก็ตกอยู่ในสภาวะอันเดียวกัน เรียกว่าเกิดแล้วทนอยู่เป็น ปัจจุบันไม่ได้ เป็นเด็กแล้วจะให้เป็นเด็กอยู่อย่างนั้นไม่ได้ หรือมี ๑๐๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ ความสุขความสบายเพราะการอยู่ การรับประทาน การยืน การเดิน การน่ัง การนอน ร่างกายของเราเวลาไม่มีโรคไม่มีภยั หรือเวลาธาตุ อากาศมันไม่วิปริตก็จะรู้สึกว่าเรามีความสุขความสบาย แต่ถ้าธาตุ มันวิปริต ธาตุภายนอก ผืนแผ่นดิน ดิน น้า ไฟ ลม มันวิปริต ความ ร้อนก็ร้อนมาก ๆ ความเย็นก็เย็นมาก มันก็จะเกิดความไม่สบาย หรือแม้แต่ในร่างกายของเรามันเกิดความวิปริต เกิดเจ็บ เกิดป่วย เป็นโรคเป็นภัยอะไร มันหาความสุขไม่ได้หรอก ท่านจึงว่า ทุกข์ คือ ความทนได้ยาก มันมาด้วยกัน คาว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ใน รปู ธรรม ในนามธรรมเปน็ เหมอื นกนั คนอยใู่ หด้ งี ามใหส้ ุขสบาย เปน็ คนสวยงามจะให้สวยงามตลอดไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวก็แปรสภาพไป ก็แก่ ไป เห่ียวแห้งไป ย่ิงสุดท้ายถ้ายิ่งหมดลมหายใจแล้ว ก็ยิ่งไม่มีตัวไม่มี ตน ละลายไป ธาตดุ ินเป็นดนิ นา้ เป็นนา้ ลมเปน็ ลม ไฟเปน็ ไฟ นค่ี ือ อุบายที่เราจะต้องใช้ปัญญาวิตกวิจารณ์พิจารณาดูธรรมะท่ีมีอยู่ใน ตัวของเรา ในกายของเรา คอื รูปร่างกายของเรา อาการ ๓๒ เม่ือกาหนดดูกาหนดรดู้ ว้ ยสติท่ตี อ่ เน่ืองกนั ตงั้ มั่นเป็นสมาธิ กระแสแหง่ ปัญญา อาการของคาว่าปัญญาท่ีวา่ รู้ เขา้ ใจ เข้าใจในสัจ ธรรมทเี่ ป็นธรรมะฝา่ ยปรมตั ถธรรม ฝ่ายความเป็นจริง เกิด แก่ เจบ็ ตาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน มันก็จะเข้าใจ เข้าใจ “อนิจจัง” คาว่า อนิจจัง-ไม่เที่ยง มันก็จะเข้าใจไปหมด รูปไม่เที่ยง เวทนา สัญญา ภายนอกภายใน ตกอยูใ่ นกระแสแห่งความไมเ่ ทยี่ ง ตกอยู่ใน ความเป็นธรรมที่ไม่เท่ียงเหมือนกัน ตกอยู่ในความเป็นธรรมที่ว่า ทุกข์ หรืออยู่เป็นปกติไม่ได้เหมือนกัน ตกอยู่ในธรรมที่เรียกว่า “อนัตตำ” ไม่ใช่ตัวใช่ตน มันจะรู้มันจะเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้เห็นแจ่ม แจ้งด้วยปัญญา สติปัญญาอันนี้ สติปัญญาทางานกลมกลืนกันใน ๑๐๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ อิริยาบถท้ัง ๔ ไม่ได้เรียกว่า ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ด่ืม ทา พูด คิด น่ี สติกับปัญญากับใจกลมกลืนกันอยู่ ความรู้น้ี เมื่อมันประชุมลง สว่างจ้าขึ้นภายใน ความรู้ รู้ อนิจจังแท้เป็นอย่ำงน้ี ทุกขังแท้เป็น อย่ำงนี้ อนัตตำแท้เป็นอย่ำงน้ี มันคือในใจของเรำ มันไม่มีตัวตน ภำยในใจในธรรมชำติรู้ ๆ แต่มันมีความรู้อยู่ น่ันจึงว่าเหลือแต่ โครง สิ่งท่ีมาฉาบทา ส่ิงท่ีมาอาศัยอย่างอื่นไม่มีแล้ว เหลือแต่โครง ธรรม คือคาว่าปัญญา หรอื คาว่ารู้ รู้ดว้ ยปญั ญาน่ี คือรอู้ นจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตำ มี ๒ อย่าง ธรรมะท่ีรสมีชาติ สัมผัสกับจิตใจกับความรู้ของ เรา รู้แท้ ๆ จะทาให้หายโรค โรคทุกข์ โรคอยาก โรคหิว โรคทุกข์ กายทกุ ข์ใจจะไม่มี จะเหลือแต่เปน็ ธรรมชาติ รู้ ละ วาง วา่ ง วางเฉย สิ่งน้ีเกิดขึ้น สิ่งนี้ดับไป ก็รู้ตามความเป็นจริง สิ่งน้ีทนอยู่ได้ยาก รูป ทนอยไู่ ดย้ าก เวทนาทนอยไู่ ดย้ าก สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ จะรู้ด้วย ธรรม ด้วยปัญญาธรรม ด้วยญาณทัสสนะ เกิดขึ้นจากการบริกรรม ภาวนา ในเบื้องต้นที่เราประพฤติปฏิบัติ ถ้าเรามาทาอย่างนี้ เรำ กำหนดตั้งสติควำมระลึกรู้มำรู้กับจิตใจของเรำให้สติต่อเน่ือง บริกรรม พุท-หำยใจเข้ำ โธ-หำยใจออก ๆ อย่ำงน้ี ทำให้ชำนิ ชำนำญ เม่ือทำให้ชำนิชำนำญก็เรียกว่ำเป็นควำมท่ีเป็นบำรมี เป็นนิสัยเป็นปัจจัย เพราะปกติเราไม่ได้ทาอย่างนี้ เราทาแต่งาน อยา่ งอนื่ เราทาแต่งานสนองความอยากท่เี รียกว่าตัณหา “ตัณหำ” ท่านแปลว่า ความอยาก อยากด้วยความหลง เรียกว่าเป็นตัณหา ความอยากที่เป็นกิเลสหรืออยากที่เป็นมลทิน เพราะมันจะทาความเศร้าหมอง ทาความเร่าร้อน เป็นเมฆ เป็น หมอก เปน็ ผง เปน็ ธุลี เปน็ ฝนุ่ ละออง เข้ามาปกคลุมกับธรรมชาติใจ ๑๐๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ของเราเร่ือย ๆ สุดท้าย ก็กลายเป็นว่าใจของเราท้ังดวงท่ีเป็น ธรรมชาติแห่งความรู้ก็กลายเป็นไม่รู้ คือไม่รู้ความจริงตามเป็นจริง ไม่รู้สมมติตามเป็นจริง เมื่อไม่รู้สมมติตามเป็นจริงมันก็ดิ้นรน ความ ดิ้นรนมันเป็นความร้อน ความดิ้นรน ความทะเยอทะยาน มันเป็น กามตัณหา เป็นภวตัณหา เป็นวิภวตัณหา เรียกว่าเป็นเหตุให้ทุกข์ เกิด ในอริยสัจธรรมท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงในอริยสัจ ๔ มันเป็น กิริยา เป็นอาการ กิริยาอาการแห่งความอยาก กิริยาอาการแห่ง ความทุกข์ มันเกิดอยู่ที่ใจ มันมีใจเป็นผู้รู้ผู้สัมผัสเท่านั้น มันหลง หลงอยู่ที่ใจ จะทาให้มันรู้ ทาให้มันหายโรค ทาให้มันหายโรคกิเลส คือโรคความหลง โรคความขี้เกียจข้ีคร้าน คือโรคทั้งนั้น ไม่อยากดู ไม่อยากฝึกหัดปฏิบัติ ไม่อยากปฏิบัติธรรม ไม่เห็นคุณค่าของกาย ของใจที่ตนเองมีอยู่ท่ีเรียกว่าสมบัติธรรม รูปสมบัติ ใจสมบัติ หรือ วา่ นามสมบัติ เมื่อไม่รู้เหตุก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้บารุงรักษา ไม่ได้บารุงบาเรอ ด้วยความเป็นธรรม แต่ว่าใช้เขาไปในทางท่ีผิด ใช้ไปทางความหลง ตามความทะเยอทะยานอยาก เรียกว่าใช้สังขารหรือว่าใช้รูปกาย หรือว่าใช้จิตใจของเรา คาว่าสติปัญญามันเป็นอาการที่เกิดขึ้น มีใจ เป็นที่เกิด และมีใจเป็นผู้รู้ ส่วนการงานอย่างอ่ืนเราใช้กาย ใช้ ร่างกายของเราที่ประกอบไปด้วย เน้ือหนังมังสา เอ็น กระดูก โครงสร้างของกายน้ีมีความแข็งแรงไม่ทุพพลภาพไม่อ่อนแอ ก็ใช้ เขาได้ จะใช้ให้ว่ิง ใช้ให้เดิน ใช้ให้ทาการทางาน อดตาหลับขับตา นอน ซึ่งธรรมชาติของเขา เขาจะต้องพักผ่อนของเขา ในส่วน ประสาทต่าง ๆ ท่ีประกอบอยู่ในร่างกายของเรา ดิน น้า ไฟ ลม ที่ มันว่ิงไปตามเส้นเอ็น ตามประสาทต่าง ๆ หล่อเลี้ยงร่างกายให้มี ๑๐๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ ความเป็นปกติ เราก็มามีแต่ใช้ร่างกายนี่ให้เขาทาการทางาน ถึง เวลานอนก็ไม่ให้เขานอน ไม่ให้เขาพักผ่อน ถึงเวลากินก็ไม่ให้เขากนิ บางทีอดไว้กล้ันไว้ บางทีกินก็ให้เขากินเกินไป กินเสียจนไม่รู้ความ พอดี ก็เกิดความทุพพลภาพ เกิดโรค เกิดความวิปริตทางร่างกาย เรียกว่าเราอาศัยกาย แต่เราไม่ดูแลรักษาเขาให้เป็นธรรมให้ พอเหมาะพอดี ความนึกความคิดก็เป็นเคร่ืองมือที่เราใช้สร้างสติปัญญา ก็ ใช้ไปในทางอ่ืนเสีย ไม่ได้ใช้มาในทางรักษาตัวเอง ไม่ได้ใช้มาในทาง รจู้ กั การพักผอ่ น เพราะฉะนน้ั จงึ เกดิ โทษ แล้วกไ็ ด้รบั โทษ ไม่ได้รับ คุณค่าท่ีจะให้มีความสุขย่ิง ๆ ขึ้นไปจนถึงท่ีสุดแห่งทุกข์อันแท้จริง คือถึงวิมุตติพระนิพพานด้วยสติปัญญาอันชอบ เพราะไม่ได้เห็น คุณค่าในการที่จะฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นธรรมในทางธรรมะ ไม่เห็น คุณค่าของคาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้ทุ่มเทกายใจมาหล่อหลอม หรือมาฝึกฝนอบรมให้สติสมบูรณ์ ให้สมาธิม่ันคง ให้ปัญญาเฉียบ แหลมในการรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น จึงได้รับแต่ความทุกข์ เกิดมาถึงแม้จะมีร่างกาย สมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว มิหนาซ้ายังมีปัจจัย ๔ เครื่องอานวยความสะดวกให้อยู่ให้กิน อยากกินเวลาไหนก็บารุง บาเรอหาแต่ของดิบ ๆ ดี ๆ ส่ิงที่มีวิตามินมีคุณค่าทางอาหารบารุง เขา แต่บารุงเกินไป บารุงมากไปจนเลยเถิดไป ก็เลยเกินความพอดี ทางส่วนร่างกาย สุดท้ายก็กลายเป็นแก่ กลายเป็นหมดเรี่ยวหมด แรงไป ท้ังท่ีบารุงแต่ส่ิงท่ีมีวิตามินมีคุณค่า บารุงเข้าไป ๆ มันก็มีจุด มีเพดานความเป็นอยู่ ใหค้ วามสุขทางกายของเขาอยู่ เมอ่ื มันเกนิ มัน เลยขอบเขตเลยอัตราของเขาไป ก็กลายเป็นความทุกข์ กลายเป็น ๑๐๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ ให้ความทุพพลภาพเพราะความแก่ความชารุดทรุดโทรม สุดท้ายก็ แตกสลาย เลยไม่ได้อะไร ไม่ได้ธรรมะอันแท้จริง ไม่ได้ความสุขอัน แท้จริง ทางจิตใจก็เหมือนกัน ทางสติปัญญาท่ีเราใช้นึก ใช้คิด ใช้ วิจารณญาณในการสร้างสรรค์ สร้างสรรค์ต้ังแต่ทางท่ีมันเกิดแล้ว มันก็เส่ือม มันจึงไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ มันจึงไม่จบ ไม่จบไม่สิ้น ความ ทุกข์ความยากความลาบากทั้งหลายจึงไม่จบ เพราะฉะน้ัน จึงต้อง หันมาใช้งานตามทางที่พระพุทธเจ้าสอน เรียกว่าทางธรรมะ เอา กายของเรามา เอาสติปัญญา เอาสัญญาสังขาร มากาหนดรู้ลม หายใจเข้าหายใจออก ฝึกซ้อมจนรู้ว่าสติความระลึกรู้เป็นคู่ของใจ มันทางานอยู่ด้วยกัน มันกลมกลืนกันอยู่ เรียกว่าไม่ละท้ิงกัน ท่าน เรียกว่า สติกับใจ เช่นเราบริกรรมพุทโธ ๆ เวลาเรามานั่งทา กรรมฐาน มาน่ังปฏิบตั ิสมาธิ ความจริงคอื เรามานง่ั ทาสติกับอารมณ์ รู้ให้ต่อเน่ืองกัน เมื่อไม่พล้ังไม่เผลอทอดธุระจากกัน ท่านเรียกว่ามี ความเพยี ร ความเพยี รชอบ การงานชอบ งานภาวนาต้ังสติรู้ หายใจเข้าหายใจออก หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ ไม่เปลี่ยนไปอย่างอ่ืน เรียกว่าการ งาน ปฏบิ ัติธรรม เจริญสตสิ มาธิเป็นการงานชอบ จนมันแน่วแนส่ งบ ละเอียดเข้าไป รู้ด้วยตนเองว่ารู้ว่ามันละเอียด รู้ว่าความรู้ของเรา ละเอียดเบา ไมห่ นกั ไม่หนว่ ง ความเจ็บความปวดก็หายไป ปวดแข้ง ปวดขาก็ไม่มี ปวดหลังปวดเอวเราก็รู้ถ้าหากว่ามันไม่มีไม่เกิดขึ้น ถึงแม้มันจะมีขณะที่เราฝึกฐานสาคัญคือสติ มันมีก็รู้ว่ามันมี มีก็ช่าง มนั มันจะเจ็บจะปวดจะเป็นอะไรก็ไม่สนใจ สนใจแต่คาบริกรรมกับ สติกับใจเท่านั้น มันกลมกลืนกัน ไม่ทอดธุระเอาใจไปรู้อย่างอื่น ไม่ ๑๑๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ เอาสติไประลึกเร่ืองอย่างอ่ืน คือมีความเพียรชอบ ความเพียรไม่ ท้อถอย วิริเยนะ ทุกขะมัจเจติ จะล่วงทุกข์ก็ได้เพรำะควำมเพียร ควำมไมท่ ้อถอย เมือ่ เพียรรูเ้ พียรระลึก สดุ ท้ายมนั ก็จะลงสฐู่ านของ คาวา่ สมาธิ ความตงั้ ใจมนั่ ใจรู้ใจ ใจมนั่ ในใจ มันหนกั แน่น มนั สบาย ไม่มีกังวลไม่มีเร่ืองอะไร โลกทั้งโลก สมมติท้ังสมมติในโลก ๓ มันไม่ มี มันก็มีแต่ใจรู้ว่างวางสบาย ความเบา ความไม่ขัดข้องอะไร น่ัน แหละ ท่ีว่าความสบาย ท่ีว่าไม่สบายเพราะมันมีความขัดข้อง เด๋ียว มันก็ไปยึดความเจ็บความปวด เดี๋ยวมันก็ไปนึกไปคิด จะไปอันโน้น ทาอันน้ี การงานอันน้ันยังไม่เสร็จ การงานอันโน้นยังไม่เสร็จ มันก็ จะส่งส่ายไป น่ันเรียกว่ามันส่งออก เพราะฉะน้ัน เวลาเราปฏิบตั สิ ติ สมาธิ จึงให้ทอดธุระอย่างอื่น แล้วก็ให้ทอดธุระความอยาก ความ อยากเปน็ อยากมี อยากเป็นอย่างนู้นอยากมีอย่างนี้ อยากใหจ้ ติ สงบ ท่ำนวำ่ จิตสงบน่ี มนั ว่ำง มันสุข มันสบำย ไม่ต้องไปกงั วล ไมต่ ้อง ไปวิตกกังวล ขณะนี้เรำทำงำน เรำลงมือทำงำนแล้ว ลงมือต้ังสติ บริกรรมภำวนำแล้ว ให้อยู่กับบริกรรมภำวนำ อยู่ ๒๐ นำที ๓๐ นำที หรืออย่ำงไรก็ไม่ต้องไปกำหนด เอำปัจจุบัน ขณะนี้ เด๋ียวนี้ ร้อู ย่นู ่ี หำยใจเข้ำ หำยใจออก หำยใจเข้ำ หำยใจออก เมื่อความเพียรพยายามให้มันต่อเนื่องกันอยู่ สติกล้าจน เป็นสัมปชัญญะ ก็เป็นสมาธิ เป็นผลคือความมั่นคงของใจอยู่ใน อารมณ์อนั เดยี ว มันก็มคี วามสุข ความเบา ความสบาย ยงั ไมต่ ้องไป กังวลว่าจะทาอย่างไรต่อไป ขอให้ทาในเบ้ืองต้น ทาสติต่อเน่ือง เรียกว่าสมถธรรม ให้มันได้กาลังแล้ว อันต่อไปน่ันท่านเรียกว่า ปัญญา หรือวิปัสสนา หรือปฏิบัติวิตกวิจารณ์ ให้ปัญญาเกิดขึ้น เพราะปัญญา ถ้าปัญญาในภาวนามยปัญญามันจะไม่เกิดขึ้นเอง มัน ๑๑๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ จะไม่แจ่มแจ้ง ถ้าปัญญาในสมาธิ ปัญญาในสติช่ัวครู่ช่ัวขณะนี่มันมี มันเกิดข้ึนเมื่อมีสิ่งสัมผัส ทีนี้จะให้มันเป็นภำวนำมยปัญญำ จนไป เข้าถึงวิสุทธิปัญญำ ปัญญาบริสุทธิ์เกิดจากความรู้แจ้งเห็นจริงใน สภาวธรรม จะต้องฝึก จะต้องวิตก ท่ีท่านบอกว่าวิตกในองค์ฌาน ในปฐมฌาน วิตกวิจารณ์ การวิตกวิจารณ์เรียกว่าเป็นการสร้าง ปัญญา เปน็ การฝกึ ปญั ญา หรอื ว่าโยนโิ สมนสิกำร ความมนสกิ ารใน อาการท่ีมันเกิดข้ึน เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นเฉย ๆ บ้าง หรือ มันไม่เท่ียง จาได้หมายรู้ เด๋ียวก็จาได้ เด๋ียวก็ลืมไป เดี๋ยวก็หมายมัน่ เดย๋ี วก็ไมห่ มายมั่น จะตอ้ งอาศัยวิตกวิจารณ์ เรยี กว่า สร้างปญั ญา เบอื้ งตน้ น้สี รา้ งปญั ญาดว้ ยสตุ มยปัญญำ จากการไดย้ ินได้ ฟงั เพราะฉะน้นั พวกเราต้องฟังธรรมะกันอยบู่ ่อย ๆ หรือในครงั้ พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ จึงมีการฟงั ธรรมะเป็นประจา เวลาบา่ ย พระพุทธองค์ทรงแสดงเรือ่ งตา่ ง ๆ เรียกวา่ แสดงธรรมะ แสดงเหตุ เหตุอันน้เี กิดขน้ึ เรียกวา่ มคี วามดีใหไ้ ดร้ บั ความสขุ การทา เหตอุ ยา่ งนีจ้ ะได้รบั ผลเปน็ ทุกข์ไดร้ ับความวบิ ัติอะไรต่าง ๆ เรียกว่า พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงพระสตู ร พระวินยั พระอภิธรรมตา่ ง ๆ ล้วน แล้วแต่ทรงแสดงกิรยิ าอาการของกายของใจ เพราะฉะนนั้ เรอ่ื งท่จี ะ วติ กวจิ ารณ์หรือสร้างปญั ญาจนให้เกดิ เป็นภำวนำมยปญั ญำ ก็ตอ้ ง อาศยั การฟงั การฟังธรรมะ เมอื่ ผู้ฟังเป็น ฟังเร่ืองอะไรก็เปน็ ธรรม ฟงั เร่อื งเขาด่าเขาว่ากนั สามีภรรยาทะเลาะวิวาทกันก็เปน็ ธรรม ถำ้ ฟงั เป็นดเู ปน็ มนั จะรสู้ ึก ควำมรสู้ กึ ที่ละเอียดทเี่ รียกวำ่ ปัญญำ มนั จะหย่ังเข้ำไปถึงควำมไม่เท่ยี ง เป็นทกุ ข์ ไม่ใชต่ ัวตน มันจะสรปุ ควำมจรงิ ทั้งหลำยด้วยปัญญำ ด้วยควำมเหน็ ลงในลกั ษณะแหง่ ควำมเปน็ จรงิ คอื “อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตำ” ถ้ามนั เหน็ ความจรงิ ๑๑๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ อยา่ งนัน้ ความยึดมัน่ ถือมนั่ ที่มันเคยหลงเคยยดึ เคยเขา้ ใจผดิ อยมู่ นั ก็จะโล่งไปดว้ ยความเห็นชอบ ด้วยความรตู้ ามความเปน็ จริง เรื่องปัญญา ปัญญาน่ีต้องฟัง ฟังด้วยสติ กาหนดรู้แล้วก็จะ มีความละเอียดด้วยความเห็นด้วยปัญญา เช่นท่านแสดงเรื่องความ ไม่เที่ยง ขันธ์ ๕ มันไม่เท่ียง ที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์ทรงสอน ให้ปัญจวัคคีย์ฟัง รูปัง อนัตตำ เวทนำ อนัตตำ สัญญำ อนัตตำ ภาษาบาลี สรุปแล้วก็เร่ืองรูปร่างกายทั้งหมด ส่ิงท่ีอาศัยอยู่ในกาย มันไม่เท่ียง มันไม่เท่ียง มันเป็นทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยงมันจึงเป็น ทกุ ข์ เพราะมนั เปน็ ทุกข์มนั ไม่เทย่ี งมันจึงไม่เป็นตวั เป็นตน นเ่ี รยี กว่า เป็น “อนัตตำ” มันจะสรุปประมวลลงในจุดน้ีท้ังหมด ท่ีเรา พิจารณาอยา่ งละเอยี ดแยกแยะ แต่สว่ นมากท่ีพจิ ารณาให้เป็นธรรม ก็เรียกว่ามาพิจารณากายจิตของเรา พิจารณาความนึกความคิด คา ว่าจิตมันเป็นอำกำรนึกคิด “จิตตัง” คือนึกคิด น่ีจึงว่ำฝนปัญญำ หรือใช้ปัญญำวิตกวิจำรณ์คิดพิจำรณำ นับแต่อาการหยาบ ๆ ไป ในเบ้ืองต้นในร่างกายของเรา ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุ ดิน นา้ ไฟ ลม เรยี กว่ามหำภตู ธำตุ ธาตใุ หญ่ ๆ ธาตทุ ่ีเป็นภตู เปน็ ผีใหญ่ ในรา่ งกายของเรา แล้วมันเปน็ ผีอย่างไร ก็เป็นผแี หละ พอ ดิน น้า ไฟ ลม มารวมกันเป็นรูปร่างกายของเราแล้ว มันก็ต้อง กินดิน กินน้า กินลม กินไฟ คือมันต้องใช้ กิน เมื่อมันมี การกินมันก็ถือว่ามันเป็นผี ก็เอาดินมากิน ดินจากอะไร ดินจากปู จากปลา ดินจากหมูเห็ดเป็ดไก่ ก็เลยกลายเป็นว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย ก็ถูกภูติผีใหญ่คือกายของเรากลืนกินไปหมด น่ีถึงว่าร่างกายของเรา มันเป็นผี กินหมู กินเป็ด กินไก่ กินปู กินปลา กินสัตว์ต่าง ๆ น่ีมัน เป็นอย่างน้ีเพราะว่ามันหนุนกัน มันเป็นส่ิงท่ีอาศัยกัน หนุนกัน ๆ ๑๑๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ ถือว่าเป็นมหาภูต \"มหำภูตรูป\" คือธำตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็ยัง เป็นอาการย่อยลงไปเรียกว่า \"อุปำทำยรูป\" เป็นรูปอำศัย มีรูปหู มีรูปตำ มีรูปจมูก มีรูปอวัยวะต่ำง ๆ เป็นรูปย่อยออกจำก ดินนำ้ ไฟ ลม เรียกว่า \"อุปำทำยรูป\" ทั้งหลายทั้งปวงนี่สุดท้ายจะต้องคืน ไปสู่ของเดิมของเขา ดินเป็นดิน น้าเป็นน้า ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ใจ ของเราก็คืนไปสู่ความเป็นใจท่ีมันถูกความโลภ เดือดดาล อาการ ความโกรธ เป็นทุกข์เดือดดาล หรือความหลงรกั หลงยึด หลงถือว่า ตาเรา หูเรา เน้ือเรา หนังเรา ผมเรา เล็บเรา ฟันเรา อันนี้ทีแรกมัน เป็นสมบัตขิ องความหลง เปน็ สมบัติของความโลภ ของความโกรธ เมื่อถึงวำระสุดท้ำยมันจะต้องคืน ใจก็จะคืนไปสู่ควำม เป็นใจ ไม่มีอะไร โลภ โกรธ หลง โลภก็ไม่มี โกรธก็ไม่มี ร้อนก็ไม่ มี สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี เย็นก็ไม่มี ไม่มีอะไร ใจเป็นเพียง สภำวธรรมแห่งควำมรู้เฉยเท่ำน้ัน น่ีจึงว่ำ “ควำมรู้” ไม่รัก ไม่ชัง “ควำมรู้” ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่มีอะไร สุดท้ำยแล้วมันจะคืนใจลงสู่ ควำมไม่มีอะไร นั่นแหละจงึ จะจบกัน เดย๋ี วนม้ี ันมี เอาใจนี่แหละมา ให้มันมีนั่นมีน่ี มีโลภ มีโกรธ มีหลง มีรัก มีชัง มีสมบัติพัสถาน มี ปจั จัย ๔ เงินทองกองแก้ว มลี ูก มหี ลาน มสี ามภี รรยา มญี าติ มีมิตร มีเพอื่ นรว่ มโลก เกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันอยนู่ ่ี เดีย๋ วน้มี ีอยู่ ท่ีเราประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม สร้างสติต่อเนื่อง เพื่อให้ สมำธิ คือความม่ันคงแห่งความรู้เป็นตัวของตัวเอง แล้วก็สร้าง ปัญญำ เพื่อให้ความรู้ให้มันรู้ตามเป็นจริง มันถึงจะทาลายคาว่า อปุ ำทำน ความไปยึดไปถอื ความถือผดิ ความเขา้ ใจผิด ไมม่ แี ล้วมัน จึงจะคืนใจท่ีเป็นธรรมชาติรู้ ๆ นี่ คืนสู่ธรรมชาติรู้อย่างเดิม แล้วจึง จะจบการทาการทางานต่าง ๆ จึงจะไม่มาเกิดเป็นหญิง เป็นชาย ๑๑๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นย่า เป็นตา เป็นยายเป็นลูก เป็นหลาน อะไรมันถึงจะจบไปหมด เพราะการไม่มีการเกิดข้ึนอย่างเดียว ไม่มี อุปาทาน ความยึดม่ันถือมั่นที่มันเคยมีก็ไม่มี ในธรรมชาติรู้ ๆ ธรรมชาติใจของเราน่ีมันจะเป็นได้เห็นได้ด้วยการเจริญปัญญา เพราะฉะนั้น ในหลักประพฤติปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ศีล สมาธิ ปญั ญา เปน็ อปุ กรณ์ เปน็ เคร่อื งมือที่จะนาจติ ใจอันเป็นสมบัติ อันล้นค่าที่เป็นธรรมชาติมีมาของใครของเรา ไม่ได้ไปหยิบไปยืมไป ซื้อไปหาจากใครมา ใจของใครของเรา เม่ือมันมีอยู่เราก็รับผิดชอบ อยู่ ความโลภเกิดข้ึนก็ทุกข์มาก เพราะมันร้อนเดือดดาล ความหลง เกิดขึ้นก็งมงาย หลงน่ีก็หลงจริง ๆ มันไม่ใช่เราใช่ใคร ก็ยังว่าเราว่า เขาอยู่ เรียกว่าหลง หลงสุข หลงทุกข์ มันเกิดขึ้นอยู่กับกายกับใจ พอท่านปฏิบัตเิ จรญิ ธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้มรี สมีชาติ ตามท่ีอาตมาได้ยกภาษิตขึ้นว่า “สัพพะระโส ธัมมะระสัง ชินำติ” รสของธรรมชนะรสทั้งปวง คือรสชาติของความมีสติ ต่อเนื่องข้นึ ทาให้เกิดให้มี ใครยังไม่ตอ่ เนื่องยังไมร่ ู้ ถา้ มนั ต่อเน่ืองกัน ก็จะรู้ รู้เองเห็นเองว่ามันมีรสชาติ มีความสุข มีความเบา มีความ ละเอียดขนาดไหนในสภาวะแห่งความรู้ คือใจของเรา เราจะรู้ด้วย ตนเอง รสชาติของสติ สมาธิ เม่ือใจมันเป็นอิสระจากอารมณ์ ทั้งหลาย น่นั เรียกว่า ใจเปน็ ใจ ใจเปน็ ตัวของตวั เอง ไมถ่ กู คุมอยดู่ ้วย โลภ โกรธ หลง ไม่ถูกคุมอยู่ด้วย ทิฐิมานะ ความหลงผิด หลงถือตัว ถือตน มันจะเป็นอิสระขนาดไหนถ้าจิตมีสมาธิ หรือเป็นสมาธิ เรา จะรเู้ องเห็นเอง ย่งิ ปญั ญามองเข้าไปรูต้ ามเป็นจริง รู้ อนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตำ ท้ังกาย ท้ังจติ ทงั้ สมมตทิ ัง้ หลาย รวมทงั้ หมดเลย ๑๑๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ สมมติท้ังสมมติในวัฏสงสาร ในโลก ๓ ท่ีท่านว่าวัฏสงสาร ในโลก ๓ โลกแห่งความเป็นเปรตอสูรกายสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน โลกแห่งความเป็นมนุษย์ของเรา โลกแห่งความเป็นเทวบุตรเทวดา จนไปถงึ อนิ ทร์พรหม ยม ยกั ษ์ จนถึงอาภสั ราพรหม จนถึงสุทธาวาส พรหมท้ัง ๕ ที่ไม่มีความหลงยึดหลงติด มันวาง มันว่าง โดย ธรรมชาติของใจแล้ว มันจะมีรสมีชาติเกิดจากปัญญารู้จริงเห็นจริง ใจไม่มีอะไร เข้าถึงความท่ีใจไม่มีอะไร รู้รู้ ไม่มีอะไรติดอะไรข้องอยู่ ในความรู้น้ัน มีแต่ “ควำมรู้เฉย” เรียกว่ำไม่มีทุกข์ ทุกข์ไม่มีในใจ ใจไม่มีในทุกข์ ทุกข์ไม่มีในกำย กำยไม่มีในทุกข์ กำยไม่มีในจิต จิตไมม่ ีในกำย มนั จะไปเหลอื อย่แู ตธ่ รรมชำตริ ู้อนั นนั้ เรยี กวำ่ คืน ใจ คืนใจให้เป็นอิสระของใจด้วยธรรมะ ไม่มีสิ่งอื่น มีแต่การ ประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิง เจริญจิตภาวนา เจริญสมถภาวนา สมถธรรม เจริญวิปัสสนาธรรม เจริญปัญญา ฝึก ปัญญา ทีแรกมันตอ้ งอาศยั การฝกึ ไม่ว่าสิ่งใด ๆ ทั้งหมดจะให้มันชานิชานาญต้องฝึกเสียก่อน ฝึกเรียนเป็นแพทย์เป็นหมอ ฝึกเรียนการปกครองอะไรต่าง ๆ ฝึก เรียนการก่อสร้างเคร่ืองใช้ไม้สอยอะไรต่าง ๆ ก็ต้องฝึกเสียก่อน ต้องฝึกต้องทดสอบ ทาให้มาก เจริญให้มากแล้ว สุดท้ายก็ใช้ ประโยชน์จากสิ่งที่ศึกษาเลา่ เรยี น และลงมือสร้างให้มนั เกิดมันมขี ึน้ น่ีก็เหมือนกัน ฝึกธรรมะ เพรำะธรรมเป็นเคร่ืองนำออกจำกควำม วุ่นวำย นำออกจำกควำมทุกข์ท้ังทำงกำย และทำงใจ นี่จึงต้อง มำฝึกใจให้มีสติธรรม เอำพุทโธ ๆ เป็นอำรมณ์ในเบื้องต้น ทำให้ มำก ไมม่ ีหนทำงอืน่ บำงท่ำนบำงคนถำมว่ำ ไมต่ ้องนึกพทุ โธ ๆ มี วิธีทำไหมให้มันสุขสงบสบำยใจเป็นสมำธิ มันไม่มี เพรำะว่ำกำร ๑๑๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ฝึกจะให้เกิด ให้เป็น ให้ชำนำญในสิ่งใด มันต้องมีเรื่องให้ฝึก เสียก่อน แม้แต่การชานาญในการขีดการเขียน การอ่าน การพูด สาเนียงภาษาในโลกของเราน่ี ใช้กันไม่รู้ว่ากี่ภาษา ภาษาคน ภาษา สตั ว์ เขามีท้งั นั้น เขาก็ต้องมาเรยี นกนั มาศกึ ษา ศึกษาแลว้ ก็ทดสอบ การทดสอบแล้วกล็ งมือปฏิบัติ สุดทา้ ยกเ็ ขา้ อกเขา้ ใจ สามารถพูดได้ คนก็พูดกับสัตว์ได้ แม้แต่ว่าเป็นคนใบ้พูดเสียงไม่มี เขาก็มีวิธีทาให้ เข้าอกเข้าใจกันได้ เพราะว่ามันมีวิธีทา จะต้องฝึกเสียก่อนจึงจะ ชานาญ อันนี้ก็เหมือนกัน ฝึกธรรม ปฏิบัติธรรม ฝึกให้จิตใจของเรา มีสติธรรม เป็นเคร่ืองรักษาใจคุ้มครองใจ ให้สมาธิเป็นฐานท่ีต้ังของ ใจ ของความรู้ ๆ ให้มนั มน่ั อยูใ่ นสิ่งเดียวได้ แล้วก็ฝึกปัญญาแยกแยะให้ความรู้ความเห็น สอดส่อง แยกแยะจนเกิดเป็นญาณทัสสนะ คาว่า “ญำณทัสสนะ” น้ัน คือ อาการท่ีรู้จากปัญญา เพราะปัญญามันเป็นมรรค เป็นการฝึกอยู่ เม่ือฝึกเมื่อรู้แจ่มแจ้งถอนทุกข์ทั้งหลายออกจากหัวใจ เพราะไม่มี อปุ าทาน ความเขา้ ไปหลงมั่นยึดมั่นถือม่ันวา่ นั่นว่านี่ อนั นน้ั เปน็ แสง สว่างแห่งปัญญาเรียกว่า “ญำณทัสสนะวิสุทธิ” รู้ด้วยควำม บริสุทธ์ิจำกกำรฝึกหัดปฏิบัติในกำรเจริญมรรค จะสำเร็จเป็นผล เป็นประโยชน์ เรียกว่ำรักษำโรคกำยโรคใจจบลงด้วยกันท้ังหมด โรคกายก็จบ ไม่มีโรคไม่มีภัย ไม่มีทุกข์ทางกาย เพราะธรรมชาติเขา ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว มันมีอยู่ท่ีใจ ใจก็จบ เรียกว่าทุกข์ใจก็ไม่มี ความลุ่มหลงในใจก็ไม่มี เพราะธรรมะคือ สติธรรม สมาธิธรรม ปญั ญาธรรม ในวันนี้ ได้นาปฏิบัติธรรมด้วยการทาสมาธิภาวนาดังที่ กล่าวแลว้ ในเบอื้ งต้น ทเี่ รามานั่งทาสมาธิฟงั ธรรมะอยู่ นเี่ รียกวา่ แต่ง ๑๑๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ กาย น่ังสมาธิขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง แล้วก็แต่งใจใหม้ ีสติ ให้มีคาบริกรรมเอาพุทโธ ๆ หรือจะกาหนดลม หายใจเข้าหายใจออกกเ็ อาใหแ้ นว่ แน่ นีเ่ รยี กว่าแต่งในวธิ นี ่ังทาสมาธิ ถ้าเราจะเดินทาสมาธิ เดินกันให้ลักษณะเป็นอาการ ก็หาที่เดิน กลับไปกลับมาไม่ให้สั้นนัก ให้ยาวเดินได้สัก ๒๕ ก้าว พอดี ๆ กลับไปกลับมา ทีร่ าบเรียบไม่ใหส้ งู ๆ ตา่ ๆ เสรจ็ แล้วเราก็ไปยืนทาง ต้นทาง เรียกว่าหันไปทางทิศตะวันตก-ทิศตะวันออก น่ันเป็น ทศิ ทางท่โี ลง่ แต่ถ้ามันไมม่ กี ็ไมใ่ ช่ว่าเดินภาวนาไม่ได้ ถา้ มันมที ศิ ไหน มันมีทางยาวก็ทาได้เหมือนกัน แต่ว่าคานวณเอาทิศตะวันตก-ทิศ ตะวันออก แล้วก็ไปยืนในทางทิศตะวันตกเสียก่อน หันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก ยืนให้ตรง เอามือขวาจับมือซ้าย แล้วก็กาหนดรวม กาหนดรู้ว่าใจของเรามันไปรู้อยู่ท่ีอื่นข้างนอก ให้มันมารู้อยู่ที่ลม หายใจหรือรู้อยู่กลางหน้าอกของเรา น้อมนึกระลึกถึงศาสดา นึกถึง ที่พึ่งคือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๆ ๓ จบ แล้วเดินก้าวเอาขาขวา ออกไป-พทุ ขาซา้ ย-โธ ขาขวา-พุท ขาซา้ ย-โธ หรอื ขาขวา-พทุ โธ ขา ซ้าย-ธัมโม ขาขวา-สังโฆ สลับกันไป พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๆ ทา ความระลกึ รู้ อย่าให้เผลอ ในระหว่างเดินกลับไปกลับมา ไปถึงปลายทางก็หมุน หมุน ไปทางแขนขวาของเรา แขนขวาอยู่ทางไหนก็ให้หมุนกลับไปทางน้ัน ไมใ่ หห้ มุนไปทางแขนซา้ ย เพราะวา่ การย่าตวั ไมด่ ี เดยี๋ วมนั จะล้ม ถ้า หมุนไปทางขวามันเป็นวงจรแห่งการหมุนที่ชานาญ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์จึงเรียกเอาการหมุนทางขวา เรียกว่า ทักษิณำวัฏ ถ้าหมุนไปทางซ้ายเรียกว่า อุตตรวัฏ นั่นมันเป็นการ หมุนท่ีขัดกับเข็มนาฬิกา เข็มนาฬิกามันหมุนไปทางขวา หมุนไป ๑๑๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ เร่ือย ๆ ตามเข็มนาฬิกาหมุน หรือว่าโลกมันคงจะหมุนไปอย่างนั้น มันคงจะหมุนไปทางขวาเหมือนกันที่ว่าโลกหมุน ท่านจึงถือเอาการ หมุนวนไปทางขวา แล้วก็กลับมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ตั้งสติ กาหนดไว้ใน ๓ รอบกลับไปกลับมา มันเผลอไหม ถ้ามันเผลอ เอา ใหม่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ใหม่ จนรู้แน่ว เออ ไม่เผลอ ไม่กด ไม่เกร็ง จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นการกาหนด พุทโธ ๆ ๆ อยู่กับลมหายใจเข้า หายใจออกก็ได้ หรือจะกาหนดกับการก้าว ขาขวา-พุท ขาซ้าย-โธ ขวา-พุท ซ้าย-โธ ให้มันได้จังหวะกลมกลืนกันไม่ขัดเคือง ก็เอาอยู่ น่ันแหละ สตกิ ็จอ่ ไม่ให้เผลอ จนรู้ว่ามนั ไม่เผลอ ๓ รอบ ๔ รอบ เดิน อยู่ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที จนถึงชว่ั โมงมนั ก็ไมเ่ ผลอ น่ันแหละ มนั ไดส้ มาธิแล้ว ถ้าเป็นเครอ่ื งยนตก์ เ็ รียกวา่ หมนุ ตดิ สตาร์ตเครือ่ งยนตแ์ ล้ว มันติด น้ามันมันก็ฉีดไปตามวงจรของเขาแล้ว มันก็ติดอยู่น่ันแล้ว นี่ ก็เหมือนกัน จิตของเราเม่ือฝึก มันเป็นสมาธิ มันตั้งม่ัน ท้ังรู้ทั้ง ความรู้กลมกลืนเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน มันก็เป็นสติอัตโนมัติ ทางานอยู่นั่น โอย เดินอยู่ท้ังคืน ไม่หยุดเลย จะไปทางานทาอะไร ลมื การงานอยา่ งอื่น จติ มนั ม่งุ แนว่ อยู่ ก็ใหม้ ันอยู่นั่นแหละ ไมต่ ้องไป เสียดายมันหรอกงานอย่างอื่น หาเงินหาทองหาเงินล้านเงินแสน ด้วย ให้มันตกไป มันไม่มีคุณค่าเท่ากับสมาธิธรรม ปัญญาธรรม ที่ จะเกิดข้ึนคุ้มครองจิตใจของเรา หรือว่าทาสะอาด ทาความสะอาด สะอา้ นของขยะ ของกิเลส ของธลุ ที ้งั หลาย ท่ีมนั คลมุ มันเกิดอยู่กับ ใจ มันจะกาจัดออกไปได้ด้วยสติธรรม สมำธิธรรม ปัญญำธรรม เป็นได้ถ้ามันเดินถ้ามันติด เรียกว่าจิตมันรวมเข้าเป็นสมาธิ เดิน กลับไปกลับมาไม่หยุดสักที เบาก็ไม่ปวด หนักก็ไม่ปวดหรอก ร้อน ๑๑๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ หนาวอะไรไม่มที ั้งนน้ั ถ้ามนั ผา่ นไปแลว้ ทแี รกมันกจ็ ะผ่านสิง่ เหล่านี้ แตถ่ ้าผทู้ ่ีจติ เป็นสมาธเิ ร็ว มันจะไมเ่ ห็นทุกขห์ รอก มันจะไม่เห็นทุกข์ จากความร้อนความหนาว ความเหน็ดความเหน่ือย ความเม่ือย ถ้า มันรวมลง แน่วอยู่อันเดียวเป็นสมาธิอยู่แล้ว บางคนท่ีมีนิสัยถ้าลง แล้วมันลงลึก ลงครั้งเดียว ลงถึงฐานแน่นแฟ้นเลย อยู่ท้ังวันท้ังคืน ไม่มีทุกข์ นู่นแหละจนกวา่ มนั จะถอนเดี๋ยวมันถอนเอง จนกว่ามันจะ ถึงวาระมัน มันถอนเอง วิธีเดินจงกรม วิธีฝึกกิริยาแห่งการเดิน เดินภาวนา นั่ง ภาวนาก็ดงั ท่กี ล่าวแลว้ ยืนภาวนา ยนื ตรง ๆ ยนื หาท่ีพงิ ก็ได้ พิงใกล้ ต้นไม้ก็ได้ หรือยืนอยู่ตรงกลางแจ้งก็ได้ ยืนเอามือขวาจับมือซ้ายให้ ตรง ต้ังสติกาหนดเหมือนกันกับเราจะเดินภาวนา เดินจงกรม เหมอื นกันกับจะนั่งสมาธภิ าวนา กาหนดรวมจิตรวมใจเข้ามา ให้มัน มาอยู่ภายในใจของตัวเอง ไม่ให้มันมาอยู่กับเร่ืองการเร่ืองงาน เร่ือง ความรกั ความชังอะไรต่ออะไร มันฟงุ้ ซา่ นวุน่ วาย กาหนดเข้ามารู้อยู่ ลมหายใจเข้าออก แล้วก็บริกรรมไปเลยถ้ายืน บริกรรมพุทโธ หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ ถ้าสติมันทรงตัวต่อเนื่อง ๆ กันมันก็ จะตรง ถ้าสติมันเผลอ การทรงตัวมันไม่อยู่ เด๋ียวมันจะล้ม ถ้าง่วง นอนเวลายืนมันจะล้มเร็ว ไม่เหมือนเดิน ไม่เหมือนนั่ง ถ้าถีนมิทธะ คือความเคลิบเคลิม้ ความเผลอเขา้ ครอบงาใจแล้ว ถา้ ยืนมันจะหงาย หลังลงเร็ว ก็ดี ฝึก ถ้าคนชอบง่วงชอบอะไร ฝึกยืน ฝึกยืนภาวนา หรือเดินภาวนา ถ้าน่ังมันก็จะหลับเร็ว ย่ิงไปฝึกในท่านอนก็หลับอยู่ ท้ังวันทัง้ คนื ไมด่ ี แต่ว่ามันฝึกได้ ฝึกภาวนาทาสมาธิ ถ้าฝึกในท่านอน เอาท่า น่ังท่านอนมันเหนื่อย เวลาจะนอนไม่ให้นอนเสียประโยชน์เปล่า ๆ ๑๒๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ไมใ่ ห้นอนหายใจทิ้งเปลา่ ๆ นอนใหไ้ ดป้ ระโยชน์ ถ้านอนตะแคงข้าง ขวา เอามือซ้ายวางไปตามตัว เอามือขวาไปซ้อนไว้ใต้แก้มใต้หู ตั้ง สติรู้ที่ลมหายใจ คอยดูว่าเวลามันจะหลับนี่มันจะหลับเวลาไหน ความรับรู้ รู้สึกกับการหายใจมันจะขาดไปเวลาไหน ตั้งสติจ่อเอาไว้ ดี ๆ หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธนอนภาวนา น่ีนอนให้ได้ ประโยชน์ นอนคิดนอนปรุงเร่ืองอย่างอื่น คิดไปคิดมาจะนอนไม่ หลับจะไดท้ กุ ข์ เพราะฉะนนั้ ฝกึ นอนภาวนา เวลานอน นอนนกึ พุท โธ ๆ ถา้ สติมนั ตอ่ เนือ่ งเป็นสมาธิในขณะนอนน่ีมันจะเหมอื นไม่หลับ มันจะเหมือนเรานอนไม่หลับ เพราะมันรู้อยู่ เพราะฉะนั้น ใครฝึก ภาวนาในท่านอนนี่ คือร่างกายมันจะหลับอยู่ คนอื่นมาดูก็นอน หายใจซ่อด ๆ อยู่ แต่ในสติในความตื่นนั่นมันไม่หลับ มันสัมผัสได้ เรว็ ยง่ิ ใครนอนภาวนาให้จิตเป็นสมาธิอย่ใู นท่านอน จะมโี จรมีขโมย มีเหตุอะไรเกิดข้ึนมันจะรู้ได้เร็ว พระธรรมจะกระซิบ เดี๋ยวจะมีเหตุ อันน้ันอันนี้ มันจะปลุกให้เรารู้ได้เร็ว ถึงแม้ว่าโจรขโมยมันจะย่อง เบาขนาดไหนก็จะได้ยิน มันจะได้ยิน หรือใครพูดแม้แต่ไม่พูดนึกอยู่ ในใจก็จะได้ยิน เหมือนเสียงเขาพูดกันคุยกันได้ อันนี้เรียกว่าจิตเป็น สมาธิในเวลานอน ในอริ ยิ าบถนอน อันนแี้ หละ ท้ัง ๔ อิริยาบถฝึกภาวนาได้ ฝึกปฏิบัติธรรมได้ ต้ังสติ กาหนดควบคู่กับจิตใจของเราให้มันอยู่กับอารมณ์อันเดียวได้ จิต รวมลงเป็นสมาธิได้ แล้วก็เกิดปัญญาในอิริยาบถ ยืน เดิน น่ัง นอน เกิดได้ทั้งนั้น เพราะฉะน้ัน พระอรหันต์ พระขีณาสพเจ้าบางองค์ท่ี ทา่ นว่าทา่ นบรรลุธรรม บรรลโุ สดาปตั ตมิ รรค ปัตติผล โสดาฯ สกทิ า คาฯ อนาคาฯ บางองค์บางท่านบางคนก็ฟังพระพุทธเจ้าแสดง ธรรมะ บางท่านบางคนเพียงแต่ไปเห็นสิ่งใดส่ิงหน่ึงท่ีมันไม่เที่ยงมัน ๑๒๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ มีเหตุก็กาหนดรู้ แม้แต่ว่าพระที่ท่านถูกเสือกัด ที่เขาว่าพระอรหันต์ ในปากเสือน่ัน มันมีในตารา พระท่านพากนั ไปเจรญิ สมาธิภาวนาใน ดงเสือ เสือมันก็มาคาบพระกาลังน่ังสมาธิ เสือมันจะคาบพระกิน เป็นอาหาร เพราะเน้ือหนังมังสังของคนมันเป็นอาหารของเสือ เสือ มนั ก็ตอ้ งมาคาบไปกิน แต่พอเสือคาบพระอยใู่ นปาก ท่านกร็ ้องบอก เพ่ือนท่ีอยู่ในถ้าด้วยกัน “ช่วยด้วย ๆ” เพื่อนของท่านเพียงแต่บอก ว่า “ไม่มีใครช่วยท่ำนได้ดอก ท่ำนจงช่วยตัวของท่ำนเองเถิด” ทำ่ นมีสติทวนกระแสกลับเขำ้ มำหำยใจ เรยี กวำ่ ภำวนำอยู่ในปำก เสือแล้วล่ะ เสือมันก็สนใจอยู่แต่จะฉีกจะกัดกิน แต่พระก็สนใจอยู่ ภำวนำว่ำจะช่วยตนเอง สติสมำธิรวมเข้ำลงสู่ท่ีใจแล้ว ปัญญำ พลิกเห็นขันธ์ ๕ รูป นำม กำย ใจ มันเป็นของไม่เท่ียง ตัวเราท้ัง คนเสือก็ยังจะกินเป็นอาหาร ก็ยังจะไปเป็นอาหารของเสือ เป็นคูถ เป็นถ่ายของเสือได้ แปรสภาพลงคืนสู่ ดิน น้า ลม ไฟ ปัญญามันก็ ลามไปเลยทีนี้ ท่านเรียกว่าปัญญากล้า เพราะสติกล้า สมาธิม่ันคง เพราะมีเหตุจะตาย กลัวจะตาย เสือคาบ ให้คนอ่ืนช่วยท่านบอกว่า ไม่มีใครช่วยได้ ท่านต้องช่วยตัวของท่านเอง ได้บรรลุธรรม ถอน อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในธาตุในขันธ์ รูป นาม กาย ใจ ก็เหลือ แต่ใจท่ีเสือมันกินไม่ได้ ธรรมชาติรู้ ๆ บริสุทธ์ิอันน้ัน มันไม่ได้เป็น อาหารของใคร ไม่ได้เป็นอาหารของกิเลสอาสวะ โลภ โกรธ หลง ไม่ได้เป็นอาหารของเสือด้วย น่ีจึงว่าปัญญา นี่มันรู้เห็นความจริงได้ ไมใ่ ช่ว่าจะไปรเู้ ห็นแตใ่ นเวลาน่งั สมาธพิ ทุ โธ ๆ แม้แต่เดิน ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านเดินไปบิณฑบาต หรือท่านเดินจงกรม เรื่องธรรมะ เพราะว่าใจ ใจคือความรู้ มันเป็น ธรรมชาติรู้อยู่แล้ว มันไม่มี ยืน เดิน นั่ง นอน หรอกใจ มันเป็น ๑๒๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ธรรมชาติรอู้ ยา่ งเดยี ว เพราะฉะน้นั ไดอ้ ธิบาย ได้แนะนาแล้วก็ขอให้ นาไปประพฤติปฏบิ ัติเท่านนั้ เหลือแต่จะลงมือทา เหลือแต่จะตัง้ สติ กาหนดหายใจเข้าหายใจออกไม่ให้พลั้งเผลอ ด้วยการเดิน ด้วยการ ยืน ด้วยการนั่ง ด้วยการนอน นี่ ๔ อิริยาบถภาวนาได้ ไม่เลือกการ เลือกเวลา แล้วพอผลท่ีได้รับมันคุ้มค่า ใจของเรำมีสมำธิธรรม มีปัญญำธรรมเกิดขึ้น รู้เห็นสภำวะธรรมตำมควำมเป็นจริง มันก็ ปล่อยเองของมัน มันก็ว่ำงเองของมัน ไม่มีใครไปบอกว่าให้ปล่อย วางดอก รู้ความจริงเท่าน้ัน สละพั้วะเดียวมันก็จบกัน สละความ หลง เปน็ ความรู้ จักขุง อุทะปำทิ ญำณัง อุทะปำทิ ปัญญำ อุทะปำทิ วิชชำ อุทะปำทิ อำโลโก อุทะปำทิ เหมือนอย่างพวกเราสวดธัมม จักฯ ก่อนที่จะฟังธรรม นั่นเรียกว่าธรรมะเข้าสู่ใจ ใจเป็นธรรมแล้ว สว่างโล่ง ไม่มีกลางวันและกลางคืน ได้รับผลประโยชน์ พ้นจาก ความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องมาทุกข์มายาก ไม่ต้องมาแย่งมาชิง สถานท่ีต่าง ๆ ไม่ต้องมาแย่งชิงเงินทอง ข้าวของ สามีภรรยา เรือน ชานบ้านช่อง ไม่ต้องมาแย่งชิงป่าไม้พื้นดินกันเหมือนทุกวันนี้ ที่โลก ท้ังโลกแย่งแผ่นดิน แผ่นน้า แผ่นฟ้าเขาก็ยังแย่งกัน น่านฟ้าตรงนี้ ของคนนน้ั ของประเทศนั้น นา่ นนา้ ตรงนี้ เรยี กวา่ มาแย่งกัน ถ้าใคร มาล่วงเกินก็ทาโทษทาภัยกัน มาทุกข์มายาก น่ีปฏิบัติธรรมเพ่ือ นาไปสู่ความพ้นจากทุกขท์ ั้งหลายทั้งปวง ท้ังในปัจจุบันและในเบอื้ ง หน้า เรียกว่าทาประโยชน์ตน ทาประโยชน์ผู้อื่นและทาประโยชน์ อยา่ งยิ่ง คือไมต่ อ้ งมา เกดิ แก่ เจบ็ ตาย อีกนั่นเอง ได้ยินได้ฟังแล้วจง โอปะนะยิโก น้อมธรรมน้ีไปสู่กำร ประพฤติปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ด้วยตนของเรำเอง แล้วก็มี ๑๒๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ควำมเพียร อย่าทอดธุระ อย่าทอดทิ้งหน้าที่ หรือธรรมะ การ ประพฤติธรรมปฏิบัติธรรมไปเอาการเอางานของกิเลส ของความ โลภ โกรธ หลง มันจะสั่งให้เราทาไม่มีวันมีคืนหรอก อดตาหลับขับ ตานอน มันก็จะส่ังไปเร่ือยแหละกิเลส เพราะฉะน้ัน ให้เอาธรรมะ ตามคาสอนของพระพุทธเจา้ ฝกึ ฝนอบรมกายจติ ของตน โดยเฉพาะ อย่างย่ิง จิตตภาวนา ดังที่กล่าวมา ตั้งสติบริกรรมพุทโธ ๆ จน กลมกลืนเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ตั้งแต่น้ันก็จะประสบพบ ควำมสขุ ควำมเจริญในธรรม ด้วยอานาจแห่งบุญกุศลคุณงามความดีที่ได้พากเพียร ประพฤติปฏิบัติมาโดยลาดับ ขอจงรวมเป็นพละกาลังแห่งบุญกุศล อานาจแห่งธรรมะ หรือพลังแห่งพุทโธ ธัมโม สังโฆ เรียกว่าอานาจ แห่งคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อานาจแห่งความเพียรไม่ ท้อถอยของพวกเรา อานาจแห่งศรัทธาความเชื่อม่ัน จงรวม ประสิทธปิ์ ระสาท ปรารถนาสงิ่ ใดเปน็ ไปโดยชอบประกอบดว้ ยธรรม แล้ว ขอจงเป็นผลสาเร็จ ๆ ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อทุกท่านทุก คนเทอญ ๑๒๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ “มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา” วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ ประธานบรหิ ารศาลาพระราชศรทั ธา พระธรรมธัชมนุ ี เจ้าอาวาสวัดปทมุ วนาราม พระอดุลธรรมเมธี (โสฬส วีรญาโณ) ทปี่ รึกษา พิสจู น์อกั ษรบาลี พระกิตติสารสธุ ี (เชดิ ชยั สีลสัมปันโน) คณะทางาน พระมหาชาญชัย ชยปุต̣โต พระมหานนทรตั น์ ชยานฺนโท ออกแบบปก ปทั มา เจียระศริ ิสนิ ประสานงาน จณิ ณภัสร์ จิตเสรพี ิชยั พิมพค์ รัง้ ที่ ๑ ชฎาธาร โอษธีศ และ พิมพ์ที่ คณะทางานศิลปวัฒนธรรม วทิ ยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมศกั ด์ิ ต้มุ ทอง สดุ ารตั น์ กนั ทะเนตร ตุลาคม ๒๕๖๓ จานวน ๑,๐๐๐ เลม่ สานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์- มหาวิทยาลัย ๑๒๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ รำยนำมผ้รู ว่ มบญุ พมิ พห์ นังสือมรดกธรรม คณุ อภชิ ยั -คุณศริ พิ ร สสุ มาวตั นะกลุ ๕๐,๐๐๐ ผศ.ดร.ปัทพร สุคนธมาน ๑,๐๐๐ คณุ ธรี ะพงษ์ ศรีวมิ ลวฒั นา ๓,๐๐๐ ผศ.ดร.ยศ อมรกจิ วกิ ัย ๑,๐๐๐ คณุ พัชราพรรณ ภบู ญุ ศรี ๓,๐๐๐ ผศ.ดร.รกั ชนก คชานุบาล ๑,๐๐๐ ด.ญ.วรนนั ท์ สสุ มาวัตนะกลุ ๓,๐๐๐ ผศ.ดร.รตั ติยา ภูละออ ๑,๐๐๐ คุณวชิ ยั สขุ ในใบบุญ ๒,๐๐๐ ศ.ดร.วพิ รรณ ประจวบเหมาะ ๒,๐๐๐ คุณสาธิต สขุ ในใบบุญ คุณจันที โทบุตร คณุ ณฐั สขุ ในใบบญุ ๑,๐๐๐ คุณจริ าภรณ์ อานภุ าพ ๔๐ คณุ โชตริ ส ลขิ ิตเจรญิ พาณชิ ย์ ๕๐๐ คุณวรินทร์พร ตงั ตระกูลไพศาล ๒๐๐ คุณวรรณวภิ า สทุ ธิไกร ๒๐๐ คณุ ณัฐวัฒน์ มว่ งประเสรฐิ ๕๐ คณุ กนกกร แย้มสงวนศกั ดิ์ ๓๐๐ คณุ ดวงกมล ผลเพม่ิ ๑๐๐ คุณภูมิพฒั น์ โภชฌงค์ ๓๐๐ คณุ บศุ รนิ บางแก้ว ๒๐๐ คุณณชั ชากญั ญ์ ชูชืน่ ๓๐๐ วา่ ท่ีรอ้ ยตรี ประวตั ิ สายโน ๑๔๐ คณุ ประเทอื ง ลม้ิ กลุ ๒๐๐ คณุ ปราณี แหวนทองคา ๓๐๐ คณุ สทิ ธ์ิ ยองประโคน ๒๐๐ คุณปารชิ าติ เขตสมทุ ร ๑๐๐ คุณขยาวนิจ กมลศักดพ์ิ ทิ กั ษ์ ๑๐๐ คณุ วนิดา เซยี สกลุ ๑๐๐ คุณหนใู หม่ ตรบี าตร ๑๐๐ คุณวรรณวดี จันทรว์ ังโปง่ ๒๗๐ คุณธนภร เพช็ รกาจัด ๒๐๐ คณุ ชาตรี หาศริ ิ ๒๐๐ คณุ ลลิ ะวรรณ ธรรมชาติ ๕๐๐ คณุ วิษณุ ญาณเนตร ๑๐๐ คุณกชพร วงค์ชัย คุณสมศกั ดิ์ ตุม้ ทอง ๕๐๐ คุณชตุ กิ าญจน์ ธนาตย์ยศพล ๑,๐๐๐ คุณอรพนิ พยุงวงษ์ ๑๐๐ คุณเปมปญั ญภา ปัญญาปวรี ์ ๒,๐๐๐ ดร.ชลธชิ า อัศวนิรนั ดร ๑๐๐ คณุ สุวิมล หวังสมั ฤทธิผ์ ล ๑,๐๐๐ คุณวริ ลั พัชร มานติ ศรศกั ด์ิ ๕๐๐ คุณ รุ่งนภา ถริ เจรญิ สกลุ คุณรัชฎาภา แสงแกว้ ๑๐๐ ๕๐๐ ๑๒๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ รำยนำมผู้ร่วมบุญพมิ พห์ นงั สือมรดกธรรม คุณกิมฮวย กลุ ตั ถน์ าม ๑,๐๐๐ คุณวลยั ลักษณ์ เบอหน์ ิง ๗๒๐ คณุ ณฐั นชิ เท่งฮะ ๓๐๐ คุณววิ ดาว พงษ์เรอื งเกยี รติ ๑,๑๕๒ คณุ เจนจิรา กติ ตกิ าร ๒๐๐ คุณวลัยพรรณ เพญ็ ชาติ ด.ช. ภาณุวชั ร กติ ตกิ าร ๑๐๐ คณุ ภทั รานุช เขมจรัส ๗๒๐ คณุ พิมพ์อัปสร งอนสวรรค์ ๑๐๐ คณุ ศริ วิ รรณ พลบั อนิ ทร์ ๑,๐๐๘ คณุ เพชรรตั น์ งอนสวรรค์ ๑๐๐ ผูไ้ ม่ประสงค์ออกนาม ADORA GEMS ๒๐๐ พีน่ ้อย วดั ปทุม ๗๒๐ คุณธีรเดช ศยามล ๑๐๐ คุณวายูน อดุ มสจั จานนั ท์ ๓๐๐ คณุ เครอื วลั ย์ งอนสวรรค์ ๑๐๐ คุณจาตรุ นต์ กติ ตสิ รุ นิ ทร์ ๕๐๐ ด.ญ.ภรรัมภา งอนสวรรค์ ๑๐๐ คณุ อรุณรัตน์ สวัสดท์ิ อง ๑,๐๐๐ คุณแม่เฮียง ศริ ิเทพ ๑๐๐ คณุ ธนยิ า หทโยดม ๒๐๐ คุณอนวุ ตั ร งอนสวรรค์ ๑๐๐ คณุ ณัฐา พิศภมู วิ ถิ ี ๓,๐๐๐ คุณแมท่ องสขุ กุสมุ าลย์ ๑๐๐ คุณสริ ินทร พลจันทร์ ๕,๐๐๐ คุณพอ่ ทองสู่ กุสุมาลย์ ๑๐๐ คุณวันทนีย์ ลอตระกูล ๑,๔๔๐ คุณณัฐกาญจน์ กุสมุ าลย์ ๑๐๐ คณุ เนาวรัตน์ ตนั ติเวทย์ ๗๒๐ คณุ กนั ยา กสุ ุมาลย์ ๑๐๐ คุณเอนก สสุ ุทธิ ๕๐๐ คุณจาลอง กุสุมาลย์ ๑๐๐ คณุ ชณุ ห์พมิ าณ ศภุ ธาเสฏฐ์ ๕๐๐ คุณสุรยิ า-คุณรกั เร่ บุญวสิ ัย ๑๐๐ คณุ ทพิ วรรณ พนั ธวงศ์ศภุ กร ๒๐๐ คุณวิยะดา แก้วเชยี งหวาง ๒๐๐ คุณถนอมศรี รัตนอนันต์ ๑,๐๐๐ คุณทง้ิ ตาคา ๑๐๐ คุณเพ็ชรี รกั ษาเสรี ๕๐๐ คณุ อุลัย ไชยะบุบผา ๑๐๐ คณุ กันยารตั น์ รกั ษาเสรี ๑,๐๐๐ คุณภทั ราพร ตาคา ๑๐๐ คุณจนั ทิมา รกั ษาเสรี ๕๐๐ คณุ สกุ ัญญา บุญวลิ ัย ๑๐๐ คณุ ทิพยว์ รรณ รกั ษาเสรี ๕๐๐ คณุ นฤพน สวัสดนิ์ ที ๑๐๐ คุณวรวรรณ โถทองคา ๕๐๐ ด.ญ.พณิ ญาดา สวสั ด์นิ ที ๑๐๐ คณุ สมรกั ษ์ โล่หว์ ิสัย ๒,๐๐๐ ๕๐๐ ๕๐๐ ๑๒๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ รำยนำมผู้รว่ มบญุ พมิ พ์หนังสอื มรดกธรรม คณุ ซันดีพ-คุณอภรู วา ตัก ๑๐๐ คณุ ถนิมใจ สมทุ วณชิ ๕๐๐ คุณอุไรรัตน์ นาคา ๒๐๐ คณุ บษุ กร พฤกษพงศ์ ๖,๐๐๐ คณุ สมทรง ๑๐๐ คณุ มนนิภา พฤกษพงศ์ คุณเต้ ๒๐๐ คณุ อรวรรณ ชมนารถ ๑,๐๐๐ คุณอรุณ ประเวรภัย ๑๐๐ คุณอุไรพรรณ พิพฒั นไ์ พบูลย์ ๑,๐๐๐ ส.ต.อ.อดิสร กสุ มุ าลย์ ๑๐๐ แม่ชนี ภาจร เหมะจนั ๒๐,๐๐๐ คุณวนดิ า อ่าเอ่ียม ๑๐๐ คุณธนิตา (คุณหมอนก) ๑๒,๐๐๐ ด.ญ.ชนิดา กสุ ุมาลย์ ๑๐๐ คุณนา้ -คุณเปล้ิ ร้านแวน่ ส.ต.อ.ปญั ญาวธุ บุตรพรม ๑๐๐ คณุ ปทั มา เจยี ระศริ สิ ิน ๕๐๐ คุณอมรรัตน์ กสุ ุมาลย์ ๑๐๐ คณุ ไพโรจน์ ครี รี ตั น์ ๑,๐๐๐ ด.ช.ปยิ วธุ บตุ รพรม ๑๐๐ คุณช่อรดา ชยั วีรจิต คณุ สุภทั รา ไชยลอื ชา ๒๐๐ คณุ ธยานิษฐ จนั ทราภาส ๕๐๐ คณุ บานเยน็ จนั ทรพ์ พิ ัฒน์ ๑๐๐ คุณปัญญนาถ นลิ สุข ๑,๐๐๐ คุณอุดมทรัพย์ มาลา ๓๐๐ คณุ สุรีย์ ศภุ วบิ ลู ย์ ๑,๐๐๐ คณุ ธญั กมล สกุลวนภรณ์ ๑๐๐ คณุ เหมอื นฝนั ธารณธรรม ๑,๐๐๐ คณุ กาญจนา อทิ ธิพงศ์ ๑,๐๐๐ คณุ อภพิ ร อดลุ ย์พิจิตร ๑,๐๐๐ คณุ วิภาดา อทิ ธพิ งศ์ ๑,๐๐๐ คณุ วรลัญวลญั ช์ วริษฐ์พุฒเิ มธ คณุ กรรณกิ า นนั ทวัฒน์ศริ ิ ๖๐๐ คุณวัชรพงษ์ มุขเชดิ ๕๐๐ คณุ ภาษกร นนั ทวฒั นศ์ ิริ คุณภควรรณ ศิลาเพชรจรสั ๒๐๐ พญ.พงศ์ภารดี เตทะเกษตรนิ ๑,๐๐๐ คุณพชิ ญานนิ ช่วยนุกุล ๓๐๐ คณุ พงศ์พฒั นา ธารมงคล คณุ สดุ ารตั น์ กนั ทะเนตร ๑,๐๐๐ คุณณฏั ฐกิ า เลิศฤทธิ์เรอื งสนิ ๕๐๐ คุณณชิ ารยี ์ ภกั ดนี ฤนาถ ๕๐ คุณสภุ าภรณ์ ฟ้งุ สาธติ คุณสมศกั ดิ์ กานต์ภัทรพงศ์ ๒๐๐ คุณวรรณทนา เข็มทอง ๓๐๐ คณุ เหนอื ฟา้ กจิ จนิ ดาโอภาส ๕๐๐ คณุ วสุ ยุวนบณุ ย์ ๒๐๐ คณุ สุทธิวรรณ เวชมนัส ๑,๐๐๐ ๑,๐๐๐ ๕๐๐ ๑๒๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ รำยนำมผ้รู ว่ มบญุ พมิ พ์หนงั สือมรดกธรรม คุณทิวา ณฤทยั ทวิ าเจรญิ ๓๐๐ คุณธิดารัตน์ จนั ทรฉ์ ายงาม ๑,๒๐๐ ๑๐๐ คณุ จดิ าภา อทิ ธพิ งศ์ ๕๐๐ คณุ พนอ วงศ์คา ๑๐๐ คณุ ตอ้ ง กรนิ ทร์ ๕๐๐ ๑,๐๐๐ คณุ เล็ก (เพอื่ น) ๖๐๐ คณุ ลมัย สขุ อว่ ม คุณธนดั ดา กริอุณะ ๕๐๐ ๒๐๐ คณุ นา้ ฝน ชาวโพธิส์ ระ ๑๐๐ คณุ บิเรน ปาริก คณุ วรินทร สุขจิตต์ ๑๐๐ ๓๐๐ คณุ ศดานนั ท์ รักษาผล ๒๐ คณุ แปรนน้า ปารกิ ๕๐๐ คุณจารุวรรณ วนั เพ็ง ๕๐ ๕๐๐ Mr. Rotha Sing ๒๐๐ คณุ คชุ คเู ชิล้ ปารกิ คุณสาริกา งามทานตะวนั ๒๐๐ ๑,๒๐๐ คุณอุทยั ทองบญุ ชู คณุ แมก่ รรฐั สทิ ธจิ นิ ดา ๔,๕๔๐ คุณนฐั พรรณ์ บญุ ทมิ ๑,๐๐๐ คณุ ประวุธ ปลดรัมย์ และ คณุ แมว่ ิภา พงศ์สุวรรณ ๑๐๐ คุณตนุ่ คณุ กุง้ ๒,๘๘๐ ๑,๐๐๐ แพทย์หญิง สขุ ฤทยั เลขยานนท์ ๑๐๐ คณุ นิภา จนั ทศรี ๑,๐๐๐ คุณศุภิสรา แกน่ แก้ว และครอบครัว ๕๐๐ ๑,๐๐๐ คุณพรศักดิ์ โครตวงษ์ และครอบครัว คุณกรณศิ พฒั นชยั ๑,๐๐๐ คุณสเุ มธ ศรเี มอื ง และคณะวดั ปทมุ ๒,๐๐๐ คุณสมบรู ณ์ กาญจนรัศมีโชติ ๖๐๐ คุณศิวนันท์ บญุ โท ๓,๐๐๐ และครอบครวั คุณพศิ าล-วิภาดา จรรยาเลิศอดลุ ๖,๕๐๐ คุณนิชณา ลม้ิ พทิ ยา ด.ช. เปรมสรุ นิ ทร์ จรรยาเลิศอดุล ด.ช. ปลืม้ สรุ นิ ทร์ จรรยาเลศิ อดลุ คณุ กนั ยณฏั ฐ์ บุญกิตติชยั ด.ช. โปรดรินทร์ จรรยาเลิศอดลุ คุณพมิ พ์ศยา ล้ิมพริ ยิ ะภาณณิ ผไู้ มป่ ระสงค์ออกนาม (รวม) คุณบญุ เปรม-คณุ เพญ็ แข สารกิ จิ คณุ ชลธชิ า มาทิส และครอบครวั คณุ งามพรรณ์ ฐิติพรรณกุล และครอบครวั คุณณรงค์ ผอ่ งแผว้ -คณุ พรนภิ า ชื่นอารมย์ คุณอรวรรณา ฉายา และครอบครวั คณุ ธนกรณ์ ธนทวโี ชติ และครอบครวั คณุ สถติ ย์ แถลงสตั ย์ และครอบครัว คณุ ศริ ิวรรณ ศรวี ิมลวฒั นา (นวพาณชิ น)์ ๑๒๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ รำยนำมผรู้ ่วมบญุ พมิ พ์หนังสือมรดกธรรม คณุ สุพาพรค-์ คุณสมจติ ร พฒั นประเสรฐิ ๑,๐๐๐ คณุ ลลิตา อยปู่ ระเสรฐิ และครอบครวั ๒,๐๐๐ คณุ สไบทอง ชยั ประภาและครอบครวั ๗๒๐๐ คณุ ดศิ นติ ิ-ปญั ชนิติ-สณั ห์นติ ิ โตวิวฒั น์ ๗,๗๖๐ คณุ สมสมาน-อลิสา-บุญจริ า โสตถทิ ัต ๒,๑๖๐ และ คุณสมมา บุญส่ง คณุ สายบัวทอง-คณุ สมพงษ์ โดสุวรรณ์ ๑๐๐ คุณสกุ ัญญา จานงค์บญุ และครอบครัว ๑๐๐ คุณกฤษฎี บุญสวยขวัญและครอบครวั ๒๐๐ คุณจุไรรัตน์ เปีย่ มเพชรกุล และครอบครวั ๑๒๐ คุณมยุรี และคุณมาลี ดอนนภาพร ๒๐๐ คณุ พมิ พช์ นก ตนั ติยทุ ธ ๑๐๐ ๑๓๐
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131