มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ศาสนาตลอดชีวิต เกิดจากคุณงามความดีที่เรม่ิ ต้นตั้งแต่เล็กแต่น้อย เพราะฉะนน้ั การทาบญุ ใสบ่ าตรถือวา่ เปน็ เรื่องที่สาคัญเปน็ ประจา นึกถึงภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา บาเพ็ญบุญบารมีมา ๔ อสงไขยและอีกแสนกัป ให้ทุกส่ิงทุกอย่าง บริจาคทุกสิ่งทุกอย่าง แทนท่ีจะอยู่ในช้ันฟ้าเมืองสวรรค์ในพรหม โลก เพราะว่าจะอยู่ในพรหมโลกนานแค่ไหน ถ้ายังไม่บรรลุธรรมก็ ต้องกลับมาเกิดอีก มาทุกข์ซ้าเติมอีก วิธีที่ดีที่สุดก็คือออกบวช ชาติ สุดท้าย มีบุญบารมีมาถึง อยู่ในโลกมานาน คือคนเราท่ัวไปเป็นกาม ทาส หลวงปู่มั่นท่านว่าไว้ เราเป็นกามทาส จิตใจรับแต่รูปเสียงกลน่ิ รสสัมผัสตลอดเวลา ดึงออกยาก สัตว์ก็ตดิ อยู่ตรงน้ี คนก็ตดิ อยู่ตรงนี้ แต่คนที่มีบุญบารมี ได้บาเพ็ญบุญบารมีมา พอถึงกาลเวลา เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา อยู่ในปราสาท ราชวัง ๒๙ ปี เป็นเจ้าชายท่ีดีที่สุดของบ้านเมือง ไม่เคยมีมาก่อน เป็นผู้ที่ดูแลบ้านเมือง ปกครอง ไม่มีกษัตริย์องค์ไหนที่จะดีเท่ากับ องค์ท่าน รูปก็งาม กิริยามารยาทเรียบร้อย น้าใจไมตรีมีต่อทุกผู้ทุก คน มีครอบครัว มเหสีภรรยาท่ีซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีไม่มีผู้ใด เสมอเหมือน แต่ถึงกระน้ันโลกก็ยังเป็นโลกอยู่ดี ขอให้นึกถึงภาพ เรายงั มีกเิ ลสอยู่ ยงั มีราคะโทสะโมหะอยู่ จะดอี ยา่ งไรความไม่ดีมันก็ แสดงออกมาจนได้ เมื่อมีความรักก็ต้องมีความชัง มันก็มีของมันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะน้ัน ชีวิตในหอปราสาทราชวัง จะดีอย่างไรก็สู้เนกขัมมะ ปฏิบัติไม่ได้ ตรงนี้ก็มกี ารฝา่ ฝนื กันแบบสดุ ๆ ฝ่ายหน่งึ กร็ กั พอ่ รักแม่ ใครจะไมร่ กั รกั สมบัติ รกั ประชาชนพลเมอื ง รกั มาก แต่สงิ่ ทรี่ อคอย อยู่ ความสงัดวิเวกในป่าในเขา การบรรลุธรรมท่ีจะได้ที่จะถึงคอย ๕๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ อยู่ ถึงจะอยใู่ นปราสาทราชวงั อยา่ งไรก็แค่กรุงกบลิ พัสดุ์ กรุงเทวหะ ถึงจะอยู่เย็นเป็นสุข สมมติว่าได้เป็นพระจักรพรรดิราช สามารถ ปกครองอินเดีย ก็เพียงเท่านั้น แต่ความเป็นองค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ถึงธรรมแล้วบรรลุธรรมแล้ว สัตถำเทวะ มนุสสำนัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ท้ังหลาย กว้างไป ย่ิงใหญ่ไพศาลไม่มีอะไรเท่า เทวดาทุกหนทุกแห่งทุกช้ันฟ้า ก็กราบ องค์สมเดจ็ สัมมาสัมพุทธเจ้า มนษุ ยท์ ุกผู้ทุกคนก็กราบเคารพท่าน ผู้ ที่มีอัธยาศัยดีก็ต้ังใจประพฤติปฏิบัติดีได้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เม่ือมีสิ่งที่ดีงามรออยู่อย่างนี้ ท่านก็ ต้องตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่มีความรัก ต่อพระราหุลก็รักมา ต่อนางยโส ธราก็รักมาก ต่อบ้านเมืองก็รักมาก แต่จะทาอย่างไร ส่ิงท่ีดีงาม ย่ิงใหญ่ก็รออยู่ ก็มีนายฉันนะและม้ากัณฐกะเท่านั้นท่ีเป็นเพื่อน ก็ ต้องออกกลางคืน ท้ัง ๆ ที่ตัวเองก็คิดถึง นึกถึงภาพพระราชบิดา พระแม่น้า และนางยโสธราจะเศร้าเสียใจขนาดไหนก็ต้องฝืน น้าตา รว่ งขนาดไหนกต็ อ้ งฝนื เพื่อพระธรรมอันยิ่งใหญ่ ทนี ้พี อไปปลงเกศา ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ ขอเกศาลอยใน อากาศ ก่อนหน้าน้ันมีแต่คนพูดมีแต่คนว่า ไม่เคยเส่ียงบุญบารมี ด้วยตัวของท่านเอง ทีนี้ มาเส่ียงด้วยตัวของท่านเอง แน่ชัดแล้วว่า ยังไงก็ได้เป็นองค์สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า ท่ีเล่ามาให้ฟังเพราะอยากให้เห็นคุณค่าของเนกขัมมะ ปฏิบัติ การออกบวช สาหรับญาตโิ ยมที่มาท่ีน่ี หลายท่านหลายคนก็ ตอ้ งถอื ศีล ๕ บางท่านกถ็ อื ศีล ๘ ใหเ้ หน็ ถา้ ยังถอื ศลี ๕ อยูย่ งั ไงศีล ๕ ข้อน้ีอย่าผิดเป็นอันขาด ถ้าผิดแล้ว โอ้โห กรรมเวรไม่มีที่สิ้นสุด โยมลองนกึ ถงึ ภาพ สาหรบั คนฆา่ สัตวต์ ดั ชีวิตได้ ฆ่าวันนี้ ฆา่ สตั ว์เล็ก ๕๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ สัตว์นอ้ ย ฆา่ ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด ฆา่ สตั ว์ใหญ่ ๔ เทา้ ฆา่ สตั วต์ อ่ ไป ไปฆ่าผู้ฆ่าคน ก็เป็นอันหมดสิทธิ์ที่จะได้เกิดในความเป็นมนุษย์ที่ดี หรือเกิดในสวรรค์ช้ันฟ้า อยู่เป็นสุขนั้นเป็นไปไม่ได้ หากเรายังทา บาปทากรรม ยังทาร้ายคนอ่ืนอยู่ ทาโทษให้แก่คนอ่ืนอยู่ คนอื่นที่ ไหนทีจ่ ะเหน็ อกเห็นใจเมตตาเรา เราก็ตอ้ งได้รับกรรม ทา่ นทง้ั หลาย ที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดข้ึนในโลก ที่ผู้ที่ไม่นับถือพุทธศาสนา เกิด ศึกสงครามก็เกิดจากการผิดศีลทั้งสิ้น โดยเฉพาะศีลข้อท่ี ๑ เบียดเบียนกัน ฆ่ากัน ทุกส่ิงทุกอย่าง อันนี้ เราท่านท้ังหลายต้ังใจ ประพฤติปฏิบัติธรรมเม่ือรักษาศีลข้อที่ ๑ ได้ให้แผ่เมตตาให้สัตว์ ทั้งหลายอยู่เยน็ เป็นสุข พน้ ทกุ ข์ทั่วหน้า เมือ่ ทา่ นทั้งหลายไปอยู่ในท่ี ใด เมื่อมีศีล ๕ บริสุทธิ์ จะเป็นผู้ท่ีรักใคร่และเมตตาจากสรรพสัตว์ ทั้งหลาย ในป่าในเขาก็ไม่มีอันตราย ลงไปในน้าก็ไม่มีอันตราย เพราะเรารักษาศีลของเราดี จะเป็นคนท่ีบริสุทธิ์ผุดผ่อง ตกน้าไม่ ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ความเมตตานี้ ไปทั่วท้ังนรกท้ังเปรตท้ังผีทั้งสัตว์ เดรัจฉานมนุษย์ทุกรูปทุกนาม เทวดาทุกช้ันฟ้าก็ได้เมตตาจากเรา เพราะเราไมฆ่ า่ สัตวต์ ดั ชีวติ ทีนี้ พอเรารักคนอ่ืน คนอื่นก็รักเรา พอเราเมตตาคนอื่น คนอื่นก็เมตตาเรา ไปที่ไหนมีคนรักคนใคร่ แล้วอายุม่ันขวัญยืนดว้ ย ใสบ่ าตรทกุ วัน เทา่ กับต่อชวี ติ ถวายชวี ติ ความเปน็ อย่อู ันดใี หแ้ ก่พระ เจา้ พระสงฆ์ ถวายข้าวถวายนา้ ก็มีอายุยืน ถวายขา้ วถวายน้าก็ทาให้ ผิวพรรณผ่องใส ถวายทอ่ี ยอู่ าศัยเรากจ็ ะมีที่อยู่อาศยั อยูเ่ ย็นเป็นสุข อยู่สุขสบาย ถวายยารักษาโรคเราก็อายุมั่นขวัญยืน เกิดจากทาน ของเราทั้งสิ้น เกิดจากทานของเรา เกดิ จากศลี ของเรา เพราะฉะนั้น ให้ตงั้ อกต้ังใจ อำยุ วณั โณ สขุ ัง พะลงั จะเกดิ ข้นึ ทุกเม่ือ เมอื่ เราตั้ง ๕๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ อกตั้งใจทาบุญทาทานและรักษาศีลด้วย แต่ทานน้ันจะบริสุทธ์ิ สะอาดจริง ๆ ตอ้ งเปน็ ผรู้ กั ษาศีลข้อที่ ๒ มันเกีย่ วพนั กัน อย่าไปเอา ของเขามาเป็นของเราเป็นอันขาด ถ้าทาตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่มีทางจะ เจริญรุ่งเรืองในธรรม ถ้าเรายังเอาของเขาอยู่ ในขณะเดียวกันก็ ทาบญุ ไปบ้าง ทาไปทามาบญุ จะไม่ทา จะทาแตบ่ าปอยา่ งเดียว หรอื ว่าทาบุญไปสลับทาบาปไป อันนั้นก็ทาไม่ได้อีก ไป ๆ มา ๆ ก็จะทา บาป เพราะฉะน้ัน ให้ตั้งใจรักษา อันไหนที่ไม่ใช่ของเรา เราจะไม่ เอามาเปน็ ของเราเลยเป็นอันขาด ศลี อันนีเ้ ปน็ ศีลทลี่ กึ อยใู่ นใจ ในเทวดาช้ันฟ้าบนสวรรค์ เทพบุตรเทวดาชั้นต่า ๆ ต้ังแต่ ภุมมเทวดาข้ึนไปจนถึงสวรรค์ช้ันดุสิต ท่านมีหิริ มีโอตตัปปะอยู่ใน จติ ใจ คือมคี วามละอาย เกรงกลวั ต่อบาป หิริ โอตตัปปะ นถ่ี า้ ซง้ึ อยู่ ในใจแล้วเกิดท่ีไหนภพใดชาติใดแล้วจะไมเ่ อาของเขามาเปน็ ของเรา เป็นอันขาด จะมีความรู้สึกอย่างน้ัน จะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะไม่เอา ของเขามาเป็นของเรา อยา่ งเราทา่ นทง้ั หลายเคยไดย้ ิน หนังสือพมิ พ์ ก็ลงข่าว มีอยู่รายหน่ึงเจอเงินต้ังล้านเขาลืมไว้ อยู่ประเทศสิงค์โปร์ แกบอกว่าแกเอาไม่ได้ ต้องคืนเขา เพราะไมใ่ ชข่ องเขา ถ้าเอาไปแล้ว นอนไม่หลับ ต้องคืนให้เจ้าของ อันนี้ ทั้ง ๆ ที่คนนั้นอาจจะไม่รู้ว่า ศลี ๕ คอื อะไรดว้ ยซ้าไป แต่ว่า หิริ โอตตัปปะ ทอ่ี ยใู่ นจติ ใจนั้นเป็น คุณธรรมท่ีแน่นมาก เวลาปฏิบัติธรรมจะมีความเสียสละ ความ เมตตา ความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ต่อทุกผู้ทุกคน การท่ีไม่เอาของเขามา เปน็ ของเราเป็นศลี ในระดับศลี ขั้นตา่ ศลี ขั้นหยาบ เขาเรยี ก ศลี ๕ ทีน้ีต่อไป การปฏิบัติธรรมจะพูดถึงทานก็เท่ากับสละวัตถุ เพ่ือให้เกิดความสุขความเจริญให้แก่คนอื่น บุญส่วนที่เราจะได้ก็คือ อายมุ นั่ ขวัญยืน ผิวพรรณผ่องใส อยเู่ ยน็ เป็นสุข อายุยง่ิ ยาวนาน ทนี ี้ ๕๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ พอข้ึนไปในข้ันศีลน่ีเป็นการสละความช่วั ออกจากกายจากวาจา อัน น้ีไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุ แต่เกี่ยวข้องกับศีลท่ีฝังลึกอยู่ในจิตในใจท่ีจะ ออกมาทางกายทางวาจา เราก็เสียสละออกไปเสีย ไมเ่ อาในสิง่ ที่เป็น ทุกข์เป็นโทษ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่ม สุราเมรัย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคาหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ อันนี้เปน็ สมั มาวาจา หรอื วจีสจุ ริตก็ได้ ก็ตอ้ งต้ังใจรกั ษา อย่าให้กาย เป็นบาป อย่าให้ปากเป็นบาป ถ้ากายเป็นบาปอยู่ ปากเป็นบาปอยู่ บาปท้ังหมดที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นมันจะมาหาเรา หรือสิ่งท่ีลึก ๆ อยู่ ในจติ ในใจท่ีเปน็ ความชวั่ มันกจ็ ะออกมา เพราะว่าถา้ จติ ปัจจบุ ันเป็น ของช่วั สิ่งทีช่ ั่วก็จะออกมา ถา้ จิตปจั จุบันเปน็ กุศลเป็นฝ่ายดี ความดี เราก็จะออกมา เพราะฉะน้ัน เราต้องทาอย่างไรให้ความช่ัวมันหาย ออกไปจากกายจากวาจาของเรา ก็ไม่มีอะไรนอกจากการรักษาศีล ตั้งใจรักษาศีล เอาความช่ัว อันน้ีเรียกว่าจำคะก็ว่าได้ ในจำคะ เท่ากับว่าการเสียสละส่วนสูง ส่วนบน ส่วนลึก ว่าส่วนข้างในในจิต ในใจของเรา ทาไปเรื่อย ๆ ก็เสียสละความรักความชังที่มีต่อรูป เสยี ง กล่ิน รส สัมผสั และธรรมารมณ์ เสยี สละออกไป แต่ตรงนย้ี าก หน่อย แต่ถึงจะยากอย่างไรเราก็ทาได้ เพราะว่าถ้าตั้งใจรักษาศีลดี แล้ว จิตละเอียดข้ึน มีความสุขความสงบข้ึน ก็จะรู้ว่าจิตสะอาด จิต ผ่องใสเป็นอย่างไร จิตสกปรกเป็นอย่างไร จิตขุ่นมัวเป็นอย่างไร จิต ใสจิตสงบเป็นอย่างไร เราก็จะเห็นจะแยกได้ ดังน้ัน ขอให้ท่าน ท้ังหลายต้ังอกตง้ั ใจรักษา อยากจะยา้ เร่อื งศีล ๕ อยา่ งศีลขอ้ ท่ี ๓ กำเมสุมจิ ฉำ ตัง้ อก ต้ังใจบอกตัวเองว่า ถ้ายังมีครอบครัวอยู่ก็ขอ ถ้าชีวิตนี้มีสามีก็ขอมี คนเดียว ถ้ามีภรรยาก็ขอคนเดียวเท่านี้ ซื่อสัตย์และจริงใจต่อกัน ๕๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ เมื่อทาได้อย่างนี้ ลูกหลานที่จะเกิดมาจะได้แบบฉบับท่ีดี เกิดจาก ครอบครัวที่ร่มเย็น ลูกจะได้รับการศึกษา หากพ่อแม่ต้องแยกทาง กนั ลูกจะทุกข์ทรมานขนาดไหน ถ้าพ่อแยกจากแม่ ลกู กลายเปน็ ลูก ติด พ่อจะดูแลลูกอย่างไร ก็ต้องมีแม่ใหม่ เม่ือมีแม่ใหม่แล้วความรัก ระหว่างลูกต่อลูกจะมขี นาดไหน ก็จะมีความลาเอียงกันอย่างนนั้ ไม่ มีท่ีส้ินสุด ทุกอย่างลาบาก นึกถึงคาสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า คนเรามันจะต่างกันอย่างไร ผู้หญิงท่ีเป็นภรรยา ของเรากับผู้หญิงคนอ่ืนมันจะต่างกันอย่างไร อวัยวะสังขารมันจะ ตา่ งอย่างไร มีอะไรผิดบ้าง อนั นห้ี ลวงตาท่านบวั ทา่ นพดู แรง อาตมา ไม่กล้าพูดอย่างท่าน แล้วสามีของเรา ร่างกายสังขารมันจะต่างกัน อย่างไร มันก็เหมือนกัน จิตที่ไม่มีประมาณล้นฝั่งล้นฝาท่ีมีตัณหา กิเลสล้นฝ่ังล้นฝาต่างหากที่ทาให้รู้สึกว่าคนน้ีสวย คนนี้งาม คนน้ี อยา่ งนนู้ อย่างน้ี รัก...เท่ียวรักท่ัวไปหมด ในทส่ี ดุ คนที่แสวงหาความรักอย่างนน้ั แทนทจ่ี ะเกบ็ ความ รักไว้เต็มบ้าน แทนที่ความรักจะอยู่ในจิตใจของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ เรา กลับตรงกันข้าม ในท่ีสุด จะไม่มีใครรักเมตตาเราเลย ในท่ีสุด ตัวเองกเ็ กลียดตัวเอง เพราะตวั เองเปน็ คนท่ีไม่ดี เปน็ คนท่ไี มม่ ีความ สันโดษ ไม่มีความจริงจัง ไม่มีความเมตตากรุณา ไม่มีความซ่ือสัตย์ จะเอาคุณงามความดีจากไหนมาให้ ลูกก็ไม่รัก ภรรยา สามี ก็ไม่รัก ญาติพี่น้องก็ไม่รัก ไหนว่าแสวงหาความรักจากคนโน้นคนน้ี แทนที่ จะอยู่เย็นเป็นสุข กลับทุกข์ยากลาบาก อันน้ีแหละ ความโง่ ความ ชั่ว มันทาให้เราเสียคน กิเลส ราคะ ตัณหา ทาให้เราเสียคน ถึงตรง นี้ให้จาไว้ หากว่าเราตั้งใจมีครอบครัว ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า commitment คือ ความผูกพัน เมื่อมี commitment แล้ว ท่าน ๕๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ บอกว่าจะต้องมี duty and responsibility คือต้องมีหน้าท่ีและ ความรับผิดชอบ แต่หากเราไม่มี commitment ก็ไม่ต้องไปดูแล รบั ผดิ ชอบใคร ตั้งอกต้ังใจปฏิบัตธิ รรมใหม้ ันได้ ดังนั้น เม่ือท่านทั้งหลายอยากอยู่เย็นเป็นสุข มีความสุข ความสบาย เนกขัมมะปฏิบัตินี่เป็นของจาเป็นและสาคัญท่ีสุด โดยเฉพาะโลกทุกวันนี้ร้อนไปหมด เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อยทู่ ีไ่ หนกเ็ หมอื นกับมเี พลงมลี ะครอยู่ติดมือ ตลอดเวลา ดูแล้วดูอกี จติ ใจเราท่ีมกี ิเลสอยู่ ไมม่ หี ลักมฐี านเราจะไป ดูอะไรนอกจากจะไปดูส่ิงท่ีไม่ดีไม่งาม หาความสนุกสนาน เพลิดเพลิน แล้วมันจะได้อะไร ในพุทธศาสนาท่านบอกว่า ถ้าจะดู อะไรให้เป็น ทัศนำนุตริยะ ดูสิ่งที่เลิศที่ประเสริฐ ดูพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดูสถูป ดูเจดีย์ ดูพระปฏิมา ดูหนังสือธรรม ต้ัง อกต้ังใจ มองดูครูบาอาจารย์ด้วยสายตาที่เคารพนับถือ ต้องดูอย่าง น้ัน ไม่ใช่ว่าไปดูหนังดูละคร ดูของสกปรกลามกอนาจารอย่างนั้น มันได้อะไรขึ้นมา ยิ่งจิตใจเราก็ย่ิงจะสกปรกไปเร่ือย แล้วของที่เขา ผลิตออกมา ลึก ๆ ดูสิ ของฟรีเม่ือไร ของต้องใช้ทั้งน้ัน แล้วทาให้ เราเสยี มากกว่าจะดีด้วยซา้ ไป ย้อนกลบั มาถึงองค์สมเด็จสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ของเรา บาเพญ็ บารมี ๔ อสงไขยกับอีกแสนกัป มคี วามปรารถนาใหใ้ ครบ้างเป็นคน ช่ัว มีความปรารถนาอยากให้คนได้ดิบได้ดีกันท้ังหมด แล้วเราจะยงั ไม่เคารพท่านอีกหรือ แล้วเรายังไปแสวงหาสิ่งที่ไม่ดีงามอยู่อีกหรือ ถามตัวเราเอง เวลาฟงั เหมอื นกนั ไปฟงั เพลงอะไรสารพัดทจ่ี ะฟัง มี แต่ก่อกวนจะทาให้เกิดกิเลสตัณหา ไม่มที ีส่ ้นิ สุด แล้วมันได้อะไร ถ้า หากฟังสนกุ สนานจริง ๆ มปี ระโยชนจ์ รงิ ๆ กเ็ อาไปฟงั สิเวลาเจ็บไข้ ๕๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ได้ป่วย ให้เขาเปิดเพลงให้ฟังสิ เพราะว่าตัวเองรัก เวลาตายก็ให้เขา เปิดเพลงให้ฟังสิ ทาไมต้องไปฟังพระสวดด้วยเล่า สอนตัวเองอย่าง นี้ ให้สอนตัวเองอย่างน้ี ว่าโอ๊ย ไม่เอาอีกแล้ว พอ ๆ เราจะฟังเทศน์ สวนำนุตตริยะ เราจะตั้งใจฟังแต่ธรรมอย่างเดียว อย่างอ่ืนเราไม่ สนใจแลว้ อนั นภี้ าคปฏิบัติธรรม เ น ก ขั ม ม ะ ป ฏิ บั ติ เ ป็ น ข อ ง ส า คั ญ ที่ ท่ า น บ อ ก ว่ า อะพรัหมจะริยำ เวระมะณี ศีลข้อที่ ๓ เว้นจากทุกส่ิงทุกอย่างท่ี “อะพรัหมะจะริยะ” ที่ไม่ประเสริฐ ความมีครอบครัวลูกเต้าสามี ภรรยาถ้าเปรียบเทยี บกับธรรมะชนั้ สงู ท่านบอกวา่ ไม่ประเสรฐิ เป็น ของท่ีตา่ เปน็ ของท่ีไม่เป็นคณุ เป็นประโยชน์แก่จิตใจเทา่ ท่ีควร ท่าน ให้เว้น เพราะฉะน้ัน ถ้าเราเว้นอย่างนี้ได้ มีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง กิเลสราคะมันจะค่อยเบาบางไป ทีนี้การท่ีจะปฏิบัติ ทาอย่างไรถึง จะเล่นงานมนั ได้ ทาจติ ให้สงบ ทาสมาธิภาวนา เมอื่ จิตใจสงบดแี ลว้ ดูรา่ งกาย ภาษาพระท่านบอกวา่ กำยคตำสติ หรือ อสภุ ะภำวนำ ดู ร่างกายตั้งแต่ผม ข้ีรังแคบนหัว ทุกส่ิงทุกอย่าง ในตาก็มีสารพัดท่ี เป็นของสกปรก ในหูก็มีของสกปรก ทั้งจมูกก็มีของสกปรก ข้ีมูก น้าลาย สารพัดของสกปรก จนถึงเลือด ทุกอย่างที่อยู่ในร่างกายน้ี สกปรกท้ังสิ้น เน้ือหนังมังสังทุกอย่าง ไม่มีอะไรท่ีสวยงามเลย ไม่มี อะไรท่ีดีงามเลย เราว่าไปเอง ดินน้าลมไฟไม่เคยพูดอะไรกับเรา แต่ เราไปว่าเอง เราไปรักเขาเอง ดินน้าลมไฟไม่เคยบอกว่ารักเรา ไม่ เคยบอกว่าชอบเรา แต่เราไปหลงเขาเอง ทาอยู่อย่างนี้ กิเลสท่ีเป็น ราคะจะค่อยจืดจางห่างหายออกจากจิตใจ เหลือแต่จิตใจที่บริสุทธ์ิ สะอาด ๕๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ เร่ืองท่ีน่ังท่ีนอน ก็ให้พยายาม อย่างปฏิบัติธรรมอยู่ท่ีน่ี นั่ง อยู่บนศาลา บนพื้นก็ไม่ได้อ่อนนุ่มอะไรนัก ถ้ามีโอกาสก็นั่งบนโขด หนิ ใต้ตน้ ไม้ ท่ีไหนก็แล้วแตใ่ ห้ตงั้ อกตงั้ ใจ อนั น้ีเป็น อจุ จำสะยะนะมะหำสะยะนำ ท่านไม่ให้นั่งท่ีนอนท่ีมีความสุขความ สบาย เวลาเราปฏิบัติธรรมอยู่ในสถานท่ีวิเวกเงียบสงัด โดยเฉพาะ อย่างย่งิ ใต้ต้นไม้ ในปา่ เขาหรือที่ไหนก็แล้วแต่ จะมีความสขุ ใจลึก ๆ มันเป็นอย่างน้ันของมันเอง สงบ ลมที่พัดมา แล้วก็ค่าคืนดูเดือนดู ดาว สวยจริง ๆ จิตใจไปสัมผัสกับธรรมชาติมันเกื้อกูลกันจริง ๆ อย่างน้ีเอง พระพุทธเจ้าท่านถึงได้อรรถได้ธรรมจากภาวะ ทุกส่ิงทุก อย่างเงียบสงบไปหมด ท่ีไม่เงียบก็คือจิตใจของเรา เหมือนกับทุก อย่าง อย่างต้นไม้ มันก็ทางานของมัน โตขึ้นตามลาดับแบบเงียบ ๆ เหมือนครูบาอาจารย์ทางเซน ท่านบอกว่าดอกไม้มันเบ่งบานบนตน้ ก็เบ่งบานอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดให้ใครฟัง ไม่เรียกให้ใครมาดู เวลามัน เหี่ยวแห้งก็เห่ียวแห้งแบบเงียบ ๆ เหมือนกัน มันก็ไม่ได้บอกใคร ไม่ได้เสียใจว่าตัวเองต้องเหี่ยวต้องแห้ง ทีนี้เวลาหล่นจากต้นมันก็ หล่นของมันเอง โดยไม่เลือกท่ีด้วยซ้าว่าจะไปตกอยู่ท่ีไหนเมื่อใด ก็ เป็นไปอย่างเงียบ ๆ จิตใจของเราถ้าเงียบสงบได้อย่างนั้น ดูความ เป็นไปของร่างกาย แล้วจิตเป็นอันหนึ่ง ร่างกายเป็นอันหน่ึง มันจะ แยกออกจากกนั โอ๊ย อย่างนีเ้ อง ทีเ่ ราเปน็ ทกุ ขเ์ ปน็ โทษเพราะไปยึด เอาของเขามาเปน็ ของเรา ถา้ จติ น้รี ู้ รสู้ ักแต่ว่ารู้ แล้วกป็ ลอ่ ยวาง มนั จะมีอะไรเกิดข้นึ มที กุ ข์มีโทษอยตู่ รงไหน นี่แหละศลี ทีน้ี วิกำละโภชนำ ที่ว่าสาคัญ คือไม่รับประทานอาหารใน เวลาวกิ าล คือถ้ารบั ประทานอาหารในเวลาวิกาลมันจะมีภาระ ต้อง หุงต้องหาสารพัดท่ีจะต้องทา ยุ่ง ทีนี้พอทานอาหารในเวลาวิกาล ๕๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ อาหารต้องย่อยก็ต้องใช้เวลา จะหลับนอนตอนน้ันก็ฝันไม่ดี แล้วก็ ไม่ค่อยเก้ือกูลเท่าท่ีควร ถ้าเราไม่รับประทานอาหารในเวลาวิกาล ทานกอ่ นเทยี่ ง ตกตอนบา่ ย อาหารท่ีเราบริโภคกเ็ ร่มิ ย่อยสลาย แล้ว พอตกกลางคืน เราหลับสนิท ร่างกายก็ได้หลับพักผ่อนเต็มที่ พอถึง ตอนเช้ามา พลังงาน Energy ที่เกิดจากการรับประทานอาหารก็ เป็นของละเอียดอ่อน ตอนนี้แหละจิตใจสงบเงียบ ไม่ง่วงเหงา หาวนอน สมาธิก็จะดี เป็นคุณอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราไปทานอาหาร อยู่ตลอดเวลา พอร่างกายแข็งแรง จิตก็กาเริบ ราคะตัณหา สาหรบั ผู้ยังหนุ่มแน่น ยังหนุ่มยังสาวอยูม่ ันก็รบกวน ถ้าเราทานอาหารน้อย ปฏิบัติธรรมมาก กิเลสเหล่านี้ก็ไม่รบกวน เราก็มีจังหวะท่ีจะ พิจารณาให้เห็นตามท่ีเป็นจริง อย่าลืมว่าการปฏิบัติธรรมก็มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือฝ่ายรัก รักต่อรูป เสียง กล่ิน รส สัมผัสอันนี้ อีก ส่วนหน่ึงก็คือความชัง ที่มีต่อคนอ่ืน หรือท่ีมีเกิดข้ึนในจิตใจของเรา เรียกว่า โทสะ ทีน้ีจะทาอย่างไรโทสะจะเบาบาง ก็ศีลข้อท่ี ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ท่ี ๕ ถ้าเป็นศีล ๕ รักษาให้ดี ทาสมาธิภาวนาแล้วก็แผ่ เมตตา เม่ือศีล ๕ ดีแล้วเวลาแผ่เมตตาจิตสงบก็แผ่สะดวก อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้เรามีความสุข สัพเพ สัตตา สทา โหตุ ขอให้สรรพ สัตว์ท้ังหลายจงมีความสุขทุกทั่วหน้า แผ่เมตตาไปเร่ือย ๆ เอาคน อยู่ใกล้ก่อน อันนี้สาคัญ คนท่ีอยู่ใกล้เราจะเป็นคนดีก็ดี คนช่ัวก็ดี หรือไม่ดีไม่ชั่วก็ตาม เป็นคนท่ีจะให้คุณให้โทษแก่เรามากท่ีสุด คน อื่นนั้นถึงจะดีอย่างไรก็อยู่ที่ไกล เราก็ไม่มีปัญหาอะไร หรือคนชั่วที่ อย่ไู กลก็ไม่มีปัญหาอะไร แตว่ า่ คนท่อี ยู่ใกล้ชิดจะทาอยา่ งไร อยา่ ลืม สัมผัสจิตใจของเราดว้ ยความเมตตาของเรา ด้วยการแผเ่ มตตาให้ทุก ๕๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนท่ีบุญวาสนาน้อย คนท่ีไม่มีคุณธรรม คน ที่โมโหโทโส คนที่มีแต่ความโลภ แผ่เมตตาให้เขาเรื่อย ๆ ถึงเขาจะ ไม่ได้เปล่ียนแปลงอะไรไปมากนักเพราะความเมตตาของเรา อย่าง นอ้ ยจติ ของเรากไ็ ดร้ ับความร่มเย็น จะมอี ะไรกระทบกระเทอื นจะไม่ ตื่นเต้น สติจะไม่หายจากตัวเรา เราจะมีสติสมบูรณ์อยู่เสมอ ถ้า ต้ังใจปฏิบัติธรรมแล้ว มีสติอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เหมือนกับมีคน คอยดูแลระวังรักษา ส่ิงไหนที่ดีก็อนุญาตให้เข้ามาได้ ส่ิงไหนไม่ดีก็ ออกไป สตเิ ปน็ ตวั หลัก เปน็ ตวั ยนื ทีเดยี ว ตัวนี้เป็นตัวสาคัญมาก เพราะฉะน้นั ก็ขอใหต้ ้ังอกตั้งใจแผ่เมตตาอยู่เสมอ ๆ คือคา ท่รี ชั กาลที่ ๖ ทา่ นนิพนธ์ไว้ “อันควำมกรณุ ำปรำณี จะมใี ครบังคับ ก็หำไม่ หลั่งมำเองเหมือนฝนอันช่ืนใจ จำกฟำกฟ้ำสุรำลัยสู่แดน ดิน” คือพอมีความเมตตากรุณาแผ่ไปท่ัว ให้สรรพสัตว์ท้ังหลายมี ความสุขถ้วนหน้า ตอนเช้า ๆ ท่ีคนยังไม่ค่อยต่ืนกัน หรือตอน กลางคืนท่ีทุกอย่างเงียบสงบ แผ่เมตตาตอนนั้นเป็นโอกาสที่ดีที่สุด หรือว่าทุกหนทุกแห่งให้มีเมตตาจิตอยู่เสมอ เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มำนะสัมภำวะเย อะปะริมำณัง เมตตาที่ไม่มี ประมาณ ไม่มีที่ส้ินที่สุด ท่ีออกจากจิตใจของเราให้แผ่ไปทั่วทุกหน ทุกแห่ง ท้ังเบื้องบนเบ้ืองล่าง เบ้ืองขวาง ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูต่อใคร ทาอยอู่ ย่างนี้เป็นประจา เมอื่ ไมม่ คี วามโกรธในจิตใจของเราแลว้ เรา จะไปโกรธกับใครอีก ทุกอย่างท่ีเกิดข้ึน สติดูแลรักษาได้ตลอด คน พูดอะไร ทาอะไร มองดู แม้แต่ยังไม่พูด สติปัญญามีอยู่ในตัว รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เราก็เงียบสงบ ใจเย็นสบาย ดังนั้น ขอให้ท่าน ทั้งหลายตงั้ ใจในการปฏบิ ัติธรรม รกั ษาศลี ใหด้ ี ๖๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ ทีน้ี มาย้าเรื่องศีลข้อที่ ๔ ท่ีว่าไม่ให้พูดเท็จ คาหยาบ สอ่ เสียด เพอ้ เจ้อ พูดเป็นภาษาบาลีก็ สัจจังภะเณ - พดู แตส่ ิง่ ที่เป็น จริง ปิยังภะเณ – พูดด้วยวาจาอ่อนหวาน สมานสามัคคี สุภำสิตัง ภะเณ - พูดแต่สิ่งท่ีเป็นสุภาษิต ธัมมังภะเณ - พูดแต่สิ่งท่ี เป็นอรรถเป็นธรรม ให้ทาอย่างนี้เป็นประจาอยู่เสมอ เท่ากับว่าปาก พวกเรากเ็ ปน็ ศลี ถา้ เราพูดเท็จอะไรจะเกดิ ขน้ึ คนทีพ่ ูดเทจ็ จะไม่เจอ ความจริงส่ิงท่ีประเสริฐล้าเลิศเป็นอันขาด เอาง่าย ๆ ถ้าเราเป็นคน พูดโกหก ทา่ นบอกวา่ เปน็ คนปลอม ไมใ่ ช่คนแท้ ผ้หู ญิงปลอม ผู้ชาย ปลอม ลองนกึ ถึง ไมค่ ุณธรรมในตวั เลยแม้แต่น้อย สูงข้นึ ไป อบุ าสก ปลอม อบุ าสกิ าปลอม ไมม่ คี วามจรงิ ใจ ไมม่ คี วามซอื่ สัตย์ ไม่มีความ ตรงไปตรงมา ไม่มีความเมตตากรุณา สูงขึ้นไปอีก สามเณรปลอม พระปลอม อูย ไปกันใหญ่ ที่จะไปเจอกับสัจธรรมของจริงของแท้ท่ี เรียกว่าอริยสัจ ๔ น้ันเป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่จริง เราต้องเป็นคนจริง พูดอย่เู สมอว่า ไมม่ คี วามช่วั อนั ไหนท่ีคนโกหกทาไม่ได้ คนโกหกน้ัน หมายความว่าไม่สามารถที่จะเกิดเป็นมนุษย์ที่จะมีความสุขความ สบายได้ ไม่สามารถที่จะเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้าได้ มีแต่จะลงต่าท่า เดียว เพราะฉะน้ัน อยากให้เราเป็นคนดีมีความสุขความเจริญก็ ขอให้ต้งั อกตง้ั ใจรักษาศีล รกั ษาใหด้ ี มาถึงตอนนี้ ในภาคปฏิบัติธรรม ก็ให้นึกถึงคาส่ังสอนของ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือธรรมะส่วนสูงน่ีท่านเทศน์ก่อน เพื่อน หลังจากท่ีได้บรรลธุ รรมท่ีพุทธคยา คือมาถึงตอนน้ันหลังจาก ท่ีท่านบาเพ็ญทุกรกิริยาแล้วมีความรู้อย่างลึก ๆ ผุดข้ึนมาว่า ถึงแม้ เราจะมีสติดี แต่ร่างกายสั่นสายสั่นเทิ้มไปท้ังตัว จะลุกก็ไม่ได้ จะ อะไรก็ไม่ได้ แล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร มานึกถึงคราวท่ีเราเป็น ๖๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ เด็กยังเป็นผู้ท่ีสมบูรณ์อยู่ ไม่เคยอดข้าวอดน้าอะไร นั่งทาสมาธิ ภาวนา จิตน่ิงสงบ แล้วท่านก็นึกถึงการสีไฟของคนสมัยโบราณ ถ้า เอาไม้เป็นมาสี ยังไงก็ไม่เป็นไฟได้ เพราะไม้ยังมียางอยู่ ไม้น้ันยังสด อยู่ ตัดไปแล้วก็ต้องไปตากให้แห้ง ให้ยางมันหมด และก็ต้องไปตาก ใหไ้ กลจากน้า ไม่ให้ชุ่มน้า พอมันแหง้ แลว้ ค่อยเอามาสีไฟ ถึงจะเป็น ไฟได้ เพราะฉะน้ัน การปฏิบัติธรรมจะให้ผลดีย่ิง กายต้องออกจาก กาม จาไว้ แล้วกแ็ นน่ อน ศลี ๕ หรือศลี ๘ เมือ่ ได้บรรลุธรรมช้นั ตน้ เช่นโสดาบัน สกิทาคามี แม้แต่อนาคามี ศีล ๕ ศีล ๘ ขึ้นได้ แต่เม่ือ มาถึงตรงนั้น จิตน้ีจะพรากออกจากกาม จิตนี้จะเลยข้ันน้ีไป จะไม่ ตดิ ข้องในกามเป็นอันขาด เพราะฉะนั้น ในภาคปฏิบัติของเรา ต้องหมั่นมาหาที่ที่สงบ อย่างที่วัดปทุมวนาราม ศาลาพระราชศรัทธา พระองค์รัชกาลท่ี ๙ ต้ังใจสร้างไว้ให้ หาที่นั่งสมาธิภาวนา จะมีครูบาอาจารย์มาเทศน์ หรือไม่ เราหาโอกาสมาน่ังทาสมาธิอยู่เสมอ ให้จิตใจของเราได้เกิด ความร่มเย็น เกิดความสุขความสบายใจ พอเอากายออกจากรูปรส กล่นิ เสียงแล้ว จิตใจก็เริ่มสงบร่มเย็น เวลาสงบรม่ เย็นนัน้ เป็นอย่างนี้ เหมือนน้าเราตักมาจากแม่น้าเจ้าพระยา แม่กลอง แม่น้าโขง หรือ อะไรก็แลว้ แต่ ตกั ไวใ้ นถังทน่ี ่ิงไม่ไหวตงิ นา้ ความใสจะข้ึนอยู่ข้างบน ตะกอนจะตกลงไปข้างล่าง ความใสอยู่ข้างบน ตะกอนอยู่ข้างล่าง จิตใจของเราก็เหมือนกัน เวลาสงบตัณหาที่เคยกลุ้มรุมจิตใจจะค่อย เบาบางลง หายหน้าไป เทา่ กับอาสวะไปซอ่ นอยู่ ไปหลบอยู่ในจิตใจ ลึก ๆ ของเรา มันไม่ออกมา เราก็ทาอย่างนี้บ่อย ๆ ก็แยกออกได้ว่า จิตที่มีกิเลสอันหนึ่ง จิตที่ไม่มีกิเลสเป็นอันหนึ่ง เมื่อเรารู้อย่างนี้ ท่ี มันเกิดกิเลสเพราะอะไร กำมำสวะ ติดใจในรูปเสียงกล่ินรสสัมผัส ๖๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ต้ังใจทาสมาธิ กำยคตำสติ อสุภะ-ภำวนำ ทาอยู่เรื่อย ๆ กิเลสท่ียดึ ติดในรูปรสกล่ินเสียงก็จืดจางห่างหายไป แผ่เมตตาเรื่อย ๆ ก็เกิด ความร่มเยน็ ขน้ึ มา อันน้สี าคญั การปฏิบัติธรรมต้องมาถึงส่วนที่เรารู้ว่า กายเป็นส่วนหน่ึง จิตเป็นส่วนหน่ึง จิตที่เป็นกิเลสเป็นส่วนหน่ึง จิตที่บริสุทธ์ิสะอาด เป็นอันหนึ่ง ธาตุรู้เป็นอันหน่ึง จาไว้อย่างนี้ก็ได้ อย่างท่ีท่านสอน อภิธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพำน จิตเหมือนธาตุรู้ เจตสิกหมายถงึ ส่งิ ท่ีแฝงอยขู่ องธาตุรู้ มีท้งั ฝา่ ยดี ฝา่ ยชัว่ คือฝ่ายกเิ ลสฝา่ ยบาป ฝา่ ย บุญ มที ั้งดแี ละชว่ั หรอื สิง่ ทีแ่ ฝงอยกู่ ับจิตกค็ อื เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ ความรู้สึกสุขทุกข์เป็นกลางเฉย ๆ และความจดจานึกคิด รับรู้อะไรต่าง ๆ เป็นของที่แฝงอยู่กับจิต เกิดขึ้นกับจิต ก็ดับกับจิต ส่วนรูปสังขารร่างกายเราน้ี ธาตุ ๔ ดินน้าลมไฟ เราเรียกรูป พอเรา เดินมรรค มีศีล สมาธิ ปัญญา หรือ สติ สมาธิ ปัญญา บาเพ็ญอยู่ เสมอ ๆ ความรักที่มีต่อรูปก็จะเบาบางลง ราคะ โทสะ โมหะ ที่ เก่ียวกับรูปก็จะเบาบางลง ส่วนหน่ึงที่เป็นเจตสิกธรรมที่แฝงอยู่ ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความเฉย ๆ ก็ดี ธาตุรู้ก็รู้ได้แล้วว่าสิง่ นนั้ เป็นของเกิดข้ึน ต้ังอยู่ ดับไป เม่ือเป็นอนิจจังเท่ากับว่าท่านผู้ใดก็ ตามไปยึดถือไว้เป็นเรา เป็นของเราก็เป็นทุกขัง และทุกอย่างก็เป็น อนัตตำด้วย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อรู้ชัดแบบนี้ก็วางซะ ท่าน บอกให้วางรูปวางนาม พอวางรูปวางนามแล้วอะไรจะเกิดข้ึน ก็คือ นพิ พาน จาไวเ้ น้อ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตคอื ธาตุรู้ เจตสกิ ก็คือ ส่ิงท่ีแฝงอยกู่ ับธาตุรู้ มที งั้ ฝา่ ยดฝี ่ายช่วั หรือจะบอกวา่ เวทนา สญั ญา สังขาร เกดิ ขน้ึ ทจี่ ิต พอปล่อยวางรูป ความยดึ มัน่ ถอื มน่ั ๖๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ รูปปู ำทำนกั ขันโธ เป็นทุกข์เพราะยดึ ในรปู เปน็ ทกุ ขเ์ พราะ ยึดในเวทนา ความสุขความทุกข์ความเฉย ๆ เป็นทุกข์เพราะยึดใน สัญญาอารมณ์ เป็นทุกข์เพราะความนึกคิดต่าง ๆ เป็นทุกข์เพราะ การรับรู้แล้วยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา เมื่อรับรู้และปล่อยวาง ธาตุรู้ ก็เกิดความใสสะอาด ธาตุรู้ก็เป็นนิพพาน ให้จับหลักให้ได้อย่างนี้ เพราะฉะน้ัน ว่าไปแล้วทุกคนมีส่ิงที่ดีงามอยู่ในจิตในใจทุกผู้ทุกคน แล้ว ขอให้ต้ังอกต้ังใจปฏิบัติธรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็น คนดี บางศาสนาใกล้พระพุทธศาสนาบ้าง หรือในบางระดับ เรื่อง ทาน หรอื แม้แตเ่ ร่อื งศีลก็ใกล้กับพุทธศาสนามาก แตถ่ า้ ศาสนาใดไม่ มีอริยสัจจ์ ๔ ก็ยังถือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยังมีความเห็นผิดอยู่ อันนี้ สาคัญ ถา้ ยังเปน็ มิจฉาทิฏฐิอยจู่ ะไม่มีทางพ้นจากทุกขไ์ ปได้ จะเวยี น ว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วทา อย่างไร ถ้าไม่มีศีลท่ีบริสุทธิ์ ศีล ๕ ไม่บริสุทธิ์ ศีล ๘ ไม่บริสุทธ์ิ ศีล ๑๐ ศลี ๒๒๗ ไม่บรสิ ทุ ธิ์ จติ จะเป็นสมาธไิ ด้ยาก ยากมาก ดงั นัน้ ต้อง พยายาม ตัสมำ สีลัง วิโสธะเย จงชาระศีลให้บริสุทธ์ิ คาว่าศีลน้ัน คืออะไร ก็คือจิตใจ คือธาตุรู้อันน้ัน ให้บริสุทธ์ิสะอาด เว้นจากทุกข์ จากโทษ อันนี้เป็นศีล การฆ่าสัตว์ ไม่เป็นศีล ศีลหมายถึงตัวธาตุรู้ท่ี เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา เมรยั อันนี้เป็นตวั ศลี แท้ รกั ษาตัวน้ีให้บริสทุ ธ์สิ ะอาด เมอื่ รกั ษาตัวนีใ้ ห้บรสิ ุทธิ์สะอาดแล้วจิตก็จะสงบง่าย โยมจะ เห็น สัมมำวำจำ สัมมำกัมมันตะ สัมมำอำชีวะ อันน้ีเป็นตัวศีลใน มรรค ๘ สัมมำวำจำ ก็มี ๔, สัมมำกัมมันตะ มี ๓, สัมมำอำชีวะ ๑ เรียกว่าศีล ๘ ในองค์อริยมรรค พยายามรักษาให้ดี แต่การรักษา ไม่มีอะไรอื่นนอกจากสารวมระวังและต้ังใจทาสมาธิ ขอย้าตรงน้ีอีก ๖๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ คร้ัง เร่ืองศีลนี่ การรักษากาย หลวงปู่ฝั้นท่านว่า แขน ๒ ขา ๒ ศีรษะ ๑ อันน้ีเป็นตัวศีล อย่าเอาอันนี้ไปทาบาป แต่ถ้าว่าลึก ๆ ใจ เป็นตัวศีล อย่าเอาใจไปทาบาป อย่าเอาใจไปสั่งกายให้ทาบาป อย่า เอาใจไปสั่งวาจาให้ทาบาป ใหต้ ั้งอกตัง้ ใจรกั ษาศีลให้ดี เมอ่ื รกั ษาศีล ดีแล้วเราจะมองเห็นชัดเลย เรื่องสัมมำวำยำมะ ตรงน้ีสาคัญ คือ ความเพียรพยายาม เมื่อรักษาศีลดีแล้วจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ หม่ันไหว้พระสวด มนตท์ กุ วัน ตอนเยน็ ตอนคา่ ไหวย้ ่อ ๆ ก็ได้ แต่วา่ หม่นั ทาสมาธิ การ ทาสมาธิเท่ากับการสารวมอินทรีย์ คืออินทรีย์สังวร ตัวนี้สาคัญ ถ้า ไม่สารวมตา ไม่สารวมหู ไม่สารวมจมูก ไม่สารวมล้ิน ไม่สารวมกาย ไม่สารวมใจ แลว้ อะไรจะเกิดขึ้น ทา่ นเปรยี บเทยี บวา่ ลกึ ๆ ในจติ ใจ ตัวอวิชชาเหมือนกับตัวเสือโคร่ง ศีลข้ันอินทรีย์สังวรท่านพูดอย่าง น้ัน เสือโคร่งตัวนี้จะออกมาหาอาหารทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ล้ิน ทางกาย ทางใจ มันกินอารมณ์รักอารมณ์ชังท่ีตาไปเห็น ท่ีหูได้ ยิน ทจี่ มูกได้กลน่ิ ท่ลี ้นิ ไดร้ ส ทีก่ ายได้สัมผสั ทจี่ ิตใจไดร้ ับรู้อะไรต่าง ๆ มันก็กินของมันอยู่อย่างนี้ ดังนั้น ถ้าไม่มีการทาสมาธิ ไม่มีการ สารวมกายวาจาจิตเลย ก็เท่ากับว่า แม้เราจะรักษาศีล ๕ ได้ ก็เป็น ศีลข้ันหยาบ ไม่ใช่เป็นศีลขั้นละเอียด ศีลข้ันละเอียดจะต้องถึงข้ัน อินทรียส์ ังวร ตาต้องสงบ หตู ้องสงบ จมกู ต้องสงบ ลิ้นตอ้ งสงบ กาย ต้องสงบ ใจสงบ เจ้าคุณอุบาลี ท่านพูดว่า ถ้ำใจเป็นพระ ตำก็เปน็ พระ หูก็เป็นพระ จมูกก็เป็นพระ ล้ินเป็นพระ กำยเป็นพระ แต่ถ้า หากไม่มีการรักษาแล้วเสือโคร่งที่อยู่ข้างในมันจะไปกินอาหาร แล้ว จะกอ่ ทุกขก์ ่อโทษให้เกิดกบั เรา ความรกั ความชังจะกลุ้มรุมอยู่ในจิต ไม่มวี ันจืดจางห่างหาย การปฏบิ ัตธิ รรมก็ไมก่ ้าวหนา้ ๖๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ จิตนนั้ ขณะจติ เดยี วคดิ ไดเ้ ร่ืองเดียว โยมตอ้ งระวังเร่ืองน้ีให้ มาก ๆ จิตต้องเป็นกุศลอยู่เสมอ ๆ ต่อเน่ืองกันไป หรือให้มีอยู่นาน ทส่ี ุดเท่าทีจ่ ะนานได้ ใหอ้ ย่กู บั ตัวเราเป็นประจาสม่าเสมอ ทกุ เช้าทุก เย็น ถ้าเป็นไปได้ ทุกเวลานาที แต่ก็เป็นเรื่องยาก ถ้าไม่อย่างนั้น เพราะความเผลอสติ จิตก็จะไปรับอารมณ์รักอารมณ์ชัง หาเรื่องใส่ ตัวเกิดความขุ่นข้องหมองใจ ตามปกติธรรมดาอย่างท่ีโยมเห็น น้า ทะเลเราอยู่ใกล้ ๆ ฝ่ัง เวลามันน่ิง ความใสอยู่ข้างบน โคลนอยู่ ข้างล่าง แล้วก็มีดินมีทรายบ้างอะไรบ้างก็มองเห็น ลองโยนลูกหิน ออกไป ไปกระทบกระเทือนกับโคลนเลน ก็จะขุ่นข้ึนมาทันที ความ ใสอยู่ข้างบนก็ลดน้อยลงไปเพราะความขุ่นขึ้นมา จิตใจของเราก็ อย่างนัน้ ถ้าเราไมส่ ารวมระมดั ระวงั ไมท่ าสมาธิภาวนาแลว้ อารมณ์ รกั อารมณช์ ังจะไปกระตุ้นใจของเราให้ขุ่นข้องหมองมวั อยู่ ไมม่ ีเวลา ทส่ี ิ้นสดุ เพราะฉะนั้นให้ระมัดระวัง การท่ีจะสารวมได้ ไม่มีทางอื่น นอกจากการทาสมาธิ จักขนุ ำ สังวะโร สำธุ สำธุ โสเตนะ สังวะโร ท่านว่า การสารวมตา สารวมหู สารวมจมูก สารวมล้ิน สารวมกาย สารวมใจ สาธุแปลว่าทาให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตัวเราเองแก่ คนอ่ืน จักขุนำ สังวะโร สำธุ สำธุ โสเตนะ สังวะโร ฆำเนนะ สัง วะโร สำธุ - สารวมจมูก สำธุ ชิวหำยะ สังวโร – สารวมลิ้น กำเย นะ สังวะโร สำธุ สำธุ วำจำยะ สังวะโร – พอมาถึงเรื่องกายท่าน ย้อนกลบั ไปให้สารวมวาจา เพราะเอากายกับวาจาเปน็ ของคู่กนั มะ นะสำ สังวะโร สำธุ - ไปสารวมใจ สำธุ สัพพัตถะ สังวะโร สัพพัตถะ สงั วะโร ภิกขุ สพั พะทุกขำ ปะมุจจะติ – หากท่านผู้ใดก็ ตามสารวมตา สารวมหู สารวมจมูก สารวมล้ิน สารวมกาย และ ๖๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ สารวมใจ สารวมอยู่ในที่ทุกสถาน อยู่ในกาลทุกเมื่อ ท่านผู้นั้นไม่ นานก็จะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น การที่จะหนีจากทุกข์ได้ ตอ้ งสารวมตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ ทีน้ี ในระดับการปฏิบัติ นอกจากการสารวมระวังไม่ให้ ของใหม่เกิดข้ึน ไม่ให้อารมณ์ใหม่ ไม่ให้ความรักใหม่ ความชังใหม่ เกิดขึ้นมากระทบเรา เราก็ต้องเอาอารมณ์เก่าท่ียังค้างอยู่ ที่เป็นอา สวะอยู่ในจิตใจเราออกไปให้ได้ ตรงน้ีท่านสอนพระว่า สิญจะ ภิกขุ อิมัง นำวัง สิตตำ เต ละหุเมสสะติ คือท่านเปรียบเหมือนเราจะ ข้ามวัฏฏสงสาร เหมือนการข้ามมหาสมุทร ต้องใช้เรือ เรือนั้นอย่า ให้รั่วเป็นอันขาด เท่ากับว่าอย่าให้ศีลขาดเปน็ อันขาด ถ้าเรือร่ัวแลว้ ข้ามน้าไม่ได้ สิญจะ ภิกขุ อิมัง นำวัง - พอรักษาเรือไม่ให้ร่ัวแล้ว ต้องวิดน้าออกจากเรือ วิดน้าในท่ีน้ีก็เท่ากับว่า ในจิตในใจของเรานี้ มีความรักความชังอยู่แล้ว ทาอย่างไรน้า คือความรักความชังจะ หมดไป มันก็ต้องวิดออก พอวิดออก เรือก็จะวิ่งถึงฝ่ังสมมาด ปรารถนา การปฏิบัติธรรมต้องทาอย่างนี้ สารวมกาย สารวมวาจา และสารวมใจ ต้ังอกตั้งใจสารวมให้ดี มีสัมมาวายามะ หมายถึง ความเพียร เพียรเชา้ เพยี รเย็นเพียรคา่ เพียรกลางวนั ทาอย่เู ร่อื ยเมื่อ มีโอกาส ทาใหจ้ ิตสงบอยเู่ ร่ือย เปน็ การเดนิ มรรค เม่ือเพียรอยู่อย่างนั้น สติก็ตั้ง สติก็อยู่กับเน้ือกับตัว เวลา ทาสมาธสิ ตอิ ยู่กับตัว ระวังอยา่ ให้มันล่องลอยไปไหน ถา้ ลอยไปไม่ดี หรือไปเห็นอะไรก็แล้วแต่ เพราะมักจะเป็น บางคนพอเคลิ้มไป หน่อยก็จะเห็นอะไร เป็นนิมิตดีอะไรดี สารพัดที่จะเป็น บางทีก็เปน็ ของไม่ดี แต่ทา่ นไม่ให้ตดิ ของข้างนอกสอนไม่ใหย้ ดึ ตดิ ของขา้ งในก็ ไม่ให้ยดึ ติด สักแต่ว่ารู้ สกั แต่วา่ เหน็ สกั แต่วา่ ทราบ ใหป้ ล่อยวางอยู่ ๖๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ เสมอ ๆ การท้ังหมดอยู่ท่ีการปล่อยวาง ปล่อยวางความชั่วทั้งหมด ท่านบอกว่า สัพพะปำปัสสะ อะกะระณัง ความชั่วอย่าทาเป็นอัน ขาด วางให้ได้ กุสะลัสสูปะสัมปะทำ – ทาจิตให้เป็นกุศล เท่ากับว่า วางอารมณ์รักอารมณช์ ังอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา อยา่ ให้อารมณ์รัก อารมณ์ชังทาใหจ้ ติ ใจขุน่ ขอ้ งหมองมวั ได้ สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอาสติ สมาธิ ปัญญา ล้างจิตใจ ให้สะอาดอยู่เสมอ ๆ บางแห่งเขาแปลว่า ละบาป บาเพ็ญบุญ ก็ถูก การทาจิตใหเ้ ปน็ กุศลกค็ อื บาเพญ็ บุญน้ันเอง แตถ่ า้ เอาตามศัพท์ตาม ข้ันปฏิบัติจริง ๆ หมายถึง สมาธิ หมายถึงทาจิตใจให้เป็นกุศล เพราะมันจะตอ่ ไปถึง สะจติ ตะปะรโิ ยทะปะนัง ทาจิตให้ผอ่ งใส มนั เป็นอย่างน้ี อย่างท่ีว่ากิเลสคือ ข้ันหยาบที่เราเห็นเช่น ฆ่าสัตว์ ลัก ทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ เหลวไหล ดื่ม สุราเมรัย อันน้ัน เป็นขั้นหยาบ ทีน้ีขึ้นขั้นต่อไป มาถึงข้ันสมาธิ เรา จะเห็นความรัก ท่ีเราเรียกกำมฉันทะ พยำปำทะ คือความชัง เกลียดตัวเอง ไม่สบายใจ ถีนมิทธะ คือความง่วงเหงาหาวนอน อทุ ธัจจกกุ กจุ จะ - ความฟงุ้ ซา่ น แล้วก็ วจิ ิกจิ ฉำ - ความลังเลสงสัย อันนี้เป็นสิ่งท่ีปกปิดจิตใจไม่ให้เห็นสัจธรรมของจริง ถ้าทาได้ตรงน้ี จิตใจสะอาดบริสุทธ์ิสงบจะเห็นธรรมได้เร็ว ของทุกอย่าง ถ้ามีสิ่ง ปกปิดแล้วจะมองไม่เห็น อาตมาเพ่ิงไปอินเดียมา ก็เลยมีโอกาสไปถึงลุมพินี ตามปกติที่ลุมพินี ถ้ากลางวันแล้วเราดูท้องฟ้าแจ่มใสจะเห็นภูเขา หิมาลัย หิมะวันโต จะ ปัพพะโต ทุเรสันโต ปะกำเสสิ หิมะวันโต จะ ปัพพะโส พระพุทธเจ้าท่านพูดว่า คนดีน่ีมองเห็นได้ไกล มองเห็นได้ชัดเหมือนภูเขาหิมาลัย แต่ตอนนี้หมอกควันฝุ่นละออง ๖๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ บดบังไปหมด แม้แต่อยู่ในกรุงกาฐมัณฑุเองซึ่งไม่ไกลจากภูเขา หมิ าลยั กม็ องไมเ่ หน็ พอเครื่องบินขนึ้ ไปหน่อย มองดูหมิ าลยั สดุ ลูกหู ลูกตา ยาวเหยียดจากเหนือจรดใต้ ทุกหนทุกแห่ง จาไม่ได้ว่ายอด ไหนเป็นเอเวอร์เรสต์ โอ้โห ใหญ่โตถึงขนาดนั้น เพียงเมฆหมอกบด บังก็ยังมองไม่เห็น อันน้ีก็ย้อนถึงจิตใจพวกเราก็เหมือนกัน ถ้าเรามี แตค่ วามรักความชงั อย่ใู นจิตใจ อย่างไรก็จะมองความจรงิ แทไ้ ม่เหน็ เพราะฉะนั้น จาไว้ให้ดี อยู่ในส่วนหนึ่งในจิตใจของเรา ใน ร่างกายเราก็คือความทุกข์ ทุกข์ก็คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย และก็ความวิโยคพลัดพราก ความไม่สมปรารถนา อันน้ีเป็นความ ทุกข์ท้ังหมด เป็นของจริงของแท้ เหตุแห่งความทุกข์ก็คือ ความรัก ความชัง หรือว่ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ ท่ีกลุ้มรุมอยู่ในจิตใจของเรานี้ อันนี้เป็นซีกซ้าย เป็นส่วนฝ่าย ชั่วท่ีอยู่ในจิตใจของแต่ละท่านแต่ละคน ทีน้ีที่อยู่ในซีกขวา ซีกดี ความดับทุกข์นั้นคอยอยู่แล้ว ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ก็มีอยู่ แล้วทุกผู้ทุกคน ตั้งใจรักษาศีลวันนี้ ขณะน้ีก็เป็นศีลเดี๋ยวน้ีขณะน้ี ต้ังใจรักษาศีล ๘ ก็เป็นเดี๋ยวนี้ ตั้งใจให้จิตสงบร่มเย็นก็ทาได้เด๋ียวนี้ ทาสติก็ได้เด๋ียวน้ี เมื่อมันเป็นอยู่แล้ว ความพ้นทุกข์ก็คอยเราอยู่ ส่ิง ท่ีประณีตประเสริฐสุดท่ีว่า ความดับทุกข์คอยเราอยู่แล้ว คอยวัน คอยคนื ที่จะเกดิ ข้ึน ที่จะปรากฎให้มีอยู่แลว้ แตถ่ งึ จะไม่ถงึ ขนาดน้ัน ทานทีเ่ ราทา ก็ใหค้ วามร่มเยน็ เป็นสุขแก่เราแบบสุด ๆ สมปรารถนา ถงึ หรอื ยงั ด้วยอานาจทานของเรา ศลี ที่เรารักษากไ็ ดท้ ุกอยา่ ง สีเลนะ สุคะติง ยันติ - สุขในโลกน้ี สุขในโลกหน้า สีเลนะ โภคะสัมปะทำ - สุขด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพาน สมบตั ิกไ็ ด้ด้วยอานาจศลี สเี ลนะ นิพพุตงิ ยันติ – ในทีส่ ดุ เราจะได้ ๖๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ นิพพานก็เพราะศีล ก็มีอยู่แล้วทุกผู้ทุกคน เพราะฉะนั้น ต้ังใจรักษา ถ้ารักตัวจริง ๆ ไม่อยากให้เกิดทุกข์เกิดโทษ ไม่อยากให้เกิดความ ลาบากใจ อยากพ้นจากทุกข์จริง ๆ คาว่ารักษาศีลไม่ได้ไม่น่าจะมี เลย รักตัวจริง ๆ ต้องทาช่ัวไม่ลง รักตัวจริง ๆ ต้องเป็นคนใจดีมี เมตตากรุณา สมกับเป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า รักตัวจริง ๆ ต้องเป็นคนมีศีล รักตัวจริง ๆ ต้องทาสมาธิภาวนา จะอยู่เฉย ๆ ให้คุณงามความดีมาสวมใส่ร่างกายของเราน้ันเป็นไป ไม่ได้ อย่างท่ีท่านสอนว่า ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจำริง – ธรรม ย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ธัมโม สุจิณโณ สุขะมำวะหำติ - ธรรมที่ ประพฤติดีแล้วนาความสุขมาให้ พระธรรมจะรักษาเราต่อเม่ือเรา รักษาพระธรรม เหมือนกับว่า แดดร้อน หรือฝนตก เราถือร่ม ต้อง ถือให้ม่ัน ให้อยู่กับตัว จะได้ป้องกันแดดกันฝนได้ อยู่ดี ๆ จะให้ร่ม ลอยมาคุ้มครองปกป้องรักษาเรา อยู่ดี ๆ จะให้เมฆบนฟ้ามา คุ้มครองปกป้องรักษาเราเวลามีแดดมันเป็นไปไม่ได้ เราต้องทาเอง ประพฤติเองปฏิบัติดีเอง แล้วกว่าจะได้สมปรารถนาจะต้อง ธัมโม สุจิณโณ สุขะมำวะหำติ - ตอ้ งปฏิบัตธิ รรมให้ดีท่ีสุดเท่านั้นถงึ จะได้ สมปรารถนาทกุ ส่งิ ทุกอย่าง เพราะฉะน้ัน เม่อื มสี งิ่ ทด่ี ีงาม มีอริยสัจจ์ ๔ อยใู่ นจิตใจของ ทุกผู้ทุกคนแล้ว เราจะทาอย่างไร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถือ ว่าเป็นพระรัตนตรัย อย่ขู ้างนอกก็ถึงพระพุทธเจ้าของเรา พระธรรม ก็คาสอนดีงามที่มาส่ังสอนพวกเรา พระอริยสงฆ์ก็คือพระอริยะ บุคคลผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามคาสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าท่ีเป็นที่พ่ึงของพวกเรา อันน้ีเป็นความดีที่อยู่ข้าง นอก เรากราบไหว้ทุกวัน ๆ ต้ังอกต้ังใจ ท่านพ่อลีท่านพูดว่า พุทธะ ๗๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ ปูชำ มะหำเตชะวันโต บูชาพระพุทธเจ้าอยู่สม่าเสมอ อยู่ทุกคืนทุก วัน จึงมเี ดชมอี านาจมีบุญวาสนาบุญญาธกิ ารค้มุ ครองปกป้องรักษา ธัมมะปูชำ มะหัปปัญโญ – บูชาพระธรรม ต้ังอกต้ังใจประพฤติ ปฏบิ ตั ิธรรมตามคาสง่ั สอนของพระองคส์ มเดจ็ สัมมาสัมพุทธเจ้า เรา จะมีสติปัญญา เช่ือกรรมเชอ่ื ผลของกรรม เช่ืออรยิ สัจจ์ ๔ เชื่อมรรค ๘ สิ่งดีงามก็จะเกิดข้ึน สังฆะปูชำ มะหำโภคำวะโห บูชาพระอริย สงฆ์สาวกจะเกิดทรัพย์สมบัติมากมายแก่ตัวเราเองด้วยการทาบุ ญ ทาทานรกั ษาศีล ด้วยการปฏบิ ตั ติ ามคาสอนของท่าน ย้อนเข้ามาลึก ๆ อะไรเป็นตัวพุทธะ มองเข้ามา จิตใจท่ี ปราศจากกิเลส ตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ นี่เองเป็นตัวพุทธะ ของ เราก็มีคอยเราอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ามีแต่ของท่านของคนอื่นมีแต่ของครู บาอาจารย์เสียเมื่อไร จิตธาตุรู้ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มีธาตุรู้ แต่บุญ วาสนาเขาไม่มี บาปกรรมเวรกรรมทาให้เขาไม่สามารถจะขึ้นสู่ ระดับสูงได้ แต่เรามีโอกาสไดท้ าบุญใสบ่ าตร รักษาศีล ไหว้พระสวด มนต์ ทาสมาธิภาวนา ได้มาฟังคาส่ังคาสอน จนรู้ถึงขนาดนี้ สิ่งที่ดีก็ งามก็อยู่ในจิตในใจของเราแล้ว อันน้ีก็คือตัวพุทธะ ทีนี้ ทาไมส่ิงที่ดี งามมันไม่ใสเท่าที่ควร ก็เพราะไม่มีพระธรรม คือศีล สมาธิ ปัญญา ไม่สามารถจะมาล้างให้มันสะอาดได้ เพราะราคะ โทสะ โมหะ มัน กลุ้มรุมปิดบังอยู่ เราก็เอาพระธรรมคาส่ังสอนของท่าน แล้วศีลจะ หาจากที่ไหน ศีลก็คือจิตใจท่ีบริสุทธ์ิ ไม่เบียดเบียนตน ไม่ เบียดเบียนคนอื่น น่ันเป็นตัวศีล จาไว้นะ กายก็เป็นศีลส่วนหยาบ วาจาก็เป็นส่วนหยาบ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนคนอ่ืน แต่ลึก ๆ จริง ๆ คือจิตใจท่ีสงบ เย็น สะอาด บริสุทธ์ิ ไม่เบียดเบียนตน ไม่ เบียดเบียนคนอน่ื นน่ั เป็นตัวศลี ๗๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ สมาธิคือจิตใจที่สงบร่มเย็น มีความสุขความสบาย มี อุเบกขา จนถึงวิปัสสนาญาณ เห็นอริยสัจจ์ ๔ อันนี้เป็นตัวธรรมท่ี จะชาระตัวธาตุรู้ให้สะอาดบริสุทธ์ิ ไล่โมหะออกไป แล้ว สังฆะสุปะฏิปันโน คืออะไร ไม่มีอะไรอื่น คือสิ่งท่ีดีงาม จิตนั่นเอง เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ธาตุรู้เป็นตัวหลัก เจตสิกธรรมฝ่ายดีจะต้องเป็น สุปะฏิปันโนอยู่เสมอ ๆ ปฏิบัติดีด้วยกาย วาจา ใจ มีทาน ศีล ภาวนา อย่ตู รงนัน้ ถึงเปน็ สปุ ะฏปิ ันโน ใครละ่ เปน็ ก็คอื จิตใจของเรา เราต้องเอากายของเราเป็นสุปะฏิปันโน อยา่ ใหเ้ ปน็ ทุปะฏปิ นั โน เอา ใจของเราเป็นสปุ ะฏิปนั โน อยา่ ใหเ้ ป็นทุปะฏปิ ันโน เอาใจของเราให้ ปฏิบัติสูงข้ึนไปตามลาดับจนสมปรารถนา ให้เป็นสุปะฏิปันโนให้ได้ ทีน้ี อุชุ - ตรงต่อคำสอนของท่ำน อย่ำอยู่ข้ำงฝ่ำยรักฝ่ำยชัง ให้ อยู่ตรงกลำง นึกถึงอันน้ีที่จะเข้าใจดี และสามารถเห็นได้ว่าความ เป็นกลางของจิตนี่เป็นอย่างไร นึกถึงตอนท่ีพระเทวทัตยิงใส่เป้าใส่ พระพุทธองค์ตรงเป้าพอดี เป๊ะเลย โอ๊ย คนตกอกตกใจ ทาอย่างไร พระสิทธัตถะจะทาอย่างนั้นได้ เขาเข้าเป้าไปแล้ว พระสิทธัตถะจะ เข้าเป้าได้อย่างไร พอเจ้าชายสิทธัตถะยิง ผ่าลูกศรอยู่ตรงกลาง อัน นี้ เวลาปฏบิ ตั ิธรรม ลึก ๆ รักก็ไม่เอา ชงั ก็ไม่เอา อยูต่ รงกลาง ให้อยู่ ตรงกลาง แล้วในชวี ติ ของเรา อนั น้พี ูดเพอื่ เปน็ คติธรรมเตือนใจพวก เราทง้ั หลายวา่ เราจะต้องเจอกับโลกธรรม เวลาปฏบิ ตั ิธรรมสวด มนต์ สวดมงคลสูตรทกุ วนั เร่ิมตน้ ด้วยว่า อะเสวะนำ จะ พำลำนัง ไมค่ บคนชวั่ ใหค้ บแต่คนดี แตก่ ารปฏบิ ตั ินั้น ไมเ่ อาโลภะ โทสะ โมหะ ไว้เปน็ มติ รเปน็ สหาย เอาทานเอาศีลภาวนาเปน็ มิตรเปน็ สหาย ภาคปฏิบัติเปน็ อยา่ งน้ัน แลว้ เราเอาคนดีเป็นเพื่อน พอสงู ข้ึน ๗๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ไป ขนั ตขิ องเรา ความอดทนจะกลายเปน็ ตะโปจะ เมอื่ ก่อนตอนเรา ยงั ไมป่ ฏิบัตธิ รรมนั้น รำคคั คินำ โมหัคคินำ โทสคั คินำ – ราคะเผา เรา โทสะเผาเรา โมหะเผาเรา ทกุ ข์ทกุ วนั ทุกคืน รอ้ นรุ่ม ราคะเผา ทุกข์ นา้ ตาร่วง แทบจะปลดชีวิตตวั เอง ราคะเผา ทุกขย์ ากลาบาก เพราะฉะนนั้ โยมผู้หญงิ หรอื วา่ ผชู้ ายกต็ าม กิเลสทขี่ ายหนา้ ขายตา ที่สุด ทีเ่ ปน็ ทุกข์เป็นโทษท่สี ดุ ขายหนา้ ผูค้ นแบบสุด ๆ อยา่ งหน้า ดา้ น ไม่มีอะไรเกนิ กิเลสราคะ จาไวเ้ น้อ อยา่ ว่าหลวงพ่อพดู แรง เพราะครบู าอาจารย์ท่านสอนอยา่ งนนั้ เพราะฉะนั้น เวลาจับงู อย่าไปจับหางมัน ให้จับหัว ถ้าจับ หางมัน หัวมันพิษมันอยู่ตรงน้ัน เพราะฉะน้ัน การปฏิบัติธรรม ย้า ลง ผู้ท่ีมีศีล ๘ แล้ว ราคะตัวนี้เป็นตัวหลัก เอากายคตาสติภาวนา ทาทุกวัน ๆ ให้ทากายคตาสติอยู่เสมอ ๆ จนเกิดความเบื่อหน่ายใน สังขารร่างกายนี้เป็นประจา ตัวน้ันล่ะ เริ่มละ เร่ิมจะออก หนี จากวัฏฏสงสาร เพราะฉะน้ัน ตัวน้ีเวลาปฏบิ ัติธรรมถือเป็นหลกั คือ อย่าไปจบั หาง ไปลูบ ๆ คลา ๆ มันไม่ได้ เรากร็ ะวงั อีกเหมือนกัน ให้ เตือนสติไว้ พุทธำนุสสะติ เมตตำ จะ อสุภัง มะระณัสสะติ เรา เวลาปฏบิ ัตธิ รรม ใชพ้ ุทโธ ๆ แล้วก็แผเ่ มตตา ตวั พทุ โธกับเมตตาเม่ือ จติ ใจสงบร่มเย็นเมตตามาก ๆ มนั มที ่เี ขาเรียกว่า side effect คอื มี ผลข้างเคยี งท่ีไม่ค่อยดีนัก ตัวเมตตาถา้ ไม่ระวังจะกลายเป็นความรัก ไปได้ สงสารเขา อย่างนู้นอย่างนี้ สงสารไม่มีใครเป็นที่พ่ึง หาเรื่อง แลว้ หาเรื่องตาย ทีน้จี ะเอาอยา่ งไร อสุภัง มะระณัสสะติ เอาอสุภะมาดัก พอเอาอสุภะมาดัก โอ้โห อยเู่ ลย อสุภะ อสุภัง เนกขมั มะปฏบิ ัติ เพราะฉะนนั้ คาว่าตรง คือว่า เมื่อถึงตรงน้ี เราเผากิเลส ตะโป จะ พรหมะจริยัญจะ ๗๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ อะริยะสัจจำนะ ทัสสะนัง เห็นสัจธรรมแล้ว เราเผากิเลสไปเรอ่ื ย ๆ ก็จะเห็นสัจธรรม ไฟราคะดับไป ไฟโมหะดับไป ไฟโทสะดับไป เห็น ทุกข์เป็นทุกข์ วางความยึดม่ันถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา ทุกข์ก็ หาย เหลือแต่ความบริสุทธ์ิสะอาด ยังมีธรรมอันหน่ึง ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ ธรรมอันน้ีสาคัญ ทุกคนที่ เกิดมาในโลกน้ีจะต้องโดนโลกธรรมทั้งขึ้นท้ังลง ท้ังขาข้ึนขาลง คือ ไดล้ าภเสอ่ื มลาภ ได้ยศเสือ่ มยศ สรรเสรญิ นินทา สขุ ทกุ ข์ เราจะทา อย่างไร ก็อย่างท่ีบางคนว่า ไม่เห็นมีอะไร มีเงินมีทอง มีทุกสิ่งทุก อย่าง มีทรัพย์สมบัติ มีพื้นแผ่นดินมากมายก่ายกอง แต่เม่ือร่างกาย ตอ้ งแกล่ ง ๆ เจบ็ ไขไ้ ดป้ ่วย อันนัน้ เป็นการเสื่อมลาภ เส่อื มแบบที่สุด ยศถาบรรดาศักดิ์ ที่เคยได้แต่งตัวอย่างโก้หรูเริ่มหายไปแล้ว แหวน เพชรสวย ๆ สร้อยคอที่งาม ทกุ อย่างท่ีมีไม่มคี วามหมาย จะไปใส่กับ คนแก่ได้อย่างไร นอนอยู่ในโรงพยาบาล หายใจก็แทบไม่เต็มท้อง จะเอาความสุขจากทรัพย์สมบัติได้อย่างไร อันน้ี มองเห็นชัดเลย ความเส่อื มลาภเกดิ ขนึ้ แลว้ เกดิ ข้ึนกับทกุ ผทู้ กุ คน แล้วเราจะทาอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างน้ี ถือว่า เปน็ โลกธรรม มันเป็นธรรมของโลก อะโสกัง วิระชงั เขมงั คือเวลา มันเส่ือมไป เวลาร่างกายเสื่อม ความแก่เกิดข้ึน ความเจ็บเกิดขึ้น ความตายเกิดข้ึน อย่าถือว่ากายเป็นเราเป็นของเรา ก็ไม่มีความโศก ความเศร้า หรอื ทรพั ยส์ มบัติมันจะหายไป บ้านถูกยึดไป หรือใครจะ หายไป เพ่ือนฝูงหลบหน้าหายตาไป เขาไม่มาหาเราแล้ว เพราะว่า เราแก่แล้ว ไม่มีความหมายแล้ว ก็จะไม่มีความเศร้าโศก เพราะจิต น้ันเป็นของสะอาดบริสุทธ์ิ ไม่ยึดม่ันถือม่ัน ไม่เศร้าโศก อะโสกัง เวลากระทบกับสิ่งที่ไม่ดีงาม วีระชัง - ถึงแม้จะมีใครจะยินดี จะ ๗๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ สรรเสริญเยินยออย่างไร ก็ไม่ยึดไม่ติด ถึงร่างกายยังดีอยู่ก็ไม่ยึดไม่ ติด เพราะว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โลกธรรมมันเป็นอย่าง น้ัน ได้ลาภแล้วเส่ือมลาภ ได้ยศเส่ือมยศ ได้สุขแล้วก็มีทุกข์คอย เป็นอยู่ ได้สรรเสริญก็มีนินทา เพราะฉะนั้น จิตตัง ยัสสะ นะ กมั ปะติ - จติ ใจอย่าหวน่ั ไหว อยา่ งอ่ นแง่น อะโสกงั – อยา่ เศร้าโศก วีระชัง - อย่ายึดอย่าติด เขมัง - ให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอ เมื่อได้อย่างน้ีก็ตรงต่อธรรม อันนี้ล่ะที่เป็น อุชุปะฏิปันโน ตรงแบบ น้ี ยิงผ่าเลย ความรักความชังแยกออกให้ได้ ให้อยู่ตรงกลาง เขา เรยี กว่าเปน็ อเุ บกขา เวลาปฏิบัติธรรมต้องมีของแก้กัน คือโลกน้ี นันทิรำคะ สะหะคะตำ ตัตระ ตัตรำภินันทินี มีความเพลิดเพลินในรูปในเสียง ในกลิ่นในรสในสัมผัส เพลิดเพลินแล้วเพลิดเพลินอีกไม่มีความจืด จางห่างหาย เอาอยู่อย่างนั้น ทุกข์ก็คอยอยู่ทุกวัน สุขวันน้ี ทุกข์ก็ คอยอยู่วันหน้า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ก็คอยอยู่ จะแก้ได้อย่างไร ทา่ นบอกว่าวิเวกะชัมปีติสุขัง ปะฐะมัง ฌำนงั อปุ ะสมั ปัชชะ วหิ ะ ระติ ฯลฯ คือต้องให้เกิดสุขท่ีเกิดจากวิเวก เกิดจากความสงบของ สถานที่ เกิดจากความสงบของจิตใจของเรา ว่างจากโรคะ โทสะ โมหะ จิตลงลึก เป็นสมาธิ ปิติเกิดขึ้น มีความสบายใจ จิตเป็นหนึ่ง ถ้ามันวางกิเลสแล้วมันอยู่กับธรรม ถ้ามันติดธรรมแล้วมันไม่อยู่กับ กิเลส ถ้ามันอยู่กับกิเลสแล้วมันไม่อยู่กับธรรม เพราะฉะนั้น จาตรง น้ีไว้ให้ดี เม่ือมีปิติ สุข เอกัคคัตตา อุเบกขา เอกำติโย อนุตติโย จิตใจเป็นหน่ึงไม่เป็นสองกับกิเลส ตรงนี้สบาย พอมาถึงตรงนี้ เรียกว่า ญำยะปะฏิปันโน ผ่านความรักความชังไปได้ ความรู้ทุกส่ิง ทุกอย่างเป็นลกั ษณะที่ญาณ เขาเรยี กว่า ความรู้ข้างในเกิดข้นึ ทาให้ ๗๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ เราละกิเลสได้ ทาไปเร่อื ย ๆ ปฏิบตั ไิ ปเรือ่ ย ๆ เป็นสำมจี ปิ ะฏปิ ันโน – ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม สมควรอย่างไร ทุกข์ก็ได้กาหนดรู้แล้ว ทุกข์ว่าร่างกายนี้เกิดข้ึน มีความแก่ ความเจบ็ ความตายเป็นธรรมดา รา่ งกายเองกไ็ ม่รจู้ ักความทกุ ข์ของ ตัว เหมือนกับน้าในมหาสมุทรไม่รู้จักความเค็ม พริกไม่รู้จักความ เผ็ด จิตใจของเราทีม่ ายดึ เอาร่างกายว่าเปน็ ของเราน้ตี ่างหากจึงเกิด ทุกข์เกิดโทษ ก็วางซะวางตรงนี้ เป็นสำมีจิปะฏิปันโน วางความรัก ความชังทีม่ ตี อ่ ร่างกายนี้ แล้วก็มสี ติมปี ัญญาพิจารณาอย่เู ร่ือย ๆ ทา อยเู่ รอื่ ย ๆ อันน้ีเป็นสามีจิปะฏิปันโน ทุกอย่าง พทุ ธะ ธรรมะ สงั ฆะ ก็อยู่ในจิต พุทธะก็คือธรรมชาติท่ีผ่องใส ท่ียังไม่ผ่องใสเพราะราคะ โทสะ มากลุ้มรุมมัน เราก็หาทางเอาศีล สมาธิ ปัญญา ไปล้างให้ สะอาด ก็เท่ากับว่าทุกข์มีอยู่แต่ไม่มีความยดึ ถือ เท่ากับว่าเราปล่อย วางความยึดถือก็ละได้ ปะหีนัง - ละได้ ทีน้ีทางปฏิบัติให้ถึงความ หมดทุกข์เราก็ภาวนาให้เกิดให้มี ในท่ีสุดก็สมปรารถนาทุกสิ่งทุก อย่าง ก็จิตใจของเราท่ีเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาค่อยผ่องใส ค่อย สะอาดขึน้ ตามลาดบั พุทธะอย่ใู นจติ ในใจของเรา ธรรมะอยใู่ นจิตใน ใจของเรา สงั ฆะอยใู่ นจิตในใจของเรา มาถึงตรงน้ี กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เท่ากับ กราบคุณงามความดี กราบศีล สมาธิ ปัญญาของเรา โอ้ มีความสุข ความสบาย โอ้ ชีวิตนี้มีความหมาย อันน้ีเป็นคาสอนของ พระพุทธศาสนา ก็พูดมาเป็นเวลานานพอสมควร ขออานาจคุณ พระศรีรัตนตรัย คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงคุ้มครอง ปกป้องทา่ นทั้งหลาย ขอเทพยดาเจา้ ทงั้ หลายจงอนโุ มทนา บุญกศุ ล ท่ีท่านทั้งหลายได้ทาในวันน้ี ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข ๗๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ ทุกทั่วหน้า ขอให้ผู้ท่ีได้ตกทุกข์จงพ้นจากทุกข์ สุขแล้วก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอให้ทุกท่านทุกคนจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และหากท่านผู้ใดอยากจะได้พ้นทุกข์ก็ขอให้สมความปรารถนาทุก ท่านทุกคนเทอญ ๗๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ พระอดุลธรรมเมธี (โสฬส วีรญำโณ) วดั ปทุมวนำรำม รำชวรวิหำร กรุงเทพฯ แสดงเมอ่ื วนั พฤหสั บดี ที่ ๕ ธนั วำคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรัทธำ วดั ปทมุ วนำรำม รำชวรวหิ ำร ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ท่านท้ังหลาย ท่านอาราธนา ธรรม อาตมากต็ ั้งใจมาบรรยายธรรมเฉลมิ พระเกยี รติ กไ็ ด้เห็นความ ตั้งใจญาติโยมทั้งหลายท่ีได้มาปฏิบัติธรรม เน่ืองในวันสาคัญ วันน้ี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิธ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ อาตมาภาพม่นั ใจว่าทุกคนรู้จักพระองค์ดี พระมหากษัตริย์ผ้ยู ังไม่ถึง ๒ ๐ พ ร ะ ชั น ษ า แ ต่ ด้ ว ย บุ ญ พ ร ะ บ า ร มี ที่ ย่ิ ง ใ ห ญ่ ไ ด้ เ ป็ น พระมหากษัตรยิ ์ ในวันแรกทพี่ ระองค์ทรงเสดจ็ ขึ้นครองราชย์ ทรง ๗๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ เปล่งพระปฐมบรมราชโองการว่า “เรำจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพ่อื ประโยชนส์ ขุ แก่มหำชนชำวสยำม” ทา่ นท้ังหลาย พระดารสั นี้ พระองค์ไม่ใชส่ ักแต่ว่าเปล่งหรือ พูด แต่พระองค์ได้นามาปฏิบัติต้งั แต่ทรงตรัสออกไปแล้ว จนกระทั่ง พระชนมายุ ๘๙ พรรษา ๗๐ กว่าปีในการครองราชย์ หรือตั้งแต่ เปล่งพระดารัสน้ี พระองค์ทาได้ตามนั้นทุกอย่าง ทรงเป็นพระราชา ที่ทรงยวดยิ่งในทศพิธรำชธรรม อันได้แก่ ทำน – การให้ พระองค์ ให้เต็มกาลังสติปัญญา เต็มจิตเต็มใจในการให้ ให้ทั้งกาย ให้ท้ัง ความรู้ ให้ท้ังพระราชทรัพย์ แม้กระทั่งศาลาหลังน้ีที่เราท่าน ท้ังหลายได้อาศัยพระบารมี อาศัยนั่ง อาศัยเป็นที่ปฏิบัติธรรมน้ี ก็ เกิดขึ้นด้วยพระราชดาริ และด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็น ทุนอันมงคล ๑ ล้านบาท ต้ังแต่ปี ๒๕๓๓ หรือ ๒๕๓๔ ถ้าจาไม่ผิด เพราะศาลาหลังนี้เสร็จปี ๒๕๓๕, ศีล – การประพฤติดีงาม มีจุด ไหนประเด็นใดทเ่ี ราจะพดู ถงึ พระองค์ทา่ นว่าพระองค์ทาอนั นี้ไม่ดีไม่ ถูกต้อง ไมม่ เี ลยโยม ตงั้ แตอ่ าตมาหวั เท่ากาปนั้ อายุ ๑๐ ปี พระองค์ เสด็จที่บ้านธาตุ อาเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ยังจาได้ ไม่ได้เห็น หรอกโยม เห็นแต่เฮลิคอปเตอร์ บินขึ้นบินลง เขาพาสาธุ เขาพายก มือไหว้ก็ไหว้กับเขา ดีใจ คาว่าพระเจ้าแผ่นดินในสมัยท่ีอาตมาเป็น เด็กยิ่งใหญ่มาก แม้แต่อาตมาเป็นเณรแล้ว เวลาเราดูทีวี ดูข่าว พระราชสานัก เราจะเห็นพระองค์ท่านเสด็จไปตรงนู้นตรงน้ี ระกา ลาบาก ยิ่งทาให้เราเกิดความรักในพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นย่ิง ๆ ขนึ้ ไป ปริจจำคะ – การเสียสละ โดยเฉพาะอย่างย่ิง เสียสละ ความสุขส่วนพระองค์ ญาติโยมทั้งหลายคงได้เห็นแล้วว่า ในหลวง ๗๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ รัชกาลท่ี ๙ แทบไม่ได้บรรทม แทบไม่ได้หลับได้นอน ย่ิงภาวะที่ ประเทศไทยมีเรื่องราว เช่น น้าท่วม เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ พระองค์ ทา่ นจะทรงงาน หาวิธี ศกึ ษา สอบถาม เรยี กผรู้ ูเ้ ขา้ มาคุยสนทนาหา ทางออกหาทางแก้ไข นี่คือ ปริจจำคะ, อำชชวะ - ความซ่ือตรง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ทรงซื่อตรง, มัททวะ – ความอ่อนโยน แทบไม่เคยเห็นในหลวงรัชกาลท่ี ๙ ใช้พระเดช ท่านทั้งหลายว่า อย่างนัน้ มั้ย มมี ัย้ ในหลวงจบั คนนัน้ คนนี้ ไมม่ เี ลยโยม อาตมาไม่เคย ได้ยิน มีแต่เขาพลาดก็ไปปลอบเขา ให้อภัย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ แล้วแต่ ใช้ราชาศัพท์ (ไม่ถูกไม่เป็น) ก็ไม่ทรงถือเลย ทรงอ่อนน้อม จนพูดได้ว่าพระองค์ทรงถ่อมพระองค์เหมือนภาพที่เราเห็น ยายคน หนึ่งที่จังหวัดสกลนคร เก็บดอกบัวไว้ตั้งแต่เช้า จะรับเสด็จพระ เจ้าอยู่หัว รอจนบ่าย ดอกบัวมันก็เห่ียว พระองค์ก็ยังน้อมพระองค์ ลงไปรับ ด้วยพระพักตร์ที่ย้ิมแย้ม น่ีคือความงดงามแห่งพระ เจ้าอยู่หัวพระองค์น้ี ที่เรียกว่า มัททวะ – ความอ่อนโยน, ตปะ - ความเพียร โยมเห็นม้ัย พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทาอะไรต้องสาเร็จ ไม่มีทาแล้ววาง ตอนเป็นนักกีฬาก็เป็นจนได้เหรียญ เป็นนักดนตรีก็ ทรงทาจนเก่ง ไมจ่ บั จด ทาจรงิ ๆ มคี วามเพียร, อักโกธะ - ความไม่ โกรธ หรอื การขม่ ความโกรธ, อวิหิงสำ – ความไม่เบียดเบียน พระองค์ท่านทั้งไม่โกรธ ทั้งรู้จักข่มความโกรธ ท้ังไม่เบียดเบียนใคร, ขันติ - มีความอดทน เปน็ เลิศ อดทนตอ่ ความยากลาบาก สังเกตดู พระองค์ท่านเสดจ็ บาง ท่ีบางแห่ง รถยนต์พระที่น่ังไปต่อไม่ได้ เช่น ถนนขรุขระจนไม่ สามารถไปได้ หรอื ฝนตก บางท่านอาจจะเหน็ ในภาพในส่อื พระองค์ เสด็จลงจากรถ เดินเลยโยม ด้วยพระบาทเลย จนทหารต้องว่ิงกัน ๘๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ สนั่นหวั่นไหว ขนาดคนธรรมดาหรือข้าราชการยังกลัวตัวเองจะหก ล้ม แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่กลัว เห็นมั้ย น่ีคือความงดงามของพระ เจ้าอยู่หัว ในหลวงพระองค์นี้ ผู้ทรงธรรมอย่างแท้จริง, ข้อ ๑๐ อวิ โรธนะ ไมป่ ระพฤติผดิ พระองคไ์ มเ่ คยประพฤติผิดเลย ข้อท่ีอาตมาอยากเน้นก็คือ อักโกธะ ความไม่โกรธ ท่าน ทั้งหลาย ในหลวงทรงข่มความโกรธได้ ในหลายเหตุการณ์ของ บ้านเมืองของเรา ซ่ึงเป็นสิ่งที่พระองค์ควรจะใช้พระเดช พระองค์ก็ ไม่ยอมใช้ ใช้พระโอษฐ์แทน ทรงแค่ตรัส ไม่ใช้พระเดช นี่คือความ งดงามแห่งพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลท่ี ๙ ที่เราท่านทั้งหลาย เคารพรักเทิดทูนบูชาเหมือนพ่อของเราจริง ๆ ทุกท่านทุกคน พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ท่ีครองราชย์ นานท่ีสุด อย่างท่ีท่านเจ้าคุณเชิดชัยได้กล่าวไปแล้ว ๗๐ ปีแห่งการ ครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ท่ีนานาประเทศให้การยกย่อง เทิดทูน ว่าทาเพ่ือพสกนิกรของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง พระมหากษัตริย์พระองค์น้ีเสด็จอุบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวง ประชาราษฎร์ เพื่อพสกนิกร ทรงพลิกฟื้นแผ่นดิน ตรงไหนดิน เปรี้ยว ดินเค็ม ทรงทาให้เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ ตรงไหนแห้งแล้ง ทรงสร้างฝายสร้างเข่ือนสร้างระบบชลประทาน ถ้าท่านผู้ใดอายุ ๔๐ - ๕๐ ข้ึนไป ลองย้อนดูความเป็นจริง แต่ก่อนไม่มีใครคิดว่า เข่อื นจะต้องมี ฝายจะต้องทาได้ แคค่ ดิ ก็มคี นค้านแลว้ ตอ้ งผ้มู ีบารมี จริง ๆ เชน่ พระเจ้าอยู่หวั พระองค์น้ี เมื่อพระองค์ท่านช้ีแจงแสดงเหตุผลแล้ว คนจึงเห็นชอบ เห็นตาม และเข่ือนหลายแห่งไม่ได้ใช้เงนิ ภาษีของประเทศชาติ ของ รัฐบาล แต่ใช้ราชทรัพย์ของพระองค์ท่าน ซ้ือท่ีดินชาวบ้านสร้าง ๘๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ เขื่อน น่ีคือพระราชาพระองค์น้ี ญาติโยมท้ังหลาย อีสานแห้งแล้ง ดินบางที่ก็ไม่ดี พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงพลิกความแห้งแล้งดว้ ย การให้ขดุ สระ สร้างฝาย ปรับดนิ นคี่ อื พระปัญญา นคี่ อื ความรู้ความ ฉลาดท่ีพระองค์ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ทรงนามาทาให้เกิดความสุข แก่พสกนิกรอยา่ งแท้จรงิ เพราะฉะน้ัน ในเมอื งไทยของเราจึงมีเข่ือน มาก บางท่านบ้านอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้เข่ือน อาจจะไม่ได้รับ ผลานิสงส์โดยตรง แต่หลายแสนหลายล้านได้รับผลานิสงส์โดยตรง ไร่นาเมื่อมีเข่ือน ความอุดมสมบูรณ์ก็มาเพราะมีน้า เพราะฉะน้ัน ประเทศไทยไม่เหมือน ๕๐ ปีท่ีแล้ว ทั้งทุกข์ ท้ังระกาลาบาก แต่ ก่อนเขาบอกว่า สุรินทร์ ศรีสะเกษ กินดิน ไม่กินได้ไง มันไม่มีอะไร จะกิน เด๋ียวนี้มีมั้ย โห โยม สุรินทร์มีข้าวหอมมะลิ ศรีสะเกษมี ทเุ รยี นหมอนทองภูเขาไฟ หมอนทองจนั ทบุรรี าคา ๑๙๐ หมอนทอง ศรีสะเกษบวกเข้าไปอีก ๕๐ บาทตอ่ กิโล เหน็ ม้ยั ท่านทง้ั หลาย สรปุ แล้ว เพราะพระปัญญา เพราะพระองค์ท่านจริง ๆ ทาให้ ประเทศชาติของเรากลับมาเจริญรุ่งเรือง พูดได้ว่าพระองค์เสด็จ อุบัติเกิดข้ึนมาเพื่อสร้างความสุขให้แก่คนไทยอย่างแท้จริง และยัง ไหลไปสู่คาว่า “โลก” ด้วย จนนานาประเทศยกย่องเทิดทูนว่า พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ท่ียอดเย่ียม เป็นพระมหากษัตริย์ ทเี่ ป็นแบบฉบับของโลกได้ ทา่ นท้งั หลาย ในหลวงรัชกาลท่ี ๙ พระองค์น้ี ทรงงานหนัก ไม่มีวันหยุด นี่คือความเป็นจริง จึงสมควรอย่างยิ่งท่ีคนไทยจะรัก พระองค์ เพราะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผู้ที่ดีประเสริฐเลอเลิศแบบน้หี า ได้ยาก คาว่าพระองค์ท่านทรงงานหนัก มีพระบรมสาทิสลักษณ์ ท่ี เรียกภาพถ่ายในหลวง เวลาอาตมาเทศน์เก่ียวกับในหลวง อาตมา ๘๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๖ หนักใจทุกที เพราะไม่เก่งราชาศัพท์ แต่ก็มีความต้ังใจอย่างหนึ่งว่า จะพูดด้วยความเทิดทูนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจะมีบางคราว ภาษาไม่สละสลวย ไมถ่ ูกตอ้ ง อนั นต้ี อ้ งขออภัย ภาพทพี่ ระองค์ท่าน มีแผนท่ีประเทศไทย มีกล้องคล้องไว้ท่ีพระศอ (คอ) เพราะอะไร พระองค์ท่านไปท่ีไหนต้องเปิดแผนท่ี ที่ตรงน้ีแผนท่ีบอกอย่างน้ี ที่ ตรงน้ีแห้งแล้ง ท่ีตรงน้ีอะไรต่อมิอะไร ที่ตรงนี้ควรจะสรา้ งเขื่อนเพ่ิม พระองค์มีกล้องฉายภาพ ทรงถ่ายเอง น่ีคือความเอาจริงเอาจังของ พระองค์ท่าน เพราะฉะนั้น ทุกท่านทุกคน เม่ือถึงโอกาสวันสาคัญเช่นนี้ ซึ่งถือกันว่าเป็นวันพ่อแห่งชาติ ก่อนที่เราจะได้ไปพูดถึงธรรมะจริง ใน ๑ ช่ัวโมงน้ี เพ่ือเป็นการถวายพระเกียรติพระองค์ท่านอย่าง แท้จริง ในฐานะที่พระองค์ท่านเป็นเสมือนพ่อแห่งเราท่านท้ังหลาย พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงธรรม พระองค์ท่านช่วยพสกนิกรท้ังหลาย – คาว่า พสกนิกรในท่ีนี้มีท้ังฆราวาส มีท้ังพระสงฆ์สามเณร พระเจ้า แผ่นดินพระองค์นี้ทรงบริจาคทุนเล่าเรียนหลวง ทรงอุปถัมภ์ อุปัฏฐากพระสงฆ์สามเณรทุกที่ในราชอาณาจักร ทรงไปกราบครูบา อาจารย์สายกรรมฐาน แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม ลาบากแค่ไหนก็ ตาม ทรงเสด็จไป นี่คือความเอาจริงเอาจังของพระราชาที่พวกเรา ท้ังหลายควรจะเอาเป็นเย่ียงอย่างอย่างย่ิง ไม่เสียใจเลยท่ีได้เกิดใน เมืองไทย และได้ทันในสมัยพระองค์ท่าน ท่านท้ังหลาย พระองค์ ทรงทศพิธราชธรรม และธรรมะท่ีพระองค์ทรงประพฤติปฏิบัติน้ัน จะออกมาแสดงให้เห็นในพระบรมราโชวาทในโอกาสตา่ ง ๆ อาตมา ภาพก็ขอยกมา ๔ ข้อ ๘๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ ข้อที่ ๑ “...กำรที่จะประกอบกิจใด ๆ ให้เจริญเป็นผลดี นั้น ย่อมต้องอำศัยควำมอุตสำหะพำกเพียร และควำมซื่อสัตย์ สุจริต เป็นรำกฐำนสำคญั ประกอบกบั จะต้องเปน็ ผู้มีจิตใจเมตตำ กรุณำไม่เบียดเบียนผู้อื่น และพร้อมที่จะบำเพ็ญประโยชน์ให้เกิด แก่ส่วนรวมตำมโอกำสอีกด้วย...” – พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นสิ ิตจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย วันพฤหัสบดีท่ี ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๙ น่ีคือพระบรม ราโชวาทข้อท่ี ๑ นะโยม อาตมาไม่อธิบาย ที่จริงพระองค์ท่านเน้น ให้เรามีความเพียรพยายาม ให้ต้ังอยู่ในความซื่อสัตย์ ให้เรามีจิตใจ เมตตากรุณา ไม่เบียดเบียน ให้เราบาเพ็ญประโยชน์ให้เกิดแก่ ส่วนรวม เห็นมยั้ พระองคท์ าแลว้ พระองคย์ ังมาแสดงให้พวกเราฟัง วา่ เราควรวางตวั อย่างไร พระบรมราโชวาทข้อท่ี ๒ “...ในบ้ำนเมืองน้ัน มีท้ังคนดี และคนไม่ดี ไม่มใี ครจะทำให้คนทุกคนเปน็ คนดไี ดท้ งั้ หมด กำร ทำให้บ้ำนเมืองมีควำมปรกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่กำรทำให้ทุกคน เป็นคนดี หำกแต่อยู่ที่กำรส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครอง บ้ำนเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนำจ ไม่ให้ก่อควำม เดือดร้อนวุ่นวำยได้...” – พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีเปิดงานประชุมลูกเสือแห่งชาติครั้งท่ี ๖ ณ ค่ายวชิราวุธ อาเภอศรรี าชา จังหวัดชลบุรี ๑๑ ธนั วาคม ๒๕๑๒ พระองคบ์ อกว่า ไม่มีใครสามารถทาให้ใครเป็นคนดีได้ทุกคน การจะทาให้บ้านเมือง เป็นปกติสุข จึงไม่ใช่ทาให้เป็นคนดีได้ทุกคน หากแต่อยู่ท่ีการ ๘๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ส่งเสรมิ ให้คนดีได้ปกครองบา้ นเมือง อันน้เี ป็นพระบรมราโชวาทนะ โยม เราไม่สามารถทาให้ทุกคนเป็นคนดีได้ท้ังหมด ตามท่ีพระองค์ ทา่ นว่า แต่เราสามารถ ดู พิจารณา มองใหเ้ หน็ ใหซ้ งึ้ เขา้ ไปได้ว่าใคร คือคนดี อย่าลาเอียง ต้องมองให้เห็นจริง ๆ ว่าใครคือคนดี ขณะเดียวกัน ระวังนะโยม เพราะถ้าเรารู้ไม่จริง เห็นไม่จริง คนดีที่ เราว่าดีนั้น อาจจะไม่ดีจริง เท่ากับว่าเราเอามีดไปเพ่ิมให้เขา ก็จะ เปน็ โทษเปน็ ภัย พระบรมราโชวาทท่ีอาตมายกมาข้อท่ี ๓ “..ควำมสำมัคคี และควำมถือตัวว่ำเป็นไทยท่ีเป็นเหตุชักนำท่ำนทั้งหลำยให้มำ ประชุมกันได้โดยพร้อมเพรียงกันนี้ เป็นสมบัติมีค่ำสูงสุด เพรำะ เป็นมรดกที่เรำได้รับสืบต่อมำจำกบรรพบุรุษ และเป็นปัจจัย สำคัญที่ทำให้เรำรวมกันอยู่ได้ ให้เรำดำรงชำติประเทศและเอก รำชสืบมำได้ ทุกคนจะต้องรักษำควำมเป็นไทยและควำมสำมัคคี นี้ไว้ให้ม่ันคงในทุกท่ีทุกแห่ง...” พระองค์ทรงเน้นให้เรารักกัน ปี ไหนที่พวกเรากาลังจะฆ่ากัน พระองค์จะเสด็จออกมาและตรัสว่าให้ เรารกั และสามัคคีกัน พระองคจ์ ะตรสั ให้หวั หน้าท่ีกาลงั จะฆ่ากันเข้า มา พระองค์จะอธิบายช้ีแจง และสุดท้ายก็จะจบลง นี่คือพระบารมี ธรรมอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลาย ในหลวงรัชกาลท่ี ๙ ทรงทาและสอนให้เราสามคั คีกัน พระบรมราโชวาทขอ้ ที่ ๔ “ควำมกตญั ญูกตเวที คอื สภำพ จิตท่ีรับรู้ควำมดี และยินดีที่จะกระทำควำมดีโดยศรัทธำม่ันใจ คนมีกตัญญูจะไม่ลบล้ำงทำลำยควำมดี และไม่ลบหลู่ผู้ที่ได้ทำ ควำมดีมำก่อน หำกเพียรพยำยำมรักษำควำมดีทั้งปวงไว้ให้เป็น พื้นฐำนในควำมประพฤติปฏิบัติทุกอย่ำงของตนเอง เม่ือเต็มใจ ๘๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ และจงใจกระทำทุกสิ่งทุกอย่ำงด้วยควำมดีดังน้ี ก็ย่อมมีแต่ควำม เจริญมั่นคงและรุ่งเรืองก้ำวหน้ำยิ่ง ๆ ขึ้น จึงอำจกล่ำวได้ว่ำ ควำมกตัญญูกตเวทีเป็นคุณสมบัติอันสำคัญย่ิงสำหรับนักพัฒนำ และผู้ปรำรถนำควำมเจริญก้ำวหน้ำทุกคน” พูดง่าย ๆ โยมดู พระองค์ทรงแสดงออกต่อสมเด็จย่า เราไม่ได้เห็นภาพที่พระองค์ แสดงต่อสมเด็จพระบรมราชชนกเพราะพระองค์ท่านเสด็จทิวงคต ไปแล้ว แต่สมเด็จย่ายังอยู่กับพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้น ในหลวง พระองค์น้ีจะแสดงออกด้วยความเคารพเทิดทูนบูชา ด้วยความ กตญั ญู ขณะเดียวกันพระองค์แสดงมาถงึ เราท่านทงั้ หลาย เราเกิดบนแผ่นดินไทย น่ีคือแผ่นดินเกิด เม่ือคร้ังที่ในหลวง รัชกาลท่ี ๕ ส่งพระโอรสในพระองค์ท่านไปเรียนต่างประเทศ พระองคใ์ ห้ลูกหลานแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะก่อน และทรงย้าว่าให้ ไปเรยี นให้รเู้ ท่าทันฝร่ัง ไม่ได้ให้เอาใจไปเปน็ ฝรั่ง ไมใ่ ห้เอาความเป็น ฝร่งั มาคุ้มครองคนไทย เอ้า จริง ๆ โยม โยมไปดเู ลย ร.๕ ทรงมงุ่ หวัง อย่างนั้น คนไทยไม่ท้ิงพ่อแม่ ไม่ขาดความกตัญญู ไม่ข้ามหัวผู้มี พระคุณ นี่คือสันดานของคนไทย น่ีคือความเป็นไทย เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายทุกท่านทุกคน ไปเรียนให้รู้เท่าทันความพัฒนาการ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ความสมัยใหม่ที่เรายังไม่เป็น แต่ว่า ไม่ใชเ่ อาใจเปน็ ฝร่ัง พระองค์ทา่ นไม่ได้ม่งุ หวงั อยา่ งน้ัน เพราะฉะนั้น อาตมาพูดไปน้ี พูดเป็นกลาง ไม่ได้แอบฝ่ายไหน พูดจริง ๆ เคยไป อยู่สหรัฐ ๒ ปี เห็น ทาไมจะไม่เห็น ไม่ได้ตาหนิเขา แต่มันก็เป็น อย่างน้ันจริง ๆ พอพ่อแม่แก่ เอาพ่อแม่ไปท้ิงที่บ้านเลี้ยงคนแก่ คน ไทยเราไม่ทา พ่อแม่จะดีไม่ดีแค่ไหน ตอนเด็ก ๆ มา พ่อแม่ไม่ได้ เลี้ยงผมเลย แต่ตอนนี้ผมมีการมีงานทา คนไทยยังเล้ียงพ่อแม่ น่ีคือ ๘๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ สังคมไทย เขาสอนมาอย่างนี้ ต้องกตัญญู กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้มี พระคุณ กตัญญูต่อประเทศ เพราะฉะนั้น ใครไม่รู้คุณค่าของ ประเทศตัวเอง คนนั้นมีแต่จะอับปาง ถ้าเป็นเรือก็คือ มันกาลังรั่ว แล้ว มันร้าว มนั จะรั่ว เพราะใจไร้คณุ ธรรม ไมร่ อู้ ะไรดี ไม่ดี พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์จักรี หรือพระเจ้าแผ่นดินของ ไทยทุก ๆ พระองค์ ไม่ว่าตั้งแต่พระองค์ต้นมาจนกระทั่งพระองค์ ปัจจุบัน รักษาชาติไทยของเรา แลกด้วยเลือดเน้ือชีวิต จนพวกเรา ได้อยู่สุขสบายในปัจจุบัน พระองค์ท่านทรงมุ่งหวังความผาสุกแก่ พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย เพราะฉะน้ัน วันนี้ วันท่ี ๕ ธันวาคม เป็นวันสาคัญที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของไทยพระองค์หนึ่งใน ราชวงศ์จักรี ที่เป็นผู้เลิศผู้ยิ่ง นามแห่งพระองค์ท่านก็คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิธ ซ่ึงเป็นพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จในหลวง รัชกาลท่ี ๑๐ องค์ปัจจุบัน บัดน้ี พระองค์ท่านได้เสด็จสวรรคตไป แล้ว สู่สวรรคาลัย วันน้ี เราท่านท้ังหลาย ได้ถือโอกาสวันคล้ายวัน พระราชสมภพแห่งพระองค์มาทาความดีด้วยการประพฤติปฏิบัติ ธรรม โดยตั้งใจมายังวัดปทุมฯ อาศัยสวนป่า ศาลาพระราชศรัทธา แห่งนี้ในการพากเพยี ร บาเพญ็ ภาวนา พระองค์ทา่ นบอกว่า คนบา้ น นอกลาบากกาย แต่สุขใจ คนในกรุงเทพฯ สุขกายแต่ทุกข์ใจ ทรง อยากให้มศี าลาอนั เปน็ ทปี่ ฏิบตั ิธรรม ปฏิบัตจิ ติ ปฏบิ ัตกิ รรมฐาน จงึ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเบ้ืองต้นในการ ดาเนนิ การสรา้ งศาลาพระราชศรทั ธาแหง่ นี้ เราท่านทั้งหลาย พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือไว้ แต่ความดีงามทั้งหลายท้ังปวง ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม เราทุก ๘๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ ท่านทุกคน ผเู้ ป็นพสกนิกร ยงั ระลึกถงึ ในพระมหากรณุ าธคิ ุณ ดงั นั้น ในวันน้ี เป็นโอกาสดียิ่งท่ีเราจะได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ในการ ปฏิบัตินี้ ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นส่ิงท่ีเราท่านทั้งหลายควรน้อมนาเข้ามาในจิตในใจ พระองค์ ท่านผู้เป็นแบบอย่าง ๘๙ พรรษา ๘๙ ปี ทรงอยู่อย่างมีคุณค่า ทรง ทาประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างย่ิง ประโยชน์เพื่อคนอ่ืน ญาติโยม ทั้งหลาย ขอให้เราทุกท่านทุกคน ได้น้อมพระราโชวาททั้งหลายทั้ง ปวงที่พระองค์ตรัสเอาไว้ แล้วก็น้อมนามาใส่อันเดียวกันกับธรรมะ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนพวกเราท้ังหลาย จงอยู่ อย่างมีคุณค่า อยู่อย่างไรอยู่อย่างมีคุณค่า พระเจ้าแผ่นดินของไทย เราแต่ละพระองค์ทรงอยู่ด้วยการทาคุณประโยชน์แก่พสกนกิ ร ทรง ให้ ทรงช่วย ส่วนของเราน้ี แม้เราไม่สามารถให้หรือช่วยเหลือได้ มากมายเหมือนพระองค์ท่าน ส่ิงที่เราจะทาได้ดีท่ีสุดก็คือเราทาตัว เราเองให้เป็นพสกนิกรที่ดี ไม่ให้พระองค์ท่านหนักพระทัย ไม่เป็น คนหนักแผ่นดิน แผ่นดินของพระองค์ท่าน เราอาศัยพระองค์ท่าน เพราะฉะน้นั ทุกท่านทุกคน ตรวจสอบเราเองวา่ เราได้ทาตวั ให้เป็น คนเบาม้ัย เบาในท่ีนคี้ ือเบาจากส่งิ ชว่ั รา้ ย ความไม่ดที ้ังหลาย เบาจิต เบาใจ อยา่ งทีท่ า่ นท้ังหลายกาลังทาอยู่นี้ ผู้ปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนากับปุถุชนคนหนาด้วย กิเลสย่อมแตกต่างกัน ดั่งคาท่ีท่านกล่าวว่า ย่ิงหนักยิ่งนาเข้า ย่ิงเบา ยิ่งนาออก ผู้ปฏิบัติธรรมต้องนาออก นาออกในท่ีน้ี หากมีทรัพย์ สมบัติ ก็นาออกเผือ่ แผ่ เป็นทาน เป็นจาคะ เปน็ การให้ การเสียสละ หากเป็นสิ่งไม่ดีไม่งามก็สละออก นาออก เช่น ในการรักษาศีล ๕ จะต้องมีการสละออกคือ ข้อ ๑ การไม่ฆ่า การไม่รังแก ตรงกันข้าม ๘๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ ให้มีเมตตา, ข้อ ๒ การไม่ลัก ไม่ขโมย ตรงกันข้าม ให้มีทาน ให้มี จาคะ ให้มีการให้ การบริจาค การเสียสละ, ข้อ ๓ กาเม ไม่ผิดสามี ภรรยา ลูกเมียคนอื่น ตรงกันข้าม ให้มีสันโดษ ยินดีในสามี ภรรยา ของตนเองเทา่ นัน้ , ข้อ ๔ ไม่พดู เท็จ ไม่พดู คาหยาบ ไมพ่ ดู เพอ้ เจ้อไร้ สาระ ไม่พูดส่อเสียด ตรงข้ามให้เป็นผู้มีสัจจะ, ข้อ ๕ ไม่ด่ืมสุรา เมรัย ส่ิงเสพติด ของมึนเมา ตรงข้ามให้มีสติ เอาเป็นว่า นอกจาก ข้อหา้ มแล้ว ต้องเอาธรรมมาเป็นข้อประกอบดว้ ย อย่างที่เราท่านทั้งหลาย เราสละบ้านเรือน มาอยู่วัด เป็น การยกจิตยกใจของเราออกมาจากสภาวะสถานะที่เราคุ้นเราชอบ หดั ออกมาประพฤตปิ ฏิบัติ เมือ่ มาอย่างน้ีแล้ว เราจะเกิดความรู้ด้วย ตนเอง เราจะมีประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเราเอง หลายท่านอาจจะ รู้สึกว่า เออ โยมมาปฏิบัติหลายครัง้ แล้ว ไปปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ โยมก็อยากมีจิตเป็นสมาธิ โยมก็อยากปฏิบัติ ได้เห็นผลในทาง ปฏิบัติ ท่านท้ังหลาย ครูบาอาจารย์ พระกรรมฐานท่ีท่านปฏิบัติ จนถึงฝั่ง จนเป็นพระผู้ถึงฝั่งคือผู้สิ้นกิเลสแล้ว ท่านสอนเราท่าน ทั้งหลายว่า ให้เราท่านท้ังหลายพากเพียร ในความเพียรไม่ต้องไป อยาก แต่ให้ทาให้มาก ชาวนาก็ทานานั่นแหละ ทาให้มาก ขยันทา ทาเสร็จแล้ว ถึงฤดูกาลใหม่ก็ทาอีก ฉันใด การประพฤติปฏิบัติ กรรมฐาน หรือการปฏิบัติธรรม ก็อย่างน้ันเหมือนกัน น่ังให้มาก เดินให้มาก เพราะการน่ัง การเดิน ส่ิงเหล่านี้คือการปฏิบัติธรรม แลว้ ทาไมไมเ่ ป็นสักที ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่า ธรรมะแห่งพระพุทธเจ้ำจะ บังเกิดข้ึนต่อเม่ือถึงเวลำ มันต้องทำจริง ๆ จัง ๆ เอำให้มันถึง เช่น ถ้าเราไปปฏิบัติธรรมตามวัดป่าวัดดง เรากลัว เราก็จะเดินกลับ ๘๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ กุฏิ เพราะฉะน้ัน จิตยังไม่เกิดความรู้ความฉลาดเลย เพราะว่ามัน กลัว มันก็บอกว่ามันกลัว แต่ถ้าหากว่า มันกลัว แต่โยมต้องทนอยู่ อยู่จนกระท่ังรู้ว่า เหง่ือที่ออกมาเพราะความกลัวนี่ สติท่ีมันกลัวย่ิง มันเป็นอย่างไร สติมันไปไหน มันจะมีอะไรผุดโผล่ขึ้นมา น่ัง จนกระท่ังมันเจ็บ เจ็บจนตายแล้วนะ พระอาจารย์ แต่ถามว่ามัน ตายจริง ๆ มั้ย โยมทนต่อมา เหมือนว่าจะเลิกแล้วนะ แต่พระ อาจารยใ์ ห้ทนตอ่ ๆ กัดฟันทนเอา สดุ ทา้ ย โยมบอกว่าอีก ๑ นาที ๒ นาทีตายแน่ แต่ก็ไม่เห็นตาย โยมก็นั่งเอาได้ตั้งอีก ๑๐ นาที ๒๐ นาที บวกเข้ามาอีก บางคนก็นั่งได้เป็นช่ัวโมง ๒ ชั่วโมง ทาไมมันไม่ ตาย แต่ถ้าไม่มีใคร มันบอกว่ามันจะตายอย่างเดียว เพราะจิตดวงนี้ เมื่อไม่ถึงภาวะคับขัน ไม่ถึงเวลาจริง ๆ จัง ๆ สติปัญญามันไม่โผล่ ข้ึนมาหรอก ครูบาอาจารย์บางองค์ งูกลืนเข้าไปทั้งตัวแล้ว งูมันตัว ใหญ่มาก กลืนขาเข้าไปแล้ว ท่านก็นอนภาวนาเฉย “เอ้า ถ้าจะเป็น เจ้ากรรมนายเวรกันก็ให้เขากินไปเลย ช่างปะไร” พอมันกลืนข้ึนมา มันร้อน อ้าว มันร้อนเพราะว่าบุญกุศลของครูบาอาจารย์องค์น้ัน “แต่ถ้ำไม่ใช่เจ้ำกรรมนำยเวร ไม่เคยทำกรรมเวรต่อกันก็ขอจง เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่ำได้มีเวรต่อกันและกันเลย” แต่ถ้าท่านเคย กินเขามาก่อน ท่านก็ยินดีให้เขากินเลย เอาเลย สุดท้ายมันก็ขย้อน กลบั คายออกมาเอง เห็นม้ัย มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ม่ันองค์หน่ึง วันหนึ่งท่านก็จับเส้น หลวงปมู่ ัน่ หลวงปทู่ า่ นกเ็ ทศน์ ท่านพดู เลย วา่ “ไป๊ ไปถา้ โน้น ไปให้ เสือกินซะ กลัวเสือนัก ไปให้เสือกิน” ตื่นเช้ามาท่านก็ต้ังท่าเลย เอ้า หลวงปู่ท่านว่าอย่างนี้ ใช่บ่ หลวงปู่ท่านจะให้ลูกศิษย์ของท่านไปให้ เสือกินมันเป็นไปไม่ได้ ท่านก็แต่งองค์ทรงเคร่ืองแต่งชุดเต็มตัวไป ๙๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ กราบหลวงป่มู น่ั “อ้าว จะไปไหนล่ะ” “จะไปใหเ้ สอื กนิ เหมือนอย่าง ท่ีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ว่า” “หืม ผมได้กล่าวว่าจะให้ท่านไปเป็น อาหารเสืออย่างนั้นจริงหรือ” เป็นความชาญฉลาดของหลวงปู่มั่น ท่านรู้ว่าองค์ไหนจะได้ธรรมอย่างไร ท่านจะหาวิธีการ เหมือนบางท่ี บางแห่ง ครบู าอาจารย์บางรูปบางองคท์ ่านรู้แม้กระทั่งจริตนิสัยของ ลกู ศษิ ย์ของทา่ น น่ี ครบู าองค์นี้ ไปภาวนาทโี่ น่นเดอ้ ท่านบอกท่ีเลย นะ ไปภาวนาที่นู่น องค์น้ีต้องไปท่ีกุฏินั่น ท่านรู้แม้กระท่ังว่ากุฏิ ไหนถึงจะเป็นสัปปายะ จึงจะถูกจริตกับคนท่ีกาลังภาวนา เพราะฉะนั้น เราท่านทั้งหลายทุกท่านทุกคน เรายังไม่มีบุญวาสนา ได้เจอครบู าอาจารย์ดอี ยา่ งน้นั ตอนนเ้ี ราก็พยายามพฒั นาความเป็น คนดขี องเราดว้ ยการปฏิบตั ิภาวนา สิ่งหน่ึงท่ีครูบำอำจำรย์สอนเหมือนกันหมดก็คือ ทำให้ ยวดยิ่ง อาตมาเอาตามที่เคยได้มีบุญวาสนาได้ไปอยู่กับครูบา อาจารย์องค์นั้นองค์น้ีบ้าง องค์ไหนก็สอนแบบน้ีแหละโยม “อย่ำ กลัวตำยเด้อ ท่ำนมหำ อย่ำกลัวตำย” เม่ือวานน้ี ไปกราบหลวง พ่อถ้าสหาย ท่านก็ยังเมตตา “ฮื่อ มันบ่ตำยดอก มันบ่ตำย มันบ่ ตำยดอก บต่ ้องไปยั่นมนั ” ท่านก็รบั รองวา่ มนั ไม่ตายหรอก ไอท้ ่ีมัน ตาย เขาเขียนไว้แล้ว ที่จะตายน่ะ เขาเขียนไว้แล้วว่าจะตายตอน ไหน ส่วนตอนนี้มันยังไม่ใช่ตอนที่จะตาย ไม่ต้องไปกลัวมันเลย แต่ พวกเราเน่ีย พอเคี่ยวเข้าหน่อย โอ๊ย ตายแน่นอน ตายแน่ ตาย ตอนน้ีแหละ เขาไม่ได้เขียนว่าโยมจะตายตอนน้ี แล้วโยมจะตายได้ ยงั ไง เหน็ ม้ัย เอา้ ลองดสู ิ เหน็ ม้ยั ครบู าอาจารยท์ ่ีทา่ นเอาจริงเอาจัง ทาจนสลบน่ะ ท่านก็ฟี้นเหมือนเดิม เขาก็ไม่เอาไปเพราะมันไม่ใช่ เขาไม่ไดใ้ หต้ ายตอนนี้ ส่วนที่เขาบอกวา่ จะตอ้ งตายตอนนี้ นงั่ อย่เู ฉย ๙๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ก็ตาย โยม อ้าปากเทศน์โฮก ๆ อยู่น่ีก็ตาย อ้าปากพูดก็ตายเลย แหละ เพราะเขาเขียนไวแ้ ลว้ ว่าต้องตายตอนน้ี เพราะฉะน้ัน ท่านท้ังหลาย พ่อหลวงของเรา ทรงอุบัติมา เพื่อสร้างพระบารมี องค์ท่านไม่ได้สร้างบารมีแค่เท่าที่เราเห็นนะ ทรงปฏิบัติธรรมด้วย ทรงธรรมด้วย บารมีของพวกเราอาจจะทา ไม่ได้แม้เพียง ๑ ใน ๑๐๐ ของพระองค์ท่าน แต่ในการปฏิบัติธรรม เราสามารถทาได้ เพราะเป็นปัจจัตตังของแต่ละผู้แต่ละคน พระพทุ ธเจา้ ทรงตรัสว่า การบชู าด้วยดอกไม้ธปู เทียน ของหอม ข้าว ของ เป็นอามิสบูชา มีอานิสงส์น้อย แต่บูชาด้วยการปฏิบัติธรรมมี อานิสงส์มาก ใครก็ตามที่ปฏิบัติตนด้วยการมาถือศีล มาปฏิบัติ ภาวนา กำรภำวนำคือนั่ง เอำสติควำมรู้ตัวท้ังหมดมำอยู่กับลม หำยใจ หรือเป็นกำรเดินก็ได้ แล้วเอำควำมรู้ตัวท้ังหมดมำอยู่กับ ลมหำยใจ น่ีคือการภาวนาในเบื้องต้น เอาความรู้ตัว รู้สึกตัว ทง้ั หมดมาอยูก่ บั ลมหายใจ เม่ือวานไปกราบหลวงพ่อท่ีถ้าสหาย มีโยมคนหน่ึงเข้ามา คยุ ว่า ทเ่ี มืองจนี มีการสอนการหายใจ หายใจอย่างไรจึงจะรักษาโรค เขามีต้ัง ๖๑ วิธี ท่านก็นั่งฟัง แล้วก็ย้ิม โยมก็ไม่เลิกพูดสักที สุดท้าย หลวงพ่อก็บอกว่า โอ๊ย คนเราตายไม่ตายเขาเขียนไว้แล้ว จะตาย ตอนไหนเขาเขียนไว้แล้ว แล้วไอ้ที่ว่าหายไม่หายน่ี จริง ๆ ไม่มีอะไร เลิศเท่าการภาวนาในทางพระพุทธเจ้าหรอก ภาวนาสิ กาหนดลม หายใจ เอาไปไว้ที่นี่ ตรงนี้ ท่านก็จับให้ดู เอาความรู้สึกไปไว้ที่น่ี น่ี ปลายจมูกนี่ เวลามันเป็นแล้วมันองอาจกล้าหาญ มันไม่กลัวอะไร เดินในป่า ท่านก็ยกตัวอย่างองค์ท่าน ไปเชียงใหม่ก็ไปองค์เดียว ไม่ กลัวหรอก สมัยก่อน เสือ ช้าง มีแต่สัตว์ร้ายท้ังนั้น อย่าว่าแต่ผีเลย ๙๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ไม่เคยกลวั ไม่สะทกสะท้าน นี่ นีค่ ือภาวนาของพระพุทธเจ้า จริงอยู่ อาตมาก็ไม่ได้ประมาทหรอกนะ ว่ามันมีศาสตร์น้นั แต่มันมีสิ่งที่เลิศ กว่านั้น ก็คือท่ีครูบาอาจารย์สอนให้เราทา ก็คือการภาวนาในทาง พระพุทธศาสนานี่ ถ้าโยมทาได้ อย่าว่าแต่รักษาโรคนั้นโรคนี้ มัน รักษาแม้แต่โรคท่ีเหลือวิสัยของเรา โรคกฎแห่งกรรม เพราะฉะน้ัน หมอจะเก่งแค่ไหนก็ตามก็รักษาโรคได้ตามเน้ือผ้า ตามทางท่ีมี แต่ ภาวนารักษาโรคกฎแห่งกรรมได้ ขอให้ท่านทั้งหลายทาเถอะ ครูบา อาจารย์ท่านมองเห็นแล้วว่า ผลจากการปฏิบัติธรรมนี้เป็นกุศลที่ ยวดยิ่ง เพราะผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นแล้วย่อมมีท่ีพ่ึงอัน ประเสริฐของตนเอง ท่านอยากให้เราท่านทั้งหลายได้ที่พึ่งอัน ประเสริฐ หลวงพ่อวัดถ้าสหายท่านเมตตาสอน อาตมาไปกับโยม ๒ ท่าน ท่านบอกว่า โอย คนฉลาด ทรัพย์สินเงินทองท่ีมี เอามาฝาก พระพุทธเจ้า เอามาฝังลงในพระพุทธศาสนา สรา้ งกฏุ ิ สร้างศาลา ท่ี พักใหพ้ ระเจ้าพระสงฆ์ท่านได้พัก สรา้ งถวายพระพุทธเจ้า นีเ่ ป็นบุญ ยง่ิ ใหญ่ ไมเ่ สยี ไม่มคี าว่าทิง้ ไม่มคี าว่าเสยี ท่านบอก แตค่ นไม่ฉลาด หามาแล้วไม่ได้ทาอย่างน้ัน น่ันคือคนไม่ฉลาด เขาไม่ได้เห็นว่า อีก สกั หน่อยส่ิงเหล่าน้ีกห็ มดความหมายกบั เราแล้ว หมายถงึ วา่ วนั ไหน ท่ีเราหมดลมหายใจ โยมจะมีมากมีน้อยแค่ไหนก็ตามมันก็หมด คุณค่ากับโยมทันที แต่ถ้าโยมไปฝากพระพุทธเจ้า ฝังลงไปในพระ รัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ว่าจะบริจาคเป็นอิฐ หินปูนทรายก็ตาม ไม่ว่าจะสร้างนู่นสร้างน่ี ถวายครูบาอาจารย์ทาง พุทธศาสนาก็ตาม อันนี้แหละคือความเลิศอยู่ตรงน้ี เราไม่เห็น โยม แต่ครูบาอาจารย์ท่ีมีหูทิพย์ตาทิพย์ท่านเห็น เพราะฉะน้ัน ทุกท่าน ๙๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ ทกุ คน เมอื่ เรามีโอกาสแล้ว ไม่ตอ้ งกลัวหรอกโยม กลัวกต็ าย ไม่กลัว ก็ตาย แต่คนไม่กลัวจะมีโอกาสดีกว่าคนท่ีกลัว เพราะความไม่กลัว จะทาให้เราได้ทาในส่ิงที่องอาจ อย่างเราจะนั่ง เราก็นั่งได้จริง ๆ จงั ๆ หลวงพ่อท่านบอกวา่ “โอย นง่ั เล็ก ๆ น้อย ๆ กบ็ อกวา่ ปวด ขาปวดหลัง แล้วก็เปล่ียน แล้วมันจะเป็นสมาธิตอนไหน นู่น เขานั่ง ๓ วนั ๓ คืน” ทา่ นไมไ่ ดบ้ อกว่านั่ง ๓ ชว่ั โมงนะโยม ทา่ นบอกว่าเขา นั่ง ๓ วัน ๓ คืน เห็นม้ัย ท่านท้ังหลาย เรามุ่งหวังว่าเม่ือไรจิตเราจะ รวมเป็นสมาธิ มันจะรวมได้ไง พอเรานั่งหน่อยก็ไม่ไหว ก็เปล่ียนปุบ๊ พอเปล่ียนอิริยาบถ จิตมันก็ไม่เกิดปัญญาที่แทจ้ ริง ก็เปล่ียนแล้ว ตั้ง ต้นใหม่แล้ว จิตมันก็สะบั้น เห็นมั้ย เห็นจิตมันสะบั้นมั้ย มันเหมือน ใจจะขาด เหมือนคนจะตายน่ะ นั่นแหละ อันน้ีคือเวทนามันกาลังสู้ กับใจดวงน้ี ถ้าไม่ไหว หลวงปู่คาคะนิง อดข้าว ๑๐ วัน แล้วก็น่ัง สมาธิ ไม่ไหวก็คือสลบ ก็คือตาย แต่ตายปลอม เพราะยังไม่ถึง กาหนด ก็ได้ไปเที่ยวนรก ได้ไปเห็นนายนิรยบาล พญามัจจุราช สุดท้ายเขาก็มาส่ง เพราะฉะน้ัน ย่ิงได้กาลังใจ คนเราไม่มีอะไรตาย ท่ีตายก็จิตออกจากร่างแล้วก็ไปเห็นของแท้ของจริง ของที่อยู่ในอีก มิติ ๆ หนึ่ง น่ันล่ะโยม ถึงจะได้กาลังใจ โยมเห็นตนเองแล้ว อ๋อจิต เปน็ อยา่ งน้นี เ่ี อง เราท่านท้งั หลายไม่ไดเ้ หน็ ตนเอง เพราะไมเ่ คยทาจรงิ ๆ จัง ๆ จนเหน็ สง่ิ เหล่านั้น อาตมาพูดบ่อย ๆ เลย สมัยไดเ้ ขา้ ไปเก่ียวข้อง กับวัดบ้านตาดบ้างชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลวงตามหาบัวท่านชอบ เทศน์ เวทนาก็มีหลายระดับ เวทนาธรรมดาก็ ๑ ช่ัวโมง เวทนา ระดับปานกลางก็ ๓ ช่ัวโมง หกชั่วโมงนี่ท่านยังถือเป็นเวทนาใหญ่ ๙๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ แตย่ งั ไมใ่ ชโ่ คตรเวทนานะ ยังตอ้ งอดทนมากกวา่ นั้นอีก ท่านวา่ อยา่ ง นั้น ทั้งนั้นท้ังน้ีก็แล้วแต่คน บางคนอดทนได้แค่ ๓ ชั่วโมง จิตมันก็ รวม บางคนไม่ถึง ๓ ชว่ั โมงรวม มีม้ัย อาตมาไม่เคยได้ยิน แตเ่ คยได้ ยินคือนั่งติดต่อกัน ๓ ชั่วโมงแล้วจิตมันรวม มี บางท่านนั่งติดต่อกนั ทน ที่ว่าติดต่อกัน ไม่ใช่ว่าเป็นสมาธิตลอดนะ ก็เจ็บน่ีแหละ ก็หา วิธีการ เจ็บจะตาย มันจะตายก็ตายเลย มันก็ไม่ตาย พอไม่ตายก็ เปลย่ี นไปทีละข้ัน ๆ เพ่ิมไปทีละ ๒๐ นาที ๓๐ นาที พอสดุ ท้าย มนั พอดี คือความอดทนมันมากกว่าเวทนา เวทนามันแพ้อย่างจริง ๆ จัง ๆ จิตมันก็รวมเป็นสมาธิ ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้น ท่าน ท้ังหลาย มรรคมีองค์ ๘ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมำวำยำมะ คือเพียรชอบ ควำม พยำยำมชอบ ควำมพยำยำมชอบในท่ีน้ีคือต้องมีควำมพยำยำม เพียรจริง ๆ จัง ๆ เพราะฉะน้ัน ก็อย่างว่า ครูบาอาจารย์ก็มีหลาย สาย สายนู่นสายนี่ ก็ไม่ว่ากันล่ะ แต่สาหรับอาตมาแล้ว อาตมาก็.. สาธุ ขออนุญาต อย่าว่าแอบอ้างเลยนะ ก็ยังเช่ือในสายองค์หลวงปู่ เสาร์หลวงปู่ม่ัน หรืออาจจะเป็นคนมีสันดานหยาบ จริตนิสัยไม่ ละเอยี ด เพราะฉะนน้ั ต้องประเภทแบบน้ี ก่อนท่ีจะลากลับหลวงพ่อท่านได้เมตตา “อดเข่าแหน่ จ่ัง ภาวนาดี” (ผอ่ นหรอื งดอาหารบ้าง จะทาใหภ้ าวนาได้ดี) ทาอย่างไร รู้มั้ย ตอนแรกฉันน้อย ๆ แล้วก็ไปนั่ง แต่น่ังอยู่ได้ไม่เท่าไร อดข้าว เลย ฉันน้อยภาวนาดี แต่จะใหภ้ าวนาไดด้ ีกวา่ นั้นต้องอดข้าวเลย อด ข้าวอย่าไปกิน แล้วภาวนาเลย เห็นม้ัยโยม ยิ่งถ้าเป็นสายหลวงปู่ เสาร์หลวงปู่มั่นด้วยนะ อดข้าวอดนอน เลือกเอาเลย แล้วแต่จริต นิสยั ต้องดู พระพทุ ธเจ้าถงึ สอนวิธฝี ึกมา้ มคี นฝกึ ม้าคนหน่งึ ไปกราบ ๙๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ ทูลพระพุทธเจ้าว่า สอนลูกศิษย์ ศาสนิกชนของท่านอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงถามกลับว่าแล้วเธอฝึกม้าอย่างไร (เขาก็ทูลว่า) ตัว ที่ ๑ มันฝึกง่าย ก็ให้มันกินน้ากินหญ้า ตัวท่ี ๒ ฝึกยากหน่อยก็ให้ มันกินน้อยลงมา ตัวท่ี ๓ ฝึกยากมากให้มันอดอาหารเลย ตัวที่ ๔ ฝึกไม่ได้เลย ปทปรมะ อันน้ีฆ่าทิ้ง เอาเน้ือมันไปกิน พระพุทธเจ้าก็ ตรัสว่า เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน บุคคลประเภทที่ ๑ ที่สอนง่าย พระองคก์ ใ็ ห้รับประทานตามสะดวก เขารตู้ วั เขาเอง บคุ คลประเภท ท่ี ๒ จะสอนว่าให้ฉันน้อย เหมือนครูบาอาจารย์ที่ชาญฉลาด ท่าน จะบอกเลย “ฉันน้อย ๆ นะ อย่าฉันหลาย แล้วต้ังใจไปภาวนา” ส่วนประเภทที่ ๓ “อดอาหารเด้ อดอาหาร” คือท่านเก่ง ท่านรู้ทั้ง ภูมิจิตภูมิธรรม ท่านรู้ท้ังว่าคนนี้น่ะต้องอดอาหาร ถ้ายังฉันอยู่ ภาวนาไม่ขึ้นหรอก ท่านรู้ท่านจะบอก ส่วนประเภทท่ี ๔ น่ีท่านไม่ คุยดว้ ยเลย เสยี เวลาท่านเปล่า ๆ กค็ ือฆ่าทง้ิ เอาเนอ้ื ไปขาย ไปแจก เขา ดงั น้นั ทุกท่านทุกคน เวลามีคุณค่าสาหรบั เราท่านท้ังหลาย วันนี้ ๕ ธันวา วันพ่อ เราทั้งหลายมีพ่อ พ่อหลวงของเรา ใน ขณะเดียวกันเราก็มีพ่อจริง ๆ มีพ่อมีแม่จริง ๆ ธาตุ ๔ นะโม นะ - ธาตุน้า โม - ธาตุดิน นะ - ธาตุของแม่ โม - ธาตุของพ่อ ได้แก่ ธาตุ ๔ ร่างกายนี้ เวียนกลับมาเป็น มะโน แปลว่าใจ อันน้ีเราเอาจริง ๆ เป็นผู้บัญชาการ โยมใช้หน้ีพ่อแม่แล้วหรือยัง ใช้หน้ีเงินเดือนยังไม่ พอ ใช้หน้ีแกว้ แหวนเงินทอง ท่อี ยเู่ สื้อผา้ อาภรณย์ งั ไม่พอ ตอ้ งใช้หน้ี ด้วยบุญกุศล อย่างท่ีท่านกาลังทาอยู่นี่ เอาบุญกุศลบูชาใช้หนี้บุญ คุณท่าน บูชาใช้หนี้โรงแรมชั้นหนึ่งวีไอพี กินแทน ถ่ายแทน ทุก อย่าง เพราะฉะนัน้ ขอใหเ้ ราทุกทา่ นทุกคนตง้ั ใจทาสิ่งนี้เพราะชีวิตนี้ ๙๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๖ มันน้อย จงทาชีวิตท่ีมันน้อยให้มีคุณค่าท่ีสุด เราไม่รู้ว่าเขาเขียนให้ เราเท่าไร แตท่ แี่ น่ ๆ คอื วันนี้เราไมป่ ระมาท เราใชช้ วี ิตของเราอย่าง มีคุณค่า เราสละความสุขสบายส่วนตัวมาประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติ บชู าพระพทุ ธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงั ฆเจา้ และนอ้ มเอาบุญกุศลท่ี เราต้งั ใจทานถ้ี วายอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จในหลวง รัชกาลท่ี ๙ ถวายเป็นพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และอุทิศบุญกุศล ให้กับบิดา มารดา ญาติ ผู้มีพระคุณกับเราท้ังหลาย สมกับท่ีว่าเรา ได้เกิดมาเป็นชาวพุทธ ได้รู้ว่าอะไรดี ไม่ดี ได้ตอบบุญแทนคุณผู้มี พระคุณ ได้ตอบบุญแทนคุณแผ่นดินเกิดที่เราได้เกิด ได้อาศัยเลี้ยง ปากเล้ยี งท้องจนได้ถึงอายุขนาดนีใ้ นปัจจุบัน สุดทา้ ยในการกล่าวธรรมบรรยาย อาตมาภาพขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัย ขอจงมาดลบันดาลให้ท่านสาธุชนท้ังหลาย เจรญิ ด้วยพรชัยทงั้ ๔ คอื อายุ วรรณะ สุขะ พละ พร้อมทัง้ ปฏิภาณ ธรรมสาร ธนสารสมบัติ ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใดท่ีเป็นไปด้วย ชอบและประกอบด้วยธรรมขอให้ความปรารถนานั้น ๆ ของท่านจง สาเร็จทุกประการเทอญ เจริญพร ๙๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๖ พระครูเมตตำกิตตคิ ุณ (หลวงพ่อสมหมำย อัตตะมะโน) วัดปำ่ สนั ติกำวำส ต.ไชยวำน อ.ไชยวำน จ.อดุ รธำนี แสดงเมื่อวันอำทติ ย์ ที่ ๒๒ ธันวำคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรัทธำ วัดปทมุ วนำรำม รำชวรวหิ ำร นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พทุ ธสั สะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พทุ ธสั สะ สัพพะระโส ธมั มะระสัง ชินาติ อมิ สั สะ ธมั มะปะริยายสั สะ อัตโถ สาธายสั สะมันเตหิ สักกจั จัง ธัมโม โสตพั โพติ ๙๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๖ ตั้งใจ ตั้งกาย เอ้า นั่งท่าขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย วางมือ ขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ไม่ให้เอียงข้างซ้ายข้างขวา ไม่ให้ก้ม นัก ไม่ให้เงยนัก เรียกว่าน่ังฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ลงมือปฏิบัติธรรม ด้วยการนั่งเจริญสติ สมาธิ ถ้าผู้ที่ไม่ได้นั่งขัดสมาธิก็นั่งให้สบาย น่ัง อยู่ท่าไหนให้สบาย ๆ เรียกว่าต้ังเคร่ืองรองรับธรรมะ กายไม่ กระดุกกระดิก แต่งให้ดีให้สบาย ว่าน่ังสุขสบายอย่างนี้ สบายเต็มท่ี แล้วก็แต่งใจ ใจเป็นธรรม ธรรมแท้คือใจ ใจนี่เป็นธรรมชาติรู้ เป็น ธรรมชาติอันหน่ึงเรียกว่าธรรมชาติใจ เป็นสิ่งท่ีเราได้มาด้วยความ เป็นธรรม ไม่มีใครหยิบยื่น ไม่มีใครนามาให้ แต่ใจนี่เขาเป็นใจ เป็น ธรรมชาติรู้ ส่วนกายนี่ถือว่าได้สมบัติของกายมาจากบิดามารดา ทั้ง สองอย่างนี้ กายเรียกว่าเป็นรูปธรรม ใจเป็นนามธรรม เรามีสมบัติ ธรรมอยู่สองอย่าง แต่ละท่านแต่ละคน คือกายกับใจ กายเป็นที่อยู่ อาศยั ของใจ หรือกายเป็นเรอื นรบั เปน็ เครือ่ งมือของใจ ใจไมม่ ีอะไร มีแต่ธรรมชาติรู้ แล้วก็เป็นที่สัมผัสหรือที่เกิดของสัญญา เวทนา สังขาร ความนึกคิดปรุงแต่งก็เกิดข้ึนท่ีใจ อาศัยใจเป็นท่ีเกิดเวทนา สุข ทุกข์ ท่ีเรารู้ว่าเรามีสุขมีทุกข์ก็อาศัยเกิดข้ึนท่ีใจ เรียกว่า เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ อาการรับรู้ อาการรบั รเู้ มื่อสขุ เกิดขึ้น ความ สบายเกิดขึน้ อาการรับรเู้ มอ่ื ทกุ ขเ์ กิดขึน้ หรือเม่ือความเฉย ๆ ไม่สุข ไมท่ ุกข์ ก็ร้ทู ่ีใจ ทาไมเราจึงต้องมาฟังธรรมะ แล้วมาปฏิบัติธรรมะ เพราะว่าเรามีธรรมะ คือรูปธรรม มีใจคือนามธรรม และมีอาการ แห่งขันธ์ ๕ ที่เกิดขึ้นที่เป็นนามขันธ์ คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่มีอาการ จาได้หมายรู้นึกคิด ปรุงแต่งสุขทุกข์เฉย ๆ รับรู้สุขทุกข์ รับรู้นึกคิด ปรุงแต่ง รับรู้เฉย ๆ อาการเหล่านี้เกิดข้ึนจากการรู้ รู้คือใจ เดี๋ยวนี้ ๙๙
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131