Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แรงบันดาลใจจากบาติก

แรงบันดาลใจจากบาติก

Published by saleehahsaley, 2020-08-30 00:14:48

Description: แรงบันดาลใจจากบาติก

Search

Read the Text Version

สำนกั หแรองบันสดามลใจุดจากกบลาตากิ ง โดย นางสาวชลพรรษ แก้วใหม่ วทิ ยานิพนธ์นเี ป็ นส่วนหนงึ ของการศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาศิลปมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าทัศนศิลป์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ปี การศึกษา 2557 ลขิ สิทธขิ องบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร

แรงบันดาลใจจากบาตกิ สำนกั หอสมุดกลาง โดย นางสาวชลพรรษ แก้วใหม่ วทิ ยานิพนธ์นเี ป็ นส่วนหนงึ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปริญญาศิลปมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าทัศนศิลป์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ปี การศึกษา 2557 ลขิ สิทธขิ องบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร

THE INSPIRATION FROM BATIK สำนกั หอสมุดกลาง By Miss Chonlapat Kaewmai A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree Master of Fine Arts Program in Visual Arts Graduate School, Silpakorn University Academic Year 2014 Copyright of Graduate School, Silpakorn University

บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร อนุมตั ิใหว้ ิทยานิพนธเ์ รือง “แรงบนั ดาลใจจาก บาติก” เสนอโดย นางสาวชลพรรษ แกว้ ใหม่ เป็ นส่วนหนึงของการศึกษาตามหลกั สูตรปริญญา ศิลปมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าทศั นศิลป์ ……................................................. (รองศาสตราจารย์ ดร.ปานใจ ธารทศั นวงศ)์ คณบดีบณั ฑิตวทิ ยาลยั สำนกั หอสมุดกลางอาจารยท์ ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ วนั ที..........เดือน.................... พ.ศ........... 1. อาจารยช์ ศู กั ดิ ศรีขวญั 2. ศาสตราจารยเ์ กียรติคณุ ชลดู นิมเสมอ คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ .................................................... ประธานกรรมการ (ศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ุณปรีชา เถาทอง) ............/......................../.............. .................................................... กรรมการ .................................................... กรรมการ (ศาสตราจารยเ์ ขม็ รัตน์ กองสุข) (ผชู้ ่วยศาสตราจารยว์ ริ ญั ญา ดวงรัตน)์ ............/......................../.............. ............/......................../.............. .................................................... กรรมการ .................................................... กรรมการ (อาจารยช์ ศู กั ดิ ศรีขวญั ) (ศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ุณชลดู นิมเสมอ) ............/......................../.............. ............/......................../.............

54004204: สาขาวิชาทศั นศลิ ป์ คาํ สาํ คญั : งานสร้างสรรคท์ างทศั นศลิ ป์ สือผสมและการจดั วาง / แรงบนั ดาลใจจากบาติก ชลพรรษ แกว้ ใหม่: แรงบนั ดาลใจจากบาติก. อาจารยท์ ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ:์ อ.ชศู กั ดิ ศรีขวญั และ ศ.เกียรติคณุ ชลดู นิมเสมอ. 63 หนา้ . ผลงานวิทยานิพนธ์ ชุด “แรงบนั ดาลใจจากบาติก” เป็ นการนาํ ความประทบั ใจ และ ประสบการณ์ความผกู พนั จากเทคนิคบาติก มาเป็นแรงบนั ดาลใจในการสร้างสรรค์ โดยแสดงออก สำนกั หอสมุดกลางผา่ นกระบวนการทางทศั นศลิ ป์ ดว้ ยเทคนิควธิ ีการนาํ วสั ดุผา้ ชนิดต่างๆ ทีมีความหมายต่อความรู้สึก ของขา้ พเจา้ มาตดั เยบ็ ร้อยรัด มดั ยอ้ ม ดว้ ยเทคนิคบาติก ในรูปแบบเชิงนามธรรม แสดงโครงสร้าง ทางเนือหาเรืองราวของ อารมณ์ ความรู้สึก และจินตนาการ เพือสะทอ้ นความหมายทางวสั ดุที สมั พนั ธก์ บั สภาวะอารมณ์ความรู้สึกตามทศั นคติส่วนตน สาขาวชิ าทศั นศิลป์ บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ลายมือชือนกั ศึกษา........................................ ปี การศกึ ษา 2557 ลายมอื ชืออาจารยท์ ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ 1. ........................... 2. ............................. ง

54004204: MAJOR: VISUAL ARTS KEY WORD: CREATIVE WORKS IN VISUAL ARTS IN MIXED MEDIA AND INSTALLATION / THE INSPIRATION FROM BATIK CHONLAPAT KAEWMAI: THE INSPIRATION FROM BATIK. THESIS ADVISORS: CHUSAK SRIKWAN AND EMERITUS PROF.CHALOOD NIMSAMER. 63 pp. The Art thesis, \" The Inspiration from batik \" has an attempt to give the audience an สำนกั หอสมุดกลางinspiration to be creative and imaginative. This artwork indicates my experience from using the techniques of batik making as an amateur tailor. For example, I had gone through the process of sewing and tie-dyeing, which are the fundamental steps for making batik. Based on the theory of abstract, this artwork would completely clarify the concept of the feeling of the sublime as well as represent my personal attitude. ___________________________________________________________________________________ Program of Visual Arts Graduate School, Silpakorn University Student's signature ........................................ Academic Year 2014 Thesis Advisors' signature 1. ........................... 2. ........................... จ

กติ ตกิ รรมประกาศ ขา้ พเจ้าขอกราบขอบพระคุณ บิดามารดาผใู้ ห้กาํ เนิด เลียงดูและคอยห่วงใยมาโดย ตลอด พร้อมทงั หยบิ ยนื โอกาสทางการศึกษาทีดีใหก้ บั ขา้ พเจา้ เสมอมา ขอขอบพระคุณญาติสนิท มิตรสหายและผทู้ ีสนบั สนุนงบประมาณในการศึกษาเล่าเรียน ผเู้ สียสละกาํ ลงั กาย และผใู้ ห้กาํ ลงั ใจ และสติปัญญาแก่ขา้ พเจา้ กราบขอบพระคุณ ศาสตราจารยเ์ กียรติคุณชลดู นิมเสมอ และอาจารยช์ ูศกั ดิ ศรีขวญั สำนกั หอสมุดกลางอาจารยท์ ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ รวมถึงคณาจารยใ์ นภาคศิลปไทยทุกๆท่าน ทีประสิทธิประสาทวิชา ความรู้ แนะนาํ สงั สอน และใหค้ วามช่วยเหลืออยา่ งดียงิ ในการพฒั นางานศลิ ปะของขา้ พเจา้ และการ การสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ์ “แรงบนั ดาลใจจากบาติก” ในชุดนี ขอบคุณในนาํ ใจเพือนๆ พีๆ น้องๆ ทีช่วยเหลือ ให้กาํ ลงั ใจ ติแนะนาํ และให้ความ ช่วยเหลือเกือกลู รวมถงึ เจา้ หนา้ ทีทุกฝ่ ายในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ตลอดจน สถาบนั การศกึ ษา ขอขอบพระคุณบณั ฑิตวทิ ยาลยั ทีมอบทุนการศึกษาส่งเสริมการสร้างสรรคศ์ ิลปะ เพอื สร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธใ์ นชนั ปี สุดทา้ ย สรรพสิงอนั ใดทีก่อเกิดวิทยานิพนธ์นี ขา้ พเจา้ ขอน้อมระลึกถึงดว้ ยความเคารพเป็ น อยา่ งสูง ขอใหค้ วามดีงามและประโยชนต์ ่างๆไดเ้ กิดแก่ผทู้ ีเกียวขอ้ ง และผทู้ ีสนใจศึกษาหาความรู้ ทางศลิ ปะตลอดไป ฉ

สารบัญ หนา้ บทคดั ยอ่ ภาษาไทย .................................................................................................................... ง บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ ............................................................................................................... จ กิตติกรรมประกาศ..................................................................................................................... ฉ สารบญั ภาพ .............................................................................................................................. ฌ บทที สำนกั หอสมุดกลาง1 บทนาํ ............................................................................................................................. 1 ความสาํ คญั และความเป็นมาสาํ คญั ของปัญหา...................................................... 1 ความมุง่ หมายและวตั ถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา..................................................... 2 สมมตุ ิฐานของการศกึ ษา...................................................................................... 2 ขอบเขตของการศกึ ษา.......................................................................................... 2 ขนั ตอนการศกึ ษา................................................................................................. 3 วธิ ีการศกึ ษา ......................................................................................................... 3 แหลง่ ขอ้ มลู ของการศึกษา.................................................................................... 3 2 ขอ้ มลู ทีเกียวขอ้ งกบั กระบวนการการสร้างสรรคผ์ ลงาน................................................ 4 ทีมาของแนวความคิดและแรงบนั ดาลใจ ............................................................. 4 ทศั นคติทีเกียวขอ้ งกบั การสร้างสรรค์ .................................................................. 5 อทิ ธิพลจากผา้ บาติกหรือปาเต๊ะ............................................................................ 6 ผา้ บาติกหรือผา้ ปาเตะ๊ ................................................................................. 9 วิวฒั นาการของลวดลาย.............................................................................. 9 ลายปาเตะ๊ .................................................................................................... 10 ผา้ บาติกในจงั หวดั ภูเก็ต.............................................................................. 13 บาติกสมยั ใหม่............................................................................................ 14 อิทธิพลจากธรรมชาติแวดลอ้ ม ............................................................................ 15 อิทธิพลจากประสบการณต์ รง.............................................................................. 18 3 การกาํ หนดรูปแบบและวิธีการสร้างสรรค.์ ..................................................................... 20 วิธีการสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ์ .................................................................. 20 การสร้างสรรคผ์ ลงานวทิ ยานิพนธ์....................................................................... 21 อุปกรณ์ทีใชใ้ นการสร้างสรรค์............................................................................. 21 ช

บทที หนา้ ทศั นธาตุทีใชใ้ นการสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ์............................................. 22 เทคนิควิธีการสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ์....................................................... 24 ขนั ตอนการเตรียมงาน.......................................................................................... 24 ขนั ตอนการเลอื กสรรวสั ดุอุปกรณ์.............................................................. 24 ขนั ตอนทางเทคนิคในการสร้างสรรค์......................................................... 25 ขนั ตอนการนาํ เสนอและติดตงั ผลงาน.................................................................. 25 สำนกั หอสมุดกลาง4 การสร้างสรรคแ์ ละการพฒั นาผลงานวทิ ยานิพนธ.์ ......................................................... 39 การสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาก่อนผลงานวิทยานิพนธใ์ นระยะแรก.......................... 39 สรุปการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาก่อนผลงานวิทยานิพนธใ์ นระยะแรก................... 40 การสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาก่อนผลงานวทิ ยานิพนธใ์ นระยะที 2........................... 44 สรุปการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาก่อนผลงานวทิ ยานิพนธใ์ นระยะที 2.................... 44 การสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ์....................................................................... 51 ผลงานวทิ ยานิพนธช์ ินที 1 .......................................................................... 51 ผลงานวิทยานิพนธช์ ินที 2 .......................................................................... 54 ผลงานวิทยานิพนธช์ ินที 3 .......................................................................... 56 5 สรุปการสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ.์ ......................................................................... 58 รายการอา้ งอิง ............................................................................................................................ 59 ภาคผนวก .................................................................................................................................. 60 ประวตั ิผวู้ จิ ยั .............................................................................................................................. 62 ซ

สารบัญภาพ ภาพที หนา้ 1 ภาพผา้ บาติกเมอื งยอร์คยากาตาร์.......................................................................... 7 2 ภาพการทาํ ผา้ บาติกเมืองยอร์คยากาตาร์ ............................................................... 7 3 ภาพผา้ บาติกมดั ยอ้ ม............................................................................................. 8 4 ภาพ(ลายเสน้ ที 4-8).............................................................................................. 11 5 ภาพ(ลายเสน้ ที 9-14)............................................................................................ 12 สำนกั หอสมุดกลาง6 ภาพรังแมงมุม ...................................................................................................... 16 7 ภาพรังแมงมุม ...................................................................................................... 17 8 ภาพชีวิตมด.......................................................................................................... 17 9 ภาพภมู ิทศั น์บา้ นเมืองในประเทศไทยกบั ประเทศเพือนบา้ น............................... 19 10 ภาพความวุน่ วายของผคู้ น.................................................................................... 19 11 ภาพรวมอิทธิพลจากประสบการณต์ รง ................................................................ 19 12 ภาพสเก็ตภาพร่างลายเสน้ .................................................................................... 26 13 ภาพสเก็ตภาพร่างก่อนเขยี นเทียนลงบนผา้ .......................................................... 26 14 ภาพผา้ ทีใชท้ าํ บาติก ............................................................................................. 27 15 ภาพสีบาติก.......................................................................................................... 27 16 ภาพเทียนบาตกิ .................................................................................................... 28 17 ภาพปากกาเขียนเทียน (JANTING)...................................................................... 28 18 ภาพกรอบไม้........................................................................................................ 29 19 ภาพพ่กู นั ระบายสี................................................................................................. 29 20 ภาพภาชนะผสมสี ................................................................................................ 30 21 ภาพโซเดียมซิลิเกรต ............................................................................................ 30 22 ภาพขนั ตอนการเขียนเทียนลงบนผา้ .................................................................... 31 23 ภาพขนั ตอนการเขียนเทียนลงบนผา้ .................................................................... 31 24 ภาพขนั ตอนการลงสีบนผา้ เตรียมไวส้ าํ หรับการตดั เยบ็ ในชินต่อๆไป ............... 31 25 ภาพขนั ตอนการลงสีบนผา้ เตรียมไวส้ าํ หรับการตดั เยบ็ ในชินต่อๆไป ............... 32 26 ภาพขนั ตอนการลงสีบนผา้ เตรียมไวส้ าํ หรับการตดั เยบ็ ในชินต่อๆไป ............... 32 27 ภาพผา้ บาติกหลงั จากตม้ เทียนออก....................................................................... 33 28 ภาพผา้ บาติกหลงั จากตม้ เทียนออก....................................................................... 33 ฌ

ภาพที หนา้ 29 ภาพสเกต็ ก่อนขึนงานจริง...................................................................................... 34 30 ภาพขนั ตอนการอดั ใยสงั เคราะห์ ........................................................................... 35 31 ภาพขนั ตอนการอดั ใยสงั เคราะหข์ นั ตอนการประกอบโครงสร้างผลงาน.............. 35 32 ภาพขนั ตอนการประกอบโครงสร้างผลงาน .......................................................... 36 33 ภาพขนั ตอนการประกอบโครงสร้างผลงาน .......................................................... 37 34 ภาพขนั ตอนการติดตงั จดั วางผลงาน...................................................................... 38 สำนกั หอสมุดกลาง35 ภาพผลงานก่อนวทิ ยานิพนธใ์ นระยะแรก ชุดที 1.................................................. 41 36 ภาพผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะแรก ชุดที 2 .................................................. 42 37 ภาพผลงานก่อนวทิ ยานิพนธใ์ นระยะแรก ชุดที 3 ................................................... 43 38 ภาพแสดงการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2............. 45 39 ภาพแสดงการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2.............. 45 40 ภาพแสดงรายละเอยี ดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2 46 41 ภาพแสดงรายละเอียดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2 46 42 ภาพแสดงรายละเอยี ดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวทิ ยานิพนธใ์ นระยะที 2 47 43 ภาพแสดงรายละเอยี ดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2 47 44 ภาพแสดงรายละเอยี ดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2 48 45 ภาพแสดงรายละเอียดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวิทยานิพนธใ์ นระยะที 2 48 46 ภาพแสดงรายละเอียดการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นาผลงานก่อนวทิ ยานิพนธใ์ นระยะที 2 49 47 ภาพผลงานก่อนวทิ ยานิพนธร์ ะยะที 2 ชินที 1......................................................... 49 48 ภาพแสดงรายละเอียดผลงานก่อนวิทยานิพนธร์ ะยะที 2 ชินที 1........................... 50 49 ภาพแสดงรายละเอยี ดผลงานก่อนวทิ ยานิพนธร์ ะยะที 2 ชินที 1........................... 50 50 ภาพผลงานวทิ ยานิพนธ์ ชินที 1 ............................................................................. 52 51 ภาพแสดงรายละเอียดผลงานวิทยานิพนธ์ ชินที 1................................................... 53 52 ภาพผลงานวิทยานิพนธ์ ชินที 2 .............................................................................. 54 53 ภาพแสดงรายละเอยี ดผลงานวิทยานิพนธ์ ชินที 2................................................... 55 54 ภาพผลงานวิทยานิพนธ์ ชินที 3 .............................................................................. 56 55 ภาพแสดงรายละเอียดผลงานวิทยานิพนธ์ ชินที 3................................................... 57 ญ

บทที 1 บทนาํ ผา้ บาติกหรื อผา้ ปาเต๊ะ เป็ นผา้ ชนิดหนึงทีนิยมใช้กันมากในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนดารุสซาลาม รวมทงั ทางภาคใตข้ องประเทศไทย เพราะลวดลาย สีสัน ทีสะทอ้ นวิถี สำนกั หอสมุดกลางชีวิต วฒั นธรรม สามารถบอกเล่าเรืองราว ถินทีมาไดเ้ ป็นอย่างดี เมือผา้ บาติกเป็นทีนิยมและเริม แพร่หลาย ไปทวั โลก การพฒั นารูปแบบ และเทคนิควิธีการของแต่ละพืนถินก็ยอ่ มแตกต่างกนั ไป ดว้ ย สะทอ้ นใหเ้ ห็นถงึ วิธีการ และเอกลกั ษณ์เฉพาะทีน่าสนใจ ความสําคญั และความเป็ นมาของปัญหา บาติก เป็ นเทคนิคกระบวนการหนึงทางศิลปะทีมีลกั ษณะเฉพาะและน่าสนใจ และ แพร่หลายอยทู่ างสงั คมพนื ถนิ ภาคใต้ ซึงแสดงวฒั นธรรมประเพณี วิถีชีวิต มีสีสนั ลวดลาย พืนผวิ และมเี ทคนิควธิ ีการมดั ยอ้ มทีใหอ้ ารมณ์ความรู้สึก และเกิดจินตนาการสานต่อ คาํ ว่า”บาติก” ( Batik) หรือ “ปาเต๊ะ” ( Batek) มาจากคาํ ว่า Ba = Art และ Tik = จุด เดิมเป็นคาํ ในภาษาชวา ใชเ้ รียกผา้ ทีมีลวดลายเป็นจุด คาํ ว่า “ติก” มีความหมายว่า เลก็ นอ้ ยหรือจุด เลก็ ๆ มคี วามหมายเช่นเดียวกบั คาํ ว่า ตริติก หรือตาริติก ดงั นนั คาํ วา่ บาติก จึงมีความหมายว่าเป็น งานศิลปะบนผา้ ทีมลี วดลายเป็นจุดด่างๆ วิธีการทาํ ผา้ บาติกในสมยั ดงั เดิมใชว้ ิธีการเขียนดว้ ยเทียน (Wax writing /Wax hand draw) ดงั นนั ผา้ บาติกจึงเป็นลกั ษณะผา้ ทีมีวิธีการผลติ โดยใชเ้ ทียนปิ ดในส่วนทีไม่ตอ้ งการใหต้ ิดสี และใชว้ ิธีระบาย แตม้ และยอ้ มในส่วนทีตอ้ งการใหต้ ิดสี แมว้ ่าวิธีการทาํ ผา้ บาติกในปัจจุบนั จะ กา้ วหนา้ ไปมากแลว้ กต็ ามแต่ลกั ษณะเฉพาะประการหนึงของผา้ บาติก ก็คือ จะตอ้ งมีวิธีการผลิต โดยใชเ้ ทียนปิ ดส่วนทีไมต่ อ้ งการใหต้ ิดสีหรือส่วนทีไม่ตอ้ งการใหต้ ิดสีซาํ อีก1 ขา้ พเจา้ นาํ อารมณ์ความรู้สึกภายในมาผสมผสานกบั วธิ ีการสร้างสรรคท์ างศิลปะบาติก โดยเริมจากการถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด จิตสาํ นึก และ จิตกึงไร้สาํ นึก จากเรืองราว และ ประสบการณ์ นาํ มาเป็นแรงผลกั ดนั ในการแสดงออก ผา่ นกระบวนการทางศิลปะดว้ ยการใชท้ ศั น 1เอกสรรค์ องั คารวลั ย,์ ประวตั ผิ ้าบาตกิ ฉบบั สมบูรณ์, เขา้ ถงึ เมอื 19 เมษายน 2557, เขา้ ถึงไดจ้ าก http://thaiblogonline.com/batik.blog?PostID=21743 1

2 ธาตุเป็ นสือหลกั และใหค้ วามสาํ คัญทางความหมายไปสู่ตวั วสั ดุโดยเนน้ ไปทีกระบวนการทาง เทคนิค และการจดั การกบั วสั ดุเป็ นสาํ คญั โดยผลงานจะเป็ นลกั ษณะสือผสมใชผ้ า้ เป็ นวสั ดุหลกั ร่วมกบั เทคนิคการทาํ บาติก การผกู มดั รัด ยอ้ ม เป็นโครงสร้างทางรูปแบบผลงาน ต่อมาไดพ้ ฒั นา มาสู่ความงามทางดา้ นศิลปะในรูปแบบเฉพาะ ความมุ่งหมายและวตั ถุประสงค์ของการศึกษา ข้าพเจ้ามีความมุ่งหมายนําเสนอทัศนคติ และจินตนาการจากมุมมองส่วนตัว สำนกั หอสมุดกลางประสบการณ์ต่างๆ อนั ก่อใหเ้ กิดทีมาของการสร้างสรรค์ เพอื ถา่ ยทอดอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ต่อสภาวการณ์หนึงๆ จากพืนฐานความเป็ นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกนั ขา้ พเจา้ ก็มี พนื ฐานกบั ความรู้สึกทีสามารถแปรเปลียนไดต้ ามสภาวการณ์แวดลอ้ ม หรือเหตุทีมากระทบจนทาํ ใหเ้ กิดผลทางจิตใจ และอารมณ์ เช่น เจ็บปวด สบั สน ว่นุ วาย เศร้า โดดเดียว โมโห เป็ นตน้ และนาํ สภาวะส่วนตนดงั กล่าวมาสร้างสรรค์เป็ นผลงานศิลปะสือผสม ทีตอ้ งการแสดงออก ดว้ ยเทคนิค วิธีการทาํ งานศิลปะร่วมกบั วสั ดุทีมีผา้ เป็ นวสั ดุหลกั แสดงเนือหา ชีวิต ความผกู พนั โดยเน้นถึง ความรู้สึก ความประทบั ใจในความงามของลวดลายผา้ ต่างๆ ทีมีความงาม มีความหมายและ เอกลกั ษณ์เฉพาะของลวดลายบนผา้ ทีเกิดขึน นาํ มาผสมผสานกบั การตดั เยบ็ กบั ผา้ บาติกทีทาํ ขึนมา เอง และผา้ อืนๆ ก่อเกิดเป็ นรูปแบบงานเชิงนามธรรมสามารถแสดงออกทางความคิด อารมณ์ ความรู้สึกผา่ นกระบวนการทางเทคนิคไดอ้ ยา่ งน่าสนใจ สมมุตฐิ านของการศึกษา การสร้างสรรคผ์ ลงานวทิ ยานิพนธ์ “แรงบนั ดาลใจจากบาติก” ของขา้ พเจา้ ชุดนี เชือว่า การถ่ายทอดความงาม ความรู้สึก ทีสือคุณค่าความหมาย ด้วยวสั ดุและกระบวนการทางเทคนิค วธิ ีการทาํ บาติก การนาํ ผา้ ทียอ้ มมาตดั เยบ็ จะก่อเกิดลกั ษณะพิเศษของศิลปะไทยร่วมสมยั ทีสะทอ้ น สุนทรียภาพทางเทคนิค วธิ ีการ ทีสมั พนั ธก์ บั อารมณ์ความรู้สึกภายใน ขอบเขตของการศึกษา 1. ขอบเขตทางดา้ นเนือหา ทีสะทอ้ น ทศั นคติ และจินตนาการ อารมณ์ความรู้สึกส่วน ตนผา่ นกระบวนการทางศลิ ปะสือผสม และเทคนิคบาติกทีแสดงความหมายทางความรู้สึกภายใน ของตนเอง และทศั นธาตุทางศิลปะ 2. ขอบเขตทางด้านรูปแบบและเทคนิควิธีการเป็ นผลงานศิลปะสือผสม 2 มิติ สร้างสรรค์ผลงานดว้ ยรูปแบบเชิงนามธรรม โดยถ่ายทอดจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึกดว้ ย

3 เทคนิคและกระบวนการการทาํ บาติก ทีผสมผสานกบั ลวดลายผา้ พืนบา้ นนาํ มาตดั เยบ็ เป็ นรูปทรง อิสระ ดว้ ยการถกั ผกู มดั รัด ยอ้ ม ขันตอนการศึกษา 1. ศกึ ษา คน้ ควา้ และเก็บรวบรวมขอ้ มลู ทีไดจ้ ากครอบครัว อาชีพของคนในครอบครัว ทีเป็ นประสบการณ์ตรงและหยิบบางส่วนทีประทับใจจากวิถีนันมาเป็ นแรงผลกั ดันในการ สร้างสรรคง์ านต่อไป สำนกั หอสมุดกลาง2. ศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู เทคนิคการทาํ บาติก และลวดลายของเครืองจกั สานพนื บา้ น 3. วิเคราะห์ วางแผน และตงั ข้อสังเกตโดยใชแ้ นวความคิด อารมณ์ความรู้สึกและ จินตนาการเพือกลนั กรองหาความเหมาะสมลงตวั ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้ตรงตาม วตั ถปุ ระสงค์ 4. ศกึ ษาคน้ ควา้ ทดลอง ผลงานจากการทดลองทาํ ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจในแนว ทางการทาํ งานเฉพาะตนมากยงิ ขึน 5. ถา่ ยทอดการแสดงออกโดยเทคนิควิธีการ กระบวนการทาํ ผา้ บาติก ทีมีลวดลายจาก จินตนาการส่วนตน เพอื แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด จิตสาํ นึก และจิตไร้สาํ นึก 6. นาํ เสนอผลงานในลกั ษณะการจดั วาง และติดตงั ผลงาน วธิ กี ารศึกษา 1. ศึกษาคน้ ควา้ ทาํ ความเขา้ ใจเกียวกบั ความเป็นอยสู่ งั คม วฒั นธรรม และวิถีชีวิตของ ตนเอง และคนในครอบครัว 2. ศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู จากหนงั สือ อนิ เตอร์เน็ต 3. ศึกษาคน้ ควา้ จากสถานทีจริง เช่น การทาํ ลวดลายบาติก การทาํ ลวดลายเครืองจัก สานของคนในบา้ น และร้านคา้ ต่าง ๆแลว้ คอยสังเกตสภาพแวดลอ้ มรอบๆตวั ไม่ว่าจะเป็ นความ เป็นอยขู่ องสิงมีชีวิตต่างๆ เป็นตน้ 4. ศึกษาลกั ษณะงานแนวกึงนามธรรม แหล่งข้อมลู ของการศกึ ษา 1. อทิ ธิพลจากผา้ บาติกหรือปาเต๊ะ 2. อทิ ธิพลจากธรรมชาติแวดลอ้ ม 3 .อทิ ธิพลจากประสบการณ์ตรง

บทที 2 ข้อมูลทเี กยี วข้องกบั การสร้างสรรค์ผลงาน ขอ้ มลู มีส่วนสาํ คญั ในการสร้างสรรคผ์ ลงาน ถา้ ปราศจากขอ้ มลู แลว้ เราก็จะทาํ งานได้ ไม่บรรลุตามเป้ าหมายทีวางไว้ ในขนั ต้นผูส้ ร้างงานศิลปะ สร้างงานจากแรงบันดาลใจทีเรา สำนกั หอสมุดกลางประทบั ใจ จากประสบการณ์ จากความอยากรู้อยากทดลอง จากนนั ตอ้ งคน้ ควา้ โดยศึกษาขอ้ มลู มา สนองความคิดการสร้างสรรค์ เป็ นการดาํ เนินการในลกั ษณะต่างๆ เพือให้เกิดสิงแปลกใหม่ ก็ เหมือนกบั ชีวติ ทีเราตอ้ งพบเจอประสบการณ์ เรืองราวทีมากมายหลากหลาย ทุกสิงทุกอย่างปรากฏ ไม่หยดุ นิง และมีการเปลียนแปลงอย่เู สมอ ธรรมชาติมีสมดุลของตวั มนั เอง สามารถกระตุน้ การ รับรู้ทางดา้ นอารมณ์ ความรู้สึกภายใน สิงแวดลอ้ มในธรรมชาติ หรือทรัพยากรในชนบทนนั ส่งผล ดา้ นความเป็นอยทู่ ีแตกต่างกนั จึงเกิดเป็นลกั ษณะเฉพาะถิน เช่น เครืองมือเครืองใช้ งานหตั ถกรรม เครืองจกั สาน มีความโดดเด่น อาจมีรูปแบบเฉพาะ รูปทรง ลวดลาย สีสัน แตกต่างกนั ออกไป การเกบ็ รวบรวมวสั ดุผา้ ต่างๆ หรือแมก้ ระทงั ผา้ บาติกหรือปาเต๊ะ ก็คิดว่าสามารถนาํ มาสร้างสรรค์ ผลงานได้ ทาํ ใหเ้ กิดจินตนาการเชือมโยงกบั ความคิดทีตอ้ งการไดด้ ว้ ยเช่นกนั ทมี าของแนวความคดิ และแรงบนั ดาลใจ การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะของขา้ พเจา้ ไดร้ ับแรงบนั ดาลใจจากประสบการณ์ส่วนตน เช่นการทาํ บาติก การทาํ เครืองจกั สานและอทิ ธิพลจากสภาพสังคม สิงแวดลอ้ ม เป็ นตน้ สะสมก่อ เกิดเป็นประสบการณ์ ความผกู พนั กบั วิถีชีวติ นนั ๆ นาํ มาสร้างสรรค์ สือสารผ่านผลงานศิลปะดว้ ย วสั ดุ ทีมีความหมายต่อความทรงจาํ และความรู้สึกของขา้ พเจา้ ในรูปแบบลกั ษณะเฉพาะ ทีเกิดจาก จินตนาการส่วนตวั เพอื แสดงถงึ อารมณ์ ความผกู พนั ทีขา้ พเจา้ มีต่อครอบครัวและวถิ ีความเป็นอย่ทู ี เคยสมั ผสั มา ข้าพเจา้ นําแรงบนั ดาลใจดังกล่าวมาผสมผสานกบั การถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ด้วยจิตสํานึก และจิตกึงไร้สํานึก ซึงถูกบนั ทึกจากเรื องราว และสิงทังหลายทีมี ผลกระทบต่อสภาวะจิตใจ ของตนเองตงั แต่อดีตจนกระทงั ปัจจุบนั เกิดเป็นพลงั และแรงผลกั ดนั ใน การสร้างสรรคผ์ ลงาน ผ่านกระบวนการทางศิลปะมีการผสมผสานการเขียนลายบาติก และมีการ เลอื กสรรผา้ ต่างๆ ผา่ นกระบวนการการตดั เยบ็ การผกู การมดั รัดยอ้ ม เป็นสือในการแสดงออกและ อาศยั คุณค่าความหมายของวสั ดุทีสมั พนั ธก์ บั ธรรมชาติของอารมณ์ความรู้สึกภายในของขา้ พเจา้ 4

5 ทศั นคตทิ ีเกยี วข้องกบั การสร้างสรรค์ มนุษยม์ คี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้สึกต่าง ๆไดอ้ ยา่ งลกึ ซึง อาจเกิดจากความ ผกู พนั ความประทบั ใจหรือความสะเทือนใจ ประสบการณ์จึงเป็ นส่วนสาํ คญั ต่อการแสดงออกใน การสร้างสรรคง์ านศิลปะ จึงตอ้ งมีการคิดคน้ สร้างสรรค์ เขา้ ใจในกระบวนการสร้างสรรคแ์ ละ สภาพเรืองราวทีจะถ่ายทอด โดยใชห้ ลกั ทศั นศิลป์ เขา้ มาเป็ นส่วนช่วยให้เกิดลกั ษณะเฉพาะทีมี ตน้ แบบ และมเี อกภาพ ศลิ ปะทุกชินสามารถสะทอ้ นบางสิงบางอยา่ งออกมาโดยมีจินตนาการเป็ น จุดเริมตน้ ของความคิด หรือแสดงออกอารมณ์ในทางสุนทรียภาพ และจะตอ้ งมีสือทีตอบโตก้ บั ตวั สำนกั หอสมุดกลางศลิ ปิน สามารถจะโนม้ นา้ วไปไดต้ ามเจตนาเพือใชส้ าํ หรับถา่ ยทอดไปสู่ผชู้ มงาน จินตนาการสาํ หรับมนุษยน์ นั ถอื เป็นส่วนสาํ คญั เพราะเป็นตน้ กาํ เนิดของความคิดและ การริเริมสร้างสรรค์สิงใหม่ ๆให้เกิดขึนตลอดเวลา มนุษยเ์ ราสามารถถกู กระตุน้ โดยสิงเร้าจาก สภาพแวดลอ้ มทีส่งผลไปสู่จิตใจทาํ ใหเ้ กิดจินตนาการ1 จากทศั นคติทีกล่าวมาขา้ งตน้ ขา้ พเจา้ มีความเชือว่าความบริสุทธิใจ และทศั นคติที ถกู ตอ้ งในการสร้างสรรคน์ นั เป็นพนื ฐานอนั สาํ คญั ทีจะสนบั สนุนปัจจยั อนื ของการสร้างสรรคง์ าน ศิลปะเพืองานศิลปะนันจะสามารถสือความหมายออกมาเป็ นสัญลกั ษณ์แทนอารมณ์ ความรู้สึก และตรงตามแนวความคิดของผสู้ ร้างสรรคท์ ีตงั ใจจะสือสาร โดยทีผชู้ มผลงานก็สามารถรับรู้ และ เข้าใจความคิดของผสู้ ร้างงาน แลว้ เกิดอารมณ์ ความรู้สึกคลอ้ ยตามจินตนาการนันไดเ้ ช่นกัน ดงั นนั ผสู้ ร้างสรรคง์ านควรมหี ลกั ปฏบิ ตั ิซึงประกอบดว้ ย 1. รู้จกั สงั เกตสิงรอบดา้ น 2. มกี ารแสดงออกทีเต็มไปดว้ ยจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ 3. มคี วามคิดสร้างสรรค์ สิงทีแปลกๆ ใหมๆ่ อยเู่ สมอ 4. การเขา้ ใจสรรหาสิงต่าง ๆ เพือเป็ นสือในการใชแ้ สดงออกอย่างเหมาะสมตรงตาม จุดมงุ่ หมาย 5. เข้าใจความเหมาะสมของเรือง และสภาพความเป็ นอย่ใู นการดํารงชีวิต หรื อ วฒั นธรรม 6. มีความรู้ความเขา้ ใจทีจะหาสือสญั ลกั ษณ์และเทคนิควิธีการอยา่ งเหมาะสมตรงตาม ความม่งุ หมาย 1ชลพรรษ แก้วใหม่, “รูปทรงของจินตนาการจากผา้ บาติก” (ศิลปนิพนธ์ปริญญา บณั ฑิต ภาควิชาศิลปไทย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร, 2553), 5.

6 7. ฉลาดรู้จกั เลอื ก ปรับเปลียน เอาส่วนทีจาํ เป็ นและกลา้ ทีจะพฒั นาผลงานศิลปะโดย ไมย่ ดึ ติดอยกู่ บั รูปแบบเดิม 8. มคี วามรู้ความเขา้ ใจ หรือประสบการณ์ในการแสดงออกทีเต็มไปดว้ ยจินตนาการ อารมณ์ความรู้สึกทีตนตอ้ งการ อทิ ธพิ ลจากผ้าบาตกิ หรือผ้าปาเต๊ะ ชาวไทยรู้จักผา้ บาติก ในชือผา้ ปาเต๊ะ หรื อผา้ โสร่ ง โดยได้รับอิทธิพลมาจาก สำนกั หอสมุดกลางอนิ โดนีเซีย เผยแพร่เขา้ สู่ชายแดนใต้ ซึงอาจเป็นอิทธิพลทางการคา้ และศาสนา บาติกทางตอนใต้ ของประเทศไทยจะนิยมเขียนภาพดอกไม้ ใบไม้ ภาพสตั ว์ และลวดลายเครือเถาต่างๆ มีลกั ษณะ เฉพาะถิน มีลกั ษณะพิเศษในเรืองของสีสนั และลวดลาย จากคุณสมบตั ินีเองทีขา้ พเจา้ เลือกใช้ เทคนิคบาติกมาเป็ นส่วนหนึงในงานโดยการนาํ มาเขียนลาย ยอ้ ม ตดั เย็บ ยดั ถกั ตามรูปแบบที กาํ หนด เพือใหส้ อดคลอ้ งกบั แนวคิดในการแสดงเรืองราวเกียวกบั วิถีชีวิตของขา้ พเจา้ ในลกั ษณะ นามธรรม วฒั นธรรมทีแตกต่างกนั นาํ ไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์ทีหลากหลายรูปแบบ เทคนิค และแนวความคิดของศลิ ปิ น การดึงเอารากเหงา้ ทางวฒั นธรรมของตนเองไปรวมอยใู่ นงานศิลปะ ถือเป็นธรรมชาติทีมีอยใู่ นตวั ศิลปิ นแทบทุกคน มีผลกระทบต่อจิตใจ ถกู ใชใ้ หเ้ ป็ นแรงขบั เคลือนสู่ การสร้างสรรคง์ านและเหมาะสมและตรงใจแก่ผสู้ ร้างสรรค์ และสามารถถ่ายทอดให้ตรงกบั สาระ ทางความคิด และอารมณ์ความรู้สึกทีผสู้ ร้างสรรคไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดี การออกแบบลวดลายผา้ บาติก ถา้ จะกล่าวถงึ ความเป็นมาตงั แต่เดิมแลว้ ชาวชวามีความ เชือในการทาํ ผา้ บาติกทีเกียวขอ้ งกบั สีและลวดลาย ชาวชวามีความเชือว่าสีและลวดลายแต่ละแบบ แต่ละชนิดจะเป็นสิริมงคลแก่ผสู้ วมใส่ มคี วามเชือวา่ การสวมใส่ผา้ บาติกตามทีกาํ หนดตามความเชอื แลว้ คู่บ่าวสาวกจ็ ะประสบแต่ความสุข นอกจากนีลวดลายต่างๆ ทีปรากฏบนผนื ผา้ ยงั มีการเรียกชือ จะเพาะลวดลายลงไป สีและลวดลายทีโดดเด่นสาํ คัญๆ นัน การผลิตผา้ ของชาวชวานัน จะมี แบบอยา่ งและเอกลกั ษณ์เป็นของตนเอง เช่นผา้ บาติกทีเมืองยอร์ค ยากาตา้ Yogyakata หรือทีเรียก สนั ๆวา่ เมืองยอร์คยา นิยมใชส้ ีนาํ ตาลเขม้ สีนาํ เงิน สีลายคราม และสีครีมเป็นส่วนใหญ่ 2 2โกศล พิณกลุ , เทคนิคการทําบาตกิ (กรุงเทพฯ:ขา้ วฟ่ าง, 2545), 9.

7 สำนกั หอสมุดกลางภาพที 1 ภาพผา้ บาตกิ เมอื งยอร์คยากาตาร์ ทีมา: โอเชียนสไมลท์ วั ร์ [นามแฝง], ของฝากเมอื งยอร์คยาการ์ต้า อนิ โดนีเซีย, เขา้ ถงึ เมือ 25 เมษายน 2557, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://www.oceansmile.com/IndoBali/Buro.htm ภาพที 2 ภาพการทาํ ผา้ บาติกเมืองยอร์คยากาตาร์ ทีมา: โอเชียนสไมลท์ วั ร์ [นามแฝง], ของฝากเมอื งยอร์คยาการ์ต้า อนิ โดนีเซีย, เขา้ ถงึ เมือ 25 เมษายน 2557, เขา้ ถึงไดจ้ าก http://www.oceansmile.com/IndoBali/Buro.htm

8 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 3 ภาพผา้ บาตกิ มดั ยอ้ ม ทีมา: cm_coffee [นามแฝง], ผ้าบาตกิ มดั ย้อมสร้างรายได้, เขา้ ถึงเมือ 28 เมษายน 2557, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://www.oknation.net/blog/cm-arabica/2014/02/09/entry-1

9 ผ้าบาตกิ หรือผ้าปาเต๊ะ แหล่งกาํ เนิดของผา้ ปาเตะ๊ มาจากทีไหนยงั ไมเ่ ป็นทียตุ ิ นกั วชิ าการยโุ รปหลายคนเชือว่า มใี นอนิ เดียก่อนจึงแพร่หลายในอินโดนีเซีย อกี หลายคนวา่ มาจากอียิปตห์ รือเปอร์เซีย บางคนว่าผา้ ปาเตะ๊ นีเป็นของดงั เดิมของอินโดนีเซียเอง และยนื ยนั ว่าศพั ท์เฉพาะทีเรียกวิธีการและขนั ตอนใน การทาํ ปาเตะ๊ เป็นศพั ทภ์ าษาอนิ โดนีเซีย สีทีใชย้ อ้ มกม็ าจากพืชทีมใี นอนิ โดนีเซีย แท่งขีผึงชนิดทีใช้ เขียนลายกเ็ ป็นของอินโดนีเซียไม่เคยมีในอินเดียเลย เทคนิคทีใชใ้ นอินโดนีเซียสูงกว่าทีทาํ กนั ใน อินเดีย มีนักวิชาการบางกลุ่มกล่าวว่าแต่เดิมมีการทาํ ผา้ ปาเต๊ะเฉพาะในวงั ซึงเรียกว่า Kraton แต่ สำนกั หอสมุดกลางนักวิชาการอีกกลุ่มหนึงกลบั เนน้ ว่าเป็นศิลปะพืนบา้ น3 ใชก้ นั เป็นสามญั ผทู้ ีทาํ ผา้ ปาเต๊ะมกั เป็ น ผหู้ ญิง การทาํ ผา้ บาติกแบบดงั เดิม คือ การใชข้ ีผงึ เป็นตวั กนั สีทาํ ใหเ้ กิดเป็ นลวดลายเมือนาํ ไปยอ้ ม ซึงปัจจุบนั ยงั คงใชว้ ิธีนีกนั อยู่ ววิ ฒั นาการของลวดลาย แต่เดิมมกั จะเป็ นรูปสิงมีชีวิต แต่เมือศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่เจริญรุ่งเรืองใน อินโดนีเซีย การทาํ ลวดลายรูปสัตว์ สิงมีชีวิต เป็ นสิงทีไม่ถูกตอ้ งตามคาํ สอนในศาสนา ศิลปิ นจึง ตอ้ งปรับปรุงลวดลายใหผ้ ิดไปจากรูปเหมือนธรรมชาติ เป็ นภาพศิลปะหรือลวดลายประดิษฐ์ซึง เหมาะสมสําหรับการทาํ ผา้ ปาเต๊ะ ในสมยั ต่อมาใช้ผา้ บางๆเนือละเอียดขึนทาํ ผา้ ปาเต๊ะ ทาํ ให้ ลวดลายละเอยี ดมากขึน การพิมพด์ ้วยแม่พิมพ์ การพิมพ์ผา้ ปาเต๊ะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์พืนเมืองในลกั ษณะ อุตสาหกรรมตงั แต่คริสตศ์ ตวรรษที 19 เป็ นตน้ มาการทาํ ผา้ ปาเต๊ะมีสองแบบคือ การเขียนดว้ ยมือ และการพมิ พด์ ว้ ยแม่พมิ พ์ การพิมพผ์ า้ ปาเต๊ะก่อใหเ้ กิดผลิตภณั ฑ์พืนเมืองในลกั ษณะอุตสาหกรรม การยอ้ มสีเดิมใชส้ ีธรรมชาติทาํ จากพืชพืนเมือง เช่น สีครามทาํ จากตน้ คราม ภาษาอินโดนีเซีย เรียกว่า Tarum สีแดงมาจากต้นไมช้ ือพืนเมืองว่า Mengudu สีนาํ ตาลมาจากไมพ้ ืนเมืองชือ Soga ปัจจุบนั ใชส้ ีเคมซี ึงทาํ ใหก้ ารยอ้ มดีขึน สีไมซ่ ีดหรือตกง่าย เป็ นอีกกา้ วหนึงทีทาํ ให้ผา้ ปาเต๊ะ กลายเป็นผลิตภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรมอยา่ งแทจ้ ริง อนึงการทีญีป่ ุนเขา้ มายดึ ครองอินโดนีเซียระหว่าง ค.ศ. 1942-1945 นัน ก็เป็ นผลต่อ ววิ ฒั นาการของผา้ ปาเต๊ะของอินโดนีเซีย กล่าวคือระหว่างนนั มกี ารหา้ มนาํ ผา้ เขา้ จากยุโรป ช่างตอ้ ง 3สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ผ้าปาเต๊ะ (Batik), เขา้ ถึงเมือ 20 ตุลาคม 2557,เขา้ ถงึ ไดจ้ าก http://ebooks.dusit.ac.th/sdubook/ob-book.nsp?view=IKNOW&db0= RareBook&cid_bookid=200406080823162340000005195&cid_chapid=10000000001&sortfield= recid&sortorder=ASCENDING&numresults=10000

10 ใช้ผา้ หนาๆทําให้เขียนลายละเอียดนักไม่ได้ จึงนิยมทาํ ลายทีหยาบขึน ใส่สีทีฉูดฉาดขึน นอกจากนนั ยงั มีการนาํ ลายดอกไมญ้ ีป่ ุนมาทาํ เป็ นลายผา้ ปาเต๊ะเรียกผา้ รุ่นนีว่า Djawa Baru หรือ Djawa Hokoku4 จากการคน้ ควา้ หาขอ้ มลู บาติกกาํ เนิดทีใดนนั ยงั ไม่สามารถหาขอ้ สรุปได้ แต่ทราบว่า บาติกมีกาํ เนิดมากกว่า 2,000 ปี และแพร่หลายเขา้ มาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ อินโดนีเซีย บา้ งก็ว่ามาจากอียปิ ต์ หรือเปอร์เซียเนืองจากพบเก่าแก่ทีนัน บางคนก็ว่าเป็ นศิลปะ ดงั เดิมของอินโดนีเซีย สำนกั หอสมุดกลางในปัจจุบนั นีมกี ารผลิตผา้ ปาเต๊ะกนั อยา่ งแพร่หลาย ทงั ในหม่บู า้ นและตงั เป็นโรงงาน เทคนิคทีใชก้ ็มีทงั การใชฝ้ ีมอื เขียนและใชพ้ ิมพ์ มีทงั ลวดลายและสีแบบโบราณและลวดลายและสี สมยั ใหม่ เหมาะแก่การใชท้ าํ เครืองแต่งกายในโอกาสต่างๆ การเขียนผา้ ปาเต๊ะเป็ นรูปภาพสาํ หรับ ประดบั บา้ นเรือนก็มี ลายปาเต๊ะ มีลวดลายหลายชนิด แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท 1. ลายแบบเรขาคณิต แบ่งไดด้ งั นี 1.1 ลาย Bandji กล่าวกนั วา่ เป็นลายจีน แสดงว่า Bandij ก็เป็ นภาษาจีนดว้ ย ชือภาษา ชวาเรียกว่า Bulok Bosok (ลายเสน้ ที 4) 1.2 ลาย Tjeplok หรือ Tjeplokan เป็นลายรูปเรขาคณิตประกอบดว้ ยลายรูปเหลียมๆ และกลมๆ ฯลฯ บางทีก็นาํ รูปดอกไม้ เมลด็ พืช ตาไม้ และสตั วต์ ่างๆมาเขียนประดิษฐใ์ หผ้ ดิ ไปจาก ธรรมชาติมาประกอบลวดลาย (ลายเสน้ ที 5,6) 1.3 ลาย Kawung เป็นลายทีเก่ามาก กลา่ วกนั วา่ พบลายทาํ นองเดียวกนั นีบนภาพสลกั ทีปรัมบะนนั ผา้ ปาเต๊ะลาย kawung นีมกั มาจาก kraton (วงั ) เมืองยอกยาการ์ตา้ มากทีสุด บางคน กลา่ ววา่ ลาย kawung นีมีวิวฒั นาการจากลายอกี แบบชือ grinsing (ลายเสน้ ที 7,8) 4เรืองเดียวกนั .

11 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 4 ภาพ (ลายเสน้ ที 4-8) ลาย Nitik เป็ นลายทีนิยมกนั มากทีสุด กล่าวกนั ว่าลายนีมาจากใยของเนือผา้ มกั จะทาํ เป็นเสน้ ๆต่อกบั จุดกลมๆ ประกอบกนั ออกมาเป็นรูปเรขาคณิต ลายประเภทนีทีรู้จกั กนั มาก เรียกว่า Tjakar Ajam และ Tirtatedja (ลายเสน้ ที 9, 10)

12 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 5 ภาพ (ลายเสน้ ที 9-14) ลายทีใชเ้ สน้ ตงั เป็ นองค์ประกอบ (garis miring) ลายทีมีชือเสียงทีสุดในกลุ่ม เรียกว่า parang และ parang ทีมีชือเสียงมากทีสุดคือ Parang Rusak, ลาย Parang Rusak Naga (จาก ยอกยาการ์ตา้ ) ซึงเป็นลายทีใชเ้ สน้ ตงั เป็นองคป์ ระกอบแต่แทรกดว้ ยรูป Naga (งู) (ลายเสน้ ที 11)

13 2. ลายทีไม่เป็นรูปเรขาคณิต เป็นลายจาํ พวกพรรณพฤกษาและสตั ว์ ลายประเภทนี ประกอบจากรูปสิงมีชีวิต เช่น ดอกไม้ ใบไม้ และสตั ว์ แบ่งไดด้ งั นี 2.1 ลายทีประกอบขึนจากดอกไมต้ ูม เถาไม้ และดอกไมบ้ าน เช่น ลายชือ Pisang Bali, Kapetan (ลายเสน้ ที 12) 2.2 ลายทีประกอบขึนจากดอกไมต้ ูม ดอกไมบ้ าน ใบไม้ และสัตว์ ชือลาย Pakis, Keksi, Endolendol, Merak Kasimpir (ลายเสน้ ที 13) 2.3 ลายทีประกอบจากพืช สัตว์ และปี กของสัตว์ มีอีกชนิดชือ Lookjan สำนกั หอสมุดกลาง(ลายเสน้ ที 14) 2.4 ลายอีกประเภทจดั อยใู่ นกลมุ่ เดียวกนั ชือ Taman Arum (Tjirebon) ประกอบดว้ ยลายพชื สตั ว์ ภูเขา และหิน (ลายเสน้ ที 15)5 วิธีการทาํ ผา้ ปาเต๊ะ โดยทวั ไปจะนาํ ผา้ มาซกั ให้สะอาดและขึงใหต้ ึง เขียนกรอบลาย และส่วนของผา้ ทีไมต่ อ้ งการยอ้ มดว้ ยขีผงึ ต่อมาจึงยอ้ มสีและตม้ เอาขีผงึ ออก ถา้ ตอ้ งการหลายๆสีก็ ตอ้ งเขียนลายและตม้ หลายครัง ผ้าบาตกิ ในจงั หวดั ภูเกต็ ผา้ บาติกในแถบอนั ดามนั ของประเทศไทย เป็ นบาติกทีมีลกั ษณะทีโดดเด่นสีสัน สวยงามและเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะทีบอกถงึ ดินแดนแห่งทอ้ งทะเล สาํ หรับภเู ก็ต มกี ารสอนบาติกใน สถาบนั การศกึ ษาครังแรกทีสถาบนั ราชภฏั ภูเก็ต โดยการริเริมของอาจารยช์ ูชาติ ระวิจนั ทร์ และ อาจารยส์ มชาย พรหมสุวรรณ ไดท้ ุ่มเทให้กบั บาติกโดยพัฒนาและคิดคน้ เทคนิคใหม่ ๆ จน กลายเป็นลกั ษณะเฉพาะของบาติกภเู ก็ต คือเป็นการนาํ เทคนิคบาติกมาทาํ เป็นงานจิตรกรรมทีเฉียบ ขาดดว้ ยเสน้ และสดใสดว้ ยสีแสง โดยเฉพาะภาพทิวทศั น์ใตท้ อ้ งทะเล ซึงนับไดว้ ่าอาจารยช์ ูชาติ เป็นผนู้ าํ ภาพปะการัง ดอกไมท้ ะเล และหม่ปู ลามาทาํ เป็นงานจิตรกรรมบาติกเป็นครังแรก บาติกภูเก็ตใชว้ ธิ ีการเขียนเทียนดว้ ยอปุ กรณ์ทีเรียกวา่ ปากกาเทียนหรือจนั ติง (Tjanting) และบาติกทีเป็ นลกั ษณะของทีนี คือภาพจิตรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ซึงส่วนใหญ่ก็ไดร้ ับการ ถา่ ยทอดมาจากอาจารยช์ ูชาติ ระวิจนั ทร์ นอกจากนี ผชู้ ่วยศาสตราจารยป์ รัชญา อาภรณ์แห่งภาควิชา อุตสาหกรรมศิลป์ สถาบนั ราชภฏั ภูเก็ต ไดแ้ ต่งหนงั สือเกียวกบั การทาํ ผา้ บาติกและมีการจดั อบรม ใหป้ ระชาชนผสู้ นใจทวั ไป6 5เรืองเดียวกนั , 9. 6ปาณิศรา ชผู ล, บาตกิ ภูเกจ็ ภูเกต็ (2008), เขา้ ถงึ เมอื 25 เมษายน 2557, เขา้ ถึงไดจ้ าก http://www.designer.in.th/artistic-movement/installation.html

14 ปัจจุบนั จงั หวดั ภูเก็ตมคี วามเคลอื นไหวและใหค้ วามสนใจกบั บาติกกนั อยา่ งแพร่หลาย เช่นขา้ ราชการเมืองภเู กต็ ใชช้ ุดประจาํ ถินมีเอกลกั ษณ์เป็นผา้ บาติก ตามโรงเรียนต่างๆ นกั เรียนก็จะ มีการแต่งชุดประจาํ วนั ดว้ ยเสือทีเป็นบาติก ทาํ ใหบ้ าติกภูเกต็ ไดร้ ับการแพร่หลายเป็ นทีรู้จกั กนั มาก ยงิ ขึน บาตกิ สมยั ใหม่ ปัจจุบนั ผา้ บาติกแท้ๆ เป็ นผา้ ทีมีราคาแพงจึงทาํ ให้เกิดการเลียนแบบผา้ บาติกดว้ ย เทคโนโลยสี มยั ใหม่ สามารถทาํ ใหเ้ กิดเทคนิคในการทาํ ลวดลายใหด้ ูคลา้ ยกบั ผา้ บาติก แต่จริงแลว้ สำนกั หอสมุดกลางเป็นการพิมพแ์ บบสกรีนหรือทีนิยมตามทอ้ งตลาด คนไทยรู้จกั ผา้ บาติกในลกั ษณะของ “ผา้ พนั หรือ ผา้ ปาเต๊ะพนั ” โดยเรียกตามวิธีนุ่ง หรือทีเรียกว่า “โสร่ง” ก็มาจากภาษาอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน หมายถึง ผา้ นุ่ง คนในทอ้ งถินภาคใต้ เรียกบาติกว่า “ผา้ ปาเตะ๊ ” หรือ “ผา้ บาเตะ๊ ” ส่วนคนรุ่นเก่าเรียก ผา้ ปาเต๊ะทีไม่ไดผ้ ลิตในประเทศไทยว่า “ผา้ ยาวอ” หรือ “จาวอ” (Java) ซึงหมายถึง ผา้ ชวาและ เรียกชือตามลกั ษณะของผา้ เป็นภาษาพนื เมอื งชายแดนภาคใต้ 4 ชนิด คือ 1.จาวอตูเลส (Java Tulis) ใชเ้ รียกผา้ บาติกทีใชเ้ ทคนิคการเขียนเทียนดว้ ยจนั ติงตลอดทงั ผืน 2.จาวอตูเก (ผา้ ชวากระบอกไม้ ไผ)่ ใชเ้ รียกชือผา้ ปาเตะ๊ ทีมคี ุณภาพดีชนั หนึง เนือดีเบาบาง และผา้ ผืนหนึง ๆ สามารถมว้ นไดเ้ พียง 1 กาํ มอื เท่านนั 3.จาวอบือเละ ซึงหมายความว่า ผา้ พนั ชวา ใชเ้ รียกผา้ บาติกทีมีความยาวตงั แต่ 3.5 – 4 หลา เป็นลกั ษณะของผา้ ทีไม่เป็นตะเขบ็ ผา้ ใหต้ ิดกนั เป็ นถุง แต่ใชว้ ิธีนุ่งแบบพนั รอบตวั บางแห่ง เรียกผา้ ชนิดนีว่า ผา้ บาติกพนั (ผา้ พนั ) 4.จาวอซือแย ผา้ ชวาตราดอกจิก เป็นผา้ นุ่งทีมคี ุณภาพดี มตี รา ดอกจิกเป็ นเครืองหมายการคา้ และเป็ นทีนิยมกนั มากในหมู่ชาวไทยทีมีฐานะดี ชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ รู้จกั การทาํ ผา้ บาติก โดยไดร้ ับเทคนิคมาจากมาเลเซีย ไม่เป็ น ทีนิยมเท่ากบั ผา้ บาติก ส่วนการทาํ ผา้ บาติกของไทยนนั นิยมทาํ กนั เป็ นงานฝี มือหรือทีเรียกว่าบาติก เพน้ ท์ทีเขียนดว้ ยมือ ซึงมีเอกลกั ษณ์แตกต่างกบั ศิลปะบาติกของชาติอืน อีกทงั ลวดลายทีไดจ้ าก รูปทรงของศิลปหตั ถกรรมพนื บา้ น นาํ มาเป็นรูปแบบในการเขียนเป็นลายเสน้ และร่องรอย

15 อทิ ธพิ ลจากธรรมชาตแิ วดล้อม ธรรมชาติกบั มนุษยท์ งั สองส่วนมลี กั ษณะองค์ประกอบทีสัมพนั ธ์เกียวขอ้ งกนั ราวกบั เป็ นสิงเดียวกัน สิงนีมีสาเหตุมาจากมนุษย์มีความผูกพนั และเกียวขอ้ งกับธรรมชาติอยู่เสมอ ธรรมชาติไมใ่ ช่ศลิ ปะ เพราะสิงทีไดร้ ับการยอมรับว่าเป็ นศิลปะจะมีรูปแบบและรูปทรงทีแตกต่าง ไปจากธรรมชาติ โดยเฉพาะศิลปะในสมยั ปัจจุบนั บางลกั ษณะนบั ว่าถอยห่างออกไปจนไม่ไดม้ ี ส่วนทีเป็ นหลกั ฐานของธรรมชาติอย่เู ลย อาทิเช่นงาน สือผสม คอนเซพชวลอาร์ต และมินิมอล อาร์ต เป็นตน้ ศลิ ปะเกิดจากการสร้างสรรคข์ องมนุษย์ แต่ธรรมชาติเป็ นปรากฏการณ์ทีเกิดขึนเอง สำนกั หอสมุดกลางโดยเงือนไขของโลก เกิดมาก็มีอยแู่ ลว้ ธรรมชาตินันจึง หมายถึง สิงต่างๆ ทีกาํ เนิดขึนมาเองตาม สถานที สภาวะ และกาลเวลาทีเหมาะสมดว้ ยระบบ กฎเกณฑ์ ขนั ตอน และวิธีการทีพึงจะเป็นตาม สภาพของสิงนนั ๆ โดยมิไดม้ ีการดดั แปลงต่อเติมเสริมแต่ง หรือช่วยเหลอื ดว้ ยวธิ ีการใด ๆ อนึงความงามในรูปลกั ษณ์ต่างๆ ทีมีในธรรมชาตินนั จึงเป็นสิงบนั ดาลใจให้ศิลปิ นเกิด ความตอ้ งการทีจะแสดงออกมาเป็นผลงานศลิ ปะ การศกึ ษาธรรมชาติกระทาํ ไดท้ งั มมุ กวา้ งขึนอยกู่ บั การรับรู้ ของศิลปิ นเองอนั ส่งผลให้ เกิดรูปแบบของผลงานศิลปะอนั แตกต่างกนั ไปตามยคุ ตามสมยั มีการดดั แปลงตัดทอน เพือให้ ผลงานออกมาเหมาะสมตามความคิดของตนเอง ดงั นนั ศิลปะทีปรากฏจึงมีลกั ษณะเฉพาะตวั ของ ศิลปิ นผสมผสานอยดู่ ว้ ยเสมอ ศิลปะจึงเป็นการถา่ ยทอดอารมณ์ความรู้สึกทีไดร้ ับจากธรรมชาติ จากความสาํ คญั ของธรรมชาติทีมตี ่องานศลิ ปะ และผสู้ ร้างสรรค์งานศิลปะ ธรรมชาติ จึงมคี วามสาํ คญั ในดา้ นต่าง ๆ เช่น เป็นแหลง่ ความรู้อนั สาํ คญั ของศลิ ปะ เป็นแม่แบบทีศิลปิ นนาํ ไป ดดั แปลงให้เกิดเป็ นรูปทรงใหม่ในผลงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ซึงสามารถนาํ ไปดดั แปลงประยกุ ต์ เป็นรูปแบบใหม่ ๆอยา่ งไม่รู้จบสิน ความงามของธรรมชาติทีปรากฏเป็ นแรงกระตุน้ ให้ศิลปิ นเกิด แรงบนั ดาลใจ เกิดจินตนาการสานต่อ อนั เป็ นผลทาํ ให้เกิดความคิดสร้างสรรคใ์ นดา้ นความงาม อนั ปรากฏในงานศิลปะ เป็ นสิงทีสร้างความรืนรมยแ์ ละเบิกบานใจให้แก่ผสู้ ร้างสรรค์งานศิลปะ และผอู้ ืน ศิลปิ นจึงนิยมทีจะพยายามถ่ายทอดความรืนรมยย์ นิ ดีทีปรากฏ โดยบนั ทึกเป็ นภาพตาม ความสามารถดว้ ยวสั ดุทีเหมาะสม7 แสดงออกในรูปแบบการสร้างสรรคผ์ ลงานศิลปะ ทีเกิดจาก การรับรู้ ความคิด จินตนาการ ความรู้สึก ประสบการณ์ และการแสดงออกจนเกิดความงามอนั เกิดจากลวดลายจากธรรมชาติ 7ชลพรรษ แก้วใหม่, “รูปทรงของจินตนาการจากผา้ บาติก” (ศิลปนิพนธ์ปริญญา บณั ฑิต ภาควิชาศิลปไทย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพมิ พ์ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, 2553), 7.

16 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 6 ภาพรังแมงมุม

17 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 7 ภาพรังแมงมมุ ภาพที 8 ภาพชีวติ มด

18 อทิ ธิพลจากประสบการณ์ตรง ประสบการณ์ หมายถึง ความชดั เจนทีเกิดจากการกระทาํ หรื อได้พบเห็นมา และ ประสบการณ์ก็เป็ นสิงทีมีคุณค่าในการเรียนรู้ทุกๆ ดา้ น ประสบการณ์ทีมีผลต่อการสร้างสรรค์ ศลิ ปะมอี ยู่ 2 ลกั ษณะ ดงั นี 1. ประสบการณ์ตรง เป็นประสบการณ์ทีเราไดป้ ะทะหรือสัมผสั ดว้ ยตวั เองไดพ้ บ เอง กระทาํ เอง ไดย้ นิ ไดฟ้ ัง และรู้สึกเอง 2. ประสบการณ์รอง หรือเรียกอีกอย่างหนึงว่า \"ประสบการณ์ทางออ้ ม\" เป็ น สำนกั หอสมุดกลางประสบการณ์ทีไดร้ ับการถา่ ยทอดหรือรับรู้มาอกี ทอดหนึง8 สถานการณ์และประสบการณ์ทีเกียวขอ้ ง ไดแ้ ก่ 1. สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ เช่น บรรยากาศ ทีอยทู่ ีอาศยั เหตุการณ์ต่างๆที เกิดขึนภาพทีปรากฏตามสถานที เวลา ทีมผี ลทาํ ใหเ้ กิดการรับรู้ สามารถสร้างจินตภาพและต่อยอด การทาํ งานศลิ ปะใหแ้ ก่ผทู้ าํ งานศลิ ปะได้ 2. สภาพแวดลอ้ มทางวฒั นธรรม ไดแ้ ก่ ประเพณี วิถีชีวิต อาชีพการทาํ เครืองจกั สาน การทาํ บาติกทีเป็นเอกลกั ษณ์ของทอ้ งถินภาคใต้ ทีก่อใหเ้ กิดประสบการณ์ เป็นตน้ 3. สภาพแวดลอ้ มทางสังคม ไดแ้ ก่ สภาพการณ์หรือบุคคลทีมีผลต่อการแปล ความหมาย เกิดการรับรู้ เช่น ภาวะบุคคลของแต่ละคน อารมณ์ จิตใจ ความเกือกูล ความเป็ นอยู่ ของสิงมชี ีวิต และสภาพการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึน และมีผลกระทบต่อคนใกลต้ วั เช่น เหตุการณ์นาํ ท่วม ทีผา่ นมา ความว่นุ วายของคนเมือง เป็นตน้ จึงทาํ ให้ขา้ พเจา้ รู้สึกผกู พนั เกิดแรงบนั ดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ การ สร้างสรรคง์ านของขา้ พเจา้ เนน้ วธิ ีการทดลองก่อนเป็ นอนั ดบั แรก คือการสนใจในลวดลายของผา้ และวธิ ีการการทาํ ผา้ บาติก เพราะลวดลายของลายผา้ ต่างๆ สามารถนาํ มาแสดงออกทีสัมพนั ธก์ บั สญั ลกั ษณ์ทางความคิด อารมณ์ความรู้สึก สภาวะภายในของขา้ พเจา้ ต่อมาขา้ พเจา้ เริมศึกษาคน้ ควา้ และทดลอง อยา่ งจริงจงั ในช่วงชนั ปริญญาโท เพราะเทคนิควิธีการเหล่านนั เปรียบเสมือนการต่อ ยอดการทาํ งานศิลปะเมือครังปริญญาตรีทีผา่ นมา นาํ ไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์ทีหลากหลาย รูปแบบ เทคนิค และแนวความคิด การดึงเอารากเหงา้ ของตนไปรวมอยู่ในงานศิลปะ ถือเป็ น ธรรมชาติทีมอี ยใู่ นตวั คนทาํ งานศลิ ปะ สิงเหลา่ นนั มผี ลกระทบต่อจิตใจ ถกู ใชใ้ หเ้ ป็นแรงขบั เคลือน สู่การสร้างสรรคง์ านทีเต็มไปดว้ ยจินตนาการทางศลิ ปะเชิงนามธรรม 8ประสบการณ์, เขา้ ถึงเมือ 20 ตุลาคม 2557, เขา้ ถึงไดจ้ ากhttp://th.wikipedia.org/wiki/ ประสบการณ์

19 ภาพที 9 ภาพภมู ทิ ศั น์บา้ นเมืองในประเทศไทยกบั ประเทศเพอื นบา้ น สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 10 ภาพความวนุ่ วายของผคู้ น ภาพที 11 ภาพรวมอิทธิพลจากประสบการณ์ตรง

บทที 3 การกาํ หนดรูปแบบและวธิ กี ารสร้างสรรค์ ในการศึกษาคน้ ควา้ เพือการสร้างสรรคผ์ ลงาน ขา้ พเจา้ ไดส้ ร้างผลงานศิลปะสือผสม โดยใชผ้ า้ เป็นวสั ดุหลกั ความประทบั ใจในความงามของลวดลายผา้ และลกั ษณะพืนผิวของผา้ ต่างๆ สำนกั หอสมุดกลางเช่น ลวดลายบาติกหรือปาเต๊ะ ให้ความหมายถึงถินทีมา วิถีชีวิตวฒั นธรรม ผา้ ลูกไมใ้ ห้ความ หมายถงึ เพศหญิง หรือแมก้ ระทงั ผา้ ต่างๆ ทีใหค้ วามรู้สึกอ่อนโยน เป็ นตน้ แสดงออกในรูปแบบ ของอุดมคติ ทีสอดแทรกเรืองราวของอารมณ์ความรู้สึก ภายใตแ้ นวความคิดทีเกียวกบั ชีวิต และ จินตนาการ แสดงเนือหา วิถีชีวิต ความผูกพนั โดยเน้นถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความงาม ทีมี ความหมายและเอกลกั ษณ์เฉพาะ ขา้ พเจา้ ไดเ้ ลอื กใชผ้ า้ เช่น ผา้ บาติกหรือผา้ ปาเตะ๊ ผา้ ลกู ไม้ ผา้ ใยบวั ผา้ ต่างๆ ผสมผสาน ดว้ ยเทคนิค วิธีการ และจินตนาการอนั เป็ นส่วนตวั ของขา้ พเจา้ ถ่ายทอดรูปแบบงานนามธรรม ลกั ษณะทีบิดเบือนจากความจริง ผา่ นกระบวนการศิลปะแบบสือผสม โดยแสดงออกในแง่มุมของ ความงาม ในการนาํ เสนอตวั ผลงานนนั จะทาํ การติดตงั ดว้ ยวิธีการจดั วาง โดยให้ความสาํ คญั กบั พนื ที และสภาพแวดลอ้ มในบริเวณทีจะติดตงั ผลงานใหม้ ีความสมั พนั ธก์ บั ตวั งาน ขนั ตอนการดาํ เนินการสร้างสรรคเ์ ป็ นหัวใจสาํ คญั เพือใหส้ ามารถสร้างสรรค์ผลงาน ดว้ ยกระบวนการทางศิลปะไดส้ าํ เร็จสมบูรณ์ และมีความสอดคลอ้ งทงั รูปแบบ แนวความคิด อารมณ์ความรู้สึกของศิลปิ น การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะจึงจาํ เป็นทีจะตอ้ งศึกษาคน้ ควา้ และแกไ้ ข้ ปัญหาพร้อม ๆกนั ไป จึงไดก้ าํ หนดรูปแบบและวธิ ีการสร้างสรรคผ์ ลงานเป็นลาํ ดบั ดงั นี วธิ กี ารสร้างสรรค์ผลงานวทิ ยานพิ นธ์ 1. ขอ้ มลู จากสถานทีจริง การสังเกตจากประสบการณ์รอบๆตวั ทีขา้ พเจา้ ไดร้ ับจาก สภาพแวดลอ้ ม และวิถชี ีวิตชาวใต้ รวมไปถงึ อทิ ธิพลทางสงั คมวฒั นธรรม และสภาพแวดลอ้ มของ แต่ละพืนถิน รวมไปถึงขอ้ มูลทีไดจ้ ากการศึกษารูปร่าง รูปทรง จากเครืองมือ ลวดลายเครืองใช้ ต่างๆ ทีเกียวขอ้ งกบั การสร้างสรรค์ ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและมคี วามหมายต่อความทรงจาํ ของ ขา้ พเจา้ เพือใชเ้ ป็นสือในการแสดงออกอยา่ งเหมาะสม ตรงกบั คุณสมบตั ิและความมุ่งหมาย 2. ขอ้ มลู ทีไดจ้ ากการรวบรวมเอกสาร หนงั สือ และอนิ เตอร์เน็ต เช่น หนังสือเกียวกบั ลวดลายต่างๆ หนงั สือเกียวกบั ผา้ ทอ้ งถิน หนงั สือบาติก หนังสือเกียวกบั วฒั นธรรมภาคใต้ และ 20

21 หนงั สือเกียวกบั วฒั นธรรมทอ้ งถิน ทีมีความสาํ คญั กบั ชีวติ และแนวทางวิธีการสร้างสรรค์ รวมทงั วเิ คราะหร์ ูปแบบเฉพาะ จุดประสงคส์ าํ คญั คือ การศึกษาเทคนิค วิธีการนาํ เสนออนั หลากหลายให้ มากขึน จนเกิดความเขา้ ใจในเทคนิควธิ ีการการทาํ ลายผา้ บาติกตามทีขา้ พเจา้ ตอ้ งการ เพือนาํ มาใช้ ในกระบวนการสร้างสรรค์ และนาํ มาพฒั นาต่อยอดทางดา้ นความคิด เทคนิควิธีการทีมีอยใู่ หเ้ กิด ประสิทธิผลมากยงิ ขึน 3. การศึกษาคน้ ควา้ และการรวบรวมวสั ดุอุปกรณ์ ในการสร้างสรรค์ผลงานจะเป็ น วสั ดุทีมคี วามหมายเกียวเนืองกบั เนือหาสาระทีทาํ การศึกษา วิถีชีวิตชาวใต้ อาทิเช่น การทาํ เครืองจกั สำนกั หอสมุดกลางสาน การทาํ บาติก เป็นตน้ เป็นวสั ดุทีทาํ ใหเ้ กิดจินตนาการเชือมโยงสู่แนวความคิด เพือถ่ายทอด อารมณ์ความรู้สึก และสามารถนาํ มาสร้างสรรค์เป็ นผลงานได้ โดยคดั เลือกวสั ดุทีมีความหมายต่อ แนวทางการสร้างสรรค์ และทีเหมาะสมกบั ชินงานในแต่ละชิน การสร้างสรรค์ผลงานวทิ ยานพิ นธ์ การสร้างสรรคผ์ ลงานวิทยานิพนธ์ มี 2 วิธีการดว้ ยกนั คือการนาํ ผา้ มาเขียนเทียนดว้ ย วิธีการบาติก ซึงเป็ นลายเฉพาะตน ต่อมามีการเลือกสรรผา้ ทีมีสีสัน และลวดลายเฉพาะ นาํ มา สร้างสรรคด์ ว้ ยวิธีการตดั เยบ็ ขยายเป็นผลงานจริง โดยอาศยั โครงสร้างและส่วนประกอบทีสาํ คญั ของแบบร่างคร่าวๆ หลงั จากนนั ปลอ่ ยใหจ้ ินตนาการกบั ความคิดฝัน มีอิสระของการแสดงออก ทงั ความคิดและอารมณ์ความรู้สึก สร้างสรรค์อย่างอตั โนมตั ิตามการสังการของสิงเร้าภายใน ดว้ ย เทคนิควิธีการ และปล่อยให้วสั ดุอุปกรณ์ต่างๆทีไดท้ าํ การศึกษาค้นควา้ และรวบรวมมาสาํ หรับ สร้างสรรคเ์ ป็นตวั นาํ ความคิด และไหลเลือนไปตามจินตนาการโดยคาํ นึงถึงเนือหาเรืองราว และ อารมณ์ความรู้สึกทีตอ้ งการสือความหมายประสานเชือมโยงกนั กบั ทุกกระบวนการวิธี เพือให้เกิด ความสมั พนั ธก์ นั อยา่ งสมบรู ณ์ นนั คือ การบรรลุถึงจุดมุ่งหมายทางแนวความคิด อุปกรณ์ทใี ช้ในการสร้างสรรค์ ผา้ ต่างๆ เช่น ผา้ บาติกทีทาํ ลายขึนมาเอง ผา้ ปาเต๊ะสาํ เร็จรูป ผา้ ลายลกู ไม้ ผา้ ลายตา ข่าย ผา้ ใยบวั และผา้ ทีมีพืนผวิ หลากหลาย เป็นตน้ อปุ กรณ์ในการทาํ บาติก ไดแ้ ก่ 1. ผา้ ป่ านมสั ลิน 2. จนั ติง เป็นเครืองมือสาํ หรับใชเ้ ขียนเทียนลงบนผา้ 3. เทียนขีผงึ 4. แปรงหรือพ่กู นั ใชส้ าํ หรับระบายสี

22 5. กรอบไม้ ใชส้ าํ หรับขึงหรือยดึ ผา้ ใหต้ ึง 6. ภาชนะตม้ เทียน ใชภ้ าชนะทีเป็นโลหะ เช่น อะลมู ิเนียม เหล็ก ทองแดง สแตน เลส ควรเป็นภาชนะทีเก็บความร้อนไดด้ ี 7. เตาตม้ เทียน 8. กระทะหรือหมอ้ ตม้ ผา้ ควรมีขนาดใหญ่พอสมควร และควรมี 2 ใบ ทงั นีเพือ ความสะดวกในการลอกเทียน 9. ถงั ใชส้ าํ หรับการซกั ผา้ หลงั จากทีระบายสีเสร็จเรียบร้อยแลว้ และวางทิงไวใ้ ห้ สำนกั หอสมุดกลางสีทีระบายแหง้ สนิทแลว้ นาํ ไปเคลือบนาํ ยากนั สีตก 10.นาํ ยากนั สีตก (โซเดียมซิลเิ กต) อุปกรณ์การตดั เยบ็ ไดแ้ ก่ ใยสงั เคราะห์ เขม็ ดา้ ย ลวดอลมู ิเนียม จกั รเยบ็ ผา้ กรรไกร ทัศนธาตทุ ใี ช้ในการสร้างสรรค์ผลงานวทิ ยานพิ นธ์ การสร้างสรรค์อาจกระทาํ ไดด้ ว้ ยการใชว้ สั ดุเป็ นสือ ดว้ ยการเลือกสรรเพิมเติม ตดั ทอน หรือแปรสภาพของวสั ดุใหเ้ ป็นรูปทรง ทีสามารถเป็นสือแสดงความหมาย ซึงไดแ้ ก่ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด หรือจินตนาการของผสู้ ร้าง กระทาํ ไดด้ ว้ ยการใชร้ ูปทรงทีสร้างขึนเองจากการ ประสานกนั ของทศั นธาตุ เสน้ สี นาํ หนกั เพือแสดงอารมณ์ ความรู้สึกตามธรรมชาติของสภาวะ ภายใน ในผลงานการสร้างสรรคง์ านสือผสม ขา้ พเจา้ ไดค้ น้ หา กระบวนการสร้างงาน เพอื สือ แทนอารมณ์ จินตนาการ ความรู้สึก ทีสมั พนั ธก์ บั ชีวติ โดยไดค้ ลีคลายตดั ทอนรูปทรง ของตน้ ไม้ พืชพนั ธุ์ สัตว์ สิงมีชีวิต หรื อแมก้ ระทงั ทีอยู่อาศยั ของสิงมีชีวิตต่างๆ ตามจินตนาการ ให้มี ความหมายในตวั เอง มีความหมายเฉพาะตวั สืออารมณ์ตามความรู้สึก และจินตนาการ ทีขา้ พเจา้ ตอ้ งการ องค์ประกอบทางศิลปะ เป็ นหลกั สําคญั สาํ หรับผสู้ ร้างสรรค์ และผศู้ ึกษางานศิลปะ เนืองจากผลงานศิลปะใดๆกต็ ามลว้ นมคี ุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางดา้ นรูปทรง และคุณค่า ทางดา้ นเนือหา คุณค่าทางดา้ นรูปทรง เกิดจากการนาํ เอาองคป์ ระกอบต่างๆของศิลปะอนั ไดแ้ ก่ เสน้ สี แสงและเงา รูปร่าง รูปทรง พนื ผวิ ฯลฯ มาจดั เขา้ ดว้ ยกนั เพือให้เกิดความงาม ซึงแนวทางในการ นาํ องคป์ ระกอบต่างๆมาจดั รวมกนั นนั เรียกว่า การจดั องคป์ ระกอบศิลป์ (Art Composition) โดยมี หลกั การจดั ตามทีจะกล่าวต่อไป อีกคุณค่าหนึงของงานศิลปะ คือ คุณค่าทางดา้ นเนือหา เป็ น เรืองราวหรือสาระของผลงานทีศิลปิ นผสู้ ร้างสรรคต์ อ้ งการทีจะแสดงออกมาใหผ้ ชู้ มไดส้ มั ผสั รับรู้

23 โดยอาศยั รูปลกั ษณะทีเกิดจากการจดั องคป์ ระกอบศิลป์ นนั เอง หรืออาจกล่าวไดว้ ่าศิลปิ นนาํ เสนอ เนือหา เรืองราว ผา่ นรูปลกั ษณะทีเกิดจากการความประสานกลืมกลนขององคป์ ระกอบทางศิลปะ ถา้ องคป์ ระกอบ ทีไม่สมั พนั ธก์ บั เนือหาเรืองราวทีนาํ เสนองานศิลปะนนั กจ็ ะขาดคุณคา่ ทางความกลมกลืนไป ดงั นนั องค์ประกอบศิลป์ จึงมีความสาํ คญั ในการสร้างสรรคง์ านศิลปะเป็ น อยา่ งยงิ เพราะจะทาํ ใหง้ านศลิ ปะทรงคุณค่าทางความงาม และความเป็นศลิ ปะอยา่ งสมบรู ณ์ 1. รูปทรง เป็ นส่วนประกอบสาํ คญั ทีสุดในผลงานการสร้างสรรค์ของขา้ พเจา้ ซึงมาจาก สำนกั หอสมุดกลางภาพลกั ษณ์ของตวั วตั ถุ วสั ดุ สิงของ ทีมาจากธรรมชาติแวดลอ้ มทีขา้ พเจา้ คุน้ เคย โดยกาํ หนดรูปทรง ขนาดต่างกนั ตามความหมายของสิงทีตอ้ งการสือความหมาย รูปทรงหลกั รูปทรงรอง และรูปทรง ย่อย จะเป็ นรูปทรงทีแสดงรายละเอียดของผลงาน กระจดั กระจ่ายตวั อย่โู ดยรอบ มีลกั ษณะเป็ น รูปทรงทีแสดงเรืองราวผสมผสานกบั จินตนาการ โดยมีการนาํ รูปทรงเหลา่ นนั มาตดั ทอน ดดั แปลง ใหต้ รงกบั ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกภายในทีสมั พนั ธก์ นั 2. เสน้ เสน้ เป็นทศั นธาตุทีมีความสาํ คญั มากเพราะเสน้ ทีเกิดขึนในผลงาน เป็ นเส้นทีถกู สร้างขึนจากกระบวนการทางเทคนิค เกิดจากการตดั เยบ็ มดั สาน ถกั รวมกนั ระหว่างวสั ดุเพอื ใหเ้ กิด โครงสร้าง รูปทรง นาํ หนกั ทีสาํ คญั คือสร้างความกลมกลืน ให้ตวั รูปทรงมีความเด่นชดั มากขึน และเป็นตวั กาํ หนดเนือหาของงานใหม้ เี อกภาพ สร้างความเคลือนไหวและใชเ้ ป็ นตวั เชือมโยงให้มี ความต่อเนืองกนั ในผลงาน โดยสามารถรับรู้ไดท้ างความรู้สึก 3. สีและนาํ หนกั การใช้สีเป็ นส่วนประกอบทีสําคัญ ในการสร้างสรรค์ผลงาน มีการกาํ หนด โครงสร้างของสี ซึงจะช่วยทาํ ใหง้ านมีจงั หวะ และมีมติ ิทบั ซอ้ นกนั เกิดบรรยากาศทีพึงพอใจ ทาํ ใหเ้ กิดความรู้สึกเฉพาะตวั ทีน่าสนใจ ความผสานกลมกลนื กนั ของสีในวสั ดุ และโครงสีทีเกิดจาก การเลือกสรรวสั ดุทีนาํ มาสร้างสรรค์ แสดงถึงความลึกลบั และเป็ นสีเดิมทีปรากฏอยใู่ นตวั วสั ดุ เป็ นสีทีแสดงออกถึงลกั ษณะเฉพาะ มาผสมผสานกบั สีคู่ตรงขา้ มทีปรากฏกระจดั กระจายอยใู่ น รายละเอียดของผลงาน ซึงเกิดจากความประสานกลมกลืน และส่งเสริมกนั ใหเ้ กิดเป็นจุดเด่น ขา้ พเจา้ จึงเลือกสรรผา้ ทีมีสีสันทีหลากหลายเพือมาผสานรวมกนั แลว้ ทาํ ใหเ้ กิด นาํ หนกั และสีสนั ทีสวยงาม ช่วยทาํ ใหง้ านมีจงั หวะ และมีมิติทบั ซอ้ นกนั เกิดรูปทรง สี บรรยากาศที พงึ พอใจ ทาํ ใหเ้ กิดความรู้สึกเฉพาะตวั ทีน่าสนใจ

24 4. ลกั ษณะพนื ผวิ พืนผิวเกิดจากตวั วสั ดุผา้ ต่างๆ ทีมีลกั ษณะพืนผิว ลวดลายทีแตกต่างกนั เช่น ผา้ ลกู ไม้ ผา้ ตาข่าย ผา้ ใยบวั ผา้ บาเต๊ะเฉพาะถิน และผา้ บาติกทีเกิดจากกระบวนการการเขียนเทียน ทาํ ให้เกิดลวดลายเฉพาะ เป็ นสิงหนึงทีจะเสริมสร้างความงามและความน่าสนใจ กระบวนการ เหลา่ นียงั แฝงและสอดแทรกนยั ยะทางความคิดไวด้ ว้ ย 5. ทีว่าง สำนกั หอสมุดกลางพืนทีว่างทีมีอย่ใู นชินผลงานเป็นส่วนหนึงทีทาํ ใหร้ ูปทรงดูเด่นชดั ขึน พืนทีว่าง ประกอบดว้ ย 5.1 พืนทีวา่ งในรูปทรงรองและรูปทรงยอ่ ย เกิดจากการขดงอของการถกั กนั ภายใน ของเสน้ ทีเกิดช่องว่างในรูปทรง 5.2 พนื ทีว่างเกิดจากการจดั วาง โดยการวางจงั หวะ เกิดกลุ่มกอ้ นของรูปทรงกลุ่ม และเดียว ใหเ้ ป็นไปตามเรืองราวทีจะนาํ เสนอ โดยพืนทีว่างจะผนั แปรไปตามขนาด และลกั ษณะ ของเสน้ ในงาน ทาํ ใหเ้ กิดพลงั ความเคลือนไหวอยา่ งต่อเนืองกบั รูปทรงของแต่ละรูปทรง และสร้าง ความผสานกลมกลืนกันของตัวผลงาน ส่วนพืนทีว่างสําหรับการนําชินผลงานมาจัดวางมี ความสาํ คญั เป็ นอยา่ งมาก เพราะพืนทีเป็ นตวั กาํ หนดตาํ แหน่งของตวั ผลงานโดยอาศยั การทาํ งาน ของพืนทีวา่ ง ก่อใหเ้ กิดพลงั และจงั หวะการเคลือนไหวอยา่ งเป็นเอกภาพ ซึงมผี ลต่อการมอง การซึม ซบั และการเขา้ มาสมั ผสั กบั ตวั ผลงาน เทคนิควธิ กี ารสร้างสรรค์ผลงานวทิ ยานพิ นธ์ การสร้างสรรคผ์ ลงานวทิ ยานิพนธข์ องขา้ พเจา้ เทคนิควิธีการถือว่ามีความสาํ คญั อย่าง ยงิ สาํ หรับการสร้างสรรคผ์ ลงาน เพราะเทคนิควิธีการเป็นตวั ประกอบกนั ขึนของรูปทรงทีทาํ ให้งาน เกิดความสมบรู ณ์ดว้ ยเนือหา และการรวมตวั กนั ของทศั นธาตุต่างๆ โดยแสดงใหเ้ ห็นถึงเทคนิคที เป็นลกั ษณะพเิ ศษเฉพาะตน ซึงแบ่งลกั ษณะของการสร้างสรรคต์ ามลาํ ดบั ขนั ตอนดงั ต่อไปนี ขนั ตอนการเตรียมงาน เก็บรวบรวมขอ้ มลู ต่างๆทีไดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้ ทงั หมดมาผสมผสานกบั จินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก นาํ มากาํ หนดรูปแบบในการสร้างสรรคผ์ ลงานผา่ นตวั วสั ดุ

25 ขนั ตอนการเลอื กสรรวสั ดุอุปกรณ์ เลอื กสรรผา้ ทีมีลวดลายเฉพาะและน่าสนใจ เพือใช้ สือความหมาย เรืองราว เพือตอ้ งการนาํ เสนอและกระตุน้ ความรู้สึกทีตอ้ งการแสดงออก ขันตอนทางเทคนิคในการสร้างสรรค์ ขนั ตอนทางเทคนิคมี 2 กระบวนการคือ 1. เทคนิคการทาํ ผา้ บาติก และการมดั ยอ้ มดว้ ยตนเอง เพือให้เกิดลวดลายผา้ ตามที ตนเองตอ้ งการ ขา้ พเจา้ จึงใชเ้ ทคนิคบาติกมาเป็นส่วนหนึงในงาน เพอื ตอบสนองตามความตอ้ งการ ของตน สำนกั หอสมุดกลาง2. เทคนิคการตดั เยบ็ มดั สาน ถกั เมือไดผ้ า้ ต่างๆ ตามทีตนเองตอ้ งการแลว้ นาํ มาตดั เย็บตามรูปแบบทีตอ้ งการ และนํามาทาํ การอดั ใยสังเคราะห์ แลว้ นํามามดั สาน ถกั ผสมผสาน รวมกนั ตามจินตนาการทีตอ้ งการ ขนั ตอนการนําเสนอและตดิ ตงั ผลงาน ขัน ต อน ใน ก าร นําเ สน อและ ติ ด ตังผลง าน นับว่ ามี ค ว ามสํา คัญ มาก ขัน ต อน หนึ ง เนืองจากตวั ชินงานมกี ารกระจายและแผข่ ยาย มีทงั รูปทรงหลกั และรูปทรงรอง และเส้นทีเกิดจาก การผสานกนั ของตวั วสั ดุ และแปรผนั ได้ จึงตอ้ งอาศยั วิธีการนาํ เสนอใหช้ ดั เจน พืนทีติดตงั งาน นบั เป็นปัญหาหนีง ทีตอ้ งหาวิธีแกไ้ ข และปรับปรุงอยา่ งต่อเนือง โดยขา้ พเจา้ ใชว้ ิธีการจดั วางโดย การประกอบกนั ของตวั วสั ดุ ทีมโี ครงสร้างรูปแบบ มีการจดั วางตามหลกั องคป์ ระกอบ แสดงจงั หวะลีลาและลกั ษณะความเคลือนไหวทีสมั พนั ธก์ นั ทวั ทงั พืนที รวมทงั การ เพิมจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกในผลงาน เพือให้เชือมโยงและประสานกลมกลืนกัน ผสมผสานกบั จินตนาการ ใหเ้ หมือนกบั วิถีชีวิต ความผกู พนั เพือเพิมอารมณ์ความรู้สึก ซึงผชู้ ม สามารถเขา้ ไปสัมผสั กบั ผลงานได้อย่างใกลช้ ิด เกิดส่วนร่วมระหว่างผชู้ มกบั ผลงาน ทาํ ใหผ้ ชู้ ม กลายเป็นส่วนหนึงของงานไปดว้ ย

26 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 12 ภาพสเก็ตภาพร่างลายเสน้ ภาพที 13 ภาพสเกต็ ภาพร่างก่อนเขียนเทียนลงบนผา้

27 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 14 ภาพผา้ ทีใชท้ าํ ผา้ บาติก ในปัจจุบนั นิยมใชท้ งั ผา้ ชนิดเนือบางจนถึงเนือหนาขึนอยกู่ บั ความตอ้ งการของผทู้ าํ ไดแ้ ก่ ผา้ ป่ านมสั ลนิ ผา้ ซนั ฟอร์ไรด์ ผา้ ลนิ ิน ผา้ ไหม ผา้ แพรเยอื ไม้ เป็นตน้ ภาพที 15 ภาพสีบาติก มแี บบสาํ เร็จรูปสามารถใชไ้ ดเ้ ลย และแบบเป็นผงมาผสมนาํ ก่อนใช้

28 สำนกั หอสมุดกลางภาพที 16 ภาพเทียนบาติก เทียนทีใชเ้ ขียนผา้ ประกอบดว้ ยขีผงึ หรือเทียนทีผสมพาราฟี น อาจใชเ้ ทียนผสมสาํ เร็จ ทีมจี าํ หน่ายอยทู่ วั ไปกไ็ ด้ ภาพที 17 ภาพปากกาเขยี นเทียน (JANTING) เป็นเครืองมอื สาํ หรับใชเ้ ขียนลวดลายเทียนลงบนผา้ มขี นาดแตกต่างกนั ทงั เสน้ เลก็ เสน้ กลาง และเสน้ ใหญ่

29 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 18 ภาพกรอบไม้ เป็นกรอบไมส้ ีเหลยี มมหี ลายลกั ษณะ ใชส้ าํ หรับขึงผา้ เขียนเทียน ภาพที 19 ภาพพกู่ นั ระบายสี ใชส้ าํ หรับระบายสีใชไ้ ดท้ งั แบบกลมและแบน

30 ภาพที 20 ภาพภาชนะผสสมสำี นกั หอสมุดกลาง อาจใชถ้ ว้ ยพลาสติก ถว้ ยแกว้ ถว้ ยสแตนเลส แลว้ แต่ตอ้ งการ ภาพที 21 ภาพโซเดียมซิลเิ กรต ใชส้ าํ หรับทาบนผา้ เพอื ใหส้ ีติดทนนาน ซึงควรผสมกบั นาํ เพอื ใหไ้ ม่หนืดจนเกินไป

31 สำนกั หอสมุดกลางภาพที 22 ภาพขนั ตอนการเขียนเทียนลงบนผา้ ภาพที 23 ภาพขนั ตอนการเขียนเทียนลงบนผา้ ภาพที 24 ภาพขนั ตอนการลงสีบนผา้ เตรียมไวส้ าํ หรับการตดั เยบ็ ในชินต่อๆไป

32 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 25 ภาพขนั ตอนการลงสีบนผา้ เตรียมไวส้ าํ หรับการตดั เยบ็ ในชินต่อๆไป ภาพที 26 ภาพขนั ตอนการลงสีบนผา้ เตรียมไวส้ าํ หรับการตดั เยบ็ ในชินต่อๆไป

33 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 27 ภาพผา้ บาติกหลงั จากตม้ เทียนออก ภาพที 28 ภาพผา้ บาติกหลงั จากตม้ เทียนออก

34 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 29 ภาพสเกต็ ก่อนขึนงานจริง

35 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 30 ภาพขนั ตอนการอดั ใยสงั เคราะห์ ภาพที 31 ภาพขนั ตอนการอดั ใยสงั เคราะหข์ นั ตอนการประกอบโครงสร้างผลงาน

36 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 32 ภาพขนั ตอนการประกอบโครงสร้างผลงาน

37 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 33 ภาพขนั ตอนการประกอบโครงสร้างผลงาน

38 สำนกั หอสมุดกลาง ภาพที 34 ภาพขนั ตอนการติดตงั จดั วางผลงาน

บทที 4 การสร้างสรรค์และการพฒั นาผลงานวทิ ยานพิ นธ์ จากการทาํ งานอยา่ งต่อเนืองของขา้ พเจา้ ทาํ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ถงึ วธิ ีการสร้างสรรคท์ ีเป็ น ระบบมากยงิ ขึน เขา้ ใจถงึ การเลอื กสรรเทคนิคต่างๆ ทีสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของตนเอง การ สำนกั หอสมุดกลางสร้างอารมณ์ความรู้สึกเพือถ่ายทอดสู่ผลงานศลิ ปะ นอกจากนีขา้ พเจา้ ยงั คน้ พบคุณสมบตั ิต่างๆ ของ วสั ดุทีนาํ มาใชซ้ ึงมีคุณสมบตั ิทีแตกต่างกนั ออกไป เช่น ผา้ ทีมพี นื ผิว และมีลวดลายเฉพาะ บอกเล่า เรืองราวถินทีมาทีแตกต่างกนั สมั ผสั ไดถ้ ึงความรู้สึกและเกิดจินตนาการสานต่อ การสร้างสรรค์ ผลงานแบบวสั ดุผสมสามารถเห็นถงึ พฒั นาการ ของแนวคิดและรูปแบบดงั นี ในการสร้างสรรค์ผลงานวิทยานิพนธ์ “ แรงบนั ดาลใจจากบาติก ” ชุดนีเป็ นการ สร้างสรรคผ์ ลงาน โดยมีการศึกษาคน้ ควา้ การสร้างสรรค์ทีมีลกั ษณะเฉพาะตนโดยอาศยั รูปแบบ และวิธีการสร้างสรรคจ์ ากความบนั ดาลใจทีไดร้ ับจากประสบการณ์ ความอยากรู้อยากทดลอง ซึง ขา้ พเจา้ ไดถ้ ่ายทอดผ่านผลงานการสร้างสรรค์ ด้วยการนาํ เทคนิคบาติกมาเป็ นส่วนหนึงในการ ทาํ งาน ทีให้ความสัมพนั ธ์กบั แนวความคิด มาเป็ นสือในการแสดงทางอารมณ์ ความรู้สึก และ จินตนาการส่วนตวั ทีมีต่อสภาวะสิงเร้าภายในของขา้ พเจา้ ลว้ นมาจากประสบการณ์ ทีมีความ ผกู พนั ต่อชีวติ ท่ามกลางธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มทงั ในเมือง และชนบท ทงั วฒั นธรรม ทีแสดง ถึง ความงานทีซ่อนเร้นในวสั ดุ ระหว่างการสร้างสรรค์ได้รับประสบปัญหาทีต้องการหา กระบวนการแกไ้ ข ปรับปรุง และพฒั นาการสร้างสรรคผ์ ลงานส่วนรวมใหม้ ีเอกภาพ เพือให้ไดผ้ ล ตรงตามความรู้สึกทีตอ้ งการถา่ ยทอด โดยมกี ารดาํ เนินงานและพฒั นาผลงานตามระยะเวลาดงั นี การสร้างสรรค์และพฒั นาก่อนผลงานวทิ ยานิพนธ์ในระยะแรก เป็ นผลงานการศึกษาและทดลองทางเทคนิค สืบต่อจากระดบั ปริญญาตรีเพือคน้ หา ลกั ษณะพิเศษเฉพาะ คน้ หาความเป็ นไปของตนเองโดยเนน้ แนวทางการทดลองทางสือวสั ดุมา ตลอด ขา้ พเจา้ มีการพฒั นาแนวความคิด รูปแบบและวิธีการนาํ เสนอ ในการแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึกส่วนตวั รวมถึงการไดท้ ดลองถึงเทคนิคกระบวนการทีใหค้ วามหมายต่อการแสดงออก ผลงานในระยะนีอารมณ์ความรู้สึกจะเป็นตวั นาํ ไปสู่การแสดงออก ซึงเป็ นความรู้สึกของความคิด ความผกู พนั จิตสาํ นึก และจิตกึงไร้สาํ นึก ทีเกิดจากภาพความทรงจาํ ต่อวิถีทีเคยสมั ผสั มา ตงั แต่อดีต จนถึงปัจจุบนั ปรับเปลยี นเป็นพลงั และแรงผลกั ดนั ในการสร้างสรรค์ ผา่ นกระบวนสร้างสรรคแ์ บบ 39


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook