Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2553-04-21 อุปมา อุปไมย

2553-04-21 อุปมา อุปไมย

Published by Chalermkiat Deesom, 2020-08-19 23:58:04

Description: 2553-04-21 อุปมา อุปไมย

Search

Read the Text Version

พุทธวจน ๔๕ แรก, กน็ อ มจติ ไปเฉพาะตอจุตปู ปาตญาณ ฯลฯ เปน การทาํ ลายเปลือกฟองไขข องลูกไกอ อกจากฟองไขค ร้ังที่สอง, กน็ อมจิตไปเฉพาะตออาสวกั ขยญาณ ฯลฯเปนการทําลายเปลอื กฟองไขข องลกู ไกออกจากฟองไขค รง้ั ทสี่ าม, ดงั น.้ี มหาวภิ งั ค วินยั ปฎก ๑/๕/๓ หมด “อาหาร” กน็ ิพพาน ภิกษทุ ั้งหลาย ! ถาไมม ีราคะ ไมม นี นั ทิ ไมมีตัณหา ใน อาหารคือคาํ ขาว กด็ ี ใน อาหารคอื ผัสสะ กด็ ี ใน อาหารคอื มโนสญั เจตนา กด็ ี ใน อาหารคือวญิ ญาณ กด็ ี แลว ไซร, วญิ ญาณก็เปน สิ่งทีต่ งั้ อยูไ มไ ด เจริญงอกงามอยู ไมไดในส่งิ นน้ั ๆ. วิญญาณตั้งอยไู มได เจรญิ งอกงามอยูไมได ในทใ่ี ด, การกาวลงแหง นามรปู ยอ มไมมี ในทนี่ นั้ ; การกาวลงแหง นามรูปไมมใี นทใ่ี ด, ความเจรญิ แหงสังขารทงั้ หลาย ยอมไมม ีในท่นี ัน้ ; ความเจริญแหงสงั ขาร ทัง้ หลาย ไมม ใี นทใี่ ด, การบังเกดิ ในภพใหมต อไป ยอ มไมม ใี นท่ีนนั้ ; การบงั เกดิ ในภพใหมต อ ไป ไมมใี นทใี่ ด, ชาติชราและมรณะตอไป ยอ มไมม ใี นทีน่ น้ั ; ชาตชิ ราและมรณะตอไป ไมมใี นทใ่ี ด, ภิกษุทงั้ หลาย ! เราเรยี ก “ท่ี” นน้ั วา เปน “ท่ีไมโศก ไมมีธลุ ี และไมมคี วามคบั แคน” ดังน้.ี ภิกษทุ ั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเรอื นยอด หรอื ศาลาเรือนยอด ทตี่ ัง้ อยทู างทิศเหนอื หรอื ใตก ต็ าม เปน เรือนมีหนาตางทางทิศตะวนั ออก. คร้นั ดวงอาทิตยขึ้นมา แสงสวางแหง ดวงอาทิตยสอ งเขา ไปทางชอ งหนาตางแลว จักต้งั อยทู ี่สว นไหนแหงเรอื นนั้นเลา ? “ขาแตพ ระองคผเู จริญ ! แสงสวา งแหง ดวงอาทติ ย จกั ปรากฏทฝ่ี าเรือนขา งในดา นทศิ ตะวนั ตก พระเจา ขา !” ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ถา ฝาเรอื นทางทิศตะวนั ตกไมม ีเลา แสงแหงดวงอาทติ ยนน้ั จักปรากฏอยูท ่ีไหน? “ขาแตพ ระองคผเู จริญ ! แสงสวา งแหงดวงอาทิตยนั้น จกั ปรากฏทพ่ี ้ืนดิน พระเจา ขา !” ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ถาพืน้ ดินไมม เี ลา แสงสวางแหง ดวงอาทติ ยนน้ั จักปรากฏท่ีไหน ? “ขา แตพ ระองคผูเ จรญิ ! แสงสวา งแหงดวงอาทิตยนัน้ จกั ปรากฏในนา้ํ พระเจาขา !” ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! ถานํ้าไมมีเลา แสงสวา งแหง ดวงอาทติ ยน้นั จกั ปรากฏท่ไี หนอีก ? “ขาแตพระองคผูเจริญ ! แสงสวา งแหง ดวงอาทิตยน้ัน ยอ มเปนสงิ่ ท่ีไมปรากฏแลว พระเจา ขา !” ภิกษุทง้ั หลาย ! ฉนั ใดก็ฉันน้ันแล : ถาไมม ีราคะ ไมม นี นั ทิ ไมม ตี ัณหา ในอาหารคอื คําขาวก็ดี ใน อาหารคอื ผสั สะกด็ ี ในอาหารคือมโนสัญเจตนากด็ ี ในอาหารคือวญิ ญาณกด็ ี แลว ไซร, วญิ ญาณก็เปน สง่ิ ท่ีตัง้ อยู ไมได เจริญงอกงามอยูไมไ ด ในอาหารคอื คําขาว เปนตน น้ันๆ. วิญญาณตัง้ อยไู มไ ด เจริญงอกงามอยูไมไ ด ในที่ ใด, การกาวลงแหง นามรปู ยอมไมม ใี นทน่ี นั้ ; การกาวลงแหง นามรปู ไมมใี นทใ่ี ด, ความเจริญแหง สงั ขารท้ัง หลายยอ มไมมใี นทนี่ ั้น; ความเจริญแหง สังขารท้งั หลายไมม ใี นทใ่ี ด, การบังเกดิ ในภพใหมตอไป ยอ มไมม ีในทนี่ ้ัน; การบงั เกิดในภพใหมตอไป ไมมใี นที่ใด, ชาตชิ ราและมรณะตอ ไป ยอ มไมม ีในทนี่ ัน้ ; ชาตชิ รามรณะตอ ไป ไมม ี ในทีใ่ ด, ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เราเรยี ก “ท”ี่ นน้ั วาเปน “ท่ีไมโศก ไมม ีธุลี และไมม คี วามคบั แคน ” ดังน้.ี - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๔-๑๒๕/๒๔๘-๒๔๙.

วาดว ย บทอุปมา อปุ ไมย ๔๖ มรณกาล สตั วท งั้ ปวง ทง้ั ทีเ่ ปน คนหนุม คนแก, ทงั้ ท่เี ปน คนพาลและบณั ฑิต, ทัง้ ทม่ี ่งั มี และยากจน ลว นแตมคี วาม ตายเปน ทไ่ี ปถงึ ในเบ้อื งหนา . เปรียบเหมอื นภาชนะดนิ ทช่ี า งหมอปนแลว ท้ังเล็กและใหญ ทัง้ ท่ีสกุ แลว และยงั ดบิ ลว นแตมกี ารแตกทําลายเปนทสี่ ดุ ฉนั ใด ; ชีวติ แหงสตั วท ้ังหลายก็มคี วามตายเปนเบ้ืองหนา ฉันนน้ั . วยั ของเรา แกหงอ มแลว ชวี ิตของเราริบหร่แี ลว , เราจักละพวกเธอไป. สรณะของตวั เองเราไดท ําไวแลว . ภิกษทุ งั้ หลาย ! พวกเธอจงเปนผูไมประมาท มีสติ มศี ีล เปนอยางดี มีความดําริอนั ตงั้ ไวแ ลว ดว ยดี ตามรกั ษาซึง่ จิตของตนเถิด. ในธรรมวินยั นี้, ภิกษุใดเปน ผไู มป ระมาทแลว จกั ละชาตสิ งสาร ทาํ ท่สี ุดแหงทกุ ขไ ด. - มหาปรินิพพานสตู ร มหา.ท.ี ๑๐/๑๓๙/๑๐๖ สมณะแกลบ ภิกษุ ท.! พวกเธอทง้ั หลาย จงขบั บคุ คลน้ีออกไปเสีย. ภกิ ษุ ท.! พวกเธอทั้งหลาย จงขับบคุ คลนีอ้ อกไปเสีย. จงนําบคุ คลนไ้ี ปใหพน . ลกู นอกคอก ชา งทาํ ใหล าํ บากใจกระไร. ภกิ ษุ ท.! พวกนักบวชบางคน มีการเดิน การถอยกลับ การแลดู การเหลยี วดู การคแู ขนคูข า การเหยยี ดมอื เหยยี ดเทา การทรงสังฆาฏิ ถอื บาตรครองจีวร เหมอื น ๆ พวกภิกษทุ ด่ี รี ปู อ่ืน ๆ ทงั้ หลาย ชัว่ เวลาทีภ่ ิกษทุ ้งั หลายยงั ไมเ หน็ อาบัติของเธอ. เม่อื ใดภกิ ษุทงั้ หลายเหน็ อาบตั ขิ องเธอเขา เมอ่ื นนั้ เขาทัง้ หลายกร็ จู กั เธอไดว า “น่เี ปน สมณะอนั ตราย, เปน สมณะแกลบ, เปน สมณะขยะมูลฝอย” ดงั นี้ คร้ันคนท้งั หลายรูจกั เธอ วา เปน เชนนัน้ แลวเขากเ็ นรเทศเธอออกไปนอกหม.ู ขอ นน้ั เพราะอะไร ? เพราะคนทง้ั หลายมีความประสงคว า “อยา ใหค น ชัว่ ทําลายพวกภกิ ษทุ ี่ดอี ่ืน ๆ ทงั้ หลายเลย” ดังน.ี้ ภิกษุ ท.! เปรยี บเหมือน ตนขา วผ๑ี ซง่ึ ออกรวงมแี ตแ กลบ ไมม ีเนอ้ื ในท่ีบริโภคได เกดิ ขึ้นในนาขา ว เต็มไป หมดในฤดทู ํานา. รากของมนั ลาํ ตนของมนั ใบของมัน กด็ ูเหมือน ๆ ตน ขา วยวะ ๒ทั้งหลาย ชว่ั เวลาทีร่ วงยังไมอ อก, เมอื่ ใด มันออกรวง เมอ่ื นนั้ จงึ ทราบไดว า “นี่ เปน ตนขาวผซี งึ่ มีแตแกลบ ไมม ีเนื้อในที่บรโิ ภคได” ดงั น.้ี ครน้ั คนทั้งหลายทราบเชนนแี้ ลวเขาก็ชว ยกันทิ้งถอนพรอ มทัง้ รากทิ้งไปใหพน นาขาว. ขอนั้นเพราะอะไร ? เพราะคนท้งั หลาย มคี วามประสงคว า “อยา ใหตนขา วผีทาํ ลายตน ขาวยวะท่ดี ีอ่นื ๆ เลย” ดงั นี้ ; ภกิ ษุ ท.! ฉันใดก็ฉันนนั้ : นักบวชบางคนในกรณนี ้ี มกี ารเดินการถอยกลบั การแลดู การเหลยี วดู การคูแ ขน คูขา การเหยยี ดมือเหยยี ดเทา การทรงสังฆาฏิ ถอื บาตร ครองจีวร เหมือน ๆ พวกภกิ ษทุ ดี่ รี ปู อืน่ ๆ ทัง้ หลาย ชัว่ เวลาทภ่ี ิกษทุ ง้ั หลายยังไมเ ห็นอาบัติของเธอ. เมือ่ ใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบตั ขิ องเธอเขา เมื่อนนั้ เขาทัง้ หลายก็ รจู ักเธอไดว า “นเ่ี ปนสมณะอนั ตราย, เปน สมณะแกลบ, เปน สมณะขยะมลู ฝอย” ดังน้ี ครั้นคนทง้ั หลายรจู ักเธอวา เปนเชน นน้ั แลว เขาก็เนรเทศเธอออกไปนอกหม.ู ขอ น้นั เพราะอะไร ? เพราะคนทงั้ หลาย มคี วามประสงคว า “อยา ใหคนชว่ั ทาํ ลายพวกภกิ ษทุ ด่ี อี ่ืน ๆ ทัง้ หลายเลย” ดังน.ี้ ภกิ ษุ ท.! เปรียบเหมือน กองขา วเปลอื กกองใหญ ท่ีคนทงั้ หลายกําลงั โรยกันอยกู ลางลม, ในขาวเปลือก เหลา นน้ั ขา วท่ีเปนเมลด็ แท แขง็ แกรง กต็ กไปรวมกันอยูก องหน่งึ , สว นขาวลบี ท่ีเปน แกลบ ลมกพ็ ัดปลิวพาไป รวมเขา เปน อกี กองหนงึ่ , เจา ของจึงเอาไมก วาด ๆ ขาวทลี่ บี นน้ั ไปท้ิงเสยี . ขอนั้นเพราะเหตไุ ร ? เพราะเจาของมี ความประสงคว า “อยา ใหขาวลีบทเ่ี ปนแกลบมาปนกับขา วอื่น ๆ เลย” ดงั นี้ ;

พุทธวจน ๔๗ ภกิ ษุ ท.! ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั : นกั บวชบางคนในกรณนี ี้ มีการเดินการถอยกลับ การแลดู การเหลยี วดู การคูแขน คขู า การเหยียดมือเหยียดเทา การทรงสงั ฆาฏิ ถอื บาตร ครองจีวร เหมอื นพวกภกิ ษุทดี่ ีรูปอ่ืน ๆ ทัง้ หลายชั่วเวลาที่ ภิกษุทงั้ หลายยงั ไมเ ห็นอาบตั ิของเธอ. เมื่อใด ภกิ ษทุ ง้ั หลายเหน็ อาบตั ขิ องเธอเขา เม่ือน้นั เขาท้ังหลายก็รูจ กั เธอไดว า “นี่เปนสมณะอนั ตราย, เปน สมณะแกลบ, เปน สมณะขยะมูลฝอย” ดังนี.้ ครนั้ คนท้งั หลายรูจักเธอวาเปน เชน นน้ั แลว เขาก็เนรเทศเธอออกไปนอกหมู. ขอน้นั เพราะอะไร ? เพราะคนทงั้ หลาย มีความประสงควา “อยา ใหคนชว่ั ทําลาย พวกภิกษทุ ดี่ อี นื่ ๆ ทงั้ หลายเลย” ดงั น.้ี ภกิ ษุ ท.! อนง่ึ เปรยี บเหมอื นบรุ ษุ ทีต่ องการ ถังไมส ําหรบั ใสนํา้ ถือขวานท่คี มเขาไปในปา. เขาเคาะตนไม ตา ง ๆ ดว ยขวาน. บรรดาตนไมต าง ๆ เหลา นั้น ตน ไหนเปนไมเนอ้ื แข็ง มแี กนตนั ถูกเคาะดว ยขวาน ยอ มสงเสียง หนัก ๆ , สวนตน ไมทผ่ี ไุ น นาํ้ ซึมเขา ไปแชอ ยไู ด จนเกิดเปอยผขุ ึน้ ในตวั เองถูกเคาะดว ยขวานเขา ก็สง เสียงดังกอ ง, บรุ ษุ ผูน้ัน จึงตัดตน ไมเนอ้ื ผุในชนิดนนั้ ทโ่ี คน แลวตดั ปลายออก ควา นในทําใหเ กล้ียงเกลาอยางดี ครัน้ แลว ก็ใชเ ปน ถังสาํ หรับใสน ้าํ ไดสาํ เรจ็ ; ภิกษุ ท.! ฉนั ใดก็ฉนั นนั้ : นักบวชบางคนในกรณนี ้ี มีการเดินการถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคูแขน คขู า การเหยยี ดมือเหยยี ดเทา การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร เหมอื นพวกภกิ ษุทดี่ ีรปู อน่ื ๆ ทง้ั หลายช่ัวเวลาท่ี ภกิ ษทุ ัง้ หลายยังไมเ ห็นอาบตั ขิ องเธอ. เม่อื ใด ภิกษุทั้งหลายเหน็ อาบตั ิของเธอเขา เม่ือน้นั เขาทง้ั หลายกร็ จู กั เธอไดว า “น่เี ปน สมณะอันตราย, เปน สมณะแกลบ, เปนสมณะขยะมลู ฝอย” ดังนี้ ครั้นคนทั้งหลายรูจักเธอ วาเปนเชน นัน้ แลว เขาก็เนรเทศเธอออกไปนอกหม.ู ขอนน้ั เพราะอะไร ? เพราะคนทัง้ หลายมคี วามประสงคว า “อยา ใหคนชว่ั ทาํ ลาย พวกภกิ ษทุ ี่ดีอน่ื ๆ ทั้งหลายเลย” ดงั น.้ี “เพราะอยูร วมกนั จึงรูจกั กนั ไดวา คนน้ีมคี วามปรารถนาลามก มกั โกรธ มักลบหลคู ณุ ทา น หัวดอื้ ตีตน เสมอทา นมี ค ว า ม ริ ษ ย า มี ค ว า ม ตระหนี่ และโออวด.ในทามกลางชน เขาเปน คนมวี าจาหวาน ปานสมณะ ทด่ี พี ดู ; แตในทีล่ ับคน ยอ มทาํ ส่ิงท่คี นชั่ว ซง่ึ มคี วามเหน็ ตาํ่ ทราม ไมเ อ้ือเฟอ ระเบียบ พูดจาปล้ินปลอ น โปป ด เขาทํา กัน ทุกอยา ง.ทกุ คน พงึ รว มมือกันกําจดั เขาออกไปเสีย, ทกุ คนพึงชว ยกนั ทึ้งถอนบุคคลทีเ่ ปนดุจตน ขา วผนี ัน้ ท้งิ , พงึ ชว ยกนั ขบั คนกลวงเปน โพรงไปใหพ น , พึงชวยกันคดั เอาคนทม่ี ิใชส มณะ แตย งั อวดอางตนวา เปน สมณะออกทง้ิ เสยี ดุจชาวนาโรยขาวเปลือกกลางลม เพอ่ื ตดั เอาขา วลีบออกทิ้งเสยี ฉะนน้ั . อนง่ึ คนเรา เมอื่ มีการอยูร วมกนั กบั คนทส่ี ะอาดหรือคนท่ไี มส ะอาดกต็ าม ตอ งมสี ตกิ าํ กบั อยดู ว ยเสมอ, แต นนั้ พงึ สามัคคีตอกัน มปี ญ ญาทําทีส่ ดุ ทกุ ขแ หง ตนเถิด”. อฏฐ ก. อ.ํ ๒๓/๑๗๐/๑๐๐ ๑ คาํ วา ขา วผี ในทน่ี ี้ ความหมายเพียงขาวทีม่ ใิ ชข าวทป่ี ระสงค แตมันมลี าํ ตน คลา ยขาวเทา นั้น. ๒ ศพั ทว า ยวะ เปน ช่ือขา วชนดิ หน่ึง ซึ่งมใี นอินเดีย ไมม ีชื่อเรยี กในภาษาไทย จึงตองเรียกทับศพั ท, นักศึกษาตะวันตก บางคนแปลวา corn บางคน แปลวา barley ลวนแตยงั เปนปญหาท้งั นั้น. ผูละความทศุ ีลเสยี ได ภกิ ษุ ท.! ความสงัด (คือหา งไกลจากบาปธรรม) อันย่ิงสําหรับภิกษุในธรรมวนิ ัยนี้มสี ามอยา งเหลา นเ้ี ทาน้นั . สามอยางอะไรบางเลา ? สามอยางคือ :-

วา ดว ย บทอุปมา อุปไมย ๔๘ (๑) ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นี้ เปน ผูม ีศลี ละความทศุ ีลเสียได และสงัดจากความทุศลี ดวย. (๒) เปนผมู คี วามเหน็ ชอบ ละความเห็นผิดเสียได และสงดั จากความเหน็ ผิดนัน้ ดว ย (๓) เปน ผมู อี าสวะส้ินแลว ละอาสวะทัง้ หลายเสียได และเปนผสู งัดจากอาสวะทง้ั หลายนัน้ ดวย, ภกิ ษุ ท.! เม่อื ใดแล ภิกษมุ คี ณุ ธรรมสามอยางดงั กลาวนแี้ ลว เม่อื นนั้ ภกิ ษนุ ี้ เราเรยี กวา เปน ผถู งึ ยอด ถงึ แกน บริสุทธิ์ ตัง้ อยใู นสาระแลว . ภกิ ษุ ท.! เปรยี บเหมือนนาขา วสาลีของคฤหบดีชาวนา มีผลไดท่แี ลว, คฤหบดชี าวนากร็ ีบ ๆ ใหเกยี่ วขา ว นนั้ , ครั้นแลวกร็ บี ๆ ใหเก็บขน, ครั้นแลว ก็รบี ๆใหน าํ ขนึ้ ไปไวในลาน, ครน้ั แลวกร็ ีบ ๆ ใหท าํ เปน กอง, คร้นั แลวก็ รบี ๆ ใหน วด, ครั้นแลว ก็รบี ๆ ใหส งฟาง, ครั้นแลว กร็ บี ๆ ใหสาด, ครั้นแลวก็รีบ ๆ ใหสี, คร้นั แลวก็รบี ๆ ใหซ อม, คร้นั แลว กร็ บี ๆ ใหฝดแกลบ, เม่ือเปนเชน น้ี ขาวเปลอื กของคฤหบดีชาวนานน้ั กเ็ ปน อนั ถงึ ท่สี ุด ถงึ แกน สะอาด ต้งั อยูใ นความเปน ขาวสารได ฉนั ใดก็ดี ; ภกิ ษุ ท.! ภิกษเุ ปน ผมู ศี ลี ละความทศุ ีลเสียได และสงัดจากความทุศีลนนั้ ดวย, เปน ผมู คี วามเหน็ ชอบ ละความเหน็ ผดิ เสียได และสงัดจากความเห็นผดิ นน้ั ดว ย, เปน ผมู อี าสวะสน้ิ แลว ติก. อ.ํ ๒๐/๓๑๑/๕๓๓. ทรงแกขอท่ีเขาหาวาเกยี ดกนั ทาน “พระโคดมผเู จริญ! ขาพเจา ไดฟง มาวา พระสมณโคดมไดกลา วแลววา `ใคร ๆพึงทําทานกะเราเทา น้ัน ไม ควรทําทานกบั คนพวกอนื่ , ใคร ๆ พงึ ทําทานกะสาวกทัง้ หลายของเราเทา นัน้ ไมค วรทําทานกบั สาวกของคนพวก อนื่ , ทานทีท่ าํ กะเราเทา นัน้ มผี ลมาก ทํากบั คนอืน่ ไมมผี ลมาก, ทานที่ทาํ กับสาวกของเราเทานน้ั มผี ลมาก ทาํ กบั สาวกของคนพวกอน่ื ไมมผี ลมาก”ดังน.ี้ ขาแตพ ระโคดมผเู จรญิ ! ใคร ๆท่กี ลาวเชน น้ี ชอ่ื วากลาวตรงตามทพี่ ระโค ดมกลา วหรอื ไมไ ดกลาวตพู ระโคดมดว ยคาํ ไมจ รงิ ดอกหรอื เขากลาวถูกตามยตุ ิธรรมอยูห รอื เพือ่ น ๆ ของเขาที่ กลาวตามเขายอ มพนจากการถูกติเตียนหรือ? พวกขาพเจาไมอยากจะกลาวตพู ระโคดมเลย.”...คําถามของปรพิ พา ชกวจั ฉโคตร. วจั ฉะ! ผใู ดกลาววา เรากลาวเชน นี้ ไมช อื่ วา กลาวตรงตามทเี่ รากลา วเขากลา วตเู ราดว ยเร่ืองไมเ ปนจรงิ . วัจฉะ! ผใู ดหา มผูอื่นซ่งึ ใหท าน ผนู ัน้ ช่ือวาเปน อมติ ร ผูทําอันตรายส่ิง ๓ ส่ิง คือ ทําอนั ตรายตอ บุญของทายก, ทํา อันตรายตอ ลาภของปฏิคาหก, และตวั เองกข็ ดุ รากตวั เองกําจดั ตวั เองเสยี ตั้งแตแรกแลว . วจั ฉะเอย! ผูทีห่ ามผูอ่ืนซึง่ ใหท าน ชอื่ วา เปน อมิตร ผูท าํ อันตรายสง่ิ ๓ สิง่ ดงั นี้แล. วัจฉะ! เราเองยอ มกลาวอยางนวี้ า “ผใู ดเทน้าํ ลา งหมอ หรอื นาํ้ ลา งชามก็ตาม ลงในหลมุ น้ําครําหรือทางนํา้ โสโครก ซึ่งมีสตั วม ีชีวิตเกดิ อยูในนั้นดว ยคดิ วา สตั วในนั้นจะไดอ าศยั เลีย้ งชีวติ ดังนีแ้ ลว เรากย็ งั กลาววานน่ั เปน ทางมาแหงบญุ เพราะการทาํ แมเ ชน นน้ั ไมต อ งกลา วถงึ การใหทานแกม นุษยด วยกนั ” ดังน.ี้ อีกอยางหน่ึง เรากลา ววา ทานท่ีใหแ กผมู ศี ลี เปน ทานมผี ลมาก. ทานท่ใี หแ กผ ูทุศลี หาเปนอยา งน้ันไม. และผมู ีศีลนนั้ เปนผูละเสียซง่ึ องค ๕ และประกอบอยดู วยองค ๕. ละองคหา คือ ละกามฉนั ทะ ละพยาบาท ละถนิ่ มทิ ธะ ละอุทธจั จกกุ กจุ จะ ละวจิ กิ จิ ฉา. ประกอบดว ยองคหาคือ ประกอบดว ยกองศลี ชน้ั อเสขะ (คอื ชน้ั พระอรหนั ต) ประกอบดว ยกองสมาธิชั้นอเสขะ

พุทธวจน ๔๙ ประกอบดว ยกองปญญาชั้นอเสขะ ประกอบดว ยกองวมิ ตุ ตชิ ้ันอเสขะ ประกอบดวยกองวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะช้นั อเสขะ. เรากลา ววาทานท่ีใหใ นบุคคลผลู ะองคหาและประกอบดว ยองคห า ดว ยอาการอยางน้ี มผี ลมากดงั น.ี้ มู.ม. ๑๒/๓๗๓/๓๕๒.,ติก. อ.ํ ๒๐/๒๐๕/๔๙๗. เนือ้ แทอ นั ตรธาน ภิกษุ ท.! เร่ืองนีเ้ คยมมี าแลว : กลองศึกของกษตั รยิ พ วกทสารหะเรยี กวา อานกะ มีอย.ู เมอ่ื กลองอานกะนี้ มี แผลแตก หรอื ล,ิ พวกกษตั ริยท สารหะไดห าเนอ้ื ไมอน่ื ทําเปน ล่ิม เสริมลงในรอยแตกของกลองนัน้ (ทกุ คราวไป) ภกิ ษุ ท.! เม่ือเชื่อมปะเขาหลายครง้ั หลายคราวเชนนนั้ นานเขากถ็ งึ สมยั หนึ่ง ซึ่งเนอ้ื ไมเ ดมิ ของตวั กลองหมดส้ินไป เหลืออยูแตเ นอ้ื ไมท ี่ทําเสริมเขาใหมเทา นนั้ ; ภิกษุ ท.! ฉนั ใดกฉ็ นั น้นั : ในกาลยดื ยาวฝายอนาคต จักมีภกิ ษุท้ังหลาย, สุตตันตะ (ตวั สูตรสวนท่ีลึกซ้ึง) เหลาใด ทเ่ี ปน คาํ ของตถาคต เปนขอ ความลึกมีความหมายซง่ึ เปน ชน้ั โลกตุ ตระ วา เฉพาะดว ยเรื่องสุญญตา, เมื่อมผี นู ําสตุ ตันตะเหลานน้ั มากลา วอย.ู เธอจกั ไมฟ งดว ยดี จกั ไมเงยี่ หฟู ง จกั ไมต ง้ั จิตเพอ่ื จะรทู ว่ั ถึง และจกั ไมสําคัญวาเปนส่ิงทตี่ นควรศึกษาเลาเรยี น. สว นสุตตันตะเหลา ใด มีนกั กวีแตงขนึ้ ใหม เปน คํารอย กรองประเภทกาพย กลอน มอี ักษรสละสรวย มพี ยญั ชนะอันวจิ ิตร เปน เรื่องนอกแนว เปน คํากลาวของสาวก, เมือ่ มี ผูนําสตู รที่นักกวีแตงขนึ้ ใหมเ หลา นั้นมากลา วอย,ู เธอจักฟง ดว ยดี จกั เง่ยี หูฟง จกั ตัง้ จิตเพ่อื จะรูท่วั ถึง และจกั สําคัญ วาเปน ส่ิงทตี่ นควรศกึ ษาเลา เรยี นไป. ภกิ ษุ ท.! ความอันตรธานของสุตตนั ตะเหลานัน้ ทีเ่ ปน คําของตถาคตเปนขอความลึก มคี วามหมายซึง้ เปน ชน้ั โลกุตตระ วา เฉพาะดว ยเรื่องสญุ ญตาจักมีไดด ว ยอาการอยา งนี้ แล. นิทาน. ส.ํ ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓ เรือ่ งท่ีเปน ไปไดย าก ภิกษุ ท.! สมมติวา มหาปฐพอี ันใหญห ลวงนี้ มนี าํ้ ทั่วถึงเปน อนั เดยี วกนั ทัง้ หมด; บุรษุ คนหนึ่งทิ้ง แอก(ไมไ ผ !) ซ่ึงมีรเู จาะไดเ พียงรูเดยี ว ลงไปในนาํ้ นน้ั ; ลมตะวันออกพัดใหลอยไป ทางทศิ ตะวนั ตก, ลม ตะวนั ตกพดั ใหลอยไปทางทิศตะวนั ออก, ลมทศิ เหนือพดั ใหล อยไปทางทศิ ใต, ลมทศิ ใตพ ัดใหลอยไปทางทิศ เหนอื อยดู ังนี.้ ในนํ้านนั้ มเี ตา ตวั หนึ่งตาบอด ลวงไปรอ ยๆปมนั จะผดุ ขน้ึ มาครง้ั หนึง่ ๆ. ภิกษุ ท.! เธอ ทง้ั หลายจะสาํ คัญความขอ น้วี าอยางไร : จะเปน ไปไดไ หมท่เี ตาตาบอด รอยปจงึ จะผุดข้นึ มาสักครง้ั หนึง่ จะพึงยนื่ คอเขาไปในรู ซงึ่ มอี ยเู พียงรเู ดยี วในแอกนนั้ ? “ขอนี้ ยากทจี่ ะเปน ไปได พระเจาขา ! ท่ีเตา ตาบอดน้ัน รอ ยปผ ดุ ข้ึนเพยี งครัง้ เดยี ว จะพึงยืน่ คอเขาไป ในรู ซ่งึ มีอยเู พียงรูเดยี วในแอกนน้ั ”. ภกิ ษุ ท. ! ยากทจี่ ะเปน ไปได ฉันเดยี วกัน ที่ใครๆจะพึงไดค วามเปน มนษุ ย; ยากท่จี ะเปนไปได ฉนั เดยี วกนั ทตี่ ถาคตผูอ รหนั ตสมั มาสมั พุทธะ จะเกิดข้ึนในโลก; ยากทีจ่ ะเปนไปไดฉ นั เดียวกนั ทธี่ รรมวินยั อนั ตถาคตประกาศแลว จะรุงเรอื งไปทัว่ โลก. ภกิ ษุ ท. ! แตวา บดั น้ี ความเปน มนุษยก ็ไดแ ลว ; ตถาคตผูอรหันตสมั มาสัมพุทธะ ก็บังเกดิ ขึน้ ในโลก แลว; และธรรมวนิ ัยอนั ตถาคตประกาศแลว กร็ ุงเรืองไปท่วั โลกแลว .

วาดว ย บทอุปมา อุปไมย ๕๐ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนน้ั ในกรณนี ้ี พวกเธอพงึ กระทําโยคกรรมเพอื่ ใหร ูวา “น้ี ทกุ ข; น้ี เหตุใหเ กดิ ทุกข; นี้ ความดับแหง ทกุ ข; นี้ หนทางใหถ ึงความดบั แหงทกุ ข” ดงั นีเ้ ถดิ . มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔ ทรงเปน ผูเอ็นดูเกอ้ื กูลแกส รรพสัตวท ั้งปวง “ขาแตพระองคผเู จริญ ! พระผูมีพระภาค ทรงเปนผเู อ็นดูเกื้อกูลแกสัตวท ั้งปวง อยูมิใชห รอื พระเจาขา ?” คามณิ ! ถกู แลว ,ตถาคตเปนผูเอ็นดู เกอ้ื กลู แกส ัตวท งั้ ปวงอยู “ขาแตพระองคผเู จริญ ! ถาอยางนั้น ทาํ ไมพระองค จึงทรงแสดงธรรมแกคนบางพวก โดยเออ้ื เฟอ, และแกคนบางพวก โดยไมเอ้ือเฟอ เลา พระเจา ขา ?” คามณิ ! ถา อยางนัน้ เราขอยอ นถามทา นในขอ น้ี ทา นจงตอบเราตามทค่ี วร. คามณิ ! ทา นจะสาํ คัญความ ขอน้ีเปน ไฉน : ในถนิ่ แหง เราน้ี ชาวนาผูคหบดคี นหนึ่ง มนี าอยู ๓ แปลง แปลงหน่ึงเปน นาชนั้ เลิศ, แปลง หน่ึงเปนนาปานกลาง, แปลงหน่ึงเปนนาเลว มีดนิ เปนกอ นแข็ง มรี สเคม็ พ้นื ทีเ่ ลว. คามณิ ! ทา นจะสาํ คญั ความ ขอ น้วี าอยางไร : ชาวนาผคู หบดนี น้ั เมอื่ ประสงคจะหวา นพชื เขาจะหวานในนาแปลงไหนกอ น คือวา แปลง ทเ่ี ปนนาเลิศ, นาปานกลาง, หรือวา นาเลว มดี นิ เปน กอนแข็ง มรี สเค็ม พืน้ ท่ีเลว เลา ? “ขาแตพระองคผูเจริญ ! ชาวนาคหบดผี ปู ระสงคจะหวา นพชื คนนนั้ ยอมหวานในนาเลิศกอ น, แลว จงึ หวา นในนาปานกลาง, สําหรับนาเลว ซงึ่ ดินเปนกอนแข็ง มรี สเคม็ พนื้ ทเ่ี ลวนนั้ เขากห็ วา นบา ง ไมห วา นบา ง เพราะเหตวุ า อยา งมากท่สี ุด ก็หวานไวใ หโ คกิน พระเจา ขา !” คามณิ ! นาเลิศนั้น เปรยี บเหมอื นภกิ ษุภิกษุณีของเรา เรายอมแสดงธรรม งดงามในเบ้ืองตน งดงามใน ทามกลาง งดงามในทส่ี ุด ประกาศพรหมจรรยบรสิ ทุ ธบิ์ รบิ รู ณส ้นิ เชงิ พรอ มทง้ั อรรถะ พรอ มทงั้ พยญั ชนะ แก ภิกษภุ ิกษุณเี หลานน้ั . ขอ นน้ั เพราะเหตไุ รเลา ? คามณิ ! เพราะเหตวุ า ภิกษภุ ิกษณุ ที ้งั หลาย เหลาน้นั มเี ราเปน ประทปี มเี ราเปนทีซ่ อ นเรน มีเราเปน ท่ีตา นทาน มีเราเปน ท่พี ิงอาศยั อยู. คามณิ ! นาปานกลางน้นั เปรยี บเหมอื นอบุ าสกอบุ าสิกาของเรา เรายอ มแสดงธรรม งดงามในเบอ้ื งตน งดงามในทามกลาง งดงามในท่สี ดุ ประกาศพรหมจรรยบ รสิ ทุ ธ์ิบรบิ รู ณสนิ้ เชงิ พรอ มทง้ั อรรถะ พรอมท้ัง พยัญชนะ แกอ บุ าสกอุบาสิกาท้งั หลาย เหลา นัน้ . ขอนน้ั เพราะเหตุไรเลา ? คามณิ ! เพราะเหตวุ า ชนท้ังหลาย เหลานนั้ มีเราเปน ประทีป มเี ราเปน ท่ีซอนเรน มเี ราเปน ทีต่ านทาน มีเราเปน ที่พิงอาศัยอย.ู คามณิ ! นาเลว มีดนิ เปน กอ นแข็ง มรี สเค็ม พื้นทีเ่ ลวน้นั เปรยี บเหมือนสมณพราหมณ ปริพพาชกทง้ั หลาย ผูเ ปนเดียรถยี อ ื่นตอ เรา เราก็ยอมแสดงธรรม งดงามในเบอ้ื งตน งดงามในทา มกลาง งดงามในทส่ี ดุ ประกาศ พรหมจรรยบ รสิ ุทธ์ิ บรบิ รู ณส้ินเชงิ พรอ มทงั้ อรรถะ พรอ มทงั้ พยญั ชนะ แกชนทงั้ หลายเหลานน้ั . ขอนัน้ เพราะ เหตุไรเลา ? เพราะเหตุวา ถงึ แมวา เขาจะเขาใจธรรมที่เราแสดง สกั บทเดียว นั่นกย็ ังเปนไปเพื่อประโยชนเก้อื กลู และความสขุ แกชนทง้ั หลายเหลา นนั้ ตลอดกาลนาน. สฬา. ส . ๑๘/๓๘๗/๖๐๓

พทุ ธวจน ๕๑ อานสิ งส ของการถึงพรอ มดว ยทัสสนทิฏฐิ สูตรทส่ี อง (สตู รที่สองและสูตรตอ ๆ ไป เปนสตู รที่ตรัสถึงประโยชนของความสมบูรณด วยทสั สนทฏิ ฐแิ หงความเปนพระโสดาบัน เหมอื นกนั ทุกตัวอักษรในสวนที่เปน อปุ ไมย; ตางกนั แตอ ุปมา ซงึ่ ทรงนํามาใชเปน เคร่ืองเปรียบเทยี บแตละอุปมาเปนลําดบั ไป ในทุก ๆ สูตร ดังตอไปน้ี :-) ดูกอ นภิกษทุ งั้ หลาย! เปรยี บเหมือนสระโบกขรณยี าว ๕๐ โยชน กวา ง ๕๐โยชน ลึก ๕๐ โยชน มีนา้ํ เต็ม เสมอขอบ กาดม่ื ไดสะดวก มอี ย.ู ลําดบั นัน้ บรุ ษุ พึงจมุ แลว ยกข้นึ มาซึ่งน้าํ ดว ยปลายแหง ใบหญา คา. ดกู อ นภกิ ษุ ทง้ั หลาย! พวกเธอท้งั หลายจะสาํ คญั ความขอ นัน้ วาอยา งไร? นํ้าท่บี รุ ษุ จมุ แลวยกขึ้นมาดว ยปลายแหงใบหญาคา เปน น้ําท่ีมากกวา หรอื วานาํ้ ในสระโบกขรณีนม้ี ากกวา ? \"ขาแตพระองคผ เู จริญ! น้าํ ในสะโบกขรณนี ่ันแหละ เปน น้ําท่มี ากกวา.นํ้าท่บี รุ ุษจมุ แลวยกข้ึนมาดว ยปลาย แหง ใบหญาคา มปี ระมาณนอ ย. น้าํ น้ี เม่อื นําเขา ไปเทยี บกับน้ําในสระโบกขรณี ยอมไมเขาถึงสว นหนงึ่ ในรอ ย สว น หนึ่งในพนั สว นหน่งึ ในแสน แหงนา้ํ น้ัน\". ...ฯลฯ... สูตรทีส่ าม ดกู อ นภิกษทุ ง้ั หลาย! เปรียบเหมือนแมน ํ้าใหญเ หลา น้ีคอื แมนาํ้ คงคาแมน ํ้ายมนุ า แมน ํา้ อจิรวดี แมน ํา้ สรภู แมน ํ้ามหี ไหลมาบรรจบกันในทใ่ี ด ลาํ ดบั นั้น บุรุษพึงนํานํ้าขนึ้ มาสองหรอื สามหยด. ดูกอนภกิ ษทุ ั้งหลาย! พวกเธอ ทั้งหลาย จะสาํ คัญความขอ นี้ วา อยางไร? น้าํ สองหรือสามหยดท่ีบุรษุ นาํ ขึ้นมา เปน นา้ํ ทีม่ ากกวา หรือวานาํ้ ตรงที่ แมน ้าํ บรรจบกัน มากกวา ? \"ขา แตพ ระองคผูเ จริญ! นาํ้ ตรงทีแ่ มน้ําบรรจบกันน่นั แหละ เปน นาํ้ ท่มี ากกวา .นา้ํ สองหรอื สามหยดทีบ่ ุรษุ นําขนึ้ มา มปี ระมาณนอ ย. นํ้านี้ เมอื่ นาํ เขา ไปเทยี บกับนา้ํ ตรงทแ่ี มนํา้ บรรจบกัน ยอมไมเ ขา ถงึ สวนหนึง่ ในรอย สวน หน่ึงในพนั สวนหน่งึ ในแสนแหง นา้ํ น้ัน\". ...ฯลฯ... สูตรที่ส่ี ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย! เปรียบเหมอื นแมน า้ํ เหลานี้คอื แมน ํ้าคงคา แมนาํ้ ยมุนา แมนํา้ อจริ วดี แมน า้ํ สรภู แมนํ้ามหี ไหลมาบรรจบกนั ในทใี่ ด น้าํ นน้ั พงึ ถึงความสน้ิ ไป หมดไป ยังเหลอื อยสู องหรือสามหยด. ดกู อนภกิ ษุ ท้ังหลาย! พวกเธอทั้งหลาย จะสาํ คัญความขอนน้ั วาอยา งไร? คือนํา้ ตรงท่แี มน ํา้ บรรจบกนั ซึ่งสนิ้ ไปแลว หมดไป แลว เปนนํา้ ทม่ี ากกวา หรือวานาํ้ ทย่ี ังเหลอื อยสู องหรอื สามหยด มากกวา? \"ขา แตพ ระองคผ ูเจริญ! นาํ้ ตรงทแ่ี มน าํ้ บรรจบกันซึ่งสิ้นไปแลว หมดไปแลวนน่ั แหละ เปน นํ้าท่ีมากกวา. นํ้า ที่ยังเหลอื อยสู องหรอื สามหยด มีประมาณหนอ ย. น้ําน้ี เมอ่ื นําเขา ไปเทียบกับนา้ํ ตรงทแ่ี มน ํ้าบรรจบกนั ซง่ึ สน้ิ ไป แลวหมดไปแลว ยอมไมเ ขา ถึงสวนหนง่ึ ในรอ ย สวนหน่งึ ในพนั สวนหนึ่งในแสน แหงนํา้ น้ัน\". ...ฯลฯ... สูตรท่หี า

วาดว ย บทอปุ มา อุปไมย ๕๒ ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย! เปรยี บเทียบบรุ ษุ พึงโยนกอนดนิ มปี ระมาณเทา เม็ดกระเบาเจด็ กอ นลงไปบนมหา ปฐพ.ี ดกู อ นภกิ ษุทัง้ หลาย! พวกเธอทั้งหลายจะสําคญั ความขอนน้ั วา อยา งไร? กอนดนิ มปี ระมาณเทาเมด็ กระเบาเจ็ด กอ นทบี่ ุรษุ โยนลงไปแลว นนั้ เปน ดนิ มากกา หรือมหาปฐพีมากกวา ? \"ขาแตพระองคผเู จรญิ ! มหาปฐพีนั่นแหละ เปนดนิ ท่ีมากกวา . กอ นดนิ มปี ระมาณเทาเมด็ กระเบาเจด็ กอ นที่ บรุ ษุ โยนลงไปแลว น้นั มปี ระมาณนอย. ดินนีเ้ มอ่ื น้ําเขา ไปเทียบกบั มหาปฐพี ยอมไมเขาถงึ สวนหน่งึ ในรอย สว น หน่งึ ในพัน สวนหน่ึงในแสน แหงมหาปฐพนี ้นั \". ...ฯลฯ... สตู รท่ีหก ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลาย! เปรยี บเทยี บเหมอื นมหาปฐพถี งึ ความสนิ้ ไปหมดไปเหลอื กอ นดนิ มปี ระมาณเทา เมด็ กระเบาเจด็ กอ น. ดกู อนภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอท้ังหลายจะสาํ คัญความขอ น้ันวาอยา งไร? มหาปฐพที ่สี นิ้ ไปแลว หมดไปแลว เปนดนิ ท่ีมากกวาหรือวา กอ นดินมปี ระมาณเทา เม็ดกระเบาเจ็ดกอนทย่ี ังเหลอื อยมู ากกวา ? \"ขาแตพระองคผ ูเจริญ! มหาปฐพที ่ีสิ้นไปแลวหมดไปแลว น่นั แหละ เปน ดินทม่ี ากกวา . กอนดนิ มีประมาณ เทา เมด็ กระเบาเจด็ กอนทยี่ งั เหลอื อยู มีประมาณนอย.ดินนเ้ี ม่ือนําเขา ไปเทียบกบั มหาปฐพที สี่ ิ้นไปแลว หมดไปแลว ยอมไมเ ขาถึงสว นหนึง่ ในรอ ยสวนหนึ่งในพัน สวนหนง่ึ ในแสน แหงมหาปฐพนี น้ั \". ...ฯลฯ... สูตรทีเ่ จ็ด ดูกอ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย! เปรียบเหมือนบรุ ษุ พงึ นาํ นาํ้ สองหรือสามหยดขนึ้ จากมหาสมุทร. ดกู อนภกิ ษุ ท้งั หลาย! พวกเธอทั้งหลาย จะสาํ คญั ความขอนัน้ วา อยา งไร? นาํ้ สองหรือสามหยดท่ีบรุ ุษนาํ ข้นึ แลว เปนนาํ้ ท่ี มากกวา หรอื วาน้ําในมหาสมุทรมากกวา? ความขอ นัน้ วา อยา งไร? กอ นดินมปี ระมาณเทาเม็ดกระเบาเจ็ดกอ นทีบ่ ุรษุ โยนลงไปแลว น้นั เปนดนิ มากกา หรอื มหาปฐพีมากกวา ? \"ขา แตพ ระองคผเู จรญิ ! มหาปฐพีนน่ั แหละ เปนดนิ ทีม่ ากกวา . กอ นดนิ มปี ระมาณเทาเม็ดกระเบาเจด็ กอ นที่ บุรษุ โยนลงไปแลวน้นั มีประมาณนอ ย. ดนิ น้ีเมอื่ น้ําเขา ไปเทยี บกบั มหาปฐพี ยอ มไมเขาถึงสว นหน่งึ ในรอย สว น หนง่ึ ในพัน สว นหนึง่ ในแสน แหง มหาปฐพนี นั้ \". ...ฯลฯ... สตู รท่หี ก ดูกอนภกิ ษทุ ้งั หลาย! เปรยี บเทียบเหมอื นมหาปฐพถี งึ ความสิน้ ไปหมดไปเหลอื กอ นดนิ มีประมาณเทาเมด็ กระเบาเจ็ดกอ น. ดกู อ นภิกษุท้ังหลาย! พวกเธอทัง้ หลายจะสําคญั ความขอ น้นั วา อยา งไร? มหาปฐพีทีส่ นิ้ ไปแลว หมดไปแลว เปนดินทมี่ ากกวาหรือวา กอนดนิ มปี ระมาณเทา เม็ดกระเบาเจด็ กอนที่ยงั เหลืออยูมากกวา? \"ขา แตพระองคผูเจรญิ ! มหาปฐพที ีส่ ิน้ ไปแลวหมดไปแลว น่นั แหละ เปน ดินท่มี ากกวา . กอนดนิ มีประมาณ เทา เม็ดกระเบาเจ็ดกอ นทีย่ ังเหลอื อยู มปี ระมาณนอ ย.ดินนเ้ี มือ่ นําเขา ไปเทยี บกบั มหาปฐพีทส่ี ้ินไปแลว หมดไปแลว ยอมไมเ ขาถึงสวนหนึ่งในรอ ยสว นหน่ึงในพนั สว นหนง่ึ ในแสน แหง มหาปฐพนี น้ั \". ...ฯลฯ...

พุทธวจน ๕๓ สูตรท่ีเจด็ ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย! เปรยี บเหมือนบรุ ษุ พึงนําน้ําสองหรือสามหยดขน้ึ จากมหาสมุทร. ดูกอนภกิ ษุ ท้งั หลาย! พวกเธอทง้ั หลาย จะสาํ คัญความขอนัน้ วาอยางไร? น้ําสองหรือสามหยดท่บี ุรุษนาํ ขึน้ แลว เปน นา้ํ ท่ี มากกวา หรอื วานาํ้ ในมหาสมทุ รมากกวา? \"ขา แตพ ระองคผ เู จรญิ ! นํ้าในมหาสมุทรนน่ั แหละ เปนน้ําทม่ี ากกวา .น้าํ สองหรือสามหยดทบ่ี รุ ษุ นาํ ขนึ้ แลว มีประมาณนอ ย. น้ําน้ี เม่อื นาํ เขาไปเทียบกบั นํ้าในมหาสมุทร ยอมไมเ ขา ถึงสวนหนง่ึ ในรอย สวนหนง่ึ ในพนั สว น หน่งึ ในแสนแหงน้าํ นนั้ \". ...ฯลฯ... สตู รที่แปด ดูกอนภิกษุท้งั หลาย! เปรียบเหมอื นมหาสมทุ รพึงความสิ้นไปหมดไปยงั เหลอื นา้ํ อยสู องหรือสามหยด. ดกู อ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย! พวกเธอทั้งหลาย จะสําคัญความขอนั้นวา อยางไร? คอื นํา้ ในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแลวหมดไป แลว เปนนํา้ ทม่ี ากกวา หรอื วา นาํ้ ทย่ี ังเหลืออยูสองหรอื สามหยด มากกวา ? \"ขา แตพระองคผ เู จรญิ ! นํ้าในมหาสมุทรซึง่ ส้ินไปแลว หมดไปแลวนน่ั แหละเปน นา้ํ ทีม่ ากกวา.นํ้าท่ยี ัง เหลืออยูสองหรอื สามหยด มีประมาณนอ ย. นาํ้ นี้ เมื่อนําเขาไปเทยี บกับนาํ้ ในมหาสมทุ รซงึ่ ส้นิ ไปแลว หมดไปแลว ยอ มไมเขา ถงึ สวนหน่งึ ในรอ ย สว นหน่งึ ในพนั สว นหนง่ึ ในแสนแหง นํา้ นน้ั \"....ฯลฯ... สูตรท่เี กา ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย! เปรยี บเหมือนบุรษุ พึงโยนกรวดหนิ มปี ระมาณเทาเม็ดพันธผุ ักกาดเจด็ เม็ดเขา ไปที่ เทอื กเขาหลวงชอ่ื หมิ พานต. ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย! พวกเธอทง้ั หลาย จะสําคัญความขอ นนั้ วาอยางไร? กรวดหินมี ประมาณเทา เม็ดพันธุผกั กาดเจด็ เมด็ ท่บี รุ ษุ โยนเขา ไปนน้ั เปน ของมากกวา หรอื วา เทอื กเขาหลวงชอื่ หมิ พานต มากกวา \"ขาแตพระองคผเู จรญิ ! เทือกเขาหลวงชอ่ื หมิ พานตนนั่ แหละ เปน สงิ่ ที่มากกวา. กรวดหินมีประมาณเทา เมด็ พนั ธุผกั กาดเจ็ดเม็ดท่ยี ังเหลอื อยู มปี ระมาณนอ ย. กรวดหนิ น้ี เมือ่ นําเขาไปเทยี บกบั เทือกเขาหลวงชือ่ หมิ พานต ยอมไมเ ขา ถึงสวนหนง่ึ ในรอ ย สว นหนง่ึ ในพนั สวนหนง่ึ ในแสน แหง เทือกเขานั้น\". …ฯลฯ… สูตรทส่ี ิบ ดกู อนภกิ ษุท้ังหลาย! เปรียบเหมือนเทอื กเขาหลวงช่อื หมิ พานต. พึงถึงความสน้ิ ไปหมดไป เหลือกรวดหนิ มี ประมาณเทา เม็ดพนั ธผุ กั กาดเจด็ เม็ด. ดกู อนภิกษทุ ้งั หลาย! พวกเธอทั้งหลายจะสําคญั ความขอน้นั วา อยา งไร? เทือกเขาหลวงชือ่ หิมพานตซ งึ่ สนิ้ ไปแลว หมดไปแลว เปน สง่ิ ทีม่ ากวา หรอื วา กรวดหนิ มปี ระมาณเทา เมด็ พันธุ ผักกาดเจด็ เม็ดทยี่ ังเหลืออยู มากกวา \"ขาแตพ ระองคผูเจริญ! เทือกเขาหลวงชอื่ หมิ พานตซ งึ่ สน้ิ ไปแลว หมดไปแลวนนั่ แหละ เปนสิง่ ท่ีมากกวา. กรวดหินมีประมาณเทา เมด็ พนั ธุผกั กาดเจด็ เมด็ ทย่ี ังเหลอื อยู มีประมาณนอย. กรวดหนิ นี้ เมือ่ นําเขาไปเทยี บกบั

วาดว ย บทอปุ มา อุปไมย ๕๔ เทอื กเขาหลวงช่อื หิมพานตซ งึ้ สนิ้ ไปแลวหมดแลว ยอ มไมเ ขา ถงึ สว นหน่งึ ในรอย สวนหนงึ่ ในพนั สว นหนงึ่ ใน แสน แหง เทอื กเขานั้น\". ดูกอ นภิกษุท้ังหลาย! อปุ มาน้ฉี นั ใด อปุ ไมยก็ฉันนั้น : สําหรับอรยิ สาวกผถู ึงพรอมดวย (สัมมา) ทฏิ ฐิ เปน บคุ คลผรู ูพรอ มเฉพาะแลว, ความทุกขข องทานสว นทส่ี ิน้ ไปแลว หมดไปแลว ยอ มมากกวา ; ความทุกขท ่ยี งั เหลืออยู มีประมาณนอ ย : เม่อื นาํ เขาไปเทยี บกับกองทกุ ขท ส่ี นิ้ ไปแลว หมดไปแลว ในกาลกอ น ยอมไมเขา ถึงสว นหนง่ึ ใน รอย สวนหนง่ึ ในพนั สว นหน่ึงในแสน; กลาวคือความส้ินไปแหงกองทกุ ข (ของพระโสดาบนั ) ผูเปนสัตตักขตั ตปุ ร มะ. ดกู อ นภิกษทุ ั้งหลาย! การรูพ รอมเฉพาะซงึ่ ธรรม เปนไปเพ่ือประโยชนอนั ใหญหลวงอยางน้ี การไดเฉพาะซงึ่ ธรรมจักษุ เปน ไปเพ่อื ประโยชนอันใหญหลวงอยา งน้ี ดงั นี้ แล. การวางจิตเมือ่ ถูกกลา วหา ภกิ ษุ ท. ! ทางแหง ถอ ยคาํ ท่ีบุคคลอนื่ จะพึงกลาวหาเธอ ๕ อยาง เหลาน้ี มีอยู คอื ๑. กลา วโดยกาลหรือโดยมิใชก าล ๒. กลา วโดยเร่ืองจริงหรือโดยเรื่องไมจ รงิ ๓. กลาวโดยออ นหวานหรือโดยหยาบคาย ๔. กลา วดวยเรอื่ งมีประโยชนหรือไมม ปี ระโยชน ๕. กลา วดว ยมจี ติ เมตตาหรือมิโทสะในภายใน ภิกษุ ท. ! เมอื่ เขากลาวอยูอ ยางนนั้ ในกรณนี ้นั ๆ เธอพงึ ทําการสําเหนยี กอยางนี้วา“จิตของเรา จกั ไมแปรปรวน, เราจักไมก ลา ววาจาอันเปนบาป เราจักเปน ผมู จี ติ เอ็นดเู กอื้ กลู มีจติ ประกอบ และจกั มีจิตสหรคตดว ย เมตตา อันเปน จิตไพบูลย ใหญหลวง ไมม ีประมาณ ไมม ีเวร ไมม พี ยาบาท แผไปสูโ ลกถึงทสี่ ดุ ทกุ ทศิ ทาง มบี คุ คล นน้ั เปนอารมณ แลว แลอย”ู ดังน.้ี ภกิ ษุ ท.! เธอพงึ ทําการสําเหนยี กอยา งน้ีแล ภกิ ษุ ท. ! ถาโจรผูค อยชอง พึงเลือ่ ยอวยั วะนอ ยใหญของใครดว ยเล่ือยมดี า มสองขา ง ผูใดมีใจ ประทุษรา ยในโจรนนั้ ผูน นั้ ชือ่ วา ไมทําตามคําสอนของเรา เพราะเหตทุ ี่มใี จประทษุ รา ยตอโจรนน้ั ภิกษุ ท. ! ในกรณีนั้น เธอพึงทําการสําเหนยี กอยางน้วี า “จติ ของเราจกั ไมแ ปรปรวน เราจกั ไมก ลา ว วาจาอันเปนบาป เราจักเปน ผูมีจิตเอน็ ดูเกอื้ กลู มีจิตประกอบดว ยเมตตาไมม ีโทสะ ในภายในอยู ดว ยเมตตา ไมมี โทสะในภายใน อยู , จกั มจี ติ สหรคตดวยเมตตาแผไ ปยังบุคคลนนั้ อยู และ จกั มจี ติ สหรคตดวยเมตตา อนั เปนจติ ไพบลู ย ใหญห ลวง ไมมีประมาณ ไมม เี วร ไมม ีพยาบาท แผไปสโู ลกถึงทีส่ ุดทกุ ทศิ ทาง มีบุคคลนนั้ เปน อารมณ แลว แลอย”ู ด้งั นี้. ภิกษุ ท.! เธอพงึ ทําการ สําเนยี กอยา งน้ี ภกิ ษุ ท. ! เธอพงึ กระทาํ ในใจถึงโอวาทอัน เปรยี บดว ยเลอ่ื ยนี้ อยเู นอื งๆ เถดิ ภิกษุ ท! เมอ่ื เธอทาํ ในใจถึงโอวาทนั้นอยู เธอจะไดเ หน็ ทางแหงการกลาวหาเลก็ หรอื ใหญท ีเ่ ธออดกล้ัน ไมได อยอู กี หรือ ? “ขอนั้นหามิไดพระเจาขา” ภกิ ษุ ท. ! เพราะเหตนุ ้ันในเรือ่ งน้ี พวกเธอทัง้ หลายจงกระทาํ ในใจถึงโอวาทอนั เปรยี บดว ยเล่อื ยนอ้ี ยู เปน ประจาํ เถดิ นนั่ จกั เปนไปเพ่อื ประโยชนเ ก้ือกูลและความสขุ แกเ ธอ ท้ังหลายตลอดกาลนาน

พุทธวจน ๕๕ ม.ม. ๑๒/๒๕๕-๒๘๐/๒๖๗-๒๗๓ มนษุ ยผ ี คหบดีและคหปตานที ั้งหลาย การอยูรว ม ๔ ประการนี้ ๔ ประการเปน อยางไรเลา ? คอื (๑) ชายผอี ยรู ว มกบั หญงิ ผี (๒) ชายผีอยูรว มกับหญงิ เทวดา (๓) ชายเทวดาอยูรว มกบั หญงิ ผี (๔) ชายเทวดา อยูรว มกับหญงิ เทวดา คหบดแี ละคหปตานที ั้งหลายก็ชายผอี ยูรว มกบั หญงิ ผีอยางไร สามีในโลกนีเ้ ปน ผมู ักฆา สตั ว ลักทรัพย ประพฤติผิดในกาม พดู เทจ็ ดมื่ นา้ํ เมาคอื สรุ าและเมรัยอนั เปน ท่ีตงั้ แหง ความประมาท เปนคน ทศุ ีลมบี าปธรรม มใี จ อนั มลทนิ คือความตระหนีค่ รอบงาํ ดา และบรภิ าษ สมณพราหมณ อยคู รองเรอื น แมภรรยา ของเขาก็เปน ผูม ักฆา สัตว ลักทรัพยป ระพฤตผิ ดิ ในกาม พดู เทจ็ ดืม่ น้ําเมาคือสรุ าและเมรยั อนั เปนทีต่ ัง้ แหง ความประมาท เปน คนทศุ ลี มี บาปธรรม มใี จอนั มลทนิ คอื ความตระหนค่ี รอบงํา ดา และบรภิ าษสมณพราหมณ อยูครองเรือน คหบดแี ละคหปตานี ทง้ั หลายชายผอี ยรู ว มกับหญงิ ผอี ยางนี้แล ฯ คหบดีและคหปตานีท้ังหลาย ก็ชายผอี ยรู ว มกบั หญงิ เทวดาอยางไร สามีในโลกนีเ้ ปน ผมู ัก ฆา สัตวฯ ลฯ ดา และบริภาษสมณพราหมณ อยคู รองเรอื นสวนภรรยาของเขาเปนผูงดเวน จากการฆาสัตว จากการลักทรพั ย จากการ ประพฤตผิ ิดในกาม จากการพดู เท็จ จากการดืม่ น้ําเมาคอื สรุ าเมรยั อนั เปน ทต่ี ้งั แหงความประมาท มีศีล มีกลั ยาณ ธรรม มใี จปราศจากมลทินคอื ความตระหน่ี ไมดาไมบริภาษสมณพราหมณ อยูครองเรือน คหบดีและคหปตานี ทงั้ หลายชายผอี ยรู วมกับหญงิ เทวดาอยางนแี้ ล ฯ คหบดแี ละคหปตานที ั้งหลาย กช็ ายเทวดาอยรู วมกับหญงิ ผีอยางไรสามใี นโลกน้ีเปน ผูงดเวน จากการ ฆา สัตว ฯลฯ อยูครองเรอื น สวนภรรยาของเขาเปน ผมู ักฆา สัตว ฯลฯ ดา และบรภิ าษสมณพราหมณ อยูค รองเรอื น คหบดีและคหปตานที งั้ หลาย ชายเทวดาอยรู ว มกบั หญิงผีอยา งน้แี ล คหบดแี ละคหปตานีทง้ั หลาย กช็ ายเทวดาอยูรวมกบั หญงิ เทวดาอยา งไร สามีในโลกน้ีเปน ผูงดเวน จากการ ฆา สัตว ฯลฯ ไมดา ไมบรภิ าษสมณพราหมณ อยคู รองเรอื น แมภ รรยาของเขากเ็ ปน ผงู ดเวน จากการฆา สตั ว ฯลฯไม ดาไมบริภาษสมณพราหมณ อยูครองเรอื น คหบดแี ละคหปตานีทั้งหลายชายเทวดา อยูรว มกบั หญงิ เทวดาอยา งนแ้ี ล คหบดแี ละปตานที ัง้ หลาย การอยูร ว ม ๔ ประการนแี้ ล ฯ ภรรยาและสามีทั้งสองเปน ผทู ุศีล เปน คนตระหนี่ มกั ดา วา สมณพราหมณ ช่ือวา เปน ผมี าอยู รวมกนั สามี เปนผูทุศีล มคี วามตระหนี่ มักดาวา สมณพราหมณ สว นภรรยาเปน ผมู ศี ลี รคู วามประสงคของผูขอปราศจากความ ตระหนี่ ภรรยานัน้ ชือ่ วา เทวดาอยูร ว มกับสามผี ี สามเี ปนผมู ศี ลี รูความประสงคข องผขู อปราศจากความตระหนี่ สวนภรรยาเปน ผทู ศุ ลี มีความตระหนี่ มกั ดาวาสมณพราหมณ ช่อื วา หญงิ ผี อยรู วมกบั สามีเทวดา ท้ังสองเปน ผมู ี ศรัทธา รูค วามประสงค ของผูขอ มคี วามสาํ รวม เปนอยูโดยธรรม ภรรยาและสามที ั้งสองน้ัน เจรจาถอ ยคาํ ที่นา รกั แกกนั และกนั ยอมมคี วามเจรญิ รงุ เรอื งมาก มคี วามผาสกุ ทัง้ สองฝา ยมีศลี เสมอกัน รักใครกนั มาก ไมม ีใจรา ยตอกัน ครน้ั ประพฤตธิ รรม ในโลกนแี้ ลว เปน ผมู ศี ีลและวตั ร เสมอกันยอ มเปน ผเู สวยกามารมณเ พลดิ เพลินบนั เทิงใจอยใู น เทวโลก. จตุกฺก.อํ.๒๑/๗๔/๕๓

วาดว ย บทอุปมา อุปไมย ๕๖ นํา้ ตดิ กน กะลา “ราหลุ ! เธอเหน็ นาํ้ ท่ีเหลอื อยนู ิดหน่งึ ทีก่ น ภาชนะนหี้ รือ ? ” “เหน็ แลว พระเจาขา !” “ราหุล! นกั บวชทีไ่ มม ีความละอายในการแกลง กลา วเท็จ ทงั้ ท่ีรูอยูวา เปนเท็จ ก็ มคี วามเปนสมณะนดิ เดยี ว เหมอื นนํ้าทเ่ี หลืออยทู กี่ นภาชนะนี้ฉนั นั้น”. พระผมู ีพระภาคเจา ทรงสาดน้าํ นัน้ เทไป (ดวยอาการที่นาํ้ จะเหลือติดอยูไดน อ ยทส่ี ดุ เปน ธรรมดา)แลวตรสั วา : “ราหุล! เธอเหน็ น้าํ ท่ีถกู สาดเทไปแลว มิใชหรอื ?” “เห็นแลว พระเจา ขา!” ขณะทที่ รงลา งพระบาทดว ยพระองคเ อง แลว ทรงเหลอื นา้ํ ติดกน กะลาเพอ่ื เปน อุปมา, ที่เวฬุวนั ใกลนครรา ชคฤห. “ราหุล! นกั บวช ท่ีไมมคี วามละอายในการแกลง กลา วเท็จ ทงั้ ท่ีรอู ยวู า เปนเทจ็ ก็มคี วามเปนสมณะ เหลอื อยู นอ ย เหมอื นนาํ้ ท่ีสักวาเหลอื ติดอยตู ามภาชนะ (หลังจากทส่ี าดเทออกไปแลวโดยแรง) นี้ ฉันนนั้ ”. พระผูมพี ระภาคเจา ทรงคว่าํ ภาชนะนํา้ นนั้ แลว ตรัสวา : “ราหลุ ! เธอเหน็ ภาชนะทีค่ วาํ่ อยแู ลว น้ี มิใชห รือ ? ” “เหน็ แลว พระเจา ขา!” “ราหุล! นกั บวชที่ ไมม คี วามละอายในการแกลง กลาวเทจ็ ทง้ั ทีร่ อู ยวู า เปน เทจ็ ก็ มคี วามเปนสมณะ เทา กบั นาํ้ ที่เขาคว่าํ ภาชนะเสียแลวอยา งนี้ ฉันน้นั ”. พระผูม พี ระภาคเจา ทรงหงายภาชนะนนั้ ขนึ้ มาดแู ลว ตรัสวา : “ราหลุ ! เธอเหน็ ภาชนะอนั วา งจากน้ําน้แี ลว มิใชหรอื ? ” “เห็นแลว พระเจา ขา!” “ราหุล! นักบวช ท่ีไมมีความละอายในการแกลงกลา วเทจ็ ทงั้ ท่ีรูอยูวา เปน เทจ็ ก็ มีความเปนสมณะ เทากับ ความวางเปลา ของนํา้ ในภาชนะน้ีฉนั น้ันเหมอื นกัน ..ฯลฯ..” “ราหุล! เรากลา ววา กรรมอันลามกหนอ ยหนึ่ง ซ่ึงนกั บวชทไี่ มมคี วามละอายในการแกลง กลา วเท็จ ทง้ั ท่ี รูอยูวาเปนเทจ็ จะทําไมไดหามไี ม. เพราะฉะนน้ั ในเร่ืองนี้ เธอทั้งหลาย พึงสาํ เหนยี กใจไววา “เราทัง้ หลายจักไม กลา วมุสา แมแตเพ่ือหัวเราะกนั เลน” ดงั น.้ี ราหลุ ! เธอท้งั หลายพงึ สําเหนยี กใจไวอยา งน”ี้ . “ราหลุ ! กระจกเงา๑มีไวส ําหรับทาํ อะไร ? “ขาแตพระองคผูเจรญิ ! กระจกเงามไี วสาํ หรบั สองดู พระเจา ขา!” “ราหุล! กรรมท้งั หลาย ก็เปนสิ่งทีบ่ ุคคลควรสอดสองพิจารณาดแู ลว ๆ เลา ๆ เสียกอน จงึ ทาํ ลงไปทางกาย, ทางวาจา, หรอื ทางใจฉนั เดยี วกับกระจกเงานั้นเหมอื นกนั .” ม.ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖

พุทธวจน ๕๗ งเู ปอ นคถู ภกิ ษุ ท.! นักบวชชนดิ ไร ท่ที กุ ๆ คนควรขยะแขยง ไมค วรสมาคมไมค วรคบ ไมควรเขาใกล ? ภกิ ษุ ท.! นกั บวชบางคนในกรณนี ้ี เปน คนทุศีล มคี วามเปน อยูเลวทราม ไมส ะอาด มคี วามประพฤติชนดิ ที่ ตนเองนึกแลว กก็ นิ แหนงตัวเองมีการกระทาํ ทต่ี องปกปดซอนเรน ไมใชสมณะกป็ ฏิญญาวาเปนสมณะไมใชค น ประพฤติพรหมจรรยก็ปฏิญญาวา ประพฤตพิ รหมจรรย เปนคนเนา ใน เปยกแฉะมสี ญั ชาตหิ มักหมมเหมือนบอ ทเ่ี ท ขยะมูลฝอย. ภกิ ษุ ท.! นกั บวชชนิดนแี้ ลทท่ี ุก ๆ คนควรขยะแขยง ไมควรสมาคม ไมค วรคบ ไมค วรเขา ใกล. ขอนน้ั เพราะอะไร ? ภิกษุ ท.! เพราะเหตวุ า ถึงแมผทู ี่เขา ใกลชดิ จะไมถ อื เอานกั บวชชนดิ น้ี เปน ตัวอยา งกต็ าม, แตวา เสยี ง ล่ําลอื อนั เสอ่ื มเสยี จะระบือไปวา “คน ๆ น้ี มมี ติ รเลว มีเพอ่ื นทราม มีเกลอลามก” ดงั น้.ี ภิกษุ ท.! เปรียบเหมอื น งูท่ตี กลงไปจมอยใู นหลุมคูถ กัดไมไ ดก จ็ ริงแล, แตม นั อาจทาํ คนท่เี ขาไปชวยยกมนั ขึ้นจากหลมุ คถู ใหเปอ นดว ยคูถได (ดว ยการดิ้นของมัน) นฉ้ี ันใด. ภกิ ษุ ท.! แมผ ูเขา ใกลชดิ จะไมถ อื เอานักบวชชนิด นี้ เปน ตัวอยา งกจ็ ริงแล, แตว า เสยี งลาํ่ ลอื อันเสื่อมเสยี จะระบอื ไปวา “คน ๆ น้ี มีมติ รเลว มเี พือ่ นทราม มเี กลอลามก” ดงั นี้ฉนั นน้ั เหมอื นกัน. เพราะเหตนุ ัน้ นกั บวชชนดิ น้ี จงึ เปน คนทที่ กุ ๆ คนควรขยะแขยง ไมควรสมาคม ไมควรคบ ไมควรเขาใกล. ตกิ . อํ. ๒๐/๑๕๘/๔๖๖ เหตุเจริญและเหตเุ สื่อม แหง ทรัพย ๔ ประการ พยคั ฆปชชะ ! ปากทางแหง ความเสือ่ ม ๔ ประการ ของโภคะที่เกิดขน้ึ พรอ มแลวอยางนี้ มีอยู คือ ความ เปนนกั เลงหญิง นกั เลงสรุ า นักเลงการพนนั และมมี ติ รสหายเพ่ือนฝงู เลวทราม พยคั ฆปชชะ ! เปรียบเหมือนทางนํ้าเขา ๔ ทาง ทางน้าํ ออก ๔ ทาง ของบึงใหญมีอยู, บรุ ษุ ปด ทางนํ้าเขา เหลานนั้ เสีย และเปดทางนํ้าออกเหลา นั้นดว ย ทั้งฝนกไ็ มต กลงมาตามทีค่ วร พยคั ฆปช ชะ ! เม่อื เปนอยา งนนั้ ความเหอื ดแหงเทา นน้ั ท่ีหวงั ไดส ําหรับบงึ ใหญน้นั ความเต็มเปยม ไมม ี ทางทจ่ี ะหวังได น้ฉี นั ใด; พยัคฆปชชะ ! ผลท่ีจะเกดิ ขนึ้ กฉ็ นั นนั้ สาํ หรบั โภคะท่ีเกดิ ขึ้นพรอ มแลว อยา งน้ี ทม่ี ปี ากทางแหง ความ เสอ่ื ม ๔ ประการ คอื ความเปน นกั เลงหญิง เปน นกั เลงสรุ า เปนนกั เลงการพนนั และมมี ติ รสหายเพ่อื นฝงู เลวทราม. พยคั ฆปช ชะ ! ปากแหง ความเจริญ ๔ ประการ ของโภคะทเี่ กิดขึ้น พรอ มแลว อยางนี้ มีอยู คือ ความไมเ ปน นกั เลงหญงิ ไมเ ปน นักเลงสรุ า ไมเ ปน นักเลงการพนนั และมมี ิตรสหาย เพ่ือนฝงู ท่ีดงี าม. พยัคฆปชชะ ! เปรยี บเหมือนทางน้ําเขา ๔ ทาง ทางนํา้ ออก ๔ ทาง ของบงึ ใหญ, บรุ ุษเปด ทางน้ําเขา เหลา นน้ั ดว ย และปดทางนํ้าออกเหลา นั้นเสีย ทั้งฝนก็ตกลงมาตามที่ควรดวย พยัคฆปช ชะ ! เมือ่ เปน อยา งนน้ั ความ เต็มเปย มเทา นนั้ ท่ีหวงั ไดสาํ หรบั บงึ ใหญนน้ั ความเหือดแหง เปน อนั ไมต อ งหวงั นีฉ้ นั ใด; พยคั ฆปช ชะ ! ผลทีจ่ ะเกิดขน้ึ ก็ฉันนน้ั สําหรบั โภคะท่เี กดิ ขึ้นพรอ มแลว อยางนี้ ที่มีปากทางแหง ความเจริญ ๔ ประการ คอื ความไมเปน นักเลงหญงิ เปนไมนกั เลงสุรา ไมเปน นักเลงการพนนั และมมี ิตร สหายเพื่อนฝงู ทดี่ ี งาม.

วาดว ย บทอุปมา อุปไมย ๕๘ พยคั ฆปชชะ ! ธรรม ๔ ประการ (ดงั ทีก่ ลา วแลว ขา งตน อนั เวน เสีย จากอบายมขุ สี่ และประกอบดว ย อบายมขุ สี่) เหลา นี้แล เปน ธรรมเปนไปเพอ่ื ประโยชนเ กอ้ื กลู เพอื่ ความสุข ของกุลบตุ ร ในทฏิ ฐธรรม. อฏ ธกฺ อ.ํ ๒๓/๓๙๓/๑๔๔. เรื่องสัตว ๓ สหาย ดกู รภิกษทุ ้ังหลาย เร่ืองเคยมมี าแลว มตี น ไทรใหญต นหน่ึงอยูแถบหมิ พานต สัตว ๓ สหายคอื นกกระทา, ลิง, ชาง, อาศัยตน ไทรใหญน นั้ อยู ทง้ั สามสัตวน ั้นมไิ ดเคารพ มิไดย ําเกรงกัน มคี วาม ประพฤตไิ มก ลมเกลยี วกนั อยู จึงสตั ว ๓ สหายนนั้ ปรกึ ษา กันวา โอ พวกเราทําอยางไรจึงจะรไู ดแ นวา บรรดาพวกเราผใู ดเปนใหญโ ดยกาํ เนดิ พวกเราจะไดสกั การะ เคารพ นบั ถอื บชู าผูน้นั แลจะไดตง้ั อยู ในโอวาทของผูน ้ันจึงนกกระทาและลงิ ถามชางวา สหายทา นจําเรอ่ื งเกา แกอ ะไรไดบา ง ชางตอบวา สหายท้ังหลาย เม่ือฉนั ยงั เลก็ ฉนั เดินครอมตน ไทรน้ีไว ในหวางขาหนีบได ยอดไทรพอระทอ งฉัน ฉันจาํ เรอ่ื งเกา ได ดังน้ี นกกระทากบั ชา งถามลงิ วา สหาย ทา นจาํ เรอ่ื งเกาแกอ ะไรไดบ าง ลงิ ตอบวา สหายทง้ั หลาย เม่ือฉันยงั เล็ก ฉันนงั่ บนพน้ื ดนิ เค้ยี วกินยอดไทรนี้ ฉนั จํา เรอื่ งเกา ได ดงั น้ี ลิงและชา งถามนกกระทาวา สหาย ทานจาํ เร่อื งเกาแกอ ะไรไดบา ง นกกระทาตอบวา สหายทงั้ หลาย ในสถานทีโ่ นน มตี น ไทรใหญ ฉันกินผล จากตน ไทร ใหญนัน้ แลว ไดถายมลู ไว ณ สถานทน่ี ี้ ตน ไทรตน น้ีเกดิ จากตนไทรใหญ นั้น เพราะฉะนัน้ ฉนั จงึ เปนใหญก วา โดยกําเนดิ ลิงกบั ชา งไดก ลา วกับนกกระทาวา บรรดาพวกเรา ทา นเปน ผูใหญกวา โดยกําเนดิ พวกเราจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาทา นและจะต้ังอยใู นโอวาทของทาน ดกู รภิกษุทั้งหลาย นกกระทาไดใ หล งิ กับชา ง สมาทานศีลหา และตนเอง ก็ประพฤติ สมาทานในศลี หา สัตวทัง้ สามมีความเคารพยาํ เกรงกัน มคี วามประพฤตกิ ลมเกลียวกันอยู เบ้ืองหนาแตการตายเพราะการทําลายแหงกายไดเ ขา ถึงสคุ ตโิ ลกสวรรค ดกู รภิกษุทงั้ หลายวตั รจริยาน้ี แลไดช อื่ วา ติตติริยพรหมจรรย ฯ คนเหลา ใด ฉลาดในธรรม ประพฤตอิ อนนอ มตอทานผูใหญ ยอมเปนผูอันมหาชนสรรเสริญ ในปจ จบุ ันนี้ ทัง้ สัมปรายภพของ คนเหลาน้นั เปน สคุ ตแิ ล ดกู รภกิ ษุทัง้ หลาย แทจ ริงสตั วเ หลาน้ันเปน ดริ ัจฉาน ยังมีความเคารพ ยาํ เกรงกนั มีความ ประพฤติกลมเกลยี วกันอยู การทีพ่ วกเธอเปน บรรพชติ ในธรรม วินยั ทเี่ รากลาวดีแลวอยา งน้ี มีความ เคารพยาํ เกรงกัน มคี วามประพฤตกิ ลมเกลยี ว กันอยู นัน่ จะพึงงามในธรรมวินยั นีโ้ ดยแท ดกู รภิกษุ

พุทธวจน ๕๙ ท้งั หลาย เราอนุญาตการกราบไหว การลกุ รบั การทาํ อัญชลีกรรม การทําสามจี กิ รรม อาสนะทเ่ี ลศิ นา้ํ อนั เลศิ บณิ ฑบาตอนั เลิศ ตามลาํ ดบั ผูแกกวา จลุ ฺล. ว.ิ ๗/๗๔/๒๖๒


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook