Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการเพิ่มความสมดุลในการพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการเพิ่มความสมดุลในการพัฒนา

Published by Chalermkiat Deesom, 2016-11-24 22:27:21

Description: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการเพิ่มความสมดุลในการพัฒนา

Search

Read the Text Version

81

82

พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั กับการเพ่มิ ความสมดุลในการพฒั นา โดยรศ. ดร. จริ ายุ อิศรางกรู ณ อยุธยา

คำนยิ มหนังสือเรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการเพ่ิมความสมดุลในการพัฒนาช่วยให้เราเข้าใจบทบาทของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่ีมีผลต่อการเพ่ิมความสมดุลในการพัฒนาโดยเฉพาะมีการนำไปปฏบิ ัตจิ นเกดิ ประโยชน์แก่ประชาชนเป็นจำนวนมากจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อันเน่ืองมาจากการเปล่ียนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความไม่สมดุลด้านการกระจายรายได้ ความไม่สมดุลในการใช้และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม ความไมส่ มดุลของการพฒั นาเมืองและชนบท ที่เกดิ จากการหล่งั ไหลจากชนบทสู่เมืองเพื่อหวังหารายได้เพ่ิมขึ้น รวมท้ังเกิดปัญหาค่านิยมและความเสื่อมถอยทางศีลธรรม เกิดสภาพวัตถุนิยม บริโภคเกินความจำเป็นก่อปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด หน้ีสิน และการคอรัปช่ัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงได้พระราชทานพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส สำหรับเป็นแนวทางดำเนินชีวิตให้แก่ประชาชน เช่น การพัฒนาประเทศนั้น ต้องสรา้ งพื้นฐานคือ ความพอมี พอกินพอใช้ ของประชาชนส่วนใหญเ่ ปน็ เบ้อื งต้นก่อน

หนังสือน้ีได้รวบรวมความรู้ท่ีเกิดข้ึนจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีข้อมูลสถิติ ทำให้เห็นสภาพความแตกต่างของสภาวะก่อนและหลังการพัฒนาเพ่ือแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ครอบคลุมทั้งด้านสาธารณสุขการศึกษา การเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมท้ังปญั หาจราจร จากศูนย์ศกึ ษาการพฒั นาอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ รวม 6 ศนู ย์กระจายอยทู่ ั่วทกุ ภมู ิภาค ถือว่าเป็น “พพิ ิธภัณฑม์ ีชีวติ ” เพือ่ วิจยั พัฒนา สาธิตเผยแพรอ่ งค์ความรูใ้ ห้ประชาชนนำไปปฏิบตั เิ องได้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม และเป็นการสมควรอย่างย่ิงที่เยาวชนและประชาชนจะไดอ้ า่ นทำความเข้าใจสาระทท่ี รงคณุ คา่ เหลา่ น้ี รวมทงั้ มีความเหมาะสมทจ่ี ะใช้เป็นหนังสืออ้างอิงและเป็นคู่มือในการจัดกิจกรรมเรื่องการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยน้อมนำพระราชดำรัสใส่เกล้าใส่กระหม่อมร่วมมือกันแก้ปัญหาในท้องถ่ินของตนเองให้ประเทศชาติมีความสมดุลในการพัฒนา เพื่อให้เกิดการกินอยู่ดีของประชาชนต่อไป (นายชินภัทร ภมู ริ ัตน) เลขาธกิ ารคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน 25 ธันวาคม 2552

สารบัญ หน้า 5 คำนำ 6 ภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมไทย 16 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว กับแนวทางการเพมิ่ ความสมดุลในการพฒั นา 2344 โครงการอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ 6 ตวั อยา่ งโครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดำริ • โครงการปลานิลจติ รลดา • โครงการจดั การปัญหาน้ำทว่ มกรงุ เทพฯ • โครงการหญา้ แฝก • โครงการฝายชะลอความช่มุ ชน้ื • โครงการหลวง • โครงการคลองลดั โพธ์ิ โครงการสะพานภมู ิพล และ โครงการอนุรกั ษพ์ ื้นทสี่ ีเขียวบางกะเจ้า เพ่อื แก้ปัญหาน้ำทว่ ม จราจร และสิง่ แวดล้อม ในมหานครอย่างบรู ณาการ 74 สรุป การต่อยอดอย่างยง่ั ยืน 4

คำนำ โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นโครงการท่ีเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายท่ีเล็งเห็นคุณค่าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีความประสงค์ร่วมกันท่ีจะสืบสานพระราชปณิธานเพ่ือน้อมนำมาปฏิบัติและต่อยอดให้เกิดการนำไปใช้ในสังคมวงกว้าง และขับเคล่ือนประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ย่ังยืนบทความนี้กล่าวถึงการพัฒนาที่ผ่านมา โดยเป็นการวิเคราะห์ถึงบทบาทของโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนความรู้ท่ีได้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริท้ัง 6 แห่งท่ีมีผลต่อการเพิ่มความสมดุลในการพัฒนา โดยยกตัวอย่าง 6 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ท่ีมีการนำไปปฏิบัติจนเกิดประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้ มุ่งหวังเป็นอย่างย่ิงว่าบทความนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในการพัฒนาที่ย่ังยืนของประเทศไทยต่อไปขอขอบคุณ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมพัฒนาท่ีดิน กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สมาคมผู้ส่ือข่าวเศรษฐกิจ ในการสนับสนุนข้อมลู โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ผศ. ดร. ธนั วา จิตตส์ งวน รองอธิการบดีมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ และทุกท่านที่เสนอความคิดเห็นจึงทำให้การปรับปรุงครั้งที่ 3สมบูรณ์ย่ิงขึ้น 5

1ภาพรวมการพฒั นา เศรษฐกจิ และสงั คมไทย ในชว่ ง 66 ปี ระหวา่ ง พ.ศ. 2489 - 2555 ดเู หมอื นวา่ ประเทศไทย มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงและยาวนานต่อเน่ือง เมื่อเทียบกับ ประเทศทีก่ ำลังพัฒนาอ่ืนๆ จนไดร้ ับการขนานนามวา่ เป็น 1 ใน 13 ประเทศ ของโลก ที่ถูกจัดให้เป็น “Economic Miracles”1 (มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ) ด้วยอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าร้อยละ 7 เป็นเวลา 25 ปี อย่างต่อเน่ือง ในชว่ งหลังสงครามโลกคร้งั ที่ 2 ซึ่งประเทศเหล่าน้แี สดงใหเ้ หน็ แลว้ ว่าสามารถ ทำใหเ้ กดิ ข้ึนได้ แตก่ ย็ ากทจ่ี ะทำใหเ้ กิดขึน้ อกี 2 .............................................................................................................................. 1 ประเทศ Economic Miracles ไดแ้ ก่ สาธารณรฐั บอตสวานา สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล สาธารณรัฐ ประชาชนจีน เขตบริหารพเิ ศษฮอ่ งกง สาธารณรัฐอนิ โดนีเซีย ญ่ปี นุ่ สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย สาธารณรัฐมอลตา รฐั สลุ ตา่ นโอมาน สาธารณรฐั สิงคโปร์ ไตห้ วัน และราชอาณาจักรไทย 2 The Growth Report: Strategies for Sustained Growth and Inclusive Development. The Commission on Growth and Development, The World Bank, 2008.6

ทีม่ า : The Growth Report: Strategies for Sustained Growth and Inclusive Development. 7 The Commission on Growth and Development, The World Bank, 2008.หมายเหตุ : * ประเทศที่มรี ายได้ตอ่ หัวเทยี บเทา่ ระดบั รายไดต้ อ่ หวั ของประเทศอุตสาหกรรม ** ช่วงเวลาทมี่ กี ารเติบโตของผลติ ภณั ฑม์ วลรวมภายในประเทศเทา่ กบั หรือมากกวา่ รอ้ ยละ 7 ตอ่ ปี *** หน่วยเป็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ใน พ.ศ. 2543ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยกไ็ ดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงไปมาก โดยมแี นวโนม้ เปลย่ี นจากสงั คมชนบทเปน็ สงั คมเมอื งอย่างต่อเนื่อง ซ่ึงสอดคล้องกับที่นักวิชาการ เช่น ศ. ณัฏฐพงศ์ ทองภักดีได้วิเคราะห์ไว้ว่า“...ประเทศไทยได้มีการปรับโครงสร้างการผลิต โดยมีความเป็นอุตสาหกรรมมากขึน้ ซ่งึ สินค้าอตุ สาหกรรมเป็นสินคา้ ที่มีทกั ษะการผลติ สูง ท้ังยงั มกี ารขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูง ทั้งการส่งออกและการผลิต ท้ังนี้อัตราการขยายของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย มีการขยายสูงเม่ือเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง...”

ขณะเดียวกนั มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจทีเ่ พิ่มขึ้น ทั้งด้านการผลติ และการส่งออกพร้อมกับการเปล่ียนแปลงของเศรษฐกิจไทย ท่ีเคยพ่ึงพิงการผลิต ในภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก มีการปรับโครงสร้างเป็นภาคอุตสาหกรรมมากข้ึน หลังจากดำเนินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 - 2509) เปน็ ตน้ มา ดังจะเหน็ ได้จาก ตวั เลขผลติ ภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพม่ิ ข้ึน จากประมาณ 2.30 แสนลา้ นบาท เมอื่ พ.ศ. 2494 เปน็ ประมาณ 8.20 ลา้ นลา้ นบาท ใน พ.ศ. 2554 คดิ เป็นการเพ่มิ ขน้ึ 35.60 เท่า การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ ระหวา่ ง พ.ศ. 2494 - 25548

ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งเศรษฐกิจ สงั คม และสิ่งแวดล้อมของไทย คอื การเพ่ิมขนึ้ ของจำนวนประชากร ซ่ึงเพ่ิมข้ึนมากกว่า 3 เท่าตัว จากประมาณ 17 ล้านคน เม่ือ พ.ศ.2489 มาเปน็ ประมาณ 64.45 ลา้ นคน ใน พ.ศ. 2555 และหากยิง่ นับย้อนกลบั ไปในชว่ ง พ.ศ. 2393 สมัยรชั กาลท่ี 4 ซึ่งมีการประเมนิ จำนวนพลเมืองพบวา่ มอี ยู่ประมาณ 2 - 4 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวน 64 ล้านคนในปัจจุบัน นับว่าเป็นตัวเลขการเปล่ียนแปลงท่ีค่อนข้างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่ปริมาณเท่าน้ันทมี่ กี ารเปล่ียนแปลง หากแตค่ ่านิยม ทศั นคติ และพฤติกรรมของคนก็มีแนวโน้มทเ่ี ปลี่ยนไปอยา่ งมากดว้ ย การเปล่ียนแปลงจำนวนประชากร พ.ศ. 2489 - 2555ทม่ี า : ขอ้ มลู พ.ศ. 2489 ประมาณการจำนวนประชากร จากวารสารสถติ ริ ายไตรมาส พ.ศ. 2512 - 2513 ขอ้ มลู พ.ศ. 2510 - 2555 จำนวนประชากรจากสำนกั งานกลางทะเบยี นราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 9

นอกจากน้ี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว เพิ่มจาก 11,400 บาทต่อคนต่อปี เม่ือ พ.ศ. 2494 เป็น 121,436 บาทต่อคนต่อปี ใน พ.ศ. 2554 คิดเป็นอตั ราการเพิ่มขึ้น 10.65 เท่า การเปลี่ยนแปลงรายไดต้ อ่ หวั ของประชากรระหวา่ ง พ.ศ. 2494 - 2554 หมายเหตุ : ขอ้ มลู ข้างต้น ใข้ตวั เลขผลิตภณั ฑม์ วลรวมภายในประเทศ (GDP) ต้งั แต่ พ.ศ. 2533 ซ่ึงเปน็ ตวั เลขอนุกรมใหมแ่ บบดชั นลี ูกโซ่ อ้างอิง พ.ศ. 2545 และประมาณการยอ้ นกลบั ไปถงึ พ.ศ. 2494 ด้วยอตั ราการขยายตวั ทางเศรษฐกิจของ GDP ปีเดียวกันที่คดิ ในราคา พ.ศ. 2531 ทีม่ า : สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ. National Income of Thailand, Chain Volume Measures 1990-2010 edition (รายได้ประชาชาติของประเทศไทย แบบปริมาณลูกโซ่ ฉบับ พ.ศ. 2533 - 2553 หนา้ 168 - 172) 10

ขณะเดียวกันก็พบว่า ประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจน3มจี ำนวนลดลงโดยลำดบั กลา่ วคอื ลดลงจากประมาณ 22.1 ลา้ นคน เมอื่ พ.ศ. 2531เหลอื เพยี ง 5.1 ล้านคน ใน พ.ศ. 2553 คิดเป็นสดั ส่วนลดลงกวา่ 4 เทา่ การเปล่ยี นแปลงของจำนวนประชากรท่อี ยู่ใตเ้ สน้ ความยากจน ระหวา่ ง พ.ศ. 2531 - 2553หมายเหตุ : ขอ้ มูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกจิ และสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ประมวลผลโดยสำนักพฒั นาฐานข้อมูลและตัวชว้ี ดั ภาวะสงั คม สศช. ขอ้ มูล พ.ศ. 2550 ได้ปรบั ข้อมูลรายไดท้ บ่ี ันทกึ ตดิ ลบหรือขาดทุนใหเ้ ป็น 0 (ศนู ย์) ขอ้ มลู พ.ศ. 2553 ไมม่ ีการสำรวจดา้ นรายได้ของครวั เรอื น....................................................................................................................................3 เสน้ ความยากจน (Poverty Line) เปน็ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชว้ ดั ความยากจนเชงิ เศรษฐกจิ หรอื รายไดโ้ ดยวดั จากการขาดแคลน รายได้ที่เพียงพอสำหรับบริโภคอาหารเพื่อการยังชีพและความต้องการสินค้าพื้นฐานท่ีจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งจะ ปรับเปลี่ยนไปทุกปีตามสภาวะเศรษฐกิจ จากคำนิยามนี้ คนยากจน หมายถึง ผู้ที่มีรายได้ต่อคนต่อเดือนต่ำกว่า เสน้ ความยากจน เชน่ ใน พ.ศ. 2531 เสน้ ความยากจนอยทู่ รี่ ะดบั 633 บาทตอ่ คนตอ่ เดอื น พ.ศ. 2539 เพมิ่ ขนึ้ เปน็ 953 บาท ตอ่ คนตอ่ เดอื น พ.ศ. 2550 เพม่ิ ขนึ้ เปน็ 1,443 บาทตอ่ คนตอ่ เดอื น และ พ.ศ. 2553 เพมิ่ ขน้ึ เปน็ 1,678 บาทตอ่ คนตอ่ เดอื น 11

ท้ังนี้ ถึงแม้ว่าสัดส่วนของประชากรท่ีอยู่ใต้เส้นความยากจนจะลดลงมาก แต่จำนวนตัวเลข 5 ล้านคนก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงและผู้ที่อยู่เหนือเส้นระดับ ความยากจนแบบคาบเส้นก็มีความเสี่ยงที่จะตกไปอยู่ใต้เส้นความยากจนอีก ดังนั้น ปัญหาความยากจนจึงมอิ าจกล่าวไดว้ ่าหมดไปจากประเทศไทย การเปล่ียนแปลง ดังกล่าวข้างต้นส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการของรัฐที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการท่ีมากขึ้น โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การศึกษา และความม่ันคงทางอาชีพท่ีไม่ทั่วถึง จนก่อให้เกดิ ช่องวา่ งทางสงั คมและปญั หาตา่ งๆ ตามมามากมาย ดังท่ีนกั วชิ าการ หลายท่านได้วิเคราะห์และจากรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2550 ที่กล่าวว่ามีความไม่สมดุลเกิดขึ้นในหลายมิติ ซึ่งอาจสรุปในเรื่อง ทีส่ ำคัญๆ ได้ ดังนี้1 ความไมส่ มดลุ ด้านการกระจายรายได้ โดยปกติแล้วในระยะเร่ิมต้นของการพัฒนา รายได้ของประชาชนในประเทศ ที่กำลังพฒั นามกั จะมีความแตกต่างกันสงู มาก แต่ในระยะตอ่ มาแนวโนม้ ดงั กล่าว จะเปลี่ยนไป แต่สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้น เป็นเวลาถึง 40 กว่าปีแล้ว ทค่ี วามไมเ่ ทา่ เทยี มกนั ของรายไดม้ แี นวโนม้ ทกี่ ลบั จะเพมิ่ ขน้ึ ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากขอ้ มลู การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า กลุ่มครัวเรือนท่ีมีรายได้สูงหรือกลุ่มคนรวยท่ีสุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก มีสัดส่วนของรายได้ต่อรายได้ของคนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49.3 เมื่อ พ.ศ. 2519 เปน็ ร้อยละ 54.9 ใน พ.ศ. 2551 ในขณะท่ีกลมุ่ คนยากจนทส่ี ุด ของประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์หลัง มีสัดส่วนของรายได้ลดลงจากร้อยละ 6.1 เหลือเพยี งรอ้ ยละ 4.4 ในช่วงเวลาเดยี วกัน โดยกล่มุ อาชีพท่ยี ากจนทสี่ ดุ เปน็ กลมุ่ เกษตรกรซ่ึงเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ12

ขอ้ มูลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการผลติ (พ.ศ. 2494 - 2554)ผลิตภณั ฑ์มวลรวมภายในประเทศ ณ ราคาตลาดปัจจุบันพ.ศ. 2494 พ.ศ. 2554ภาคบรกิ ารและอนื่ ๆ 40% ภาคบรกิ ารและอน่ื ๆ 60%ภาคอตุ สาหกรรม 15% ภาคอตุ สาหกรรม 32%ภาคเกษตรกรรม 45% ภาคเกษตรกรรม 8%หมายเหตุ : ข้อมูลจากราคาตลาดในปนี ้นั ๆ (Gross Domestic Product at Market Prices by Industrial Origin)ท่ีมา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติจากตวั เลขเหลา่ นี้แสดงให้เห็นวา่ การกระจายรายได้ในประเทศไทยมคี วามไมส่ มดุลมากยง่ิ ข้ึน ในชว่ งระยะเวลาดงั กล่าว โดยสดั ส่วนรายได้ภาคอตุ สาหกรรมเพิ่มข้ึนกว่า เทา่ ขณะท่ีสัดส่วนรายได้ภาคเกษตรกรรมลดลงกวา่ เทา่ 13

2ความไมส่ มดุลในการใชแ้ ละการดแู ล ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราสูง ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไม่คำนึงถึงขีดจำกัดเท่าท่ีควร และยังทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ ฯลฯ ที่เคยอุดมสมบูรณ์มีแนวโน้มร่อยหรอ และ เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเรว็ นอกจากนี้ เม่ือพิจารณาสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็นรายสาขา พบว่า สัดส่วนรายได้จากภาคเกษตรลดลงเป็นอย่างมาก จากร้อยละ 45 เมอ่ื พ.ศ. 2494 เหลอื เพยี งรอ้ ยละ 8 ใน พ.ศ. 2554 ขณะท่เี ม่ือเปรยี บเทียบกบั ช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนรายได้จากภาคอุตสาหกรรมปรับตัวในทิศทางตรงข้าม คือ เพ่ิมขึ้นต่อเนื่องจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 32 ส่วนรายได้จากภาคบริการ ยังคงมีสัดส่วนเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 60 การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดปัญหามลพิษในด้านต่างๆ เช่น น้ำเน่าเสีย อากาศเสีย เสียงรบกวน กากของเสีย และสารอันตรายท่ีมีปริมาณ3มากขึน้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและชมุ ชนมากข้ึนตามลำดับ ค วามไมส่ มดลุ ของการพฒั นาเมอื งและชนบท การเจริญเติบโตของเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดการกระจุกตัว ของประชากร ซงึ่ เกดิ ขน้ึ จากการหลงั่ ไหลจากชนบทสเู่ มอื งเพอื่ หวงั หารายไดเ้ พมิ่ ขน้ึ เกิดความเหล่ือมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเขตมหานครและส่วนภูมิภาคที่มากข้ึน ทงั้ นี้ กรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑลยงั คงมฐี านเศรษฐกจิ และอตั ราการเจรญิ เตบิ โต ที่รวดเร็วกว่าภาคอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ใน พ.ศ. 2532 มูลค่าของผลผลิตรวม ของกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 42 ของผลผลิตรวมของประเทศ ในขณะที่ภาคอ่ืนๆ มีสัดส่วนลดลงตามลำดับเม่ือเทียบกับช่วงเดียวกัน14

4ปญั หาคา่ นิยมและศลี ธรรมที่เสือ่ มลง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศจากเศรษฐกิจการเกษตร มาสเู่ ศรษฐกจิ อตุ สาหกรรม เปน็ เหตใุ หส้ งั คมไทยเปลยี่ นแปลงจากสงั คมชนบทมาสู่ ความเป็นสังคมเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบไทยด้ังเดิม ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการดำเนินชีวิตในรูปแบบสมัยใหม่ท่ีเร่งรีบ เผชิญภาวะ การแขง่ ขนั และมีความกดดนั สงู ซง่ึ ส่งผลกระทบต่อสภาพจติ ใจ วัฒนธรรม และ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยโดยส่วนรวม นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ยังก่อให้เกิด กระแสวัตถุนิยม และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างไม่เหมาะสม เช่น การใช้ อินเทอร์เน็ตโดยขาดคุณธรรมและความรอบคอบ ทำให้ภูมิต้านทานที่สังคมมีอยู่ ลดลง จนเกิดเป็นค่านิยมบริโภคเกินความจำเป็น ท้ังหมดนี้ ทำให้ปัญหาต่างๆ เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด ปัญหาหน้ีสิน และปัญหาคอรัปชั่น มีแนวโน้ม ทวคี วามรนุ แรงมากยง่ิ ขึน้ ความไม่สมดุลท่ีเกิดขึ้นในหลายมิติของสังคมนี้ ทำให้ฐานรากของการพัฒนา ประเทศขาดความมั่นคง เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน ท้ังจาก ปัจจัยภายในและภายนอกเข้ามากระทบประเทศไทยซึ่งมีภูมิต้านทานน้อยอยู่แล้ว จึงได้รับความเสียหายอย่างหนักหลายครั้ง หากแต่ประเทศไทยยังมีศูนย์รวมหลักคิด หลักปฏิบัติท่ีสามารถเรียนรู้และ น้อมนำมาประยุกต์ใช้เพ่ือฝ่าวิกฤตและเตรียมรองรับความไม่แน่นอนและ ความผันผวนต่างๆ ท่ีจะเกิดข้ึนได้ น่ันคือพระราชดำรัส แนวพระราชดำริ และประสบการณ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้มีหลักยึดเหนี่ยว พร้อมเผชิญกับปัญหาอย่างมีสติปัญญา .................................................................................................................................... สำหรบั ขอ้ มลู เกยี่ วกบั การเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งทางเศรษฐกจิ ไทยในชว่ งระยะเวลาดงั กลา่ ว สามารถหาเพมิ่ เตมิ ไดท้ ี่ 1. ณฏั ฐพงศ์ ทองภกั ด.ี เศรษฐกจิ นโยบายสาธารณะ. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ไทยพฒั นารายวนั การพมิ พ์ จำกดั , 2551. 2. ผาสกุ พงษไ์ พจติ ร, ครสิ เบเคอร.์ เศรษฐกจิ การเมอื งไทยสมยั กรงุ เทพฯ. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ : ซลิ คเ์ วอรม์ , 2546. 3. โครงการพฒั นาแหง่ สหประชาชาตปิ ระจำประเทศไทย. รายงานการพฒั นาคนของประเทศไทย ปี 2550 เศรษฐกจิ พอเพยี งกบั การพฒั นาคน. กรงุ เทพฯ : คนี พบั ลชิ ชงิ่ (ประเทศไทย), 2550. (สำหรบั ผทู้ ตี่ อ้ งการรายงานฉบบั ภาษาองั กฤษ ตดิ ตามไดท้ ี่ www.undp.or.th/resources/nhdr.html) 4. The Growth Report: Strategies for Sustained Growth and Inclusive Development. The Commission on Growth and Development, The World Bank, 2008. 15

2พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั กบั แนวทางการเพ่มิ ความสมดลุ ในการพัฒนา16

ความไม่สมดุลที่เกิดข้ึนในสังคมไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามแก้ไขโดยมีผลสำเร็จพอสมควร เม่ือเทียบกับความยากและระดับของปัญหาท่ีประเทศเผชิญอยู่ พระองค์ทรงดำเนินการแก้ไขผ่านบทบาทที่สำคัญตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ คือ “พระราชทานคำปรึกษา”“ทรงสนับสนุน” และ “ทรงตักเตือน” (The right to be consulted, the right toencourage and the right to warn)4 ซ่งึ เป็นหลกั ท่ีระบุโดย Constitutionalistชาวองั กฤษ นามวา่ Walter Bagehot อันเปน็ หลกั ท่ีพระมหากษตั รยิ ใ์ นประเทศทัว่ โลกทีม่ รี ัฐธรรมนูญทรงดำเนนิ ตาม มใิ ช่จะบันดาลส่ิงใดไดต้ ามพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั จงึ พระราชทานคำแนะนำ ทรงเตอื นสติผ่านพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในวาระโอกาสสำคัญแก่ผู้บริหารประเทศและประชาชนชาวไทยทุกคนถึงการเฝ้าระวังการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมคร้ังใหญ่ๆ ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหาเพ่ือให้รอดพ้นจากวิกฤตเหล่าน้ัน และแนวทางการพัฒนาเพ่ือให้เกิดความอยู่ดีกินดีของประชาชน....................................................................................................................................4 จากบทสัมภาษณ์นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสแนะนำหนังสือเร่ือง The King of Thailand in World Focus เมอ่ื วนั ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 17

ทัง้ นี้ ไดอ้ ัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวส่วนหน่ึง ทแ่ี สดงให้เหน็ ถึงแนวพระราชดำริในการเพิม่ ความสมดุล “ในการพฒั นาประเทศและประชาชนอยา่ งชดั เจน ...การพัฒนาประเทศจำเปน็ ตอ้ งทำตามลำดับข้ัน. ต้องสรา้ งพนื้ ฐาน คือความพอมีพอกนิ พอใชข้ องประชาชนส่วนใหญเ่ ปน็ เบอื้ งตน้ กอ่ น โดยใชว้ ิธกี ารและใช้อุปกรณท์ ปี่ ระหยัด แต่ถกู ต้องตามหลักวิชา เมือ่ ได้พ้นื ฐานมัน่ คงพรอ้ มพอควรและปฏิบตั ไิ ด้แล้ว จึงค่อยสรา้ งค่อยเสรมิ ความเจริญและฐานะเศรษฐกิจข้นั ท่สี ูงขน้ึ โดยลำดับต่อไป หากมุ่งแตจ่ ะทมุ่ เทสร้างความเจรญิ ยกเศรษฐกจิ ขนึ้ ให้รวดเรว็ แต่ประการเดยี ว โดยไมใ่ ห้แผนปฏบิ ตั ิการสัมพนั ธ์ กบั สภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องดว้ ย กจ็ ะเกิดความไมส่ มดลุ ในเรอ่ื งตา่ งๆ ขึ้น ซง่ึ อาจกลายเปน็ ความยุ่งยากลม้ เหลวได้ในที่สดุ ดงั เห็นได้ ทอ่ี ารยประเทศหลายประเทศ กำลงั ประสบปญั หาทางเศรษฐกิจอย่างรนุ แรงอยใู่ นเวลาน.้ี .. ” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว ในพธิ พี ระราชทานปรญิ ญาบัตรของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ ณ หอประชมุ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2517 18

“...การชว่ ยเหลือสนับสนนุ ประชาชนในการประกอบอาชพี และต้งั ตัว ให้มคี วามพอกนิ พอใช้กอ่ นอืน่ เป็นพนื้ ฐานนนั้ เป็นสิง่ สำคญั อย่างย่งิ ยวด เพราะผู้ทมี่ ีอาชีพและฐานะเพยี งพอที่จะพง่ึ ตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจรญิ กา้ วหน้าระดับท่สี งู ขน้ึ ตอ่ ไปได้โดยแนน่ อน ส่วนการถือหลักทจี่ ะส่งเสริมความเจริญใหค้ ่อยเป็นไปตามลำดับ ดว้ ยความรอบคอบระมัดระวงั และประหยดั น้นั กเ็ พอ่ื ป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลผุ ลสำเรจ็ ไดแ้ นน่ อนบริบูรณ์ เพราะหากไมก่ ระทำดว้ ยความระมัดระวัง ยอ่ มจะหวงั ผลเตม็ เมด็ เตม็ หน่วยได้โดยยาก...่.......... ” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชมุ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วนั ศุกรท์ ี่ 19 กรกฎาคม 2517 19

“ ...แต่การทจ่ี ะพัฒนาให้เปน็ บรรลุผลเปน็ ประโยชน์ดงั กลา่ วได้ จำเปน็ ทจ่ี ะต้องพัฒนาฐานะความเป็นอยขู่ องประชาชนใหอ้ ยู่ดกี นิ ดี เป็นเบ้ืองตน้ ก่อน เพราะฐานะความเปน็ อยขู่ องประชาชนน้นั คือรากฐานอยา่ งสำคัญของความสงบและความเจริญมน่ั คง. ถ้าประชาชนทุกคนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดแี ลว้ ความสงบ และความเจรญิ ย่อมจะเปน็ ผลกอ่ เกิดต่อตามมาอย่างแนน่ อน. จึงอาจพดู ได้ว่า การพฒั นากค็ ือการทำสงครามกบั ความยากจน เพอื่ ความอยู่ดีกินดขี องประชาชนโดยตรง... ” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ในพิธพี ระราชทานปริญญาบัตรของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจกั รพันธ์เพ็ญศริ ิ วนั ศุกรท์ ่ี 26 กรกฎาคม 253920

“...ความจริงเคยพดู เสมอในทปี่ ระชมุ อย่างนวี้ า่ การจะเปน็ เสือนนั้ ไมส่ ำคัญ. สำคัญอย่ทู เี่ รามเี ศรษฐกิจ”แบบพอมีพอกิน. แบบพอมีพอกินนนั้ หมายความว่า อมุ้ ชตู วั เองได้ ใหม้ พี อเพยี งกบั ตวั เอง.......... . พระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั พระราชทานแก่คณะบคุ คลต่างๆ ท่เี ขา้ เฝา้ ฯ ถวายชัยมงคลเน่ืองในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจติ รลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพฤหสั บดีที่ 4 ธันวาคม 2540 21

“ ...เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมอื นรากฐานของชีวิต รากฐานความม่นั คงของแผน่ ดิน เปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถกู ตอกรองรับบ้านเรอื นตวั อาคารไวน้ ่นั เอง ส่ิงก่อสรา้ งจะมั่นคงได้ก็อย่ทู เี่ สาเขม็ แตค่ นสว่ นมากมองไมเ่ ห็นเสาเข็ม และลมื เสาเข็มเสียด้วยซำ้ ไป... ” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวพระราชทานผา่ นมลู นิธิชัยพฒั นา จากพระราชดำรัสที่อัญเชิญมาองค์ท้ายนี้ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุปมาอุปไมยให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาว่า การพัฒนาของประเทศน้ันมีรากฐาน มั่นคงหรือไม่ ถ้าสงิ่ ทสี่ ร้างมคี วามเสี่ยงสงู ฐานรากไม่มั่นคง กจ็ ะทำให้ เกดิ ปัญหาในอนาคต ไม่เพียงเท่าน้ัน พระบรมราชวินิจฉัยที่พระราชทานผ่านพระราช ดำรัส ทำให้ต้องทบทวนส่ิงที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า การพัฒนา เศรษฐกิจให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและหวังว่าความเจริญนั้น จะกระจายลงมาจากสาขาการพัฒนาสาขานำ ตามหลักการของการ กระจายการเพมิ่ ของรายไดล้ งสรู่ ะดบั ลา่ ง (Trickling Down Effect) นน้ั ไม่เพียงพอท่ีจะสร้างความสมดุลและรากฐานท่ีมั่นคงได้ จำเป็นต้องมี การออกแรงพัฒนาไปยังกลุ่มบุคคลที่มีความเส่ียง หรือด้อยโอกาส หรือยากจนเหลา่ นั้นโดยตรง22

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนล่วงหน้าถึงความไม่สมดุลของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ท่ีจะนำมาซ่ึงปัญหาแก่ประชาชนและประเทศชาติ พระราชดำรัสท่ีได้อัญเชิญมาข้างต้น มิได้เป็นเพียงแนวความคิด แต่พระองค์ได้ทรงนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมผ่านทางโครงการพัฒนานับพันโครงการ โดยการเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่างๆ ทอดพระเนตรสภาพความเป็นจริง เกิดเป็นแนวพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลของการพัฒนาเหล่าน้ัน ....................................................................................................................................สำหรับขอ้ มลู เกยี่ วกบั พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว สามารถหาเพมิ่ เตมิ ได้ท่ี1. บำเหนจ็ บำนาญข้าราชการ, กองทนุ . ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว พทุ ธศกั ราช 2493 - 2548. ดวี ดี ี.2. พระดาบส, มลู นิธ.ิ คำพอ่ สอน. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, 2551.3. www.ohm.go.th พระราชดำรสั และพระบรมราโชวาท. สำนกั ราชเลขาธกิ าร. 23

3โครงการอนั เนอื่ งมาจาก พระราชดำริ โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดำริต่างๆ ที่ทรงคิดค้นข้ึนเพื่อลด ความไม่สมดุลในสังคมไทยมาอย่างยาวนานและต่อเน่ืองกว่า 60 ปีน้ัน ในปัจจุบันมีมากถึง 4,3505 โครงการ/กิจกรรม ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ข...อ..ง..ป...ร..ะ..เ.ท...ศ....โ..ด..ย...ม..ีล...กั ..ษ...ณ...ะ..ร..ว่..ม...ท...ส่ี ..ำ..ค...ัญ.....ค...ือ........................................................ 5 ข้อมลู ณ เดอื นกันยายน พ.ศ. 2555, สำนกั งานคณะกรรมการพิเศษเพอ่ื ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำร.ิ 24

1แก้ปัญหาให้แกค่ นส่วนใหญ่ของประเทศ ท่ียังอยู่ในฐานะยากจนและมีความเสี่ยง (Vulnerable) สูง ให้ได้รับประโยชน์ อย่างกว้างขวาง เท่าเทียม ท่ัวถึง ไม่ว่าเช้ือชาติ ศาสนาใด คนรวย คนจน อยู่ในพ้ืนที่ห่างไกลทุรกันดารหรือในเมืองหลวง เพ่ือสร้างรากฐานท่ีมั่นคงให้แก่ สงั คมไทย โดยครอบคลมุ ทงั้ ดา้ นสาธารณสขุ การศกึ ษา สาธารณปู โภคขน้ั พนื้ ฐาน การเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม (ดิน น้ำ ป่า และ2พลังงาน) แก้ปญั หาวิกฤตเฉพาะท ่ี ที่จะส่งผลกระทบสำคัญต่อความม่ันคงของประเทศ เช่น ปัญหาการจราจร ปัญหาน้ำท่วมในเมืองใหญ่ ซ่ึงเป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภาค3หแรกือขป้ องัญปรหะเทาศทกุ ข์ภัยทีเ่ กิดข้นึ ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือรัฐ ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาท่ีต้องแก้ไข เร่งดว่ น และปัญหาทีซ่ ับซ้อนกวา่ ปกติ 25

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถจัดแบ่งออกเป็นประเภทของโครงการได้ 8 ประเภท คือ โครงการพฒั นาแหลง่ น้ำ การเกษตร สิง่ แวดลอ้ มส่งเสริมอาชีพ สาธารณสุข คมนาคมและสื่อสาร สวัสดิการสังคมและการศึกษาตลอดจนโครงการแบบบรู ณาการและอน่ื ๆจำนวนโครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดำรทิ อ่ี ยู่ทว่ั ทกุ ภาคของประเทศ รวม 4,350 โครงการ/กิจกรรม1,660โครงการ/กิจกรรม 766 1,088 โครงการ/กิจกรรม โครงการ/กจิ กรรม822 14ไมร่ ะบุโครงการ/กจิ กรรม โครงการ/กจิ กรรม หมายเหตุ : โครงการอนั เน่อื งมาจากพระราชดำริบางโครงการมีกจิ กรรมเดยี ว ดำเนนิ การแล้วเสร็จภายในปีเดียว บางโครงการมหี ลายกิจกรรมและดำเนนิ การต่อเน่ืองในปีตอ่ ไป ดงั นั้นหน่วยนบั ของโครงการ จึงเป็นโครงการ/กจิ กรรม ที่มา : ขอ้ มลู ณ เดือนกนั ยายน พ.ศ. 2555, สำนกั งานคณะกรรมการพเิ ศษเพ่ือประสานงาน โครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำร.ิ 26

ประเภทของโครงการอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ รวม 4,350 โครงการ 55 โครงการ (1.26%) 76 โครงการ (1.75%) 325 โครงการ (7.47%) 395 โครงการ (9.10%)145 โครงการ (3.33%) 234 โครงการ (5.38%)165 โครงการ (3.80%)2,955 โครงการ (68.00%)ดา้ นแหลง่ นำ้ ดา้ นการเกษตรดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม ดา้ นสง่ เสรมิ อาชพี ดา้ นสาธารณสขุ ดา้ นคมนาคม/สอื่ สาร ดา้ นสวสั ดกิ ารสงั คม ดา้ นแบบบรู ณาการและอน่ื ๆและการศกึ ษา ทม่ี า : ขอ้ มูล ณ เดือนกนั ยายน พ.ศ. 2555, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพอื่ ประสานงานโครงการอนั เน่อื งมาจากพระราชดำร.ิ 27

นอกจากน้ี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเน่ืองมาจากพระราชดำริจำนวน 6 ศูนย์ ท่ัวประเทศ อันเป็นตัวแทนของสภาพแวดล้อมตามภูมิประเทศแบบต่างๆ ที่มีอยู่ ในแต่ละภูมิภาค เพ่ือเป็นศูนย์กลางการศึกษาดูงานของราษฎรท่ีมีความสนใจ ศึกษา และนำความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพของตนเสมือน “พิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติท่มี ีชวี ติ ” ในลักษณะการใหบ้ รกิ ารแบบเบ็ดเสรจ็ อยา่ งรวมศูนย์ครบวงจร (One Stop Service) ซงึ่ เนน้ การเผยแพรอ่ งคค์ วามรใู้ หป้ ระชาชนนำไปปฏบิ ตั เิ องได้ เปน็ การวางรากฐานใหส้ งั คมไทยพง่ึ พาตนเอง และพฒั นาไปไดอ้ ยา่ งยงั่ ยนื อนั ไดแ้ ก่ 28

ศนู ย์ศกึ ษาการพฒั นาอันเนอ่ื งมาจากพระราชดำริ ท่ีอยทู่ ัว่ ทกุ ภาคของประเทศศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาหว้ ยฮอ่ งไคร้ อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จงั หวดั เชยี งใหม่ ศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาภพู าน อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จงั หวัดสกลนครศูนย์ศกึ ษาการพฒั นาหว้ ยทราย ศนู ยศ์ กึ ษาการพัฒนาเขาหนิ ซ้อน อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี จังหวดั ฉะเชิงเทรา ศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาพกิ ุลทอง ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาอา่ วคงุ้ กระเบน อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จังหวดั นราธิวาส จงั หวดั จนั ทบรุ ี 29

ศูนยศ์ กึ ษาการพฒั นา เขาหนิ ซอ้ น ออ ำันเเภนอือ่ พงนมมาจสาากรพคารมะราจชงั ดหวำรดั ิฉะเชงิ เทรา กอ่ ตัง้ เม่อื วันท่ี 8 สงิ หาคม พ.ศ. 2522 ภารกจิ หลัก แหล่งรวบรวมการศึกษา ทดลอง วิจัย และการพัฒนา ปรับปรุงพื้นที่ดินทรายจัดเพ่ือเกษตรกรรม การปรับปรุง และฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาด้าน เกษตรกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ปศุสัตว์ การจัดตั้ง ธนาคารโค - กระบือ การส่งเสริมด้านการประมง การพัฒนาดา้ นไม้ดอกไมผ้ ล และการจดั การดา้ นสหกรณ์30

ศูนยศ์ ึกษาการพัฒนา พิกลุ ทอง ออำนั เเภนอื่อเงมมอื างจนารกาพธิวราะสราชจดังหำวรัดิ นราธิวาส  ก่อต้ังเมอ่ื วนั ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2524ภารกจิ หลัก ศึกษา วิจัย และพัฒนาสภาพดินพรุให้สามารถใช้ ประโยชน์ด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาดินอินทรีย์และ ดินที่เปรี้ยวจัด การใช้น้ำชะล้างกรดจากดิน การพัฒนา พ้ืนที่ป่าพรุ การอนุรักษ์และบำรุงพันธุ์ไม้ในป่าพรุ เป็นต้น การพัฒนาอตุ สาหกรรมครอบครวั พัฒนาด้านปาล์มนำ้ มนั และร่วมกับกรมวิชาการเกษตรทดลองการพัฒนายางพารา อย่างครบวงจร การทดลองด้านประมงและเลี้ยงสัตว์ รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับ ศนู ย์ศกึ ษาการพฒั นา อ่าวคุ้งกระเบน อันเน่ืองมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จงั หวดั จันทบรุ ี กอ่ ตงั้ เมื่อ วันท่ี 28 ธันวาคม พ.ศ. 2524ภารกิจหลัก ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย และสาธิตการพัฒนา และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมชายฝ่ังทะเล การบำบัดน้ำเสีย จากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การอนุรักษ์และรวบรวมพันธุ์ไม้ ปา่ ชายเลน การวจิ ยั และทดสอบระบบการเกษตรผสมผสาน การส่งเสริมความรู้ในเรื่องการสหกรณ์ การอบรมด้าน ปศุสัตว์ เป็นต้น 31

ศูนยศ์ กึ ษาการพฒั นา ภพู านออำันเเภนอ่ือเงมมือางจสากกลพนรคะรราจชังดหำวรัดิ สกลนครภากรอ่กตจิ หัง้ เลมกั อื่ วคนั รทอบี่ 2ค5ลุ พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2525 น า อ า ชี พ ม ง า น ทุ ก ด้ า น ท่ี มี ผ ล ต่ อ ก า ร พั ฒเกษตรกรรมที่เหมาะสมกับสภาพพื้นท่ี เช่น การพัฒนาระบบชลประทาน การปลูกพืชเศรษฐกิจ การศึกษาระบบนิเวศของป่า การบำรุงดิน การพัฒนาด้านปศุสัตว์และการประมง ศูนยศ์ กึ ษาการพฒั นา หว้ ยฮอ่ งไคร้ ออำนั เเภนอ่ือดงอมยาสจาะกเกพด็ ระจรังาหชวดัดำเรชิยี งใหม่ ก่อต้งั เมื่อ วนั ท่ี 11 ธนั วาคม พ.ศ. 2525 ภารกจิ หลกั ศึกษา ทดลอง วิจัย เพ่ือหารูปแบบของการพัฒนา แหล่งน้ำ และป่าไม้ที่เหมาะสมกับพ้ืนท่ีภาคเหนือ และ เผยแพร่ให้ชาวบ้านได้นำไปปฏิบัติ เกิดประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ  ซ่ึงแนวคิดหลักของศูนย์คือ “ต้นทางคือป่าไม้ (พื้นท่ีต้นน้ำลำธารของภาคเหนือให้สมบูรณ์) ปลายทาง คือประมง (ตามอ่างเก็บน้ำ) ระหว่างทางคือเกษตรกรรม (มีการปลูกพืชไม้ผล การปลูกหญ้าแฝก การเกษตรแบบ ประณีต และการปศุสัตว์)” เพ่ือเป็นต้นแบบในการพัฒนา ลุ่มนำ้ อ่นื ๆ ในภูมภิ าค โดยใช้ระบบชลประทานเขา้ เสรมิ 32

ศนู ย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยทราย ออำนั เเภนอ่อื ชงะมอาำจ าจกงั พหรวะัดรเาพชชดรำบรุริี  กอ่ ตง้ั เมื่อ วันท่ี 5 เมษายน พ.ศ. 2526 ภารกจิ หลัก ศึกษาการพัฒนาด้านป่าไม้ การให้ประชาชนอยู่ร่วมกับ ป่า เพื่อมีส่วนรว่ มในการดูแลรักษาป่าไม้ มุ่งฟื้นฟสู ภาพ ป่าที่เส่ือมโทรม และสร้างแนวป้องกันไฟป่าโดยใช้ระบบ ป่าเปียก ศึกษาหาวิธีการให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์สภาพป่า พร้อมกับมีรายได้จากป่า และ ปลูกพืชชนดิ ต่างๆ ควบคู่กันไป .....................................................................................................................................สำหรบั ขอ้ มลู เก่ียวกบั โครงการอันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ สามารถหาเพ่มิ เติมได้ที่ 1. คณะกรรมการพิเศษเพอ่ื ประสานงานโครงการอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำร,ิ สำนกั งาน. ประวตั ิศาสตร์ศนู ยศ์ กึ ษาการพฒั นาอันเนือ่ งมาจากพระราชดำริ. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท อมรนิ ทร์พริน้ ติง้ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ จำกดั (มหาชน), 2542. 2. คณะกรรมการพเิ ศษเพ่อื ประสานงานโครงการอนั เนื่องมาจากพระราชดำริ, สำนกั งาน. 4,350 การทรงงานเพอ่ื ประโยชน์สุขแห่งมหาชน. กรุงเทพฯ : บจก. สขุ มุ วิทมีเดีย มารเ์ กต็ ตง้ิ , 2556.3. www.rdpb.go.th สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพอื่ ประสานงานโครงการอนั เน่ืองมาจากพระราชดำร.ิ 4. www.kanchanapisek.com เครือข่ายคอมพวิ เตอรก์ าญจนาภิเษก. 33

46 ตวั อยา่ งโครงการ อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำริ จะขอยกเพียง 6 ตวั อยา่ ง จาก 4,000 กว่าโครงการ/ กิจกรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สะท้อนถึงพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาให้แก่เหล่าอาณา ประชาราษฎร์ โดยผลที่ได้จากโครงการเหล่านี้สามารถบรรเทาปัญหาให้แก่ คนส่วนใหญ่และคนในพื้นที่เส่ียง ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างพออยู่พอกินได้ อย่างมีศักด์ิศรี สามารถประกอบอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ มีสภาพแวดล้อม ท่ไี ม่เสี่ยงตอ่ การดำรงชีวติ ดังนี้ 1 โครงการปลานลิ จิตรลดา 2 โครงการจดั การปญั หาน้ำทว่ มกรุงเทพฯ 3 โครงการหญา้ แฝก 4 โครงการฝายชะลอความช่มุ ชื้น 5 โครงการหลวง 6 โครงการคลองลัดโพธิ์ โครงการสะพานภมู พิ ล และ โครงการอนุรกั ษ์พน้ื ทีส่ ีเขยี วบางกะเจา้ เพื่อแกป้ ัญหาน้ำท่วม จราจร และสง่ิ แวดลอ้ ม ในมหานครอยา่ งบรู ณาการ34

1โครงการปลานิลจติ รลดา จากปลานิล 50 ตัวในสวนจิตรลดาเม่ือ พ.ศ. 2508 สู่ปลานิล สายพนั ธุจ์ ิตรลดากวา่ 1,500 ลา้ นตวั ใน พ.ศ. 2551 โดยการ เพาะขยายพันธุ์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ทั่วทุก ภมู ภิ าคของประเทศ เพอื่ เปน็ อาหารขนั้ พน้ื ฐานและสรา้ งรายได้ ให้แกป่ ระชาชนเป็นจำนวนมาก ใน พ.ศ. 2556 มผี ลผลิตปลานิล ทไี่ ดจ้ ากการเพาะเลย้ี งและจบั จากธรรมชาตปิ ระมาณ 218,300 ตนั คิดเปน็ มลู คา่ ประมาณ 9,975 ล้านบาท6 โครงการปลานิลจิตรลดา เป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาพ้ืนฐานด้านโภชนาการ ให้แก่คนท่ัวประเทศ ใหม้ ีแหล่งโปรตีนท่สี ำคญั เพ่ือบริโภค .................................................................................................................................... 6 เปน็ ตวั เลขประมาณการเบอ้ื งตน้ จากกล่มุ วจิ ยั และวิเคราะห์สถติ กิ ารประมง ศูนยส์ ารสนเทศ กรมประมง พ.ศ. 2556 35

พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงรเิ รมิ่ จากการเพาะเลย้ี ง ปลานิลในบ่อซีเมนต์ภายในสวนจิตรลดา โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโต แห่งประเทศญ่ีปุ่น ซ่ึงขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่ง ประเทศญ่ีปุ่น เป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายพันธ์ุปลาในกลุ่มตระกูลทิลาเปีย (Nile tilapia) จำนวน 25 คู่ เม่อื วันที่ 25 มนี าคม พ.ศ. 2508 เพราะทรงเหน็ วา่ เน้ือ ของปลาชนดิ นมี้ คี ณุ คา่ ทางโภชนาการสงู มรี สอรอ่ ย และขยายพนั ธไ์ุ ดร้ วดเรว็ มาก จากนนั้ ในปีต่อมาจึงไดพ้ ระราชทานช่ือพนั ธปุ์ ลานว้ี า่ “ปลานิล” และพระราชทาน ลกู ปลาใหก้ รมประมงนำไปเพาะเลยี้ งขยายพนั ธจ์ุ ำนวน 10,000 ตวั และนำไปปลอ่ ย ในแหล่งน้ำท่ัวประเทศ เพ่ือให้ประชาชนได้บริโภค ตลอดจนเพ่ือให้เกษตรกร ท่ีสนใจนำไปเพาะเลี้ยงเปน็ อาชพี เนือ่ งจากเปน็ ปลาทีม่ ีลกั ษณะดี 7 ดงั นี้ 1 เปน็ ปลาทีเ่ ล้ียงง่าย ทนทาน 2 เจรญิ เติบโตเร็ว ขยายพนั ธ์งุ า่ ย 3 มีความหลากหลายทางพนั ธกุ รรมสูง ทำให้รอดง่ายเมอ่ื ไปอยูใ่ นสภาพแวดล้อมต่างๆ 4 เจรญิ เตบิ โตไดด้ ีในสภาพภมู อิ ากาศและภมู ิประเทศของไทย 5 เป็นแหล่งโปรตนี ชน้ั ดี ราคาถกู ของคนไทย 6 สามารถสรา้ งรายไดท้ ั้งในระดับท้องถิน่ และระดบั ประเทศ .................................................................................................................................... 7 ศูนย์เพาะเลีย้ งปลานลิ จิตรลดา มูลนิธิชัยพัฒนา36

จำนวนมูลค่าผลผลติ ของปลานลิ ระหวา่ ง พ.ศ. 2518 - 2556ทมี่ า : พ.ศ. 2518 - 2551 ขอ้ มลู จากฝา่ ยสถติ กิ ารประมง กองนโยบายและแผนงานประมง กรมประมง เรยี บเรยี งจาก - เอกสารเผยแพรฉ่ บบั ท่ี 27 สถาบนั วจิ ยั การเพาะเลยี้ งสตั วน์ ำ้ จดื กรมประมง เรอื่ งการพฒั นาการเพาะเลย้ี งปลานลิ - เอกสารเผยแพรโ่ ครงการสว่ นพระองคส์ วนจติ รลดา ปี 2539 พ.ศ. 2556 เปน็ ตวั เลขประมาณการเบอ้ื งตน้ จากกลมุ่ วจิ ยั และวเิ คราะหส์ ถติ กิ ารประมง ศนู ยส์ ารสนเทศ กรมประมงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญในด้านการอนุรักษ์และการปรับปรุงพันธุ์ปลา จึงมีพระราชดำริให้พยายามรักษาพันธุ์แท้เอาไว้เพราะสังเกตเหน็ วา่ ปลานิลตามทอ้ งตลาด กลายพนั ธุไ์ ป มีขนาดเลก็ ลงและโตช้ากรมประมงจึงได้น้อมรับมาดำเนินการปรับปรุงพันธ์ุ โดยใช้ปลาพ่อแม่พันธ์ุจากสวนจิตรลดาเปน็ หลกั ในการควบคุมพันธกุ รรม ทำใหไ้ ดป้ ลานลิ ทม่ี ีผลผลติ สูงอัตราการอยู่รอดสูง เนื้อมาก และเติบโตเร็ว ซึ่งรู้จักกันในนามของ ปลานิลสายพนั ธุ์จติ รลดา8....................................................................................................................................8 มีการปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลเร่ือยมาต้ังแต่ พ.ศ. 2536 โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง เป็น “ปลานิลสายพันธ์ุจิตรลดา 1” ตลอดจนร่วมพัฒนาสายพันธ์ุปลานิลกับสถาบันวิจัยระดับนานาชาติ เช่น ในสหราชอาณาจักร สาธารณรัฐฟิลปิ ปนิ ส์ เปน็ ต้น กระทง่ั พ.ศ. 2552 มีการพฒั นาสายพันธุเ์ ปน็ “ปลานลิ สายพันธ์ุ จิตรลดา 4” มลี ักษณะเดน่ คือ สว่ นหัวเลก็ ลำตวั กว้าง สันหนา ใหผ้ ลผลิตสงู กว่าปลานลิ ปกติประมาณรอ้ ยละ 36 และกระจายพันธ์สุ ูภ่ าครฐั และเอกชนทั่วประเทศแลว้ ตงั้ แต่ พ.ศ. 2554 37

นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบปลานิลสีแดงของไทยใน พ.ศ. 2511 ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซ่ึงเป็นลูกผสมระหว่างปลานิลกับปลาหมอเทศ จึงมีการ เพาะเล้ียงเพ่ือขยายพันธ์ุต่อไป โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกมุ ารีพระราชทานชือ่ ปลาชนดิ นี้วา่ ปลานลิ สแี ดง ปัจจุบัน ปลานิลกลายเป็นอาหารสำคัญสำหรับประชาชนฐานะยากจน โดยเป็น แหล่งโปรตีนท่ีมีราคาไม่แพง ราคาเฉลี่ยประมาณ 36.5 บาทต่อกิโลกรัม9 หาซ้ืองา่ ย เลย้ี งงา่ ย และมีคุณคา่ ทางโภชนาการ โครงการปลานิลจิตรลดา เป็นตัวอย่างหน่ึงของโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริที่สามารถแก้ไขปัญหา “ปากท้อง” ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ และเมื่อเหลือจากการบริโภคก็สามารถสร้างรายได้ ลดความยากจน ใหแ้ กพ่ สกนิกรทั่วประเทศ .................................................................................................................................... 9 อ้างอิงจากตลาดกลางสินคา้ เกษตรแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 25 มถิ ุนายน พ.ศ. 255638

2โครงการจดั การปญั หานำ้ ทว่ มกรงุ เทพฯ โครงการจัดการปัญหาน้ำท่วมเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหา วิกฤตเฉพาะท่ี น้ำท่วมสร้างทุกข์ภัยและความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชน เน่ืองจากน้ำท่ีท่วมบ่าเข้ามาทำให้ข้าวของเสียหาย เงินท่ีเก็บหอมรอมริบมานานถูกใช้จ่ายไปกับการซ่อมแซม อันจะนำ ไปสู่ความยากจนอีกคร้ัง สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศ 39

กรุงเทพมหานครเคยต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ในอดตี ตัง้ แต่ พ.ศ. 2485 พ.ศ. 2521 พ.ศ. 2526 จนถึง พ.ศ. 2538 “ ...การพัฒนาแหล่งนำ้ น้นั ในหลกั ใหญ่ก็คอื การควบคุมนำ้ ให้ไดด้ ังประสงค์ ท้ังปรมิ าณและคุณภาพ. กลา่ วคอื เม่อื ปรมิ าณนำ้ มากเกินไป ก็ตอ้ งหาทางระบายออกใหท้ นั การณ์ ไม่ปลอ่ ยให้เกดิ ความเดอื ดรอ้ นเสียหายได้... ” พระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ในพิธเี ปดิ การประชุมวชิ าการนานาชาติ The Third Princess Chulabhorn Science Congress (P C III) เรอ่ื ง “นำ้ และการพฒั นา : น้ำเปรียบดังชีวิต” ณ โรงแรมแชงกรี-ลา วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2538 40

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั มแี นวพระราชดำริ เพอ่ื แก้ปญั หานำ้ ทว่ มท้ังแบบเฉพาะหน้าอยา่ งเร่งด่วน เช่น การปรบั ปรุงลำน้ำที่มอี ยเู่ ดมิ การก่อสรา้ งคนั ดินก้นั นำ้ การกอ่ สร้างทางผันน้ำ เปน็ ตน้ จนถึงการแกป้ ญั หาน้ำทว่ ม“ ระดบั ลมุ่ นำ้ โดยการก่อสร้างเขอื่ นอเนกประสงค์ ...วธิ ปี ฏบิ ตั อิ ยา่ งหนงึ่ กค็ อื ตอ้ งเกบ็ นำ้ ไวข้ า้ งบน แบบทเี่ กบ็ ไวใ้ นเขอ่ื น ก็มเี ขอื่ นใหญ่ 2 เขอ่ื น. เขื่อนพระราชากับเขื่อนพระนางเจา้ ฯ. เข่อื นพระราชาท่ีเกบ็ ในครงั้ นเ้ี กบ็ กักเอาไว้ไม่ใหล้ งมาท่วม 9 พันลา้ น ลูกบาศก์เมตร. เขอื่ นพระนางเจา้ ฯ ประมาณ 6 - 7 พนั ล้าน ทีก่ กั เอาไว.้ ไมน่ บั ทีเ่ คยมีอยเู่ ดมิ . ถ้าไมไ่ ดเ้ ข่อื น 2 เขือ่ นน้ี น้ำทัง้ หมดประมาณ 2 หม่นื ลา้ น จะลงมาถลม่ กรุงเทพฯ ทั้งหมด แล้วจะเปน็ อย่างไร. ฉะนั้นท่ีทา่ นนายกฯ บอกว่าโครงการปา่ สกั จะปฏิบัติ ก็นา่ จะดี นา่ จะชว่ ยใหส้ ามารถท่จี ะบรรเทาความเดอื ดร้อน............. ” พระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พระราชทานแก่คณะบคุ คลต่างๆ ท่เี ขา้ เฝ้าฯ ถวายชยั มงคล เนือ่ งในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดสุ ดิ าลยั สวนจิตรลดา พระราชวงั ดุสิต วนั จนั ทร์ท่ี 4 ธนั วาคม 2538 41

โครงการแก้มลิง เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพ้ืนที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามอธิบายวิธีการทำงานของแก้มลิงด้วยพระองค์เอง ทั้งการจัดสรรพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ หรือการขุดลอกคลองเพ่ือเป็นท่ีพักน้ำในยาม นำ้ หลาก หรือเรยี กว่า “แก้มลงิ ” เมอื่ นำ้ ลดหรือน้ำแล้ง จงึ ระบายน้ำสูท่ ะเลโดยใช้ หลักทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก หรือน้ำข้ึนน้ำลงตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ได้ใช้เป็นแหล่งน้ำในการชลประทานแก่เกษตรกรและพื้นท่ีเกษตร ปัจจุบันมีโครงการแก้มลิงหลายแห่งตามพื้นท่ีใกล้เคียงจุดอ่อนน้ำท่วม เช่น โครงการแก้มลิงในกรุงเทพมหานคร แก้มลิงหนองใหญ่ จังหวัดชุมพร และ โครงการบรรเทาอทุ กภัยพืน้ ท่ีลมุ่ นำ้ คลองอูต่ ะเภา อำเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา42

เข่ือนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ซ่ึงเป็นลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มก่อสร้างพ.ศ. 2537 แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2542 ก้ันแม่น้ำป่าสักที่อำเภอพัฒนานิคมจงั หวดั ลพบรุ ี เกบ็ กักน้ำได้สูงสุด 960 ลา้ นลกู บาศก์เมตร สามารถเก็บกกั ปริมาณน้ำมหาศาลในฤดูฝนมิให้ไหลหลากเข้าท่วมบริเวณพ้ืนที่ลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างรวมท้ังกรุงเทพมหานคร ตลอดจนอำนวยประโยชน์แก่พื้นท่ีชลประทานมากกว่าแสนไร่ ซ่ึงสามารถรองรับและพักน้ำในยามน้ำหลาก เม่ือถึงภาวะนำ้ แล้งจะไดช้ ่วยพน้ื ที่การเกษตรด้วยจากแนวพระราชดำริด้านการแก้ปัญหาอุทกภัย จวบจนเมื่อการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธ์ิแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2542 ตั้งแต่เร่ิมเก็บกักน้ำเป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าตลอดช่วงเวลา 10 กว่าปี ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมหนักจากปริมาณน้ำหลากในเขตพื้นท่ีกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแทบจะไม่ปรากฏอีกเลย ยกเว้นการเกิดมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 ท่ีเกิดภาวะวิกฤตปริมาณน้ำมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำสาขา เข่ือนป่าสักชลสิทธิ์ยังได้ทำหน้าที่เก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำถึง 1,063 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของพื้นท่ีน้ำท่วมไปได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม นับได้ว่าเข่ือนป่าสักชลสิทธ์ิได้ทำหน้าที่เก็บกักน้ำและบริหารน้ำตามแนวพระราชดำริตลอดเวลา โดยก่อประโยชน์ให้เกิดแก่ราษฎรและเกษตรกรในพื้นท่ีชนบท แก่ธุรกิจและการค้าในพื้นที่ชุมชนเมืองในเขตกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงอย่างต่อเน่ืองท้ังยังประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอีกด้วย 43

3โครงการหญ้าแฝก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเพ่ือการ พัฒนาดินอย่างหลากหลาย เพื่อแก้ปัญหาสภาพดินท่ีไม่สมบูรณ์ ให้กลับมาสามารถใช้ประโยชน์ได้ เป็นปัจจัยพื้นฐานของการเกษตร และการพัฒนาต่างๆ มีความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและ การเพาะปลกู ประชาชนสามารถดำรงชวี ติ และทำมาหากนิ ได้ โดยไม่ต้องละท้ิงถิ่นฐาน โดยจะขอยกตัวอย่างโครงการสำคัญ คือ โครงการหญา้ แฝก พระราชดำริโครงการหญ้าแฝก เป็นตัวอย่างของการใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรที่ราคา ไม่แพง เพ่ือแก้ไขปัญหาพื้นท่ีเสี่ยงต่อการชะล้างหน้าดิน (Erosion) มากที่สุด ในหลายพน้ื ที่ของประเทศ44

โครงการหญา้ แฝก เรม่ิ ตน้ จากการท่ผี แู้ ทนธนาคารโลก (WorldBank) ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทูลเกล้าฯ ถวายข้อมูลการวิจัยของ Mr. Richard Grimshawเกยี่ วกบั การใชห้ ญา้ แฝกที่สามารถแกป้ ัญหาดนิ ทลายได้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้ทดลองปลูกหญ้าแฝกในประเทศไทยเป็นครงั้ แรกเมือ่ วันท่ี 22 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2534 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯให้ศึกษาทดลองที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนพ้ืนท่ีอื่นๆ ตามความเหมาะสมของภูมิภาค จึงพบว่า หญ้าแฝกมีระบบรากที่แผ่กระจายดังกำแพง และสามารถหย่ังรากได้ลึกถึง 1 เมตร ในระยะเวลา1 เดอื น และลึกถงึ 3 เมตร ในเวลา 8 เดือน แนวหญา้ แฝกชว่ ยชะลอความเร็วของน้ำทีไ่ หลผ่านหนา้ ดิน ช่วยลดการสญู เสียน้ำไดถ้ งึ รอ้ ยละ 25 - 70 เป็นการเก็บความชมุ่ ชื้นของดินไว้ ชว่ ยป้องกนั การถูกกดั เซาะพงั ทลายของหน้าดินนอกจากน้ี หญ้าแฝกยังช่วยดูดซับโลหะหนักในดินและสารเคมีท่ีเป็นพิษไม่ให้ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ใช้เป็นกำแพงสีเขียวกันไฟป่าลุกลาม เพราะแม้ในฤดูแล้งหญ้าแฝกก็ยังเขียวชอุ่ม ตลอดจนเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินเม่ือเกิดการย่อยสลายและยังสามารถปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นได้ โดยที่ไม่มีการแข่งขันหรือรบกวนจากรากของหญ้าแฝก 45

แผนที่แสดงจำนวนการปลกู หญ้าแฝกระดับจังหวดั โครงการปลูกหญา้ แฝกเฉลิมพระเกยี รติ ปี พ.ศ. 2548 - 2550 คแสำดองธปิบริมานายณอ้ สยกัญกลวล้าา่ หกั 1ญษ,0า้ ณ0แ0ฝ์,0ก00 กล้า 1,000,000 - 2,000,000 กล้า 2,000,000 - 4,000,000 กลา้ 4,000,000 - 6,000,000 กลา้ 6,000,000 - 8,000,000 กล้า 8,000,000 - 10,000,000 กล้า มากกว่า 10,000,000 กล้า ทมี่ า : สำนักวจิ ยั และพัฒนาการจัดการทด่ี ิน กรมพฒั นาที่ดนิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 46

“...แตค่ นท่ไี ด้ศึกษา ทราบว่าชื่อหญา้ แฝกน่ไี ม่ใชว่ ชั พชื เปน็ หญา้ ทีม่ หัศจรรย์ เป็นหญ้าทช่ี ่วยประเทศชาติ และที่ท่านได้ทำมาเปน็ เวลาแรมปี เปน็ ประโยชนอ์ ย่างย่ิงหญา้ แฝกเปน็ ส่ิงทชี่ ่วยประเทศชาตใิ หร้ อดพน้ อันตรายหลายอยา่ ง............. ” พระราชดำรสั ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ณ พระตำหนกั เป่ียมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหนิ จงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ์ วันท่ี 31 สิงหาคม 2552 จากพระราชดำริเรื่องหญ้าแฝกท่ีได้อัญเชิญมาน้ีแสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนและพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ท่ีดำเนินงาน ทำให้หนว่ ยงานทงั้ ภาครฐั ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมกนั รณรงค์ปลูกหญา้ แฝกตามพ้ืนที่ต่างๆ เช่น บริเวณเชิงลาดดินตัดเหนือคันทาง เชิงลาดดินถมคันทางที่สูงและพื้นท่ีที่มีแนวโน้มที่จะเกิดการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อป้องกันการชะล้างพงั ทลายของดินและการอนุรักษด์ ิน ทำใหป้ ระชาชนสามารถทำมาหากนิ ได้ 47

จากตัวเลขการปลูกหญ้าแฝกตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 กรมพัฒนาที่ดินได้ขยายการปลูกหญ้าแฝกไปแล้วจำนวน 4,293,276,205 ต้น ครอบคลมุ พ้นื ท่ี 9,896,292 ไร่ ทั่วประเทศ10 และไดเ้ พมิ่ จำนวนการปลูกหญ้าแฝก จนถงึ เดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2554 อกี 36,579,367 ตน้ 11 อาจกลา่ วไดว้ า่ สง่ิ นีท้ ำให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสำราญพระราชหฤทัยท่ีได้มีความเพียรส่งเสริม การปลูกหญ้าแฝกจากจุดเริ่มต้นท่ีไม่มีอะไรเลย จวบจนปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 4 พันล้านต้น เพราะหญ้าแฝกเป็นพืชท่ีช่วยแก้ปัญหาวิกฤตและเยียวยาทุกข์ภัย ให้แก่พสกนิกรที่ต้องเผชิญกับความเส่ียงต่อการพังทลายของดิน เพ่ือให้ดิน เป็นทรัพยากรสำคัญในการดำรงชีวิต ให้ประชาชนมีความม่ันคง ไม่ต้องละท้ิง ถ่นิ ฐานบ้านเกดิ ไปทำมาหากินทีอ่ ืน่ จากแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาดินซึ่งปรากฏเป็นผลสมั ฤทธอิ์ ยา่ งเป็นรปู ธรรม สามารถแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนท้ังในระดับท้องถิ่นเฉพาะที่และระดับประเทศ อย่างต่อเน่ือง จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับไปท่ัวโลก โดยสหภาพวิทยาศาสตร์ ทางดนิ นานาชาติ12 (International Union of Soil Sciences-IUSS) ได้ทลู เกลา้ ฯ ถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพ่ือมนุษยธรรม (The Humanitarian Soil Scientist) เพ่ือสดุดีพระเกียรติคุณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระองค์ แรกของโลก เม่ือวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555 และกราบบังคมทูลเชิญ ให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิก อะ ไลฟ์ เมมเบอร์ชิพ (A Life Membership) และขอพระบรมราชานุญาตให้วันท่ี 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก”13 (World Soil Day) เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติ เกดิ ความต่อเน่ืองและจรงิ จังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ .................................................................................................................................... 10 กรมพัฒนาท่ีดนิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2552 11 กรมพฒั นาท่ีดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2554 12 ก่อตั้งข้ึนเมื่อ พ.ศ. 2467 เป็นสมาชิกสหภาพวิทยาศาสตร์หน่วยหนึ่งในสภาสหภาพวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ เพ่ือช่วยประสานงานสำหรับองค์กรระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์ อันเป็นการส่งเสริมการวิจัยและประยุกต์ใช้ ในศาสตร์ด้านปฐพีวิทยาทุกแขนงเพ่ือประโยชน์ของมนุษยชาติ ปัจจุบันมีสมาชิกท่ีสังกัดอยู่ในสมาคมของประเทศ และภมู ภิ าคตา่ งๆ กวา่ 86 สมาคม มปี ระเทศทเี่ ปน็ สมาชกิ 57 ประเทศ และทกุ 4 ปี จะมกี ารจดั การประชมุ สภาโลก แหง่ ปฐพีวทิ ยา (World Congress of Soil Science) หมนุ เวียนกันไปตามประเทศตา่ งๆ 13 ตรงกับวันท่ี 5 ธันวาคมของทุกปี จากการประชุมขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครง้ั ท่ี 144 ระหวา่ งวนั ที่ 11 - 15 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2555 ณ สำนกั งานใหญอ่ งคก์ ารอาหารและเกษตรแหง่ สหประชาชาติ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ทป่ี ระชมุ ได้มีมตสิ นบั สนนุ และรว่ มกนั ผลกั ดันใหม้ ีการจดั ตง้ั “วนั ดนิ โลก” (World Soil Day) ตรงกับวนั ที่ 5 ธนั วาคมของทกุ ปี ซง่ึ ตรงกับวนั คลา้ ยวนั พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั 48