41 (4) เง่ือนไขเครือขายเกษตรกรแสดงใหเห็นถึงการเปนบุคคลที่มีคุณธรรมมี จิตสํานึกของการเปนผูใหมีนํ้าใจเอ้ือเฟอแบงปนชวยเหลือผูอ่ืนถายทอดความรูใหแกผูอื่นไมมีการหวง ความรูมีการรักษาและรื้อฟนการปลูกขาวแบบดั้งเดิมโดยไมใชสารเคมีตระหนักและเห็นคุณคา ความสําคัญของขาวท่ีเปนอาหารหลอเลี้ยงทุกชีวิตซ่ึงการที่เกษตรกรจะประสบความสําเร็จไดนั้น จําเปน ตองมีพ้ืนฐานของการเปนผูมีคณุ ธรรมท่ีจะเอื้อเฟอแบงปนใหแกผูอ่ืนชวยใหเกิดการยอมรับและ การสรา งความสมั พนั ธทีด่ ตี อ การพ่ึงพาอาศัยกันระหวางสมาชิกในกลุมและเครือขายโดยพบวาเกษตรกร เปนสมาชิกกลุมวิสาหกิจชมุ ชนกลมุ เกษตรอินทรยี กลุมหมอดินอาสาและกลุมอื่น ๆ ท่ีมีอยูแลวในชุมชน พรอ มท้ังไดน าํ ความรูเกษตรทฤษฎีใหมประยุกตไปปรับใชแ ละเผยแพรใหแกเพ่ือนเกษตรกรภายในกลมุ ทําใหเกิดการปรับเปล่ียนการผลิตมาเปนเกษตรกรรมแบบอินทรียการรวมกลุมยังชวยสรางอํานาจ ตอรองเชิงธุรกิจและการไดรับสนับสนุนจากหนวยงานราชการไดงายกวาที่จะดําเนินการในลักษณะ ปจเจกบคุ คลนอกจากนี้มกี ารประสานความรว มมือกับบุคคลและหนวยงานอนื่ ๆ อยูตลอดเวลาเพ่ือชวย สรา งความสมั พันธใ นลกั ษณะของผูผลิตและผูบ รโิ ภคหรือผูมีความรูและผรู ับความรูซ่ึงเปนเครอื ขายตาม ธรรมชาตใิ นพนื้ ทท่ี ่เี กษตรกรสามารถสรา งระบบสมั พันธไดเอง 5) เงอื่ นไขการพ่ึงตนเองของเกษตรกรแสดงใหเ ห็นวาการพึ่งพาตนเองมีลักษณะ 7 ประการคอื 1) เกษตรกรใหค วามสําคัญกบั การผลิตอาหารไวบ ริโภคในครัวเรือนได 2) เกษตรกรมีการ ผลิตและใชปุยจุลินทรียส รรพส่ิงชว ยปรับโครงสรางของดนิ น้ําอากาศพืชผกั ใหมีคุณคาทางอาหารสูง 3) เกษตรกรมีที่ดินทํากินเปนของตนเอง 4) เกษตรกรปลดหนี้สินและลดรายจายในครัวเรือนได 5) เกษตรกรเปนท้ังผูผลิตและผูจําหนา ยมีรายไดจากการทําเกษตรทฤษฎีใหมประยุกต 6) เกษตรกรมีการ ใชความรูเ กษตรทฤษฎีใหมประยุกตการแสวงหาความรูเพ่ิมเติมจากแหลง อ่ืน ๆ และสามารถหาโอกาส ทางการตลาดได 7) เกษตรกรเปนสมาชิกของกลุมหรือเครือขายเกษตรทฤษฎีใหมประยุกตหรือ เกษตรกรรมแบบอินทรียในชุมชนและนอกชุมชนเพ่ือขอรับการสนับสนุนความรูอุปกรณเครื่องมือหรือ เทคนคิ ตา ง ๆ ทกี่ ลุมสามารถใหประโยชนได
42 2.1.8 แนวคดิ ท่ีเก่ยี วของกับการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย 2.1.8.1 หลักการจัดการเรียนการสอนแบบผูเรียนเปนศูนยกลาง : โมเดลซิปปา (CIPPA Model) เปนหลักท่ีนํามาใชจัดการเรียนการสอนแบบผูเรียนเปนศูนยกลาง(ทิศนา แขมมณี, 2560) โดยใหคาํ จาํ กดั ความ ในแบบจําลอง ดงั น้ี C มาจากคําวา Construction of Knowledge หมายถึง การสรางความรู ตาม แนวคิด การสรรคสรางความรูไดแก กิจกรรมท่ีชวยใหผูเรยี นมีโอกาสสรางความรูดวยตนเอง ซึ่งทําให ผูเรยี นเขา ใจและเกิดการเรยี นรูทีม่ ีความหมายตอตนเองกจิ กรรมน้ชี ว ยใหผ ูเ รยี นมสี ว นรวมทางสติปญญา I มาจากคําวา Interaction หมายถึง การปฏิสัมพันธกับบุคคลและส่ิงแวดลอม รอบตัว ไดแก กิจกรรมที่ผูเรียนเกิดการเรียนรูจากการเขาไปมปี ฏิสัมพันธกับบุคคล เชน ครู เพื่อน ผูรู หรือมีปฏิสัมพันธกับส่ิงแวดลอม เชน แหลงความรู และสื่อประเภทตาง ๆ กิจกรรมนี้ ชวยใหผูเรียนมี สวนรวมทางสังคม P มาจากคําวา Physical Participation หมายถึง การมีสวนรวมทางกาย ไดแก กิจกรรมท่ใี หผ เู รยี นมีโอกาสเคล่อื นไหวรางกายในลักษณะตาง ๆ P มาจากคําวา Process Learning หมายถึง การเรยี นรูกระบวนการตาง ๆ ท่เี ปน ทักษะทีจ่ ําเปนตอการดํารงชีวิต ไดแก กิจกรรมที่ใหผูเรียนทําเปนข้ันตอนจนเกิดการเรียนรู ท้งั เน้ือหา และกระบวนการ กระบวนการที่นํามาจัดกิจกรรม เชน กระบวนการคิด กระบวนการแกปญหา กระบวนการกลมุ กระบวนการแสวงหาความรู เปน ตน กิจกรรมนช้ี วยใหผูเรยี นมสี ว นรว มทางสติปญญา A มาจากคําวา Application หมายถึง การนําความรูท่ีไดเรียนรูไปประยุกตใชใน สถานการณตาง ๆ ไดแก กิจกรรมที่ใหโอกาสผูเรียนเช่ือมโยงความรูทางทฤษฎีไปสูการปฏิบัติที่เปน ประโยชนในชีวิตประจําวนั กจิ กรรมนี้ชว ยใหผเู รียนมสี วนรว มในการเรยี นรไู ดหลายอยางแลว แตลกั ษณะ ของกิจกรรม 1.8.2 แนวคดิ การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ยเ พือ่ พัฒนางานและองคกร ซ่ึงในปจจุบัน ทุกองคกรมคี วามคิดเห็นตรงกันวามนุษยเปนทุนที่มีคุณคา และเปน หวั ใจสาํ คญั ของการพัฒนาในทกุ องคกร(ปรีดาพร คณทา, 2559) โดยทรพั ยากรมนุษยท ี่มคี วามรู ทักษะ และความสามารถในการปฏิบัติงาน จะเปนกลไกสําคัญทที่ ําใหการดําเนินงานประสบความสําเร็จและ นําไปสูความยั่งยืน อีกท้ังยังสามารถพัฒนาตัวเองไดอยางไมมีท่ีสิ้นสุด โดยการจะบริหารจัดการ
43 ทรพั ยากรมนุษย ยอมแตกตางไปจากทรพั ยากรประเภทอ่ืน เชน เนื่องจากความมีชีวติ จิตใจ ไมสามารถ สั่งการได หากไมพ อใจ โดยหากมีความพึงพอใจและความรูสึกท่ีดีตอผูนํา และองคกร ก็จะทําหนาที่ ที่ ไดรบั มอบหมายอยา งเตม็ ความสามารถ โดยในการท่ีจะดําเนินการตามแผน ในการพัฒนาประเทศไปสูความยั่งยืนและการ เปนประเทศที่พัฒนาแลว จําเปนตองมีทรัพยากรมนุษยที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง(จําเนยี ร จวง ตระกูล, 2561) โดยสามารถมี ความรู ทักษะ และแรงจูงใจ ที่เพ่ิมมากข้ึนไดจากการทํางาน ซึ่งในการ พัฒนาทรัพยากรมนุษยนนั้ จําเปนตองทําท้ังระดับ มหภาค ซ่ึงเนนระบบการศกึ ษา และ จุลภาค ที่เนน การฝกอบรม การพัฒนาบุคคล และองคการไปควบคูกัน โดยใชการวิเคราะห ออกแบบ พัฒนาเพ่ือ นําไปสูการปฏิบตั ิ และมกี ารประเมินผล สําคัญคอื ตองมีการเรยี นรดู วยตนเองดว ย ในการพัฒนามนุษย ตองมีการสรางความรูความเขาใจในกิจกรรมกอนและสงเสรมิ การศกึ ษาเรยี นรู ในดานทส่ี อดคลองกบั งานและความตอ งการของบุคคล(บังอร เบญ็ จาธกิ ุล, 2558) ผูบริหารยุคใหม จะตองเปลี่ยนแปลงจากการใหความสําคัญกับผูนําเพียงคนเดียว เปนใหความสําคัญในลักษณะการทํางานเปนทีม(สมคิด บางโม, 2559) โดยใหความสําคัญกับการแบง งานและหนาทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ
44 2.2 งานวจิ ัยที่เก่ียวขอ ง 2.2.1 ปจจัยที่สงผลตอความสําเร็จในการดําเนินงาน ธุรกิจชุมชน ในเขต อําเภอเมือง จงั หวดั รอยเอ็ด นิภาภรณ จงวุฒิเวศย (2553) ไดทําการศึกษาปจจัยที่สงผลตอความสําเรจ็ ในการ ดําเนินงาน ธุรกิจชุมชน ในเขตอําเภอเมือง จังหวัดรอยเอ็ด ซึ่งจากงานวิจัยฯ ปจจัยท่ีสงผลตอ ความสาํ เรจ็ ในการดําเนนิ งาน อยา งมนี ัยสาํ คัญทางสถิติ มี 4 ปจ จัย ไดแก 1) ผนู ํา 2) การสรางเครือขาย 3) การบรหิ ารจดั การ 4) คณะกรรมการกลมุ 2.2.2 งานวิจยั ประสิทธภิ าพในการปฏบิ ัตงิ านของพนักงานกลมุ อตุ สาหกรรม ติดตงั้ เครอ่ื งจักร สายการผลิตในจังหวัดสงขลา อัครเดช ไมจันทร และ นุจรีย แซจิ๋ว (2561) ไดทําการศึกษาประสิทธิภาพในการ ปฏบิ ตั งิ านของพนักงานกลมุ อุตสาหกรรมติดตั้งเคร่อื งจักร สายการผลติ ในจังหวดั สงขลา ซึ่งระบปุ จจัยที่ เกี่ยวของ ไดแ ก 1) ปจจัยสวนบุคคล อาทิ เพศ อายุ การศึกษาฯลฯ 2) ปจจัยในการทํางาน อาทิ ความรูความเขาใจ สภาพแวดลอมในการทํางาน ขวญั และกาํ ลงั ใจในการทาํ งาน 2.2.3 งานวิจยั เพอ่ื ทอ งถนิ่ 2.2.3.1 กระบวนการสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจผูเก่ียวของสูการ ปกปองพน้ื ทอ่ี าหารจงั หวดั แมฮองสอน ทิพวัลย พลภักดี (2562) ไดทําการศึกษากระบวนการสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจ ผูเกี่ยวของสูการปกปองพ้ืนที่อาหารจังหวัดแมฮองสอน ซ่งึ จากงานวิจัยฯ ระบุถึงการสื่อสารใหเขาใจฯ ไดแ ก 1) การส่ือสารแนวดิ่ง มีลักษณะการรบั สารคือ รับอยางเดยี ว ใชในสื่อสาธารณะ ทัว่ ไป หรอื สังคมวงกวาง อาทิ วทิ ยุ เสยี งตามสาย ส่ือแนวสารคดี 2) การสอ่ื สารแนวขนาน ลกั ษณะการรบั สาร คอื รับ สง สองทาง โตต อบได อาทิ จัดรายการสด ใชกบั ประชาชนในพืน้ ที่
45 3) การส่ือสารแนวราบ มีลักษณะเปนการรับสารในรูปแบบการมีสวนรวม และ ขยายแนวคิด โดยใชเวทีการประชมุ ตางๆ ซงึ่ สารทจ่ี ะใช ควรมคี วามชัดเจน กระชบั ถูกตอง ไมก อความขัดแยง เปน ตน 2.2.3.2 รายงานการวิจัย โครงการ การผลิตส่ือสารคดีดิจิตอลเพ่ือ ส่ือสารงานวจิ ัย วิภา สุขวัฒนาวทิ ย (2561) ไดดําเนินโครงการการผลิตสื่อสารคดีดิจิตอลเพื่อสื่อสาร งานวิจัย โดยจากการวิเคราะหในการผลิตส่อื ยุคใหมจําตองมีความยืดหยุน มีกระบวนการสรางสาร ไป ยังผรู ับสารในชอ งทางที่สะดวก เนื้อหามคี วามนา สนใจ และเปน ธรรมชาตติ อ ความรสู ึกผูรับสาร การกําหนดเร่ือง เช่ือมโยงเขากับงานวิจัย ตอบโจทยสังคม ใชไ ดจรงิ จับตองได ซ่ึงมี ประเดน็ ขอเสนอแนะท่ีเกีย่ วของ อาทิ มมุ มองทห่ี ลากหลาย และไมใ ชการสื่อสารดานเดยี ว 2.2.3.3 รายงานการวิจัย กระบวนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรุนใหม ในการเปนผูประกอบการ เกษตรอินทรีย ในจงั หวัดขอนแกน ปรีชา หงอกสิมมา (2560) ไดทําการศึกษาวิจัย กระบวนการพัฒนาศักยภาพ เกษตรกรรุนใหมในการเปนผูประกอบการ เกษตรอินทรีย ในจังหวัดขอนแกน ซ่ึงมีประเด็นจากผล การศกึ ษา บง บอกถงึ การจะพฒั นาศักยภาพในดา นท่เี ก่ียวของในการจะประสบผลสําเรจ็ นั้น จาํ เปน ตอง มกี ารพฒั นาอยตู ลอดเวลา การประสบผลสาํ เร็จในการประกอบการควรมีการเช่อื มโยงเครอื ขายฯ หากมี การเชื่อมโยงการทองเท่ียวกับเสนทางการผลิตอาหารอินทรีย จะเกิดผลทั้งในแงการอนุรักษวัฒนธรรม ภูมิปญญาทองถ่ิน และการชักจงู คนรุนใหมใหกลับคืนสูถ่ินฐานเพื่อพัฒนาบานเกิด เพ่ือใหเกิดการสราง งานและสรา งรายไดอกี ชอ งทางหนึง่ ซึง่ มีปจ จัยเกอ้ื หนนุ ทีจ่ ะทาํ ใหเกิดความสําเร็จ คือ ความหลากหลาย และ ความเช่ยี วชาญเฉพาะดา น 2.2.3.4 รายงานการวจิ ัย โครงการกระบวนการฟนฟทู องถิ่นของประเทศ ญป่ี ุน : ปจ จัยแหงความสําเรจ็ และการประยกุ ตใ ชใ นมติ ขิ องมะจิซุกรุ ิ เบญจางค ใจใส แดร อารสลานิออง (2563) ไดทําการวิจัยในโครงการกระบวนการ ฟนฟูทองถิ่นของประเทศญี่ปุน : ปจจัยแหงความสาํ เร็จและการประยกุ ตใชในมิติของมะจิซกุ ุริ ซึ่งมผี ล การศึกษาท่ีระบุวา พื้นท่ี ที่มีสวนประกอบของโมเดลแหงความสําเร็จ มีทุนทางสังคมท่ีเขมแข็ง โดยเฉพาะอยา งย่ิง เครือขา ยในชุมชน อีกทั้งยังไดรับการสนับสนุนจากภาครัฐ และมีการทาํ การตลาดที่ ตอเนื่อง ที่จะนําไปสูความยั่งยืน โดยระบุเปนองคประกอบ 3 สวนคือ Company, Competitor และ Customer ซ่ึงจากรายงานน้ี ไทยยังขาดการเชื่อมระหวาง ทุนทางสังคม เจาหนาที่ภาครัฐโยกยาย บอยครงั้ และปญหาการสนับสนนุ ทางงบประมาณ
46 2.2.3.5 รายงานการวจิ ัย โครงการรูปแบบในการพัฒนาทักษะการเรียนรู ดานการอนุรักษฟนฟูทรัพยากรดิน นํ้า ปา รวมกันของเครือขายลุมนํ้าจางและ SCG ที่ เหมาะสมกบั บรบิ ทของหมูบานท้งั 6 หมบู า นในตาบลหวั เสือ ตาํ บลดอนไฟ อาํ เภอแมทะ จังหวัดลาํ ปาง ประเสริฐ สุริยวงษา และคณะ (2555) ไดทําการศึกษาวิจัยในโครงการ รูปแบบใน การพัฒนาทักษะการเรียนรูดานการอนุรักษฟนฟูทรัพยากรดิน นํ้า ปา รวมกันของเครือขายลุมนํ้าจาง และ SCG ที่เหมาะสมกับบริบทของหมูบานทั้ง 6 หมูบานในตาบลหัวเสือ ตําบลดอนไฟ อําเภอแมทะ จังหวัดลําปาง ซงึ่ จากการศกึ ษาพบวา การจะเอากระบวนงานท่ีประสบความสําเร็จอีกพ้ืนที่หน่ึง ไปให อีกพื้นท่หี นึ่งปฏิบัติ โดยขาดความรูความเขาใจในความหลากหลายและแตกตา งของพ้ืนท่ีและความคิด ของบุคคล จะทําใหเ กดิ ปญหาในการทาํ งานดา นพัฒนาคนและการสรางการมีสวนรว ม จากบทเรยี นการ ทํางาน การสงเคราะหเพยี งอยางเดยี วไมส ามารถทาํ ใหช มุ ชนเกิดการพัฒนาท่ียัง่ ยืน โดยกระบวนการท่ีจะนําไปสูการพัฒนาทักษะท่ีเหมาะสม จะตองประกอบไปดวย แผนการจัดการทรพั ยากร และกระบวนการใชคนเปนศูนยกลาง ซ่ึงใชขอมูล ขาวสาร ความรูเปนฐาน และทุกฝา ยที่เก่ียวของ ตองมาศึกษา วเิ คราะห สงั เคราะหรวมกัน ในรายงานฯ แสดงการผลิตเพื่อใหมี กนิ สง ผลถึงการเกดิ ความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจา ย พอเพียงในระดบั ครอบครัว 2.2.3.6 รายงานการวิจัย โครงการ “กระบวนการสรางการเรียนรูตาม แบบเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือจัดการหน้ีสินอยางย่ังยืนของชุมชนเกษตรพัฒนา อําเภอ พัฒนานคิ ม จงั หวัดลพบรุ ี” อมรรัตน วัฒนโยธิน (2560) ไดทําการศึกษาวิจัยในโครงการ “กระบวนการสราง การเรียนรูตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือจัดการหนี้สินอยางย่ังยืนของชุมชนเกษตรพัฒนา อําเภอ พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี” ซ่ึงแสดงถึงการใชงานวิจัยเปนเครื่องมือ ในการให คนในชุมชน เขารวม กระบวนการ ต้งั แตก ารเรม่ิ คดิ การตั้งคาํ ถาม การวางแผน และคนหาคาํ ตอบอยา งเปนระบบ โดยเรยี นรู จากปฏิบตั ิการจริง โดยกระบวนการฯ ที่นําไปสคู วามสําเร็จในการจัดการนี้ตามรายงาน ของ “กลุมผัก และเหด็ ” ประกอบดว ย 1) การศกึ ษาดงู านในพ้ืนทีป่ ระสบความสําเรจ็ 2) สอบถามความตอ งการในการปลกู ผัก 3) ตรวจสอบความพรอมของพืน้ ท่ีและคนทส่ี นใจเขารวมโครงการ 4) กระตุน ผูมอี ุปสรรคโดย ลงมือทําใหเหน็ และ ชวยทํา 5) จัดหาเมลด็ พนั ธุ แจกจายตามความตองการ พรอมคําแนะนาํ
47 6) ตดิ ตามและใหคําแนะนําเกยี่ วกับปญหาตางๆ โดยหน่ึงในแนวทางแกไขปญหา จากรายงานฯ คือ “เปลี่ยนความคิด แลวชีวิตจะ เปลี่ยน” โดยใหความสาํ คัญกับการเรยี นรูรว มกนั อยางเหมาะสม 2.2.3.7 รายงานการวิจัย โครงการ การจัดการการเกษตรเชิงระบบใน พน้ื ทอ่ี นุรกั ษตนนํา้ เข่อื นสิรกิ ติ ์ิ ธํารงค เมฆโหรา (2562) ไดทาํ การศกึ ษาวจิ ัยในโครงการ การจัดการการเกษตรเชิง ระบบในพน้ื ท่ีอนุรกั ษต น น้ําเขื่อนสิริกติ ิ์ ซงึ่ รายงานฯ แสดงใหเหน็ ถงึ การจดั การที่สามารถสรางมลู คาเพ่ิม ใหกับพ้ืนท่ีไดเกือบถึง รอยละ 30 จากการลงทนุ โดยมปี จจัยที่คน พบจากงานวิจัย คอื การสื่อสารโดย ทมี วจิ ัย อาทิ การส่อื สารสําหรบั เกษตรกรทยี่ ังไมสามารถลดการใชสารเคมีใหตระหนักถึงปญหาในระยะ ยาว ตลอดจนมีการใหความรเู พ่ิมเติมในการใชสารเคมีใหถูกวิธี ตลอดจนการบรหิ ารโครงการ ทร่ี วมกัน ทํางานระหวางเกษตรกร หนวยงานของภาครัฐ และนักวิจัย นําไปสูการสรางกลุมเครือขาย มีการ ผลักดันกิจกรรม/โครงการ เขาสูแผนพัฒนาตําบล ทําใหมีงบประมาณสนับสนุน โดยใชประโยชนจาก โครงการ อาทิ 1) มกี ารสรางกลมุ วสิ าหกจิ เครอื ขา ยเพ่ือเปน เครือขายกับกลุม วิสาหกจิ เดิม 2) การจดั ที่ดินทาํ กินใหช ุมชน ตามนโยบายรฐั บาล 3) การผอนผันใหราษฎรเขาใชประโยชนในพ้ืนที่อนรุ ักษ และการทํางานรว มกันของ ราษฎร หนวยงานของรฐั และรักวิจัย เกิดความสมั พนั ธอ ันดี สามารถลดการเผาทาํ ลายปา 4) การจัดสรรงบประมาณการพัฒนา โดยอาศัยรูปแบบการจัดการเชงิ ระบบ 5) การทําเกษตรแปลงใหญ ภายใตการสนับสนุนของกรมปศุสตั ว และธนาคารเพ่ือ การเกษตรและสหกรณก ารเกษตร 2.2.4 งานวิจัยแนวทางความสําเร็จของโครงการตามแผนยุทธศาสตรการ พฒั นาจงั หวัดสมทุ รสาคร เสรี วรพงษ (2563) ไดทาํ การวิจัยในความสําเร็จของโครงการตามแผนยุทธศาสตร การพัฒนาจังหวัดสมุทรสาคร ในการวิจัยพบวา แนวทางความสําเร็จของโครงการนั้น จะตองมีการ วางแผนโครงการใหสามารถแกปญหาเศรษฐกิจของประชาชนได ความอยูดีกินดี และการนําแผนท่ีได ไปสกู ารปฏบิ ัติอยางแทจ รงิ เพ่ือตอบสนองความตองการของประชาชน และเมอ่ื ดําเนนิ การแลว จะตอง มีการตรวจสอบประเมินผลการทํางานทุกข้ันตอนเพื่อความถูกตอง เปนธรรม และโปรงใสตอการ ปฏิบัติงาน โดยสามารถจาํ แนกเปน 5 มติ ิ ไดแก 1) สามารถจบั ตอง และเห็นผลได 2) มคี วามนาเช่อื ถือ
48 3) ตอบสนองความตองการของประชาชนได 4) สรา งความเชอ่ื ม่ันฯ เนื่องจากมกี ารแจง ผลการดําเนินงาน ผา นส่ือประชาสมั พันธ อาทิ ปา ย แฟนเพจ เฟสบุค 5) คาํ นึงถึงความแตกตางของสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ ท่ีดูแล ทําใหมีการเนนใน กจิ กรรม/ โครงการที่แตกตางกันออกไป
49 2.3 กรอบแนวคิดการวจิ ยั นักพฒั นาพื้นทตี่ นแบบ, เจา ของ ความสาํ เรจ็ ในการดําเนนิ แปลงครวั เรือนตน แบบ กิจกรรม/ โครงการ เจาหนาทีพ่ ัฒนาชมุ ชนจังหวดั , การประยุกตใ ชศ าสตรพระราชา เจา หนาทพ่ี ฒั นาชุมชนอําเภอ - หลกั ภมู สิ งั คม และ เจา หนา ทพ่ี ัฒนาชุมชนศนู ย - ไมยดึ ตดิ ตาํ รา ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนลําปาง - ประหยัด เรยี บงา ย ไดประโยชน ปจ จัยดา นการพฒั นาคน สูงสุด - Construction of Knowledge - การมีสวนรวม - Interaction - หลักประจําใจ อนื่ ๆ - Physical Participation - Process Learning กลไกขับเคลือ่ นงาน - Application - ประสานงาน กลไกขบั เคล่อื นงาน - วางแผนงาน - ประสานงาน - ประเมนิ ผล - วางแผนงาน - จดั การความรู - ประเมินผล - ประชาสัมพันธ - จัดการความรู - ประชาสัมพนั ธ
บทที่ 3 ระเบียบวธิ ีวจิ ยั ในวิจัยเร่ือง กลไกการสรางนักพัฒนาพื้นที่และเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบ ตามหลัก ทฤษฎีใหมป ระยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพ้ืนที่บริการของศูนยศกึ ษาและพัฒนาชุมชนลําปาง คณะผูวจิ ยั ไดก าํ หนดระเบยี บวิธีวิจยั ในการศึกษาตามลําดับ ดังนี้ 3.1 รูปแบบการวิจัย 3.2 ประชากรและกลมุ ตัวอยาง 3.3 เครอื่ งมอื ทีใ่ ชใ นการวิจยั 3.4 การเก็บรวบรวมขอ มลู 3.5 การวเิ คราะหข อมลู 3.1 รปู แบบการวิจัย การศกึ ษาวจิ ัยกลไกการสรา งนกั พัฒนาพ้ืนท่ีและเจาของแปลงครัวเรอื นตนแบบ ตามหลัก ทฤษฎีใหมประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” ศูนยศึกษาและพัฒนาชุมชนลําปาง เปนการวิจัยโดยใช รูปแบบ การวิจัยเชิงคุณภาพ ซ่ึงทําการคนหาความรูความจริงโดยอาศัยขอมูลเชิงคุณลักษณะหรือเชงิ คุณภาพ การเกบ็ รวบรวมขอ มูล ใชการสนทนากลมุ การสมั ภาษณ การสงั เกต และจดบันทกึ ซึ่งในการสุมตัวอยางในการวิจัยเชิงคุณภาพจะ มีความแตกตางจากการวิจัยเชิงปริมาณ กลาวคอื การวจิ ัยเชิงปริมาณอาศัยความเชอ่ื พื้นฐานหรือกระบวนทัศนที่วาความรูมีอยูแลวไมตองสราง ความรูข ้ึนมาใหมเ ปน แตเ พียงนาํ เอาความรหู รือทฤษฎีทีม่ ีอยแู ลวมาทดสอบ หรือยนื ยัน และนาํ ไปสามัญ การ ใชงานตอ ไปไดเลย ลักษณะการดําเนินการวจิ ัยเปนลักษณะท่ีมีการกําหนดแนวทางไวลวงหนาเปน การตายตัวไมมีความยืดหยุนเพราะตองนําทฤษฎีท่ีมีอยูแลวมาเปนตัวต้ังเสียกอน ถาไมมีทฤษฎีก็ไม สามารถทําการวิจัยได โดยมกี ารนําตัวเลข หรือ สถิติเขามาชวยเปนเครื่องมือในการวิจัย สวนการวิจัย เชิงคุณภาพนั้นอาศัยกระบวนทัศนที่วา ความรูยังไมมหี รือมีก็ยังไมเพียงพอท่จี ะใชในการดํารงชีวิตหรือ การดําเนินการตางๆ เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนอยูตลอดเวลา จึงจําเปนตองสรางความรูหรือ ทฤษฎีใหมจงึ ไมต อ งใชทฤษฎีเปนตัวตั้งในการทาํ วจิ ยั การดาํ เนินการวจิ ัยมีลักษณะทีย่ ดื หยนุ เปนไปตาม สถานการณทเี่ ปนจริงตามธรรมชาติ ยึดถือขอ มลู จากผใู หข อ มลู เปนหลกั นาํ มาทาํ การวเิ คราะหส รา งเปน ความรูหรือทฤษฎีใหมข้ึนมาเพ่ือใชงานตอไป การวิจัยเชิงคณุ ภาพจึงไมใชตัวเลขหรอื สถิติเปนเคร่ืองมือ ชว ยในการวิจยั (จาํ เนยี ร, 2561)
51 Moser & Korstjens (2018) ไดนําเสนอขนาดของกลุมตัวอยางในงานวิจัยเชิงคุณภาพ ตามยุทธศาสตรการวิจัย ซึ่งในการศึกษาวิจัยในปรากฏการณ (Phenomenology) ระบุใหควรใช ตวั อยา งประมาณ 10 คน เพื่อใชใ นการออกแบบ และวางแผนการวจิ ัย ซง่ึ ในการดาํ เนนิ การวิจัย นกั วจิ ัย จะตอ งดําเนินการเก็บขอมูล และวิเคราะหขอมูลควบคกู ันไปจนกวาขอมลู จะอ่ิมตัว ซ่ึงจะเปน การตัดสนิ ขั้นสุดทาย 3.2 ประชากรและกลมุ ตวั อยาง ข้ันตอนที่ 1 การศึกษาปจจัยท่ีสงผลตอความสําเร็จในการสรางนักพัฒนาพ้ืนท่ีตนแบบ และเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” เขตพ้ืนท่ี บรกิ ารศูนยศ กึ ษาและพฒั นาชุมชนลาํ ปาง ประชากร คือ เจา หนาท่ีพัฒนาชมุ ชนจังหวัด เจาหนา ท่ีพัฒนาชุมชนอาํ เภอ จากจังหวัด ลําปาง ลําพนู แพร และเจาหนา ท่ีพฒั นาชมุ ชนศนู ยศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนลําปาง ทําการเก็บขอมูลเชิงคุณภาพ โดยกลุมตัวอยาง คือ เจาหนาที่พัฒนาชุมชนจังหวัดแพร ลําพนู ลาํ ปาง ไดแก พฒั นาการจงั หวดั /ผูแทน จังหวดั ละ 1 คน รวม 3 คน และนกั วิชาการพัฒนาชมุ ชน จังหวัดผูมีสวนเกี่ยวของ จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน เจาหนาที่พัฒนาชุมชนอําเภอ ไดแก ตัวแทน พัฒนาการอําเภอ จังหวดั ละ 1 คน รวม 3 คน พฒั นากรประจาํ ตําบล จังหวดั ละ 1 คน รวม 3 คน และ เจาหนาที่ ศพช.ลําปาง ไดแก ผูอํานวยการและตัวแทนคณะวิทยากร/ครูพาทํา รวม 3 คน รวมผูให ขอมูลทัง้ ส้ิน จาก 3 จังหวดั 15 คน ข้ันตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการประยุกตใชศาสตรพระราชาของนักพัฒนาพ้ืนท่ี ตนแบบและเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” เขต พนื้ ท่บี รกิ ารศูนยศ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนลาํ ปาง ประชากร คอื ผผู า นการฝกอบรมโครงการพัฒนาพน้ื ท่ีตน แบบการพฒั นาคุณภาพชีวิตตาม หลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา โมเดล” กิจกรรมที่ 1 ฝกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้น การ พัฒนากสิกรรมสูร ะบบเศรษฐกิจพอเพียงจาก ศพช.ลาํ ปาง ไดแ ก นกั พฒั นาพืน้ ท่ีตน แบบ และ ครวั เรือน ตนแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ จํานวน 540 คน และเจาของแปลงพ้ืนที่เรียนรูชุมชนตนแบบฯ ที่ นกั พฒั นาพน้ื ทต่ี น แบบ ลงไปสนับสนุนกิจกรรม จํานวน 9 คน ทําการเก็บขอมูลเชงิ คุณภาพ โดยกลุมตัวอยาง คือ ผูใหขอมูลจากจังหวัด ลําปาง ลําพูน และแพร จําแนกเปน ตัวแทนนักพัฒนาพื้นท่ีตนแบบ ที่สามารถเปนแบบอยางได จังหวัดละ 5 คน รวม 15 คน และ ตัวแทนครัวเรือนตน แบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตที่สามารถเปนแบบอยา ง จังหวัดละ 5 คน รวม 15 คน รวมผใู หขอมูลจาก 3 จังหวัด จํานวน 30 คน
52 ข้ันตอนที่ 3 พัฒนากลไกการสรางนักพัฒนาพ้ืนท่ีตนแบบและเจาของแปลงครัวเรือน ตนแบบ ตามหลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” เขตพ้ืนท่ีบริการศูนยศึกษาและพัฒนา ชมุ ชนลาํ ปาง ประชากร คือ เจาหนาทพ่ี ัฒนาชุมชนจังหวัด เจาหนา ท่ีพัฒนาชุมชนอาํ เภอ และเจา หนาที่ พัฒนาชุมชนศนู ยศกึ ษาและพัฒนาชุมชนลําปาง และ ผผู า นการฝกอบรมโครงการพัฒนาพ้ืนที่ตนแบบ การพัฒนาคุณภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหม ประยกุ ตส ู “โคก หนอง นา โมเดล” กจิ กรรมท่ี 1 ฝก อบรม เพ่ิมทักษะระยะส้ัน การพัฒนากสิกรรมสูระบบเศรษฐกิจพอเพียงจาก ศพช.ลําปาง ไดแก นักพัฒนา พ้ืนท่ีตน แบบ และ ครวั เรือนตนแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ฯ จํานวน 540 คน และเจาของแปลงพ้ืนท่ี เรียนรูชมุ ชนตน แบบฯ ท่ีนักพัฒนาพน้ื ท่ตี น แบบ ลงไปสนับสนุนกิจกรรม จํานวน 9 คน ทําการเก็บขอมูลเชิงคุณภาพ โดยกลุมตัวอยาง คือ เจาหนาท่ีพัฒนาชุมชนจังหวัดแพร ลําพนู ลําปาง ไดแก พฒั นาการจังหวัด/ผูแทน จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน และนกั วชิ าการพฒั นาชุมชน จังหวัดผูมีสวนเก่ียวของ จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน เจาหนาท่ีพัฒนาชุมชนอําเภอ ไดแก ตัวแทน พัฒนาการอําเภอ จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน พฒั นากรประจําตําบล จงั หวดั ละ 1 คน รวม 3 คน และ เจาหนาท่ี ศพช.ลําปาง ไดแก ผูอํานวยการและตัวแทนคณะวิทยากร/ครูพาทํา รวม 3 คน รวมผูให ขอมูลท้ังสิ้น จาก 3 จังหวัด 15 คน และผูใหขอมูลจากจังหวัด ลําปาง ลําพูน และแพร จําแนกเปน ตัวแทนนักพัฒนาพ้ืนที่ตน แบบ ท่ีสามารถเปนแบบอยางได จังหวัดละ 5 คน รวม 15 คน และ ตัวแทน ครัวเรือนตน แบบการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ท่สี ามารถเปน แบบอยา ง จังหวดั ละ 5 คน รวม 15 คน รวมผใู ห ขอ มลู จาก 3 จังหวัด จํานวน 30 คน รวมตัวแทนผูใหข อมูลทัง้ สิ้น 45 คน ประชากรท่ีใชในการศึกษา คือ นักพัฒนาพื้นที่ตนแบบผูเขารวมโครงการ พัฒนาพ้ืนท่ี ตน แบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตตามหลกั ทฤษฎีใหม ประยุกตส ู “โคก หนอง นา พช.” กจิ กรรมฝกอบรม เพิ่มทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสูระบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา พช.” จาก ศูนยศ กึ ษาและพัฒนาชุมชนลําปาง จากจงั หวัด ลาํ ปาง ลําพนู แพร จํานวน 540 คน กลุมตัวอยางในการศึกษา คือ นักพัฒนาพื้นที่ตนแบบผูเขารวมโครงการ พัฒนาพื้นท่ี ตนแบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตตามหลกั ทฤษฎใี หม ประยกุ ตสู “โคก หนอง นา พช.” กจิ กรรมฝก อบรม เพ่ิมทักษะระยะส้ันการพัฒนากสิกรรมสูระบบเศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา พช.” จาก ศนู ยศ กึ ษาและพัฒนาชุมชนลําปาง จากจงั หวัด ลาํ ปาง ลําพูน แพร
53 3.3 เคร่อื งมือท่ใี ชในการวิจัย การสรางและพัฒนาเครือ่ งมือ เคร่ืองมือที่ใชในการศึกษาคร้ังนี้เปนแบบสัมภาษณเชงิ ลกึ และการ Focus Group โดยได ดาํ เนนิ การสรางตามลําดบั ขั้นตอนดงั น้ี 1. ศกึ ษาแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวของ ประกอบดวย 1) เปาหมายการพัฒนาทย่ี ั่งยืน (SDGs) 2) ยุทธศาสตรช าติ 20 ป ฉบับ พ.ศ.2561 – 2580 3) แผนแมบ ทภายใตยุทธศาสตรช าติ 4) แผนพฒั นา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 12 5) ทิศทางการขับเคล่ือนงานพัฒนาชุมชน ปง บประมาณ พ.ศ. 2564 6) แนวคิดจากศาสตรพ ระราชาและปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง 7) หลักทฤษฎีใหม ตลอดจน งานวิจัยที่เก่ียวของและสนับสนุนแนวคิด ท่ีเก่ียวของ และการประยุกตใชศาสตรพระราชาฯ และ 8) แนวคิดแนวคิดทเ่ี กยี่ วขอ งกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย โดยใชผ เู รยี นเปนศนู ยก ลาง (CIPPA) 2. ศึกษาหลักเกณฑและวิธีการสรางแบบสัมภาษณเชิงลึก จากตํารา เอกสารและ วรรณกรรมที่เก่ยี วขอ ง ในการนํามาเปนกรอบในการสรา งและปรบั ปรุงแบบสอบถาม 3. สรางแบบสอบถามตามหลักเกณฑใหคลอบคลุมเนื้อหา โดยศึกษาจากแบบสอบถาม และแบบทดสอบตาง ๆ ท่ีมลี ักษณะใกลเคยี งกนั 4. นําแบบสัมภาษณเชิงลึกที่สรางข้ึนไปทดสอบกับตัวแทนจาก ผูเขารวมกิจกรรม ใน จังหวัดลําปาง และลําพูน และนํามาวิเคราะหรวมกับผูทรงคุณวุฒิจากสถาบันการพัฒนาชุมชน เพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแกไข เพื่อใหไดขอคําถามที่ชัดเจน และถูกตอง และนําไปหาคุณภาพของ เครอ่ื งมอื 5. นําเครอ่ื งมือท่ผี า นการปรับปรุงแกไขแลวไปเก็บรวบรวมขอมูลจรงิ ตามที่กําหนดไว การวิจัยครั้งน้ี ไดส รา งเครื่องมอื ซ่ึงใชแบบสัมภาษณเชงิ ลกึ ขึน้ และใชก ารสนทนากลมุ โดย ใชกรอบแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วของเปน ฐาน 3.4 การเก็บรวบรวมขอมลู ในการเก็บรวบรวมขอมูล เพ่ือใหไดขอมูลครบถวน ในทุกๆ ดาน ไดมีการเก็บรวบรวม ขอ มูล ทัง้ 2 ประเภท ไดแ ก 3.4.1 ขอมลู ปฐมภูมิ เปนขอมลู เชิงสํารวจ ซง่ึ เกบ็ รวบรวมขอมลู จากแบบสัมภาษณเชิง ลกึ และการสนทนากลุม(ใชก ารสัมภาษณ/ พูดคยุ รายบุคคล) ดงั นี้ ขน้ั ตอนที่ 1 การศกึ ษาปจ จัยท่สี งผลตอความสาํ เรจ็ ในการสรา งนกั พัฒนาพนื้ ที่ตนแบบ และเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” เขตพื้นที่ บริการศูนยศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนลาํ ปาง
54 ทําการเก็บขอมูลเชงิ คุณภาพ โดยกลมุ ตัวอยาง คือ เจาหนา ที่พัฒนาชมุ ชนจงั หวดั แพร ลาํ พูน ลาํ ปาง ไดแก พัฒนาการจังหวัด/ผูแทน จงั หวัดละ 1 คน รวม 3 คน และนักวิชาการพัฒนาชุมชน จังหวัดผูมีสวนเกี่ยวของ จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน เจาหนาท่ีพัฒนาชุมชนอําเภอ ไดแก ตัวแทน พฒั นาการอําเภอ จังหวดั ละ 1 คน รวม 3 คน พฒั นากรประจําตําบล จังหวดั ละ 1 คน รวม 3 คน และ เจาหนาท่ี ศพช.ลําปาง ไดแก ผูอํานวยการและตัวแทนคณะวิทยากร/ครูพาทํา รวม 3 คน รวมผูให ขอมลู ท้ังส้นิ จาก 3 จงั หวดั 15 คน ข้ันตอนที่ 2 การศึกษาแนวทางการประยุกตใชศาสตรพระราชาของนักพัฒนาพ้ืนท่ี ตนแบบและเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” เขต พื้นที่บริการศูนยศ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนลําปาง ทําการเก็บขอมูลเชิงคุณภาพ โดยกลุมตัวอยาง คือ ผูใหขอมูลจากจังหวัด ลําปาง ลําพูน และแพร จําแนกเปน ตัวแทนนักพัฒนาพื้นที่ตนแบบ ที่สามารถเปนแบบอยางได จังหวัดละ 5 คน รวม 15 คน และ ตัวแทนครัวเรือนตนแบบการพัฒนาคุณภาพชวี ิตที่สามารถเปนแบบอยา ง จังหวัด ละ 5 คน รวม 15 คน รวมผูใหขอมูลจาก 3 จังหวดั จาํ นวน 30 คน ขนั้ ตอนท่ี 3 พัฒนากลไกการสรา งนักพัฒนาพ้ืนท่ีตนแบบและเจาของแปลงครัวเรือน ตนแบบ ตามหลักทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” เขตพ้ืนที่บริการศูนยศึกษาและพัฒนา ชุมชนลําปาง ทําการเก็บขอมูลเชงิ คุณภาพ โดยกลมุ ตัวอยาง คือ เจาหนา ท่ีพัฒนาชมุ ชนจงั หวัดแพร ลําพนู ลาํ ปาง ไดแ ก พฒั นาการจังหวดั /ผูแทน จงั หวัดละ 1 คน รวม 3 คน และนักวิชาการพฒั นาชุมชน จังหวัดผูมีสวนเก่ียวของ จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน เจาหนาท่ีพัฒนาชุมชนอําเภอ ไดแก ตัวแทน พฒั นาการอําเภอ จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน พฒั นากรประจาํ ตําบล จังหวัดละ 1 คน รวม 3 คน และ เจาหนาท่ี ศพช.ลําปาง ไดแก ผูอํานวยการและตัวแทนคณะวิทยากร/ครูพาทํา รวม 3 คน รวมผูให ขอมูลทั้งสิ้น จาก 3 จังหวัด 15 คน และผูใหขอมูลจากจังหวัด ลําปาง ลําพูน และแพร จําแนกเปน ตัวแทนนักพัฒนาพื้นที่ตนแบบ ที่สามารถเปนแบบอยางได จังหวัดละ 5 คน รวม 15 คน และ ตัวแทน ครัวเรือนตน แบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตทส่ี ามารถเปน แบบอยา ง จังหวดั ละ 5 คน รวม 15 คน รวมผูใ ห ขอ มูลจาก 3 จังหวดั จํานวน 30 คน รวมตวั แทนผูใหขอมลู ทั้งสนิ้ 45 คน 3.4.2 ขอมูลทุติยภูมิ ซึ่งไดจากการรวบรวมเอกสารตาง ๆ และผลงานทางวิชาการที่ เกี่ยวของ โดยรวบรวมจากหองสมุดและหนวยงานท่ีเกี่ยวของ ซ่ึงใชประกอบในกรอบแนวคิดงานวจิ ัย การตรวจสอบความสมั พนั ธเ ชื่อมโยง และการเขยี นเอกสารอางอิงในรายงานการวิจัย
55 3.5 การวิเคราะหขอ มูล การวิจัยครั้งน้ี ทําการวิเคราะหขอมูลโดยอาศัยความรวมมือ ของผูทรงคุณวุฒิ ท่ีมีความ ชํานาญ และผูมีประสบการณเฉพาะทางในสายอาชีพ ในการรวมวิเคราะหและสังเคราะหขอมูล จํานวน 5 คน
ตารางที่ 3.1 แสดงขัน้ ตอน วิธกี าร ผูใหขอมลู หลัก และผลทีไ่ ดรับจากการดําเนินการว วตั ถปุ ระสงค วธิ กี าร/เครอื่ งมือ ขั้นตอนที่ 1 เพ่ือศกึ ษาปจจัยทส่ี งผล ใชว ิธกี ารวิจัยเชิงคณุ ภาพ โดย ประชากร ค ตอ ความสาํ เรจ็ ในการสรางนักพัฒนา ใชแบบสัมภาษณเ ชงิ ลึก เจา หนา ท่ีพ พน้ื ทแ่ี ละเจาของแปลงครวั เรอื น พฒั นาชุมช ตนแบบตามหลกั ทฤษฎีใหม ประยกุ ตส ู “โคก หนอง นา พช.” ผใู หขอ มูลห เขตพื้นที่บรกิ ารศูนยศ ึกษาและ แพร ลาํ พนู พัฒนาชมุ ชนลาํ ปาง ผูแ ทน จงั ห นกั วิชาการพ จังหวัดละ 1 ชมุ ชนอําเภ จงั หวัดละ 1 ตําบล จังหว ศพช.ลาํ ปาง วทิ ยากร/คร ทงั้ สน้ิ จาก
56 วิจัย ผลท่ีไดรับจากการดําเนนิ การวิจยั ประชากร/ผูใหขอมูลหลกั คือ เจาหนาทพี่ ัฒนาชุมชนจังหวดั จากการวิเคราะหขอมลู จะทําใหทราบถึง พัฒนาชุมชนอําเภอ และเจาหนา ที่ ปจจยั ท่สี งผลตอความสําเรจ็ ในการสราง ชนศนู ยศึกษาและพัฒนาชุมชนลาํ ปาง นักพฒั นาพนื้ ท่แี ละเจา ของแปลงครวั เรอื น หลัก เจา หนาท่ีพัฒนาชมุ ชนจังหวัด ตนแบบตามหลกั ทฤษฎใี หม ประยกุ ตสู น ลําปาง ไดแก พัฒนาการจงั หวัด/ “โคก หนอง นา พช.” เขตพื้นท่บี ริการศูนย หวัดละ 1 คน รวม 3 คน และ พฒั นาชุมชนจงั หวัดผูมสี ว นเกย่ี วของ ศกึ ษาและพฒั นาชุมชนลําปาง 1 คน รวม 3 คน เจาหนา ท่พี ฒั นา ภอ ไดแ ก ตวั แทนพัฒนาการอาํ เภอ 1 คน รวม 3 คน พฒั นากรประจํา วัดละ 1 คน รวม 3 คน และเจา หนาที่ ง ไดแ ก ผอู ํานวยการและตวั แทนคณะ รพู าทาํ รวม 3 คน รวมผูใ หขอมูล 3 จังหวัด 15 คน
วัตถปุ ระสงค วธิ ีการ/เครอ่ื งมอื ข้นั ตอนท่ี 2 เพื่อศกึ ษาแนวทางการ ใชว ิธีการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ โดย ประชากร ค ประยุกตใ ชศาสตรพระราชาของ ใชแ บบสัมภาษณเชงิ ลึก/ การ พฒั นาพน้ื ท นกั พัฒนาพื้นท่ีตน แบบและเจาของ สนทนากลมุ หลักทฤษฎใี แปลงครวั เรอื นตนแบบตามหลกั โมเดล” กิจ ทฤษฎีใหม ประยกุ ตสู “โคก หนอง สน้ั การพัฒ นา พช.” เขตพื้นทีบ่ รกิ ารศนู ยศกึ ษา จาก ศพช.ล และพฒั นาชมุ ชนลาํ ปาง และ ครวั เร จาํ นวน 540 ชุมชนตนแบ สนบั สนนุ กิจ ผูใหขอ มลู ห ลาํ ปาง ลําพ นกั พฒั นาพ ได จังหวัดล ครัวเรอื นตน สามารถเปน คน รวมผูให
57 ประชากร/ผูใหขอมูลหลกั ผลท่ีไดร บั จากการดําเนนิ การวจิ ัย คือ ผผู า นการฝกอบรมโครงการ จากการวเิ คราะหข อมลู จะทําใหท ราบถงึ ทต่ี น แบบการพฒั นาคุณภาพชีวิตตาม แนวทางการประยุกตใชศาสตรพ ระราชา ใหม ประยุกตสู “โคก หนอง นา ของนักพฒั นาพืน้ ทต่ี น แบบและเจาของ จกรรมที่ 1 ฝก อบรมเพิ่มทกั ษะระยะ แปลงครวั เรือนตนแบบตามหลกั ทฤษฎใี หม ฒนากสิกรรมสรู ะบบเศรษฐกจิ พอเพียง ประยกุ ตส ู “โคก หนอง นา พช.” เขตพ้ืนที่ ลาํ ปาง ไดแก นกั พัฒนาพน้ื ท่ีตน แบบ บริการศนู ยศ ึกษาและพัฒนาชุมชนลําปาง รอื นตนแบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตฯ 0 คน และเจาของแปลงพื้นทเ่ี รยี นรู บบฯ ทน่ี ักพฒั นาพื้นทต่ี น แบบ ลงไป จกรรม จํานวน 9 คน หลัก ไดแ ก ผใู หขอ มูลจากจังหวดั พนู และแพร จาํ แนกเปน ตัวแทน พนื้ ท่ีตนแบบ ท่สี ามารถเปนแบบอยา ง ละ 5 คน รวม 15 คน และ ตัวแทน นแบบการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตท่ี นแบบอยา ง จังหวัดละ 5 คน รวม 15 หขอ มูลจาก 3 จงั หวัด จํานวน 30 คน
วัตถปุ ระสงค วธิ ีการ/เคร่ืองมือ ขนั้ ตอนที่ 3 เพ่ือพฒั นากลไกการ ใชวิธีการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ โดย ประชากร ค สรา งนกั พฒั นาพ้นื ทต่ี น แบบและ ใชแ บบสัมภาษณเ ชิงลกึ / การ เจา หนา ทีพ่ ฒั เจาของแปลงครวั เรอื นตน แบบ ชมุ ชนศนู ยศ ตามหลักทฤษฎใี หม ประยกุ ตสู สนทนากลุม การฝกอบรม “โคก หนอง นา พช.” เขตพ้ืนท่ี บรกิ ารศูนยศ ึกษาและพฒั นาชมุ ชน คณุ ภาพชวี ติ ลําปาง หนอง นา โม ระยะส้ัน กา พอเพียงจาก ตนแบบ และ ชวี ิตฯ จํานว เรยี นรชู ุมชน ไปสนับสนุน ผูใหขอมลู ห แพร ลําพูน ผแู ทน จังห นักวิชาการพ จงั หวัดละ 1 ชมุ ชนอําเภ
58 ประชากร/ผูใหขอมูลหลกั ผลท่ไี ดร บั จากการดาํ เนินการวิจัย คอื เจาหนา ทพี่ ฒั นาชมุ ชนจงั หวดั จากการวเิ คราะหขอมูล กรมการพฒั นา ฒนาชุมชนอาํ เภอ และเจาหนา ท่ีพฒั นา ชุมชนจะมกี ลไกการสรา งนักพัฒนาพืน้ ที่ ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนลาํ ปางและ ผูผา น ตนแบบและเจา ของแปลงครวั เรือนตนแบบ มโครงการพฒั นาพน้ื ที่ตน แบบการพฒั นา ตามหลักทฤษฎใี หม ประยุกตสู “โคก หนอง ตตามหลกั ทฤษฎีใหม ประยุกตสู “โคก นา พช.” เขตพ้นื ท่ีบรกิ ารศนู ยศกึ ษาและ มเดล” กจิ กรรมท่ี 1 ฝกอบรมเพิม่ ทักษะ พฒั นาชุมชนลําปาง ารพฒั นากสกิ รรมสูร ะบบเศรษฐกจิ ก ศพช.ลําปาง ไดแ ก นักพัฒนาพ้นื ที่ ะ ครวั เรือนตนแบบการพัฒนาคุณภาพ วน 540 คน และเจา ของแปลงพน้ื ท่ี นตน แบบฯ ท่ีนักพัฒนาพนื้ ทีต่ น แบบ ลง นกิจกรรม จาํ นวน 9 คน หลัก เจาหนาท่ีพฒั นาชุมชนจังหวัด น ลําปาง ไดแก พัฒนาการจังหวัด/ หวดั ละ 1 คน รวม 3 คน และ พฒั นาชุมชนจงั หวัดผมู ีสว นเกี่ยวของ 1 คน รวม 3 คน เจา หนา ที่พัฒนา ภอ
วตั ถปุ ระสงค วธิ ีการ/เครื่องมอื ไดแ ก ตัวแท รวม 3 คน คน รวม 3 ผูอํานวยกา รวม 3 คน 15 คน และ และแพร จํา ตนแบบ ท่ีส คน รวม 15 การพฒั นาค จงั หวัดละ 5 3 จังหวัด จ รวมตวั แทน
59 ประชากร/ผใู หข อมูลหลกั ผลที่ไดร ับจากการดําเนนิ การวจิ ยั ทนพัฒนาการอําเภอ จงั หวดั ละ 1 คน พัฒนากรประจาํ ตําบล จงั หวัดละ 1 คน และเจาหนา ที่ ศพช.ลําปาง ไดแ ก ารและตวั แทนคณะวทิ ยากร/ครพู าทํา รวมผูใ หขอ มูลท้ังสิ้น จาก 3 จงั หวัด ะผูใหขอมลู จากจงั หวัด ลาํ ปาง ลาํ พูน าแนกเปน ตวั แทนนกั พฒั นาพ้นื ที่ สามารถเปน แบบอยางได จังหวัดละ 5 5 คน และ ตวั แทนครัวเรอื นตนแบบ คณุ ภาพชีวิตทีส่ ามารถเปน แบบอยา ง 5 คน รวม 15 คน รวมผใู หขอ มลู จาก จํานวน 30 คน นผใู หข อ มูลทง้ั สน้ิ 45 คน
60 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง กลไกการสร้างนักพัฒนาพื้นที่และเจ้าของแปลงครวั เรือนต้นแบบ ตามหลัก ทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง มวี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือ 1) ศกึ ษาปัจจยั ทสี่ ่งผลตอ่ ความสำเรจ็ ในการสร้างนักพฒั นาพน้ื ที่ตน้ แบบและเจ้าของ แปลงครัวเรือนต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นที่บริการของ ศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชมุ ชนลำปาง 2) เพ่ือศึกษาแนวทางการประยกุ ตใ์ ช้ศาสตร์พระราชาของนักพัฒนา พื้นที่และเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขต พื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง 3) เพื่อพัฒนากลไกการสร้างนักพัฒนาพื้นที่และ เจา้ ของแปลงครวั เรอื นต้นแบบ ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพ้ืนท่ีบรกิ าร ของศูนยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ซึ่งในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล คณะผู้ศึกษาวิจัยดำเนินการในลักษณะที่ยืดหยุ่น เป็นไปตามสถานการณ์ อาศัยการประสานงานและขอความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และสำนกั งานพัฒนาชุมชนอำเภอ ตลอดจนภาคกี ารพัฒนาท่ีมสี ว่ นเกีย่ วข้องในพนื้ ที่ ในการเตรยี มความ พร้อมและทำความเข้าใจเบ้ืองตน้ และแนวทางในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ในงานวิจัย ซง่ึ ไดแ้ ก่ นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และ เจา้ ของแปลงครวั เรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ ยึดถอื ขอ้ มูลตามความเป็นจริง จากผู้ให้ข้อมูลเป็นหลัก ซงึ่ ทำการเก็บรวบรวมข้อมลู และวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมกัน จนข้อมูลมีความอิ่มตัว (Moser & Korstjens, 2018) แล้วคณะนักวิจัยจึงนำข้อมูลมาทำการ วเิ คราะห์รว่ มกับผ้เู ชี่ยวชาญ ในการนำมาพัฒนาสู่ความรู้หรอื ทฤษฎใี หม่ขึ้นมาเพ่อื ใชง้ านตอ่ ไป โดยคณะผู้วจิ ัยได้ทำการวิเคราะหข์ อ้ มลู และนำเสนอผลการวิจยั ตามลำดับดงั น้ี 4.1 การศกึ ษาปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อความสำเร็จในการสร้างนักพฒั นาพื้นท่ีต้นแบบและเจ้าของ แปลงครัวเรือนต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นที่บริการของ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง 4.2 การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและ เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เขตพื้นที่บริการ ของศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนลำปาง 4.3 การพัฒนากลไกการสร้างนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ตามหลกั ทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เขตพ้ืนที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ลำปาง
61 4.1 การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและ เจา้ ของแปลงครัวเรอื นตน้ แบบตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ใน เขตพืน้ ท่บี ริการของศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนลำปาง ในการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของ แปลงครัวเรอื นต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เขตพื้นท่ีบริการของศูนย์ ศกึ ษาและพัฒนาชุมชนลำปางน้นั คณะผูศ้ กึ ษาวิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยวิธกี ารสัมภาษณ์เชิง ลึก ในกลุ่มตัวอย่าง ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดแพร่ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง โดย สามารถทำการจัดเกบ็ ข้อมลู ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และจดั เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเพ่ิมเติม ได้จาก จงั หวัดลำปาง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า นักวิชาการพัฒนาชุมชนประจำ จังหวัดและอำเภอ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปางมีบทบาทสำคัญในการสร้าง และพัฒนา นักพฒั นาพืน้ ทีต่ ้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ ดังนี้ ในส่วนของนักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัด จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจใน ทุกระดับกับทั้งเจ้าหน้าที่และอำเภอเป้าหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและตรงตามความต้องการ ตลอดจนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สร้างความรู้ ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ การติดตามให้ คำแนะนำ ตอบข้อสงสยั ทั้งของนักพัฒนาพ้ืนท่ตี ้นแบบและทั้งของครวั เรือนต้นแบบ ซ่ึงในลำดับแรกน้ัน จะเป็นการวางเป้าหมายในภาพรวมให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการของกรมการพัฒนาชุมชน ใน การที่จะส่งเสริมการสร้างการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เหมาะสมกับหมู่บ้านในภูมิสังคมต่าง ๆ ผ่านการ ทำงานในรูปแบบการจ้างงานและการร่วมกันลงแรงด้วยการสนับสนุนวัสดุพื้นฐานและงบประมาณ ซึ่ง เป็นการทำงานโดยบูรณาการการทำงานจากภาคีภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับ ครัวเรือนและชมุ ชนทีเ่ ขา้ รว่ มโครงการในระดับพนื้ ฐาน ประกอบกับการบรู ณาการเพ่ือการบริหารจัดการ นำ้ ขนั้ พ้นื ฐานอยา่ งเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคม ซ่งึ จะเปน็ การสร้างตวั อย่างความสำเรจ็ ทเ่ี ร่ิมต้นจากการ พัฒนาคน โดยจะเป็นการเตรียมความพร้อมไปสู่ชุมชน ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองในเรื่อง ของนำ้ อาหาร และพลงั งานทดแทนซ่งึ จะเป็นการสรา้ งภูมิคุม้ กนั ของชุมชนต่อสภาพปจั จบุ ัน สัมพันธ์กับบทสัมภาษณ์ของนางสุรีย์ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การ พัฒนาชุมชน จังหวัดลำพูน ที่กล่าวว่า “จังหวัดจะมีบทบาทในการช้ีแจงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏบิ ตั ิ มกี ารสรา้ งความรู้ ความเข้าใจในวตั ถุประสงค์ การตดิ ตามให้คำแนะนำ และตอบข้อสงสัย” และบทสัมภาษณ์ของ นางพัชรินทร์ อยู่ภักดี พัฒนาการอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่กล่าวว่า “การพัฒนา นพต. และ เจ้าของแปลง ใช้หลัก 3 ป. คือ ไปหา ไปเรียนรู้ ไปอยู่กับชาวบ้าน การไปหา คอื ไปตดิ ตาม พบปะ พูดคุยอยา่ งต่อเน่ือง ไปเรียนรู้ คือ สง่ เสรมิ การเรยี นร้รู ว่ มกัน จากการดู การปรบั ปรงุ พ้ืนที่แปลงครัวเรือนต้นแบบอนื่ ๆ เพือ่ กระตุ้นให้กลับมาพัฒนาแปลงตวั เอง และการไปอยู่ กับชาวบ้าน คือ ไปพูดคุยร่วมกันระหว่าง นพต. และ เจ้าของแปลงอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบปัญหา ความไมส่ บายใจ ในการทำงานเรอื่ งนี้ และร่วมหาแนวทางแกไ้ ข หรือพฒั นารว่ มกัน”
62 ด้านนายวีรกานต์ บุญตัน ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน จังหวัดแพร่ ให้ สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกันว่า “นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ เป็นผู้ที่มี ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ จึงวางบทบาทในเป้าของการบริหาร มีการสร้างการรับรู้และทำ ความเขา้ ใจในการดำเนนิ งานรว่ มกัน เป็นการวางเป้าหมายเดียวกัน และร่วมมอื กันให้เกดิ ผลสำเร็จ” และบทสัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ มณีวรรณ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ จังหวัดลำพูน ที่กล่าวว่า “จังหวัดมีการสร้างความรู้ความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการว่าผลลัพท์สุดท้ายแล้ว การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมการพัฒนาชุมชน ต้องการให้ประชาชน ได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างไร จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ นพต. และครัวเรือนต้นแบบ ได้เข้าใจและพร้อมจะขับเคลื่อนโครงการไปสู่เป้าหมาย ทั้งในด้านบทบาท หนา้ ที่ ความรบั ผิดชอบท้ังตอ่ ตนเองและชุมชน เพอื่ นำโครงการบรรลุสเู่ ปา้ หมายตามบทบาทและหน้าท่ี ของตนเอง ท้ังในสว่ นของ นพต. และในส่วนของเจ้าของแปลง” ในส่วนของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอ มีบทบาทสำคัญ ในการแปลงนโยบายสู่การ ปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมกับการบริหารจัดการ การกำกับ และแบ่งหน้าที่ ได้มีการสร้างการ เรียนรู้ผ่านเวทีที่ประชุม สำหรับครัวเรือนเป้าหมาย โคก หนอง นา โมเดล อำเภอได้ดำเนินการประชุม ซกั ซ้อมทำความเขา้ ใจต้ังแต่ก่อนเข้าร่วมโครงการ ชแ้ี จงในเรอ่ื งการจะดำเนินโครงการว่าต้องดำเนินการ อย่างไรเช่น ต้องมีการขุดหนอง คลองไส้ไก่ ทำโคก มีการทำนาในพื้นที่ เมื่อเสร็จกิจกรรมการขุดปรับ พืน้ ทีแ่ ล้ว ตอ้ งมีการเอาม้ือสามัคคี และการยินยอมใช้ในพ้ืนทใี่ นแปลงของตนเองการดำเนนิ กิจกรรม ซ่ึง ทำให้ครัวเรือนเป้าหมายมีความเข้าใจ และพร้อมที่จะดำเนินการตามโครงการ มีการประสานงานเพ่ือ การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่ออำนวยการ ในการบริหารโครงการนำไปสู่ความสำเร็จ และการแก้ไข ปัญหาที่เกดิ ขนึ้ นำไปสกู่ ารดำเนนิ กจิ กรรมอยา่ งต่อเน่อื ง จากการไดป้ ระชุมซักซ้อมทำความเข้าใจเพ่ือใหเ้ กิดแนวทางการดำเนนิ การรว่ มกันแล้ว ยัง ตอ้ งประสานภาคีเครือข่ายทเ่ี ก่ียวข้องกบั การดำเนนิ โครงการ เน่ืองจากการขดุ ปรบั พนื้ ท่ี ต้องอาศัยความ ร่วมมือจากหลายฝ่าย เนื่องจากนายอำเภอต้องเป็นผู้ที่ต้องลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เอกสารในการ เบิกจ่าย และเอกสารที่เกี่ยวข้องอ่ืน ๆ จึงต้องมีการประสานงาน ให้ข้อมูลและรายงานความก้าวหนา้ ใน โครงการ ๆ อย่างละเอียดและชดั เจน ในส่วนของ อปท. (องค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาล) เนื่องจากการขุดปรับพื้นท่ี โคก หนอง นา โมเดล ตอ้ งอาศัยองค์ความรู้ ความเชยี่ วชาญจากช่าง ในการวัดแปลง วดั ค่า BM กำหนด ราคากลาง ความเหมาะสมในแบบ การควบคมุ การขุด และการเป็นคณะกรรมการตรวจรบั แปลง จงึ ต้อง ขอความอนเุ คราะห์นายชา่ ง จาก อปท. ในการขับเคลอื่ นงานใหบ้ รรลุวัตถปุ ระสงค์ตามโครงการ เนื่องจากทางสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ จะขอความอนุเคราะห์นายช่างของ อปท. ดำเนินการในเรื่องงานขุดปรับพื้นที่เกือบทุกกระบวนการ แต่ไม่ได้มีค่าตอบแทนให้นายช่าง จึงต้อง อาศัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น เอื้ออำนวยทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น การเดินเอกสารให้เซนต์ การ นัดตรวจรบั แปลง และการมวี าทศิลปใ์ นการพูด ความจรงิ ใจ และสร้างความสัมพนั ธ์อันดอี ย่างตลอด
63 อีกทั้งในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง คณะกรรมการควบคุมงาน และ คณะกรรมการตรวจรับ การทำสัญญาจัดจ้างผู้รับเหมาในการขุดปรับแปลงในพื้นที่ของครัวเรือน เป้าหมาย และต้องมีปฏิสัมพันธ์กับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ประสาน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน ระหว่างดำเนินโครงการ ตลอดจนการซักซ้อมและทำความเข้าใจกับ นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และ ครวั เรอื นเปา้ หมายด้วย สัมพันธ์กับบทสัมภาษณ์ของนายกิติพัฒน์ เกิดคำ พัฒนาการอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ที่กล่าวว่า “ทีมเจ้าหน้าที่ พช.อำเภอ จะแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจ ทำงานเคียงข้าง ด้วยการบริหารจัดการ กำกับดูแล มอบหมายหน้าที่ นพต. ประสานระดมทรัพยากร เพอ่ื บริหารโครงการให้ประสบความสำเร็จ แกไ้ ขปัญหาที่เกดิ ขึ้น ในทุกระดับทีร่ ับผดิ ชอบ” และบทสัมภาษณ์นายสุรพันธ์ กันทาซาว พัฒนากรผู้ประสานงานประจำตำบล ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ ที่กล่าวว่า “ผมเป็นผู้ประสานงาน ดำเนินโครงการตั้งแต่ เริ่มแรก ในการประชาสัมพันธ์รับสมัคร นพต. และรับสมัครครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ มีการชี้แจงทำ ความเข้าใจโครงการฯ ในแนวทางที่กำหนด เพื่อที่จะนำข้อมูลไปพูดคุยอธิบายให้เข้าใจในทิศทาง เดียวกัน ซึ่งเป็นการอธิบายถึงหลักการของ โคก หนอง นา โมเดล การจัดการพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ เปน็ การสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจในสภาพพ้นื ทข่ี องครวั เรือนเอง สู่การออกแบบพืน้ ที่ของตน เป็นไปตาม หลกั ภูมิสังคม” สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ น.ส.สุรีนันท์ มานะ นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ ที่กล่าวว่า “ในส่วนของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ สำหรับ นพต. มีการซักซ้อมและชี้แจงการปฏบิ ัติ หน้าที่ที่จะต้องดำเนินการในครัวเรือนต้นแบบ เช่น การพูดคุยทำความเข้าใจกับ ครัวเรือน ในการ คัดเลือกแบบแปลน ร่วมกับช่าง อปท. ในการวัดพื้นที่ และอำนวยความสะดวก การเก็บข้อมูลท่ี เกี่ยวข้องของครัวเรือน เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ มีการนัดประชุมเกี่ยวกับโครงการฯ ทั้งหมด เพื่อซักซ้อมความเข้าใจทั้งก่อนการขุดและหลังการขุดปรับแปลง ตรวจการขุดแปลง และร่วมเป็น คณะกรรมการในการกำหนดราคากลางและตรวจรับแปลง” ในส่วนของเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนลำปาง มีบทบาทสำคัญในด้านการสรา้ ง ความรูค้ วามเข้าใจในกิจกรรมสำหรับผเู้ ข้ารว่ มโครงการ ผา่ นเวทกี ารฝึกอบรมกจิ กรรมท่ี ๑ ท่เี น้นในการ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยการทำเป็นลำดับขั้นตอนเริ่มที่ การสร้าง ความเข้าใจ สรา้ งทศั นคตใิ นศาสตร์พระราชา หลกั ทฤษฎีใหม่ และปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอด จดให้เกิดความรักต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ความมีระเบียบวินัย และความสามัคคี ในหมู่คณะ ดว้ ยการทำงานเป็นทีม ไปสูก่ จิ กรรมการสร้างความรู้ทีเ่ นน้ การลงมอื ปฏิบัติ สัมพันธ์กับ บทสัมภาษณ์ของ นางอัญชลี ป่งแก้ว นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ซึ่งเป็น วิทยากร/ครูพาทำ ของศนู ย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนลำปาง ทก่ี ลา่ ววา่ “เจา้ หน้าที่ศูนยฯ์ จะทำหน้าท่ีเป็น วิทยากรบรรยายประกอบสื่อ ในการสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างทัศนคติให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็น ภาพรวมทั้งในเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ และการประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่โคก หนอง นา โมเดล รวมทั้งในการวางแผนปฏิบัติการสู่การปฏิบัติ ในกระบวนการฝึกอบรมจะมีการแบ่งกลุ่มผู้เข้า ฝึกอบรมเป็นกลุ่มย่อย ๆ โดยทำหนา้ ทีเ่ ปน็ พเ่ี ลย้ี งกล่มุ สี และครพู าทำในกิจกรรมฐานเรยี นรู้”
64 และบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ณัฐกฤตา ชัยตูม นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ ซึ่งเป็น วทิ ยากร/ครูพาทำ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ทีก่ ลา่ ววา่ “ฝึกอบรมในโครงการพัฒนาพ้ืนที่ ตน้ แบบ ให้เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคข์ องหลักสตู ร ซงึ่ มีการสรา้ งกระบวนให้เกิดการเรียนรู้ ท้ังภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ กระบวนการที่ใช้ คือ การบรรยาย กระตุ้นปลูกฝังความรัก ความสามัคคี และจิตอาสา ช่วยเหลอื สงั คมและชมุ ชน ในกระบวนการ มกี ารสรา้ งกล่มุ Line ในการแลกเปลี่ยนและสร้างการเรียนรู้ ร่วมกันไดต้ ลอด” ในทำนองเดียวกับ บทสัมภาษณ์ของ นางกรรณิการ์ ก๋าวิตา นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ในบทบาทของวิทยากร/ครูพาทำ ในกิจกรรมฝึกอบรม สร้างความรู้ความเข้าใจ ซึ่งกล่าวว่า “ศูนย์มีบทบาทในการพัฒนา นพต. และเจ้าของแปลงครัวเรือน ต้นแบบ ในการเป็นวิทยากรฝึกอบรมและครูพาทำในการให้ความรู้ ซึ่งกระบวนการที่ใช้ในการพัฒนา นพต. และ เจ้าของแปลง จะมีทั้งการบรรยาย ใช้สื่อประกอบ และการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเปิดโอกาสให้ นพต. และ เจ้าของแปลงสามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนมีโอกาส แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันผ่านกลุ่ม Line และกิจกรรมเอามื้อสามัคคี โดยสร้างเครือข่ายการเอามื้อ สามัคคใี นพ้ืนท”ี่ และสัมภาษณ์ของ นายชาญณรงค์ จิรขจรกุล นักทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษา และพัฒนาชุมชนลำปาง ในบทบาทของวิทยากร/ครพู าทำ ในกิจกรรมฝึกอบรมสร้างความรู้ความเขา้ ใจ ซึ่งกล่าวว่า “ในฐานะวิทยากรศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง นำกระบวนการฝึกอบรมตามในการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งในรูปแบบการให้ความรู้ความเข้าใจ มีการบรรยายพร้อมวีดีทัศน์ ประกอบการ ฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ การลงพื้นที่เสมือนจริงในการเอามื้อสามัคคี การจำลอง ออกแบบพื้นที่ต้นแบบใน กระบะทราย ตลอดจนการวางแผนกำหนดการในพ้นื ท่ขี องตนเอง” ในด้านการพัฒนานักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ เจ้าหน้าที่ พัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอ จะเน้นการมีส่วนร่วม และผู้เข้าร่วมโครงการจะเป็นศูนย์กลางในการ เรียนรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอจะมีบทบาทสำคัญ ในการ จัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน แนวทางในการ ร่วมคิดและร่วมลงมอื ปฏบิ ตั ิไปพรอ้ ม ๆ กนั สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ น.ส.สุรางคนา ภักดี นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดแพร่ ที่กล่าวว่า “ในฐานะ นักวิชาการพัฒนาชุมชนผู้รับผิดชอบงานระดับจังหวัด ได้ดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ท่ีเกี่ยวข้อง เริ่มที่การสร้างความรูค้ วามเข้าใจแก่ นพต. เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจ และครัวเรือนต้นแบบฯ สนับสนนุ ในเชงิ วิชาการทงั้ เอกสารและส่ือการเรยี นรู้ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งเพ่อื นพต. และครวั เรือนฯ ใช้เป็นแนวทางในการ ทำงาน ประกอบกบั สนับสนุนการใช้เวทแี ลกเปล่ยี น ซ่ึงส่วนใหญเ่ ปน็ เวทรี ะดบั พนื้ ที่ ซ่ึงจงั หวดั ก็จะมีการ ติดตามและสนับสนนุ ตลอดจนในพ้ืนที่ ก็จะมกี ารติดตามสนับสนุนจากภาคส่วนอื่น เช่น สตง. คลังจังหวัด และการติดตามจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทำให้เกิดการรับทราบซึ่งจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างน้อยเดอื นละ 1 คร้งั ”
65 บทสัมภาษณ์ของนายณัฐวฒุ ิ มณีวรรณ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้รับผิดชอบ โครงการฯ จังหวัดลำพูน ท่ีกล่าวในทำนองเดียวกันว่า “กระบวนการที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นการประชุม ทำความเข้าใจเพื่อตดิ ตามสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ทั้งในสว่ นของ นพต. และ เจ้าของแปลง เพื่อที่จะได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในเบื้องต้นร่วมกันได้ มีการใช้เครื่องมือ ในการติดตามสนบั สนุนเพ่ือรับทราบความคบื หน้าและปญั หา เพื่อใชเ้ ป็นขอ้ มลู รายงาน ให้ผ้บู รหิ ารตอ่ ไป” และบทสัมภาษณ์ของนางญาณิฐา ออธนศิริพงศ์ พัฒนาการอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ที่กล่าวว่า “กระบวนการในการพัฒนา ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้ ความเข้าใจ มีกลไกในการ ขับเคลื่อนด้วยคณะกรรมการซึ่ง มีการวางแผนร่วมกัน ทุกครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และหาแนวทางที่ เหมาะสมสำหรบั กจิ กรรม ในระหว่างดำเนนิ การ ก็มีการติดตาม ประเมนิ สถานการณ์ และให้คำแนะนำ” ในทำนองเดียวกับบทสัมภาษณ์ของ นางจุฬาภรณ์ รอดเมือง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ ผู้รับผิดชอบงานพฒั นาพน้ื ที่ตน้ แบบฯ อ.รอ้ งกวาง จ.แพร่ ทีก่ ลา่ วเกย่ี วกับการพฒั นาวา่ “ใช้ ความสามัคคีเน้นความรบั ผิดชอบต่อหน้าที่ ทำงานแบบช่วยเหลอื กัน ให้คำปรึกษา อยู่กันเหมือนพี่นอ้ ง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาตนเองสม่ำเสมอผ่านกิจกรรมการเอามื้อ และเห็น ผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม การสร้างการเรียนรู้ จะให้ นพต. ทุกคน ต้องมีฐานเรียนรู้ในแปลงที่ตนเอง รับผิดชอบ อย่างนอ้ ย 3 ฐาน และสามารถถา่ ยทอดองค์ความรภู้ ายในฐานได้ รว่ มกบั เจ้าของแปลงทำให้ เกดิ การพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ” และนายศรชัย ภรู ิภตั ราวฒั น์ นักวิชาการพัฒนาชมุ ชนชำนาญการ ผ้รู บั ผิดชอบงานพัฒนา พื้นที่ต้นแบบฯ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าวเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมที่ใช้ ความว่า “นพต. และเจ้าของแปลง ได้เขา้ ร่วมการประชุมและแลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ่วมกัน มีการนดั หมายในการทำกิจกรรม ด้วยการเอามื้อสามัคคี นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกลุ่มไลน์ และกลุ่มเฟสบุ๊ค ของอาจารย์ปั้ม ในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น และประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ทั้งในหลักกสิกรรมธรรมชาติ และการปรับใช้ศาสตร์พระราชาตามบริบททางสงั คม และพ้นื ที่ ที่เหมาะสม” เห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอ จะใช้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมเป็นหลักทุก กระบวนการ ประกอบกับการสร้างจิตสำนึกด้วยความจริงใจและเป็นกันเอง ในการพัฒนานักพัฒนา พื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ทำให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันในกระบวนการ ดำเนินงานทั้งหมด เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ส่งผลต่อการทำงานที่ราบรื่น ลดการเกิดปัญหาใน ภายหลัง ด้านเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง จะใช้กระบวนการในการพัฒนา นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ด้วยการกระตุ้นกระบวนการมีส่วนร่วมใน การรว่ มคิด ใหเ้ กิดการเรยี นรจู้ ากการทำกจิ กรรมร่วมกัน สัมพนั ธ์กบั บทสมั ภาษณข์ องนางอัญชลี ปง่ แก้ว นกั ทรัพยากรบุคคลชำนาญการ วิทยากร/ ครูพาทำ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ที่กล่าวว่า “กระบวนการเรียนรู้ ใช้การชวนให้คิด กระตุ้นให้เห็น ใหเ้ ข้าใจ ชวนใหล้ งมอื ทำ ผา่ นกจิ กรรมในฐานเรยี นร/ู้ กิจกรรมเอาม้อื สามัคคี”
66 โดยเมื่อนำทฤษฎีจากโมเดล CIPPA มาร่วมในการทำการวิเคราะห์ พบว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยสามารถอธิบาย ไดด้ งั นี้ C (Construction of Knowledge) การสร้างการเรียนรู้ ในการพัฒนาบุคคล กระบวนการ ในการเรียนรู้บุคคลอื่นอาจสร้างให้ได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ แต่การเรียนรู้จะต้องเกิดขึ้นในตัวบุคคลเอง (กรมการพัฒนาชุมชน, 2564) เมื่อเกิดการเรียนรู้และ ย่อมติดตัวบุคคลนั้นไปตลอด และสามารถนำไป ปรับใช้ได้กับการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของการสร้างการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการ พัฒนาคน ซึง่ ในทีน่ ห้ี มายถึง นักพัฒนาพื้นทตี่ น้ แบบและเจา้ ของแปลงครวั เรือนต้นแบบ ในด้านการสร้างการเรียนรู้จะใหค้ วามสำคญั กับการให้นักพัฒนาพ้ืนทีต่ ้นแบบและเจา้ ของ แปลงครัวเรือนต้นแบบ ได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน การเปิดโอกาสให้ได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับการคิด วิเคราะห์ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ประกอบการสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรม และในการ ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกรอบแนวคิดหลัก ซึ่งมุ่งให้ทุกคนสามารถพึ่งพา ตัวเองได้ รวมถงึ การพฒั นาให้ดียิ่งขนึ้ จนเกดิ ความย่ังยืน ในคำวา่ พอเพยี ง คือ การดำเนินชีวิตแบบทาง สายกลาง โดยตั้งอยู่บนหลักสำคัญสามประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมี ภูมิคุ้มกันที่ดี ควบคู่กับหลักกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือเกื้อกูล เผือ่ แผไ่ ปยังสังคม สอดคลอ้ งกับบทสัมภาษณ์ ของนายณฐั วฒุ ิ มณวี รรณ นักวชิ าการพฒั นาชมุ ชนชำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ จังหวัดลำพูน ที่กล่าวว่า “แนวทางสร้างการเรียนรู้ของ สพจ.ลำพูน คือ การ ส่งเสริมและสนับสนุน ให้นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบกับครัวเรือนเจ้าของแปลงเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้เกิด กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างกัน เกิดการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทำให้เกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการ ให้เกิดความสำเร็จและบรรลุ เป้าหมายตามที่กรมการพัฒนาชมุ ชนกำหนด” และนายศรชยั ภรู ภิ ัตราวัฒน์ นกั วิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้รบั ผิดชอบงานพัฒนา พื้นที่ต้นแบบฯ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “ความรู้ความสามารถของบุคลากรนั้นเป็นสิ่งสำคญั แนวทางในการพัฒนา นพต. และเจ้าของแปลงฯ ต้องใช้หลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ความเข้าใจ น้ัน ถ้าประยุกต์กับการทำโครงการ คือ รู้จัก ปัญหา สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจสังคม และข้อจำกัดในแต่ละ พื้นที่ ที่จะดำเนินงาน เข้าถึงด้วยการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน สร้างความร่วมมือ พัฒนาไปตาม ความต้องการ ใหเ้ หมาะสมกับพนื้ ทจ่ี รงิ ” I (Interaction) ซึ่งหมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการ ดำเนินกิจกรรมทุกฝ่ายในการสร้างนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ทั้งคณะ เจา้ หน้าทพ่ี ฒั นาชมุ ชนซึ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประสบการณ์เปน็ ปัจจัยท่สี ง่ ผลใหเ้ กิด องค์ความรู้ใหม่ ในทางปฏิบัติกิจกรรมจะมีทั้งความสำเร็จและความไม่สำเร็จ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะเป็นการต่อยอด ความคดิ ในความไมส่ ำเรจ็ ก็จะเปน็ บทเรียนแนวทางการทำกิจกรรมในครั้งต่อ ๆ ไป ซงึ่ ไม่มกี ารเรียนรู้ใด ที่เป็นสูตรสำเร็จตายตวั
67 ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภาคีการพัฒนา ได้แก่ เกษตรตำบลซึ่งสามารถ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านการเกษตรและการใช้ชีวภัณฑ์ ซึ่งได้แก่ การส่งเสริมให้ปลูกพืชตระกลูถั่ว ซึ่งเป็น แนวทางการบำรุงดิน ซึ่งเป็นความรู้จากวิชาการด้วยการตรึงไนโตรเจน เพิ่มสู่ผิวดิน ซึ่งจากการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการนำหลักทฤษฎี ลงสู่การปฏิบัติ พบว่าพืชตระกูลถั่วเป็นพืชชนิดเดียวในโลก ที่นำก๊าซไนโตรเจนในอากาศมาใช้ได้ เพราะทป่ี มรากมีแบคทีเรียอยู่ ซึง่ พชื ตระกูลถัว่ ไม่ได้มีแค่ถั่ว แต่ยัง หมายรวมถึงไม้คลุมดินหรือไม้เลื้อย อย่างถั่วฝักยาว ถั่วพู และไม้ยืนต้น เช่น แค ทองกราว หางนกยูง กระถิน ขี้เหล็ก รวมถึงพืชตระกูลถั่วที่เป็นปุ๋ยของพืช เช่น ไมยราบ อัญชัน โสนด้วย โดยพืชตระกูลถั่ว นอกจากให้ธาตุไนโตรเจนที่มีประโยชน์กับต้นไม้แล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับคนอีกด้วย สำหรับไนโตรเจนนั้น เป็นธาตุอาหารพื้นฐานที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และในอากาศเองก็มีก๊าซ ไนโตรเจนอยู่มาก เพียงแต่พืชนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงไม่ได้ พืชตระกูลถั่วมีระบบรากพิเศษ ที่ปมราก มีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มันสามารถดึงเอาก๊าซไนโตรเจนจากอากาศไปไว้ในปมรากได้ ทำให้ต้นไม้ก็ได้แร่ ธาตุไนโตรเจนไปด้วย นน่ั คือ กอ่ นจะปลูกพืชใดก็ตาม ควรปลูกพืชตระกูลถัว่ ไว้ใกล้ ๆ บรเิ วณแปลงปลูก จะทำให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์จากการตรึงไนโตรเจน ซึ่งมีนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลง ครัวเรือนต้นแบบทม่ี ีประสบการณใ์ นการทำเป็นตวั อยา่ งความสำเรจ็ ในการแลกเปลย่ี นเรยี นรูท้ างปฏิบตั ิ การต่อยอดความรู้ในด้านการทำน้ำหมักเพื่อบำรุงดินและการขับไล่แมลงศัตรูพืช อย่าง เหมาะสม และรว่ มแลกเปลย่ี นประสบการณ์ในการทำงาน กบั นักพฒั นาพนื้ ที่ตน้ แบบและเจ้าของแปลง ครัวเรือนต้นแบบ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ในการนำไปปรับใช้ด้วยการนำวตั ถุดิบในท้องถิ่นที่สามารถใช้ แทนกันได้ เช่น การนำต้นกล้วยหรือตำลึงซึ่งหาได้มากมายได้ในพื้นที่ มาทำน้ำหมักรสจืดเพื่อบำรุงดิน การพืน้ ฟูดนิ ด้วยการรกั ษาความชืน้ หน้าดิน แลกเปลีย่ นทฤษฎีตามหลักกสกิ รรมธรรมชาติในการปลูกพืช คลุมดินเป็นการปลูกพืชที่มีลำต้นอ่อนเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดรวมกัน เพื่อให้คลุมดินตลอดปี หรอื ช่วั ระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เป็นการท้ิงพืชเหล่าน้ีไว้เพ่ือยึดผิวดินกันดินพังทลายเวลามีฝนตกหนัก น้ำบ่า หรอื มีลมแรงพัดเขา้ สผู่ วิ ดินบรเิ วณนัน้ หรอื อาจไถกลบลงไปในดิน เพ่อื ใชเ้ ปน็ ปุ๋ยพืชสด มกี ารปรับใช้จาก ประสบการณ์ ได้แก่ ใช้เศษหญ้าหรือวัชพืชแทนการใช้ฟางคลุมหน้าดิน การบำรุงดิน ซึ่งแต่ละคนก็มี ความรูด้ า้ นการบำรุงดนิ แตม่ คี วามตา่ งกันในวธิ ปี ฏบิ ตั ิ ซึ่งทำให้เหน็ ถึงสตู รท่หี ลากหลาย ไม่ตายตัว รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการวางแบบหรือออกแบบแปลงต่าง ๆ ของนักพัฒนาพื้นที่ ต้นแบบหรือเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ในการรับมือกับทิศทางลม ทั้งลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ใน ฤดูฝน ลมหนาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ การรับมือกับทิศทางของแสงแดดซึ่งแดดอ่อนตอนเช้าใน ทิศตะวันออก หรือแดดแรงจัดในช่วงบ่ายของทิศตะวันตก ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากท้ังทฤษฎีและการปฏิบัติจรงิ ตามภมู ิสงั คมในแตล่ ะพนื้ ที่ เห็นได้ว่าความรู้แต่ละบุคคลอาจมีความเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน หมายถึง ความรใู้ หม่สามารถเกิดขนึ้ ไดต้ ลอดจากประสบการณแ์ ละการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ สอดคล้องกับบทสมั ภาษณ์ของของนางญาณฐิ า ออธนศิริพงศ์ พัฒนาการอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ที่กล่าวว่า “มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ในการจัดกิจกรรมเอามื้อ สามัคคี จะมีภาคีการพัฒนา เช่น เกษตรตำบล ได้มาเป็นวิทยากร ให้ความรู้ด้านการเกษตร การใช้สาร ชีวภัณฑ์ ท่ถี กู ตอ้ ง”
68 ในบทสัมภาษณ์ของนางภัชรินทร์ อยู่ภักดี พัฒนาการอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ กล่าว ในทำนองที่สอดคล้องกัน ความว่า “มีการจัดให้หมุนเวียน เอามื้อร่วมกัน โดยหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ให้ ครบทุกแปลงทีพ่ ้ืนท่ี ซง่ึ ส่งผลใหเ้ กดิ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้การพฒั นาพน้ื ท่ีต้นแบบ ของพ้นื ทอี่ ่นื ด้วย” และบทสัมภาษณ์ของนางจุฬาภรณ์ รอดเมือง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผ้รู ับผิดชอบงานพัฒนาพนื้ ท่ตี ้นแบบฯ อ.รอ้ งกวาง จ.แพร่ ที่กล่าววา่ “การสร้างการเรียนรู้ ทำโดยให้ทุก คนมีส่วนร่วม ถึงแม้ช่วงสถานการณ์โควิดทำให้โอกาสพบปะกันลดลง แต่ก็ยังสามารถใช้การหมุนเวียน ท้ัง นพต. และ เจา้ ของแปลง ไดเ้ ยย่ี มเยียน แลกเปลย่ี นความรสู้ มำ่ เสมอเม่อื มโี อกาส เชน่ การปลกู ต้นไม้ ร่วมกัน ปลกู ขา้ ว สร้างฐานเรยี นร”ู้ P (Physical Participation) เป็นการให้นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลง ครัวเรือนต้นแบบมีส่วนร่วมด้วยการลงมือกระทำ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาในตัวบุคคลและความ ชำนาญ ในการปฏิบัติร่วมกนั นั้น หลังจากที่ได้ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ซงึ่ เป็นการสรา้ งเรียนรูเ้ ร่ิมที่ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแลว้ โดยรว่ มกับรปู แบบใช้การจดั กิจกรรมฐานการ เรียนรู้ และการเอามื้อสามัคคีในพื้นที่ต้นแบบฯ เป็นไปตามหลักกสิกรรมธรรมชาติและปรับตามความ เหมาะสมในแต่ละพื้นท่ี ทั้งหมดเป็นการส่งเสรมิ การเรียนรู้ในการทำงานรว่ มกนั สำหรับนักพัฒนาพ้นื ท่ี ต้นแบบ เมื่อนำไปปฏิบัติงานในพื้นท่ีแปลง ได้ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดและ อำเภอ ด้วยวิธีเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบตั ิ จะมีการวางแผนการจัดการพื้นที่ วางผัง กำหนดจุด โดยมี การร่วมวัดแปลงก่อนขุด และเป็นฝ่ายสนับสนุนช่าง อปท. ผู้ควบคุมงานในการขุดปรับแปลงของ ครัวเรอื นตน้ แบบ ปฏิบัตหิ นา้ ทีใ่ นการเป็นครูพาทำ หลงั การขุด ผา่ นกิจกรรมการเอามื้อสามัคคีตามหลัก กสิกรรมธรรมชาติ มกี ารเก็บขอ้ มูลรายได้ และขอ้ มูลต่างๆ ทเี่ กย่ี วข้องของครัวเรือนเจ้าของแปลง ใชก้ าร แบ่งงานตามความเหมาะสมและความถนัด ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอ และรับทราบ ผลการปฏิบัติงานรว่ มกัน ซึ่งในส่วนของครัวเรือนต้นแบบการพัฒนา ได้ร่วมลงมือทำและได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน กิจกรรมเอามื้อสามัคคี รวมกับภาคีการพัฒนาในพื้นที่ เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นจุดเรียนรู้ได้ โดยมี การร่วมออกแบบพืน้ ที่ให้มีลักษณะเหมาะสม มีการออกแบบในการขุดคลองไส้ไก่ เรียนรู้การปลูกตน้ ไม้ และการเลย้ี งสตั ว์ ทั้งนี้ สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของนายวีรกานต์ บุญตัน ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริม การพัฒนาชุมชน จังหวัดแพร่ ทีก่ ลา่ วว่า “จังหวัดแพรส่ ่งเสรมิ การเรยี นร้จู ากการลงปฏบิ ัติ อยา่ งตอ่ เน่ือง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยตรงในพื้นที่ของครัวเรือน และเครือข่ายระดับ อำเภอของแต่ละอำเภอ รวมทัง้ การเชอื่ มประสานภาคี รวมด้วยภาคประชาชน ปราชญ์ และสว่ นราชการ ระดบั อำเภอ เชน่ เกษตร กศน.”
69 สัมพันธ์คำพูดของ นางญาณิฐา ออธนศิริพงศ์ พัฒนาการอำเภอเมืองแพร่ ซึ่งกล่าวว่า “ทางอำเภอจะมีการประชุมสร้างความเข้าใจร่วมกันในทุกระดับในพื้นที่ดำเนินกิจกรรม ตลอดจนทำ ความเข้าใจกับทั้งภาคีเครือข่ายการพัฒนา เพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างกระบวนการเรียนรู้และการมี ส่วนร่วม ในขั้นตอนนี้ก็จะมีทั้งนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และเจ้าของแปลงฯมาเข้าร่วม ซึ่งเป็นทีมงานซ่ึง ต้องทำงานร่วมกันตลอด ซึ่งเป็นการร่วมคิด ร่วมวางแผน กันก่อนในขั้นต้น ก่อนที่จะมีการ ร่วม ดำเนินการ ร่วมติดตาม ร่วมประเมนิ ผล” และบทสัมภาษณ์ของนายกติ ิพฒั น์ เกิดคำ พฒั นาการอำเภอป่าซาง จงั หวัดลำพูน ท่ีกล่าวว่า “นพต. และเจ้าของแปลงจะลงมือปฏิบัติร่วมกัน เช่น วางแผนการจัดการพื้นที่ วางผัง กำหนดจุด โคก หนอง นา ตามบริบทของพ้ืนท่ี บนพื้นฐานของนโยบายและทฤษฎ”ี P (Process) ใช้การเรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งในขั้นก่อนการปฏิบัติงานซึ่งเป็นการ ถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติ อย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีการประชุมผู้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานเป็น ประจำ อยา่ งน้อยเดอื นละ 1 ครงั้ รว่ มวางแผนและดำเนนิ การตามแผน มกี ารนำปัญหาท่ีเกิดข้ึนระหว่าง การปฏบิ ัติงานมาหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน สำหรับ นพต. จะเปน็ ปัญหาเกย่ี วกบั การประสานงาน กับ ช่าง อปท. และ ผู้รับเหมาในการขุดเป็นส่วนใหญ่ ในการลงวัด BM และการขุด ของแต่ละแปลงซ่ึง กำหนดวันท่ีต่างกัน การควบคมุ งานของช่างและเวลาในการที่จะมายงั แปลง ในครวั เรือนต้นแบบ มีการ จัดการกับปัญหาในการที่ไม่ได้รับการขุดปรับพื้นที่ ตลอดจนความล่าช้าในกระบวนการ ทั้งหมดแสดง การจัดการปัญหาในเบื้องต้น อย่างเป็นขั้นตอน และอาศัยการประสานงานกับทุกฝ่าย หลังการ ปฏิบตั ิงานซึ่งเปน็ ผลลัพธใ์ นการทำกิจกรรม มกี ารสรปุ ผลแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ร่วมกันในกจิ กรรมที่ทำ อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ นายวรศักด์ิ สันชมภู ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานและสนับสนุนงานพัฒนาชุมชน ที่มี ความสอดคล้องกัน ความว่า “นพต. และเจ้าของแปลง ทำไป เรียนรู้ไป อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากทำ ความเข้าใจในระดับจังหวัดให้ตรงกัน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าโดยหารือร่วมกันเมื่อถึงในระดับ อำเภอ รับฟังความคิดเห็นจากหลายๆฝ่าย มีการสรุปบทเรียนตลอด อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็น ประจำทุกเดือน ในการประชุมทีมและการนิเทศงาน ทุกคนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและลงมือ ปฏบิ ตั ิ นำส่ิงท่ไี ด้มาแลกเปลีย่ นเรียนรู้บูรณาการ การทำงานร่วมกนั ” และบทสัมภาษณ์ของนายสมคิด ปันทะสืบ ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญ การ เจ้าหนา้ ที่ ผู้รับผดิ ชอบงานพฒั นาพนื้ ทต่ี ้นแบบฯ จ.ลำปาง ความวา่ “จงั หวัดลำปาง มีกระบวนการ ทำโครงการด้วยการสร้างการเรียนรู้อยา่ งมสี ่วนร่วมแบบเป็นขั้นตอน เร่มิ แรกจงั หวัดจะประสานงานกับ อำเภอเพื่อแจ้งแนวทาง ข้อสั่งการจากกรมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งให้คำแนะนำ ทำความเข้าใจถึง วัตถุประสงค์โครงการและการแก้ปัญหาเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไป ตามแนวทางด้วยการ ประยุกต์ใช้ แนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำ มกี ารรว่ มลงมือปฏบิ ตั ใิ นกิจกรรมตา่ งๆ ในการบรหิ ารจัดการพนื้ ท่ี เช่น การ เรียนรู้การใช้งานแบบแปลน การเรียนรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ การเรียนรู้จากกิจกรรมเอามื้อสามคั คี
70 และนำสิ่งที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ สรุปบทเรียน หาแนวทาง แก้ไขปัญหา เพ่ือพัฒนาตอ่ ยอดและขยายผลไปยังครวั เรอื นต้นแบบ” A (Application) เป็นการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในกระบวนการไปประยุกต์ใช้ ตามความ เหมาะสมและภูมิสังคมในแต่ละพื้นถิ่นซึ่งแตกต่างกัน โดยนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงฯ สามารถนำความรทู้ ผ่ี ่านกระบวนการจากการเขา้ รว่ มโครงการ ซง่ึ มกี ารใหค้ วามสำคัญกบั การแลกเปล่ียน เรียนรู้ระหว่างกันของ นพต. และเจา้ ของแปลงฯ เน้นการเรียนรจู้ ากการปฏบิ ตั ิ และการลงมอื ทำจรงิ ซง่ึ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกส่วนตลอดจนภาคีการพัฒนาในระดับพื้นที่ ก็จะทำการสนับสนุน เมื่อการ ดำเนินกิจกรรมติดขัด เพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งสามารถไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเอง และขยาย ผลด้วยการเป็นวิทยากรให้ความรู้ เป็นครูพาทำและนำไปต่อยอด ขยายผล แก่บุคคลทั่วไป ในตัวอย่าง ความสำเร็จ หรอื ไมส่ ำเรจ็ กจ็ ะเปน็ การเรยี นรู้ และหากพน้ กำหนดโครงการหมดสัญญาก็สามารถนำไป ปรบั ใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ ตามแนวทางหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและหลกั ของทฤษฎีใหม่ แบ่ง สัดส่วนพื้นที่ให้เหมาะสมตามภูมิสังคม เน้นหลักการพึ่งพาตนเองใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และใฝ่หาความรู้ โดยยึดหลักคุณธรรม นำไปสู่การปฏิบัติ ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ เรียนรู้ สรปุ บทเรยี น หาแนวทางปรบั ปรงุ แก้ไขให้ดขี ้ึน จังหวัดได้ดำเนินการตามแนวทางของกรมฯ และ ได้นำมาประยุกต์ให้เป็นไปตามบริบทของพื้นท่ี ซึง่ จากการวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จนน้ั นอกจากหลักการและความเข้าใจทีช่ ัดเจนในตัวโครงการแล้ว ต้องมีการศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ตัวเอง ซึ่งต้องมีการลงมือ ปฏิบัติ และการติดตามประเมนิ ผล จากความร่วมมอื ของทกุ ภาคเี ครือขา่ ยการพัฒนา ในส่วนของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอ ผู้ซึ่งเป็นผู้บริหารในระดับอำเภอ (พัฒนาการ อำเภอ) มีกระบวนการที่ใช้ที่สำคัญคือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในแนวทางดำเนินโครงการ สร้าง กลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ ซึ่งประกอบด้วย การแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งจะมีการ วางแผนในการขบั เคลื่อนงานเป็นระยะ ในการดำเนินการกต็ ้องมีข้นั ตอน แตก่ จ็ ะมีความยดื หย่นุ ในส่วน ที่ไม่ต้องใช้งบประมาณของทางราชการ มีการตติดตาม ให้คำแนะนำ ประเมินผลในกิจกรรม ซึ่งจะเป็น การสนบั สนนุ ในการจดั การกับปญั หาทเี่ กิดขึน้ ไดอ้ ยตู่ ลอดในการทำงาน นักวิชาการพัฒนาชุมชนผู้เป็นพัฒนากรประจำตำบล(เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานประจำ ตำบล) จะเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการประสานงานการดำเนินโครงการต้ังแต่เร่ิมแรก ซ่ึงมีข้ันตอนต้ังแต่ การประชาสัมพันธ์รับสมัคร นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และครัวเรือนที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการ ได้มี บทบาทในการสง่ เสรมิ การสรา้ งกระบวนการเรียนรู้ให้กบั นักพัฒนาพ้ืนทต่ี น้ แบบ หลงั จากที่ได้ร่วมมือกับ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ในการฝึกอบรมในกิจกรรมที่ 1 ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวที ทีป่ ระชุมรว่ มกนั และมีการวางแผนให้เหมาะสมกับภูมสิ งั คม ใชก้ ระบวนการมสี ว่ นร่วม ระหว่างทั้ง พช. อำเภอ นพต. และเจ้าของแปลงฯ มีการปฏิบัติกิจกรรมตามความเหมาะสม ตลอดจนการจัดกิจกรรม เอามื้อสามัคคี และฐานการเรียนรู้ในการถ่ายทอดความรู้ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ ร่วมกับภาคีการ พัฒนา อาทิ อบต. เทศบาล ปราชญ์ชุมชน และการสนับสนุนท่ีไม่ใช้งบประมาณจากทั้ง เกษตร และ ประมง ในการประสานความรว่ มมือในการพัฒนา
71 โดยบทสัมภาษณ์ของ นายวรศักดิ์ สันชมภู ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ รกั ษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานและสนับสนุนงานพัฒนาชุมชน มคี วามสอดคล้องกัน โดย กลา่ ววา่ “มกี ารนำส่ิงที่ได้เรยี นรู้ในกระบวนการไปประยุกต์ใช้ ตามความเหมาะสมและภูมิสังคมใน แต่ละพ้นื ถิน่ ซึ่งแตกต่างกัน ภาคเหนือ ก็จะมลี ักษณะภมู ิประเทศทเี่ ปน็ อุปสรรคในการขุดปรับแปลงบ้าง ซึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในกิจกรรมตามโครงการ ซึ่งสิ่งที่สำคัญกว่าคือการได้เรียนรู้ในการจัดการกับปัญหา และพึ่งพาตนเอง ร่วมกนั แก้ปัญหาตามหลกั ภูมสิ ังคม และการทำแบบคนจน ผา่ นกิจกรรมเอาม้อื สามัคคี โดยเฉพาะพื้นท่ีสูง โดยนักพัฒนาพื้นทีต่ ้นแบบและเจ้าของแปลงฯสามารถนำความรู้ที่ผ่านกระบวนการ จากการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีการให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของ นพต. และ เจ้าของแปลงฯ เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ และการลงมือทำจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกส่วน ตลอดจนภาคีการพัฒนาในระดบั พื้นที่ ก็จะทำการสนับสนุน เมื่อการดำเนินกิจกรรมติดขัด เพื่อหาแนว ทางแกไ้ ขร่วมกัน ซึ่งสามารถไปปรบั ใช้ในพื้นที่ของตวั เอง สามารถเป็นวิทยากรไดแ้ ละนำไปต่อยอด หาก พน้ กำหนดโครงการหมดสญั ญา” 4.2 การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและ เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เขตพนื้ ทบี่ ริการของศูนยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนลำปาง ในการศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและ เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เขตพื้นที่บริการ ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปางนั้น คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการ สัมภาษณ์เชิงลกึ และการสนทนากลุ่ม ในกลุ่มตัวอย่าง ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพนู และจังหวัดแพร่ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ 1) นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ประกอบด้วย 1.1) จังหวัดลำปาง รวมจำนวน 7 คน จากอำเภอเมืองลำปางและอำเภองาว 1.2) จังหวัดแพร่ รวมจำนวน 18 คน จากอำเภอเมืองแพร่ อำเภอร้องกวาง และอำเภอลอง 1.3) จงั หวัดลำพนู รวมจำนวน 6 คน จาก อำเภอป่าซาง 2) เจา้ ของแปลงครวั เรือนต้นแบบฯ ประกอบดว้ ย ประกอบดว้ ย 2.1) จงั หวัดลำปาง รวม จำนวน 7 คน(จาก 5 แปลงพ้ืนทเ่ี รียนรูช้ ุมชนต้นแบบ และ 2 พนื้ ท่ีครวั เรือนตน้ แบบฯ) จากอำเภอเมือง ลำปางและอำเภองาว 2.2) จังหวัดแพร่ รวมจำนวน 5 คน จากอำเภอร้องกวาง และ 1 แปลงพื้นที่ เรียนรูช้ มุ ชนตน้ แบบอำเภอลอง 2.3) จังหวัดลำพนู รวมจำนวน 5 คน จากอำเภอป่าซาง ในส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลน้นั ในสว่ นของนักพัฒนาพ้นื ที่ต้นแบบซ่งึ จะทำกิจกรรมร่วมกับ อำเภอและครัวเรือนต้นแบบฯ ได้ผ่านกระบวนการสร้างการเรียนรู้จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ลำปาง สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ และได้นำมาปรับใช้กับพื้นท่ี ปฏิบตั ิการซงึ่ จำแนกเปน็ มกี ารประยุกตใ์ ช้หลกั ภมู สิ ังคม เน่ืองจากในแต่ละพ้นื ที่มคี วามแตกต่างกันทง้ั สภาพภูมิประเทศ ภมู ิอากาศ ตลอดจนในแต่ละพน้ื ที่แปลง จงึ ต้องมีการบริหารจดั การในแปลง ในส่วนสภาพพน้ื ที่ หรือดิน อาจมสี ภาพท่ียังไม่พร้อมท่ีจะเพาะปลูก ซง่ึ ต้องมีการปรับปรงุ บำรุงดินก่อนดว้ ยการห่มดิน แห้งชามน้ำชาม ตามหลกั กสิกรรมธรรมชาติ การปลูกพชื ให้เหมาะสมกับสภาพพืชท่ี พชื ใดท่ตี ้องการแสง มากน้อย ปลูกป่า ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นจะต้องปลูกบริเวณใด ผักสวนครัว ผักที่สามารถสร้างรายได้รายวัน การเลี้ยงสัตว์
72 การขุดหนองเลียนแบบธรรมชาติด้วยการทำตะพักน้ำ ซึ่งจะช่วยในการเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของปลา ซึ่งสามารถเปน็ แหล่งอาหารเล้ียงปลาให้สามารถหากินเองได้และเป็นท่ีพักผอ่ นของปลาได้ด้วย เป็นการ ลดตน้ ทนุ การผลิต ดังบทสัมภาษณ์ของนายผจญ ปิกตะหลก ตัวแทนเจ้าของแปลงฯ ต.นิคมพัฒนา อ.เมือง ลำปาง จังหวัดลำปาง ที่กล่าวว่า “ได้เรียนรู้เรื่องศาสตร์พระราชา จากที่ไม่รู้อะไร ก็เริ่มรู้เพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะในทฤษฎีใหม่ ทไ่ี ดเ้ รียนรใู้ นการจัดการกับน้ำ เชน่ การขดุ บอ่ ปลาลักษณะเลยี นแบบธรรมชาติ ให้ปลามีพื้นที่อาศัยหลับนอนและมีอาหารตามธรรมชาติ ในการทำตะพักที่หนอง การปลูกแฝกหรือขุด คลองไส้ไก่ ลักษณะที่สามารถป้องกันการพังทลายของขอบบ่อ ในการคำนึงถึง สภาพพื้นที่ และสังคม รอบขา้ ง ตลอดจนสภาพอากาศ” และบทสมั ภาษณ์ของนายธนกฤตย พนิ ธิสืบ ตวั แทนเจา้ ของแปลงฯ ต.ปงแสนทอง อ.เมอื ง ลำปาง จังหวัดลำปาง ที่กล่าวว่า “มีการใช้หลักภูมิสังคม และตามสภาพภูมิประเทศ ในการออกแบบ แปลง ให้กับครัวเรือน โดยปรับเปลี่ยนตามภูมิปัญญา ใช้วัสดุในการทำงาน อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด กอ่ น เช่น ใชฟ้ างทำเห็ดฟางก่อน ทจ่ี ะนำไปคลุมดิน หรอื ทำปยุ๋ หมกั และนำความรู้น้ีไปถ่ายทอดต่อด้วย ยดึ หลัก เรยี นรู้ วเิ คราะห์ สร้างนำ นำไปใช้ และสอนให้ชาวบา้ น” และบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ช่อมณี มะโนปิง ต.บ้านเอื้อม อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าว ว่า “ได้ศึกษาลักษณะภูมิอากาศในแต่ละเขตมาใช้ เช่น CLM ที่ประจำอยู่ อยู่ในเขตกึ่งร้อน ก็จะต้อง เลือกพืชผัก ไม้ผล ไม้ประดับ หรือสมุนไพร ที่สามารถเจริญเติบโตและใหผ้ ลผลิตได้ดีที่สดุ ในเขตก่งึ ร้อน มาปลูก เช่น มะมว่ ง ลำไย ลน้ิ จ่ี เพราะเขตก่งึ รอ้ นกจ็ ะมคี วามหลากหลายมากกวา่ เขตรอ้ นและเขตหนาว” ซึ่งสอดคล้องกับบทสมั ภาษณ์ของนางกญั จนว์ ิภา ปงิ วัง ตัวแทนเจ้าของแปลงฯ ต.บ้านเป้า อ.เมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ที่กล่าวว่า “จากที่ได้เรียนรู้จริงมาจากการฝึกอบรมและกิจกรรมที่ปฏิบัติ เราต้องนำมาปรับให้เหมาะสมกับพื้นที่ สภาวะแวดล้อม ภูมิสังคม ในบ้านเราให้ได้มากท่ีสุด ต้องสำรวจ พื้นที่ ว่าเรามีวัตถุดิบอะไรมากที่สุดในพื้นที่เรา และจะต้องนำมาวิเคราะห์ว่าจะนำไปใช้อย่างไรให้เกิด ประโยชน์สงู สุด ซ่ึงเราก็เป็นแกนนำในการพัฒนาวัตถุดบิ ใหช้ าวบ้านและต่อยอด สกู่ ารใช้ประโยชน์อย่าง คมุ้ คา่ ” และบทสัมภาษณ์ของ นางกัญญาวีร์ ชุมภูวัง นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวในทำนองเดียวกัน ว่า “พัฒนาตามหลักความเป็นจริงของพ้ืนท่ี เช่นดินในพ้ืนที่เป็นดินร่วนปนทราย ใชฟ้ างข้าวห่มดนิ และปลกู หญา้ แฝกชว่ ยชะลอการกดั เซาะหนา้ ดิน พังทลายลงหนองน้ำ สภาพพ้ืนที่ใกล้ คลองชลประทาน ได้มีการผนั นำ้ ในคลองชลประทานเขา้ สู่หนองเพ่ือกักเกบ็ น้ำไว้ใช้ต่อไป” มีการใช้หลักการไม่ยึดติดตำรา ซึ่งสภาพในแต่ละพื้นที่แปลง จะไม่สามารถนำตัวอย่าง ความสำเร็จหรือสิ่งที่ใช้ได้ หรือ หลักวิชาการที่ใช้ในพื้นที่อื่น บางอย่าง อาจไม่เหมาะสมกับการใช้ใน พื้นทตี่ ัวเอง จะใช้การเรียนรจู้ ากการปฏบิ ัติเพ่ือสรา้ งหลกั การที่ไม่เคยมีการบันทึกในตำรามาก่อน นั่นคือ ในการทำการงานใดในพื้นที่ จะอาศัยการทำงานด้วยความยืดหยุน ตามสถาณการณ์ ไม่ยึดติดกับสูตร สำเร็จต่างๆมากจนเกนิ ไป โดยเฉพาะการแกไ้ ขปัญหาตา่ งๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่มรี ะบุไว้ในตำราหรือสตู ร สำเรจ็ ตา่ ง ๆ เรยี นรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
73 ดังบทสัมภาษณ์ของ นายมานัส จอนดอน ตัวแทนเจ้าของแปลงฯ ต.บุญนาคพัฒนา อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ซึ่งกล่าวว่า “จะทำการใดนั้น ให้ทำอย่างยืดหยุ่นกับสถาณการณ์ สิ่งที่เราทำ บางครั้ง ต้องโอบอ้อม ต่อ สภาพธรรมชาติ แต่ให้อยู่ในกรอบของศาสตร์พระราชา เช่น การทำงาน ในแต่ละวันต้องไม่ช้า เผื่อช่วงหน้าฝน ฝนจะลงเวลาใด ไม่มีใครทราบได้ เวลาบุคคลมีปัญหาให้คุยกัน และแก้ไขปญั หาเบอื้ งต้นรว่ มกัน” และบทสัมภาษณ์ของนายสมยศ จนั ทร เจ้าของแปลงครัวเรือนตน้ แบบฯ ม.5 ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง ที่กลาวว่า “เคยร่วมโครงการที่ ศพช.ลำปาง เช่น เผาถ่าน บ้านดิน ทำปุ๋ยหมัก ทำโซล่าเซลล์ โดยนำมาประยุกต์ใช้ ตามสภาพภูมิประเทศที่แตกต่าง ทำนา เตรียมดิน ด้วยการทำแห้งชามน้ำชาม เตรียมพื้นที่ปลูกหญ้าแฝก ไม่ยึดติดตำราด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีในด้วยความประหยัด ใช้ชีวิตเรียบง่าย ในพื้นที่มีต้นสักเยอะ ก็เอาใบมาใช้เป็นปุ๋ยให้เกิดประโยชน์ พยายามพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดก่อน ขั้นท่ียาก ๆ ก็คือตอนขดุ หนอง กับคลอง ซึง่ ต้องปรึกษากับ ผใู้ หญบ่ า้ น พฒั นาชุมชน ทอ้ งถิน่ อบต. และ ภาคีเครอื ข่ายอยภู่ าคการเกษตรเนน้ การปฏบิ ตั ิ ต้องทำเป็นตวั อยา่ งใหไ้ ดจ้ งึ จะมีคนทำตาม” และบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ธวรรณ หมื่นตาบุตร นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ต.บ้านเป้า อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “ในการปฏิบัติงานในแต่ละครั้ง เราก็จะเจอปัญหา/อุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามา และในบางอย่างตำราหรือแบบแผนก็อาจจะไม่มี เราก็ต้องฝึกประยุกต์วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และ สอบถามปราชญ์ ผู้รู้ ในแนวทางและวธิ แี ก้ไขได”้ ซึ่งสอดคล้องกับ บทสัมภาษณ์ของ ว่าที่ ร.ต.ญ.ณัฏฐกันย์ บังคุณ นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “ได้ลงมือปฏิบัติตามหลักความเป็นจริง ตามสภาพพื้นที่จริงของแปลง ครัวเรือน เน้นว่าสภาพดินของแปลงเป็นดินอะไร เหมาะแก่การปลูกพืชชนิดไหน มีน้ำพอใช้ในแต่ละปี ไหม ควรนำน้ำจากตรงไหนเข้ามาเติมในแปลง ควรเจาะบ่อบาดาลเพิ่มกี่จุด ลม คือ ทิศทางของลมร้อน ลมหนาว เข้าผ่านมาทางทิศไหนของแปลง บา้ นพกั ควรอยทู่ ศิ ทางใด” มีการประยุกต์ใช้หลักการทรงงาน ด้าน การประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งใช้ วัตถุดิบในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดก่อน ทั้งการนำมาทำปุ๋ย น้ำหมัก การใช้ฟางไปเพาะเห็ดก่อน นำมาห่มดิน ประยุกต์หลักเศรษฐกิจพอเพียงและกสิกรรมธรรมชาติ ใช้ต้นกล้วยให้เกิดประโยชน์อย่าง คุ้มค่า ก็สามารถนำมาทำเชือกในการทำสะพานหรือฝายได้ แม้แต่เศษอาหารก็สามารถนำไปหมักแบบ การผ่าท้องช้าง เพอื่ ใช้ประโยชน์จากสง่ิ ท่ดี ูเหมอื นไม่มปี ระโยชน์ ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของน.ส.ศรัณยนันท์ สิงห์คำ นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ต.บ้านเสด็จ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “ได้ทำแบบยืดหยุ่นปรับตามภูมิสภาพพื้นที่ ภูมิสังคม ภูมิอากาศ ตามสภาพปัญหาของพื้นที่ ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น ไม้ยืนต้น ได้แก่ ตะเคียนทอง ไม้สัก ในการทำเป็นที่อยู่อาศัย ปลูกไม้ไผ่ไว้จักรสานเป็นเคร่ืองเรือนของใช้ ไม้ที่เหลือใช้นำมาเป็นไม่ฟืน ในพื้นที่ มีสับปะรดจำนวนมาก จึงนำมาแปรรปู โดยการกวน และทำไวนส์ บั ปะรด”
74 และบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ธวรรณ หมื่นตาบุตร นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ต.บ้านเป้า อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “การปลูกพืชผักสวนครัว ไว้ทานเอง เราก็จะประหยัดเงินในการซื้อ หามาทำกับข้าวในแต่ละมื้อ ที่สำคัญคือเป็นผักที่ปลอดสารพิษ เก็บไว้ทานได้ตลอด อนาคตข้างหน้า ลกู หลานของเราก็จะมีไว้กนิ มีไว้ดำรงชีวติ ต่อไปได้ โดยไมต่ ้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านการเงิน ในพ้ืนท่ี ทำเกษตรอินทรีย์แบบทฤษฎีใหม่ ใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามหลักทฤษฎีบันได 9 ขั้น ในการต่อยอดของ ผลิตภัณฑ์เช่นการแปรรูป มีการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมัก รวมทั้งจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อใช้ในศูนย์ เรียนรู้ของเรา มีการสอนให้ชาวบ้านท่ีสนใจเข้ามาเรียนรู้ด้วย สำคัญคือการทำทุกอย่างด้วยใจรัก ทำให้ เตม็ ที่ และดที ่ีสดุ ” อา้ งองิ เพ่มิ เติมตามกบั บทสัมภาษณ์ของ น.ส.ณาตยา เขียวสา นักพัฒนาพ้ืนท่ีตน้ แบบ แห่ง ต.ทุ่งงาม อ.เสริมงาม จ.ลำปาง ที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ อำเภอเมืองลำปาง ที่กล่าวว่า “ต้อง วางแผนการทำงานก่อน และช่วยเหลือกัน ในการใช้หลักภูมิสังคม ด้านน้ำ จะช่วยกันพัฒนาแหล่งน้ำ การเก็บน้ำ ดา้ นป่า เริม่ ทอ่ี นรุ กั ษ์ ดแู ลรักษา ใหใ้ ช้ประโยชนอ์ ย่างเกือ้ กลู ดา้ นดนิ ปรับปรงุ ดนิ ปลูกหญ้า แฝก มีการเปิดโอกาส รับฟังความคิดเห็น ร่วมกิจกรรมกับภาคีเครือข่าย เช่น วัด โรงเรียน กศน. และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเพจ ศนู ย์ โคก หนอง นา โมเดล ตำบลบ้านค่า” และบทสัมภาษณ์ของ น.ส.กมลวรรณ ประภาพร นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ มาจัดกิจกรรมตลอด ทั้งการทำปุ๋ย ทำน้ำยา เอนกประสงค์ การเอามื้อสามัคคี ซึ่งอาศัยความร่วมมือและกระทำจากทุกคน บางทีสภาพอากาศร้อน มาก บางทีฝนตกหนัก เราจะอาศัยในภาวะอากาศดีในการรีบเก็บงานและทำงาน โดยการหาความรู้ เพ่มิ เติมเสมอจากท้งั ชาวบ้าน หมอดนิ เกษตรกรและเกษตรอนิ ทรีย์ตวั อยา่ ง และลงมือกระทำ” สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของนายมานพ เรือนนาค เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ ม. 5 ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “ใช้พื้นที่ 3 ไร่ ในการทำงานพื้นที่แปลง ได้รับความร่วมมือจากท้ัง พัฒนาชุมชน และ องค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นความร่วมมอื ด้านนายช่าง ในการทำกิจกรรมมีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอกับภาคีเครือข่ายอื่นๆด้วย ตลอดจนใช้ความรู้ที่เคยอบรมสั มมาชีพ ชมุ ชน ในแปลงมีการเลยี้ งหมูพกุ เลยี้ งวัว ด้วงมะพรา้ ว ทำปุย๋ หมัก สามารถให้คนอน่ื มาเรียนรู้ได้ให้เล้ียง เป็น ในการประสานงานและแกไ้ ขป้ ญั หาใชก้ ารรวมกลุ่มพูดคุย และเวทีประชุมในระดบั หม่บู า้ น” และบทสัมภาษณ์ของนางสุพรรณนา วณีสอน เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพนู ท่ีกล่าวในทำนองเดียวกนั วา่ “พ้นื ท่เี ดิมจะเปน็ สวนลำไย ซึ่งปลกู พืชเชิงเดยี วมาตลอด พอได้อบรม จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นสัดส่วน เป็น โคก หนอง นา ปลูกพืชผสมผสาน ที่สำคัญคือ ต้องมี ความมานะ อดทน ขยนั และศกึ ษาหาความรู้เพิ่มเติม และต้องพยายามร่วมกลุ่ม ตงั้ กลุ่ม สร้างเครือข่าย แบ่งปนั แลกเปลยี่ นเรียนรู้ในกลุม่ โคก หนอง นา” เห็นได้ว่าการดำเนินกิจกรรมอาศัยการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ ภาคีการ พัฒนา และท้องถ่นิ ในดา้ นองค์ความร้ทู างช่างในการขุดดิน ให้ไดป้ ริมาตรซึง่ สอดคลอ้ งกับความต้องการ ตามโครงการ และการสนับสนุนความรู้ พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ตามความเหมาะสม โดยการประสานขอ ความรว่ มมอื ใหเ้ หน็ ประโยชนใ์ นการพฒั นาพื้นท่ตี ้นแบบรว่ มกนั
75 การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญที่สุด เพราะปัญหาเกิดรายชั่วโมง ทั้งสภาพภูมิอากาศ ฟ้าฝน ก็จะเกิดปัญหาในการขุดปรับ จำเป็นต้องทำความเข้าใจและใช้การประสานงานกับภาคีการ พัฒนามีความสำคญั เพราะ การพัฒนาพื้นท่ตี ้นแบบเนน้ การทำงานด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ร่วมคิด รว่ มทำ ร่วมแก้ไขปัญหา ทั้ง นพต. และ ครัวเรือน ยึดหลักประจำใจ ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ประโยชน์ ส่วนตัวเปน็ อนั ดับรอง เน้นการลงมือปฏิบัติ แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ ไม่ทงิ้ ใครไวข้ า้ งหลัง 4.3 การพฒั นากลไกการสร้างนักพัฒนาพ้นื ท่ตี ้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” เขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษา และพัฒนาชุมชนลำปาง ในการพัฒนากลไกการสร้างนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนา ชุมชนลำปางนั้น คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการ สนทนากลุ่ม ใช้การแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ในกลุ่มตวั อย่าง ทง้ั 3 จังหวดั ไดแ้ ก่ จังหวดั ลำปาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดแพร่ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ซึ่งประกอบด้วย 1) จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย พัฒนาการอำเภอเมืองลำปาง พัฒนาการอำเภองาว และนักวิชาการพัฒนาชุมชนผู้ซึ่งรับผิดชอบงาน พัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ จำนวนอำเภอละ 1 คน 2) จังหวัดแพร่ ได้แก่ พัฒนาการอำเภอเมืองแพร่ พัฒนาการอำเภอร้องกวาง และ พัฒนาการอำเภอลอง และนักวิชาการพัฒนาชมุ ชนผูซ้ ึ่งรับผิดชอบงาน พัฒนาพืน้ ท่ีต้นแบบฯ จำนวนอำเภอละ 1 คน 3) จงั หวดั ลำพูน ไดแ้ กพ่ ฒั นาการอำเภอป่าซาง และและ นักวิชาการพัฒนาชุมชนผู้ซึ่งรับผิดชอบงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ ของอำเภอป่าซาง จำนวน 1 คน รวมกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ส่วนที่ 1 จำนวน 18 คน ในเขตพื้นที่บริการ และตัวแทนเจ้าหน้าที่ศูนย์ ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ได้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และตัวแทนวิทยากร/ครูพาทำ ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ และ กลุ่มที่ 2 คือ 1) นักพัฒนาพื้นทีต่ ้นแบบ ประกอบด้วย 1.1) จังหวัดลำปาง รวมจำนวน 7 คน จากอำเภอเมืองลำปางและอำเภองาว 1.2) จังหวัดแพร่ รวม จำนวน 18 คน จากอำเภอเมืองแพร่ อำเภอร้องกวาง และอำเภอลอง 1.3) จงั หวดั ลำพูน รวมจำนวน 6 คน จากอำเภอป่าซาง 2) เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ ประกอบด้วย ประกอบด้วย 2.1) จังหวัดลำปาง รวมจำนวน 7 คน(จาก 5 แปลงพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ และ 2 พื้นที่ครัวเรือนตน้ แบบฯ) จากอำเภอ เมืองลำปางและอำเภองาว 2.2) จังหวดั แพร่ รวมจำนวน 5 คน จากอำเภอร้องกวาง และ 1 แปลงพื้นท่ี เรียนรู้ชุมชนต้นแบบอำเภอลอง 2.3) จังหวดั ลำพนู รวมจำนวน 5 คน จากอำเภอป่าซาง ซึ่งผลการวิเคราะห์ กลไกในการสร้างนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและเจ้าของแปลงครัวเรือน ต้นแบบ ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและ พฒั นาชุมชนลำปาง ประกอบดว้ ยกลไกสำคญั 5 กลไก ได้แก่ 1. กลไกในการประสานงาน ต้องมีการประสานงานกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ เกี่ยวข้อง มีการลงพื้นที่พูดคุยสร้างความเข้าใจในเนื้อหาโครงการเบื้องต้น พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มี การทำหนังสือประสานภาคี ในการเข้าร่วมประชุมชี้แจง สร้างความเข้าใจด้วย โดยเฉพาะการสร้าง ความรู้ความเข้าใจกับงานปกครอง ทั้งนายอำเภอ และท้องถิ่น จะทำให้ได้รับความร่วมมือจากองค์ กร
76 ปกครองส่วนทอ้ งถิน่ เพอ่ื สนบั สนุนความร้ดู ้านระเบยี บงานชา่ ง และนายช่าง ซึ่งเปน็ ส่ิงจำเปน็ ในข้ันตอน การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในแต่ละแห่ง ตลอดจนในการประสานงาน ได้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้ เกิดประโยชน์ดว้ ย อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ตุลารักษ์ คำวงค์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ อ.งาว จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “มีการวางขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ เป็นระบบ วางแผนลงมือปฏิบัติด้วยความรดั กุม รอบคอบ วิธีปฏิบัติที่อำเภอใช้ในการประสานงานภาคี การพัฒนา ตลอดจนเครือข่าย คือ การลงพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความเข้าใจเนื้อหา โครงการ ทำหนังสือประสานภาคี ในการเข้าร่วมประชุมชี้แจง สร้างความเขา้ ใจ สร้างความรว่ มมือ ร่วม แก้ไขปัญหาที่พบหน้างาน ร่วมออกแบบแปลง ใช้ต้นแบบการพัฒนาที่ประสบผลสำเร็จทั้งในและนอก พื้นที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการลงมือปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง ด้วยกระบวนการ แลกเปลีย่ นเรียนรรู้ ะหว่างเจา้ หน้าท่ี พช. นพต. และเจ้าของแปลง” สมั พนั ธ์กับบทสมั ภาษณ์ของคุณบุณยาภรณ์ มวิ นั เปย้ี เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ อ. ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “ใช้การเชื่อมโยงเครือขา่ ย โคก หนอง นา โมเดล กลุ่มวิสาหกจิ ชุมชน และ เครือข่ายพัฒนาชุมชน ใหม้ กี ารแลกเปล่ียนเรียนรู้ และดำเนินงาน อยากชกั ชวนใหเ้ ครือข่าย โคก หนอง นา โมเดลหันมาทำเกษตรอินทรีย์กนั มากข้ึน และเรายังมสี มาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืน จ.แพร่ โดยในการ ดำเนินกจิ กรรม จะมีทัง้ พัฒนาชุมชน ประมง พัฒนาท่ดี ิน เครอื ขา่ ยวิสาหกิจชุมชน เครือขา่ ยธุรกิจ MCC B12 Clup และคนในชุมชนมาร่วมเรียนรู้ในพื้นที่ซึ่งก็ได้รับความสนใจดี ตอนนี้ก็มีพระจากวัดพระบาท ม่งิ เมอื งวรวหิ าร สนใจเขา้ มาศกึ ษา เรียนรู้ แลกเปลี่ยน เช่น ศูนยเ์ พาะชำกล้าไม้เด่นชัย แลกเปลี่ยนกลา้ ไม้” รวมทั้งบทสัมภาษณ์ของนายรังสิวุฒิ วรชิณ นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.งาว จ.ลำปาง ที่กล่าวว่า “มีการประสานงาน ด้วยการแนะนำ ประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี เพื่อการ เป็นเครือข่าย ร่วมมือในการดำเนินกิจกรรม ตลอดจนเรียนรู้ร่วมกันในเรื่องการกับเก็บน้ำไว้ใช้ใน หนา้ แลง้ การบำรุงดนิ ปรบั ปรุงดนิ ทเ่ี ส่ือมสภาพ” และบทสมั ภาษณ์ของนายนรินทร์ พง่ึ พาย นกั พัฒนาพืน้ ที่ต้นแบบ อ.งาว จ.ลำปาง ที่กลา่ ว เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการประสานงานว่า “มีการใช้เครื่องมือสือ่ สาร ด้วยการต้ังกลุ่ม Line ทำให้ สามารถติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ซึ่งใช้เป็นช่องทางในการติดตาม ให้คำปรึกษา การแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ เพราะบางทีต้องประสานงานกันในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ได้วางแผนงานวันต่อวัน รวมถึง เปน็ ช่องทางในการใหข้ ้อมูลและความรแู้ ก่ครัวเรอื น” ตลอดจนบทสัมภาษณ์ของ นายชาญณรงค์ จริ ขจรกุล นักทรพั ยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ศูนย์ ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนลำปาง ในบทบาทของวิทยากร/ครูพาทำ ในกิจกรรมฝกึ อบรมสร้างความรู้ความ เข้าใจ ซึง่ กล่าวว่า “มีการประสานงาน หน่วยงาน ขอสนับสนุนจาก ชลประทานภาค เพอื่ การช่วยเหลือ ผันน้ำในกรณีนำ้ แลง้ ชว่ งที่ผ่านมา ประสานการร่วมกจิ กรรมเอามือ้ สามคั คี รวมทงั้ การทำหนงั สอื ราชการ ที่เปน็ ขนั้ ตอน”
77 2. กลไกในการวางแผน ตอ้ งมีการวางแผนการทำงาน โดยประชุมร่วมกนั เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกันก่อนการทำกิจกรรม ร่วมกับทีมนักวิชาการและเจ้าของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ ตัวอย่างในพื้นท่ี ที่มีความลาดชนั เรากต็ อ้ งหาตำแหน่งที่จะกักเก็บน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่นน้ั ๆ แผนการปลูกไม้ 5 ระดับ ต้องเข้ากับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ สามารถเข้ากับพื้นที่นั้น ๆ ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง พื้นที่ราบ หรือลุ่มน้ำ ก็จะต้องมีแผนการทำงานที่ต่างกัน ต้องจัดการเรื่องน้ำท่วม การระบายน้ำ การ จัดทำโคกให้สูงกว่าระดับน้ำ คำนวณการกักเก็บน้ำในหน้าแล้ง รวมทั้งการระบายน้ำกรณีที่มีน้ำมาก เกินไปในช่วงหน้าฝน การวางแผนจัดการพื้นที่เช่นการเพาะปลูก จะต้องดูจากลักษณะของพื้นที่นั้น ๆ ว่าสามารถปลูกอะไรได้ วางแผนการขุดสระ หนอง คลองไส้ไก่ ทุกอย่างต้องคำนึงถึง ทิศทางลม แสงแดด สัมพันธ์กับภูมิสังคม ภูมิอากาศ หลัก ๆ คือจะวางแผนได้เราต้องรู้จักพื้นที่ รู้จักการนำมาใช้ประโยชน์ ทงั้ ทางตรงและทางอ้อม ดงั บทสมั ภาษณ์ของนายรังสวิ ุฒิ วรชณิ นักพัฒนาพืน้ ท่ีต้นแบบ อ.งาว จ.ลำปาง ทีก่ ล่าวว่า “การวางแผนต้องศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดก่อน วิเคราะห์ปัญหา ดูจากสภาพพื้นที่จริงและทำตาม ขั้นตอน เช่น การวางแผนด้านวัตถุดิบ หากใช้สิ่งที่สามารถหาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น หญ้า ใบไม้ สามารถ นำมาหม่ ดิน เศษผัก ผลไม้ มลู สัตว์ กส็ ามารถนำมาทำเปน็ ปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ การวางแผนที่ดีจะทำ ให้ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อหาโดยไม่จำเป็น มีการปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิด ยอมรับฟังข้อเสนอของผู้อื่น ต้องอาศยั ความร่วมมือ ร่วมใจ ความสามัคคี อดทน อดกล้ัน มเี ปา้ หมาย” และบทสัมภาษณ์ของ นายทะนง อริยวงศ์ทอง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาพ้ืนท่ีตน้ แบบฯ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ ท่ีกลา่ วว่า “มกี ารประชุมวางแผนการทำงาน ประจำเดือน และสรุปผลการทำงานของเดือนที่ผ่านมาเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึน นำมาเปน็ แนวทางปฏบิ ัติของเดอื นถดั ไป” รวมทง้ั บทสัมภาษณ์ของนายอดลุ ย์ ชัยมงคล เจา้ ของแปลงครวั เรือนต้นแบบ ม.10 ต.ร้องกวาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “เดิมทีพื้นที่เปน็ ที่ปลูกขา้ วโพด ในฤดูฝนทำได้ครัง้ เดยี ว หลังจากเข้ารว่ ม โครงการ มกี ารวางแผน ออกแบบแปลง มีการขุดสระ ทำให้ได้นำ้ ใช้ทำการเกษตรไดเ้ ปน็ อยา่ งดี หลงั จาก น้ันได้เชอื่ มโยงเครอื ข่าย โคก หนอง นา โมเดล และเครือขา่ ยพฒั นาชมุ ชน ได้ปลกู ตน้ ไมด้ ้วยการใช้พ้ืนที่ บริเวณคันนา บริเวณหัวคันนามีทั้งพืช ผัก ผลไม้ ทานได้และพืชใช้ประโยชน์ได้ เช่น มะละกอ กล้วย พริก มะเขือ ตะไคร้ มะกรดู ซง่ึ เป็นแผนการใชพ้ ้นื ทีอ่ ย่างเกดิ ประโยชน์สูงสดุ ” และบทสัมภาษณ์ของคุณบุณยาภรณ์ มิวันเปี้ย เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “ในแปลงจะวางแผนก่อนลงมือขุด ตอ้ งดวู ่าสภาพพ้นื ที่ และทิศทางลมเป็นอย่างไร จะ เอาหนองไว้ตรงทิศไหน ศูนย์เรียนรู้จุดต่างๆ ควรจะอยู่ทิศไหน ซึ่งแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ด้านการ วางแผนใช้วัตถุดิบ จะน้อมนำประยุกต์หลักการทรงงาน คือ ประหยัด เรียบง่าย ทำน้อยได้มาก ประโยชน์สูงสุด ปลูกเพื่อกิน แบ่งปัน เหลือจึงค่อยขาย แผนระยะยาวปลูกไม้ป่า ไม้ยืนต้น ไม้ผล เช่น มะมว่ ง มะพร้าวน้ำหอม ขนุน ฝรงั่ และผักสวนครัวชนิดตา่ ง ๆ รวมทั้งพชื ผักสมุนไพร แฝก ภาพรวมคือ วางแผนการดำเนนิ งานตามลำดับก่อนหลัง”
78 3. กลไกในการติดตามประเมินผล มีการจัดทำแบบสรุปผลการดำเนินการของโครงการ รวมถึงการตดิ ตามประเมินผล ตลอดจนให้คำปรึกษาโดยเจ้าหนา้ ทพ่ี ัฒนาชุมชนอยา่ งสม่ำเสมอ มีการจัด เวทสี รุปผลการดำเนินงานในแต่ละข้ันตอนและแนวทางการแก้ไขปัญหา รว่ มกับเครือขา่ ยการพัฒนา ซ่ึง ก็มีการแลกเปลี่ยนเพื่อแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาในกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติภายในแปลง ครวั เรือนตน้ แบบ อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ นายวีรกานต์ บุญตัน ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการ พัฒนาชุมชน จากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดแพร่ ที่กล่าวว่า “สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด มีการ ติดตามประเมินผล และส่งเสริมสนับสนุน ตลอดจนร่วมปรึกษาหารือให้คำแนะนำในการพัฒนาพื้นที่ ต้นแบบ ร่วมกับเจ้าหนา้ ที่พัฒนาชุมชนอำเภอ นพต. และเจ้าของแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อไปสู่การทำ แล้วได้ประโยชน์จริง เห็นทางรอด พึ่งตนเองได้ ในส่วนของจังหวัด จะมีการออกเป็นคำสั่งในการ สนับสนุนติดตาม มีผู้อำนวยการกลุ่มงานเป็นหัวหน้าทมี ในจังหวดั แพร่ จะแบ่งเป็น 3 ทีม ใน 8 อำเภอ ซึ่งจะมีส่วนของภายนอกหน่วยงาน ซึ่งได้แก่ภาคีการพัฒนาของส่วนราชการอื่นภายในจังหวัด เช่น เกษตร ประมง ทด่ี ิน มีหัวหนา้ สว่ นราชการเป็นหัวหน้าทมี คอยตดิ ตาม และใหค้ ำแนะนำในพื้นที่ดว้ ย” และบทสัมภาษณ์ของ นางจุฬาภรณ์ รอดเมือง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผรู้ บั ผิดชอบงานพัฒนาพืน้ ทตี่ น้ แบบฯ อ.รอ้ งกวาง จ.แพร่ ท่ีกล่าววา่ “มีการตดิ ตามอย่างสม่ำเสมอ ลง ไปร่วมแก้ปัญหา ให้คำปรึกษาทุกกิจกรรม เช่น เมื่อมีปัญหากระบวนการช่วงขุด สามารถไปช่วยแก้ไข ปัญหาตามระเบียบที่กำหนดไว้ ตลอดจนในด้านอื่น ๆ ซึ่ง ทุกคนมีความกระตือรือร้น ในการหาความรู้ ใหม่ ๆ และนำมาปรบั ใช้ในพ้ืนท่ี เกือบทกุ ข้ันตอน” ซึ่งตรงกับบทสัมภาษณ์ของ น.ส.ปวีณ์มณฑ์ ผาทอง เจ้าของแปลงตรัวเรือนต้นแบบฯ อ.รอ้ งกวาง จ.แพร่ ทก่ี ล่าวว่า “ไดร้ ับการติดตามประเมินผลจากหนว่ ยงานท่ีรับผิดชอบโครงการ ทั้งจาก พัฒนาชุมชนอำเภอ จงั หวัด ได้รบั การตดิ ตามผลจาก ปปช. และไดร้ บั การให้คำปรึกษาจากพัฒนาชุมชน อำเภอ และ นพต. เพ่ือแก้ปญั หาในแตล่ ะข้ันตอนทด่ี ำเนินงานตลอด” 4. กลไกในการจัดการความรู้ มีกลไกในการจัดการความรู้ ซึ่งในพื้นที่ มีความรู้ทั้งที่เป็น ลายลักษณ์อักษร และที่ฝังลึกในตัวคน ซึ่งเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติ มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทั้ง พช. และ นพต. ในการพัฒนางานการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ ซึ่งมีประโยชน์ใน การนำไปพัฒนาการทำงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้วยการส่งต่อ ถ่ายทอดองค์ความรู้ สู่การปฏิบัติ และ พัฒนาเป็นกลไกในการต่อยอดการดำเนนิ โครงการต่อไป 4.1 การจัดการความรู้ในพื้นที่ต้นแบบ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ ซึ่งมี การเผยแพรป่ ระชาสมั พันธ์ ไปยังผู้สนใจไดน้ ำไปปฏิบัติแล้ว ซ่ึงในการจดั การความรู้ จะประกอบไปด้วย ประโยชน์ขององค์ความรู้ วตั ถุดบิ ทใ่ี ช้ และวธิ ีทำ ตา่ ง ๆ ซ่ึงมใี นหลาย ๆ พน้ื ทเี่ รยี นรูต้ ้นแบบ ดังบทสัมภาษณ์ของ นางกฤษณา โครกสำโรง เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบฯ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “ในพื้นที่จัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ และสร้างอาชีพแก่ชุมชน ด้วย มีปราชญ์ชาวบ้านที่มักจะนำองค์ความรู้มาช่วยแนะนำเสริมในชุมชนเสมอ ได้แก่การทำเกษตร อินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ การปรับปรุงบำรุงดิน ลดต้นทุน ลดขยะ แปลงเป็นสิ่งที่มีมูลค่า ด้วยการนำวัตถุดิบ ในพ้นื ทีม่ าสร้างรายได้ ท้ังตน้ น้ำ กลางน้ำ ปลายนำ้ ในทีเดยี ว”
79 และบทสัมภาษณ์ของ คุณณารีน ต้นใส นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “มีการวางแผนร่วมกับเจ้าของแปลงในเรื่องของการวางจุดต่างๆ คือ ศูนย์การเรียนรู้ ที่พั ก จากนนั้ ได้มีการวางแผนการปลกู ต้นไม้ และพชื ผกั ในแปลง การแปรรูป ซ่ึงครวั เรอื นจะมีการทำเป็นฐาน เรียนรตู้ ่างๆ ได้แก่ ฐานคนเอาถ่าน คนรักษป์ า่ คนรกั ษน์ ำ้ คนรกั ษแ์ ม่โพสพ คนรักษ์แมธ่ รณี ซึ่งสามารถ ให้ผทู้ ่สี นใจมาศกึ ษาดงู านได”้ และบทสัมภาษณ์ของนาย ณฐั พัชร์ ประสารยา นกั พัฒนาพื้นท่ตี น้ แบบ อ.รอ้ งกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “มีการวางแผนร่วมกับเจ้าของแปลงครวั เรือนตน้ แบบในการพัฒนาแปลงพื้นที่ แล้วนำมาทำ แผนประจำเดือน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเป็นตัวอย่างที่ใหผ้ ู้สนใจมาฝึกปฏิบัติ ได้แก่การทำแซนวิชปลา การทำน้ำหมกั การทำธนาคารใบไม”้ สำหรับในบางแปลงที่กำลังเริ่มต้น ก็ได้มีการวางแผนเพื่อต่อยอดการทำงานในการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ เนื่องจากภายในพื้นที่ต้นแบบ มีองค์ความรู้หลายด้าน โดยจะเน้นในสิ่งที่ชุมชน ตอ้ งการและสนใจ ดังบทสัมภาษณ์ของ นายอานนท์ จินะวงค์ นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “ในอนาคต จะต่อยอดของการทำงาน ในการจัดทำศูนย์เรียนรู้หลายด้าน เน้นในสิ่งที่ชุมชน ต้องการและสนใจ และส่งิ ที่สำคัญในการดำรงชีวติ ประจำวนั กอ่ น” สามารถแสดงตวั อย่างการใช้ประโยชน์ในพื้นทตี่ ้นแบบและการถา่ ยทอดสู่ผทู้ ่สี นใจจากการ จดั การความรู้ได้ ดงั น้ี 4.1.1 การเลี้ยงไส้เดือนในกะละมัง ประโยชน์ เป็นการเล้ียงไสเ้ ดือนซึ่งมีประโยชน์ในการสร้างปุ๋ยจากมูลไส้เดือน ซึ่งเป็น ประโยชน์หลายอย่าง สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ประหยัดต้นทุน สะอาด ปลอดสารเคมี และเป็นการ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัตถุดิบในพื้นที่ ให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนประหยัดพื้นที่ในการทำปุ๋ย ได้ปุ๋ย สูตรเข้มข้นทีม่ ีคณุ ภาพ วัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ในการเลี้ยงไส้เดือน ประกอบด้วย กะละมัง ที่ใช้สำหรับเลี้ยง ไส้เดือน ขี้วัวแห้ง(โดยให้เก็บเศษฟางและวัสดุอื่นๆที่ปนมาออกด้วย) กากมะพร้าวสับ หรือใบไม้แห้ง และไส้เดือนดนิ สำหรับการเล้ียงและขยายพันธุ์ ในส่วนของวิธีทำขั้นแรกจะนำกะละมังไปเจาะรูโดยใช้สว่าน 2 หุน เจาะให้ทั่ว กะละมงั เพอื่ ใหน้ ้ำไหลผ่านออกได้สะดวก จากนัน้ จึงทำเบดด้ิง (Bedding) สำหรับเล้ียงไส้เดือนโดย นำ ขี้แพะและขี้วัวที่ผ่านการแช่น้ำเตรียมรอไว้ในกะละมังเลี้ยง แล้วจึงใส่ไส้เดือนพันธุ์ที่ต้องการเพาะเลี่ยง จำนวน 3 ขีด ลงบนขี้วัวผสมไว้ในกะละมัง แล้วนำให้นำกะละมังที่เลี้ยงไส้เดือนไปวางไว้ในที่ร่ม ที่มี อากาศสามารถถ่ายเทสะดวก และไม่ให้โดนแดดโดยตรงหรือโดนฝน ไส้เดือนชอบความชื้นและเย็น รด น้ำ ให้ความชื้นกับไส้เดือน 3-4 วันต่อครั้ง ประมาณ 1 เดือนครึ่งหรือ 2 เดือน จะได้ ปุ๋ยหมักมูล ไสเ้ ดอื น เตม็ กะละมงั สามารถนำไปใส่ พชื ผกั ผลไม้ หรอื จำหน่ายได้
80 4.1.2 การทำถังรักษ์โลกและแปลงผักแบบวงกลม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทำเพื่อ เป็นการหมักปุ๋ย ด้วยการกำจัดขยะและเศษอาหารในบ้าน โดยสามารถเปลี่ยนเป็นประโยชน์ในการใช้ เป็นปุย๋ บำรุงพืชผกั ท่อี ยู่โดยรอบถงั ประหยดั พ้ืนท่ี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขั้งแรกต้องจัดเตรียมถังทรงสูงเจาะก้น ตะกร้า และเคเบิล ไทด์ โดยใหน้ ำถังควำ่ ปากลงครอบกบั ตะกร้าแลว้ ใชเ้ คเบิลไทด์รดั ยึดให้แน่นหนา จากนนั้ จงึ ขุดหลุมฝังใน ส่วนของตะร้าลงในหลุม และขึ้นแปลงผักรูปวงกลมล้อมรอบถัง เพื่อปลูกพืชผัก ซึ่งให้คอยเติมเศษ อาหารลงในถังและปิดฝา จะเป็นการกำจัดขยะเศษอาหารในบ้านโดยใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยชั้นดีบำรุง พืชผกั โดยรอบถงั 4.1.3 แปลงผักแบบยกพืน้ ซ่ึงเป็นแปลงผักแบบประยุกต์เพ่ือใหส้ ามารถดแู ลรักษา แปลงไดง้ ่ายข้นึ และสามารถเพม่ิ พืน้ ทใี่ นการปลูกผักท่ไี ม่ต้องการแสงมากใต้แปลงได้ดว้ ย วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำแปลงผักแบบยกพื้นจะใช้เสาไม้หรือวัสดุที่หาได้งา่ ย ไม้ไผ่ ทำพน้ื แปลงพร้อมตะปู และแผ่นพลาสติกสำหรับปูพื้น โดยมีวธิ ีทำเรม่ิ โดยฝังเสาขน้ึ โครงคร่าวตามระยะ ที่เหมาะสม โดยให้หัวแปลงสูงลาดลงไปท้าบแปลงให้ระดับต่างกันประมาณ 10° จากนั้นตีไม้ไผ่ทำพื้น แปลงให้ถีเ่ พื่อรบั นำ้ หนักวสั ดุปลูก เมอ่ื เรยี บร้อยแล้วจึงปูพลาสติกแผ่นแล้วลงวสั ดุปลูกทับจึงปลูกพืชผัก ไดต้ ามปกติ ซง่ึ พ้นื ทใ่ี ตแ้ ปลงกส็ ามารถใช้ประโยชน์ในการปลูกผักได้อีกด้วย 4.1.4 หัวเชื้อจุลินทรีย์ตั้งต้นจากน้ำมะพร้าว โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการ นำไปใช้ในการขยายต่อยอดนำ้ หมักสตู รอน่ื ๆ ต่อไป สำหรับวสั ดุอปุ กรณ์ที่ต้องใช้ ประกอบดว้ ย นำ้ มะพรา้ ว ข้าวหมาก(ข้าวหมัก) ยาคูลท์ (เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในการทำ) ซีอิ้วดำ และขวดพลาสติก ซึ่งมีวิธีทำที่ไม่ยุ่งยาก ด้วยการผสม ส่วนผสมทกุ ชนดิ ในขวดพลาสติกใหเ้ ขา้ กนั เกบ็ ในท่ีร่ม 7 วนั และคลายฝาระบายแกส๊ ทุกเช้า 4.1.5 ปุ๋ยนำ้ ชวี ภาพสตู รเทียบเทา่ ปุย๋ เคมีสตู ร 16-16-16 ซ่ึงสามารถใชเ้ ป็นปุ๋ยในการ บำรุงทุกส่วนของพืชและใช้ในการทดแทนปุย๋ เคมีไดเ้ ป็นอย่างดี ด้วยการต่อยอดสูตรของจุลินทรีย์ตั้งตน้ จากนำ้ มะพร้าว สำหรับวัสดุอุปกรณ์ท่ีใช้ในการทำปุ๋ย ประกอบด้วยน้ำซาวข้าว น้ำตาลทรายแดง หวั เช้ือจุลินทรยี ์ตงั้ ต้นจากน้ำมะพร้าว (2 ช้อนโต๊ะ) ขวดพลาสตกิ ซึ่งมีขนั้ ตอนการทำด้วยการผสมส่วนผสม ทุกชนิดในขวดพลาสติกแล้วเขย่าให้เข้ากัน โดยเก็บไว้ในที่ร่ม 7 วัน จะสามารถนำมาใช้โดยให้ผสมน้ำ ในอัตรา 1:10 ฉดี พ่นบาง ๆ ทางใบในตอนเชา้ วนั เวน้ วัน 4.1.6 ปุ๋ยยูเรียชีวภาพสูตรไนโตรเจนสูง ซึ่งมีประโยชน์ในการทดแทนการใช้สูตร ปุย๋ เคมีด้วยการบำรงุ พืชผกั ชนดิ กนิ ใบ มีการใช้วัสดอุ ปุ กรณใ์ นการทำ ประกอบดว้ ย 1) ถง่ั เขยี วประมาณ 1⁄2 กโิ ลกรมั แช่น้ำตำละเอียด 1 กโิ ลกรมั 2) สับปะรดทั้งลกู ท้ังเปลอื กซอยละเอยี ด 1 ลกู 3) นำ้ ตาลทรายแดง 1⁄2 กโิ ลกรัม 4) หวั เช้ือจลุ ินทรยี ต์ ้งั ต้น 10 ช้อนโตะ๊
81 5) น้ำสะอาดพอท่วมวตั ถุดบิ 6) ถังหมัก 1 ใบ ซึ่งมีขั้นตอนวิธีทำคล้ายคลึงกับการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพแต่จะใช้เวลาในการหมัก ทย่ี าวนานกว่า ดว้ ยการนำสว่ นผสมทุกอย่างกวนผสมให้เข้ากนั ดีในถงั หมักไว้ประมาณ 14 วัน จึงสามารถ นำไปใช้ได้ ดว้ ยการผสมนำ้ อตั รา 1:10 ฉดี พ่นบาง ๆ ทางใบ 2-3 วนั ต่อครงั้ ในตอนเช้า 4.1.7 น้ำยาเอกประสงค์จากน้ำซาวข้าวและผลมะกรูด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถ นำไปใช้ในการสระผม ทำความสะอาดเคร่ืองเรือน ลา้ งจาน ชาม ตลอดจนใช้ในการลา้ งหอ้ งนำ้ และการ กำจดั กลิ่นไมพ่ งึ ประสงคต์ ่าง ๆ มีการใช้วสั ดอุ ุปกรณใ์ นการทำ ประกอบดว้ ย 1) นำ้ ซาวข้าว 1 ขวด 2) นำ้ ตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ 3) หวั เช้อื จลุ นิ ทรยี ต์ ้ังตน้ จากนำ้ มะพรา้ ว 2 ช้อนโตะ๊ 4) ผลมะกรูดซอยปริมาณ 1⁄2 ขวด 5) ขวดพลาสติก โดยมีข้ันตอนวธิ ีทำ โดยการผสมส่วนผสมทุกชนิดลงในขวดพลาสติกแล้วทำการเขย่า ใหเ้ ขา้ กัน จากนั้นเก็บในทร่ี ่ม 7 วนั จงึ สามารถนำไปใชไ้ ด้ 4.1.8 น้ำหมักมูลวัวสูตร พด.2 ซึ่งมีประโยชน์ในการใช้เป็นสูตรเพิ่มธาตุอาหารในดิน สำหรับพืช ตลอดจนการฉีดพน่ ทางใบ ซ่ึงมกี ารใช้วัสดุอปุ กรณ์ในการทำ ประกอบดว้ ย 1) มลู ววั 1 กระสอบ 2) นำ้ ตาลทรายแดง 1 กิโลกรมั 3) ถงั หมัก 200 ลติ ร 1 ใบ 4) น้ำสะอาด 1⁄2 ถงั (200 ลติ ร) 5) พด.2 1 ซอง มีขั้นตอนวิธีทำโดยขั้นแรก ให้เตรียมถัง 200 ลิตรให้พร้อม จากนั้นทำการละลาย พด.2 จำนวน 1 ซอง และน้ำตาลทรายแดงจำนวน 1 กิโลกรัม กับน้ำสะอาดจำนวน 100 ลิตร (ครึ่งถัง) แล้วจึง ค่อย ๆ เติมมูลวัวลงในถัง หมั่นคอยคนวันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น จนกว่ามูลวัวจะจมลงก้นถัง ทั้งหมดจึงจะนำไปใช้ได้ ซึ่งการนำไปใชน้ ั้น จะผสมน้ำในอัตรา 1 : 10 โดยฉีดพ่นบาง ๆ ทางใย 2-3 วัน ตอ่ ครงั้ ในตอนเช้า 4.1.9 การเพาะเห็ดนางรมดำ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ เนื้อกรอบ ดอกหนา ออกดอกไว กว่าเห็ดนางรมทั่วไป สามารถใช้เป็นอาหารเนื่องด้วยมีคุณค่าทางอาหารมีวิตามิน B1 และ B2 สูง โดยใช้ฟาง ซ่ึงเป็นการใช้ประโยชนใ์ ห้ไดม้ ากท่สี ดุ กอ่ นจะนำมาใชใ้ นการหม่ ดิน โดยมีวตั ถดุ บิ ในการทำ ประกอบด้วย 1) ฟางข้าว 1 กอ้ น 2) ออกซิเจนไฮเปอร์ออกไซด์ 2 ลติ ร
82 3) ยาฆา่ เช้อื รา(เบ็นตัส) 500 ซซี ี 4) ถงุ พลาสติก (ขนาด 12 x 14 น้ิว) 5) เชอื กฟาง 6) ถังน้ำ (200 ลิตร) 7) น้ำเปล่า สำหรับขนั้ ตอนวิธีการทำนัน้ ขนั้ แรกใหใ้ ชฟ้ างข้าวครี่ออก และนำไปใสใ่ นถังน้ำ (200 ลิตร) เติมน้ำให้มิดฟาง จากนั้นให้เติมออกซิเจนไฮเปอร์ออกไซด์ และยาฆ่าเชื้อรา ลงไป คนให้เข้ากัน โดยให้สวมถุงมือ เนื่องจากเป็นสารกัดกร่อน ปิดฝาโดยการใช้อิฐวางทับ ทิ้งไว้ 2 คืนจะเป็นการฆ่าเช้ือ โดยไม่ต้องทำการนึ่ง จากนั้นให้นำฟางข้าวออกผ่ึงให้หมาดๆ อัดฟางลงในถุงพลาสติกเป็นชั้นๆ ให้เต็ม เจาะรูถุงหลาย ๆ รดู ว้ ยไมจ้ มิ้ ฟัน และในลักษณะตวั T กลางถงุ (เห็ดออกบรเิ วณน้ี) กรดี ขน้ึ ประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งต้องนำไปเก็บไวใ้ นโรงเรอื น ที่โล่ง ๆ ไม่ต้องคลุม ไม่ให้โดนแสง อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศา เซลเซยี ส ให้นำ้ ดว้ ยวิธีใชส้ ปริงเกอรฝ์ อย ประมาณ 25 – 30 วันเช้อื กจ็ ะเดินเตม็ ถุง เก็บเกยี่ วไดท้ ุกๆ 4 – 5 วนั (ไดป้ ระมาณ 3 – 4 รอบ) 4.1.10 การทำฮอรโ์ มนไข่ ซ่งึ เป็นสตู รเร่งการเจริญเติบโตของพชื ได้ โดยมีวัตถดุ บิ ในการทำ ประกอบด้วย 1) ไข่ไก่ 2 ฟอง 2) ผงชูรส 2 ช้อนโต๊ะ 3) นำ้ ตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ 4) นมเปร้ียว 2 ขวด 5) ขวดเปล่า ในวิธีการทำ ขั้นแรก ให้ตอกไข่ลงในขวด เขย่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน ผสมน้ำประมาณ 100 ซซี ี จากน้ันให้เติมผงชูรส นำ้ ตาลทราย และนมเปร้ียว เขยา่ ใหเ้ ข้ากนั ตัง้ ทงิ้ ไว้ 2-3 วนั จึงนำไปใช้ได้ ในการส่งเสรมิ การเจริญเตบิ โตของพชื 4.1.11 การทำสับปะรดกวน ซึ่งเป็นหนึ่งในการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาในการถนอม อาหาร สามารถเกบ็ ไวบ้ ริโภคไดน้ าน และชว่ ยเพิม่ มูลค่าแก่ผลติ ภัณฑ์ ช่วยแก้ปัญหาเวลาสัปปะรดราคา ตกตำ่ ไดอ้ กี ทางหนึ่ง โดยมีวตั ถดุ บิ ในการทำ ประกอบด้วย 1) สับปะรด 1 กิโลกรมั 2) น้ำตาลทราย 200 กรัม 3) เกลือป่น ½ ช้อนชา 4) แบะแซ (กลโู คสไซรัป) 2 ช้อนโตะ๊ 5) เคร่ืองปัน่ 6) กระทะ 7) ไมพ้ าย
83 ซึ่งมีขั้นตอนในการทำขั้นแรกด้วยการนำสับปะรดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปั่นให้ละเอียด แล้วบีบเอาน้ำสับปะรดออก จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน โดยไฟอ่อน ๆ ใส่สับปะรดที่ปั่น แล้วลงไป พร้อมเกลือและน้ำตาล คนให้เข้ากันในกระทะจนน้ำตาลละลายหมด สงสับปะรดเหนียวข้น มีสีเขม้ ขึ้น จึงใสแ่ บะแซ คนให้เข้ากนั อกี รอบ และพกั ลงใหเ้ ยน็ จึงสามารถบรรจหุ รอื รับประทานได้ 4.1.12 การทำไวน์สับปะรด เปน็ การใชภ้ มู ปิ ญั ญาถนอมอาหาร ทำเครื่องดมื่ สามารถ จำหน่ายหรอื เก็บไว้บริโภคในครัวเรอื นได้ โดยมีวัตถดุ บิ ในการทำ ประกอบดว้ ย 1) สับปะรด 5 กิโลกรัม 2) น้ำแร่ 20 ลติ ร 3) น้ำตาลทราย 4 กโิ ลกรัม 4) มะขามเปียก 50 กรัม 5) ยีสตแ์ หง้ 2 ชอ้ นโต๊ะ มีวิธีการทำด้วยการนำเนื้อสับปะรด มาปั่นรวมกับน้ำ 5 ลิตร แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นใสน้ำมะขามเปียกลงไป กรองด้วยผ้าขาวบางอีกหนึ่งรอบ จากนั้นต้มน้ำแร่ผสมน้ำตาลทรายให้ ละลายแลว้ ยกลงเตมิ ทง้ิ ไว้จนเย็น บรรจุลงถงั นำ้ ดื่ม 20 ลิตร แบ่งมา 1 ลติ ร ต้ังไฟพออ่นุ แลว้ เติมยีสต์ลง ไปให้ขึ้นฟู จากนั้นเทกลบั ลงในขวดน้ำผลไม้ ปิดปากขวดด้วยผ้าขาวบาง ตั้งไว้ในอุณหภูมปิ กติทุก 7 วัน ให้ถ่ายกากตะกอนทิ้ง 21 วันหลังจากที่ผลิต ให้ถ่ายกากตะกอนอีกครั้ง จึงนำไปต้มด้วยไฟอ่อน ๆ (ประมาณ 60 องศาเซลเซยี ส) นาน 15 นาที แล้วจงึ ทิ้งไวใ้ ห้เยน็ บรรจขุ วดท่แี หง้ สนทิ เกบ็ ไว้ในตู้เยน็ 4.1.13 การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จากแตงไทย ซึ่งมีประโยชน์จากการใช้วัตถุดิบที่เสียแล้ว ไม่สามารถรับประทานได้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการบำรุงพืช ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้หลักกสิกรรม ธรรมชาติ และหลกั การทรงงานดา้ นการ ประหยัด เรียบงา่ ย ไดป้ ระโยชน์สูงสดุ โดยมีวัตถุดบิ ทใ่ี ชใ้ นการทำ ประกอบด้วย 1) กากน้ำตาล 1 กโิ ลกรัม 2) แตงไทยท่ีเสียแล้ว 3 กิโลกรมั 3) สารเร่ง พด.2 4) น้ำเปลา่ 10 ลติ ร 5) ถังหมกั (20 ลิตร) โดยวิธใี นการทำจะใชส้ ตู รในการหมักคือ ใช้ แตงไทยท่ีเสียแล้ว 3 กิโลกรัม : กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม : นำ้ เปล่า 10 ลิตร หมักในถังขนาด 20 ลติ รท่ีมีฝาปดิ ผสมทุกอยา่ งในถงั และคนให้เข้ากัน ปิดฝา มาเปดิ ระบายแก๊สทุก 7 วัน โดยหมกั ทิง้ ไว้ 3 เดือนจงึ นำไปใช้ได้นาน จนกว่าจะมกี ลิ่นเหม็น ซ่ึงแสดงว่า จลุ ินทรยี ์กินน้ำตาลหมดแล้ว ให้เตมิ นำ้ ตาลลงไป (ละลายกับนำ้ ก่อน) หากกลนิ่ หายไป แสดงวา่ ใช้ได้ 4.1.14 การทำแซนวิชปลา เปน็ การสรา้ งแหล่งอาหารให้กับปลาและสัตว์น้ำต่าง โดย ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารปลา และยังเป็นการบำบัดรักษาน้ำด้วยการ สรา้ งระบบนิเวศทเ่ี หมาะสม สรา้ งอาหารปลอดภัยจากสารเคมี
84 โดยมีวัตถุดบิ ท่ใี ชใ้ นการทำ ประกอบด้วย 1) ไมไ้ ผ่ 2) ฟาง ใบไม้ หรอื ผกั ตบชวา 3) ปุ๋ยคอก 4) นำ้ หมกั จลุ นิ ทรีย์ ซึ่งมีวิธีในการทำ ให้เลือกพื้นที่บริเวณริมตลิ่ง หรือแหล่งน้ำ และใช้ไม้ไผปักลงไปให้ เป็นรูปครึ่งวงกลม จากนั้นเหลาไม้ไผ่และสานในลักษณะแบบเสวียนท่ีจุดเดิม เพื่อทำการใส่ฟาง(หรือ ใบไม้) ลงไปประมาณ 1 ฟุต ย่ำให้แน่ โรยปุ๋ยคอกและน้ำหมักจุลินทรีย์เล็กน้อย ทำในลักษณะนี้เป็นชั้น ๆ ซึ่งเมื่อทิ้งไว้สักระยะ จะย่อยสลาย เกิดแพลงตอน หนอน และไรแดง ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีสำหรับปลา และสตั วน์ ้ำอ่นื ๆ ชว่ ยประหยดั ค่าใชจ้ ่ายในการเลย้ี งปลาได้ 5. กลไกในการสอื่ สารประชาสัมพนั ธ์ ใชก้ ารประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้มกี ารส่ือสาร สองทาง ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในระหว่างจังหวัด ได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเครือข่ายที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปางได้จัดตั้งขึ้นระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรม ก็เป็น แนวทางหนึ่งให้ผู้เข้ารับการฝึกบรมสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหาแนวทางการทำงานท่ี สามารถนำมาปรับใช้ในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ทั้งการสื่อสารทาง ปากต่อปาก กลุ่มไลน์ Facebook (Live) TikTok อนิ สตราแกรม ในเครอื ข่าย งานพัฒนาชมุ ชน นกั พฒั นาพ้ืนท่ีต้นแบบ และเจ้าของแปลง ครัวเรือนตน้ แบบ ส่งผลใหก้ ารดำเนนิ งานพัฒนาพ้ืนทตี่ น้ แบบ เป็นไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพมากยงิ่ ขนึ้ สัมพันธ์กับบทสัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ มณีวรรณ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ จังหวัดลำพูน ที่กล่าวว่า “ในส่วนของจังหวัด จะมีการประชาสัมพันธ์ สร้างการ รับรู้ ให้กับหน่วยงานต่างๆ ผ่านช่องทาง Line Website และการนำข้อมูลรายงานในการประชุม ผ้บู ริหารประจำเดอื น” และบทสัมภาษณ์ของ นายสมคิด ปันทะสืบ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ เจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบฯ จ.ลำปาง ความว่า “พื้นที่ของลำปางมีช่องทาง ประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ และ Facebook สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอ ตลอดจน ประชาสมั พนั ธผ์ ่านทางกล่มุ ไลน์ ท้งั ระดับจังหวัดและกรมการพัฒนาชมุ ชน” ซงึ่ สอดคล้องกบั บทสมั ภาษณ์ของ วา่ ที่ ร.ต.ชัยณรงค์ บัวคำ นกั ทรัพยากรบคุ คล เจา้ หนา้ ท่ี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนลำปาง ในบทบาทของวิทยากร/ครูพาทำ ที่กล่าวว่า “วิธีการปฏิบัติ ในด้าน การวางแผนการทำงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายในการดำเนินกิจกรรม คือ การประสานทีมงาน พูดคุยทำ ความเข้าใจ ก่อนการดำเนินกิจกรรม ซึ่งการประสานงาน จะดูจากฐานข้อมูล จากเว็บไซด์ของกรมฯ และจังหวัด ซึ่งทาง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง ก็มีช่องทางในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์การ ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวของกับโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ผ่านทาง Facebook Fanpage Website และ Youtube”
85 และกับบทสัมภาษณ์ของ นายวรเชษฐ์ กาศเกษม นักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ที่กล่าวว่า “มีการติดตาม และรายงานผลประจำวัน ประจำเดือน สื่อสารโดยทาง Facebook Line และมีการสื่อสารโดยใช้สื่อออนไลน์อื่น ๆ เป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกัน และแบ่งปัน ความรู้ท่ีแตล่ ะคนถนัด” และบทสัมภาษณ์ของ นายชัชวาลย์ เรือนแก้ว เจ้าของแปลงครัวเรือนต้นแบบ ต.น้ำดิบ อ.ปา่ ซาง จ.ลำพูน ที่กล่าววา่ “สามารถติดต่อสื่อสารกันไดห้ ลายช่องทาง ทั้งการแจ้งข่าวโดยตรง ทาง Line กลุ่ม/บุคคล และฝากผนู้ ำชมุ ชนช่วยประชาสมั พันธ์”
86 บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผลการวิจยั และขอ เสนอแนะ การวิจัยเร่ือง กลไกการสรางนักพัฒนาพ้ืนท่ีและเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบ ตามหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นที่บริการของศูนยศึกษาและพัฒนา ชุมชนลําปาง มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาปจจัยที่สงผลตอความสําเร็จในการสรางนักพัฒนาพ้ืนท่ี ตนแบบและเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพ้ืนที่บริการของศูนยศึกษาและพัฒนาชุมชนลําปาง 2) เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกตใ ชศาสตร พระราชาของนักพัฒนาพ้ืนท่ีและเจาของแปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพื้นท่ีบริการของศูนยศึกษาและพัฒนาชุมชนลําปาง 3) เพ่ือพัฒนากลไก การสรางนักพฒั นาพื้นที่และเจา ของแปลงครัวเรอื นตนแบบ ตามหลักทฤษฎีใหมประยุกตสู “โคก หนอง นา พช.” ในเขตพ้ืนที่บริการของศูนยศึกษาและพัฒนาชุมชนลําปาง กลุมตัวอยางในการวิจัย แบงเปน 3 กลุม ไดแก (1) เจาหนาที่พัฒนาชุมชนจังหวัดแพร จํานวน 6 คน จังหวัดลําพูน จํานวน 4 คน และจังหวัดลําปาง จํานวน 6 คน และเจาหนาที่ศูนยศึกษาและพัฒนาชุมชนลําปาง จํานวน 3 คน (2) นักพัฒนาพ้ืนที่ตนแบบจากจังหวัดลําปางจํานวน 7 คน จังหวัดแพร จํานวน 18 คน และจังหวัดลําพูน จํานวน 7 คน (3) ตัวแทนเจาของแปลงครัวเรือน/ชุมชนตนแบบ จังหวัดลําปาง รวมจํานวน 7 คน เจาของแปลงครัวเรือนตนแบบ จังหวัดแพร จํานวน 5 คน และ เจาของแปลง ครัวเรือนตนแบบ จังหวัดลําพูน จํานวน 5 คน รวม จํานวนทั้งหมด 68 ราย โดยใชระเบียบวิธีวิจัย เชิงคณุ ภาพ คณะผวู จิ ัยไดด ําเนินการวเิ คราะหขอ มลู และนาํ เสนอสรปุ ผลการวิจัย ดงั น้ี 5.1 สรปุ ผลการวิจัย โดย แยกประเดน็ ในการสรปุ ตามวัตถุประสงคข องการวิจัย ออกเปน 3 ประเดน็ หลกั ดังนี้ 5.1.1 ปจจัยท่ีสงผลตอความสําเร็จในการสรางนักพัฒนาพ้ืนท่ีตนแบบและเจาของ แปลงครัวเรือนตนแบบตามหลักทฤษฎีใหมประยุกตสูโคก หนอง นา พช. ในเขตพื้นท่ีบริการของศูนย ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนลําปาง ประกอบดว ย 1) การมีองคความรูที่ถูกตอง มีความเขาใจในวัตถุประสงคของโครงการ และ หลักการพัฒนาพื้นที่ในลักษณะ โคก หนอง นา และความรูตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนศาสตรพ ระราชา ซึงมาจากการการสรางความเขาใจในวัตถุประสงคของโครงการ ใหเปนไปใน ทศิ ทางเดยี วกัน โดยท่สี าํ คัญคอื จะตองยึดความตอ งการของครัวเรอื นตนแบบเปน ท่ีต้ัง 2) ผูบริหารทุกระดับ ทั้งระดับจังหวัด อําเภอ ตําบล ภาคีการพัฒนา องคกร ปกครองสวนทองถิ่น หนวยตรวจสอบ เจาหนาที่ นักพัฒนาพื้นท่ีตนแบบ และเจาของแปลงครัวเรือน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171