Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบด้วยหลักพุทธธรรม

การสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบด้วยหลักพุทธธรรม

Published by J มากสาระ, 2022-02-03 08:35:20

Description: การสร้างความสามัคคีในบ้านศกพ

Search

Read the Text Version

Journal of the Association of Researchers Vol.22 No.2 May - August 2017 191 การสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบด้วย หลักพุทธธรรม Harmony Engagement in the Sufficiency Economy Village Module with Buddhadhamma สมโภชน์ สวุ รรณรัตน1์ , สุวญิ รักสัตย2์ , สุมานพ ศวิ ารตั น3์ และ โสภณ ข�ำทพั 4 Sompoch Suwunnarat1, Suvin Ruksat2, Sumanop Siwarat3 and Sophon Kumtrup4 บทคัดย่อ ดุษฎนี ิพนธน์ ม้ี วี ตั ถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ 2) เพอื่ ศึกษา หลกั พทุ ธธรรมทสี่ ง่ เสรมิ การสรา้ งความสามคั คใี นหมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบ 3) เพอื่ บรู ณาการการสรา้ งความสามคั คี ในหมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบดว้ ยหลกั พทุ ธธรรม 4) เพอ่ื นำ� เสนอแนวทางและสรา้ งองคค์ วามรใู้ หมเ่ กย่ี วกบั “รปู แบบ การสร้างความสามคั คี ในหมบู่ ้านเศรษฐกจิ พอเพียงต้นแบบดว้ ยหลักพุทธธรรม” งานวจิ ัยนเ้ี ป็นการวจิ ัยเชงิ คณุ ภาพ โดย การสงั เกต สงั เกตแบบมสี ว่ นรว่ ม สัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ และการสมั มนากลุ่ม ผลการศกึ ษาพบว่า 1. การสรา้ งความสามคั คใี น หม่บู า้ นเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบชุมชนมแี นวทางการสรา้ งความสามคั คี 4 แนว ไดแ้ ก่ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกนั ผา่ นกจิ กรรม และพิธกี รรมตา่ งๆ การประกอบอาชีพ และขยายเครือขา่ ยการประกอบอาชีพ การรวมกลุ่มตามธรรมชาตขิ องชุมชนตาม ความสนใจและกิจกรรมทางสงั คม การสืบสานประเพณี วฒั นธรรม 2. หลักพทุ ธธรรมท่สี ่งเสรมิ การสรา้ งความสามัคคใี น หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพยี งตน้ แบบ ท่ชี าวบา้ นใชใ้ นการใช้ชวี ิตอยรู่ ว่ มกนั มากที่สดุ คอื หลักสาราณียธรรม รองลงมาคือ หลกั อปรหิ านยิ ธรรม หลักสัปปรุ สิ ธรรม และ หลักสงั คหวัตถตุ ามล�ำดับ หลักธรรมที่ชาวบ้านใช้ในการประกอบอาชพี มาก ทส่ี ดุ คอื หลกั สาราณยี ธรรม รองลงมาคอื หลกั สปั ปรุ สิ ธรรม หลกั อปรหิ านยิ ธรรม และสดุ ทา้ ย คอื หลกั สงั คหวตั ถุ หลกั ธรรม ทมี่ คี วามสำ� คญั กบั การรวมกลมุ่ อนั ดบั แรก คอื หลกั สาราณยี ธรรม รองลงมาคอื หลกั อปรหิ านยิ ธรรม หลกั สปั ปรุ สิ ธรรม และ สดุ ทา้ ยคอื หลกั สงั คหวตั ถุ หลกั ธรรมทม่ี คี วามสำ� คญั กบั การสบื สานวฒั นธรรม ประเพณี อนั ดบั หนง่ึ คอื หลกั สาราณยี ธรรม รองลงมาคอื หลกั อปรหิ านิยธรรม หลกั สัปปุรสิ ธรรม และ หลกั สังคหวตั ถตุ ามลำ� ดับ 3. การบูรณาการการสร้างความ สามคั คใี นหมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบดว้ ยหลกั พทุ ธธรรม หมบู่ า้ นทงั้ สบิ หมบู่ า้ นไมไ่ ดเ้ ลอื กและไมไ่ ดเ้ นน้ หลกั ธรรมใด หลกั ธรรมหนงึ่ ในการสรา้ งความสามคั คแี ตก่ ารสรา้ งความสามคั คขี องหมบู่ า้ นนน้ั ขนึ้ กบั กจิ กรรมแตล่ ะกจิ กรรมของชาวบา้ น ซึง่ หมบู่ ้านได้เลือกใช้รูปแบบการสร้างความสามคั คีแบบบูรณาการหลกั ธรรมแต่ละหลักธรรมมาผสมผสานกนั ตามความ เหมาะของกจิ กรรมและกล่มุ คนที่มารว่ มกิจกรรมนั้นๆ 4. แนวทางและสร้างองคค์ วามรู้ใหม่เกยี่ วกบั “รปู แบบการสร้าง ความสามคั คี ในหมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบดว้ ยหลกั พทุ ธธรรม” เรยี กวา่ MMMSH Model คอื มเี มตตากรณุ าตอ่ กนั (Mercy) มกี ารพบปะสังสรรคพ์ ูดคยุ กนั อยา่ งตอ่ เนื่อง (Meeting) มีการบริหารจัดการอยา่ งเป็นธรรม (Management) มี การเฉลีย่ เจือจาน (Sacrifice) จงึ จะก่อใหเ้ กดิ ความสามัคคี (Harmony) ค�ำส�ำคัญ : ความสามัคคี เศรษฐกิจพอเพียง หลักพุทธธรรม 1นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอก ภาควชิ าพทุ ธศาสนศ์ กึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั 1Doctoral Candidate, Buddhist Studies Student Graduate School Mahamakut Buddhist University 2รองศาสตราจารย์ ภาควชิ าพทุ ธศาสนศ์ กึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั 2Assoc.Prof, Buddhist Studies Student Graduate School Mahamakut Buddhist University 3อาจารยท์ ปี่ รกึ ษา ภาควชิ าพทุ ธศาสนศ์ กึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั 3Thesis Advisor, Buddhist Studies Student Graduate School Mahamakut Buddhist University 4อาจารย์ ภาควชิ าพทุ ธศาสนศ์ กึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั 4Lecture in Doctor of Buddhist Studies Student Graduate School Mahamakut Buddhist University

192 วารสาร สมาคมนักวจิ ัย ปีท่ี 22 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560 Abstract The objectives of this dissertation were: 1) to study the harmony engagement of the sufficiency economy village module, 2) to study the principles of Buddhadhamma supporting harmony engagement of the sufficiency economy village module, 3) to integrate the principles of Buddhadhamma in harmony engagement of the sufficiency economy village module, and 4) to propose a guideline and body of knowledge in harmony engagement the sufficiency economy village module with the principles of Buddhadhamma. The study used qualitative research method by observation, participation, in-depth interview and focus group discussion. The results of the study found that 1. The harmony engagement the sufficiency economy village module consisted of 4 main ways; Living a life together through activities and ceremonies, career and career network, social life and social activity interest, and culture and custom conservation. 2. The most principles of Buddhadhamma supporting living a life together were Saraniyadhamma, followed by Aparihaniyadhamma, Sappurisadhamma and Sangahavatthu respectively. The most principles of Buddhadhamma supporting the village members’ career were Saraniyadhamma, followed by Sappurisadhamma, Aparihaniyadhamma, and finally Sangahavatthu. The principles of Buddhadhamma supporting social association started with Saraniyadhamma and then followed by Aparihaniyadhamma, Sappurisadhamma and Sangahavatthu respectively. In culture and custom conservation, the most principles of Buddhadhamma used were Saraniyadhamma, followed by Aparihaniyadhamma, Sappurisadhamma and Sangahavatthu respectively. 3. The integration of Buddhadhamma in harmony engagement of the sufficiency economy village module was not fixed but depended on activities and members participating in each activity. Usually the use of Buddhadhamma was related to one another principle. 4. A guideline and a new body of knowledge on harmony engagement of the sufficiency economy village module with Buddhadhamma could be concluded into “MMMSH Model” which consisted of Mercy, Meeting, Management and Sacrifice leading to Harmony. Keyword : Harmony, Sufficiency Economy, Module with Buddhadhamma ความส�ำคญั และปัญหาการวจิ ัย แผนพฒั นาฯ ฉบบั ที่ 8 โดยให้ความสำ� คญั กบั การแกป้ ัญหา จากวกิ ฤตเศรษฐกจิ ใหล้ ลุ ว่ ง และสรา้ งฐานเศรษฐกจิ ภายใน แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 8 ประเทศให้เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการ (พ.ศ. 2540-2544) เปน็ จุดเปลย่ี นสำ� คัญของการวางแผน เปลี่ยนแปลงจากภายนอก แผนพฒั นาฯ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ. พัฒนาประเทศและเป็นแผนปฏิรูปความคิดและคุณค่าใหม่ 2550-2554) ประเทศไทยยงั คงตอ้ งเผชญิ กบั การเปลย่ี นแปลง ของสังคมไทยท่ีให้ความส�ำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุก ทส่ี ำ� คญั ในหลายบรบิ ท ทงั้ ทเ่ี ปน็ โอกาสและขอ้ จำ� กดั ตอ่ การ ภาคส่วนในสงั คมและมุ่งให้ “คนเป็นศนู ย์กลางการพัฒนา” พัฒนาประเทศ จึงต้องมีการเตรียมความพรอ้ มของคนและ และใช้เศรษฐกิจเป็นเคร่ืองมือช่วยพัฒนาให้คนมีความสุข ระบบให้สามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 9 (พ.ศ. อนาคตและแสวงหาประโยชน์อย่างรู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ 2545-2549) ไดอ้ ัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกภาคส่วนตามหลักปรัชญาของ มาเป็นปรัชญาน�ำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ เศรษฐกจิ พอเพยี ง มงุ่ พฒั นาสู่สังคมอยเู่ ยน็ เป็นสขุ ร่วมกัน ควบคู่ไปกับกระบวนทัศน์การพัฒนาแบบบูรณาการเป็น (Green and Happiness Society) ประกอบกบั หลกั ปรชั ญา องค์รวมทม่ี ี “คนเป็นศนู ย์กลางการพฒั นา” ต่อเนื่องจาก

Journal of the Association of Researchers Vol.22 No.2 May - August 2017 193 ของ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จ น�ำไปปรบั ใช้กบั หมูบ่ า้ นอ่ืนตอ่ ไป พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชด�ำรัสชี้แนะแนวทางการ ด�ำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย จากแนวทางการพัฒนา วัตถปุ ระสงค์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้อัญเชิญ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำ� ทางใน 1. เพ่ือศึกษาการสร้างความสามัคคีในหมู่บ้าน การพัฒนาและบริหารประเทศ กระทรวงมหาดไทยได้ตอบ เศรษฐกจิ พอเพียงต้นแบบ สนองแนวทางการพัฒนา โดยมอบหมายใหก้ รมการพฒั นา 2. เพ่ือศึกษาหลักพุทธธรรมที่ส่งเสริมการสร้าง ชมุ ชน กระทรวงมหาดไทย ในฐานะหนว่ ยงานทีท่ �ำงานกับ ความสามัคคใี นหมูบ่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบ ชุมชนมาช้านาน ช่วยในการสร้างและพัฒนาให้ชุมชน 3. เพอื่ บรู ณาการการสรา้ งความสามคั คใี นหมบู่ า้ น เข้มแข็งอย่างยงั่ ยนื ตามแนวทาง จึงมแี นวคดิ ในการนำ� หลกั เศรษฐกจิ พอเพียงต้นแบบด้วยหลกั พุทธธรรม ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั 4. เพื่อน�ำเสนอแนวทางและสร้างองค์ความรู้ใหม่ มาปรับใช้ในการท�ำงาน โดยเริ่มตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549 เกี่ยวกับ “รูปแบบการสร้างความสามัคคี ในหมู่บ้าน ระยะแรก ปี พ.ศ. 2549–2554 ดําเนนิ งานพัฒนา เศรษฐกจิ พอเพยี งต้นแบบด้วยหลักพุทธธรรม” หม่บู า้ น ใหห้ ม่บู า้ นเป็นหมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพียง ดว้ ยใช้ เกณฑก์ ารประเมนิ 6x2 ระยะตอ่ มา ตง้ั แต่ ปี พ.ศ. 2555–ปจั จบุ นั ขอบเขตของการวจิ ยั ได้ขยายผลการทํางานสู่ความย่ังยืนโดยพัฒนาหมู่บ้าน เศรษฐกจิ พอเพยี ง ใหเ้ ปน็ หมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบ ประชากรที่ใชใ้ นการวิจยั ครั้งนี้ คอื กลมุ่ ผูน้ ำ� ท่ีเป็น มีการใช้เกณฑ์วัดความเป็นตน้ แบบ 4 ดา้ น 23 ตัวชวี้ ดั ทางการ ผู้น�ำที่ไม่เป็นทางการ เจ้าหน้าท่ีของรัฐที่ปฏิบัติ หลังจากน้ัน กรมการพัฒนาชุมชน ได้คัดเลือก พัฒนาการจังหวดั เชียงใหม่หรอื ผแู้ ทน ผู้วา่ ราชการจงั หวดั หมู่บ้านท่ีถูกจัดระดับการพัฒนาด้วยเกณฑ์ช้ีวัดของ เชยี งใหมห่ รือผู้แทน รวมท้ังสิ้นจำ� นวน 52 คน กระทรวงมหาดไทย 4 ด้าน 23 ตัวช้ีวัด มาพัฒนาเป็น หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ หลายหมู่บ้านสามารถ การทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิด เป็นต้นแบบในการพฒั นา โดยเฉพาะในเรอ่ื งความสามัคคี แต่หลายหมู่บ้านอาจต้องศึกษาเรียนรู้จากหมู่บ้านท่ีพัฒนา แนวคดิ การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม ความหมายของสงั คม แลว้ และมีบริบททใี่ กลเ้ คียงกนั กอรปกับ ปัจจุบนั หลาย เป็นท่ที ราบกนั โดยทัว่ ไปแล้ววา่ สังคม คอื กลมุ่ คนท่ีมีการ หมู่บ้านมีปัญหาที่แก้ไขได้ยากโดยเฉพาะปัญหาทางสังคม จดั ระเบยี บในการใชช้ วี ติ รว่ มกนั มแี บบแผนการดำ� เนนิ ชวี ติ ความเช่ือในหลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้าก็เริ่มเส่ือม ประเพณี คา่ นิยมในรูปแบบเดยี วกนั และทุกคนมคี วามรสู้ กึ ถอยลดนอ้ ยลง ทเี่ หน็ ไดช้ ดั เจนทีส่ ดุ ในด้านสังคม การอยู่ เป็นสมาชกิ ของสงั คม Society หมายถงึ สงั คมคือ คน รว่ มกันของชาวบา้ นในหมบู่ ้าน จากเดิมทมี่ ีความเป็นพเ่ี ป็น จ�ำนวนหน่ึงท่ีมีความสัมพันธ์ต่อเน่ืองกันตามระเบียบกฎ นอ้ ง มกี ารชว่ ยเหลอื พงึ่ พาอาศยั ซงึ่ กนั และกนั หายไป หลาย เกณฑ์ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคร์ ว่ มกนั คาํ วา “สงั คม” (Society) หมู่บ้านก่อเกิดความแตกแยกขัดแย้ง ในระดับประเทศก็ ในภาษาบาลี แยกออกเปน 2 คํา คอื “สัง” กบั “คม” สงั เชน่ เดยี วกัน ประเทศไทยเราเกดิ ความแตกแยกขัดแยง้ จน แปลวา “ดวยกัน พรอ มกนั ” สวนคําวา “คม” แปลวา “ไป เห็นไดช้ ัด ทเี่ หน็ ไดช้ ัดเจนที่สุดคอื ในสามจงั หวดั ชายแดน ดาํ เนนิ ไป” เมอื่ นาํ คาํ สองคาํ มารวมกนั จงึ มรี ปู เปน “สงั คม” ภาคใต้ คนในหมบู่ า้ นขาดความรกั ความสามคั คกี นั ชาวบา้ น แปลวา “ไปดวยกนั ไปพรอมกนั ” อยูด่ ้วยกนั อยา่ งระแวดระวงั ผู้วจิ ัยในฐานะ ผ้บู รหิ ารระดบั แนวคิดบทบาทหน้าที่ของคนในสังคม ที่มาของ สงู ระดับจงั หวัด ตอ้ งแปลงนโยบายสู่การปฏบิ ัติ และก�ำกับ บทบาทหน้าทีบ่ ทบาทของบคุ คลในสังคม เปนลกั ษณะของ ดแู ลงาน ทรี่ บั ผดิ ชอบ ตามกรอบงานนโยบายของกระทรวง พฤติกรรมที่บุคคลแตละคนมีปฏิสัมพันธ (Interaction) มหาดไทย จึงมีความสนใจศกึ ษา การสรา้ งความสามัคคใี น ตอกันภายใตกรอบบรรทัดฐานของฐานะ ตําแหนงทีแ่ ตละ หมูบ่ า้ นเศรษฐกิจพอเพยี งต้นแบบดว้ ยหลักพทุ ธธรรม เพ่ือ สังคมกาํ หนด ซ่ึงในประเดน็ นพ้ี ัทยา สายหู ไดอธบิ ายไวว า บทบาทเปรียบเสมอื นบทของตัวละครทีก่ าํ หนดให ผแู สดง ในละครเร่ืองนั้นๆ เปนตัว (ละคร) อะไร มีบทบาทที่ตอง แสดงอยางไร ถาแสดงผิดบท หรือไมสมบทบาทก็อาจถูก

194 วารสาร สมาคมนกั วจิ ยั ปที ี่ 22 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560 เปล่ียนตัวไมใหแสดงไปเลย นอกจากนี้บทบาทของบุคคล ตรสั ถงึ ความสำ� คญั ของการมมี ติ รสหายทดี่ ไี วใ้ นอปุ ฑั ฒสตู รวา่ ยังขึ้นอยู่กับการกลอมเกลาทางสังคม (Socialization) “ความเปน็ ผมู้ ีมิตรดี มสี หายดี มเี พ่ือนดี นี้เปน็ พรหมจรรย์ และบุคลกิ ภาพของบคุ คลนัน้ ดวย ทัง้ ส้ินทีเดียว มดี ว้ ยกนั 4 ประการ คอื 1) ทาน คือ การให้ แนวคิดผูน้ �ำในสังคม ผูน้ �ำของสังคมไมจ่ �ำเป็นตอ้ ง ไดแ้ ก่ การเสียสละ การให้ปัน การเออ้ื เฟือ้ เผ่อื แผ่ การแบ่ง เป็นบุคคลที่มีต�ำแหน่งหัวหน้าหรือผู้ที่ได้รับการยอมรับ ปันช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ การให้ทานให้เพื่อขจัดกิเลส จากผู้อ่ืนเท่านน้ั แต่ทีส่ �ำคญั กวา่ นีก้ ็คือ ผู้น�ำเปน็ ผูท้ ่ีสามารถ 2) ปยิ วาจา คอื การพดู คำ� สภุ าพ ออ่ นหวาน เพอื่ ใหเ้ กดิ ความ ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงที่ส่งผลเชิงบวกต่อความเป็นอยู่ สมานสามคั คี 3) อตั ถจริยา หมายถงึ การบ�ำเพญ็ ประโยชน์ ทด่ี ขี องผอู้ นื่ ของชมุ ชนและของสงั คมโดยรวม เปน็ ทยี่ อมรับ ชว่ ยเหลอื กนั และกนั ในวงแคบ และบำ� เพญ็ สาธารณประโยชน์ กนั แลว้ วา่ ผนู้ ำ� (Leader) เปน็ ปจั จยั ทสี่ ำ� คญั ยงิ่ ประการหนง่ึ ในวงกวา้ ง หลกั ธรรมข้อนม้ี ุ่งสอนให้คนพัฒนาตน 2 ด้าน ขององคก์ ร เพราะผนู้ ำ� มภี าระหนา้ ที่ และความรบั ผดิ ชอบ คอื การทำ� ตนใหเ้ ปน็ ประโยชน์ และทำ� ในสง่ิ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ โดยตรงทจ่ี ะตอ้ งวางแผน สง่ั การ ดแู ลและควบคมุ ใหบ้ คุ ลากร 4. สมานัตตตา การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย ขององค์กรปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความส�ำเร็จตาม หมายถงึ การวางตนได้เหมาะสม มคี วามหมาย 2 ประการ เปา้ หมาย และวตั ถปุ ระสงคท์ ต่ี ง้ั ไว้ ผนู้ ำ� (Leader) คือ ผู้ทที่ �ำ คือ วางตนได้เหมาะสมกับฐานะที่ตนมีอยู่ในสังคม และ ในสิ่งที่ถูกต้อง สร้างความเปล่ียนแปลงไปสู่ส่ิงที่ดีกว่า มุ่ง ปฏบิ ตั ติ นอยา่ งสม่ำ� เสมอต่อคนท้ังหลาย ใหค้ วามเสมอภาค ไปทเ่ี ปา้ หมาย และใหค้ วามสนใจกบั อนาคต ยดึ เหตผุ ล และ ไมเ่ อารัดเอาเปรียบผอู้ ่ืน เสมอในสขุ และทุกข์ ใช้กลยุทธใ์ นการท�ำงาน ผู้นำ� คอื ผู้ทส่ี ามารถในการชกั จงู 5. สปั ปรุ สิ ธรรม หมายถงึ ธรรมของสัตบรุ ษุ ธรรม ใหค้ นอน่ื ทำ� งานใหส้ ำ� เร็จตามตอ้ งการ ผนู้ �ำ คือ บคุ คลทมี่ า ท่ีท�ำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผู้ดี จากการเลอื กตง้ั หรอื แตง่ ตงั้ หรอื การยกยอ่ งขน้ึ มาของกลมุ่ เพ่อื สัปปุริสธรรม มบี รรยายไว้หลายลกั ษณะ เช่น ความรจู้ ัก ให้น�ำหน้าท่ีเป็นผู้ชี้แนะและช่วยเหลือให้กลุ่มประสบความ ธรรม รหู้ ลกั หรอื รู้จกั เหต(ุ ธมั มญั ญุตา) ความรู้จักอรรถ รู้ ส�ำเรจ็ ตามเป้าหมายทีต่ ั้งไว้ ความม่งุ หมาย หรือรู้จกั ผล (อตั ถัญญุตา) ความรจู้ ักตน (อตั หลักพุทธธรรมที่เสริมสร้างความสามัคคีในหมู่บ้าน ตัญญตุ า) ความรู้จกั ประมาณ (มตั ตัญญตุ า) ความรูจ้ กั กาล เศรษฐกจิ พอเพียงต้นแบบ (กาลญั ญุตา) ความรูจ้ กั บรษิ ัท (ปริสัญญุตา) และ ความร้จู ัก 1. หลกั สาราณยี ธรรม เปน็ หลักธรรมท่ชี ่วยให้เกิด บคุ คล (ปุคคลญั ญตุ า หรอื ปุคคลปโรปรัญญตุ า) ความสามัคคีกัน 6 ประการซ่ึงเป็นหน้าที่หรือข้อปฏิบัติท่ี ประชาชนควรปฏิบตั ิตอ่ ผู้อืน่ ในสังคม ประกอบไปดว้ ยหลกั วิธดี ำ� เนินการวจิ ัย 6 ประการดว้ ยกัน ไดแ้ ก่ หลกั เมตตากายกรรม หลกั เมตตา วจกี รรม หลักเมตตามโนกรรม สาธารณโภคี ศลี สามญั ญตา การวิจัยคร้ังนี้เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการ ทฎิ ฐสิ ามญั ญตา สัมภาษณ์กลุม่ ตวั อย่างทง้ั สน้ิ 52 คน ที่มาจากการสุ่มกลมุ่ 2. หลกั อปรหิ าณยิ ธรรม หมน่ั ประชมุ กนั เนอื งนติ ย์ ตวั อย่างแบบอย่างงา่ ยด้วยการกำ� หนดกลมุ่ ตัวอย่าง เครือ่ ง พร้อมเพรียงกันประชมุ ไมบ่ ญั ญัตสิ ่ิงที่พระพุทธเจา้ ไม่ทรง มือที่ใชใ้ นการเกบ็ ข้อมลู ครัง้ นีค้ อื แบบสัมภาษณ์ ทดสอบ บัญญัติไว้ ไม่ล้มลา้ งสงิ่ ท่ีพระองคท์ รงบัญญตั ิไว้ ภกิ ษุเหลา่ เครอ่ื งมอื โดยการใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญตรวจสอบ และรวบรวมแบบ ใดเป็นผใู้ หญ่ เป็นสังฆบดิ ร เปน็ สังฆปรณิ ายก เคารพนบั ถอื สัมภาษณ์ข้อมูลน�ำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็น ภิกษุเหล่านั้น เห็นถ้อยค�ำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง ผลการวิจัย ไม่ลอุ �ำนาจตัณหา ยินดีอย่ใู นเสนาสนะปา่ ต้ังสตริ ะลกึ ไว้ใน ใจว่า “เพื่อนพรหมจารที ัง้ หลาย ผมู้ ศี ีลงดงาม ซง่ึ ยงั ไม่มา ผลการวจิ ัย ขอใหม้ า ท่ีมาแลว้ ขอให้อยู่ผาสกุ 3. สังคหวัตถุ เป็นหลักธรรมท่ีก่อให้เกิดความ การศกึ ษาวจิ ยั เรอื่ ง การสรา้ งความสามคั คใี นหมบู่ า้ น สามคั คอี ีกหลักธรรมหน่ึง ทก่ี ลา่ วไว้ในพระพุทธศาสนา ใน เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบด้วยหลักพุทธธรรม ผู้วิจัยได้ แงข่ องการมมี ิตรสหาย หรอื บรวิ ารที่ดีจรงิ พระพุทธเจ้าได้ ศกึ ษาหมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบในจงั หวดั เชยี งใหม่ จ�ำนวน 10 หม่บู า้ น ดงั น้ี 1) บ้านสันกอเก็ด หมู่ที่ 10 ต�ำบล บา้ นกลาง อำ� เภอสนั ปา่ ตอง จงั หวดั เชยี งใหม่ 2) บา้ นกวิ่ แลนอ้ ย

Journal of the Association of Researchers Vol.22 No.2 May - August 2017 195 หมทู่ ี่ 10 ตำ� บลบ้านแม อำ� เภอสนั ป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จากน้ัน ทุกคนก็จะรู้หน้าที่ของตนเองว่าใครจะรับผิดชอบ 3) บ้านป่าจ้ี หมู่ท่ี 1 ต�ำบลทุ่งสะโตก อ�ำเภอสนั ป่าตอง งานอะไร อย่างไร จังหวดั เชียงใหม่ 4) บา้ นแม่ข่องกลาง หมทู่ ่ี 2 ตำ� บลมะขาม 1.2 หลกั พุทธธรรมในการประกอบอาชีพ หลวง อ�ำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชยี งใหม่ 5) บา้ นดงปา่ ซาง หมทู่ ่ี 6 ตำ� บลมะขนุ หวาน อำ� เภอสนั ปา่ ตอง จังหวัดเชยี งใหม่ การประกอบอาชีพ สมัยกอ่ นชาวบา้ นท้ัง 6) บ้านปา่ ตาล หมูท่ ี่ 4 ต�ำบลสันผักหวาน อ�ำเภอหางดง สบิ หม่บู ้านจะมอี าชพี ท�ำนา ทำ� สวน โดยใช้วธิ กี ารลงแขก จงั หวดั เชียงใหม่ 7) บา้ นไรก่ องขิง หมูท่ ี่ 3 ตำ� บลหนองควาย ระยะหลงั ไมก่ ่ีปีมานี้เอง ที่ไดเ้ ปลย่ี นจากการลงแขกมาเป็น อ�ำเภอหางดง จงั หวัดเชียงใหม่ 8) บ้านบวก หมทู่ ี่ 4 ต�ำบล การจ้างแรงงานแทนบ้าง ดงั น้ันอาชีพของชาวบ้าน เมือ่ ไม่ หนองแกว๋ อำ� เภอหางดง จงั หวดั เชยี งใหม่ 9) บา้ นแพะขวาง กปี่ มี านจ้ี งึ ไดเ้ ปลยี่ นมาเปน็ อาชพี รบั จา้ งสว่ นหนงึ่ ทำ� งานใน หมทู่ ี่ 3 ตำ� บลน้�ำแพร่ อ�ำเภอหางดง จงั หวดั เชยี งใหม่ และ โรงงานสว่ นหนง่ึ คา้ ขายสว่ นหนง่ึ หลกั พทุ ธธรรมทไี่ ดใ้ นการ 10) บ้านเหมอื งกุง หมทู่ ี่ 7 ตำ� บลหนองควาย อำ� เภอหางดง ประกอบอาชพี ของหมบู่ า้ นพบมากทสี่ ดุ อนั ดบั แรก คอื หลกั จงั หวดั เชยี งใหม่ จากผลการวจิ ยั พบวา่ สาราณียธรรม เพราะเป็นเหมือนหลักการใหญ่ของการ 1. หลกั พทุ ธธรรมทใี่ ชใ้ นการเสรมิ สรา้ งความสามคั คี ประกอบอาชีพท่ีต้องมีความเอื้อเฟื้อต่อกัน ไม่แย่งชิงกัน ในหมบู่ า้ นเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบ ก่อใหเ้ กดิ ความสามัคคีในการประกอบอาชีพ อนั ดับรองลง 1.1 หลักพุทธธรรมในการใชช้ ีวิตอยู่รว่ มกันใน มา คือ หลักสัปปุรสิ ธรรมชาวบา้ นในชมุ ชนแต่ละคนเขาจะ หมบู่ า้ น รจู้ กั บคุ คลคอื รจู้ กั คนในชมุ ชนเปน็ อยา่ งดี วา่ ใครมคี วามถนดั จากการศกึ ษา ทำ� ใหร้ วู้ า่ การใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ ม หรอื มอี าชพี อะไร เมอื่ เวลาตอ้ งมาชว่ ยเหลอื กนั ในเรอ่ื งอาชพี กันในหมูบ่ ้านชาวบ้านมกี จิ กรรมตา่ งๆ รว่ มกนั หลากหลาย หรือรวมกล่มุ กนั ทำ� กจิ กรรมอ่นื ๆ เขาจะรูก้ ันเองวา่ ใครตอ้ ง กจิ กรรมทเี่ หน็ ได้ชดั เจน ได้แกก่ ิจกรรมการชว่ ยเหลอื ซงึ่ กัน ทำ� อะไร อยา่ งไร อนั ดบั สาม คอื หลกั อปรหิ านยิ ธรรม ชาวบา้ น และกนั ยกตวั อยา่ ง เชน่ กจิ กรรมการรวมกลมุ่ ทำ� เหมอื งฝาย ใช้หลกั อปรหิ านยิ ธรรม โดยการในเรื่องการประกอบอาชีพ กิจกรรมฌาปนกิจ กิจกรรมการเล้ียงผีปู่ย่า กิจกรรมการ เขาจะนำ� มาประชมุ พดู คยุ ปรกึ ษาหารอื กนั ตลอด หรอื นำ� มา เล้ียงผีเส้ือบ้าน ได้ใช้หลักธรรมที่ชาวบ้านใช้ในการใช้ชีวิต แลกเปลย่ี นกนั ในแตล่ ะอาชพี บางคนมอี าชีพอะไรดีๆ ก็จะนำ� อยู่รว่ มกัน ในกิจกรรมต่างๆ ท่ีกลา่ วมา มากที่สุด คือ หลัก มาเล่ามาบอกและชวนกันไปท�ำอาชีพน้ันๆ และสุดท้าย สาราณียธรรม เพราะเป็นหลักแห่งการทำ� ใหก้ ารด�ำรงชีวติ หลักธรรมที่ชาวบ้านใช้ในการประกอบอาชีพ คือ หลัก มีความสขุ สงบ และไม่มคี วามแตกแยก ขัดแยง้ เกดิ ขึ้น ทกุ สังคหวัตถุจะเห็นว่าการท�ำงานหรือการประกอบอาชีพของ คนจะมีแต่ความยิ้มแย้ม แจ่มใส ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ชาวบ้านทุกคน ชาวบ้านจะมีความอดทน มีการเสียสละ ชว่ ยเหลอื กนั ในกจิ กรรมตา่ งๆ และอยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งมคี วามสขุ ชว่ ยเหลือซึ่งกนั และกนั ในหมูค่ ณะอยา่ งจรงิ จงั เพอื่ ใหง้ าน อนั ดบั รองลงมา คือ หลักอปรหิ านิยธรรม ชาวบ้านใชห้ ลัก นน้ั สำ� เรจ็ ลุลว่ งไปด้วยดี อปรหิ านยิ ธรรม โดยการประชมุ พดู คยุ ปรกึ ษาหารอื กนั ตลอด 1.3 หลักพุทธธรรมในการรวมกลุม่ ตั้งแต่ก่อนการจดั กิจกรรมในแตล่ ะประเภท และแต่ละครงั้ ส่วนใหญ่การรวมกลุ่มตามธรรมชาติของ จนสุดท้ายเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมก็จะมีการมาพูดคุยเพื่อ ชาวบา้ น เปน็ การรวมกลมุ่ เพอ่ื กจิ กรรมทางสังคม การรวม สรปุ ผลของการจัดงานวา่ เป็นอย่างไร มีขอ้ บกพร่องทต่ี อ้ ง รวมเพือ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ได้แก่ กลุ่ม แก้ไขอย่างไรบ้างในโอกาสต่อไป อันดับสาม คือ หลัก แมบ่ า้ น กลมุ่ ผสู้ งู อายุ กลมุ่ เยาวชน กลมุ่ ออมทรพั ยน์ อกจาก สัปปุริสธรรมและหลักสังคหวัตถุในฐานะเป็นหลักธรรมใน นน้ั กเ็ ปน็ กลมุ่ ทท่ี างราชการมาตง้ั ใหเ้ พอ่ื ชว่ ยเหลอื สงั คมและ การปฏิบัติงานท่ีต้องใช้ความสามารถส่วนตนเข้าไป ช่วยเหลือซ่งึ กนั และกัน เช่นกัน ได้แก่ กลุ่มกองทุนหมบู่ ้าน ประสานสัมพันธ์กับชาวบ้าน รู้จักว่ามีกลุ่มองค์กรไหนใน กล่มุ กองทนุ แมข่ องแผ่นดิน การรวมกลมุ่ เพอื่ ให้มผี นู้ ำ� และ หมู่บ้าน เป็นอย่างไร หรือรู้ว่าใครควรรับผิดชอบในเร่ือง คณะกรรมการรับผิดชอบงาน ในประเด็นนี้หลักพทุ ธธรรม อะไรในงานนนั้ ๆ เมอ่ื รถู้ งึ กลมุ่ เปา้ หมายทจ่ี ะรบั ผดิ ชอบในงาน ที่ใช้เปน็ หลัก ได้แก่ หลกั สาราณียธรรม เพราะในการรวม น้ันๆ แล้ว กจ็ ะมีการแบง่ หน้าท่ีกันโดยอตั โนมัติ และหลัง กลุ่มกันต้องต้ังหลักที่มีความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน เน่ืองจากอาจมีข้อบกพร่องผิดพลาดในการท�ำกิจกรรมได้

196 วารสาร สมาคมนกั วจิ ัย ปที ี่ 22 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2560 หลักเมตตาจงึ สำ� คัญทจ่ี ะไมท่ ำ� ให้เกดิ ความแตกแยกในกลุ่ม รับผิดชอบในเร่ืองอะไรในงานนั้นๆ และจะรู้หน้าท่ีของ อนั ดบั รองลงมา คือ หลักอปริหานยิ ธรรม คอื ชาวบา้ นจะมี ตนเองว่าใครจะรับผิดชอบงานอะไร และสุดท้ายคือ การประชมุ พูดคยุ ปรกึ ษาหารอื กันตลอด ตั้งแตก่ ่อนการจดั หลักสังคหวัตถุคือชาวบ้านจะมีการเสียสละ ช่วยเหลือซ่ึง กจิ กรรมในแตล่ ะประเภท หรอื การรวมกลมุ่ แตล่ ะกลมุ่ และ กันและกันในหมู่คณะ โดยเฉพาะงานตามประเพณี ซงึ่ ชาว แตล่ ะครง้ั เร่มิ ตั้งแตก่ ่อนการเร่ิมตั้งกลุ่ม จนสดุ ทา้ ยเมื่อ บ้านถือว่าเป็นเรื่องส�ำคัญมากท่ีต้องมาร่วมกัน มาช่วยกัน เสร็จสิ้นกิจกรรม และมีการรวมกลุ่มทำ� กิจกรรมกัน ก็จะมี เพื่อให้งานส�ำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะการร้จู กั พดู จา การมาพูดคุยเพื่อสรุปผลของการจัดงานหรือการรวมกลุ่ม ในเรื่องที่เป็นบุญเป็นกุศล เสียสละทรัพย์เสียสละเวลามา กิจกรรมว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร และควรแก้ไขต่อ ท�ำกิจกรรมในประเพณีนั้นๆ ร่วมกัน จะเห็นได้ว่า หลัก อย่างไรบ้าง อันดับสาม คือ หลักสัปปุริสธรรมเม่ือมีการ ธรรมทั้ง 4 ประการน้ันเป็นหลักธรรมที่ต้องใช้ทุกกิจกรรม ประชุมปรึกษาหารือกันในเร่ืองการจัดงานแล้ว ชาวบ้าน ในสังคม และใช้อย่างเป็นวิถีชีวิตจึงจะท�ำให้เกิดความ แต่ละคนเขาจะรู้จักบุคคล รู้จักตนเอง ว่าใครควรรับผิด สามัคคอี ยา่ งยงั่ ยนื ได้ ชอบในเรอื่ งอะไรในงานนน้ั ๆ และจะร้หู น้าที่ของตนเองวา่ 2. การบรู ณาการเสรมิ สร้างความสามคั คใี นหมบู่ า้ น ใครจะรับผดิ ชอบงานอะไร และสดุ ท้ายคอื หลักสงั คหวัตถุ เศรษฐกิจพอเพียงตามแบบหลักพุทธธรรม คอื ชาวบ้านจะมีการเสยี สละ ช่วยเหลอื ซึ่งกนั และกันในหมู่ 2.1 หลักสาราณยี ธรรม คณะ เพอื่ ให้งานสำ� เร็จลุล่วงไปด้วยดี ถือเป็นหลักการใหญ่ท่ีทุกคนในหมู่บ้าน 1.4 การสืบสานประเพณี วฒั นธรรม ชุมชนต้องน�ำมาปฏิบัติโดยการผ่านกระบวนการ แนวทาง การสบื สานประเพณี วัฒนธรรมของชาวบา้ น หลัก และหลกั การทางหมบู่ า้ น โดยเรมิ่ ตน้ มหี ลกั การใชค้ วาม จะเห็นว่าทุกกิจกรรมในเร่ืองประเพณีวัฒนธรรมของชาว เมตตา คอื เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม และเมตตา บ้านท้ังสิบหมู่บ้าน จะถูกสอดแทรกไปด้วยหลักธรรมค�ำ มโนกรรม ในการใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ มกนั เปน็ การบม่ เพาะใหช้ มุ ชน สอนของพระพุทธเจ้า ท่ีชาวบ้านบางคนไม่รู้ว่าสิ่งท่ีตนเอง คิดดี พูดดี ทำ� ดี อนั จะนำ� ไปสกู่ ารแบง่ ปนั เอื้อเฟือ้ เผ่อื แผ่ กลุ่มพวกท�ำไปน้ันคือหลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ดแู ลชว่ ยเหลอื เออื้ อาทรซึ่งกนั และกนั ภายใตข้ ้อตกลง กฎ โดยเฉพาะหลกั ในเรอ่ื งการสร้างความสามัคคี แตช่ าวบ้าน ระเบยี บข้อบังคับ ตลอดจนค่านิยม และบรรทัดฐานของ มีวิธีการสร้างความสามัคคีโดยใช้หลักการของประเพณี ชมุ ชน ใหค้ วามเหน็ รว่ มกนั ภายใตห้ ลกั การประชมุ ประชาคม วัฒนธรรม ซึ่งถูกสืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รปู แบบตา่ งๆ ถอื เปน็ หลกั การสำ� คญั ในการใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ มกนั จากการสังเกต การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ ภายใต้การสืบสานประเพณีวัฒนธรรมมีความดีงามในการ และการสัมมนากลุ่ม ได้ข้อสรุปเก่ียวกับหลักธรรมในการ สร้างความสามัคคีในชุมชนในหมู่บ้านที่ใช้ประเพณี สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ วัฒนธรรมเป็นตัวขับเคล่ือนพลังของชุมชนและสังคมให้มี ในประเด็น การสืบสานประเพณี วัฒนธรรม ดังนี้หลัก การบ่มเพาะสืบทอดและประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามใน ธรรมที่มีความส�ำคัญเป็นอันดับหน่ึง หลักสาราณียธรรม การสร้างความเป็นปึกแผ่นทางชุมชนภายใต้ผู้น�ำและ เนอื่ งจากหลกั นเ้ี ปน็ การเชอ่ื มโยงวฒั นธรรมอนั ดงี ามรว่ มกนั กระบวนการพัฒนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการแพร่ ตา่ งกม็ แี ตค่ วามเอื้ออาทร การแบ่งปนั แบง่ หนา้ ที่ในการจดั กระจายทางวฒั นธรรมในการสร้างคณุ คณุ สร้างวฒั นธรรม กจิ กรรมทางวฒั นธรรมประเพณขี องหมบู่ า้ น อนั ดบั รองลงมา ท�ำให้ชุมชนเกิดการรวมกลุ่มเพื่อด�ำเนินงาน และกิจกรรม คอื หลกั อปรหิ านยิ ธรรม คอื ชาวบ้านจะมกี ารประชุมพดู ของหมู่บ้านภายใต้ความสนใจและทักษะของการพัฒนา คุยปรึกษาหารือกันตลอด ตั้งแต่ก่อนการจัดกิจกรรมตาม คนไปสู่ความเป็นผู้น�ำกลุ่มและองค์กรให้มีการแก้ไขปัญหา ประเพณีในแต่ละประเภท และแต่ละครั้ง จนสุดท้ายเมื่อ ของหมู่บ้านโดยการจัดท�ำแผนงาน และโครงการให้ เสร็จส้ินกิจกรรมก็จะมีการมาพูดคุยเพื่อสรุปผลของการจัด สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของชุมชน และใช้ งานว่าเปน็ อย่างไร อนั ดบั สาม คอื หลักสัปปุรสิ ธรรมเมอื่ มี พลงั กลุม่ ขับเคล่อื นโดยชุมชน และเพ่ือชุมชน เพื่อให้เกิด การประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องการจัดงานแล้ว กลมุ่ อาชีพต่างๆ ตามความสนใจ และศักยภาพของชมุ ชน ชาวบา้ นแต่ละคนเขาจะรจู้ กั บุคคล ร้จู กั ตนเอง ว่าใครควร หมบู่ า้ น เพอื่ สรา้ งวงจร ธรุ กจิ ของชมุ ชนในลกั ษณะวิสาหกิจ

Journal of the Association of Researchers Vol.22 No.2 May - August 2017 197 ชมุ ชนได้ เพอื่ ให้สามารถชว่ ยเหลอื ตนเอง และพง่ึ พาตนเอง อบอุ่น และไว้เนื้อเชื่อใจไม่มีความหวาดระแวงก็จะท�ำให้ ไดต้ ามภายใตแ้ นวความคดิ ตามเศรษฐกจิ พอเพยี ง และสรา้ ง เกิดการรวมกลุ่มในการสร้างผู้น�ำกลุ่มและองค์กรในการ ความสุขสามคั คีของชุมชนสบื ไป พัฒนาชุมชนด้านต่างๆ ภายใต้กฎระเบียบแบบแผนที่ให้ 2.2 หลกั อปริหานิยธรรม กลุ่มเป็นไปตามการพัฒนาตามล�ำดับสู่การเป็นเครือข่าย เปน็ หลกั ธรรมทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ การพดู คยุ สนทนา และการสหกรณต์ ่อไป ดังน้ัน หากกล่มุ มีผูน้ ำ� ท่ีเข้มแข็งมี แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ พบปะ ปรกึ ษาหารอื การจดั เวทปี ระชาคม ศักยภาพ และภาวะผู้น�ำท่ีดีตามแนวทางตามแนวทาง และการประชมุ ในรูปแบบต่างๆ เพ่อื ระดมความคดิ ระดม สังคหวัตถุจะท�ำให้การประกอบอาชีพของกลุ่มต่างๆ สมอง เปิดโอกาสให้ชุมชนไดเ้ ขา้ มามีส่วนรว่ ม ร่วมคดิ รว่ ม พฒั นาเปน็ กลุ่มกอ้ นและเข้มแข็งสามารถพัฒนาได้ วางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมตดิ ตามผล และรว่ มผลประโยชน์ 2.4 หลักสปั ปุริสธรรม ในการใชช้ วี ิตมาอยู่รว่ มกันของชมุ ชน อนั เปน็ หลกั สำ� คญั ย่ิง เป็นหลักธรรมในการพัฒนาคุณลักษณะ ในการใช้เป็นวิธีการขับเคลื่อนชุมชน โดยชุมชนและเพ่ือ ของคนหรือตวั บคุ คลให้เป็นผูน้ �ำที่มคี วามเขม้ แขง็ รว่ มสมยั ชุมชน เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกลุ่มงาน มเี หตมุ ผี ล รจู้ กั ตนเอง รจู้ กั การวางตวั ตามความเหมาะสม และกิจกรรมในการสร้างความรับผิดชอบให้ส่วนอื่นต่อไป ตามกาลเทศะ รู้จกั ประมาณตน รูจ้ ักชมุ ชน และเลือกคบ ภายใต้ประเพณีวัฒนธรรมท่ีดีงาม และสร้างสรรค์การอยู่ คนดี ถอื เปน็ แนวทางการปฏบิ ตั ใิ นการพฒั นาบคุ ลากร หรอื ร่วมกันของชุมชนในการบ่มเพาะ และสืบทอดประเพณี ผู้น�ำตลอดจนผู้ตามให้ร่วมกันสร้างพลังชุมชน โดยชุมชน วฒั นธรรมทท่ี ำ� ใหช้ มุ ชนผนกึ กำ� ลงั กนั อยา่ งเหนยี วแนน่ ภายใต้ และเพ่อื ชมุ ชนในการใช้ชีวติ อย่รู ่วมกนั ตามวถิ ีทาง ถือเปน็ การปฏสิ มั พนั ธอ์ ยา่ งเปน็ กระบวนการขบั เคลอื่ น และสบื ทอด หลกั ในการพฒั นากลมุ่ ตา่ งๆ โดยการพฒั นากลมุ่ อาชพี เพอื่ ของประเพณใี นชุมชนใหเ้ จริญรงุ่ เรอื งสบื ไป อปรหิ านยิ ธรรม เปน็ การสรา้ งรายไดใ้ นการเสรมิ สรา้ ง และการพฒั นาคณุ ภาพ เปน็ หลกั กอ่ ใหเ้ กดิ การรวมกลมุ่ และพฒั นาผนู้ ำ� กลมุ่ องคก์ ร ชวี ติ พฒั นาทกั ษะการอาชพี ใหส้ ามารถประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ ขา้ มา ให้มีการสร้างผู้น�ำท่ีดีมีความเคารพการตัดสินใจผู้อ่ืน ให้ ประกอบอาชีพให้เข้มแข็งในการพัฒนากลุ่มหรือการรวม เกียรติผู้อื่น ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งในการแก้ กลุ่มก็มีความจ�ำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างกระบวนการ ปญั หาของชมุ ชน และกระบวนการขบั เคลอ่ื นพลงั กลมุ่ ภายใต้ ให้มีพลังในการขับเคล่ือนกิจกรรมกลุ่มให้สอดคล้องกับ ผู้น�ำมีความเข้มแข็งและเป็นเลิศต่อไป ดังน้ัน หากมีการ ปัญหาและความต้องการของชุมชน เพื่อเป็นการสืบสาน รวมกลมุ่ เพอื่ การพฒั นาอาชพี หรอื ประกอบอาชพี กถ็ อื หลัก ประเพณีวัฒนธรรมในการสร้างคนท่ีมีคุณลักษณะท่ีดีมี การมีส่วนร่วม การระดมสมอง และระดมก�ำลงั ของชมุ ชน ความรู้ มคี วามเขา้ ใจในการเป็นผ้นู ำ� ขับเคลอื่ นอนรุ กั ษ์ และ ตามกลุ่มสนใจภายใต้ทักษะพัฒนาให้สอดคล้องกับปัญหา รกั ษาไวช้ วั่ ประเพณวี ฒั นธรรมอนั ดงี ามของชุมชนตอ่ ไป และความต้องการในการประกอบอาชีพให้ก้าวหน้าและ 2.5 หลักธรรมท่ีสนับสนุนในการเสริมสร้าง ก้าวไกลต่อไป ความสามัคคี 2.3 หลกั สังคหวตั ถุ นอกจากหลกั ธรรมหลกั ทงั้ 4 หมวดขา้ งตน้ เป็นหลักธรรมในการพัฒนาบุคคลให้เกิด แล้ว ผวู้ จิ ยั ยงั พบว่า ชาวบา้ นยงั ใชห้ ลกั ธรรมสนับสนนุ อกี 4 ความเสียสละแบง่ ปนั เอื้ออาทร ใหท้ านชว่ ยเหลือเกอ้ื กูล มาบูรณาการใช้ในการสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านด้วย พดู จาดีมปี ระโยชน์ในการสร้างพลงั และพลังจูงใจ ไม่เหน็ ไดแ้ ก่ หลักพรหมวหิ าร 4 หลกั อิทธิบาท 4 หลักฆราวาส แก่ตัว เห็นแกป่ ระโยชน์สว่ นรวม บ�ำเพ็ญประโยชน์ อันเป็น ธรรม 4 และหลักหิริโอตตัปปะ ที่ใช้ร่วมกับหลักธรรม แนวทางปฏิบตั ขิ องชมุ ชน และสังคมใหม้ คี วามรสู้ กึ อบอุ่น ดังกล่าว รูปแบบการเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่บ้าน ไว้เน้ือเชื่อใจ มีความเช่ือม่ันในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันสร้าง เศรษฐกจิ พอเพียงต้นแบบ ข้อค้นพบในการศึกษาวิจัยนี้ ความเป็นปึกแผ่นและเชื่อมต่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ สามารถใช้สัญลักษณ์อักษรตัวภาษาอังกฤษแทนความ การสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท่ีบ่มเพาะหล่อหลอมชุมชน หมายในแตล่ ะประเดน็ ขอ้ ค้นพบในแต่ละสว่ นไดว้ ่า “M” ให้สามารถสืบทอดและประเพณีวัฒนธรรมท่ีดีงามให้เป็น ซง่ึ ประกอบไปด้วย 3 ประเดน็ หรอื 3 M ประกอบด้วย M มรดกตกทอดไปสู่ชุมชนรุ่นหลังต่อไปได้ เม่ือชุมชนรู้สึก is Mercy. M is Meeting. M is Management. อกั ษร

198 วารสาร สมาคมนกั วจิ ยั ปที ่ี 22 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560 ภาษาอังกฤษ “S” ในความหมาย S is Sacrifice. และ โอนเอียง เขา้ ข้างคนใดหรอื ฝา่ ยใด แต่ต้องใช้หลักเหตุและ อักษรภาษาองั กฤษ “H” ในความหมาย H is Harmony. ผล คนหรือกลมุ่ คนท่ีบรหิ ารจดั การนั้นก็มีความสำ� คัญ คือ ซ่ึงผู้วิจัยจะได้น�ำเสนอเป็นรูปแบบและความหมายให้ ตอ้ งรเู้ ขา รู้เรา ตามหลกั พระพุทธศาสนาวา่ รู้จกั ตน รจู้ ัก สอดคล้องกับข้อคน้ พบในการศึกษาวิจยั คร้ังนี้ ดังนี้ บุคคล รู้จักชุมชน รู้จักประมาณ เพ่ือจะได้น�ำสิ่งที่รู้หรือ 3. รปู แบบและแนวทางหลกั พทุ ธธรรมทเ่ี สริมสร้าง เหตุผลต่างๆ น้นั เข้ามาพิจารณาประกอบดว้ ยในการบรหิ าร ความสามคั คีในหม่บู ้านเศรษฐกิจพอเพียงตน้ แบบ จัดการในเร่ืองตา่ งๆ ไมว่ ่าจะเป็นการบรหิ ารจดั การในกลุ่ม การสรา้ งความสามคั คีน้ี จดุ ใหญจ่ ะต้องมีความรกั หรือในชุมชน เพ่อื ไมใ่ หเ้ กิดความเหน็ แยง้ และเกดิ ความ ความเมตตาเป็นหลักพ้ืนฐานท่ีจะก่อให้เกิดความเอ้ือเฟื้อ ขัดแยง้ ขึน้ ในกล่มุ หรือชุมชนน้ันๆ S (Sacrifice) หมายถงึ เผ่ือแผ่ ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน โดยปกติเม่ือมีหลักในการคิด การสรา้ งความสามคั คี ตอ้ งมีส่วนประกอบคือ การเสยี สละ จะชว่ ยเหลอื มกี รอบในการปฏบิ ตั งิ านใหไ้ ดโ้ อกาสแลกเปลยี่ น แบ่งปัน และที่ส�ำคัญต้องจริงใจ โดยเฉพาะประชาชน เพอ่ื ใหไ้ ดส้ งิ่ ทด่ี ที ส่ี ดุ ในการรว่ มกนั คดิ รว่ มกนั ทำ� บคุ คลทเี่ ปน็ ส่วนใหญต่ ้องมกี ารเสยี สละ แบง่ ปนั เออ้ื เฟื้อเผือ่ แผ่ต่อกัน ผู้น�ำต้องได้รับการยอมรับจากชุมชนและหมู่บ้านยังเป็น อย่างจรงิ ใจ ไม่เสแสรง้ ซึง่ ตวั S น้จี ะเปน็ ตัวเสริมเพ่ือให้มี ศนู ยร์ วม เปน็ ผนู้ ำ� องคก์ รทจ่ี ะทำ� งานเปน็ รปู แบบขององคก์ ร ความสามัคคีและเข้มแข็งมากยิ่งข้ึน เพราะเมื่อมี S จะ ทุกภาคส่วน และผู้น�ำต้องพร้อมที่จะให้ พรอ้ มทจ่ี ะรับ ท�ำให้เกดิ การเฉล่ยี ทุกข์ เฉลีย่ สขุ เกิดการแบง่ ปนั เกิดการ พร้อมเจรจาให้สม�่ำเสมอ รจู้ กั เอาใจเขามาใสใ่ จเรา จนเกดิ ใหท้ าน เฉลี่ยเจอื จานแกผ่ ู้ทุกข์ยาก หรือผ้ดู ้อยโอกาสกว่า แนวทางปฏบิ ตั ชิ ดั เจน ตามแผนภมู ดิ งั น้ี ซง่ึ กลา่ วไดว้ า่ รปู แบบ เรา เพ่ือทุกคนจะได้มีความรู้สึกท่ีดีต่อกัน มีศีลเสมอกัน การเสริมสร้างความสามัคคีด้วยหลักพุทธธรรมที่จะนำ� ไป และอยู่ด้วยกันอย่างเอ้ืออาทร มีความสุขอย่างแทจ้ รงิ H ประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านซ่ึงเป็น (Harmony) หมายถึง ความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจ เปน็ องคค์ วามรใู้ หมท่ ไี่ ดร้ บั จากการศกึ ษา คอื MMMSH หรอื พอเพยี งต้นแบบ Mercy Meeting Management and Sacrifice for Harmony โดยสรุปแนวทางการน�ำรูปแบบการเสริมสร้าง ส�ำหรับแนวทางการน�ำรูปแบบการเสริมสร้างความสามัคคี ความสามัคคไี ปประยุกต์ใช้สง่ิ แรกท่สี �ำคัญและคนสว่ นใหญ่ ในหมู่บ้านไปใช้ ส่งิ แรกท่ีสำ� คญั และคนส่วนใหญ่ต้องมี คือ ต้องมี คือ ความเมตตา เม่ือมีเมตตาต่อกันแล้ว ต้องมี ความเมตตา ตามโมเดล M (Mercy) การสร้างความสามัคคี การพบปะ สงั สรรค์ พูดคุยกันอยา่ งตอ่ เน่ือง เพื่อใหเ้ กิดการ ตอ้ งใชห้ ลกั เมตตา ซงึ่ ชาวพทุ ธทกุ คนมหี ลกั เมตตาเปน็ พนื้ ฐาน ปฏสิ มั พนั ธ์ เกดิ ความสัมพันธท์ ี่ดีตอ่ กนั เกดิ ความแน่นแฟน้ ทางด้านจิตใจอย่แู ลว้ เนอื่ งจากได้ถกู ปลูกฝงั ให้เป็นพนื้ ฐาน ในกลมุ่ องคก์ ร หรอื ชมุ ชน อกี ทงั้ เพอื่ จะไดแ้ ลกเปลย่ี นเรยี นรู้ คือ เมตตา ในหลักธรรมพรหมวหิ าร 4 โดยพระพุทธศาสนา เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนากลุ่ม องค์กร หรือชุมชนของ สอนให้ชาวพุทธต้องมีเมตาตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน โดย ตนเอง ให้เกิดการพัฒนาอย่างย่ังยืน โดยในกลุ่มองค์กร ความน้ัน ตอ้ งมีเมตตาในทกุ เร่ืองทกุ อยา่ ง โดยหลักนั้น ให้ หรือชุมชนน้ันๆ ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม ยดึ หลักเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีการเฉล่ยี เจือจาน มีการรว่ มคิด ร่วมทำ� รว่ มแกไ้ ขปัญหา หากทุกคนมเี มตตาครบทุกประการแลว้ คนเราก็จะอยู่ดว้ ย และร่วมรับผลประโยชน์ท่ีชุมชนจะได้รับร่วมกัน จาก กนั อยา่ งไมม่ เี ร่อื งราว ไมต่ ้องหวาดระแวง สงสัย ไม่ต้อง สัญลักษณ์ MMMSH ทีก่ ล่าวแลว้ ผวู้ ิจัยสามารถสรปุ ส่ิงที่ ท�ำรา้ ยกัน จะมีแตค่ วามรัก ความเอน็ ดู ช่วยเหลือกนั และ คน้ พบตาม Model ซ่ึงสอดคล้องกับหลกั การและแนวทาง อยู่ดว้ ยกันอยา่ งมคี วามสุข M (Meeting) หมายถึงการใช้ ปฏบิ ัตใิ นการบำ� บัดทกุ ข์ บำ� รุงสุขในกระบวนการท�ำงานกับ หลักการประชุม พบปะ พดู คยุ เพอื่ หาขอ้ สรปุ ร่วมกนั บ่อย ประชาชน ชมุ ชน และถอื เปน็ องคป์ ระกอบสำ� คญั ในการสรา้ ง ครั้ง และอย่างต่อเนอ่ื ง ซึ่งการมาประชมุ พบปะ พูดคุยกัน ความสามัคคี ปรองดอง เป็นกลไกของกระบวนการสร้าง นัน้ จะก่อใหเ้ กดิ การ รว่ มคิด รว่ มทำ� รว่ มแกไ้ ขปัญหา หรือ พลงั ชุมชน ใช้ชมุ ชน ในการพัฒนาชมุ ชน ไดแ้ ก่ หลักการมี รว่ มพฒั นากลุม่ ชุมชนของตนเอง โดยทกุ คนนั้นมีส่วนร่วม ส่วนร่วมในการใหโ้ อกาส ใหเ้ วลา ให้ทรพั ยส์ นิ ให้อภยั และ M (Management) หมายถึงการบริหารจัดการด้วยการ ที่สุดคือให้ความเมตตา กรุณาต่อกัน ให้ประชาชนเป็น เร่ิมท่ีตนเองต้องมีคุณธรรมประจ�ำใจ ความเป็นธรรม ไม่ ศนู ยก์ ลางในพฒั นาเพื่อการพึ่งตนเอง จดั การตนเอง หรอื

11 สิ่งที่ค้นพบตาม Model ซึ่งสอดคล้องกับหลักการและแนวทางปฏิบัติในการบาบัดทุกข์ บารุงสุขในกระบวนการ ทางานกับประชาชน ชJุมoชuนrnแalลoะfถือthเeป็นAอsงsคoc์ปiaรtะioกnอบoสf าRคeัญseใaนrกchาeรrสsร้างVคolว.2า2มNสoา.2มMัคaคyี -ปAรuอgงusดtอ2ง01เ7ป็นก1ล9ไ9กของ ปชกุมาระรชชปนจกทากใัดรชรนคะัพนกกรบายาอรวร์สรงพตนวินขันฒมกอใถาเนงหอรงึ ปาก้องสชราภรุมหะร้าัยชใชรงชนือพาแ้ทชกลลรนาแะังพั รชลทยปุมะี่สาโกปชดกุดครรนยคะอรปือสใยอใรชา่างหะน้ชงข้คชพุกมอวาอาชงาชรเนปพมปนรเยีฏใมะงนิบตแชกัตตลาใาิกชชาะรับ้แนเพกพทผัฒร่ืนโุอกณุดนยาาปตชเอ ่อรุศมะภก รชชันษปินาฐรใชไกหาผดนิจย้ปล้แพจผแรกอาะล่ลกเหชะพกาลเียาพชักรงนื่อกศตเปาึก้นปรษรแ็นมะาบศีสชบกูน่วาาดนยชร้ว์กรนสย่วลรหมร้าาวลงใงคนมใักนวกถพาพาึงุทมรกัฒธสใาธาหนรรม้โาใรคัอชเมพคก้ทใีอื่ารนสสกัพหาายใมมรหา่บูพา้เกา้รว่ึงรนถตลอนายเใ่าอหงง้ ภาคสพ่วอนเพเียพง่อื กใชา้แรพผัฒนชนุมาชมุนชในไกปาสร่คูพวัฒามนสามชดุมุลชขนองแมลนะษุ ปยร์ ะสาอนภกิปารราปยฏผลิบไัตดกิ้ ดับังทนุก้ี ภาคสว่ น เพ่ือการพัฒนาชุมชนไปสู่ความ Mแคหวลมoาะู่บdมส้าeตสดส่ิงนlม้ังนาแเตMมดแศว่อัคุลMบรดไคษขปบลMใี อฐนน้ขอSกงชี้อมHมิจุมงอนพชดคยุษอนงัว่าทเยาพง่สีโ์แมยียดรลสั่งงยุปะยาตผเสืปมน้น่า่ิง็นนัคแแตกคบนวราีใบ�ำดระนไาลบปชงแ้อวุสมลนดมู่ชชะงักอุเนมตายปอ่รช่า็นโแไนงดปตลยตยน้ะนั่ง้นกผ้ีแยลแ่าบืนไนบบกนกบขขารใออนไะงงปบสวู่ชน เ เุมปปกชน ็็น านหหรลต แลกั้ลันก1กกะ.แ าากบรหหรลสบบลลำ�ไใกั่กัมคกนธสเญัขหพราอรรมามแงาะู่บทลณแ้าMะก่ี ลยีนเอ่ ะปoธใเขนหร็dศรัดเ้พeรกมเษlน้ืดิกฐMฐคลากวาMนาทิจมใMพานเงมกอSสตาเHังพตรคใาียดชมทงัชง้ ใง้ั ตทหวีก้ตนิา่ี้สชอยแุมรยบุวปชรู่านบเว่จปมคาแ็นกิดใลนัดจตะีาเรปา็นง H=Harmony M (Mercy) M (Meeting) M (Management) S (Sacrifice) 1.สาราณียธรรม 1. อปริหานิยธรรมท้ัง 7 1.สาราณียธรรม 1.สาราณยี ธรรม - เมตตากายกรรม ประการ - ศีลสามัญญตา - สาธารณโภคี - เมตตาวจกี รรม - ทฏิ ฐิสามญั ญตา 2. สังคหวตั ถุ - เมตตามโนกรรม 2. ฆราวาสธรรม 2. สัปปุริสธรรมทัง้ 7 - ทาน 2. สังคหวตั ถุ - สัจจะ ประการ - อัตถจริยา - ปยิ วาจา 3. ฆราวาสธรรม 3. ฆราวาสธรรม - สมานตั ตตา - ทะมะ - จาคะ 3. พรหมวิหาร 4 - ขนั ติ 4. หิริ โอตตปั ปะ 4. อิทธบิ าททง้ั 4 ประการ ภาพ 1 รปู แบบและแนวทางหลกั พทุ ธธรรมท่ีเสริมสร้างความสามัคคใี นหมบู่ ้านเศรษฐกจิ พอเพียงตน้ แบบ 12 ภาพ 1 รปู แบบและแนวทางหลักพุทธธรรมทเ่ี สริมสร้างความสามัคคีในหมบู่ ้านเศรษฐกจิ พอเพยี งตน้ แบบ H= Harmony M= M= Meeting Management M= Mercy Model : MMMSH ภาพ 2 รูปภแาบพบก2ารบรปู รู แณบาบกกาารรหบลูรักณพาทุกธารธหรรลมกั ใพนุทกธาธรรเรสมรใมิ นสกรา้ารงเสครวมิ าสมรค้าวงาคมวสามาคมวัคาคมใี สนาหมมัค่บูค้าีในนหมู่บา้ น อภิปรายผล ผลจากการศึกษา การสร้างความสามัคคีในหมู่บา้ นเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบด้วยหลกั พทุ ธธรรม สามารถ

200 วารสาร สมาคมนกั วิจยั ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2560 เกอ้ื กลู ซึ่งกนั และกัน ภายใต้ข้อตกลง กฎระเบยี บ ข้อบังคับ การหล่อหลอมให้ชุมชนมีความรักสามัคคีภายใต้การใช้ ตลอดจนบรรทัดฐานของชุมชนภายใต้ความคิดเห็นร่วมกัน ชวี ติ อยรู่ ว่ มกนั การสบื สานประเพณวี ฒั นธรรม การรวมกลมุ่ ภายใต้กรอบแนวทางการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน การสืบสาน และการประกอบอาชพี ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ ถนอม ประเพณวี ฒั นธรรม การรวมกลุ่ม และการประกอบอาชพี ม่วงกลอ่ ม พบวา่ การมีส่วนร่วม หมายถงึ การใหป้ ระชาชน ซ่งึ สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ น�ำ้ ทิพย์ พรพัฒนานคิ ม, ได้ เขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการศกึ ษาคน้ ควา้ ปญั หา สาเหตขุ องปญั หา ศกึ ษาเรอ่ื ง “หลกั สาราณยี ธรรมเพอ่ื สรา้ งมนษุ ยส์ มั พนั ธข์ อง ความต้องการของประชาชน รว่ มตดั สินใจในการเลือกทาง นกั เรยี น โรงเรยี นราชวนิ ติ มธั ยม เขตดสุ ติ กรงุ เทพมหานคร”, เลือกเพื่อแก้ปัญหาร่วมปฏิบัติงานร่วมรับผิดชอบในผลท่ี พบว่า ผลลัพธข์ องการใชห้ ลักสาราณยี ธรรมเพอ่ื เสริมสร้าง เ กิ ด ข้ึ น ใ น ก า ร ด� ำ เ นิ น ง า น ก า ร พั ฒ น า แ ล ะ ร ่ ว ม ใ น ก า ร มนุษยสัมพันธ์ของนักเรียนโรงเรียนราชวินิต มัธยม มี 6 ประเมินผลดว้ ย (ถนอม มว่ งกลอ่ ม, 2553) สอดคล้องกบั ประการ ได้แก่ 1. ท�ำให้เป็นที่รัก 2. ท�ำให้เป็นที่เคารพ งานวิจัยของ พระครนู กิ ร สุนทรกจิ (สมพงษ์ น่มุ สกุล) ได้ 3. ทำ� ใหเ้ กดิ ความสงเคราะหก์ นั 4. ทำ� ใหไ้ มว่ วิ าทกนั 5. ทำ� ให้ ศึกษาเร่ือง “การสร้างความสามัคคีในคัมภีร์พุทธศาสนา เกดิ ความสามคั คี 6. ทำ� ใหเ้ กดิ ความเปน็ อนั เดยี วกนั (นำ�้ ทพิ ย์ เถรวาท” พบว่า หลกั ธรรมท่กี ่อให้เกิดความสามัคคีตาม พรพัฒนานิคม, 2554). สอดคลอ้ งกับค�ำกล่าวของ ศ.นพ. แนวทางพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า การสร้างความ ประเวศ วะสี ซึ่งได้เนน้ หลักของความสามัคคี ให้ชาวบ้าน สามัคคีในสังคม คือ การให้ความร่วมมืออนุเคราะห์กัน ในชมุ ชนไดร้ ว่ มมอื เปน็ นำ้� หนง่ึ ใจเดยี วกนั ในการแกไ้ ขปญั หา เพราะความมีคุณธรรมในใจท่ีมองเห็นคนอ่ืนเป็นพ่ีน้อง มี โดยใหถ้ อื วา่ ชมุ ชนเปน็ หนว่ ยสงั คมหนว่ ยหนงึ่ (social unit) การปฏิบัติต่อกันตามหลักสามัคคีธรรมเพ่ือสะท้อนให้ ซ่ึงการที่ชุมชนจะมีความสามัคคีเป็นน�้ำหน่ึงใจเดียวกัน เห็นถึงความส�ำคัญในการอยรู่ ่วมกันอย่างสันติสุข โดยมี รวมศนู ยท์ างจติ ใจเขา้ ดว้ ยกนั ไดน้ น้ั สมาชกิ ของชมุ ชนจะตอ้ ง หลกั พทุ ธธรรมในการสรา้ งความสามคั คหี รอื ความปรองดอง มีความเอ้ือเฟือ้ เผอ่ื แผ่กัน สอดคล้องตามปรชั ญาเศรษฐกิจ เชน่ หลกั สงั คหวตั ถุ หลกั สาราณยี ธรรม หลกั อปรหิ าณยิ ธรรม พอเพียงหรือค�ำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่ี (พระครนู กิ ร สนุ ทรกจิ (สมพงษ์ นมุ่ สกลุ ), 2554). สอดคลอ้ ง ทุกคนควรมีความเออ้ื เฟอ้ื เผ่อื แพรช่ ่วยเหลือซึง่ กัน กบั งานวจิ ยั ของ นครนิ ทร์ แกว้ โชตริ งุ่ ไดศ้ กึ ษาเรอ่ื ง รปู แบบ ทั้งน้ีสามารถอภิปรายผลได้ว่า หลักสาราณียธรรม และหลักการของการปกครองในพระไตรปิฎก พบว่า หลกั เป็นหลักการส�ำคัญท่ีน�ำเร่ืองความเมตตาท้ัง 3 หลัก การของการปกครองแบบสามัคคีธรรม มีหลกั การปกครอง มาเปน็ หลกั การสำ� คญั ไดแ้ ก่ เมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม ท่ีส�ำคัญคือ อปริหาณิยธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมเพ่ือสร้าง และเมตตามโนกรรม ท�ำให้เกิดการคิดดี พดู ดี ทำ� ดี น�ำไปสู่ ความสามัคคีและหลักธรรมอื่นๆ (นครินทร์ แก้วโชติรุ่ง, การแบ่งปัน เอื้ออาทร ช่วยเหลือเก้ือกูลภายใต้ข้อตกลง 2556). กฎ กตกิ า ระเบยี บขอ้ บงั คับ ค่านิยม บรรทัดฐาน ภายใต้ ทงั้ นี้ สามารถอภปิ รายผลไดว้ า่ หลกั อปรหิ านยิ ธรรม ความคดิ เหน็ รว่ มกนั อนั ทจี่ ะนำ� ไปสหู่ ลกั สำ� คญั ในการใชช้ วี ติ เปน็ วธิ กี ารสำ� คญั ในการนำ� เรอ่ื งพบปะพดู คยุ จดั เวทปี ระชาคม อยู่ร่วมกัน การสืบสานประเพณีวัฒนธรรม การรวมกลุ่ม ปรกึ ษาหารอื ระดมความคดิ ระดมสมอง ตลอดจนการจดั และการประกอบอาชีพ ตามลำ� ดบั ประชมุ ในรูปแบบต่างๆ และการเปิดโอกาสให้ทกุ ภาคสว่ น 2. หลกั อปริหานิยธรรม เข้ามามสี ่วนร่วมทุกรูปแบบ อันทจี่ ะน�ำไปส่กู รอบแนวทาง หลักธรรมส�ำคัญที่ก่อให้เกิดการพบปะพูดคุย การใช้ชวี ติ อยูร่ ่วมกัน การสืบสานประเพณวี ัฒนธรรม การ การปรกึ ษาหารอื การระดมความคดิ ระดมสมอง ในการ รวมกล่มุ และการประกอบอาชพี ตามล�ำดับ หมัน่ ประชมุ กนั บอ่ ยๆ ในการท�ำกิจกรรมชุมชน หรอื แก้ไข 3. หลักสงั คหวตั ถุ ปญั หาชุมชน เปิดโอกาสใหก้ ลุ่มสตรแี ละกลุ่มต่างๆ ไดเ้ ข้า หลักธรรมที่ใช้เป็นหลักการวางตัวของคนหรือ มามสี ว่ นรว่ ม การเคารพผอู้ าวโุ ส การใหเ้ กยี รตซิ ง่ึ กนั และกนั เป็นคุณลกั ษณะของบุคคลทป่ี ระกอบด้วย การให้ การเสยี ตลอดจนเปิดโอกาสให้ชุมชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สละ การแบ่งปัน เอือ้ เฟ้อื เผอื่ แผ่ ผู้ให้ย่อมเปน็ ผูไ้ ด้ ผ้ทู ่ใี ห้ ได้แก่การร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมท�ำ ร่วมปฏิบัติ ร่วม ความรกั ยอ่ มไดค้ วามรกั ตอบ เปน็ การสรา้ งความอบอนุ่ มน่ั คง ติดตาม และรว่ มรับผลประโยชน์ นบั เปน็ วธิ กี ารส�ำคัญใน หว่ งใยสงั คม การพดู จาดเี ปน็ การสรา้ งความรสู้ กึ และปรารถนา

Journal of the Association of Researchers Vol.22 No.2 May - August 2017 201 ดซี งึ่ กนั และใหก้ ำ� ลงั ใจซงึ่ กนั และกนั คอื เปน็ การสรา้ งความ กลุ่มในการด�ำเนินกิจการหรือประกอบอาชีพให้มีความ สมั พนั ธท์ ดี่ มี มี นษุ ยสมั พนั ธ์ ทำ� ประโยชนใ์ หแ้ กส่ ว่ นรวม และ เจริญก้าวหน้า ตามเหตุ ตามผล ตามกาลเวลาท่ีเหมาะสม เปน็ ผู้ทม่ี คี วามเสมอต้นเสมอปลาย เป็นหลกั การส�ำคัญท่ใี ช้ ตามชุนชนและสภาพแวดลอ้ มท่ดี ีและเกื้อกูล อันจะส่งผลท่ี เปน็ แนวทางปฏบิ ตั ิในการใช้ชวี ติ อยรู่ วมกัน การด�ำเนนิ วถิ ี ดีในการสร้างความไว้วางใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ชีวิตก่อให้เกิดความรักความสามัคคีภายใต้กรอบแนวทาง การประกอบอาชีพ การรวมกลุ่ม และการสืบสานประเพณี การใช้ชีวติ อยรู่ ่วมกัน การสบื สานประเพณวี ัฒนธรรม การ วัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของพระธรรมปิฎก รวมกลมุ่ และการประกอบอาชพี ตามผลการศกึ ษาในแผนภมู ิ (ป.อ. ปยตุ โต) ในหนงั สอื “พทุ ธธรรม” เรอ่ื ง ชวี ติ ในอดุ มคติ ที่ 7 ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั พระธรรมโกศาจารย์ (ประยรู ธมมฺ จติ โฺ ต), ของชาวพทุ ธ ท่านมคี วามเหน็ ว่า ในการพฒั นาเศรษฐกจิ 2549) ได้กล่าวถงึ การสร้างความสามคั คี โดยสังคหพละ และสงั คมมนษุ ยจ์ ะตอ้ งปฏวิ ตั ภิ ายใน สรา้ งฐานความคดิ ขน้ึ แปลว่า กำ� ลงั แหง่ การสงเคราะห์ หรือมนุษยสัมพันธ์ ซึ่ง ใหม่ โดยพัฒนามนุษยใ์ ห้เปน็ อิสระอยา่ งแท้จริง คือขา้ งในมี เป็นธรรมท่ีส�ำคัญส�ำหรับการสร้างความสัมพันธ์ หรือการ ความสขุ อสิ ระ สนั โดษ สมถะ ข้างนอกอยอู่ ยา่ งพึ่งพาอาศยั สร้างความสามคั คี พระพทุ ธเจ้าทรงตรสั สอนหลกั การสรา้ ง เกื้อกูลกนั ไปกับคนอน่ื และธรรมชาติ ปรบั ฐานระบบความ มนษุ ยสมั พนั ธไ์ วโ้ ดยใช้ “สงั คหวตั ถ”ุ โดยวธิ ผี กู ใจคน พระองค์ สัมพันธ์กับธรรมชาติให้ถกู ตอ้ ง สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ ตรสั วา่ รถมา้ แลน่ ไปไดเ้ พราะมลี มิ่ สลกั คอยตรงึ สว่ นประกอบ พระปลดั ประจวบ ทนุ ผลงาม ไดศ้ กึ ษา การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ตา่ งๆ ของรถมา้ เขา้ ดว้ ยกนั ฉนั ใด คนในสังคมก็ฉันน้นั คอื ท�ำ พุทธธรรมในการพัฒนาชุมชนของพระครูพุทธิธรรมรักษ์ หน้าท่ีเปน็ กาวใจเชื่อมประสานคนทงั้ หลายเข้าด้วยกนั ลมิ่ (บญุ เทน็ พุทธฺ รกฺขิโต) ผลการศึกษา พบวา่ หลักธรรมทพี่ บ สลกั ดงั กลา่ วนนั้ คอื สงั คหวตั ถุ 4 ประการ (พระธรรมโกศาจารย์ ในทางพระพุทธศาสนาซึ่งสามารถน�ำเอาหลักธรรมมา (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), 2559) สอดคล้องกับงานวิจัยของ พัฒนาตนเองมีหลักของ สติสัมปชัญญะ สัปปุริสธรรม สุวชิ าน พัฒนาไพรวัลย์ ได้ศึกษาเรอ่ื ง การดำ� รงความเป็น สนั โดษ หริ โิ อตตปั ปะ (พระปลดั ประจวบ ทนุ ผลงาม, 2550) ชุมชนปกาเกอะญอท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงใ น ด ้ า น ท้ังน้ี สามารถอภปิ รายผลไดว้ า่ หลกั สัปปรุ ิสธรรม ทรัพยากร เศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางสังคม พบวา่ เป็นหลักธรรมส�ำคัญที่ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติในการ ความสมั พนั ธท์ างสงั คมชมุ ชนใหค้ วามสำ� คญั กบั ความสามัคคี วางตัวคนหรือคุณลักษณะบุคคลท่ีจะสร้างความเช่ือถือ ความรกั ทเี่ กาะเก่ียวกนั เปน็ ปึกแผน่ ในชมุ ชน โดยมีกลไกใน ศรัทธาให้เป็นผู้น�ำท่ีมีความสง่างามในการสร้างการยอมรับ ชุมชน ประกอบด้วย ครอบครวั เครอื ญาติ กลมุ่ กิจกรรมใน และสมคั รใจท่จี ะเข้ารวมกลมุ่ ในการใช้ชีวิตอยูร่ ว่ มกนั เป็น ชมุ ชน ผนู้ ำ� ชมุ ชน และภายนอก ไดแ้ ก่ อำ� นาจรฐั มาใชร้ ว่ มกบั ผ้นู ำ� กลมุ่ และการประกอบอาชพี ตลอดจนการสบื สานทาง ความเช่อื เดิม ผสมผสานความเชอื่ ใหมผ่ า่ นพธิ ีกรรมต่างๆ ประเพณีวฒั นธรรมตามล�ำดับ (สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์, 2550). ส�ำหรับหลักธรรมท่ีค้นพบได้เพิ่มเติมในการศึกษา ท้ังนี้ สามารถอภิปรายผลได้ว่าหลักสังคหวัตถุถือ ครงั้ นี้ ได้แก่ พรหมวิหาร 4 อทิ ธิบาท 4 ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลักธรรมท่ีส�ำคัญที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติใน และหริ โิ อตัปปะ ซงึ่ เปน็ หลักธรรมทส่ี ำ� คญั ในการสนับสนนุ การน�ำเรื่องการวางตัวคน และคุณลักษณะบุคคลที่ดีงาม ให้เกิดการสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ก่อใหเ้ กดิ ความเลื่อมใส ศรทั ธา และปรารถนาท่จี ะอยรู่ วม ตน้ แบบทเ่ี สรมิ สรา้ งในหลกั ความเมตตากรณุ า ความพงึ พอใจ กันเพ่ือก่อให้เกิดความรักความสามัคคีภายใต้กรอบ ความเพยี รพยายาม ความอดทน ความขม่ ใจ และการเกรง แนวทางการใชช้ วี ติ อยรู่ ว่ มกนั การสบื สานประเพณวี ฒั นธรรม กลวั ต่อบาป เหล่านเ้ี ป็นหลักธรรมท่ีสนบั สนนุ ให้เกิดความ การรวมกลุ่ม และการประกอบอาชีพ ตามล�ำดับ รักความสามัคคีภายใต้กรอบแนวทางการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน 4. หลกั สัปปุริสธรรม การสืบสานประเพณีวัฒนธรรม การรวมกลุ่ม และการ หลักธรรมส�ำคัญในการก�ำหนดตัวบุคคลให้มี ประกอบอาชีพ ถอื เปน็ หลักธรรมทีเ่ สริมสรา้ งการอยู่ร่วม พฤตกิ รรมที่เป็นคนดี เป็นผู้นำ� ท่มี เี หตุมีผล รจู้ กั กาลเทศะ กันทางสังคมในแนวประชารัฐ ที่มีส่วนร่วม มีความรัก รู้จักตนเอง รจู้ กั ชุมชน รู้จักกาลเวลา และรจู้ ักเลอื กคบคนดี ความสามคั คีกอ่ ให้เกดิ ความมัน่ คง มง่ั คั่ง และย่ังยืนสืบไป กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นหลักธรรมที่สร้างเสริมให้เกิดการรวม

202 วารสาร สมาคมนักวิจยั ปที ่ี 22 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2560 ขอ้ เสนอแนะ 2. ขอ้ เสนอแนะเชิงปฏิบัติ เห็นควรให้เจ้าหน้าที่ท่ีปฏิบัติงานในพื้นที่ จากการศึกษาการสร้างความสามัคคีในหมู่บ้าน ทุกกระทรวง ทบวง กรม ได้ประสานงาน ประสาน เศรษฐกิจพอเพยี งตน้ แบบตามท่นี ำ� เสนอ แลว้ นน้ั ผศู้ กึ ษามี กจิ กรรม งบประมาณ ประสานพนื้ ท่ี และเวลา ลงไปปฏิบตั ิ ขอ้ เสนอแนะดงั ต่อไปน ้ี ภารกิจในหมบู่ า้ น 3. ขอ้ เสนอแนะส�ำหรับการวิจยั ครง้ั ต่อไป 1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ส�ำหรับการวิจยั ในครัง้ ตอ่ ไป จึงเห็นควรศึกษาเพ่มิ เพอ่ื ให้เกดิ การพัฒนาแบบบูรณาการ เปน็ องคร์ วม เตมิ ไดแ้ ก่ การเสรมิ สรา้ งความสามคั คใี นหมบู่ า้ นรกั ษาศลี 5 ควรบรู ณาการทุกหนว่ ยงาน ที่มีภารกจิ สอดคลอ้ งกับการ การเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านแผ่นดินธรรม พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนใหเ้ กดิ มรรคผล เปน็ รปู ธรรม แผน่ ดนิ ทอง การเสรมิ สรา้ งความสามคั คใี นหมบู่ า้ นทอ่ งเทย่ี ว เกดิ ความต่อเนื่อง มคี วามผาสกุ มคี วามรกั ความสามัคคี การเสรมิ สรา้ งความสามคั คใี นหมบู่ า้ น OTOP เพอื่ การทอ่ งเทย่ี ว เปน็ อันหนึ่งอันเดียวกนั ในการขบั เคล่อื นการพัฒนา

Journal of the Association of Researchers Vol.22 No.2 May - August 2017 203 เอกสารอ้างอิง ถนอม มว่ งกลอ่ ม. (2553). การประเมนิ ประสิทธิผลการดำ� เนินงานขององค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบล : ศกึ ษากรณีองคก์ าร บริหารส่วนต�ำบลคอกกระบือ อ�ำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร (ภาคนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) สถาบนั บณั ฑติ พัฒน บริหารศาสตร.์ นครนิ ทร์ แกว้ โชตริ งุ่ . (2556). รปู แบบและหลกั การของการปกครองในพระไตรปฎิ ก (วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ ). มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . นำ�้ ทพิ ย์ พรพฒั นานคิ ม. (2554). “หลกั สาราณยี ธรรมเพอื่ สรา้ งมนษุ ยส์ มั พนั ธข์ องนกั เรยี น โรงเรยี นราชวนิ ติ มธั ยม เขตดสุ ติ กรงุ เทพมหานคร” (วทิ ยานพิ นธ์พทุ ธศาสตร์มหาบณั ฑิต). มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. พระครูนิกร สุนทรกิจ (สมพงษ์ นุ่มสกุล). (2554). “การสร้างความสามัคคีในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท” (วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตร์มหาบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตโฺ ต). (2559). พุทธวิธีบรหิ าร. มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร. พระปลดั ประจวบ ทนุ ผลงาม. (2550). การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั พทุ ธธรรมในการพฒั นาชมุ ชนของพระครพู ทุ ธธิ รรมรกั ษ์ (บญุ เทน็ พุทฺธรกขฺ ิโต). การคน้ คว้าอิสระศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต. มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์. (2550). การด�ำรงความเป็นชุมชนปกาเกอะยอท่ามกลางการเปล่ียนแปลงทางด้านทรัพยากร เศรษฐกิจและความสมั พันธ์ทางสังคม. วทิ ยานิพนธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ . มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. Reference Thanom Muangklom. (2010). Evaluation of the effectiveness of the Sub district Administrative Organization: Case Study of Samutsakhon Province, Muang District, Kokkrabue Sub district Administrative Organization. Term Paper of Master’s Degree. Nation Institute Development Administration. (in Thai). Nakarin Keawchotechueng. (2013). Format and principle of Buddhist Scriptures Administration. PH.D. Thesis. Mahamakut Buddhist University. (in Thai). Namthip pornpattananikom. (2011). States of Conciliation for Create Student Relationship : Mathayom Rachawinit School. M.D. Thesis. Mahamakut Buddhist University. (in Thai). Nikorn Sunthonkit. (Sompong Numsakul). (2011). Harmony Engagement in the Theravada Buddhist Scripture. M.D. Thesis. Mahamakut Buddhist University. (in Thai). Kosajarn. (Prayoon Thammajitto). (2016). Buddhist Method Management. Mahamakut Buddhist University. Bangkok. (in Thai). Prajuab Tunpon-ngam. (2007). Application of Buddhist Principles in Community Development of Phuttithammaruk preacher (Boonten Puttharakakhito). Independent Study of M.A. Cheangmai University. (in Thai). Suwichan Patthanapraiwan. (2007). Maintaining a community of Pakakeayoa Through the changes in economic resources and social relationships. Thesis of M.A. Cheangmai University. (in Thai).