1 41211 กฎหมายแพง 1 (Civil Law1) หนวยที่ 1 การใชการตีความกฎหมายและบททั่วไป 1. วชิ านิติศาสตรเ ปน วชิ าที่มีหลักเกณฑพ ื้นฐานหลายประการ ท่ผี ศู กึ ษากฎหมายจาํ เปน ตองศึกษา หลกั เกณฑพืน้ ฐานทางความคดิ เหลา น้ี ซงึ่ จะชว ยทําใหการศึกษากฎหมายเปน ไปอยา งมหี ลกั เกณฑ และ มีความคิดท่เี ปน ระบบ 2. การศึกษากฎหมายกเ็ พ่ือใชกฎหมาย และในการใชก ฎหมายนัน้ ก็จําเปนจะตองมีการตีความ กฎหมายโดยผทู ี่ใชก ฎหมายดวย 3. หลักเกณฑที่สาํ คัญประการหน่งึ ของกฎหมายกค็ อื กฎหมายจะกําหนดสทิ ธิและหนาที่ของบุคคล และบคุ คลผมู ีสิทธิน้นั ก็ตอ งใชส ทิ ธิใหถ ูกตอ ง 4. ในประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย บรรพ 1 หลักทว่ั ไป ไดบัญญตั ิบทเบ็ดเสร็จทว่ั ไป ซึง่ เปน หลักเกณฑทั่วไปที่อาจนําไปใชก ับกรณีตา งๆ ไวใ นลักษณะ 1 1.1 การใชแ ละการตคี วามกฎหมาย 1. การใชกฎหมายมคี วามหมาย 2 ประการ คอื การบัญญตั กิ ฎหมายตามทก่ี ฎหมายแมบ ทให อาํ นาจไวประการหน่งึ และการใชกฎหมายกับขอ เท็จจรงิ อกี ประการหน่ึง 2. การใชกฎหมายกบั ขอเท็จจรงิ นนั้ ผูเกย่ี วขอ ง และไดร ับผลจากกฎหมายกอ็ ยใู นฐานะทเี่ ปน ผใู ช กฎหมายท้ังสิ้น 3. การใชกฎหมายกบั ขอ เทจ็ จรงิ ยังอาจแบงเปน การใชโ ดยตรงและโดยเทยี บเคยี ง 4. การตีความกฎหมายของกฎหมายแตละระบบ หรือแตละประเทศกม็ ีการตีความทแ่ี ตกตางกัน และกฎหมายแตละประเภทกันก็ยงั มหี ลักเกณฑในการตีความที่แตกตางกนั 5. กฎหมายทใ่ี ชอ ยูอาจมชี องวางในการใชก ฎหมายเกิดขึน้ จงึ ตอ งมกี ารอุดชองวา งของกฎหมาย ซง่ึ กฎหมายนนั้ อาจกาํ หนดวธิ ีการไวห รอื บทกฎหมายมิไดก าํ หนดวิธกี ารไว ก็ตองเปน ไปตามหลักท่ัวไป 1.1.1 การใชก ฎหมาย การใชก ฎหมายมี 2 ประเภท คือ การใชกฎหมายโดยตรงและ การใชก ฎหมายโดย เทยี บเคยี ง การใชก ฎหมายกับขอเท็จจรงิ โดยตรงกับการใชโดยเทียบเคียงเกดิ ข้ึนพรอมกันได การใช กฎหมายโดยตรงตอ งเรมิ่ จากตัวบทกฎหมายกอน โดยการศกึ ษากฎหมายในเรื่องน้ันๆ เพื่อใหรูถึง ความหมายหรอื เจตนารมยข องกฎหมายกอ น แลว จึงมาพิจารณาวา ตัวบทกฎหมายนนั้ สามารถปรบั ใชก ับ ขอเทจ็ จรงิ ไดห รือไม การใชก ฎหมายโดยการเทียบเคียง กฎหมายทบ่ี ญั ญัติไวเ ปน ลายลักษณอ กั ษรแม พยายามใหร อบคอบเพียงใดบอยคร้งั พบวาขอ เทจ็ จริงท่เี กิดขึ้นไมม กี ฎหมายลายลกั ษณอ ักษรทบี่ ญั ญัติไว โดยตรงท่ีสามารถยกมาปรับแกค ดไี ด จําเปน ตองหากฎหมายมาใชปรบั แกค ดีใหได โดยพยายามหา กฎหมายท่ใี กลเ คียงอยา งยิ่งท่พี อจะใชปรบั แกขอ เท็จจริงนั้นๆ 1.1.2 การตคี วามกฎหมาย การตคี วามตามเจตนารมณก บั การตคี วามตามตวั อักษร การตีความในกรณนี จี้ ะเกิดข้ึนเม่ือ กฎหมายมีความกํากวมไมช ดั เจน หรืออาจแปลความหมายไปไดห ลายทางการตีความตามกฎหมายจะแยก พิจารณาจะตองแยกพจิ ารณาออกเปน หลักการตคี วามกฎหมายทวั่ ไป กบั หลกั การตคี วามกฎหมายพเิ ศษ หลักเกณฑการตคี วามกฎหมายทวั่ ไป เปน การหาความหมายทแี่ ทจริงของกฎหมาย จําเปนตอ งพิเคราะหต วั กฎหมายและเหตผุ ลทอ่ี ยเู บ้ืองหลังของกฎหมาย หรือเจตนารมยของกฎหมาย การ พิเคราะหกฎหมายมี 2 ดาน คือ (1) พเิ คราะหตัวอกั ษร (2) พิเคราะหเจตนารมย หรอื เหตผุ ลหรอื ความมุงหมายของกฎหมาย การตีความตามกฎหมายพิเศษ มหี ลกั การตคี วามของตนเองโดยเฉพาะ หลกั เกณฑใ นการหาเจตนารมณของกฎหมาย มีหลักเกณฑบางประการทจี่ ะชว ยหา เจตนารมณบางประการของกฎหมายหลักคอื 1) หลกั ทถี่ อื วากฎหมายมีความมุง หมายทีจ่ ะใชบงั คบั ไดใ นบางกรณี กฎหมายอาจแปล ความไดหลายนัย ทําใหกฎหมายไรผ ลบังคับ ปญหาวา เจตนารมณข องกฎหมายจะใชความหมายใดตอ ง ถอื วากฎหมายมีเจตนาจะใหม ผี ลบงั คบั ไดจงึ ตองถือเอานยั ทม่ี ผี ลบงั คบั ได 2) กฎหมายที่เปนขอ ยกเวน ไมม ีความมุงหมายทจ่ี ะใหขยายความออกไป กลา วคือ กฎหมายที่เปน บทยกเวนจากบททั่วไปหรือกฎหมายทีเ่ ปนบทบญั ญัติตัดสิทธนิ นั้ หากมกี รณีที่แปลความได
2 อยางกวางหรืออยา งขยาย กบั แปลความอยา งแคบ ตอ งถอื หลักแปลความอยางแคบเพราะกฎหมาย ประเภทนีไ้ มม คี วามมงุ หมายใหแปลความอยา งขยายความ การตีความกฎหมายท่ัวไปกบั การตคี วามตามกฎหมายเฉพาะ มหี ลกั เกณฑตางกัน คือการตีความ กฎหมายโดยทั่วไป คอื การหาความหมายที่แทจ รงิ ของกฎหมาย ซงึ่ จาํ เปน ตองพิเคราะหตวั กฎหมาย และ เหตุผลที่อยูเ บอื้ งหลังของกฎหมาย หรือเจตนารมณของกฎหมาย การตีความกฎหมายตอ งพเิ คราะห 2 ดา นคอื (1) พิเคราะหต ัวอกั ษร และ (2) พเิ คราะหเ จตนารมย หรอื เหตุผลหรือความมุงหมายของกฎหมาย การแสวงหาเจตนารมณของกฎหมายมที ฤษฎี 2 ทฤษฎี คอื (ก) ทฤษฎอี ัตตวสิ ยั หรือทฤษฎอี าํ เภอจิต (ข) ทฤษฎภี ววสิ ัย หรือทฤษฎีอําเภอการณ การตีความกฎหมายพิเศษ มีหลกั เกณฑการตคี วามของตนเองโดยเฉพาะ จะนาํ หลกั ทว่ั ไปในการ ตคี วามมาใชโ ดยดวยมิได เชน กฎหมายพิเศษไดแ ก กฎหมายอาญา ซง่ึ มีหลกั เกณฑพเิ ศษคอื (1) กฎหมายอาญาเปน กฎหมายที่กาํ หนดความผิดและโทษจึงตอ งตคี วามเครงคดั (2) จะตีความโดยขยายความใหเ ปนการลงโทษหรือเพิ่มโทษผกู ระทาํ ผดิ ใหหนกั ขึ้นไมไ ด หลักการตคี วามตอ งตีความตามตัวอกั ษรกอนหากตวั อักษรมีถอยคาํ ชดั เจนกใ็ ชกฎหมายไปตามน้ัน แตหากตวั อักษรไมช ัดเจนหรือมีปญ หา จึงมาพิจารณาความมุงหมายหรอื เจตนารมยข องกฎหมายน้นั ไป พรอมๆ กัน เปน หลกั การตีความ ไมใชถอื หลักวา หากตวั อักษรไมมปี ญ หาแลวก็ตองพจิ ารณาถงึ เจตนารมย เลยซงึ่ เปนเร่ืองไมถกู ตอง 1.1.3 การอดุ ชอ งวางของกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย ไดกาํ หนดวธิ อี ดุ ชอ งวา งของกฎหมายไวใ นมาตรา 4 1.2 สทิ ธแิ ละการใชส ทิ ธิ 1. สิทธเิ ปน สถาบนั หลกั ในกฎหมาย เมอ่ื กฎหมายกาํ หนดสิทธิแลวจะตอ งมีบุคคลผมู หี นา ทท่ี ี่ จะตองปฏิบัติหรอื ตองไมป ฏิบัติเพอ่ื ใหเปนไปตามสทิ ธิของผูท รงสิทธินน้ั 2. สทิ ธิอาจแบง ออกไดเปนสิทธิตามกําหมายมหาชน และสิทธติ ามกฎหมายเอกชน ซึ่งแตล ะ ประเภทยงั อาจแบง ออกยอยๆ ไดอ กี 3. การมสี ิทธิกบั การใชส ิทธมิ คี วามแตกตางกัน การใชส ิทธิก็ตองเปน ไปตามหลกั เกณฑของ กฎหมาย เชน ตอ งใชส ิทธโิ ดยสจุ ริต 1.2.1 สิทธแิ ละแนวคิดเรื่องสทิ ธิ สทิ ธิ ตามความเห็นของ ศ.ดร.หยุด แสงอทุ ยั คือ ประโยชนที่กฎหมายรับรองและ คมุ ครองให สิทธเิ ปนทั้งอํานาจ และเปนทง้ั ประโยชน จงึ ถอื ไดว า สทิ ธิ คือ อํานาจท่ีกฎหมายใหเ พอ่ื ให สําเรจ็ ประโยชนท ่กี ฎหมายคุมครอง สทิ ธคิ อื อาํ นาจทกี่ ฎหมายรับรองใหแกบ ุคคลในอนั ทจ่ี ะกระทาํ การเกีย่ วขอ งกบั ทรพั ยส ิน หรอื บคุ คลอน่ื เชน อาํ นาจทกี่ ฎหมายรบั รองใหแกบ คุ คลในอันที่จะเรียกรอ งใหบ ุคคลอีกบุคคลหนงึ่ กระทาํ การหรืองดการกระทาํ บางอยางเพอื่ ประโยชนแกตน เชนเรียกใหชําระหนี้ เรียกใหง ดเวน การประกอบ กจิ การแขงขนั กับตนหรอื การมกี รรมสทิ ธิ์ ซง่ึ กรรมสทิ ธท์ิ ีแ่ ทจริงแลวก็คอื อาํ นาจของผูทจี่ ะเปน เจาของใน อันทจี่ ะใชส อยแสวงหาประโยชนจากทรพั ยสนิ ตลอดจนจาํ หนาย จา ย โอน หา มผูอนื่ เขา มาใชสอย เกี่ยวขอ งสัมพันธก บั หนาทค่ี อื สทิ ธิและหนาทเ่ี ปน ของคกู นั เมอื่ กฎหมายกาํ หนดรบั รองสทิ ธขิ องผใู ดแลว ก็ เกดิ มหี นา ท่แี กบ คุ คลซงึ่ ตอ งกระทาํ หรืองดเวน การกระทาํ บางอยา งตามสทิ ธิทกี่ ฎหมายรบั รอง คุมครอง ใหแกบ คุ คลนน้ั เชน กฎหมายรบั รองสิทธใิ นชีวติ กก็ อใหเกดิ หนาทีแ่ กบคุ คลอนื่ ทจ่ี ะตอ งไมไปฆาเขา กฎหมายรับรองสทิ ธใิ นรา งกาย กก็ อ หนา ทแ่ี กบุคคลอื่นทีจ่ ะไมไปทาํ รายเขา กฎหมายรบั รองสทิ ธิในหนี้ ของเจา หน้ี กก็ อ ใหเกดิ สทิ ธิแกลกู หนท้ี ีจ่ ะตอ งชําระหนี้ เสรีภาพ ไดแ กภ าวะของมนษุ ยทไี่ มอ ยูภ ายใตก ารครอบงาํ ของผูอ น่ื หรอื ภาวะทีป่ ราศจาก การหนว งเหนย่ี วขดั ขวาง เสรีภาพจงึ เปนเรื่องของบคุ คลที่จะกาํ หนดตนเองจะกระทาํ การใดๆ โดยตนเอง โดยอสิ ระปราศจากการแทรกแซงขดั ขวางจากภายนอก เสรภี าพมีลักษณะตา งจากสทิ ธหิ ลายประการ ไดแ ก (1) ท้ังสทิ ธแิ ละเสรีภาพกอ ใหเ กดิ หนาท่ีแกผ อู นื่ ท่ีจะตอ งเคารพแตส ทิ ธิ อาจกอใหเกดิ หนา ท่ี แกบ ุคคลทว่ั ไปก็ได เชน มีสิทธิในทรพั ยสนิ กอ ใหเ กดิ หนา ทีแ่ กบ คุ คลทจ่ี ะตองเคารพในสิทธนิ ้ไี มเ ขา ไป ขัดขวางการใชส อย ไมถ อื เอามาเปน ของตน แตเ สรภี าพกอ ใหเกดิ หนาที่แกบ คุ คลท่ัวไปจะตอ งเคารพ เชน เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา เสรภี าพในรา งกายกก็ อ ใหเ กิดหนาทแี่ กบ ุคคลทวั่ ไปทจ่ี ะตอ งเคารพ (2) หนา ที่ซงึ่ เกิดจากสทิ ธนิ น้ั อาจเปน หนาท่ี ที่ตองกระทาํ หรอื งดเวนการกระทาํ เชน สิทธใิ น ทรพั ยสิน กอ ใหเ กดิ หนา ทงี่ ดเวน ไมเ ขา แทรกแซงการใชสอย ไมยงุ กบั ทรพั ยส นิ ของเขา ผูเอาทรพั ยส ิน ของเขาไปก็มหี นา ที่ตอ งกระทาํ คอื ตอ งสงคนื เขา หนาท่ีทเ่ี กิดจากเสรีภาพ กอ ใหผ อู ืน่ มหี นาท่ีตอ งงดเวน
3 กระทาํ คอื ไมเ ขา ขดั ขวางหรือไมเ ขา แทรกแซงเสรีภาพของเขา เชน เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา ผอู นื่ กม็ ี หนา ทท่ี ีจ่ ะไมข ัดขวางตอ การนับถอื ศาสนาของเขา (3) เสรีภาพนนั้ กลาวกนั มากในกฎหมายมหาชน เชน ในรัฐธรรมนญู แหงราชอนาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 24 บญั ญตั วิ า บคุ คลยอมมีสทิ ธแิ ละเสรีภาพภายใตบงั คบั บทบญั ญตั แิ หง รํฐธรรมนญู ชายและหญงิ มสี ิทธเิ ทา เทยี มกนั การกาํ จัดสทิ ธิและเสรีภาพอนั เปน การฝา ฝนเจตนารมณต ามบทบญั ญตั ิ แหง รฐั ธรรมนญู จะกระทํามไิ ด องคป ระกอบแหงสิทธมิ ีสาระสาํ คัญ 4 ประการคอื (ก) ผทู รงสทิ ธิ (ข) การกระทาํ หรอื ละเวนการกระทํา (ค) วตั ถุแหงสทิ ธิ (ง) บคุ คลซงึ่ มหี นา ท่ี การแบง สทิ ธติ ามกฎหมายเอกชนนัน้ เปน สทิ ธทิ ีร่ ัฐยอมรบั รองและบงั คบั การให เพราะเปน สิทธิของเอกชนทจ่ี ะใชยนั กับเอกชน ไมกอ ผลมายันตอ รฐั ไมก ระทบถงึ อาํ นาจรัฐมากนัก แบงตาม หลักเกณฑตา งๆ ดังน้ี (ก) การแบง แยกตามสภาพของสิทธิ - สทิ ธิสมบรู ณ - สทิ ธสิ ัมพทั ธ (ข) การแบงแยกตามวตั ถุแหง สทิ ธิ - สิทธเิ กยี่ วกับบุคคล - สทิ ธเิ กย่ี วกับครอบครัว - สทิ ธิเกยี่ วกบั ทรพั ยสิน (ค) การแบงแยกตามเน้ือหา - สิทธิในทางลบั - สทิ ธิในทางปฏิเสธ (ง) การแบงแยกตามขอบเขตที่ถกู กระทบกระทั่งโดยสทิ ธอิ น่ื ๆ - สทิ ธทิ ีเ่ ปน ประธาน หมายถงึ สทิ ธทิ ีเ่ กดิ ขนึ้ และดาํ รงอยโู ดยตัวเองมไิ ดขึ้นอยกู บั สทิ ธิ อ่ืน สทิ ธทิ ่ีเกิดข้นึ และเปนอสิ สระไมข ้นึ กับสทิ ธอิ ่ืน - สิทธอิ ุปกรณ หมายถงึ สทิ ธทิ ีเ่ กดิ ขึน้ เน่อื งมาแตสทิ ธอิ ื่น การดํารงอยกู ข็ ้ึนอยูกบั สิทธิ อน่ื สิทธิอุปกรณม ไิ ดเปน อสิ ระของตนเองแตขนึ้ อยกู บั สทิ ธอิ ่นื 1.2.2 การใชส ิทธิ การมีสิทธิกับการใชสิทธิ เหมอื นกันและแตกตางกนั อยา งไร การมสี ิทธกิ ับการใชส ทิ ธนิ นั้ แตกตา งกัน การมีสทิ ธนิ นั้ เม่ือกฎหมายรับรองกม็ สี ทิ ธิ แตอาจ ถูกจาํ กดั การใชสทิ ธไิ ด เชน ผเู ยาวแ มจ ะมีสทิ ธใิ นทรพั ยส ินแตอ าจถกู จํากดั สิทธทิ ํานติ กิ รรมเก่ียวกับ ทรพั ยสนิ ได กฎหมายกําหนดแนวทางการใชส ทิ ธิไวอ ยา งไร กฎหมายกําหนดแนวทางการใชส ทิ ธเิ อาไว โดยทวั่ ไปกค็ ือตอ งไมใ ชส ิทธใิ หเปนการฝา ฝน กฎหมาย และตองใชส ทิ ธโิ ดยสุจรติ 1.3 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป 1. บทบัญญัติทเี่ ปน บทเบด็ เสรจ็ ทว่ั ไปนี้เปน หลกั เกณฑท่ีอาจนาํ ไปใชก บั กรณีตา งๆ ในประมวล กฎหมายแพงพาณิชยทีไ่ มมบี ทบัญญัตเิ ร่อื งนโี้ ดยเฉพาะ 2. การทําเอกสารทกี่ ฎหมายกาํ หนดวาตอ งทําเปน หนังสือนั้น กฎหมายวางหลกั เกณฑว า ตองลง ลายมือช่ือ 3. เหตสุ ดุ วิสยั เปนเหตุใดๆ ทจ่ี ะเกิดขน้ึ ก็ดจี ะใหผลพบิ ตั ิกด็ เี ปนเหตุทีไ่ มอ าจปองกันได แมท ั้ง บคุ คลผใู กลจะประสบเหตุนั้น จะไดจ ดั การระมัดระวังตามสมควร อนั จะพงึ คาดหมายไดจากบุคคลในฐานะ และภาวะเชน นั้น 4. ดอกเบี้ยเปน ดอกผลนิตนิ ยั อยางหนง่ึ กฎหมายกาํ หนดเปน หลกั เกณฑท ่ัวไปวา ถาจะตอ งเสยี ดอกเบีย้ แตม ิไดก ําหนดอตั ราไวใ หใชอ ตั รารอ ยละเจ็ดครงึ่ ตอ ป 1.3.1 การทาํ และการตคี วามเอกสาร การทกี่ ฎหมายกําหนดวา สัญญาเชาซ้อื ตองทําเปน หนงั สือน้ัน คูส ัญญาเชา ซอื้ ไมตองเขียน สญั ญาน้นั เอง แตตองลงลายมือชื่อหรือลงเครอื่ งหมายแทนการลงมือชอ่ื โดยชอบตามมาตรา 9
4 สญั ญากมู ขี อ ความซง่ึ อาจแปลความไดส องนยั ถาแปลความนัยแรกจะเปนคณุ แกผ ใู หก ู ถา แปลตามความนยั ที่สองจะเปนคุณแกผกู ู เมอื่ เปนดังนจ้ี ะตอ งตคี วามตามนยั สอง คอื ตองตคี วามใหเปน คณุ แกคกู รณี ฝา ยที่ตอ งเปน ผเู สยี ในมลู หนี้คอื ลกู หน้นี ่ันเอง ตามมาตรา 11 1.3.2 เหตสุ ุดวสิ ยั เหตุสดุ วิสัยกับภยั ธรรมชาติ ไมเ หมอื นกนั เพราะเหตุสดุ วิสยั อาจเกดิ จากภัยธรรมชาติ หรือ อาจเกิดจากการกระทําของคนกไ็ ด และภัยธรรมชาติก็อาจไมเปนเหตสุ ดุ วิสยั กไ็ ด การวนิ ิจฉยั วา กรณใี ดเปน เหตุสดุ วสิ ัยหรอื ไม มจี ดุ สาํ คญั ในประเดนสาํ คญั ทว่ี า บคุ คลผู ประสบหรอื ใกลจะตอ งประสบไมอาจปอ งกันไดด ี แมจะไดใชค วามระมัดระวงั ตามสมควรแลว 1.3.3 ขอกําหนดเรอ่ื งดอกเบีย้ 7 กฎหมายในบทเบ็ดเสร็จท่ัวไปกําหนดเกย่ี วกับดอกเบี้ยไวอยางไร กฎหมายในบทเบด็ เสร็จทวั่ ไป กําหนดเกย่ี วกับดอกเบี้ยไว โดยกําหนดตามมาตรา ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย แบบประเมินผล หนว ยท่ี 1 การใชการตีความหมาย และบททั่วไป 1. การตคี วามกฎหมายพิเศษจะตอ ง ตีความโดยเครง ครัด 2. การอดุ ชอ งวา งของกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยม าตรา 4 ไดก าํ หนดลําดับไวห ากไมม ี กฎหมายลายลกั ษณอ ักษรใชบ ังคบั แลวจะตอ งนําหลกั เกณฑ จารตี ประเพณแี หง ทอ งถ่นิ มาใชบ ังคบั (มาตรา 4 กฎหมายน้ัน ตองใชใ นบรรดากรณซี ่ึงตอ งดวยบทบัญญัตใิ ดๆ แหงกฎหมายตามตัวอักษร หรอื ตามความมุงหมายของ บทบัญญัติน้นั ๆ เมื่อไมมกี ฎหมายท่ีจะยกมาปรบั คดไี ด ใหว ินิจฉัยคดีนั้นตามจารตี ประเพณีแหง ทอ งถ่ิน ถา ไมม ีจารตี ประเพณเี ชนวา นั้น ใหวินจิ ฉัย คดีเทียบบทกฎหมายทใ่ี กลเ คียงอยางย่ิง และถา บทกฎหมายเชนนน้ั กไ็ มม ีดวย ใหวินิจฉยั ตามหลักกฎหมายทั่วไป) 3. คําวา เสรีภาพ ไมใชอ งคป ระกอบของสิทธิ คําวา “สิทธ”ิ เปน ถอยคาํ ทม่ี ีบัญญัตใิ นกฎหมายเปนขอ ความท่ีเปน รากฐานของกฎหมาย สิทธิ คือความชอบธรรมทบี่ คุ คลอาจใชยนั ตอ ผอู ืน่ เพ่ือคมุ ครองหรอื รกั ษาผลประโยชน อันเปนสว นอันพึงมพี งึ ไดข องบุคคล สทิ ธติ ามกฎหมายประกอบดวย (ก) ความชอบธรรม คอื ความถกู ตอง ความรบั ผดิ ชอบ โดยความชอบธรรมน้ันจะตองอยภู ายใตขอบเขตของกฎหมาย เพราะมบี างกรณี ทอ่ี าจมิใชความชอบธรรม แตกฎหมายกย็ อมรบั วาการกระทาํ เชน น้ันเปน ความชอบธรรม เชน กรณขี าดอายุความ ลูกหนปี้ ฏิเสธไมชําระหนี้ได จะ เรียกวา ความชอบธรรมนั้นนั้นไมถ ูกตอง เพราะลูกหนี้มหี น้ี แตไมย อมชําระหน้ีโดยอางสิทธติ ามกฎหมาย หรือกรณคี รอบครองปรปกษตามมาตรา 1382 กฎหมายยอมใหไ ดก รรมสิทธ์ิท้ังๆ ท่ผี คู รอบครองปรปกษไ มใ ชเจา ของกรรมสิทธิ์ เชนนีเ้ ปน ความชอบธรรมตามกฎหมายแตไมใชเ รื่องของ ความถูกตอง (ข) ผูทรงสิทธิ สิทธจิ ะตอ งมีบคุ คลเปนผูถ ือสิทธิ หรือท่ีเรียกวา “ผทู รงสทิ ธิ” ซ่งึ มไี ดท ้งั บคุ คลธรรมดาและ นติ บิ คุ คล (ค) การกระทําหรอื ละเวน การกระทํา สิทธิเปนส่ิงทใี่ ชย ืนยันกบั บุคคลอน่ื ได การจะเกดิ รูวา สิทธิถูกรบกวนเมื่อใดน้ันกต็ อ งรอใหเกดิ การ กระทําหรอื ละเวนการกระทาํ เสียกอน ผูทรงสิทธิจึงอางถึงสิทธิความชอบธรรมที่มีอยูตามกฎหมายได เชน การท่ีลูกหนี้ปฏิเสธไมย อมชาํ ระหนี้ การ กระทาํ ทเ่ี กิดขน้ึ จากลูกหนคี้ ือ การปฏิเสธ ทาํ ใหเจา หน้ีมีสิทธเิ รยี กรอ งบงั คับใหล ูกหนช้ี ําระหน้ีได ดวยการใชสิทธิฟองคดตี อศาลขอใหบ งั คบั (ง) วตั ถุแหงหนี้ วตั ถุคือสิ่งของวัตถุแหง หน้จี ึงหมายถงึ สง่ิ ของท่เี ปนหนี้ เชน กรรมสทิ ธิใ์ นทรพั ยสิน สงิ่ ของที่เปนวัตถแุ หงหนก้ี ็คอื ทรัพยสิน สิทธิในชีวติ รางกาย ส่ิงทเี่ ปนวตั ถุแหงหนี้ก็คือตวั บุคคล (จ) บคุ คลซ่งึ มหี นาที่ กฎหมายคมุ ครองรับรองใหส ทิ ธิแกบคุ คล เมือ่ ใดเกิดการฝาฝนสิทธิจงึ เกิดสภาพบงั คบั แหงสทิ ธิเกดิ ขน้ึ ตามมา บุคคลผูถูกฝาฝนความชอบธรรมคือ ผูทรงสิทธิ สว นบคุ คลทที่ ําการฝาฝน คือบุคคลซ่งึ มหี นา ท่ี และมีหนา ท่จี ะตองปฏบิ ัตกิ ารชําระหนี้ตอผทู รงสิทธิ เชน สิทธิของเจา หนี้ เจา หนค้ี ือ ผูท รงสทิ ธิ ลูกหนคี้ ือบคุ คลซงึ่ มหี นาที่ชําระหน้ี 4. หลกั เกณฑข องการใชส ทิ ธคิ อื ตอ งใชโ ดยสจุ รติ (มาตรา 5 ในการใชส ิทธิแหงตนกด็ ี ในการชําระหนก้ี ด็ ี บุคคลทกุ คนตองกระทําโดยสจุ รติ ) (มาตรา 6 ใหสันนิษฐานไวกอนวา บุคคลทกุ คนกระทําการโดยสจุ รติ ) 5. นาย ก ทําสัญญากเู งินนาย ข 10,000 บาท แตเนอื่ งจากนาย ก ไมร ูห นงั สอื จงึ ไดล งลายพิมพน วิ้ มือแทน การลงลายมือมอื ชือ่ โดยมนี ายนิดอายุ 16 ป และ นางสาวนอ ย อายุ 16 ป ลงลายมือชอ่ื เปน พยานรับรองการพมิ พ ลายนิว้ มอื ของนาย ก สญั ญากฉู บบั นี้ จะมผี ลสมบูรณต ามกฎหมาย (มาตรา 9 เม่ือมกี จิ การอนั ใดซ่ึงกฎหมายบงั คบั ใหท ําเปนหนังสือ บุคคลผูจะตอ งทําหนังสอื ไมจําเปนตองเขยี นเองแตหนังสอื น้ันตอง ลงลายมือชื่อของบุคคลนนั้ ลายพมิ พน้ิวมอื แกงได ตราประทับ หรือเครอ่ื งหมายอื่นทํานองเชนวา น้ันทีท่ ําลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลง ลายมอื ชอ่ื รับรองไวดวยสองคนแลว ใหถอื เสมอกบั ลงลายมอื ชื่อ ความในวรรคสอง ไมใชบ งั คับแกการลงลายพมิ พนิ้วมอื แกงได ตราประทับ หรือเครือ่ งหมายอ่ืนทํานองเชนวานั้น ซึง่ ทําลงในเอกสารท่ี ทําตอหนาพนกั งานเจาหนาที่) 6. หลกั ในการตีความเอกสารคอื ตีความใหเปนคณุ แกคกู รณที ซ่ี ง่ึ จะเปนผตู องเสียในมูลหน้ี (มาตรา 10 เม่อื ขอ ความขอ ใดขอ หนึ่งในเอกสารอาจตคี วามไดสองนัย นัยไหนจะทําใหเปนผลบังคบั ไดใหถือเอาตามนัยนั้นดกี วาทจ่ี ะ ถือเอานัยท่ีไรผ ล) (มาตรา 11 ในกรณีท่ีมีขอสงสัยใหตีความไปในทางท่ีเปนคณุ แกคกู รณีฝายหน่งึ ซึ่งจะตอ งเปนผเู สยี หายในมูลหน้นี ้ัน) 7. เหตุสดุ วสิ ัยกอ ใหเกิดผลในทางกฎหมายคือ เปน เหตยุ กเวน ความผิดของลูกหน้ี (มาตรา 8 คําวา “เหตุสุดวสิ ยั ” หมายความวาเหตใุ ดๆอันจะเกิดขึน้ กด็ ี จะใหผลพิบัตกิ ด็ ี เปนเหตทุ ่ีไมอาจปอ งกันไดแมทัง้ บุคคลผู ประสบหรือใกลจ ะตองประสบเหตุน้ัน จะไดจดั การระมดั ระวังตามสมควรอันพงึ คาดหมายไดจากบคุ คลในฐานะและภาวะเชนนน้ั ) 8. ในสญั ญากูยมื ฉบบั หนึ่ง กําหนดวา จะตอ งเสยี ดอกเบยี้ ในเงนิ กยู ืมนั้น แตค สู ัญญามไิ ดกาํ หนดอัตราดอกเบยี้ ไว ในกรณเี ชน น้ีลูกหน้ีจะตองเสยี ดอกเบย้ี ในอัตรา รอ ยละเจด็ คร่งึ ตอ ป (มาตรา 7 ถา จะตองเสียดอกเบ้ียแกกันและมิไดก ําหนดอัตราดอกเบี้ยไวโดยนติ ิกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจง ใหใชอ ตั รารอย ละเจ็ดครึ่งตอป) 9. สทิ ธทิ เี่ กยี่ วกบั สถานะของบคุ คล เปนสิทธติ ามกฎหมายมหาชน
5 10. บทกฎหมายท่ใี ชโ ดยวธิ เี ทยี บเคยี งไมไ ดค ือ บทยกเวน หนวยท่ี 2 บคุ คลธรรมดา 1. บุคคลธรรมดาคอื มนุษย ซง่ึ สามารถมีสิทธิและใชสิทธิได 2. สภาพบคุ คลเมือ่ เร่ิมคลอด แลว อยรู อดเปนทารก และสิ้นสดุ ลงเมอ่ื ตายตามธรรมดา หรือตายโดย ผลของกฎหมายคอื สาบสูญ 3. สาบสูญ เปน การส้ินสภาพบุคคล โดยขอสันนิษฐานของกฎหมาย หากบคุ คลไปเสียจากภมู ลิ ําเนา หรอื ถน่ิ ทอ่ี ยูโ ดยไมมีใครทราบแนนอนวายังมชี วี ติ อยหู รือตายไปแลว เมอ่ื ครบกําหนดระยะเวลา 5 ป หรอื 2 ป ตามกรณที ่กี ฎหมายกาํ หนดและมผี ูรองขอ เมื่อศาลมีคาํ สั่งแสดงความสาบสญู แลวใหถ ือวา บคุ คลนัน้ ตายเม่อื ครบกาํ หนดระยะเวลาดงั กลา วแลว 4. กฎหมายบัญญตั ใิ หบคุ คลตองมชี ื่อตัว และชือ่ สกลุ เพ่อื เปนส่งิ ท่ีเรียกขานบคุ คลและกําหนดใหแน ชัดลงไปอกี วา บคุ คลนั้นเปนใคร 5. สถานะของบุคคลเปน สง่ิ ประกอบสภาพบุคคลท่ีแสดงฐานะหรอื ตาํ แหนงของบคุ คล ซึ่งดํารงอยใู น ประเทศชาติและครอบครัวทาํ ใหทราบสิทธิและหนา ทีข่ องบุคคลท่ีพงึ มตี อประเทศชาติและครอบครัว 6. ภูมิลาํ เนาเปน ส่งิ บง ช้ีวาบคุ คลมีท่ีอยูประจําที่ไหน ทําใหก ารกาํ หนดตัวบุคคลสมบรู ณยงิ่ ข้ึน ภมู ลิ ําเนาทบ่ี คุ คลอาจเลอื กถือไดตามใจสมัครและอาจมหี ลายแหง 2.1 สภาพบุคคล 1. หลักเกณฑการเริม่ สภาพบคุ คลมี 2 ประการประกอบกนั คอื การคลอด และการมชี วี ิตรอดเปน ทารก ดงั น้ัน ทารกในครรภม ารดาจงึ ยงั ไมม ีสภาพบุคคล 2. การคลอดหมายความถงึ คลอดเสร็จเรยี บรอ ยบริบูรณ โดยทารกคลอดหมดตวั พน ชอ งคลอด ไมม สี ว นหนึง่ สวนใดของรางการเหลอื ติดอยู 3. การมชี วี ิตรอดอยเู ปน ทารก หมายถึงการทีท่ ารกมชี ีวิตอยูโ ดยลาํ พงั ตนเองแยกตา งหากจาก มารดา โดยถอื การหายใจเปน สาระสาํ คัญในการวินิจฉยั การเริม่ มชี วี ติ 4. ทารกในครรภม ารดาหมายถงึ ทารกท่อี ยูในครรภนบั แตว นั ทีป่ ฏิสนธิเปนทารกจนถึงวันคลอด การหาวันปฏสิ นธนิ ั้นใหคํานวณนับแตวันคลอดยอ นหลังขึน้ ไป 30 วัน 5. ทารกในครรภม ารดาสามารถมสี ทิ ธติ า งๆ ไดตอเม่อื มชี ีวิตอยูอ ยูภายหลังคลอด คอื มสี ภาพ บคุ คลแลว และมสี ทิ ธยิ อนหลังขึน้ ไปถงึ ระยะเวลาทก่ี ฎหมายสันนษิ ฐานวา เรมิ่ ปฏสิ นธิ 6. การนบั อายขุ องบุคคลใหเ รม่ิ นับแตวนั เกิด ในกรณีที่บคุ คลรูเฉพาะเดอื นเกดิ แตไ มรวู ันเกดิ ให นบั วนั ท่หี นง่ึ แหงเดือนนั้นเปนวันเกดิ หากไมร เู ดือนและวันเกดิ ใหนับวันตนปที่บคุ คลนั้นเกิดเปนวนั เกดิ 7. การตายธรรมดาเปนเหตแุ หง การสิน้ สภาพบคุ คลโดยถือตามคาํ วนิ จิ ฉยั ของแพทยวาระบบ สาํ คัญของรา งกายเพื่อการดาํ รงชวี ิตหยดุ ทาํ งานหมด 8. กรณีมบี่ คุ คลหลายคนประสบเหตุราย รว มกันและตายโดยไมร ลู าํ ดบั แนนอนแหงการตาย จะ กําหนดวาใครตายกอนตายหลงั ตองนาํ สืบถงึ ขอเท็จจริงเปนรายๆไป หากพสิ ูจนไ มไ ดต องถือตามขอ สันนษิ ฐานของกฎหมายวาบคุ คลหลายคนน้นั ตายพรอ มกนั 2.1.1 การเร่ิมสภาพบคุ คล (1) ประโยชนแ ละความจาํ เปน ท่ีจะตอ งรูวา มนุษยม สี ภาพบุคคลเกดิ ขน้ึ เมื่อใด สน้ิ สดุ เมือ่ ใด กเ็ พื่อวินจิ ฉยั ปญ หาในทางกฎหมายบางประการ เชน (ก) ในทางแพง การรูว าสภาพบุคคลเกิดขน้ึ เมอ่ื ใดกเ็ พ่ือวินจิ ฉยั ถึงสิทธหิ นา ทีข่ องบุคคล น้ันเอง รวมท้งั สิทธหิ นาที่และความชอบท่เี กีย่ วโยงและผูกพันถึงบุคคลอ่ืนดว ย เพราะสิทธิของบุคคลจะมี ขน้ึ ตั้งแตเกดิ มารอดมชี ีวติ อยู คือ เรมิ่ มีสภาพบุคคล หรอื อาจมียอนข้นึ ไปจนถงึ วนั ทีป่ ฏสิ นธิในครรภมารดา เชนสทิ ธใิ นการเปน ทายาทรบั มรดก ตาม ปพพ. มาตรา 1604 สว นการตายทําใหสิทธิและหนาที่ของ บคุ คลสิ้นสุดลง และทรพั ยมรดกของบคุ คลน้ันตกทอดแกทายาท การพิจารณากองมรดก ผูตายมที รัพยสนิ อะไรบาง ผตู ายมสี ทิ ธิหนาท่แี ละความรบั ผดิ อยางไร กับพจิ ารณาหาทายาทรับมรดก กฎหมายใหพิจารณา ในเวลาท่ีเจามรดกถงึ แกค วามตาย การรวู นั เกิดวนั ตายของบคุ คลจงึ มีความสําคัญ (ข) ในทางอาญา การวินจิ ฉัยถึงความรับผิดในทางอาญาของผกู ระทําผดิ ฐานฆา คนตาย ตาม ปอ. มาตรา 288 หรอื ฐานทาํ ใหแทงลูก ตาม ปอ. มาตรา 301 ถงึ มาตรา 305 จําเปนตอ งวินิจฉยั เสียกอ นวา ทารกมสี ภาพบคุ คลหรือไม ทารกตายกอ นคลอดหรือตายระหวา งคลอด เปนการคลอดออกมา โดยไมมชี ีวิตไมม สี ภาพบุคคล จงึ ไมเปนบุคคลท่จี ะถูกฆาได ความผิดฐานทําใหแ ทง ลกู ตาม ปอ. มาตรา
6 301 ถึง ปอ. มาตรา 305 มีโทษนอ ยกวาความผดิ ฐานฆาคนตายโดยเจตนา เมอ่ื บุคคลตายแลว สน้ิ สภาพ บคุ คล ก็ไมเ ปน บุคคลท่ีจะถูกฆาไดอ ีก (2) การคลอดเสรจ็ บรบิ ูรณตามวิชาแพทย แผนปจจบุ ัน ถอื การคลอดเร่ิมตน ตงั้ แตม ีการเจ็บ ทองคลอดและส้ินสดุ ของการคลอดถอื เอาเมอ่ื เด็กและทารกคลอดแลว รวมท้งั การหดตัวของมดลูกเปน ไป โดยเรียบรอย ซึง่ เปนเวลา 15 นาที ถึง 2 ช่ัวโมง หลังเดก็ คลอด ซึง่ ไมเ หมือนกันกบั การคลอดแลว ตาม ปพพ. มาตรา 15 นน้ั ทารกตองหลดุ พนจากชอ งคลอดของมารดาออกมาหมดตัวกอน โดยไมม สี ว น หนง่ึ สวนใดของรางกายติดอยทู ่ีชองคลอด สวนการคลอดของรกหรือการหดตวั ของมดลกู ไมม ีความหมาย ในการพิจารณาการเริ่มสภาพบุคคลตามกฎหมาย เพราะการพนชอ งคลอดของทารกหมายถึงการแยกตวั ออกเพอื่ มชี ีวิตเปน อสิ ระจากมารดา นักกฎหมายพจิ ารณาเฉพาะการคลอดทเ่ี ก่ยี วกับตวั ทารกเทา น้นั ไมรวมถึงอาการของการ คลอดในสวนตวั มารดา เพราะกฎหมายมงุ ทีจ่ ะคน หาเวลาเริม่ สภาพบคุ คลของทารกเพียงประการเดียว (3) หลักวินจิ ฉัยการเริม่ มีชวี ิตของแพทยและนกั กฎหมาย แตกตา งกัน และมีผลให หลักเกณฑก ารเร่ิมสภาพบคุ คลเปลย่ี นแปลงไป ดงั น้ี นกั กฎหมายถือการหายใจเปนหลักฐานแสดงการเรมิ่ มชี ีวิต สว นแพทยถือวา นอกจากการ หายใจแลวการเตน ของหวั ใจ การเตนของสายสะดือ การเคล่ือนไหวรางกาย และหลักฐานอืน่ ๆก็แสดงวา ทารกมชี ีวติ ดว ย ผลของความเหน็ ทีแ่ ตกตางนี้ ทําใหก ารวนิ ิจฉัยจดุ เรม่ิ ตน ของการเรม่ิ สภาพบุคคลของนกั กฎหมายแตกตา งกนั เปนสองความเห็น คือ ความเห็นแรก หากยคึ ดหลกั วา การหายใจเปนขอสาระสําคัญของการเริ่มมีชีวติ เพียง ประการเดียว จะถอื วา สภาพบคุ คลเริ่มเมอ่ื ทารกเริม่ หายใจ โดยเหน็ วา การคลอดและการมชี วี ิตรอดอยูเ ปน ทารกเปนหลักเกณฑพ จิ ารณาการเรมิ่ สภาพบุคคลประกอบกัน ความเห็นที่สอง หากถือตามความเห็นของแพทย เมอื่ ทารกคลอดหมดตัวพน ชอ งคลอด โดยมหี ลักฐานแสดงการมีชีวิตอยา งอนื่ แลว ถือวา เร่ิมสภาพบุคคล จะหารใจหรือไมไมเ ปน ขอสาํ คัญ และ ยึดหลกั วา การคลอดแลว เปนหลักของการเริม่ สภาพบคุ คล การอยรู อดเปน พฤติการณประกอบการคลอดวา เปนบุคคลตลอดไป มใิ ชจุดเริม่ ตนของสภาพบุคคล 2.1.2 สทิ ธขิ องทารกในครรภม ารดา บทบัญญตั มิ าตรา 15 วรรคสองทว่ี า ทารกในครรภม ารดากส็ ามารถมสี ิทธิตางๆได หากวา ภายหลังเกดิ มารอดอยู หมายความวา โดยหลกั แลว บุคคลเทา นัน้ ที่สามารถมสี ทิ ธหิ นาที่ตามกฎหมายได แตบ ทบญั ญัตมิ าตรา 15 วรรคสองนเ้ี ปน ขอยกเวน ใหทารกในครรภมารดาแมย งั ไมมสี ภาพบคุ คล กส็ ามารถมีสทิ ธไิ ด แตม เี งื่อนไข วา ภายหลงั ทารกนน้ั ตองเกดิ มารอดอยู ทารกในครรภมารดา ทเ่ี ปนบตุ รนอกกฎหมายของบิดา กส็ ามารถมี สิทธิได หากภายหลงั เกดิ มารอดอยู และโดยมีพฤตกิ ารณท บ่ี ิดารบั รองทารกในครรภว าเปนบตุ รของตน เจตนารมณข องกฎหมายมี 2 ประการ คือ (1) เพื่อคุมครองประโยชนข องทารกในครรภ มารดา (2) เพื่อขจดั ความไมเ สมอภาคในเรื่องสทิ ธิ 2.1.3 การนับอายุบุคคลกรณไี มแ นนอนของการเริ่มสภาพบุคคล การกาํ หนดวนั เกดิ ของบคุ คลตอไปน้ี (1) รูแตเ พียงวา ก เกิด ป พ.ศ. 2480 >Æ เกดิ วนั ท่ี 1 เมษายน 2480 (2) รูแ ตเพยี งวา ข เกิด ป พ.ศ. 2493 >Æ เกิดวันที่ 1 มกราคม 2493 (3) รเู พยี งวา ค เกิดเดือนมนี าคม 2500 >Æ เกิดวันที่ 1 มีนาคม 2500 (4) ไมร ูวา ง เกิดเมื่อใด >Æ เมอ่ื เปน เชนน้ใี หส อบสวนปเ กดิ ของ ง กอ นวา เกิดในปใด ได ปเ กดิ แลว นาํ ปพพ. มาตรา 16 มาใชห าวนั เกิด 2.1.4 การส้นิ สภาพบุคคล (ตาย) 1. หากไมร ูลําดับการตายของบคุ คลจะเกดิ ปญหาประการใด เกิดปญหาเมอ่ื บคุ คลสองคนหรือมากกวา ตา งเปน ทายาทซง่ึ กนั และกัน ไปเกดิ อุบัตุเหตุ หรือเหตรุ า ยรว มกนั เปนเหตุใหบคุ คลเหลา น้นั ตาย ไมรใู ครตายกอ นตายหลงั ทาํ ใหเ กิดปญหาเรอื่ งการรับ มรดก ซ่ึงมหี ลักเกณฑว า ทรัพยสินของผตู ายจะเปนมรดกตกทอดไดก็แตผทู ่มี ชี ีวติ อยู ขณะตายมรดกของ ผตู ายกอ นจงึ ตกทอดมายังผูตายทีหลัง แลวผานไปยังทายาทของผตู ายทีหลังนัน้ เมอ่ื ไมรูแนชัดวาใคร ตายกอนตายหลังกฎหมายจงึ กําหนดสันนษิ ฐานไววา ตายพรอมกัน ใครจะเปนทายาทไมไ ด และตางไมม ี สิทธิรับมรดกซึง่ กนั และกัน 2. คําวา “เหตุอันตรายรวมกัน” นั้นหมายความวา
7 เหตุภยนั ตรายรว มกนั หมายความวาเหตุภยนั ตรายเดียวกนั ที่บคุ คลประสบดว ยกนั ในคราว เดยี วกนั เชนบุคคลหลายคนโดยสารไปในเครื่องบนิ ลําเดียวกนั แลว เครื่องบนิ ตก หรอื โดยสารเคร่ืองบนิ ไป คนละลาํ แลวเครอื่ งบนิ สองลาํ เกิดชนกนั ก็ได แตถาโดยสารเคร่ืองบินไปคนละลํา แลว เครื่องบินทง้ั สองลํา ตางกเ็ กดิ อบุ ตั ิเหตุตกเหมือนกัน เชน น้ี ไมถอื เปนเหตุภยนั ตรายรวมกนั 3. ก ปวยเปน อมั พาตเดนิ ไมไ ด สว น ข เปนนักกีฬาวายน้ําทมี ชาติ โดยสารเรือออกจาก กรุงเทพฯ ไปสิงคโปรดวยกัน เรอื โดนมรสุมจม ตอมามผี ูพบศพ ก และ ข ทีช่ ายฝง เชน นี้ ก และ ข บคุ คล ใดจะตายกอนหลัง กฎหมายถือวา ก และ ข ตายพรอมกัน แมข อ เท็จจริง ก นา จะตายกอ น หากเปนการพน วสิ ัยทีจ่ ะพสิ จู นไดวา ใครตายกอ นตายหลงั 2.2 สาบสญู 1. ถาบุคคลใดไปเสียจากภูมิลาํ เนาและไมม ีใครรวู า บุคคลน้ันมีชีวิตอยูห รือไม โดยท่บี คุ คลน้ัน ไมไ ดต ้งั ตวั แทนในการจัดการทรัพยส นิ ไว ผมู สี วนไดเ สยี หรอื พนกั งานอัยการสามารถรองขอตอศาลจดั การ ทรพั ยสินของผูไ มอยูไ ปพลางกอ นตามทจ่ี ําเปน นั้นได 2. ถา ผูไ มอ ยไู ปจากภมู ิลาํ เนาเกินกวา 1 ปโดยไมม ีผรู ับขาวหรอื พบเหน็ เมอ่ื ผมู สี ว นไดเ สียหรือ พนกั งานอยั การรอ งขอ ศาลจะตัง้ ผจู ัดการทรัพยส นิ ของผไู มอ ยนู นั้ ได 3. ผไู มอยูอาจตง้ั ตัวแทนรบั มอบอาํ นาจท่วั ไป หรือผรู บั มอบอาํ นาจเฉพาะการไวก ็ได 4. ผจู ดั การทรพั ยส นิ ทศี่ าลตัง้ มอี ํานาจหนา ที่อยา งเดียวกบั ตัวแทนผรู ับมอบอํานาจท่ัวไป 5. สาบสูญเปน เหตุแหงการสนิ้ สภาพบคุ คลโดยกฎหมายใหส นั นษิ ฐานวา บุคคลสาบสูญน้ันถงึ แก ความตาย 6. สาบสูญ คอื สภาพการณทบ่ี คุ คลไปจากท่อี ยู โดยไมร แู นน อนวายังมีชีวติ อยูหรอื ตายแลว หากหายไปนาน 5 ป ในกรณีธรรมดา หรือ 2 ป ในกรณีพิเศษ เมือ่ ผูมีสวนไดเสียหรอื พนกั งานอัยการรอ ง ขอ ศาลจะส่งั ใหบ ุคคลผูไมอ ยูน น้ั เปนคนสาบสูญ 7. บุคคลทศี่ าลสงั่ ใหเปนคนสาบสญู ใหถอื วาตายเมอ่ื ครบกาํ หนดระยะเวลาดังทกี่ ฎหมายกาํ หนด นน้ั 8. หากพสิ จู นไ ดวาคนสาบสูญยังมชี วี ติ อยู หรือตายในเวลาอื่นผดิ จากเวลาท่ีกฎหมายกาํ หนด ศาลสงั่ ถอนคําสง่ั ใหเปนคนสาบสูญนนั้ ได เมื่อคนสาบสูญน้นั เอง ผูมีสว นไดเ สยี หรอื พนกั งานอยั การรอ ง ขอตอ ศาล แตก ารถอนคําส่งั น้ันยอ มไมกระทบกระเทือนถงึ ความสมบรู ณแ หง การทงั้ หลายอันไดทาํ ไปโดย สุจรติ ในระหวางทศี่ าลมคี าํ ส่งั ใหเปน คนสาบสูญ 2.2.1 ผูไมอ ยแู ละผูจัดการทรพั ยส นิ ของผูไมอ ยู ก. หายไปจากทีอ่ ยตู ้งั แตวันท่ี 1 มกราคม 2500 เขยี นจดหมายลงวันท่ี 5 มีนาคม 2505 มาถงึ ญาตพน่ี อ งสงขา วคราวใหทราบ จดหมายถึงวันที่ 10 มีนาคม 2505 ตอ มา วันท่ี 10 เมษายน 2510 มผี ูพบเหน็ ก. ที่จังหวดั ภูเก็ต แลว ไมม ใี ครทราบขา วคราวของ ก. อีกเลยวา เปน ตายรายดอี ยางไร จนกระท่ังถงึ ปจ จุบันน้ี เชนนี้ สภาพการณการเปนผูไมอ ยูข อง ก. เร่มิ และ สิ้นสุดเมอ่ื ใด เรม่ิ เม่อื วันท่ี 10 เมษายน 2510 แตระยะเวลาการเปน ผไู มอยู คงมเี รอ่ื ยไปไมส้ินสุด เพราะไมมเี หตสุ น้ิ สุดคอื ก. ไมไดกลับมา ไมป รากฏแนชัดวา ก. ตายแลว และไมมีผใู ดรองขอใหศ าลสงั่ วา ก. เปน คนสาบสญู หลกั เกณฑการรองขอเขา จดั การทรัพยสินของผูไมอ ยูม ปี ระการใดบาง และผู รอ งมีสทิ ธิขอจดั การไดเพียงใด พิจารณาตาม ปพพ. มาตรา 48 คอื หลักเกณฑ (1) ผูไ มอ ยตู องมีสภาพการณเ ปนผใู หญ คอื หายไปจากท่อี ยูไมรวู า มชี ีวติ อยหู รอื ตายแลว (2) ไมไดต งั้ ตวั แทนมอบอํานาจทัว่ ไปแลว และไดบ ัญญตั ไิ ดบ ญั ญตั ิใหผูมสี ว นไดเ สยี และพนกั งานอัยการเปน ผรู อ งขอ 2.2.2 การจัดการทรพั ยส ินของผไู มอยูโ ดยทศี่ าลสั่ง อํานาจของผูจัดการทรัพยของผไู มอยูท ศี่ าลต้งั มปี ระการใดบาง ผจู ดั การทรพั ยสนิ ตาม ปพพ. มาตรา 54 ใหผ จู ัดการมีอาํ นาจจดั การมอี าํ นาจจัดการอยา ง ตัวแทนรบั มอบอํานาจทัว่ ไปคอื ทาํ กิจการแทนผไู มอยไู ด ยกเวน ตามขอ หา ม 6 ประการตามมาตรา 801 ซึง่ จะตองขออนุญาตศาลกอนจงึ จะทําได
8 2.2.3 การจัดการทรพั ยส นิ ของผไู มอ ยูโ ดยบุคคลผไู มอ ยูต งั้ ตัวแทนมอบอาํ นาจทวั่ ไปที่ผูไมอ ยแู ตงตั้งไวมีอาํ นาจจัดการทรัพยส นิ เชน เดยี วกบั ตวั แทนมอบอํานาจทว่ั ไปตามกฎหมายลกั ษณะตวั แทนหรือไม มีอํานาจเชน เดียวกัน เพราะ ปพพ. มาตรา 60 ใหน ําบทบัญญตั กิ ฎหมายลกั ษณะตัวแทน มาใชบังคบั ในเรือ่ งการจัดการทรัพยสินของผูไมอยู เพยี งทไี่ มขัดแยง กบั กฎหมายเรือ่ งบุคคล เวนแตขอ หาม 6 ประการ ตาม ปพพ. มาตรตา 801 หากจาํ เปน ตองกระทํา มีกฎหมาย มาตรา 51 บัญญตั ใิ หข อ อนญุ าตศาล เพราะไมม ีตัวการจะใหค าํ อนญุ าตได 2.2.4 สาบสูญ มีหลกั สําคัญประการใดบางท่ีศาลจะมีคําส่งั ใหบ ุคคลเปน คนสาบสูญ การทศี่ าลจะส่งั ใหบุคคลเปน คนสาบสูญไดต ามทม่ี ผี รู อ งขอ ตองพิจารณาไดความ 2 ประการ คือ (1) บคุ คลไดห ายไปจากทอ่ี ยู โดยไมม ีใครรแู นช ดั วา ยังมีชวี ติ อยูหรอื ตายแลว (2) มีกําหนด 5 ป ในกรณีธรรมดา และ 2 ป ในกรณีพเิ ศษ เม่อื วันท่ี 10 พฤษภาคม 2515 ก. เดินทางทองเทีย่ วทางทะเลกับเพ่อื น แลว พดั ตกเรอื จมหายลงไปในนํา้ คน หาศพไมพบจะถอื วา ก. จมนาํ้ ตายในวันที่ 10 พฤษภาคม 25015 ไดห รือไมเพราะเหตุใด จะถอื วา ก. จมนาํ้ ตายเม่อื วนั ที่ 10 พฤษภาคม 2515 ไมไ ดเพราะไมพบศพ จงึ ไมม ี หลกั ฐานแนช ดั วา ก. ตายแลว ตอ งนําบทบญั ญัตเิ รอ่ื งสาบสญู มาใชบังคับ และเม่อื ศาลมีคําส่ังแลวจงึ ถือวา ก. ตายเมอ่ื วันท่ี 10 พฤษภาคม 2518 ก. ไปรบในสมรภูมสิ งครามเมื่อวนั ท่ี 1 มกราคม 2500 และหายไประหวา ง สงคราม สงครามสงบลงเมื่อวนั ท่ี 1 มกราคม 2502 ตอ มา ก. เขียนจดหมายลงวนั ท่ี 5 มนี าคม 2503 สง ขา วใหญาติพ่ีนองทราบวา แตงงานแลว กบั สาวชาวเวียดนาม จดหมายถงึ วนั ที่ 10 มนี าคม 2503 หลังจากนั้นไมม ใี ครทราบขาวคราวของ ก. อกี เลย ดงั น้ภี รรยาของ ก. จะรอง ขอให ก. เปนคนสาบสญู ไดเ ร็วทีส่ ุดเมอ่ื วนั ทีเ่ ทา ใด 10 มีนาคม 2508 เจา หนมี้ สี ทิ ธิรอ งขอใหล ูกหนี้ของตนเปน คนสาบสูญไดหรือไม เพราะเหตุใด เจา หนี้ไมม ีสิทธริ องขอใหลกู หนข้ี องตนเปน คนสาบสูญ เพราะไมใชผ มู ีสว นไดเ สยี การรองขอใหบ คุ คลเปนคนสาบสญู จะรอ งขอ ณ ศาลใด ศาลจังหวัดซง่ึ บุคคลน้ันเคยมภี ูมลิ ําเนาอยูใ นเขตศาลกอ นทจ่ี ะจากไป 2.2.5 ผลของการสาบสญู คาํ สั่งศาลใหบุคคลเปน คนสาบสญู มีผลกระทบถึงการสมรสหรือไม เพียงใด สาบสูญไมเปนเหตใุ หข าดการสมรส แตเปน เหตใุ หฟ อ งหยา ไดเทานั้น 2.2.6 การถอนคําสั่งแสดงความสาบสูญ กรณีใดบางท่ีจะรอ งขอใหศ าลถอนคําสั่งสาบสญู ได และผลของกฎหมายของ การถอนคําส่งั แสดงสาบสูญนั้นมีประการใดบาง กรณีทร่ี อ งขอใหศาลถอนคาํ สั่งแสดงสาบสญู มี 2 ประการคือ (1) ผูสาบสูญยังมชี ีวติ อยู (2) ผูสาบสูญตายในเวลาอ่ืนผดิ ไปจากเวลา 5 ป หรอื 2 ป ตามท่กี ฎหมายสันนษิ ฐานไว 2.3 ช่อื และสถานะของบคุ คล 1. ชอ่ื คอื ส่งิ ทใ่ี ชเรยี กขานเพอ่ื จาํ แนกตวั บุคคลทง้ั นี้เพอ่ื ประโยชนแ กการใชส ิทธิและปฏิบตั หิ นาท่ี 2. กฎหมายบัญญตั ิใหบ คุ คลทุกคนตองมีช่อื ตวั และชอื่ สกลุ แตบ ุคคลอาจมีชอื่ อ่นื ๆ ไดอกี เชน ชอ่ื รอง ชือ่ ฉายา ช่อื แฝงและชอ่ื บรรดาศักดิ์ 3. ช่ืออื่นๆนน้ั บุคคลอาจตั้งข้ึนเองหรอื ผูอื่นตั้งให แตช่อื สกลุ เปนชอ่ื ท่ีบตุ รไดร บั สบื เนื่องมาจาก บดิ า หรือภรยิ าไดร บั สบื เนื่องมาจากสามี ถา เด็กไมป รากฏบิดามารดา ไมอาจไดช ื่อสกุลจากบดิ ามารดาได กต็ องตัง้ ชือ่ สกุลใหใ หม 4. บุคคลอาจเปลี่ยนชือ่ ตวั และชื่อรองไดต ามใจสมคั ร แตช่อื สกลุ นัน้ บุคคลหนึ่งบคุ คลใดในวงศ สกุลหามสี ิทธิจะเปลี่ยนแปลงตามใจชอบไดไม จะเปล่ยี นไดกแ็ ตโ ดยตั้งชอื่ สกุลขน้ึ ใหม หรอื เปล่ียนแปลง
9 โดยผลของกฎหมายประการอนื่ เปน ตน วา หญงิ เปลี่ยนไปใชนามสกลุ ของสามี ฯลฯ กรณีเหลาน้เี ปนเรือ่ ง เฉพาะตวั ของบคุ คลนนั้ การเปล่ียนช่ือสกุลใหมไมม ีผลใชช ่อื สกุลเดมิ ตองเปล่ยี นแปลงไปดว ย 5. กฎหมายใหค วามคมุ ครองทัง้ ช่อื บุคคลธรรมดาและนิตบิ ุคคล ในกรณที ่มี ีผูโตแ ยง การใชชอื่ และกรณีผูอ น่ื ใชช ือ่ โดยไมมีอํานาจ โดยเจา ของชือ่ มสี ิทธิใหระงับความเสยี หาย หากไมเ ปนผล มสี ทิ ธริ อง ขอใหศาลสั่งหา ม และยังมีสทิ ธิเรยี กคาเสียหายไดด วย 6. สถานะของบุคคลเปนสิ่งประกอบสภาพบุคคลท่ชี ี้บง ฐานะหรือตําแหนงของบุคคล ในการใช สิทธิและปฏบิ ัตหิ นา ที่ เชน เปนชายหญงิ ผูเยาว ผูบรรลุนติ ภิ าวะ บดิ ามารดา บตุ ร หรอื สามี ภรรยาเปน ตน 7. บุคคลไดส ถานะตั้งแตเกดิ เพราะมสี ทิ ธหิ นา ทต่ี ง้ั แตเ ริม่ สภาพบุคคลหรอื อาจกอ ใหเ กิดขึ้น ภายหลัง เน่อื งจากเปลี่ยนแปลงสถานะใหม เชน การสมรส การหยา เปนตน 8. สถานะของบุคคลบางประการตอ งจดทะเบียนการกอ หรือเปล่ยี นแปลงเพอื่ ใหม ผี ลสมบูรณ ตามกฎหมาย 9. สถานะของบุคคลที่กฎหมายบงั คบั ใหจ ดทะเบียนตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2499 ไดแ ก การเกดิ การตาย และตาม ปพพ. คอื การจดทะเบียนครอบครัว ไดแ ก การสมรส การหยา การ รับรองบุตร การรับบตุ รบญุ ธรรม และการเลกิ รับบุตลบุญธรรม 2.3.1 ประเภทของชื่อบคุ คล ชอ่ื บุคคลมีกี่ประเภท แตละประเภทไดแ กชอ่ื อะไรบา ง มี 3 ประเภท คือ (1) ชือ่ ท่กี ฎหมายบงั คบั ใหมปี ระจาํ ตัวบคุ คล ไดแ ก ชอ่ื ตัวและชื่อสกุล (2) ชอ่ื ท่ีบุคคลอาจตง้ั ขึ้นไดอ ีก ไดแกชอ่ื รอง ช่อื ฉายา และชอ่ื แฝง (3) ชื่อบรรดาศกั ด์ิ ไดแกชอ่ื ตามราช ทนิ นามท่พี ระมหากษตั ริยตงั้ ให การไดมาซึ่งช่ือตวั และชื่อสกุลแตกตางกันหรือไม แตกตางกัน คือ ช่ือตวั ไดม าตงั้ แตเกิดโดยตั้งขนึ้ ใหม ชอ่ื สกุล ไดส ืบสกุลตอเนื่องมาจาก บิดา หรอื ตั้งใหม หรือกรณไี ดชอ่ื สกุลจากสามี จาํ เปน หรอื ไมท ่เี ดก็ ไมปรากฏบิดามารดาจะตอ งมีชื่อสกุลหากจาํ เปน วิธกี ารใดจะ หาชื่อสกุลใหเ ด็ก มีความจําเปน เพราะกฎหมายบังคบั เม่ือไมมชี ่อื สกุลของบิดามารดา ก็ตอ งตัง้ ชื่อสกลุ ขน้ึ ใหมใ หเ ด็กนน้ั ชอ่ื บคุ คลมลี ักษณะสําคัญประการใด ชื่อสกลุ มีลักษณะสําคัญคอื (1) จําเปนตอ งมีประจําตวั บุคคล (2) ตอ งแนน อนคงท่ี (3) ไมอาจไดม าหรอื สูญเสยี ไปโดยอายคุ วาม (4) ไมอาจจําหนา ยใหกนั ได 2.3.2 การเปล่ยี นช่อื บคุ คลและการคุมครองชอื่ บุคคล กรณีทเ่ี ปนเหตแุ หง การโตแยง ชือ่ มปี ระการใดบา ง และกฎหมายใหค วามคุมครอง อยางไร การโตแยง เรือ่ งช่ือมี 2 กรณี คอื (1) มีผูโตแยง การใชช ื่อของเรา (2) ผอู นื่ เอาชือ่ เราไป ใชโดยไมมอี าํ นาจ และกฎหมายใหค วามคมุ ครอง 3 ประการ คือ (ก) ใหร ะงับความเสียหาย (ข) ขอใหศาล สั่งหา ม (ค) เรียกคาเสียหายได 2.3.3 สถานะและการจดทะเบยี นสถานะบุคคล สถานะของบุคคลคอื อะไร ไดม าจากไหน และเหตุใดบคุ คลตอ งมสี ถานะ สถานะของบุคคลคอื ฐานะหรอื ตําแหนงซ่ึงบคุ คลดํารงอยใู นประเทศชาตแิ ละครอบครวั บุคคลไดสถานะตัง้ แตเกดิ มสี ภาพบคุ คล และอาจไดม าโดยการกอขน้ึ เองอกี เพราะเปล่ียนสถานะใหม เหตุ ทตี่ อ งมีสถานะเปนสิ่งท่บี อกใหท ราบถึงความแตกตา งและความสามารถของบคุ คล ในการใชส ทิ ธแิ ละ ปฏบิ ตั ิหนาที่ 2.4 ภมู ิลาํ เนา 1. ภูมลิ ําเนาเปน ทกี่ ฎหมายกําหนดใหม ปี ระกอบตวั บุคคล เพอ่ื ชีบ้ ง ใหเ ปน ท่รี ูกันทั่วไปวาเขามที ่ี อยเู ปน ประจําที่ไหน ดังนั้นจงึ อาจใหค วามหมายไดอีกนัยหนง่ึ วา ภูมิลําเนาคือท่ีอยูต ามกฎหมายของบคุ คล
10 2. การรูภูมลิ าํ เนามีประโยชนเ ม่ือบุคคลตอ งการติดตอ สัมพันธก นั โดยเฉพาะในทางกฎหมายท่ี เกย่ี วกับการฟองคดี การสงคาํ คคู วามหรอื เอกสาร การชาํ ระหน้ีหรอื สาบสูญ ทงั้ ยงั เปนประโยชนตอ รัฐใน การจัดระเบยี บการปกครอง และบังคับใหเปน ไปตามกฎหมายอีกดวย 3. กฎหมายบญั ญตั เิ ปน หลักทั่วไปกําหนดใหท่ีอยซู ง่ึ เปนแหลง สําคญั เปนภมู ิลาํ เนาของบุคคล แตห ลกั ทว่ั ไปน้ไี มอ าจครอบคลุมไป กําหนดภมู ลิ าํ เนาของบุคคลไดทกุ ประเภท จึงมีบทบัญญัติขยายความ หลกั เกณฑท ่ัวไป หรือลดหยอนหลกั เกณฑท ่วั ไปลงมา เพ่อื คน หาภูมิลาํ เนาของบคุ คลทุกคนใหจนได กลาวคอื บุคคลมีท่อี ยูหลายแหง ใหถ ือแหงสาํ คญั เปนภมู ลิ ําเนา ถา สําคัญเทา กัน แตล ะแหง เปนภมู ลิ ําเนา ถา ไมมที อ่ี ยูแหลง สาํ คญั เลย ใหถ อื ท่อี ยเู ปนภมู ิลําเนา และทายท่ีสุดถาไมม ีทีอ่ ยแู นนอนเลย ใหถ อื วาท่นี ั้น เปน ภูมลิ ําเนา 4. จากหลกั เกณฑทวี่ าบคุ คลมที อ่ี ยหู ลายแหง ใหถอื แหงสาํ คัญเปนภมู ิลาํ เนาน้ัน หมายความวา บคุ คลอาจเลือกถือภูมลิ ําเนาไดโ ดยใจสมคั ร เพราะเขาจะเลอื กเอาทอี่ ยใู ดเปนแหลงสําคญั ก็ได สวน หลักเกณฑข อทีว่ า บคุ คลมที อี่ ยแู หลงสําคญั หลายแหง ใหถอื วา แตละแหงเปนภูมิลาํ เนานั้น มีความหมาย อยใู นตวั วา บุคคลอาจมภี ูมลิ าํ เนาไดห ลายแหง 5. แมหลักเกณฑมวี า บุคคลอาจเลอื กถือภมู ลิ ําเนาไดต ามใจสมัคร แตม ขี อยกเวน สําหรบั บุคคล บางประเภทท่ีกฎหมายกําหนดภมู ิลาํ เนาใหเลย ไดแก ผูเยาวและคนไรความสามารถ กฎหมายใหถ อื ภมู ิลําเนาของผแู ทนโดยชอบธรรมหรือผอู นุบาล ขาราชการใหมีภูมลิ ําเนาอยู ณ ท่ที าํ งานประจํา แต ขา ราชการอาจถือภูมลิ ําเนาเดมิ อีกแหงก็ได คนท่ีถกู จําคกุ กฎหมายใหถ ือเอาเรอื นจาํ หรือทัณฑสถานท่ี ถูกจําคกุ อยเู ปนภมู ลิ าํ เนาจนกวา จะไดรับการปลอยตัว สว นสามีและภรรยา กฎหมายใหถือถ่นิ ที่อยูของสามี และภรรยาอยูก นิ ดวยกนั ฉันสามภี ริยาเปนภมู ิลําเนา 6. นอกจากภมู ิลําเนาธรรมดาแลว บคุ คลอาจเลอื กเอาถิน่ ทใี่ ดทหี่ นึง่ เปน ภมู ลิ ําเนาเฉพาะการเพอื่ ทํากิจการอยางใดอยา งหน่ึงอกี ก็ได 7. ภมู ิลาํ เนาน้ัน อาจเปล่ยี นแปลงไปโดย (1) ยายที่อยู และ (2) มเี จตนาจงใจจะเปลย่ี น ภมู ิลําเนาเปนหลักเกณฑ 2 ประการประกอบกนั หากพฤติการณเ ขาหลกั เกณฑเ พียงขอเดียวไมถือวา ภูมิลําเนาไดเ ปลยี่ นแปลงไป 2.4.1 ประโยชนของภูมลิ าํ เนา ภูมิลําเนาของบุคคลมีประโยชนใ นทางกฎหมายเอกชนอยางไร มปี ระโยชนคอื (1) การฟองคดี ทําใหทราบเขตอาํ นาจศาล (2) การสง คาํ คคู วามหรือ เอกสาร สง ณ ภมู ลิ าํ เนา (3) การชาํ ระหน้ี ชาํ ระ ณ ภูมิลําเนาของเจา หนี้ (4) การสาบสูญ ถือหลักการไป จากภมู ิลาํ เนา 2.4.2 การกําหนดภมู ลิ ําเนา คําวา บคุ คลอาจมีภูมิลาํ เนาไดห ลายแหง นัน้ หมายความวา อยางไร ตาม ปพพ. มาตรา 44 คอื ผูเยาวใชภ มู ลิ าํ เนาของผูแ ทนโดยชอบธรรม กรณบี ิดามารดา ของผเู ยาวแ ยกกนั อยใู หถ ือภูมิลําเนาของบดิ าหรอื มารดาตนอยูดว ย ปพพ. มาตรา 45 ภมู ลิ ําเนาของคนไร ความสามารถไดแ ก ภูมิลําเนาของผูอนบุ าล ก. มบี ตุ รภรรยาและบานพกั อยูท ่ีกรุงเทพฯ แตมีอาชีพเปน เซลแมน เดินเรข าย สนิ คา ไปในท่ตี า งๆ ไมมสี ํานักทําการงานแนนอน เดือนหนึ่งหรือสองเดือนจึงกลบั บานและพักอยู 2-3 วัน ก็ออกเดนิ ทางคาขายตอ ดงั นี้ ภูมิลาํ เนาของ ก. จะอยทู ่ใี ด กรงุ เทพฯ 2.4.3 บุคคลทีก่ ฎหมายกาํ หนดภูมลิ ําเนาให ผูเยาวเ ปนคนไรค วามสามารถเลอื กถือภูมิลําเนาของตนไดตามใจสมัครหรือไม เพราะเหตใุ ด เลือกภูมลิ ําเนาเองไมไ ด เพราะผเู ยาวและคนไรความสามารถเปน ผหู ยอนความสามารถ ถูกตัดทอนสิทธใิ นการทาํ นติ กิ รรม หากผเู ยาวจ ะทาํ นิติกรรม ตองไดร บั ความยินยอมหรือใหผ แู ทนโดยชอบ ธรรมทาํ แทน สว นคนไรค วามสามารถทํานติ กิ รรมไมไ ดเ ลย หากทาํ จะเปน โมฆยี ะ ตอ งใหผอู นบุ าลทาํ แทน ดว ยเหตุนี้ กฎหมายจึงกาํ หนดใหถ ือภูมลิ าํ เนาของผูแทนโดยชอบธรรมหรอื ผอู นบุ าล ทงั้ น้ี เพื่อความ สะดวกและเหมาะสมในการควบคุมดูแลและใชอาํ นาจปกครอง ก. รับราชการประจาํ อยูในกรุงเทพฯ แตท างราชการสง ไปชว ยราชการที่จงั หวดั เชยี งใหมเ ปนเวลา 1 ป ดังน้ี ถอื วา ก. มภี ูมิลําเนาทไ่ี หนเพราสะเหตุใด
11 กรงุ เทพฯ เพราะเปนถนิ่ ทีท่ าํ การตามตําแหนงหนาทปี่ ระจํา สว นเชียงใหมไ มเปน ภูมลิ าํ เนา เพราะเปนถิน่ ที่ทําการตามตาํ แหนง ช่ัวคราวเทานนั้ 2.4.4 การเปลยี่ นภมู ลิ ําเนา การเปลยี่ นภูมลิ ําเนาประกอบดว ยหลักเกณฑประการใดบาง และจะพิสจู นไ ด อยา งไรวา บคุ คลมเี จตนาจงใจเปล่ียนภมู ิลําเนา ก. ยา ยทีอ่ ยู ข. เจตนาจงใจจะเปล่ียนภมู ิลําเนา พสิ ูจนไ ดโดยดูจากขอเท็จจริงตามพฤตกิ ารณท ี่แสดงออกภายนอก เชน แจง ยา ยตอ นาย ทะเบยี น ขนยายครอบครวั ไปอยบู านใหม ฯลฯ ขอ สําคัญคอื ตองไดค วามตามหลกั เกณฑท งั้ 2 ขอ มิใช ขอใดขอหน่งึ ก. มชี อื่ ในทะเบยี นบา นของบดิ ามารดาทกี่ รงุ เทพฯ แตไ ปรบั จา งเปน ลกู เรอื ประมง อยูทีจ่ ังหวดั ระนองคร้ันถึงเกณฑทําบัตรประชาชนก็กลบั มาทําทกี่ รงุ เทพฯ ในการออกเรือหาปลา คร้ังหนงึ่ เรอื ถูกทางการพมา จบั และยดึ ไปในขอหาลํ้านา นนํ้า ก. ถูกศาลประเทศพมาตดั สินจําคุก 5 ป ปจ จบุ นั ก. บรรลนุ ติ ิภาวะแลว แตย ังคงตอ งโทษในประเทศพมา ดังน้นั ก. มีภมู ิลําเนาอยทู ่ีใด กรงุ เทพฯ 2.4.5 ภมู ิลําเนาเฉพาะการ อธบิ ายวธิ เี ลือกภูมลิ ําเนาเฉพาะการของบุคคลวา ทาํ ไดอยางไร ปพพ. มิไดก ําหนดแบบวิธไี ว การเลือกมลี กั ษณะเปนขอตกลงหรือสญั ญาจึงดทู เ่ี จตนา ของคูก รณี ซ่ึงอาจตกลงกนั โดยทาํ เปนลายลักษณอักษร โดยปากเปลา หรอื โดยปรยิ ายก็ได แบบประเมินผล หนว ยท่ี 2 บคุ คลธรรมดา บคุ คล (พจนานกุ รรมฉบับราชบัณฑติ สถาน พ.ศ. 2542) โดยทวั่ ไปหมายถงึ คนหรือสงิ่ ท่มี ชี ีวติ ซึง่ มิใชส ัตวห รือพชื สามารถมีสทิ ธแิ ละหนา ที่ได ในทางกฎหมาย หมายถึงคน (บุคคลธรรมดา) และรวมถึงนิติบุคคล (บคุ คลทก่ี ฎหมายสมมตขิ น้ึ ) ดว ย บคุ คลผูไปเสยี จากภูมิลาํ เนาหรือถ่ินที่อยโู ดยไมม ใี ครรูแ นว ายงั มีชวี ติ อยหู รือไม แบงเปน 2 ประเภทคือ (ก) ผูไมอ ยู (มาตรา 48) ตราบใดท่ียงั ไมม ีคําสงั่ ศาลแสดงความสาบสญู ก็ยังคงเปนเพียงผไู มอยู (ข) คนสาบสูญ (มาตรา 61) ผลของการทศ่ี าลสั่งใหเปน คนสาบสญู ถอื วา ผูนน้ั ตายเมื่อครบกาํ หนด 5 ป ในกรณี ธรรมดา หรือ 2 ป ในกรณพี เิ ศษ (มาตรา 62) มิไดถ ือเอาวันทศ่ี าลมีคาํ สั่งหรอื วันทโี่ ฆษณาในราชกิจจานเุ บกษา ผูม ีสว นไดเ สยี หมายถงึ บุคคลผไู ดรับประโยชนห รือเสียประโยชนเ ก่ียวขอ งกับทรัพยสินของผไู มอ ยู เชน คูสมรส ทายาท เจา หนี้ หุน สวน เปนตน วญิ ชู น หมายถงึ คนปกตทิ ว่ั ไป จะประพฤติปฏบิ ัตเิ ชน ไร ส่งิ ทป่ี ระกอบสภาพบคุ คลคอื ส่ิงทีป่ ระกอบตวั บคุ คลท่ีกฎหมายกําหนดขนึ้ เพ่อื การดําเนนิ ชวี ติ หรอื กจิ การในสงั คม อัน ประกอบดวย สัญชาติ ชื่อ ภูมลิ าํ เนา สถานะ และความสามารถ 1. บุคคลธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ไดแ ก บุคคลธรรมดาและนิตบิ ุคคล (มาตรา 67 -----ฯลฯ----- นิติบุคคลยอมมีสิทธิและหนาทเี่ ชนเดียวกับบคุ คลธรรมดา----ฯลฯ------- ) 2. การเร่มิ สภาพบคุ คล และส้นิ สภาพบุคคล หมายถงึ การคลอดแลวอยรู อดเปนทารก และตาย (มาตรา 15 สภาพบคุ คลยอ มเร่ิมแตค ลอดแลว อยูร อดเปนทารกและสิ้นลงเมื่อตาย) 3. สภาพบคุ คลเรมิ่ เมื่อ การคลอดและอยรู อดเปนทารก 4. ก เกิดระหวางป 2482 แตเปน การพนวิสยั จะหยง่ั รูวนั เกิดของ ก ได ดังนั้นกฎหมายใหถ ือวา วันเกดิ ของ ก คอื 1 เมษายน 2482 (มาตรา 16 การนับอายุของบุคคล ใหเ รม่ิ นบั แตว ันเกดิ ในกรณีท่รี ูวาเกดิ ในเดือนใดแตไ มร ูวนั เกิด ใหน บั วันท่ี 1 แหง เดือนนัน้ เปน วนั เกดิ แตถา พนวิสยั ท่ีจะหยง่ั รเู ดือนและวนั เกิดของบุคคลใดใหนับอายุบุคคลนั้นตง้ั แตวนั เร่มิ ปป ฏทิ นิ ซ่งึ เปน ปท่ีบคุ คลนั้นเกิด) 5. กรณี ตอไปนี้ เปน เหตุแหงการสนิ้ สภาพบคุ คล (ก) ถูกรถยนตช นตาย (ข) ฆา ตัวตายเอง (ค) สาบสูญ (ง) ปว ยตาย (มาตรา 15 สภาพบุคคลยอ มเริม่ แตคลอดแลวอยรู อดเปนทารกและสิ้นลงเมื่อตาย) 6. คนสาบสญู ไมใชบคุ คลตามกฎหมาย (เพราะเมือ่ ศาลสง่ั ใหเ ปนคนสาบสญู ถอื วา ตายไปแลว ) สวน คน วิกลจรติ คนเสมือนไรความสามารถ คนลมละลาย คนไรความสามารถ กฎหมายยงั ถือวา มสี ภาพบุคคล (สภาพบคุ คล ส้ินสดุ ลงเมอ่ื ตาย Æ คนสาบสูญไดส ้นิ สภาพบุคคลแลว ) บคุ คลท่ศี าลสง่ั เปนคนสาบสญู แลว ถอื วา สน้ิ สภาพบคุ คล เมอื่ ครบกาํ หนดระยะเวลา 2 ป ในกรณพี เิ ศษ (มาตรา 62 บุคคลทศ่ี าลไดม ีคําส่ังใหเปนคนสาบสูญใหถอื วาถงึ แกความตายเมอ่ื ครบกําหนดระยะเวลาดังท่ีระบุไวในมาตรา 61) 7. บคุ คลท่ศี าลส่งั ใหเ ปน คนสาบสญู แลว ถอื วา ตายเมื่อครบกาํ หนด 2 ป ในกรณพี เิ ศษ (มาตรา 61 ถา บุคคลใดไดไปจากภมู ิลําเนาหรือถ่ินที่อยแู ละไมม ีใครรูแนว าบุคคลน้ันยังมีชวี ิตอยูหรือไม ตลอดระยะเวลา 5 ป เมื่อผูมี สวนไดเสียหรอื พนักงานอัยการรองขอ ศาลจะส่ังใหบ ุคคลนัน้ เปนคนสาบสูญกไ็ ด ระนะเวลาตามวรรคหน่ึงใหล ดลงเหลือ 2 ป
12 (1) นบั แตวันท่ีการรบหรือสงครามสิ้นสดุ ลง ถา บคุ คลนนั้ อยูใ นการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดงั กลาว (2) นบั แตวันท่ียานพาหนะทบ่ี ุคคลน้นั เดินทาง อับปาง ถูกทําลาย หรือสูญหายไป (3) นับแตวันท่เี หตุอันตรายแกชีวิตนอกจากท่ีระบไุ วใน (1) และ (2) ไดผ า นพนไป ถาบุคคลนน้ั ตกอยใู นอนั ตรายเชนวานั้น 8. บคุ คลที่อาจถูกศาลสั่งใหเปนคนสาบสูญ ในกรณพี ิเศษคือ หายไปจากทอี่ ยู ไมรวู าเปนหรอื ตายครบ 2 ป ระยะเวลา 2 ป ในกรณีพิเศษเรม่ิ นับเมอื่ (ก) สงครามสงบ (ข) วันทเี่ รืออบั ปาง (ค) วันทภี่ ูเขาไฟหยดุ ระเบิดแลว (ง) วนั ทนี่ ํา้ เลกิ ทว มแลว (มาตรา 61 ----ฯลฯ---Æ ) 9. ระยะเวลาแหงการเปน คนสาบสูญในกรณธี รรมดาเรมิ่ นับ เมื่อรอ งขอตอ ศาล (มาตรา 61 --- ฯลฯ ---Æ ตลอดระยะเวลา 5 ป เมื่อผมู สี ว นไดเสีย หรอื พนกั งานอยั การรองขอ ศาลจะส่งั ใหบุคคลนน้ั เปนคนสาบสูญ ก็ได ฯลฯ 10. ผมู สี ทิ ธิขอรองใหศ าลส่งั เปน บคุ คลสาบสูญ คอื พนกั งานอยั การ (และผมู ีสว นไดเ สยี ไดแ ก ภริยา บตุ ร สามี พนักงานอยั การ) (มาตรา 61 ) 11. นติ ิบคุ คลมีลกั ษณะสาํ คญั ดงั ตอ ไปนี้คือ เปน บคุ คลตามกฎหมาย (มาตรา 65 นิตบิ ุคคลจะมขี ้ึนไดก ็แตดว ยอาศยั อํานาจแหง ประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอ่ืน มาตรา 66 นติ ิบคุ คลยอ มมีสิทธิ และหนาท่ตี ามบทบัญญัติแหง ประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอ่ืน ภายในขอบเขตแหง อํานาจหนาทห่ี รือวัตถุประสงคด งั ไดบัญญตั ิหรอื กําหนดไว ในกฎหมาย ขอบังคับหรือตราสารจดั ตง้ั มาตรา 67 ภายใตข อ บงั คบมาตรา 66 นติ ิบคุ คลยอมมสี ทิ ธแิ ละหนา ท่เี ชนเดียวกบั บุคคลธรรมดา เวน แตสทิ ธแิ ละหนาท่ีซึง่ โดยสภาพจะพึงมีพึงเปนไดเฉพาะแกบุคคลธรรมดาเทาน้นั ) 12. นางแดงคลอดบตุ รออกมา หายใจเพยี ง 1 ครง้ั ยังไมไดต ัดสายสะดือ นายดาํ สามนี างแดงไมพอใจจึงบีบคอ บตุ รนั้นตาย นายดาํ มคี วามผิดฐานฆา คนตาย เพราะทารกมสี ภาพบุคคลแลว 13. ทารกในครรภม ารดา แมไมม สี ภาพบคุ คล ก็สามารถมสี ทิ ธติ า งๆ ได ถา ปรากฏวา เกดิ มารอดอยูภ ายใน ระยะเวลา 310 นบั จากบดิ าตาย 14. กรณีตอไปน้ี อาจรองขอถอนคาํ สั่งแสดงสาบสญู ไดค อื พสิ ูจนไ ดว า คนสาบสูญตายตั้งแตว นั แรกที่ หายไปจากทอี่ ยู เมอ่ื ศาลพิจารณาไดค วามวา คนสาบสญู ยังมีชีวติ อยูห รือตายในเวลาอ่นื ทผี่ ดิ ไปจากเวลาท่ี กฎหมายสันนิษฐานไว ศาลตอ งถอนคําสัง่ แสดงสาบสูญ 15. ก ไดบา นมาหลงั หนึ่งโดยทางมารดาของ ข ผสู าบสูญ ตอมา ก ขายบา ยดังกลา วให ค ในราคา 100,000 บาท โดยสจุ รติ แลว ก นาํ เงินนน้ั ไปซือ้ รถยนตมาใชส อย 1 คนั หาก ข ยังมชี วี ิตอยู และกลบั มา ก จะตอ งคนื ทรัพยสนิ แก ข โดย คืนรถยนตท ่ีนําเงนิ คา บา นไปซอ้ื แทนตัวบา น (มาตรา 63 เมือ่ บุคคลผถู ูกศาลส่งั ใหเปนคนสาบสูญน้ันเองหรอื ผมู ีสวนไดเสียหรือพนกั งานอัยการรองขอตอศาล และศาลพสิ จู นไ ดวา บุคคลผถู กู ศาลส่ังใหเปนคนสาบสญู น้ันยงั คงมีชวี ติ อยกู ็ดี หรอื วาตายในเวลาอ่ืนทผี่ ิดไปจากเวลาดงั ระบไุ วในมาตรา 62 กด็ ี ใหศาลสง่ั ถอนคําสั่ง ใหเ ปน คนสาบสูญนน้ั แตการถอนคําสั่งนยี้ อมไมกระทบกระเทอื นถึงความสมบรู ณแหงการทั้งหลายอันไดทําไปโดยสุจริตในระหวางเวลาต้งั แตศ าล มคี าํ สงั่ ใหเปนคนสาบสญู จนถึงเวลาถอนคําสง่ั น้นั บคุ คลผูไ ดทรัพยสินมาเนือ่ งแตการที่ศาลสั่งใหบคุ คลใดเปน คนสาบสูญ แตต อ งเสียสทิ ธิของตนไปเพราะศาลสั่งถอนคําสงั่ ใหบคุ คลนั้น เปน คนสาบสูญ ใหนําบทบัญญัตวิ าดว ยลาภมิควรไดแหงประมวลกฎหมายนี้มาบังคบั ใชโ ดยอนุโลม ) หนวยท่ี 3 บคุ คลธรรมดา : ความสามารถ 1. บคุ คลมีสิทธิหนาทอ่ี ยางไร ยอ มใชส ิทธแิ ละปฏิบตั ิหนาที่ไดต ามสิทธแิ ละหนา ท่ีของตน สภาพ การณท ่ีบุคคลจะมสี ทิ ธิหรอื ใชสิทธปิ ฏิบัติหนาท่ไี ดแคไหนเพียงไร เรยี กวา ความสามารถ ความสามารถมี 2 ลักษณะ คือ 1) ความสามารถในการมีสิทธิ และ 2) ความสามารถในการใชสทิ ธิ 2. ตามหลกั บุคคลมีสิทธิหนา ท่ีเทาเทียมกัน แตบ คุ คลบางจําพวก กฎหมายตัดทอนความสามารถใน การมแี ละใชสิทธิไวบางประการ ทาํ ใหมีสภาพเปนผูห ยอนความสามารถ ซึ่งกฎหมายเรียกรวมๆกันวา คนไร ความสามารถ (ในความหมายกวางขวาง) คนไรความสามารถน้ีมี 3 ประเภท คอื ผเู ยาว คนไร ความสามารถ (ในความหมายอยา งแคบ) และคนเสมือนไรค วามสามารถ 3. ผูเยาวเ ปน คนไรความสามารถเพราะอายนุ อย กฎหมายถือวา ผเู ยาวยังมคี วามคดิ ความรูส ตปิ ญญา ความชาํ นาญ และไหวพริบไมส มบรู ณพอทีจ่ ะใชส ิทธิปฏบิ ตั หิ นา ทไ่ี ดโ ดยลาํ พงั ดังน้นั การทํานติ กิ รรมตอ ง ใหผูแทนโดยชอบธรรมทาํ แทน หรอื ตอ งไดร ับความยนิ ยอมจากผแู ทนโดยชอบธรรมกอ น กจิ การน้ันๆ จงึ มี ผลสมบูรณ หากฝาฝน นิตกิ รรมเปน โมฆียะ แตมีขอ ยกเวน สาํ หรบั นิตกิ รรมบางอยาง ซ่ึงเปนคุณประโยชน แกผ เู ยาวฝ ายเดียว หรือตอ งทําเองเฉพาะตวั หรอื ทเ่ี ปน การจาํ เปนแกการเลย้ี งชีพ ผูเยาวสามารถทาํ ได โดยลาํ พัง ไมต อ งรับความยินยอมกอนหรอื กรณผี เู ยาวไดร ับอนญุ าตใหประกอบธรุ กิจทางการคา หรอื ธุรกจิ อ่ืนและทาํ สัญญาเปนลกู จา ง ผเู ยาวสามารถทาํ กจิ การในขอบเขตแหงการน้นั ไดเ สมอื นเปนผูบรรลนุ ิตภิ าวะ แลว 4. คนไรค วามสามารถ (ในความหมายอยา งแคบ) หมายถงึ คนวิกลจรติ ท่ีศาลสั่งใหเปน คนไร ความสามารถแลว เปน ผูหยอ นความสามารถเนอ่ื งจากจติ ไมปกติหรอื สมองพกิ าร กฎหมายถือวาเปนคนไม มีความรูส กึ ผดิ ชอบ ไมสามารถแสดงเจตนาของตนไดถูกตอ ง และไมเ ปนผูอ าจทาํ นติ ิกรรมใดๆใหมีผล สมบรู ณไดเลย ตองมคี นอ่ืนอกี คนหน่งึ เรียกวา ผอู นบุ าล เปนผูแ ทน หากฝาฝนนิตกิ รรมจะเปนโมฆยี ะ
13 5. คนเสมอื นไรความสามารถนน้ั เปนผหู ยอนความสามารถ เน่ืองจากมีเหตุบกพรอ งเพราะรางกาย พกิ ารหรอื จิตฟนเฟอ นไมสมประกอบหรือมคี วามประพฤติสรุ ุยสรุ า ยเสเพลเปนอาจณิ หรือตดิ สรุ ายาเมา หรือมเี หตอุ ่ืนใดในทาํ นองเดยี วกัน จนถึงขนาดไมส ามารถจัดการงานของตนเองได หรือจดั กจิ การไป ในทางทีอ่ าจจะเสือ่ มเสียแกท รัพยสินของตนเองหรือครอบครัว กฎหมายจึงกําหนดใหอยใู นความดูแล ชวยเหลอื ของบุคคลอนื่ ซง่ึ เรียกวาผูพ ทิ กั ษ คนเสมือนไรความสามารถน้ัน โดยหลักใชสิทธิและปฏบิ ัติ หนาท่ีไดอ ยางเชน บคุ คลธรรมดาท่วั ไป เวนแตก ารทาํ นติ กิ รรมทส่ี ําคัญบางชนิด ซง่ึ อาจกอใหเกดิ ความ เสยี หายอยา งรา ยแรงตอคนเสมอื นไรค วามสามารถเองและผูมสี วนไดเ สียเทาน้ัน ที่ตองไดร ับความยินยอม จากผูพิทักษก อ น จงึ มผี ลสมบูรณ หากฝา ฝน นติ กิ รรมจะเปนโมฆียะ 3.1 ผเู ยาว 1. ระยะเวลาแหงการเปน ผูเยาวนั้น เรม่ิ ตงั้ แตเกดิ และสนิ้ สุดลงเมื่อบรรลุนติ ภิ าวะ ซงึ่ มี 2 กรณีคือ ก) อายุครบ 20 ป บรบิ รู ณ และ ข) สมรสตามกฎหมาย 2. กฎหมายบญั ญัตเิ ปนหลกั ท่วั ไปไววา ผูเยาวจ ะทาํ นติ ิกรรมใดๆ จําตองไดร ับความยินยอมจาก ผูแทนโดยชอบธรรมกอ น มฉิ ะน้นั กิจกรรมทกี่ ระทําไปเปนโมฆยี ะ หลักน้ีใชบังคับกับผเู ยาวร ะยะทีม่ ี ความรสู กึ ผดิ ชอบแลวเทานัน้ เพราะผเู ยาวระยะท่ียงั ไมมคี วามรสู กึ ผดิ ชอบไมอาจทาํ นติ ิกรรมไดดวยตนเอง อยแู ลว 3. ผูแทนโดยชอบธรรมนน้ั หมายถึง ก) ผใู ชอาํ นาจปกครองซ่งึ ไดแ ก บอดามารดา และ ข) ผปู กครองซึ่งไดแ กบุคคลอนื่ ที่ถกู แตงตง้ั ขึน้ เพอ่ื ปกครองผูเยาว 4. อํานาจปกครองของผใู ชอ ํานาจปกครองและผปู กครองน้นั หมายความรวมท้งั สวนท่เี กีย่ วกับ ตัวผูเยาวและในสว นทีเ่ ก่ียวกับการจดั การทรพั ยส ินของผเู ยาวด วย 5. ผใู ชอ าํ นาจปกครองและผปู กครองมอี าํ นาจจัดการทรพั ยส ินเพอ่ื ประโยชนของผเู ยาวไ ดท กุ อยางตามลําพัง ดวยความระมดั ระวงั เชนวิญชู นพึงกระทํา เวน แตก ิจการท่ถี ูกระบหุ า ม หรือกิจการ บางอยา งซ่งึ เปนหนีท้ ่ผี เู ยาวต อ งทาํ เองเฉพาะตัว หรือกจิ การที่ตองขออนุญาตศาล 6. ขอ ยกเวน หลักทัว่ ไปในการทาํ นิตกิ รรมของผูเยาวมีอยู 3 ประการ คือ ก) นติ กิ รรมท่ีเปน คุณประโยชนแกผูเ ยาวฝายเดยี ว ข) นติ ิกรรมท่ผี ูเยาวต อ งทาํ เองเฉพาะตวั และ ค) นิติกรรมท่ีจาํ เปน เพื่อ การเล้ยี งชพี ของผูเยาว กรณีเหลา นผี้ ูเยาวสามารถทําไปได โดยไมตองรบั ความยนิ ยอม 7. เร่ืองของผเู ยาวป ระกอบธรุ กิจทางการคา หรือธุรกิจอ่ืนและทําสัญญาเปนลูกจาง มลี ักษณะ คลายกบั เปนขอเวนหลกั ทั่วไป แตจะไมตรงกันทเี่ ดยี ว เพราะมใิ ชว าผูเ ยาวจะทําการคา ไปไดเ ลย คงตอง ขออนญุ าตกอนเชนเดียวกนั ตอ เม่อื ไดรบั อนญุ าตแลว จึงสามารถทาํ กจิ การตา งๆ ได ภายในขอบเขตแหง กจิ การนั้น เสมือนด่ังวาเปน ผูบรรลุนติ ิภาวะแลว ดงั นั้น จึงกลา วไดวาความยนิ ยอมใหผูเ ยาวประกอบธรุ กิจ ทางการคาหรอื ธุรกจิ อนื่ และทําสัญญาเปน ลูกจาง มลี ักษณะเปนความยนิ ยอมทัว่ ไป ซงึ่ เปนขอ ยกเวน แตกตา งจากความยนิ ยอมเฉพาะการท่ีใชไดเฉพาะเรอื่ งทอ่ี นุญาตเปน เรอื่ งๆไป 3.1.1 ระยะเวลาแหงการเปน ผูเยาว (ก) บุคคลธรรมดาสามารถมีสิทธแิ ละใชส ทิ ธิปฏิบัตหิ นา ทีไ่ ดโดยเสมอภาคกันหรอื ไม เพราะเหตุใด ไมเ สมอไป เพราะบคุ คลอาจถกู จาํ กดั การมสี ทิ ธบิ างประการ เปนตน วา ถกู จํากดั โดยเกณฑอายุ เชน ผเู ยาวไมอ าจสมรสไดก อ นอายคุ รบ 17 ปบ ริบรู ณ..... สว นการใชสทิ ธนิ น้ั ผเู ยาว คนไรค วามสามารถ และคนเสมือนไรค วามสามารถ ผูถ กู ตัดทอนการใชสทิ ธิ ดว ยเหตทุ ่เี ปนผอู อ นอายุ จิตไมป กติ สุขภาพไม สมบรู ณหรือมคี วามประพฤติเสื่อมเสีย เพราะหากใชสทิ ธไิ ปขณะมขี อ บกพรองดงั กลาว จะเปน ผลเสยี แก ประโยชนของตนเองและผมู สี วนไดเสยี กฎหมายจึงเขา คมุ ครอง โดยตดั ทอนการใชส ทิ ธิเสยี (ข) ระยะเวลาแหงการเปน ผูเยาว เรมิ่ และส้นิ สุดลงเมอ่ื ใด เหตใุ ดจงึ ไมใช “ความรูสึกผิดชอบของ บุคคล” เริ่มตั้งแตเ กดิ และส้ินสุดเมือ่ บรรลุนติ ภิ าวะ ซ่ึงมี 2 กรณี คือ (1) อายคุ รบ 20 ปบ รบิ ูรณ และ (2) สมรสเหตทุ ี่ไมใชค วามรูส กึ ผิดชอบของบคุ คล เปน หลกั เกณฑพ จิ ารณาความสน้ิ สดุ การเปน ผเู ยาว เพราะ ความรคู วามคดิ ความชํานาญและไหวพรบิ ของบคุ คลแตละคนไมเ หมอื นกนั ถา ใชค วามรสู กึ ผดิ ชอบเปน เกณฑตดั สนิ แลวระยะเวลาสิ้นสุดการเปน ผเู ยาวย อ มแตกตา งกันเปน รายบคุ คล ทําใหเกดิ ปญ หายงุ ยาก มาก ความรสู กึ ผิดชอบเปน เพียงหลกั เกณฑก ารพจิ ารณาวา ผูเยาวอาจทาํ นิตกิ รรมไดโ ดยตนเองหรือไม เทา นั้น (ค) เหตผุ ลในการกาํ หนดใหบุคคลบรรลุนิติภาวะโดยอายแุ ละโดยการสมรส แตกตา งกันหรือไม แตกตา งกนั คอื ทถ่ี อื หลกั เกณฑอ ายนุ นั้ เพราะเหน็ วา ผมู อี ายคุ รบ 20 ปบ รบิ ูรณ มคี วามรู ความ ชาํ นาญ ไหวพรบิ และความรสู กึ ผดิ ชอบสมบูรณพอทจ่ี ะใชสิทธไิ ดต ามลาํ พงั แลว สว นทกี่ ําหนดใหบ รรลนุ ติ ิ ภาวะโดยการสมรสนนั้ เพราะการสมรสกอ ใหเกดิ สทิ ธหิ นาท่แี กค สู มรสมากมาย หากไมสามารถทํา
14 กจิ การโดยลาํ พังเองได จะมปี ญ หายุง ยากและไมส ะดวก บางกรณอี าํ นาจปกครองของบิดามารดาคสู มรส อาจกา วกายหรือขัดกับสทิ ธหิ นาทีข่ องคสู มรส (ง) การบรรลนุ ิตภิ าวะโดยการสมรส มีหลักเกณฑป ระการใดบา ง หากการสมรสผดิ เงอ่ื นไขเพราะไมไ ด รบั ความยนิ ยอมจากบิดามารดาหรือผูปกครอง ผูเยาวจ ะบรรลุนติ ิภาวะหรอื ไม หลักเกณฑม ี 3 ประการคือ 1. ไดมีการจดทะเบียนตอเจา หนา ที่ 2. ชายและหญงิ ตอ งมอี ายุครบ 17 ปบ รบิ ูรณแลว 3. อายไุ มค รบ 17 ปบ รบิ รู ณตอ งขออนญุ าตศาลทาํ การสมรส แมผ ิดเงอื่ นไขดังกลาวกบ็ รรลุ นิตภิ าวะ เพราะมาตรา 20 กาํ หนดเงื่อนไขเร่ืองอายุเพยี งประการเดียว แตก ารสมรสอาจถูกเพกิ ถอนได 3.1.2 หลกั ท่ัวไปในการทํานติ ิกรรมของผูเยาว (ก) 1) หลกั ทว่ั ไปท่ีวา ผเู ยาวจะทํานิตกิ รรมใดๆ ตอ งไดรับความยนิ ยอมของผแู ทนโดยชอบธรรมกอนนั้น ใชก ับผูเยาวในระยะไหน เพราะเหตใุ ด ระยะมคี วามรสู กึ ผิดชอบแลว เพราะผเู ยาวร ะยะทย่ี ังไมมีความรสู กึ ผดิ ชอบทาํ นติ ิกรรมไมมผี ล เพราะขาดเจตนา ตอ งใหผ ูแทนโดยชอบธรรมทํานติ กิ รรมแทนเสมอ สว นผูเยาวระยะมีความรูส กึ ผดิ ชอบ แลว ทํานติ กิ รรมไดด ว ยตนเอง แตกฎหมายถอื วา ยังออ นความคิด ความชาํ นาญและความรูสึกผดิ ชอบ อัน นากลวั วา จะเสียเปรยี บผใู หญ จงึ ใหผ แู ทนโดยชอบธรรมเขาดแู ล ชวยเหลอื ดว ยการใหร ับรูและยินยอม เสยี กอ น 2) กจิ การใดบา งท่กี อใหเ กิดผลในทางกฎหมาย และกฎหมายบญั ญตั ิใหผเู ยาวต อ งไดรับความ ยนิ ยอมในกจิ การประเภทใด นิติกรรมและนติ เิ หตุ และผเู ยาวต อ งรับความยนิ ยอมเฉพาะกจิ การประเภทนติ กิ รรมเทา นนั้ (ข) 1) ผูแทนโดยชอบธรรมคือใครบา ง ผแู ทนโดยชอบธรรม คอื ก) ผูใชอ าํ นาจปกครอง ไดแก บดิ ามารดา ข) ผูปกครอง ไดแ ก บคุ คล อนื่ นอกจากบดิ ามารดาซ่งึ ถูกต้งั ข้ึนเพอ่ื ปกครองผูเยาว 2) ที่วา ท่วี าบดิ ามารดาเปน ผใู ชอ ํานาจปกครองรว มกันนนั้ เปน ความจรงิ เสมอไปหรือไม ไมเปนความจรงิ เสมอไป มขี อยกเวนทอ่ี าํ นาจปกครองจะอยกู บั บดิ าหรอื มารดาฝา ยเดยี วในกรณีที่ ปรากฏตาม ปพพ. มาตรา 1566 วรรคสอง (1) ถึง (5) 3) เหตตุ ง้ั ผูป กครองมีประการใดบาง และจะตั้งอยา งไร เหตุตง้ั ผปู กครองมี 3 ประการ ตาม ปพพ.มาตรา 1585 และอีกกรณหี นง่ึ คอื กรณที ่ีมขี อ จาํ กดั อํานาจมใิ หใชอ ํานาจปกครองจดั การทรพั ยส ินของผเู ยาว ตองต้งั ผปู กครองข้ึนใหมเ ฉพาะการนนั้ การตั้งผปู กครองมไี ด 2 ทาง ตามมาตรา 1586 คอื 1. ต้งั โดยบคุ คลซ่ึงบดิ าหรอื มารดาทตี่ ามทหี ลังไดระบุชอื่ ไวในพินัยกรรมใหเ ปน ผปู กครองเปน ผรู องขอตอ ศาล 2. ตั้งโดยญาตผิ เู ยาวห รอื อยั การเปนผูรอ งขอตอศาล (ค) 1) หลักทว่ั ไปทก่ี ําหนดอาํ นาจของผใู ชอํานาจปกครองและผปู กครอง ในสวนทีเ่ กี่ยวกับการจัดการ ทรัพยสินของผเู ยาวม ีวาอยา งไร ผูใ ชอํานาจปกครองและผปู กครอง มอี าํ นาจจดั การทรพั ยส ินเพอื่ ประโยชนข องผเู ยาวไ ดท กุ อยา ง โดยจัดการไดต ามลาํ พัง แตต องจดั การดว ยความระมดั ระวงั เชนวิญชู นพึงกระทาํ 2) คาํ กลาวท่วี า “ผูใชอ ํานาจปกครองและผปู กครองมอี าํ นาจจดั การทรัพยส นิ เพอื่ ประโยชนของ ผเู ยาวไ ดทุกอยาง” นัน้ เปนความจรงิ เสมอไปหรือไม ไมเสมอไป เพราะคาํ กลา วดงั กลาวเปนหลกั ทวั่ ไป แตม ีขอ จาํ กัดอาํ นาจเปน ขอยกเวน ไว คอื ก) บางกรณหี า มจดั การเลย ตาม ปพพ. มาตรา 1577, 1615 และ 1616 ข) บางกรณตี อ งไดร บั ความยินยอมจากผเู ยาวก อ น ตาม ปพพ. มาตรา 1572 ค) บางกรณตี อ งขออนญุ าตศาลกอ น ตาม ปพพ.มาตรา 1574, 1575
15 (ง) 1) หลักเกณฑข องกฎหมายที่เขาควบคุมการจัดการทรัพยส นิ ของผูใชอํานาจปกครองและผูป กครอง แตกตางกนั หรือไม เพราะเหตใุ ด แตกตา งกัน คอื กฎหมายกาํ หนดหนาทอ่ี นั เปน บทบังคับและควบคมุ ผปู กครองเขมงวดกวดขนั กวา ผูใชอ าํ นาจปกครอง เพราะผปู กครองเปน บุคคลภายนอก ถา ผปู กครองไมด ี อาจคิดคดโกงผูเยาวห รอื ใช อาํ นาจปกครองในทางมชิ อบกอ ใหเ กดิ ความเสยี หายได สวนผใู ชอ าํ นาจปกครองน้ันเปนบดิ ามารดาจงึ เชื่อ วาคงใชอาํ นาจปกครองโดยชอบ ไมคดิ คดโกงบตุ ร เปน ตนวา เมือ่ เร่มิ เขา รบั หนา ทผี่ ปู กครองตอ งทาํ บญั ชี ทรพั ยส ินสงศาล กอ นทําบญั ชหี า มทาํ กจิ การใดๆ และหากมหี น้ีเปน โทษตอผเู ยาวแลวไมแ จง ตอ ศาล หน้ีจะ สญู ไป สว นผใู ชอ าํ นาจปกครองแมต อ งทําบญั ชที รพั ยสินเชนกันแตไ มม บี ทบงั คบั พเิ ศษ เชน ผปู กครอง ระหวา งใชอ ํานาจปกครอง เร่ืองเงนิ ไดข องผูเ ยาวน ้นั ผูปกครองไมม ีสทิ ธินาํ ไปใชส วนตัว แตผ ูใ ช อาํ นาจปกครองอาจนําไปใชไดต ามสมควร 2) มีบทบัญญัตขิ องกฎหมายทใี่ หความคมุ ครองผเู ยาวเ มอ่ื พนอํานาจปกครองแลว หรือไม อะไรบา ง เพราะเหตุใดจงึ บัญญัติเชนน้นั เม่อื ส้นิ อํานาจปกครอง มบี ทบญั ญตั ิทว่ั ไปบังคับไวท ง้ั ผใู ชอ าํ นาจปกครองและผปู กครอง ตอ งรีบ สง มอบทรพั ยส ินท่จี ัดการและทาํ บญั ชีและมีบทบญั ญตั เิ พม่ิ เตมิ เขม งวดกบั ผปู กครองโดยเฉพาะใชส งมอบ บญั ชีและเอกสารภายใน 6 เดอื น หรอื ตอ งเสียดอกเบีย้ ถาผูปกครองนาํ เงินของผูเยาวไ ปใชแลว ยงั ไม สง คืน เปน ตน (จ) 1) วิธใี หความยนิ ยอมของผูแทนโดยชอบธรรม มแี บบกําหนดไวห รือไม จะตองใหค วามยนิ ยอมโดย วิธใี ดและจะตองใหเมือ่ ใด ไมมแี บบกาํ หนดไวโ ดยเฉพาะ จึงปฏิบตั ติ ามหลกั ทั่วไป โดยทาํ เปนลายลักษณอ กั ษร หรอื โดยปาก เปาหรอื ปรยิ ายก็ได และตองใหความยนิ ยอมกอ นหรอื ขณะผูเ ยาวท าํ นติ กิ รรม 2) ลักษณะของความยินยอมมกี ี่ชนิด อะไรบา ง ลักษณะของความยินยอมมี 2 ชนิดคือ ก) ความยนิ ยอมเฉพาะการ อนญุ าตเพื่อทาํ นติ ิกรรมใด ใชไ ดเ ฉพาะสําหรบั นติ กิ รรมทรี่ ะบุ อนญุ าตเทา นน้ั ความยินยอมเฉพาะการน้เี ปนหลักทว่ั ไป ข) ความยนิ ยอมทวั่ ไป เปน ขอ ยกเวนมไี ดเ ร่ืองเดียว คอื กรณอี นุญาตใหผ ูเ ยาวป ระกอบธรุ กิจ ทางการคาหรอื ธรุ กจิ อนื่ และทําสญั ญาเปนลกู จา ง 3) เม่อื ผูแ ทนโดยชอบธรรมอนญุ าตใหผ เู ยาวจ าํ หนา ยทรพั ยสินอยางหน่งึ อยางใดแลวผูเ ยาวม ีอํานาจ ทาํ นติ กิ รรมไดเพียงใด พจิ ารณาคาํ ระบอุ นญุ าตกอนวาจาํ กดั วงเขตไวใหท าํ เพอ่ื การใดหรอื ไม กลาวคอื ก) ถา ระบวุ า เพือ่ การใด แตมไิ ดก าํ หนดเง่อื นไขหรอื หลกั เกณฑไ ว จําหนายทรพั ยส ินไดภายใน ขอบเขตของการทร่ี ะบุ ข) ถาไมไดร ะบุวา เพอื่ การใด จาํ หนา ยทรพั ยส นิ ไดต ามใจสมัคร (ฉ) ทีว่ า “นติ กิ รรมเปนโมฆยี ะ” นนั้ ทานเขาใจวาอยา งไร นติ กิ รรมทเี่ ปน โมฆียะนน้ั หมายความวา นติ ิกรรมทไ่ี ดก อขึน้ น้ันมผี ลเปน นิตกิ รรมตามกฎหมาย ไม เสยี ศูนยเ ปลา ไปเลยทเี ดียว แตอ าจถกู บอกลางโดยตวั ผเู ยาวเ อง ผูแ ทนโดยชอบธรรมหรอื ทายาทของ ผูเยาวก ไ็ ด ดว ยการแสดงเจตนาตอ คกู รณีอกี ฝา ยหนึ่งซง่ึ เปน ผลใหนติ กิ รรมนัน้ เปน โมฆะมาแตเ รม่ิ แรก ในทางตรงขา ม ถา ประสงคจ ะใหนติ ิกรรมนั้นสมบรู ณ กท็ าํ ไดโดยใหสตั ยาบัน โดยบุคคลผมู สี ทิ ธบิ อกลาง ดงั กลา วขางตน เม่ือใหส ตั ยาบันแลว นติ กิ รรมนัน้ จะมผี ลสมบรู ณม าแตเ ร่ิมแรก มขี อสงั เกตคือ โมฆยี ะกรรม น้นั ถา ไมถ ูกบอกลางกย็ งั คงมีผลเปนนติ กิ รรมท่ดี ตี ลอดไป การใหส ัตยาบนั ทาํ ใหนิตกิ รรมน้นั สมบูรณ คอื บอกลา งไมไดเ ทาน้นั 3.1.3 ขอยกเวน ในการทาํ นติ ิกรรมของผเู ยาว
16 1. หลักทว่ี า “ผูเยาวจะทํานติ ิกรรมใดๆตองไดร บั คาํ ยนิ ยอมของผแู ทนโดยชอบธรรมกอน” น้นั เปน ความจริงเสมอไปหรอื ไม ไมเ ปนความจรงิ เสมอไป ตามหลกั แลว ผูเยาวจะทํานิตกิ รรมใดๆ ตอ งไดร บั ความยนิ ยอมของผแู ทน โดยชอบธรรมกอน ถา ผเู ยาวท ํานติ ิกรรมโดยไมไดรบั ความยินยอมแลว นติ ิกรรมน้นั เปนโมฆยี ะ ซง่ึ ผแู ทน โดยชอบธรรมอาจบอกลางเสียได แตม ขี อ ยกเวน วา นิตกิ รรมตอ ไปนี้ ผูเยาวทาํ ไดเ องโดยลําพังไมต อ งไดรบั ความยนิ ยอมจากผูแทน โดยชอบธรรม คือ (ก) นติ ิกรรมท่ีทาํ ใหผูเยาวไ ดสทิ ธอิ ยางใดอยางหนึง่ เชน รบั การใหโ ดยเสนห า - นิติกรรมที่ทาํ ใหผเู ยาวไดส ทิ ธอิ ยางใดอยา งหนึ่ง เชน รบั การใหโดยเสนห า - นติ ิกรรมท่ีทาํ ใหผ เู ยาวห ลุดพนหนา ทอี่ ันใดอนั หนงึ่ เชน ปลดหน้ีใหผ ูเยาว (ข) นติ กิ รรมทผ่ี เู ยาวต อ งทาํ เองเฉพาะตวั เชน ทาํ พนิ ัยกรรมเมอ่ื อายุครบ 15 ปบ ริบรู ณ (ค) นิตกิ รรมทจ่ี ําเปนเพอื่ การดาํ รงชีพของผูเ ยาว (ง) ผเู ยาวป ระกอบธุรกจิ ทางการคา หรือธรุ กิจอ่นื และทาํ สัญญาเปนลกู จาง ผเู ยาวไ ดร บั อนุญาต ใหประกอบกจิ การดงั กลา วแลว ทาํ นิตกิ รรมเก่ียวกบั กจิ การน้ันไดทง้ั สิ้น ไมต องไดร บั คํายินยอมจากผูแ ทน โดยชอบธรรมอีก 2. ก. ทําสัญญายกที่ดินแปลงหนึง่ พรอ งส่ิงปลกู สรา งใหแก ข. อายุ 14 ป ทีส่ ํานักงานทด่ี ิน ข. ลง ช่อื ในสัญญารบั ทด่ี ินและสิ่งปลกู สรางดงั กลาว โดยปด บังมิให ค. ผูแทนโดยชอบธรรมรู เม่อื ค. ทราบเรอ่ื ง เดอื นหนึ่งตอมา จะบอกลา งสัญญาไดห รือไม เพราะอะไร ค บอกลา งนติ ิกรรมยกใหโ ดยเสนห ารายนไ้ี มได เพราะนิตกิ รรมรายนที้ ําให ข ผเู ยาวไ ดมาซง่ึ กรรมสทิ ธใิ์ นที่ดินเปนประโยชนแกผ เู ยาวฝายเดยี ว เขา ขอ ยกเวนตาม ปพพ. มาตรา 22 ซงึ่ ข อาจทํานิติ กรรมไดตามลาํ พังไมต องรบั ความยนิ ยอมจากผูแทนโดยชอบธรรม 3.1.4 ผเู ยาวป ระกอบธุรกจิ ทางการคาหรือธุรกจิ อน่ื และทําสัญญาเปนลกู จาง 1. ผลของความยินยอมใหผูเยาวประกอบธุรกิจการคา หรอื ธรุ กจิ อืน่ และทาํ สัญญาเปน ลูกจาง แตกตางจากผลของความยินยอมในการทํานติ ิกรรมอยา งอนื่ หรือไม แตกตา งกนั คอื ในการทาํ นติ ิกรรมอยา งอน่ื เมื่อไดรบั อนุญาตจากผแู ทนโดยชอบธรรมใหทาํ นติ ิ กรรมเรอ่ื งใดแลว ความยนิ ยอมนัน้ ใชเ ฉพาะเรอื่ งท่รี ะบอุ นุญาตเทา นัน้ หากประสงคจ ะทาํ นิตกิ รรมเรอ่ื งอน่ื อกี ตองไดร บั ความยนิ ยอมเปนเรื่องๆ ทกุ คร้ังไป สว นกรณผี เู ยาวไดร บั ความยินยอมใหท าํ ธุรกจิ ทางการคาหรอื ธรุ กิจอนื่ ๆและทาํ สญั ญาเปน ลกู จา ง แลว ผูเยาวขออนญุ าตเพียงครงั้ เดียว เม่ือไดร บั คาํ ยนิ ยอมแลว ผเู ยาวมฐี านะเสมอื นดงั ผูบ รรลุนิติภาวะใน กิจการที่ไดร บั อนญุ าตนนั้ สามารถทาํ นติ กิ รรมตา งๆ ในขอบเขตทีเ่ กี่ยวพันกบั กิจการดังกลา วไดอ ยา ง สมบรู ณ โดยมติ อ งรับความยนิ ยอมอกี ทลี ะเรื่องเปนครงั้ ๆ ไป 2. ก. ผเู ยาว ประสงคจะเปดรานขายเครื่องกีฬา แต ข. ผูแทนโดยชอบธรรมไมอ นญุ าต ก. จึงรอ งขอ ตอ ศาล ศาลอนุญาตแลว ก. จงึ เชา หองแถวเปด รา นขายเคร่อื งกีฬาอยูทีท่ าพระจนั ทร ปรากฏวา ก. ใชจาย ฟมุ เฟอย ซอื้ สินคา ราคาแพงจากตางประเทศมาวางขาย แตไ มมีคนซือ้ รานคา ขาดทนุ ข. ตองการให ก. เลกิ คา ขาย แต ก. ไมยอมอางวา สามารถทาํ ไดต ามลาํ พงั ดังน้ี ข. มีทางแกไขกรณี ก. ไมสามารถทํา การคา ขายนไ้ี ดอยา งไร เปนกรณีผูเยาวไดร บั อนุญาตจากศาลไปประกอบธุรกิจการคา แลวไมส ามารถจดั การการคา ขาย ได ทางแกไ ขกโ็ ดยใหศาลเปนผูสง่ั ถอนคนื คําอนญุ าต โดย ข เปน ผรู องขอใหศ าลส่งั ได 3.2 คนไรค วามสามารถ 1. บุคคลวิกลจริตน้ันนอกจากหมายถงึ บคุ คลที่มีจิตไมป กติ หรือสมองพกิ ารไมม คี วามรสู กึ ผดิ ชอบอยา งท่ีเรียกกนั วา คนบา แลวยังหมายรวมถงึ บคุ คลทม่ี กี ริ ยิ าอาการผิดปกติธรรมดาเพราะสติวปิ ลาส เนือ่ งจากเจบ็ ปวยถงึ ขนาดไมม ีความรูสึกผิดชอบและไมส ามารถประกอบกิจการใดๆ ไดด วย 2. ผมู สี ิทธริ องขอใหศ าลมีคาํ ส่งั ใหบุคคลเปน คนไรความสามารถไดแ ก คสู มรส ผบู ุพการคี ือบดิ า มารดา ปยู า ตายาย ทวด ผูสบื สันดาน คือ ลูกหลาน เหลน ลอ้ื ผูปกครอง หรอื ผูพ ิทักษ หรอื พนกั งาน อัยการ 3. ผลของการเปนคนไรความสามารถนั้น ทาํ ใหค นวกิ ลจริต ตกไปอยูภ ายใตความดแู ลของ บคุ คลอ่ืนซ่ึงเรยี กวา “ผูอนุบาล” และไมอาจทํานติ กิ รรมใดๆโดยตนเองไดเลย หากทําไปนิติกรรมเปน โมฆียะหมด หากจําเปนตอ งทํานิตกิ รรมใดๆ ผูอ นบุ าลตองเปน ผูทาํ แทน ดงั นั้นจึงไมมีเรืองการใหความ ยินยอมหรอื ขอ ยกเวน การทํานติ กิ รรม
17 4. การเปนคนไรค วามสามารถ เร่มิ ตัง้ แตวนั ท่ีศาลมคี าํ สง่ั ไมม ีผลยอ นหลังไปถงึ วันทเี่ ริม่ อาการ วิกลจรติ และส้นิ สุดลงเม่อื ศาลเพกิ ถอนคาํ ส่งั เปน คนไรความสามารถ ในเม่อื เหตุอนั ทาํ ใหไรค วามสามารถ สน้ิ สดุ ลง 5. หลักเกณฑก ารคุมครองคนวกิ ลจรติ ท่ศี าลยังไมไดส ่งั ใหเ ปน คนไรค วามสามารถ คือคน วิกลจรติ นั้นโดยหลกั ทาํ นติ ิกรรมมผี ลสมบูรณ เวน แตจะพสิ ูจนไ ดวา 1) ทาํ นิติกรรมในขณะมจี ริตวิกล และ 2) คกู รณอี กี ฝายหน่ึงไดร อู ยูแลว วา ผทู าํ วิกลจริต นิตกิ รรมจึงมผี ลเปนโมฆียะ 3.2.1 หลักเกณฑการเปน คนไรความสามารถ 1. กฎหมายมีขอบเขตคมุ ครองคนวกิ ลจรติ เพยี งใด เพราะเหตใุ ด คมุ ครองคนวกิ ลจรติ ทงั้ ทถ่ี กู ศาลส่งั ใหเปน คนไรค วามสามารถแลว และยังไมไดส ง่ั ใหเปน คน ไรความสามารถ เพราะถอื วา คนวกิ ลจรติ ไมมีความรสู กึ ผิดชอบ และไมสามารถแสดงเจตนาไดโดยถกู ตอ ง 2. ก อายุ 74 ป เปน อมั พาต มือเทา ขา งขวาและรางการแถบซีกดานขวาเคลอื่ นไหวไมไ ด เคลือ่ นไหวรางกายไดเฉพาะแถบดานซาย แตค ลานไประยะใกลๆได สามารถลกุ ข้ึนน่ังได แตล ุกขึน้ ยืน ไมได ตอบคาํ ถามไดบ า ง มีความเขาใจคาํ ถามดี แตไ มสามารถพูดประโยคยาวๆได ดังนี้ ข บตุ รของ ก ซ่ึง รูวาทา นเปนนักศึกษา มสธ สาขานติ ิศาสตร จงึ มาปรกึ ษาเพ่อื ดําเนินการรอ งขอให ก เปนคนไร ความสามารถ ใหท า นใหค ําแนะนําท่ีถกู ตองแก ข วาจะรอ งขอให ก เปนคนไรความสามารถไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด น้ี คอื บุคคลซึ่งศาลจะส่ังใหเ ปนคนไรความสามารถนัน้ จะตอ งมลี ักษณะอยา งหน่ึงอยา งใดใน 2 ประการ ก) เปนคนวกิ ลจรติ คอื มจี ิตผดิ ปกตหิ รอื สมองพกิ ารอยา งทเี่ รยี กกนั วา คนบา ควบคมุ สติตนเอง ไมไ ดแ ละไมมีความรูสกึ ผดิ ชอบเยยี่ งบคุ คลธรรมดาและอาการวกิ ลจริตน้ตี อ งเปน อยางมาก และตอ ง เปน อยูเปน ประจาํ หรอื ข) เปนคนมีกริ ยิ าผิดปกตเิ พราะสตวิ ิปลาส คือ ขาดความราํ ลกึ ขาดความรูสกึ ผดิ ชอบเน่อื งจาก เจ็บปว ยจนไมสามารถประกอบกจิ การงานของตนเองหรอื ประกอบกจิ การสวนตวั ไดท ีเดยี ว ตามอุทาหรณ ก. ไมเ ปนบคุ คลวกิ ลจรติ และอาการเจบ็ ปว ยของ ก. ยงั ไมเขา ลักษณะผูมกี ริ ยิ า ผดิ ปกติเพราะสตวิ ปิ ลาสตามขอ 2 เพราะยังมคี วามรสู กึ ผิดชอบและสามารถประกอบกจิ การงานของ ตนเองได จงึ รอ งขอให ก. เปนคนไรค วามสามารถไมไ ด 3. ก เร่ิมมอี าการวิกลจริตต้งั แตเ ดือนมกราคม 2520 ครนั้ วันท่ี 15 มีนาคม 2523 ข ภรยิ าของ ก จงึ ยืน่ คาํ รองขอให ก เปนคนไรความสามารถ ศาลมคี าํ สง่ั เม่ือวันท่ี 10 มิถนุ ายน 2523 และประกาศโฆษนา ในราชกจิ จานเุ บกษาเมือ่ วนั ท่ี 1 สิงหาคม 2523 ดังนถ้ี ือวา ก เปน คนไรความสามารถตั้งแตเมอื่ ใด วนั ที่ 10 มถิ ุนายน 2523 3.2.2 ผูมสี ทิ ธิรอ งขอใหศาลมีคาํ สั่งใหบ ุคคลเปนคนไรความสามารถ พ่ี นอง ลุง ปา นา อา หลาน (ลกู ของพ่ีนอ ง) ของคนวิกลจรติ มสี ทิ ธิรอ งขอใหศาลส่ังคนวกิ ลจริต เปนคนไรค วามสามารถหรอื ไม เพราะเหตใุ ด โดยหลกั พ่ี นอ ง ลุง ปา นา อา และ หลาน (ลกู ของพ-่ี นอง) ไมมีสทิ ธริ องของใหค นวกิ ลจรติ เปน คนไรความสามารถ เพราะไมใชบ ุคคลทรี่ ะบไุ วใ นมาตรา 28 แตถ า บคุ คลดงั กลาว เปนผพู ทิ ักษต ามความ จริง กลา วคือเปน ผดู แู ลพทิ กั ษและคุม ครองชวยเหลอื เลยี้ งดคู นวกิ ลจริตอยูตามความเปน จรงิ เปนการ พิทกั ษต ามพฤตนิ ยั ก็มีสทิ ธิรอ งขอได 3.2.3 ผลตามกฎหมายของการเปนคนไรความสามารถ 1. ผลตามกฎหมายของการทถี่ ูกศาลสัง่ ใหเ ปนคนไรค วามสามารถ มีประการใดบาง อธบิ ายถา ก ลูกเศรษฐซี ง่ึ เปน คนไรค วามสามารถ ไดเชารถยนตส ปอรต รุนใหมม าขบั ขเี่ ลน หนงึ่ คันมีกาํ หนดหน่ึงเดือน เสยี คา เชาเดือนละ 3,000 บาท โดยผอู นบุ าลไดใ หค วามยนิ ยอมกอ นตกลงทําสัญญาเชาแลว สญั ญาเชา ที่ ไดทาํ ข้นึ น้ีชอบดว ยกฎหมายหรอื ไม เพราะเหตุใด ผลของการถกู ศาลสง่ั ใหเ ปน คนไรค วามสามารถคอื ก) ตอ งเปน ผอู นุบาลคอยดูแล ข) ไมส ามารถ ทํานติ กิ รรมใดๆ ไดเลย ไมว า ขณะใด หากทาํ ลง นติ กิ รรมเปน โมฆียะ ถา ทาํ พนิ ัยกรรมๆ เปน โมฆะ ตามอุทาหรณ แมจะไดร บั คาํ ยินยอมของผอู นบุ าลใหเ ชา รถได สัญญาเชากเ็ ปน โมฆียะ เพราะคน ไรค วามสามารถไมอ าจทํานติ กิ รรมใดๆ ไดเ ลย ไมม ขี อ ยกเวน การทาํ นิติกรรมและการใหค วามยนิ ยอม 2. หลกั เกณฑก ารต้ังผอู นบุ าลมีวาอยางไร เพราะเหตุใดกฎหมายจึงวางหลกั เกณฑเ ชนน้ัน ในเบ้ืองตน พจิ ารณากอนวา คนไรค วามสามารถสมรสแลว หรือยงั และแยกพจิ ารณาการตงั้ ผู อนุบาลเปน 2 ประการดงั น้ี คอื
18 ก) ยังไมสมรส ไมว า คนไรค วามสามารถจะบรรลนุ ิติภาวะแลวหรอื ไมก ต็ าม ตง้ั บดิ ามารดา รว มกนั เปนผอู นบุ าล ถา มแี ตบ ิดาหรอื มารดา ใหบ ดิ าหรอื มารดาเปน ผูอนบุ าล กรณีทมี่ ีขอ ยกเวน อยวู า ถามี เหตุผลพิเศษ ศาลจะไมต ง้ั บดิ าหรอื มารดา แตง ตงั้ ผอู ื่นเปนผอู นุบาลกไ็ ด ข) สมรสแลว ตง้ั สามหี รอื ภรรยาเปนผอู นุบาล โดยมขี อ ยกเวน วา ถา มเี หตสุ าํ คัญทส่ี ามหี รอื ภรรยาไมส มควรเปนผอู นบุ าลและมผี ูรอ งขอ ศาลจะต้งั บคุ คลอนื่ เปน ผูอนบุ าลก็ได เหตทุ ่วี างหลกั เกณฑไวดงั กลา ว เพราะกฎหมายใหเ ปน ดลุ พนิ ิจของศาลท่ีจะพจิ ารณาตั้งผู อนบุ าลโดยเพงเล็งถึงประโยชนแ กคนไรค วามสามารถเปนขอ ใหญแ ละความสนทิ สนมของคนไร ความสามารถเปน ขอพิเคราะห 3. จงอธบิ ายอํานาจหนาท่ีของผูอนุบาล ความอนบุ าลมลี กั ษณะคลา ยคลึงกบั ความปกครองผเู ยาวโ ดยกฎหมายบญั ญตั ใิ หน าํ บทบัญญตั ิวา ดว ยอาํ นาจหนา ทีข่ องผใู ชอ าํ นาจปกครอง และผปู กครองมาใชโ ดยอนโุ ลม พึงสงั เกตในเบอื้ งตนวา คนไร ความสามารถไมอ าจทํานติ กิ รรมใดๆ ไดโดยตนเองเลย ดังนัน้ จึงไมน าํ เรื่องความยนิ ยอมและขอ ยกเวน การ ทาํ นติ กิ รรมของผูเยาวม าใชบังคบั คงมแี ตเรอื่ งทาํ แทนเทานัน้ สวนผอู นุบาลจะมอี าํ นาจท่จี ดั การทรพั ยส นิ แทนไดแ คไหนเพยี งใด ขนึ้ อยูกบั วา ใครเปนผูอนุบาล กลา วคอื ก) กรณีบดิ ามารดา เปน ผอู นุบาลบุตรซงึ่ ยงั ไมบรรลนุ ติ ิภาวะ ผอู นบุ าลมอี าํ นาจหนา ที่ เชน เดียวกบั ผใู ชอ าํ นาจปกครอง ข) กรณบี ดิ ามารดา เปน ผอู นุบาลบตุ รทบ่ี รรลุนิตภิ าวะแลวหรือกรณี บคุ คลอืน่ ทม่ี ิใชบดิ า มารดาหรอื คสู มรสเปน ผูอ นบุ าล ผอู นบุ าลมีอาํ นาจหนา ท่เี ชน เดยี วกบั ผปู กครอง ค) กรณีสามหี รือภรยิ าเปน ผูอนบุ าล ผอู นุบาลมอี ํานาจหนาทีเ่ ชนเดยี วกบั ผูใชอ าํ นาจ ปกครองแตมขี อจาํ กดั อาํ นาจเพม่ิ เติมบางประการในเรอ่ื งการจัดการทรพั ยส ินทเี่ ปน สินสวนตวั และสินสมรส ตามตาม ปพพ.มาตรา 1598/16 3.2.4 การสิ้นสดุ เปนคนไรความสามารถ ก เปนคนไรค วามสามารถและอยใู นความอนุบาลของ ข ภริยา ตอ มา ก หายจากอาการวิกลจรติ และกับมาประกอบอาชีพคาขายตามเดมิ แลว ก ซื้อรถยนตคันหนงึ่ ใสชื่อบุคคลอ่นื เปน เจาของ ข ไมพอใจ และประสงคจ ะบอกลา งนติ ิกรรมซอ้ื ขายรถยนตรายน้ี จงอธิบายวา ข สามารถทาํ ไดห รือไม บอกลา งได เพราะนติ กิ รรมซือ้ ขายรถยนตเปน โมฆียะ ทง้ั นีเ้ นือ่ งจากสภาพการเปน คนไร ความสามารถของ ก ยงั ไมส นิ้ สุดลง เพราะการเปนคนไรความสามารถจะสนิ้ สดุ ลงเม่อื (1) อาการวกิ ลจรติ หายเปนปกติ (2) มคี ําสง่ั ศาลใหเ พิกถอนคาํ สง่ั เดิมทใี่ หเ ปน คนไรค วามสามารถตามอทุ าหรณ แม ก ไมม อี าการ วิกลจรติ แลวแตย งั ไมไ ดรอ งขอตอ ศาลใหส ัง่ เพิกถอนคาํ ส่ังเดิมทีใ่ หเ ปน คนไรค วามสามารถ ฉะน้นั สภาพ การเปนคนไรค วามสามารถจงึ ยังคงมอี ยู และจะยงั มีอยตู ลอดไปจนกวาศาลจะมคี าํ สัง่ เพิกถอนคาํ ส่ังเดมิ 3.2.5 คนวิกลจรติ ที่ศาลยังไมไดส ่งั ใหเ ปน คนไรความสามารถ การทํานติ ิกรรมของคนวกิ ลจริตทีศ่ าลยังไมไ ดส่งั ใหเปน คนไรความสามารถ มีผลแตกตา ง จากผล การทาํ นิติกรรมของคนไรค วามสามารถหรอื ไม แตกตา งกนั คอื ถา คนวกิ ลจริตทศี่ าลยงั ไมสง่ั ใหเปน คนไรความสามารถทาํ นิตกิ รรม กิจการนนั้ มี ผลสมบรู ณไมเ ปน โมฆียะ นอกจากพิสูจนไ ดวา 1) นิตกิ รรมไดท าํ ลงในขณะวกิ ลจริต และ 2) คกู รณอี ีก ฝา ยหน่ึง ไดร ูอ ยูแลว วา ผทู าํ เปน คนวกิ ลจรติ หากพสิ จู นไ ดว า 2 ประการดงั กลา ว นติ ิกรรมจงึ เปน โมฆียะ ซงึ่ แตกตา งจากคนไรความสามารถ กลาวคือ นิตกิ รรมทที่ ี่คนไรค วามสามารถไดท าํ ลงไป ไมว า ขณะมีจติ วิกลจริต หรอื ขณะมจี ิตปกตกิ ต็ าม นติ กิ รรมนัน้ เปน โมฆียะเสมอ และคกู รณอี กี ฝา ยไมอ าจอา งไดวา ไมรู เพราะการเปน คนไรความสามารถไดป ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา และถอื วา ประชาชนทั่วไปไดร แู ลว 3.3 ความเสมอื นไรค วามสามารถ 1. บคุ คลซง่ึ มเี หตุบกพรอง เพราะรา งกายพกิ าร หรือจิตฟน เฟอ นไมสมประกอบ หรือมีความ ประพฤติสุรยุ สรุ ายเสเพลเปน อาจิณ หรอื ตดิ สรุ ายาเมา หรอื มเี หตุอื่นใดทาํ นองเดยี วกนั น้นั ถึงขนาดไม สามารถจัดทําการงานโดยตนเองได หรือจดั กิจการไปในทางทีอ่ าจจะเสอื่ มเสียแกท รพั ยสนิ ของตนเอง หรือครอบครวั เม่ือมผี ูรอ งขอ ศาลอาจส่งั ใหเปน คนเสมอื นไรค วามสามารถ และใหอยูในความพทิ กั ษของ บุคคลอื่น ซึ่งเรียกวา “ผูพทิ กั ษ” 2. คนเสมือนไรความสามารถยอมใชส ิทธแิ ละปฏิบตั ิหนาที่อยางบุคคลธรรมดาทัว่ ไป ยกเวน การ ทาํ นติ กิ รรมบางประเภททีก่ ฎหมายระบไุ วใน ปพพ.มาตรา 34 ท่ีตองไดร ับความยนิ ยอมของผูพิทักษกอน การทที่ ํานนั้ จึงมีผลสมบรู ณ แตถ า ฝาฝน ทํานิตกิ รรมไปโดยปราศจากความยินยอม การทที่ ําข้ึนนน้ั จะเปน โมฆยี ะ นอกจากนิตกิ รรมตามตามมาตรา 34 แลว ถา มพี ฤติการณ อันสมควรศาลจะสงั่ ใหการทํานติ กิ รรม อยา งอ่นื ตองไดรบั ความยินยอมของผพู ทิ ักษก อนก็ได อยางไรกต็ าม ถาเหตุแหง การเปน คนเสมอื นไร ความสามารถนน้ั มีเหตมุ าจากการพิการ หรอื จติ ไมสมประกอบ ไมมสี ภาพทีจ่ ะจัดการงานของตนเองไดเลย ศาลจะสั่งใหผูพิทกั ษเปน ผมู ีอาํ นาจกระทําการแทนก็ได
19 3. การเปน คนเสมอื นไรค วามสามารถสน้ิ สุดลงดวยเหตุ 3 ประการ คอื 1) คนเสมอื นไร ความสามารถตาย 2) ถูกศาลสั่งใหเปน คนไรความสามารถ และ 3) เหตุบกพรองหมดไป และศาลสั่งเพกิ ถอนคาํ สั่งใหเปนคนเสมอื นไรความสามารถแลว 3.3.1 บคุ คลทีอ่ าจถูกศาลส่ังใหเปนคนเสมือนไรค วามสามารถ 1. บคุ คลประเภทใดบา ง ทอี่ าจถกู สั่งใหเ ปน คนเสมอื นไรค วามสามารถ บคุ คล ทมี่ เี หตุ 2 ประการ ดงั ตอ ไปนปี้ ระกอบกนั คอื ก) มีเหตบุ กพรอง ข) เพราเหตบุ กพรอ งทํา ใหไ มส ามารถประกอบกิจการงานไดโดยตนเอง เหตุบกพรอ ง มี 5 ประการ คือ ก) กายพกิ าร ข) จติ ฟน เฟอ นไมส มประกอบ ค) ประพฤติสุรุย สรุ าย เสเพล เปนอาจณิ ง) ตดิ สุรายาเมา จ) เหตอุ ื่นๆ ทาํ นองเดยี วกันกบั ขอ ก-ง 2. ก มพี ช่ี ายคนหนึง่ คือ ข และมีบตุ รบุญธรรมจดทะเบยี นรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายแลวอีก หนงึ่ คนคือ ค ก ประสบอุบตั ิเหตุทําใหสมองพกิ าร มีอาการบา ๆ บอๆ ไมสามารถจดั การงานของตนเองได ข จึงใหก ารดูแลรกั ษาพยาบาลตลอดมา สว น ค แตง งานแลวแยกไปอยกู บั ภรรยา ใหอ ธบิ ายวา ใครเปนผูมี สทิ ธิรองขอให ก เปน คนเสมอื นไรความสามารถและใหอ ยูในความพทิ กั ษใ ดบา ง แยกออกเปนสองกรณีคอื (1) ข เปนพ่ชี ายของ ก จงึ ไมเ ปน ผูท ร่ี ะบไุ วใ นมาตรา 28 ใหม ีสิทธิรอ งขอให ก เปน คนเสมือนไร ความสามารถ แต ข เปน ผดู แู ลและรกั ษาพยาบาล ก ตลอดมาจงึ เปนผพู ทิ กั ษต ามความเปน จรงิ และรอ ง ขอให ก เปน คนเสมือนไรค วามสามารถและใหอ ยใู นความพทิ กั ษได ในฐานะผพู ทิ กั ษต ามพฤตินยั (2) ค เปน บุตรบญุ ธรรม ที่จดทะเบยี นรบั บตุ รบญุ ธรรมถกู ตอ งตามกฎหมายแลว จงึ มีฐานะอยา ง เดยี วกบั บตุ รชอบดว ยกฎหมายของ ก และเปน ผสู ืบสนั ดานของ ก ตามทรี่ ะบุไวใ นมาตรา 28 มสี ิทธริ อง ขอให ก เปน คนเสมอื นไรค วามสามารถ และใหอยใู นความพิทกั ษไดเ ชน เดียวกัน 3.3.2 ผลของการเปน คนเสมอื นไรความสามารถ 1. อธบิ ายผลของการท่ถี ูกศาลสงั่ ใหเปน คนเสมอื นไรความสามารถ ตอ งจดั ใหอ ยใู นความพทิ ักษ 2. ผพู ิทักษ ตา งกับผูอนบุ าลหรือไม อธิบายหนาท่ีของผพู ทิ ักษ ผพู ทิ ักษ ไมสามารถทาํ นิตกิ รรมบางชนดิ คนเสมอื นไรความสามารถนน้ั นอกจากกรณีทกี่ ฎหมาย ระบไุ วโดยเฉพาะแลว ถอื วา มคี วามสามารถใชสิทธิไดอ ยางบคุ คลธรรมดาทัว่ ไป เฉพาะกจิ การทีร่ ะบไุ วใน ปพพ. มาตรา 34 หรอื กิจการทศี่ าลอาจส่งั เปน พิเศษเทา นั้นท่ีคนเสมอื นไรค วามสามารถถกู จาํ กดั ความสามารถ การจาํ กดั ความสามารถนีก้ ็เพยี งแตว า ตอ งไดร ับความยนิ ยอมของผพู ทิ กั ษกอ น ซง่ึ หากฝา ฝนกิจการนน้ั เปน โมฆียะ ผพู ทิ ักษไ มม อี ํานาจหนา ทจ่ี ดั การทรพั ยส ิน หรอื ทาํ กิจการแทนคนเสมอื นไรค วามสามารถ และไมม ี ฐานะเปน ผแู ทนโดยชอบธรรมของคนเสมอื นไรค วามสามารถ ผพู ทิ กั ษเ ปนเพียงผชู วยเหลอื ควบคมุ ดแู ล และใหค วามยนิ ยอมในเมอื่ คนไรค วามสามารถจะทาํ กิจการทสี่ าํ คญั ตาม ปพพ. มาตรา 34 เทา นนั้ ผูพิทกั ษ มใิ ชผูเร่มิ ทาํ งาน แตคนเสมอื นไรค วามสามารถเปนผดู าํ เนนิ งานโดยตนเอง ยกเวน เขา กรณตี ามมาตรา 34 วรรคสาม ผพู ทิ กั ษจะมหี นา ทเ่ี ชนเดียวกับผูอนบุ าล 3. คนเสมือนไรค วามสามารถรบั การยกใหโดยเสนหา ไมม เี ง่อื นไขหรือการตดิ พนั โดยไดร บั ความ ยินยอมจากผพู ิทกั ษ การรับการยกใหโดยเสนห าน้ี สมบูรณเพยี งใด หรือไม เพราะเหตใุ ด ตามหลกั คนไรความสามารถทาํ นิตกิ รรมไดอ ยา งบคุ คลธรรมดาทวั่ ไปเฉพาะแตก จิ การตาม ปพพ. มาตรา 34 และกจิ การพิเศษท่ศี าลส่ังหา มเทานัน้ ทต่ี อ งไดร ับความยนิ ยอมจากผพู ทิ กั ษก อ น นติ กิ รรมจงึ มี ผลสมบรู ณ การรบั การยกใหโดยเสนห าไมมีเง่อื นไขหรอื ภาระติดพนั ไมข ดั ตอ มาตรา 34 (7) ซง่ึ หา ม เฉพาะรบั การใหโดยเสนหาท่ีมเี งอ่ื นไขหรอื คา ภาระตดิ พนั และตาม มาตรา 35 (6) หา มเฉพาะการใหโดย เสนหา ทตี่ อ งไดร บั ความยินยอมของผพู ิทกั ษ และไมปรากฏวา ศาลไดมีคาํ ส่ังหามการรับการยกใหโ ดย เสนห าวา ตอ งไดร บั ความยนิ ยอมจากผพู ทิ ักษก อน ดงั น้ัน การรับการยกใหโดยเสนห าจงึ มีผลสมบูรณ 3.3.3 ความสน้ิ สดุ แหงการเปน คนเสมือนไรความสามารถ ก เปน คนเสมือนไรค วามสามารถเพราะจติ ฟนเฟอ น โดยมี ข เปน ผูพ ิทักษ ตอมา ก หายจากโรค จิตฟนเฟอ นและกลับมคี วามรูสึกผดิ ชอบดังเดิมแลว สามารถทาํ การงานไดเปน ปกติ แต ข ถงึ แกความตาย ดังนี้ การเปนคนเสมือนไรความสามารถส้นิ สดุ หรือไม เพราะเหตุใด (1) ฐานะการเปนคนเสมือนไรความสามารถยงั ไมสนิ้ สุดลง เพราะศาลยงั ไมไ ดสงั่ เพกิ ถอนคําส่งั เดิม (2) ผพู ิทกั ษต ายไมเ ปน เหตสุ ้นิ สุดแหงการเปน คนเสมือนไรค วามสามารถ
20 แบบประเมินผล หนว ยท่ี 3 ความสามารถ คนไรความสามารถ คือบุคคลวิกลจริตท่ศี าลมีคําส่งั ใหเ ปนคนไรความสามารถตอ งอยูใ นความอนบุ าล (มาตรา 28 ) การใดๆ อนั คนไรค วามสามารถทาํ การน้ันเปนโมฆยี ะ (มาตรา 29) ซึง่ อาจบอกลา งหรือใหสัตยาบันได กฎหมายกาํ หนดให ภมู ลิ าํ เนาของคนไรค วามสามารถไดแกภ ูมลิ าํ เนาของผูอนุบาล (มาตรา 45) ผูอ นุบาล คอื บุคคลที่ศาลแตงต้ังใหเปนผดู แู ลอนบุ าลคนไรค วามสามารถ รวมทัง้ การจดั การดูแลทรัพยส นิ ตลอดจนทํา หนาที่ตางๆ แทนคนไรค วามสามารถในกรณีทีค่ นไรความสามารถมีคูสมรส คสู มรสยอ มเปน ผูอ นุบาล (มาตรา 1463) ถาไมม คี ู สมรสไมว าจะเปนผเู ยาวหรือไมบ ิดามารดายอมเปนผูอ นุบาล แตศ าลอาจจะต้งั บุคคลอืน่ เปนผูอนบุ าลกไ็ ด บคุ คลวิกลจริต มิไดเ ปนเฉพาะบคุ คลผมู ีจิตผิดปกติ เปนคนบา เทาน้ัน แตหมายถึงบคุ คลที่มีอาการกริ ิยาผิดปกติเพราะ สติวปิ ลาสคือขาดความลําลกึ ขาดความรูสึก และขาดความรสู ึกผิดชอบดว ย เชน ผทู ่ีปว ยเปนโรคเนอื้ งอกในสมอง ตอ งนอนอยู บนเตยี งตลอดเวลา มอี าการพดู ไมได ไมไดย ิน ตาทั้งสองขางมองไมเหน็ มีอาการอยางคนไมม ีสติสมั ปชญั ญะใดๆ ถือเปน คน วกิ ลจริต คนเสมอื นไรความสามารถ คือบคุ คลท่ีไมถ ึงกบั เปนคนวกิ ลจริต แตเปน บคุ คลทีไ่ มส ามารถจะจดั ทาํ การงานของ ตนเองได เพราะกายพกิ าร จิตฟนเฟอนไมส มประกอบ หรอื ประพฤตสิ รุ ยุ สรุ า ยเสเพลเปนอาจิณ หรือตดิ สรุ ายาเมา หรือมีเหตุอน่ื ๆ ในทาํ นองเดยี วกันและศาลไดมคี ําสั่งใหเ ปนคนไรความสามารถแลว ซึง่ จะตอ งอยูในความพิทกั ษ (มาตรา 32) ผูพทิ ักษ คอื บุคคลท่ีศาลแตงต้ังขึ้นใหเปนผูค อยดแู ลชวยเหลอื โดยใหค วามยินยอมแกคนเสมอื นไรความสามารถใน การทาํ กิจการบางอยางที่กฎหมายเห็นวา สําคัญ ความเปนคนเสมอื นไรค วามสามารถสน้ิ สุดลงเมื่อ (ก) คนเสมือนไรความสามารถตาย (ข) คนเสมอื นไรความสามารถนั้นกลับกลายเปนคนวกิ ลจริตและถกู ศาลสง่ั ใหเ ปน คนไรความสามารถ (ค) เหตุท่ีศาลไดสั่งใหเปนคนเสมอื นไรความสามารถไดส นิ้ สุดลงแลว และศาลไดส ่ังเพกิ ถอนคาํ ส่ังที่ใหเปนคน เสมือนไรค วามสามารถน้นั แลว 1. ผูเยาวบ รรลนุ ิตภิ าวะ เมอ่ื อายคุ รบ 20 ปบ รบิ ูรณ (มาตรา 19 บคุ คลยอ มพนจากภาวะผูเยาวแ ละบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยีส่ ิบปบ ริบรู ณ มาตรา 20 ผูเยาวยอ มบรรลนุ ติ ภิ าวะเม่ือทาํ การสมรสหากการสมรสน้นั ไดทําตามบทบญั ญตั มิ าตรา 1448 ) 2. ผูเ ยาวอ ายุ 14 ป ทาํ พนิ ัยกรรมจะมผี ลทาํ ใหต กเปน โมฆะ (มาตรา 25 ผูเยาวอาจทาํ พนิ ยั กรรมไดเมื่ออายุ 15 ปบ ริบรู ณ ) 3. ก ผเู ยาว ขายทด่ี ินโดยมีบดิ ามารดาลงชือ่ เปน พยานในสัญญาซื้อขายจะมีผลคือ ทาํ ไมไ ดต องขออนญุ าต ศาลกอ น 4. ผวู กิ ลจริต ทอี่ าจถูกศาลสง่ั ใหเ ปนคนไรค วามสามารถ (มาตรา 28 บคุ คลวกิ ลจรติ ผูใด ถาคูสมรสกด็ ี ผบู พุ การีกลาวคือ บิดามารดา ปยู า ตายาย ทวดก็ดี ผูสบื สันดานกลา วคือ ลูก หลาน เหลน ลอ่ื กด็ ี ผปู กครองหรือผูพิทักษก็ดี ผูซ่งึ ปกครองดูแลบุคคลนนั้ อยกู ด็ ี พนักงานอัยการก็ดี รองขอตอ ศาลใหสั่งใหบุคคลวกิ ลจริตผูนั้นเปน คน ไรค วามสามารถ ศาลจะส่งั ใหบ ุคคลวิกลจริตผูน้ันเปน คนไรความสามารถก็ได บุคคลซึ่งศาลไดสง่ั ใหเปน คนไรความสามารถตามวรรคหน่ึง ตองจัดใหอยใู นความอนบุ าล การแตง ต้ังผูอนุบาล อํานาจหนาที่ ของผูอ นุบาล และการส้ินสุดของความเปนผอู นบุ าล ใหเปน ไปตามบทบญั ญัติบรรพ 5 แหงประมวลกฎหมายน้ี ) 5. คนไรค วามสามารถ กฎหมายบัญญตั ใิ หต องอยูในความอนุบาล (ตาม มาตรา 28 วรรคสอง บุคคลซ่งึ ศาลไดส ่ังใหเปนคนไรความสามารถตามวรรคหน่งึ ตองจดั ใหอยใู นความอนุบาล การแตงต้ังผู อนุบาล อํานาจหนาท่ีของผูอนุบาล และการส้ินสุดของความเปนผูอนบุ าล ใหเ ปนไปตามบทบัญญตั ิบรรพ 5 แหง ประมวลกฎหมายน้ี) 6. คนวิกลจริตทศี่ าลยงั ไมไ ดส ั่งใหเปนคนไรความสามารถทํานติ กิ รรม มผี ลสมบูรณ แตอ าจเปน โมฆียะ ถา ทาํ ในขณะมีอาการวิกลจรติ และคกู รณีอกี ฝา ยรวู าผทู าํ เปนคนวกิ ลจรติ (มาตรา 30 การใด อันบุคคลวกิ ลจริตซึง่ ศาลยังมิไดส ั่งใหเ ปนคนไรความสามารถไดกระทําลง การนัน้ จะเปนโมฆียะตอเมื่อไดก ระทําใน ขณะทบ่ี ุคคลน้ันจริตวกิ ลอยู และคูกรณีอกี ฝา ยหน่ึงไดรูแ ลว ดว ยวาผูกระทําเปน คนวกิ ลจริต ) 7. นิติกรรมทผ่ี เู ยาวสามารถทาํ ไดโ ดยไมตอ งรับคํายินยอมจากผูแ ทนโดยชอบธรรมกอ น คอื รบั การใหโดย เสนห า (มาตรา 34 คนเสมือนไรความสามารถนั้น ตอ งไดร บั ความยินยอมของผูพทิ กั ษกอนแลว จงึ จะทาํ การอยางหนง่ึ อยางใดดังตอไปนี้ (1) นําทรัพยสินไปลงทุน (2) รับคืนทรัพยส ินทไ่ี ปลงทุน ตน เงินหรือทุนอยางอื่น (3) กยู มื หรือใหกูย มื เงิน ยืมหรือใหยืมสงั หารมิ ทรัพยอนั มีคา (4) รบั ประกนั โดยประการใดๆอนั มผี ลใหตนตองถกู บังคับชําระหน้ี (5) เชาหรือเชาสังหาริมทรัพยม ีกําหนดเกินกวาระยะเวลา 6 เดือน หรืออสังหาริมทรพั ยม ีกําหนดระยะเวลาเกินกวา 3 ป (6) ใหโ ดยเสนหา เวน แตก ารใหท่พี อควรกาฐานานรุ ูป เพื่อการกุศล การสังคม หรอื ตามหนาท่ีธรรมจรรยา (7) รับการใหโ ดยเสนหาทมี่ ีเง่ือนไข หรอื คาภาระติดพนั หรือไมร ับการใหโดยเสนหา (8) ทาํ การอยางหนึ่งอยางใดเพือ่ จะไดมาหรอื ปลอยไปซงึ่ สิทธใิ นอสังหารมิ ทรัพยห รือในสังหาริมทรัพยอนั มคี า (9) กอสรางหรอื ดัดแปลงโรงเรือนหรือสงิ่ ปลูกสรา งอยางอ่ืน หรอื ซอ มแซมอยางใหญ (10) เสนอคดีตอศาลหรือหรอื ดําเนินกระบวนพิจารณาใดๆ เวนแตการรองขอตามมาตรา 35 หรือการรองขอถอนผพู ิทกั ษ (11) ประนีประนอมยอมความหรอื มอบขอ พิพาทใหอ นุญาโตตุลาการวนิ จิ ฉัย ถามีกรณอี ื่นใดนอกเหนือจากทีก่ ลาวในวรรคหนงึ่ ซึ่งคนเสมือนไรค วามสามารถอาจจัดการไปในทางเสอ่ื มเสียแกทรพั ยส ินของตนเอง หรือครอบครวั ในการส่ังใหบ คุ คลใดเปนคนเสมือนไรความสามารถ หรือเมอื่ ผพู ิทักษรองขอในภายหลัง ศาลมีอํานาจสั่งใหค นเสมอื นไร ความสามารถนั้นตองไดรบั ความยนิ ยอมของผูพทิ กั ษก อนจงึ จะทําการน้ันได ในกรณีทีค่ นเสมือนไรค วามสามารถไมสามารถจะทําการอยา งหน่ึงอยางใดที่กลา วมาในวรรคหน่ึง หรือวรรคสองไดด ว ยตนเองเพราะ เหตมุ ีกายพิการหรือมีจติ ฟนเฟอนไมสมประกอบ ศาลจะสั่งใหผูพิทักษเ ปน ผูมีอาํ นาจกระทําการแทนคนเสมอื นไรความสามารถกไ็ ด ในการเชนน้ี ใหน ําบทบัญญตั ทิ เ่ี กยี่ วกับผูอนบุ าลมาใชบ งั คับแกผูพทิ ักษโดยอนุโลม คําสัง่ ของศาลตามมาตราน้ี ใหป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา การใดกระทําลงโดยฝาฝนบทบญั ญัติมาตราน้ี การนั้นเปนโมฆยี ะ 8. บคุ คลผมู สี ิทธริ อ งขอใหศาลสงั่ ใหบ ุคคลใดๆตกเปน เสมอื นคนไรค วามสามารถ คอื พนักงานอยั การ
21 (มาตรา 28 บคุ คลวิกลจรติ ผูใ ด ถา คสู มรสก็ดี ผูบ พุ การกี ลาวคอื บิดามารดา ปยู า ตายาย ทวดกด็ ี ผูส ืบสันดานกลาวคอื ลูก หลาน เหลน ล่ือก็ดี ผปู กครองหรอื ผูพทิ ักษก็ดี ผซู ึ่งปกครองดูแลบคุ คลนั้นอยกู ด็ ี พนักงานอยั การก็ดี รองขอตอศาลใหส ั่งใหบ คุ คลวกิ ลจริตผูน ้ันเปน คน ไรค วามสามารถ ศาลจะสั่งใหบคุ คลวิกลจรติ ผูนัน้ เปน คนไรค วามสามารถก็ได บคุ คลซ่ึงศาลไดสงั่ ใหเปนคนไรความสามารถตามวรรคหน่ึง ตอ งจัดใหอยูใ นความอนบุ าล การแตงตั้งผูอ นุบาล อาํ นาจหนาที่ ของผอู นบุ าล และการส้ินสดุ ของความเปนผูอ นุบาล ใหเ ปน ไปตามบทบัญญตั บิ รรพ 5 แหง ประมวลกฎหมายนี้ ) 9. กิจการทค่ี นเสมอื นไรความสามารถทําไดเองโดยไมตองไดร บั ความยินยอมจากผูพทิ กั ษค อื รองขอถอนผู พิทกั ษ (มาตรา 34 (10) ) 10. เหตสุ น้ิ สุดแหงการเปนคนเสมอื นไรความสามารถ คอื ถกู ศาลสง่ั ใหเ ปน คนไรความสามารถ (มาตรา 36 ถาเหตุทศี่ าลไดส่งั ใหเปน คนเสมือนไรความสามารถ ไดสิ้นสุดไปแลว ใหน ําบทบญั ญัตมิ าตรา 31 มาใชบ ังคับโดย อนุโลม มาตรา 31 ถาเหตุท่ที ําใหเ ปนคนไรความสามารถไดส ้ินสดุ ลงไปแลว และเมื่อบุคคลน้ันเองหรือบุคคลใดๆ ดังกลาวมาในมาตรา 28 รอง ขอตอศาลก็ใหศ าลสั่งเพิกถอนคําสั่งที่ใหเปน คนไรความสามารถนั้น คาํ สัง่ ของศาลตามมาตราน้ใี หป ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ) หนวยที่ 4 นติ บิ คุ คล 1. นิตบิ คุ คลคือบคุ คลท่กี ฎหมายสมมติขน้ึ ใหมีสทิ ธแิ ละหนาทด่ี งั เชนบุคคลธรรมดา เวน แตสิทธิและ หนา ทีบ่ างประการท่ีถูกจาํ กดั โดยกฎหมาย โดยวตั ถุประสงคของนติ ิบคุ คลน่ันเอง หรอื โดยสภาพทีจ่ ะมีและ เปนไดเ ฉพาะแกบ ุคคลธรรมดาเทานน้ั 2. นิตบิ ุคคลจะมีข้นึ ไดก็โดยอาศัยอํานาจของกฎหมายบัญญตั ิรับรองใหเ ปน เชนนนั้ 3. นติ ิบุคคลตองมีผแู ทนคนหนงึ่ หรอื หลายคน ทัง้ นีต้ ามที่กฎหมาย ขอบังคับหรือตราสารจัดต้งั จะได กาํ หนดไว ความประสงคข องนติ ิบคุ คลยอมแสดงออกโดยผแู ทนของนติ บิ คุ คล 4. การสิน้ สดุ ของนติ ิบคุ คลมี 2 กรณี คอื การเลิกนิติบคุ คล และนติ บิ ุคคลรา งไป 4.1 หลักเกณฑเ บอ้ื งตนของนติ ิบคุ คล 1. นติ ิบคุ คลเกิดข้ึนมาเพ่ือรองรับพฒั นาการทางดานสงั คมและธรุ กิจซงึ่ เจรญิ กาวหนา นติ บิ คุ คลนั้นมี ความสําคัญเพราะ สามารถมสี ิทธหิ นา ทีท่ ่ีจะกอ ผลผกู พนั ในกฎหมายรวมถึงการดําเนนิ คดแี ละสามารถมี กรรมสิทธใ์ิ นทรพั ยสิน 2. เปน บุคคลท่กี ฎหมายสมมตขิ ้นึ มีสทิ ธิและหนา ท่ตี ามบทบัญญตั แิ หงประมวลกฎหมายน้ี หรือ กฎหมายอน่ื ภายในขอบเขตแหงอํานาจหนาที่ หรือวัตถปุ ระสงคดงั ไดบ ัญญัติ หรอื กําหนดไวในกฎหมาย ขอ บังคับ หรือตราสารจัดตงั้ 3. นิตบิ ุคคลน้ันสามารถรับผิดไดท ง้ั ในคดแี พง และคดอี าญา 4.1.1 ความเปนมาและความสําคญั ของนิตบิ ุคคล ความสาํ คญั ของนิตบิ คุ คลมอี ยา งไรบา ง (1) ความสําคญั ตอ บคุ คลภายนอก ซงึ่ ตอ งมผี แู ทนของนิตบิ คุ คลเปนผูแ สดงเจตนาแทนนติ ิบคุ คล ในการทาํ งานตา งๆ ตอ บคุ คลภายนอก (2) ความสาํ คญั ในการดําเนินคดี เนื่องจากผทู ี่จะฟอ งหรือถกู ฟอ งคดไี ด จะตอ งเปน บุคคล ธรรมดาหรือนติ บิ คุ คลเทา นนั้ (3) ความสําคญั ในการมีสทิ ธิในทรพั ยส ินซง่ึ นิติบคุ คลสามารถมกี รรมสทิ ธิ์ในทรพั ยสนิ ไดเ ชน เดยี ว กับบคุ คลธรรมดา 4.1.2 ลกั ษณะและสภาพของนติ ิบุคคล นติ ิบุคคลเกิดขึ้นไดอยา งไร และมีสิทธิและหนา ท่ีเหมอื นบุคคลธรรมดาหรอื ไม นิติบคุ คลเปน คณะบคุ คลทร่ี วมตวั กนั สมมตขิ ้นึ โดยอาศยั อาํ นาจกฎหมายรับรองใหมีสภาพบคุ คล โดยอาศัยผูแทนในการดาํ เนนิ กจิ การ ซงึ่ ยอมมีสทิ ธิ หนา ทเ่ี ชน เดยี วกบั บคุ คลธรรมดา เวนแต สทิ ธิ หนา ที่ โดยสภาพ ซงึ่ พงึ มไี ดแตเ ฉพาะบคุ คลธรรมดาเทา นน้ั 4.1.3 ความรบั ผิดชอบของนิติบุคคลทางคดี นิตบิ คุ คลจะมีความรบั ผดิ ชอบทางคดไี ดห รอื ไมอยางไร ความรบั ผดิ ชอบในทางคดขี องนติ บิ ุคคลมิไดท้งั ในคดแี พง อันไดแก การท่นี ิตบิ คุ คลทาํ ละเมดิ แม จะผา นข้นั ตอนจากการกระทําของผูแทนกต็ าม และความรับผิดในทางคดอี าญา หากความรบั ผดิ ชอบนั้น ผูแ ทนของนติ บิ คุ คลไดก ระทาํ ไปในการดาํ เนินงานตามวตั ถปุ ระสงคข องนติ ิบุคคล 4.2 การประกอบขน้ึ เปนนิตบิ ุคคล
22 1. นติ ิบุคคลจะมขี นึ้ ไดก็แตด ว ยอาศยั อาํ นาจแหงประมวลกฎหมายนี้หรอื กฎหมายอนื่ มี 2. ภูมลิ าํ เนาของนติ บิ คุ คล ไดแ ก ทต่ี ้งั สํานักงานใหญ ในกรณที ีม่ ีทที่ ําการหลายแหง หรอื สํานักงานสาขาใหถือวาทตี่ งั้ ของที่ทาํ การหรือสํานักงานสาขาเปนภูมิลาํ เนาในสว นกจิ การนน้ั ดว ย 3. สัญชาตขิ องนิติบุคคลนัน้ ใหถ ือวา มสี ญั ชาติตามกฎหมายที่กอตง้ั นิติบุคคลนน้ั 4.2.1 การกอตั้งนิตบิ ุคคล นติ ิบคุ คลตั้งข้นึ ไดอยางไร และตัง้ ขน้ึ ไดโดยวิธีใดบา ง นติ บิ ุคคลจะกอ ตัง้ ขน้ึ ได โดยอาศัยอาํ นาจแหงกฎหมาย คอื (1) โดยอาศัยอาํ นาจ ปพพ. (2) โดย อาศยั อาํ นาจตามกฎหมายอื่น ซึง่ เปนกฎหมายเฉพาะ วิธกี ารตั้งนติ บิ ุคคลมี 2 วธิ ี คือ - ตั้งโดยกฎหมาย คอื กฎหมายไดบญั ญตั กิ อ ตง้ั กิจการหรอื องคก รขนึ้ เมือ่ ไดมกี ารประกอบตง้ั ขนึ้ ตามวธิ กี ารของกฎหมาย และกฎหมายน้ันจะบญั ญตั โิ ดยตรงเลยวา ใหก ิจการหรอื องคก รน้นั เปนนติ ิบคุ คล - ตงั้ โดยวิธกี ารของกฎหมาย เปนการกระทาํ โดยอาศัยอํานาจของกฎหมาย แตต องปฏิบตั ิตาม ขน้ั ตอนและในทสี่ ุดจะมกี ารจดทะเบยี นตอ พนกั งานเจา หนา ที่ เมื่อจดทะเบยี นถกู ตอ ง จงึ เปนนิตบิ ุคคล 4.2.2 ภูมลิ ําเนานิติบคุ คล ท่ีใดเปนภมู ิลําเนาของนิตบิ ุคคล และนิตบิ ุคคลหนง่ึ สามารถมีภูมิลําเนาหลายแหงไดห รอื ไม ภมู ลิ าํ เนาของนติ ิบคุ คล ไดแกท ี่ต้ังสาํ นกั งานใหญ หรอื ถนิ่ ทีเ่ ลอื กเอาเปน ภมู ลิ าํ เนาเฉพาะการใด การหนงึ่ ตามขอ บงั คบั หรอื ตราสารจัดตง้ั นอกจากสํานักงานสาขา ซึง่ อาจมีอยใู นขอบงั คบั หรอื ตราสาร จดั ต้ัง หรอื ไมมีอยูในขอ บงั คบั หรือตราสารจดั ตงั้ ก็เปนภูมลิ ําเนาของนิตบิ ุคคลในสวนของกิจการท่ีได กระทาํ น้นั หากไดค วามวา ถิน่ นนั้ เปนทตี่ ง้ั ทท่ี าํ การหรือสาํ นกั งานสาขา ดงั นน้ั นิติบคุ คลหน่ึงจงึ อาจมี ภมู ิลาํ เนาไดหลายแหง 4.2.3 สญั ชาตขิ องนิติบุคคล นติ บิ ุคคลมีสัญชาติไดหรอื ไม และถือสัญชาตติ ามกฎหมายใด นิติบุคคลมสี ญั ชาตไิ ดต ามกฎหมายทก่ี อ ต้ังนิติบคุ คลนนั้ นติ ิบุคคลทต่ี ้งั ข้นึ ตามกฎหมายไทยจะได สัญชาติไทย สว นนิติบคุ คลทตี่ ้งั ขน้ึ ตามกฎหมายตางประเทศมฐี านะเปนนติ ิบุคคลตา งดา ว 4.3 การดําเนนิ งานของนติ บิ ุคคล 1. นิติบคุ คลยอ มมีสทิ ธแิ ละหนาทีต่ ามบทบัญญัตแิ หงกฎหมาย หรอื ภายในขอบเขตอาํ นาจหนาท่ี หรือวตั ถุประสงคท่กี าํ หนด หรอื ตราสารจัดต้ัง ท้ังยงั มีสิทธแิ ละหนาทีเ่ ชนเดยี วกบั บคุ คลธรรมดา เวน แต สิทธแิ ละหนาที่ซึ่งสภาพจะพงึ มีพึงเปนไดเ ฉพาะแตบุคคลธรรมดาเทานั้น 2. ผูแทนของนิติบคุ คลจะมีคนหน่ึงหรือหลายคนกไ็ ด ท้งั นเี้ ปนไปตามกฎหมาย ขอบงั คับหรอื ตราสาร จัดตงั้ จะกําหนดไว ผูแทนของนิตบิ ุคคลเปน ผจู ดั การนติ บิ คุ คลใหเปนไปตามวัตถุประสงคข องนิติบคุ คล 3. นติ บิ คุ คลตองรบั ผิดชอบชดใชค า สินไหมทดแทนเพ่อื ความเสยี หายตอ บุคคลอ่นื ถา ความเสียหาย นั้นเกิดจากการกระทําตามหนา ที่ของผแู ทนของนิติบุคคล แตถา ผแู ทนกระทาํ กจิ การนอกขอบวตั ถุประสงค หรอื เกินอํานาจ นิติบคุ คลไมต อ งรบั ผดิ แตผ แู ทนนิติบุคคลตองรับผดิ เปน สวนตวั 4.3.1 สทิ ธิและหนาทขี่ องนติ บิ ุคคล นิตบิ คุ คลมีสทิ ธแิ ละหนา ที่เพยี งใด นิติบคุ คลมสี ิทธิและหนา ที่ ตามกฎหมาย ไมวา ตาม ปพพ หรือ กฎหมายอน่ื ซงึ่ บญั ญตั เิ รอ่ื งน้ันๆ ไวโ ดยเฉพาะ และนอกจากมีสิทธแิ ละหนาท่ีตามกฎหมายดงั กลา ว ในการดําเนนิ งานจะตอ งอยใู นขอบแหง อาํ นาจหนา ทห่ี รอื วตั ถปุ ระสงคตามท่ีกาํ หนดไวในกฎหมาย ขอบงั คบั หรอื ตราสารจัดตัง้ ดว ย จะดาํ เนนิ งาน นอกวตั ถปุ ระสงคไ มได นติ ิบคุ คลมสี ิทธิและหนา ที่ เชน เดียวกบั บคุ คลธรรมดา กลาวคอื หากโดยสภาพของสทิ ธแิ ละ หนาท่ีนนั้ บคุ คลสามารถทําได กค็ ือวา นติ บิ คุ คลทาํ ได แตส ทิ ธแิ ละหนา ท่ีบางอยา งทีโ่ ดยสภาพจาํ กดั เฉพาะ บคุ คลเทา นนั้ ทีม่ หี รอื ทาํ ได นติ บิ ุคคลก็ไมอ าจทาํ หรอื ดําเนินการได 4.3.2 ผแู ทนของนิติบคุ คล 1. นิติบุคคลจําเปนตอ งมีผูแทนของนิตบิ คุ คลหรือไม และหารกจําเปน ตอ งมี ตอ งมจี าํ นวน เทา ใด และใครคือผแู ทนของนติ บิ ุคคล นิตบิ คุ คลตอ งมีผแู ทนเปนผแู สดงเจตนาของนิตบิ คุ คลเสมอ สําหรบั จํานวนของผูแทนของนิติ บคุ คลนนั้ จะมคี นเดียวหรอื หลายคนข้ึนอยูกับกฎหมาย ขอ บงั คบั หรอื ตราสารจัดตง้ั จะกาํ หนดไว สาํ หรบั นติ ิ บคุ คลทีต่ งั้ ขน้ึ ตามกฎหมายอ่ืนๆ กต็ อ งดวู า ตามกฎหมายนน้ั ใครเปนผูแ สดงความประสงคข องนติ ิบคุ คล ได ผูนั้นก็เปน ผแู ทนของนติ บิ คุ คลทตี่ ง้ั ขน้ึ โดยวิธกี ารของกฎหมาย ตอ งพจิ ารณาขอบงั คบั หรอื ตราสาร จดั ตง้ั วากาํ หนดใหใครเปนผูแทนนติ บิ คุ คล
23 2. หากผูแทนของนติ ิบคุ คล กระทาํ การนอกขอบวตั ถุประสงคข องนิติบคุ คลและจะมผี ลผูกพัน นิตบิ คุ คลหรอื ไม เพยี งใด และใครจะตองรบั ผิดชอบตอความเสียหายทีเ่ กดิ ข้ึน โดยหลกั แลว ผแู ทนนิตบิ คุ คลตองดาํ เนินงานในขอบวตั ถปุ ระสงคข องนิตบิ คุ คล กจิ การน้นั จงึ จะ ผกู พันนติ ิบุคคล ดงั นัน้ หากผแู ทนไมทําในขอบวัตถปุ ระสงคของนติ บิ ุคคล หากเกดิ ความเสยี หายขน้ึ ผูแทนนนั้ ตอ งรบั ผดิ ชอบชดใชคา สนิ ไหมทดแทนแกผไู ดรบั ความเสยี หายโดยสว นตัว และผูแทนคนอนื่ ๆที่ ใหความเหน็ ชอบในการกระทําน้นั กต็ อ งรว มรบั ผิดชอบดวย 4.3.3 ความรบั ผดิ ชอบของนิติบุคคลตอ บุคคลภายนอก การกระทําของผูแทนของนิตบิ ุคคล ซึ่งเปนเหตุใหเกดิ ความเสยี หายแกบุคคลอนื่ ในกรณใี ดที่ นติ บิ คุ คลตอ งรบั ผดิ ชอบตอ บคุ คลภายนอก และในกรณีใดบางท่ีผแู ทนจะตอ งรับผิดชอบ ตองพิจารณาวา การกระทาํ ของผูแ ทนของนิตบิ ุคคล ซ่ึงทาํ ใหเกดิ ความเสยี หายแกบุคคลอน่ื นั้น เปน การกระทาํ ตามหนา ทข่ี องผูแทนหรือเปน การกระทาํ ทไ่ี มอ ยใู นขอบวัตถปุ ระสงคห รอื อํานาจหนาท่ีของ นิติบคุ คล หากเปนการกระทาํ ตามหนา ทขี่ องผแู ทนแลว นิติบคุ คลตอ งรบั ผดิ ชดใชค า สินไหมทดแทนใน ความเสียหายน้นั แตก ส็ ามารถไลเบ้ยี เอากบั ผคู วามเสยี หายได หากเกดิ การกระทาํ ทีไ่ มอยูใ นขอบวตั ถปุ ระสงค หรอื อาํ นาจหนา ทข่ี องนติ ิบคุ คลแลว ผูแ ทนของ นิตบิ ุคคลท่ีเหน็ ชอบในการกระทาํ นัน้ หรอื ผูแทนทกี่ ระทําการนนั้ ตอ งรว มกันชดใชคาสนิ ไหมทดแทนแกผ ทู ี่ ไดรับความเสียหาย อยางไรกต็ ามหากการกระทาํ ของผูแทนอยนู อกขอบวตั ถุประสงคข องนติ ิบคุ คล แตบุคคลไดร ับ เอาผลงานโดยตรงกเ็ ทา กบั เปน ใหสตั ยาบนั แกการทํางานของผแู ทน นิติบุคคลจึงตอ งรับผดิ ในความ เสยี หายท่เี กดิ ข้นึ กับบคุ คลภายนอกดว ย 4.4 การส้ินสุดของนติ ิบคุ คล 1. นิตบิ ุคคลเมอ่ื เกดิ ขึ้นโดยบทบัญญตั ิของกฎหมายก็เลกิ โดยบทบัญญัติของกฎหมาย โดยปฏิบตั ิ ตามท่กี ฎหมายกาํ หนดไว 2. นิติบคุ คลมวี ตั ถปุ ระสงคท กี่ ําหนดไวใ นตราสารจัดตง้ั และไดก าํ หนดเลกิ นติ ิบคุ คลไว 3. ในบางกรณนี ิตบิ คุ คลไดจัดตง้ั ข้ึนแลว แตไมดาํ เนนิ การใดๆ กเ็ ปน นิติบุคคลรางไป จึงถอื ไดวาเปน การเลิกนติ บิ คุ คลไปโดยปริยาย 4.4.1 การเลิกนิตบิ ุคคล การเลกิ นติ ิบุคคลกระทาํ อยา งไรบา ง (1) การเลิกนติ บิ คุ คลตามกฎหมาย โดยพิจารณากฎหมายท่จี ัดตั้ง หรือกาํ หนดวิธกี ารจัดตั้งนิติ บุคคลนั้นวา ไดกาํ หนดใหส น้ิ สดุ ลงอยา งไร (2) การเลิกนติ บิ คุ คลตามขอ บังคบั หรอื ตราสารจดั ตั้ง กลาวคือ กรณีไมม กี ฎหมายกําหนดไว ดู จากวตั ถุประสงคทก่ี าํ หนดในขอ บงั คบั หรอื ตราสารจัดตงั้ เมือ่ ไดท ําตามวตั ถปุ ระสงคเสร็จสิ้นแลว สภาพนิติ บุคคลก็ยอมหมดไป หรอื บางกรณีขอ บงั คับกับตราสารจัดตั้งนิตบิ ุคคลอาจกาํ หนดวธิ กี ารเลิกนติ บิ ุคคลไวก็ เปนไปตามนน้ั 4.4.2 นิตบิ คุ คลรา งไป กรณีใดทีถ่ ือวา นติ บิ ุคคลรา งไป และยังถือวานิตบิ คุ คลท่รี า งไปยังมีสภาพบุคคลอยูหรอื ไม กรณที ี่นิตบิ คุ คลรางไป เปน กรณที น่ี ติ บิ คุ คลยงั ไมไ ดเ ลิกไปโดยกระทําครบถว นตามกฎหมาย แตไ ดด าํ เนินกจิ การแลว ผแู ทนของนติ บิ ุคคลทีม่ อี ยูไมไ ดท าํ อะไร ปลอ ยใหนติ บิ คุ คลนั้นอยเู ฉยๆ ซึ่งยงั ตอง ถือวา มีสภาพเปน นิตบิ ุคคลอยู หากนิตบิ คุ คลนนั้ ดาํ เนนิ การตอไปกย็ อ มทําได แตอ ยา งไรก็เปน กรณที ่ีนติ ิ บุคคลไดร า งมาเปน เวลานาน นาจะถอื วา เปนการเลกิ นิตบิ คุ คลโดยปรยิ าย แบบประเมนิ ผล หนว ยที่ 4 นิติบุคคล นิตบิ คุ คลกอตง้ั ขึ้นไดก ็โดยอาศัยอาํ นาจ ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย ซึ่งแบงนติ ิบุคคลออกเปน 5 ประเภท คอื สมาคม มลู นิธิ หางหุนสวนสามัญ หางหุน สวนจาํ กดั และบรษิ ัทจํากัด กฎหมายอื่น เชน เนติบัณฑิตสภา มหาวิทยาลัย สาํ นักงานสภา ทบวงการเมือง ไดแ กก ระทรวง ทบวง กรมในรัฐบาล ตาม พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. 2534 บรหิ ารสว นกลาง บรหิ ารสว นภมู ิภาค พระราชบัญญัติคณะสงค วัดวาอาราม รวมท้ังมัสยิด
24 การสิ้นสุดสภาพนิติบุคคล ส้นิ สภาพโดยการยุบ หรอื ยกเลกิ การเปนนิตบิ คุ คล โดยผลของกําหมาย ขอ บงั คับ ตราสาร จัดตงั้ ตามทตี่ กลงกัน หรือโดยคําสั่งศาล การยุบหรือเลิกนติ บิ คุ คลไมม บี ทบัญญตั ิไวใ นหลกั ท่วั ไป การพิจารณาวา นติ บิ ุคคลใดสิ้น สภาพ ตองดจู ากกฎหมายเฉพาะเร่อื งของนิติบุคคลแตล ะประเภทนน้ั ผมู ีสว นไดเ สีย หมายถงึ ผไู ดประโยชนหรือเสียประโยชนใ นการดาํ เนนิ งานของนติ ิบคุ คลนน้ั เชน ผถู อื หุน นติ ิบุคคล คอื บุคคลที่กฎหมายสมมติข้นึ ใหมีสทิ ธแิ ละหนาที่เชน เดยี วกับบคุ คลธรรมดา เวน เสยี แตโ ดยสภาพจะพงึ มี พึงไดเฉพาะแกบคุ คลธรรมดา ท้ังน้ีโดยอยภู ายใตข อบแหงอํานาจหนาทีห่ รือวตั ถุประสงคท ่ีกําหนดไวใ นกฎหมาย ขอบงั คบั หรือ ตราสารจดั ต้งั ของนติ ิบุคคลน้ัน แตน ิตบิ คุ คลจะดําเนนิ งานหรอื ปฏบิ ัตงิ านตามวัตถุประสงคด ว ยตนเองไมไ ด ตอ งดําเนนิ หรอื ปฏบิ ตั ิงานโดยผูแทน ผูแ ทนจะเปนผแู สดงออกซึ่งความประสงคข องนิติบุคคลมอี ํานาจหนา ที่ที่กระทาํ การในนามนิตบิ ุคคลภายใน อาํ นาจของตน และถือเปน การกระทําของนิตบิ ุคคลเอง มิใชผรู บั มอบอาํ นาจจากนิตบิ ุคคลหรือนิตบิ ุคคลเปนผูส่งั การใหท ํา จงึ ไม ถูกจํากดั อํานาจตามมาตรา 801 1. นติ ิบุคคลมสี ทิ ธหิ นาที่ เหมอื นบคุ คลธรรมดา เวน แตสทิ ธหิ นา ท่ีบางประการถูกจํากดั โดยกาํ หมาย และ วัตถปุ ระสงคข องนติ บิ คุ คลนน้ั เอง และโดยหลกั ธรรมชาติ (มาตรา 67 ภายใตขอ บงั คับมาตรา 66 นิติบคุ คลยอมมสี ิทธแิ ละหนาท่ีเชนเดียวกับบคุ คลธรรมดา เวนแตสทิ ธแิ ละหนาท่ซี ง่ึ โดยสภาพ จะพึงมพี ึงเปนไดเ ฉพาะแกบ คุ คลธรรมดาเทาน้นั ) 2. นิติบุคคลมีข้นึ ไดโ ดย อาศัยอาํ นาจตามกฎหมายแพงและพาณชิ ย หรอื กฎหมายอ่ืน ( มาตรา 65 นิตบิ ุคคลจะมีขน้ึ ไดกแ็ ตดวยอาศยั อํานาจแหงประมวลกฎหมายนีห้ รือกฎหมายอ่ืน มาตรา 66 นติ ิบุคคลยอมมีสิทธแิ ละหนาทต่ี ามบทบญั ญัตแิ หง ประมวลกฎหมายน้ีหรือกฎหมายอน่ื ภายในของเขตแหงอํานาจหนาที่ หรอื วตั ถปุ ระสงคดังไดบญั ญตั ิหรือกําหนดไวใ นกฎหมาย ขอบังคบั หรอื ตราสารจดั ต้ัง ) 3. นิตบิ ุคคลไดแ ก (ก) มูลนธิ ิ (ข) บรษิ ทั จาํ กดั (ค) สมาคม (ง) กระทรวง ทบวง กรม (ง) หางหนุ สว น สามญั 4. ภูมลิ ําเนานติ ิบคุ คลไดแ ก (ก) ถ่นิ ทต่ี ้งั สํานกั งาน (ข) ถิ่นทีเ่ ลือกเอาเปน ภมู ิลาํ เนาเฉพาะหารตาม ขอบงั คบั (ค) ถนิ่ ทตี่ ัง้ สาํ นกั งานสาขา ( มาตรา 68 ภูมลิ ําเนาของนติ ิบคุ คลไดแ กถ นิ่ อันเปนทต่ี ้ังสาํ นักงานใหญ หรือถ่นิ อันเปนที่ตั้งท่ีทําการ หรือถ่นิ ทีไ่ ดเ ลือกเอาเปน ภูมลิ ําเนาเฉพาะการ ตามขอบังคบั หรือตราสารจดั ตั้ง มาตรา 69 ในกรณีท่นี ิตบิ คุ คลมีทีต่ ้ังท่ีทําการหลายแหง หรือมสี ํานกั งานสาขา ใหถ ือวาถิ่นอันเปนที่ต้ังของที่ทําการหรอื ของสํานักงาน สาขาเปนภูมลิ าํ เนาในสวนกิจการอนั ไดกระทาํ ณ ที่น้ันดวย ) 5. ขอความตอ ไปน้ีถูกตอง (ก) อนั ความประสงคข องนติ ิบคุ คลน้ัน ยอมแสดงปรากฏจากผแู ทน ทง้ั หลายของนติ บิ ุคคล (ข) ผแู ทนนิตบิ คุ คล คือ ผทู มี่ อี ํานาจหนา ที่จดั การแทนนิตบิ ุคคล (ค) นิติบุคคล อาจตองรว มรบั ผิดในทางอาญาดว ย 6. นิตบิ คุ คลสามารถมสี ทิ ธิ และหนา ท่ี เปนผูจดั การมรดกได (มาตรา 67 ภายใตบังคับมาตรา 66 นิตบิ ุคคลยอมมสี ทิ ธิและหนา ทีเ่ ชน เดียวกับบุคคลธรรมดา เวนแตสิทธิและหนาที่ซึ่งโดยสภาพจะ พงึ มพี ึงเปนไดเฉพาะแกบุคคลธรรมดาเทาน้นั ) ในเม่ือบุคคลธรรมดาเปนผูจัดการมรดกได นิติบุคคลกส็ ามารถเปนผจู ดั การมรดกไดเชนเดียวกัน 7. ถา ผจู ดั การนิตบิ คุ คลทําการตามหนาที่ แตเกดิ ความเสียหายแกบคุ คลภายนอก นติ ิบุคคลตอ งรบั ผิดชอบ ( มาตรา 76 ถาการกระทําตามหนาท่ีของผูแทนของนิตบิ ุคคลหรอื ผมู ีอาํ นาจทาํ การแทนนิติบคุ คล เปน เหตุใหเกดิ ความเสยี หายแก บุคคลอ่นื นิตบิ คุ คลนัน้ ตองรับผิดชดใชคา สินไหมทดแทนเพื่อความเสยี หายนนั้ แตไ มส ูญเสียสิทธทิ ่จี ะไลเ บี้ยเอาแกผ ูก อ ความเสยี หาย ถาความเสยี หายแกบ คุ คลอน่ื เกิดจากการกระทําที่ไมอ ยูในขอบวตั ถปุ ระสงคหรืออํานาจหนาทีข่ องนติ ิบุคคล บรรดาบุคคลดังกลาวตาม วรรคหน่ึงทไ่ี ดเหน็ ชอบใหกระทําการนั้น หรือไดเปนผูก ระทําการดังกลาวตองรว มกนั รับผิดชอบชดใชคาสินไหมทดแทนแกผ ูไดรบั ความเสยี หายนั้น ) 8. นติ บิ ุคคลไดแก (ก) ทบวงการเมือง (ข) วัดวาอาราม (ค) หา งหนุ สว นจํากดั ท่ีจดทะเบยี นแลว (ค) หา ง หุน สว นสามญั เปน นติ ิบุคคล นติ ิบุคคลไดแ ก สมาคม มลู นิธิ หางหุนสวนสามัญ หางหุนสวนจํากัด บริษทั จํากดั เนติบัณฑติ สภา มหาวิทยาลัย สาํ นกั งานสภา สาํ นักงานศาลรฐั ธรรมนูญ สภาตาํ บล องคการบริหารสวนตําบล มสั ยดิ ซ่งึ ไดจดทะเบยี นเปน นติ บิ ุคคลแลว โรงเรียนทีเ่ ปนสถานศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน และสถานศึกษาของรฐั ท่ีจดั การศกึ ษาระดับปริญญาตรี ทบวงการเมือง กระทรวง ทบวง กรม จงั หวดั องคการบรหิ ารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล ราชการสว นทอ งถิน่ เชน กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา วดั วาอาราม นติ ิบุคคลมีขึ้นไดก ็โดยกฎหมายใหอาํ นาจเทานั้น ถากฎหมายไมใหอาํ นาจกไ็ มเปน นติ บิ ุคคล เชน รัฐบาล สุเหรา คณะกรรมการรบั และ เปดซอง พวกนี้ไมอาจถูกฟอ งคดีในศาลได เพราะผูที่จะถูกฟองนั้นจะตองเปนบุคคลหรือนิตบิ ุคคล ตาํ แหนงหนาท่บี างตาํ แหนงมสี ิทธิหนาทต่ี ามกฎหมาย ซ่งึ อาจถูกฟองหรือฟองรองในฐานะที่กฎหมายระบุไว เชน ผวู าราชการจังหวัด นายอําเภอ ถงึ แมวาจะมิไดเปนนติ ิบุคคล 9. ถา ประโยชนไดเ สยี ของนติ บิ ุคคลขดั กับประโยชนไดเสยี ของผูแทนนติ บิ คุ คล ผูแทนนติ บิ คุ คลนัน้ จะเปน ผแู ทนในการน้ันไมได ( มาตรา 74 ถา ประโยชนไ ดเ สยี ของนติ บิ คุ คลขัดกบั ประโยชนไดเ สยี ของผูแทนนิตบิ คุ คลในการอันใด ผแู ทนของนิตบิ คุ คลน้ันจะเปน ผูแทนในการน้ันไมได ) 10. ขอ ทถี่ ูกตองคอื (ก) นติ บิ ุคคลกอ ตงั้ โดยประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย (ข) นิตบิ ุคคลสามารถ กอตัง้ ไดโ ดยกฎหมายอ่ืน (ค) มัสยดิ ทจ่ี ดทะเบยี นแลวเปน นติ ิบุคคล (ง) รัฐวสิ าหกจิ เปนนติ บิ คุ คล 11. ผูจัดการทาํ นอกขอบวัตถุประสงคข องนิตบิ คุ คลทาํ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกบ คุ คลภายนอก นติ บิ ุคคลไม ตอ งรับผิดชอบ และผูจดั การตองรบั ผดิ ชอบเปน สว นตวั ( มาตรา 76 ) 12. การเลกิ นติ ิบคุ คล (ก) นติ บิ ุคคลลมละลาย (ข) นิตบิ คุ คลรา ง (ค) เลกิ ตามตราสารจดั ตง้ั (ง) เลิก ตามขอ บังคบั การยุบหรือเลิกนติ ิบคุ คลไมมีบทบญั ญตั ไิ วในหลักทว่ั ไป การพจิ ารนาวา นิติบคุ คลใดสิ้นสภาพ ตอ งดูจาก กฎหมายเฉพาะเร่ืองของนติ ิบุคคลแตล ะประเภทน้นั
25 หนว ยที่ 5 นติ บิ ุคคล : สมาคม 1. สมาคมเปน นิติบคุ คลประเภทหน่งึ โดยมีลกั ษณะตอ เน่ืองรวมกัน และมใิ ชเปนการหาผลกาํ ไรหรือ รายไดม าแบง ปนกนั ตองมีขอ บงั คับและจดทะเบียนตามกฎหมาย โดยมรี ฐั เปน ผมู ีอาํ นาจควบคมุ สมาคม 2. สมาคมประกอบข้นึ ดวย ช่ือสมาคม การจดทะเบียน และภมู ลิ าํ เนาของสมาคม 3. การดาํ เนินงานของสมาคมกระทาํ โดยคณะกรรมการซึง่ เปน ผูแทนสมาคม โดยมสี มาชกิ ของ สมาคมเปนผตู รวจตราดูแลกจิ การไปตามมตทิ ี่ประชมุ ใหญข องสมาคม 4. สมาคมเลกิ ไดโ ดยวิธีกาํ หนดเหตเุ ลกิ สมาคมไวในขอบงั คับนน้ั เอง โดยสภาพหรือเลกิ เมื่อมบี คุ คล ผมู อี าํ นาจใหเ ลิกสมาคมสั่ง ซึ่งไดแ ก นายทะเบียน ศาล หรอื ผมู ีอํานาจใหเลิกตามกฎหมายอ่ืน 5.1 ลักษณะ ขอ บังคบั และการควบคุมสมาคม 1. สมาคมเปนนิติบคุ คล การกอต้งั สมาคมตอ งมีวตั ถุประสงคเ พอื่ กระทาํ การใดๆ อันมลี กั ษณะ ตอ เนือ่ งรว มกันและมใิ ชเ ปนการหาผลกาํ ไร หรือรายไดม าแบง ปน กัน ทง้ั ตองมีขอบงั คับและจดทะเบียน ตามบทบัญญัติแหง ปพพ น้ี 2. ขอ บงั คบั ของสมาคมเปน ขอกาํ หนดระเบยี บปฏบิ ตั ิ ใหสมาคมตองดาํ เนินการไปตามวัตถุประสงค ของสมาคมโดยขอบังคบั ตองมรี ายการตามทกี่ ฎหมายกําหนด 8 ประการ และตอ งจดทะเบียนสมาคมจงึ จะ เปนนติ ิบุคคล 3. รัฐเปนผมู อี ํานาจหนาที่ควบคุม การดาํ เนินงานของสมาคมซง่ึ มีนายทะเบยี นทองทีเ่ ปนผคู วบคมุ ดแู ลโดยรฐั มีอํานาจหนาทีใ่ นการออกกฎกระทรวง ควบคุมเกบ็ รักษาเอกสารทางทะเบยี นของสมาคม 5.1.1 ลักษณะของสมาคม สมาคมทจี่ ัดตั้งข้ึนมคี วามจําเปน ตองกาผลกาํ ไรหรอื รายไดห รือไม มาตรา 83 บญั ญัตวิ า “สมาคมท่ีไดจดทะเบยี นแลว เปน นิตบิ ุคคล” การจดทะเบียนสมาคมก็เพอ่ื ให สมาคมมฐี านะเปนนติ บิ ุคคลและสามารถดําเนินกิจการตางๆ ไดตามกฎหมายหากไมจดทะเบยี นไมถือวา เปนสมาคมผดู าํ เนินการและสมาชกิ มีความผิดทางอาญา การจดทะเบียนสมาคมเปน ขอ บงั คบั ทกี่ ฎหมาย บังคบั ใหท าํ 5.1.2 ขอ บังคับและการจดทะเบียนของสมาคม กฎหมายไดบ ญั ญตั ิไวถ งึ เรอื่ งขอบังคับของสมาคมไวอ ยา งไรบา ง ในประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย มาตรา 79 ไดบัญญตั เิ ร่อื งขอ บงั คบั ของสมาคมวา “ขอบงั คบั ของสมาคมอยา งนอยตอ งมรี ายการตอ ไปน”ี้ (1) ช่ือสมาคม (2) วัตถุประสงคข องสมาคม (3) ที่ตง้ั สาํ นกั งานใหญและท่ีตงั้ สํานกั งานสาขาทงั้ ปวง (4) วธิ รี ับสมาชิก และการขาดจากสมาชิก (5) อตั ราคา บาํ รุง (6) ขอ กําหนดเกย่ี วกบั กรรมการของสมาคม ไดแ ก จาํ นวนกรรมการ การตงั้ กรรมการ วาระดาํ รง ตาํ แหนง กรรมการ การพน ตําแหนงของกรรมการ และการประชมุ คณะกรรมการ (7) ขอกาํ หนดเกย่ี วกบั การจดั การสมาคมการบญั ชี และทรพั ยสินของสมาคม (8) ขอ กาํ หนดเกย่ี วกบั การประชมุ ใหญ ลกั ษณะน้เี ปน ผลบังคบั ของกฎหมาย ซ่ึงผรู างขอ บงั คบั จะตอ งกาํ หนดใหม ีความครบถว นตามที่ กลาวขา งตนนี้ จะขาดแมแ ตข อ ใดขอ หนง่ึ ยอมไมไ ด เพราะหากขาดไปขอ หนึ่งแลว นายทะเบยี นจะไมยอม จดทะเบียนให 5.1.3 การควบคุมสมาคม รัฐเขาควบคมุ ดาํ เนนิ งานของสมาคมทางใดบา ง รฐั เขา ควบคมุ ดาํ เนินงานของสมาคมไดโ ดยวิธกี ารดงั ตอ ไปนี้ (1) การออกกฎกระทรวงเกย่ี วกับการจดทะเบยี น คา ธรรมเนยี ม การดาํ เนินงานและการปฏบิ ตั ิและ การดาํ เนนิ งานบทบญั ญตั ิกฎหมายในสวนของสมาคม (2) การขอตรวจและคาสาํ เนาเอกสาร 5.2 สิง่ ทปี่ ระกอบขนึ้ เปน สมาคม 1. สมาคมตองใชชือ่ ซึง่ มคี ําวา “สมาคม” ประกอบกับชอ ของสมาคม 2. การขอจดทะเบยี นกระทําไดโ ดยสมาชกิ ของสมาคมจาํ นวนไมน อยกวา 3 คน รวมกันยนื่ คํารองตอ นายทะเบยี นแหง ทอ งที่ท่ีสํานักงานใหญข องสมาคมจะตัง้ ขน้ึ พรอมกบั แนบเอกสารดงั ตอไปน้ี คอื
26 ขอบังคับของสมาคม รายชอ่ื ที่อยู และอาชีพของผจู ะเปนสมาชิกไมน อยกวา 10 คน และรายช่ือท่อี ยู และ อาชพี ของผจู ะเปน กรรมการของสมาคมมากบั คาํ ขอดว ย 3. ภูมิลําเนาของสมาคมถือตามหลกั เกณฑข องภมู ิลาํ เนานติ ิบคุ คล โดยใหภ ูมิลําเนาของสมาคมอยูท่ี ท่ีตง้ั สาํ นักงานใหญ หากกรณีมีสาขาก็ใหถ ือวาทีต่ ง้ั ของสาํ นกั งานสาขาเปนภูมิลําเนาของสาขาน้ัน 5.2.1 ชอื่ ของสมาคม ชือ่ ของสมาคมตอ งใชค ําวา “สมาคม” นาํ หนาชอ่ื สมาคมเสมอไปหรอื ไม มาตรา 80 บัญญตั ิวา “ สมาคมตอ งใชชอ่ื ซ่ึงมคี ําวา “สมาคม” ประกอบกบั ชอื่ สมาคม ดงั นั้น สมาคมใชช อ่ื อยา งไรกไ็ ด แตตองมีคาํ วา “สมาคม” ประกอบดว ยเสมอไมวา จะไวหนา หรอื หลังชอื่ 5.2.2 วิธกี ารขอจดทะเบยี นสมาคม การขอจดทะเบียนสมาคมตองทาํ อยา งไรบา ง การขอจดทะเบยี นสมาคมตอ งมหี ลักเกณฑด งั ตอไปนี้ (1) ตองมจี าํ นวนไมน อ ยกวา 3 คน รว มกันยืน่ ขอ (2) ตอยนื่ คาํ ขอเปน หนังสอื ตอ นายทะเบียนทองทที่ ีส่ ํานกั งานใหญตั้งขน้ึ พรอ มแนบหลักฐานดังตอ ไปน้ี (ก) ขอ บงั คบั ของสมาคม (ข) รายชอ่ื ที่อยู และอาชพี ของผเู ปน สมาชกิ ไมนอ ยกวา 10 คน (ค) รายชอ่ื ที่อยู และอาชพี ของผูจะเปน กรรมการของสมาคม 5.2.3 ภมู ลิ ําเนาสมาคม ภูมิลาํ เนาของสมาคมน้นั จะกําหนดไดอยา งไร ภูมลิ ําเนาของสมาคมใหเปนไปตามภูมิลาํ เนาของนิตบิ คุ คลตามมาตรา 68 นน่ั คือ ใหท ตี่ ้ัง สํานักงานใหญเปน ภมู ลิ ําเนาของสมาคมน้ัน ในกรณที มี่ ีสมาคมสาขากใ็ หมีภมู ลิ าํ เนาท่สี าํ นกั งานสาขาได โดยถอื วา ทตี่ ง้ั ของสํานกั งานสาขาเปน ภูมิลําเนาสวนหนึง่ ของสาขานนั้ 5.3 การดําเนนิ งานของสมาคม 1. คณะกรรมการสมาคมเปนผดู าํ เนนิ กจิ การของสมาคมโดยเปนผูแ ทนของสมาคม ในกิจการอัน เกี่ยวกับบุคคลภายนอก จํานวนของคณะกรรมการขนึ้ อยูก บั ขอ บงั คับของสมาคมทรี่ ะบุไว การดาํ เนนิ งาน ของคณะกรรมการสมาคมตอ งดาํ เนนิ งานตามกฎหมาย และขอ บังคบั ภายใตก ารควบคุมดูแลของทป่ี ระชมุ ใหญสมาคม 2. จาํ นวนสมาชิกของสมาคมตอ งมไี มน อยกวา 10 คน สมาชกิ เปน ผมู สี ทิ ธกิ อตงั้ สมาคม ตรวจกิจการ และทรัพยสนิ ของสมาคมและเรียกประชมุ ใหญ สมาชิกมีหนา ทีต่ อ งชาํ ระคา บาํ รงุ สมาคมและตอ ง รับผดิ ชอบในหนส้ี นิ ของสมาคมไมเ กนิ จํานวนคา บํารุงสมาชกิ ท่คี า งอยู 3. การประชมุ ใหญของสมาคมมี 2 กรณคี ือ การประชุมใหญส ามัญและการประชมุ ใหญวสิ ามญั การ ประชมุ ใหญส ามัญนน้ั ตองจัดใหม ีอยา งนอ ยปล ะครง้ั ตามบทบัญญตั ิของกฎหมายโดยคณะกรรมการสมาคม การประชุมใหญวิสามัญเปนเรอ่ื งการเรียกประชมุ ใหญเ ปนพเิ ศษ ซ่งึ มกี รณีเรง ดวนเพื่อดาํ เนนิ การใดๆได ทันทว งที การเรยี กประชมุ นีอ้ าจเปนกรณีของคณะกรรมการสมาคมเรยี กประชุม หรือสมาชิกของสมาคมซ่ึง มีจํานวนตามที่กฎหมายกําหนดเรียกประชมุ ก็ได โดยตองสง หนงั สือนดั ประชุมไปยงั สมาชิกทุกคน หรือลง พิมพโฆษนากอนวันนัดประชมุ ไมน อยกวา 7 วัน โดยตองระบุ วนั เวลา และจดั ระเบียบวาระการประชุมเพือ่ มอบใหแ กส มาชิกในวนั ประชมุ ดว ย 4. มติท่ปี ระชมุ ใหญใ หถ อื เอาเสยี งขา งมาก เวนแตกรณที ่ขี อ บังคับสมาคมกําหนดเสียงขา งมากไว เปนพเิ ศษโดยเฉพาะ ถา คะแนนเสียงเทากนั ใหป ระธานในทปี่ ระชมุ ออกเสียงชี้ขาด 5. หากในการลงมติในทป่ี ระชุมใหญไมป ฏิบัติตามหรอื ฝาฝน ขอ บงั คบั ของสมาคมหรอื กฎหมาย สมาชกิ สมาคมหรือพนักงานอัยการอาจรอ งขอใหศ าลสั่งเพกิ ถอนมตินนั้ ได แตต อ งรองขอภายใน 1 เดือน นบั แตวันเริม่ ลงมติ 5.3.1 คณะกรรมการของสมาคม ผแู ทนสมาคมคือใคร และตอ งดาํ เนนิ การอยางไรในกิจการที่เกีย่ วขอ งกบั บคุ คลภายนอก การดาํ เนินงานของสมาคมในกิจการเกี่ยวกบั บคุ คลภายนอก ตอ งกระทาํ ในรูปของคณะกรรมการ โดยถอื วา คณะกรรมการเปน ผแู ทนสมาคม คณะกรรมการของสมาคมตอ งประกอบดว ยกรรมการตั้งแต 2 คนขน้ึ ไป ดาํ เนินกิจการของสมาคมตอ งเปนไปตามกฎหมายและขอ บงั คบั ของสมาคมภายใตก ารควบคุม ดูแลของทป่ี ระชมุ ใหญสมาคม ตามมาตรา 87 และมาตรา 86 5.3.2 สมาชกิ ของสมาคม
27 สมาคมตองมสี มาชิกจาํ นวนเทาใด และสมาชิกมสี ทิ ธิและหนา ทอ่ี ยางไร สมาคม ตอ งมสี มาชกิ ไมน อยกวา 10 คน และสมาชกิ ของสมาคมมีสทิ ธแิ ละหนา ทดี่ งั ตอ ไปนีค้ อื (1) เปนผกู อ ตั้งสมาคมโดยขอจดทะเบียน ตามมาตรา 81 (2) ตรวจตรากิจการและทรพั ยส นิ ของสมาคม ตามมาตรา 89 (3) ตอ งชาํ ระคา บาํ รุงตามมาตรา 90 (4) ตองรับผดิ ในหนส้ี นิ ของสมาคมไมเ กนิ จาํ นวนคาบาํ รุงสมาชิกทีค่ า งชาํ ระอยู ตามมาตรา 92 (5) มสี ทิ ธเิ รยี กประชุมใหญ ตามมาตรา 98 ทงั้ นม้ี ีสทิ ธริ อ งขอตอ ศาลใหเพกิ ถอนมตใิ นการ ประชมุ ใหญไดตามมาตรา 100 5.3.3 การประชุมใหญข องสมาคม การประชมุ ใหญข องสมาคมมีกก่ี รณี อะไรบา ง การประชมุ ใหญของสมาคมมี 2 กรณคี อื (1) การประชมุ ใหญสามญั ประจาํ ปซ ึง่ ตอ งจดั ใหม กี ารประชมุ ใหญอ ยา งนอ ยปละครัง้ (2) การประชมุ ใหญวสิ ามญั ซึง่ จะจัดข้นึ เมือ่ ใดกไ็ ดส ุดแตจ ะเหน็ สมควร อาจจะจดั การประชุมโดย คณะกรรมการสมาคม หรอื สมาชกิ สมาคมแลว แตกรณี 5.3.4 มติทีป่ ระชมุ ใหญและการเพิกถอนมตทิ ี่ประชุมใหญ ในการประชมุ ใหญครงั้ หนงึ่ การนดั ประชมุ ฝา ฝนขอบงั คับของสมาคม ที่ประชมุ ไดลงมติในการ ประชุมใหญค รั้งนน้ั เมอื่ วนั ที่ 25 มกราคม 2539 ตอมามีสมาชิกมารอ งตอศาลใหเพิกถอนมติของสมาคมใน การประชมุ ครงั้ น้ี เมื่อวนั ท่ี 27 กมุ ภาพนั ธ 2539 ดงั นี้ ชอบท่จี ะทําไดหรือไม การรอ งขอเพกิ ถอนมตทิ ี่ประชุมใหญดงั กลาว ไดร อ งขอเกดิ กาํ หนด 1 เดือน นับแตว ันลงมตจิ ึงไม สามารถรองขอเพกิ ถอนได เพราะขาดอายคุ วามในการฟอ งรอ ง เพราะกฎหมายกาํ หนดใหรอ งขอเพกิ ถอน เสยี ภายใน 1 เดอื น นับแตว นั ลงมตินั้น 5.4 การเลิกสมาคม 1. สมาคมยอ มเลกิ ดวยเหตผุ ลใดเหตุผลหนงึ่ ดงั ตอ ไปนี้ 1) เม่อื มเี หตตุ ามท่ีกําหนดในขอบังคับ 2) ถาสมาคมตงั้ ขึ้นใชเฉพาะเวลาใด เมื่อสน้ิ ระยะนั้น 3) ถาสมาคมตง้ั ข้นึ เพอื่ กระทํากจิ การใด เมอ่ื กจิ การนั้นเสรจ็ ส้ิน 4) เมอื่ ทปี่ ระชุมใหญม มี ตใิ หเ ลกิ 5) เม่ือสมาคมลมละลาย 6) เมื่อนายทะเบียนถอนชือ่ สมาคมออกจากทะเบียน 7)เม่ือศาลสง่ั ใหเลิกสมาคม 2. ผูมีอาํ นาจเลกิ สมาคมคือ นายทะเบยี นสมาคม ศาล หรอื ผมู ีอํานาจใหเลิกตามกฎหมายอนื่ 3. เม่ือเลกิ สมาคมแลว ใหนายทะเบียนประกาศในราชกิจจานเุ บกษา และใหมีการชาํ ระบัญชสี มาคม ทรพั ยสินท่ีเหลือของสมาคมใหโอนแกส มาคม หรอื มลู นธิ ิ หรอื นติ บิ ุคคลทไี่ ดระบุไวใ นขอบังคบั ของ สมาคม หรือมตทิ ป่ี ระชมุ ใหญ ถาในขอบังคบั หรือท่ีประชุมใหญไมไ ดระบไุ วใหทรพั ยสนิ ทเี่ หลืออยตู กเปน ของแผน ดิน 5.4.1 เหตุเลกิ สมาคม กรณีใดบา งท่ีจะเปน เหตุใหเลกิ สมาคม กรณที ีจ่ ะเปน เหตใุ หเ ลกิ สมาคมมบี ญั ญตั ิไวในมาตรา 101 ซ่งึ มี 7 กรณดี งั ตอิ ไปน้ี (1) เมือ่ มเี หตตุ ามท่ีกาํ หนดในขอ บงั คับ (2) ถา สมาคมตง้ั ขึ้นไวเ ฉพะระยะเวลาใด เมอื่ สิ้นระยะเวลานน้ั (3) ถาสมาคมต้ังขึน้ เพือ่ จะทาํ กิจการใด เมอื่ กิจการน้นั สําเร็จแลว (4) เมื่อทแ่ี ระชมุ ใหญมมี ติใหเลกิ (5) เมอื่ สมาคมลม ละลาย (6) เมอื่ นายทะเบยี นถอนชือ่ สมาคมออกจากทะเบยี นตามมาตรา 102 (7) เมอ่ื ศาลส่งั ใหเ ลกิ ตามมาตรา 104 5.4.2 ผมู ีอาํ นาจใหเลกิ สมาคม ผมู ีอํานาจใหเลิกสมาคมไดแ กใครบา ง ผูมีอาํ นาจใหเลิกสมาคมไดค ือ บคุ คลตอ ไปน้ี (1) นายทะเบียนโดยใหเ ลกิ สมาคมตามกฎหมายแพงและพาณิชย (2) โดยศาลส่ังเลกิ สมาคมตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย (3) ผมู อี าํ นาจใหเ ลิกสมาคมตามกฎหมายอืน่ ซ่งึ ตอ งพิจารณาเปน เร่อื งๆไป
28 5.4.3 ผลการเลิกสมาคม เมื่อมกี ารเลกิ สมาคมแลวและมที รพั ยสินเพยี งพอทีจ่ ะจัดแบง ใหสมาชกิ ได ผชู ําระบัญชีจดั แบง ใหแกส มาชิกไดห รือไม เพราะเหตใุ ด ผชู าํ ระบัญชจี ะจดั แบงทรพั ยส นิ ใหแกส มาชกิ ไมไ ด ทรพั ยสินดงั กลาวนี้ท่เี หลอื ตองโอนใหแก สมาคม หรือมลู นธิ ิ หรอื นติ ิบคุ คลทม่ี วี ัตถปุ ระสงคเ กย่ี วกบั การสาธารณกุศลตามทรี่ ะบุไวในขอ บังคบั ของ สมาคม หากขอ บงั คบั ไมระบชุ ่อื ไวก ต็ อ งเปนไปตามมตทิ ่ปี ระชุมใหญ แตถาขอ บงั คบั หรอื ทปี่ ระชมุ ใหญ ไมไ ดระบุรบั โอนหรือระบแุ ตไ มส ามารถปฏิบตั ไิ ดก ใ็ หท รพั ยส นิ นน้ั ตกเปน ของแผน ดนิ แบบประเมินผล หนว ยท่ี 5 นิตบิ คุ คล : สมาคม “สมาคม” คอื นิตบิ ุคคลทีเ่ ปนสมาชกิ ไดก อ ตัง้ ข้ึนเพื่อกระทาํ การใดๆ อันมลี ักษณะตอเนอื่ งรว มกัน และมิใชเปน การหา ผลกาํ ไรหรือรายไดมาแบงปน กัน ตอ งมีขอบังคับและจดทะเบียนใชคาํ วา “สมาคม” ประกอบซื่อของสมาคม สมาคม ประกอบดว ยหลักเกณฑดังนี้ บุคคลผูท่จี ะเปนสมาชกิ จํานวนไมน อยกวา 10 คน ตกลงรว มกัน เพ่อื กระทําการใดๆ อันมีลักษณะตอเน่ืองรวมกัน การกระทาํ ใดๆที่ทาํ รว มกันน้ี ตอ งมใิ ชเ ปนการหากําไรหรอื รายไดมาแบง ปนกนั ตองมีขอบังคับและจดทะเบียน ตองใชคาํ วา “สมาคม” ประกอบชื่อสมาคม เม่ือจดทะเบียนตาม ปพพ. แลว มฐี านะเปน นิติบุคคล การเลิกสมาคม คือการสิ้นสุดสภาพการเปน นิตบิ ุคคลของสมาคม ถา เปรยี บกับบุคคลธรรมดาก็คือการตายน่ันเอง ซ่งึ มอี ยู ดวยกนั 3 ประการ คือ ¾ เลกิ โดยผลของกฎหมาย ¾ เลิกโดยคาํ ส่ังของนายทะเบียน ¾ เลกิ โดยคําสง่ั ศาล สมาชกิ กับสมาคมมคี วามเกีย่ วพันซง่ึ กันและกัน พอสรุปไดดังนี้ สมาชกิ มสี ิทธิทีจ่ ะตรวจกิจการและทรัพยส ินของสมาคมในระหวางเวลาทาํ การของสมาคมได (มาตรา 89) ถา นอก เวลาทําการยอมไมมีสทิ ธิ สมาชกิ มหี นา ที่ตองตอ งชาํ ระคาบํารุงเตม็ จํานวนในวนั ทส่ี มัครเขาเปน สมาชกิ หรือในวันเร่ิมตนของระยะเวลาชาํ ระ คาบํารงุ แลว แตก รณี เวนแตข อบังคบั ของสมาคมจะกาํ หนดไวเปน อยางอืน่ (มาตรา 90 ) สมาชกิ มสี ิทธิจะลาออกจากสมาคมเม่ือใดก็ได เวนแตข อบงั คบั ของสมาคมจะกาํ หนดไวเปน อยา งอ่นื เชน กอ น ลาออกตองปฏิบัติตามเงอื่ นไขท่ีขอ บงั คบั กาํ หนดไวก อน เชน ชําระคา บํารงุ หรือหนคี้ างแกสมาคมกอน เปน ตน สมาชิกแตละคนมีความรบั ผิดชอบในหน้ขี องสมาคมไมเกินจาํ นวนคา บํารุงทีส่ มาชกิ คางชําระอยู (มาตรา 92 ) 1. ลกั ษณะของสมาคม คอื (ก) สมาคมเปนนติ ิบคุ คล (ข) มลี ักษณะทาํ การตอ เน่อื งรว มกนั (ค) มใิ ช เปนการหาผลกาํ ไร (ง) รัฐเปนผมู ีอาํ นาจควบคมุ (มาตรา 78 การกอ ตงั้ สมาคมเพื่อกระทําการใดๆ อันมลี กั ษณะตอเนอ่ื งรว มกันและมใิ ชเปนการหาผลกาํ ไรหรือรายไดมาแบงปนกัน ตองมขี อ บังคบั และจดทะเบียนตามบทบัญญัตแิ หงประมวลกฎหมายนี้ ) 2. สง่ิ ทต่ี อ งมีในขอ บังคบั สมาคมคอื (1) ชอ่ื สมาคม (2) วัตถปุ ระสงคข องสมาคม (3) ทต่ี ง้ั สํานักงานใหญ และทีต่ ั้งสํานักงานสาขาทัง้ ปวง (4) วธิ ีรบั สมาชกิ และการขาดจากสมาชกิ ภาพ (5) อตั ราคาบาํ รงุ (6) ขอกาํ หนด เก่ยี วกับคณะกรรมการของสมาคม ไดแ กจ าํ นวนกรรมการ การต้งั กรรมการ วาระการดาํ รงตําแหนง ของกรรมการ การ พน จากตาํ แหนง ของกรรมการและการประชมุ ของคณะกรรมการ (7) ขอกาํ หนดเกยี่ วกบั การจดั การสมาคม การบัญชี และทรัพยสนิ ของสมาคม (8) ขอ กําหนดเก่ียวกับการประชุมใหญ (มาตรา 79 ขอ บังคับของสมาคมอยา งนอ ยตองมรี ายการดงั ตอ ไปน้ี (1) ช่ือสมาคม (2) วตั ถุประสงคของสมาคม (3) ท่ีตง้ั สํานักงานใหญและทีต่ ้งั สํานักงานสาขาทั้งปวง (4) วธิ รี ับสมาชิก และการขาดจากสมาชกิ ภาพ (5) อตั ราคาบํารุง (6) ขอกําหนดเก่ยี วกบั คณะกรรมการของสมาคม ไดแ ก จาํ นวนกรรมการ การตงั้ กรรมการ วาระการดํารงตําแหนง ของกรรมการ การพนจากตําแหนงของกรรมการ และการประชมุ ของคณะกรรมการ (7) ขอ กาํ หนดเกี่ยวกบั การจัดการสมาคม การบญั ชี และทรัพยสินของสมาคม (8) ขอกาํ หนดเกย่ี วกับการประชุมใหญ ) 3. หนวยงานทม่ี อี าํ นาจออกกฎกระทรวงควบคุมสมาคมคือ กระทรวงมหาดไทย (มาตรา 109 ใหร ฐั มนตรีวา การกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามบทบัญญตั ใิ นสวนนี้ และใหมอี ํานาจแตง ตงั้ นายทะเบียนออก กฎกระทรวงเกย่ี วกับ (1) การยื่นคําขอจดทะเบยี น และการรับจดทะเบียน (2) คา ธรรมเนยี มการจดทะเบยี น การขอตรวจเอกสาร การคดั สําเนาเอกสาร และคา ธรรมเนียมการขอใหนายทะเบียนดําเนินการ ใดๆ เก่ียวกบั สมาคม รวมท้งั การยกเวนคาธรรมเนียมดังกลาว (3) การดําเนนิ กจิ การของสมาคมและการทะเบียนสมาคม (4) การอ่นื ใดเพ่อื ปฏบิ ัติใหเ ปน ไปตามบทบญั ญัติในสวนน้ี กฎกระทรวงน้ัน เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบงั คบั ได ) 4. ในการขอจดทะเบียนสมาคม (ก) ตองมขี อ บังคบั สมาคม (ข) ตอ งมกี รรมการสมาคม (ค) มีสมาชกิ ไมน อยกวา 3 คน รว มกนั ยนื่ คาํ รอ ง (ง) ตองยน่ื คาํ รอ งตอ นายทะเบียน ณ ทอ งทท่ี ีส่ าํ นกั งานใหญต ง้ั อยู
29 (มาตรา 81 การขอจดทะเบียนสมาคมนนั้ ใหผ จู ะเปนสมาชิกของสมาคมจํานวนไมน อยกวาสามคน รวมกนั ย่นื คําขอเปนหนังสอื ตอนาย ทะเบียนแหงทองที่ท่ีสาํ นักงานใหญข องสมาคมตัง้ ขน้ึ พรอมกบั แนบขอบังคับของสมาคม รายชอ่ื ท่อี ยู และอาชีพของผูจะเปนสมาชิกไมนอ ยกวา สิบคน และรายชอื่ ท่ีอยู และอาชพี ของผจู ะเปนกรรมการของสมาคมมากบั คําขอดว ย ) 5. ขอกําหนดเก่ียวกับกรรมการสมาคมคือ (ก) กรรมการสมาคมเปน ผแู ทนของสมาคม(ข) คณะกรรมการ ดาํ เนินการเปน ผดู าํ เนินการสมาคม (ค) จํานวนกรรมการขึน้ อยกู บั ขอ บงั คับสมาคม สมาคมทีจ่ ดทะเบยี นแลวเปน นิติบคุ คล ฉะน้ัน โดยสภาพจึงไมอ าจดําเนินการใหเปน ไปตามวัตถปุ ระสงคของสมาคมท่ีจดทะเบียนได โดยลําพัง เพราะไมมชี วิ ิตจิตใจ ตอ งมีบคุ คลผดู าํ เนินการบริหารกิจการของสมาคม ซ่งึ เรียกวา “คณะกรรมการสมาคม” คณะกรรมการสมาคม คือผมู ีอํานาจเปนผดู าํ เนินการบริหารกิจการของสมาคมตามกฎหมายและขอบังคับ (มาตรา 86 ) เพือ่ ใหเ ปนไป ตามวตั ถปุ ระสงค โดยถอื วาเปน “ผูแทน” ของสมาคมในกจิ การอันเกยี่ วกับบคุ คลภายนอก (มาตรา 87) ทั้งน้อี ยูภ ายใตการควบคุมดูแลของที่ ประชุมใหญ กลาวคือ นอกจากจะตองดําเนินการใหอยภู ายใตก รอบวัตถุประสงคของสมาคมแลว ยังตอ ใหเ ปนไปตามมติที่ประชุมใหญดว ย แตม ติน้ี ตองอยภู ายใตขอบวตั ถปุ ระสงคและกฎหมายดวย คณะกรรมการตองประกอบไปดวยบคุ คลมากกวา 1 คนขน้ึ ไป ซ่งึ ขอบังคับของสมาคมจะกําหนดวา คณะกรรมการสมาคมประกอบดวย ตําแหนงใดบาง ซ่งึ สว นใหญกจ็ ะประกอบดวย ตําแหนงนายกสมาคม เลขาธิการ นายทะเบียน ประชาสัมพันธ สวัสดกิ าร ปฏิคม เหรญั ญิก สาราณียกร และกรรมการอ่ืนๆ ดงั น้นั การดําเนินกิจการสมาคมตอ งเปนไปตามเสยี งขางมากของกรรมการ 6. เก่ยี วกับจํานวนสมาชิกของสมาคม สมาชิกตอ งไมน อ ยกวา 10 คน (มาตรา 81) 7. สทิ ธแิ ละหนา ทขี่ องสมาชกิ คอื เปน ผูกอ ตงั้ สมาคม 8. การประชุมใหญส มาคม มี 2 ประเภท คอื ประชมุ ใหญส ามญั และวสิ ามญั การประชมุ ใหญค อื การประชมุ บรรดาสมาชิกของสมาคมท้ังมวล หรือถือเปนกระบวนการหนึ่งของการดําเนินกิจการบรหิ ารของสมาคม เพราะคณะกรรมการสมาคมตองดําเนินกิจการภายใตการควบคมุ ดแู ลของท่ีประชมุ ใหญ (มาตรา 86) การประชมุ ใหญมี 2 ประเภทคอื (1) การประชุมใหญสามญั อยางนอ งตอ งจัดใหมกี ารประชุมปละ 1 ครง้ั ซง่ึ เปน หนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบโดยตรงของคณะกรรมการ สมาคม ที่จะตองจัดใหมีการประชมุ ขึ้น (มาตรา 93 ) สว นจะขึ้นในชว งเวลาใดนั้น ในขอบังคับของแตละสมาคมมกั จะกําหนดชว งเวลาที่จะจัด ประชมุ ไว (2) การประชมุ ใหญวิสามญั คณะกรรมการสมาคมจะเรยี กประชุมเมอื่ ใดกส็ ุดแตจะเห็นสมควร (มาตรา 94 ว 1 ) และหน่ึงๆ จะประชมุ ก่ี ครัง้ ก็ไดไมกาํ หนด นอกจากคณะกรรมการสมาคมจะมีอํานาจเรยี กประชุมแลว กฎหมายยังใหอาํ นาจสมาชกิ ของสมาคมรองขอใหเรียกประชุมได ดว ย 9. สทิ ธแิ ละหนาทข่ี องสมาชิกมดี งั ตอ ไปนี้ (ก) เปนผูก อ ตัง้ สมาคม (ข) ตรวจตรากจิ การของสมาคม (ค) ตรวจ ตรากิจการทรัพยส ินของสมาคม (ง) ตองชาํ ระคาบาํ รงุ (มาตรา 89 สมาชิกของสมาคมมีสิทธทิ ีจ่ ะตรวจตรากิจการและทรพั ยสินของสมาคมในระหวา งเวลาทําการของสมาคม มาตรา 90 สมาชิกของสมาคมตอ งชาํ ระคาบํารงุ เตม็ จาํ นวนในวนั ท่ีสมัครเปน สมาชกิ หรือในวันเรม่ิ ตน ของระยะเวลาชําระเงนิ คาบํารุง แลวแตกรณี เวนแต ขอ บงั คับสมาคมจะกําหนดไวเปนอยางอ่ืน ) 10. การเลกิ สมาคม (ก) มเี หตตุ ามขอ กําหนดในขอ บงั คับ (ข) เมื่อสมาคมลม ละลาย (ค) เมอ่ื ครบระยะเวลาที่ กําหนดไว (ง) ศาลส่ังใหเ ลกิ สมาคม (มาตรา 101 สมาคมยอมเลกิ ดวยเหตุหนึ่งเหตุใดดังตอไปน้ี (1) เม่อื มเี หตุตามที่กําหนดในขอ บังคบั (2) ถา สมาคมตั้งขนึ้ ไวเ ฉพาะระยะเวลาใด เมอื่ ส้นิ ระยะเวลาน้ัน (3) ถา สมาคมตั้งขน้ึ เพื่อกระทํากจิ การใด เม่ือกจิ การนัน้ เสรจ็ แลว (4) เม่ือท่ีประชุมใหญมีมติใหเลกิ (5) เมอ่ื สมาคมลมละลาย (6) เม่อื นายทะเบียนถอนชอ่ื สมาคมออกจากทะเบียนตามมาตรา 102 (7) เม่ือศาลส่ังใหเลิกตามมาตรา 104 ) หนวยท่ี 6 นิตบิ คุ คล : มูลนิธิ 1. มลู นิธิเปนนติ ิบคุ คลประเภทหน่งึ ซึง่ ไดแกทรัพยสนิ ที่จัดสรรไวโดยเฉพาะเพอื่ สาธารณกศุ ล การ ศาสนา ศลิ ปะ วทิ ยาศาสตร วรรณคดี การศกึ ษา หรอื เพอ่ื สาธารณประโยชนอยา งอนื่ โดยมไิ ดม งุ หา ผลประโยชนมาแบง ปนกนั และตอ งจดทะเบียนตามบทบัญญตั ิของกฎหมายนี้ 2. การประกอบข้ึนเปนมูลนิธิ ก็โดยการกอต้งั มลู นิธิ ซง่ึ ตองทําเปน หนงั สอื โดยระบุขอ บังคับและ แสดงถงึ วตั ถุประสงค รวมถงึ ชือ่ ของมูลนิธิ โดยย่ืนขอจดทะเบยี นตอ นายทะเบียน (กระทรวงมหาดไทย) เมอ่ื นายทะเบียนจดทะเบยี นใหแ ลว จึงเปน นิตบิ ุคคล 3. การดําเนนิ งานของมลู นธิ ิ ดาํ เนินงานในรปู ของกรรมการมูลนิธิ ซง่ึ ตอ งดําเนินงานใหเปนไปตาม วตั ถปุ ระสงคที่ต้งั มูลนิธิ 4. การเลิกมูลนธิ ิน้ันมี 2 ประการคอื การเลกิ โดยผลของกฎหมาย การเลกิ โดยคาํ ส่ังศาล เมือ่ เลิก มูลนธิ แิ ลว ตองชําระบญั ชี 6.1 หลกั เกณฑเ บ้ืองตน ของมูลนธิ ิ 1. มูลนธิ ไิ ดแกทรัพยส นิ ทีจ่ ัดสรรไวโ ดยเฉพาะสําหรบั วตั ถุประสงค เพอ่ื การกศุ ลสาธารณ การศาสนา ศิลปะ วทิ ยาศาสตร วรรณคดี การศึกษาหรอื เพอ่ื สาธารณประโยชนอยางอืน่ โดยมิไดม ุงหาผลประโยชนม า แบงปน กัน และไดจ ดทะเบียนตามกฎหมายน้ี
30 2. การจดั การทรพั ยสนิ ของมูลนธิ ิ ตอ งมิใชเ ปนการหาผลประโยชนเ พื่อบุคคลใด นอกจากเพอ่ื ดําเนินการตามวัตถปุ ระสงคของมูลนิธิเอง 3. กฎหมายกาํ หนดใหร ัฐควบคุมดูแลกิจการของมลู นธิ ิโดยใหมอี าํ นาจเขา ตรวจสอบเอกสาร และ ตรวจสอบกจิ การของมลู นธิ ิ รวมถงึ อาํ นาจในการออกกฎขอ บงั คบั ตา งๆ เกยี่ วกับมลู นิธดิ ว ย 6.1.1 ลกั ษณะของมลู นิธิ มลู นิธิมลี กั ษณะอยางไร และจาํ เปน ตองจดทะเบียนหรอื ไม มูลนธิ ิมีลกั ษณะดังตอไปน้ี ตาม ปพพ. มาตรา 110 ลกั ษณะของมลู นธิ ิคือ (1) เปน ทรพั ยสนิ ที่จดั สรรไวโดยเฉพาะ (2) สาํ หรับวัตถุประสงคเ พอื่ การกศุ ลสาธารณะ การศาสนา ศลิ ปะ วทิ ยาศาสตร วรรณคดี การศกึ ษา หรอื เพ่ือสาธารณะประโยชน อยา งน้ีมิตอ งมงุ หาประโยชนมาแบงปนกนั (3) จดทะเบยี นตามบทบญั ญัตแิ หงประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ดังนน้ั มลู นธิ จิ งึ ตอ งจด ทะเบียนจึงจะเปน นติ ิบคุ คลตามกฎหมาย 6.1.2 อาํ นาจของรัฐเกี่ยวกับมูลนิธิ มลู นธิ ิเปน นิตบิ ุคคลตามกฎหมาย รัฐมีอํานาจเก่ยี วกับมลู นิธิในกรณีใดบา ง รัฐมอี ํานาจเกย่ี วขอ งกับมลู นิธดิ งั ตอ ไปน้ี (1) รฐั มอี ํานาจในการควบคุมดแู ลมลู นธิ ิ ตามมาตรา 128 (2) รัฐมอี าํ นาจเกย่ี วกบั เอกสารของมูลนธิ ิ ตามมาตรา 135 (3) รัฐมอี ํานาจในการออกกฎหมายบงั คบั ตามมาตรา 136 6.2 การประกอบขึน้ เปนมูลนิธิ 1. การกอตัง้ มลู นธิ ิ ในกรณผี ูข อตง้ั ยังมีชีวติ อยูต อ งยนื่ คาํ ขอจดทะเบยี นมูลนธิ ติ อนายทะเบียนแหง ทอ งท่ีทสี่ ํานกั งานใหญข องมูลนธิ ิจัดตง้ั ข้ึน โดยทําเปนหนังสอื ระบผุ ูเปน เจา ของทรัพยสิน รายการ ทรัพยสินทจ่ี ดั สรรสาํ หรบั มูลนิธิ รายช่อื ท่ีอยูและอาชีพของผจู ะเปนกรรมการของมลู นธิ ทิ กุ คน พรอ มกับ แนบขอบังคับของมูลนธิ ิมาพรอมกบั คําขอดวย 2. การกอ ตัง้ มลู นธิ ิโดยพินัยกรรมใหบคุ คลผูท ่รี ะบุในพนิ ัยกรรมดําเนินการกอ ตัง้ มลู นธิ ิ ดาํ เนินการตาม ขอ 1 หากไมข อจดทะเบยี นกอ ตั้งมูลนธิ ภิ ายใน 120 วนั นบั แตรูหรือควรจะไดร ขู อ ความในพนิ ัยกรรมใหผ มู ี สวนไดเ สียคนหนง่ึ คนใด หรือพนกั งานอัยการเปน ผูขอจดทะเบียนมูลนธิ ิกไ็ ด 3. ขอบังคบั ของมูลนธิ ิตองมรี ายการตอไปนี้ (1) ชอื่ มูลนิธิ (2) วัตถุประสงค (3) ท่ตี ้ังสํานักงานใหญและที่ต้ังสํานักงานสาขาทงั้ ปวง (4) ทรพั ยสินของมลู นิธขิ ณะท่ีตงั้ (5) ขอกาํ หนดเกี่ยวกบั การจัดการคณะกรรมการของมลู นธิ ไิ ดแ ก จาํ นวนกรรมการ การตง้ั กรรมการ วาระการดํารงตาํ แหนง ของกรรมการ การพน จากตาํ แหนง และการประชมุ ของคณะกรรมการ (6) ขอกาํ หนดเกี่ยวกบั การจัดการมูลนธิ กิ ารจดั การทรพั ยสินและบัญชขี องมูลนธิ ิ 4. ขอ บังคับของมลู นิธิสามารถแกไ ขไดโ ดยคณะกรรมการผมู ีอํานาจแกไ ข หรือโดยขอ บงั คบั ของ มูลนิธิหรือโดยบทบัญญตั ิของกฎหมาย 5. มูลนิธติ อ งใชค ําวา “มูลนิธ”ิ ประกอบชือ่ ของมูลนธิ ิ 6.2.1 การกอต้ังมูลนธิ ิ เมอ่ื ไดมีการยน่ื ขอถอนการจัดต้งั มลู นธิ แิ ลว (ก) ผูย่นื คาํ ขอจะขอถอนการจัดตงั้ มลู นิธิไดห รอื ไม อยา งไร (ข) ทายาทของผูยื่นคําขอถอนการจัดต้งั ไดห รือไม อยา งไร เมอื่ ไดม กี ารยน่ื ขอจดั ต้ังมลู นธิ แิ ลว (ก) ผยู ื่นคาํ ขอยอ มจะขอถอนคาํ ขอได แตจะตอ งกระทาํ กอ นนายทะเบียนจดทะเบยี นมูลนธิ ิ หาก นายทะเบยี นจดทะเบียนมลู นิธแิ ลวจะทาํ ไดเพียงการเลกิ มูลนธิ ิ (ข) ทายาทของผจู ดั ตัง้ ไมมีสทิ ธิเพกิ ถอนการจัดต้ังมูลนิธเิ นือ่ งจากสทิ ธิเฉพาะตวั ไมต กทอดไปยัง ทายาท 6.2.2 ขอ บงั คับของมูลนิธิ และการแกไขเพ่มิ เติมขอ บังคับของมลู นิธิใน มลู นธิ ติ ัง้ ขนึ้ มาโดยยังไมม ีขอ บังคบั ไดหรือไม ภายหลังจะทําไดหรือไม เพียงใด
31 กฎหมายบงั คบั วา มลู นิธิจดั ต้ังขน้ึ มาไดจ ะตองมขี อ บงั คบั ของมลู นธิ ิ มิฉะนั้นไมอ าจต้งั เปน มลู นิธิ ขึน้ มาไดส ําหรับการแกไขเพมิ่ เตมิ ขอ บงั คบั ของมูลนธิ นิ น้ั กระทาํ ไดเ ฉพาะกรณีทก่ี ฎหมายใหอ าํ นาจไว เทาน้ันคอื (1) เพ่อื ใหสามารถดาํ เนินการตามวตั ถปุ ระสงคของมลู นิธิ หรอื (2) เมอื่ มพี ฤตกิ ารณเ ปลย่ี นแปลงไปเปน เหตใุ หว ตั ถปุ ระสงคของมูลนิธมิ ปี ระโยชนนอ ย หรือ ไม อาจดาํ เนนิ การใหเปน ประโยชนต ามวตั ถปุ ระสงคข องมลู นิธิ และวัตถุประสงคของมูลนิธทิ ี่แกไขเพิม่ เตมิ น้ัน ใกลช ิดกบั วตั ถุประสงคเดมิ ของมลู นิธิ สว นการแกไ ขขอบงั คบั ในรายละเอียดเรอ่ื งอืน่ ๆ สามารถทําไดไ มมี กฎหมายหามแตอ ยา งใด 6.2.3 ช่อื ของมูลนิธิ มูลนธิ ทิ ีต่ ง้ั ข้นึ จําเปนจะตองมคี าํ วา “มูลนิธิ” อยขู า งหนาชื่อของมูลนิธิหรือไม อยางไร ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย มาตรา 113 บัญญตั ิใหมูลนธิ ติ องใชชอื่ ซง่ึ มีคาํ วา “มูลนธิ ”ิ ประกอบกบั ช่ือของมลู นิธิ ดงั น้ัน การตง้ั ชอื่ ของมูลนธิ ิจะตั้งอยา งไรก็ได แตจ าํ เปนตองมคี าํ วา “มูลนิธ”ิ ประกอบชือ่ เสมอ โดยจะเอาไวห นา หรอื หลงั ชอื่ ของมลู นิธกิ ็ได 6.3 การดําเนนิ งานของมลู นิธิ 1. คณะกรรมการมลู นิธปิ ระกอบดวยบคุ คลอยางนอยสามคม ในขอบังคบั ของมูลนิธอิ าจกําหนดการ ตัง้ คณะกรรมการใหมห รอื การเปลีย่ นแปลงกรรมการของมลู นิธไิ วอ ยางไรกไ็ ด การเปลยี่ นแปลงจะตอ ง เปนไปตามขอบังคบั นนั้ หากมกี ารเปลี่ยนแปลงกรรมการไมวาดวยเหตุใด ตองนาํ ไปจดทะเบียนภายใน สามสิบวนั นับแตวนั ทม่ี กี ารแตง ตัง้ หรอื เปล่ยี นแปลงกรรมการของมูลนธิ ิน้นั 2. คณะกรรมการของมูลนิธิเปนผแู ทนของมูลนธิ ใิ นกิจการเก่ยี วกับบคุ คลภายนอก แมจะปรากฏใน ภายหลงั วากิจการทีค่ ณะกรรมการมูลนิธไิ ดก ระทาํ ไปมีขอ บกพรอ งเกีย่ วกบั การแตงต้ังหรือคุณสมบตั ิของ กรรมการมลู นธิ ิ กิจการนัน้ ยอมสมบรู ณ 3. ในกรณที ีก่ รรมการดาํ เนนิ การของมลู นธิ ิผิดพลาดเสอื่ มเสยี ตอ มลู นธิ ิ หรือดาํ เนินกจิ การฝา ฝน กฎหมายหรือขอ บังคบั ของมลู นธิ ิ หรือกรรมการกลายเปนผูมฐี านะหรือความประพฤตไิ มเหมาะสมในกจิ การ ตามวตั ถุประสงคข องมูลนธิ ิ นายทะเบียนหรือพนักงานอยั การ หรือผมู สี วนไดเสียคนหน่ึงคนใด อาจจะรอ ง ขอตอ ศาลใหมีคําส่ังถอดถอนกรรมการบางคนหรือท้งั คณะเสยี และแตง ตง้ั กรรมการใหมไ ด 4. การดาํ เนนิ งานของมลู นธิ ติ องกระทาํ ตามวตั ถุประสงคข องมูลนิธิตามทีไ่ ดจ ดทะเบยี นไว ทั้งการ จดั การทรพั ยส ินของมลู นธิ ิตอ งมิใชเ ปนการหาผลประโยชนเ พอ่ื บุคคลหนง่ึ บุคคลใด 6.3.1 จํานวนและการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ ในกรณีท่ีกรรมการของมลู นธิ ิพนจากตําแหนง และไมมกี รรมการของมลู นธิ เิ หลืออยู หรอื กรรมการ ทเี่ หลอื ไมอาจดําเนนิ การตามหนา ทีไ่ ด ใครจะทําหนา ทผ่ี ูแทนมลู นิธติ อไป กรณีดงั กลา วตอ งดูวา ขอ บงั คับของมลู นธิ กิ าํ หนดไวอ ยา งไร ก็เปน ไปตามน้ัน หากขอบังคบั ไมไ ด กําหนดไว กฎหมายกาํ หนดใหก รรมการทพี่ นจากตําแหนง ปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ อ ไป จนกวา นายทะเบยี นจะแจง การรบั จดทะเบียนกรรมการทตี่ ง้ั ข้ึนใหม 6.3.2 กิจการทคี่ ณะกรรมการดําเนินการ การทีก่ รรมการคนหนึ่งกระทําการเปนผแู ทนของมลู นิธิในกจิ การของมลู นิธิ ผกู พนั มูลนธิ หิ รอื ไม เพียงไร กฎหมายบญั ญตั ไิ วว า “คณะกรรมการของมลู นิธเิ ปนผแู ทนของมลู นิธใิ นกจิ การอนั เก่ยี วกับ บุคคลภายนอก” ดงั น้นั การจะเปนผแู ทนของมูลนิธิในการกระทาํ กจิ กรรมตา งๆ ทเี่ ก่ยี วกับบคุ คลภายนอก ในรปู ของคณะกรรมการเพยี งกรรมการคนใดคนหนึง่ แสดงเจตนาออกไปยอ มไมผกู พนั มลู นิธซิ ึง่ กฎหมาย กาํ หนดใหมคี ณะกรรมการไมน อ ยกวา 3 คน เปนผแู ทนมลู นิธิ 6.3.3 การถอดถอนกรรมการมูลนิธิ เหตุท่จี ะขอใหศ าลสงั่ ถอดถอนกรรมการบางคนหรอื ทง้ั คณะมีประการใดบาง เหตทุ ่ีจะขอศาลส่ังถอดถอนกรรมการบางคนหรอื ท้งั คณะมี 3 ประการดงั น้คี อื (1) กรรมการดาํ เนนิ กจิ การของมูลนธิ ิผิดพลาด เส่ือมเสยี ตอ มลู นิธิ หรอื (2) ดําเนินกจิ การฝาฝนกฎหมายหรอื ขอ บงั คบั ของมลู นธิ ิ หรอื (3) กรรมการกลายเปนผูม ฐี านะหรอื ความประพฤติไมเหมาะสมในการดาํ เนนิ การตาม วตั ถปุ ระสงคข องมูลนธิ ิ 6.3.4 การดําเนนิ งานตามวัตถุประสงคที่จัดตัง้ มูลนิธิ
32 ขอ บังคบั ของมูลนิธิจําเปนตอ งกําหนดวตั ถุประสงคของมลู นธิ ิหรอื ไม และการกําหนดวัตถปุ ระสงค ของมูลนิธิมปี ระโยชนอยางไรบาง มาตรา 112 บญั ญัตวิ า “ขอ บังคบั ของมลู นธิ ิอยา งนอ ยตองม.ี ..................” วตั ถปุ ระสงคข องมูลนธิ ิ ดงั น้ันมูลนิธิตางๆ จะตองกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคของตนไวในขอบงั คบั เสมอ ประโยชนของการกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคข องมูลนิธิ ไดแก การจดทะเบียนกรรมการของมลู นิธิ โดยนายทะเบยี นจะพจิ ารณาวา ผจู ะเปน กรรมการตอ งมฐี านะและความประพฤตทิ ี่เหมาะสมตาม วตั ถปุ ระสงคข องมูลนธิ มิ ิฉะน้นั จะไมรบั จดทะเบียนให นอกจากนค้ี ณะกรรมการซึ่งเปน ผแู ทนมูลนธิ จิ ะตอ ง ดําเนินการใหเ ปน ไปตามวตั ถปุ ระสงคของมูลนธิ ิ หากทาํ นอกวตั ถปุ ระสงคของมลู นธิ ิยอ มรบั ผิดเปนสว นตัว ไมผ ูกพนั มลู นธิ ิ 6.4 การสิ้นสุดของมูลนิธิ 1. มลู นิธิซ่งึ เลิกโดยผลของกฎหมายยอมเลิกดว ยเหตหุ นึ่งเหตใุ ดดังตอ ไปน้ี (1) เม่อื มีเหตกุ ารณท ่กี าํ หนดในขอ บังคับ (2) ถามลู นิธติ ัง้ ขึ้นใชเ ฉพาะระยะเวลาใดเม่ือส้นิ ระยะเวลานั้น (3) ถา มูลนธิ ติ ั้งขึน้ เพอ่ื วัตถปุ ระสงคอยางใดและไดด าํ เนินการตามวตั ถปุ ระสงคสาํ เรจ็ บริบรู ณแ ลว หรอื วตั ถปุ ระสงคน ั้นกลายเปนพน วสิ ยั (4) เม่ือมลู นธิ ิจะลม ละลาย (5) เมอ่ื ศาลมคี ําสงั่ ใหเ ลิกมลู นธิ ิ 2. นายทะเบียน พนักงานอัยการหรอื ผมู สี ว นไดส วนเสียรอ งขอตอ ศาล จะสงั่ ใหเ ลิกมูลนิธไิ ดเม่ือ ปรากฏกรณีใดกรณีหนงึ่ ดงั ตอ ไปนี้ (1) วัตถปุ ระสงคของมลู นิธิขดั ตอ กฎหมาย (2) มูลนธิ กิ ระทําการขดั ตอกฎหมาย หรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน หรืออาจเปน ภยนั ตรายตอ ความสงบสุขของประชาชน หรอื ความม่นั คงของรัฐ (3) มูลนิธไิ มสามารถดําเนนิ การตอไปไมวาเพราะเหตใุ ดๆ หรอื หยดุ ดาํ เนนิ กจิ การตัง้ แตส องปข นึ้ ไป 3. เมือ่ เลิกมลู นิธิใหใชว ธิ ีการชาํ ระบญั ชีของหางหุนสวนจดทะเบียน หางหนุ สว นจาํ กัด และบริษัท จาํ กดั มาใชแ กการบังคบั ชาํ ระบญั ชมี ลู นิธโิ ดยอนุโลม แลวใหผชู าํ ระบัญชีเสนอรายงานการชําระบัญชตี อ นายทะเบยี นและใหนายทะเบียนเปน ผูอ นมุ ตั ิรายงานนัน้ 4. เมื่อชาํ ระบญั ชีแลวทรพั ยสินของมลู นิธใิ หโ อนทรพั ยสินของมูลนิธใิ หแ กมูลนธิ ิ หรือนิตบิ ุคคลซ่ึงได ระบุชอื่ ไวในขอบังคับมูลนิธิหรอื หากขอบังคบั ไมกาํ หนด เมอ่ื พนกั งานอยั การ ผชู าํ ระบญั ชหี รือผูม สี วนได สว นเสียคนหนง่ึ คนใดรองขอ ใหท รพั ยส ินนั้นโอนแกม ลู นธิ หิ รอื นิตบิ คุ คลอน่ื ท่มี ีองมลู นธิ ิตกเปนของ แผน ดิน 6.4.1 การเลิกมูลนิธโิ ดยผลของกฎหมาย เหตุใดบา งทที่ าํ ใหม ูลนิธติ อ งเลกิ โดยผลของกฎหมาย เหตทุ ีท่ าํ ใหม ลู นธิ ิเลกิ โดยผลของกฎหมายตามมาตรา 130 มดี งั น้ี คอื (1) เม่อื มเี หตตุ ามทกี่ าํ หนดในขอ บังคับ (2) ถา มลู นิธติ งั้ ขน้ึ ไวเ ฉพาะระยะเวลาใด เมอื่ สิ้นระยะเวลานน้ั (3) ถามูลนิธติ ั้งขนึ้ เพ่อื วตั ถปุ ระสงคอยา งใด และไดดาํ เนนิ การตามวัตถปุ ระสงคสาํ เรจ็ บรบิ รู ณ แลว หรอื วัตถปุ ระสงคน ้นั กลายเปนพนวสิ ยั (4) เมื่อมลู นิธินัน้ ลม ละลาย (5) เม่ือศาลมคี าํ สง่ั ใหเลิกมลู นธิ ติ ามมาตรา 131 6.4.2 การเลิกมลู นิธโิ ดยคาํ สัง่ ศาล มีเหตใุ ดบางท่ีจะรอ งขอตอศาลใหมีคําสั่งเลกิ มูลนธิ ิได เหตทุ ี่ตอ งรอ งขอใหศาลมคี าํ ส่ังเลิกมูลนธิ ไิ ดตามมาตรา 31 มดี ังนี้ คอื (1) เมือ่ ปรากฏวา วัตถุประสงคข องมลู นิธขิ ดั ตอ กฎหมาย (2) เมื่อปรากฏวา มลู นธิ กิ ระทําการขดั ตอ กฎหมายหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชน หรืออาจจะ เปนภยนั ตรายตอความสงบของประชาชนหรอื ความม่ันคงของรัฐ (3) เมือ่ ปรากฏวา มลู นิธไิ มสามารถดาํ เนนิ กิจการตอ ไปไดไ มว าเพราะเหตุใดๆ หรอื หยดุ ดาํ เนิน กิจการต้ังแตส องปข นึ้ ไป 6.4.3 การชาํ ระบัญชีทรพั ยส นิ ของมลู นธิ ิเม่ือชาํ ระบัญชีแลว การโอนทรพั ยส ินของมูลนิธิ เมอื่ ชําระบญั ชีแลวใหแ กมูลนธิ ิ หรอื นติ ิบุคคลอื่นมีหลักเกณฑ อยา งไรบา ง
33 การโอนทรพั ยสินของมูลนธิ ิเม่ือชาํ ระบญั ชีแลว มหี ลกั เกณฑด ังนี้ (1) ตอ งเปนมูลนธิ ินติ บิ คุ คลท่ีมวี ตั ถุประสงค เพ่ือสาธารณประโยชนอ ยา งใดอยา งหน่งึ ตามมาตรา 110 และ (2) ตองเปน มลู นธิ แิ ละนติ บิ คุ คลที่ระบุชอื่ ไวใ นขอบงั คบั แบบประเมนิ ผล หนว ยท่ี 6 นิติบุคคล : มลู นิธิ กฎหมายไดใหความหมายของมลู นิธิไววา “มลู นธิ ิ” ไดแก ทรพั ยส นิ ทจ่ี ัดสรรไวโดยเฉพาะสําหรับวัตถปุ ระสงคเพื่อการ กุศล สาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร วรรณคดี การศึกษาหรือเพ่อื สาธารณประโยชนอ ืน่ โดยมิไดม งุ หาผลประโยชนม า แบง ปน กัน และไดจ ดทะเบยี นตามบทบัญญตั ิแหง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย การจัดการทรพั ยส นิ ของมูลนธิ ิตอ งมิใชเ ปน การหาผลประโยชนเ พื่อบคุ คลใด นอกจากเพื่อดาํ เนนิ การตามวตั ถุประสงคข องมลู นิธินนั้ เอง (มาตรา 110) มลู นิธิจงึ ตองประกอบดว ยหลกั เกณฑด งั นี้ ทรัพยสินท่ีจัดสรรไวโ ดยเฉพาะ ตองมวี ัตถปุ ระสงคเพ่ือสาธารณประโยชนเทานัน้ มไิ ดม งุ ผลประโยชนมาแบงปนกนั ตอ งมิใชเปน การหาผลประโยชนเ พ่ือบุคคลใด ตองจดทะเบยี นตาม ปพพ และเมอ่ื จกทะเบยี นแลวเปน นติ ิบุคคล (มาตรา 122) การกอตงั้ มูลนธิ ิ มลู นธิ อิ าจกอตง้ั ขน้ึ ไดเ ปน 2 กรณี คือ กรณีไมมพี นิ ยั กรรม และกรณมี พี นิ ยั กรรมการกอ ตงั้ มูลนธิ ิทัง้ สองกรณีจะตอ งดาํ เนนิ การดังนี้ ตอ งมีขอบงั คับมูลนิธิ (มาตรา 111) คอื การตั้งมลู นธิ เิ รมิ่ แตก ารทําขอ บังคับซึ่งแนนอนตองทาํ เปนหนงั สือ ขอ บงั คับน้ี แตเดิมเรยี ก “ตราสาร” ขอ บงั คับของมูลนธิ ิอยา งนอ ยตองมรี ายการดงั ตอ ไปนี้ (มาตรา 112) • ชอ่ื มูลนิธิ ซึ่งจะตองมีคําวา “มูลนิธ”ิ ประกอบชื่อของมูลนิธิ เชน มลู นธิ โิ รงเรยี นไกลกังวล • วัตถปุ ระสงคของมลู นธิ ิ • ทต่ี ั้งสาํ นกั งานใหญแ ละทตี่ ง้ั สํานักงานสาขาทั้งปวง • ทรพั ยส ินของมูลนธิ ิขณะจัดต้ัง • ขอกําหนดเกย่ี วกับคณะกรรมการของมลู นธิ ิ ไดแ ก จํานวนกรรมการ การตง้ั กรรมการ วาระการดาํ รงตําแหนง ของกรรมการ การพนจากตาํ แหนงของกรรมการ และการประชมุ คณะกรรมการ • ขอ กาํ หนดเกี่ยวกับการจัดการมลู นิธิ การจัดการทรัพยสนิ และบัญชีของมูลนิธิ การขอจดทะเบียนมูลนิธิ การบริหารงานของมลู นธิ ิ 9 มูลนิธทิ ี่จดทะเบียนแลว เปนนิติบุคคล (มาตรา 122) 9 คณะกรรมการมูลนธิ ิจะตองประกอบไปดว ยบคุ คลอยางนอย 3 คน (มาตรา 111) ซง่ึ ตา งจากคณะกรรมการสมาคม ซึ่งกฎหมายไมไดกําหนดวามอี ยา งนอยกค่ี น เก่ียวกับบุคคลภายนอก กฎหมายกําหนดใหคณะกรรมการมูลนธิ ิเปน ผแู ทนของมูลนธิ ิ (มาตรา 123) การเลกิ มลู นธิ ิ มาตรา 130 มูลนธิ ิยอ มเลกิ ดว ยเหตใุ ดเหตุหนึง่ ดังตอไปน้ี (๑) เมอ่ื มเี หตุตามทก่ี ําหนดในขอ บังคับ (๒) ถามลู นธิ ติ ้งั ข้นึ ไวเ ฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสน้ิ ระยะเวลานน้ั (๓) ถา มลู นธิ ิตั้งขึน้ เพอื่ วตั ถุประสงคอยางใด และไดด ําเนนิ การตามวตั ถปุ ระสงคสําเรจ็ สมบรู ณแลว หรอื วัตถปุ ระสงคนน้ั กลายเปน พน วสิ ยั (๔) เมื่อมูลนิธนิ ัน้ ลมละลาย (๕) เมื่อศาลมคี าํ สง่ั ใหเลกิ มลู นธิ ิตามมาตรา 131 1. คณะกรรมการมลู นิธติ อง ประกอบดวยบุคคลจาํ นวนอยา งนอ ย 3 คน (มาตรา 111 มูลนิธติ อ งมีขอบงั คับ และตอ งมีคณะกรรมการของมูลนิธปิ ระกอบดวยบคุ คลอยางนอ ยสามคน เปนผูดําเนินกิจการของ มูลนธิ ติ ามกฎหมายและขอ บงั คบั ของมูลนิธิ ) 2. บคุ คลทส่ี ามารถรองขอตอศาลใหม คี ําส่งั ถอดถอนกรรมการไดคอื (1) นายทะเบยี น (2) พนักงานอยั การ (3) ผูม สี วนไดเสยี (มาตรา 131 นายทะเบียน พนักงานอยั การ หรือผูม สี วนไดเ สยี คนใดคนหนึ่งอาจรองขอตอ ศาลใหม ีคําสง่ั ใหเ ลกิ มูลนธิ ไิ ดใ นกรณีหน่ึง กรณใี ดดังตอไปน้ี (1) เม่ือปรากฏวาวตั ถปุ ระสงคข องมลู นธิ ขิ ัดตอ กฎหมาย (2) เมื่อปรากฏวามลู นธิ ิกระทําการขดั ตอ กฎหมายหรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเปนภยันตรายตอ ความสงบสุขของ ประชาชนหรือความม่นั คงของรัฐ (3) เมือ่ ปรากฏวามูลนิธิไมสามารถดําเนินกิจการตอไปไดไ มวาเพราะเหตุใดๆ หรอื หยดุ ดาํ เนินกจิ การตัง้ แตสองปข้นึ ไป ) 3. เม่ือเลกิ มลู นธิ ิแลวตอ งปฏิบตั ดิ งั น้ี (1) ตองชาํ ระบญั ชี (2) โอนทรพั ยส ินใหม ลู นิธอิ ืน่ ตามทีข่ อบงั คบั มลู นธิ ิ กําหนดไว (3) ใหท รพั ยส ินโอนแกบคุ คลอน่ื ที่มวี ตั ถุประสงคใกลช ดิ กับวตั ถปุ ระสงคนัน้ (4) ถา เลิกตามคาํ ส่ังศาลให ทรพั ยส ินของมลู นธิ ติ กเปนของแผนดนิ (มาตรา 133 ในกรณีทีม่ กี ารเลกิ มูลนิธิ ใหม ีการชาํ ระบัญชี มูลนธิ ิและใหนําบทบญั ญตั ิในบรรพ 3 ลักษณะ 22 วา ดวยการชําระบญั ชี หา งหนุ สว นจดทะเบียน หางหุนสวนจํากดั และบรษิ ทั จํากดั มาใชบ ังคับแกการชําระบัญชีมลู นิธิโดยอนโุ ลม ทงั้ นี้ ใหผชู ําระบญั ชเี สนอรายงานการ ชาํ ระบญั ชตี อนายทะเบียน และใหนายทะเบยี นเปนผอู นุมตั ริ ายงานน้ัน มาตรา 134 เม่ือไดชาํ ระบญั ชีแลว ใหโ อนทรัพยสินของมลู นิธใิ หแ กมูลนิธหิ รือนิตบิ คุ คลท่ีมีวตั ถปุ ระสงคต ามมาตรา 110 ซึ่งได ระบุช่อื ไวในขอบังคบั ของมลู นธิ ิ ถาขอ บงั คับของมูลนิธิมิไดร ะบุช่ือหรอื นิตบิ ุคคลดังกลาวไว พนักงานอัยการผูชําระบญั ชีหรือผมู สี วนไดเ สียคนหน่ึง
34 คนใด อาจรองขอตอศาลใหจ ดั สรรทรพั ยสินน้ันแกม ูลนิธหิ รอื นิติบคุ คลอ่ืนท่ีปรากฏวามีวัตถุประสงคใ กลชดิ ใกลช ดิ ท่สี ดุ กับวัตถุประสงคของมูลนิธิ นน้ั ได ถามลู นิธินนั้ ถูกศาลสงั่ ใหเลิกตามมาตรา 131 (1) หรือ (2) หรือการจดั สรรทรัพยส ินตามวรรคหน่ึงไมอ าจกระทําได ใหท รพั ยส ินของ มลู นธิ ินนั้ ตกเปน ของแผน ดนิ ) 4. อาํ นาจของรัฐเกย่ี วกบั มูลนธิ ิ คือ (1) ออกกฎหมายบงั คบั (2) ควบคมุ ดแู ลมลู นิธิ (3) เก็บเอกสารของมูลนธิ ิ (มาตรา 128 ใหน ายทะเบยี นมอี ํานาจตรวจตราและควบคุมดูแลการดําเนินกิจการของมลู นธิ ิใหเ ปน ไปตามกฎหมายและขอบงั คบั ของ มลู นิธิ เพ่ือการนี้ใหนายทะเบยี นหรือพนกั งานเจาหนา ท่ซี ึ่งนายทะเบยี นมอบหมายเปนหนงั สือ มอี ํานาจ (1) มีคําส่ังเปนหนังสอื ใหกรรมการ พนกั งาน ลกู จางหรือตัวแทนของมลู นธิ ชิ ้ีแจงแสดงขอเทจ็ จรงิ เก่ียวกจิ การมูลนิธหิ รอื เรียก บุคคล หรือใหส งหรอื แสดงสมุดบญั ชีและเอกสารตางๆ ของมูลนิธิเพ่อื ตรวจสอบ (2) เขาไปในสํานกั งานของมลู นธิ ิในระหวา งพระอาทติ ยข นึ้ และพระอาทติ ยตกเพื่อตรวจสอบกิจการของมลู นิธิ ในการปฏบิ ัตติ ามวรรคหน่ึง ถา เปนนายทะเบยี นใหแสดงบตั รประจําตวั และถาเปน พนักงานเจาหนา ท่ีซ่งึ ไดร ับมอบหมายใหแสดงบัตร ประจําตัวและหนังสอื มอบหมายของนายทะเบียนตอ ผทู ่เี กีย่ วขอ ง ) หนวยท่ี 7 นิติกรรมและการแสดงเจตนา 1. นติ ิเหตุ คอื เหตุการณใ ดๆ ที่ทาํ ใหเ กดิ ความเคลอื่ นไหวในสิทธติ ามกฎหมาย 2. นิติกรรมคือการใดๆ อนั ทาํ ลงโดยชอบดวยกฎหมายและใจสมัคร มุงโดยตรงตอ การผกู นติ ิสัมพนั ธ ข้นึ ระหวา งบคุ คล เพอื่ จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงบั ซ่งึ สิทธิ 3. แบบแหง นติ ิกรรมอาจแบง ออกได 5 ประเภทคือ 1) ตอ งทาํ เปน หนงั สอื และจดทะเบียนตอ พนกั งานเจาหนา ที่ 2) ตองจดทะเบยี นตอพนกั งานเจาหนา ที่ 3) ตองทาํ เปนหนังสอื ตอพนักงานเจาหนาท่ี 4) ทาํ เปนหนังสอื ระหวา งกันเอง 5) แบบอ่ืนๆ ท่กี ฎหมายกําหนด 4. ประเภทของนิติกรรมนัน้ แบง ไดหลายประเภท ขน้ึ อยูกบั วาจะพจิ ารณาในดา นใดอาจแบง ออกได เปน 5 ประเภท 1) นติ ิกรรมฝายเดยี วกบั นติ กิ รรมหลายฝาย 2) นิตกิ รรมมผี ลเมอื่ ผทู ํายงั มชี ีวติ อยูกบั นติ ิ กรรมมีผลเมื่อผูท ําตายแลว 3) นติ ิกรรมมีคาตา งตอบแทนกบั นิติกรรมไมม ีคาตา งตอบแทน 4) นติ ิกรรมมี เงือ่ นไขกบั นิติกรรมไมม ีเงือ่ นไข 5) นิติกรรมทจี่ ะตอ งทําตามแบบจึงจะสมบรู ณก บั นติ ิกรรมซ่ึงสมบูรณโดย เพยี งการแสดงเจตนา 5. การแสดงเจตนาเปนสิ่งซึ่งทาํ ใหอกี ฝา ยหนง่ึ รูถงึ ความประสงคท ่ีจะผกู นิติสมั พันธของผูแ สดง เจตนา 6. การแสดงเจตนาตอบุคคลผูอยเู ฉพาะหนาสมบรู ณเปน การแสดงเจตนาเมอื่ ตา งฝา ยเขา ใจกนั 7. การแสดงเจตนาทําใหแ กบุคคลผอู ยหู า งโดยระยะทางยอมมีผลบงั คับแตเวลาทีไ่ ปถงึ คูก รณีอีก ฝา ยหนึง่ น้ันเปนตน ไป แตถ า บอกถอนไปถงึ ผนู ั้นกอ นแลว หรอื พรอ มกันไซร แสดงเจตนานัน้ กย็ อมตกเปน อันไรผล อนง่ึ เมอ่ื เจตนาไดส ง ไปแลว ถึงแมภ ายหลงั ผูแ สดงเจตนาจะตายหรอื ตกไปเปน ไรความสามารถ ทานวาหาเปนเหตุทาํ ใหค วามสมบรู ณแหงการแสดงเจตนานนั้ เสอ่ื มเสียไปไม 8. การใดมวี ัตถุประสงคเ ปนการตองหา มชัดแจง โดยกฎหมายกด็ ี เปนการพน วสิ ัยกด็ เี ปนการขดั ขวาง ตอความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชนก็ดี การนนั้ ทา นวาเปน โมฆะกรรม (ทาตรา 150) 7.1 นิตเิ หตแุ ละลักษณะของนิตกิ รรม 1. นิตกิ รรมน้ันไดแก การใดๆ อันทาํ ลงไปโดยชอบดวยกฎหมาย และใจสมคั รมุงโดยตรงตอการผกู นิตสิ ัมพันธร ะหวางบุคคลเพื่อจะกอ เปล่ียนแปลง โอน สงวน หรือระงับซงึ่ สทิ ธิ 2. ผลของนติ กิ รรม คอื เกดิ ความเคลอ่ื นไหวในสิทธิโดยมผี ลเกิดความผกู พนั ทางกฎหมายแกคกู รณี ตามวตั ถุประสงคแหง นิตกิ รรมนัน้ 3. นิตเิ หตเุ กิดจากเหตกุ ารณธ รรมชาตแิ ละการกระทาํ ของบุคคล 4. นติ เิ หตุ คอื เหตุการณใดๆ ท่ีทาํ ใหเกิดความเคล่อื นไหวในสิทธติ ามกฎหมาย 7.1.1 นิตเิ หตแุ ละประเภทของนิตเิ หตุ นิตเิ หตแุ บง ออกไดเปน กป่ี ระเภท อะไรบา ง นติ ิเหตุแบงไดเปน 2 ประเภทคอื (1) นติ เิ หตทุ ีเ่ กิดจากเหตกุ ารณธรรมชาติ (2) นิติเหตทุ เ่ี กดิ จากการกระทาํ ของบคุ คลซงึ่ อาจจะเปนการกระทําโดยชอบและโดยไมชอบดวย กฎหมาย (ก) นายเกง ซึ่งเปน เจาหน้ีเงินกนู ายเฮง็ ไดท าํ สญั ญารับ นายซวย เขาเปน ผคู ํ้าประกนั เงนิ กูน้ัน
35 (ข) นายบงั เอิญ เก็บนาฬิกาไดเรอื นหน่ึงในโรงหนงั ไมทราบวาใครเปน เจาของ จงึ นําไปโรงพัก มอบใหตํารวจ ตาํ รวจสบื ในเวลาตอ มาวา นายเลนิ เลอเปนเจา ของนาฬกิ า นายบงั เอิญมีสิทธิเรยี กรอ ง รางวัลจากนายเลินเลอ ไดตาม ปพพ. มาตรา 1324 นิตสิ มั พนั ธ (ความสมั พนั ธท างดานกฎหมาย) ระหวา งนายเกง กบั นายซวยในขอ ก ก็ดี กับนิติ สัมพนั ธระหวา งนายบังเอิญและนายเลินเลอในขอ ข ก็ดี มีลักษณะแตกตางกันอยางไร นติ ิสัมพันธร ะหวา ง นายเกง กบั นายซวย เปน นติ กิ รรม นิติสมั พันธร ะหวา ง นายบงั เอญิ และนายเลนิ เลอเปน นติ เิ หตุ 7.1.2 นิติเหตกุ ับเหตุการณธรรมชาติ และนิติเหตกุ บั นติ ิกรรม การกระทําตางๆ ดงั ตอไปนี้ เปน นิติกรรมหรอื ไม เพราะเหตใุ ด 1. ตอ ยตอบตกลงไปดูหนงั ตามคาํ ชวนของโตง ไมใชน ิติกรรม เพราะเปน การแสดงไมตรที างสงั คม 2. นายดา งบอกเลกิ สัญญาเชา บานท่นี ายเดนเชาอยู เปน นติ ิกรรม เพราะทาํ ใหส ทิ ธใิ นสัญญาเชา ระงบั ไป 3. นายซมุ ซา มขับรถชนนายเซอซาเปนเหตใุ หนายเซอ ซาตอ งไดร บั บาดเจบ็ ไมใ ชน ิติกรรม เปนนติ ิเหตุ เพราะเปนการกระทาํ ท่ีไมชอบดว ยกฎหมาย 7.1.3 ลกั ษณะของนติ ิกรรม นิติกรรมคืออะไร อธิบาย และยกตัวอยางประกอบ ลักษณะทั่วไปของนิตกิ รรมบญั ญตั ไิ วใ นมาตรา 149 แหง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยว า “นติ ิกรรมนัน้ ไดแ กก ารใดๆ อันทําลงโดยชอบดวยกฎหมาย และดว ยใจสมคั ร มงุ โดยตรงตอการผกู นิติสัมพนั ธขึน้ ระหวางบุคคล เพอ่ื จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซง่ึ สิทธิ” ซง่ึ จากบทบญั ญัตขิ องกฎหมายจากบทบญั ญัติมาตรา 149 นี้ เรา อาจบอกลกั ษณะทวั่ ไปของนติ ิกรรมไดเปน 5 ประการดวยกันคือ (1) การกระทําใดๆ ของบคุ คล (2) กระทําโดยชอบดวยกฎหมาย (3) กระทาํ โดยใจสมัคร (4) มงุ โดยตรงตอการผูกนติ ิสมั พนั ธข้นึ ระหวางบคุ คล (5) กระทาํ เพ่ือจะกอ เปลย่ี นแปลง โอน สงวนหรอื ชําระหน้ี ตัวอยา งเชน สญั ญาประเภทตา งๆ เชน สัญญาซ้ือขาย เชา ซอื้ จํานอง จาํ นาํ การบอกลางโมฆียกรรม 7.1.4 ผลของนิตกิ รรม ผลของนติ ิกรรมคืออยางไร ผลของนิตกิ รรมนนั้ จะมผี ลเมื่อใดและจะสน้ิ ผลเมอื่ ใดนนั้ ยอ มขนึ้ กับบทกฎหมาย แตละลกั ษณะท่ี ไดบงั คบั ไวเปน เรอ่ื งๆ ไป จะวางหลักแนน อนตายตัวไปไมได เพราะนติ กิ รรมกอ ใหเกดิ การเคลือ่ นไหวใน สทิ ธแิ ตกตา งกันไป 7.2 แบบและประเภทของนิติกรรม 1. กฎหมายกําหนดแบบของนิตกิ รรมข้ึนเพ่อื คมุ ครองประโยชนของรัฐและประชาชนโดยสว นรวม 2. แบบแหงนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยอ าจแบง ออกเปน 5 ประเภท คือ 1) ตอง ทาํ เปนหนังสือและจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนา ที่ 2) ตองจดทะเบยี นตอ พนักงานเจาหนา ท่ี 3) ตอ งทาํ เปนหนงั สอื ตอพนกั งานเจาหนาท่ี 4) ทาํ เปนหนงั สือระหวา งกันเอง 5) แบบอ่นื ๆ ท่ีกฎหมายกําหนด 3. นิตกิ รรมท่ที ําไมถกู ตองตามแบบมผี ลใหนติ ิกรรมน้นั เปนโมฆยี ะคือเสียเปลา 4. ประเภทของนิตกิ รรมนนั้ แบงไดห ลายประเภทข้ึนอยกู บั วา จะพิจารณาในดา นใด ซึ่งอาจแบงได ดังน้ี 1) นติ กิ รรมฝา ยเดยี วกับนติ ิกรรมหลายฝาย 2) นิติกรรมมีผลเมอื่ ผูทาํ ยงั มชี ีวติ อยูกบั นิติกรรมมีผลเมือ่ ผตู ายแลว 3) นิติกรรมมีคา ตางตอบแทนกับนิติกรรมไมม คี า ตอบแทน 4) นติ ิกรรมมเี งื่อนไขกบั นิตกิ รรมไม มเี งอ่ื นไข 5) นิตกิ รรมท่จี ะตองทาํ ตามแบบจงึ จะสมบรู ณกับนิตกิ รรมซง่ึ สมบูรณโ ดยเพยี งการแสดงเจตนา 7.2.1 แบบของนิติกรรม แบบของนิติกรรมแบงออกไดเ ปน กแี่ บบ อะไรบาง แบบของนติ กิ รรมอาจแบงออกเปน 5 ประเภท คอื (1) ตองทาํ เปน หนงั สือและจดทะเบยี นตอ พนักงานเจา หนา ที่ (2) ตองจดทะเบยี นตอพนกั งานเจา หนา ที่ (3) ตอ งทาํ เปน หนงั สอื ตอพนักงานเจาหนา ท่ี (4) ทําเปน หนงั สอื ไวเปน หลักฐานระหวางเอง (5) แบบอน่ื ๆ ทก่ี ฎหมายกาํ หนด
36 นิตกิ รรมที่ทําไมถ กู แบบจะมีผลอยา งไร ผลของนิตกิ รรมทท่ี าํ ไมถกู ตองตามแบบทาํ ใหนติ กิ รรมนนั้ ตกเปน โมฆะ คอื เสยี เปลา แตบ างกรณแี ม นิติกรรมนี้จะทาํ ไมถ ูกแบบ แตกอ็ าจจะสมบูรณเขา นติ ิกรรมแบบอนื่ ๆ ได เชน ตามมาตรา 1658 ท่ี พนิ ยั กรรมฝา ยการเมอื งซง่ึ อาจสมบูรณ เชน นิติกรรมไดโดยเขา แบบของพนิ ยั กรรมอยางอื่น 7.2.2 ประเภทของนติ ิกรรม นติ ิกรรมแบง ไดเ ปน ก่ปี ระเภท อะไรบา ง นิตกิ รรมแบง ไดห ลายประเภทขน้ึ อยกู บั วา จะพจิ ารณาในดา นใด ในทน่ี ้ีอาจแบง ได 5 ประเภท (1) นติ กิ รรมฝา ยเดยี วกบั นติ กิ รรมหลายฝา ย (2) นติ ิกรรมมผี ลเม่อื ผทู ํายงั มชี ีวิตอยูกบั นิตกิ รรมมผี ลเมอ่ื ผทู าํ ตายแลว (3) นติ กิ รรมมคี า ตา งตอบแทนกบั นิตกิ รรมไมม ีคา ตา งตอบแทน (4) นิติกรรมมีเงอื่ นไขกับนิตกิ รรมไมมเี งอ่ื นไข (5) นิติกรรมที่จะตอ งทาํ ตามแบบจงึ จะสมบูรณกบั นติ กิ รรมซงึ่ สมบรู ณโ ดยเพยี งการแสดงเจตนา 7.3 การแสดงเจตนา 1. การแสดงเจตนาตอ บคุ คลเฉพาะหนาสมบูรณเ ม่อื คูกรณไี ดเ ขาใจกนั 2. การแสดงเจตนาตอบุคคลที่อยหู า งโดยระยะทางยอ มสมบรู ณเ ปน การแสดงเจตนาเมอ่ื ไดสงไปแต จะมีผลก็ตอ เมอ่ื เวลาทไ่ี ปถึงคูกรณีอีกฝายหน่ึง 3. เม่อื เจตนาไดส งไปแลว ถึงแมวาในภายหลังผแู สดงเจตนาจะตายหรือตกเปน คนไรค วามสามารถก็ ตามการแสดงเจตนานั้นก็ยังสมบรู ณ 4. ถาคกู รณอี ีกฝายหนึ่งเมือ่ ไดร ับซึ่งการแสดงเจตนานัน้ เปนผเู ยาวกด็ ี เปน ผูท ี่ศาลไดส ง่ั เปนคนไร ความสามารถกด็ ี การแสดงเจตนาน้ันทานหา มมใิ หย กขึ้นเปน ขอตอ สูคูกรณนี ั้น แตขอความนที้ านมิใหใ ช บงั คบั หากปรากฏวา ผแู ทนโดยชอบธรรมไดรดู วยแลว 5. ในการตคี วามการแสดงเจตนานนั้ ทา นใหเพงเลง็ ถึงเจตนาอนั แทจรงิ กวา ถอ ยคาํ สาํ นวนตาม ตัวอักษร 7.3.1 การแสดงเจตนาตอบคุ คลผอู ยเู ฉพาะหนาและตอ บุคคลทอี่ ยหู า งโดยระยะทาง การแสดงเจตนาตอบคุ คลเฉพาะหนาสมบูรณเปนการแสดงเจตนาเมอื่ ใด สมบูรณเ ปน การแสดงเจตนาเมื่อคูกรณีเขา ใจกัน และตา งฝา ยตา งไดร ูเจตนาซ่งึ กันและกนั การแสดงเจตนาตอ บคุ คลทีอ่ ยหู างโดยระยะทาง สมบูรณเปนการแสดงเจตนา และมีผลเม่อื ใด ตามนัยแหง มาตรา 130 (วรรค 2) การแสดงเจตนาตอ บคุ คลทอ่ี ยหู างโดยระยะทางยอมสมบรู ณ เปน การแสดงเจตนาเมื่อไดส งไป และมีผลก็ตอ เมอื่ เวลาท่ไี ปถงึ คกู รณีอกี ฝา ยหนึ่งตามนัยมาตรา 130 (วรรคแรก) การไปถึงนนั้ ไมจ าํ เปน ทค่ี กู รณจี ะตองไดร ู 7.3.2 การแสดงเจตนาตอ ผเู ยาวและคนไรค วามสามารถ อธิบายหลักเกณฑก ารแสดงเจตนาตอ ผเู ยาว และคนไรค วามสามารถ การแสดงเจตนาตอ ผูเยาวและคนไรความสามารถกฎหมายบญั ญตั ิหลกั เกณฑไวใ นมาตรา 131 คือจะยกขึ้นเปน ขอ ตอสบู ุคคลดงั กลา วไมไ ด เวนแตผ แู ทนโดยชอบธรรมของบคุ คลนนั้ ๆ จะไดร กู ารแสดง เจตนาจึงจะมผี ล แตอยา งไรกด็ ตี ามมาตรา 28 ซ่ึงเปนกรณที ่ีผเู ยาวอ าจมฐี านะเสมอดงั บคุ คลผบู รรลุนติ ิ ภาวะ ดงั นน้ั ไมต อ งคํานงึ ถงึ ผแู ทนโดยชอบธรรมแตอ ยางไร 7.3.3 การตคี วามการแสดงเจตยา อธิบายการตคี วามการแสดงเจตนา หลกั การตคี วามการแสดงเจตนา บญั ญตั ไิ วใ นมาตรา 132 วา ใหเพง เลง็ ถึงเจตนาอนั แทจ รงิ ยิ่งกวา ถอ ยสาํ นวนความตวั อกั ษรแตเม่อื กฎหมายใชค าํ วา ตคี วาม ดงั นนั้ จะใชก ารตคี วามการแสดงเจตนาเม่อื กรณี เปนท่สี งสยั และการตคี วามตองคาํ นงึ ถึงหลกั ตามมาตรา 10 11 12 13 และ 14 ประกอบดว ย 7.4 หลักการขัดขวางเจตนา 1. วัตถุประสงคค ือประโยชนสุดทา ยที่ผแู สดงเจตนาทํานิตกิ รรมมุงประสงค 2. การอันเปนพนวิสัยคือเรอ่ื งท่ีไมเ ปน วสิ ัยทีจ่ ะทําได 3. การขัดตอความสงบเรยี บรอ ยและศลี ธรรมอันดีของประชาชน ถอื หลักวาเปนส่ิงท่ีกระทบถึง ประโยชนข องบุคคลทัว่ ไปแลว กเ็ ปน เรอ่ื งเกีย่ วกบั ความสงบเรยี บรอยของประชาชน และในเร่อื งศลี ธรรม อันดีนน้ั เปน เรื่องศลี ธรรมของสงั คม
37 4. กฎหมายเกย่ี วกบั ความสงบเรยี บรอ ยและศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน มีหลกั พจิ ารณาวา เปน บท บญั ญัติกฎหมายทม่ี ลี กั ษณะบังคับใหก ระทําโดยไมอ าจเลือกกระทาํ ได และเปน กฎหมายที่กระทบหรอื เก่ียวขอ งกบั ประโยชนข องประชาชนทัว่ ไป มใิ ชเ ฉพาะแตคูก รณรี วมทง้ั กระทบตอศีลธรรมของสงั คมดว ย 7.4.1 วตั ถุประสงคท ีเ่ ปน การตอ งหา มชดั แจง โดยกฎหมาย วตั ถุทป่ี ระสงคคืออะไร วัตถุประสงค คอื ประโยชนสุดทา ยทผี่ แู สดงเจตนาทาํ นติ กิ รรมปรารถนามงุ ประสงคไววา จะใหเ กดิ มขี ้นึ เปนอยา งไร โดยอาศัยนิตกิ รรมน้นั เปนประโยชนเ กดิ ผลสดุ ทา ยทนี่ ติ กิ รรมนัน้ จะพงึ อํานวยให วตั ถปุ ระสงคม ไี ดแตในการทํานติ กิ รรมเทา นน้ั วตั ถุประสงคแหงนติ กิ รรมตา งกบั วตั ถุแหง หนม้ี ีไดเพยี ง 3 ประการ คือ การกระทํา งดเวน การกระทํา และการสงมอบทรพั ยสิน วตั ถุทป่ี ระสงคเ ปน การตอ งหา มชัดแจงโดยกฎหมาย คอื อยา งไร และถา กระทาํ แลว จะมีผลใน กฎหมายอยา งไร วตั ถุประสงคเปน การตอ งหา มชดั แจงโดยกฎหมาย คือการทบี่ คุ คลใดมเี จตนาทํานิตกิ รรมเพือ่ ประโยชนท ีจ่ ะไดมาซง่ึ ส่งิ ทไี่ มช อบดว ยกฎหมาย หรอื กระทาํ การทก่ี ฎหมายบัญญตั ิหา มได เชน สัญญาซอื้ ขายปน เถอ่ื น สัญญาจา งใหไ ปวางเพลิง ปนเถอื่ นเปนสิ่งทม่ี ไี วในครอบครองเปนการผดิ กฎหมาย การ วางเพลิงเปน การกระทาํ ทผี่ ดิ กฎหมาย หรอื อาจเปนกรณซี ่งึ ปฏบิ ตั ิการอันชอบดว ยกฎหมายแลว แตม ีมี วัตถปุ ระสงคเ พม่ิ เตมิ ในทางผดิ กฎหมาย เชน ซ้อื มดี ไปเพอ่ื ใชฆา คน ซ้อื ปยุ ไปเพอื่ ใสตน กัญชา ผลในกฎหมายคือ การทม่ี วี ัตถทุ ปี่ ระสงค เปน การตอ งหามชดั แจง โดยกฎหมายตกเปน โมฆะคือ เสยี เปลาไมมผี ลบงั คบั 7.4.2 วตั ถปุ ระสงคเ ปนการพนวสิ ยั วัตถปุ ระสงคท่ีเปน การพน วิสยั คืออะไร มีผลในกฎหมายอยา งไร คือประโยชนสดุ ทา ยทผ่ี แู สดงเจตนาทาํ นติ กิ รรมมงุ ประสงคไ วว า จะใหเ กดิ ข้ึนนน้ั เปน เร่ืองทีไ่ มเ ปน วิสยั ที่จะทําได อาจเปนกรณคี นทัว่ ไปทาํ ไมไ ด เชน เสกคนใหเปน เทวดา ลอ งหนหายตัว เปนตน หรอื อกี นยั หนึ่งอาจผกู วา เปนเรอ่ื งพน วิสัยทเี ดยี วแตอ าจเปน กรณอี นั เปน วิสัยโดยปกติ แตเกิดเปนพน วิสัยเสยี แลวก็ได ผลในทางกฎหมายคอื การท่มี ีวตั ถปุ ระสงคเปนการพน วสิ ยั ตกเปน โมฆะคอื เสียเปลาไมมผี ลบังคบั 7.4.3 วตั ถุประสงคเ ปน การขดั ตอ ความสงบเรยี บรอ ยและศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนและกฎหมาย อนั เกย่ี วกบั ความสงบเรียบรอ ย หรอื ศลี ธรรมอันดี วัตถปุ ระสงคเปนการขดั ตอ ความสงบเรียบรอ ยและศีลธรรมอันดขี องประชาชน คืออะไร คอื ประโยชนส ดุ ทายทผี่ ูแ สดงเจตนาทาํ นติ ิกรรมมงุ ประสงคไวขดั กบั สิง่ ทกี่ ระทบถงึ ประโยชน บคุ คลทว่ั ไปหรือประชาชน หรอื กระทบถงึ ศีลธรรมในสงั คม กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน คืออะไร คือกฎหมายซง่ึ มลี กั ษณะบงั คบั ใหก ระทาํ โดยมอิ าจเลือกกระทาํ ไดและเปน กฎหมายซึง่ กระทบหรอื เก่ยี วของกบั ประโยชนข องประชาชนทวั่ ไปมิใชเฉพาะแตค ูกรณี รวมท้งั กระทบตอ ศลี ธรรมอนั ดขี องสงั คม วัตถปุ ระสงคเ ปน การขัดตอ ความสงบเรียบรอยและศลี ธรรมอันดีของประชาชน และกฎหมายอัน เกี่ยวกับความสงบเรยี บรอ ยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตางกนั อยางไร วตั ถปุ ระสงคเ ปนการขดั ตอ การขดั ตอ ความสงบเรียบรอ ย หรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนนบั เปน เรื่องซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาของการทาํ นติ กิ รรมดงั น้ันจงึ เกิดขน้ึ จากการแสดงเจตนา สว นกฎหมายอัน เกย่ี วกับความสงบเรียบรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชนนน้ั เปน เรือ่ งท่มี ีบทบญั ญตั ิในกฎหมายแนนอน ตายตวั แตห ลักเกณฑท ่ีจะพจิ ารณาวาการใดๆเกยี่ วกบั ความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน นนั้ ใชในหลักการพจิ ารณาเชนเดียวกนั แบบประเมนิ ผล หนวยที่ 7 นิติกรรมและการแสดงเจตนา มาตรา 149 นติ กิ รรม หมายความวา การใดๆ อันทําลงโดยชอบดว ยกฎหมายและดว ยใจสมัคร มุง โดยตรงตอการผกู นิติสัมพันธข ึน้ ระหวา งบุคคล เพือ่ จะกอ เปลีย่ นแปลง โอน สงวน หรอื ระงับซึง่ สทิ ธิ จากบทบัญญตั ิของมาตรานี้ อาจบอกลักษณะของนติ กิ รรมไดเ ปน 5 ประการดว ยกนั คือ (1) การกระทําใดๆของบุคคล (2) กระทําโดยชอบดว ยกฎหมาย (3) กระทําดวยใจสมัคร (4) มุงโดยตรงตอ การผกู นิติสัมพันธขึ้นระหวา งบุคคล (5) กระทําเพือ่ จะกอ เปล่ียนแปลง โอน สงวนหรือระงับสทิ ธิ นิตเิ หตุ คือเหตุการณใ ดๆ ทท่ี าํ ใหเกดิ ความเคล่อื นไหวในสทิ ธติ ามกฎหมาย ประเภทของนิตเิ หตุ มี 2 ประเภทคือ
38 (1) นิติเหตุท่เี กดิ จากเหตกุ ารณธรรมชาติ โดยปกติแลวเหตุการณตามธรรมชาตไิ มมผี ลในกฎหมายแตอยา งใด เชนฝน ตก ฟา รอ งนา้ํ ทว ม มีเหตุการณต ามธรรมชาตบิ างประการซึง่ กอใหเ กิดความเคล่อื นไหวในสิทธไิ ด เชนการเกิด การตาย ทง่ี อกริ ตลง่ิ เปนเหตกุ ารณนอกเหนอื เจตนาของมนุษยแ ตก ฎหมายยอมรบั บงั คับใหเ กิดสิทธิและหนา ทขี่ ้ึนได (2) นิตเิ หตทุ เ่ี กิดจากการกระทาํ ของบุคคล คอื นิติเหตุซ่ึงบคุ คลเปนผกู อใหเกิดขนึ้ นัน่ เอง แบง ออกไดเปน 2 ชนิด คอื การกระทําที่ชอบดวยกฎหมายและการกระทําท่ีไมชอบดว ยกฎหมาย การกระทาํ ของบุคคลทช่ี อบดว ยกําหมาย การกระทาํ ทอ่ี ยูใ นกรอบภายใตบังคับแหง กฎหมายโดยผกู ระทํามี เจตนาหรือตัง้ ไวใหเกดิ ผลในกฎหมายข้ึน การกระทําของบคุ คลในลักษณะน้เี รียกวา นติ กิ รรม การกระทาํ ทเี่ กิดขนึ้ เองโดยอํานาจ ของกฎหมาย ผลในกฎหมายทเี่ กิดขึน้ เองแมวา ผกู ระทํามิไดตงั้ ใจใหเ กิดผลในทางกฎหมาย เชน เรื่องการจดั การงานนอกส่ัง เรอื่ ง ลาภมคิ วรได การกระทาํ ที่มชิ อบดว ยกฎหมาย เชนการกระทาํ ละเมดิ ซ่งึ ไดแ กก ารกระทําผิดกฎหมายทําใหผ อู นื่ ไดรับความ เสียหาย เหตกุ ารณตามธรรมชาติอยางใดท่ีกฎหมายยอมรับใหเ กดิ ผลทางกฎหมายโดยกอใหเกิดสทิ ธแิ ละหนา ท่ีระหวางบุคคล ข้ึน เหตนุ น้ั ๆ ยอ มเปน นิตเิ หตุทัง้ ส้นิ กลาวโดยสรุปไดว า นิติเหตนุ ัน้ อาจเกดิ ขนึ้ ไดโ ดยเหตุการณธ รรมชาติ แตเหตุการณธ รรมชาติ โดยทั่วไปแลวไมใชนิติเหตุ การใดเปน นติ ิกรรม การนัน้ ยอ มเปน นิติเหตอุ ยางหน่งึ เสมอ แตน ิติเหตไุ มจ ําเปนตองเปน นิติกรรมเสมอไป วัตถปุ ระสงคของนติ ิกรรม คือ ประโยชนส ดุ ทา ยหรือความมุง หมายสุดทา ยทผี่ ูท ํานติ กิ รรมเจตนาท่ีจะใหเ กดิ ผล็อยางใด อยา งหนึง่ ข้ึน นติ ิกรรมแบง ออกเปน 5 ประเภท คือ (๑) นติ ิกรรมฝายเดียว และนิติกรรมหลายฝาย – นติ ิกรรมฝา ยเดยี ว เชน การทําพนิ ัยกรรม คาํ มั่นจะใหรางวัล การบอก ลางโมฆยี ะกรรม การใหสัตยาบัน คาํ เสนอหรอื คําสนอง - สว นนติ ิกรรมหลายฝาย อาจเรียกเปนนติ ิกรรมสองฝา ย นติ กิ รรม ประเภทนคี้ ือ สัญญานัน่ เอง (๒) นติ กิ รรมมผี ลเมื่อผทู าํ ยังมชี วี ติ อยกู บั นติ ิกรรมมีผลเม่ือผูทําตายแลว (๓) นติ กิ รรมมีคา ตางตอบแทนกับนติ ิกรรมไมม คี า ตา งตอบแทน – นิตกิ รรมที่มคี าตางตอบแทน เชน ซ้ือขาย เชา ทรัพย จางทาํ ของ จา งแรงงาน --สวนนติ ิกรรมไมมีคาตางตอบแทน เชน พนิ ยั กรรม การใหโ ดยเสนห า ยืมใชคงรปู ฝากทรพั ยไ มมี บําเหนจ็ (๔) นติ กิ รรมมีเงื่อนไข เงอ่ื นเวลา กบั นิติกรรมไมมีเงื่อนไขเงอื่ นเวลา (๕) นติ กิ รรมที่จะตองทาํ ตามแบบจงึ จะสมบรู ณกับนิตกิ รรมซ่ึงสมบูรณโดยการแสดงเจตนา มาตรา 150 การใดมีวัตถปุ ระสงคเปน การตอ งหามชัดแจง โดยกฎหมายเปนการพน วิสยั หรอื เปน การขดั ตอความสงบ เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชน การนน้ั เปน โมฆะ มาตรา 151 การใดเปน การแตกตางกับบทบญั ญตั ิของกฎหมาย ถามใิ ชกฎหมายอันเก่ยี วกับความสงบเรยี บรอยหรือ ศีลธรรมอนั ดีของประชาชน การน้ันไมเปนโมหะ 1. ในกรณที ีไ่ มม ีกฎหมายลายลักษณอกั ษรมาปรบั แกค ดี ศาลตอ ง วนิ จิ ฉยั ตามคลองจารตี ประเพณี 2. ในเรื่องทเ่ี กย่ี วกบั เหตุสุดวสิ ยั ไดแก (ก) น้าํ ทวมทาํ ใหถ นนขาดทาํ ใหไ มสามารถเดินทางได (ข) ฟา ผา โคตาย (ค) โจรปลน (ง) สงคราม 3. ทง่ี อกรมิ ตล่ิง ถือวาเปน นิตเิ หตุ 4. การปลดหน้ี ถือวา เปนนิติกรรม 5. นติ กิ รรมซง่ึ ทาํ ไมถูกแบบ มผี ลใหน ิตกิ รรมนนั้ เปน โมฆะ มาตรา 152 การใดมิไดทาํ ใหถ ูกตอ งตามท่ีกฎหมายบังคับไว การนั้นเปนโมฆะ มาตรา 153 การใดมิไดเปน ไปตามบทบญั ญตั ิของกฎหมายวา ดวยความสามารถของบคุ คลนัน้ เปนโมฆียะ 6. พินยั กรรม ถอื เปนนติ ิกรรมฝายเดยี ว 7. การทาํ เปนหนงั สือระหวา งกนั ถือเปนแบบของนิตกิ รรม 8. ผเู ยาวบรรลนุ ิตภิ าวะ เปนนติ เิ หตุ หนวยที่ 8 การควบคุมการแสดงเจตนา 1. กฎหมายรับรองหลกั ในเรื่องความศกั ด์ิสิทธ์ิในการแสดงเจตนาของบุคคลสาํ คญั เมื่อบุคคลได แสดงเจตนาออกมาแลว ก็ตองผูกพันตามนน้ั แมใ นใจของผูแ สดงเจตนาจะไมตอ งผูกพันก็ตาม 2. การแสดงเจตนาเขาทํานิตกิ รรมจะตอ งเกดิ จากเจตาทีแ่ ทจ รงิ หากการแสดงเจตนานัน้ วปิ รติ อาจ เนอ่ื งจากถกู ขมขหู รอื ถูกกลฉอ ฉลหรือสาํ คัญผดิ ก็ตาม ซึง่ ทาํ ใหก ารแสดงเจตนาน้ันไมตรงกบั เจตนาภายใน อันแทจ ริง หรอื อาจจะเรยี กวา เปน การแสดงเจตนาโดยไมสมคั รใจ กฎหมายจึงตอ งเขามาควบคุมเพื่อ ความเปน ธรรม 8.1 การแสดงเจตนาทไ่ี มตรงกับเจตนาที่แทจรงิ 1. เจตนาซอ นเรนคือ ความตงั้ ใจท่ีจะไมผ กู พันตามเจตนาท่ีตนไดแสดงออกไป ผลของการแสดง เจตนาซอ นเรนคอื ตอ งผกู พนั ตามที่ตนไดแ สดงออกมา เวนแตค ูกรณอี กี ฝา ยหนึง่ จะไดร ูถึงเจตนาอันซอน เรนอยใู นใจของผูแสดงเจตนาน้นั
39 2. เจตนาลวง คอื บุคคลสองฝายสมคบหรือหลอกบุคคลบคุ คลอ่นื วา มนี ิติกรรมซึ่งคกู รณีทัง้ สองฝาย ไดทาํ ขึ้นจริง แตท จี่ รงิ แลว ไมมี ผลของการแสดงเจตนาลวงเปนโมฆะ แตหามยกข้ึนเปนขอตอสูกับ บคุ คลภายนอกผูทาํ การโดยสุจริต และตองเสยี หายจากการแสดงเจตนาลวงนน้ั 3. นิติกรรมอาํ พราง คอื การแสดงเจตนาลวงอยางหนงึ่ ซ่ึงมกี ารทาํ นติ กิ รรมขนึ้ 2 นิตกิ รรม โดยมนี ติ ิ กรรมซง่ึ คูกรณมี ิไดม งุ ผูกพันกนั จรงิ อาํ พราง คือ ปกปด นิตกิ รรมอีกอนั หนง่ึ ซึ่งคูกรณีตอ งการจะผกู พันใหมี ผลทางกฎหมายอยางแทจริง ผลของการทาํ นิตกิ รรมอําพรางคอื ใหน ําบทบัญญัติของกฎหมายอนั เกยี่ วกบั นิติกรรมท่ีถกู อาํ พรางมาใชบ ังคบั 8.1.1 การแสดงเจตนาซอนเรน ก มีนาฬิกาสวยอยูเรอื นหนงึ่ ข ออกปากขอยมื หลายหนในที่สุด ก โกรธจึงถอดนาฬิกาใหแ ลว พูดวา “ราํ คาญจรงิ เอาอยากไดเอาไปใสใ หพ อใจเลยไป” เชน นค้ี วามผกู พันระหวา ง ก และ ข จะมีผล อยางไรในกฎหมาย ตามนัยแหง มาตรา 154 สญั ญายืมระหวา ง ก และ ข น้นั สมบูรณมผี ลผูกพันกนั ตามกฎหมาย ก จะอา งเจตนาซอนเรน ของตนทปี่ ระชดใหน าฬกิ า ข ยืมดวยความโกรธมาเปน ขอ อา งไมไ ดเ พราะ ข ไม สามารถจะรูถงึ เจตนาซึ่งซอ นเรน อยใู นใจของ ก ได แตถ า กรณฟี ง ไดว า ข เองกร็ อู ยวู า ท่ี ก ทาํ ไปนนั้ เปน การประชดตน ก ไมม ีเจตนาจะใหยืม เชน นี้ เมอ่ื ตา งฝา ยตา งรูถงึ เจตนาทีแ่ ทจ ริงท้ังสองฝา ยก็ไมมีความ ผูกพันตามสญั ญายมื สัญญายืมจงึ เปน โมฆะ ใชบงั คบั ไมไ ด 8.1.2 เจตนาลวง เจตนาลวงคอื อะไร มผี ลในกฎหมายอยางไร (1) คอื ตอ งมบี คุ คล 2 ฝา ยสมรกู ันหรอื สมคบกนั หลอกคนอน่ื วามนี ติ กิ รรมซง่ึ คกู รณที ง้ั 2 ฝา ยได ทําข้ึนแตทจี่ รงิ แลว ไมมตี ามนยั แหง มาตรา 155 (2) ผลของการแสดงเจตนาลวงนัน้ ตามนัยทาตรา 155 กฎหมายบัญญตั ิใหเปน โมฆะคือเสียเปลา ไมมีผลในกฎหมาย เพราะการแสดงเจตนาลวงนนั้ ถอื วา ไมม ีอะไรทจ่ี ะผกู พันกันเลย แตส มคบทาํ ใหคนอนื่ เขาใจผดิ วา มคี วามผกู พนั กนั ดงั นนั้ ระหวา งคกู รณจี งึ ไมม อี ะไรผกู พนั กัน แตถ า การแสดงเจตนาลวงน้ันมี ผลทําใหบคุ คลภายนอกผูซ ง่ึ ตอ งทาํ การโดยสุจริต และตอ งเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนนั้ แลว ยก ความเปน โมฆะในขอนี้มาใชย ันบุคคลภายนอกไมได 8.1.3 นติ กิ รรมอาํ พราง ข มรี ถจกั รยาน 2 คนั คนั หนึง่ ใหม อกี คนั หนึง่ เกา จักรยานคันเกา ข ไดใหแ ก ก เพอื่ นของตนขอ ยมื ใชชวั่ คราว แต ก และ ข กไ็ ดบ อกแกค นทว่ั ไปวา ข ไดข ายจักรยานคนั เกาให ก แลวเพราะไมต องการ ใหเ พือ่ นคนอืน่ ๆ มาขอยมื ใชอีกตอมามคี นมาตดิ ตอ ขอซอื้ จักรยานคนั เกา ข จงึ คิดจะขายจักรยานคนั เกา เสยี เพราะยังไดเ งินใชบ า งดกี วาให ก ยมื ใชเปลา ๆ ข จึงทวงรถจกั รยานจาก ก ก ไมยอมใหโ ดยอางวา ไดบออกคนอ่นื ๆไปแลววา ไดซือ้ จักรยานมาแลว แลว จะมาทวงคนื ไดอ ยางไร เชน นคี้ วามผูกพันระหวา ง ก และ ข ในกฎหมายจะมีผลอยา งไร ท้ัง ก และ ข ไดท ํานติ กิ รรมอําพรางขน้ึ คอื ไดท าํ นิตกิ รรมสญั ญาขนึ้ และสัญญาซื้อขายนนั้ ทาํ ขึน้ เพ่อื ปด บงั อาํ พรางสญั ญายมื ซ่งึ ท้งั ก และ ข ตองปด บงั อาํ พรางไว ตามนัยแหง มาตรา 155 วรรคสอง ใหนาํ บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายในเรื่องนติ กิ รรมที่ถกู อําพรางไว มาใชบ ังคบั ในทนี่ น้ี ิติกรรมทถ่ี กู อําพรางไวคอื สญั ญายืมในเม่อื แตแ รก ก และ ข ตอ งการผกู พนั กันตาม สญั ญายมื แลว ก จะไมยอมคนื จกั รยานไมไ ด เพราะสญั ญาซอื้ ขายซึ่งทาํ ไวห ลอกชาวบา นนนั้ ตกเปนโมฆะ 8.2 การแสดงเจตนาโดยวิปริต 1. การแสดงเจตนาถา ทาํ ดว ยสําคญั ผดิ ในส่ิงทเี่ ปนสาระสําคัญ แหงนติ ิกรรมเปน โมฆะแตถ าความ สาํ คัญผิดนน้ั เปน เพราะความประมาทเลนิ เลออยา งรา ยแรงของบุคคลผแู สดงเจตนาไซร ทา นวา บคุ คลผนู ้ัน ถือเอาความไมส มบูรณน นั้ มาใชประโยชนแกตนไมได 2. การแสดงเจตนา ถา ทาํ ดวยสําคญั ผิดในคุณสมบตั ขิ องบุคคลหรือทรพั ย ซงึ่ ตามปกติยอ มนับวา เปน สาระสาํ คัญนนั้ เปนโมฆียะ 3. การแสดงเจตนาอนั ไดม าเพราะกลฉอ ฉลก็ดี เพราะขม ขกู ด็ ีเปน โมฆยี ะ แตถาคูกรณีฝา ยหน่งึ ได แสดงเจตนาเพราะกลฉอฉลของบคุ คลภายนอก การจะเปน โมฆยี ะตอเม่ือคูก รณีอีกฝายหนง่ึ ไดร หู รอื ควรจะ รกู ลฉอ ฉลน้ัน การบอกลา งการแสดงเจตนาซึ่งไดทําข้นึ เพราะกลฉอฉลนนั้ หามมิใหยกข้นึ เปนขอ ตอ สู บุคคลภายนอกผูทาํ การโดยสจุ ริต 4. การอนั จะเปนโมฆียกรรมเพราะกลฉอฉลน้ันตอ เมือ่ ถึงขนาด ซง่ึ ถามไิ ดม กี ลฉอฉลน้ัน การอันนนั้ ก็ คงมิไดท าํ ข้ึน
40 5. กลฉอฉลเพ่อื เหตุคือ เพยี งไดจงู ใจใหคกู รณฝี ายหนึ่งยอมรบั เอาซึง่ ขอกาํ หนดอนั หนักย่งิ กวาทีเ่ ขา จะยอมรับโดยปกติ กลฉอ ฉลเพ่ือเหตุนน้ั จะบอกลา งเสียทเี ดยี วไมไ ด คูกรณนี ั้นไดแ ตจ ะเรยี กเอาคา สินไหม ทดแทน 6. การขมขูท ีจ่ ะทาํ ใหการใดตกเปน โมฆยี ะนั้นจะตองถงึ ขนาดที่จะจูงใจผูถ กู ขมขใู หมมี ลู ตอ งกลัวจะ เกิดความเสียหายเปน ภยั แกตนเอง แกสกลุ แหงตนหรอื แกท รัพยส นิ ของตน เปนภัยอนั ใกลจะถงึ และอยา ง นอยรายแรงเทา กับทจี่ ะพงึ กลวั ตอการอันเขากรรโชกนัน้ 7. การขูว าจะใชสทิ ธอิ นั ใดอันหนงึ่ ตามปกตินยิ มก็ดี เพียงแตความกลวั เพราะนับถือยําเกรงก็ดี ไมถอื เปน การขมขู 8. ในการวนิ จิ ฉัยคดขี อ สําคัญผิดกด็ ี กลฉอ ฉลกด็ ี ขม ขกู ็ดี ทา นใหพ อเคราะหถงึ เพศ อายุ ฐานะ อนามยั และนิสัยใจคอของผเู จา ทกุ ข ตลอดถึงพฤติการณอ นื่ ทง้ั ปวงอนั อาจเปนนา้ํ หนักแกก ารน้ันดวย 8.2.1 การแสดงเจตนาโดยสาํ คญั ผดิ อธิบายความสาํ คญั ในคุณสมบตั ิของบุคคลหรือทรพั ย ซึง่ ตามปกติยอมนบั วา เปนสาระสาํ คัญ ในเรือ่ งสาํ คัญผิดในคณุ สมบัตขิ องบุคคลหรอื ทรพั ยส ินที่เปน สาระสาํ คญั ทาํ ใหน ิตกิ รรมซ่ึงเกดิ จากการแสดงเจตนานนั้ เปน โมฆียะไมไดห มายความแตเ พยี งลกั ษณะรปู รา ง เนื้อตัวแตอ ยา งเดยี ว แต หมายความถงึ คุณลกั ษณะทงั้ หลายทง้ั ปวงมีผลกระทบกระเทือนถงึ ความเชื่อถงึ คณุ คา แหง บุคคลหรอื ทรพั ยส ินน้ัน อนั นับไดวา เปน คุณสมบตั ซิ ่ึงเปนสาระสาํ คญั ตอ งเปน คณุ สมบตั ทิ จี่ ะทาํ ใหบ ุคคลหรอื ทรัพย ตา งลกั ษณะตา งชนิดตางประเภทไปจากความเขา ใจของผทู าํ นติ ิกรรม ซึง่ ทก่ี ลา วมาแลว เปนเพียงหลกั ใน การพิจารณาเทา นนั้ จะวางเปนกฎหมายตายตวั นน้ั ไมไ ด ตอ งพิจารณาเปน เร่ืองๆ ไปตามเจตนาแหง คูก รณี เปน เรอื่ งๆไป อธิบายขอ แตกตา งระหวา งความสําคญั ผิดในสิ่งซง่ึ เปนสาระสําคัญแหง นิตกิ รรมกบั ความสาํ คัญผดิ ในคุณสมบัติของบุคคลหรอื ทรพั ย ซง่ึ ตามปกตยิ อ มนับวา เปนสาระสําคัญ ขอแตกตา งระหวา งสาระสาํ คญั แหง นิตกิ รรมกบั คณุ สมบัตทิ ี่เปน สาระสาํ คัญ คือ สาระสําคญั แหง นติ กิ รรมเปน เรอ่ื งที่มกี ําหนดอยใู นเรอื่ งนิติกรรม เปน สว นทีต่ อ งอยตู ามสภาพของ นิติกรรม คอื ประเภทของนิตกิ รรมบคุ คลทท่ี าํ นติ กิ รรม และทรัพยท เี่ ปน วัตถุแหง นติ กิ รรม ซึ่งทั้ง 3 ส่งิ นต้ี อ ง มอี ยูใ นนิติกรรมอยแู ลว แตใ นเรื่องคุณสมบัตินน้ั ดงั ไดก ลาวแลว ในนิติกรรมบางประเภท คณุ สมบตั ิไมใช สาระสําคญั ของนิตกิ รรมแตอยา งใดเลย คณุ สมบตั เิ ปนเรอ่ื งของเจตนาของแตล ะบคุ คลซึ่งมกั คดิ ตามแต คนจะตอ งการคณุ สมบัตอิ ยา งไรจงึ ถอื เปน สาระสาํ คญั ผลของความสําคญั ผดิ ในสาระสําคัญแหง นิตกิ รรมนน้ั คือ เปน โมฆะ แตใ นเรือ่ งสาํ คญั ผดิ ใน คุณสมบตั ทิ ่ีเปน สาระสําคญั นน้ั มผี ลทาํ ใหน ติ กิ รรมเปน โมฆียะ 8.2.2 การแสดงเจตนาโดยถูกกลฉอฉล กลฉอ ฉลเพอื่ เหตุคืออะไร และมผี ลเปนอยา งไร กลฉอฉลเพอื่ เหตตุ ามนัยแหง มาตรา 161 นัน้ ไมทาํ ใหก ารแสดงเจตนาเปน โมฆยี ะ เพราะเปน กล ฉอ ฉลที่ไมถ งึ ขนาด เปน เพยี งแตท าํ ใหผแู สดงเจตนา เพราะกลฉอฉลเพอ่ื เหตุนนั้ ตอ งยอมรบั เอาซ่ึง ขอ กาํ หนดอันหนักยง่ิ กวา ท่ีเขาจะยอมรบั เทา นั้น กฎหมายใหผ ทู ตี่ องยอมรบั ขอ กําหนดซงึ่ หนกั กวา ปกตนิ ้นั ไดร ับคา สนิ ไหมทดแทนจากผทู ีก่ ระทาํ กลฉอ ฉลนั้น 8.2.3 การแสดงเจตนาโดยถูกขม ขู จงอธิบายถึงผลของการแสดงเจตนาเพราะถกู ขม ขู ผลของการขม ขถู งึ ขนาดเปน การขม ขนู นั้ ทาํ ใหนิติกรรมเปน โมฆยี ะ แตอ ยางไรก็ตามในหลกั การ วินิจฉยั คดี (มาตรา 167) ในเรอื่ งขม ขู จะตอ งพเิ คราะหถ งึ เพศ อายุ ฐานะ อนามยั และนสิ ัยใจคอของเจา ทุกขตลอดถึงพฤตกิ ารณอ น่ื ทง้ั ปวงอันอาจเปนน้าํ หนักแหง การน้นั ดว ย ซ่งึ กลา วงา ยๆ วาในการวินิจฉัยคดี เกยี่ วกับการขม ขู ศาลใชหลักเกณฑด งั กลาวในการพิจารณา เพราะการแสดงเจตนาโดยถกู ขม ขนู จี้ ะใช ความรสู กึ นกึ คดิ ของบคุ คลธรรมดาเปน มาตรฐานแนนอนไมไ ด แมก ารขม ขจู ะเกดิ จากบคุ คลภายนอกกท็ าํ ใหก ารแสดงเจตนาน้นั เปนโมฆียะ ตามนยั มาตรา 166 แบบประเมนิ ผล หนว ยท่ี 8 การควบคุมการแสดงเจตนา มาตรา 154 การแสดงเจตนาใดแมใ นใจจริงผูแสดงจะมิไดเจตนาใหต นตองผูกพันตามทีแ่ สดงออกก็ตาม หาเปน มลู เหตุ ใหการแสดงเจตนาน้ันเปน โมฆะไม เวน แตคูกรณอี ีกฝา ยหนงึ่ จะไดรูถงึ เจตนาอนั ซอนอยูในใจของผแู สดงนนั้ มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรกู ับคูกรณีอีกฝา ยหน่ึงเปนโมฆะ แตจ ะยกข้ึนเปน ขอตอ สบู ุคคลภายนอก ผกู ระทาํ การโดยสจุ รติ และตองเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนนั้ มิได ถา การแสดงเจตนาลวงตามวรรคหน่ึงทําขึ้นเพอ่ื อาํ พรางนิตกิ รรมอ่ืน ใหนาํ บทบัญญัตขิ องกฎหมายอนั เกยี่ วกบั นิตกิ รรมท่ี ถูกอาํ พรางมาใชบงั คับ มาตรา 156 การแสดงเจตนาโดยสําคญั ผดิ ในสิ่งซงึ่ เปนสาระสําคัญแหงนิติกรรมเปนโมฆะ
41 ความสําคัญผดิ ในส่งิ ซึง่ เปนสาระสาํ คัญแหงนติ ิกรรม ตามวรรคหนึง่ ไดแก ความสําคญั ผิดในลักษณะของนิตกิ รรม ความสําคัญผิดในตัวบคุ คลซึง่ เปนคกู รณีแหงนิติกรรมและความสําคญั ผดิ ในทรัพยสินซง่ึ เปน วัตถแุ หงนิติกรรม เปนตน มาตรา 160 การบอกลางโมฆียกรรมเพราะถูกกลฉอฉลตามมาตรา 159 หามมิใหยกเปนขอตอสูบุคคลภายนอกผูกระทํา การโดยสุจริต มาตรา 161 ถากลฉอ ฉลถา เปน แตเพยี งเหตจุ ูงใจใหค ูกรณีฝายหนง่ึ ยอมรับขอ กําหนดอนั หนักยิ่งกวาท่คี ูกรณีฝา ยนัน้ จะ ยอมรับโดยปกติ คกู รณีฝายนน้ั จะบอกลางการนนั้ หาไดไ ม แตชอบทีจ่ ะเรียกเอาคา สนิ ไหมทดแทนเพือ่ ความเสียหายอันเกิดจาก กลฉอ ฉลน้ันได มาตรา 164 การแสดงเจตนาเพราะถูกขมขเู ปน โมฆียะ การขม ขทู ่ีจะทําใหการใดตกเปนโมฆยี ะน้นั จะตอ งเปน การขม ขูท่ีจะใหเ กิดภัยอันใกลจะถึงและรายแรงถงึ ขนาดทีจ่ ะจูง ใจใหผูถกู ขมขมู ีมูลตอ งกลวั ซ่ึงถามไิ ดมกี ารขม ขเู ชน น้ัน การนน้ั กค็ งจะมไิ ดกระทําข้ึน มาตรา 165 การขูวา จะใชส ทิ ธิตามปกตนิ ยิ ม ไมถ อื วา เปนการขมขู การใดท่ีทําไปเพราะนับถือยําเกรง ไมถอื วาการนน้ั ไดกระทําเพราะถกู ขม ขู มาตรา 166 การขมขูยอ มทาํ ใหการแสดงเจตนาเปน โมฆียะแมบ ุคคลภายนอกจะเปน ผขู มขู เจตนาลวง นนั้ เปนการสมรูกันโดยคูกรณี มิไดม ีเจตนาที่จะผกู นติ สิ ัมพนั ธกันแตอยางใด ดังนน้ั เม่อื ไมมีเจตนา กฎหมายจงึ บญั ญัตใิ หก ารแสดงเจตนาลวงเปน โมฆะ เสียเปลา ไมเ กิดผลในกําหมาย แตนติ ิกรรมอําพราง นน้ั เปนเร่อื งซ่ึง คูกรณีมเี จตนาหากแตป กปดนติ กิ รรมทตี่ นตองการใหมีผลไว กฎหมายจงึ ใหบังคบั ใหเกดิ ผลในทางนติ กิ รรมซ่ึงตองการใหมีผล ผกู พันตามเจตนาของคูกรณี การแสดงเจตนาลวง นนั้ มีการแสดงเจตนาเพยี งครั้งเดียว สวนนติ กิ รรมอาํ พรางเปน การแสดงเจตนาทํานติ กิ รรม 2 คร้งั แตครั้งหลงั กระทาํ ขึน้ เพือ่ ปดบงั อําพรางคร้งั แรก 1. การแสดงเจตนาโดยวปิ ริตทที่ าํ ใหนิตกิ รรมตกเปนโมฆะไดแก สาํ คญั ผิดในตวั ทรัพยซ งึ่ เปน วตั ถุแหง นิติ กรรม มาตรา 156 การแดสงเจตนาโดยสาํ คัญผิดในสิ่งซ่งึ เปน สาระสําคญั แหงนิตกิ รรมเปนโมฆะ ความสาํ คญั ผิดในสิง่ ซึง่ เปน สาระสาํ คัญแหงนิตกิ รรมตามวรรคหนึ่งไดแ ก ความสําคญั ผดิ ในลักษณะของนติ ิกรรม ความสําคัญผดิ ในตัวบุคคลซ่ึงเปนคูกรณีแหงนิติกรรมและความสําคญั ผิดในทรัพยส ินซ่งึ เปน วตั ถุแหงนิติกรรม เปน ตน 2. ในกรณีบคุ คลสองฝาย ทํานติ ิกรรมขึน้ เพอ่ื ปกปด นิตกิ รรมอีกอนั หนง่ึ เรยี กวา นติ ิกรรมอาํ พราง 3. การทีเ่ จา หนขี้ วู า ถา ลูกหนไ้ี มช าํ ระหนี้ ตนจะตองฟอ งศาลใหล ูกหนตี้ กเปนบุคคลลมละลาย ลูกหนเ้ี กดิ ความ กลัวจงึ ไดชาํ ระหนี้ไป การชําระหน้ใี นกรณนี จี้ ะมผี ล สมบรู ณเ พราะเปน การใชส ทิ ธติ ามปกตนิ ิยม 4. นติ กิ รรมทม่ี กี ารจูงใจใหค กู รณอี ีกฝายหน่ึงยอมรับเองซ่งึ ขอกําหนดหนักยิง่ กวา ที่เขาจะยอมรบั โดยปกตจิ ะมี ผล สมบรู ณตามกฎหมาย แตอาจเรียกคา สนิ ไหมทดแทนได 5. การพิมพล ายมอื ช่ือในสญั ญาใหเ ชาทด่ี นิ โดยคดิ วาเปน สญั ญาจางวา ความ สญั ญานี้มผี ล ตกเปน โมฆะ เพราะสาํ คญั ผดิ ในประเภทของนติ กิ รรม 6. ในกรณีทบ่ี คุ คลสาํ คญั ผดิ ในคณุ สมบตั ิของบคุ คลหรือทรัพยซ ง่ึ ตามปกติ ถอื เปน สาระสาํ คัญไมอ าจยก ความสําคญั ผดิ นน้ั มาเปนประโยชนแ กต นได คอื ความสําคัญผดิ เกิดข้นึ เพราะความประมาทเลินเลอ อยา ง รายแรงของผแู สดงเจตนา 7. การแสดงเจตนาโดยบคุ คลอืน่ ใชอบุ ายหลอกลวงใหเขา ใจผดิ ในทางกฎหมายเรยี กวา กลฉอ ฉล 8. เจตนาซอนเรน คอื เปน การแสดงเจตนาท่ไี มต รงกบั เจตนาท่แี ทจรงิ ที่ซอ นอยูภายในใจของตนเอง 9. การแสดงเจตนาลวงโดยสมรูกบั คกู รณี จะยกเปนขอ ตอสบู ุคคลภายนอกไมได ในกรณีบคุ คลภายนอก สุจริต และตอ งเสยี หาย หนวยท่ี 9 โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม 1. นติ ิกรรมทีเ่ ปน โมฆะ คอื นติ ิกรรมทีไ่ มม ีผลในทางกฎหมายเลยทั้งไมอ าจใหสตั ยาบันแกก ันได และผมู ีสว นไดเสียคนใดจะยกความเสียเปลาแหง โมฆะกรรมขน้ึ กลา วอางกไ็ ด 2. นติ ิกรรมทเี่ ปนโมฆยี ะ คอื นิตกิ รรมท่สี มบูรณแตอ ยูภายใตเงือ่ นไขทอ่ี าจถกู บอกลาง หรือ อาจให สตั ยาบนั ได 3. ผูม สี ทิ ธิบอกลางและใหสัตยาบนั โมฆียะกรรม คือ ผูท าํ นติ ิกรรมนั่นเอง และผูท ่ีคมุ ครองดูแลผู หยอ นความสามารถ 9.1 โมฆะกรรม 1. นติ กิ รรมทเ่ี ปน โมฆะจะไมมีผลใชบ งั คบั ตามกฎหมายไดเ ลย 2. ผลแหง โมฆะกรรมนั้นกฎหมายไดบ ัญญัติใหเสียเปลา ไปทง้ั หมด หรืออาจมีผลบางในบางสวนหรือ บางกรณีที่กฎหมายกาํ หนดไว 3. การเรียกทรพั ยคนื อนั เน่อื งจากนิตกิ รรมทตี่ กเปนโมฆะนน้ั กฎหมายใหเ ปนไปตามหลักเรือ่ งลาภมิ ควรได
42 9.1.1 ความหมายของโมฆะกรรม และนติ ิกรรมที่เปน โมฆะ สาเหตใุ ดบางทที่ ําใหนิติกรรมตกเปน โมฆะ ยกตวั อยาง สาเหตทุ ที่ ําใหน ติ กิ รรมตกเปน โมฆะ เชน (1) เน่ืองจากวตั ถปุ ระสงคข องนติ ิกรรมเปน การตองหา มโดยชดั แจง โดยกฎหมาย (2) เหตุเน่อื งจากนิตกิ รรมไมท าํ ตามแบบทกี่ ฎหมายกาํ หนด (3) เหตอุ นั เนอื่ งจากเงอ่ื นไขของนิตกิ รรมไมช อบดว ยกฎหมาย (4) นิติกรรมทีเ่ กดิ จากการแสดงเจตนาลวง (5) นิติกรรมทีเ่ กดิ จากการสาํ คญั ผิดในสาระสาํ คัญแหงนติ กิ รรม 9.1.2 ผลของโมฆะกรรม นติ กิ รรมน้นั เสยี เปลาไมอ าจใหส ตั ยาบันได บคุ คลผูม ีสว นได ผลของโมฆะกรรมมีอยางไรบา ง ผลของนติ กิ รรมทตี่ กเปนโมฆะคอื เสยี ยอ มอา งโมฆะกรรมได 9.1.3 โมฆะกรรมนั้นอาจแยกสวนท่ีสมบรู ณออกได จากท่ีไมสมบรู ณ โมฆะกรรมนั้นสามารถแยกสวนทส่ี มบรู ณอ อกจากสว นท่ีไมสมบรู ณไดในกรณีใดบาง โดยหลกั แลว นิตกิ รรมท่ีทาํ ขนึ้ เผื่อเปนโมฆะทงั้ หมด แตถ า นิตกิ รรมนั้นสามารถแยกไดเ ปน สว นโดย เปนอิสระจากกนั ได และโดยพฤตกิ ารณพงึ สันนิษฐานไดวา คกู รณเี จตนาท่ีจะแยกสวนท่ีสมบูรณออกจาก สว นทีไ่ มส มบรู ณ 9.1.4 โมฆะกรรมนั้นอาจสมบรู ณโ ดยฐานเปนนิติกรรมอยางอืน่ กรณใี ดบางท่ีโมฆะกรรมนน้ั อาจสมบูรณ โดยฐานเปน นิตกิ รรมอยา งอ่ืน จากการพิจารณาวา นติ กิ รรมใดเปนโมฆะ แตอาจสมบรู ณใ นฐานะเปน นิตกิ รรมอยางอ่ืนนน้ั ประการแรก ตองมิใชเปน โมฆะเน่ืองจากการแสดงเจตนาทาํ นิติกรรมนน้ั เส่ือมเสยี ประการท่ีสอง นติ กิ รรม ท่เี ขา ขอ สนั นษิ ฐานมกั เปน เรื่องท่โี มฆะกรรมนั้นเกีย่ วกบั เรอื่ งแบบ เมื่อไมส มบรู ณต ามแบบนิตกิ รรมอยาง หน่ึง กอ็ าจดวู า เจตนาเปนนติ ิกรรมอกี แบบได และนติ กิ รรมอยางหลงั นีต้ อ งสมบรู ณต ามแบบหรอื ขอ กาํ หนด ในกฎหมายดว ย 9.1.5 การเรยี กทรัพยค ืนอนั เน่ืองจากนิติกรรมนนั้ เปน โมฆะ การฟองเรียกทรัพยส ินเน่ืองจากนติ ิกรรมตกเปน โมฆะน้นั ตองฟองภายในกําหนดเวลาเทา ใด ตอ งฟองเรียกทรพั ยค ืนใน 1 ป นับแตรถู งึ สทิ ธิเรียกคืน คือ รถู ึงความเปนโมฆะนนั้ แตตองไมเกนิ 10 ป นบั แตว นั ทํานติ กิ รรมที่เปนโมฆะ 9.2 โมฆยี กรรม : ลักษณะทวั่ ไป 1. นติ กิ รรมท่ีเปน โมฆียะน้นั เปนนิตกิ รรมทสี่ มบรู ณอยู แตอยภู ายใตเ งื่อนไขวา หากนติ ิกรรมนนั้ ถกู บอก ลางกม็ ผี ลเปนโมฆะมาแตเ ร่ิมแรก หากไมมีการบอกลา ง หรือมีการใหส ตั ยาบัน นิตกิ รรมน้นั จะสมบรู ณ ตลอดไป 2. การบอกลางหรอื ใหส ัตยาบันแกโมฆียะกรรม ยอมกระทําไดโ ดยการแสดงเจตนาแกคูกรณี อกี ฝาย หนงึ่ ซึง่ เปน บุคคลทีม่ ีตวั กาํ หนดไดแนนอน 3. การใหส ตั ยาบันแกโ มฆียกรรมน้นั จะสมบูรณต อ เมือ่ ไดก ระทําภายหลังเวลาท่มี ลู เหตใุ หเปน โมฆียกรรมน้ันหมดสน้ิ ไปแลว 9.2.1 ความหมายของโมฆยี ะกรรมและนติ ิกรรมทต่ี กเปน โมฆียะ สาเหตุท่ที ําใหน ติ ิกรรมตกเปนโมฆยี ะมอี ะไรบาง สาเหตทุ ที่ ําใหน ิติกรรมตกเปนโมฆียะมี 2 สาเหตุใหญๆ คือ (1) เน่ืองจากไมเ ปน ไปตามบทบญั ญตั เิ กย่ี วกับเร่อื งความสามารถ เชน ผูเ ยาวท าํ นติ กิ รรมไมไดร บั ความยินยอมจากผแู ทนโดยชอบธรรม และไมเขา ขอยกเวนท่กี ฎหมายอนญุ าต หรอื ผไู รค วามสามารถทาํ นิตกิ รรม เปนตน (2) เนือ่ งจากการแสดงเจตนาโดยวปิ รติ เชน การแสดงเจตนา เพราะถูกขม ขู หรอื ถูกกลฉอ ฉล เปน ตน 9.2.2 วิธีการบอกลางโมฆยี ะกรรม การบอกลา งโมฆยี กรรมทาํ ไดอ ยางไร การบอกลา งโมฆยี กรรมตองกระทาํ โดยการแสดงเจตนาตอบคุ คลทเ่ี ขาทาํ นติ กิ รรมอกี ฝายหนึ่ง การบอกลา งโมฆยี กรรมไมม ีแบบ จงึ อาจทาํ ไดโดยวาจาหรอื ลายลกั ษณอ กั ษรกไ็ ด
43 9.2.3 การใหสัตยาบนั การใหสัตยาบนั โมฆยี กรรมมีวธิ กี ารอยางไร การใหสตั ยาบนั ตองทําตอคกู รณอี ีกฝายหนึ่งในนติ กิ รรมทตี่ กเปน โมฆยี ะ และจะแสดงเจตนาใหส ัตยาบันโดย ชัดแจงหรือโดยปริยายกไ็ ด 9.3 บุคคลผูมีสิทธิบอกลา ง และใหส ัตยาบันโมฆยี ะกรรม 1. ผูมสี ทิ ธบิ อกลางโมฆียกรรมไดแ ก ตัวผูทํานิติกรรมเอง และผูทม่ี ีหนา ท่ใี นการดูแลผูท ่ีหยอ น ความสามารถ รวมตลอดถงึ ทายาทของผูทาํ นติ กิ รรมอนั เปนโมฆยี ะน้ันดว ย 2. ผลของการบอกลา งโมฆยี ะกรรม คือ นิตกิ รรมตกเปน โมฆะมาแตเริ่มแรก คกู รณีกลับคืนสฐู านะเดิม ท้งั นี้ยอมไมอาจถกู ยกเปน ขอตอ สบู คุ คลภายนอกผกู ระทําการโดยสจุ ริต และเสยี คาตอบแทน 3. ผมู ีสทิ ธใิ หสัตยาบันแกโมฆียะกรรม คอื บุคคลประเภทเดียวกบั ผูมสี ทิ ธบิ อกลางโมฆยี กรรมได 4. ผลของการใหส ัตยาบันคือ นิติกรรมท่ีเปนโมฆยี ะยอมมผี ลสมบรู ณใ ชไดตลอดไปและไมอ าจบอก ลา งไดอ กี 9.3.1 บคุ คลผมู สี ิทธิบอกลา งโมฆียะกรรม บคุ คลใดบา งทมี่ สี ทิ ธิบอกลา งโมฆียะกรรม บุคคลผมู ีสิทธบิ อกลา งโมฆยี กรรมไดแ ก (1) ผูห ยอ นความสามารถซ่งึ ทาํ นติ ิกรรม เชน ผเู ยาว คนไรค วามสามารถ ซึ่งไดห ายจากการเปน ผูห ยอ นความสามารถแลว (2) ผูดแู ลผูหยอ นความสามารถ เชน ผูแ ทนโดยชอบธรรม ผอู นุบาล (3) ผแู สดงเจตนาโดยวปิ ริต (4) ทายาทของผหู ยอ นความสามารถหรือผแู สดงเจตนาโดยวปิ รติ 9.3.2 ผลของการบอกลางโมฆียะกรรม และคกู รณีจะตอ ง ผลของการบอกลางโมฆยี ะกรรม มอี ยา งไรบา ง เม่ือมีการบอกลา งโมฆยี กรรมแลว นติ กิ รรมยอ มตกเปน โมฆะมาแตเร่ิมแรก กลับคนื ฐานะเดิม 9.3.3 บคุ คลผูมสี ิทธิ์ใหสตั ยาบันโมฆียะกรรม บุคคลใดทมี่ สิ ทิ ธใิ นการใหสตั ยาบนั นิติกรรมท่ีเปน โมฆียะ ผทู ีส่ ามารถใหสตั ยาบนั โมฆยี กรรมได ไดแ ก บคุ คลทบ่ี ัญญตั ิไวใ น ปพพ. มาตรา 177 9.3.4 ผลของการใหสตั ยาบนั แกโมฆียะกรรม โมฆียะกรรมท่ไี ดใ หส ัตยาบนั แลว มีผลอยา งไร โมฆียกรรมเมอ่ื ใหสัตยาบนั แลว นติ กิ รรมยอมสมบรู ณม าแตต น แตไ มก ระทบกระเทือนถงึ สทิ ธิของ บคุ คลภายนอก แบบประเมนิ ผล หนวยท่ี 9 โมฆะกรรมและโมฆยี ะกรรม มาตรา 172 โมฆะกรรมน้ันไมอ าจใหส ัตยาบันแกกนั ได และผมู สี วนไดเสยี คนหน่งึ คนใดจะยกความเสยี เปลา แหงโมฆะ กรรมขน้ึ กลา วอางกไ็ ด ถา จะตองคืนทรัพยสนิ อนั เกิดจากโมฆะกรรม ใหนาํ บทบัญญตั วิ า ดว ยลาภมิควรไดแ หงประมวลกฎหมายนี้มาใชบ ังคับ มาตรา 173 ถาสว นหนึ่งสว นใดของนติ กิ รรมเปนโมฆะ นิติกรรมน้ันยอ มตกเปนโมฆะทั้งสิ้น เวนแตจ ะพึงสันนษิ ฐานได โดยพฤติการณแหงกรณีวา คกู รณีเจตนาจะใหสว นที่ไมเ ปนโมฆะนัน้ แยกออกจากสวนทเ่ี ปน โมฆะได มาตรา 175 โมฆยี ะกรรมนั้น บคุ คลตอไปน้ีจะบอกลา งเสียก็ได (1) ผแู ทนโดยชอบธรรมหรือผเู ยาวซ ง่ึ บรรลุนิตภิ าวะแลว แตผ เู ยาวจะบอกลางกอ นที่ตนบรรลนุ ิติภาวะกไ็ ดถ า ไดรับความยนิ ยอมของผูแทนโดยชอบธรรม (2) บุคคลซ่ึงศาลสัง่ ใหเปนคนไรค วามสามารถหรือคนเสมอื นไรค วามสามารถเม่ือบคุ คลนั้นพน จากการเปนคนไร ความสามารถหรอื เสมอื นไรความสามารถแลว หรือผอู นุบาล หรือผูพิทักษ แลวแตกรณี แตค นเสมือนไรความสามารถจะบอกลาง กอนทต่ี นจะพน จากการเปนคนไรความสามารถกไ็ ด ถาไดรับความยนิ ยอมของผพู ทิ ักษ (3) บุคคลผแู สดงเจตนาเพราะสําคญั ผดิ หรอื ถกู กลฉอฉล หรือถูกขม ขู (4) บุคคลวิกลจริตผูกระทํานติ กิ รรมอันเปน โมฆยี ะตามมาตรา 30 ในขณะที่จริตของบุคคลน้นั ไมวกิ ลแลว ถา บุคคลผูทํานิติกรรมอนั เปนโมฆียะถึงแกค วามตายกอนมีการบอกลา งโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดงั กลาวอาจบอก ลา งโมฆียกรรมนนั้ ได มาตรา 176 โมฆยี ะกรรมเมอื่ บอกลา งแลว ใหถอื วาเปนโมฆะมาแตเ ร่มิ แรก และใหค ูกรณีกลับคืนสฐู านะเดิม ถาเปน การ พน วสิ ยั จะใหก ลับคืนเชนนั้น กใ็ หไดรบั คาเสยี หายชดใชใหแทน
44 ถาบคุ คลใดรหู รอื ควรจะไดร วู าการใดเปนโมฆยี ะ เมื่อบอกลา งแลว ใหถ อื วา บคุ คลน้นั ไดรวู าการนั้นเปน โมฆะ นับแตว นั ท่ี ไดร ูห รือควรไดร วู าเปนโมฆะ หามมใิ หใ ชสิทธิเรยี กรองอนั เกดิ แตก ารกลับคนื สูฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพนหนงึ่ ปนับแตวันบอกลางโมฆยี ะกรรม มาตรา 178 การบอกลา งหรือใหสัตยาบันแกโ มฆียะกรรม ยอ มกระทําไดโ ดยการแสดงเจตนาแกค ูกรณีอกี ฝายหนึง่ ซง่ึ เปน บุคคลทีม่ ีตัวกาํ หนดไดแ นน อน มาตรา 181 โมฆยี ะกรรมนนั้ จะบอกลา งมไิ ดเมอื่ พน เวลาหน่ึงปน บั แตเวลาท่ีอาจใหสัตยาบันไดห รือเมอ่ื พน เวลาสิบปน ับ แตไ ดทาํ นติ กิ รรมอันเปนโมฆยี ะน้ัน โมฆะกรรม คือการกระทาํ ที่เสยี เปลา ไมม ีผลอยา งใดในทางกฎหมาย ไมกอใหเกดิ การเคลื่อนไหวแหง สทิ ธิและหนา ท่ี ของคกู รณที ี่เขาทาํ นิตกิ รรม หรืออาจจะกลาวไดวานิติกรรมใดที่ตกเปน โมฆะแลวยอ มไมม ีความผูกพนั ตามกฎหมาย และไมอ าจให สัตยาบันใหก ลับมามผี ลสมบูรณไดอ ีก สาเหตุทที่ าํ ใหน ิตกิ รรมตกเปนโมฆะอาจเกดิ ขนึ้ ไดหลายประการคือ (1) นติ ิกรรมทมี่ ีวัตถุประสงคเปนการตอ งหา มชัดเจนโดยกฎหมาย (มาตรา 150) (2) นิตกิ รรมซึ่งมีวัตถุประสงคเ ปนการพน วสิ ยั (มาตรา 150) (3) นติ กิ รรมซึ่งมวี ตั ถุประสงคเปน การขัดขวางตอ ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 150) (4) นติ กิ รรมซ่ึงมิไดทําใหถ ูกตอ งตามแบบที่มีกฎหมายบังคบั ไว (มาตรา 152) (5) นติ กิ รรมซ่งึ เกิดจากการแสดงเจตนาซอ นเรน (มาตรา 154) (6) นติ ิกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง (มาตรา 155) (7) นิติกรรมทเี่ กิดจากการสําคญั ผิดในส่ิงทเ่ี ปนสาระสําคัญแหง นิตกิ รรม (มาตรา 156) (8) กรณเี พราะเหตุเง่ือนไขแหง นติ ิกรรม (มาตรา 187-190) (9) นิตกิ รรมท่ีเปนโมฆยี ะและถกู บอกลางแลว (10) เหตุอน่ื ๆท่ีกฎหมายบัญญัตไิ ว เชน มาตรา 1466 มาตรา 1703-1706 1. เสียเปลา ไมเ กดิ ผลในทางกฎหมาย เปนความหมายของการกระทาํ ทีต่ กเปนโมฆะ 2. ผมู ีสวนไดสวนเสยี เปนผูทสี่ ามารถกลาวอา งความเปนโมฆะกรรมได 3. การเรยี กคนื ทรพั ยเน่ืองจากโมฆยี ะกรรม เรียกไดเปน ลาภมิควรได 4. ผเู ยาวอ ายุ 14 ป ทาํ พินยั กรรมจะตกเปนโมฆะ 5. ก ตกลงกบั ข วาให ข ไปดักทํารา ยรางกาย ค โดยใหค า จาง 10,000 บาท ขอตกลงนี้ในทางกฎหมาย ตก เปน โมฆะ เพราะมวี ตั ถุประสงคเปน การตอ งหา มชดั เจนโดยกฎหมาย 6. โมฆยี กรรมทถี่ กู บอกลางแลว มผี ล เปน โมฆะมาแตเ ริม่ แรก 7. การบอกลา งโมฆียกรรมจะตองกระทาํ โดยการแสดงเจตนาตอ คกู รณอี ีกฝา ยหนง่ึ 8. ผูเ ยาวท าํ นติ กิ รรมโดยไมไดร ับความยนิ ยอมจากผแู ทนโดยชอบธรรม เปนเหตุใหต กเปนโมฆียะ 9. ผูแทนโดยชอบธรรม มีสทิ ธบิ อกลางโมฆียะกรรม 10. การบอกลา งโมฆยี กรรมจะตอ งทาํ ภายในระยะเวลา 10 ป นับแตเ วลาทไ่ี ดเ กดิ โมฆยี กรรมนนั้ หนว ยที่ 10 เงอื่ นไขและเงอื่ นเวลา 1. เง่ือนไขคอื ขอ ความใดอันบังคบั ไวใหนติ กิ รรมเปน ผล หรอื สิน้ ผลตอเมอื่ มีเหตกุ ารณอันใดอนั ไม แนน อนวาจะเกิดขนึ้ หรอื ไมในอนาคต 2. เงอ่ื นไขมี 2 ประเภทคอื เง่อื นไขบังคบั กอ น และเงอื่ นไขบงั คับหลัง 3. เง่อื นไขทีไ่ มส มบูรณ เปนการตอ งหามโดยกฎหมายมี 4 ประการคือ เงอื่ นไขมชิ อบดว ยกฎหมาย เงื่อนไขพนวสิ ัย เงื่อนไขบังคบั กอ นสําเร็จสุดแตใ จของลูกหน้ี และเงื่อนไขที่สาํ เรจ็ แลว หรอื ไมอ าจสําเรจ็ ไดใ นเวลาทํานติ ิกรรม 4. ผลในระหวางทเี่ ง่ือนไขยังไมสําเรจ็ คูกรณมี ีสิทธิในความหวงั คือ หนา ท่ีตอ งงดเวน ไมท าํ ใหเสือ่ ม เสียประโยชน จาํ หนา ย รับมรดก หรอื จดั การทรพั ยสินและหนา ทตี่ อ งทาํ การโดยสุจริต 5. เง่ือนเวลาคอื ขอกําหนดอนั บงั คับไวมิใหท วงถามใหปฏิบัติการตามผลแหงนิติกรรมหรอื ใหน ติ กิ รรม สิน้ ไปจนกระท่ังถึงเวลาใดเวลาหนึง่ ในอนาคต หรอื มีเหตุการณอันใดอนั หนง่ึ ข้ึนในอนาคตและแนนอน เกิดขึ้น 6. เงื่อนเวลามี 2 ประเภทคอื เงื่อนเวลาเร่ิมตนและเงื่อนเวลาสน้ิ สุด 7. ลูกหน้ีตอ งหามมิใหถ ือประโยชนแหง เงื่อนเวลา เมือ่ ถกู ศาลสั่งพทิ ักษทรพั ยเ ดด็ ขาด หรือลูกหน้ี ไมใ หประกนั ในเม่อื จาํ ตองให หรือลูกหนนี้ าํ ทรพั ยสนิ ของบคุ คลอืน่ มาใหเ ปน ประกนั โดยเจา ของทรพั ยส นิ น้นั มไิ ดย ินยอมดว ย หรอื เมอ่ื ลูกหนีไ้ ดทําลายหรอื ทาํ ใหลดนอยถอยลงซง่ึ ประกันอนั ไดใ หไว 8. ขอ แตกตา งท่ีสําคญั ระหวา งเง่อื นไขกบั เงื่อนเวลา คือ เงื่อนไขเปนขอกาํ หนดซึ่งเปน เหตกุ ารณอัน ใดอนั หนง่ึ ในอนาคตและไมแนน อนวา จะเกดิ ข้นึ หรือไม สว นเง่ือนเวลาน้ันเปนขอกําหนดซึ่งอาศยั ความ แนน อน 10.1 เงื่อนไข
45 1. ลกั ษณะของเงือ่ นไข คือ เปนขอ กาํ หนดซึง่ บุคคลแสดงเจตนากนั ไว ซง่ึ ขอกําหนดนั้น กําหนด ตามเหตกุ ารณในอนาคตซึ่งไมแนนอน วาจะเกิดขึน้ หรือไม และบังคับไวใ หนติ ิกรรมน้นั เปน ผล 2. เงื่อนไขบงั คับกอนไดแก เง่ือนไขซงึ่ ทาํ ใหน ติ ิกรรมน้ันเปนผลเมอ่ื เงอื่ นไขน้นั สาํ เร็จแลว 3. เงอื่ นไขบงั คับหลังไดแก เง่ือนไขซึง่ ทําใหน ติ กิ รรมนน้ั ส้ินผลเมือ่ เงอื่ นไขน้ันสาํ เร็จแลว 4. เงอ่ื นไขทไี่ มสมบรู ณม ี 4 ประเภท คือ เงอื่ นไขมชิ อบดว ยกฎหมาย เง่ือนไขเปนพนวิสัย เง่อื นไข บงั คบั กอนสําเรจ็ สดุ แตใจของลกู หนี้ และเงื่อนไขทส่ี าํ เร็จแลวหรอื ไมอ าจสาํ เรจ็ ไดใ นเวลาทํานิติกรรม 5. ผลในระหวา งที่เงอ่ื นไขยงั ไมสําเร็จ สทิ ธิและหนา ที่ของคกู รณีมีดงั นี้คือ (1) งดเวนกระทาํ การอนั เปนสิง่ ที่เส่ือมเสียประโยชนของอีกฝายหนึ่งทพ่ี ึงไดรบั เง่อื นไขสําเรจ็ ลง (2) คูกรณยี อ มจะจําหนาย รบั มรดก จัดการปองกนั รักษา หรือทําประกันไวกไ็ ดต ามสทิ ธิและ หนาท่ีทีต่ นมี (3) หามคกู รณเี ขา ปองปด ขดั ขวางมใิ หเงือ่ นไขสําเรจ็ หรือขวนขวาย จัดทําใหเ งอื่ นไขสําเร็จโดย ทุจรติ (4) กรณีตามมาตรา 187 วรรค 3 เมื่อคกู รณไี มรวู า เงอ่ื นไขไดสาํ เรจ็ แลวหรือไม 6. คูก รณีอาจแสดงเจตนาใหค วามสําเรจ็ แหงเง่อื นไข มผี ลยอนหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนง่ึ กอน เง่อื นไขสําเรจ็ ก็ได 10.1.1 ลกั ษณะของเงอื่ นไข อธิบายลักษณะของเงื่อนไข เงอ่ื นไขมลี กั ษณะสาํ คญั 4 ประการ ตามบทบญั ญตั ิมาตรา 182 คอื (1) เปน ขอ กําหนดซึง่ บุคคลแสดงเจตนากันไว คอื คูกรณีตา งฝา ยตา งไดแสดงเจตนากาํ หนดไว ตอกนั ในนติ กิ รรม (2) เปน ขอ กาํ หนดเกย่ี วกบั ความเปน ผลหรือความส้นิ ผลของนติ กิ รรม หากเปนขอ กาํ หนดวา ใหนติ ิ กรรมมผี ลตอ เมือ่ เงอ่ื นไขไดส ําเรจ็ ลง เรยี กวา เงอ่ื นไขบังคบั กอ น หากเปนขอ กาํ หนดใหนิตกิ รรมส้นิ ผล ตอ เมอ่ื เง่อื นไขไดส ําเร็จลงเรียกวา เงื่อนไขบงั คบั หลงั (3) เปนขอ กําหนดตามเหตุการณในอนาคต (4) ตองเปนเหตกุ ารณไ มแ นน อน เพราะถาเหตกุ ารณในอนาคตทีแ่ นนอนแลว กจ็ ะไมเปน เง่ือนไข แตก ลายเปน เงอื่ นเวลาไป 10.1.2 ประเภทของเงอ่ื นไข เงือ่ นไขมีก่ปี ระเภท อะไรบาง ในเรอ่ื งประเภทของเงอ่ื นไขนัน้ ตามมาตรา 183 เราอาจแบงได 2 ประเภท คอื เงอ่ื นไขบงั คบั กอ น และเงอ่ื นไขบงั คับหลัง เงอ่ื นไขบงั คบั กอ นไดแก ขอ กาํ หนดซึ่งทาํ ใหน ิตกิ รรมมผี ลเมอื่ ขอ กาํ หนดน้ันสาํ เรจ็ แลว นั่นคือในขณะทาํ นติ กิ รรมนนั้ นิติกรรมยงั ไมเ กดิ ผล จะเกดิ ผลตอเมือ่ ขอ กาํ หนดทแ่ี สดงไวนัน้ เสร็จส้ิน ลงเสยี กอน สวนเงือ่ นไขบังคบั หลงั นัน้ ไดแก ขอกาํ หนดซงึ่ ทาํ ใหน ติ กิ รรมสิ้นผล เมือ่ ขอ กาํ หนดนั้นสําเรจ็ แลว น่ันคือในขณะนน้ั นติ ิกรรมมผี ลอยูแ ลว และจะสิ้นผลลงตอ เมอื่ ขอ กําหนดน้ันไดเ สร็จสนิ้ ลง 10.1.3 เงอื่ นไขทไี่ มสมบรู ณ อธบิ ายเง่อื นไขทีไ่ มสมบรู ณ นิติกรรมซึง่ มเี งื่อนไขท่ีไมส มบรู ณน น้ั กฎหมายบญั ญตั ไิ วเ ปน 4 กรณคี อื (1) เง่อื นไขมชิ อบดว ยกฎหมาย มาตรา 188 นิตกิ รรมใดทม่ี ีเงอื่ นไขอนั ไมชอบดว ยกฎหมายและ ขดั ตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรือศลี ธรรมอันดขี องประชาชน นติ ิกรรมน้ันโมฆะ (2) เงอื่ นไขเปนพน วิสัย มาตรา 189 นิตกิ รรมทีม่ เี งอ่ื นไขบงั คบั กอนและเงอื่ นไขนั้นเปนพนวิสยั นติ กิ รรมนัน้ ตกเปนโมฆะ หากนติ ิกรรมที่มเี งอื่ นไขบังคับหลงั และเงอื่ นไขนัน้ เปนพน วิสัย นิตกิ รรมนั้น สมบูรณป ราศจากเง่อื นไข (3) เง่ือนไขบงั คับกอนสาํ เรจ็ สดุ แตใจลูกหนี้ นติ กิ รรมประเภทน้ตี อ งเปนนติ ิกรรมทมี่ ีเงอื่ นไขบังคับ กอนและเปน เงอื่ นไขอันจะสาํ เร็จหรอื ไมสาํ เร็จนน้ั สดุ แลว แตใ จของลกู หนเ้ี ทานนั้ นติ ิกรรมนัน้ ตกเปนโมฆะ (4) เงอ่ื นไขที่สาํ เรจ็ แลว หรอื ไมส าํ เร็จไดในเวลาทาํ นิตกิ รรม เงอ่ื นไขสําเร็จแลวแตใ นเวลาทาํ นิติ กรรมน้ันคือในขณะทาํ นติ กิ รรมน้นั ขอ กาํ หนดทค่ี กู รณีวางไวเปนเงือ่ นไขไดส ําเรจ็ ลงแลวกแ็ สดงวา เงอ่ื นไข ไดเ ปนไปตามท่ีคกู รณตี อ งการนติ กิ รรมนั้นจึงมีผลสมบรู ณเ สมอื นนติ กิ รรมน้ันปราศจากเงอ่ื นไข ในกรณีที่ เปน เงอ่ื นไขบงั คับกอนหากเปนกรณเี งอ่ื นไขบังคบั หลังกถ็ อื เสมอื นวา ไมมนี ติ กิ รรมเลยทเ่ี ดยี ว กรณี เงื่อนไขไมอาจสําเรจ็ ลงในขณะทาํ นติ กิ รรมน้นั เปนเงอื่ นไขแนน อนวาเงอื่ นไขไมอ าจสาํ เร็จลงได ถา หาก เปนเงอื่ นไขบงั คับกอ นนิตกิ รรมเปน โมฆะ ถา เปน เงื่อนไขบงั คบั หลังนติ ิกรรมนัน้ สมบูรณเหมอื นกนง่ึ ปราศจากเงอ่ื นไข 10.1.4 ผลแหง เง่อื นไข ผลระหวางเงอื่ นไขยงั ไมสําเร็จ คูกรณมี สี ิทธิและหนาที่ตอ กันอยา งไร
46 ผลในระหวา งท่ีเงอ่ื นไขยังไมสําเร็จ คูก รณีมีสทิ ธิและหนา ที่ตอ กนั คอื มสี ิทธิในความหวังกฎหมาย บัญญตั ิสิทธิและหนา ทใี่ นระหวา งเงอ่ื นไขยังไมส าํ เรจ็ ไวต ามมาตรา 184-186 ดังน้ี (ก) การงดเวน กระทาํ การสงิ่ อนั เปนท่ีเสื่อมเสยี ประโยชนอ นั อีกฝา ยหน่ึงพึงไดร บั เงอื่ นไขสาํ เรจ็ ลง มาตรา 184 (ข) คกู รณียอมจาํ หนา ย รบั มรดก จัดการปอ งกนั รกั ษาหรือทําประกันไวก ็ไดต ามสทิ ธิและหนา ทีท่ ี่ ตนมี มาตรา 185 (ค) หา มคูก รณเี ขา ปอ งปด ขดั ขวางมิใหเ งอื่ นไขสาํ เรจ็ หรอื ขวนขวายทาํ ใหเงือ่ นไขสาํ เรจ็ โดย ทุจรติ มาตรา 186 (ง) ตราบใดคกู รณียงั ไมร ูวา เงอ่ื นไขสําเรจ็ แลว หรอื มอิ าจสาํ เร็จไดตราบนนั้ ทา นใหใชบทบัญญตั ิ มาตรา 184 และ 185 บงั คบั แลวแตก รณี มาตรา 187 วรรค 3 เมอื่ เงื่อนไขสําเร็จแลวผลในกฎหมายจะเปน อยา งไร ผลเมอ่ื เงอื่ นไขสําเรจ็ เมอ่ื เง่ือนไขสําเรจ็ โดยสมบรู ณต ามกฎหมายแลวนติ ิกรรมนนั้ กเ็ ปน ผลขึน้ มา ทนั ทใี นกรณเี ปนเงื่อนไขบงั คบั กอ น สว นกรณที ีเ่ ปนเงอื่ นไขบังคับหลัง นติ กิ รรมนน้ั ก็สน้ิ ผลทันที แตอยา งไรก็ตาม กฎหมายใหค กู รณที จี่ ะแสดงเจตนาใหค วามสาํ เร็จแหงเงอ่ื นไขมผี ลยอ นหลงั ไป ถึงเวลาใดเวลาหนึง่ กอ นเงือ่ นไขสาํ เรจ็ 10.2 เงอ่ื นเวลา 1. เงอ่ื นไขเวลาเปนขอ กําหนดอนั บงั คบั ไวม ิใหท วงถามใหป ฏิบัติการตามผลแหงนิตกิ รรมหรือใหน ติ ิ กรรมสิ้นผลไป จนกระทง่ั ถึงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต หรอื มเี หตกุ ารณอ ันใดอันหนง่ึ ในอนาคตซึ่งแนนอน 2. เงอ่ื นเวลามี 2 ประเภทคือเงื่อนเวลาเริ่มตน และเง่ือนเวลาสนิ้ สดุ เงื่อนเวลาเริม่ ตน น้ันคอ ขอ กําหนดมใิ หทวงถามใหปฏบิ ัตกิ ารตามนิตกิ รรมกอนถงึ เวลากําหนด เงือ่ นเวลาสิ้นสดุ ไดแกเงื่อนเวลาที่ กําหนดใหนิติกรรมน้ันสิน้ ผลลงเมือ่ ถงึ กําหนดเวลาท่ีตกลงกันไว 3. โดยหลักทว่ั ไปเงอ่ื นเวลาน้ันกาํ หมายใหสนั นิษฐานไวกอ นวายอมกาํ หนดไวเ พ่อื ประโยชนแก ลกู หนี้ แตมบี างกรณีซึง่ ลกู หน้ตี อ งหา มมใิ หถอื ประโยชนแหง เงอื่ นเวลา คือ ลูกหนถ้ี ูกศาลสั่งพิทักษท รพั ย เด็ดขาด หรอื ลกู หนี้ไมใ หป ระกันเมอ่ื จาํ ตอ งให หรอื ลกู หนี้ไดทําลาย หรือทาํ ใหลดนอยถอยลงซงึ่ ประกัน อันไดใ หไว หรือลกู หนนี้ ําทรัพยส ินของบุคคลอ่นื มาใหเ ปนประกนั โดยเจาของทรพั ยสนิ นัน้ ไมยินยอมดว ย 4. เงือ่ นไขและเวลาแตกตางกนั ในเรือ่ งตอ ไปน้ี (1) เง่ือนไขเปน เหตกุ ารณในอนาคตซึ่งไมแ นน อน เงอ่ื นเวลาเปน เวลาหรอื เหตุการณใ นอนาคตซ่งึ ไมแนน อน (2) นิตกิ รรมมเี งอื่ นไขบงั คบั กอนนติ ิกรรมยงั ไมม ผี ลจนกวาเง่อื นไขจะสําเรจ็ แตนติ ิกรรมมีเง่ือนไข เวลาเริม่ ตน นนั้ นิตกิ รรมมผี ลเกิดข้ึนแลว แตจ ะทวงถามใหปฏบิ ัติการตามนิติกรรมกอ นถึงเวลาน้ันๆไมได (3) เรอื่ งลาภมิควรไดก รณีนติ กิ รรมมเี งือ่ นไขบงั คบั กอน ถาหากลูกหน้ีไดช าํ ระหนไ้ี ปใหแกเจาหนี้ ก็สามารถเรยี กคืนไดฐานลาภมคิ วรได แตน ิติกรรมทม่ี ีเงื่อนเวลาเร่ิมตน ถา ฝา ยลูกหนช้ี าํ ระหนีใ้ หแ กล ูกหน้ี ไปแลวเรียกคืนไมไ ด (4) เรอ่ื งบาปเคราะห กรกรีนติ กิ รรมมเี งือ่ นไขบังคบั กอนเมื่อทรพั ยอ ันเปน วตั ถุแหง สัญญาสูญหาย หรอื ทาํ ลายลงในระหวา งเงอื่ นไขยงั ไมสําเรจ็ เจา ของทรัพยก ต็ อ งรับบาปเคราะหไปเอง แตใ นกรณนี ติ ิกรรม มีเงอ่ื นเวลาเรมิ่ ตน ผลเปนตรงกนั ขาม 10.2.1 ลกั ษณะและประเภทของเงื่อนเวลา อธิบายลักษณะและประเภทเง่อื นเวลา เง่อื นเวลาเปนขอ กาํ หนดอันบังคบั ไวมิใหท วงถาม ใหป ฏิบัตกิ ารตามผลแหง นติ กิ รรม หรอื ใหน ิติ กรรมสนิ้ ผลไปจนกระทัง่ ถงึ เวลาใดเวลาหนง่ึ ในอนาคตหรือมเี หตกุ ารณอ ันใดอนั หนงึ่ ในอนาคตทแี่ นนอน เงือ่ นเวลานน้ั ตามมาตรา 191 เราสามารถแบงเงื่อนเวลาไดเ ปน 2 ประเภทคือ เง่ือนเวลาเรม่ิ ตนซึง่ เปน ขอ กําหนดมิใหทวงถาม ใหป ฏบิ ตั กิ ารตามนติ กิ รรมกอ นถึงเวลาทกี่ าํ หนด และเงอื่ นเวลาส้ินสดุ ซ่ึงไดแก เงื่อนเวลาทกี่ าํ หนดใหนติ กิ รรมนนั้ สิ้นผลลงเม่อื ถงึ กาํ หนดเวลาทีต่ กลงกนั ไว เง่อื นเวลานน้ั กฎหมายให สนั นษิ ฐานไวกอนวา กาํ หนดไวเพือ่ เปนประโยชนแ กฝ า ยลกู หนี้ ประโยชนแ หงเงื่อนเวลานนั้ ฝายใดฝา ย หนึง่ ไดร บั ประโยชนแหงเง่อื นเวลานน้ั จะสละเสียก็ได แตก ารสละนน้ั ตองไมก ระทบถึงประโยชนอ ันคูกรณี อนั ฝา ยหนง่ึ จะพงึ ไดร บั แตเ งื่อนเวลานน้ั 10.2.2 กรณลี ูกหนี้ตองหา มมใิ หถ อื ประโยชนแหงเงือ่ นเวลา มกี รณใี ดบางท่ีกฎหมายหา มมิใหล ูกหนถ้ี ือประโยชนแหงเง่อื นเวลา กรณที ก่ี ฎหมายหา มมิใหลกู หนถ้ี อื ประโยชนแ หง เงอ่ื นเวลาตามมาตรา 193 นั้น มี 4 กรณดี งั น้ี (1) ลูกหนถี้ ูกศาลสงั่ พิทกั ษท รพั ยเ ด็ดขาด (2) ลูกหนไี้ มใหป ระกันในเมอื่ จาํ ตอ งให
47 (3) ลกู หนี้ไดท าํ ลายหรือทาํ ใหล ดนอยลงซง่ึ ประกันอนั ไดใ หไ ว (4) ลกู หนน้ี าํ ทรพั ยสินของบคุ คลอนื่ มาใหเ ปนประกนั โดยเจา ของทรพั ยน น้ั มไิ ดยินยอมดว ย 10.2.3 ความแตกตางระหวางเง่ือนไขกบั เงือ่ นเวลา อธบิ ายขอแตกตา งระหวางเง่ือนไขกบั เงื่อนเวลาโดยสงั เขป ขอ แตกตา งระหวา งเงอื่ นไข กับเงอื่ นเวลาโดยสังเขปกค็ อื (1) เงื่อนไขเปนเหตกุ ารณในอนาคตซ่งึ ไมแนน อน เง่อื นเวลาเปน เวลาหรือเหตกุ ารณใ นอนาคตซ่ึง แนน อน (2) นิตกิ รรมเงอ่ื นไขบังคบั กอ นนติ ิกรรมยงั ไมมผี ลจนกวาเงือ่ นไขทจ่ี ะสาํ เร็จ แตน ติ กิ รรมมีเงอื่ น เวลาเร่ิมตนนน้ั นติ ิกรรมมีผลเกิดขึ้นแลว แตจะทวงถามใหป ฏิบตั กิ ารตามนติ กิ รรมกอ นถงึ กาํ หนดเวลานน้ั ๆ ไมไ ด (3) เร่อื งลาภมคิ วรไดกรณนี ติ กิ รรมมีเงือ่ นไขบังคบั กอ น ถา หากลกู หน้ไี ดชาํ ระหนี้ไปใหแกเ จา หน้ี ก็สามารถเรียกคนื ไดฐานลาภมิควรได แตนิติกรรมทมี่ เี งอ่ื นเวลาเรม่ิ ตน ถา ฝายลกู หนช้ี าํ ระหน้ีใหแกเจา หน้ี ไปแลวเรียกคนื ไมไ ด (4) เรื่องบาปเคราะห กรณีนิตกิ รรมมเี ง่ือนไขบังคบั เพอ่ื ทรพั ยอ นั เปน วตั ถแุ หง สญั ญาสูญหายหรือ ทําลายลงในระหวางเงอ่ื นไขยงั ไมสําเรจ็ เจาของทรพั ยก ต็ อ งรบั บาปเคราะหไ ปเอง แตในกรณนี ติ กิ รรมมี เง่อื นเวลาเร่ิมตน ผลเปนตรงขา ม (5) นติ กิ รรมมเี งอื่ นไข กฎหมายใหคกู รณตี กลงกนั ใหม ีผลยอนหลงั ได นติ ิกรรมมเี ง่ือนเวลาน้นั นติ ิ กรรมมผี ลต้ังแตม กี ารทํานติ ิกรรมแลว แตห า มมิใหท วงถามใหป ฏบิ ตั ติ ามนติ กิ รรมกอ นถึงเงอ่ื นเวลาท่ี กาํ หนดไว แบบประเมนิ ผล หนว ยที่ 10 เง่ือนไขและเงื่อนเวลา มาตรา 182 ขอ ความใดอนั บังคับไวใหน ติ กิ รรมเปนผลหรือส้นิ ผลตอเมอ่ื มเี หตุการณอนั ไมแนน อนวา จะเกดิ ขึน้ หรอื ไม ในอนาคต ขอ ความน้ันเรียกวา เงอื่ นไข ลักษณะของเงอื่ นไข อาจแบงออกไดเปน 4 ประการ คอื (1) เปนขอ กาํ หนดซ่ึงบคุ คลแสดงเจตนากันไว (2) เปนขอ กาํ หนดเกี่ยวกบั ความเปนผลหรือความสน้ิ ผลของนติ กิ รรม (3) เปนขอ กําหนดตามเหตกุ ารณในอนาคต (4) ตองเปนเหตกุ ารณไมแนนอน มาตรา 183 นติ กิ รรมใดมีเงอื่ นไขบงั คับกอน นิตกิ รรมนน้ั ยอ มเปนผลตอเม่ือเงือ่ นไขนัน้ สาํ เร็จแลว นิติกรรมใดมเี งอ่ื นไขบังคับหลงั นิติกรรมนนั้ ยอมสิ้นผลในเมอ่ื เงอ่ื นไขนนั้ สําเร็จแลว ถาคูกรณแี หงนิตกิ รรมไดแ สดงเจตนาไวดว ยกันวา ความสําเร็จแหงเงื่อนไขนัน้ ใหผลยอ นหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนึง่ กอ นสาํ เร็จ ก็ใหเ ปน ไปตามเจตนาเชน นนั้ (1) เงื่อนไขทม่ี ชิ อบดว ยกาํ หมาย มาตรา 188 นิตกิ รรมใดมเี ง่อื นไขอันไมชอบดว ยกฎหมายหรือขัดตอความสงบเรยี บรอยหรอื ศีลธรรมอันดขี องประชาชน นติ กิ รรมนน้ั เปน โมฆะ (2) เง่อื นไขเปนการพนวิสยั มาตรา 189 นติ กิ รรมใดมีเงื่อนไขบงั คบั กอนและเงอื่ นไงนนั้ เปนการพน อนั วสิ ัย นิตกิ รรมนัน้ เปน โมฆะ (3) นิติกรรมใดมีเง่ือนไขบงั คบั หลังและเง่ือนไขน้ันเปนการอันพนวิสยั ใหถอื วา นติ ิกรรมน้ันไมม เี งือ่ นไข เงื่อนไขบงั คับกอ นสาํ เรจ็ สดุ แตใจของลูกหนี้ มาตรา 190 นติ กิ รรมใดมีเง่ือนไขบงั คบั กอนและเปน เง่ือนไขอนั จะสาํ เรจ็ ไดหรือไมส ุดแลวแตใจของลกู หน้ี นติ กิ รรม นน้ั เปนโมฆะ (4) เง่ือนไขท่สี าํ เรจ็ แลว หรือไมอาจสําเร็จไดใ นเวลาทํานิตกิ รรม มาตรา 187 ถา เงอ่ื นไขสาํ เรจ็ แลวในเวลาทาํ นติ ิกรรม หากเปนเง่อื นไขบงั คับกอ น ใหถอื วา นติ ิกรรมนน้ั ไมมีเง่อื นไข หาก เปนเงือ่ นไขบังคบั หลังใหถือวา นติ ิกรรมน้นั เปน โมฆะ 1. เงอ่ื นไข คอื ขอความใดอันบังคบั ไวใ หนติ กิ รรมเปน ผลหรอื ส้นิ ผลตอ เมื่อมีเหตกุ ารณอ ันใดอนั ไม แนน อนวา จะเกิดข้ึนหรือไมเ กิดขึ้นในอนาคต (มาตรา 182 ขอ ความใดอันบงั คบั ไวใ หนติ ิกรรมเปนผลหรอื สิ้นผลตอเม่อื มเี หตุการณอ ันไมแ นน อนวาจะเกิดขึน้ หรือไม ในอนาคต ขอความนน้ั เรียกวา เง่ือนไข ) 2. เงื่อนไขมี 2 ประเภท คือ เงอ่ื นไขบังคบั กอ นและเงอื่ นไขบงั คบั หลงั 3. ลกั ษณะของเงื่อนไขเปน ขอกําหนด (ก) ซึง่ บุคคลแสดงเจตนากันไว (ข) เกีย่ วกบั ความเปน ผลหรอื ส้ินผลของนติ กิ รรม (ค) เกย่ี วกบั ความสิ้นผลของนติ กิ รรม (ง) ตามเหตกุ ารณในอนาคตซ่งึ ไมแนน อน 4. ก ตกลงกับ ข วา ถา รอ งเพลงประกวดไดร างวัลที่ 1 จะรบั จา งรองเพลงในรา นอาหารของ ข ขอ ตกลงนีเ้ ปน นติ ิกรรมท่ีมี เง่อื นไขบังคบั กอ น 5. ก ตกลงกับ ข เชาบา นโดยกาํ หนดในสญั ญาวาถา ก ถกู ยายกลับมาอยูกรงุ เทพฯ เม่อื ใดใหสญั ญาเชา ระงับ ขอ ตกลงน้ีเปนนิติกรรมทีม่ ี เงื่อนไขบงั คบั หลงั 6. เง่ือนเวลามี 2 ประเภทคือ เงื่อนเวลาเร่ิมตน และเงื่อนเวลาสน้ิ สดุ (มาตรา 191 ถานติ ิกรรมใดมีเงือ่ นเวลาเร่มิ ตนกาํ หนดไวม ิใหท วงถามใหป ฏิบตั ิการตามนติ กิ รรมนน้ั กอนถงึ เวลากําหนด นติ กิ รรมใดมีเงือ่ นเวลาส้ินสุดกาํ หนดไว นิตกิ รรมน้นั ยอมสิน้ ผลเมอ่ื ถึงเวลากาํ หนด )
48 7. ก ทาํ สญั ญาเชา บา น ข เปน เวลา 3 ป โดยกําหนดชําระคา เชา ในวันที่ 1 ของทกุ เดอื นจนกวา จะครบ ดงั นี้ ก จะเรยี กให ข ชาํ ระคา เชา กอนวันที่ 1 ของทกุ เดือน ไมไ ด เพราะยงั ไมถงึ กาํ หนดเงอื่ นเวลาเริม่ ตน 8. เงื่อนเวลานั้น ใหสนั นิษฐานไวกอ นวา กาํ หนดไวเพอ่ื ประโยชนแ กฝ า ยลกู หน้ี (มาตรา 192 เง่ือนเวลาเรม่ิ ตน และเง่ือนเวลาส้ินสุดนน้ั ใหส นั นิษฐานไวก อนวา กาํ หนดไวเพือ่ ประโยชนแ กฝ ายลกู หนี้ เวนแตจ ะปรากฏโดยเน้อื ความแหง ตราสาร หรอื โดยพฤติการณแหงกรณวี าตั้งใจจะใหเปนประโยชนแกฝา ยเจา หน้ีหรือแกคกู รณที ้งั ฝา ยดว ยกนั ถา เง่ือนเวลาเปน ประโยชนแ กฝ า ยใด ฝายน้ันจะสละประโยชนน ้นั เสยี ก็ได หากไมกระทบกระเทือนถงึ ประโยชนอ ันคกู รณี อีกฝา ยหน่ึงจะพึงไดรบั จากเงือ่ นไขเวลานน้ั ) หนวยที่ 11 : ระยะเวลา และอายคุ วาม 1. การนับระยะเวลาทั้งปวง ไมว าระยะเวลาที่กาํ หนดในประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย หรือ กฎหมายอื่นใดรวมท้งั ระยะเวลาทีก่ ําหนดในกิจกรรมตางๆ ตอ งบงั คับดวยบทบัญญัตใิ นเรอื่ งระยะเวลา 2. อายคุ วามเปน ระยะเวลาทกี่ ฎหมายกําหนดไวสาํ หรบั การฟอ งรองใหบ ังคบั สิทธิเรียกรอง หากไม บังคับเสียภายในกําหนดอายคุ วาม สิทธิเรียกรอ งนัน้ จะขาดอายุความ แตอายคุ วามไมท ําใหส ทิ ธิเรียกรอ ง ระงบั 3. สทิ ธิเรียกรองมกี าํ หนดอายุความแตกตางกัน แลวแตความสําคญั ของสทิ ธิเรยี กรองน้นั 11.1 ระยะเวลา 1. บทบัญญัติในเร่อื งระยะเวลาตองนําไปใชบงั คับแกวธิ ีนับระยะเวลาท้ังปวงเวน แตก ฎหมาย คาํ สัง่ ศาล ระเบยี บขอบงั คบั หรอื นติ ิกรรมกาํ หนดวธิ ีนับไวเปน ประการอน่ื 2. ระยะเวลาท่กี ําหนดเปน วินาที นาทีหรือชัว่ โมงตอ งเรม่ิ นบั ใหทันใดนั้น และนับไปจนครบระยะเวลา ทก่ี าํ หนด 3. ระยะเวลาทีก่ าํ หนดเปนวนั วนั แรกตอ งตดั ทงิ้ ไปไมนบั รวมเขามาในระยะเวลาดวย เริ่มนับหนึง่ ใน วนั รงุ ขึน้ และนับไปจนครบจาํ นวนวนั ท่ีกําหนด เวน ไวแ ตก ฎหมายกําหนดไวเปน อยางอื่น 4. ระยะเวลาทกี่ ําหนดเปนสปั ดาห เดอื น หรอื ป วนั แรกไมน บั ตองเริม่ นบั หนึ่งในวันรงุ ขึ้น โดยคํานวณ ตามปฏทิ นิ ในราชการ 5. ระยะเวลากาํ หนดเปนเดอื นและวันหรอื เดอื นและสว นของเดอื นใหน บั จํานวนเดือนเต็มกอ นแลว จงึ นับจํานวนวัน ทัง้ นใี้ หคาํ นวณสว นของเดอื นเปนวัน โดยถอื หนึง่ เดือนเปน สามสิบวัน 6. ระยะเวลาทีก่ าํ หนดเปน ปแ ละสวนของป ใหนบั จํานวนปกอ น แลว คํานวณสว นของปเ ปน เดือนและ นบั จํานวนเดือน หากมีสวนของเดือนใหค ํานวณเปนวัน โดยถือหนง่ึ เดือนมสี ามสิบวนั 7. ระยะเวลาทส่ี ิน้ สุดลงในวนั หยดุ ทาํ การ ไมวาจะหยดุ ทําการตดิ ตอ กนั ก่วี นั ใหนับวนั เริ่มทาํ การใหม เขาดวยอีกหนง่ึ วนั 8. ระยะเวลาทีข่ ยายออกไปใหวันทต่ี อ จากวันสุดทายของระยะเวลาเดิมเปนวนั เริม่ ตน แมว นั นั้นจะ เปน วนั หยดุ ทําการกต็ องนับ 11.1.1 การใชบังคบั บทบัญญตั ิวาดวยระยะเวลา ขอความทีว่ า “บทบัญญัตใิ นเรอื่ งระยะเวลาเปน บทบัญญตั ทิ ่ใี ชบังคับทว่ั ไป แตมใิ ชบังคับ เด็ดขาด” น้นั ทานเขา ใจวาอยา งไร บทบญั ญตั เิ รอื่ งระยะเวลาตง้ั แตมาตรา 193/1 ถงึ มาตรา 193/8 อันวา ดว ยวธิ ีนับระยะเวลานี้ จะตอ งนําไปใชบังคบั ในกรณกี ารนบั ระยะเวลาท้งั ปวง ไมจาํ กดั เฉพาะแตใ น ปพพ. แตรวมทัง้ ระยะเวลาที่ กําหนดไวในกฎหมายอนื่ เชน กฎหมายอาญา กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา กฎหมายแรงงาน กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง หรอื กฎหมายอ่ืนใด ตลอดถงึ ระยะเวลาทก่ี ําหนดในกจิ การทางฝา ย ปกครองดว ย แตบ ทบญั ญัตเิ หลา น้ีมิใชบทบงั คับเดด็ ขาด เพราะมาตรา 193/1 ตอนทา ย บัญญัตยิ กเวนไว วา “......เวนแตจ ะมกี ฎหมายคาํ สงั่ ศาล ระเบียบขอ บงั คบั หรือนติ กิ รรมกาํ หนดเปนอยา งอืน่ ” กลาวคือ มาตรา 193/8 จะไมนาํ มาใชบ งั คบั ในกรณีตอ ไปนี้ (1) กฎหมายกําหนดการนบั ระยะเวลาไวเปน อยางอืน่ (2) คาํ ส่ังศาลกาํ หนดนับระยะเวลาไวเปน อยา งอน่ื (3) ระเบยี บขอ งบงั คบั กําหนดนบั ระยะเวลาไวเ ปน อยา งอืน่ (4) นติ ิกรรมกาํ หนดนับระยะเวลาไวเ ปน อยา งอ่ืน 11.1.2 การคํานวณระยะเวลาที่กําหนดสนั้ กวา วนั หรือเปนวัน ถาระยะเวลากําหนดไวเปน วนั กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑการนับไวอยางไร ตาม ปพพ. มาตรา 193/3 ไมน บั วันแรก คอื ตอ งนบั หนงึ่ ในวันรงุ ข้นึ
49 ก เชา แทรกเตอรข อง ข ไปไถนามกี ําหนด 60 วัน ทําสญั ญาเม่ือ 6 มีนาคม 2539 เวลา 10.00 น. ก นํารถมาคืน ข ในวนั ที่ 5 พฤษภาคม 2539 เวลา 20.00 น. ในกรณีน้ี ก ผิดสัญญาหรือไม กําหนด 60 วนั ตองเรมิ่ นับตง้ั แตว ันท่ี 7 มีนาคม 2539 และจะครบกาํ หนดในวนั ท่ี 6 พฤษภาคม 2539 คอื วนั ที่ 5 พฤษภาคม 2539 ยงั อยใู นอายสุ ญั ญาเชา ตลอดทง้ั วนั จนถึง 24.00 น. ดังนนั้ จงึ ไมถ ือวา ก ผิดสญั ญา จากกรณีในขอกอนหนา น้ี ถาในสัญญาเชารถแทรกเตอรไ ดร ะบุไวชดั วา ก จะตองนํารถมาคนื ใน วนั ที่ 5 พฤษภาคม 2539 เวลา 09.00 น. ผลจะเปนออยางไร ในกรณนี ถี้ ือวา ก ข ไดท าํ นติ ิกรรมกาํ หนดนับระยะเวลาไวเปนประการอื่น จึงตอ งบงั คบั กนั ตาม ขอ ตกลงนี้ (ปพพ. 193/1) เม่อื ก นาํ รถมาคืนในวันที่ 5 พฤษภาคม 2539 เวลา 20.00 น. ตอ ถอื วา ก ผดิ สัญญา 11.1.3 การคํานวณระยะเวลาท่ีกําหนดเปน สัปดาห เดือน หรือป เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2539 ก ให ข ยมื เงินไป 5,000 บาท โดยกําหนดจะใชคนื ใน 7 เดือน ข จะตอ งใชเ งินคนื ให ก เมือ่ ไร กําหนดระยะเวลา 7 เดือน เริ่มนบั ตั้งแตว นั ที่ 7 มกราคม 2539 คํานวณตามปป ฏิทนิ ครบกาํ หนด ในวันกอนหนา จะถงึ วันแหง เดือนสุดทา ยวนั ตรงกบั วนั เรมิ่ ระยะเวลานน้ั คือ วันท่ี 6 สิงหาคม 2539 ดงั น้นั ข จะตอ งใชเ งินคนื ให ก ภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2539 11.1.4 การคํานวณระยะเวลาท่ีกําหนดคลา ยกัน ก เชา พอ โคของ ข เพอื่ ผสมพันธุกับแมโคของตน เม่อื วนั ที่ 7 มถิ ุนายน 2539 มกี ําหนด 3 เดือน กบั 4 สว น 5 เดอื น ก จะตองคนื พอ โคแก ข ภายในวันที่เทาไร กรณนี ต้ี อ งนับจาํ นวนเต็มกอ น คือ 3 เดอื น แลว คาํ นวณสว นของเดอื นเปน วัน 4 สว น 5 เดือน เทา กบั 24 วนั (30 X 4/5= 24 วนั ) ระยะเวลาเร่ิมนบั ตง้ั แตวนั ท่ี 8 มถิ ุนายน 2539 ครบกาํ หนด 3 เดอื น ใน วนั กอ นหนาจะถงึ วนั แหง เดอื นสุดทา ยอนั ตรงกับวันเรมิ่ ระยะเวลา คอื วันที่ 7 กนั ยายน 2539 แลวนับจาํ นวน วนั ตอไปอกี 24 วัน ครบกาํ หนดระยะเวลาเชา ในวันที่ 1 ตลุ าคม 2539 ดังนน้ั ก ตองคนื พอ โคแก ข ภายใน วันท่ี 1 ตลุ าคม 2539 11.1.5 การขยายระยะเวลา ในกรณที ว่ี ันสุดทายแหง ระยะเวลาเปนวนั หยุด จะเกิดผลประการใดในการนบั ระยะเวลา มีผลคือ กฎหมายใหน บั วันทเี่ ริ่มทํางานใหมเขา ในระยะเวลาอกี 1 วนั แดงกเู งนิ ธนาคาร 100,000 บาท เม่อื วนั ที่ 22 พฤษภาคม 2539 กาํ หนดใชคืนภายใน 1 เดอื น ครบกําหนดในวันท่ี 22 มถิ ุนายน 2539 ซง่ึ เปน วันเสาร ถอื วาแดงชําระเงนิ ภายในกาํ หนด 1 เดือนหรอื ไม เมื่อวนั ที่ 22 และ 23 มถิ นุ ายน 2539 เปน วันหยดุ ทาํ การกฎหมายใหน บั วันเรม่ิ ทาํ งานเขา ใน ระยะเวลาอกี 1 วนั ฉะนนั้ การทแี่ ดงนาํ เงนิ ไปชําระคนื ในวันท่ี 24 มถิ นุ ายน 2539 ถอื ไดว าแดงไดช าํ ระเงิน คืนภายในกาํ หนดเวลาแลว 11.2 หลักท่ัวไปเก่ียวกบั อายุความ 1. อายุความเปน ระยะเวลาทีก่ ฎหมายกาํ หนดไวเ พอ่ื ใชสิทธิเรียกรองทางศาล คกู รณจี ะตกลงกนั โดย นิตกิ รรมใหงดใช ขยายออก หรอื ยนเขา ไมไ ด 2. อายุความเปนระยะเวลาหนึง่ จึงตองนบั อยางการนับระยะเวลา โดยเริ่มนับต้งั แตข ณะทอ่ี าจบงั คบั สทิ ธเิ รียกรองไดเปนตนไป 3. การที่อายคุ วามสะดุดหยุดลง มผี ลใหอ ายุความทีผ่ านมาแลวตองตดั ท้งิ ไป และเรม่ิ นับอายคุ วาม ขน้ึ ใหมต้ังแตว นั ทเ่ี หตอุ นั ทําใหอ ายุความสะดุดหยุดลงหมดสิน้ ไป 4. อายุความขยายออกไปไดเ ฉพาะในกรณีทีก่ ฎหมายบญั ญัตไิ วเทา น้ัน 5. อายคุ วามเมอ่ื ครบกําหนดแลว ไมท ําใหสทิ ธเิ รียกรอ งหรือหนร้ี ะงับไป แตลูกหน้มี ีสิทธิปฏิเสธชําระ หนี้ได การชาํ ระหนท้ี ขี่ าดอายคุ วามแลวหรือรบั สภาพความรบั ผดิ ชอบในหนท้ี ่ีขาดอายคุ วามลกู หนี้จะเรยี ก คนื หรือถอนคนื ไมไ ด 6. หากลกู หนม้ี ิไดย กอายุความข้ึนตอ สู ศาลจะอางอายคุ วามมาเปนเหตุผลยกฟองคดไี มได 11.2.1 ลกั ษณะของอายุความ อายคุ วามมีกีป่ ระเภท อายคุ วามมี 2 ประเภทคือ (1) อายคุ วามเสยี สิทธิ หรอื อายคุ วามฟอ งรอง (2) อายคุ วามไดสทิ ธิ
50 11.2.2 การเริม่ นบั อายคุ วาม เมื่อวนั ที่ 8 พฤษภาคม 2539 ก ทาํ สัญญากเู งนิ ข 200,000 บาท กําหนดชําระเงนิ ภายใน 1 ป เม่อื หนี้ถึงกาํ หนดชาํ ระ อายคุ วามเร่มิ นับตัง้ แตเมอื่ ใด และ ข ตองฟองคดตี อศาลอยางชาทีส่ ดุ ภายในวันท่ี เทาใดคดีจึงจะไมข าดอายุความ การเริม่ นบั อายคุ วาม กฎหมายใหเร่มิ นับตงั้ แตข ณะท่ีอาจบงั คบั สทิ ธิเรยี กรองไดเ ปน ตน ไป ขณะท่ี อาจบังคบั สทิ ธิเรียกรอ งคอื ขณะที่เจา หนส้ี ามารถฟองบงั คบั คดีตอ ศาลไดน น่ั เอง หนเี้ งนิ กรู ายนคี้ รบกาํ หนดชําระในวนั ที่ 8 พฤษภาคม 2540 อายุความเริมนับตง้ั แต 8 พฤษภาคม 2540 เปนตน ไป เพราะถอื วา เจา หนสี้ ามารถฟองคดตี อศาลไดต งั้ แตว ันน้นั หนี้เงินกมู อี ายคุ วาม 10 ป ดงั น้นั อยา งชา ทสี่ ุด ข จะตอ งฟอ งบงั คบั คดีเสีย ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 มิฉะน้ัน สิทธิเรยี กรองของ ข จะขาดอายคุ วาม 11.2.3 อายคุ วามสะดดุ หยดุ ลง เม่ือวนั ที่ 6 มกราคม 2537 ก ซอ้ื เชื่อขาวสาร 20 กระสอบจาก ข เปนเงิน 40,000 บาทเพื่อขาย ตอแลวบดิ พลวิ้ ไมยอมชําระคา ขา วสาร ข พยายามทวงถามเปน เวลาหลายเดือน จนวนั ท่ี 20 ธนั วาคม 2538 ก จึงออกเช็คส่ังจาย 40,000 บาท ชาํ ระหนี้ให ข แตลงวนั ทลี่ วงหนาในเชค็ ส่งั จา ยวันที่ 10 มกราคม 2538 เมอ่ื เชค็ ถงึ กําหนด ข เอาเชค็ ไปขึ้นเงนิ แตธ นาคารปฏิเสธการจายเงนิ เพราะไมม ีเงนิ ในบัญชี จะเกิดผลประการใดในหนรี้ ายน้ี การท่ี ก ออกเชค็ สง่ั จายเงนิ 40,000 บาท ให ข เปนการที่ ก ยอมรับวา เปนหน้ี ข จรงิ กฎหมาย ถอื เปนการรับสภาพหน้ี ทาํ ใหอายคุ วามในหนรี้ ายนส้ี ะดุดหยดุ ลง อายคุ วามทีล่ ว งพน มาแลวตองตัดทิง้ และ เร่มิ นบั อายคุ วามใหมต ง้ั แตเ หตทุ ่ที าํ ใหอ ายคุ วามสะดดุ หยดุ ลงไดส นิ้ สดุ ไป ก ออกเชค็ วนั ท่ี 20 ธนั วาคม 2538 ลงวันทล่ี ว งหนา ในเช็คเปน วันท่ี 10 มกราคม 2539 เมอ่ื ธนาคารปฏิเสธจายเงนิ อายคุ วามสะดุดหยดุ ลงในวันท่ี 10 ธนั วาคม 2538 ซงึ่ เปนวนั ที่เชค็ ครบกาํ หนด อายคุ วามทผ่ี า นมาแลว ตัง้ แตวันที่ 6 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2539 ตดั ทง้ิ เรมิ่ นบั อายคุ วามหนร้ี ายน้ีใหมต ง้ั แตวนั ที่ 10 มกราคม 2539 เปน ตนไป 11.2.4 การขยายอายุความ ก ให ข กเู งิน 500,000 บาท สิทธเิ รยี กรอ งของ ก จะครบกาํ หนดอายคุ วามวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 ก ตกเปน คนไรความสามารถในป 2535 และศาลตั้ง ค เปน ผูอนุบาล ตอมา ค ถึงแกค วามตายเม่ือ วนั ที่ 3 กรกฎาคม 2540 ศาลตง้ั ง เปน ผอู นบุ าลคนใหมเมอื่ วันที่ 30 พฤศจกิ ายน 2540 สทิ ธิเรียกรองของ ก จะครบอายุความเมอ่ื ไร ในกรณีที่สทิ ธเิ รียกรองของคนไรความสามารถจะครบอายคุ วามในระหวา ง 1 ป นบั แตว นั ทคี่ นไร ความสามารถไมมผี อู นบุ าล กฎหมายใหข ยายอายคุ วามออกไป 1 ป นบั แตบคุ คลนนั้ ไดบ รรลคุ วามสามารถ เตม็ ภมู หิ รอื ไดมีผูอ นบุ าลใหม สิทธิเรยี กรองของ ก ครบกําหนดอายคุ วามวันท่ี 20 พฤศจกิ ายน 2540 แตผ อู นบุ าลของ ก ถึง แกกรรมเมอ่ื วนั ที่ 3 กรกฎาคม 2540 กอนท่จี ะครบกาํ หนดอายคุ วาม และมกี ารตง้ั ง เปน ผอู นบุ าลคนใหม เม่อื 30 พฤศจกิ ายน 2540 อายคุ วามจะขยายไปอกี 1 ป นบั แตมกี ารตงั้ ผูอนุบาล ดงั น้นั สิทธเิ รยี กรอ งของ ก จะครบกาํ หนดอายคุ วามวันที่ 30 พฤศจกิ ายน 2541 11.2.5 ผลของอายุความ ก และ ข รวมกันกเู งินจาก ค จํานวน 300,000 บาท และ ก ข ไมเ คยชําระหน้ใี ห ค จนลว งเลย ไป 11 ป ค ทวงถามให ก และ ข จดั การชําระหน้ี ก จึงนาํ เงนิ ชําระให ค 50,000 บาท พรอมกบั เขยี น หนงั สือรับรองวาจะชาํ ระหนท้ี ีค่ า งใหห มดส้นิ ถา ก ไมชาํ ระหนตี้ ามคํารบั รอง ค จึงฟอ ง ก ข ใหร ับผิด ดงั น้ี ก ข จะตอ สวู า สิทธเิ รยี กรองของ ค ขาดอายุความแลวไดหรอื ไม ตามหลกั กฎหมาย เมอ่ื อายคุ วามครบกําหนดแลว ลกู หนจ้ี ะสละประโยชนแหง อายคุ วามกไ็ ด แต การสละประโยชนเชน นั้นไมก ระทบกระเทือนสทิ ธขิ องบุคคลภายนอก ตามปญ หาหลงั จาก ก ข รว มกันกเู งิน ค ไปถงึ 11 ปแ ลว ค จงึ ทวงถาม สิทธเิ รยี กรอ งของ ค จึง ขาดอายคุ วาม 10 ป การที่ ก นําเงินไปชําระหน้ีให ค และรับรองจะชาํ ระหนี้ทค่ี า งใหห มดสน้ิ เทา กบั ก สละประโยชนแ หงอายคุ วามการสละประโยชนเปนเร่ืองเฉพาะตวั ของ ก ไมก ระทบกระเทอื น ข แตอยา งใด ดงั นั้น เม่อื ค ฟอง ก ข ใหชาํ ระหนี้ ก จงึ ไมอาจยกขอ ตอ สูวา สิทธิเรยี กรองขาดอายคุ วาม สว นขอ สามารถตอสูไดวา สทิ ธิเรียกรอ งของ ค ขาดอายุความแลว 11.3 กาํ หนดอายุความ
Search