Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สรุปย่อกฎหมายแพ่ง1

สรุปย่อกฎหมายแพ่ง1

Published by pim, 2019-09-19 03:47:30

Description: สรุปย่อกฎหมายแพ่ง1

Search

Read the Text Version

1 41211 กฎหมายแพง 1 (Civil Law1) หนวยที่ 1 การใชการตีความกฎหมายและบททั่วไป 1. วชิ านิติศาสตรเ ปน วชิ าที่มีหลักเกณฑพ ื้นฐานหลายประการ ท่ผี ศู กึ ษากฎหมายจาํ เปน ตองศึกษา หลกั เกณฑพืน้ ฐานทางความคดิ เหลา น้ี ซงึ่ จะชว ยทําใหการศึกษากฎหมายเปน ไปอยา งมหี ลกั เกณฑ และ มีความคิดท่เี ปน ระบบ 2. การศึกษากฎหมายกเ็ พ่ือใชกฎหมาย และในการใชก ฎหมายนัน้ ก็จําเปนจะตองมีการตีความ กฎหมายโดยผทู ี่ใชก ฎหมายดวย 3. หลักเกณฑที่สาํ คัญประการหน่งึ ของกฎหมายกค็ อื กฎหมายจะกําหนดสทิ ธิและหนาที่ของบุคคล และบคุ คลผมู ีสิทธิน้นั ก็ตอ งใชส ทิ ธิใหถ ูกตอ ง 4. ในประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย บรรพ 1 หลักทว่ั ไป ไดบัญญตั ิบทเบ็ดเสร็จทว่ั ไป ซึง่ เปน หลักเกณฑทั่วไปที่อาจนําไปใชก ับกรณีตา งๆ ไวใ นลักษณะ 1 1.1 การใชแ ละการตคี วามกฎหมาย 1. การใชกฎหมายมคี วามหมาย 2 ประการ คอื การบัญญตั กิ ฎหมายตามทก่ี ฎหมายแมบ ทให อาํ นาจไวประการหน่งึ และการใชกฎหมายกับขอ เท็จจรงิ อกี ประการหน่ึง 2. การใชกฎหมายกบั ขอเท็จจรงิ นนั้ ผูเกย่ี วขอ ง และไดร ับผลจากกฎหมายกอ็ ยใู นฐานะทเี่ ปน ผใู ช กฎหมายท้ังสิ้น 3. การใชกฎหมายกบั ขอ เทจ็ จรงิ ยังอาจแบงเปน การใชโ ดยตรงและโดยเทยี บเคยี ง 4. การตีความกฎหมายของกฎหมายแตละระบบ หรือแตละประเทศกม็ ีการตีความทแ่ี ตกตางกัน และกฎหมายแตละประเภทกันก็ยงั มหี ลักเกณฑในการตีความที่แตกตางกนั 5. กฎหมายทใ่ี ชอ ยูอาจมชี องวางในการใชก ฎหมายเกิดขึน้ จงึ ตอ งมกี ารอุดชองวา งของกฎหมาย ซง่ึ กฎหมายนนั้ อาจกาํ หนดวธิ ีการไวห รอื บทกฎหมายมิไดก าํ หนดวิธกี ารไว ก็ตองเปน ไปตามหลักท่ัวไป 1.1.1 การใชก ฎหมาย การใชก ฎหมายมี 2 ประเภท คือ การใชกฎหมายโดยตรงและ การใชก ฎหมายโดย เทยี บเคยี ง การใชก ฎหมายกับขอเท็จจรงิ โดยตรงกับการใชโดยเทียบเคียงเกดิ ข้ึนพรอมกันได การใช กฎหมายโดยตรงตอ งเรมิ่ จากตัวบทกฎหมายกอน โดยการศกึ ษากฎหมายในเรื่องน้ันๆ เพื่อใหรูถึง ความหมายหรอื เจตนารมยข องกฎหมายกอ น แลว จึงมาพิจารณาวา ตัวบทกฎหมายนนั้ สามารถปรบั ใชก ับ ขอเทจ็ จรงิ ไดห รือไม การใชก ฎหมายโดยการเทียบเคียง กฎหมายทบ่ี ญั ญัติไวเ ปน ลายลักษณอ กั ษรแม พยายามใหร อบคอบเพียงใดบอยคร้งั พบวาขอ เทจ็ จริงท่เี กิดขึ้นไมม กี ฎหมายลายลกั ษณอ ักษรทบี่ ญั ญัติไว โดยตรงท่ีสามารถยกมาปรับแกค ดไี ด จําเปน ตองหากฎหมายมาใชปรบั แกค ดีใหได โดยพยายามหา กฎหมายท่ใี กลเ คียงอยา งยิ่งท่พี อจะใชปรบั แกขอ เท็จจริงนั้นๆ 1.1.2 การตคี วามกฎหมาย การตคี วามตามเจตนารมณก บั การตคี วามตามตวั อักษร การตีความในกรณนี จี้ ะเกิดข้ึนเม่ือ กฎหมายมีความกํากวมไมช ดั เจน หรืออาจแปลความหมายไปไดห ลายทางการตีความตามกฎหมายจะแยก พิจารณาจะตองแยกพจิ ารณาออกเปน หลักการตคี วามกฎหมายทวั่ ไป กบั หลกั การตคี วามกฎหมายพเิ ศษ หลักเกณฑการตคี วามกฎหมายทวั่ ไป เปน การหาความหมายทแี่ ทจริงของกฎหมาย จําเปนตอ งพิเคราะหต วั กฎหมายและเหตผุ ลทอ่ี ยเู บ้ืองหลังของกฎหมาย หรือเจตนารมยของกฎหมาย การ พิเคราะหกฎหมายมี 2 ดาน คือ (1) พเิ คราะหตัวอกั ษร (2) พิเคราะหเจตนารมย หรอื เหตผุ ลหรอื ความมุงหมายของกฎหมาย การตีความตามกฎหมายพิเศษ มหี ลกั การตคี วามของตนเองโดยเฉพาะ หลกั เกณฑใ นการหาเจตนารมณของกฎหมาย มีหลักเกณฑบางประการทจี่ ะชว ยหา เจตนารมณบางประการของกฎหมายหลักคอื 1) หลกั ทถี่ อื วากฎหมายมีความมุง หมายทีจ่ ะใชบงั คบั ไดใ นบางกรณี กฎหมายอาจแปล ความไดหลายนัย ทําใหกฎหมายไรผ ลบังคับ ปญหาวา เจตนารมณข องกฎหมายจะใชความหมายใดตอ ง ถอื วากฎหมายมีเจตนาจะใหม ผี ลบงั คบั ไดจงึ ตองถือเอานยั ทม่ี ผี ลบงั คบั ได 2) กฎหมายที่เปนขอ ยกเวน ไมม ีความมุงหมายทจ่ี ะใหขยายความออกไป กลา วคือ กฎหมายที่เปน บทยกเวนจากบททั่วไปหรือกฎหมายทีเ่ ปนบทบญั ญัติตัดสิทธนิ นั้ หากมกี รณีที่แปลความได

2 อยางกวางหรืออยา งขยาย กบั แปลความอยา งแคบ ตอ งถอื หลักแปลความอยางแคบเพราะกฎหมาย ประเภทนีไ้ มม คี วามมงุ หมายใหแปลความอยา งขยายความ การตีความกฎหมายท่ัวไปกบั การตคี วามตามกฎหมายเฉพาะ มหี ลกั เกณฑตางกัน คือการตีความ กฎหมายโดยทั่วไป คอื การหาความหมายที่แทจ รงิ ของกฎหมาย ซงึ่ จาํ เปน ตองพิเคราะหตวั กฎหมาย และ เหตุผลที่อยูเ บอื้ งหลังของกฎหมาย หรือเจตนารมณของกฎหมาย การตีความกฎหมายตอ งพเิ คราะห 2 ดา นคอื (1) พิเคราะหต ัวอกั ษร และ (2) พเิ คราะหเ จตนารมย หรอื เหตุผลหรือความมุงหมายของกฎหมาย การแสวงหาเจตนารมณของกฎหมายมที ฤษฎี 2 ทฤษฎี คอื (ก) ทฤษฎอี ัตตวสิ ยั หรือทฤษฎอี าํ เภอจิต (ข) ทฤษฎภี ววสิ ัย หรือทฤษฎีอําเภอการณ การตีความกฎหมายพิเศษ มีหลกั เกณฑการตคี วามของตนเองโดยเฉพาะ จะนาํ หลกั ทว่ั ไปในการ ตคี วามมาใชโ ดยดวยมิได เชน กฎหมายพิเศษไดแ ก กฎหมายอาญา ซง่ึ มีหลกั เกณฑพเิ ศษคอื (1) กฎหมายอาญาเปน กฎหมายที่กาํ หนดความผิดและโทษจึงตอ งตคี วามเครงคดั (2) จะตีความโดยขยายความใหเ ปนการลงโทษหรือเพิ่มโทษผกู ระทาํ ผดิ ใหหนกั ขึ้นไมไ ด หลักการตคี วามตอ งตีความตามตัวอกั ษรกอนหากตวั อักษรมีถอยคาํ ชดั เจนกใ็ ชกฎหมายไปตามน้ัน แตหากตวั อักษรไมช ัดเจนหรือมีปญ หา จึงมาพิจารณาความมุงหมายหรอื เจตนารมยข องกฎหมายน้นั ไป พรอมๆ กัน เปน หลกั การตีความ ไมใชถอื หลักวา หากตวั อักษรไมมปี ญ หาแลวก็ตองพจิ ารณาถงึ เจตนารมย เลยซงึ่ เปนเร่ืองไมถกู ตอง 1.1.3 การอดุ ชอ งวางของกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย ไดกาํ หนดวธิ อี ดุ ชอ งวา งของกฎหมายไวใ นมาตรา 4 1.2 สทิ ธแิ ละการใชส ทิ ธิ 1. สิทธเิ ปน สถาบนั หลกั ในกฎหมาย เมอ่ื กฎหมายกาํ หนดสิทธิแลวจะตอ งมีบุคคลผมู หี นา ทท่ี ี่ จะตองปฏิบัติหรอื ตองไมป ฏิบัติเพอ่ื ใหเปนไปตามสทิ ธิของผูท รงสิทธินน้ั 2. สทิ ธิอาจแบง ออกไดเปนสิทธิตามกําหมายมหาชน และสิทธติ ามกฎหมายเอกชน ซึ่งแตล ะ ประเภทยงั อาจแบง ออกยอยๆ ไดอ กี 3. การมสี ิทธิกบั การใชส ิทธมิ คี วามแตกตางกัน การใชส ิทธิก็ตองเปน ไปตามหลกั เกณฑของ กฎหมาย เชน ตอ งใชส ิทธโิ ดยสจุ ริต 1.2.1 สิทธแิ ละแนวคิดเรื่องสทิ ธิ สทิ ธิ ตามความเห็นของ ศ.ดร.หยุด แสงอทุ ยั คือ ประโยชนที่กฎหมายรับรองและ คมุ ครองให สิทธเิ ปนทั้งอํานาจ และเปนทง้ั ประโยชน จงึ ถอื ไดว า สทิ ธิ คือ อํานาจท่ีกฎหมายใหเ พอ่ื ให สําเรจ็ ประโยชนท ่กี ฎหมายคุมครอง สทิ ธคิ อื อาํ นาจทกี่ ฎหมายรับรองใหแกบ ุคคลในอนั ทจ่ี ะกระทาํ การเกีย่ วขอ งกบั ทรพั ยส ิน หรอื บคุ คลอน่ื เชน อาํ นาจทกี่ ฎหมายรบั รองใหแกบ คุ คลในอันที่จะเรียกรอ งใหบ ุคคลอีกบุคคลหนงึ่ กระทาํ การหรืองดการกระทาํ บางอยางเพอื่ ประโยชนแกตน เชนเรียกใหชําระหนี้ เรียกใหง ดเวน การประกอบ กจิ การแขงขนั กับตนหรอื การมกี รรมสทิ ธิ์ ซง่ึ กรรมสทิ ธท์ิ ีแ่ ทจริงแลวก็คอื อาํ นาจของผูทจี่ ะเปน เจาของใน อันทจี่ ะใชส อยแสวงหาประโยชนจากทรพั ยสนิ ตลอดจนจาํ หนาย จา ย โอน หา มผูอนื่ เขา มาใชสอย เกี่ยวขอ งสัมพันธก บั หนาทค่ี อื สทิ ธิและหนาทเ่ี ปน ของคกู นั เมอื่ กฎหมายกาํ หนดรบั รองสทิ ธขิ องผใู ดแลว ก็ เกดิ มหี นา ท่แี กบ คุ คลซงึ่ ตอ งกระทาํ หรืองดเวน การกระทาํ บางอยา งตามสทิ ธิทกี่ ฎหมายรบั รอง คุมครอง ใหแกบ คุ คลนน้ั เชน กฎหมายรบั รองสิทธใิ นชีวติ กก็ อใหเกดิ หนาทีแ่ กบคุ คลอนื่ ทจ่ี ะตอ งไมไปฆาเขา กฎหมายรับรองสทิ ธใิ นรา งกาย กก็ อ หนา ทแ่ี กบุคคลอื่นทีจ่ ะไมไปทาํ รายเขา กฎหมายรบั รองสทิ ธิในหนี้ ของเจา หน้ี กก็ อ ใหเกดิ สทิ ธิแกลกู หนท้ี ีจ่ ะตอ งชําระหนี้ เสรีภาพ ไดแ กภ าวะของมนษุ ยทไี่ มอ ยูภ ายใตก ารครอบงาํ ของผูอ น่ื หรอื ภาวะทีป่ ราศจาก การหนว งเหนย่ี วขดั ขวาง เสรีภาพจงึ เปนเรื่องของบคุ คลที่จะกาํ หนดตนเองจะกระทาํ การใดๆ โดยตนเอง โดยอสิ ระปราศจากการแทรกแซงขดั ขวางจากภายนอก เสรภี าพมีลักษณะตา งจากสทิ ธหิ ลายประการ ไดแ ก (1) ท้ังสทิ ธแิ ละเสรีภาพกอ ใหเ กดิ หนาท่ีแกผ อู นื่ ท่ีจะตอ งเคารพแตส ทิ ธิ อาจกอใหเกดิ หนา ท่ี แกบ ุคคลทว่ั ไปก็ได เชน มีสิทธิในทรพั ยสนิ กอ ใหเ กดิ หนา ทีแ่ กบ คุ คลทจ่ี ะตองเคารพในสิทธนิ ้ไี มเ ขา ไป ขัดขวางการใชส อย ไมถ อื เอามาเปน ของตน แตเ สรภี าพกอ ใหเกดิ หนาที่แกบ คุ คลท่ัวไปจะตอ งเคารพ เชน เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา เสรภี าพในรา งกายกก็ อ ใหเ กิดหนาทแี่ กบ ุคคลทวั่ ไปทจ่ี ะตอ งเคารพ (2) หนา ที่ซงึ่ เกิดจากสทิ ธนิ น้ั อาจเปน หนาท่ี ที่ตองกระทาํ หรอื งดเวนการกระทาํ เชน สิทธใิ น ทรพั ยสิน กอ ใหเ กดิ หนา ทงี่ ดเวน ไมเ ขา แทรกแซงการใชสอย ไมยงุ กบั ทรพั ยส นิ ของเขา ผูเอาทรพั ยส ิน ของเขาไปก็มหี นา ที่ตอ งกระทาํ คอื ตอ งสงคนื เขา หนาท่ีทเ่ี กิดจากเสรีภาพ กอ ใหผ อู ืน่ มหี นาท่ีตอ งงดเวน

3 กระทาํ คอื ไมเ ขา ขดั ขวางหรือไมเ ขา แทรกแซงเสรีภาพของเขา เชน เสรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา ผอู นื่ กม็ ี หนา ทท่ี ีจ่ ะไมข ัดขวางตอ การนับถอื ศาสนาของเขา (3) เสรีภาพนนั้ กลาวกนั มากในกฎหมายมหาชน เชน ในรัฐธรรมนญู แหงราชอนาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 24 บญั ญตั วิ า บคุ คลยอมมีสทิ ธแิ ละเสรีภาพภายใตบงั คบั บทบญั ญตั แิ หง รํฐธรรมนญู ชายและหญงิ มสี ิทธเิ ทา เทยี มกนั การกาํ จัดสทิ ธิและเสรีภาพอนั เปน การฝา ฝนเจตนารมณต ามบทบญั ญตั ิ แหง รฐั ธรรมนญู จะกระทํามไิ ด องคป ระกอบแหงสิทธมิ ีสาระสาํ คัญ 4 ประการคอื (ก) ผทู รงสทิ ธิ (ข) การกระทาํ หรอื ละเวนการกระทํา (ค) วตั ถุแหงสทิ ธิ (ง) บคุ คลซงึ่ มหี นา ท่ี การแบง สทิ ธติ ามกฎหมายเอกชนนัน้ เปน สทิ ธทิ ีร่ ัฐยอมรบั รองและบงั คบั การให เพราะเปน สิทธิของเอกชนทจ่ี ะใชยนั กับเอกชน ไมกอ ผลมายันตอ รฐั ไมก ระทบถงึ อาํ นาจรัฐมากนัก แบงตาม หลักเกณฑตา งๆ ดังน้ี (ก) การแบง แยกตามสภาพของสิทธิ - สทิ ธิสมบรู ณ - สทิ ธสิ ัมพทั ธ (ข) การแบงแยกตามวตั ถุแหง สทิ ธิ - สิทธเิ กยี่ วกับบุคคล - สทิ ธเิ กย่ี วกับครอบครัว - สทิ ธิเกยี่ วกบั ทรพั ยสิน (ค) การแบงแยกตามเน้ือหา - สิทธิในทางลบั - สทิ ธิในทางปฏิเสธ (ง) การแบงแยกตามขอบเขตที่ถกู กระทบกระทั่งโดยสทิ ธอิ น่ื ๆ - สทิ ธทิ ีเ่ ปน ประธาน หมายถงึ สทิ ธทิ ีเ่ กดิ ขนึ้ และดาํ รงอยโู ดยตัวเองมไิ ดขึ้นอยกู บั สทิ ธิ อ่ืน สทิ ธทิ ่ีเกิดข้นึ และเปนอสิ สระไมข ้นึ กับสทิ ธอิ ่ืน - สิทธอิ ุปกรณ หมายถงึ สทิ ธทิ ีเ่ กดิ ขึน้ เน่อื งมาแตสทิ ธอิ ื่น การดํารงอยกู ข็ ้ึนอยูกบั สิทธิ อน่ื สิทธิอุปกรณม ไิ ดเปน อสิ ระของตนเองแตขนึ้ อยกู บั สทิ ธอิ ่นื 1.2.2 การใชส ิทธิ การมีสิทธิกับการใชสิทธิ เหมอื นกันและแตกตางกนั อยา งไร การมสี ิทธกิ ับการใชส ทิ ธนิ นั้ แตกตา งกัน การมีสทิ ธนิ นั้ เม่ือกฎหมายรับรองกม็ สี ทิ ธิ แตอาจ ถูกจาํ กดั การใชสทิ ธไิ ด เชน ผเู ยาวแ มจ ะมีสทิ ธใิ นทรพั ยส ินแตอ าจถกู จํากดั สิทธทิ ํานติ กิ รรมเก่ียวกับ ทรพั ยสนิ ได กฎหมายกําหนดแนวทางการใชส ทิ ธิไวอ ยา งไร กฎหมายกําหนดแนวทางการใชส ทิ ธเิ อาไว โดยทวั่ ไปกค็ ือตอ งไมใ ชส ิทธใิ หเปนการฝา ฝน กฎหมาย และตองใชส ทิ ธโิ ดยสุจรติ 1.3 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป 1. บทบัญญัติทเี่ ปน บทเบด็ เสรจ็ ทว่ั ไปนี้เปน หลกั เกณฑท่ีอาจนาํ ไปใชก บั กรณีตา งๆ ในประมวล กฎหมายแพงพาณิชยทีไ่ มมบี ทบัญญัตเิ ร่อื งนโี้ ดยเฉพาะ 2. การทําเอกสารทกี่ ฎหมายกาํ หนดวาตอ งทําเปน หนังสือนั้น กฎหมายวางหลกั เกณฑว า ตองลง ลายมือช่ือ 3. เหตสุ ดุ วิสยั เปนเหตุใดๆ ทจ่ี ะเกิดขน้ึ ก็ดจี ะใหผลพบิ ตั ิกด็ เี ปนเหตุทีไ่ มอ าจปองกันได แมท ั้ง บคุ คลผใู กลจะประสบเหตุนั้น จะไดจ ดั การระมัดระวังตามสมควร อนั จะพงึ คาดหมายไดจากบุคคลในฐานะ และภาวะเชน นั้น 4. ดอกเบี้ยเปน ดอกผลนิตนิ ยั อยางหนง่ึ กฎหมายกาํ หนดเปน หลกั เกณฑท ่ัวไปวา ถาจะตอ งเสยี ดอกเบีย้ แตม ิไดก ําหนดอตั ราไวใ หใชอ ตั รารอ ยละเจ็ดครงึ่ ตอ ป 1.3.1 การทาํ และการตคี วามเอกสาร การทกี่ ฎหมายกําหนดวา สัญญาเชาซ้อื ตองทําเปน หนงั สือน้ัน คูส ัญญาเชา ซอื้ ไมตองเขียน สญั ญาน้นั เอง แตตองลงลายมือชื่อหรือลงเครอื่ งหมายแทนการลงมือชอ่ื โดยชอบตามมาตรา 9

4 สญั ญากมู ขี อ ความซง่ึ อาจแปลความไดส องนยั ถาแปลความนัยแรกจะเปนคณุ แกผ ใู หก ู ถา แปลตามความนยั ที่สองจะเปนคุณแกผกู ู เมอื่ เปนดังนจ้ี ะตอ งตคี วามตามนยั สอง คอื ตองตคี วามใหเปน คณุ แกคกู รณี ฝา ยที่ตอ งเปน ผเู สยี ในมลู หนี้คอื ลกู หน้นี ่ันเอง ตามมาตรา 11 1.3.2 เหตสุ ุดวสิ ยั เหตุสดุ วิสัยกับภยั ธรรมชาติ ไมเ หมอื นกนั เพราะเหตุสดุ วิสยั อาจเกดิ จากภัยธรรมชาติ หรือ อาจเกิดจากการกระทําของคนกไ็ ด และภัยธรรมชาติก็อาจไมเปนเหตสุ ดุ วิสยั กไ็ ด การวนิ ิจฉยั วา กรณใี ดเปน เหตุสดุ วสิ ัยหรอื ไม มจี ดุ สาํ คญั ในประเดนสาํ คญั ทว่ี า บคุ คลผู ประสบหรอื ใกลจะตอ งประสบไมอาจปอ งกันไดด ี แมจะไดใชค วามระมัดระวงั ตามสมควรแลว 1.3.3 ขอกําหนดเรอ่ื งดอกเบีย้ 7 กฎหมายในบทเบ็ดเสร็จท่ัวไปกําหนดเกย่ี วกับดอกเบี้ยไวอยางไร กฎหมายในบทเบด็ เสร็จทวั่ ไป กําหนดเกย่ี วกับดอกเบี้ยไว โดยกําหนดตามมาตรา ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย แบบประเมินผล หนว ยท่ี 1 การใชการตีความหมาย และบททั่วไป 1. การตคี วามกฎหมายพิเศษจะตอ ง ตีความโดยเครง ครัด 2. การอดุ ชอ งวา งของกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยม าตรา 4 ไดก าํ หนดลําดับไวห ากไมม ี กฎหมายลายลกั ษณอ ักษรใชบ ังคบั แลวจะตอ งนําหลกั เกณฑ จารตี ประเพณแี หง ทอ งถ่นิ มาใชบ ังคบั (มาตรา 4 กฎหมายน้ัน ตองใชใ นบรรดากรณซี ่ึงตอ งดวยบทบัญญัตใิ ดๆ แหงกฎหมายตามตัวอักษร หรอื ตามความมุงหมายของ บทบัญญัติน้นั ๆ เมื่อไมมกี ฎหมายท่ีจะยกมาปรบั คดไี ด ใหว ินิจฉัยคดีนั้นตามจารตี ประเพณีแหง ทอ งถ่ิน ถา ไมม ีจารตี ประเพณเี ชนวา นั้น ใหวินจิ ฉัย คดีเทียบบทกฎหมายทใ่ี กลเ คียงอยางย่ิง และถา บทกฎหมายเชนนน้ั กไ็ มม ีดวย ใหวินิจฉยั ตามหลักกฎหมายทั่วไป) 3. คําวา เสรีภาพ ไมใชอ งคป ระกอบของสิทธิ คําวา “สิทธ”ิ เปน ถอยคาํ ทม่ี ีบัญญัตใิ นกฎหมายเปนขอ ความท่ีเปน รากฐานของกฎหมาย สิทธิ คือความชอบธรรมทบี่ คุ คลอาจใชยนั ตอ ผอู ืน่ เพ่ือคมุ ครองหรอื รกั ษาผลประโยชน อันเปนสว นอันพึงมพี งึ ไดข องบุคคล สทิ ธติ ามกฎหมายประกอบดวย (ก) ความชอบธรรม คอื ความถกู ตอง ความรบั ผดิ ชอบ โดยความชอบธรรมน้ันจะตองอยภู ายใตขอบเขตของกฎหมาย เพราะมบี างกรณี ทอ่ี าจมิใชความชอบธรรม แตกฎหมายกย็ อมรบั วาการกระทาํ เชน น้ันเปน ความชอบธรรม เชน กรณขี าดอายุความ ลูกหนปี้ ฏิเสธไมชําระหนี้ได จะ เรียกวา ความชอบธรรมนั้นนั้นไมถ ูกตอง เพราะลูกหนี้มหี น้ี แตไมย อมชําระหน้ีโดยอางสิทธติ ามกฎหมาย หรือกรณคี รอบครองปรปกษตามมาตรา 1382 กฎหมายยอมใหไ ดก รรมสิทธ์ิท้ังๆ ท่ผี คู รอบครองปรปกษไ มใ ชเจา ของกรรมสิทธิ์ เชนนีเ้ ปน ความชอบธรรมตามกฎหมายแตไมใชเ รื่องของ ความถูกตอง (ข) ผูทรงสิทธิ สิทธจิ ะตอ งมีบคุ คลเปนผูถ ือสิทธิ หรือท่ีเรียกวา “ผทู รงสทิ ธิ” ซ่งึ มไี ดท ้งั บคุ คลธรรมดาและ นติ บิ คุ คล (ค) การกระทําหรอื ละเวน การกระทํา สิทธิเปนส่ิงทใี่ ชย ืนยันกบั บุคคลอน่ื ได การจะเกดิ รูวา สิทธิถูกรบกวนเมื่อใดน้ันกต็ อ งรอใหเกดิ การ กระทําหรอื ละเวนการกระทาํ เสียกอน ผูทรงสิทธิจึงอางถึงสิทธิความชอบธรรมที่มีอยูตามกฎหมายได เชน การท่ีลูกหนี้ปฏิเสธไมย อมชาํ ระหนี้ การ กระทาํ ทเ่ี กิดขน้ึ จากลูกหนคี้ ือ การปฏิเสธ ทาํ ใหเจา หน้ีมีสิทธเิ รยี กรอ งบงั คับใหล ูกหนช้ี ําระหน้ีได ดวยการใชสิทธิฟองคดตี อศาลขอใหบ งั คบั (ง) วตั ถุแหงหนี้ วตั ถุคือสิ่งของวัตถุแหง หน้จี ึงหมายถงึ สง่ิ ของท่เี ปนหนี้ เชน กรรมสทิ ธิใ์ นทรพั ยสิน สงิ่ ของที่เปนวัตถแุ หงหนก้ี ็คอื ทรัพยสิน สิทธิในชีวติ รางกาย ส่ิงทเี่ ปนวตั ถุแหงหนี้ก็คือตวั บุคคล (จ) บคุ คลซ่งึ มหี นาที่ กฎหมายคมุ ครองรับรองใหส ทิ ธิแกบคุ คล เมือ่ ใดเกิดการฝาฝนสิทธิจงึ เกิดสภาพบงั คบั แหงสทิ ธิเกดิ ขน้ึ ตามมา บุคคลผูถูกฝาฝนความชอบธรรมคือ ผูทรงสิทธิ สว นบคุ คลทที่ ําการฝาฝน คือบุคคลซ่งึ มหี นา ท่ี และมีหนา ท่จี ะตองปฏบิ ัตกิ ารชําระหนี้ตอผทู รงสิทธิ เชน สิทธิของเจา หนี้ เจา หนค้ี ือ ผูท รงสทิ ธิ ลูกหนคี้ ือบคุ คลซงึ่ มหี นาที่ชําระหน้ี 4. หลกั เกณฑข องการใชส ทิ ธคิ อื ตอ งใชโ ดยสจุ รติ (มาตรา 5 ในการใชส ิทธิแหงตนกด็ ี ในการชําระหนก้ี ด็ ี บุคคลทกุ คนตองกระทําโดยสจุ รติ ) (มาตรา 6 ใหสันนิษฐานไวกอนวา บุคคลทกุ คนกระทําการโดยสจุ รติ ) 5. นาย ก ทําสัญญากเู งินนาย ข 10,000 บาท แตเนอื่ งจากนาย ก ไมร ูห นงั สอื จงึ ไดล งลายพิมพน วิ้ มือแทน การลงลายมือมอื ชือ่ โดยมนี ายนิดอายุ 16 ป และ นางสาวนอ ย อายุ 16 ป ลงลายมือชอ่ื เปน พยานรับรองการพมิ พ ลายนิว้ มอื ของนาย ก สญั ญากฉู บบั นี้ จะมผี ลสมบูรณต ามกฎหมาย (มาตรา 9 เม่ือมกี จิ การอนั ใดซ่ึงกฎหมายบงั คบั ใหท ําเปนหนังสือ บุคคลผูจะตอ งทําหนังสอื ไมจําเปนตองเขยี นเองแตหนังสอื น้ันตอง ลงลายมือชื่อของบุคคลนนั้ ลายพมิ พน้ิวมอื แกงได ตราประทับ หรือเครอ่ื งหมายอื่นทํานองเชนวา น้ันทีท่ ําลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลง ลายมอื ชอ่ื รับรองไวดวยสองคนแลว ใหถอื เสมอกบั ลงลายมอื ชื่อ ความในวรรคสอง ไมใชบ งั คับแกการลงลายพมิ พนิ้วมอื แกงได ตราประทับ หรือเครือ่ งหมายอ่ืนทํานองเชนวานั้น ซึง่ ทําลงในเอกสารท่ี ทําตอหนาพนกั งานเจาหนาที่) 6. หลกั ในการตีความเอกสารคอื ตีความใหเปนคณุ แกคกู รณที ซ่ี ง่ึ จะเปนผตู องเสียในมูลหน้ี (มาตรา 10 เม่อื ขอ ความขอ ใดขอ หนึ่งในเอกสารอาจตคี วามไดสองนัย นัยไหนจะทําใหเปนผลบังคบั ไดใหถือเอาตามนัยนั้นดกี วาทจ่ี ะ ถือเอานัยท่ีไรผ ล) (มาตรา 11 ในกรณีท่ีมีขอสงสัยใหตีความไปในทางท่ีเปนคณุ แกคกู รณีฝายหน่งึ ซึ่งจะตอ งเปนผเู สยี หายในมูลหน้นี ้ัน) 7. เหตุสดุ วสิ ัยกอ ใหเกิดผลในทางกฎหมายคือ เปน เหตยุ กเวน ความผิดของลูกหน้ี (มาตรา 8 คําวา “เหตุสุดวสิ ยั ” หมายความวาเหตใุ ดๆอันจะเกิดขึน้ กด็ ี จะใหผลพิบัตกิ ด็ ี เปนเหตทุ ่ีไมอาจปอ งกันไดแมทัง้ บุคคลผู ประสบหรือใกลจ ะตองประสบเหตุน้ัน จะไดจดั การระมดั ระวังตามสมควรอันพงึ คาดหมายไดจากบคุ คลในฐานะและภาวะเชนนน้ั ) 8. ในสญั ญากูยมื ฉบบั หนึ่ง กําหนดวา จะตอ งเสยี ดอกเบยี้ ในเงนิ กยู ืมนั้น แตค สู ัญญามไิ ดกาํ หนดอัตราดอกเบยี้ ไว ในกรณเี ชน น้ีลูกหน้ีจะตองเสยี ดอกเบย้ี ในอัตรา รอ ยละเจด็ คร่งึ ตอ ป (มาตรา 7 ถา จะตองเสียดอกเบ้ียแกกันและมิไดก ําหนดอัตราดอกเบี้ยไวโดยนติ ิกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจง ใหใชอ ตั รารอย ละเจ็ดครึ่งตอป) 9. สทิ ธทิ เี่ กยี่ วกบั สถานะของบคุ คล เปนสิทธติ ามกฎหมายมหาชน

5 10. บทกฎหมายท่ใี ชโ ดยวธิ เี ทยี บเคยี งไมไ ดค ือ บทยกเวน หนวยท่ี 2 บคุ คลธรรมดา 1. บุคคลธรรมดาคอื มนุษย ซง่ึ สามารถมีสิทธิและใชสิทธิได 2. สภาพบคุ คลเมือ่ เร่ิมคลอด แลว อยรู อดเปนทารก และสิ้นสดุ ลงเมอ่ื ตายตามธรรมดา หรือตายโดย ผลของกฎหมายคอื สาบสูญ 3. สาบสูญ เปน การส้ินสภาพบุคคล โดยขอสันนิษฐานของกฎหมาย หากบคุ คลไปเสียจากภมู ลิ ําเนา หรอื ถน่ิ ทอ่ี ยูโ ดยไมมีใครทราบแนนอนวายังมชี วี ติ อยหู รือตายไปแลว เมอ่ื ครบกําหนดระยะเวลา 5 ป หรอื 2 ป ตามกรณที ่กี ฎหมายกาํ หนดและมผี ูรองขอ เมื่อศาลมีคาํ สั่งแสดงความสาบสญู แลวใหถ ือวา บคุ คลนัน้ ตายเม่อื ครบกาํ หนดระยะเวลาดงั กลา วแลว 4. กฎหมายบัญญตั ใิ หบคุ คลตองมชี ื่อตัว และชือ่ สกลุ เพ่อื เปนส่งิ ท่ีเรียกขานบคุ คลและกําหนดใหแน ชัดลงไปอกี วา บคุ คลนั้นเปนใคร 5. สถานะของบุคคลเปน สง่ิ ประกอบสภาพบุคคลท่ีแสดงฐานะหรอื ตาํ แหนงของบคุ คล ซึ่งดํารงอยใู น ประเทศชาติและครอบครัวทาํ ใหทราบสิทธิและหนา ทีข่ องบุคคลท่ีพงึ มตี อประเทศชาติและครอบครัว 6. ภูมิลาํ เนาเปน ส่งิ บง ช้ีวาบคุ คลมีท่ีอยูประจําที่ไหน ทําใหก ารกาํ หนดตัวบุคคลสมบรู ณยงิ่ ข้ึน ภมู ลิ ําเนาทบ่ี คุ คลอาจเลอื กถือไดตามใจสมัครและอาจมหี ลายแหง 2.1 สภาพบุคคล 1. หลักเกณฑการเริม่ สภาพบคุ คลมี 2 ประการประกอบกนั คอื การคลอด และการมชี วี ิตรอดเปน ทารก ดงั น้ัน ทารกในครรภม ารดาจงึ ยงั ไมม ีสภาพบุคคล 2. การคลอดหมายความถงึ คลอดเสร็จเรยี บรอ ยบริบูรณ โดยทารกคลอดหมดตวั พน ชอ งคลอด ไมม สี ว นหนึง่ สวนใดของรางการเหลอื ติดอยู 3. การมชี วี ิตรอดอยเู ปน ทารก หมายถึงการทีท่ ารกมชี ีวิตอยูโ ดยลาํ พงั ตนเองแยกตา งหากจาก มารดา โดยถอื การหายใจเปน สาระสาํ คัญในการวินิจฉยั การเริม่ มชี วี ติ 4. ทารกในครรภม ารดาหมายถงึ ทารกท่อี ยูในครรภนบั แตว นั ทีป่ ฏิสนธิเปนทารกจนถึงวันคลอด การหาวันปฏสิ นธนิ ั้นใหคํานวณนับแตวันคลอดยอ นหลังขึน้ ไป 30 วัน 5. ทารกในครรภม ารดาสามารถมสี ทิ ธติ า งๆ ไดตอเม่อื มชี ีวิตอยูอ ยูภายหลังคลอด คอื มสี ภาพ บคุ คลแลว และมสี ทิ ธยิ อนหลังขึน้ ไปถงึ ระยะเวลาทก่ี ฎหมายสันนษิ ฐานวา เรมิ่ ปฏสิ นธิ 6. การนบั อายขุ องบุคคลใหเ รม่ิ นับแตวนั เกิด ในกรณีที่บคุ คลรูเฉพาะเดอื นเกดิ แตไ มรวู ันเกดิ ให นบั วนั ท่หี นง่ึ แหงเดือนนั้นเปนวันเกดิ หากไมร เู ดือนและวันเกดิ ใหนับวันตนปที่บคุ คลนั้นเกิดเปนวนั เกดิ 7. การตายธรรมดาเปนเหตแุ หง การสิน้ สภาพบคุ คลโดยถือตามคาํ วนิ จิ ฉยั ของแพทยวาระบบ สาํ คัญของรา งกายเพื่อการดาํ รงชวี ิตหยดุ ทาํ งานหมด 8. กรณีมบี่ คุ คลหลายคนประสบเหตุราย รว มกันและตายโดยไมร ลู าํ ดบั แนนอนแหงการตาย จะ กําหนดวาใครตายกอนตายหลงั ตองนาํ สืบถงึ ขอเท็จจริงเปนรายๆไป หากพสิ ูจนไ มไ ดต องถือตามขอ สันนษิ ฐานของกฎหมายวาบคุ คลหลายคนน้นั ตายพรอ มกนั 2.1.1 การเร่ิมสภาพบคุ คล (1) ประโยชนแ ละความจาํ เปน ท่ีจะตอ งรูวา มนุษยม สี ภาพบุคคลเกดิ ขน้ึ เมื่อใด สน้ิ สดุ เมือ่ ใด กเ็ พื่อวินจิ ฉยั ปญ หาในทางกฎหมายบางประการ เชน (ก) ในทางแพง การรูว าสภาพบุคคลเกิดขน้ึ เมอ่ื ใดกเ็ พ่ือวินจิ ฉยั ถึงสิทธหิ นา ทีข่ องบุคคล น้ันเอง รวมท้งั สิทธหิ นาที่และความชอบท่เี กีย่ วโยงและผูกพันถึงบุคคลอ่ืนดว ย เพราะสิทธิของบุคคลจะมี ขน้ึ ตั้งแตเกดิ มารอดมชี ีวติ อยู คือ เรมิ่ มีสภาพบุคคล หรอื อาจมียอนข้นึ ไปจนถงึ วนั ทีป่ ฏสิ นธิในครรภมารดา เชนสทิ ธใิ นการเปน ทายาทรบั มรดก ตาม ปพพ. มาตรา 1604 สว นการตายทําใหสิทธิและหนาที่ของ บคุ คลสิ้นสุดลง และทรพั ยมรดกของบคุ คลน้ันตกทอดแกทายาท การพิจารณากองมรดก ผูตายมที รัพยสนิ อะไรบาง ผตู ายมสี ทิ ธิหนาท่แี ละความรบั ผดิ อยางไร กับพจิ ารณาหาทายาทรับมรดก กฎหมายใหพิจารณา ในเวลาท่ีเจามรดกถงึ แกค วามตาย การรวู นั เกิดวนั ตายของบคุ คลจงึ มีความสําคัญ (ข) ในทางอาญา การวินจิ ฉัยถึงความรับผิดในทางอาญาของผกู ระทําผดิ ฐานฆา คนตาย ตาม ปอ. มาตรา 288 หรอื ฐานทาํ ใหแทงลูก ตาม ปอ. มาตรา 301 ถงึ มาตรา 305 จําเปนตอ งวินิจฉยั เสียกอ นวา ทารกมสี ภาพบคุ คลหรือไม ทารกตายกอ นคลอดหรือตายระหวา งคลอด เปนการคลอดออกมา โดยไมมชี ีวิตไมม สี ภาพบุคคล จงึ ไมเปนบุคคลท่จี ะถูกฆาได ความผิดฐานทําใหแ ทง ลกู ตาม ปอ. มาตรา

6 301 ถึง ปอ. มาตรา 305 มีโทษนอ ยกวาความผดิ ฐานฆาคนตายโดยเจตนา เมอ่ื บุคคลตายแลว สน้ิ สภาพ บคุ คล ก็ไมเ ปน บุคคลท่ีจะถูกฆาไดอ ีก (2) การคลอดเสรจ็ บรบิ ูรณตามวิชาแพทย แผนปจจบุ ัน ถอื การคลอดเร่ิมตน ตงั้ แตม ีการเจ็บ ทองคลอดและส้ินสดุ ของการคลอดถอื เอาเมอ่ื เด็กและทารกคลอดแลว รวมท้งั การหดตัวของมดลูกเปน ไป โดยเรียบรอย ซึง่ เปนเวลา 15 นาที ถึง 2 ช่ัวโมง หลังเดก็ คลอด ซึง่ ไมเ หมือนกันกบั การคลอดแลว ตาม ปพพ. มาตรา 15 นน้ั ทารกตองหลดุ พนจากชอ งคลอดของมารดาออกมาหมดตัวกอน โดยไมม สี ว น หนง่ึ สวนใดของรางกายติดอยทู ่ีชองคลอด สวนการคลอดของรกหรือการหดตวั ของมดลกู ไมม ีความหมาย ในการพิจารณาการเริ่มสภาพบุคคลตามกฎหมาย เพราะการพนชอ งคลอดของทารกหมายถึงการแยกตวั ออกเพอื่ มชี ีวิตเปน อสิ ระจากมารดา นักกฎหมายพจิ ารณาเฉพาะการคลอดทเ่ี ก่ยี วกับตวั ทารกเทา น้นั ไมรวมถึงอาการของการ คลอดในสวนตวั มารดา เพราะกฎหมายมงุ ทีจ่ ะคน หาเวลาเริม่ สภาพบคุ คลของทารกเพียงประการเดียว (3) หลักวินจิ ฉัยการเริม่ มีชวี ิตของแพทยและนกั กฎหมาย แตกตา งกัน และมีผลให หลักเกณฑก ารเร่ิมสภาพบคุ คลเปลย่ี นแปลงไป ดงั น้ี นกั กฎหมายถือการหายใจเปนหลักฐานแสดงการเรมิ่ มชี ีวิต สว นแพทยถือวา นอกจากการ หายใจแลวการเตน ของหวั ใจ การเตนของสายสะดือ การเคล่ือนไหวรางกาย และหลักฐานอืน่ ๆก็แสดงวา ทารกมชี ีวติ ดว ย ผลของความเหน็ ทีแ่ ตกตางนี้ ทําใหก ารวนิ ิจฉัยจดุ เรม่ิ ตน ของการเรม่ิ สภาพบุคคลของนกั กฎหมายแตกตา งกนั เปนสองความเห็น คือ ความเห็นแรก หากยคึ ดหลกั วา การหายใจเปนขอสาระสําคัญของการเริ่มมีชีวติ เพียง ประการเดียว จะถอื วา สภาพบคุ คลเริ่มเมอ่ื ทารกเริม่ หายใจ โดยเหน็ วา การคลอดและการมชี วี ิตรอดอยูเ ปน ทารกเปนหลักเกณฑพ จิ ารณาการเรมิ่ สภาพบุคคลประกอบกัน ความเห็นที่สอง หากถือตามความเห็นของแพทย เมอื่ ทารกคลอดหมดตัวพน ชอ งคลอด โดยมหี ลักฐานแสดงการมีชีวิตอยา งอนื่ แลว ถือวา เร่ิมสภาพบุคคล จะหารใจหรือไมไมเ ปน ขอสาํ คัญ และ ยึดหลกั วา การคลอดแลว เปนหลักของการเริม่ สภาพบคุ คล การอยรู อดเปน พฤติการณประกอบการคลอดวา เปนบุคคลตลอดไป มใิ ชจุดเริม่ ตนของสภาพบุคคล 2.1.2 สทิ ธขิ องทารกในครรภม ารดา บทบัญญตั มิ าตรา 15 วรรคสองทว่ี า ทารกในครรภม ารดากส็ ามารถมสี ิทธิตางๆได หากวา ภายหลังเกดิ มารอดอยู หมายความวา โดยหลกั แลว บุคคลเทา นัน้ ที่สามารถมสี ทิ ธหิ นาที่ตามกฎหมายได แตบ ทบญั ญัตมิ าตรา 15 วรรคสองนเ้ี ปน ขอยกเวน ใหทารกในครรภมารดาแมย งั ไมมสี ภาพบคุ คล กส็ ามารถมีสทิ ธไิ ด แตม เี งื่อนไข วา ภายหลงั ทารกนน้ั ตองเกดิ มารอดอยู ทารกในครรภมารดา ทเ่ี ปนบตุ รนอกกฎหมายของบิดา กส็ ามารถมี สิทธิได หากภายหลงั เกดิ มารอดอยู และโดยมีพฤตกิ ารณท บ่ี ิดารบั รองทารกในครรภว าเปนบตุ รของตน เจตนารมณข องกฎหมายมี 2 ประการ คือ (1) เพื่อคุมครองประโยชนข องทารกในครรภ มารดา (2) เพื่อขจดั ความไมเ สมอภาคในเรื่องสทิ ธิ 2.1.3 การนับอายุบุคคลกรณไี มแ นนอนของการเริ่มสภาพบุคคล การกาํ หนดวนั เกดิ ของบคุ คลตอไปน้ี (1) รูแตเ พียงวา ก เกิด ป พ.ศ. 2480 >Æ เกดิ วนั ท่ี 1 เมษายน 2480 (2) รูแ ตเพยี งวา ข เกิด ป พ.ศ. 2493 >Æ เกิดวันที่ 1 มกราคม 2493 (3) รเู พยี งวา ค เกิดเดือนมนี าคม 2500 >Æ เกิดวันที่ 1 มีนาคม 2500 (4) ไมร ูวา ง เกิดเมื่อใด >Æ เมอ่ื เปน เชนน้ใี หส อบสวนปเ กดิ ของ ง กอ นวา เกิดในปใด ได ปเ กดิ แลว นาํ ปพพ. มาตรา 16 มาใชห าวนั เกิด 2.1.4 การส้นิ สภาพบุคคล (ตาย) 1. หากไมร ูลําดับการตายของบคุ คลจะเกดิ ปญหาประการใด เกิดปญหาเมอ่ื บคุ คลสองคนหรือมากกวา ตา งเปน ทายาทซง่ึ กนั และกัน ไปเกดิ อุบัตุเหตุ หรือเหตรุ า ยรว มกนั เปนเหตุใหบคุ คลเหลา น้นั ตาย ไมรใู ครตายกอ นตายหลงั ทาํ ใหเ กิดปญหาเรอื่ งการรับ มรดก ซ่ึงมหี ลักเกณฑว า ทรัพยสินของผตู ายจะเปนมรดกตกทอดไดก็แตผทู ่มี ชี ีวติ อยู ขณะตายมรดกของ ผตู ายกอ นจงึ ตกทอดมายังผูตายทีหลัง แลวผานไปยังทายาทของผตู ายทีหลังนัน้ เมอ่ื ไมรูแนชัดวาใคร ตายกอนตายหลังกฎหมายจงึ กําหนดสันนษิ ฐานไววา ตายพรอมกัน ใครจะเปนทายาทไมไ ด และตางไมม ี สิทธิรับมรดกซึง่ กนั และกัน 2. คําวา “เหตุอันตรายรวมกัน” นั้นหมายความวา

7 เหตุภยนั ตรายรว มกนั หมายความวาเหตุภยนั ตรายเดียวกนั ที่บคุ คลประสบดว ยกนั ในคราว เดยี วกนั เชนบุคคลหลายคนโดยสารไปในเครื่องบนิ ลําเดียวกนั แลว เครื่องบนิ ตก หรอื โดยสารเคร่ืองบนิ ไป คนละลาํ แลวเครอื่ งบนิ สองลาํ เกิดชนกนั ก็ได แตถาโดยสารเคร่ืองบินไปคนละลํา แลว เครื่องบินทง้ั สองลํา ตางกเ็ กดิ อบุ ตั ิเหตุตกเหมือนกัน เชน น้ี ไมถอื เปนเหตุภยนั ตรายรวมกนั 3. ก ปวยเปน อมั พาตเดนิ ไมไ ด สว น ข เปนนักกีฬาวายน้ําทมี ชาติ โดยสารเรือออกจาก กรุงเทพฯ ไปสิงคโปรดวยกัน เรอื โดนมรสุมจม ตอมามผี ูพบศพ ก และ ข ทีช่ ายฝง เชน นี้ ก และ ข บคุ คล ใดจะตายกอนหลัง กฎหมายถือวา ก และ ข ตายพรอมกัน แมข อ เท็จจริง ก นา จะตายกอ น หากเปนการพน วสิ ัยทีจ่ ะพสิ จู นไดวา ใครตายกอ นตายหลงั 2.2 สาบสญู 1. ถาบุคคลใดไปเสียจากภูมิลาํ เนาและไมม ีใครรวู า บุคคลน้ันมีชีวิตอยูห รือไม โดยท่บี คุ คลน้ัน ไมไ ดต ้งั ตวั แทนในการจัดการทรัพยส นิ ไว ผมู สี วนไดเ สยี หรอื พนกั งานอัยการสามารถรองขอตอศาลจดั การ ทรพั ยสินของผูไ มอยูไ ปพลางกอ นตามทจ่ี ําเปน นั้นได 2. ถา ผูไ มอ ยไู ปจากภมู ิลาํ เนาเกินกวา 1 ปโดยไมม ีผรู ับขาวหรอื พบเหน็ เมอ่ื ผมู สี ว นไดเ สียหรือ พนกั งานอยั การรอ งขอ ศาลจะตัง้ ผจู ัดการทรัพยส นิ ของผไู มอ ยนู นั้ ได 3. ผไู มอยูอาจตง้ั ตัวแทนรบั มอบอาํ นาจท่วั ไป หรือผรู บั มอบอาํ นาจเฉพาะการไวก ็ได 4. ผจู ดั การทรพั ยส นิ ทศี่ าลตัง้ มอี ํานาจหนา ที่อยา งเดียวกบั ตัวแทนผรู ับมอบอํานาจท่ัวไป 5. สาบสูญเปน เหตุแหงการสนิ้ สภาพบคุ คลโดยกฎหมายใหส นั นษิ ฐานวา บุคคลสาบสูญน้ันถงึ แก ความตาย 6. สาบสูญ คอื สภาพการณทบ่ี คุ คลไปจากท่อี ยู โดยไมร แู นน อนวายังมีชีวติ อยูหรอื ตายแลว หากหายไปนาน 5 ป ในกรณีธรรมดา หรือ 2 ป ในกรณีพิเศษ เมือ่ ผูมีสวนไดเสียหรอื พนกั งานอัยการรอ ง ขอ ศาลจะส่งั ใหบ ุคคลผูไมอ ยูน น้ั เปนคนสาบสูญ 7. บุคคลทศี่ าลสงั่ ใหเปนคนสาบสญู ใหถอื วาตายเมอ่ื ครบกาํ หนดระยะเวลาดังทกี่ ฎหมายกาํ หนด นน้ั 8. หากพสิ จู นไ ดวาคนสาบสูญยังมชี วี ติ อยู หรือตายในเวลาอื่นผดิ จากเวลาท่ีกฎหมายกาํ หนด ศาลสงั่ ถอนคําสง่ั ใหเปนคนสาบสูญนนั้ ได เมื่อคนสาบสูญน้นั เอง ผูมีสว นไดเ สยี หรอื พนกั งานอยั การรอ ง ขอตอ ศาล แตก ารถอนคําส่งั น้ันยอ มไมกระทบกระเทือนถงึ ความสมบรู ณแ หง การทงั้ หลายอันไดทาํ ไปโดย สุจรติ ในระหวางทศี่ าลมคี าํ ส่งั ใหเปน คนสาบสูญ 2.2.1 ผูไมอ ยแู ละผูจัดการทรพั ยส นิ ของผูไมอ ยู ก. หายไปจากทีอ่ ยตู ้งั แตวันท่ี 1 มกราคม 2500 เขยี นจดหมายลงวันท่ี 5 มีนาคม 2505 มาถงึ ญาตพน่ี อ งสงขา วคราวใหทราบ จดหมายถึงวันที่ 10 มีนาคม 2505 ตอ มา วันท่ี 10 เมษายน 2510 มผี ูพบเหน็ ก. ที่จังหวดั ภูเก็ต แลว ไมม ใี ครทราบขา วคราวของ ก. อีกเลยวา เปน ตายรายดอี ยางไร จนกระท่ังถงึ ปจ จุบันน้ี เชนนี้ สภาพการณการเปนผูไมอ ยูข อง ก. เร่มิ และ สิ้นสุดเมอ่ื ใด เรม่ิ เม่อื วันท่ี 10 เมษายน 2510 แตระยะเวลาการเปน ผไู มอยู คงมเี รอ่ื ยไปไมส้ินสุด เพราะไมมเี หตสุ น้ิ สุดคอื ก. ไมไดกลับมา ไมป รากฏแนชัดวา ก. ตายแลว และไมมีผใู ดรองขอใหศ าลสงั่ วา ก. เปน คนสาบสญู หลกั เกณฑการรองขอเขา จดั การทรัพยสินของผูไมอ ยูม ปี ระการใดบาง และผู รอ งมีสทิ ธิขอจดั การไดเพียงใด พิจารณาตาม ปพพ. มาตรา 48 คอื หลักเกณฑ (1) ผูไ มอ ยตู องมีสภาพการณเ ปนผใู หญ คอื หายไปจากท่อี ยูไมรวู า มชี ีวติ อยหู รอื ตายแลว (2) ไมไดต งั้ ตวั แทนมอบอํานาจทัว่ ไปแลว และไดบ ัญญตั ไิ ดบ ญั ญตั ิใหผูมสี ว นไดเ สยี และพนกั งานอัยการเปน ผรู อ งขอ 2.2.2 การจัดการทรพั ยส ินของผไู มอยูโ ดยทศี่ าลสั่ง อํานาจของผูจัดการทรัพยของผไู มอยูท ศี่ าลต้งั มปี ระการใดบาง ผจู ดั การทรพั ยสนิ ตาม ปพพ. มาตรา 54 ใหผ จู ัดการมีอาํ นาจจดั การมอี าํ นาจจัดการอยา ง ตัวแทนรบั มอบอํานาจทัว่ ไปคอื ทาํ กิจการแทนผไู มอยไู ด ยกเวน ตามขอ หา ม 6 ประการตามมาตรา 801 ซึง่ จะตองขออนุญาตศาลกอนจงึ จะทําได

8 2.2.3 การจัดการทรพั ยส นิ ของผไู มอ ยูโ ดยบุคคลผไู มอ ยูต งั้ ตัวแทนมอบอาํ นาจทวั่ ไปที่ผูไมอ ยแู ตงตั้งไวมีอาํ นาจจัดการทรัพยส นิ เชน เดยี วกบั ตวั แทนมอบอํานาจทว่ั ไปตามกฎหมายลกั ษณะตวั แทนหรือไม มีอํานาจเชน เดียวกัน เพราะ ปพพ. มาตรา 60 ใหน ําบทบัญญตั กิ ฎหมายลกั ษณะตัวแทน มาใชบังคบั ในเรือ่ งการจัดการทรัพยสินของผูไมอยู เพยี งทไี่ มขัดแยง กบั กฎหมายเรือ่ งบุคคล เวนแตขอ หาม 6 ประการ ตาม ปพพ. มาตรตา 801 หากจาํ เปน ตองกระทํา มีกฎหมาย มาตรา 51 บัญญตั ใิ หข อ อนญุ าตศาล เพราะไมม ีตัวการจะใหค าํ อนญุ าตได 2.2.4 สาบสูญ มีหลกั สําคัญประการใดบางท่ีศาลจะมีคําส่งั ใหบ ุคคลเปน คนสาบสูญ การทศี่ าลจะส่งั ใหบุคคลเปน คนสาบสูญไดต ามทม่ี ผี รู อ งขอ ตองพิจารณาไดความ 2 ประการ คือ (1) บคุ คลไดห ายไปจากทอ่ี ยู โดยไมม ีใครรแู นช ดั วา ยังมีชวี ติ อยูหรอื ตายแลว (2) มีกําหนด 5 ป ในกรณีธรรมดา และ 2 ป ในกรณีพเิ ศษ เม่อื วันท่ี 10 พฤษภาคม 2515 ก. เดินทางทองเทีย่ วทางทะเลกับเพ่อื น แลว พดั ตกเรอื จมหายลงไปในนํา้ คน หาศพไมพบจะถอื วา ก. จมนาํ้ ตายในวันที่ 10 พฤษภาคม 25015 ไดห รือไมเพราะเหตุใด จะถอื วา ก. จมนาํ้ ตายเม่อื วนั ที่ 10 พฤษภาคม 2515 ไมไ ดเพราะไมพบศพ จงึ ไมม ี หลกั ฐานแนช ดั วา ก. ตายแลว ตอ งนําบทบญั ญัตเิ รอ่ื งสาบสญู มาใชบังคับ และเม่อื ศาลมีคําส่ังแลวจงึ ถือวา ก. ตายเมอ่ื วันท่ี 10 พฤษภาคม 2518 ก. ไปรบในสมรภูมสิ งครามเมื่อวนั ท่ี 1 มกราคม 2500 และหายไประหวา ง สงคราม สงครามสงบลงเมื่อวนั ท่ี 1 มกราคม 2502 ตอ มา ก. เขียนจดหมายลงวนั ท่ี 5 มนี าคม 2503 สง ขา วใหญาติพ่ีนองทราบวา แตงงานแลว กบั สาวชาวเวียดนาม จดหมายถงึ วนั ที่ 10 มนี าคม 2503 หลังจากนั้นไมม ใี ครทราบขาวคราวของ ก. อกี เลย ดงั น้ภี รรยาของ ก. จะรอง ขอให ก. เปนคนสาบสญู ไดเ ร็วทีส่ ุดเมอ่ื วนั ทีเ่ ทา ใด 10 มีนาคม 2508 เจา หนมี้ สี ทิ ธิรอ งขอใหล ูกหนี้ของตนเปน คนสาบสูญไดหรือไม เพราะเหตุใด เจา หนี้ไมม ีสิทธริ องขอใหลกู หนข้ี องตนเปน คนสาบสูญ เพราะไมใชผ มู ีสว นไดเ สยี การรองขอใหบ คุ คลเปนคนสาบสญู จะรอ งขอ ณ ศาลใด ศาลจังหวัดซง่ึ บุคคลน้ันเคยมภี ูมลิ ําเนาอยูใ นเขตศาลกอ นทจ่ี ะจากไป 2.2.5 ผลของการสาบสญู คาํ สั่งศาลใหบุคคลเปน คนสาบสญู มีผลกระทบถึงการสมรสหรือไม เพียงใด สาบสูญไมเปนเหตใุ หข าดการสมรส แตเปน เหตใุ หฟ อ งหยา ไดเทานั้น 2.2.6 การถอนคําสั่งแสดงความสาบสูญ กรณีใดบางท่ีจะรอ งขอใหศ าลถอนคําสั่งสาบสญู ได และผลของกฎหมายของ การถอนคําส่งั แสดงสาบสูญนั้นมีประการใดบาง กรณีทร่ี อ งขอใหศาลถอนคาํ สั่งแสดงสาบสญู มี 2 ประการคือ (1) ผูสาบสูญยังมชี ีวติ อยู (2) ผูสาบสูญตายในเวลาอ่ืนผดิ ไปจากเวลา 5 ป หรอื 2 ป ตามท่กี ฎหมายสันนษิ ฐานไว 2.3 ช่อื และสถานะของบคุ คล 1. ชอ่ื คอื ส่งิ ทใ่ี ชเรยี กขานเพอ่ื จาํ แนกตวั บุคคลทง้ั นี้เพอ่ื ประโยชนแ กการใชส ิทธิและปฏิบตั หิ นาท่ี 2. กฎหมายบัญญตั ิใหบ คุ คลทุกคนตองมีช่อื ตวั และชอื่ สกลุ แตบ ุคคลอาจมีชอื่ อ่นื ๆ ไดอกี เชน ชอ่ื รอง ชือ่ ฉายา ช่อื แฝงและชอ่ื บรรดาศักดิ์ 3. ช่ืออื่นๆนน้ั บุคคลอาจตั้งข้ึนเองหรอื ผูอื่นตั้งให แตช่อื สกลุ เปนชอ่ื ท่ีบตุ รไดร บั สบื เนื่องมาจาก บดิ า หรือภรยิ าไดร บั สบื เนื่องมาจากสามี ถา เด็กไมป รากฏบิดามารดา ไมอาจไดช ื่อสกุลจากบดิ ามารดาได กต็ องตัง้ ชือ่ สกุลใหใ หม 4. บุคคลอาจเปลี่ยนชือ่ ตวั และชื่อรองไดต ามใจสมคั ร แตช่อื สกลุ นัน้ บุคคลหนึ่งบคุ คลใดในวงศ สกุลหามสี ิทธิจะเปลี่ยนแปลงตามใจชอบไดไม จะเปล่ยี นไดกแ็ ตโ ดยตั้งชอื่ สกุลขน้ึ ใหม หรอื เปล่ียนแปลง

9 โดยผลของกฎหมายประการอนื่ เปน ตน วา หญงิ เปลี่ยนไปใชนามสกลุ ของสามี ฯลฯ กรณีเหลาน้เี ปนเรือ่ ง เฉพาะตวั ของบคุ คลนนั้ การเปล่ียนช่ือสกุลใหมไมม ีผลใชช ่อื สกุลเดมิ ตองเปล่ยี นแปลงไปดว ย 5. กฎหมายใหค วามคมุ ครองทัง้ ช่อื บุคคลธรรมดาและนิตบิ ุคคล ในกรณที ่มี ีผูโตแ ยง การใชชอื่ และกรณีผูอ น่ื ใชช ือ่ โดยไมมีอํานาจ โดยเจา ของชือ่ มสี ิทธิใหระงับความเสยี หาย หากไมเ ปนผล มสี ทิ ธริ อง ขอใหศาลสั่งหา ม และยังมีสทิ ธิเรยี กคาเสียหายไดด วย 6. สถานะของบุคคลเปนสิ่งประกอบสภาพบุคคลท่ชี ี้บง ฐานะหรือตําแหนงของบุคคล ในการใช สิทธิและปฏบิ ัตหิ นา ที่ เชน เปนชายหญงิ ผูเยาว ผูบรรลุนติ ภิ าวะ บดิ ามารดา บตุ ร หรอื สามี ภรรยาเปน ตน 7. บุคคลไดส ถานะตั้งแตเกดิ เพราะมสี ทิ ธหิ นา ทต่ี ง้ั แตเ ริม่ สภาพบุคคลหรอื อาจกอ ใหเ กิดขึ้น ภายหลัง เน่อื งจากเปลี่ยนแปลงสถานะใหม เชน การสมรส การหยา เปนตน 8. สถานะของบุคคลบางประการตอ งจดทะเบียนการกอ หรือเปล่ยี นแปลงเพอื่ ใหม ผี ลสมบูรณ ตามกฎหมาย 9. สถานะของบุคคลที่กฎหมายบงั คบั ใหจ ดทะเบียนตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2499 ไดแ ก การเกดิ การตาย และตาม ปพพ. คอื การจดทะเบียนครอบครัว ไดแ ก การสมรส การหยา การ รับรองบุตร การรับบตุ รบญุ ธรรม และการเลกิ รับบุตลบุญธรรม 2.3.1 ประเภทของชื่อบคุ คล ชอ่ื บุคคลมีกี่ประเภท แตละประเภทไดแ กชอ่ื อะไรบา ง มี 3 ประเภท คือ (1) ชือ่ ท่กี ฎหมายบงั คบั ใหมปี ระจาํ ตัวบคุ คล ไดแ ก ชอ่ื ตัวและชื่อสกุล (2) ชอ่ื ท่ีบุคคลอาจตง้ั ขึ้นไดอ ีก ไดแกชอ่ื รอง ช่อื ฉายา และชอ่ื แฝง (3) ชื่อบรรดาศกั ด์ิ ไดแกชอ่ื ตามราช ทนิ นามท่พี ระมหากษตั ริยตงั้ ให การไดมาซึ่งช่ือตวั และชื่อสกุลแตกตางกันหรือไม แตกตางกัน คือ ช่ือตวั ไดม าตงั้ แตเกิดโดยตั้งขนึ้ ใหม ชอ่ื สกุล ไดส ืบสกุลตอเนื่องมาจาก บิดา หรอื ตั้งใหม หรือกรณไี ดชอ่ื สกุลจากสามี จาํ เปน หรอื ไมท ่เี ดก็ ไมปรากฏบิดามารดาจะตอ งมีชื่อสกุลหากจาํ เปน วิธกี ารใดจะ หาชื่อสกุลใหเ ด็ก มีความจําเปน เพราะกฎหมายบังคบั เม่ือไมมชี ่อื สกุลของบิดามารดา ก็ตอ งตัง้ ชื่อสกลุ ขน้ึ ใหมใ หเ ด็กนน้ั ชอ่ื บคุ คลมลี ักษณะสําคัญประการใด ชื่อสกลุ มีลักษณะสําคัญคอื (1) จําเปนตอ งมีประจําตวั บุคคล (2) ตอ งแนน อนคงท่ี (3) ไมอาจไดม าหรอื สูญเสยี ไปโดยอายคุ วาม (4) ไมอาจจําหนา ยใหกนั ได 2.3.2 การเปล่ยี นช่อื บคุ คลและการคุมครองชอื่ บุคคล กรณีทเ่ี ปนเหตแุ หง การโตแยง ชือ่ มปี ระการใดบา ง และกฎหมายใหค วามคุมครอง อยางไร การโตแยง เรือ่ งช่ือมี 2 กรณี คอื (1) มีผูโตแยง การใชช ื่อของเรา (2) ผอู นื่ เอาชือ่ เราไป ใชโดยไมมอี าํ นาจ และกฎหมายใหค วามคมุ ครอง 3 ประการ คือ (ก) ใหร ะงับความเสียหาย (ข) ขอใหศาล สั่งหา ม (ค) เรียกคาเสียหายได 2.3.3 สถานะและการจดทะเบยี นสถานะบุคคล สถานะของบุคคลคอื อะไร ไดม าจากไหน และเหตุใดบคุ คลตอ งมสี ถานะ สถานะของบุคคลคอื ฐานะหรอื ตําแหนงซ่ึงบคุ คลดํารงอยใู นประเทศชาตแิ ละครอบครวั บุคคลไดสถานะตัง้ แตเกดิ มสี ภาพบคุ คล และอาจไดม าโดยการกอขน้ึ เองอกี เพราะเปล่ียนสถานะใหม เหตุ ทตี่ อ งมีสถานะเปนสิ่งท่บี อกใหท ราบถึงความแตกตา งและความสามารถของบคุ คล ในการใชส ทิ ธแิ ละ ปฏบิ ตั ิหนาที่ 2.4 ภมู ิลาํ เนา 1. ภูมลิ ําเนาเปน ทกี่ ฎหมายกําหนดใหม ปี ระกอบตวั บุคคล เพอ่ื ชีบ้ ง ใหเ ปน ท่รี ูกันทั่วไปวาเขามที ่ี อยเู ปน ประจําที่ไหน ดังนั้นจงึ อาจใหค วามหมายไดอีกนัยหนง่ึ วา ภูมิลําเนาคือท่ีอยูต ามกฎหมายของบคุ คล

10 2. การรูภูมลิ าํ เนามีประโยชนเ ม่ือบุคคลตอ งการติดตอ สัมพันธก นั โดยเฉพาะในทางกฎหมายท่ี เกย่ี วกับการฟองคดี การสงคาํ คคู วามหรอื เอกสาร การชาํ ระหน้ีหรอื สาบสูญ ทงั้ ยงั เปนประโยชนตอ รัฐใน การจัดระเบยี บการปกครอง และบังคับใหเปน ไปตามกฎหมายอีกดวย 3. กฎหมายบญั ญตั เิ ปน หลักทั่วไปกําหนดใหท่ีอยซู ง่ึ เปนแหลง สําคญั เปนภมู ิลาํ เนาของบุคคล แตห ลกั ทว่ั ไปน้ไี มอ าจครอบคลุมไป กําหนดภมู ลิ าํ เนาของบุคคลไดทกุ ประเภท จึงมีบทบัญญัติขยายความ หลกั เกณฑท ่ัวไป หรือลดหยอนหลกั เกณฑท ่วั ไปลงมา เพ่อื คน หาภูมิลาํ เนาของบคุ คลทุกคนใหจนได กลาวคอื บุคคลมีท่อี ยูหลายแหง ใหถ ือแหงสาํ คญั เปนภมู ลิ ําเนา ถา สําคัญเทา กัน แตล ะแหง เปนภมู ลิ ําเนา ถา ไมมที อ่ี ยูแหลง สาํ คญั เลย ใหถ อื ท่อี ยเู ปนภมู ิลําเนา และทายท่ีสุดถาไมม ีทีอ่ ยแู นนอนเลย ใหถ อื วาท่นี ั้น เปน ภูมลิ ําเนา 4. จากหลกั เกณฑทวี่ าบคุ คลมที อ่ี ยหู ลายแหง ใหถอื แหงสาํ คัญเปนภมู ิลาํ เนาน้ัน หมายความวา บคุ คลอาจเลือกถือภูมลิ ําเนาไดโ ดยใจสมคั ร เพราะเขาจะเลอื กเอาทอี่ ยใู ดเปนแหลงสําคญั ก็ได สวน หลักเกณฑข อทีว่ า บคุ คลมที อี่ ยแู หลงสําคญั หลายแหง ใหถอื วา แตละแหงเปนภูมิลาํ เนานั้น มีความหมาย อยใู นตวั วา บุคคลอาจมภี ูมลิ าํ เนาไดห ลายแหง 5. แมหลักเกณฑมวี า บุคคลอาจเลอื กถือภมู ลิ ําเนาไดต ามใจสมัคร แตม ขี อยกเวน สําหรบั บุคคล บางประเภทท่ีกฎหมายกําหนดภมู ิลาํ เนาใหเลย ไดแก ผูเยาวและคนไรความสามารถ กฎหมายใหถ อื ภมู ิลําเนาของผแู ทนโดยชอบธรรมหรือผอู นุบาล ขาราชการใหมีภูมลิ ําเนาอยู ณ ท่ที าํ งานประจํา แต ขา ราชการอาจถือภูมลิ ําเนาเดมิ อีกแหงก็ได คนท่ีถกู จําคกุ กฎหมายใหถ ือเอาเรอื นจาํ หรือทัณฑสถานท่ี ถูกจําคกุ อยเู ปนภมู ลิ าํ เนาจนกวา จะไดรับการปลอยตัว สว นสามีและภรรยา กฎหมายใหถือถ่นิ ที่อยูของสามี และภรรยาอยูก นิ ดวยกนั ฉันสามภี ริยาเปนภมู ิลําเนา 6. นอกจากภมู ิลําเนาธรรมดาแลว บคุ คลอาจเลอื กเอาถิน่ ทใี่ ดทหี่ นึง่ เปน ภมู ลิ ําเนาเฉพาะการเพอื่ ทํากิจการอยางใดอยา งหน่ึงอกี ก็ได 7. ภมู ิลาํ เนาน้ัน อาจเปล่ยี นแปลงไปโดย (1) ยายที่อยู และ (2) มเี จตนาจงใจจะเปลย่ี น ภมู ิลําเนาเปนหลักเกณฑ 2 ประการประกอบกนั หากพฤติการณเ ขาหลกั เกณฑเ พียงขอเดียวไมถือวา ภูมิลําเนาไดเ ปลยี่ นแปลงไป 2.4.1 ประโยชนของภูมลิ าํ เนา ภูมิลําเนาของบุคคลมีประโยชนใ นทางกฎหมายเอกชนอยางไร มปี ระโยชนคอื (1) การฟองคดี ทําใหทราบเขตอาํ นาจศาล (2) การสง คาํ คคู วามหรือ เอกสาร สง ณ ภมู ลิ าํ เนา (3) การชาํ ระหน้ี ชาํ ระ ณ ภูมิลําเนาของเจา หนี้ (4) การสาบสูญ ถือหลักการไป จากภมู ิลาํ เนา 2.4.2 การกําหนดภมู ลิ ําเนา คําวา บคุ คลอาจมีภูมิลาํ เนาไดห ลายแหง นัน้ หมายความวา อยางไร ตาม ปพพ. มาตรา 44 คอื ผูเยาวใชภ มู ลิ าํ เนาของผูแ ทนโดยชอบธรรม กรณบี ิดามารดา ของผเู ยาวแ ยกกนั อยใู หถ ือภูมิลําเนาของบดิ าหรอื มารดาตนอยูดว ย ปพพ. มาตรา 45 ภมู ลิ ําเนาของคนไร ความสามารถไดแ ก ภูมิลําเนาของผูอนบุ าล ก. มบี ตุ รภรรยาและบานพกั อยูท ่ีกรุงเทพฯ แตมีอาชีพเปน เซลแมน เดินเรข าย สนิ คา ไปในท่ตี า งๆ ไมมสี ํานักทําการงานแนนอน เดือนหนึ่งหรือสองเดือนจึงกลบั บานและพักอยู 2-3 วัน ก็ออกเดนิ ทางคาขายตอ ดงั นี้ ภูมิลาํ เนาของ ก. จะอยทู ่ใี ด กรงุ เทพฯ 2.4.3 บุคคลทีก่ ฎหมายกาํ หนดภูมลิ ําเนาให ผูเยาวเ ปนคนไรค วามสามารถเลอื กถือภูมิลําเนาของตนไดตามใจสมัครหรือไม เพราะเหตใุ ด เลือกภูมลิ ําเนาเองไมไ ด เพราะผเู ยาวและคนไรความสามารถเปน ผหู ยอนความสามารถ ถูกตัดทอนสิทธใิ นการทาํ นติ กิ รรม หากผเู ยาวจ ะทาํ นิติกรรม ตองไดร บั ความยินยอมหรือใหผ แู ทนโดยชอบ ธรรมทาํ แทน สว นคนไรค วามสามารถทํานติ กิ รรมไมไ ดเ ลย หากทาํ จะเปน โมฆยี ะ ตอ งใหผอู นบุ าลทาํ แทน ดว ยเหตุนี้ กฎหมายจึงกาํ หนดใหถ ือภูมลิ าํ เนาของผูแทนโดยชอบธรรมหรอื ผอู นบุ าล ทงั้ น้ี เพื่อความ สะดวกและเหมาะสมในการควบคุมดูแลและใชอาํ นาจปกครอง ก. รับราชการประจาํ อยูในกรุงเทพฯ แตท างราชการสง ไปชว ยราชการที่จงั หวดั เชยี งใหมเ ปนเวลา 1 ป ดังน้ี ถอื วา ก. มภี ูมิลําเนาทไ่ี หนเพราสะเหตุใด

11 กรงุ เทพฯ เพราะเปนถนิ่ ทีท่ าํ การตามตําแหนงหนาทปี่ ระจํา สว นเชียงใหมไ มเปน ภูมลิ าํ เนา เพราะเปนถิน่ ที่ทําการตามตาํ แหนง ช่ัวคราวเทานนั้ 2.4.4 การเปลยี่ นภมู ลิ ําเนา การเปลยี่ นภูมลิ ําเนาประกอบดว ยหลักเกณฑประการใดบาง และจะพิสจู นไ ด อยา งไรวา บคุ คลมเี จตนาจงใจเปล่ียนภมู ิลําเนา ก. ยา ยทีอ่ ยู ข. เจตนาจงใจจะเปล่ียนภมู ิลําเนา พสิ ูจนไ ดโดยดูจากขอเท็จจริงตามพฤตกิ ารณท ี่แสดงออกภายนอก เชน แจง ยา ยตอ นาย ทะเบยี น ขนยายครอบครวั ไปอยบู านใหม ฯลฯ ขอ สําคัญคอื ตองไดค วามตามหลกั เกณฑท งั้ 2 ขอ มิใช ขอใดขอหน่งึ ก. มชี อื่ ในทะเบยี นบา นของบดิ ามารดาทกี่ รงุ เทพฯ แตไ ปรบั จา งเปน ลกู เรอื ประมง อยูทีจ่ ังหวดั ระนองคร้ันถึงเกณฑทําบัตรประชาชนก็กลบั มาทําทกี่ รงุ เทพฯ ในการออกเรือหาปลา คร้ังหนงึ่ เรอื ถูกทางการพมา จบั และยดึ ไปในขอหาลํ้านา นนํ้า ก. ถูกศาลประเทศพมาตดั สินจําคุก 5 ป ปจ จบุ นั ก. บรรลนุ ติ ิภาวะแลว แตย ังคงตอ งโทษในประเทศพมา ดังน้นั ก. มีภมู ิลําเนาอยทู ่ีใด กรงุ เทพฯ 2.4.5 ภมู ิลําเนาเฉพาะการ อธบิ ายวธิ เี ลือกภูมลิ ําเนาเฉพาะการของบุคคลวา ทาํ ไดอยางไร ปพพ. มิไดก ําหนดแบบวิธไี ว การเลือกมลี กั ษณะเปนขอตกลงหรือสญั ญาจึงดทู เ่ี จตนา ของคูก รณี ซ่ึงอาจตกลงกนั โดยทาํ เปนลายลักษณอักษร โดยปากเปลา หรอื โดยปรยิ ายก็ได แบบประเมินผล หนว ยท่ี 2 บคุ คลธรรมดา บคุ คล (พจนานกุ รรมฉบับราชบัณฑติ สถาน พ.ศ. 2542) โดยทวั่ ไปหมายถงึ คนหรือสงิ่ ท่มี ชี ีวติ ซึง่ มิใชส ัตวห รือพชื สามารถมีสทิ ธแิ ละหนา ที่ได ในทางกฎหมาย หมายถึงคน (บุคคลธรรมดา) และรวมถึงนิติบุคคล (บคุ คลทก่ี ฎหมายสมมตขิ น้ึ ) ดว ย บคุ คลผูไปเสยี จากภูมิลาํ เนาหรือถ่ินที่อยโู ดยไมม ใี ครรูแ นว ายงั มีชวี ติ อยหู รือไม แบงเปน 2 ประเภทคือ (ก) ผูไมอ ยู (มาตรา 48) ตราบใดท่ียงั ไมม ีคําสงั่ ศาลแสดงความสาบสญู ก็ยังคงเปนเพียงผไู มอยู (ข) คนสาบสูญ (มาตรา 61) ผลของการทศ่ี าลสั่งใหเปน คนสาบสญู ถอื วา ผูนน้ั ตายเมื่อครบกาํ หนด 5 ป ในกรณี ธรรมดา หรือ 2 ป ในกรณพี เิ ศษ (มาตรา 62) มิไดถ ือเอาวันทศ่ี าลมีคาํ สั่งหรอื วันทโี่ ฆษณาในราชกิจจานเุ บกษา ผูม ีสว นไดเ สยี หมายถงึ บุคคลผไู ดรับประโยชนห รือเสียประโยชนเ ก่ียวขอ งกับทรัพยสินของผไู มอ ยู เชน คูสมรส ทายาท เจา หนี้ หุน สวน เปนตน วญิ ชู น หมายถงึ คนปกตทิ ว่ั ไป จะประพฤติปฏบิ ัตเิ ชน ไร ส่งิ ทป่ี ระกอบสภาพบคุ คลคอื ส่ิงทีป่ ระกอบตวั บคุ คลท่ีกฎหมายกําหนดขนึ้ เพ่อื การดําเนนิ ชวี ติ หรอื กจิ การในสงั คม อัน ประกอบดวย สัญชาติ ชื่อ ภูมลิ าํ เนา สถานะ และความสามารถ 1. บุคคลธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ไดแ ก บุคคลธรรมดาและนิตบิ ุคคล (มาตรา 67 -----ฯลฯ----- นิติบุคคลยอมมีสิทธิและหนาทเี่ ชนเดียวกับบคุ คลธรรมดา----ฯลฯ------- ) 2. การเร่มิ สภาพบคุ คล และส้นิ สภาพบุคคล หมายถงึ การคลอดแลวอยรู อดเปนทารก และตาย (มาตรา 15 สภาพบคุ คลยอ มเร่ิมแตค ลอดแลว อยูร อดเปนทารกและสิ้นลงเมื่อตาย) 3. สภาพบคุ คลเรมิ่ เมื่อ การคลอดและอยรู อดเปนทารก 4. ก เกิดระหวางป 2482 แตเปน การพนวิสยั จะหยง่ั รูวนั เกิดของ ก ได ดังนั้นกฎหมายใหถ ือวา วันเกดิ ของ ก คอื 1 เมษายน 2482 (มาตรา 16 การนับอายุของบุคคล ใหเ รม่ิ นบั แตว ันเกดิ ในกรณีท่รี ูวาเกดิ ในเดือนใดแตไ มร ูวนั เกิด ใหน บั วันท่ี 1 แหง เดือนนัน้ เปน วนั เกดิ แตถา พนวิสยั ท่ีจะหยง่ั รเู ดือนและวนั เกิดของบุคคลใดใหนับอายุบุคคลนั้นตง้ั แตวนั เร่มิ ปป ฏทิ นิ ซ่งึ เปน ปท่ีบคุ คลนั้นเกิด) 5. กรณี ตอไปนี้ เปน เหตุแหงการสนิ้ สภาพบคุ คล (ก) ถูกรถยนตช นตาย (ข) ฆา ตัวตายเอง (ค) สาบสูญ (ง) ปว ยตาย (มาตรา 15 สภาพบุคคลยอ มเริม่ แตคลอดแลวอยรู อดเปนทารกและสิ้นลงเมื่อตาย) 6. คนสาบสญู ไมใชบคุ คลตามกฎหมาย (เพราะเมือ่ ศาลสง่ั ใหเ ปนคนสาบสญู ถอื วา ตายไปแลว ) สวน คน วิกลจรติ คนเสมือนไรความสามารถ คนลมละลาย คนไรความสามารถ กฎหมายยงั ถือวา มสี ภาพบุคคล (สภาพบคุ คล ส้ินสดุ ลงเมอ่ื ตาย Æ คนสาบสูญไดส ้นิ สภาพบุคคลแลว ) บคุ คลท่ศี าลสง่ั เปนคนสาบสญู แลว ถอื วา สน้ิ สภาพบคุ คล เมอื่ ครบกาํ หนดระยะเวลา 2 ป ในกรณพี เิ ศษ (มาตรา 62 บุคคลทศ่ี าลไดม ีคําส่ังใหเปนคนสาบสูญใหถอื วาถงึ แกความตายเมอ่ื ครบกําหนดระยะเวลาดังท่ีระบุไวในมาตรา 61) 7. บคุ คลท่ศี าลส่งั ใหเ ปน คนสาบสญู แลว ถอื วา ตายเมื่อครบกาํ หนด 2 ป ในกรณพี เิ ศษ (มาตรา 61 ถา บุคคลใดไดไปจากภมู ิลําเนาหรือถ่ินที่อยแู ละไมม ีใครรูแนว าบุคคลน้ันยังมีชวี ิตอยูหรือไม ตลอดระยะเวลา 5 ป เมื่อผูมี สวนไดเสียหรอื พนักงานอัยการรองขอ ศาลจะส่ังใหบ ุคคลนัน้ เปนคนสาบสูญกไ็ ด ระนะเวลาตามวรรคหน่ึงใหล ดลงเหลือ 2 ป

12 (1) นบั แตวันท่ีการรบหรือสงครามสิ้นสดุ ลง ถา บคุ คลนนั้ อยูใ นการรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดงั กลาว (2) นบั แตวันท่ียานพาหนะทบ่ี ุคคลน้นั เดินทาง อับปาง ถูกทําลาย หรือสูญหายไป (3) นับแตวันท่เี หตุอันตรายแกชีวิตนอกจากท่ีระบไุ วใน (1) และ (2) ไดผ า นพนไป ถาบุคคลนน้ั ตกอยใู นอนั ตรายเชนวานั้น 8. บคุ คลที่อาจถูกศาลสั่งใหเปนคนสาบสูญ ในกรณพี ิเศษคือ หายไปจากทอี่ ยู ไมรวู าเปนหรอื ตายครบ 2 ป ระยะเวลา 2 ป ในกรณีพิเศษเรม่ิ นับเมอื่ (ก) สงครามสงบ (ข) วันทเี่ รืออบั ปาง (ค) วันทภี่ ูเขาไฟหยดุ ระเบิดแลว (ง) วนั ทนี่ ํา้ เลกิ ทว มแลว (มาตรา 61 ----ฯลฯ---Æ ) 9. ระยะเวลาแหงการเปน คนสาบสูญในกรณธี รรมดาเรมิ่ นับ เมื่อรอ งขอตอ ศาล (มาตรา 61 --- ฯลฯ ---Æ ตลอดระยะเวลา 5 ป เมื่อผมู สี ว นไดเสีย หรอื พนกั งานอยั การรองขอ ศาลจะส่งั ใหบุคคลนน้ั เปนคนสาบสูญ ก็ได ฯลฯ 10. ผมู สี ทิ ธิขอรองใหศ าลส่งั เปน บคุ คลสาบสูญ คอื พนกั งานอยั การ (และผมู ีสว นไดเ สยี ไดแ ก ภริยา บตุ ร สามี พนักงานอยั การ) (มาตรา 61 ) 11. นติ ิบคุ คลมีลกั ษณะสาํ คญั ดงั ตอ ไปนี้คือ เปน บคุ คลตามกฎหมาย (มาตรา 65 นิตบิ ุคคลจะมขี ้ึนไดก ็แตดว ยอาศยั อํานาจแหง ประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอ่ืน มาตรา 66 นติ ิบคุ คลยอ มมีสิทธิ และหนาท่ตี ามบทบัญญัติแหง ประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอ่ืน ภายในขอบเขตแหง อํานาจหนาทห่ี รือวัตถุประสงคด งั ไดบัญญตั ิหรอื กําหนดไว ในกฎหมาย ขอบังคับหรือตราสารจดั ตง้ั มาตรา 67 ภายใตข อ บงั คบมาตรา 66 นติ ิบคุ คลยอมมสี ทิ ธแิ ละหนา ท่เี ชนเดียวกบั บุคคลธรรมดา เวน แตสทิ ธแิ ละหนาท่ีซึง่ โดยสภาพจะพึงมีพึงเปนไดเฉพาะแกบุคคลธรรมดาเทาน้นั ) 12. นางแดงคลอดบตุ รออกมา หายใจเพยี ง 1 ครง้ั ยังไมไดต ัดสายสะดือ นายดาํ สามนี างแดงไมพอใจจึงบีบคอ บตุ รนั้นตาย นายดาํ มคี วามผิดฐานฆา คนตาย เพราะทารกมสี ภาพบุคคลแลว 13. ทารกในครรภม ารดา แมไมม สี ภาพบคุ คล ก็สามารถมสี ทิ ธติ า งๆ ได ถา ปรากฏวา เกดิ มารอดอยูภ ายใน ระยะเวลา 310 นบั จากบดิ าตาย 14. กรณีตอไปน้ี อาจรองขอถอนคาํ สั่งแสดงสาบสญู ไดค อื พสิ ูจนไ ดว า คนสาบสูญตายตั้งแตว นั แรกที่ หายไปจากทอี่ ยู เมอ่ื ศาลพิจารณาไดค วามวา คนสาบสญู ยังมีชีวติ อยูห รือตายในเวลาอ่นื ทผี่ ดิ ไปจากเวลาท่ี กฎหมายสันนิษฐานไว ศาลตอ งถอนคําสัง่ แสดงสาบสูญ 15. ก ไดบา นมาหลงั หนึ่งโดยทางมารดาของ ข ผสู าบสูญ ตอมา ก ขายบา ยดังกลา วให ค ในราคา 100,000 บาท โดยสจุ รติ แลว ก นาํ เงินนน้ั ไปซือ้ รถยนตมาใชส อย 1 คนั หาก ข ยังมชี วี ิตอยู และกลบั มา ก จะตอ งคนื ทรัพยสนิ แก ข โดย คืนรถยนตท ่ีนําเงนิ คา บา นไปซอ้ื แทนตัวบา น (มาตรา 63 เมือ่ บุคคลผถู ูกศาลส่งั ใหเปนคนสาบสูญน้ันเองหรอื ผมู ีสวนไดเสียหรือพนกั งานอัยการรองขอตอศาล และศาลพสิ จู นไ ดวา บุคคลผถู กู ศาลส่ังใหเปนคนสาบสญู น้ันยงั คงมีชวี ติ อยกู ็ดี หรอื วาตายในเวลาอ่ืนทผี่ ิดไปจากเวลาดงั ระบไุ วในมาตรา 62 กด็ ี ใหศาลสง่ั ถอนคําสั่ง ใหเ ปน คนสาบสูญนน้ั แตการถอนคําสั่งนยี้ อมไมกระทบกระเทอื นถึงความสมบรู ณแหงการทั้งหลายอันไดทําไปโดยสุจริตในระหวางเวลาต้งั แตศ าล มคี าํ สงั่ ใหเปนคนสาบสญู จนถึงเวลาถอนคําสง่ั น้นั บคุ คลผูไ ดทรัพยสินมาเนือ่ งแตการที่ศาลสั่งใหบคุ คลใดเปน คนสาบสูญ แตต อ งเสียสทิ ธิของตนไปเพราะศาลสั่งถอนคําสงั่ ใหบคุ คลนั้น เปน คนสาบสูญ ใหนําบทบัญญัตวิ าดว ยลาภมิควรไดแหงประมวลกฎหมายนี้มาบังคบั ใชโ ดยอนุโลม ) หนวยท่ี 3 บคุ คลธรรมดา : ความสามารถ 1. บคุ คลมีสิทธิหนาทอ่ี ยางไร ยอ มใชส ิทธแิ ละปฏิบตั ิหนาที่ไดต ามสิทธแิ ละหนา ท่ีของตน สภาพ การณท ่ีบุคคลจะมสี ทิ ธิหรอื ใชสิทธปิ ฏิบัติหนาท่ไี ดแคไหนเพียงไร เรยี กวา ความสามารถ ความสามารถมี 2 ลักษณะ คือ 1) ความสามารถในการมีสิทธิ และ 2) ความสามารถในการใชสทิ ธิ 2. ตามหลกั บุคคลมีสิทธิหนา ท่ีเทาเทียมกัน แตบ คุ คลบางจําพวก กฎหมายตัดทอนความสามารถใน การมแี ละใชสิทธิไวบางประการ ทาํ ใหมีสภาพเปนผูห ยอนความสามารถ ซึ่งกฎหมายเรียกรวมๆกันวา คนไร ความสามารถ (ในความหมายกวางขวาง) คนไรความสามารถน้ีมี 3 ประเภท คอื ผเู ยาว คนไร ความสามารถ (ในความหมายอยา งแคบ) และคนเสมือนไรค วามสามารถ 3. ผูเยาวเ ปน คนไรความสามารถเพราะอายนุ อย กฎหมายถือวา ผเู ยาวยังมคี วามคดิ ความรูส ตปิ ญญา ความชาํ นาญ และไหวพริบไมส มบรู ณพอทีจ่ ะใชส ิทธิปฏบิ ตั หิ นา ทไ่ี ดโ ดยลาํ พงั ดังน้นั การทํานติ กิ รรมตอ ง ใหผูแทนโดยชอบธรรมทาํ แทน หรอื ตอ งไดร ับความยนิ ยอมจากผแู ทนโดยชอบธรรมกอ น กจิ การน้ันๆ จงึ มี ผลสมบูรณ หากฝาฝน นิตกิ รรมเปน โมฆียะ แตมีขอ ยกเวน สาํ หรบั นิตกิ รรมบางอยาง ซ่ึงเปนคุณประโยชน แกผ เู ยาวฝ ายเดียว หรือตอ งทําเองเฉพาะตวั หรอื ทเ่ี ปน การจาํ เปนแกการเลย้ี งชีพ ผูเยาวสามารถทาํ ได โดยลาํ พัง ไมต อ งรับความยินยอมกอนหรอื กรณผี เู ยาวไดร ับอนญุ าตใหประกอบธรุ กิจทางการคา หรอื ธุรกจิ อ่ืนและทาํ สัญญาเปนลกู จา ง ผเู ยาวสามารถทาํ กจิ การในขอบเขตแหงการน้นั ไดเ สมอื นเปนผูบรรลนุ ิตภิ าวะ แลว 4. คนไรค วามสามารถ (ในความหมายอยา งแคบ) หมายถงึ คนวิกลจรติ ท่ีศาลสั่งใหเปน คนไร ความสามารถแลว เปน ผูหยอ นความสามารถเนอ่ื งจากจติ ไมปกติหรอื สมองพกิ าร กฎหมายถือวาเปนคนไม มีความรูส กึ ผดิ ชอบ ไมสามารถแสดงเจตนาของตนไดถูกตอ ง และไมเ ปนผูอ าจทาํ นติ ิกรรมใดๆใหมีผล สมบรู ณไดเลย ตองมคี นอ่ืนอกี คนหน่งึ เรียกวา ผอู นบุ าล เปนผูแ ทน หากฝาฝนนิตกิ รรมจะเปนโมฆยี ะ

13 5. คนเสมอื นไรความสามารถนน้ั เปนผหู ยอนความสามารถ เน่ืองจากมีเหตุบกพรอ งเพราะรางกาย พกิ ารหรอื จิตฟนเฟอ นไมสมประกอบหรือมคี วามประพฤติสรุ ุยสรุ า ยเสเพลเปนอาจณิ หรือตดิ สรุ ายาเมา หรือมเี หตอุ ่ืนใดในทาํ นองเดยี วกัน จนถึงขนาดไมส ามารถจัดการงานของตนเองได หรือจดั กจิ การไป ในทางทีอ่ าจจะเสือ่ มเสียแกท รัพยสินของตนเองหรือครอบครัว กฎหมายจึงกําหนดใหอยใู นความดูแล ชวยเหลอื ของบุคคลอนื่ ซง่ึ เรียกวาผูพ ทิ กั ษ คนเสมือนไรความสามารถน้ัน โดยหลักใชสิทธิและปฏบิ ัติ หนาท่ีไดอ ยางเชน บคุ คลธรรมดาท่วั ไป เวนแตก ารทาํ นติ กิ รรมทส่ี ําคัญบางชนิด ซง่ึ อาจกอใหเกดิ ความ เสยี หายอยา งรา ยแรงตอคนเสมอื นไรค วามสามารถเองและผูมสี วนไดเ สียเทาน้ัน ที่ตองไดร ับความยินยอม จากผูพิทักษก อ น จงึ มผี ลสมบูรณ หากฝา ฝน นติ กิ รรมจะเปนโมฆียะ 3.1 ผเู ยาว 1. ระยะเวลาแหงการเปน ผูเยาวนั้น เรม่ิ ตงั้ แตเกดิ และสนิ้ สุดลงเมื่อบรรลุนติ ภิ าวะ ซงึ่ มี 2 กรณีคือ ก) อายุครบ 20 ป บรบิ รู ณ และ ข) สมรสตามกฎหมาย 2. กฎหมายบญั ญัตเิ ปนหลกั ท่วั ไปไววา ผูเยาวจ ะทาํ นติ ิกรรมใดๆ จําตองไดร ับความยินยอมจาก ผูแทนโดยชอบธรรมกอ น มฉิ ะน้นั กิจกรรมทกี่ ระทําไปเปนโมฆยี ะ หลักน้ีใชบังคับกับผเู ยาวร ะยะทีม่ ี ความรสู กึ ผดิ ชอบแลวเทานัน้ เพราะผเู ยาวระยะท่ียงั ไมมคี วามรสู กึ ผดิ ชอบไมอาจทาํ นติ ิกรรมไดดวยตนเอง อยแู ลว 3. ผูแทนโดยชอบธรรมนน้ั หมายถึง ก) ผใู ชอาํ นาจปกครองซ่งึ ไดแ ก บอดามารดา และ ข) ผปู กครองซึ่งไดแ กบุคคลอนื่ ที่ถกู แตงตง้ั ขึน้ เพอ่ื ปกครองผูเยาว 4. อํานาจปกครองของผใู ชอ ํานาจปกครองและผปู กครองน้นั หมายความรวมท้งั สวนท่เี กีย่ วกับ ตัวผูเยาวและในสว นทีเ่ ก่ียวกับการจดั การทรพั ยส ินของผเู ยาวด วย 5. ผใู ชอ าํ นาจปกครองและผปู กครองมอี าํ นาจจัดการทรพั ยส ินเพอ่ื ประโยชนของผเู ยาวไ ดท กุ อยางตามลําพัง ดวยความระมดั ระวงั เชนวิญชู นพึงกระทํา เวน แตก ิจการท่ถี ูกระบหุ า ม หรือกิจการ บางอยา งซ่งึ เปนหนีท้ ่ผี เู ยาวต อ งทาํ เองเฉพาะตัว หรือกจิ การที่ตองขออนุญาตศาล 6. ขอ ยกเวน หลักทัว่ ไปในการทาํ นิตกิ รรมของผูเยาวมีอยู 3 ประการ คือ ก) นติ กิ รรมท่ีเปน คุณประโยชนแกผูเ ยาวฝายเดยี ว ข) นติ ิกรรมท่ผี ูเยาวต อ งทาํ เองเฉพาะตวั และ ค) นิติกรรมท่ีจาํ เปน เพื่อ การเล้ยี งชพี ของผูเยาว กรณีเหลา นผี้ ูเยาวสามารถทําไปได โดยไมตองรบั ความยนิ ยอม 7. เร่ืองของผเู ยาวป ระกอบธรุ กิจทางการคา หรือธุรกิจอ่ืนและทําสัญญาเปนลูกจาง มลี ักษณะ คลายกบั เปนขอเวนหลกั ทั่วไป แตจะไมตรงกันทเี่ ดยี ว เพราะมใิ ชว าผูเ ยาวจะทําการคา ไปไดเ ลย คงตอง ขออนญุ าตกอนเชนเดียวกนั ตอ เม่อื ไดรบั อนญุ าตแลว จึงสามารถทาํ กจิ การตา งๆ ได ภายในขอบเขตแหง กจิ การนั้น เสมือนด่ังวาเปน ผูบรรลุนติ ิภาวะแลว ดงั นั้น จึงกลา วไดวาความยนิ ยอมใหผูเ ยาวประกอบธรุ กิจ ทางการคาหรอื ธุรกจิ อนื่ และทําสัญญาเปน ลูกจาง มลี ักษณะเปนความยนิ ยอมทัว่ ไป ซงึ่ เปนขอ ยกเวน แตกตา งจากความยนิ ยอมเฉพาะการท่ีใชไดเฉพาะเรอื่ งทอ่ี นุญาตเปน เรอื่ งๆไป 3.1.1 ระยะเวลาแหงการเปน ผูเยาว (ก) บุคคลธรรมดาสามารถมีสิทธแิ ละใชส ทิ ธิปฏิบัตหิ นา ทีไ่ ดโดยเสมอภาคกันหรอื ไม เพราะเหตุใด ไมเ สมอไป เพราะบคุ คลอาจถกู จาํ กดั การมสี ทิ ธบิ างประการ เปนตน วา ถกู จํากดั โดยเกณฑอายุ เชน ผเู ยาวไมอ าจสมรสไดก อ นอายคุ รบ 17 ปบ ริบรู ณ..... สว นการใชสทิ ธนิ น้ั ผเู ยาว คนไรค วามสามารถ และคนเสมือนไรค วามสามารถ ผูถ กู ตัดทอนการใชสทิ ธิ ดว ยเหตทุ ่เี ปนผอู อ นอายุ จิตไมป กติ สุขภาพไม สมบรู ณหรือมคี วามประพฤติเสื่อมเสีย เพราะหากใชสทิ ธไิ ปขณะมขี อ บกพรองดงั กลาว จะเปน ผลเสยี แก ประโยชนของตนเองและผมู สี วนไดเสยี กฎหมายจึงเขา คมุ ครอง โดยตดั ทอนการใชส ทิ ธิเสยี (ข) ระยะเวลาแหงการเปน ผูเยาว เรมิ่ และส้นิ สุดลงเมอ่ื ใด เหตใุ ดจงึ ไมใช “ความรูสึกผิดชอบของ บุคคล” เริ่มตั้งแตเ กดิ และส้ินสุดเมือ่ บรรลุนติ ภิ าวะ ซ่ึงมี 2 กรณี คือ (1) อายคุ รบ 20 ปบ รบิ ูรณ และ (2) สมรสเหตทุ ี่ไมใชค วามรูส กึ ผิดชอบของบคุ คล เปน หลกั เกณฑพ จิ ารณาความสน้ิ สดุ การเปน ผเู ยาว เพราะ ความรคู วามคดิ ความชํานาญและไหวพรบิ ของบคุ คลแตละคนไมเ หมอื นกนั ถา ใชค วามรสู กึ ผดิ ชอบเปน เกณฑตดั สนิ แลวระยะเวลาสิ้นสุดการเปน ผเู ยาวย อ มแตกตา งกันเปน รายบคุ คล ทําใหเกดิ ปญ หายงุ ยาก มาก ความรสู กึ ผิดชอบเปน เพียงหลกั เกณฑก ารพจิ ารณาวา ผูเยาวอาจทาํ นิตกิ รรมไดโ ดยตนเองหรือไม เทา นั้น (ค) เหตผุ ลในการกาํ หนดใหบุคคลบรรลุนิติภาวะโดยอายแุ ละโดยการสมรส แตกตา งกันหรือไม แตกตา งกนั คอื ทถ่ี อื หลกั เกณฑอ ายนุ นั้ เพราะเหน็ วา ผมู อี ายคุ รบ 20 ปบ รบิ ูรณ มคี วามรู ความ ชาํ นาญ ไหวพรบิ และความรสู กึ ผดิ ชอบสมบูรณพอทจ่ี ะใชสิทธไิ ดต ามลาํ พงั แลว สว นทกี่ ําหนดใหบ รรลนุ ติ ิ ภาวะโดยการสมรสนนั้ เพราะการสมรสกอ ใหเกดิ สทิ ธหิ นาท่แี กค สู มรสมากมาย หากไมสามารถทํา

14 กจิ การโดยลาํ พังเองได จะมปี ญ หายุง ยากและไมส ะดวก บางกรณอี าํ นาจปกครองของบิดามารดาคสู มรส อาจกา วกายหรือขัดกับสทิ ธหิ นาทีข่ องคสู มรส (ง) การบรรลนุ ิตภิ าวะโดยการสมรส มีหลักเกณฑป ระการใดบา ง หากการสมรสผดิ เงอ่ื นไขเพราะไมไ ด รบั ความยนิ ยอมจากบิดามารดาหรือผูปกครอง ผูเยาวจ ะบรรลุนติ ิภาวะหรอื ไม หลักเกณฑม ี 3 ประการคือ 1. ไดมีการจดทะเบียนตอเจา หนา ที่ 2. ชายและหญงิ ตอ งมอี ายุครบ 17 ปบ รบิ ูรณแลว 3. อายไุ มค รบ 17 ปบ รบิ รู ณตอ งขออนญุ าตศาลทาํ การสมรส แมผ ิดเงอื่ นไขดังกลาวกบ็ รรลุ นิตภิ าวะ เพราะมาตรา 20 กาํ หนดเงื่อนไขเร่ืองอายุเพยี งประการเดียว แตก ารสมรสอาจถูกเพกิ ถอนได 3.1.2 หลกั ท่ัวไปในการทํานติ ิกรรมของผูเยาว (ก) 1) หลกั ทว่ั ไปท่ีวา ผเู ยาวจะทํานิตกิ รรมใดๆ ตอ งไดรับความยนิ ยอมของผแู ทนโดยชอบธรรมกอนนั้น ใชก ับผูเยาวในระยะไหน เพราะเหตใุ ด ระยะมคี วามรสู กึ ผิดชอบแลว เพราะผเู ยาวร ะยะทย่ี ังไมมีความรสู กึ ผดิ ชอบทาํ นติ ิกรรมไมมผี ล เพราะขาดเจตนา ตอ งใหผ ูแทนโดยชอบธรรมทํานติ กิ รรมแทนเสมอ สว นผูเยาวระยะมีความรูส กึ ผดิ ชอบ แลว ทํานติ กิ รรมไดด ว ยตนเอง แตกฎหมายถอื วา ยังออ นความคิด ความชาํ นาญและความรูสึกผดิ ชอบ อัน นากลวั วา จะเสียเปรยี บผใู หญ จงึ ใหผ แู ทนโดยชอบธรรมเขาดแู ล ชวยเหลอื ดว ยการใหร ับรูและยินยอม เสยี กอ น 2) กจิ การใดบา งท่กี อใหเ กิดผลในทางกฎหมาย และกฎหมายบญั ญตั ิใหผเู ยาวต อ งไดรับความ ยนิ ยอมในกจิ การประเภทใด นิติกรรมและนติ เิ หตุ และผเู ยาวต อ งรับความยนิ ยอมเฉพาะกจิ การประเภทนติ กิ รรมเทา นนั้ (ข) 1) ผูแทนโดยชอบธรรมคือใครบา ง ผแู ทนโดยชอบธรรม คอื ก) ผูใชอ าํ นาจปกครอง ไดแก บดิ ามารดา ข) ผูปกครอง ไดแ ก บคุ คล อนื่ นอกจากบดิ ามารดาซ่งึ ถูกต้งั ข้ึนเพอ่ื ปกครองผูเยาว 2) ที่วา ท่วี าบดิ ามารดาเปน ผใู ชอ ํานาจปกครองรว มกันนนั้ เปน ความจรงิ เสมอไปหรือไม ไมเปนความจรงิ เสมอไป มขี อยกเวนทอ่ี าํ นาจปกครองจะอยกู บั บดิ าหรอื มารดาฝา ยเดยี วในกรณีที่ ปรากฏตาม ปพพ. มาตรา 1566 วรรคสอง (1) ถึง (5) 3) เหตตุ ง้ั ผูป กครองมีประการใดบาง และจะตั้งอยา งไร เหตุตง้ั ผปู กครองมี 3 ประการ ตาม ปพพ.มาตรา 1585 และอีกกรณหี นง่ึ คอื กรณที ่ีมขี อ จาํ กดั อํานาจมใิ หใชอ ํานาจปกครองจดั การทรพั ยส ินของผเู ยาว ตองต้งั ผปู กครองข้ึนใหมเ ฉพาะการนนั้ การตั้งผปู กครองมไี ด 2 ทาง ตามมาตรา 1586 คอื 1. ต้งั โดยบคุ คลซ่ึงบดิ าหรอื มารดาทตี่ ามทหี ลังไดระบุชอื่ ไวในพินัยกรรมใหเ ปน ผปู กครองเปน ผรู องขอตอ ศาล 2. ตั้งโดยญาตผิ เู ยาวห รอื อยั การเปนผูรอ งขอตอศาล (ค) 1) หลักทว่ั ไปทก่ี ําหนดอาํ นาจของผใู ชอํานาจปกครองและผปู กครอง ในสวนทีเ่ กี่ยวกับการจัดการ ทรัพยสินของผเู ยาวม ีวาอยา งไร ผูใ ชอํานาจปกครองและผปู กครอง มอี าํ นาจจดั การทรพั ยส ินเพอื่ ประโยชนข องผเู ยาวไ ดท กุ อยา ง โดยจัดการไดต ามลาํ พัง แตต องจดั การดว ยความระมดั ระวงั เชนวิญชู นพึงกระทาํ 2) คาํ กลาวท่วี า “ผูใชอ ํานาจปกครองและผปู กครองมอี าํ นาจจดั การทรัพยส นิ เพอื่ ประโยชนของ ผเู ยาวไ ดทุกอยาง” นัน้ เปนความจรงิ เสมอไปหรือไม ไมเสมอไป เพราะคาํ กลา วดงั กลาวเปนหลกั ทวั่ ไป แตม ีขอ จาํ กัดอาํ นาจเปน ขอยกเวน ไว คอื ก) บางกรณหี า มจดั การเลย ตาม ปพพ. มาตรา 1577, 1615 และ 1616 ข) บางกรณตี อ งไดร บั ความยินยอมจากผเู ยาวก อ น ตาม ปพพ. มาตรา 1572 ค) บางกรณตี อ งขออนญุ าตศาลกอ น ตาม ปพพ.มาตรา 1574, 1575

15 (ง) 1) หลักเกณฑข องกฎหมายที่เขาควบคุมการจัดการทรัพยส นิ ของผูใชอํานาจปกครองและผูป กครอง แตกตางกนั หรือไม เพราะเหตใุ ด แตกตา งกัน คอื กฎหมายกาํ หนดหนาทอ่ี นั เปน บทบังคับและควบคมุ ผปู กครองเขมงวดกวดขนั กวา ผูใชอ าํ นาจปกครอง เพราะผปู กครองเปน บุคคลภายนอก ถา ผปู กครองไมด ี อาจคิดคดโกงผูเยาวห รอื ใช อาํ นาจปกครองในทางมชิ อบกอ ใหเ กดิ ความเสยี หายได สวนผใู ชอ าํ นาจปกครองน้ันเปนบดิ ามารดาจงึ เชื่อ วาคงใชอาํ นาจปกครองโดยชอบ ไมคดิ คดโกงบตุ ร เปน ตนวา เมือ่ เร่มิ เขา รบั หนา ทผี่ ปู กครองตอ งทาํ บญั ชี ทรพั ยส ินสงศาล กอ นทําบญั ชหี า มทาํ กจิ การใดๆ และหากมหี น้ีเปน โทษตอผเู ยาวแลวไมแ จง ตอ ศาล หน้ีจะ สญู ไป สว นผใู ชอ าํ นาจปกครองแมต อ งทําบญั ชที รพั ยสินเชนกันแตไ มม บี ทบงั คบั พเิ ศษ เชน ผปู กครอง ระหวา งใชอ ํานาจปกครอง เร่ืองเงนิ ไดข องผูเ ยาวน ้นั ผูปกครองไมม ีสทิ ธินาํ ไปใชส วนตัว แตผ ูใ ช อาํ นาจปกครองอาจนําไปใชไดต ามสมควร 2) มีบทบัญญัตขิ องกฎหมายทใี่ หความคมุ ครองผเู ยาวเ มอ่ื พนอํานาจปกครองแลว หรือไม อะไรบา ง เพราะเหตุใดจงึ บัญญัติเชนน้นั เม่อื ส้นิ อํานาจปกครอง มบี ทบญั ญตั ิทว่ั ไปบังคับไวท ง้ั ผใู ชอ าํ นาจปกครองและผปู กครอง ตอ งรีบ สง มอบทรพั ยส ินท่จี ัดการและทาํ บญั ชีและมีบทบญั ญตั เิ พม่ิ เตมิ เขม งวดกบั ผปู กครองโดยเฉพาะใชส งมอบ บญั ชีและเอกสารภายใน 6 เดอื น หรอื ตอ งเสียดอกเบีย้ ถาผูปกครองนาํ เงินของผูเยาวไ ปใชแลว ยงั ไม สง คืน เปน ตน (จ) 1) วิธใี หความยนิ ยอมของผูแทนโดยชอบธรรม มแี บบกําหนดไวห รือไม จะตองใหค วามยนิ ยอมโดย วิธใี ดและจะตองใหเมือ่ ใด ไมมแี บบกาํ หนดไวโ ดยเฉพาะ จึงปฏิบตั ติ ามหลกั ทั่วไป โดยทาํ เปนลายลักษณอ กั ษร หรอื โดยปาก เปาหรอื ปรยิ ายก็ได และตองใหความยนิ ยอมกอ นหรอื ขณะผูเ ยาวท าํ นติ กิ รรม 2) ลักษณะของความยินยอมมกี ี่ชนิด อะไรบา ง ลักษณะของความยินยอมมี 2 ชนิดคือ ก) ความยนิ ยอมเฉพาะการ อนญุ าตเพื่อทาํ นติ ิกรรมใด ใชไ ดเ ฉพาะสําหรบั นติ กิ รรมทรี่ ะบุ อนญุ าตเทา นน้ั ความยินยอมเฉพาะการน้เี ปนหลักทว่ั ไป ข) ความยนิ ยอมทวั่ ไป เปน ขอ ยกเวนมไี ดเ ร่ืองเดียว คอื กรณอี นุญาตใหผ ูเ ยาวป ระกอบธรุ กิจ ทางการคาหรอื ธรุ กจิ อนื่ และทําสญั ญาเปนลกู จา ง 3) เม่อื ผูแ ทนโดยชอบธรรมอนญุ าตใหผ เู ยาวจ าํ หนา ยทรพั ยสินอยางหน่งึ อยางใดแลวผูเ ยาวม ีอํานาจ ทาํ นติ กิ รรมไดเพียงใด พจิ ารณาคาํ ระบอุ นญุ าตกอนวาจาํ กดั วงเขตไวใหท าํ เพอ่ื การใดหรอื ไม กลาวคอื ก) ถา ระบวุ า เพือ่ การใด แตมไิ ดก าํ หนดเง่อื นไขหรอื หลกั เกณฑไ ว จําหนายทรพั ยส ินไดภายใน ขอบเขตของการทร่ี ะบุ ข) ถาไมไดร ะบุวา เพอื่ การใด จาํ หนา ยทรพั ยส นิ ไดต ามใจสมัคร (ฉ) ทีว่ า “นติ กิ รรมเปนโมฆยี ะ” นนั้ ทานเขาใจวาอยา งไร นติ กิ รรมทเี่ ปน โมฆียะนน้ั หมายความวา นติ ิกรรมทไ่ี ดก อขึน้ น้ันมผี ลเปน นิตกิ รรมตามกฎหมาย ไม เสยี ศูนยเ ปลา ไปเลยทเี ดียว แตอ าจถกู บอกลางโดยตวั ผเู ยาวเ อง ผูแ ทนโดยชอบธรรมหรอื ทายาทของ ผูเยาวก ไ็ ด ดว ยการแสดงเจตนาตอ คกู รณีอกี ฝา ยหนึ่งซง่ึ เปน ผลใหนติ กิ รรมนัน้ เปน โมฆะมาแตเ รม่ิ แรก ในทางตรงขา ม ถา ประสงคจ ะใหนติ ิกรรมนั้นสมบรู ณ กท็ าํ ไดโดยใหสตั ยาบัน โดยบุคคลผมู สี ทิ ธบิ อกลาง ดงั กลา วขางตน เม่ือใหส ตั ยาบันแลว นติ กิ รรมนัน้ จะมผี ลสมบรู ณม าแตเ ร่ิมแรก มขี อสงั เกตคือ โมฆยี ะกรรม น้นั ถา ไมถ ูกบอกลางกย็ งั คงมีผลเปนนติ กิ รรมท่ดี ตี ลอดไป การใหส ัตยาบนั ทาํ ใหนิตกิ รรมน้นั สมบูรณ คอื บอกลา งไมไดเ ทาน้นั 3.1.3 ขอยกเวน ในการทาํ นติ ิกรรมของผเู ยาว

16 1. หลักทว่ี า “ผูเยาวจะทํานติ ิกรรมใดๆตองไดร บั คาํ ยนิ ยอมของผแู ทนโดยชอบธรรมกอน” น้นั เปน ความจริงเสมอไปหรอื ไม ไมเ ปนความจรงิ เสมอไป ตามหลกั แลว ผูเยาวจะทํานิตกิ รรมใดๆ ตอ งไดร บั ความยนิ ยอมของผแู ทน โดยชอบธรรมกอน ถา ผเู ยาวท ํานติ ิกรรมโดยไมไดรบั ความยินยอมแลว นติ ิกรรมน้นั เปนโมฆยี ะ ซง่ึ ผแู ทน โดยชอบธรรมอาจบอกลางเสียได แตม ขี อ ยกเวน วา นิตกิ รรมตอ ไปนี้ ผูเยาวทาํ ไดเ องโดยลําพังไมต อ งไดรบั ความยนิ ยอมจากผูแทน โดยชอบธรรม คือ (ก) นติ ิกรรมท่ีทาํ ใหผูเยาวไ ดสทิ ธอิ ยางใดอยางหนึง่ เชน รบั การใหโ ดยเสนห า - นิติกรรมที่ทาํ ใหผเู ยาวไดส ทิ ธอิ ยางใดอยา งหนึ่ง เชน รบั การใหโดยเสนห า - นติ ิกรรมท่ีทาํ ใหผ เู ยาวห ลุดพนหนา ทอี่ ันใดอนั หนงึ่ เชน ปลดหน้ีใหผ ูเยาว (ข) นติ กิ รรมทผ่ี เู ยาวต อ งทาํ เองเฉพาะตวั เชน ทาํ พนิ ัยกรรมเมอ่ื อายุครบ 15 ปบ ริบรู ณ (ค) นิตกิ รรมทจ่ี ําเปนเพอื่ การดาํ รงชีพของผูเ ยาว (ง) ผเู ยาวป ระกอบธุรกจิ ทางการคา หรือธรุ กิจอ่นื และทาํ สัญญาเปนลกู จาง ผเู ยาวไ ดร บั อนุญาต ใหประกอบกจิ การดงั กลา วแลว ทาํ นิตกิ รรมเก่ียวกบั กจิ การน้ันไดทง้ั สิ้น ไมต องไดร บั คํายินยอมจากผูแ ทน โดยชอบธรรมอีก 2. ก. ทําสัญญายกที่ดินแปลงหนึง่ พรอ งส่ิงปลกู สรา งใหแก ข. อายุ 14 ป ทีส่ ํานักงานทด่ี ิน ข. ลง ช่อื ในสัญญารบั ทด่ี ินและสิ่งปลกู สรางดงั กลาว โดยปด บังมิให ค. ผูแทนโดยชอบธรรมรู เม่อื ค. ทราบเรอ่ื ง เดอื นหนึ่งตอมา จะบอกลา งสัญญาไดห รือไม เพราะอะไร ค บอกลา งนติ ิกรรมยกใหโ ดยเสนห ารายนไ้ี มได เพราะนิตกิ รรมรายนที้ ําให ข ผเู ยาวไ ดมาซง่ึ กรรมสทิ ธใิ์ นที่ดินเปนประโยชนแกผ เู ยาวฝายเดยี ว เขา ขอ ยกเวนตาม ปพพ. มาตรา 22 ซงึ่ ข อาจทํานิติ กรรมไดตามลาํ พังไมต องรบั ความยนิ ยอมจากผูแทนโดยชอบธรรม 3.1.4 ผเู ยาวป ระกอบธุรกจิ ทางการคาหรือธุรกจิ อน่ื และทําสัญญาเปนลกู จาง 1. ผลของความยินยอมใหผูเยาวประกอบธุรกิจการคา หรอื ธรุ กจิ อืน่ และทาํ สัญญาเปน ลูกจาง แตกตางจากผลของความยินยอมในการทํานติ ิกรรมอยา งอนื่ หรือไม แตกตา งกนั คอื ในการทาํ นติ ิกรรมอยา งอน่ื เมื่อไดรบั อนุญาตจากผแู ทนโดยชอบธรรมใหทาํ นติ ิ กรรมเรอ่ื งใดแลว ความยนิ ยอมนัน้ ใชเ ฉพาะเรอื่ งท่รี ะบอุ นุญาตเทา นัน้ หากประสงคจ ะทาํ นิตกิ รรมเรอ่ื งอน่ื อกี ตองไดร บั ความยนิ ยอมเปนเรื่องๆ ทกุ คร้ังไป สว นกรณผี เู ยาวไดร บั ความยินยอมใหท าํ ธุรกจิ ทางการคาหรอื ธรุ กิจอนื่ ๆและทาํ สญั ญาเปน ลกู จา ง แลว ผูเยาวขออนญุ าตเพียงครงั้ เดียว เม่ือไดร บั คาํ ยนิ ยอมแลว ผเู ยาวมฐี านะเสมอื นดงั ผูบ รรลุนิติภาวะใน กิจการที่ไดร บั อนญุ าตนนั้ สามารถทาํ นติ กิ รรมตา งๆ ในขอบเขตทีเ่ กี่ยวพันกบั กิจการดังกลา วไดอ ยา ง สมบรู ณ โดยมติ อ งรับความยนิ ยอมอกี ทลี ะเรื่องเปนครงั้ ๆ ไป 2. ก. ผเู ยาว ประสงคจะเปดรานขายเครื่องกีฬา แต ข. ผูแทนโดยชอบธรรมไมอ นญุ าต ก. จึงรอ งขอ ตอ ศาล ศาลอนุญาตแลว ก. จงึ เชา หองแถวเปด รา นขายเคร่อื งกีฬาอยูทีท่ าพระจนั ทร ปรากฏวา ก. ใชจาย ฟมุ เฟอย ซอื้ สินคา ราคาแพงจากตางประเทศมาวางขาย แตไ มมีคนซือ้ รานคา ขาดทนุ ข. ตองการให ก. เลกิ คา ขาย แต ก. ไมยอมอางวา สามารถทาํ ไดต ามลาํ พงั ดังน้ี ข. มีทางแกไขกรณี ก. ไมสามารถทํา การคา ขายนไ้ี ดอยา งไร เปนกรณีผูเยาวไดร บั อนุญาตจากศาลไปประกอบธุรกิจการคา แลวไมส ามารถจดั การการคา ขาย ได ทางแกไ ขกโ็ ดยใหศาลเปนผูสง่ั ถอนคนื คําอนญุ าต โดย ข เปน ผรู องขอใหศ าลส่งั ได 3.2 คนไรค วามสามารถ 1. บุคคลวิกลจริตน้ันนอกจากหมายถงึ บคุ คลที่มีจิตไมป กติ หรือสมองพกิ ารไมม คี วามรสู กึ ผดิ ชอบอยา งท่ีเรียกกนั วา คนบา แลวยังหมายรวมถงึ บคุ คลทม่ี กี ริ ยิ าอาการผิดปกติธรรมดาเพราะสติวปิ ลาส เนือ่ งจากเจบ็ ปวยถงึ ขนาดไมม ีความรูสึกผิดชอบและไมส ามารถประกอบกิจการใดๆ ไดด วย 2. ผมู สี ิทธริ องขอใหศ าลมีคาํ ส่งั ใหบุคคลเปน คนไรความสามารถไดแ ก คสู มรส ผบู ุพการคี ือบดิ า มารดา ปยู า ตายาย ทวด ผูสบื สันดาน คือ ลูกหลาน เหลน ลอ้ื ผูปกครอง หรอื ผูพ ิทักษ หรอื พนกั งาน อัยการ 3. ผลของการเปนคนไรความสามารถนั้น ทาํ ใหค นวกิ ลจริต ตกไปอยูภ ายใตความดแู ลของ บคุ คลอ่ืนซ่ึงเรยี กวา “ผูอนุบาล” และไมอาจทํานติ กิ รรมใดๆโดยตนเองไดเลย หากทําไปนิติกรรมเปน โมฆียะหมด หากจําเปนตอ งทํานิตกิ รรมใดๆ ผูอ นบุ าลตองเปน ผูทาํ แทน ดงั นั้นจึงไมมีเรืองการใหความ ยินยอมหรอื ขอ ยกเวน การทํานติ กิ รรม

17 4. การเปนคนไรค วามสามารถ เร่มิ ตัง้ แตวนั ท่ีศาลมคี าํ สง่ั ไมม ีผลยอ นหลังไปถงึ วันทเี่ ริม่ อาการ วิกลจรติ และส้นิ สุดลงเม่อื ศาลเพกิ ถอนคาํ ส่งั เปน คนไรความสามารถ ในเม่อื เหตุอนั ทาํ ใหไรค วามสามารถ สน้ิ สดุ ลง 5. หลักเกณฑก ารคุมครองคนวกิ ลจรติ ท่ศี าลยังไมไดส ่งั ใหเ ปน คนไรค วามสามารถ คือคน วิกลจรติ นั้นโดยหลกั ทาํ นติ ิกรรมมผี ลสมบูรณ เวน แตจะพสิ ูจนไ ดวา 1) ทาํ นิติกรรมในขณะมจี ริตวิกล และ 2) คกู รณอี กี ฝายหน่ึงไดร อู ยูแลว วา ผทู าํ วิกลจริต นิตกิ รรมจึงมผี ลเปนโมฆียะ 3.2.1 หลักเกณฑการเปน คนไรความสามารถ 1. กฎหมายมีขอบเขตคมุ ครองคนวกิ ลจรติ เพยี งใด เพราะเหตใุ ด คมุ ครองคนวกิ ลจรติ ทงั้ ทถ่ี กู ศาลส่งั ใหเปน คนไรค วามสามารถแลว และยังไมไดส ง่ั ใหเปน คน ไรความสามารถ เพราะถอื วา คนวกิ ลจรติ ไมมีความรสู กึ ผิดชอบ และไมสามารถแสดงเจตนาไดโดยถกู ตอ ง 2. ก อายุ 74 ป เปน อมั พาต มือเทา ขา งขวาและรางการแถบซีกดานขวาเคลอื่ นไหวไมไ ด เคลือ่ นไหวรางกายไดเฉพาะแถบดานซาย แตค ลานไประยะใกลๆได สามารถลกุ ข้ึนน่ังได แตล ุกขึน้ ยืน ไมได ตอบคาํ ถามไดบ า ง มีความเขาใจคาํ ถามดี แตไ มสามารถพูดประโยคยาวๆได ดังนี้ ข บตุ รของ ก ซ่ึง รูวาทา นเปนนักศึกษา มสธ สาขานติ ิศาสตร จงึ มาปรกึ ษาเพ่อื ดําเนินการรอ งขอให ก เปนคนไร ความสามารถ ใหท า นใหค ําแนะนําท่ีถกู ตองแก ข วาจะรอ งขอให ก เปนคนไรความสามารถไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด น้ี คอื บุคคลซึ่งศาลจะส่ังใหเ ปนคนไรความสามารถนัน้ จะตอ งมลี ักษณะอยา งหน่ึงอยา งใดใน 2 ประการ ก) เปนคนวกิ ลจรติ คอื มจี ิตผดิ ปกตหิ รอื สมองพกิ ารอยา งทเี่ รยี กกนั วา คนบา ควบคมุ สติตนเอง ไมไ ดแ ละไมมีความรูสกึ ผดิ ชอบเยยี่ งบคุ คลธรรมดาและอาการวกิ ลจริตน้ตี อ งเปน อยางมาก และตอ ง เปน อยูเปน ประจาํ หรอื ข) เปนคนมีกริ ยิ าผิดปกตเิ พราะสตวิ ิปลาส คือ ขาดความราํ ลกึ ขาดความรูสกึ ผดิ ชอบเน่อื งจาก เจ็บปว ยจนไมสามารถประกอบกจิ การงานของตนเองหรอื ประกอบกจิ การสวนตวั ไดท ีเดยี ว ตามอุทาหรณ ก. ไมเ ปนบคุ คลวกิ ลจรติ และอาการเจบ็ ปว ยของ ก. ยงั ไมเขา ลักษณะผูมกี ริ ยิ า ผดิ ปกติเพราะสตวิ ปิ ลาสตามขอ 2 เพราะยังมคี วามรสู กึ ผิดชอบและสามารถประกอบกจิ การงานของ ตนเองได จงึ รอ งขอให ก. เปนคนไรค วามสามารถไมไ ด 3. ก เร่ิมมอี าการวิกลจริตต้งั แตเ ดือนมกราคม 2520 ครนั้ วันท่ี 15 มีนาคม 2523 ข ภรยิ าของ ก จงึ ยืน่ คาํ รองขอให ก เปนคนไรความสามารถ ศาลมคี าํ สง่ั เม่ือวันท่ี 10 มิถนุ ายน 2523 และประกาศโฆษนา ในราชกจิ จานเุ บกษาเมือ่ วนั ท่ี 1 สิงหาคม 2523 ดังนถ้ี ือวา ก เปน คนไรความสามารถตั้งแตเมอื่ ใด วนั ที่ 10 มถิ ุนายน 2523 3.2.2 ผูมสี ทิ ธิรอ งขอใหศาลมีคาํ สั่งใหบ ุคคลเปนคนไรความสามารถ พ่ี นอง ลุง ปา นา อา หลาน (ลกู ของพ่ีนอ ง) ของคนวิกลจรติ มสี ทิ ธิรอ งขอใหศาลส่ังคนวกิ ลจริต เปนคนไรค วามสามารถหรอื ไม เพราะเหตใุ ด โดยหลกั พ่ี นอ ง ลุง ปา นา อา และ หลาน (ลกู ของพ-่ี นอง) ไมมีสทิ ธริ องของใหค นวกิ ลจรติ เปน คนไรความสามารถ เพราะไมใชบ ุคคลทรี่ ะบไุ วใ นมาตรา 28 แตถ า บคุ คลดงั กลาว เปนผพู ทิ ักษต ามความ จริง กลา วคือเปน ผดู แู ลพทิ กั ษและคุม ครองชวยเหลอื เลยี้ งดคู นวกิ ลจริตอยูตามความเปน จรงิ เปนการ พิทกั ษต ามพฤตนิ ยั ก็มีสทิ ธิรอ งขอได 3.2.3 ผลตามกฎหมายของการเปนคนไรความสามารถ 1. ผลตามกฎหมายของการทถี่ ูกศาลสัง่ ใหเ ปนคนไรค วามสามารถ มีประการใดบาง อธบิ ายถา ก ลูกเศรษฐซี ง่ึ เปน คนไรค วามสามารถ ไดเชารถยนตส ปอรต รุนใหมม าขบั ขเี่ ลน หนงึ่ คันมีกาํ หนดหน่ึงเดือน เสยี คา เชาเดือนละ 3,000 บาท โดยผอู นบุ าลไดใ หค วามยนิ ยอมกอ นตกลงทําสัญญาเชาแลว สญั ญาเชา ที่ ไดทาํ ข้นึ น้ีชอบดว ยกฎหมายหรอื ไม เพราะเหตุใด ผลของการถกู ศาลสง่ั ใหเ ปน คนไรค วามสามารถคอื ก) ตอ งเปน ผอู นุบาลคอยดูแล ข) ไมส ามารถ ทํานติ กิ รรมใดๆ ไดเลย ไมว า ขณะใด หากทาํ ลง นติ กิ รรมเปน โมฆียะ ถา ทาํ พนิ ัยกรรมๆ เปน โมฆะ ตามอุทาหรณ แมจะไดร บั คาํ ยินยอมของผอู นบุ าลใหเ ชา รถได สัญญาเชากเ็ ปน โมฆียะ เพราะคน ไรค วามสามารถไมอ าจทํานติ กิ รรมใดๆ ไดเ ลย ไมม ขี อ ยกเวน การทาํ นิติกรรมและการใหค วามยนิ ยอม 2. หลกั เกณฑก ารต้ังผอู นบุ าลมีวาอยางไร เพราะเหตุใดกฎหมายจึงวางหลกั เกณฑเ ชนน้ัน ในเบ้ืองตน พจิ ารณากอนวา คนไรค วามสามารถสมรสแลว หรือยงั และแยกพจิ ารณาการตงั้ ผู อนุบาลเปน 2 ประการดงั น้ี คอื

18 ก) ยังไมสมรส ไมว า คนไรค วามสามารถจะบรรลนุ ิติภาวะแลวหรอื ไมก ต็ าม ตง้ั บดิ ามารดา รว มกนั เปนผอู นบุ าล ถา มแี ตบ ิดาหรอื มารดา ใหบ ดิ าหรอื มารดาเปน ผูอนบุ าล กรณีทมี่ ีขอ ยกเวน อยวู า ถามี เหตุผลพิเศษ ศาลจะไมต ง้ั บดิ าหรอื มารดา แตง ตงั้ ผอู ื่นเปนผอู นุบาลกไ็ ด ข) สมรสแลว ตง้ั สามหี รอื ภรรยาเปนผอู นุบาล โดยมขี อ ยกเวน วา ถา มเี หตสุ าํ คัญทส่ี ามหี รอื ภรรยาไมส มควรเปนผอู นบุ าลและมผี ูรอ งขอ ศาลจะต้งั บคุ คลอนื่ เปน ผูอนบุ าลก็ได เหตทุ ่วี างหลกั เกณฑไวดงั กลา ว เพราะกฎหมายใหเ ปน ดลุ พนิ ิจของศาลท่ีจะพจิ ารณาตั้งผู อนบุ าลโดยเพงเล็งถึงประโยชนแ กคนไรค วามสามารถเปนขอ ใหญแ ละความสนทิ สนมของคนไร ความสามารถเปน ขอพิเคราะห 3. จงอธบิ ายอํานาจหนาท่ีของผูอนุบาล ความอนบุ าลมลี กั ษณะคลา ยคลึงกบั ความปกครองผเู ยาวโ ดยกฎหมายบญั ญตั ใิ หน าํ บทบัญญตั ิวา ดว ยอาํ นาจหนา ทีข่ องผใู ชอ าํ นาจปกครอง และผปู กครองมาใชโ ดยอนโุ ลม พึงสงั เกตในเบอื้ งตนวา คนไร ความสามารถไมอ าจทํานติ กิ รรมใดๆ ไดโดยตนเองเลย ดังนัน้ จึงไมน าํ เรื่องความยนิ ยอมและขอ ยกเวน การ ทาํ นติ กิ รรมของผูเยาวม าใชบังคบั คงมแี ตเรอื่ งทาํ แทนเทานัน้ สวนผอู นุบาลจะมอี าํ นาจท่จี ดั การทรพั ยส นิ แทนไดแ คไหนเพยี งใด ขนึ้ อยูกบั วา ใครเปนผูอนุบาล กลา วคอื ก) กรณีบดิ ามารดา เปน ผอู นุบาลบุตรซงึ่ ยงั ไมบรรลนุ ติ ิภาวะ ผอู นบุ าลมอี าํ นาจหนา ที่ เชน เดียวกบั ผใู ชอ าํ นาจปกครอง ข) กรณบี ดิ ามารดา เปน ผอู นุบาลบตุ รทบ่ี รรลุนิตภิ าวะแลวหรือกรณี บคุ คลอืน่ ทม่ี ิใชบดิ า มารดาหรอื คสู มรสเปน ผูอ นบุ าล ผอู นบุ าลมีอาํ นาจหนา ท่เี ชน เดยี วกบั ผปู กครอง ค) กรณีสามหี รือภรยิ าเปน ผูอนบุ าล ผอู นุบาลมอี ํานาจหนาทีเ่ ชนเดยี วกบั ผูใชอ าํ นาจ ปกครองแตมขี อจาํ กดั อาํ นาจเพม่ิ เติมบางประการในเรอ่ื งการจัดการทรพั ยส ินทเี่ ปน สินสวนตวั และสินสมรส ตามตาม ปพพ.มาตรา 1598/16 3.2.4 การสิ้นสดุ เปนคนไรความสามารถ ก เปนคนไรค วามสามารถและอยใู นความอนุบาลของ ข ภริยา ตอ มา ก หายจากอาการวิกลจรติ และกับมาประกอบอาชีพคาขายตามเดมิ แลว ก ซื้อรถยนตคันหนงึ่ ใสชื่อบุคคลอ่นื เปน เจาของ ข ไมพอใจ และประสงคจ ะบอกลา งนติ ิกรรมซอ้ื ขายรถยนตรายน้ี จงอธิบายวา ข สามารถทาํ ไดห รือไม บอกลา งได เพราะนติ กิ รรมซือ้ ขายรถยนตเปน โมฆียะ ทง้ั นีเ้ นือ่ งจากสภาพการเปน คนไร ความสามารถของ ก ยงั ไมส นิ้ สุดลง เพราะการเปนคนไรความสามารถจะสนิ้ สดุ ลงเม่อื (1) อาการวกิ ลจรติ หายเปนปกติ (2) มคี ําสง่ั ศาลใหเ พิกถอนคาํ สง่ั เดิมทใี่ หเ ปน คนไรค วามสามารถตามอทุ าหรณ แม ก ไมม อี าการ วิกลจรติ แลวแตย งั ไมไ ดรอ งขอตอ ศาลใหส ัง่ เพิกถอนคาํ ส่ังเดิมทีใ่ หเ ปน คนไรค วามสามารถ ฉะน้นั สภาพ การเปนคนไรค วามสามารถจงึ ยังคงมอี ยู และจะยงั มีอยตู ลอดไปจนกวาศาลจะมคี าํ สัง่ เพิกถอนคาํ ส่ังเดมิ 3.2.5 คนวิกลจรติ ที่ศาลยังไมไดส ่งั ใหเ ปน คนไรความสามารถ การทํานติ ิกรรมของคนวกิ ลจริตทีศ่ าลยังไมไ ดส่งั ใหเปน คนไรความสามารถ มีผลแตกตา ง จากผล การทาํ นิติกรรมของคนไรค วามสามารถหรอื ไม แตกตา งกนั คอื ถา คนวกิ ลจริตทศี่ าลยงั ไมสง่ั ใหเปน คนไรความสามารถทาํ นิตกิ รรม กิจการนนั้ มี ผลสมบรู ณไมเ ปน โมฆียะ นอกจากพิสูจนไ ดวา 1) นิตกิ รรมไดท าํ ลงในขณะวกิ ลจริต และ 2) คกู รณอี ีก ฝา ยหน่ึง ไดร ูอ ยูแลว วา ผทู าํ เปน คนวกิ ลจรติ หากพสิ จู นไ ดว า 2 ประการดงั กลา ว นติ ิกรรมจงึ เปน โมฆียะ ซงึ่ แตกตา งจากคนไรความสามารถ กลาวคือ นิตกิ รรมทที่ ี่คนไรค วามสามารถไดท าํ ลงไป ไมว า ขณะมีจติ วิกลจริต หรอื ขณะมจี ิตปกตกิ ต็ าม นติ กิ รรมนัน้ เปน โมฆียะเสมอ และคกู รณอี กี ฝา ยไมอ าจอา งไดวา ไมรู เพราะการเปน คนไรความสามารถไดป ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา และถอื วา ประชาชนทั่วไปไดร แู ลว 3.3 ความเสมอื นไรค วามสามารถ 1. บคุ คลซง่ึ มเี หตุบกพรอง เพราะรา งกายพกิ าร หรือจิตฟน เฟอ นไมสมประกอบ หรือมีความ ประพฤติสุรยุ สรุ ายเสเพลเปน อาจิณ หรอื ตดิ สรุ ายาเมา หรอื มเี หตุอื่นใดทาํ นองเดยี วกนั น้นั ถึงขนาดไม สามารถจัดทําการงานโดยตนเองได หรือจดั กิจการไปในทางทีอ่ าจจะเสอื่ มเสียแกท รพั ยสนิ ของตนเอง หรือครอบครวั เม่ือมผี ูรอ งขอ ศาลอาจส่งั ใหเปน คนเสมอื นไรค วามสามารถ และใหอยูในความพทิ กั ษของ บุคคลอื่น ซึ่งเรียกวา “ผูพทิ กั ษ” 2. คนเสมือนไรความสามารถยอมใชส ิทธแิ ละปฏิบตั ิหนาที่อยางบุคคลธรรมดาทัว่ ไป ยกเวน การ ทาํ นติ กิ รรมบางประเภททีก่ ฎหมายระบไุ วใน ปพพ.มาตรา 34 ท่ีตองไดร ับความยนิ ยอมของผูพิทักษกอน การทที่ ํานนั้ จึงมีผลสมบรู ณ แตถ า ฝาฝน ทํานิตกิ รรมไปโดยปราศจากความยินยอม การทที่ ําข้ึนนน้ั จะเปน โมฆยี ะ นอกจากนิตกิ รรมตามตามมาตรา 34 แลว ถา มพี ฤติการณ อันสมควรศาลจะสงั่ ใหการทํานติ กิ รรม อยา งอ่นื ตองไดรบั ความยินยอมของผพู ทิ ักษก อนก็ได อยางไรกต็ าม ถาเหตุแหง การเปน คนเสมอื นไร ความสามารถนน้ั มีเหตมุ าจากการพิการ หรอื จติ ไมสมประกอบ ไมมสี ภาพทีจ่ ะจัดการงานของตนเองไดเลย ศาลจะสั่งใหผูพิทกั ษเปน ผมู ีอาํ นาจกระทําการแทนก็ได

19 3. การเปน คนเสมอื นไรค วามสามารถสน้ิ สุดลงดวยเหตุ 3 ประการ คอื 1) คนเสมอื นไร ความสามารถตาย 2) ถูกศาลสั่งใหเปน คนไรความสามารถ และ 3) เหตุบกพรองหมดไป และศาลสั่งเพกิ ถอนคาํ สั่งใหเปนคนเสมอื นไรความสามารถแลว 3.3.1 บคุ คลทีอ่ าจถูกศาลส่ังใหเปนคนเสมือนไรค วามสามารถ 1. บคุ คลประเภทใดบา ง ทอี่ าจถกู สั่งใหเ ปน คนเสมอื นไรค วามสามารถ บคุ คล ทมี่ เี หตุ 2 ประการ ดงั ตอ ไปนปี้ ระกอบกนั คอื ก) มีเหตบุ กพรอง ข) เพราเหตบุ กพรอ งทํา ใหไ มส ามารถประกอบกิจการงานไดโดยตนเอง เหตุบกพรอ ง มี 5 ประการ คือ ก) กายพกิ าร ข) จติ ฟน เฟอ นไมส มประกอบ ค) ประพฤติสุรุย สรุ าย เสเพล เปนอาจณิ ง) ตดิ สุรายาเมา จ) เหตอุ ื่นๆ ทาํ นองเดยี วกันกบั ขอ ก-ง 2. ก มพี ช่ี ายคนหนึง่ คือ ข และมีบตุ รบุญธรรมจดทะเบยี นรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายแลวอีก หนงึ่ คนคือ ค ก ประสบอุบตั ิเหตุทําใหสมองพกิ าร มีอาการบา ๆ บอๆ ไมสามารถจดั การงานของตนเองได ข จึงใหก ารดูแลรกั ษาพยาบาลตลอดมา สว น ค แตง งานแลวแยกไปอยกู บั ภรรยา ใหอ ธบิ ายวา ใครเปนผูมี สทิ ธิรองขอให ก เปน คนเสมอื นไรความสามารถและใหอ ยูในความพทิ กั ษใ ดบา ง แยกออกเปนสองกรณีคอื (1) ข เปนพ่ชี ายของ ก จงึ ไมเ ปน ผูท ร่ี ะบไุ วใ นมาตรา 28 ใหม ีสิทธิรอ งขอให ก เปน คนเสมือนไร ความสามารถ แต ข เปน ผดู แู ลและรกั ษาพยาบาล ก ตลอดมาจงึ เปนผพู ทิ กั ษต ามความเปน จรงิ และรอ ง ขอให ก เปน คนเสมือนไรค วามสามารถและใหอ ยใู นความพทิ กั ษได ในฐานะผพู ทิ กั ษต ามพฤตินยั (2) ค เปน บุตรบญุ ธรรม ที่จดทะเบยี นรบั บตุ รบญุ ธรรมถกู ตอ งตามกฎหมายแลว จงึ มีฐานะอยา ง เดยี วกบั บตุ รชอบดว ยกฎหมายของ ก และเปน ผสู ืบสนั ดานของ ก ตามทรี่ ะบุไวใ นมาตรา 28 มสี ิทธริ อง ขอให ก เปน คนเสมอื นไรค วามสามารถ และใหอยใู นความพิทกั ษไดเ ชน เดียวกัน 3.3.2 ผลของการเปน คนเสมอื นไรความสามารถ 1. อธบิ ายผลของการท่ถี ูกศาลสงั่ ใหเปน คนเสมอื นไรความสามารถ ตอ งจดั ใหอ ยใู นความพทิ ักษ 2. ผพู ิทักษ ตา งกับผูอนบุ าลหรือไม อธิบายหนาท่ีของผพู ทิ ักษ ผพู ทิ ักษ ไมสามารถทาํ นิตกิ รรมบางชนดิ คนเสมอื นไรความสามารถนน้ั นอกจากกรณีทกี่ ฎหมาย ระบไุ วโดยเฉพาะแลว ถอื วา มคี วามสามารถใชสิทธิไดอ ยางบคุ คลธรรมดาทัว่ ไป เฉพาะกจิ การทีร่ ะบไุ วใน ปพพ. มาตรา 34 หรอื กิจการทศี่ าลอาจส่งั เปน พิเศษเทา นั้นท่ีคนเสมอื นไรค วามสามารถถกู จาํ กดั ความสามารถ การจาํ กดั ความสามารถนีก้ ็เพยี งแตว า ตอ งไดร ับความยนิ ยอมของผพู ทิ กั ษกอ น ซง่ึ หากฝา ฝนกิจการนน้ั เปน โมฆียะ ผพู ทิ ักษไ มม อี ํานาจหนา ทจ่ี ดั การทรพั ยส ิน หรอื ทาํ กิจการแทนคนเสมอื นไรค วามสามารถ และไมม ี ฐานะเปน ผแู ทนโดยชอบธรรมของคนเสมอื นไรค วามสามารถ ผพู ทิ กั ษเ ปนเพียงผชู วยเหลอื ควบคมุ ดแู ล และใหค วามยนิ ยอมในเมอื่ คนไรค วามสามารถจะทาํ กิจการทสี่ าํ คญั ตาม ปพพ. มาตรา 34 เทา นนั้ ผูพิทกั ษ มใิ ชผูเร่มิ ทาํ งาน แตคนเสมอื นไรค วามสามารถเปนผดู าํ เนนิ งานโดยตนเอง ยกเวน เขา กรณตี ามมาตรา 34 วรรคสาม ผพู ทิ กั ษจะมหี นา ทเ่ี ชนเดียวกับผูอนบุ าล 3. คนเสมือนไรค วามสามารถรบั การยกใหโดยเสนหา ไมม เี ง่อื นไขหรือการตดิ พนั โดยไดร บั ความ ยินยอมจากผพู ิทกั ษ การรับการยกใหโดยเสนห าน้ี สมบูรณเพยี งใด หรือไม เพราะเหตใุ ด ตามหลกั คนไรความสามารถทาํ นิตกิ รรมไดอ ยา งบคุ คลธรรมดาทวั่ ไปเฉพาะแตก จิ การตาม ปพพ. มาตรา 34 และกจิ การพิเศษท่ศี าลส่ังหา มเทานัน้ ทต่ี อ งไดร ับความยนิ ยอมจากผพู ทิ กั ษก อ น นติ กิ รรมจงึ มี ผลสมบรู ณ การรบั การยกใหโดยเสนห าไมมีเง่อื นไขหรอื ภาระติดพนั ไมข ดั ตอ มาตรา 34 (7) ซง่ึ หา ม เฉพาะรบั การใหโดยเสนหาท่ีมเี งอ่ื นไขหรอื คา ภาระตดิ พนั และตาม มาตรา 35 (6) หา มเฉพาะการใหโดย เสนหา ทตี่ อ งไดร บั ความยินยอมของผพู ิทกั ษ และไมปรากฏวา ศาลไดมีคาํ ส่ังหามการรับการยกใหโ ดย เสนห าวา ตอ งไดร บั ความยนิ ยอมจากผพู ทิ ักษก อน ดงั น้ัน การรับการยกใหโดยเสนห าจงึ มีผลสมบูรณ 3.3.3 ความสน้ิ สดุ แหงการเปน คนเสมือนไรความสามารถ ก เปน คนเสมือนไรค วามสามารถเพราะจติ ฟนเฟอ น โดยมี ข เปน ผูพ ิทักษ ตอมา ก หายจากโรค จิตฟนเฟอ นและกลับมคี วามรูสึกผดิ ชอบดังเดิมแลว สามารถทาํ การงานไดเปน ปกติ แต ข ถงึ แกความตาย ดังนี้ การเปนคนเสมือนไรความสามารถส้นิ สดุ หรือไม เพราะเหตุใด (1) ฐานะการเปนคนเสมือนไรความสามารถยงั ไมสนิ้ สุดลง เพราะศาลยงั ไมไ ดสงั่ เพกิ ถอนคําส่งั เดิม (2) ผพู ิทกั ษต ายไมเ ปน เหตสุ ้นิ สุดแหงการเปน คนเสมือนไรค วามสามารถ

20 แบบประเมินผล หนว ยท่ี 3 ความสามารถ คนไรความสามารถ คือบุคคลวิกลจริตท่ศี าลมีคําส่งั ใหเ ปนคนไรความสามารถตอ งอยูใ นความอนบุ าล (มาตรา 28 ) การใดๆ อนั คนไรค วามสามารถทาํ การน้ันเปนโมฆยี ะ (มาตรา 29) ซึง่ อาจบอกลา งหรือใหสัตยาบันได กฎหมายกาํ หนดให ภมู ลิ าํ เนาของคนไรค วามสามารถไดแกภ ูมลิ าํ เนาของผูอนุบาล (มาตรา 45) ผูอ นุบาล คอื บุคคลที่ศาลแตงต้ังใหเปนผดู แู ลอนบุ าลคนไรค วามสามารถ รวมทัง้ การจดั การดูแลทรัพยส นิ ตลอดจนทํา หนาที่ตางๆ แทนคนไรค วามสามารถในกรณีทีค่ นไรความสามารถมีคูสมรส คสู มรสยอ มเปน ผูอ นุบาล (มาตรา 1463) ถาไมม คี ู สมรสไมว าจะเปนผเู ยาวหรือไมบ ิดามารดายอมเปนผูอ นุบาล แตศ าลอาจจะต้งั บุคคลอืน่ เปนผูอนบุ าลกไ็ ด บคุ คลวิกลจริต มิไดเ ปนเฉพาะบคุ คลผมู ีจิตผิดปกติ เปนคนบา เทาน้ัน แตหมายถึงบคุ คลที่มีอาการกริ ิยาผิดปกติเพราะ สติวปิ ลาสคือขาดความลําลกึ ขาดความรูสึก และขาดความรสู ึกผิดชอบดว ย เชน ผทู ่ีปว ยเปนโรคเนอื้ งอกในสมอง ตอ งนอนอยู บนเตยี งตลอดเวลา มอี าการพดู ไมได ไมไดย ิน ตาทั้งสองขางมองไมเหน็ มีอาการอยางคนไมม ีสติสมั ปชญั ญะใดๆ ถือเปน คน วกิ ลจริต คนเสมอื นไรความสามารถ คือบคุ คลท่ีไมถ ึงกบั เปนคนวกิ ลจริต แตเปน บคุ คลทีไ่ มส ามารถจะจดั ทาํ การงานของ ตนเองได เพราะกายพกิ าร จิตฟนเฟอนไมส มประกอบ หรอื ประพฤตสิ รุ ยุ สรุ า ยเสเพลเปนอาจิณ หรือตดิ สรุ ายาเมา หรือมีเหตุอน่ื ๆ ในทาํ นองเดยี วกันและศาลไดมคี ําสั่งใหเ ปนคนไรความสามารถแลว ซึง่ จะตอ งอยูในความพิทกั ษ (มาตรา 32) ผูพทิ ักษ คอื บุคคลท่ีศาลแตงต้ังขึ้นใหเปนผูค อยดแู ลชวยเหลอื โดยใหค วามยินยอมแกคนเสมอื นไรความสามารถใน การทาํ กิจการบางอยางที่กฎหมายเห็นวา สําคัญ ความเปนคนเสมอื นไรค วามสามารถสน้ิ สุดลงเมื่อ (ก) คนเสมือนไรความสามารถตาย (ข) คนเสมอื นไรความสามารถนั้นกลับกลายเปนคนวกิ ลจริตและถกู ศาลสง่ั ใหเ ปน คนไรความสามารถ (ค) เหตุท่ีศาลไดสั่งใหเปนคนเสมอื นไรความสามารถไดส นิ้ สุดลงแลว และศาลไดส ่ังเพกิ ถอนคาํ ส่ังที่ใหเปนคน เสมือนไรค วามสามารถน้นั แลว 1. ผูเยาวบ รรลนุ ิตภิ าวะ เมอ่ื อายคุ รบ 20 ปบ รบิ ูรณ (มาตรา 19 บคุ คลยอ มพนจากภาวะผูเยาวแ ละบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยีส่ ิบปบ ริบรู ณ มาตรา 20 ผูเยาวยอ มบรรลนุ ติ ภิ าวะเม่ือทาํ การสมรสหากการสมรสน้นั ไดทําตามบทบญั ญตั มิ าตรา 1448 ) 2. ผูเ ยาวอ ายุ 14 ป ทาํ พนิ ัยกรรมจะมผี ลทาํ ใหต กเปน โมฆะ (มาตรา 25 ผูเยาวอาจทาํ พนิ ยั กรรมไดเมื่ออายุ 15 ปบ ริบรู ณ ) 3. ก ผเู ยาว ขายทด่ี ินโดยมีบดิ ามารดาลงชือ่ เปน พยานในสัญญาซื้อขายจะมีผลคือ ทาํ ไมไ ดต องขออนญุ าต ศาลกอ น 4. ผวู กิ ลจริต ทอี่ าจถูกศาลสง่ั ใหเ ปนคนไรค วามสามารถ (มาตรา 28 บคุ คลวกิ ลจรติ ผูใด ถาคูสมรสกด็ ี ผบู พุ การีกลาวคือ บิดามารดา ปยู า ตายาย ทวดก็ดี ผูสบื สันดานกลา วคือ ลูก หลาน เหลน ลอ่ื กด็ ี ผปู กครองหรือผูพิทักษก็ดี ผูซ่งึ ปกครองดูแลบุคคลนนั้ อยกู ด็ ี พนักงานอัยการก็ดี รองขอตอ ศาลใหสั่งใหบุคคลวกิ ลจริตผูนั้นเปน คน ไรค วามสามารถ ศาลจะส่งั ใหบ ุคคลวิกลจริตผูน้ันเปน คนไรความสามารถก็ได บุคคลซึ่งศาลไดสง่ั ใหเปน คนไรความสามารถตามวรรคหน่ึง ตองจัดใหอยใู นความอนบุ าล การแตง ต้ังผูอนุบาล อํานาจหนาที่ ของผูอ นุบาล และการส้ินสุดของความเปนผอู นบุ าล ใหเปน ไปตามบทบญั ญัติบรรพ 5 แหงประมวลกฎหมายน้ี ) 5. คนไรค วามสามารถ กฎหมายบัญญตั ใิ หต องอยูในความอนุบาล (ตาม มาตรา 28 วรรคสอง บุคคลซ่งึ ศาลไดส ่ังใหเปนคนไรความสามารถตามวรรคหน่งึ ตองจดั ใหอยใู นความอนุบาล การแตงต้ังผู อนุบาล อํานาจหนาท่ีของผูอนุบาล และการส้ินสุดของความเปนผูอนบุ าล ใหเ ปนไปตามบทบัญญตั ิบรรพ 5 แหง ประมวลกฎหมายน้ี) 6. คนวิกลจริตทศี่ าลยงั ไมไ ดส ั่งใหเปนคนไรความสามารถทํานติ กิ รรม มผี ลสมบูรณ แตอ าจเปน โมฆียะ ถา ทาํ ในขณะมีอาการวิกลจรติ และคกู รณีอกี ฝา ยรวู าผทู าํ เปนคนวกิ ลจรติ (มาตรา 30 การใด อันบุคคลวกิ ลจริตซึง่ ศาลยังมิไดส ั่งใหเ ปนคนไรความสามารถไดกระทําลง การนัน้ จะเปนโมฆียะตอเมื่อไดก ระทําใน ขณะทบ่ี ุคคลน้ันจริตวกิ ลอยู และคูกรณีอกี ฝา ยหน่ึงไดรูแ ลว ดว ยวาผูกระทําเปน คนวกิ ลจริต ) 7. นิติกรรมทผ่ี เู ยาวสามารถทาํ ไดโ ดยไมตอ งรับคํายินยอมจากผูแ ทนโดยชอบธรรมกอ น คอื รบั การใหโดย เสนห า (มาตรา 34 คนเสมือนไรความสามารถนั้น ตอ งไดร บั ความยินยอมของผูพทิ กั ษกอนแลว จงึ จะทาํ การอยางหนง่ึ อยางใดดังตอไปนี้ (1) นําทรัพยสินไปลงทุน (2) รับคืนทรัพยส ินทไ่ี ปลงทุน ตน เงินหรือทุนอยางอื่น (3) กยู มื หรือใหกูย มื เงิน ยืมหรือใหยืมสงั หารมิ ทรัพยอนั มีคา (4) รบั ประกนั โดยประการใดๆอนั มผี ลใหตนตองถกู บังคับชําระหน้ี (5) เชาหรือเชาสังหาริมทรัพยม ีกําหนดเกินกวาระยะเวลา 6 เดือน หรืออสังหาริมทรพั ยม ีกําหนดระยะเวลาเกินกวา 3 ป (6) ใหโ ดยเสนหา เวน แตก ารใหท่พี อควรกาฐานานรุ ูป เพื่อการกุศล การสังคม หรอื ตามหนาท่ีธรรมจรรยา (7) รับการใหโ ดยเสนหาทมี่ ีเง่ือนไข หรอื คาภาระติดพนั หรือไมร ับการใหโดยเสนหา (8) ทาํ การอยางหนึ่งอยางใดเพือ่ จะไดมาหรอื ปลอยไปซงึ่ สิทธใิ นอสังหารมิ ทรัพยห รือในสังหาริมทรัพยอนั มคี า (9) กอสรางหรอื ดัดแปลงโรงเรือนหรือสงิ่ ปลูกสรา งอยางอ่ืน หรอื ซอ มแซมอยางใหญ (10) เสนอคดีตอศาลหรือหรอื ดําเนินกระบวนพิจารณาใดๆ เวนแตการรองขอตามมาตรา 35 หรือการรองขอถอนผพู ิทกั ษ (11) ประนีประนอมยอมความหรอื มอบขอ พิพาทใหอ นุญาโตตุลาการวนิ จิ ฉัย ถามีกรณอี ื่นใดนอกเหนือจากทีก่ ลาวในวรรคหนงึ่ ซึ่งคนเสมือนไรค วามสามารถอาจจัดการไปในทางเสอ่ื มเสียแกทรพั ยส ินของตนเอง หรือครอบครวั ในการส่ังใหบ คุ คลใดเปนคนเสมือนไรความสามารถ หรือเมอื่ ผพู ิทักษรองขอในภายหลัง ศาลมีอํานาจสั่งใหค นเสมอื นไร ความสามารถนั้นตองไดรบั ความยนิ ยอมของผูพทิ กั ษก อนจงึ จะทําการน้ันได ในกรณีทีค่ นเสมือนไรค วามสามารถไมสามารถจะทําการอยา งหน่ึงอยางใดที่กลา วมาในวรรคหน่ึง หรือวรรคสองไดด ว ยตนเองเพราะ เหตมุ ีกายพิการหรือมีจติ ฟนเฟอนไมสมประกอบ ศาลจะสั่งใหผูพิทักษเ ปน ผูมีอาํ นาจกระทําการแทนคนเสมอื นไรความสามารถกไ็ ด ในการเชนน้ี ใหน ําบทบัญญตั ทิ เ่ี กยี่ วกับผูอนบุ าลมาใชบ งั คับแกผูพทิ ักษโดยอนุโลม คําสัง่ ของศาลตามมาตราน้ี ใหป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา การใดกระทําลงโดยฝาฝนบทบญั ญัติมาตราน้ี การนั้นเปนโมฆยี ะ 8. บคุ คลผมู สี ิทธริ อ งขอใหศาลสงั่ ใหบ ุคคลใดๆตกเปน เสมอื นคนไรค วามสามารถ คอื พนักงานอยั การ

21 (มาตรา 28 บคุ คลวิกลจรติ ผูใ ด ถา คสู มรสก็ดี ผูบ พุ การกี ลาวคอื บิดามารดา ปยู า ตายาย ทวดกด็ ี ผูส ืบสันดานกลาวคอื ลูก หลาน เหลน ล่ือก็ดี ผปู กครองหรอื ผูพทิ ักษก็ดี ผซู ึ่งปกครองดูแลบคุ คลนั้นอยกู ด็ ี พนักงานอยั การก็ดี รองขอตอศาลใหส ั่งใหบ คุ คลวกิ ลจริตผูน ้ันเปน คน ไรค วามสามารถ ศาลจะสั่งใหบคุ คลวิกลจรติ ผูนัน้ เปน คนไรค วามสามารถก็ได บคุ คลซ่ึงศาลไดสงั่ ใหเปนคนไรความสามารถตามวรรคหน่ึง ตอ งจัดใหอยูใ นความอนบุ าล การแตงตั้งผูอ นุบาล อาํ นาจหนาที่ ของผอู นบุ าล และการส้ินสดุ ของความเปนผูอ นุบาล ใหเ ปน ไปตามบทบัญญตั บิ รรพ 5 แหง ประมวลกฎหมายนี้ ) 9. กิจการทค่ี นเสมอื นไรความสามารถทําไดเองโดยไมตองไดร บั ความยินยอมจากผูพทิ กั ษค อื รองขอถอนผู พิทกั ษ (มาตรา 34 (10) ) 10. เหตสุ น้ิ สุดแหงการเปนคนเสมอื นไรความสามารถ คอื ถกู ศาลสง่ั ใหเ ปน คนไรความสามารถ (มาตรา 36 ถาเหตุทศี่ าลไดส่งั ใหเปน คนเสมือนไรความสามารถ ไดสิ้นสุดไปแลว ใหน ําบทบญั ญัตมิ าตรา 31 มาใชบ ังคับโดย อนุโลม มาตรา 31 ถาเหตุท่ที ําใหเ ปนคนไรความสามารถไดส ้ินสดุ ลงไปแลว และเมื่อบุคคลน้ันเองหรือบุคคลใดๆ ดังกลาวมาในมาตรา 28 รอง ขอตอศาลก็ใหศ าลสั่งเพิกถอนคําสั่งที่ใหเปน คนไรความสามารถนั้น คาํ สัง่ ของศาลตามมาตราน้ใี หป ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ) หนวยที่ 4 นติ บิ คุ คล 1. นิตบิ คุ คลคือบคุ คลท่กี ฎหมายสมมติขน้ึ ใหมีสทิ ธแิ ละหนาทด่ี งั เชนบุคคลธรรมดา เวน แตสิทธิและ หนา ทีบ่ างประการท่ีถูกจาํ กดั โดยกฎหมาย โดยวตั ถุประสงคของนติ ิบคุ คลน่ันเอง หรอื โดยสภาพทีจ่ ะมีและ เปนไดเ ฉพาะแกบ ุคคลธรรมดาเทานน้ั 2. นิตบิ ุคคลจะมีข้นึ ไดก็โดยอาศัยอํานาจของกฎหมายบัญญตั ิรับรองใหเ ปน เชนนนั้ 3. นติ ิบุคคลตองมีผแู ทนคนหนงึ่ หรอื หลายคน ทัง้ นีต้ ามที่กฎหมาย ขอบังคับหรือตราสารจัดต้งั จะได กาํ หนดไว ความประสงคข องนติ ิบคุ คลยอมแสดงออกโดยผแู ทนของนติ บิ คุ คล 4. การสิน้ สดุ ของนติ ิบคุ คลมี 2 กรณี คอื การเลิกนิติบคุ คล และนติ บิ ุคคลรา งไป 4.1 หลักเกณฑเ บอ้ื งตนของนติ ิบคุ คล 1. นติ ิบคุ คลเกิดข้ึนมาเพ่ือรองรับพฒั นาการทางดานสงั คมและธรุ กิจซงึ่ เจรญิ กาวหนา นติ บิ คุ คลนั้นมี ความสําคัญเพราะ สามารถมสี ิทธหิ นา ทีท่ ่ีจะกอ ผลผกู พนั ในกฎหมายรวมถึงการดําเนนิ คดแี ละสามารถมี กรรมสิทธใ์ิ นทรพั ยสิน 2. เปน บุคคลท่กี ฎหมายสมมตขิ ้นึ มีสทิ ธิและหนา ท่ตี ามบทบัญญตั แิ หงประมวลกฎหมายน้ี หรือ กฎหมายอน่ื ภายในขอบเขตแหงอํานาจหนาที่ หรือวัตถปุ ระสงคดงั ไดบ ัญญัติ หรอื กําหนดไวในกฎหมาย ขอ บังคับ หรือตราสารจัดตงั้ 3. นิตบิ ุคคลน้ันสามารถรับผิดไดท ง้ั ในคดแี พง และคดอี าญา 4.1.1 ความเปนมาและความสําคญั ของนิตบิ ุคคล ความสาํ คญั ของนิตบิ คุ คลมอี ยา งไรบา ง (1) ความสําคญั ตอ บคุ คลภายนอก ซงึ่ ตอ งมผี แู ทนของนิตบิ คุ คลเปนผูแ สดงเจตนาแทนนติ ิบคุ คล ในการทาํ งานตา งๆ ตอ บคุ คลภายนอก (2) ความสาํ คญั ในการดําเนินคดี เนื่องจากผทู ี่จะฟอ งหรือถกู ฟอ งคดไี ด จะตอ งเปน บุคคล ธรรมดาหรือนติ บิ คุ คลเทา นนั้ (3) ความสําคญั ในการมีสทิ ธิในทรพั ยส ินซง่ึ นิติบคุ คลสามารถมกี รรมสทิ ธิ์ในทรพั ยสนิ ไดเ ชน เดยี ว กับบคุ คลธรรมดา 4.1.2 ลกั ษณะและสภาพของนติ ิบุคคล นติ ิบุคคลเกิดขึ้นไดอยา งไร และมีสิทธิและหนา ท่ีเหมอื นบุคคลธรรมดาหรอื ไม นิติบคุ คลเปน คณะบคุ คลทร่ี วมตวั กนั สมมตขิ ้นึ โดยอาศยั อาํ นาจกฎหมายรับรองใหมีสภาพบคุ คล โดยอาศัยผูแทนในการดาํ เนนิ กจิ การ ซงึ่ ยอมมีสทิ ธิ หนา ทเ่ี ชน เดยี วกบั บคุ คลธรรมดา เวนแต สทิ ธิ หนา ที่ โดยสภาพ ซงึ่ พงึ มไี ดแตเ ฉพาะบคุ คลธรรมดาเทา นน้ั 4.1.3 ความรบั ผิดชอบของนิติบุคคลทางคดี นิตบิ คุ คลจะมีความรบั ผดิ ชอบทางคดไี ดห รอื ไมอยางไร ความรบั ผดิ ชอบในทางคดขี องนติ บิ ุคคลมิไดท้งั ในคดแี พง อันไดแก การท่นี ิตบิ คุ คลทาํ ละเมดิ แม จะผา นข้นั ตอนจากการกระทําของผูแทนกต็ าม และความรับผิดในทางคดอี าญา หากความรบั ผดิ ชอบนั้น ผูแ ทนของนติ บิ คุ คลไดก ระทาํ ไปในการดาํ เนินงานตามวตั ถปุ ระสงคข องนติ ิบุคคล 4.2 การประกอบขน้ึ เปนนิตบิ ุคคล

22 1. นติ ิบุคคลจะมขี นึ้ ไดก็แตด ว ยอาศยั อาํ นาจแหงประมวลกฎหมายนี้หรอื กฎหมายอนื่ มี 2. ภูมลิ าํ เนาของนติ บิ คุ คล ไดแ ก ทต่ี ้งั สํานักงานใหญ ในกรณที ีม่ ีทที่ ําการหลายแหง หรอื สํานักงานสาขาใหถือวาทตี่ งั้ ของที่ทาํ การหรือสํานักงานสาขาเปนภูมิลาํ เนาในสว นกจิ การนน้ั ดว ย 3. สัญชาตขิ องนิติบุคคลนัน้ ใหถ ือวา มสี ญั ชาติตามกฎหมายที่กอตง้ั นิติบุคคลนน้ั 4.2.1 การกอตั้งนิตบิ ุคคล นติ ิบคุ คลตั้งข้นึ ไดอยางไร และตัง้ ขน้ึ ไดโดยวิธีใดบา ง นติ บิ ุคคลจะกอ ตัง้ ขน้ึ ได โดยอาศัยอาํ นาจแหงกฎหมาย คอื (1) โดยอาศัยอาํ นาจ ปพพ. (2) โดย อาศยั อาํ นาจตามกฎหมายอื่น ซึง่ เปนกฎหมายเฉพาะ วิธกี ารตั้งนติ บิ ุคคลมี 2 วธิ ี คือ - ตั้งโดยกฎหมาย คอื กฎหมายไดบญั ญตั กิ อ ตง้ั กิจการหรอื องคก รขนึ้ เมือ่ ไดมกี ารประกอบตง้ั ขนึ้ ตามวธิ กี ารของกฎหมาย และกฎหมายน้ันจะบญั ญตั โิ ดยตรงเลยวา ใหก ิจการหรอื องคก รน้นั เปนนติ ิบคุ คล - ตงั้ โดยวิธกี ารของกฎหมาย เปนการกระทาํ โดยอาศัยอํานาจของกฎหมาย แตต องปฏิบตั ิตาม ขน้ั ตอนและในทสี่ ุดจะมกี ารจดทะเบยี นตอ พนกั งานเจา หนา ที่ เมื่อจดทะเบยี นถกู ตอ ง จงึ เปนนิตบิ ุคคล 4.2.2 ภูมลิ ําเนานิติบคุ คล ท่ีใดเปนภมู ิลําเนาของนิตบิ ุคคล และนิตบิ ุคคลหนง่ึ สามารถมีภูมิลําเนาหลายแหงไดห รอื ไม ภมู ลิ าํ เนาของนติ ิบคุ คล ไดแกท ี่ต้ังสาํ นกั งานใหญ หรอื ถนิ่ ทีเ่ ลอื กเอาเปน ภมู ลิ าํ เนาเฉพาะการใด การหนงึ่ ตามขอ บงั คบั หรอื ตราสารจัดตง้ั นอกจากสํานักงานสาขา ซึง่ อาจมีอยใู นขอบงั คบั หรอื ตราสาร จดั ต้ัง หรอื ไมมีอยูในขอ บงั คบั หรือตราสารจดั ตงั้ ก็เปนภูมลิ ําเนาของนิตบิ ุคคลในสวนของกิจการท่ีได กระทาํ น้นั หากไดค วามวา ถิน่ นนั้ เปนทตี่ ง้ั ทท่ี าํ การหรือสาํ นกั งานสาขา ดงั นน้ั นิติบคุ คลหน่ึงจงึ อาจมี ภมู ิลาํ เนาไดหลายแหง 4.2.3 สญั ชาตขิ องนิติบุคคล นติ บิ ุคคลมีสัญชาติไดหรอื ไม และถือสัญชาตติ ามกฎหมายใด นิติบุคคลมสี ญั ชาตไิ ดต ามกฎหมายทก่ี อ ต้ังนิติบคุ คลนนั้ นติ ิบุคคลทต่ี ้งั ข้นึ ตามกฎหมายไทยจะได สัญชาติไทย สว นนิติบคุ คลทตี่ ้งั ขน้ึ ตามกฎหมายตางประเทศมฐี านะเปนนติ ิบุคคลตา งดา ว 4.3 การดําเนนิ งานของนติ บิ ุคคล 1. นิติบคุ คลยอ มมีสทิ ธแิ ละหนาทีต่ ามบทบัญญัตแิ หงกฎหมาย หรอื ภายในขอบเขตอาํ นาจหนาท่ี หรือวตั ถุประสงคท่กี าํ หนด หรอื ตราสารจัดต้ัง ท้ังยงั มีสิทธแิ ละหนาทีเ่ ชนเดยี วกบั บคุ คลธรรมดา เวน แต สิทธแิ ละหนาที่ซึ่งสภาพจะพงึ มีพึงเปนไดเ ฉพาะแตบุคคลธรรมดาเทานั้น 2. ผูแทนของนิติบคุ คลจะมีคนหน่ึงหรือหลายคนกไ็ ด ท้งั นเี้ ปนไปตามกฎหมาย ขอบงั คับหรอื ตราสาร จัดตงั้ จะกําหนดไว ผูแทนของนิตบิ ุคคลเปน ผจู ดั การนติ บิ คุ คลใหเปนไปตามวัตถุประสงคข องนิติบคุ คล 3. นติ บิ คุ คลตองรบั ผิดชอบชดใชค า สินไหมทดแทนเพ่อื ความเสยี หายตอ บุคคลอ่นื ถา ความเสียหาย นั้นเกิดจากการกระทําตามหนา ที่ของผแู ทนของนิติบุคคล แตถา ผแู ทนกระทาํ กจิ การนอกขอบวตั ถุประสงค หรอื เกินอํานาจ นิติบคุ คลไมต อ งรบั ผดิ แตผ แู ทนนิติบุคคลตองรับผดิ เปน สวนตวั 4.3.1 สทิ ธิและหนาทขี่ องนติ บิ ุคคล นิตบิ คุ คลมีสทิ ธแิ ละหนา ที่เพยี งใด นิติบคุ คลมสี ิทธิและหนา ที่ ตามกฎหมาย ไมวา ตาม ปพพ หรือ กฎหมายอน่ื ซงึ่ บญั ญตั เิ รอ่ื งน้ันๆ ไวโ ดยเฉพาะ และนอกจากมีสิทธแิ ละหนาท่ีตามกฎหมายดงั กลา ว ในการดําเนนิ งานจะตอ งอยใู นขอบแหง อาํ นาจหนา ทห่ี รอื วตั ถปุ ระสงคตามท่ีกาํ หนดไวในกฎหมาย ขอบงั คบั หรอื ตราสารจัดตัง้ ดว ย จะดาํ เนนิ งาน นอกวตั ถปุ ระสงคไ มได นติ ิบคุ คลมสี ิทธิและหนา ที่ เชน เดียวกบั บคุ คลธรรมดา กลาวคอื หากโดยสภาพของสทิ ธแิ ละ หนาท่ีนนั้ บคุ คลสามารถทําได กค็ ือวา นติ บิ คุ คลทาํ ได แตส ทิ ธแิ ละหนา ท่ีบางอยา งทีโ่ ดยสภาพจาํ กดั เฉพาะ บคุ คลเทา นนั้ ทีม่ หี รอื ทาํ ได นติ บิ ุคคลก็ไมอ าจทาํ หรอื ดําเนินการได 4.3.2 ผแู ทนของนิติบคุ คล 1. นิติบุคคลจําเปนตอ งมีผูแทนของนิตบิ คุ คลหรือไม และหารกจําเปน ตอ งมี ตอ งมจี าํ นวน เทา ใด และใครคือผแู ทนของนติ บิ ุคคล นิตบิ คุ คลตอ งมีผแู ทนเปนผแู สดงเจตนาของนิตบิ คุ คลเสมอ สําหรบั จํานวนของผูแทนของนิติ บคุ คลนนั้ จะมคี นเดียวหรอื หลายคนข้ึนอยูกับกฎหมาย ขอ บงั คบั หรอื ตราสารจัดตง้ั จะกาํ หนดไว สาํ หรบั นติ ิ บคุ คลทีต่ งั้ ขน้ึ ตามกฎหมายอ่ืนๆ กต็ อ งดวู า ตามกฎหมายนน้ั ใครเปนผูแ สดงความประสงคข องนติ ิบคุ คล ได ผูนั้นก็เปน ผแู ทนของนติ บิ คุ คลทตี่ ง้ั ขน้ึ โดยวิธกี ารของกฎหมาย ตอ งพจิ ารณาขอบงั คบั หรอื ตราสาร จดั ตง้ั วากาํ หนดใหใครเปนผูแทนนติ บิ คุ คล

23 2. หากผูแทนของนติ ิบคุ คล กระทาํ การนอกขอบวตั ถุประสงคข องนิติบคุ คลและจะมผี ลผูกพัน นิตบิ คุ คลหรอื ไม เพยี งใด และใครจะตองรบั ผิดชอบตอความเสียหายทีเ่ กดิ ข้ึน โดยหลกั แลว ผแู ทนนิตบิ คุ คลตองดาํ เนินงานในขอบวตั ถปุ ระสงคข องนิตบิ คุ คล กจิ การน้นั จงึ จะ ผกู พันนติ ิบุคคล ดงั นัน้ หากผแู ทนไมทําในขอบวัตถปุ ระสงคของนติ บิ ุคคล หากเกดิ ความเสยี หายขน้ึ ผูแทนนนั้ ตอ งรบั ผดิ ชอบชดใชคา สนิ ไหมทดแทนแกผไู ดรบั ความเสยี หายโดยสว นตัว และผูแทนคนอนื่ ๆที่ ใหความเหน็ ชอบในการกระทําน้นั กต็ อ งรว มรบั ผิดชอบดวย 4.3.3 ความรบั ผดิ ชอบของนิติบุคคลตอ บุคคลภายนอก การกระทําของผูแทนของนิตบิ ุคคล ซึ่งเปนเหตุใหเกดิ ความเสยี หายแกบุคคลอนื่ ในกรณใี ดที่ นติ บิ คุ คลตอ งรบั ผดิ ชอบตอ บคุ คลภายนอก และในกรณีใดบางท่ีผแู ทนจะตอ งรับผิดชอบ ตองพิจารณาวา การกระทาํ ของผูแ ทนของนิตบิ ุคคล ซ่ึงทาํ ใหเกดิ ความเสยี หายแกบุคคลอน่ื นั้น เปน การกระทาํ ตามหนา ทข่ี องผูแทนหรือเปน การกระทาํ ทไ่ี มอ ยใู นขอบวัตถปุ ระสงคห รอื อํานาจหนาท่ีของ นิติบคุ คล หากเปนการกระทาํ ตามหนา ทขี่ องผแู ทนแลว นิติบคุ คลตอ งรบั ผดิ ชดใชค า สินไหมทดแทนใน ความเสียหายน้นั แตก ส็ ามารถไลเบ้ยี เอากบั ผคู วามเสยี หายได หากเกดิ การกระทาํ ทีไ่ มอยูใ นขอบวตั ถปุ ระสงค หรอื อาํ นาจหนา ทข่ี องนติ ิบคุ คลแลว ผูแ ทนของ นิตบิ ุคคลท่ีเหน็ ชอบในการกระทาํ นัน้ หรอื ผูแทนทกี่ ระทําการนนั้ ตอ งรว มกันชดใชคาสนิ ไหมทดแทนแกผ ทู ี่ ไดรับความเสียหาย อยางไรกต็ ามหากการกระทาํ ของผูแทนอยนู อกขอบวตั ถุประสงคข องนติ ิบคุ คล แตบุคคลไดร ับ เอาผลงานโดยตรงกเ็ ทา กบั เปน ใหสตั ยาบนั แกการทํางานของผแู ทน นิติบุคคลจึงตอ งรับผดิ ในความ เสยี หายท่เี กดิ ข้นึ กับบคุ คลภายนอกดว ย 4.4 การส้ินสุดของนติ ิบคุ คล 1. นิตบิ ุคคลเมอ่ื เกดิ ขึ้นโดยบทบัญญตั ิของกฎหมายก็เลกิ โดยบทบัญญัติของกฎหมาย โดยปฏิบตั ิ ตามท่กี ฎหมายกาํ หนดไว 2. นิติบคุ คลมวี ตั ถปุ ระสงคท กี่ ําหนดไวใ นตราสารจัดตง้ั และไดก าํ หนดเลกิ นติ ิบคุ คลไว 3. ในบางกรณนี ิตบิ คุ คลไดจัดตง้ั ข้ึนแลว แตไมดาํ เนนิ การใดๆ กเ็ ปน นิติบุคคลรางไป จึงถอื ไดวาเปน การเลิกนติ บิ คุ คลไปโดยปริยาย 4.4.1 การเลิกนิตบิ ุคคล การเลกิ นติ ิบุคคลกระทาํ อยา งไรบา ง (1) การเลิกนติ บิ คุ คลตามกฎหมาย โดยพิจารณากฎหมายท่จี ัดตั้ง หรือกาํ หนดวิธกี ารจัดตั้งนิติ บุคคลนั้นวา ไดกาํ หนดใหส น้ิ สดุ ลงอยา งไร (2) การเลิกนติ บิ คุ คลตามขอ บังคบั หรอื ตราสารจดั ตั้ง กลาวคือ กรณีไมม กี ฎหมายกําหนดไว ดู จากวตั ถุประสงคทก่ี าํ หนดในขอ บงั คบั หรอื ตราสารจัดตงั้ เมือ่ ไดท ําตามวตั ถปุ ระสงคเสร็จสิ้นแลว สภาพนิติ บุคคลก็ยอมหมดไป หรอื บางกรณีขอ บงั คับกับตราสารจัดตั้งนิตบิ ุคคลอาจกาํ หนดวธิ กี ารเลิกนติ บิ ุคคลไวก็ เปนไปตามนน้ั 4.4.2 นิตบิ คุ คลรา งไป กรณีใดทีถ่ ือวา นติ บิ ุคคลรา งไป และยังถือวานิตบิ คุ คลท่รี า งไปยังมีสภาพบุคคลอยูหรอื ไม กรณที ี่นิตบิ คุ คลรางไป เปน กรณที น่ี ติ บิ คุ คลยงั ไมไ ดเ ลิกไปโดยกระทําครบถว นตามกฎหมาย แตไ ดด าํ เนินกจิ การแลว ผแู ทนของนติ บิ ุคคลทีม่ อี ยูไมไ ดท าํ อะไร ปลอ ยใหนติ บิ คุ คลนั้นอยเู ฉยๆ ซึ่งยงั ตอง ถือวา มีสภาพเปน นิตบิ ุคคลอยู หากนิตบิ คุ คลนนั้ ดาํ เนนิ การตอไปกย็ อ มทําได แตอ ยา งไรก็เปน กรณที ่ีนติ ิ บุคคลไดร า งมาเปน เวลานาน นาจะถอื วา เปนการเลกิ นิตบิ คุ คลโดยปรยิ าย แบบประเมนิ ผล หนว ยที่ 4 นิติบุคคล นิตบิ คุ คลกอตง้ั ขึ้นไดก ็โดยอาศัยอาํ นาจ ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย ซึ่งแบงนติ ิบุคคลออกเปน 5 ประเภท คอื สมาคม มลู นิธิ หางหุนสวนสามัญ หางหุน สวนจาํ กดั และบรษิ ัทจํากัด กฎหมายอื่น เชน เนติบัณฑิตสภา มหาวิทยาลัย สาํ นักงานสภา ทบวงการเมือง ไดแ กก ระทรวง ทบวง กรมในรัฐบาล ตาม พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. 2534 บรหิ ารสว นกลาง บรหิ ารสว นภมู ิภาค พระราชบัญญัติคณะสงค วัดวาอาราม รวมท้ังมัสยิด

24 การสิ้นสุดสภาพนิติบุคคล ส้นิ สภาพโดยการยุบ หรอื ยกเลกิ การเปนนิตบิ คุ คล โดยผลของกําหมาย ขอ บงั คับ ตราสาร จัดตงั้ ตามทตี่ กลงกัน หรือโดยคําสั่งศาล การยุบหรือเลิกนติ บิ คุ คลไมม บี ทบัญญตั ิไวใ นหลกั ท่วั ไป การพิจารณาวา นติ บิ ุคคลใดสิ้น สภาพ ตองดจู ากกฎหมายเฉพาะเร่อื งของนิติบุคคลแตล ะประเภทนน้ั ผมู ีสว นไดเ สีย หมายถงึ ผไู ดประโยชนหรือเสียประโยชนใ นการดาํ เนนิ งานของนติ ิบคุ คลนน้ั เชน ผถู อื หุน นติ ิบุคคล คอื บุคคลที่กฎหมายสมมติข้นึ ใหมีสทิ ธแิ ละหนาที่เชน เดยี วกับบคุ คลธรรมดา เวน เสยี แตโ ดยสภาพจะพงึ มี พึงไดเฉพาะแกบคุ คลธรรมดา ท้ังน้ีโดยอยภู ายใตข อบแหงอํานาจหนาทีห่ รือวตั ถุประสงคท ่ีกําหนดไวใ นกฎหมาย ขอบงั คบั หรือ ตราสารจดั ต้งั ของนติ ิบุคคลน้ัน แตน ิตบิ คุ คลจะดําเนนิ งานหรอื ปฏบิ ัตงิ านตามวัตถุประสงคด ว ยตนเองไมไ ด ตอ งดําเนนิ หรอื ปฏบิ ตั ิงานโดยผูแทน ผูแ ทนจะเปนผแู สดงออกซึ่งความประสงคข องนิติบุคคลมอี ํานาจหนา ที่ที่กระทาํ การในนามนิตบิ ุคคลภายใน อาํ นาจของตน และถือเปน การกระทําของนิตบิ ุคคลเอง มิใชผรู บั มอบอาํ นาจจากนิตบิ ุคคลหรือนิตบิ ุคคลเปนผูส่งั การใหท ํา จงึ ไม ถูกจํากดั อํานาจตามมาตรา 801 1. นติ ิบุคคลมสี ทิ ธหิ นาที่ เหมอื นบคุ คลธรรมดา เวน แตสทิ ธหิ นา ท่ีบางประการถูกจํากดั โดยกาํ หมาย และ วัตถปุ ระสงคข องนติ บิ คุ คลนน้ั เอง และโดยหลกั ธรรมชาติ (มาตรา 67 ภายใตขอ บงั คับมาตรา 66 นิติบคุ คลยอมมสี ิทธแิ ละหนาท่ีเชนเดียวกับบคุ คลธรรมดา เวนแตสทิ ธแิ ละหนาท่ซี ง่ึ โดยสภาพ จะพึงมพี ึงเปนไดเ ฉพาะแกบ คุ คลธรรมดาเทาน้นั ) 2. นิติบุคคลมีข้นึ ไดโ ดย อาศัยอาํ นาจตามกฎหมายแพงและพาณชิ ย หรอื กฎหมายอ่ืน ( มาตรา 65 นิตบิ ุคคลจะมีขน้ึ ไดกแ็ ตดวยอาศยั อํานาจแหงประมวลกฎหมายนีห้ รือกฎหมายอ่ืน มาตรา 66 นติ ิบุคคลยอมมีสิทธแิ ละหนาทต่ี ามบทบญั ญัตแิ หง ประมวลกฎหมายน้ีหรือกฎหมายอน่ื ภายในของเขตแหงอํานาจหนาที่ หรอื วตั ถปุ ระสงคดังไดบญั ญตั ิหรือกําหนดไวใ นกฎหมาย ขอบังคบั หรอื ตราสารจดั ต้ัง ) 3. นิตบิ ุคคลไดแ ก (ก) มูลนธิ ิ (ข) บรษิ ทั จาํ กดั (ค) สมาคม (ง) กระทรวง ทบวง กรม (ง) หางหนุ สว น สามญั 4. ภูมลิ ําเนานติ ิบคุ คลไดแ ก (ก) ถ่นิ ทต่ี ้งั สํานกั งาน (ข) ถิ่นทีเ่ ลือกเอาเปน ภมู ิลาํ เนาเฉพาะหารตาม ขอบงั คบั (ค) ถนิ่ ทตี่ ัง้ สาํ นกั งานสาขา ( มาตรา 68 ภูมลิ ําเนาของนติ ิบคุ คลไดแ กถ นิ่ อันเปนทต่ี ้ังสาํ นักงานใหญ หรือถ่นิ อันเปนที่ตั้งท่ีทําการ หรือถ่นิ ทีไ่ ดเ ลือกเอาเปน ภูมลิ ําเนาเฉพาะการ ตามขอบังคบั หรือตราสารจดั ตั้ง มาตรา 69 ในกรณีท่นี ิตบิ คุ คลมีทีต่ ้ังท่ีทําการหลายแหง หรือมสี ํานกั งานสาขา ใหถ ือวาถิ่นอันเปนที่ต้ังของที่ทําการหรอื ของสํานักงาน สาขาเปนภูมลิ าํ เนาในสวนกิจการอนั ไดกระทาํ ณ ที่น้ันดวย ) 5. ขอความตอ ไปน้ีถูกตอง (ก) อนั ความประสงคข องนติ ิบคุ คลน้ัน ยอมแสดงปรากฏจากผแู ทน ทง้ั หลายของนติ บิ ุคคล (ข) ผแู ทนนิตบิ คุ คล คือ ผทู มี่ อี ํานาจหนา ที่จดั การแทนนิตบิ ุคคล (ค) นิติบุคคล อาจตองรว มรบั ผิดในทางอาญาดว ย 6. นิตบิ คุ คลสามารถมสี ทิ ธิ และหนา ท่ี เปนผูจดั การมรดกได (มาตรา 67 ภายใตบังคับมาตรา 66 นิตบิ ุคคลยอมมสี ทิ ธิและหนา ทีเ่ ชน เดียวกับบุคคลธรรมดา เวนแตสิทธิและหนาที่ซึ่งโดยสภาพจะ พงึ มพี ึงเปนไดเฉพาะแกบุคคลธรรมดาเทาน้นั ) ในเม่ือบุคคลธรรมดาเปนผูจัดการมรดกได นิติบุคคลกส็ ามารถเปนผจู ดั การมรดกไดเชนเดียวกัน 7. ถา ผจู ดั การนิตบิ คุ คลทําการตามหนาที่ แตเกดิ ความเสียหายแกบคุ คลภายนอก นติ ิบุคคลตอ งรบั ผิดชอบ ( มาตรา 76 ถาการกระทําตามหนาท่ีของผูแทนของนิตบิ ุคคลหรอื ผมู ีอาํ นาจทาํ การแทนนิติบคุ คล เปน เหตุใหเกดิ ความเสยี หายแก บุคคลอ่นื นิตบิ คุ คลนัน้ ตองรับผิดชดใชคา สินไหมทดแทนเพื่อความเสยี หายนนั้ แตไ มส ูญเสียสิทธทิ ่จี ะไลเ บี้ยเอาแกผ ูก อ ความเสยี หาย ถาความเสยี หายแกบ คุ คลอน่ื เกิดจากการกระทําที่ไมอ ยูในขอบวตั ถปุ ระสงคหรืออํานาจหนาทีข่ องนติ ิบุคคล บรรดาบุคคลดังกลาวตาม วรรคหน่ึงทไ่ี ดเหน็ ชอบใหกระทําการนั้น หรือไดเปนผูก ระทําการดังกลาวตองรว มกนั รับผิดชอบชดใชคาสินไหมทดแทนแกผ ูไดรบั ความเสยี หายนั้น ) 8. นติ บิ ุคคลไดแก (ก) ทบวงการเมือง (ข) วัดวาอาราม (ค) หา งหนุ สว นจํากดั ท่ีจดทะเบยี นแลว (ค) หา ง หุน สว นสามญั เปน นติ ิบุคคล นติ ิบุคคลไดแ ก สมาคม มลู นิธิ หางหุนสวนสามัญ หางหุนสวนจํากัด บริษทั จํากดั เนติบัณฑติ สภา มหาวิทยาลัย สาํ นกั งานสภา สาํ นักงานศาลรฐั ธรรมนูญ สภาตาํ บล องคการบริหารสวนตําบล มสั ยดิ ซ่งึ ไดจดทะเบยี นเปน นติ บิ ุคคลแลว โรงเรียนทีเ่ ปนสถานศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน และสถานศึกษาของรฐั ท่ีจดั การศกึ ษาระดับปริญญาตรี ทบวงการเมือง กระทรวง ทบวง กรม จงั หวดั องคการบรหิ ารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล ราชการสว นทอ งถิน่ เชน กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา วดั วาอาราม นติ ิบุคคลมีขึ้นไดก ็โดยกฎหมายใหอาํ นาจเทานั้น ถากฎหมายไมใหอาํ นาจกไ็ มเปน นติ บิ ุคคล เชน รัฐบาล สุเหรา คณะกรรมการรบั และ เปดซอง พวกนี้ไมอาจถูกฟอ งคดีในศาลได เพราะผูที่จะถูกฟองนั้นจะตองเปนบุคคลหรือนิตบิ ุคคล ตาํ แหนงหนาท่บี างตาํ แหนงมสี ิทธิหนาทต่ี ามกฎหมาย ซ่งึ อาจถูกฟองหรือฟองรองในฐานะที่กฎหมายระบุไว เชน ผวู าราชการจังหวัด นายอําเภอ ถงึ แมวาจะมิไดเปนนติ ิบุคคล 9. ถา ประโยชนไดเ สยี ของนติ บิ ุคคลขดั กับประโยชนไดเสยี ของผูแทนนติ บิ คุ คล ผูแทนนติ บิ คุ คลนัน้ จะเปน ผแู ทนในการน้ันไมได ( มาตรา 74 ถา ประโยชนไ ดเ สยี ของนติ บิ คุ คลขัดกบั ประโยชนไดเ สยี ของผูแทนนิตบิ คุ คลในการอันใด ผแู ทนของนิตบิ คุ คลน้ันจะเปน ผูแทนในการน้ันไมได ) 10. ขอ ทถี่ ูกตองคอื (ก) นติ บิ ุคคลกอ ตงั้ โดยประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย (ข) นิตบิ ุคคลสามารถ กอตัง้ ไดโ ดยกฎหมายอ่ืน (ค) มัสยดิ ทจ่ี ดทะเบยี นแลวเปน นติ ิบุคคล (ง) รัฐวสิ าหกจิ เปนนติ บิ คุ คล 11. ผูจัดการทาํ นอกขอบวัตถุประสงคข องนิตบิ คุ คลทาํ ใหเ กดิ ความเสยี หายแกบ คุ คลภายนอก นติ บิ ุคคลไม ตอ งรับผิดชอบ และผูจดั การตองรบั ผดิ ชอบเปน สว นตวั ( มาตรา 76 ) 12. การเลกิ นติ ิบคุ คล (ก) นติ บิ ุคคลลมละลาย (ข) นิตบิ คุ คลรา ง (ค) เลกิ ตามตราสารจดั ตง้ั (ง) เลิก ตามขอ บังคบั การยุบหรือเลิกนติ ิบคุ คลไมมีบทบญั ญตั ไิ วในหลักทว่ั ไป การพจิ ารนาวา นิติบคุ คลใดสิ้นสภาพ ตอ งดูจาก กฎหมายเฉพาะเร่ืองของนติ ิบุคคลแตล ะประเภทน้นั

25 หนว ยที่ 5 นติ บิ ุคคล : สมาคม 1. สมาคมเปน นิติบคุ คลประเภทหน่งึ โดยมีลกั ษณะตอ เน่ืองรวมกัน และมใิ ชเปนการหาผลกาํ ไรหรือ รายไดม าแบง ปนกนั ตองมีขอ บงั คับและจดทะเบียนตามกฎหมาย โดยมรี ฐั เปน ผมู ีอาํ นาจควบคมุ สมาคม 2. สมาคมประกอบข้นึ ดวย ช่ือสมาคม การจดทะเบียน และภมู ลิ าํ เนาของสมาคม 3. การดาํ เนินงานของสมาคมกระทาํ โดยคณะกรรมการซึง่ เปน ผูแทนสมาคม โดยมสี มาชกิ ของ สมาคมเปนผตู รวจตราดูแลกจิ การไปตามมตทิ ี่ประชมุ ใหญข องสมาคม 4. สมาคมเลกิ ไดโ ดยวิธีกาํ หนดเหตเุ ลกิ สมาคมไวในขอบงั คับนน้ั เอง โดยสภาพหรือเลกิ เมื่อมบี คุ คล ผมู อี าํ นาจใหเ ลิกสมาคมสั่ง ซึ่งไดแ ก นายทะเบียน ศาล หรอื ผมู ีอํานาจใหเลิกตามกฎหมายอ่ืน 5.1 ลักษณะ ขอ บังคบั และการควบคุมสมาคม 1. สมาคมเปนนิติบคุ คล การกอต้งั สมาคมตอ งมีวตั ถุประสงคเ พอื่ กระทาํ การใดๆ อันมลี กั ษณะ ตอ เนือ่ งรว มกันและมใิ ชเ ปนการหาผลกาํ ไร หรือรายไดม าแบง ปน กัน ทง้ั ตองมีขอบงั คับและจดทะเบียน ตามบทบัญญัติแหง ปพพ น้ี 2. ขอ บงั คบั ของสมาคมเปน ขอกาํ หนดระเบยี บปฏบิ ตั ิ ใหสมาคมตองดาํ เนินการไปตามวัตถุประสงค ของสมาคมโดยขอบังคบั ตองมรี ายการตามทกี่ ฎหมายกําหนด 8 ประการ และตอ งจดทะเบียนสมาคมจงึ จะ เปนนติ ิบุคคล 3. รัฐเปนผมู อี ํานาจหนาที่ควบคุม การดาํ เนินงานของสมาคมซง่ึ มีนายทะเบยี นทองทีเ่ ปนผคู วบคมุ ดแู ลโดยรฐั มีอํานาจหนาทีใ่ นการออกกฎกระทรวง ควบคุมเกบ็ รักษาเอกสารทางทะเบยี นของสมาคม 5.1.1 ลักษณะของสมาคม สมาคมทจี่ ัดตั้งข้ึนมคี วามจําเปน ตองกาผลกาํ ไรหรอื รายไดห รือไม มาตรา 83 บญั ญัตวิ า “สมาคมท่ีไดจดทะเบยี นแลว เปน นิตบิ ุคคล” การจดทะเบียนสมาคมก็เพอ่ื ให สมาคมมฐี านะเปนนติ บิ ุคคลและสามารถดําเนินกิจการตางๆ ไดตามกฎหมายหากไมจดทะเบยี นไมถือวา เปนสมาคมผดู าํ เนินการและสมาชกิ มีความผิดทางอาญา การจดทะเบียนสมาคมเปน ขอ บงั คบั ทกี่ ฎหมาย บังคบั ใหท าํ 5.1.2 ขอ บังคับและการจดทะเบียนของสมาคม กฎหมายไดบ ญั ญตั ิไวถ งึ เรอื่ งขอบังคับของสมาคมไวอ ยา งไรบา ง ในประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย มาตรา 79 ไดบัญญตั เิ ร่อื งขอ บงั คบั ของสมาคมวา “ขอบงั คบั ของสมาคมอยา งนอยตอ งมรี ายการตอ ไปน”ี้ (1) ช่ือสมาคม (2) วัตถุประสงคข องสมาคม (3) ที่ตง้ั สาํ นกั งานใหญและท่ีตงั้ สํานกั งานสาขาทงั้ ปวง (4) วธิ รี ับสมาชิก และการขาดจากสมาชิก (5) อตั ราคา บาํ รุง (6) ขอ กําหนดเกย่ี วกบั กรรมการของสมาคม ไดแ ก จาํ นวนกรรมการ การตงั้ กรรมการ วาระดาํ รง ตาํ แหนง กรรมการ การพน ตําแหนงของกรรมการ และการประชมุ คณะกรรมการ (7) ขอกาํ หนดเกย่ี วกบั การจดั การสมาคมการบญั ชี และทรพั ยสินของสมาคม (8) ขอ กาํ หนดเกย่ี วกบั การประชมุ ใหญ ลกั ษณะน้เี ปน ผลบังคบั ของกฎหมาย ซ่ึงผรู างขอ บงั คบั จะตอ งกาํ หนดใหม ีความครบถว นตามที่ กลาวขา งตนนี้ จะขาดแมแ ตข อ ใดขอ หนง่ึ ยอมไมไ ด เพราะหากขาดไปขอ หนึ่งแลว นายทะเบยี นจะไมยอม จดทะเบียนให 5.1.3 การควบคุมสมาคม รัฐเขาควบคมุ ดาํ เนนิ งานของสมาคมทางใดบา ง รฐั เขา ควบคมุ ดาํ เนินงานของสมาคมไดโ ดยวิธกี ารดงั ตอ ไปนี้ (1) การออกกฎกระทรวงเกย่ี วกับการจดทะเบยี น คา ธรรมเนยี ม การดาํ เนินงานและการปฏบิ ตั ิและ การดาํ เนนิ งานบทบญั ญตั ิกฎหมายในสวนของสมาคม (2) การขอตรวจและคาสาํ เนาเอกสาร 5.2 สิง่ ทปี่ ระกอบขนึ้ เปน สมาคม 1. สมาคมตองใชชือ่ ซึง่ มคี ําวา “สมาคม” ประกอบกับชอ ของสมาคม 2. การขอจดทะเบยี นกระทําไดโ ดยสมาชกิ ของสมาคมจาํ นวนไมน อยกวา 3 คน รวมกันยนื่ คํารองตอ นายทะเบยี นแหง ทอ งที่ท่ีสํานักงานใหญข องสมาคมจะตัง้ ขน้ึ พรอมกบั แนบเอกสารดงั ตอไปน้ี คอื

26 ขอบังคับของสมาคม รายชอ่ื ที่อยู และอาชีพของผจู ะเปนสมาชิกไมน อยกวา 10 คน และรายช่ือท่อี ยู และ อาชพี ของผจู ะเปน กรรมการของสมาคมมากบั คาํ ขอดว ย 3. ภูมิลําเนาของสมาคมถือตามหลกั เกณฑข องภมู ิลาํ เนานติ ิบคุ คล โดยใหภ ูมิลําเนาของสมาคมอยูท่ี ท่ีตง้ั สาํ นักงานใหญ หากกรณีมีสาขาก็ใหถ ือวาทีต่ ง้ั ของสาํ นกั งานสาขาเปนภูมิลําเนาของสาขาน้ัน 5.2.1 ชอื่ ของสมาคม ชือ่ ของสมาคมตอ งใชค ําวา “สมาคม” นาํ หนาชอ่ื สมาคมเสมอไปหรอื ไม มาตรา 80 บัญญตั ิวา “ สมาคมตอ งใชชอ่ื ซ่ึงมคี ําวา “สมาคม” ประกอบกบั ชอื่ สมาคม ดงั นั้น สมาคมใชช อ่ื อยา งไรกไ็ ด แตตองมีคาํ วา “สมาคม” ประกอบดว ยเสมอไมวา จะไวหนา หรอื หลังชอื่ 5.2.2 วิธกี ารขอจดทะเบยี นสมาคม การขอจดทะเบียนสมาคมตองทาํ อยา งไรบา ง การขอจดทะเบยี นสมาคมตอ งมหี ลักเกณฑด งั ตอไปนี้ (1) ตองมจี าํ นวนไมน อ ยกวา 3 คน รว มกันยืน่ ขอ (2) ตอยนื่ คาํ ขอเปน หนังสอื ตอ นายทะเบียนทองทที่ ีส่ ํานกั งานใหญตั้งขน้ึ พรอ มแนบหลักฐานดังตอ ไปน้ี (ก) ขอ บงั คบั ของสมาคม (ข) รายชอ่ื ที่อยู และอาชพี ของผเู ปน สมาชกิ ไมนอ ยกวา 10 คน (ค) รายชอ่ื ที่อยู และอาชพี ของผูจะเปน กรรมการของสมาคม 5.2.3 ภมู ลิ ําเนาสมาคม ภูมิลาํ เนาของสมาคมน้นั จะกําหนดไดอยา งไร ภูมลิ ําเนาของสมาคมใหเปนไปตามภูมิลาํ เนาของนิตบิ คุ คลตามมาตรา 68 นน่ั คือ ใหท ตี่ ้ัง สํานักงานใหญเปน ภมู ลิ ําเนาของสมาคมน้ัน ในกรณที มี่ ีสมาคมสาขากใ็ หมีภมู ลิ าํ เนาท่สี าํ นกั งานสาขาได โดยถอื วา ทตี่ ง้ั ของสํานกั งานสาขาเปน ภูมิลําเนาสวนหนึง่ ของสาขานนั้ 5.3 การดําเนนิ งานของสมาคม 1. คณะกรรมการสมาคมเปนผดู าํ เนนิ กจิ การของสมาคมโดยเปนผูแ ทนของสมาคม ในกิจการอัน เกี่ยวกับบุคคลภายนอก จํานวนของคณะกรรมการขนึ้ อยูก บั ขอ บงั คับของสมาคมทรี่ ะบุไว การดาํ เนนิ งาน ของคณะกรรมการสมาคมตอ งดาํ เนนิ งานตามกฎหมาย และขอ บังคบั ภายใตก ารควบคุมดูแลของทป่ี ระชมุ ใหญสมาคม 2. จาํ นวนสมาชิกของสมาคมตอ งมไี มน อยกวา 10 คน สมาชกิ เปน ผมู สี ทิ ธกิ อตงั้ สมาคม ตรวจกิจการ และทรัพยสนิ ของสมาคมและเรียกประชมุ ใหญ สมาชิกมีหนา ทีต่ อ งชาํ ระคา บาํ รงุ สมาคมและตอ ง รับผดิ ชอบในหนส้ี นิ ของสมาคมไมเ กนิ จํานวนคา บํารุงสมาชกิ ท่คี า งอยู 3. การประชมุ ใหญของสมาคมมี 2 กรณคี ือ การประชุมใหญส ามัญและการประชมุ ใหญวสิ ามญั การ ประชมุ ใหญส ามัญนน้ั ตองจัดใหม ีอยา งนอ ยปล ะครง้ั ตามบทบัญญตั ิของกฎหมายโดยคณะกรรมการสมาคม การประชุมใหญวิสามัญเปนเรอ่ื งการเรียกประชมุ ใหญเ ปนพเิ ศษ ซ่งึ มกี รณีเรง ดวนเพื่อดาํ เนนิ การใดๆได ทันทว งที การเรยี กประชมุ นีอ้ าจเปนกรณีของคณะกรรมการสมาคมเรยี กประชุม หรือสมาชิกของสมาคมซ่ึง มีจํานวนตามที่กฎหมายกําหนดเรียกประชมุ ก็ได โดยตองสง หนงั สือนดั ประชุมไปยงั สมาชิกทุกคน หรือลง พิมพโฆษนากอนวันนัดประชมุ ไมน อยกวา 7 วัน โดยตองระบุ วนั เวลา และจดั ระเบียบวาระการประชุมเพือ่ มอบใหแ กส มาชิกในวนั ประชมุ ดว ย 4. มติท่ปี ระชมุ ใหญใ หถ อื เอาเสยี งขา งมาก เวนแตกรณที ่ขี อ บังคับสมาคมกําหนดเสียงขา งมากไว เปนพเิ ศษโดยเฉพาะ ถา คะแนนเสียงเทากนั ใหป ระธานในทปี่ ระชมุ ออกเสียงชี้ขาด 5. หากในการลงมติในทป่ี ระชุมใหญไมป ฏิบัติตามหรอื ฝาฝน ขอ บงั คบั ของสมาคมหรอื กฎหมาย สมาชกิ สมาคมหรือพนักงานอัยการอาจรอ งขอใหศ าลสั่งเพกิ ถอนมตินนั้ ได แตต อ งรองขอภายใน 1 เดือน นบั แตวันเริม่ ลงมติ 5.3.1 คณะกรรมการของสมาคม ผแู ทนสมาคมคือใคร และตอ งดาํ เนนิ การอยางไรในกิจการที่เกีย่ วขอ งกบั บคุ คลภายนอก การดาํ เนินงานของสมาคมในกิจการเกี่ยวกบั บคุ คลภายนอก ตอ งกระทาํ ในรูปของคณะกรรมการ โดยถอื วา คณะกรรมการเปน ผแู ทนสมาคม คณะกรรมการของสมาคมตอ งประกอบดว ยกรรมการตั้งแต 2 คนขน้ึ ไป ดาํ เนินกิจการของสมาคมตอ งเปนไปตามกฎหมายและขอ บงั คบั ของสมาคมภายใตก ารควบคุม ดูแลของทป่ี ระชมุ ใหญสมาคม ตามมาตรา 87 และมาตรา 86 5.3.2 สมาชกิ ของสมาคม

27 สมาคมตองมสี มาชิกจาํ นวนเทาใด และสมาชิกมสี ทิ ธิและหนา ทอ่ี ยางไร สมาคม ตอ งมสี มาชกิ ไมน อยกวา 10 คน และสมาชกิ ของสมาคมมีสทิ ธแิ ละหนา ทดี่ งั ตอ ไปนีค้ อื (1) เปนผกู อ ตั้งสมาคมโดยขอจดทะเบียน ตามมาตรา 81 (2) ตรวจตรากิจการและทรพั ยส นิ ของสมาคม ตามมาตรา 89 (3) ตอ งชาํ ระคา บาํ รุงตามมาตรา 90 (4) ตองรับผดิ ในหนส้ี นิ ของสมาคมไมเ กนิ จาํ นวนคาบาํ รุงสมาชิกทีค่ า งชาํ ระอยู ตามมาตรา 92 (5) มสี ทิ ธเิ รยี กประชุมใหญ ตามมาตรา 98 ทงั้ นม้ี ีสทิ ธริ อ งขอตอ ศาลใหเพกิ ถอนมตใิ นการ ประชมุ ใหญไดตามมาตรา 100 5.3.3 การประชุมใหญข องสมาคม การประชมุ ใหญข องสมาคมมีกก่ี รณี อะไรบา ง การประชมุ ใหญของสมาคมมี 2 กรณคี อื (1) การประชมุ ใหญสามญั ประจาํ ปซ ึง่ ตอ งจดั ใหม กี ารประชมุ ใหญอ ยา งนอ ยปละครัง้ (2) การประชมุ ใหญวสิ ามญั ซึง่ จะจัดข้นึ เมือ่ ใดกไ็ ดส ุดแตจ ะเหน็ สมควร อาจจะจดั การประชุมโดย คณะกรรมการสมาคม หรอื สมาชกิ สมาคมแลว แตกรณี 5.3.4 มติทีป่ ระชมุ ใหญและการเพิกถอนมตทิ ี่ประชุมใหญ ในการประชมุ ใหญครงั้ หนงึ่ การนดั ประชมุ ฝา ฝนขอบงั คับของสมาคม ที่ประชมุ ไดลงมติในการ ประชุมใหญค รั้งนน้ั เมอื่ วนั ที่ 25 มกราคม 2539 ตอมามีสมาชิกมารอ งตอศาลใหเพิกถอนมติของสมาคมใน การประชมุ ครงั้ น้ี เมื่อวนั ท่ี 27 กมุ ภาพนั ธ 2539 ดงั นี้ ชอบท่จี ะทําไดหรือไม การรอ งขอเพกิ ถอนมตทิ ี่ประชุมใหญดงั กลาว ไดร อ งขอเกดิ กาํ หนด 1 เดือน นับแตว ันลงมตจิ ึงไม สามารถรองขอเพกิ ถอนได เพราะขาดอายคุ วามในการฟอ งรอ ง เพราะกฎหมายกาํ หนดใหรอ งขอเพกิ ถอน เสยี ภายใน 1 เดอื น นับแตว นั ลงมตินั้น 5.4 การเลิกสมาคม 1. สมาคมยอ มเลกิ ดวยเหตผุ ลใดเหตุผลหนงึ่ ดงั ตอ ไปนี้ 1) เม่อื มเี หตตุ ามท่ีกําหนดในขอบังคับ 2) ถาสมาคมตงั้ ขึ้นใชเฉพาะเวลาใด เมื่อสน้ิ ระยะนั้น 3) ถาสมาคมตง้ั ข้นึ เพอื่ กระทํากจิ การใด เมอ่ื กจิ การนั้นเสรจ็ ส้ิน 4) เมอื่ ทปี่ ระชุมใหญม มี ตใิ หเ ลกิ 5) เม่ือสมาคมลมละลาย 6) เมื่อนายทะเบียนถอนชือ่ สมาคมออกจากทะเบียน 7)เม่ือศาลสง่ั ใหเลิกสมาคม 2. ผูมีอาํ นาจเลกิ สมาคมคือ นายทะเบยี นสมาคม ศาล หรอื ผมู ีอํานาจใหเลิกตามกฎหมายอนื่ 3. เม่ือเลกิ สมาคมแลว ใหนายทะเบียนประกาศในราชกิจจานเุ บกษา และใหมีการชาํ ระบัญชสี มาคม ทรพั ยสินท่ีเหลือของสมาคมใหโอนแกส มาคม หรอื มลู นธิ ิ หรอื นติ บิ ุคคลทไี่ ดระบุไวใ นขอบังคบั ของ สมาคม หรือมตทิ ป่ี ระชมุ ใหญ ถาในขอบังคบั หรือท่ีประชุมใหญไมไ ดระบไุ วใหทรพั ยสนิ ทเี่ หลืออยตู กเปน ของแผน ดิน 5.4.1 เหตุเลกิ สมาคม กรณีใดบา งท่ีจะเปน เหตุใหเลกิ สมาคม กรณที ีจ่ ะเปน เหตใุ หเ ลกิ สมาคมมบี ญั ญตั ิไวในมาตรา 101 ซ่งึ มี 7 กรณดี งั ตอิ ไปน้ี (1) เมือ่ มเี หตตุ ามท่ีกาํ หนดในขอ บงั คับ (2) ถา สมาคมตง้ั ขึ้นไวเ ฉพะระยะเวลาใด เมอื่ สิ้นระยะเวลานน้ั (3) ถาสมาคมต้ังขึน้ เพือ่ จะทาํ กิจการใด เมอื่ กิจการน้นั สําเร็จแลว (4) เมื่อทแ่ี ระชมุ ใหญมมี ติใหเลกิ (5) เมอื่ สมาคมลม ละลาย (6) เมอื่ นายทะเบยี นถอนชือ่ สมาคมออกจากทะเบยี นตามมาตรา 102 (7) เมอ่ื ศาลส่งั ใหเ ลกิ ตามมาตรา 104 5.4.2 ผมู ีอาํ นาจใหเลกิ สมาคม ผมู ีอํานาจใหเลิกสมาคมไดแ กใครบา ง ผูมีอาํ นาจใหเลิกสมาคมไดค ือ บคุ คลตอ ไปน้ี (1) นายทะเบียนโดยใหเ ลกิ สมาคมตามกฎหมายแพงและพาณิชย (2) โดยศาลส่ังเลกิ สมาคมตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย (3) ผมู อี าํ นาจใหเ ลิกสมาคมตามกฎหมายอืน่ ซ่งึ ตอ งพิจารณาเปน เร่อื งๆไป

28 5.4.3 ผลการเลิกสมาคม เมื่อมกี ารเลกิ สมาคมแลวและมที รพั ยสินเพยี งพอทีจ่ ะจัดแบง ใหสมาชกิ ได ผชู ําระบัญชีจดั แบง ใหแกส มาชิกไดห รือไม เพราะเหตใุ ด ผชู าํ ระบัญชจี ะจดั แบงทรพั ยส นิ ใหแกส มาชกิ ไมไ ด ทรพั ยสินดงั กลาวนี้ท่เี หลอื ตองโอนใหแก สมาคม หรือมลู นธิ ิ หรอื นติ ิบคุ คลทม่ี วี ัตถปุ ระสงคเ กย่ี วกบั การสาธารณกุศลตามทรี่ ะบุไวในขอ บังคบั ของ สมาคม หากขอ บงั คบั ไมระบชุ ่อื ไวก ต็ อ งเปนไปตามมตทิ ่ปี ระชุมใหญ แตถาขอ บงั คบั หรอื ทปี่ ระชมุ ใหญ ไมไ ดระบุรบั โอนหรือระบแุ ตไ มส ามารถปฏิบตั ไิ ดก ใ็ หท รพั ยส นิ นน้ั ตกเปน ของแผน ดนิ แบบประเมินผล หนว ยท่ี 5 นิตบิ คุ คล : สมาคม “สมาคม” คอื นิตบิ ุคคลทีเ่ ปนสมาชกิ ไดก อ ตัง้ ข้ึนเพื่อกระทาํ การใดๆ อันมลี ักษณะตอเนอื่ งรว มกัน และมิใชเปน การหา ผลกาํ ไรหรือรายไดมาแบงปน กัน ตอ งมีขอบังคับและจดทะเบียนใชคาํ วา “สมาคม” ประกอบซื่อของสมาคม สมาคม ประกอบดว ยหลักเกณฑดังนี้ ™ บุคคลผูท่จี ะเปนสมาชกิ จํานวนไมน อยกวา 10 คน ตกลงรว มกัน ™ เพ่อื กระทําการใดๆ อันมีลักษณะตอเน่ืองรวมกัน ™ การกระทาํ ใดๆที่ทาํ รว มกันน้ี ตอ งมใิ ชเ ปนการหากําไรหรอื รายไดมาแบง ปนกนั ™ ตองมีขอบังคับและจดทะเบียน ™ ตองใชคาํ วา “สมาคม” ประกอบชื่อสมาคม ™ เม่ือจดทะเบียนตาม ปพพ. แลว มฐี านะเปน นิติบุคคล การเลิกสมาคม คือการสิ้นสุดสภาพการเปน นิตบิ ุคคลของสมาคม ถา เปรยี บกับบุคคลธรรมดาก็คือการตายน่ันเอง ซ่งึ มอี ยู ดวยกนั 3 ประการ คือ ¾ เลกิ โดยผลของกฎหมาย ¾ เลิกโดยคาํ ส่ังของนายทะเบียน ¾ เลกิ โดยคําสง่ั ศาล สมาชกิ กับสมาคมมคี วามเกีย่ วพันซง่ึ กันและกัน พอสรุปไดดังนี้ สมาชกิ มสี ิทธิทีจ่ ะตรวจกิจการและทรัพยส ินของสมาคมในระหวางเวลาทาํ การของสมาคมได (มาตรา 89) ถา นอก เวลาทําการยอมไมมีสทิ ธิ สมาชกิ มหี นา ที่ตองตอ งชาํ ระคาบํารุงเตม็ จํานวนในวนั ทส่ี มัครเขาเปน สมาชกิ หรือในวันเร่ิมตนของระยะเวลาชาํ ระ คาบํารงุ แลว แตก รณี เวนแตข อบังคบั ของสมาคมจะกาํ หนดไวเปน อยางอืน่ (มาตรา 90 ) สมาชกิ มสี ิทธิจะลาออกจากสมาคมเม่ือใดก็ได เวนแตข อบงั คบั ของสมาคมจะกาํ หนดไวเปน อยา งอ่นื เชน กอ น ลาออกตองปฏิบัติตามเงอื่ นไขท่ีขอ บงั คบั กาํ หนดไวก อน เชน ชําระคา บํารงุ หรือหนคี้ างแกสมาคมกอน เปน ตน สมาชิกแตละคนมีความรบั ผิดชอบในหน้ขี องสมาคมไมเกินจาํ นวนคา บํารุงทีส่ มาชกิ คางชําระอยู (มาตรา 92 ) 1. ลกั ษณะของสมาคม คอื (ก) สมาคมเปนนติ ิบคุ คล (ข) มลี ักษณะทาํ การตอ เน่อื งรว มกนั (ค) มใิ ช เปนการหาผลกาํ ไร (ง) รัฐเปนผมู ีอาํ นาจควบคมุ (มาตรา 78 การกอ ตงั้ สมาคมเพื่อกระทําการใดๆ อันมลี กั ษณะตอเนอ่ื งรว มกันและมใิ ชเปนการหาผลกาํ ไรหรือรายไดมาแบงปนกัน ตองมขี อ บังคบั และจดทะเบียนตามบทบัญญัตแิ หงประมวลกฎหมายนี้ ) 2. สง่ิ ทต่ี อ งมีในขอ บังคบั สมาคมคอื (1) ชอ่ื สมาคม (2) วัตถปุ ระสงคข องสมาคม (3) ทต่ี ง้ั สํานักงานใหญ และทีต่ ั้งสํานักงานสาขาทัง้ ปวง (4) วธิ ีรบั สมาชกิ และการขาดจากสมาชกิ ภาพ (5) อตั ราคาบาํ รงุ (6) ขอกาํ หนด เก่ยี วกับคณะกรรมการของสมาคม ไดแ กจ าํ นวนกรรมการ การต้งั กรรมการ วาระการดาํ รงตําแหนง ของกรรมการ การ พน จากตาํ แหนง ของกรรมการและการประชมุ ของคณะกรรมการ (7) ขอกาํ หนดเกยี่ วกบั การจดั การสมาคม การบัญชี และทรัพยสนิ ของสมาคม (8) ขอ กําหนดเก่ียวกับการประชุมใหญ (มาตรา 79 ขอ บังคับของสมาคมอยา งนอ ยตองมรี ายการดงั ตอ ไปน้ี (1) ช่ือสมาคม (2) วตั ถุประสงคของสมาคม (3) ท่ีตง้ั สํานักงานใหญและทีต่ ้งั สํานักงานสาขาทั้งปวง (4) วธิ รี ับสมาชิก และการขาดจากสมาชกิ ภาพ (5) อตั ราคาบํารุง (6) ขอกําหนดเก่ยี วกบั คณะกรรมการของสมาคม ไดแ ก จาํ นวนกรรมการ การตงั้ กรรมการ วาระการดํารงตําแหนง ของกรรมการ การพนจากตําแหนงของกรรมการ และการประชมุ ของคณะกรรมการ (7) ขอ กาํ หนดเกี่ยวกบั การจัดการสมาคม การบญั ชี และทรัพยสินของสมาคม (8) ขอกาํ หนดเกย่ี วกับการประชุมใหญ ) 3. หนวยงานทม่ี อี าํ นาจออกกฎกระทรวงควบคุมสมาคมคือ กระทรวงมหาดไทย (มาตรา 109 ใหร ฐั มนตรีวา การกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามบทบัญญตั ใิ นสวนนี้ และใหมอี ํานาจแตง ตงั้ นายทะเบียนออก กฎกระทรวงเกย่ี วกับ (1) การยื่นคําขอจดทะเบยี น และการรับจดทะเบียน (2) คา ธรรมเนยี มการจดทะเบยี น การขอตรวจเอกสาร การคดั สําเนาเอกสาร และคา ธรรมเนียมการขอใหนายทะเบียนดําเนินการ ใดๆ เก่ียวกบั สมาคม รวมท้งั การยกเวนคาธรรมเนียมดังกลาว (3) การดําเนนิ กจิ การของสมาคมและการทะเบียนสมาคม (4) การอ่นื ใดเพ่อื ปฏบิ ัติใหเ ปน ไปตามบทบญั ญัติในสวนน้ี กฎกระทรวงน้ัน เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบงั คบั ได ) 4. ในการขอจดทะเบียนสมาคม (ก) ตองมขี อ บังคบั สมาคม (ข) ตอ งมกี รรมการสมาคม (ค) มีสมาชกิ ไมน อยกวา 3 คน รว มกนั ยนื่ คาํ รอ ง (ง) ตองยน่ื คาํ รอ งตอ นายทะเบียน ณ ทอ งทท่ี ีส่ าํ นกั งานใหญต ง้ั อยู

29 (มาตรา 81 การขอจดทะเบียนสมาคมนนั้ ใหผ จู ะเปนสมาชิกของสมาคมจํานวนไมน อยกวาสามคน รวมกนั ย่นื คําขอเปนหนังสอื ตอนาย ทะเบียนแหงทองที่ท่ีสาํ นักงานใหญข องสมาคมตัง้ ขน้ึ พรอมกบั แนบขอบังคับของสมาคม รายชอ่ื ท่อี ยู และอาชีพของผูจะเปนสมาชิกไมนอ ยกวา สิบคน และรายชอื่ ท่ีอยู และอาชพี ของผจู ะเปนกรรมการของสมาคมมากบั คําขอดว ย ) 5. ขอกําหนดเก่ียวกับกรรมการสมาคมคือ (ก) กรรมการสมาคมเปน ผแู ทนของสมาคม(ข) คณะกรรมการ ดาํ เนินการเปน ผดู าํ เนินการสมาคม (ค) จํานวนกรรมการขึน้ อยกู บั ขอ บงั คับสมาคม สมาคมทีจ่ ดทะเบยี นแลวเปน นิติบคุ คล ฉะน้ัน โดยสภาพจึงไมอ าจดําเนินการใหเปน ไปตามวัตถปุ ระสงคของสมาคมท่ีจดทะเบียนได โดยลําพัง เพราะไมมชี วิ ิตจิตใจ ตอ งมีบคุ คลผดู าํ เนินการบริหารกิจการของสมาคม ซ่งึ เรียกวา “คณะกรรมการสมาคม” คณะกรรมการสมาคม คือผมู ีอํานาจเปนผดู าํ เนินการบริหารกิจการของสมาคมตามกฎหมายและขอบังคับ (มาตรา 86 ) เพือ่ ใหเ ปนไป ตามวตั ถปุ ระสงค โดยถอื วาเปน “ผูแทน” ของสมาคมในกจิ การอันเกยี่ วกับบคุ คลภายนอก (มาตรา 87) ทั้งน้อี ยูภ ายใตการควบคุมดูแลของที่ ประชุมใหญ กลาวคือ นอกจากจะตองดําเนินการใหอยภู ายใตก รอบวัตถุประสงคของสมาคมแลว ยังตอ ใหเ ปนไปตามมติที่ประชุมใหญดว ย แตม ติน้ี ตองอยภู ายใตขอบวตั ถปุ ระสงคและกฎหมายดวย คณะกรรมการตองประกอบไปดวยบคุ คลมากกวา 1 คนขน้ึ ไป ซ่งึ ขอบังคับของสมาคมจะกําหนดวา คณะกรรมการสมาคมประกอบดวย ตําแหนงใดบาง ซ่งึ สว นใหญกจ็ ะประกอบดวย ตําแหนงนายกสมาคม เลขาธิการ นายทะเบียน ประชาสัมพันธ สวัสดกิ าร ปฏิคม เหรญั ญิก สาราณียกร และกรรมการอ่ืนๆ ดงั น้นั การดําเนินกิจการสมาคมตอ งเปนไปตามเสยี งขางมากของกรรมการ 6. เก่ยี วกับจํานวนสมาชิกของสมาคม สมาชิกตอ งไมน อ ยกวา 10 คน (มาตรา 81) 7. สทิ ธแิ ละหนา ทขี่ องสมาชกิ คอื เปน ผูกอ ตงั้ สมาคม 8. การประชุมใหญส มาคม มี 2 ประเภท คอื ประชมุ ใหญส ามญั และวสิ ามญั การประชมุ ใหญค อื การประชมุ บรรดาสมาชิกของสมาคมท้ังมวล หรือถือเปนกระบวนการหนึ่งของการดําเนินกิจการบรหิ ารของสมาคม เพราะคณะกรรมการสมาคมตองดําเนินกิจการภายใตการควบคมุ ดแู ลของท่ีประชมุ ใหญ (มาตรา 86) การประชมุ ใหญมี 2 ประเภทคอื (1) การประชุมใหญสามญั อยางนอ งตอ งจัดใหมกี ารประชุมปละ 1 ครง้ั ซง่ึ เปน หนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบโดยตรงของคณะกรรมการ สมาคม ที่จะตองจัดใหมีการประชมุ ขึ้น (มาตรา 93 ) สว นจะขึ้นในชว งเวลาใดนั้น ในขอบังคับของแตละสมาคมมกั จะกําหนดชว งเวลาที่จะจัด ประชมุ ไว (2) การประชมุ ใหญวิสามญั คณะกรรมการสมาคมจะเรยี กประชุมเมอื่ ใดกส็ ุดแตจะเห็นสมควร (มาตรา 94 ว 1 ) และหน่ึงๆ จะประชมุ ก่ี ครัง้ ก็ไดไมกาํ หนด นอกจากคณะกรรมการสมาคมจะมีอํานาจเรยี กประชุมแลว กฎหมายยังใหอาํ นาจสมาชกิ ของสมาคมรองขอใหเรียกประชุมได ดว ย 9. สทิ ธแิ ละหนาทข่ี องสมาชิกมดี งั ตอ ไปนี้ (ก) เปนผูก อ ตัง้ สมาคม (ข) ตรวจตรากจิ การของสมาคม (ค) ตรวจ ตรากิจการทรัพยส ินของสมาคม (ง) ตองชาํ ระคาบาํ รงุ (มาตรา 89 สมาชิกของสมาคมมีสิทธทิ ีจ่ ะตรวจตรากิจการและทรพั ยสินของสมาคมในระหวา งเวลาทําการของสมาคม มาตรา 90 สมาชิกของสมาคมตอ งชาํ ระคาบํารงุ เตม็ จาํ นวนในวนั ท่ีสมัครเปน สมาชกิ หรือในวันเรม่ิ ตน ของระยะเวลาชําระเงนิ คาบํารุง แลวแตกรณี เวนแต ขอ บงั คับสมาคมจะกําหนดไวเปนอยางอ่ืน ) 10. การเลกิ สมาคม (ก) มเี หตตุ ามขอ กําหนดในขอ บงั คับ (ข) เมื่อสมาคมลม ละลาย (ค) เมอ่ื ครบระยะเวลาที่ กําหนดไว (ง) ศาลส่ังใหเ ลกิ สมาคม (มาตรา 101 สมาคมยอมเลกิ ดวยเหตุหนึ่งเหตุใดดังตอไปน้ี (1) เม่อื มเี หตุตามที่กําหนดในขอ บังคบั (2) ถา สมาคมตั้งขนึ้ ไวเ ฉพาะระยะเวลาใด เมอื่ ส้นิ ระยะเวลาน้ัน (3) ถา สมาคมตั้งขน้ึ เพื่อกระทํากจิ การใด เม่ือกจิ การนัน้ เสรจ็ แลว (4) เม่ือท่ีประชุมใหญมีมติใหเลกิ (5) เมอ่ื สมาคมลมละลาย (6) เม่อื นายทะเบียนถอนชอ่ื สมาคมออกจากทะเบียนตามมาตรา 102 (7) เม่ือศาลส่ังใหเลิกตามมาตรา 104 ) หนวยท่ี 6 นิตบิ คุ คล : มูลนิธิ 1. มลู นิธิเปนนติ ิบคุ คลประเภทหน่งึ ซึง่ ไดแกทรัพยสนิ ที่จัดสรรไวโดยเฉพาะเพอื่ สาธารณกศุ ล การ ศาสนา ศลิ ปะ วทิ ยาศาสตร วรรณคดี การศกึ ษา หรอื เพอ่ื สาธารณประโยชนอยา งอนื่ โดยมไิ ดม งุ หา ผลประโยชนมาแบง ปนกนั และตอ งจดทะเบียนตามบทบัญญตั ิของกฎหมายนี้ 2. การประกอบข้ึนเปนมูลนิธิ ก็โดยการกอต้งั มลู นิธิ ซง่ึ ตองทําเปน หนงั สอื โดยระบุขอ บังคับและ แสดงถงึ วตั ถุประสงค รวมถงึ ชือ่ ของมูลนิธิ โดยย่ืนขอจดทะเบยี นตอ นายทะเบียน (กระทรวงมหาดไทย) เมอ่ื นายทะเบียนจดทะเบยี นใหแ ลว จึงเปน นิตบิ ุคคล 3. การดําเนนิ งานของมลู นธิ ิ ดาํ เนินงานในรปู ของกรรมการมูลนิธิ ซง่ึ ตอ งดําเนินงานใหเปนไปตาม วตั ถปุ ระสงคที่ต้งั มูลนิธิ 4. การเลิกมูลนธิ ิน้ันมี 2 ประการคอื การเลกิ โดยผลของกฎหมาย การเลกิ โดยคาํ ส่ังศาล เมือ่ เลิก มูลนธิ แิ ลว ตองชําระบญั ชี 6.1 หลกั เกณฑเ บ้ืองตน ของมูลนธิ ิ 1. มูลนธิ ไิ ดแกทรัพยส นิ ทีจ่ ัดสรรไวโ ดยเฉพาะสําหรบั วตั ถุประสงค เพอ่ื การกศุ ลสาธารณ การศาสนา ศิลปะ วทิ ยาศาสตร วรรณคดี การศึกษาหรอื เพอ่ื สาธารณประโยชนอยางอืน่ โดยมิไดม ุงหาผลประโยชนม า แบงปน กัน และไดจ ดทะเบียนตามกฎหมายน้ี

30 2. การจดั การทรพั ยสนิ ของมูลนธิ ิ ตอ งมิใชเ ปนการหาผลประโยชนเ พื่อบุคคลใด นอกจากเพอ่ื ดําเนินการตามวัตถปุ ระสงคของมูลนิธิเอง 3. กฎหมายกาํ หนดใหร ัฐควบคุมดูแลกิจการของมลู นธิ ิโดยใหมอี าํ นาจเขา ตรวจสอบเอกสาร และ ตรวจสอบกจิ การของมลู นธิ ิ รวมถงึ อาํ นาจในการออกกฎขอ บงั คบั ตา งๆ เกยี่ วกับมลู นิธดิ ว ย 6.1.1 ลกั ษณะของมลู นิธิ มลู นิธิมลี กั ษณะอยางไร และจาํ เปน ตองจดทะเบียนหรอื ไม มูลนธิ ิมีลกั ษณะดังตอไปน้ี ตาม ปพพ. มาตรา 110 ลกั ษณะของมลู นธิ ิคือ (1) เปน ทรพั ยสนิ ที่จดั สรรไวโดยเฉพาะ (2) สาํ หรับวัตถุประสงคเ พอื่ การกศุ ลสาธารณะ การศาสนา ศลิ ปะ วทิ ยาศาสตร วรรณคดี การศกึ ษา หรอื เพ่ือสาธารณะประโยชน อยา งน้ีมิตอ งมงุ หาประโยชนมาแบงปนกนั (3) จดทะเบยี นตามบทบญั ญัตแิ หงประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย ดังนน้ั มลู นธิ จิ งึ ตอ งจด ทะเบียนจึงจะเปน นติ ิบคุ คลตามกฎหมาย 6.1.2 อาํ นาจของรัฐเกี่ยวกับมูลนิธิ มลู นธิ ิเปน นิตบิ ุคคลตามกฎหมาย รัฐมีอํานาจเก่ยี วกับมลู นิธิในกรณีใดบา ง รัฐมอี ํานาจเกย่ี วขอ งกับมลู นิธดิ งั ตอ ไปน้ี (1) รฐั มอี ํานาจในการควบคุมดแู ลมลู นธิ ิ ตามมาตรา 128 (2) รัฐมอี าํ นาจเกย่ี วกบั เอกสารของมูลนธิ ิ ตามมาตรา 135 (3) รัฐมอี ํานาจในการออกกฎหมายบงั คบั ตามมาตรา 136 6.2 การประกอบขึน้ เปนมูลนิธิ 1. การกอตัง้ มลู นธิ ิ ในกรณผี ูข อตง้ั ยังมีชีวติ อยูต อ งยนื่ คาํ ขอจดทะเบยี นมูลนธิ ติ อนายทะเบียนแหง ทอ งท่ีทสี่ ํานกั งานใหญข องมูลนธิ ิจัดตง้ั ข้ึน โดยทําเปนหนังสอื ระบผุ ูเปน เจา ของทรัพยสิน รายการ ทรัพยสินทจ่ี ดั สรรสาํ หรบั มูลนิธิ รายช่อื ท่ีอยูและอาชีพของผจู ะเปนกรรมการของมลู นธิ ทิ กุ คน พรอ มกับ แนบขอบังคับของมูลนธิ ิมาพรอมกบั คําขอดวย 2. การกอ ตัง้ มลู นธิ ิโดยพินัยกรรมใหบคุ คลผูท ่รี ะบุในพนิ ัยกรรมดําเนินการกอ ตัง้ มลู นธิ ิ ดาํ เนินการตาม ขอ 1 หากไมข อจดทะเบยี นกอ ตั้งมูลนธิ ภิ ายใน 120 วนั นบั แตรูหรือควรจะไดร ขู อ ความในพนิ ัยกรรมใหผ มู ี สวนไดเ สียคนหนง่ึ คนใด หรือพนกั งานอัยการเปน ผูขอจดทะเบียนมูลนธิ ิกไ็ ด 3. ขอบังคบั ของมูลนธิ ิตองมรี ายการตอไปนี้ (1) ชอื่ มูลนิธิ (2) วัตถุประสงค (3) ท่ตี ้ังสํานักงานใหญและที่ต้ังสํานักงานสาขาทงั้ ปวง (4) ทรพั ยสินของมลู นิธขิ ณะท่ีตงั้ (5) ขอกาํ หนดเกี่ยวกบั การจัดการคณะกรรมการของมลู นธิ ไิ ดแ ก จาํ นวนกรรมการ การตง้ั กรรมการ วาระการดํารงตาํ แหนง ของกรรมการ การพน จากตาํ แหนง และการประชมุ ของคณะกรรมการ (6) ขอกาํ หนดเกี่ยวกบั การจัดการมูลนธิ กิ ารจดั การทรพั ยสินและบัญชขี องมูลนธิ ิ 4. ขอ บังคับของมลู นิธิสามารถแกไ ขไดโ ดยคณะกรรมการผมู ีอํานาจแกไ ข หรือโดยขอ บงั คบั ของ มูลนิธิหรือโดยบทบัญญตั ิของกฎหมาย 5. มูลนิธติ อ งใชค ําวา “มูลนิธ”ิ ประกอบชือ่ ของมูลนธิ ิ 6.2.1 การกอต้ังมูลนธิ ิ เมอ่ื ไดมีการยน่ื ขอถอนการจัดต้งั มลู นธิ แิ ลว (ก) ผูย่นื คาํ ขอจะขอถอนการจัดตงั้ มลู นิธิไดห รอื ไม อยา งไร (ข) ทายาทของผูยื่นคําขอถอนการจัดต้งั ไดห รือไม อยา งไร เมอื่ ไดม กี ารยน่ื ขอจดั ต้ังมลู นธิ แิ ลว (ก) ผยู ื่นคาํ ขอยอ มจะขอถอนคาํ ขอได แตจะตอ งกระทาํ กอ นนายทะเบียนจดทะเบยี นมูลนธิ ิ หาก นายทะเบยี นจดทะเบียนมลู นิธแิ ลวจะทาํ ไดเพียงการเลกิ มูลนธิ ิ (ข) ทายาทของผจู ดั ตัง้ ไมมีสทิ ธิเพกิ ถอนการจัดต้ังมูลนิธเิ นือ่ งจากสทิ ธิเฉพาะตวั ไมต กทอดไปยัง ทายาท 6.2.2 ขอ บงั คับของมูลนิธิ และการแกไขเพ่มิ เติมขอ บังคับของมลู นิธิใน มลู นธิ ติ ัง้ ขนึ้ มาโดยยังไมม ีขอ บังคบั ไดหรือไม ภายหลังจะทําไดหรือไม เพียงใด

31 กฎหมายบงั คบั วา มลู นิธิจดั ต้ังขน้ึ มาไดจ ะตองมขี อ บงั คบั ของมลู นธิ ิ มิฉะนั้นไมอ าจต้งั เปน มลู นิธิ ขึน้ มาไดส ําหรับการแกไขเพมิ่ เตมิ ขอ บงั คบั ของมูลนธิ นิ น้ั กระทาํ ไดเ ฉพาะกรณีทก่ี ฎหมายใหอ าํ นาจไว เทาน้ันคอื (1) เพ่อื ใหสามารถดาํ เนินการตามวตั ถปุ ระสงคของมลู นิธิ หรอื (2) เมอื่ มพี ฤตกิ ารณเ ปลย่ี นแปลงไปเปน เหตใุ หว ตั ถปุ ระสงคของมูลนิธมิ ปี ระโยชนนอ ย หรือ ไม อาจดาํ เนนิ การใหเปน ประโยชนต ามวตั ถปุ ระสงคข องมลู นิธิ และวัตถุประสงคของมูลนิธทิ ี่แกไขเพิม่ เตมิ น้ัน ใกลช ิดกบั วตั ถุประสงคเดมิ ของมลู นิธิ สว นการแกไ ขขอบงั คบั ในรายละเอียดเรอ่ื งอืน่ ๆ สามารถทําไดไ มมี กฎหมายหามแตอ ยา งใด 6.2.3 ช่อื ของมูลนิธิ มูลนธิ ทิ ีต่ ง้ั ข้นึ จําเปนจะตองมคี าํ วา “มูลนิธิ” อยขู า งหนาชื่อของมูลนิธิหรือไม อยางไร ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย มาตรา 113 บัญญตั ิใหมูลนธิ ติ องใชชอื่ ซง่ึ มีคาํ วา “มูลนธิ ”ิ ประกอบกบั ช่ือของมลู นิธิ ดงั น้ัน การตง้ั ชอื่ ของมูลนธิ ิจะตั้งอยา งไรก็ได แตจ าํ เปนตองมคี าํ วา “มูลนิธ”ิ ประกอบชือ่ เสมอ โดยจะเอาไวห นา หรอื หลงั ชอื่ ของมลู นิธกิ ็ได 6.3 การดําเนนิ งานของมลู นิธิ 1. คณะกรรมการมลู นิธปิ ระกอบดวยบคุ คลอยางนอยสามคม ในขอบังคบั ของมูลนิธอิ าจกําหนดการ ตัง้ คณะกรรมการใหมห รอื การเปลีย่ นแปลงกรรมการของมลู นิธไิ วอ ยางไรกไ็ ด การเปลยี่ นแปลงจะตอ ง เปนไปตามขอบังคบั นนั้ หากมกี ารเปลี่ยนแปลงกรรมการไมวาดวยเหตุใด ตองนาํ ไปจดทะเบียนภายใน สามสิบวนั นับแตวนั ทม่ี กี ารแตง ตัง้ หรอื เปล่ยี นแปลงกรรมการของมูลนธิ ิน้นั 2. คณะกรรมการของมูลนิธิเปนผแู ทนของมูลนธิ ใิ นกิจการเก่ยี วกับบคุ คลภายนอก แมจะปรากฏใน ภายหลงั วากิจการทีค่ ณะกรรมการมูลนิธไิ ดก ระทาํ ไปมีขอ บกพรอ งเกีย่ วกบั การแตงต้ังหรือคุณสมบตั ิของ กรรมการมลู นธิ ิ กิจการนัน้ ยอมสมบรู ณ 3. ในกรณที ีก่ รรมการดาํ เนนิ การของมลู นธิ ิผิดพลาดเสอื่ มเสยี ตอ มลู นธิ ิ หรือดาํ เนินกจิ การฝา ฝน กฎหมายหรือขอ บังคบั ของมลู นธิ ิ หรือกรรมการกลายเปนผูมฐี านะหรือความประพฤตไิ มเหมาะสมในกจิ การ ตามวตั ถุประสงคข องมูลนธิ ิ นายทะเบียนหรือพนักงานอยั การ หรือผมู สี วนไดเสียคนหน่ึงคนใด อาจจะรอ ง ขอตอ ศาลใหมีคําส่ังถอดถอนกรรมการบางคนหรือท้งั คณะเสยี และแตง ตง้ั กรรมการใหมไ ด 4. การดาํ เนนิ งานของมลู นธิ ติ องกระทาํ ตามวตั ถุประสงคข องมูลนิธิตามทีไ่ ดจ ดทะเบยี นไว ทั้งการ จดั การทรพั ยส ินของมลู นธิ ิตอ งมิใชเ ปนการหาผลประโยชนเ พอ่ื บุคคลหนง่ึ บุคคลใด 6.3.1 จํานวนและการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ ในกรณีท่ีกรรมการของมลู นธิ ิพนจากตําแหนง และไมมกี รรมการของมลู นธิ เิ หลืออยู หรอื กรรมการ ทเี่ หลอื ไมอาจดําเนนิ การตามหนา ทีไ่ ด ใครจะทําหนา ทผ่ี ูแทนมลู นิธติ อไป กรณีดงั กลา วตอ งดูวา ขอ บงั คับของมลู นธิ กิ าํ หนดไวอ ยา งไร ก็เปน ไปตามน้ัน หากขอบังคบั ไมไ ด กําหนดไว กฎหมายกาํ หนดใหก รรมการทพี่ นจากตําแหนง ปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ อ ไป จนกวา นายทะเบยี นจะแจง การรบั จดทะเบียนกรรมการทตี่ ง้ั ข้ึนใหม 6.3.2 กิจการทคี่ ณะกรรมการดําเนินการ การทีก่ รรมการคนหนึ่งกระทําการเปนผแู ทนของมลู นิธิในกจิ การของมลู นิธิ ผกู พนั มูลนธิ หิ รอื ไม เพียงไร กฎหมายบญั ญตั ไิ วว า “คณะกรรมการของมลู นิธเิ ปนผแู ทนของมลู นิธใิ นกจิ การอนั เก่ยี วกับ บุคคลภายนอก” ดงั น้นั การจะเปนผแู ทนของมูลนิธิในการกระทาํ กจิ กรรมตา งๆ ทเี่ ก่ยี วกับบคุ คลภายนอก ในรปู ของคณะกรรมการเพยี งกรรมการคนใดคนหนึง่ แสดงเจตนาออกไปยอ มไมผกู พนั มลู นิธซิ ึง่ กฎหมาย กาํ หนดใหมคี ณะกรรมการไมน อ ยกวา 3 คน เปนผแู ทนมลู นิธิ 6.3.3 การถอดถอนกรรมการมูลนิธิ เหตุท่จี ะขอใหศ าลสงั่ ถอดถอนกรรมการบางคนหรอื ทง้ั คณะมีประการใดบาง เหตทุ ่ีจะขอศาลส่ังถอดถอนกรรมการบางคนหรอื ท้งั คณะมี 3 ประการดงั น้คี อื (1) กรรมการดาํ เนนิ กจิ การของมูลนธิ ิผิดพลาด เส่ือมเสยี ตอ มลู นิธิ หรอื (2) ดําเนินกจิ การฝาฝนกฎหมายหรอื ขอ บงั คบั ของมลู นธิ ิ หรอื (3) กรรมการกลายเปนผูม ฐี านะหรอื ความประพฤติไมเหมาะสมในการดาํ เนนิ การตาม วตั ถปุ ระสงคข องมูลนธิ ิ 6.3.4 การดําเนนิ งานตามวัตถุประสงคที่จัดตัง้ มูลนิธิ

32 ขอ บังคบั ของมูลนิธิจําเปนตอ งกําหนดวตั ถุประสงคของมลู นธิ ิหรอื ไม และการกําหนดวัตถปุ ระสงค ของมูลนิธิมปี ระโยชนอยางไรบาง มาตรา 112 บญั ญัตวิ า “ขอ บังคบั ของมลู นธิ ิอยา งนอ ยตองม.ี ..................” วตั ถปุ ระสงคข องมูลนธิ ิ ดงั น้ันมูลนิธิตางๆ จะตองกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคของตนไวในขอบงั คบั เสมอ ประโยชนของการกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคข องมูลนิธิ ไดแก การจดทะเบียนกรรมการของมลู นิธิ โดยนายทะเบยี นจะพจิ ารณาวา ผจู ะเปน กรรมการตอ งมฐี านะและความประพฤตทิ ี่เหมาะสมตาม วตั ถปุ ระสงคข องมูลนธิ มิ ิฉะน้นั จะไมรบั จดทะเบียนให นอกจากนค้ี ณะกรรมการซึ่งเปน ผแู ทนมูลนธิ จิ ะตอ ง ดําเนินการใหเ ปน ไปตามวตั ถปุ ระสงคของมูลนธิ ิ หากทาํ นอกวตั ถปุ ระสงคของมลู นธิ ิยอ มรบั ผิดเปนสว นตัว ไมผ ูกพนั มลู นธิ ิ 6.4 การสิ้นสุดของมูลนิธิ 1. มลู นิธิซ่งึ เลิกโดยผลของกฎหมายยอมเลิกดว ยเหตหุ นึ่งเหตใุ ดดังตอ ไปน้ี (1) เม่อื มีเหตกุ ารณท ่กี าํ หนดในขอ บังคับ (2) ถามลู นิธติ ัง้ ขึ้นใชเ ฉพาะระยะเวลาใดเม่ือส้นิ ระยะเวลานั้น (3) ถา มูลนธิ ติ ั้งขึน้ เพอ่ื วัตถปุ ระสงคอยางใดและไดด าํ เนินการตามวตั ถปุ ระสงคสาํ เรจ็ บริบรู ณแ ลว หรอื วตั ถปุ ระสงคน ั้นกลายเปนพน วสิ ยั (4) เม่ือมลู นธิ ิจะลม ละลาย (5) เมอ่ื ศาลมคี ําสงั่ ใหเ ลิกมลู นธิ ิ 2. นายทะเบียน พนักงานอัยการหรอื ผมู สี ว นไดส วนเสียรอ งขอตอ ศาล จะสงั่ ใหเ ลิกมูลนิธไิ ดเม่ือ ปรากฏกรณีใดกรณีหนงึ่ ดงั ตอ ไปนี้ (1) วัตถปุ ระสงคของมลู นิธิขดั ตอ กฎหมาย (2) มูลนธิ กิ ระทําการขดั ตอกฎหมาย หรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน หรืออาจเปน ภยนั ตรายตอ ความสงบสุขของประชาชน หรอื ความม่นั คงของรัฐ (3) มูลนิธไิ มสามารถดําเนนิ การตอไปไมวาเพราะเหตใุ ดๆ หรอื หยดุ ดาํ เนนิ กจิ การตัง้ แตส องปข นึ้ ไป 3. เมือ่ เลิกมลู นิธิใหใชว ธิ ีการชาํ ระบญั ชีของหางหุนสวนจดทะเบียน หางหนุ สว นจาํ กัด และบริษัท จาํ กดั มาใชแ กการบังคบั ชาํ ระบญั ชมี ลู นิธโิ ดยอนุโลม แลวใหผชู าํ ระบัญชีเสนอรายงานการชําระบัญชตี อ นายทะเบยี นและใหนายทะเบียนเปน ผูอ นมุ ตั ิรายงานนัน้ 4. เมื่อชาํ ระบญั ชีแลวทรพั ยสินของมลู นิธใิ หโ อนทรพั ยสินของมูลนิธใิ หแ กมูลนธิ ิ หรือนิตบิ ุคคลซ่ึงได ระบุชอื่ ไวในขอบังคับมูลนิธิหรอื หากขอบังคบั ไมกาํ หนด เมอ่ื พนกั งานอยั การ ผชู าํ ระบญั ชหี รือผูม สี วนได สว นเสียคนหนง่ึ คนใดรองขอ ใหท รพั ยส ินนั้นโอนแกม ลู นธิ หิ รอื นิตบิ คุ คลอน่ื ท่มี ีองมลู นธิ ิตกเปนของ แผน ดิน 6.4.1 การเลิกมูลนิธโิ ดยผลของกฎหมาย เหตุใดบา งทที่ าํ ใหม ูลนิธติ อ งเลกิ โดยผลของกฎหมาย เหตทุ ีท่ าํ ใหม ลู นธิ ิเลกิ โดยผลของกฎหมายตามมาตรา 130 มดี งั น้ี คอื (1) เม่อื มเี หตตุ ามทกี่ าํ หนดในขอ บังคับ (2) ถา มลู นิธติ งั้ ขน้ึ ไวเ ฉพาะระยะเวลาใด เมอื่ สิ้นระยะเวลานน้ั (3) ถามูลนิธติ ั้งขนึ้ เพ่อื วตั ถปุ ระสงคอยา งใด และไดดาํ เนนิ การตามวัตถปุ ระสงคสาํ เรจ็ บรบิ รู ณ แลว หรอื วัตถปุ ระสงคน ้นั กลายเปนพนวสิ ยั (4) เมื่อมลู นิธินัน้ ลม ละลาย (5) เม่ือศาลมคี าํ สง่ั ใหเลิกมลู นธิ ติ ามมาตรา 131 6.4.2 การเลิกมลู นิธโิ ดยคาํ สัง่ ศาล มีเหตใุ ดบางท่ีจะรอ งขอตอศาลใหมีคําสั่งเลกิ มูลนธิ ิได เหตทุ ี่ตอ งรอ งขอใหศาลมคี าํ ส่ังเลิกมูลนธิ ไิ ดตามมาตรา 31 มดี ังนี้ คอื (1) เมือ่ ปรากฏวา วัตถุประสงคข องมลู นิธขิ ดั ตอ กฎหมาย (2) เมื่อปรากฏวา มลู นธิ กิ ระทําการขดั ตอ กฎหมายหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชน หรืออาจจะ เปนภยนั ตรายตอความสงบของประชาชนหรอื ความม่ันคงของรัฐ (3) เมือ่ ปรากฏวา มลู นิธไิ มสามารถดาํ เนนิ กิจการตอ ไปไดไ มว าเพราะเหตุใดๆ หรอื หยดุ ดาํ เนิน กิจการต้ังแตส องปข นึ้ ไป 6.4.3 การชาํ ระบัญชีทรพั ยส นิ ของมลู นธิ ิเม่ือชาํ ระบัญชีแลว การโอนทรพั ยส ินของมูลนิธิ เมอื่ ชําระบญั ชีแลวใหแ กมูลนธิ ิ หรอื นติ ิบุคคลอื่นมีหลักเกณฑ อยา งไรบา ง

33 การโอนทรพั ยสินของมูลนธิ ิเม่ือชาํ ระบญั ชีแลว มหี ลกั เกณฑด ังนี้ (1) ตอ งเปนมูลนธิ ินติ บิ คุ คลท่ีมวี ตั ถุประสงค เพ่ือสาธารณประโยชนอ ยา งใดอยา งหน่งึ ตามมาตรา 110 และ (2) ตองเปน มลู นธิ แิ ละนติ บิ คุ คลที่ระบุชอื่ ไวใ นขอบงั คบั แบบประเมนิ ผล หนว ยท่ี 6 นิติบุคคล : มลู นิธิ กฎหมายไดใหความหมายของมลู นิธิไววา “มลู นธิ ิ” ไดแก ทรพั ยส นิ ทจ่ี ัดสรรไวโดยเฉพาะสําหรับวัตถปุ ระสงคเพื่อการ กุศล สาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร วรรณคดี การศึกษาหรือเพ่อื สาธารณประโยชนอ ืน่ โดยมิไดม งุ หาผลประโยชนม า แบง ปน กัน และไดจ ดทะเบยี นตามบทบัญญตั ิแหง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย การจัดการทรพั ยส นิ ของมูลนธิ ิตอ งมิใชเ ปน การหาผลประโยชนเ พื่อบคุ คลใด นอกจากเพื่อดาํ เนนิ การตามวตั ถุประสงคข องมลู นิธินนั้ เอง (มาตรา 110) มลู นิธิจงึ ตองประกอบดว ยหลกั เกณฑด งั นี้ ™ ทรัพยสินท่ีจัดสรรไวโ ดยเฉพาะ ™ ตองมวี ัตถปุ ระสงคเพ่ือสาธารณประโยชนเทานัน้ ™ มไิ ดม งุ ผลประโยชนมาแบงปนกนั ™ ตอ งมิใชเปน การหาผลประโยชนเ พ่ือบุคคลใด ™ ตองจดทะเบยี นตาม ปพพ และเมอ่ื จกทะเบยี นแลวเปน นติ ิบุคคล (มาตรา 122) การกอตงั้ มูลนธิ ิ มลู นธิ อิ าจกอตง้ั ขน้ึ ไดเ ปน 2 กรณี คือ กรณีไมมพี นิ ยั กรรม และกรณมี พี นิ ยั กรรมการกอ ตงั้ มูลนธิ ิทัง้ สองกรณีจะตอ งดาํ เนนิ การดังนี้ ตอ งมีขอบงั คับมูลนิธิ (มาตรา 111) คอื การตั้งมลู นธิ เิ รมิ่ แตก ารทําขอ บังคับซึ่งแนนอนตองทาํ เปนหนงั สือ ขอ บงั คับน้ี แตเดิมเรยี ก “ตราสาร” ขอ บงั คับของมูลนธิ ิอยา งนอ ยตองมรี ายการดงั ตอ ไปนี้ (มาตรา 112) • ชอ่ื มูลนิธิ ซึ่งจะตองมีคําวา “มูลนิธ”ิ ประกอบชื่อของมูลนิธิ เชน มลู นธิ โิ รงเรยี นไกลกังวล • วัตถปุ ระสงคของมลู นธิ ิ • ทต่ี ั้งสาํ นกั งานใหญแ ละทตี่ ง้ั สํานักงานสาขาทั้งปวง • ทรพั ยส ินของมูลนธิ ิขณะจัดต้ัง • ขอกําหนดเกย่ี วกับคณะกรรมการของมลู นธิ ิ ไดแ ก จํานวนกรรมการ การตง้ั กรรมการ วาระการดาํ รงตําแหนง ของกรรมการ การพนจากตาํ แหนงของกรรมการ และการประชมุ คณะกรรมการ • ขอ กาํ หนดเกี่ยวกับการจัดการมลู นิธิ การจัดการทรัพยสนิ และบัญชีของมูลนิธิ การขอจดทะเบียนมูลนิธิ การบริหารงานของมลู นธิ ิ 9 มูลนิธทิ ี่จดทะเบียนแลว เปนนิติบุคคล (มาตรา 122) 9 คณะกรรมการมูลนธิ ิจะตองประกอบไปดว ยบคุ คลอยางนอย 3 คน (มาตรา 111) ซง่ึ ตา งจากคณะกรรมการสมาคม ซึ่งกฎหมายไมไดกําหนดวามอี ยา งนอยกค่ี น เก่ียวกับบุคคลภายนอก กฎหมายกําหนดใหคณะกรรมการมูลนธิ ิเปน ผแู ทนของมูลนธิ ิ (มาตรา 123) การเลกิ มลู นธิ ิ มาตรา 130 มูลนธิ ิยอ มเลกิ ดว ยเหตใุ ดเหตุหนึง่ ดังตอไปน้ี (๑) เมอ่ื มเี หตุตามทก่ี ําหนดในขอ บังคับ (๒) ถามลู นธิ ติ ้งั ข้นึ ไวเ ฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสน้ิ ระยะเวลานน้ั (๓) ถา มลู นธิ ิตั้งขึน้ เพอื่ วตั ถุประสงคอยางใด และไดด ําเนนิ การตามวตั ถปุ ระสงคสําเรจ็ สมบรู ณแลว หรอื วัตถปุ ระสงคนน้ั กลายเปน พน วสิ ยั (๔) เมื่อมูลนิธนิ ัน้ ลมละลาย (๕) เมื่อศาลมคี าํ สง่ั ใหเลกิ มลู นธิ ิตามมาตรา 131 1. คณะกรรมการมลู นิธติ อง ประกอบดวยบุคคลจาํ นวนอยา งนอ ย 3 คน (มาตรา 111 มูลนิธติ อ งมีขอบงั คับ และตอ งมีคณะกรรมการของมูลนิธปิ ระกอบดวยบคุ คลอยางนอ ยสามคน เปนผูดําเนินกิจการของ มูลนธิ ติ ามกฎหมายและขอ บงั คบั ของมูลนิธิ ) 2. บคุ คลทส่ี ามารถรองขอตอศาลใหม คี ําส่งั ถอดถอนกรรมการไดคอื (1) นายทะเบยี น (2) พนักงานอยั การ (3) ผูม สี วนไดเสยี (มาตรา 131 นายทะเบียน พนักงานอยั การ หรือผูม สี วนไดเ สยี คนใดคนหนึ่งอาจรองขอตอ ศาลใหม ีคําสง่ั ใหเ ลกิ มูลนธิ ไิ ดใ นกรณีหน่ึง กรณใี ดดังตอไปน้ี (1) เม่ือปรากฏวาวตั ถปุ ระสงคข องมลู นธิ ขิ ัดตอ กฎหมาย (2) เมื่อปรากฏวามลู นธิ ิกระทําการขดั ตอ กฎหมายหรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเปนภยันตรายตอ ความสงบสุขของ ประชาชนหรือความม่นั คงของรัฐ (3) เมือ่ ปรากฏวามูลนิธิไมสามารถดําเนินกิจการตอไปไดไ มวาเพราะเหตุใดๆ หรอื หยดุ ดาํ เนินกจิ การตัง้ แตสองปข้นึ ไป ) 3. เม่ือเลกิ มลู นธิ ิแลวตอ งปฏิบตั ดิ งั น้ี (1) ตองชาํ ระบญั ชี (2) โอนทรพั ยส ินใหม ลู นิธอิ ืน่ ตามทีข่ อบงั คบั มลู นธิ ิ กําหนดไว (3) ใหท รพั ยส ินโอนแกบคุ คลอน่ื ที่มวี ตั ถุประสงคใกลช ดิ กับวตั ถปุ ระสงคนัน้ (4) ถา เลิกตามคาํ ส่ังศาลให ทรพั ยส ินของมลู นธิ ติ กเปนของแผนดนิ (มาตรา 133 ในกรณีทีม่ กี ารเลกิ มูลนิธิ ใหม ีการชาํ ระบัญชี มูลนธิ ิและใหนําบทบญั ญตั ิในบรรพ 3 ลักษณะ 22 วา ดวยการชําระบญั ชี หา งหนุ สว นจดทะเบียน หางหุนสวนจํากดั และบรษิ ทั จํากดั มาใชบ ังคับแกการชําระบัญชีมลู นิธิโดยอนโุ ลม ทงั้ นี้ ใหผชู ําระบญั ชเี สนอรายงานการ ชาํ ระบญั ชตี อนายทะเบียน และใหนายทะเบยี นเปนผอู นุมตั ริ ายงานน้ัน มาตรา 134 เม่ือไดชาํ ระบญั ชีแลว ใหโ อนทรัพยสินของมลู นิธใิ หแ กมูลนิธหิ รือนิตบิ คุ คลท่ีมีวตั ถปุ ระสงคต ามมาตรา 110 ซึ่งได ระบุช่อื ไวในขอบังคบั ของมลู นธิ ิ ถาขอ บงั คับของมูลนิธิมิไดร ะบุช่ือหรอื นิตบิ ุคคลดังกลาวไว พนักงานอัยการผูชําระบญั ชีหรือผมู สี วนไดเ สียคนหน่ึง

34 คนใด อาจรองขอตอศาลใหจ ดั สรรทรพั ยสินน้ันแกม ูลนิธหิ รอื นิติบคุ คลอ่ืนท่ีปรากฏวามีวัตถุประสงคใ กลชดิ ใกลช ดิ ท่สี ดุ กับวัตถุประสงคของมูลนิธิ นน้ั ได ถามลู นิธินนั้ ถูกศาลสงั่ ใหเลิกตามมาตรา 131 (1) หรือ (2) หรือการจดั สรรทรัพยส ินตามวรรคหน่ึงไมอ าจกระทําได ใหท รพั ยส ินของ มลู นธิ ินนั้ ตกเปน ของแผน ดนิ ) 4. อาํ นาจของรัฐเกย่ี วกบั มูลนธิ ิ คือ (1) ออกกฎหมายบงั คบั (2) ควบคมุ ดแู ลมลู นิธิ (3) เก็บเอกสารของมูลนธิ ิ (มาตรา 128 ใหน ายทะเบยี นมอี ํานาจตรวจตราและควบคุมดูแลการดําเนินกิจการของมลู นธิ ิใหเ ปน ไปตามกฎหมายและขอบงั คบั ของ มลู นิธิ เพ่ือการนี้ใหนายทะเบยี นหรือพนกั งานเจาหนา ท่ซี ึ่งนายทะเบยี นมอบหมายเปนหนงั สือ มอี ํานาจ (1) มีคําส่ังเปนหนังสอื ใหกรรมการ พนกั งาน ลกู จางหรือตัวแทนของมลู นธิ ชิ ้ีแจงแสดงขอเทจ็ จรงิ เก่ียวกจิ การมูลนิธหิ รอื เรียก บุคคล หรือใหส งหรอื แสดงสมุดบญั ชีและเอกสารตางๆ ของมูลนิธิเพ่อื ตรวจสอบ (2) เขาไปในสํานกั งานของมลู นธิ ิในระหวา งพระอาทติ ยข นึ้ และพระอาทติ ยตกเพื่อตรวจสอบกิจการของมลู นิธิ ในการปฏบิ ัตติ ามวรรคหน่ึง ถา เปนนายทะเบยี นใหแสดงบตั รประจําตวั และถาเปน พนักงานเจาหนา ท่ีซ่งึ ไดร ับมอบหมายใหแสดงบัตร ประจําตัวและหนังสอื มอบหมายของนายทะเบียนตอ ผทู ่เี กีย่ วขอ ง ) หนวยท่ี 7 นิติกรรมและการแสดงเจตนา 1. นติ ิเหตุ คอื เหตุการณใ ดๆ ที่ทาํ ใหเ กดิ ความเคลอื่ นไหวในสิทธติ ามกฎหมาย 2. นิติกรรมคือการใดๆ อนั ทาํ ลงโดยชอบดวยกฎหมายและใจสมัคร มุงโดยตรงตอ การผกู นติ ิสัมพนั ธ ข้นึ ระหวา งบคุ คล เพอื่ จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงบั ซ่งึ สิทธิ 3. แบบแหง นติ ิกรรมอาจแบง ออกได 5 ประเภทคือ 1) ตอ งทาํ เปน หนงั สอื และจดทะเบียนตอ พนกั งานเจาหนา ที่ 2) ตองจดทะเบยี นตอพนกั งานเจาหนา ที่ 3) ตองทาํ เปนหนังสอื ตอพนักงานเจาหนาท่ี 4) ทาํ เปนหนังสอื ระหวา งกันเอง 5) แบบอ่ืนๆ ท่กี ฎหมายกําหนด 4. ประเภทของนิติกรรมนัน้ แบง ไดหลายประเภท ขน้ึ อยูกบั วาจะพจิ ารณาในดา นใดอาจแบง ออกได เปน 5 ประเภท 1) นติ ิกรรมฝายเดยี วกบั นติ กิ รรมหลายฝาย 2) นิตกิ รรมมผี ลเมอื่ ผทู ํายงั มชี ีวติ อยูกบั นติ ิ กรรมมีผลเมื่อผูท ําตายแลว 3) นติ ิกรรมมีคาตา งตอบแทนกบั นิติกรรมไมม ีคาตา งตอบแทน 4) นติ ิกรรมมี เงือ่ นไขกบั นิติกรรมไมม ีเงือ่ นไข 5) นิติกรรมทจี่ ะตอ งทําตามแบบจึงจะสมบรู ณก บั นติ ิกรรมซ่ึงสมบูรณโดย เพยี งการแสดงเจตนา 5. การแสดงเจตนาเปนสิ่งซึ่งทาํ ใหอกี ฝา ยหนง่ึ รูถงึ ความประสงคท ่ีจะผกู นิติสมั พันธของผูแ สดง เจตนา 6. การแสดงเจตนาตอบุคคลผูอยเู ฉพาะหนาสมบรู ณเปน การแสดงเจตนาเมอื่ ตา งฝา ยเขา ใจกนั 7. การแสดงเจตนาทําใหแ กบุคคลผอู ยหู า งโดยระยะทางยอมมีผลบงั คับแตเวลาทีไ่ ปถงึ คูก รณีอีก ฝา ยหนึง่ น้ันเปนตน ไป แตถ า บอกถอนไปถงึ ผนู ั้นกอ นแลว หรอื พรอ มกันไซร แสดงเจตนานัน้ กย็ อมตกเปน อันไรผล อนง่ึ เมอ่ื เจตนาไดส ง ไปแลว ถึงแมภ ายหลงั ผูแ สดงเจตนาจะตายหรอื ตกไปเปน ไรความสามารถ ทานวาหาเปนเหตุทาํ ใหค วามสมบรู ณแหงการแสดงเจตนานนั้ เสอ่ื มเสียไปไม 8. การใดมวี ัตถุประสงคเ ปนการตองหา มชัดแจง โดยกฎหมายกด็ ี เปนการพน วสิ ัยกด็ เี ปนการขดั ขวาง ตอความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชนก็ดี การนนั้ ทา นวาเปน โมฆะกรรม (ทาตรา 150) 7.1 นิตเิ หตแุ ละลักษณะของนิตกิ รรม 1. นิตกิ รรมน้ันไดแก การใดๆ อันทาํ ลงไปโดยชอบดวยกฎหมาย และใจสมคั รมุงโดยตรงตอการผกู นิตสิ ัมพันธร ะหวางบุคคลเพื่อจะกอ เปล่ียนแปลง โอน สงวน หรือระงับซงึ่ สทิ ธิ 2. ผลของนติ กิ รรม คอื เกดิ ความเคลอ่ื นไหวในสิทธิโดยมผี ลเกิดความผกู พนั ทางกฎหมายแกคกู รณี ตามวตั ถุประสงคแหง นิตกิ รรมนัน้ 3. นิตเิ หตเุ กิดจากเหตกุ ารณธ รรมชาตแิ ละการกระทาํ ของบุคคล 4. นติ เิ หตุ คอื เหตุการณใดๆ ท่ีทาํ ใหเกิดความเคล่อื นไหวในสิทธติ ามกฎหมาย 7.1.1 นิตเิ หตแุ ละประเภทของนิตเิ หตุ นิตเิ หตแุ บง ออกไดเปน กป่ี ระเภท อะไรบา ง นติ ิเหตุแบงไดเปน 2 ประเภทคอื (1) นติ เิ หตทุ ีเ่ กิดจากเหตกุ ารณธรรมชาติ (2) นิติเหตทุ เ่ี กดิ จากการกระทาํ ของบคุ คลซงึ่ อาจจะเปนการกระทําโดยชอบและโดยไมชอบดวย กฎหมาย (ก) นายเกง ซึ่งเปน เจาหน้ีเงินกนู ายเฮง็ ไดท าํ สญั ญารับ นายซวย เขาเปน ผคู ํ้าประกนั เงนิ กูน้ัน

35 (ข) นายบงั เอิญ เก็บนาฬิกาไดเรอื นหน่ึงในโรงหนงั ไมทราบวาใครเปน เจาของ จงึ นําไปโรงพัก มอบใหตํารวจ ตาํ รวจสบื ในเวลาตอ มาวา นายเลนิ เลอเปนเจา ของนาฬกิ า นายบงั เอิญมีสิทธิเรยี กรอ ง รางวัลจากนายเลินเลอ ไดตาม ปพพ. มาตรา 1324 นิตสิ มั พนั ธ (ความสมั พนั ธท างดานกฎหมาย) ระหวา งนายเกง กบั นายซวยในขอ ก ก็ดี กับนิติ สัมพนั ธระหวา งนายบังเอิญและนายเลินเลอในขอ ข ก็ดี มีลักษณะแตกตางกันอยางไร นติ ิสัมพันธร ะหวา ง นายเกง กบั นายซวย เปน นติ กิ รรม นิติสมั พันธร ะหวา ง นายบงั เอญิ และนายเลนิ เลอเปน นติ เิ หตุ 7.1.2 นิติเหตกุ ับเหตุการณธรรมชาติ และนิติเหตกุ บั นติ ิกรรม การกระทําตางๆ ดงั ตอไปนี้ เปน นิติกรรมหรอื ไม เพราะเหตใุ ด 1. ตอ ยตอบตกลงไปดูหนงั ตามคาํ ชวนของโตง ไมใชน ิติกรรม เพราะเปน การแสดงไมตรที างสงั คม 2. นายดา งบอกเลกิ สัญญาเชา บานท่นี ายเดนเชาอยู เปน นติ ิกรรม เพราะทาํ ใหส ทิ ธใิ นสัญญาเชา ระงบั ไป 3. นายซมุ ซา มขับรถชนนายเซอซาเปนเหตใุ หนายเซอ ซาตอ งไดร บั บาดเจบ็ ไมใ ชน ิติกรรม เปนนติ ิเหตุ เพราะเปนการกระทาํ ท่ีไมชอบดว ยกฎหมาย 7.1.3 ลกั ษณะของนติ ิกรรม นิติกรรมคืออะไร อธิบาย และยกตัวอยางประกอบ ลักษณะทั่วไปของนิตกิ รรมบญั ญตั ไิ วใ นมาตรา 149 แหง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยว า “นติ ิกรรมนัน้ ไดแ กก ารใดๆ อันทําลงโดยชอบดวยกฎหมาย และดว ยใจสมคั ร มงุ โดยตรงตอการผกู นิติสัมพนั ธขึน้ ระหวางบุคคล เพอ่ื จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซง่ึ สิทธิ” ซง่ึ จากบทบญั ญัตขิ องกฎหมายจากบทบญั ญัติมาตรา 149 นี้ เรา อาจบอกลกั ษณะทวั่ ไปของนติ ิกรรมไดเปน 5 ประการดวยกันคือ (1) การกระทําใดๆ ของบคุ คล (2) กระทําโดยชอบดวยกฎหมาย (3) กระทาํ โดยใจสมัคร (4) มงุ โดยตรงตอการผูกนติ ิสมั พนั ธข้นึ ระหวางบคุ คล (5) กระทาํ เพ่ือจะกอ เปลย่ี นแปลง โอน สงวนหรอื ชําระหน้ี ตัวอยา งเชน สญั ญาประเภทตา งๆ เชน สัญญาซ้ือขาย เชา ซอื้ จํานอง จาํ นาํ การบอกลางโมฆียกรรม 7.1.4 ผลของนิตกิ รรม ผลของนติ ิกรรมคืออยางไร ผลของนิตกิ รรมนนั้ จะมผี ลเมื่อใดและจะสน้ิ ผลเมอื่ ใดนนั้ ยอ มขนึ้ กับบทกฎหมาย แตละลกั ษณะท่ี ไดบงั คบั ไวเปน เรอ่ื งๆ ไป จะวางหลักแนน อนตายตัวไปไมได เพราะนติ กิ รรมกอ ใหเกดิ การเคลือ่ นไหวใน สทิ ธแิ ตกตา งกันไป 7.2 แบบและประเภทของนิติกรรม 1. กฎหมายกําหนดแบบของนิตกิ รรมข้ึนเพ่อื คมุ ครองประโยชนของรัฐและประชาชนโดยสว นรวม 2. แบบแหงนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยอ าจแบง ออกเปน 5 ประเภท คือ 1) ตอง ทาํ เปนหนังสือและจดทะเบียนตอ พนักงานเจาหนา ที่ 2) ตองจดทะเบยี นตอ พนักงานเจาหนา ท่ี 3) ตอ งทาํ เปนหนงั สอื ตอพนกั งานเจาหนาท่ี 4) ทาํ เปนหนงั สือระหวา งกันเอง 5) แบบอ่นื ๆ ท่ีกฎหมายกําหนด 3. นิตกิ รรมท่ที ําไมถกู ตองตามแบบมผี ลใหนติ ิกรรมน้นั เปนโมฆยี ะคือเสียเปลา 4. ประเภทของนิตกิ รรมนนั้ แบงไดห ลายประเภทข้ึนอยกู บั วา จะพิจารณาในดา นใด ซึ่งอาจแบงได ดังน้ี 1) นติ กิ รรมฝา ยเดยี วกับนติ ิกรรมหลายฝาย 2) นิติกรรมมีผลเมอื่ ผูทาํ ยงั มชี ีวติ อยูกบั นิติกรรมมีผลเมือ่ ผตู ายแลว 3) นิติกรรมมีคา ตางตอบแทนกับนิติกรรมไมม คี า ตอบแทน 4) นติ ิกรรมมเี งื่อนไขกบั นิตกิ รรมไม มเี งอ่ื นไข 5) นิตกิ รรมท่จี ะตองทาํ ตามแบบจงึ จะสมบรู ณกับนิตกิ รรมซง่ึ สมบูรณโ ดยเพยี งการแสดงเจตนา 7.2.1 แบบของนิติกรรม แบบของนิติกรรมแบงออกไดเ ปน กแี่ บบ อะไรบาง แบบของนติ กิ รรมอาจแบงออกเปน 5 ประเภท คอื (1) ตองทาํ เปน หนงั สือและจดทะเบยี นตอ พนักงานเจา หนา ที่ (2) ตองจดทะเบยี นตอพนกั งานเจา หนา ที่ (3) ตอ งทาํ เปน หนงั สอื ตอพนักงานเจาหนา ท่ี (4) ทําเปน หนงั สอื ไวเปน หลักฐานระหวางเอง (5) แบบอน่ื ๆ ทก่ี ฎหมายกาํ หนด

36 นิตกิ รรมที่ทําไมถ กู แบบจะมีผลอยา งไร ผลของนิตกิ รรมทท่ี าํ ไมถกู ตองตามแบบทาํ ใหนติ กิ รรมนนั้ ตกเปน โมฆะ คอื เสยี เปลา แตบ างกรณแี ม นิติกรรมนี้จะทาํ ไมถ ูกแบบ แตกอ็ าจจะสมบูรณเขา นติ ิกรรมแบบอนื่ ๆ ได เชน ตามมาตรา 1658 ท่ี พนิ ยั กรรมฝา ยการเมอื งซง่ึ อาจสมบูรณ เชน นิติกรรมไดโดยเขา แบบของพนิ ยั กรรมอยางอื่น 7.2.2 ประเภทของนติ ิกรรม นติ ิกรรมแบง ไดเ ปน ก่ปี ระเภท อะไรบา ง นิตกิ รรมแบง ไดห ลายประเภทขน้ึ อยกู บั วา จะพจิ ารณาในดา นใด ในทน่ี ้ีอาจแบง ได 5 ประเภท (1) นติ กิ รรมฝา ยเดยี วกบั นติ กิ รรมหลายฝา ย (2) นติ ิกรรมมผี ลเม่อื ผทู ํายงั มชี ีวิตอยูกบั นิตกิ รรมมผี ลเมอ่ื ผทู าํ ตายแลว (3) นติ กิ รรมมคี า ตา งตอบแทนกบั นิตกิ รรมไมม ีคา ตา งตอบแทน (4) นิติกรรมมีเงอื่ นไขกับนิตกิ รรมไมมเี งอ่ื นไข (5) นิติกรรมที่จะตอ งทาํ ตามแบบจงึ จะสมบูรณกบั นติ กิ รรมซงึ่ สมบรู ณโ ดยเพยี งการแสดงเจตนา 7.3 การแสดงเจตนา 1. การแสดงเจตนาตอ บคุ คลเฉพาะหนาสมบูรณเ ม่อื คูกรณไี ดเ ขาใจกนั 2. การแสดงเจตนาตอบุคคลที่อยหู า งโดยระยะทางยอ มสมบรู ณเ ปน การแสดงเจตนาเมอ่ื ไดสงไปแต จะมีผลก็ตอ เมอ่ื เวลาทไ่ี ปถึงคูกรณีอีกฝายหน่ึง 3. เม่อื เจตนาไดส งไปแลว ถึงแมวาในภายหลังผแู สดงเจตนาจะตายหรือตกเปน คนไรค วามสามารถก็ ตามการแสดงเจตนานั้นก็ยังสมบรู ณ 4. ถาคกู รณอี ีกฝายหนึ่งเมือ่ ไดร ับซึ่งการแสดงเจตนานัน้ เปนผเู ยาวกด็ ี เปน ผูท ี่ศาลไดส ง่ั เปนคนไร ความสามารถกด็ ี การแสดงเจตนาน้ันทานหา มมใิ หย กขึ้นเปน ขอตอ สูคูกรณนี ั้น แตขอความนที้ านมิใหใ ช บงั คบั หากปรากฏวา ผแู ทนโดยชอบธรรมไดรดู วยแลว 5. ในการตคี วามการแสดงเจตนานนั้ ทา นใหเพงเลง็ ถึงเจตนาอนั แทจรงิ กวา ถอ ยคาํ สาํ นวนตาม ตัวอักษร 7.3.1 การแสดงเจตนาตอบคุ คลผอู ยเู ฉพาะหนาและตอ บุคคลทอี่ ยหู า งโดยระยะทาง การแสดงเจตนาตอบคุ คลเฉพาะหนาสมบูรณเปนการแสดงเจตนาเมอื่ ใด สมบูรณเ ปน การแสดงเจตนาเมื่อคูกรณีเขา ใจกัน และตา งฝา ยตา งไดร ูเจตนาซ่งึ กันและกนั การแสดงเจตนาตอ บคุ คลทีอ่ ยหู างโดยระยะทาง สมบูรณเปนการแสดงเจตนา และมีผลเม่อื ใด ตามนัยแหง มาตรา 130 (วรรค 2) การแสดงเจตนาตอ บคุ คลทอ่ี ยหู างโดยระยะทางยอมสมบรู ณ เปน การแสดงเจตนาเมื่อไดส งไป และมีผลก็ตอ เมอื่ เวลาท่ไี ปถงึ คกู รณีอกี ฝา ยหนึ่งตามนัยมาตรา 130 (วรรคแรก) การไปถึงนนั้ ไมจ าํ เปน ทค่ี กู รณจี ะตองไดร ู 7.3.2 การแสดงเจตนาตอ ผเู ยาวและคนไรค วามสามารถ อธิบายหลักเกณฑก ารแสดงเจตนาตอ ผเู ยาว และคนไรค วามสามารถ การแสดงเจตนาตอ ผูเยาวและคนไรความสามารถกฎหมายบญั ญตั ิหลกั เกณฑไวใ นมาตรา 131 คือจะยกขึ้นเปน ขอ ตอสบู ุคคลดงั กลา วไมไ ด เวนแตผ แู ทนโดยชอบธรรมของบคุ คลนนั้ ๆ จะไดร กู ารแสดง เจตนาจึงจะมผี ล แตอยา งไรกด็ ตี ามมาตรา 28 ซ่ึงเปนกรณที ่ีผเู ยาวอ าจมฐี านะเสมอดงั บคุ คลผบู รรลุนติ ิ ภาวะ ดงั นน้ั ไมต อ งคํานงึ ถงึ ผแู ทนโดยชอบธรรมแตอ ยางไร 7.3.3 การตคี วามการแสดงเจตยา อธิบายการตคี วามการแสดงเจตนา หลกั การตคี วามการแสดงเจตนา บญั ญตั ไิ วใ นมาตรา 132 วา ใหเพง เลง็ ถึงเจตนาอนั แทจ รงิ ยิ่งกวา ถอ ยสาํ นวนความตวั อกั ษรแตเม่อื กฎหมายใชค าํ วา ตคี วาม ดงั นนั้ จะใชก ารตคี วามการแสดงเจตนาเม่อื กรณี เปนท่สี งสยั และการตคี วามตองคาํ นงึ ถึงหลกั ตามมาตรา 10 11 12 13 และ 14 ประกอบดว ย 7.4 หลักการขัดขวางเจตนา 1. วัตถุประสงคค ือประโยชนสุดทา ยที่ผแู สดงเจตนาทํานิตกิ รรมมุงประสงค 2. การอันเปนพนวิสัยคือเรอ่ื งท่ีไมเ ปน วสิ ัยทีจ่ ะทําได 3. การขัดตอความสงบเรยี บรอ ยและศลี ธรรมอันดีของประชาชน ถอื หลักวาเปนส่ิงท่ีกระทบถึง ประโยชนข องบุคคลทัว่ ไปแลว กเ็ ปน เรอ่ื งเกีย่ วกบั ความสงบเรยี บรอยของประชาชน และในเร่อื งศลี ธรรม อันดีนน้ั เปน เรื่องศลี ธรรมของสงั คม

37 4. กฎหมายเกย่ี วกบั ความสงบเรยี บรอ ยและศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน มีหลกั พจิ ารณาวา เปน บท บญั ญัติกฎหมายทม่ี ลี กั ษณะบังคับใหก ระทําโดยไมอ าจเลือกกระทาํ ได และเปน กฎหมายที่กระทบหรอื เก่ียวขอ งกบั ประโยชนข องประชาชนทัว่ ไป มใิ ชเ ฉพาะแตคูก รณรี วมทง้ั กระทบตอศีลธรรมของสงั คมดว ย 7.4.1 วตั ถุประสงคท ีเ่ ปน การตอ งหา มชดั แจง โดยกฎหมาย วตั ถุทป่ี ระสงคคืออะไร วัตถุประสงค คอื ประโยชนสุดทา ยทผี่ แู สดงเจตนาทาํ นติ กิ รรมปรารถนามงุ ประสงคไววา จะใหเ กดิ มขี ้นึ เปนอยา งไร โดยอาศัยนิตกิ รรมน้นั เปนประโยชนเ กดิ ผลสดุ ทา ยทนี่ ติ กิ รรมนัน้ จะพงึ อํานวยให วตั ถปุ ระสงคม ไี ดแตในการทํานติ กิ รรมเทา นน้ั วตั ถุประสงคแหงนติ กิ รรมตา งกบั วตั ถุแหง หนม้ี ีไดเพยี ง 3 ประการ คือ การกระทํา งดเวน การกระทํา และการสงมอบทรพั ยสิน วตั ถุทป่ี ระสงคเ ปน การตอ งหา มชัดแจงโดยกฎหมาย คอื อยา งไร และถา กระทาํ แลว จะมีผลใน กฎหมายอยา งไร วตั ถุประสงคเปน การตอ งหา มชดั แจงโดยกฎหมาย คือการทบี่ คุ คลใดมเี จตนาทํานิตกิ รรมเพือ่ ประโยชนท ีจ่ ะไดมาซง่ึ ส่งิ ทไี่ มช อบดว ยกฎหมาย หรอื กระทาํ การทก่ี ฎหมายบัญญตั ิหา มได เชน สัญญาซอื้ ขายปน เถอ่ื น สัญญาจา งใหไ ปวางเพลิง ปนเถอื่ นเปนสิ่งทม่ี ไี วในครอบครองเปนการผดิ กฎหมาย การ วางเพลิงเปน การกระทาํ ทผี่ ดิ กฎหมาย หรอื อาจเปนกรณซี ่งึ ปฏบิ ตั ิการอันชอบดว ยกฎหมายแลว แตม ีมี วัตถปุ ระสงคเ พม่ิ เตมิ ในทางผดิ กฎหมาย เชน ซ้อื มดี ไปเพอ่ื ใชฆา คน ซ้อื ปยุ ไปเพอื่ ใสตน กัญชา ผลในกฎหมายคือ การทม่ี วี ัตถทุ ปี่ ระสงค เปน การตอ งหามชดั แจง โดยกฎหมายตกเปน โมฆะคือ เสยี เปลาไมมผี ลบงั คบั 7.4.2 วตั ถปุ ระสงคเ ปนการพนวสิ ยั วัตถปุ ระสงคท่ีเปน การพน วิสยั คืออะไร มีผลในกฎหมายอยา งไร คือประโยชนสดุ ทา ยทผ่ี แู สดงเจตนาทาํ นติ กิ รรมมงุ ประสงคไ วว า จะใหเ กดิ ข้ึนนน้ั เปน เร่ืองทีไ่ มเ ปน วิสยั ที่จะทําได อาจเปนกรณคี นทัว่ ไปทาํ ไมไ ด เชน เสกคนใหเปน เทวดา ลอ งหนหายตัว เปนตน หรอื อกี นยั หนึ่งอาจผกู วา เปนเรอ่ื งพน วิสัยทเี ดยี วแตอ าจเปน กรณอี นั เปน วิสัยโดยปกติ แตเกิดเปนพน วิสัยเสยี แลวก็ได ผลในทางกฎหมายคอื การท่มี ีวตั ถปุ ระสงคเปนการพน วสิ ยั ตกเปน โมฆะคอื เสียเปลาไมมผี ลบังคบั 7.4.3 วตั ถุประสงคเ ปน การขดั ตอ ความสงบเรยี บรอ ยและศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนและกฎหมาย อนั เกย่ี วกบั ความสงบเรียบรอ ย หรอื ศลี ธรรมอันดี วัตถปุ ระสงคเปนการขดั ตอ ความสงบเรียบรอ ยและศีลธรรมอันดขี องประชาชน คืออะไร คอื ประโยชนส ดุ ทายทผี่ ูแ สดงเจตนาทาํ นติ ิกรรมมงุ ประสงคไวขดั กบั สิง่ ทกี่ ระทบถงึ ประโยชน บคุ คลทว่ั ไปหรือประชาชน หรอื กระทบถงึ ศีลธรรมในสงั คม กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน คืออะไร คือกฎหมายซง่ึ มลี กั ษณะบงั คบั ใหก ระทาํ โดยมอิ าจเลือกกระทาํ ไดและเปน กฎหมายซึง่ กระทบหรอื เก่ยี วของกบั ประโยชนข องประชาชนทวั่ ไปมิใชเฉพาะแตค ูกรณี รวมท้งั กระทบตอ ศลี ธรรมอนั ดขี องสงั คม วัตถปุ ระสงคเ ปน การขัดตอ ความสงบเรียบรอยและศลี ธรรมอันดีของประชาชน และกฎหมายอัน เกี่ยวกับความสงบเรยี บรอ ยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตางกนั อยางไร วตั ถปุ ระสงคเ ปนการขดั ตอ การขดั ตอ ความสงบเรียบรอ ย หรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชนนบั เปน เรื่องซึ่งเกิดจากการแสดงเจตนาของการทาํ นติ กิ รรมดงั น้ันจงึ เกิดขน้ึ จากการแสดงเจตนา สว นกฎหมายอัน เกย่ี วกับความสงบเรียบรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชนนน้ั เปน เรือ่ งท่มี ีบทบญั ญตั ิในกฎหมายแนนอน ตายตวั แตห ลักเกณฑท ่ีจะพจิ ารณาวาการใดๆเกยี่ วกบั ความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน นนั้ ใชในหลักการพจิ ารณาเชนเดียวกนั แบบประเมนิ ผล หนวยที่ 7 นิติกรรมและการแสดงเจตนา มาตรา 149 นติ กิ รรม หมายความวา การใดๆ อันทําลงโดยชอบดว ยกฎหมายและดว ยใจสมัคร มุง โดยตรงตอการผกู นิติสัมพันธข ึน้ ระหวา งบุคคล เพือ่ จะกอ เปลีย่ นแปลง โอน สงวน หรอื ระงับซึง่ สทิ ธิ จากบทบัญญตั ิของมาตรานี้ อาจบอกลักษณะของนติ กิ รรมไดเ ปน 5 ประการดว ยกนั คือ (1) การกระทําใดๆของบุคคล (2) กระทําโดยชอบดว ยกฎหมาย (3) กระทําดวยใจสมัคร (4) มุงโดยตรงตอ การผกู นิติสัมพันธขึ้นระหวา งบุคคล (5) กระทําเพือ่ จะกอ เปล่ียนแปลง โอน สงวนหรือระงับสทิ ธิ นิตเิ หตุ คือเหตุการณใ ดๆ ทท่ี าํ ใหเกดิ ความเคล่อื นไหวในสทิ ธติ ามกฎหมาย ประเภทของนิตเิ หตุ มี 2 ประเภทคือ

38 (1) นิติเหตุท่เี กดิ จากเหตกุ ารณธรรมชาติ โดยปกติแลวเหตุการณตามธรรมชาตไิ มมผี ลในกฎหมายแตอยา งใด เชนฝน ตก ฟา รอ งนา้ํ ทว ม มีเหตุการณต ามธรรมชาตบิ างประการซึง่ กอใหเ กิดความเคล่อื นไหวในสิทธไิ ด เชนการเกิด การตาย ทง่ี อกริ ตลง่ิ เปนเหตกุ ารณนอกเหนอื เจตนาของมนุษยแ ตก ฎหมายยอมรบั บงั คับใหเ กิดสิทธิและหนา ทขี่ ้ึนได (2) นิตเิ หตทุ เ่ี กิดจากการกระทาํ ของบุคคล คอื นิติเหตุซ่ึงบคุ คลเปนผกู อใหเกิดขนึ้ นัน่ เอง แบง ออกไดเปน 2 ชนิด คอื การกระทําที่ชอบดวยกฎหมายและการกระทําท่ีไมชอบดว ยกฎหมาย ™ การกระทาํ ของบุคคลทช่ี อบดว ยกําหมาย การกระทาํ ทอ่ี ยูใ นกรอบภายใตบังคับแหง กฎหมายโดยผกู ระทํามี เจตนาหรือตัง้ ไวใหเกดิ ผลในกฎหมายข้ึน การกระทําของบคุ คลในลักษณะน้เี รียกวา นติ กิ รรม การกระทาํ ทเี่ กิดขนึ้ เองโดยอํานาจ ของกฎหมาย ผลในกฎหมายทเี่ กิดขึน้ เองแมวา ผกู ระทํามิไดตงั้ ใจใหเ กิดผลในทางกฎหมาย เชน เรื่องการจดั การงานนอกส่ัง เรอื่ ง ลาภมคิ วรได ™ การกระทาํ ที่มชิ อบดว ยกฎหมาย เชนการกระทาํ ละเมดิ ซ่งึ ไดแ กก ารกระทําผิดกฎหมายทําใหผ อู นื่ ไดรับความ เสียหาย เหตกุ ารณตามธรรมชาติอยางใดท่ีกฎหมายยอมรับใหเ กดิ ผลทางกฎหมายโดยกอใหเกิดสทิ ธแิ ละหนา ท่ีระหวางบุคคล ข้ึน เหตนุ น้ั ๆ ยอ มเปน นิตเิ หตุทัง้ ส้นิ กลาวโดยสรุปไดว า นิติเหตนุ ัน้ อาจเกดิ ขนึ้ ไดโ ดยเหตุการณธ รรมชาติ แตเหตุการณธ รรมชาติ โดยทั่วไปแลวไมใชนิติเหตุ การใดเปน นติ ิกรรม การนัน้ ยอ มเปน นิติเหตอุ ยางหน่งึ เสมอ แตน ิติเหตไุ มจ ําเปนตองเปน นิติกรรมเสมอไป วัตถปุ ระสงคของนติ ิกรรม คือ ประโยชนส ดุ ทา ยหรือความมุง หมายสุดทา ยทผี่ ูท ํานติ กิ รรมเจตนาท่ีจะใหเ กดิ ผล็อยางใด อยา งหนึง่ ข้ึน นติ ิกรรมแบง ออกเปน 5 ประเภท คือ (๑) นติ ิกรรมฝายเดียว และนิติกรรมหลายฝาย – นติ ิกรรมฝา ยเดยี ว เชน การทําพนิ ัยกรรม คาํ มั่นจะใหรางวัล การบอก ลางโมฆยี ะกรรม การใหสัตยาบัน คาํ เสนอหรอื คําสนอง - สว นนติ ิกรรมหลายฝาย อาจเรียกเปนนติ ิกรรมสองฝา ย นติ กิ รรม ประเภทนคี้ ือ สัญญานัน่ เอง (๒) นติ กิ รรมมผี ลเมื่อผทู าํ ยังมชี วี ติ อยกู บั นติ ิกรรมมีผลเม่ือผูทําตายแลว (๓) นติ กิ รรมมีคา ตางตอบแทนกับนติ ิกรรมไมม คี า ตา งตอบแทน – นิตกิ รรมที่มคี าตางตอบแทน เชน ซ้ือขาย เชา ทรัพย จางทาํ ของ จา งแรงงาน --สวนนติ ิกรรมไมมีคาตางตอบแทน เชน พนิ ยั กรรม การใหโ ดยเสนห า ยืมใชคงรปู ฝากทรพั ยไ มมี บําเหนจ็ (๔) นติ กิ รรมมีเงื่อนไข เงอ่ื นเวลา กบั นิติกรรมไมมีเงื่อนไขเงอื่ นเวลา (๕) นติ กิ รรมที่จะตองทาํ ตามแบบจงึ จะสมบรู ณกับนิตกิ รรมซ่ึงสมบูรณโดยการแสดงเจตนา มาตรา 150 การใดมีวัตถปุ ระสงคเปน การตอ งหามชัดแจง โดยกฎหมายเปนการพน วิสยั หรอื เปน การขดั ตอความสงบ เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชน การนน้ั เปน โมฆะ มาตรา 151 การใดเปน การแตกตางกับบทบญั ญตั ิของกฎหมาย ถามใิ ชกฎหมายอันเก่ยี วกับความสงบเรยี บรอยหรือ ศีลธรรมอนั ดีของประชาชน การน้ันไมเปนโมหะ 1. ในกรณที ีไ่ มม ีกฎหมายลายลักษณอกั ษรมาปรบั แกค ดี ศาลตอ ง วนิ จิ ฉยั ตามคลองจารตี ประเพณี 2. ในเรื่องทเ่ี กย่ี วกบั เหตุสุดวสิ ยั ไดแก (ก) น้าํ ทวมทาํ ใหถ นนขาดทาํ ใหไ มสามารถเดินทางได (ข) ฟา ผา โคตาย (ค) โจรปลน (ง) สงคราม 3. ทง่ี อกรมิ ตล่ิง ถือวาเปน นิตเิ หตุ 4. การปลดหน้ี ถือวา เปนนิติกรรม 5. นติ กิ รรมซง่ึ ทาํ ไมถูกแบบ มผี ลใหน ิตกิ รรมนนั้ เปน โมฆะ มาตรา 152 การใดมิไดทาํ ใหถ ูกตอ งตามท่ีกฎหมายบังคับไว การนั้นเปนโมฆะ มาตรา 153 การใดมิไดเปน ไปตามบทบญั ญตั ิของกฎหมายวา ดวยความสามารถของบคุ คลนัน้ เปนโมฆียะ 6. พินยั กรรม ถอื เปนนติ ิกรรมฝายเดยี ว 7. การทาํ เปนหนงั สือระหวา งกนั ถือเปนแบบของนิตกิ รรม 8. ผเู ยาวบรรลนุ ิตภิ าวะ เปนนติ เิ หตุ หนวยที่ 8 การควบคุมการแสดงเจตนา 1. กฎหมายรับรองหลกั ในเรื่องความศกั ด์ิสิทธ์ิในการแสดงเจตนาของบุคคลสาํ คญั เมื่อบุคคลได แสดงเจตนาออกมาแลว ก็ตองผูกพันตามนน้ั แมใ นใจของผูแ สดงเจตนาจะไมตอ งผูกพันก็ตาม 2. การแสดงเจตนาเขาทํานิตกิ รรมจะตอ งเกดิ จากเจตาทีแ่ ทจ รงิ หากการแสดงเจตนานัน้ วปิ รติ อาจ เนอ่ื งจากถกู ขมขหู รอื ถูกกลฉอ ฉลหรือสาํ คัญผดิ ก็ตาม ซึง่ ทาํ ใหก ารแสดงเจตนาน้ันไมตรงกบั เจตนาภายใน อันแทจ ริง หรอื อาจจะเรยี กวา เปน การแสดงเจตนาโดยไมสมคั รใจ กฎหมายจึงตอ งเขามาควบคุมเพื่อ ความเปน ธรรม 8.1 การแสดงเจตนาทไ่ี มตรงกับเจตนาที่แทจรงิ 1. เจตนาซอ นเรนคือ ความตงั้ ใจท่ีจะไมผ กู พันตามเจตนาท่ีตนไดแสดงออกไป ผลของการแสดง เจตนาซอ นเรนคอื ตอ งผกู พนั ตามที่ตนไดแ สดงออกมา เวนแตค ูกรณอี กี ฝา ยหนึง่ จะไดร ูถึงเจตนาอันซอน เรนอยใู นใจของผูแสดงเจตนาน้นั

39 2. เจตนาลวง คอื บุคคลสองฝายสมคบหรือหลอกบุคคลบคุ คลอ่นื วา มนี ิติกรรมซึ่งคกู รณีทัง้ สองฝาย ไดทาํ ขึ้นจริง แตท จี่ รงิ แลว ไมมี ผลของการแสดงเจตนาลวงเปนโมฆะ แตหามยกข้ึนเปนขอตอสูกับ บคุ คลภายนอกผูทาํ การโดยสุจริต และตองเสยี หายจากการแสดงเจตนาลวงนน้ั 3. นิติกรรมอาํ พราง คอื การแสดงเจตนาลวงอยางหนงึ่ ซ่ึงมกี ารทาํ นติ กิ รรมขนึ้ 2 นิตกิ รรม โดยมนี ติ ิ กรรมซง่ึ คูกรณมี ิไดม งุ ผูกพันกนั จรงิ อาํ พราง คือ ปกปด นิตกิ รรมอีกอนั หนง่ึ ซึ่งคูกรณีตอ งการจะผกู พันใหมี ผลทางกฎหมายอยางแทจริง ผลของการทาํ นิตกิ รรมอําพรางคอื ใหน ําบทบัญญัติของกฎหมายอนั เกยี่ วกบั นิติกรรมท่ีถกู อาํ พรางมาใชบ ังคบั 8.1.1 การแสดงเจตนาซอนเรน ก มีนาฬิกาสวยอยูเรอื นหนงึ่ ข ออกปากขอยมื หลายหนในที่สุด ก โกรธจึงถอดนาฬิกาใหแ ลว พูดวา “ราํ คาญจรงิ เอาอยากไดเอาไปใสใ หพ อใจเลยไป” เชน นค้ี วามผกู พันระหวา ง ก และ ข จะมีผล อยางไรในกฎหมาย ตามนัยแหง มาตรา 154 สญั ญายืมระหวา ง ก และ ข น้นั สมบูรณมผี ลผูกพันกนั ตามกฎหมาย ก จะอา งเจตนาซอนเรน ของตนทปี่ ระชดใหน าฬกิ า ข ยืมดวยความโกรธมาเปน ขอ อา งไมไ ดเ พราะ ข ไม สามารถจะรูถงึ เจตนาซึ่งซอ นเรน อยใู นใจของ ก ได แตถ า กรณฟี ง ไดว า ข เองกร็ อู ยวู า ท่ี ก ทาํ ไปนนั้ เปน การประชดตน ก ไมม ีเจตนาจะใหยืม เชน นี้ เมอ่ื ตา งฝา ยตา งรูถงึ เจตนาทีแ่ ทจ ริงท้ังสองฝา ยก็ไมมีความ ผูกพันตามสญั ญายมื สัญญายืมจงึ เปน โมฆะ ใชบงั คบั ไมไ ด 8.1.2 เจตนาลวง เจตนาลวงคอื อะไร มผี ลในกฎหมายอยางไร (1) คอื ตอ งมบี คุ คล 2 ฝา ยสมรกู ันหรอื สมคบกนั หลอกคนอน่ื วามนี ติ กิ รรมซง่ึ คกู รณที ง้ั 2 ฝา ยได ทําข้ึนแตทจี่ รงิ แลว ไมมตี ามนยั แหง มาตรา 155 (2) ผลของการแสดงเจตนาลวงนัน้ ตามนัยทาตรา 155 กฎหมายบัญญตั ิใหเปน โมฆะคือเสียเปลา ไมมีผลในกฎหมาย เพราะการแสดงเจตนาลวงนนั้ ถอื วา ไมม ีอะไรทจ่ี ะผกู พันกันเลย แตส มคบทาํ ใหคนอนื่ เขาใจผดิ วา มคี วามผกู พนั กนั ดงั นนั้ ระหวา งคกู รณจี งึ ไมม อี ะไรผกู พนั กัน แตถ า การแสดงเจตนาลวงน้ันมี ผลทําใหบคุ คลภายนอกผูซ ง่ึ ตอ งทาํ การโดยสุจริต และตอ งเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนนั้ แลว ยก ความเปน โมฆะในขอนี้มาใชย ันบุคคลภายนอกไมได 8.1.3 นติ กิ รรมอาํ พราง ข มรี ถจกั รยาน 2 คนั คนั หนึง่ ใหม อกี คนั หนึง่ เกา จักรยานคันเกา ข ไดใหแ ก ก เพอื่ นของตนขอ ยมื ใชชวั่ คราว แต ก และ ข กไ็ ดบ อกแกค นทว่ั ไปวา ข ไดข ายจักรยานคนั เกาให ก แลวเพราะไมต องการ ใหเ พือ่ นคนอืน่ ๆ มาขอยมื ใชอีกตอมามคี นมาตดิ ตอ ขอซอื้ จักรยานคนั เกา ข จงึ คิดจะขายจักรยานคนั เกา เสยี เพราะยังไดเ งินใชบ า งดกี วาให ก ยมื ใชเปลา ๆ ข จึงทวงรถจกั รยานจาก ก ก ไมยอมใหโ ดยอางวา ไดบออกคนอ่นื ๆไปแลววา ไดซือ้ จักรยานมาแลว แลว จะมาทวงคนื ไดอ ยางไร เชน นคี้ วามผูกพันระหวา ง ก และ ข ในกฎหมายจะมีผลอยา งไร ท้ัง ก และ ข ไดท ํานติ กิ รรมอําพรางขน้ึ คอื ไดท าํ นิตกิ รรมสญั ญาขนึ้ และสัญญาซื้อขายนนั้ ทาํ ขึน้ เพ่อื ปด บงั อาํ พรางสญั ญายมื ซ่งึ ท้งั ก และ ข ตองปด บงั อาํ พรางไว ตามนัยแหง มาตรา 155 วรรคสอง ใหนาํ บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายในเรื่องนติ กิ รรมที่ถกู อําพรางไว มาใชบ ังคบั ในทนี่ น้ี ิติกรรมทถ่ี กู อําพรางไวคอื สญั ญายืมในเม่อื แตแ รก ก และ ข ตอ งการผกู พนั กันตาม สญั ญายมื แลว ก จะไมยอมคนื จกั รยานไมไ ด เพราะสญั ญาซอื้ ขายซึ่งทาํ ไวห ลอกชาวบา นนนั้ ตกเปนโมฆะ 8.2 การแสดงเจตนาโดยวิปริต 1. การแสดงเจตนาถา ทาํ ดว ยสําคญั ผดิ ในส่ิงทเี่ ปนสาระสําคัญ แหงนติ ิกรรมเปน โมฆะแตถ าความ สาํ คัญผิดนน้ั เปน เพราะความประมาทเลนิ เลออยา งรา ยแรงของบุคคลผแู สดงเจตนาไซร ทา นวา บคุ คลผนู ้ัน ถือเอาความไมส มบูรณน นั้ มาใชประโยชนแกตนไมได 2. การแสดงเจตนา ถา ทาํ ดวยสําคญั ผิดในคุณสมบตั ขิ องบุคคลหรือทรพั ย ซงึ่ ตามปกติยอ มนับวา เปน สาระสาํ คัญนนั้ เปนโมฆียะ 3. การแสดงเจตนาอนั ไดม าเพราะกลฉอ ฉลก็ดี เพราะขม ขกู ด็ ีเปน โมฆยี ะ แตถาคูกรณีฝา ยหน่งึ ได แสดงเจตนาเพราะกลฉอฉลของบคุ คลภายนอก การจะเปน โมฆยี ะตอเม่ือคูก รณีอีกฝายหนง่ึ ไดร หู รอื ควรจะ รกู ลฉอ ฉลน้ัน การบอกลา งการแสดงเจตนาซึ่งไดทําข้นึ เพราะกลฉอฉลนนั้ หามมิใหยกข้นึ เปนขอ ตอ สู บุคคลภายนอกผูทาํ การโดยสจุ ริต 4. การอนั จะเปนโมฆียกรรมเพราะกลฉอฉลน้ันตอ เมือ่ ถึงขนาด ซง่ึ ถามไิ ดม กี ลฉอฉลน้ัน การอันนนั้ ก็ คงมิไดท าํ ข้ึน

40 5. กลฉอฉลเพ่อื เหตุคือ เพยี งไดจงู ใจใหคกู รณฝี ายหนึ่งยอมรบั เอาซึง่ ขอกาํ หนดอนั หนักย่งิ กวาทีเ่ ขา จะยอมรับโดยปกติ กลฉอ ฉลเพ่ือเหตุนน้ั จะบอกลา งเสียทเี ดยี วไมไ ด คูกรณนี ั้นไดแ ตจ ะเรยี กเอาคา สินไหม ทดแทน 6. การขมขูท ีจ่ ะทาํ ใหการใดตกเปน โมฆยี ะนั้นจะตองถงึ ขนาดที่จะจูงใจผูถ กู ขมขใู หมมี ลู ตอ งกลัวจะ เกิดความเสียหายเปน ภยั แกตนเอง แกสกลุ แหงตนหรอื แกท รัพยส นิ ของตน เปนภัยอนั ใกลจะถงึ และอยา ง นอยรายแรงเทา กับทจี่ ะพงึ กลวั ตอการอันเขากรรโชกนัน้ 7. การขูว าจะใชสทิ ธอิ นั ใดอันหนงึ่ ตามปกตินยิ มก็ดี เพียงแตความกลวั เพราะนับถือยําเกรงก็ดี ไมถอื เปน การขมขู 8. ในการวนิ จิ ฉัยคดขี อ สําคัญผิดกด็ ี กลฉอ ฉลกด็ ี ขม ขกู ็ดี ทา นใหพ อเคราะหถงึ เพศ อายุ ฐานะ อนามยั และนิสัยใจคอของผเู จา ทกุ ข ตลอดถึงพฤติการณอ นื่ ทง้ั ปวงอนั อาจเปนนา้ํ หนักแกก ารน้ันดวย 8.2.1 การแสดงเจตนาโดยสาํ คญั ผดิ อธิบายความสาํ คญั ในคุณสมบตั ิของบุคคลหรือทรพั ย ซึง่ ตามปกติยอมนบั วา เปนสาระสาํ คัญ ในเรือ่ งสาํ คัญผิดในคณุ สมบัตขิ องบุคคลหรอื ทรพั ยส ินที่เปน สาระสาํ คญั ทาํ ใหน ิตกิ รรมซ่ึงเกดิ จากการแสดงเจตนานนั้ เปน โมฆียะไมไดห มายความแตเ พยี งลกั ษณะรปู รา ง เนื้อตัวแตอ ยา งเดยี ว แต หมายความถงึ คุณลกั ษณะทงั้ หลายทง้ั ปวงมีผลกระทบกระเทือนถงึ ความเชื่อถงึ คณุ คา แหง บุคคลหรอื ทรพั ยส ินน้ัน อนั นับไดวา เปน คุณสมบตั ซิ ่ึงเปนสาระสาํ คญั ตอ งเปน คณุ สมบตั ทิ จี่ ะทาํ ใหบ ุคคลหรอื ทรัพย ตา งลกั ษณะตา งชนิดตางประเภทไปจากความเขา ใจของผทู าํ นติ ิกรรม ซึง่ ทก่ี ลา วมาแลว เปนเพียงหลกั ใน การพิจารณาเทา นนั้ จะวางเปนกฎหมายตายตวั นน้ั ไมไ ด ตอ งพิจารณาเปน เร่ืองๆ ไปตามเจตนาแหง คูก รณี เปน เรอื่ งๆไป อธิบายขอ แตกตา งระหวา งความสําคญั ผิดในสิ่งซง่ึ เปนสาระสําคัญแหง นิตกิ รรมกบั ความสาํ คัญผดิ ในคุณสมบัติของบุคคลหรอื ทรพั ย ซง่ึ ตามปกตยิ อ มนับวา เปนสาระสําคัญ ขอแตกตา งระหวา งสาระสาํ คญั แหง นิตกิ รรมกบั คณุ สมบัตทิ ี่เปน สาระสาํ คัญ คือ สาระสําคญั แหง นติ กิ รรมเปน เรอ่ื งที่มกี ําหนดอยใู นเรอื่ งนิติกรรม เปน สว นทีต่ อ งอยตู ามสภาพของ นิติกรรม คอื ประเภทของนิตกิ รรมบคุ คลทท่ี าํ นติ กิ รรม และทรัพยท เี่ ปน วัตถุแหง นติ กิ รรม ซึ่งทั้ง 3 ส่งิ นต้ี อ ง มอี ยูใ นนิติกรรมอยแู ลว แตใ นเรื่องคุณสมบัตินน้ั ดงั ไดก ลาวแลว ในนิติกรรมบางประเภท คณุ สมบตั ิไมใช สาระสําคญั ของนิตกิ รรมแตอยา งใดเลย คณุ สมบตั เิ ปนเรอ่ื งของเจตนาของแตล ะบคุ คลซึ่งมกั คดิ ตามแต คนจะตอ งการคณุ สมบัตอิ ยา งไรจงึ ถอื เปน สาระสาํ คญั ผลของความสําคญั ผดิ ในสาระสําคัญแหง นิตกิ รรมนน้ั คือ เปน โมฆะ แตใ นเรือ่ งสาํ คญั ผดิ ใน คุณสมบตั ทิ ่ีเปน สาระสําคญั นน้ั มผี ลทาํ ใหน ติ กิ รรมเปน โมฆียะ 8.2.2 การแสดงเจตนาโดยถูกกลฉอฉล กลฉอ ฉลเพอื่ เหตุคืออะไร และมผี ลเปนอยา งไร กลฉอฉลเพอื่ เหตตุ ามนัยแหง มาตรา 161 นัน้ ไมทาํ ใหก ารแสดงเจตนาเปน โมฆยี ะ เพราะเปน กล ฉอ ฉลที่ไมถ งึ ขนาด เปน เพยี งแตท าํ ใหผแู สดงเจตนา เพราะกลฉอฉลเพอ่ื เหตุนนั้ ตอ งยอมรบั เอาซ่ึง ขอ กาํ หนดอันหนักยง่ิ กวา ท่ีเขาจะยอมรบั เทา นั้น กฎหมายใหผ ทู ตี่ องยอมรบั ขอ กําหนดซงึ่ หนกั กวา ปกตนิ ้นั ไดร ับคา สนิ ไหมทดแทนจากผทู ีก่ ระทาํ กลฉอ ฉลนั้น 8.2.3 การแสดงเจตนาโดยถูกขม ขู จงอธิบายถึงผลของการแสดงเจตนาเพราะถกู ขม ขู ผลของการขม ขถู งึ ขนาดเปน การขม ขนู นั้ ทาํ ใหนิติกรรมเปน โมฆยี ะ แตอ ยางไรก็ตามในหลกั การ วินิจฉยั คดี (มาตรา 167) ในเรอื่ งขม ขู จะตอ งพเิ คราะหถ งึ เพศ อายุ ฐานะ อนามยั และนสิ ัยใจคอของเจา ทุกขตลอดถึงพฤตกิ ารณอ น่ื ทง้ั ปวงอันอาจเปนน้าํ หนักแหง การน้นั ดว ย ซ่งึ กลา วงา ยๆ วาในการวินิจฉัยคดี เกยี่ วกับการขม ขู ศาลใชหลักเกณฑด งั กลาวในการพิจารณา เพราะการแสดงเจตนาโดยถกู ขม ขนู จี้ ะใช ความรสู กึ นกึ คดิ ของบคุ คลธรรมดาเปน มาตรฐานแนนอนไมไ ด แมก ารขม ขจู ะเกดิ จากบคุ คลภายนอกกท็ าํ ใหก ารแสดงเจตนาน้นั เปนโมฆียะ ตามนยั มาตรา 166 แบบประเมนิ ผล หนว ยท่ี 8 การควบคุมการแสดงเจตนา มาตรา 154 การแสดงเจตนาใดแมใ นใจจริงผูแสดงจะมิไดเจตนาใหต นตองผูกพันตามทีแ่ สดงออกก็ตาม หาเปน มลู เหตุ ใหการแสดงเจตนาน้ันเปน โมฆะไม เวน แตคูกรณอี ีกฝา ยหนงึ่ จะไดรูถงึ เจตนาอนั ซอนอยูในใจของผแู สดงนนั้ มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรกู ับคูกรณีอีกฝา ยหน่ึงเปนโมฆะ แตจ ะยกข้ึนเปน ขอตอ สบู ุคคลภายนอก ผกู ระทาํ การโดยสจุ รติ และตองเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนนั้ มิได ถา การแสดงเจตนาลวงตามวรรคหน่ึงทําขึ้นเพอ่ื อาํ พรางนิตกิ รรมอ่ืน ใหนาํ บทบัญญัตขิ องกฎหมายอนั เกยี่ วกบั นิตกิ รรมท่ี ถูกอาํ พรางมาใชบงั คับ มาตรา 156 การแสดงเจตนาโดยสําคญั ผดิ ในสิ่งซงึ่ เปนสาระสําคัญแหงนิติกรรมเปนโมฆะ

41 ความสําคัญผดิ ในส่งิ ซึง่ เปนสาระสาํ คัญแหงนติ ิกรรม ตามวรรคหนึง่ ไดแก ความสําคญั ผิดในลักษณะของนิตกิ รรม ความสําคัญผิดในตัวบคุ คลซึง่ เปนคกู รณีแหงนิติกรรมและความสําคญั ผดิ ในทรัพยสินซง่ึ เปน วัตถแุ หงนิติกรรม เปนตน มาตรา 160 การบอกลางโมฆียกรรมเพราะถูกกลฉอฉลตามมาตรา 159 หามมิใหยกเปนขอตอสูบุคคลภายนอกผูกระทํา การโดยสุจริต มาตรา 161 ถากลฉอ ฉลถา เปน แตเพยี งเหตจุ ูงใจใหค ูกรณีฝายหนง่ึ ยอมรับขอ กําหนดอนั หนักยิ่งกวาท่คี ูกรณีฝา ยนัน้ จะ ยอมรับโดยปกติ คกู รณีฝายนน้ั จะบอกลางการนนั้ หาไดไ ม แตชอบทีจ่ ะเรียกเอาคา สนิ ไหมทดแทนเพือ่ ความเสียหายอันเกิดจาก กลฉอ ฉลน้ันได มาตรา 164 การแสดงเจตนาเพราะถูกขมขเู ปน โมฆียะ การขม ขทู ่ีจะทําใหการใดตกเปนโมฆยี ะน้นั จะตอ งเปน การขม ขูท่ีจะใหเ กิดภัยอันใกลจะถึงและรายแรงถงึ ขนาดทีจ่ ะจูง ใจใหผูถกู ขมขมู ีมูลตอ งกลวั ซ่ึงถามไิ ดมกี ารขม ขเู ชน น้ัน การนน้ั กค็ งจะมไิ ดกระทําข้ึน มาตรา 165 การขูวา จะใชส ทิ ธิตามปกตนิ ยิ ม ไมถ อื วา เปนการขมขู การใดท่ีทําไปเพราะนับถือยําเกรง ไมถอื วาการนน้ั ไดกระทําเพราะถกู ขม ขู มาตรา 166 การขมขูยอ มทาํ ใหการแสดงเจตนาเปน โมฆียะแมบ ุคคลภายนอกจะเปน ผขู มขู เจตนาลวง นนั้ เปนการสมรูกันโดยคูกรณี มิไดม ีเจตนาที่จะผกู นติ สิ ัมพนั ธกันแตอยางใด ดังนน้ั เม่อื ไมมีเจตนา กฎหมายจงึ บญั ญัตใิ หก ารแสดงเจตนาลวงเปน โมฆะ เสียเปลา ไมเ กิดผลในกําหมาย แตนติ ิกรรมอําพราง นน้ั เปนเร่อื งซ่ึง คูกรณีมเี จตนาหากแตป กปดนติ กิ รรมทตี่ นตองการใหมีผลไว กฎหมายจงึ ใหบังคบั ใหเกดิ ผลในทางนติ กิ รรมซ่ึงตองการใหมีผล ผกู พันตามเจตนาของคูกรณี การแสดงเจตนาลวง นนั้ มีการแสดงเจตนาเพยี งครั้งเดียว สวนนติ กิ รรมอาํ พรางเปน การแสดงเจตนาทํานติ กิ รรม 2 คร้งั แตครั้งหลงั กระทาํ ขึน้ เพือ่ ปดบงั อําพรางคร้งั แรก 1. การแสดงเจตนาโดยวปิ ริตทที่ าํ ใหนิตกิ รรมตกเปนโมฆะไดแก สาํ คญั ผิดในตวั ทรัพยซ งึ่ เปน วตั ถุแหง นิติ กรรม มาตรา 156 การแดสงเจตนาโดยสาํ คัญผิดในสิ่งซ่งึ เปน สาระสําคญั แหงนิตกิ รรมเปนโมฆะ ความสาํ คญั ผิดในสิง่ ซึง่ เปน สาระสาํ คัญแหงนิตกิ รรมตามวรรคหนึ่งไดแ ก ความสําคญั ผดิ ในลักษณะของนติ ิกรรม ความสําคัญผดิ ในตัวบุคคลซ่ึงเปนคูกรณีแหงนิติกรรมและความสําคญั ผิดในทรัพยส ินซ่งึ เปน วตั ถุแหงนิติกรรม เปน ตน 2. ในกรณีบคุ คลสองฝาย ทํานติ ิกรรมขึน้ เพอ่ื ปกปด นิตกิ รรมอีกอนั หนง่ึ เรยี กวา นติ ิกรรมอาํ พราง 3. การทีเ่ จา หนขี้ วู า ถา ลูกหนไ้ี มช าํ ระหนี้ ตนจะตองฟอ งศาลใหล ูกหนตี้ กเปนบุคคลลมละลาย ลูกหนเ้ี กดิ ความ กลัวจงึ ไดชาํ ระหนี้ไป การชําระหน้ใี นกรณนี จี้ ะมผี ล สมบรู ณเ พราะเปน การใชส ทิ ธติ ามปกตนิ ิยม 4. นติ กิ รรมทม่ี กี ารจูงใจใหค กู รณอี ีกฝายหน่ึงยอมรับเองซ่งึ ขอกําหนดหนักยิง่ กวา ที่เขาจะยอมรบั โดยปกตจิ ะมี ผล สมบรู ณตามกฎหมาย แตอาจเรียกคา สนิ ไหมทดแทนได 5. การพิมพล ายมอื ช่ือในสญั ญาใหเ ชาทด่ี นิ โดยคดิ วาเปน สญั ญาจางวา ความ สญั ญานี้มผี ล ตกเปน โมฆะ เพราะสาํ คญั ผดิ ในประเภทของนติ กิ รรม 6. ในกรณีทบ่ี คุ คลสาํ คญั ผดิ ในคณุ สมบตั ิของบคุ คลหรือทรัพยซ ง่ึ ตามปกติ ถอื เปน สาระสาํ คัญไมอ าจยก ความสําคญั ผดิ นน้ั มาเปนประโยชนแ กต นได คอื ความสําคัญผดิ เกิดข้นึ เพราะความประมาทเลินเลอ อยา ง รายแรงของผแู สดงเจตนา 7. การแสดงเจตนาโดยบคุ คลอืน่ ใชอบุ ายหลอกลวงใหเขา ใจผดิ ในทางกฎหมายเรยี กวา กลฉอ ฉล 8. เจตนาซอนเรน คอื เปน การแสดงเจตนาท่ไี มต รงกบั เจตนาท่แี ทจรงิ ที่ซอ นอยูภายในใจของตนเอง 9. การแสดงเจตนาลวงโดยสมรูกบั คกู รณี จะยกเปนขอ ตอสบู ุคคลภายนอกไมได ในกรณีบคุ คลภายนอก สุจริต และตอ งเสยี หาย หนวยท่ี 9 โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม 1. นติ ิกรรมทีเ่ ปน โมฆะ คอื นติ ิกรรมทีไ่ มม ีผลในทางกฎหมายเลยทั้งไมอ าจใหสตั ยาบันแกก ันได และผมู ีสว นไดเสียคนใดจะยกความเสียเปลาแหง โมฆะกรรมขน้ึ กลา วอางกไ็ ด 2. นติ ิกรรมทเี่ ปนโมฆยี ะ คอื นิตกิ รรมท่สี มบูรณแตอ ยูภายใตเงือ่ นไขทอ่ี าจถกู บอกลาง หรือ อาจให สตั ยาบนั ได 3. ผูม สี ทิ ธิบอกลางและใหสัตยาบนั โมฆียะกรรม คือ ผูท าํ นติ ิกรรมนั่นเอง และผูท ่ีคมุ ครองดูแลผู หยอ นความสามารถ 9.1 โมฆะกรรม 1. นติ กิ รรมทเ่ี ปน โมฆะจะไมมีผลใชบ งั คบั ตามกฎหมายไดเ ลย 2. ผลแหง โมฆะกรรมนั้นกฎหมายไดบ ัญญัติใหเสียเปลา ไปทง้ั หมด หรืออาจมีผลบางในบางสวนหรือ บางกรณีที่กฎหมายกาํ หนดไว 3. การเรียกทรพั ยคนื อนั เน่อื งจากนิตกิ รรมทตี่ กเปนโมฆะนน้ั กฎหมายใหเ ปนไปตามหลักเรือ่ งลาภมิ ควรได

42 9.1.1 ความหมายของโมฆะกรรม และนติ ิกรรมที่เปน โมฆะ สาเหตใุ ดบางทที่ ําใหนิติกรรมตกเปน โมฆะ ยกตวั อยาง สาเหตทุ ที่ ําใหน ติ กิ รรมตกเปน โมฆะ เชน (1) เน่ืองจากวตั ถปุ ระสงคข องนติ ิกรรมเปน การตองหา มโดยชดั แจง โดยกฎหมาย (2) เหตุเน่อื งจากนิตกิ รรมไมท าํ ตามแบบทกี่ ฎหมายกาํ หนด (3) เหตอุ นั เนอื่ งจากเงอ่ื นไขของนิตกิ รรมไมช อบดว ยกฎหมาย (4) นิติกรรมทีเ่ กดิ จากการแสดงเจตนาลวง (5) นิติกรรมทีเ่ กดิ จากการสาํ คญั ผิดในสาระสาํ คัญแหงนติ กิ รรม 9.1.2 ผลของโมฆะกรรม นติ กิ รรมน้นั เสยี เปลาไมอ าจใหส ตั ยาบันได บคุ คลผูม ีสว นได ผลของโมฆะกรรมมีอยางไรบา ง ผลของนติ กิ รรมทตี่ กเปนโมฆะคอื เสยี ยอ มอา งโมฆะกรรมได 9.1.3 โมฆะกรรมนั้นอาจแยกสวนท่ีสมบรู ณออกได จากท่ีไมสมบรู ณ โมฆะกรรมนั้นสามารถแยกสวนทส่ี มบรู ณอ อกจากสว นท่ีไมสมบรู ณไดในกรณีใดบาง โดยหลกั แลว นิตกิ รรมท่ีทาํ ขนึ้ เผื่อเปนโมฆะทงั้ หมด แตถ า นิตกิ รรมนั้นสามารถแยกไดเ ปน สว นโดย เปนอิสระจากกนั ได และโดยพฤตกิ ารณพงึ สันนิษฐานไดวา คกู รณเี จตนาท่ีจะแยกสวนท่ีสมบูรณออกจาก สว นทีไ่ มส มบรู ณ 9.1.4 โมฆะกรรมนั้นอาจสมบรู ณโ ดยฐานเปนนิติกรรมอยางอืน่ กรณใี ดบางท่ีโมฆะกรรมนน้ั อาจสมบูรณ โดยฐานเปน นิตกิ รรมอยา งอ่ืน จากการพิจารณาวา นติ กิ รรมใดเปนโมฆะ แตอาจสมบรู ณใ นฐานะเปน นิตกิ รรมอยางอ่ืนนน้ั ประการแรก ตองมิใชเปน โมฆะเน่ืองจากการแสดงเจตนาทาํ นิติกรรมนน้ั เส่ือมเสยี ประการท่ีสอง นติ กิ รรม ท่เี ขา ขอ สนั นษิ ฐานมกั เปน เรื่องท่โี มฆะกรรมนั้นเกีย่ วกบั เรอื่ งแบบ เมื่อไมส มบรู ณต ามแบบนิตกิ รรมอยาง หน่ึง กอ็ าจดวู า เจตนาเปนนติ ิกรรมอกี แบบได และนติ กิ รรมอยางหลงั นีต้ อ งสมบรู ณต ามแบบหรอื ขอ กาํ หนด ในกฎหมายดว ย 9.1.5 การเรยี กทรัพยค ืนอนั เน่ืองจากนิติกรรมนนั้ เปน โมฆะ การฟองเรียกทรัพยส ินเน่ืองจากนติ ิกรรมตกเปน โมฆะน้นั ตองฟองภายในกําหนดเวลาเทา ใด ตอ งฟองเรียกทรพั ยค ืนใน 1 ป นับแตรถู งึ สทิ ธิเรียกคืน คือ รถู ึงความเปนโมฆะนนั้ แตตองไมเกนิ 10 ป นบั แตว นั ทํานติ กิ รรมที่เปนโมฆะ 9.2 โมฆยี กรรม : ลักษณะทวั่ ไป 1. นติ กิ รรมท่ีเปน โมฆียะน้นั เปนนิตกิ รรมทสี่ มบรู ณอยู แตอยภู ายใตเ งื่อนไขวา หากนติ ิกรรมนนั้ ถกู บอก ลางกม็ ผี ลเปนโมฆะมาแตเ ร่ิมแรก หากไมมีการบอกลา ง หรือมีการใหส ตั ยาบัน นิตกิ รรมน้นั จะสมบรู ณ ตลอดไป 2. การบอกลางหรอื ใหส ัตยาบันแกโมฆียะกรรม ยอมกระทําไดโ ดยการแสดงเจตนาแกคูกรณี อกี ฝาย หนงึ่ ซึง่ เปน บุคคลทีม่ ีตวั กาํ หนดไดแนนอน 3. การใหส ตั ยาบันแกโ มฆียกรรมน้นั จะสมบูรณต อ เมือ่ ไดก ระทําภายหลังเวลาท่มี ลู เหตใุ หเปน โมฆียกรรมน้ันหมดสน้ิ ไปแลว 9.2.1 ความหมายของโมฆยี ะกรรมและนติ ิกรรมทต่ี กเปน โมฆียะ สาเหตุท่ที ําใหน ติ ิกรรมตกเปนโมฆยี ะมอี ะไรบาง สาเหตทุ ที่ ําใหน ิติกรรมตกเปนโมฆียะมี 2 สาเหตุใหญๆ คือ (1) เน่ืองจากไมเ ปน ไปตามบทบญั ญตั เิ กย่ี วกับเร่อื งความสามารถ เชน ผูเ ยาวท าํ นติ กิ รรมไมไดร บั ความยินยอมจากผแู ทนโดยชอบธรรม และไมเขา ขอยกเวนท่กี ฎหมายอนญุ าต หรอื ผไู รค วามสามารถทาํ นิตกิ รรม เปนตน (2) เนือ่ งจากการแสดงเจตนาโดยวปิ รติ เชน การแสดงเจตนา เพราะถูกขม ขู หรอื ถูกกลฉอ ฉล เปน ตน 9.2.2 วิธีการบอกลางโมฆยี ะกรรม การบอกลา งโมฆยี กรรมทาํ ไดอ ยางไร การบอกลา งโมฆยี กรรมตองกระทาํ โดยการแสดงเจตนาตอบคุ คลทเ่ี ขาทาํ นติ กิ รรมอกี ฝายหนึ่ง การบอกลา งโมฆยี กรรมไมม ีแบบ จงึ อาจทาํ ไดโดยวาจาหรอื ลายลกั ษณอ กั ษรกไ็ ด

43 9.2.3 การใหสัตยาบนั การใหสัตยาบนั โมฆยี กรรมมีวธิ กี ารอยางไร การใหสตั ยาบนั ตองทําตอคกู รณอี ีกฝายหนึ่งในนติ กิ รรมทตี่ กเปน โมฆยี ะ และจะแสดงเจตนาใหส ัตยาบันโดย ชัดแจงหรือโดยปริยายกไ็ ด 9.3 บุคคลผูมีสิทธิบอกลา ง และใหส ัตยาบันโมฆยี ะกรรม 1. ผูมสี ทิ ธบิ อกลางโมฆียกรรมไดแ ก ตัวผูทํานิติกรรมเอง และผูทม่ี ีหนา ท่ใี นการดูแลผูท ่ีหยอ น ความสามารถ รวมตลอดถงึ ทายาทของผูทาํ นติ กิ รรมอนั เปนโมฆยี ะน้ันดว ย 2. ผลของการบอกลา งโมฆยี ะกรรม คือ นิตกิ รรมตกเปน โมฆะมาแตเริ่มแรก คกู รณีกลับคืนสฐู านะเดิม ท้งั นี้ยอมไมอาจถกู ยกเปน ขอตอ สบู คุ คลภายนอกผกู ระทําการโดยสจุ ริต และเสยี คาตอบแทน 3. ผมู ีสทิ ธใิ หสัตยาบันแกโมฆียะกรรม คอื บุคคลประเภทเดียวกบั ผูมสี ทิ ธบิ อกลางโมฆยี กรรมได 4. ผลของการใหส ัตยาบันคือ นิติกรรมท่ีเปนโมฆยี ะยอมมผี ลสมบรู ณใ ชไดตลอดไปและไมอ าจบอก ลา งไดอ กี 9.3.1 บคุ คลผมู สี ิทธิบอกลา งโมฆียะกรรม บคุ คลใดบา งทมี่ สี ทิ ธิบอกลา งโมฆียะกรรม บุคคลผมู ีสิทธบิ อกลา งโมฆยี กรรมไดแ ก (1) ผูห ยอ นความสามารถซ่งึ ทาํ นติ ิกรรม เชน ผเู ยาว คนไรค วามสามารถ ซึ่งไดห ายจากการเปน ผูห ยอ นความสามารถแลว (2) ผูดแู ลผูหยอ นความสามารถ เชน ผูแ ทนโดยชอบธรรม ผอู นุบาล (3) ผแู สดงเจตนาโดยวปิ ริต (4) ทายาทของผหู ยอ นความสามารถหรือผแู สดงเจตนาโดยวปิ รติ 9.3.2 ผลของการบอกลางโมฆียะกรรม และคกู รณีจะตอ ง ผลของการบอกลางโมฆยี ะกรรม มอี ยา งไรบา ง เม่ือมีการบอกลา งโมฆยี กรรมแลว นติ กิ รรมยอ มตกเปน โมฆะมาแตเร่ิมแรก กลับคนื ฐานะเดิม 9.3.3 บคุ คลผูมสี ิทธิ์ใหสตั ยาบันโมฆียะกรรม บุคคลใดทมี่ สิ ทิ ธใิ นการใหสตั ยาบนั นิติกรรมท่ีเปน โมฆียะ ผทู ีส่ ามารถใหสตั ยาบนั โมฆยี กรรมได ไดแ ก บคุ คลทบ่ี ัญญตั ิไวใ น ปพพ. มาตรา 177 9.3.4 ผลของการใหสตั ยาบนั แกโมฆียะกรรม โมฆียะกรรมท่ไี ดใ หส ัตยาบนั แลว มีผลอยา งไร โมฆียกรรมเมอ่ื ใหสัตยาบนั แลว นติ กิ รรมยอมสมบรู ณม าแตต น แตไ มก ระทบกระเทือนถงึ สทิ ธิของ บคุ คลภายนอก แบบประเมนิ ผล หนวยท่ี 9 โมฆะกรรมและโมฆยี ะกรรม มาตรา 172 โมฆะกรรมน้ันไมอ าจใหส ัตยาบันแกกนั ได และผมู สี วนไดเสยี คนหน่งึ คนใดจะยกความเสยี เปลา แหงโมฆะ กรรมขน้ึ กลา วอางกไ็ ด ถา จะตองคืนทรัพยสนิ อนั เกิดจากโมฆะกรรม ใหนาํ บทบัญญตั วิ า ดว ยลาภมิควรไดแ หงประมวลกฎหมายนี้มาใชบ ังคับ มาตรา 173 ถาสว นหนึ่งสว นใดของนติ กิ รรมเปนโมฆะ นิติกรรมน้ันยอ มตกเปนโมฆะทั้งสิ้น เวนแตจ ะพึงสันนษิ ฐานได โดยพฤติการณแหงกรณีวา คกู รณีเจตนาจะใหสว นที่ไมเ ปนโมฆะนัน้ แยกออกจากสวนทเ่ี ปน โมฆะได มาตรา 175 โมฆยี ะกรรมนั้น บคุ คลตอไปน้ีจะบอกลา งเสียก็ได (1) ผแู ทนโดยชอบธรรมหรือผเู ยาวซ ง่ึ บรรลุนิตภิ าวะแลว แตผ เู ยาวจะบอกลางกอ นที่ตนบรรลนุ ิติภาวะกไ็ ดถ า ไดรับความยนิ ยอมของผูแทนโดยชอบธรรม (2) บุคคลซ่ึงศาลสัง่ ใหเปนคนไรค วามสามารถหรือคนเสมอื นไรค วามสามารถเม่ือบคุ คลนั้นพน จากการเปนคนไร ความสามารถหรอื เสมอื นไรความสามารถแลว หรือผอู นุบาล หรือผูพิทักษ แลวแตกรณี แตค นเสมือนไรความสามารถจะบอกลาง กอนทต่ี นจะพน จากการเปนคนไรความสามารถกไ็ ด ถาไดรับความยนิ ยอมของผพู ทิ ักษ (3) บุคคลผแู สดงเจตนาเพราะสําคญั ผดิ หรอื ถกู กลฉอฉล หรือถูกขม ขู (4) บุคคลวิกลจริตผูกระทํานติ กิ รรมอันเปน โมฆยี ะตามมาตรา 30 ในขณะที่จริตของบุคคลน้นั ไมวกิ ลแลว ถา บุคคลผูทํานิติกรรมอนั เปนโมฆียะถึงแกค วามตายกอนมีการบอกลา งโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดงั กลาวอาจบอก ลา งโมฆียกรรมนนั้ ได มาตรา 176 โมฆยี ะกรรมเมอื่ บอกลา งแลว ใหถอื วาเปนโมฆะมาแตเ ร่มิ แรก และใหค ูกรณีกลับคืนสฐู านะเดิม ถาเปน การ พน วสิ ยั จะใหก ลับคืนเชนนั้น กใ็ หไดรบั คาเสยี หายชดใชใหแทน

44 ถาบคุ คลใดรหู รอื ควรจะไดร วู าการใดเปนโมฆยี ะ เมื่อบอกลา งแลว ใหถ อื วา บคุ คลน้นั ไดรวู าการนั้นเปน โมฆะ นับแตว นั ท่ี ไดร ูห รือควรไดร วู าเปนโมฆะ หามมใิ หใ ชสิทธิเรยี กรองอนั เกดิ แตก ารกลับคนื สูฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพนหนงึ่ ปนับแตวันบอกลางโมฆยี ะกรรม มาตรา 178 การบอกลา งหรือใหสัตยาบันแกโ มฆียะกรรม ยอ มกระทําไดโ ดยการแสดงเจตนาแกค ูกรณีอกี ฝายหนึง่ ซง่ึ เปน บุคคลทีม่ ีตัวกาํ หนดไดแ นน อน มาตรา 181 โมฆยี ะกรรมนนั้ จะบอกลา งมไิ ดเมอื่ พน เวลาหน่ึงปน บั แตเวลาท่ีอาจใหสัตยาบันไดห รือเมอ่ื พน เวลาสิบปน ับ แตไ ดทาํ นติ กิ รรมอันเปนโมฆยี ะน้ัน โมฆะกรรม คือการกระทาํ ที่เสยี เปลา ไมม ีผลอยา งใดในทางกฎหมาย ไมกอใหเกดิ การเคลื่อนไหวแหง สทิ ธิและหนา ท่ี ของคกู รณที ี่เขาทาํ นิตกิ รรม หรืออาจจะกลาวไดวานิติกรรมใดที่ตกเปน โมฆะแลวยอ มไมม ีความผูกพนั ตามกฎหมาย และไมอ าจให สัตยาบันใหก ลับมามผี ลสมบูรณไดอ ีก สาเหตุทที่ าํ ใหน ิตกิ รรมตกเปนโมฆะอาจเกดิ ขนึ้ ไดหลายประการคือ (1) นติ ิกรรมทมี่ ีวัตถุประสงคเปนการตอ งหา มชัดเจนโดยกฎหมาย (มาตรา 150) (2) นิตกิ รรมซึ่งมีวัตถุประสงคเ ปนการพน วสิ ยั (มาตรา 150) (3) นติ กิ รรมซึ่งมวี ตั ถุประสงคเปน การขัดขวางตอ ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 150) (4) นติ กิ รรมซ่ึงมิไดทําใหถ ูกตอ งตามแบบที่มีกฎหมายบังคบั ไว (มาตรา 152) (5) นติ กิ รรมซ่งึ เกิดจากการแสดงเจตนาซอ นเรน (มาตรา 154) (6) นติ ิกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวง (มาตรา 155) (7) นิติกรรมทเี่ กิดจากการสําคญั ผิดในส่ิงทเ่ี ปนสาระสําคัญแหง นิตกิ รรม (มาตรา 156) (8) กรณเี พราะเหตุเง่ือนไขแหง นติ ิกรรม (มาตรา 187-190) (9) นิตกิ รรมท่ีเปนโมฆยี ะและถกู บอกลางแลว (10) เหตุอน่ื ๆท่ีกฎหมายบัญญัตไิ ว เชน มาตรา 1466 มาตรา 1703-1706 1. เสียเปลา ไมเ กดิ ผลในทางกฎหมาย เปนความหมายของการกระทาํ ทีต่ กเปนโมฆะ 2. ผมู ีสวนไดสวนเสยี เปนผูทสี่ ามารถกลาวอา งความเปนโมฆะกรรมได 3. การเรยี กคนื ทรพั ยเน่ืองจากโมฆยี ะกรรม เรียกไดเปน ลาภมิควรได 4. ผเู ยาวอ ายุ 14 ป ทาํ พินยั กรรมจะตกเปนโมฆะ 5. ก ตกลงกบั ข วาให ข ไปดักทํารา ยรางกาย ค โดยใหค า จาง 10,000 บาท ขอตกลงนี้ในทางกฎหมาย ตก เปน โมฆะ เพราะมวี ตั ถุประสงคเปน การตอ งหา มชดั เจนโดยกฎหมาย 6. โมฆยี กรรมทถี่ กู บอกลางแลว มผี ล เปน โมฆะมาแตเ ริม่ แรก 7. การบอกลา งโมฆียกรรมจะตองกระทาํ โดยการแสดงเจตนาตอ คกู รณอี ีกฝา ยหนง่ึ 8. ผูเ ยาวท าํ นติ กิ รรมโดยไมไดร ับความยนิ ยอมจากผแู ทนโดยชอบธรรม เปนเหตุใหต กเปนโมฆียะ 9. ผูแทนโดยชอบธรรม มีสทิ ธบิ อกลางโมฆียะกรรม 10. การบอกลา งโมฆยี กรรมจะตอ งทาํ ภายในระยะเวลา 10 ป นับแตเ วลาทไ่ี ดเ กดิ โมฆยี กรรมนนั้ หนว ยที่ 10 เงอื่ นไขและเงอื่ นเวลา 1. เง่ือนไขคอื ขอ ความใดอันบังคบั ไวใหนติ กิ รรมเปน ผล หรอื สิน้ ผลตอเมอื่ มีเหตกุ ารณอันใดอนั ไม แนน อนวาจะเกิดขนึ้ หรอื ไมในอนาคต 2. เงอ่ื นไขมี 2 ประเภทคอื เง่อื นไขบังคบั กอ น และเงอื่ นไขบงั คับหลัง 3. เง่อื นไขทีไ่ มส มบูรณ เปนการตอ งหามโดยกฎหมายมี 4 ประการคือ เงอื่ นไขมชิ อบดว ยกฎหมาย เงื่อนไขพนวสิ ัย เงื่อนไขบังคบั กอ นสําเร็จสุดแตใ จของลูกหน้ี และเงื่อนไขที่สาํ เรจ็ แลว หรอื ไมอ าจสําเรจ็ ไดใ นเวลาทํานติ ิกรรม 4. ผลในระหวางทเี่ ง่ือนไขยังไมสําเรจ็ คูกรณมี ีสิทธิในความหวงั คือ หนา ท่ีตอ งงดเวน ไมท าํ ใหเสือ่ ม เสียประโยชน จาํ หนา ย รับมรดก หรอื จดั การทรพั ยสินและหนา ทตี่ อ งทาํ การโดยสุจริต 5. เง่ือนเวลาคอื ขอกําหนดอนั บงั คับไวมิใหท วงถามใหปฏิบัติการตามผลแหงนิติกรรมหรอื ใหน ติ กิ รรม สิน้ ไปจนกระท่ังถึงเวลาใดเวลาหนึง่ ในอนาคต หรอื มีเหตุการณอันใดอนั หนง่ึ ข้ึนในอนาคตและแนนอน เกิดขึ้น 6. เงื่อนเวลามี 2 ประเภทคอื เงื่อนเวลาเร่ิมตนและเงื่อนเวลาสน้ิ สุด 7. ลูกหน้ีตอ งหามมิใหถ ือประโยชนแหง เงื่อนเวลา เมือ่ ถกู ศาลสั่งพทิ ักษทรพั ยเ ดด็ ขาด หรือลูกหน้ี ไมใ หประกนั ในเม่อื จาํ ตองให หรือลูกหนนี้ าํ ทรพั ยสนิ ของบคุ คลอืน่ มาใหเ ปน ประกนั โดยเจา ของทรพั ยส นิ น้นั มไิ ดย ินยอมดว ย หรอื เมอ่ื ลูกหนีไ้ ดทําลายหรอื ทาํ ใหลดนอยถอยลงซง่ึ ประกันอนั ไดใ หไว 8. ขอ แตกตา งท่ีสําคญั ระหวา งเง่อื นไขกบั เงื่อนเวลา คือ เงื่อนไขเปนขอกาํ หนดซึ่งเปน เหตกุ ารณอัน ใดอนั หนง่ึ ในอนาคตและไมแนน อนวา จะเกดิ ข้นึ หรือไม สว นเง่ือนเวลาน้ันเปนขอกําหนดซึ่งอาศยั ความ แนน อน 10.1 เงื่อนไข

45 1. ลกั ษณะของเงือ่ นไข คือ เปนขอ กาํ หนดซึง่ บุคคลแสดงเจตนากนั ไว ซง่ึ ขอกําหนดนั้น กําหนด ตามเหตกุ ารณในอนาคตซึ่งไมแนนอน วาจะเกิดขึน้ หรือไม และบังคับไวใ หนติ ิกรรมน้นั เปน ผล 2. เงื่อนไขบงั คับกอนไดแก เง่ือนไขซงึ่ ทาํ ใหน ติ ิกรรมน้ันเปนผลเมอ่ื เงอื่ นไขน้นั สาํ เร็จแลว 3. เงอื่ นไขบงั คับหลังไดแก เง่ือนไขซึง่ ทําใหน ติ กิ รรมนน้ั ส้ินผลเมือ่ เงอื่ นไขน้ันสาํ เร็จแลว 4. เงอ่ื นไขทไี่ มสมบรู ณม ี 4 ประเภท คือ เงอื่ นไขมชิ อบดว ยกฎหมาย เง่ือนไขเปนพนวิสัย เง่อื นไข บงั คบั กอนสําเรจ็ สดุ แตใจของลกู หนี้ และเงื่อนไขทส่ี าํ เร็จแลวหรอื ไมอ าจสาํ เรจ็ ไดใ นเวลาทํานิติกรรม 5. ผลในระหวา งที่เงอ่ื นไขยงั ไมสําเร็จ สทิ ธิและหนา ที่ของคกู รณีมีดงั นี้คือ (1) งดเวนกระทาํ การอนั เปนสิง่ ที่เส่ือมเสียประโยชนของอีกฝายหนึ่งทพ่ี ึงไดรบั เง่อื นไขสําเรจ็ ลง (2) คูกรณยี อ มจะจําหนาย รบั มรดก จัดการปองกนั รักษา หรือทําประกันไวกไ็ ดต ามสทิ ธิและ หนาท่ีทีต่ นมี (3) หามคกู รณเี ขา ปองปด ขดั ขวางมใิ หเงือ่ นไขสําเรจ็ หรือขวนขวาย จัดทําใหเ งอื่ นไขสําเร็จโดย ทุจรติ (4) กรณีตามมาตรา 187 วรรค 3 เมื่อคกู รณไี มรวู า เงอ่ื นไขไดสาํ เรจ็ แลวหรือไม 6. คูก รณีอาจแสดงเจตนาใหค วามสําเรจ็ แหงเง่อื นไข มผี ลยอนหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนง่ึ กอน เง่อื นไขสําเรจ็ ก็ได 10.1.1 ลกั ษณะของเงอื่ นไข อธิบายลักษณะของเงื่อนไข เงอ่ื นไขมลี กั ษณะสาํ คญั 4 ประการ ตามบทบญั ญตั ิมาตรา 182 คอื (1) เปน ขอ กําหนดซึง่ บุคคลแสดงเจตนากันไว คอื คูกรณีตา งฝา ยตา งไดแสดงเจตนากาํ หนดไว ตอกนั ในนติ กิ รรม (2) เปน ขอ กาํ หนดเกย่ี วกบั ความเปน ผลหรือความส้นิ ผลของนติ กิ รรม หากเปนขอ กาํ หนดวา ใหนติ ิ กรรมมผี ลตอ เมือ่ เงอ่ื นไขไดส ําเรจ็ ลง เรยี กวา เงอ่ื นไขบังคบั กอ น หากเปนขอ กาํ หนดใหนิตกิ รรมส้นิ ผล ตอ เมอ่ื เง่อื นไขไดส ําเร็จลงเรียกวา เงื่อนไขบงั คบั หลงั (3) เปนขอ กําหนดตามเหตุการณในอนาคต (4) ตองเปนเหตกุ ารณไ มแ นน อน เพราะถาเหตกุ ารณในอนาคตทีแ่ นนอนแลว กจ็ ะไมเปน เง่ือนไข แตก ลายเปน เงอื่ นเวลาไป 10.1.2 ประเภทของเงอ่ื นไข เงือ่ นไขมีก่ปี ระเภท อะไรบาง ในเรอ่ื งประเภทของเงอ่ื นไขนัน้ ตามมาตรา 183 เราอาจแบงได 2 ประเภท คอื เงอ่ื นไขบงั คบั กอ น และเงอ่ื นไขบงั คับหลัง เงอ่ื นไขบงั คบั กอ นไดแก ขอ กาํ หนดซึ่งทาํ ใหน ิตกิ รรมมผี ลเมอื่ ขอ กาํ หนดน้ันสาํ เรจ็ แลว นั่นคือในขณะทาํ นติ กิ รรมนนั้ นิติกรรมยงั ไมเ กดิ ผล จะเกดิ ผลตอเมือ่ ขอ กาํ หนดทแ่ี สดงไวนัน้ เสร็จส้ิน ลงเสยี กอน สวนเงือ่ นไขบังคบั หลงั นัน้ ไดแก ขอกาํ หนดซงึ่ ทาํ ใหน ติ กิ รรมสิ้นผล เมือ่ ขอ กาํ หนดนั้นสําเรจ็ แลว น่ันคือในขณะนน้ั นติ ิกรรมมผี ลอยูแ ลว และจะสิ้นผลลงตอ เมอื่ ขอ กําหนดน้ันไดเ สร็จสนิ้ ลง 10.1.3 เงอื่ นไขทไี่ มสมบรู ณ อธบิ ายเง่อื นไขทีไ่ มสมบรู ณ นิติกรรมซึง่ มเี งื่อนไขท่ีไมส มบรู ณน น้ั กฎหมายบญั ญตั ไิ วเ ปน 4 กรณคี อื (1) เง่อื นไขมชิ อบดว ยกฎหมาย มาตรา 188 นิตกิ รรมใดทม่ี ีเงอื่ นไขอนั ไมชอบดว ยกฎหมายและ ขดั ตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรือศลี ธรรมอันดขี องประชาชน นติ ิกรรมน้ันโมฆะ (2) เงอื่ นไขเปนพน วิสัย มาตรา 189 นิตกิ รรมทีม่ เี งอ่ื นไขบงั คบั กอนและเงอื่ นไขนั้นเปนพนวิสยั นติ กิ รรมนัน้ ตกเปนโมฆะ หากนติ ิกรรมที่มเี งอื่ นไขบังคับหลงั และเงอื่ นไขนัน้ เปนพน วิสัย นิตกิ รรมนั้น สมบูรณป ราศจากเง่อื นไข (3) เง่ือนไขบงั คับกอนสาํ เรจ็ สดุ แตใจลูกหนี้ นติ กิ รรมประเภทน้ตี อ งเปนนติ ิกรรมทมี่ ีเงอื่ นไขบังคับ กอนและเปน เงอื่ นไขอันจะสาํ เร็จหรอื ไมสาํ เร็จนน้ั สดุ แลว แตใ จของลกู หนเ้ี ทานนั้ นติ ิกรรมนัน้ ตกเปนโมฆะ (4) เงอ่ื นไขที่สาํ เรจ็ แลว หรอื ไมส าํ เร็จไดในเวลาทาํ นิตกิ รรม เงอ่ื นไขสําเร็จแลวแตใ นเวลาทาํ นิติ กรรมน้ันคือในขณะทาํ นติ กิ รรมน้นั ขอ กาํ หนดทค่ี กู รณีวางไวเปนเงือ่ นไขไดส ําเรจ็ ลงแลวกแ็ สดงวา เงอ่ื นไข ไดเ ปนไปตามท่ีคกู รณตี อ งการนติ กิ รรมนั้นจึงมีผลสมบรู ณเ สมอื นนติ กิ รรมน้ันปราศจากเงอ่ื นไข ในกรณีที่ เปน เงอ่ื นไขบงั คับกอนหากเปนกรณเี งอ่ื นไขบังคบั หลังกถ็ อื เสมอื นวา ไมมนี ติ กิ รรมเลยทเ่ี ดยี ว กรณี เงื่อนไขไมอาจสําเรจ็ ลงในขณะทาํ นติ กิ รรมน้นั เปนเงอื่ นไขแนน อนวาเงอื่ นไขไมอ าจสาํ เร็จลงได ถา หาก เปนเงอื่ นไขบงั คับกอ นนิตกิ รรมเปน โมฆะ ถา เปน เงื่อนไขบงั คบั หลังนติ ิกรรมนัน้ สมบูรณเหมอื นกนง่ึ ปราศจากเงอ่ื นไข 10.1.4 ผลแหง เง่อื นไข ผลระหวางเงอื่ นไขยงั ไมสําเร็จ คูกรณมี สี ิทธิและหนาที่ตอ กันอยา งไร

46 ผลในระหวา งท่ีเงอ่ื นไขยังไมสําเร็จ คูก รณีมีสทิ ธิและหนา ที่ตอ กนั คอื มสี ิทธิในความหวังกฎหมาย บัญญตั ิสิทธิและหนา ทใี่ นระหวา งเงอ่ื นไขยังไมส าํ เรจ็ ไวต ามมาตรา 184-186 ดังน้ี (ก) การงดเวน กระทาํ การสงิ่ อนั เปนท่ีเสื่อมเสยี ประโยชนอ นั อีกฝา ยหน่ึงพึงไดร บั เงอื่ นไขสาํ เรจ็ ลง มาตรา 184 (ข) คกู รณียอมจาํ หนา ย รบั มรดก จัดการปอ งกนั รกั ษาหรือทําประกันไวก ็ไดต ามสทิ ธิและหนา ทีท่ ี่ ตนมี มาตรา 185 (ค) หา มคูก รณเี ขา ปอ งปด ขดั ขวางมิใหเ งอื่ นไขสาํ เรจ็ หรอื ขวนขวายทาํ ใหเงือ่ นไขสาํ เรจ็ โดย ทุจรติ มาตรา 186 (ง) ตราบใดคกู รณียงั ไมร ูวา เงอ่ื นไขสําเรจ็ แลว หรอื มอิ าจสาํ เร็จไดตราบนนั้ ทา นใหใชบทบัญญตั ิ มาตรา 184 และ 185 บงั คบั แลวแตก รณี มาตรา 187 วรรค 3 เมอื่ เงื่อนไขสําเร็จแลวผลในกฎหมายจะเปน อยา งไร ผลเมอ่ื เงอื่ นไขสําเรจ็ เมอ่ื เง่ือนไขสําเรจ็ โดยสมบรู ณต ามกฎหมายแลวนติ ิกรรมนนั้ กเ็ ปน ผลขึน้ มา ทนั ทใี นกรณเี ปนเงื่อนไขบงั คบั กอ น สว นกรณที ีเ่ ปนเงอื่ นไขบังคับหลัง นติ กิ รรมนน้ั ก็สน้ิ ผลทันที แตอยา งไรก็ตาม กฎหมายใหค กู รณที จี่ ะแสดงเจตนาใหค วามสาํ เร็จแหงเงอ่ื นไขมผี ลยอ นหลงั ไป ถึงเวลาใดเวลาหนึง่ กอ นเงือ่ นไขสาํ เรจ็ 10.2 เงอ่ื นเวลา 1. เงอ่ื นไขเวลาเปนขอ กําหนดอนั บงั คบั ไวม ิใหท วงถามใหป ฏิบัติการตามผลแหงนิตกิ รรมหรือใหน ติ ิ กรรมสิ้นผลไป จนกระทง่ั ถึงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต หรอื มเี หตกุ ารณอ ันใดอันหนง่ึ ในอนาคตซึ่งแนนอน 2. เงอ่ื นเวลามี 2 ประเภทคือเงื่อนเวลาเริ่มตน และเง่ือนเวลาสนิ้ สดุ เงื่อนเวลาเริม่ ตน น้ันคอ ขอ กําหนดมใิ หทวงถามใหปฏบิ ัตกิ ารตามนิตกิ รรมกอนถงึ เวลากําหนด เงือ่ นเวลาสิ้นสดุ ไดแกเงื่อนเวลาที่ กําหนดใหนิติกรรมน้ันสิน้ ผลลงเมือ่ ถงึ กําหนดเวลาท่ีตกลงกันไว 3. โดยหลักทว่ั ไปเงอ่ื นเวลาน้ันกาํ หมายใหสนั นิษฐานไวกอ นวายอมกาํ หนดไวเ พ่อื ประโยชนแก ลกู หนี้ แตมบี างกรณีซึง่ ลกู หน้ตี อ งหา มมใิ หถอื ประโยชนแหง เงอื่ นเวลา คือ ลูกหนถ้ี ูกศาลสั่งพิทักษท รพั ย เด็ดขาด หรอื ลกู หนี้ไมใ หป ระกันเมอ่ื จาํ ตอ งให หรอื ลกู หนี้ไดทําลาย หรือทาํ ใหลดนอยถอยลงซงึ่ ประกัน อันไดใ หไว หรือลกู หนนี้ ําทรัพยส ินของบุคคลอ่นื มาใหเ ปนประกนั โดยเจาของทรพั ยสนิ นัน้ ไมยินยอมดว ย 4. เงือ่ นไขและเวลาแตกตางกนั ในเรือ่ งตอ ไปน้ี (1) เง่ือนไขเปน เหตกุ ารณในอนาคตซึ่งไมแ นน อน เงอ่ื นเวลาเปน เวลาหรอื เหตุการณใ นอนาคตซ่งึ ไมแนน อน (2) นิตกิ รรมมเี งอื่ นไขบงั คบั กอนนติ ิกรรมยงั ไมม ผี ลจนกวาเง่อื นไขจะสําเรจ็ แตนติ ิกรรมมีเง่ือนไข เวลาเริม่ ตน นนั้ นิตกิ รรมมผี ลเกิดข้ึนแลว แตจ ะทวงถามใหปฏบิ ัติการตามนิติกรรมกอ นถึงเวลาน้ันๆไมได (3) เรอื่ งลาภมิควรไดก รณีนติ กิ รรมมเี งือ่ นไขบงั คบั กอน ถาหากลูกหน้ีไดช าํ ระหนไ้ี ปใหแกเจาหนี้ ก็สามารถเรยี กคืนไดฐานลาภมคิ วรได แตน ิติกรรมทม่ี ีเงื่อนเวลาเร่ิมตน ถา ฝา ยลูกหนช้ี าํ ระหนีใ้ หแ กล ูกหน้ี ไปแลวเรียกคืนไมไ ด (4) เรอ่ื งบาปเคราะห กรกรีนติ กิ รรมมเี งือ่ นไขบังคบั กอนเมื่อทรพั ยอ ันเปน วตั ถุแหง สัญญาสูญหาย หรอื ทาํ ลายลงในระหวา งเงอื่ นไขยงั ไมสําเรจ็ เจา ของทรัพยก ต็ อ งรับบาปเคราะหไปเอง แตใ นกรณนี ติ ิกรรม มีเงอ่ื นเวลาเรมิ่ ตน ผลเปนตรงกนั ขาม 10.2.1 ลกั ษณะและประเภทของเงื่อนเวลา อธิบายลักษณะและประเภทเง่อื นเวลา เง่อื นเวลาเปนขอ กาํ หนดอันบังคบั ไวมิใหท วงถาม ใหป ฏิบัตกิ ารตามผลแหง นติ กิ รรม หรอื ใหน ิติ กรรมสนิ้ ผลไปจนกระทัง่ ถงึ เวลาใดเวลาหนง่ึ ในอนาคตหรือมเี หตกุ ารณอ ันใดอนั หนงึ่ ในอนาคตทแี่ นนอน เงือ่ นเวลานน้ั ตามมาตรา 191 เราสามารถแบงเงื่อนเวลาไดเ ปน 2 ประเภทคือ เง่ือนเวลาเรม่ิ ตนซึง่ เปน ขอ กําหนดมิใหทวงถาม ใหป ฏบิ ตั กิ ารตามนติ กิ รรมกอ นถึงเวลาทกี่ าํ หนด และเงอื่ นเวลาส้ินสดุ ซ่ึงไดแก เงื่อนเวลาทกี่ าํ หนดใหนติ กิ รรมนนั้ สิ้นผลลงเม่อื ถงึ กาํ หนดเวลาทีต่ กลงกนั ไว เง่อื นเวลานน้ั กฎหมายให สนั นษิ ฐานไวกอนวา กาํ หนดไวเพือ่ เปนประโยชนแ กฝ า ยลกู หนี้ ประโยชนแ หงเงื่อนเวลานนั้ ฝายใดฝา ย หนึง่ ไดร บั ประโยชนแหงเง่อื นเวลานน้ั จะสละเสียก็ได แตก ารสละนน้ั ตองไมก ระทบถึงประโยชนอ ันคูกรณี อนั ฝา ยหนง่ึ จะพงึ ไดร บั แตเ งื่อนเวลานน้ั 10.2.2 กรณลี ูกหนี้ตองหา มมใิ หถ อื ประโยชนแหงเงือ่ นเวลา มกี รณใี ดบางท่ีกฎหมายหา มมิใหล ูกหนถ้ี ือประโยชนแหงเง่อื นเวลา กรณที ก่ี ฎหมายหา มมิใหลกู หนถ้ี อื ประโยชนแ หง เงอ่ื นเวลาตามมาตรา 193 นั้น มี 4 กรณดี งั น้ี (1) ลูกหนถี้ ูกศาลสงั่ พิทกั ษท รพั ยเ ด็ดขาด (2) ลูกหนไี้ มใหป ระกันในเมอื่ จาํ ตอ งให

47 (3) ลกู หนี้ไดท าํ ลายหรือทาํ ใหล ดนอยลงซง่ึ ประกันอนั ไดใ หไ ว (4) ลกู หนน้ี าํ ทรพั ยสินของบคุ คลอนื่ มาใหเ ปนประกนั โดยเจา ของทรพั ยน น้ั มไิ ดยินยอมดว ย 10.2.3 ความแตกตางระหวางเง่ือนไขกบั เงือ่ นเวลา อธบิ ายขอแตกตา งระหวางเง่ือนไขกบั เงื่อนเวลาโดยสงั เขป ขอ แตกตา งระหวา งเงอื่ นไข กับเงอื่ นเวลาโดยสังเขปกค็ อื (1) เงื่อนไขเปนเหตกุ ารณในอนาคตซ่งึ ไมแนน อน เง่อื นเวลาเปน เวลาหรือเหตกุ ารณใ นอนาคตซ่ึง แนน อน (2) นิตกิ รรมเงอ่ื นไขบังคบั กอ นนติ ิกรรมยงั ไมมผี ลจนกวาเงือ่ นไขทจ่ี ะสาํ เร็จ แตน ติ กิ รรมมีเงอื่ น เวลาเร่ิมตนนน้ั นติ ิกรรมมีผลเกิดขึ้นแลว แตจะทวงถามใหป ฏิบตั กิ ารตามนติ กิ รรมกอ นถงึ กาํ หนดเวลานน้ั ๆ ไมไ ด (3) เร่อื งลาภมคิ วรไดกรณนี ติ กิ รรมมีเงือ่ นไขบังคบั กอ น ถา หากลกู หน้ไี ดชาํ ระหนี้ไปใหแกเ จา หน้ี ก็สามารถเรียกคนื ไดฐานลาภมิควรได แตนิติกรรมทมี่ เี งอ่ื นเวลาเรม่ิ ตน ถา ฝายลกู หนช้ี าํ ระหน้ีใหแกเจา หน้ี ไปแลวเรียกคนื ไมไ ด (4) เรื่องบาปเคราะห กรณีนิตกิ รรมมเี ง่ือนไขบังคบั เพอ่ื ทรพั ยอ นั เปน วตั ถแุ หง สญั ญาสูญหายหรือ ทําลายลงในระหวางเงอ่ื นไขยงั ไมสําเรจ็ เจาของทรพั ยก ต็ อ งรบั บาปเคราะหไ ปเอง แตในกรณนี ติ กิ รรมมี เง่อื นเวลาเร่ิมตน ผลเปนตรงขา ม (5) นติ กิ รรมมเี งอื่ นไข กฎหมายใหคกู รณตี กลงกนั ใหม ีผลยอนหลงั ได นติ ิกรรมมเี ง่ือนเวลาน้นั นติ ิ กรรมมผี ลต้ังแตม กี ารทํานติ ิกรรมแลว แตห า มมิใหท วงถามใหป ฏบิ ตั ติ ามนติ กิ รรมกอ นถึงเงอ่ื นเวลาท่ี กาํ หนดไว แบบประเมนิ ผล หนว ยที่ 10 เง่ือนไขและเงื่อนเวลา มาตรา 182 ขอ ความใดอนั บังคับไวใหน ติ กิ รรมเปนผลหรือส้นิ ผลตอเมอ่ื มเี หตุการณอนั ไมแนน อนวา จะเกดิ ขึน้ หรอื ไม ในอนาคต ขอ ความน้ันเรียกวา เงอื่ นไข ลักษณะของเงอื่ นไข อาจแบงออกไดเปน 4 ประการ คอื (1) เปนขอ กาํ หนดซ่ึงบคุ คลแสดงเจตนากันไว (2) เปนขอ กาํ หนดเกี่ยวกบั ความเปนผลหรือความสน้ิ ผลของนติ กิ รรม (3) เปนขอ กําหนดตามเหตกุ ารณในอนาคต (4) ตองเปนเหตกุ ารณไมแนนอน มาตรา 183 นติ กิ รรมใดมีเงอื่ นไขบงั คับกอน นิตกิ รรมนน้ั ยอ มเปนผลตอเม่ือเงือ่ นไขนัน้ สาํ เร็จแลว นิติกรรมใดมเี งอ่ื นไขบังคับหลงั นิติกรรมนนั้ ยอมสิ้นผลในเมอ่ื เงอ่ื นไขนนั้ สําเร็จแลว ถาคูกรณแี หงนิตกิ รรมไดแ สดงเจตนาไวดว ยกันวา ความสําเร็จแหงเงื่อนไขนัน้ ใหผลยอ นหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนึง่ กอ นสาํ เร็จ ก็ใหเ ปน ไปตามเจตนาเชน นนั้ (1) เงื่อนไขทม่ี ชิ อบดว ยกาํ หมาย มาตรา 188 นิตกิ รรมใดมเี ง่อื นไขอันไมชอบดว ยกฎหมายหรือขัดตอความสงบเรยี บรอยหรอื ศีลธรรมอันดขี องประชาชน นติ กิ รรมนน้ั เปน โมฆะ (2) เง่อื นไขเปนการพนวิสยั มาตรา 189 นติ กิ รรมใดมีเงื่อนไขบงั คบั กอนและเงอื่ นไงนนั้ เปนการพน อนั วสิ ัย นิตกิ รรมนัน้ เปน โมฆะ (3) นิติกรรมใดมีเง่ือนไขบงั คบั หลังและเง่ือนไขน้ันเปนการอันพนวิสยั ใหถอื วา นติ ิกรรมน้ันไมม เี งือ่ นไข เงื่อนไขบงั คับกอ นสาํ เรจ็ สดุ แตใจของลูกหนี้ มาตรา 190 นติ กิ รรมใดมีเง่ือนไขบงั คบั กอนและเปน เง่ือนไขอนั จะสาํ เรจ็ ไดหรือไมส ุดแลวแตใจของลกู หน้ี นติ กิ รรม นน้ั เปนโมฆะ (4) เง่ือนไขท่สี าํ เรจ็ แลว หรือไมอาจสําเร็จไดใ นเวลาทํานิตกิ รรม มาตรา 187 ถา เงอ่ื นไขสาํ เรจ็ แลวในเวลาทาํ นติ ิกรรม หากเปนเง่อื นไขบงั คับกอ น ใหถอื วา นติ ิกรรมนน้ั ไมมีเง่อื นไข หาก เปนเงือ่ นไขบังคบั หลังใหถือวา นติ ิกรรมน้นั เปน โมฆะ 1. เงอ่ื นไข คอื ขอความใดอันบังคบั ไวใ หนติ กิ รรมเปน ผลหรอื ส้นิ ผลตอ เมื่อมีเหตกุ ารณอ ันใดอนั ไม แนน อนวา จะเกิดข้ึนหรือไมเ กิดขึ้นในอนาคต (มาตรา 182 ขอ ความใดอันบงั คบั ไวใ หนติ ิกรรมเปนผลหรอื สิ้นผลตอเม่อื มเี หตุการณอ ันไมแ นน อนวาจะเกิดขึน้ หรือไม ในอนาคต ขอความนน้ั เรียกวา เง่ือนไข ) 2. เงื่อนไขมี 2 ประเภท คือ เงอ่ื นไขบังคบั กอ นและเงอื่ นไขบงั คบั หลงั 3. ลกั ษณะของเงื่อนไขเปน ขอกําหนด (ก) ซึง่ บุคคลแสดงเจตนากันไว (ข) เกีย่ วกบั ความเปน ผลหรอื ส้ินผลของนติ กิ รรม (ค) เกย่ี วกบั ความสิ้นผลของนติ กิ รรม (ง) ตามเหตกุ ารณในอนาคตซ่งึ ไมแนน อน 4. ก ตกลงกับ ข วา ถา รอ งเพลงประกวดไดร างวัลที่ 1 จะรบั จา งรองเพลงในรา นอาหารของ ข ขอ ตกลงนีเ้ ปน นติ ิกรรมท่ีมี เง่อื นไขบังคบั กอ น 5. ก ตกลงกับ ข เชาบา นโดยกาํ หนดในสญั ญาวาถา ก ถกู ยายกลับมาอยูกรงุ เทพฯ เม่อื ใดใหสญั ญาเชา ระงับ ขอ ตกลงน้ีเปนนิติกรรมทีม่ ี เงื่อนไขบงั คบั หลงั 6. เง่ือนเวลามี 2 ประเภทคือ เงื่อนเวลาเร่ิมตน และเงื่อนเวลาสน้ิ สดุ (มาตรา 191 ถานติ ิกรรมใดมีเงือ่ นเวลาเร่มิ ตนกาํ หนดไวม ิใหท วงถามใหป ฏิบตั ิการตามนติ กิ รรมนน้ั กอนถงึ เวลากําหนด นติ กิ รรมใดมีเงือ่ นเวลาส้ินสุดกาํ หนดไว นิตกิ รรมน้นั ยอมสิน้ ผลเมอ่ื ถึงเวลากาํ หนด )

48 7. ก ทาํ สญั ญาเชา บา น ข เปน เวลา 3 ป โดยกําหนดชําระคา เชา ในวันที่ 1 ของทกุ เดอื นจนกวา จะครบ ดงั นี้ ก จะเรยี กให ข ชาํ ระคา เชา กอนวันที่ 1 ของทกุ เดือน ไมไ ด เพราะยงั ไมถงึ กาํ หนดเงอื่ นเวลาเริม่ ตน 8. เงื่อนเวลานั้น ใหสนั นิษฐานไวกอ นวา กาํ หนดไวเพอ่ื ประโยชนแ กฝ า ยลกู หน้ี (มาตรา 192 เง่ือนเวลาเรม่ิ ตน และเง่ือนเวลาส้ินสุดนน้ั ใหส นั นิษฐานไวก อนวา กาํ หนดไวเพือ่ ประโยชนแ กฝ ายลกู หนี้ เวนแตจ ะปรากฏโดยเน้อื ความแหง ตราสาร หรอื โดยพฤติการณแหงกรณวี าตั้งใจจะใหเปนประโยชนแกฝา ยเจา หน้ีหรือแกคกู รณที ้งั ฝา ยดว ยกนั ถา เง่ือนเวลาเปน ประโยชนแ กฝ า ยใด ฝายน้ันจะสละประโยชนน ้นั เสยี ก็ได หากไมกระทบกระเทือนถงึ ประโยชนอ ันคกู รณี อีกฝา ยหน่ึงจะพึงไดรบั จากเงือ่ นไขเวลานน้ั ) หนวยที่ 11 : ระยะเวลา และอายคุ วาม 1. การนับระยะเวลาทั้งปวง ไมว าระยะเวลาที่กาํ หนดในประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย หรือ กฎหมายอื่นใดรวมท้งั ระยะเวลาทีก่ ําหนดในกิจกรรมตางๆ ตอ งบงั คับดวยบทบัญญัตใิ นเรอื่ งระยะเวลา 2. อายคุ วามเปน ระยะเวลาทกี่ ฎหมายกําหนดไวสาํ หรบั การฟอ งรองใหบ ังคบั สิทธิเรียกรอง หากไม บังคับเสียภายในกําหนดอายคุ วาม สิทธิเรียกรอ งนัน้ จะขาดอายุความ แตอายคุ วามไมท ําใหส ทิ ธิเรียกรอ ง ระงบั 3. สทิ ธิเรียกรองมกี าํ หนดอายุความแตกตางกัน แลวแตความสําคญั ของสทิ ธิเรยี กรองน้นั 11.1 ระยะเวลา 1. บทบัญญัติในเร่อื งระยะเวลาตองนําไปใชบงั คับแกวธิ ีนับระยะเวลาท้ังปวงเวน แตก ฎหมาย คาํ สัง่ ศาล ระเบยี บขอบงั คบั หรอื นติ ิกรรมกาํ หนดวธิ ีนับไวเปน ประการอน่ื 2. ระยะเวลาท่กี ําหนดเปน วินาที นาทีหรือชัว่ โมงตอ งเรม่ิ นบั ใหทันใดนั้น และนับไปจนครบระยะเวลา ทก่ี าํ หนด 3. ระยะเวลาทีก่ าํ หนดเปนวนั วนั แรกตอ งตดั ทงิ้ ไปไมนบั รวมเขามาในระยะเวลาดวย เริ่มนับหนึง่ ใน วนั รงุ ขึน้ และนับไปจนครบจาํ นวนวนั ท่ีกําหนด เวน ไวแ ตก ฎหมายกําหนดไวเปน อยางอื่น 4. ระยะเวลาทกี่ ําหนดเปนสปั ดาห เดอื น หรอื ป วนั แรกไมน บั ตองเริม่ นบั หนึ่งในวันรงุ ขึ้น โดยคํานวณ ตามปฏทิ นิ ในราชการ 5. ระยะเวลากาํ หนดเปนเดอื นและวันหรอื เดอื นและสว นของเดอื นใหน บั จํานวนเดือนเต็มกอ นแลว จงึ นับจํานวนวัน ทัง้ นใี้ หคาํ นวณสว นของเดอื นเปนวัน โดยถอื หนึง่ เดือนเปน สามสิบวัน 6. ระยะเวลาทีก่ าํ หนดเปน ปแ ละสวนของป ใหนบั จํานวนปกอ น แลว คํานวณสว นของปเ ปน เดือนและ นบั จํานวนเดือน หากมีสวนของเดือนใหค ํานวณเปนวัน โดยถือหนง่ึ เดือนมสี ามสิบวนั 7. ระยะเวลาทส่ี ิน้ สุดลงในวนั หยดุ ทาํ การ ไมวาจะหยดุ ทําการตดิ ตอ กนั ก่วี นั ใหนับวนั เริ่มทาํ การใหม เขาดวยอีกหนง่ึ วนั 8. ระยะเวลาทีข่ ยายออกไปใหวันทต่ี อ จากวันสุดทายของระยะเวลาเดิมเปนวนั เริม่ ตน แมว นั นั้นจะ เปน วนั หยดุ ทําการกต็ องนับ 11.1.1 การใชบังคบั บทบัญญตั ิวาดวยระยะเวลา ขอความทีว่ า “บทบัญญัตใิ นเรอื่ งระยะเวลาเปน บทบัญญตั ทิ ่ใี ชบังคับทว่ั ไป แตมใิ ชบังคับ เด็ดขาด” น้นั ทานเขา ใจวาอยา งไร บทบญั ญตั เิ รอื่ งระยะเวลาตง้ั แตมาตรา 193/1 ถงึ มาตรา 193/8 อันวา ดว ยวธิ ีนับระยะเวลานี้ จะตอ งนําไปใชบังคบั ในกรณกี ารนบั ระยะเวลาท้งั ปวง ไมจาํ กดั เฉพาะแตใ น ปพพ. แตรวมทัง้ ระยะเวลาที่ กําหนดไวในกฎหมายอนื่ เชน กฎหมายอาญา กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา กฎหมายแรงงาน กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง หรอื กฎหมายอ่ืนใด ตลอดถงึ ระยะเวลาทก่ี ําหนดในกจิ การทางฝา ย ปกครองดว ย แตบ ทบญั ญัตเิ หลา น้ีมิใชบทบงั คับเดด็ ขาด เพราะมาตรา 193/1 ตอนทา ย บัญญัตยิ กเวนไว วา “......เวนแตจ ะมกี ฎหมายคาํ สงั่ ศาล ระเบียบขอ บงั คบั หรือนติ กิ รรมกาํ หนดเปนอยา งอืน่ ” กลาวคือ มาตรา 193/8 จะไมนาํ มาใชบ งั คบั ในกรณีตอ ไปนี้ (1) กฎหมายกําหนดการนบั ระยะเวลาไวเปน อยางอืน่ (2) คาํ ส่ังศาลกาํ หนดนับระยะเวลาไวเปน อยา งอน่ื (3) ระเบยี บขอ งบงั คบั กําหนดนบั ระยะเวลาไวเ ปน อยา งอืน่ (4) นติ ิกรรมกาํ หนดนับระยะเวลาไวเ ปน อยา งอ่ืน 11.1.2 การคํานวณระยะเวลาที่กําหนดสนั้ กวา วนั หรือเปนวัน ถาระยะเวลากําหนดไวเปน วนั กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑการนับไวอยางไร ตาม ปพพ. มาตรา 193/3 ไมน บั วันแรก คอื ตอ งนบั หนงึ่ ในวันรงุ ข้นึ

49 ก เชา แทรกเตอรข อง ข ไปไถนามกี ําหนด 60 วัน ทําสญั ญาเม่ือ 6 มีนาคม 2539 เวลา 10.00 น. ก นํารถมาคืน ข ในวนั ที่ 5 พฤษภาคม 2539 เวลา 20.00 น. ในกรณีน้ี ก ผิดสัญญาหรือไม กําหนด 60 วนั ตองเรมิ่ นับตง้ั แตว ันท่ี 7 มีนาคม 2539 และจะครบกาํ หนดในวนั ท่ี 6 พฤษภาคม 2539 คอื วนั ที่ 5 พฤษภาคม 2539 ยงั อยใู นอายสุ ญั ญาเชา ตลอดทง้ั วนั จนถึง 24.00 น. ดังนนั้ จงึ ไมถ ือวา ก ผิดสญั ญา จากกรณีในขอกอนหนา น้ี ถาในสัญญาเชารถแทรกเตอรไ ดร ะบุไวชดั วา ก จะตองนํารถมาคนื ใน วนั ที่ 5 พฤษภาคม 2539 เวลา 09.00 น. ผลจะเปนออยางไร ในกรณนี ถี้ ือวา ก ข ไดท าํ นติ ิกรรมกาํ หนดนับระยะเวลาไวเปนประการอื่น จึงตอ งบงั คบั กนั ตาม ขอ ตกลงนี้ (ปพพ. 193/1) เม่อื ก นาํ รถมาคืนในวันที่ 5 พฤษภาคม 2539 เวลา 20.00 น. ตอ ถอื วา ก ผดิ สัญญา 11.1.3 การคํานวณระยะเวลาท่ีกําหนดเปน สัปดาห เดือน หรือป เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2539 ก ให ข ยมื เงินไป 5,000 บาท โดยกําหนดจะใชคนื ใน 7 เดือน ข จะตอ งใชเ งินคนื ให ก เมือ่ ไร กําหนดระยะเวลา 7 เดือน เริ่มนบั ตั้งแตว นั ที่ 7 มกราคม 2539 คํานวณตามปป ฏิทนิ ครบกาํ หนด ในวันกอนหนา จะถงึ วันแหง เดือนสุดทา ยวนั ตรงกบั วนั เรมิ่ ระยะเวลานน้ั คือ วันท่ี 6 สิงหาคม 2539 ดงั น้นั ข จะตอ งใชเ งินคนื ให ก ภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2539 11.1.4 การคํานวณระยะเวลาท่ีกําหนดคลา ยกัน ก เชา พอ โคของ ข เพอื่ ผสมพันธุกับแมโคของตน เม่อื วนั ที่ 7 มถิ ุนายน 2539 มกี ําหนด 3 เดือน กบั 4 สว น 5 เดอื น ก จะตองคนื พอ โคแก ข ภายในวันที่เทาไร กรณนี ต้ี อ งนับจาํ นวนเต็มกอ น คือ 3 เดอื น แลว คาํ นวณสว นของเดอื นเปน วัน 4 สว น 5 เดือน เทา กบั 24 วนั (30 X 4/5= 24 วนั ) ระยะเวลาเร่ิมนบั ตง้ั แตวนั ท่ี 8 มถิ ุนายน 2539 ครบกาํ หนด 3 เดอื น ใน วนั กอ นหนาจะถงึ วนั แหง เดอื นสุดทา ยอนั ตรงกับวันเรมิ่ ระยะเวลา คอื วันที่ 7 กนั ยายน 2539 แลวนับจาํ นวน วนั ตอไปอกี 24 วัน ครบกาํ หนดระยะเวลาเชา ในวันที่ 1 ตลุ าคม 2539 ดังนน้ั ก ตองคนื พอ โคแก ข ภายใน วันท่ี 1 ตลุ าคม 2539 11.1.5 การขยายระยะเวลา ในกรณที ว่ี ันสุดทายแหง ระยะเวลาเปนวนั หยุด จะเกิดผลประการใดในการนบั ระยะเวลา มีผลคือ กฎหมายใหน บั วันทเี่ ริ่มทํางานใหมเขา ในระยะเวลาอกี 1 วนั แดงกเู งนิ ธนาคาร 100,000 บาท เม่อื วนั ที่ 22 พฤษภาคม 2539 กาํ หนดใชคืนภายใน 1 เดอื น ครบกําหนดในวันท่ี 22 มถิ ุนายน 2539 ซง่ึ เปน วันเสาร ถอื วาแดงชําระเงนิ ภายในกาํ หนด 1 เดือนหรอื ไม เมื่อวนั ที่ 22 และ 23 มถิ นุ ายน 2539 เปน วันหยดุ ทาํ การกฎหมายใหน บั วันเรม่ิ ทาํ งานเขา ใน ระยะเวลาอกี 1 วนั ฉะนนั้ การทแี่ ดงนาํ เงนิ ไปชําระคนื ในวันท่ี 24 มถิ นุ ายน 2539 ถอื ไดว าแดงไดช าํ ระเงิน คืนภายในกาํ หนดเวลาแลว 11.2 หลักท่ัวไปเก่ียวกบั อายุความ 1. อายุความเปน ระยะเวลาทีก่ ฎหมายกาํ หนดไวเ พอ่ื ใชสิทธิเรียกรองทางศาล คกู รณจี ะตกลงกนั โดย นิตกิ รรมใหงดใช ขยายออก หรอื ยนเขา ไมไ ด 2. อายุความเปนระยะเวลาหนึง่ จึงตองนบั อยางการนับระยะเวลา โดยเริ่มนับต้งั แตข ณะทอ่ี าจบงั คบั สทิ ธเิ รียกรองไดเปนตนไป 3. การที่อายคุ วามสะดุดหยุดลง มผี ลใหอ ายุความทีผ่ านมาแลวตองตดั ท้งิ ไป และเรม่ิ นับอายคุ วาม ขน้ึ ใหมต้ังแตว นั ทเ่ี หตอุ นั ทําใหอ ายุความสะดุดหยุดลงหมดสิน้ ไป 4. อายุความขยายออกไปไดเ ฉพาะในกรณีทีก่ ฎหมายบญั ญัตไิ วเทา น้ัน 5. อายคุ วามเมอ่ื ครบกําหนดแลว ไมท ําใหสทิ ธเิ รียกรอ งหรือหนร้ี ะงับไป แตลูกหน้มี ีสิทธิปฏิเสธชําระ หนี้ได การชาํ ระหนท้ี ขี่ าดอายคุ วามแลวหรือรบั สภาพความรบั ผดิ ชอบในหนท้ี ่ีขาดอายคุ วามลกู หนี้จะเรยี ก คนื หรือถอนคนื ไมไ ด 6. หากลกู หนม้ี ิไดย กอายุความข้ึนตอ สู ศาลจะอางอายคุ วามมาเปนเหตุผลยกฟองคดไี มได 11.2.1 ลกั ษณะของอายุความ อายคุ วามมีกีป่ ระเภท อายคุ วามมี 2 ประเภทคือ (1) อายคุ วามเสยี สิทธิ หรอื อายคุ วามฟอ งรอง (2) อายคุ วามไดสทิ ธิ

50 11.2.2 การเริม่ นบั อายคุ วาม เมื่อวนั ที่ 8 พฤษภาคม 2539 ก ทาํ สัญญากเู งนิ ข 200,000 บาท กําหนดชําระเงนิ ภายใน 1 ป เม่อื หนี้ถึงกาํ หนดชาํ ระ อายคุ วามเร่มิ นับตัง้ แตเมอื่ ใด และ ข ตองฟองคดตี อศาลอยางชาทีส่ ดุ ภายในวันท่ี เทาใดคดีจึงจะไมข าดอายุความ การเริม่ นบั อายคุ วาม กฎหมายใหเร่มิ นับตงั้ แตข ณะท่ีอาจบงั คบั สทิ ธิเรยี กรองไดเ ปน ตน ไป ขณะท่ี อาจบังคบั สทิ ธิเรียกรอ งคอื ขณะที่เจา หนส้ี ามารถฟองบงั คบั คดีตอ ศาลไดน น่ั เอง หนเี้ งนิ กรู ายนคี้ รบกาํ หนดชําระในวนั ที่ 8 พฤษภาคม 2540 อายุความเริมนับตง้ั แต 8 พฤษภาคม 2540 เปนตน ไป เพราะถอื วา เจา หนสี้ ามารถฟองคดตี อศาลไดต งั้ แตว ันน้นั หนี้เงินกมู อี ายคุ วาม 10 ป ดงั น้นั อยา งชา ทสี่ ุด ข จะตอ งฟอ งบงั คบั คดีเสีย ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 มิฉะน้ัน สิทธิเรยี กรองของ ข จะขาดอายคุ วาม 11.2.3 อายคุ วามสะดดุ หยดุ ลง เม่ือวนั ที่ 6 มกราคม 2537 ก ซอ้ื เชื่อขาวสาร 20 กระสอบจาก ข เปนเงิน 40,000 บาทเพื่อขาย ตอแลวบดิ พลวิ้ ไมยอมชําระคา ขา วสาร ข พยายามทวงถามเปน เวลาหลายเดือน จนวนั ท่ี 20 ธนั วาคม 2538 ก จึงออกเช็คส่ังจาย 40,000 บาท ชาํ ระหนี้ให ข แตลงวนั ทลี่ วงหนาในเชค็ ส่งั จา ยวันที่ 10 มกราคม 2538 เมอ่ื เชค็ ถงึ กําหนด ข เอาเชค็ ไปขึ้นเงนิ แตธ นาคารปฏิเสธการจายเงนิ เพราะไมม ีเงนิ ในบัญชี จะเกิดผลประการใดในหนรี้ ายน้ี การท่ี ก ออกเชค็ สง่ั จายเงนิ 40,000 บาท ให ข เปนการที่ ก ยอมรับวา เปนหน้ี ข จรงิ กฎหมาย ถอื เปนการรับสภาพหน้ี ทาํ ใหอายคุ วามในหนรี้ ายนส้ี ะดุดหยดุ ลง อายคุ วามทีล่ ว งพน มาแลวตองตัดทิง้ และ เร่มิ นบั อายคุ วามใหมต ง้ั แตเ หตทุ ่ที าํ ใหอ ายคุ วามสะดดุ หยดุ ลงไดส นิ้ สดุ ไป ก ออกเชค็ วนั ท่ี 20 ธนั วาคม 2538 ลงวันทล่ี ว งหนา ในเช็คเปน วันท่ี 10 มกราคม 2539 เมอ่ื ธนาคารปฏิเสธจายเงนิ อายคุ วามสะดุดหยดุ ลงในวันท่ี 10 ธนั วาคม 2538 ซงึ่ เปนวนั ที่เชค็ ครบกาํ หนด อายคุ วามทผ่ี า นมาแลว ตัง้ แตวันที่ 6 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2539 ตดั ทง้ิ เรมิ่ นบั อายคุ วามหนร้ี ายน้ีใหมต ง้ั แตวนั ที่ 10 มกราคม 2539 เปน ตนไป 11.2.4 การขยายอายุความ ก ให ข กเู งิน 500,000 บาท สิทธเิ รยี กรอ งของ ก จะครบกาํ หนดอายคุ วามวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 ก ตกเปน คนไรความสามารถในป 2535 และศาลตั้ง ค เปน ผูอนุบาล ตอมา ค ถึงแกค วามตายเม่ือ วนั ที่ 3 กรกฎาคม 2540 ศาลตง้ั ง เปน ผอู นบุ าลคนใหมเมอื่ วันที่ 30 พฤศจกิ ายน 2540 สทิ ธิเรียกรองของ ก จะครบอายุความเมอ่ื ไร ในกรณีที่สทิ ธเิ รียกรองของคนไรความสามารถจะครบอายคุ วามในระหวา ง 1 ป นบั แตว นั ทคี่ นไร ความสามารถไมมผี อู นบุ าล กฎหมายใหข ยายอายคุ วามออกไป 1 ป นบั แตบคุ คลนนั้ ไดบ รรลคุ วามสามารถ เตม็ ภมู หิ รอื ไดมีผูอ นบุ าลใหม สิทธิเรยี กรองของ ก ครบกําหนดอายคุ วามวันท่ี 20 พฤศจกิ ายน 2540 แตผ อู นบุ าลของ ก ถึง แกกรรมเมอ่ื วนั ที่ 3 กรกฎาคม 2540 กอนท่จี ะครบกาํ หนดอายคุ วาม และมกี ารตง้ั ง เปน ผอู นบุ าลคนใหม เม่อื 30 พฤศจกิ ายน 2540 อายคุ วามจะขยายไปอกี 1 ป นบั แตมกี ารตงั้ ผูอนุบาล ดงั น้นั สิทธเิ รยี กรอ งของ ก จะครบกาํ หนดอายคุ วามวันที่ 30 พฤศจกิ ายน 2541 11.2.5 ผลของอายุความ ก และ ข รวมกันกเู งินจาก ค จํานวน 300,000 บาท และ ก ข ไมเ คยชําระหน้ใี ห ค จนลว งเลย ไป 11 ป ค ทวงถามให ก และ ข จดั การชําระหน้ี ก จึงนาํ เงนิ ชําระให ค 50,000 บาท พรอมกบั เขยี น หนงั สือรับรองวาจะชาํ ระหนท้ี ีค่ า งใหห มดส้นิ ถา ก ไมชาํ ระหนตี้ ามคํารบั รอง ค จึงฟอ ง ก ข ใหร ับผิด ดงั น้ี ก ข จะตอ สวู า สิทธเิ รยี กรองของ ค ขาดอายุความแลวไดหรอื ไม ตามหลกั กฎหมาย เมอ่ื อายคุ วามครบกําหนดแลว ลกู หนจ้ี ะสละประโยชนแหง อายคุ วามกไ็ ด แต การสละประโยชนเชน นั้นไมก ระทบกระเทือนสทิ ธขิ องบุคคลภายนอก ตามปญ หาหลงั จาก ก ข รว มกันกเู งิน ค ไปถงึ 11 ปแ ลว ค จงึ ทวงถาม สิทธเิ รยี กรอ งของ ค จึง ขาดอายคุ วาม 10 ป การที่ ก นําเงินไปชําระหน้ีให ค และรับรองจะชาํ ระหนี้ทค่ี า งใหห มดสน้ิ เทา กบั ก สละประโยชนแ หงอายคุ วามการสละประโยชนเปนเร่ืองเฉพาะตวั ของ ก ไมก ระทบกระเทอื น ข แตอยา งใด ดงั นั้น เม่อื ค ฟอง ก ข ใหชาํ ระหนี้ ก จงึ ไมอาจยกขอ ตอ สูวา สิทธิเรยี กรองขาดอายคุ วาม สว นขอ สามารถตอสูไดวา สทิ ธิเรียกรอ งของ ค ขาดอายุความแลว 11.3 กาํ หนดอายุความ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook