Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิทยาศาสตร์ ม.1

วิทยาศาสตร์ ม.1

Published by aschariya.game, 2021-01-04 15:27:33

Description: วิทยาศาสตร์ ม.1

Search

Read the Text Version

วทิ ยาศาสตร์SlidePPT61-NEW ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๑ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๓ Slide PowerPoint_สอ่ื ประกอบการสอน บรษิ ทั อกั ษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com

๑หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี สารรอบตัว สาระการเรียนรแู้ กนกลาง • อธิบำยสมบตั ทิ ำงกำยภำพบำงประกำรของธำตโุ ลหะ อโลหะ และก่งึ โลหะ โดยใชห้ ลักฐำนเชงิ ประจักษท์ ไี่ ดจ้ ำกกำรสงั เกตและกำรทดสอบ และใช้สำรสนเทศที่ได้จำก แหลง่ ขอ้ มลู ต่ำง ๆ รวมทง้ั จดั กลุ่มธำตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ • วิเครำะหผ์ ลจำกกำรใช้ธำตโุ ลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ และธำตกุ ัมมนั ตรงั สีทมี่ ตี ่อสิ่งมชี ีวติ สง่ิ แวดลอ้ ม เศรษฐกิจและสังคม จำกขอ้ มลู ที่รวบรวมได้ • ตระหนักในคุณคำ่ ของพชื ทีม่ ตี อ่ สิง่ มีชีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม โดยกำรรว่ มกันปลกู และดแู ลรักษำตน้ ไมใ้ นโรงเรยี น • เปรียบเทียบจดุ เดอื ด จดุ หลอมเหลวของสำรบริสุทธแ์ิ ละสำรผสม โดยกำรวดั อุณหภมู ิ เขียนกรำฟ แปลควำมหมำยขอ้ มูลจำกกรำฟหรือสำรสนเทศ • อธิบำยและเปรยี บเทยี บควำมหนำแน่นของสำรบรสิ ุทธิแ์ ละสำรผสม • ใช้เครอ่ื งมอื วัดมวลและปริมำตรของสำรบริสทุ ธ์แิ ละสำรผสม • อธบิ ำยเกีย่ วกบั ควำมสมั พันธร์ ะหวำ่ งอะตอม ธำตุ และสำรประกอบ โดยใชแ้ บบจำลองและสำรสนเทศ • อธบิ ำยโครงสร้ำงอะตอมท่ีประกอบด้วยโปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ลก็ ตรอน โดยใช้แบบจำลอง • อธบิ ำยและเปรียบเทยี บกำรจดั เรียงอนภุ ำค แรงยึดเหน่ยี วระหวำ่ งอนุภำค และกำรเคลือ่ นทขี่ องอนภุ ำคของสสำรชนดิ เดียวกันในสถำนะของแขง็ ของเหลว และแก๊ส โดยใช้ แบบจำลอง • อธบิ ำยควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ งพลังงำนควำมร้อนกับกำรเปล่ยี นสถำนะของสสำร โดยใช้หลักฐำนเชงิ ประจักษ์และแบบจำลอง

สมบตั ิของสาร สมบัติของสารแบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ดงั นี้ สมบัติทางกายภาพ สมบตั ิทางเคมี สมบัตทิ ำงกำยภำพเปน็ สมบัติทส่ี ำมำรถสงั เกตไดจ้ ำกภำยนอก สมบตั ิทำงเคมเี ปน็ สมบตั ทิ เ่ี กิดจำกกำรทำปฏิกริ ยิ ำเคมี ซ่งึ ทำให้ ของสำร เช่น สี กลนิ่ รส กำรละลำย ควำมแข็ง กำรนำไฟฟ้ำ เกิดสำรใหม่ท่มี ีองคป์ ระกอบภำยในและภำยนอกเปลี่ยนแปลงไป จดุ เดือด ควำมหนำแนน่ เปน็ ต้น เชน่ กำรเกดิ สนิม กำรเผำไหม้ ควำมเปน็ กรด-เบสของสำร เป็นตน้ เพชรมคี วำมแขง็ มำกทีส่ ดุ นำ้ แขง็ มีควำมหนำแน่น เงนิ นำไฟฟ้ำได้ดีท่ีสุด กำรเผำไหม้ กำรเกดิ สนมิ เหล็ก นำ้ มะนำวมีฤทธ์เิ ปน็ กรด น้อยกว่ำน้ำทะเล

การจาแนกสาร การจาแนกสารเพ่อื ระบวุ ่าสารน้นั ๆ เปน็ สารชนิดใด มีเกณฑ์ในการจาแนก ดงั นี้ 1. การใช้สถานะเปน็ เกณฑ์ เป็นกำรจำแนกสำรโดยใช้สมบตั ทิ ำงกำยภำพของสำร ซึง่ สำรแตล่ ะชนิดมีรูปรำ่ งและปริมำตรต่ำงกนั เนื่องจาก กำรจดั เรียงอนภุ ำคภำยใน ทาให้ แรงยึดเหนี่ยวระหว่ำงโมเลกลุ สง่ ผลให้ อนภุ ำคของสำรเคลื่อนที่ สำรแต่ละชนดิ ไมเ่ หมือนกัน ของสำรแตล่ ะชนดิ ไมเ่ ทำ่ กนั แตกตำ่ งกนั

สารแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 สถานะ ดงั นี้ แก๊ส ของเหลว อนภุ าค : อย่หู ำ่ งกันมำก แรงยึดเหน่ยี ว : น้อยทสี่ ดุ อนภุ าค : อยู่ใกล้กนั การเคลอื่ นท่ี : เคลื่อนที่ไดอ้ ยำ่ งอิสระ แรงยึดเหนย่ี ว : ปำนกลำง รปู รา่ ง : ไมค่ งที่ การเคลือ่ นท่ี : เคลื่อนที่ได้ แต่ไม่อสิ ระ ปรมิ าตร : ไม่คงที่ รูปร่าง : ไม่คงท่ี ปริมาตร : คงที่ ของแขง็ อนภุ าค : เรียงชิดกัน แรงยดึ เหน่ยี ว : มำกที่สุด การเคลอ่ื นท่ี : ส่นั อยกู่ ับท่ี รูปร่าง : คงที่ ปรมิ าตร : คงที่

2. การใช้เนือ้ สารเป็นเกณฑ์ จำแนกสำรออกไดเ้ ปน็ 2 กลมุ่ ดงั น้ี สารเนอื้ เดียว สารเน้อื ผสม สำรเนื้อเดยี ว หมำยถงึ สำรทม่ี เี น้ือสำรเหมือนกนั ทุกส่วน สำรเนื้อผสม หมำยถึง สำรที่มเี นื้อสำรแตกต่ำงกัน ทำให้สำร ทำใหส้ ำรมสี มบัติเหมือนกนั ตลอดทุกสว่ น เชน่ นำ้ เกลอื มสี มบัติไม่เหมือนกนั ตลอดทกุ สว่ น เช่น น้ำอบไทย น้ำคลอง ทองคำ เป็นต้น ส้มตำ เป็นต้น น้ำเต้ำหูเ้ ปน็ สำรเน้ือเดียว สลดั เป็นสำรเนือ้ ผสม

3. การใชข้ นาดของอนุภาคเปน็ เกณฑ์ จำแนกสำรออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท ดังนี้ สารแขวนลอย คอลลอยด์ สารละลาย สำรผสมทีป่ ระกอบด้วยอนุภำคทม่ี ีเสน้ สำรผสมท่ีประกอบดว้ ยอนุภำคทม่ี เี สน้ สำรผสมที่ประกอบด้วยอนุภำคที่มเี ส้น ผำ่ นศูนย์กลำงมำกกวำ่ 10−4 เซนติเมตร ผำ่ นศนู ยก์ ลำงระหวำ่ ง 10−4- 10−7 ผำ่ นศูนย์กลำงน้อยกวำ่ 10−7 เซนตเิ มตร เช่น นำ้ โคลน น้ำแปง้ เปน็ ต้น เซนตเิ มตร เชน่ น้ำนม หมอก เป็นตน้ เช่น น้ำเกลือ นำ้ หวำน นำ้ ทะเล เปน็ ต้น น้าโคลนเป็นสารแขวนลอย น้านมเป็นคอลลอยด์ น้าทะเลเปน็ สารละลาย

การเปล่ียนแปลงของสาร การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ : คือ สำรบำงชนดิ มีสี กล่นิ รูปร่ำง หรือสถำนะเปล่ียนแปลงไปจำกเดิม โดยไมเ่ กิดเป็นสำรใหม่ การเปล่ียนแปลงทางเคมี : คือ กำรเปลย่ี นแปลงของสำรบำงชนิด ท่ีมผี ลต่อองคป์ ระกอบเคมีภำยใน ทำให้เกดิ เปน็ สำรใหม่ พลังงานความร้อนเปน็ ปัจจัยหนง่ึ ท่สี ่งผลใหส้ มบัตทิ างกายภาพหรือสถานะของสารเปลย่ี นแปลง ดงั นี้ ของแขง็ >> ของเหลว ของเหลว >> แกส๊ แกส๊ >> ของเหลว ของเหลว >> ของแขง็ เรียกอณุ หภูมิน้ีว่ำ จุดหลอมเหลว เรียกอุณหภูมนิ วี้ ำ่ จดุ เดอื ด เรยี กอณุ หภูมนิ ว้ี ่ำ จดุ ควบแนน่ เรียกอณุ หภูมินี้วำ่ จดุ เยอื กแขง็ (ซึ่งเป็นอณุ หภมู เิ ดียวกับจุดหลอมเหลว) กำรหลอมเหลวของน้ำแข็ง กำรเดือดของนำ้ กลำยเป็นไอ ไอน้ำควบแน่นกลำยเปน็ นำ้ น้ำแข็งตวั กลำยเป็นนำ้ แข็ง

การเยอื กแข็ง ของแขง็ การหลอมเหลว ของเหลวเปลยี่ นสถานะเป็นของแขง็ ท่ีอุณหภูมิหนึ่ง แขง็ ตวั หลอมเหลว ของแข็งเปลยี่ นสถานะเปน็ ของเหลวทอ่ี ุณหภูมหิ นึง่ เรียกวา่ จุดเยอื กแข็ง เรียกว่า จุดหลอมเหลว ของเหลว ควบแนน่ ระเหย การควบแน่น การเดอื ด แกส๊ เปลย่ี นสถานะเปน็ ของเหลวท่อี ณุ หภูมิหนึง่ ของเหลวเปล่ียนสถานะเปน็ แกส๊ ที่อุณหภูมิหนึ่ง เรียกวา่ จดุ ควบแนน่ เรียกว่า จุดเดือด แก๊ส

การเปล่ียนสถานะของน้าในธรรมชาติ 2 เมือ่ ไอน้าในอากาศมอี ณุ หภูมติ า่ ลง จะควบแนน่ กลายเป็นละอองนา้ 1 เม่อื นา้ ในแหลง่ นา้ ไดร้ บั ความรอ้ นจาก และรวมตัวกันเป็นเมฆ ดวงอาทิตย์ น้าจะระเหยกลายเป็นไอน้า 3 เม่ือละอองน้าในช้ันเมฆตกลงมาเป็น ลอยขน้ึ ไปในอากาศ หยดน้า กระทบกบั อากาศท่มี ีอณุ หภูมติ ่า ทาใหห้ ยดน้ากลายเปน็ ลกู เห็บ 4 เม่ือลกู เหบ็ ได้รับความรอ้ นจาก ดวงอาทิตย์ ลกู เห็บจะหลอมละลาย กลายเปน็ นา้ แล้วไหลลงสนู่ า้

สารบริสทุ ธ์ิ สารบริสทุ ธ์ิ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ดังน้ี 1. ธาตุ คือ สำรบริสุทธ์ทป่ี ระกอบด้วยอะตอมเพยี งชนิดเดียว ไมส่ ำมำรถแยกหรือสลำยออกเปน็ สำรอ่ืนได้ ธาตแุ ตล่ ะชนดิ มสี มบตั ติ ่างกนั และบางชนดิ มีความคลา้ ยคลึงกนั เมื่อพจิ ารณาสมบตั ิของธาตุ จะแบง่ ธาตุไดเ้ ปน็ 3 กลุ่ม ดงั น้ี ธาตุโลหะ ธาตุก่ึงโลหะ ธาตอุ โลหะ เป็นธำตุท่มี สี ถำนะเปน็ ของแขง็ ท่ี เป็นธำตุที่มีสมบัติบำงประกำรเหมอื นโลหะ เปน็ ธำตุทมี่ ที ง้ั 3 สถำนะ คอื ของแขง็ อุณหภมู หิ ้อง (ยกเวน้ ปรอท) มผี ิวมันวำว และบำงประกำรเหมือนอโลหะ ซงึ่ นำไฟฟ้ำ ของเหลว แกส๊ และมีสมบตั ิตรงขำ้ มกับ นำไฟฟำ้ และควำมร้อนไดด้ ี นยิ มนำมำใช้ ไม่ดีเม่อื อย่ใู นอณุ หภูมหิ อ้ ง แต่จะนำไฟฟำ้ ธำตุโลหะ เช่น ผวิ ไมม่ ันวำว ไมน่ ำไฟฟำ้ ในงำนกอ่ สร้ำง ได้ดีเม่อื อณุ หภูมิสงู ขน้ึ และควำมร้อน เปรำะและแตกหกั งำ่ ย

สารบรสิ ุทธิ์ ธาตุโลหะ กึง่ โลหะ และอโลหะ ท่มี เี ลขอะตอมสูงกวา่ 83 จะสามารถแผร่ งั สีได้ เรียกธาตเุ หลา่ นี้ว่า ธาตุกมั มันตรงั สี และเรยี กรงั สที แ่ี ผอ่ อกมาจากธาตวุ า่ กมั มันตภาพรงั สี กัมมันตภาพรังสี มี 3 ประเภท ดังนี้ ๑ รังสีแอลฟา อนภุ ำคแอลฟำมีโปรตอนและนิวตรอนอย่ำงละ 2 อนภุ ำค มีอำนำจทะลุทะลวงต่ำ ไมส่ ำมำรถทะลุผ่ำนแผ่นกระดำษบำง ๆ ได้ ๒ รงั สีบีตา อนุภำคบีตำเกดิ จำกกำรสลำยตวั ของนวิ เคลียสทีม่ ีจำนวนโปรตอนมำกหรือน้อยเกินไป มอี ำนำจทะลทุ ะลวงสงู แตไ่ มส่ ำมำรถทะลผุ ำ่ น แผน่ อะลมู ิเนยี มหนำ 2 มิลลิเมตรได้ ๓ รงั สีแกมมา อนภุ ำคแกมมำไมม่ ปี ระจุและมวล มอี ำนำจทะลทุ ะลวงสงู กวำ่ รังสีบีตำมำก แต่ไม่สำมำรถทะลุผ่ำนแผน่ ตะก่ัวหนำ 10 เซนติเมตรได้

รังสีท่ีแผอ่ อกมาจากธาตุมพี ลงั งานสูง และมอี านาจทะลุทะลวงในระดับทีแ่ ตกต่างกนั สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ในดา้ นตา่ ง ๆ ดังนี้ ดา้ นอุตสาหกรรม ดา้ นการแพทย์ ด้านการเกษตร ดา้ นธรณวี ทิ ยา ตัวอยา่ งเช่น ตัวอย่างเช่น ตวั อย่างเช่น ตวั อย่างเชน่ กำรใชร้ ังสีแกมมำ่ หำรอยรวั่ กำรใช้ไอโอดีน–131 ตรวจ กำรใชโ้ คบอลต์-60 กำรใชค้ ำร์บอน–14 ของทอ่ ลำเลยี งนำ้ ควำมผดิ ปกติของต่อมไทรอยด์ ยับยง้ั กำรเจรญิ เติบโต หำอำยขุ องซำกวัตถุโบรำณ เชื้อจุลนิ ทรีย์ในอำหำร

สารบรสิ ุทธิ์ 2. สารประกอบ คอื สำรบรสิ ุทธ์ทเี่ กิดจำกอะตอมของธำตตุ ้ังแต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปมำรวมกันทำงเคมี โดยมีอัตรำส่วน โดยมวลคงที่กลำยเป็นสำรใหมท่ มี่ สี มบัติแตกต่ำงไปจำกธำตทุ ่เี ป็นองคป์ ระกอบเดิม สตู รเคมขี องสารประกอบบางชนดิ สารประกอบ สูตรเคมขี องสารประกอบ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดำไฟ) โพแทสเซยี มไฮดรอกไซด์ (ดำ่ งคลี) NaOH แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ (นำ้ ปูนใส) KOH โซเดยี มคลอไรด์ (เกลือแกง) Ca(OH)2 โพแทสเซียมเปอร์แมงกำเนต (ดำ่ งทับทิม) NaCl แคลเซียมคำร์บอเนต (หินปนู ) KMnO4 กรดคำร์บอนกิ CaCO3 กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลอื ) H2CO3 HCl

สารผสม สารผสม แบ่งออกเปน็ 3 ชนดิ ดังน้ี ๑ สารละลาย เปน็ สำรผสมเนื้อเดียวทีป่ ระกอบด้วยสำรตั้งแต่ 2 ชนิดข้นึ ไปมำรวมเป็นเน้อื เดียว และมีสมบตั ิเหมือนกันทกุ ส่วน เช่น น้ำเกลือ นำ้ หวำน เป็นตน้ ๒ สารแขวนลอย เป็นสำรผสมทเ่ี กิดจำกสำร 2 ชนดิ รวมกัน โดยโมเลกุลของสำรมขี นำดเส้นผำ่ นศูนยก์ ลำงมำกกว่ำ 10−4 เซนตเิ มตร ลอยกระจำย อย่ใู นสำรอีกชนิดหนึง่ ถ้ำมองดูด้วยตำเปลำ่ จะมีลกั ษณะขนุ่ เมอื่ ตง้ั ทิ้งไวอ้ นุภำคจะตกตะกอน เชน่ น้ำโคลน น้ำแป้ง เป็นตน้ ๓ คอลลอยด์ เป็นสำรผสมท่เี กิดจำกสำร 2 ชนิดรวมกัน โดยโมเลกุลของสำรมขี นำดเส้นผำ่ นศนู ยก์ ลำง 10−4- 10−7 เซนติเมตร เช่น หมอก น้ำสลัด เป็นต้น

สารผสม โมเลกุลของสำรในสำรแขวนลอยและคอลลอยดม์ ีขนำดใหญ่ เมื่อมลี ำแสงสอ่ งผำ่ นสำรทงั้ สองชนิด จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ทินดอลล์ สารคอลลอยด์อกี ชนิดหนึ่งท่เี กดิ ซึง่ ต้องมีตวั ประสาน จากการผสมกันของของเหลวตั้งแต่ ให้ของเหลวท้ังสองรวมกนั ได้ 2 ชนดิ ที่ไมล่ ะลายซึง่ กนั และกนั เรยี กว่ำ อิมัลชนั (emulsion) เรยี กว่ำ อิมลั ซไิ ฟเออร์ (emulsifier)

สมบตั ิของสารบรสิ ทุ ธ์แิ ละสารผสม จุดเดอื ด อณุ หภมู ิ สำรบรสิ ุทธิ์มีจุดเดือดคงท่ี แต่ในทำงกลับกนั สำรผสมมจี ุดเดอื ดไมค่ งที่ เนอ่ื งจำกสำรผสมเกดิ จำกสำร สารผสม ตง้ั แต่ 2 ชนิด มำผสมกนั โดยสำรทม่ี จี ุดเดือดต่ำจะระเหยเร็วกว่ำสำรทมี่ ีจดุ เดอื ดสงู ส่งผลให้อัตรำสว่ นระหวำ่ ง สารบรสิ ุทธ์ิ สำรทมี่ ำผสมเปลี่ยนแปลงไป สำรท่มี ีจดุ เดอื ดสงู จงึ มีปรมิ ำณมำกกว่ำทำให้จุดเดอื ดสูงขนึ้ เร่อื ย ๆ ดังกรำฟ จุดเดือด จดุ หลอมเหลว อณุ หภูมิ สารบรสิ ุทธิ์ สำรบริสุทธ์ิจะมีจุดหลอมเหลวคงที่ และมีช่วงอุณหภูมิกำรหลอมเหลวแคบ แตใ่ นทำงกลับกนั สำรผสม สารผสม จะมีจดุ หลอมเหลวไม่คงที่ และมชี ว่ งอณุ หภูมกิ ำรหลอมเหลวกว้ำง ดังกรำฟ จดุ หลอมเหลว ความหนาแนน่ สำรบริสุทธ์จิ ะมีควำมหนำแนน่ คงท่ี แตส่ ำรผสมมคี วำมหนำแน่นไมค่ งท่ี

๒หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ หนว่ ยของส่งิ มชี วี ติ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง • เปรียบเทยี บรูปรำ่ งและโครงสรำ้ งของเซลลพ์ ชื และสตั ว์ รวมทง้ั บรรยำยหน้ำที่ของผนังเซลล์ เยอื่ หุ้มเซลล์ ไซโทพลำซึม นวิ เคลยี ส แวควิ โอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลำสต์ • ใช้กล้องจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงศกึ ษำเซลล์และโครงสรำ้ งต่ำง ๆ ภำยในเซลล์ • อธบิ ำยควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงรูปรำ่ งกับกำรทำหนำ้ ทขี่ องเซลล์ • อธิบำยกำรจดั ระบบของสิง่ มีชีวติ โดยเรมิ่ จำกเซลล์ เนอื้ เย่อื อวยั วะ ระบบอวยั วะจนเปน็ สิ่งมีชีวติ • อธิบำยกระบวนกำรแพร่และออสโมซสิ จำกหลกั ฐำนเชิงประจกั ษ์ และยกตวั อยำ่ งกำรแพร่และออสโมซสิ ในชวี ติ ประจำวนั

เซลลเ์ ดยี วสิง่ มีชวี ิต สง่ิ มีชวี ติ ทรี่ า่ งกาย พารามีเซียม ประกอบด้วย อะมีบา เซลลเ์ พยี งเซลลเ์ ดยี ว ยกู ลนี า กิจกรรมตา่ ง ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั การดารงชีวิต แบคทเี รยี เชน่ การกินอาหาร การขับถา่ ย การสืบพนั ธ์ุ จะเกิดข้ึนภายในเซลล์เพียงเซลล์เดยี ว

เซลล์ (Cell) เนอื้ เย่อื (tissue) อวัยวะ (organ) หน่วยพื้นฐำนท่ีเลก็ ที่สดุ เซลลห์ ลำยเซลลท์ อ่ี ยูร่ วมกนั เน้ือเยื่อหลำยเนื้อเยอ่ื และทำหน้ำที่รว่ มกัน ทำหน้ำทีป่ ระสำนกัน ทาหนา้ ท่ี หสลง่ิ ามยชีเซวี ลติ ล์ พืช เซลล์ลาเลยี งนา้ ไซเลม็ เซลล์ลาเลียงอาหาร โฟลเอม็ ร่างกายประกอบดว้ ยเซลลจ์ านวนมาก มที ัง้ ในพชื และสตั ว์ ลาต้น สัตว์ เนอ้ื เยื่อประสาท เซลล์ประสาท สมอง

โครงสร้างของพชื เซลล์คุม ใบ มีรูปรำ่ งคลำ้ ยเมลด็ ถวั่ 2 อันประกบกนั ทำหน้ำท่ี ควบคมุ กำรปิด-เปดิ ของปำกใบ เน้อื เยื่อผิว ไซเล็ม ลาต้น เป็นท่อลำเลียงน้ำ มลี ักษณะกลวงและยำว ทำหน้ำที่ เน้อื เยอ่ื ลาเลยี ง ลำเลยี งน้ำจำกรำกไปสู่ใบ ราก โฟลเอม็ เนื้อเยอื่ เจริญปลายราก เปน็ ทอ่ ลำเลียงอำหำร มลี กั ษณะยำว หวั ท้ำยมรี พู รุน ทำหน้ำทล่ี ำเลยี งอำหำรไปยงั สว่ นต่ำง ๆ ของพืช เซลลข์ นราก มีลักษณะยำว และยื่นเขำ้ ไปในดนิ เพอื่ เพมิ่ พ้นื ท่ี ผวิ สัมผัสใหร้ ำกสำมำรถดดู นำ้ และแร่ธำตไุ ด้มำกขึ้น

โครงสร้างของสัตว์ เซลลบ์ ุผวิ เนอ้ื เยื่อบุผิว มีส่วนที่ยืน่ ออกไปคลำ้ ยนวิ้ มือ เรียกวำ่ วลิ ลัส (villus) ช่วยเพ่มิ พื้นทผี่ ิวในกำรดูดซึมอำหำร ลาไส้ สมอง เซลลป์ ระสาท อวยั วะสบื พนั ธุ์ เนอ้ื เย่อื ประสาท มีลักษณะเปน็ เส้นใยยำว และแตกแขนง ไปทว่ั ร่ำงกำย ทำหน้ำท่รี ับส่งกระแส เนอ้ื เย่อื อณั ฑะ เลือด ประสำท เพ่ือควบคมุ กำรทำงำนของ รำ่ งกำย นา้ เลอื ด เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง มีลักษณะกลม ตรงกลำงเวำ้ ไมม่ นี ิวเคลยี ส ช่วยเพิม่ พ้นื ทผ่ี วิ ในกำรแลกเปลยี่ นแก๊ส และสำมำรถลอดผ่ำนหลอดเลือดฝอยได้ เซลลอ์ สจุ ิ ประกอบด้วยสว่ นหัว ลำตวั และหำง โดยสว่ นหำงท่ียำว จะช่วยใหเ้ ซลล์อสจุ ิเคลื่อนท่ีไปผสมกับเซลลไ์ ข่ได้

สว่ นประกอบของกล้องจุลทรรศน์ กลอ้ งจุลทรรศน์ (microscope) เปน็ อุปกรณท์ ่ชี ว่ ยในกำรขยำยขนำดสงิ่ ต่ำงๆ ทีเ่ รำไม่สำมำรถมองเห็นไดด้ ว้ ยตำเปลำ่ เลนสใ์ กล้ตา ลากลอ้ ง อยู่ส่วนบนของลากลอ้ ง โดยทั่วไปจะมกี าลงั ขยาย 10X ด้านบนตดิ กบั เลนส์ใกลต้ า ด้านลา่ งตดิ กบั เลนสใ์ กล้วัตถุ จานหมุน แขนกลอ้ ง ใช้หมนุ เมอื่ ตอ้ งการเปล่ยี นกาลงั ขยาย ใช้จบั ในขณะเคลอื่ นย้ายกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของเลนส์ใกลว้ ตั ถุ เลนสใ์ กลว้ ัตถุ ท่หี นีบสไลด์ มกี าลังขยายตา่ และสงู (4X 10X 40X 100X) ใชห้ นบี สไลด์ให้แนน่ อยู่กับท่ี แทน่ วางวตั ถุ เลนสร์ วมแสง ใชว้ างสไลด์ที่ต้องการศกึ ษา ทาหน้าทีร่ วมแสงให้เขม้ ข้ึนเพือ่ ส่งไปยังวัตถุทต่ี ้องการศึกษา ปมุ่ ปรบั ภาพละเอียด ไอริส ไดอะแฟรม ใช้หมุนเพื่อทาให้เหน็ ภาพไดช้ ดั เจนย่ิงขึ้น มา่ นปิด-เปดิ รูรบั แสง สามารถปรบั ขนาดของรรู บั แสงให้ได้ปริมาณแสง ตามต้องการ ปมุ่ ปรับภาพหยาบ แหลง่ กาเนิด ใชห้ มุนเพ่อื เลอื่ นตาแหน่งแทน่ ของวตั ถุ เพอ่ื ปรับระยะภาพ แหล่งกาเนิดแสงของกล้องอาจเป็นกระจกเงาหรือหลอดไฟ ฐาน ส่วนที่รองรบั น้าหนกั ของกลอ้ ง

โครงสรา้ งของเซลล์ 1. นิวเคลียส 2. ไซทพลาซมึ 3. ส่วนทห่ี อ่ หุ้มเซลล์ ลักษณะเปน็ ทรงกลมอยู่กลำงเซลล์ ลักษณะเปน็ ของเหลว ประกอบด้วย โครงสร้ำงที่หอ่ หมุ้ ไซโทพลำซมึ และแสดงขอบเขต ทำหนำ้ ที่ควบคุมกจิ กรรมต่ำง ๆ ออร์แกเนลลต์ ำ่ ง ๆ ท่ีมีหน้ำท่ี ของเซลล์ ของเซลล์ แตกตำ่ งกนั นวิ เคลียส ควบคมุ กระบวนกำรต่ำง ๆ ภำยในเซลล์ โครงสรา้ งเซลลส์ ตั ว์ ไรโบโซม กอลจิบอดี ถงุ ท่ีเปน็ เยือ่ บำง ๆ เรียงซ้อนกันเป็นช้นั ๆ โครงสร้างเซลล์พชื มีขนำดเล็ก กระจำยอยู่ในไซโทพลำซึม และสว่ นปลำยของถงุ มักโปง่ ออก ทำหน้ำทเี่ กบ็ สำรท่ี แวควิ โอล ทำหนำ้ ทส่ี งั เครำะหโ์ ปรตนี ร่ำงแหเอนโดพลำซึมสรำ้ งขึ้น ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น ถุ ง ภ ำ ย ใ น มี รา่ งแหเอนโดพลาซึม สำรละลำยอยู่ ในเซลล์พืช ทำหน้ำที่เก็บสะสมน้ำและ ลกั ษณะเป็นทอ่ แบน บำงสว่ นพองออกเปน็ ถงุ สำรอื่น ๆ แต่ในส่ิงมีชีวิต เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทำหน้ำทสี่ ังเครำะห์โปรตนี เซลล์เดียวทำหน้ำที่ควบคุม ปรมิ ำณนำ้ และของเสยี เซนทริโอ แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์ พบเฉพำะในเซลล์พืช มเี ย่ือหุม้ 2 ชัน้ ลักษณะคล้ำยทอ่ ทรงกระบอก 2 อัน มขี นำดเลก็ กว่ำเซลลพ์ ชื ทำหน้ำทรี่ ักษำสมดลุ ของนำ้ ทำหน้ำที่เปน็ แหล่งสร้ำงพลงั งำนใหแ้ กเ่ ซลล์ มีเยอ่ื หุม้ 2 ชั้น ภำยในมรี งควตั ถทุ ่เี ก่ยี วข้อง วำงตั้งฉำกกนั เป็นออร์แกเนลล์ ทที่ ำให้ ในสงิ่ มชี วี ติ เซลล์เดียวบำงชนดิ หรือใชบ้ รรจุอำหำรใน กับกระบวนกำรสงั เครำะห์ดว้ ยแสง เรียกว่ำ โครมำทิดแยกออกจำกกันในระหวำ่ ง เซลลเ์ ม็ดเลือดขำวของสัตว์เลยี้ งลูกด้วยนม คลอโรฟิลล์ กำรแบ่งเซลล์ เยอื่ หุ้มเซลล์ ผนงั เซลล์ หอ่ หุ้มเซลล์ และควบคมุ กำรผำ่ นเข้ำ-ออกของสำร เปน็ โครงสร้ำงที่ห่อหุ้มด้ำนนอกของเซลลพ์ ืช ทำใหเ้ ซลล์มีควำมแขง็ แรง และชว่ ยให้เซลลส์ ำมำรถคงรปู อยูไ่ ด้

การแพร่ (diffusion) กระบวนกำรเคลื่อนท่ขี องอนุภำคสำรจำกบริเวณท่มี คี วำมเข้มขน้ สงู ไปสู่บริเวณทีม่ คี วำมเข้มข้นต่ำ จนกระทั่งควำมเข้มข้นของ สำรทง้ั สองบรเิ วณสมดลุ กัน = อนุภาคนา้ = อนุภาคสีผสมอาหาร การแพรใ่ นสง่ิ มชี วี ติ การแพรข่ องสผี สมอาหารในนา้ O2 ปัจจยั ควบคมุ การแพร่ CO 2 การแพรข่ องแรธ่ าตใุ นดิน การแพร่ของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์เขา้ ส่ใู บพืช ความเขม้ ข้นของสาร อุณหภมู ิ ขนาดอนภุ าคของสาร ความสามารถในการละลายของสาร เขา้ สูเ่ ซลลข์ นรากของพืช เพอ่ื ใช้ในการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง

การออสโมซสิ กระบวนกำรเคลอื่ นท่ขี องน้ำผำ่ นเย่ือเลือกผำ่ น จำกบริเวณทีม่ คี วำมเขม้ ขน้ ของสำรละลำยตำ่ ไปสู่บริเวณท่ีมคี วำมเขม้ ขน้ ของ (osmosis) สำรละลำยสงู โมเลกุลโปรตนี โมเลกลุ โปรตีน มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเคลือ่ นทผ่ี ่านเย่อื เลอื กผา่ นได้ ปัจจัยควบคมุ การออสโมซิส น้า เย่อื เลือกผา่ น ความเขม้ ข้นของสาร อณุ หภมู ิ ถ้าความเขม้ ขน้ ของสารละลายระหว่าง 2 บริเวณต่างกนั มาก การเพิม่ อุณหภมู ทิ าให้อนภุ าคเคลอ่ื นที่เร็ว การออสโมซิสจะเกดิ ขนึ้ ไดเ้ ร็ว

๓หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ การดารงชวี ิตของพชื สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง • ระบปุ จั จัยที่จำเป็นในกำรสงั เครำะหด์ ้วยแสงและผลผลติ ท่ีเกดิ ข้นึ จำกกำรสงั เครำะหด์ ว้ ยแสง โดยใช้หลักฐำนเชงิ ประจกั ษ์ • อธิบำยควำมสำคัญของกำรสงั เครำะหด์ ว้ ยแสงของพืชตอ่ สงิ่ มชี ีวติ และสงิ่ แวดล้อม • ตระหนักในคณุ ค่ำของพืชท่มี ีตอ่ สง่ิ มีชวี ติ และสิ่งแวดล้อม โดยกำรร่วมกันปลูกและดแู ลรักษำตน้ ไมใ้ นโรงเรยี น • บรรยำยลกั ษณะและหนำ้ ทข่ี องไซเลม็ และโฟลเอม็ • เขยี นแผนภำพท่บี รรยำยทศิ ทำงกำรลำเลยี งสำรในไซเล็มและโฟลเอ็มของพืช • อธบิ ำยกำรสบื พนั ธ์แุ บบอำศัยเพศและไมอ่ ำศยั เพศของพืชดอก • อธบิ ำยลักษณะโครงสรำ้ งของดอกทมี่ สี ว่ นทำใหเ้ กิดกำรถ่ำยเรณู รวมทัง้ บรรยำยกำรปฏสิ นธิของพชื ดอก กำรเกดิ ผลและเมลด็ กำรกระจำยเมล็ด และกำรงอกของเมลด็ • ตระหนกั ถงึ ควำมสำคัญของสัตวท์ ่ีช่วยในกำรถำ่ ยเรณขู องพชื ดอก โดยกำรไม่ทำลำยชีวิตของสตั วท์ ีช่ ว่ ยในกำรถ่ำยเรณู • อธิบำยควำมสำคญั ของธำตุอำหำรบำงชนดิ ที่มผี ลต่อกำรเจริญเติบโตและกำรดำรงชวี ติ ของพืช • เลอื กใชป้ ุ๋ยทมี่ ีธำตุอำหำรเหมำะสมกับพชื ในสถำนกำรณท์ ีก่ ำหนด • เลอื กวธิ กี ำรขยำยพนั ธุพ์ ชื ใหเ้ หมำะสมกับควำมต้องกำรของมนษุ ย์ โดยใช้ควำมรู้เกย่ี วกบั กำรสืบพนั ธ์ขุ องพชื • อธบิ ำยควำมสำคัญของเทคโนโลยกี ำรเพำะเลย้ี งเนื้อเยอ่ื พืชในกำรใช้ประโยชน์ดำ้ นตำ่ ง ๆ • ตระหนักถึงประโยชน์ของกำรขยำยพันธพ์ุ ชื โดยกำรนำควำมรู้ไปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน

พืชสามารถดารงชวี ิตอยไู่ ดโ้ ดยไม่ตอ้ งอาศยั การเคลือ่ นที่ แต่ใชส้ ว่ นประกอบตา่ งๆ ในการดารงชวี ติ กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง เทคโนโลยีชวี ภาพของพชื การเจริญเติบโตของพชื การสบื พันธขุ์ องพชื การลาเลียงสารในพชื

กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื คือ กระบวนกำรทีพ่ ืชอำศยั สำรประกอบคลอโรฟิลลท์ อี่ ยใู่ นคลอโรพลำสต์ ช่วยดูดกลืนพลังงำนแสงจำกดวงอำทิตยม์ ำเปลี่ยนใหเ้ ป็น พลังงำนเคมีในรูปของสำรประกอบอนิ ทรีย์ ปฏิกริ ยิ าของกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง +6CO2 12H2O C6H12O6 + +6O2 6H2O แกส๊ คาร์บอนไดออกไซต์ น้า นา้ ตาลกลูโคส แก๊สออกซเิ จน นา้ แสงอาทติ ย์ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซต์ CO2 แกส๊ ออกซิเจน นา้ ตาลกลูโคส O2 C6H12O6 น้า H2O

การลาเลยี งสารในพชื

การเจรญิ เตบิ โตของพชื การแบง่ เซลล์ ทาใหม้ จี านวนเซลล์เพ่ิมมากข้ึน โดยเซลล์ทเี่ กดิ ขน้ึ ใหมจ่ ะมี ลักษณะไม่ตา่ งจากเซลล์เดมิ แตจ่ ะมีขนาดเลก็ กว่า การเจรญิ เตบิ โตของพชื การเพม่ิ ขนาดของเซลล์ ทาใหเ้ ซลลม์ ีขนาดใหญข่ ้นึ มี 3 กระบวนการ การเปล่ียนรูปรา่ งของเซลล์ การเปล่ยี นรปู ร่างของเซลล์ เพ่อื ไปทาหนา้ ท่ีเฉพาะต่าง ๆ เช่น เนอ้ื เยอื่ ลาเลยี ง เปน็ ตน้

การเจริญเตบิ โตของพืช มี 2 ข้นั ตอน 1 การเจริญเติบโตข้ันแรก (primary growth) ทำให้ลำตน้ ของพืชเจรญิ ยดื ยำวออกด้ำนบนและด้ำนลำ่ ง ตน้ กล้า ปักดา ระยะการเตบิ โตของต้นขา้ ว ระยะ 0 ระยะ 1 หลังปกั ดา ระยะ 4 ระยะ 5 ระยะ 6 ระยะ 2 ระยะ 3 2 การเจรญิ เตบิ โตข้ันทสี่ อง (secondary growth) ทำใหล้ ำตน้ ของพืชเจรญิ ออกทำงดำ้ นขำ้ ง

การสืบพันธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศของพชื การสืบพนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศของพืช (asexual reproduction) เปน็ กำรขยำยพันธ์ุของพชื ท่ไี ม่ไดม้ ำจำกกำรปฏสิ นธิระหว่ำงสเปิร์มกับเซลลไ์ ข่ ทำใหพ้ ืชตน้ ใหมจ่ ะมี ลักษณะคลำ้ ยกบั ตน้ เดมิ ทกุ ประกำร 1 การขยายพันธพ์ุ ืชด้วยโครงสรา้ งพิเศษ โครงสร้างพเิ ศษจากลาตน้ โครงสร้างพเิ ศษจากราก โครงสรา้ งพเิ ศษจากใบ ไหล เหง้า หัวมนั เทศ ตน้ ตายใบเปน็ ทิวเบอร์ รักเร่ ต้นเศรษฐพี นั ลา้ น บลั บ์ คอร์ม

2 การขยายพนั ธุ์พชื ดว้ ยวธิ ีของมนุษย์ การตอนก่ิง การปักชา การทาบกง่ิ การตดิ ตา

การสบื พันธ์แุ บบอาศยั เพศของพชื

เทคโนโลยีชีวภาพของพืช เทคโนโลยชี ีวภาพ คอื กำรนำเอำควำมรู้ทำงด้ำนวิทยำศำสตร์มำประยกุ ต์ใช้กับพชื เช่น กำรปรบั ปรงุ พันธพ์ุ ืช กำรดัดแปรพันธุกรรมพืช เป็นตน้ ใหไ้ ดผ้ ลผลติ ท่มี ปี รมิ ำณและ คณุ ภำพมำกข้นึ เพ่อื ให้เพียงพอตอ่ ควำมต้องกำรของมนษุ ย์ 1 การเพาะเลยี้ งเนอ้ื เย่ือ (plant tissue culture) เปน็ กำรนำเซลลห์ รือเนื้อเยอ่ื ส่วนใดส่วนหนงึ่ ของพชื มำเพำะเลย้ี งในสภำพปลอดเชือ้ (aseptic condition) โดยใช้อาหารสงั เคราะห์ (synthetic medium) ซึ่งอาหารสงั เคราะห์แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ อาหารชนิดแขง็ อาหารชนิดเหลว การเพาะเล้ียงเนอ้ื เยือ่ พชื ในอาหารแข็ง การเพาะเลย้ี งเนือ้ เย่ือพชื ในอาหารเหลว ข้นั ตอนการเพาะเลี้ยงเนอ้ื เยือ่ 1 2 3 4 นาเนือ้ เยอ่ื จากสว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของ เนื้อเยอ่ื ของพืชแบง่ เซลล์ นาแคลลสั ไปเพาะเลีย้ งในอาหารเหลว แคลลัสเจริญเป็นต้นออ่ น พืชมาเพาะเล้ยี งในสภาพปลอดเช้ือ เป็นกลมุ่ กอ้ นจากปลายเนื้อเยอื่ โดยปรับสมดลุ ฮอร์โมนพืช จากนัน้ นาตน้ ออ่ นไปปลกู ลงดนิ บนอาหารแขง็ ทถ่ี กู ตัด เรยี กวา่ แคลลสั เรง่ การเจริญส่วนใดสว่ นหน่ึงของพชื ปรับฮอรโ์ มนพืช ปรับฮอร์โมนพืช > 10 : 1 < 10 : 1 auxin : cytokinin auxin : cytokinin เร่งการเจรญิ ของราก เรง่ การเจรญิ ของ ลาตน้ และใบ เนือ้ เยอ่ื พชื แคลลัส

2 เทคโนโลยีการดดั แปรพันธุกรรมของพชื กำรดดั แปรพันธุกรรมของพชื ทำไดโ้ ดยกำรตัดต่อยีนจำกส่งิ มชี วี ติ ชนดิ อืน่ มำแทรกลงในดีเอน็ เอของพชื เรียกวำ่ พืช GMOs (Genetically Modified Organisms : GMOs) ฝ้าย พชื GMOs ถัว่ เหลือง สามารถผลติ โปรตนี ชนิดหนง่ึ ทีใ่ ช้ฆ่าหนอนเจาะได้ ทนตอ่ สารเคมีทใ่ี ชก้ าจัดวัชพืชชนดิ หน่ึงได้ มะละกอ มะเขอื เทศ สามารถตา้ นทานโรคได้ สามารถชะลอการสุกได้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook