Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชีวิตที่ดีที่สุด

ชีวิตที่ดีที่สุด

Published by Thalanglibrary, 2021-05-03 03:02:07

Description: ชีวิตที่ดีที่สุด จากธรรมเทศนาในการปฏิบัติธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พิมพ์แจกเป็นธรรมบรรณาการ โดยชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง

Search

Read the Text Version

ชวี ติ ทด่ี ที สี่ ุด โดย พระอาจารยช์ ยสาโร

พมิ พแ์ จกเปน็ ธรรมบรรณาการ โดยชมรมนักเรยี นทนุ เลา่ เรียนหลวง หากทา่ นไม่ไดใ้ ช้ประโยชนจ์ ากหนังสอื นี้แล้ว โปรดมอบใหก้ ับผอู้ ื่นทีจ่ ะไดใ้ ชป้ ระโยชน์ต่อไป

ชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ จากธรรมเทศนาในการปฏิบัติธรรมถวาย พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร โดย พระอาจารยช์ ยสาโร จัดโดย ชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ร่วมกับ คณะอักษรศาสตร์ อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

ชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ พระธรรมเทศนานอ้ มอทุ ศิ ถวายเปน็ พระราชกศุ ล แด่ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร โดย พระอาจารย์ชยสาโร สงวนลิขสิทธ์ิ ห้ามคัดลอก ตดั ตอน หรอื น�ำ ไปพมิ พ์จ�ำ หน่าย พมิ พแ์ จกเป็นธรรมบรรณาการ โดยชมรมนักเรยี นทุนเลา่ เรยี นหลวง ตดิ ต่อ: ชมรมนกั เรียนทนุ เลา่ เรยี นหลวงไดท้ ่ี อีเมล:์  [email protected] พิมพ์​ครัง้ ​ท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๐ จ�ำ นวน ๕,๐๐๐ เลม่ ถอดเทป จิตอาสาหอจดหมายเหตพุ ุทธทาส อินทปัญโญ เรียบเรียงและตรวจทานตน้ ฉบับ ศรวี รา อสิ สระ กองบรรณาธิการ อานิก อมั ระนนั ทน์ วิทิต รัชชตาตะนนั ท ์ อนันตโชค โอแสงธรรมนนท์ วรีมน ปุรผาติ วเิ ชษฐ์ โพธิวสิ ทุ ธิ์วาที ออกแบบปกและภาพประกอบ พีรพฒั น์ ตติยบญุ สงู ศิลปกรรม ปริญญา ปฐวนิ ทรานนท์ พิมพ์ท่ี บริษัท โรงพมิ พ์อักษรสัมพันธ์ (1987) จ�ำ กัด โทรศัพท์ ๐-๒๔๒๘-๗๕๐๐ ดำ�เนินการพมิ พ์ บรษิ ทั คิว พรนิ้ ท์ แมเนจเม้นท์ จ�ำ กดั โทรศัพท์ ๐-๒๘๐๐-๒๒๙๒

ค�ำ น�ำ หนงั สอื เลม่ นเ้ี รยี บเรยี งมาจากพระธรรมเทศนาโดยพระอาจารยช์ ยสาโรภกิ ขุ ท่ี นอ้ มอทุ ศิ ถวายเปน็ พระราชกศุ ลแดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร จดั โดยชมรมนกั เรยี นทนุ เลา่ เรยี นหลวง ทอ่ี าคารมหาจกั รสี ริ นิ ธร โดย ไดร้ บั ความเออ้ื เฟอ้ื ดา้ นสถานทจ่ี ากคณะอกั ษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั เมอ่ื วนั ท่ี ๑๖ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ นอกจากนำ�เสนอพระธรรมเทศนาและการถาม-ตอบปัญหาแล้ว ยังได้มีการ จบั ประเดน็ เดน่ ในแตล่ ะชว่ งท�ำ เปน็ หวั ขอ้ ยอ่ ยไวใ้ นชอ่ งวา่ งทข่ี อบหนา้ และไดร้ อ้ ยเรยี ง หัวข้อจากช่วงการถาม-ตอบไว้ในขอบหน้าของพระธรรมเทศนา เพ่ือนำ�เสนอเน้ือหา ท้ังหมดอย่างเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน และช่วยให้ผู้อ่านสามารถเช่ือมโยงประเด็น ค�ำ ถามกบั เนอ้ื หาพระธรรมเทศนาไดอ้ กี ดว้ ย “ชวี ติ ” มหี ลายแงม่ มุ หนงั สอื เลม่ นก้ี ม็ ปี ระเดน็ ทห่ี ลากหลาย ตง้ั แตศ่ ลี ไปจนถงึ ปญั ญา ทา่ มกลางกระแสวตั ถนุ ยิ ม “ศลี ” มกั ถกู มองวา่ ไมน่ า่ สนใจเอาเสยี เลย แตพ่ ระ อาจารย์ได้ช้ีให้เห็นถึงบริบทของศีลท่ีต่างจากความเข้าใจท่ัวไป รวมถึงประโยชน์ของ ศีล เช่น เป็นฐานของ “สมาธิ” และความเช่ือมโยงกับ “ปัญญา” ซ่ึงคงเป็นส่ิงท่ีผู้คน

ในกระแสวัตถุนิยมใฝ่หาด้วยหวังประโยชน์ในการทำ�มาหาเงิน เงินซ่งึ มักถูกใช้เป็นตัว ช้วี ัดคุณภาพของชีวิตว่า “ดี” ขนาดไหน แต่หากได้พัฒนาปัญญาในวิถีพุทธแล้ว ก็จะ สามารถสร้าง “ชีวิตท่ดี ีท่สี ุด” ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อยก็ตาม พระอาจารย์ยังได้ให้ เกรด็ ตา่ งๆ ทเ่ี ปน็ ประโยชนใ์ นการใชช้ วี ติ ประจ�ำ วนั เพอ่ื สรา้ ง “ชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ ” รวมทง้ั ชวี ติ ยคุ 4.0 ตง้ั แตก่ ารใชไ้ ลน์ ไปจนถงึ บทวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บพทุ ธศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์ ทน่ี า่ สนใจยง่ิ พระอาจารย์กล่าวว่า “ชีวิตท่ีดีท่ีสุด” คือ ชีวิตแห่งการศึกษาและปฏิบัติตาม แนวทางของพระพุทธเจ้า เพ่ือเข้าถึงปัญญา ความกรุณา ความบริสุทธ์ิ และความ เป็นอิสระภายใน อาจกล่าวได้ว่าความเป็นอิสระภายในจะนำ�ไปสู่ความเป็นอิสระ ภายนอกไมว่ า่ จะมขี อ้ จ�ำ กดั ทางกายภาพสกั เพยี งใด ผมู้ ปี ญั ญาจะเขา้ ถงึ “ชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ ” เพราะนอกจากจะสามารถทำ�การงานได้ดีท่ีสุดตามศักยภาพท่ีจะพัฒนาถึงท่ีสุดแล้ว ยังจะสามารถเข้าถึงความสุขท่ีแท้จริงอันอยู่เหนือวัตถุท้ังปวง และเป็นความสุขท่ี กว้างใหญ่ไพศาลกว่าตัวของตน “เพ่อื ประโยชน์ เพ่อื ความสุขของสรรพสัตว์ท้งั หลาย ตลอดกาลนาน” ชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงหวังว่าหนังสือ “ชีวิตท่ีดีท่ีสุด” จะเป็น ประโยชนก์ บั ผอู้ า่ นทกุ ๆ ทา่ น ไมว่ า่ จะเปน็ ผมู้ ศี รทั ธาสนใจทางธรรมอยแู่ ลว้ หรอื เปน็ ผ้ทู ่เี สาะหาความร้เู พ่อื ประโยชน์ในทางโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการนำ�พุทธ ธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจำ�วัน อันจะนำ�ไปสู่ความสุขความเจริญในหน้าท่ีการงาน และชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน และยังประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม เป็นการสืบสาน พระราชปณธิ านในพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร

ท่ีทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ให้คนไทยได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเจริญรุ่งเรือง สืบไป บุญกุศลใดท่ีเกิดจากการพิมพ์เผยแพร่หนังสือเล่มน้ีสมาชิกชมรมนักเรียนทุน เล่าเรียนหลวงขอน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร คณะผู้จัดทำ�ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ชยสาโรเป็นอย่างสูง ท่ีได้ เมตตาอนุญาตให้จัดพิมพ์หนังสือเล่มน้ีเพ่ือเผยแผ่และแจกเป็นธรรมทาน และขอ อนโุ มทนาคณะอกั ษรศาสตร์ จฬุ าฯ และทกุ ๆ ทา่ นทไ่ี ดม้ สี ว่ นรว่ มในการจดั ท�ำ หนงั สอื เลม่ น ้ี ชมรมนักเรยี นทุนเล่าเรียนหลวง

ชมรมนักเรยี นทุนเลา่ เรยี นหลวง ขอเทอดพระเกียรตแิ ละแสดงความสำ�นกึ ในพระมหากรณุ าธิคุณเปน็ ลน้ พ้นต่อ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ถวายความอาลยั แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ท่ีส�ำ นกั งานคณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ จดั กจิ กรรมพระธรรมเทศนาและปฏบิ ตั ิธรรม รว่ มกบั คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั โดยเปิดใหป้ ระชาชนท่วั ไปได้เขา้ มารว่ ม ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ รว่ มเปน็ เจา้ ภาพในงานบ�ำ เพญ็ กศุ ล ถวายพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร ร่วมกันสมทบทุนเพ่อื ถวายเป็นพระราชกุศล ๖๖๒,๐๐๐ บาท ตลุ าคม ๒๕๖๐ พิมพห์ นังสือ “ชีวติ ที่ดีที่สุด” แจกเปน็ ธรรมบรรณาการ

พธิ ถี วายอาลยั

งานปฏบิ ตั ธิ รรม

งานพระบรมศพ

คำ�กล่าวเปดิ งานพระธรรมเทศนาและปฏบิ ัตธิ รรม ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ กราบนมสั การพระอาจารย์ สวสั ดกี ลั ยาณมติ รทกุ ๆ ทา่ น เรามารวมกันอยู่ในท่ีน้ีด้วยหัวใจเดียวกัน ใจท่ีรัก เคารพ เทิดทูนในองค์ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร โดยเฉพาะพวกเรา ทเ่ี ปน็ นกั เรยี นทนุ เลา่ เรยี นหลวง ทไ่ี ดร้ บั พระมหากรณุ าธคิ ณุ อยา่ งหาทส่ี ดุ มไิ ด้ พระองค์ได้ทรงริเร่ิมให้มีการให้ทุนเล่าเรียนหลวงข้ึนมาอีกคร้ังหน่ึง เม่ือปี พุทธศักราช ๒๕๐๘ ภายหลังจากท่ีได้ยุติไปเม่ือคร้ังเปล่ียนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ เป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อย่หู ัว ซ่งึ องค์รัชกาลท่ี ๕ ได้มีพระราชดำ�รัสในคร้งั ทรงเร่มิ ให้มีทุนเล่าเรียนหลวงเม่อื ปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ ไว้ว่า “เจ้านายราชตระกูลต้งั แต่ลูกฉันเป็นต้นลงไป ตลอดจน ราษฎรทต่ี �ำ่ สดุ จะใหไ้ ดม้ โี อกาสเลา่ เรยี นไดเ้ สมอกนั ไมว่ า่ เจา้ วา่ ขนุ นาง วา่ ไพร”่ การท่ีผู้รับทุนเล่าเรียนหลวงได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ในประเทศ สถาบัน และวิชาท่ีตนประสงค์ ทำ�ให้มีหน้าท่ีการงานท่ีดีในชีวิต ล้วนมาจากการได้รับ พระราชทานทนุ เลา่ เรยี นหลวง อนั เปน็ โอกาสครง้ั ส�ำ คญั สดุ ในชวี ติ

การท่ีทุนเล่าเรียนหลวงมิได้มีเง่ือนไขใดๆ ในการให้กลับมารับราชการใน ประเทศไทย ท�ำ ใหป้ จั จบุ นั มผี เู้ คยไดร้ บั ทนุ กระจดั กระจายประกอบอาชพี อยู่ ทง้ั ในไทย และในตา่ งประเทศ ทง้ั ในภาครฐั และเอกชน แมจ้ ะอยแู่ หง่ หนใดในโลก นกั เรยี นทนุ เลา่ เรยี นหลวงทกุ คนลว้ นตระหนกั ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ ลน้ พน้ อยา่ งหาทส่ี ดุ มไิ ด้ วันน้เี ป็นอีกคร้งั หน่งึ ท่เี ราจะได้แสดงความสำ�นึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วย การฟังธรรมและฝึกจิตภาวนากับพระอาจารย์ชยสาโร ผู้เป็นพระภิกษุสายปฏิบัติ ท่ีเคร่งครัด และเป็นนักการศึกษาท่ีน้อมนำ�แนวพระพุทธศาสนามาใช้ในโรงเรียน เปน็ การน�ำ ธรรมสโู่ ลก และน�ำ โลกสธู่ รรมไปพรอ้ มๆ กนั นกั เรยี นทนุ เลา่ เรยี นหลวงรว่ มกบั กลั ยาณมติ รทง้ั หลายทม่ี ารวมกนั ดว้ ยใจ จะ ได้ฝึกฝนพัฒนาจิตให้บริสุทธ์ิข้ึนเพ่ือถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพ่ือความสุขความเจริญของตนเอง และเพ่ือสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการสร้างสรรค์สังคมไทยและ สงั คมโลกทม่ี สี นั ตสิ ขุ และพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื ในฐานะตวั แทนของชมรมนกั เรยี นทนุ เลา่ เรยี นหลวง ดฉิ นั ขออนโุ มทนาบญุ กบั พระอาจารย์ คณะอกั ษรศาสตร์ จฬุ าฯ ทเ่ี ออ้ื เฟอ้ื สถานท่ี และกบั ทกุ ๆ ทา่ นทม่ี ารว่ มกนั ในโอกาสน้ี ตวั แทนชมรมนกั เรยี นทนุ เลา่ เรยี นหลวง นางอานกิ อมั ระนนั ทน์ (รนุ่ ปี ๒๕๑๗)



พระธรรมเทศนา นอ้ มอทุ ศิ ถวายเปน็ พระราชกศุ ล แด่ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร โดย พระอาจารย์ชยสาโร จดั โดย ชมรมนักเรยี นทุนเล่าเรยี นหลวง ร่วมกบั คณะอักษรศาสตร์ อาคารมหาจกั รสี ิรนิ ธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั วันท ี่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

2​ ญาตโิ ยมสว่ นใหญค่ งทราบวา่ หลงั ๆ น ้ี อาตมาจะไมค่ อ่ ยรบั นิมนต์แสดงธรรมในท่ีต่างๆ แต่ในวันน้ีถือว่าเป็นกรณีพิเศษ  เป็นการถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รชั กาลท ่ี ๙ ผทู้ เ่ี พง่ิ สวรรคตไป อาตมาเกดิ ในประเทศทด่ี อ้ ยพฒั นา ในทางพุทธศาสนา  คือเกิดท่ีประเทศอังกฤษ  มีโอกาสมาอยู่ใน เมืองไทยใน  ๓๘  ปีสุดท้ายของรัชกาลท่ี๙  รู้สึกซาบซ้ึงในบุญคุณ ของพระองค์ท่าน  จึงยินดีเป็นอย่างย่ิงท่ีจะมีส่วนในการประกอบ กิจกรรมท่เี ป็นบุญเป็นกุศลท่เี ราทุกคนจะได้มีโอกาสอุทิศถวายแด่ พระองคท์ า่ น ความสนใจในพทุ ธศาสนาเบอ้ื งตน้ ของอาตมามาจากความ รกั ภาษา รกั อกั ษร ตอนอาตมาอายปุ ระมาณ ๗ เกอื บ ๘ ขวบ ได้ เจอหนังสือในห้องสมุดท่โี รงเรียนเก่ยี วกับศาสนาของโลก World Religions  อาตมาพลิกดูเล่นๆ แล้วสะดุ้งขนลุกเม่ือเห็นรูป พระพทุ ธรปู  คงจะเปน็ ครง้ั แรกในชวี ติ  รสู้ กึ ซาบซง้ึ ประทบั ใจ แตท่ ่ี ซาบซ้งึ ย่งิ กว่าน้นั คือเม่อื อ่านคำ�ว่า “พุทธะ” เป็นคร้งั แรก เพราะ การสะกดคำ�ว่า“พุทธะ”  ในภาษาอังกฤษเป็น  Buddha คำ�ว่า Buddh  น้ีไม่เคยปรากฏ  ซ่ึงอาตมาเป็นคนชอบอ่านมาก...อ่าน หนังสือได้ต้งั แต่ ๔ ขวบ และชอบตัวอักษร พอมาเจอตัว uddh

3 เรยี กวา่ ตน่ื เตน้  จนตอนหลงั นก้ี ไ็ มแ่ นใ่ จวา่ ตน่ื เตน้ กบั พระพทุ ธรปู หรอื ตน่ื เตน้ กบั การสะกดค�ำ วา่  “พทุ ธะ” มากกวา่ กนั อย่างไรก็ตาม อาตมาเติบโตมาในวัฒนธรรมท่ีนักวิชาการ บางท่านเรียกว่าสังคมหลังคริสต์  คือสังคมซ่ึงคนส่วนใหญ่ไม่ นับถือศาสนาใดๆ และไม่เห็นความสำ�คัญหรือความจำ�เป็นของ ศาสนา  อาตมาก็เช่นกัน  คือ  อาตมาเข้าใจว่าการเป็นศาสนิกชน หรือผู้ท่ีเข้าถึงศาสนา  คือผู้ท่ีรับความเช่ือบางข้อไว้เป็นเคร่ืองยึด เหน่ียวในจิตใจ  เพ่ือทำ�ให้จิตใจอบอุ่นหรือรู้สึกมีความหมาย  แต่ อาตมาปฏเิ สธมาโดยตลอดวา่ ในการด�ำ เนนิ ชวี ติ  การเอาความเชอ่ื เปน็ เครอ่ื งยดึ เหนย่ี วในจติ ใจไมใ่ ชแ่ นวทางส�ำ หรบั เรา  ตอนวัยร่นุ อาตมาเร่มิ สนใจว่า เราเกิดมาทำ�ไม เกิดมาเพ่อื อะไร เม่อื เราดูวัตถุต่างๆ เราก็ค้นุ กับการกล่าวถึงคุณภาพของส่งิ ต่างๆ ว่าส่งิ น้นั คุณภาพดี ส่งิ น้นั คุณภาพเลว อาตมาจึงเกิดความ สงสยั วา่ แลว้ ชวี ติ ของมนษุ ย ์ เราพดู ไดไ้ หมวา่ ชวี ติ อยา่ งนม้ี คี ณุ ภาพ สูง  ชีวิตอย่างน้ีมีคุณภาพตำ่� ถ้าเราจะมองชีวิตในแง่คุณภาพ อะไรคือเคร่ืองตัดสินคุณภาพชีวิตว่าคุณภาพมากหรือคุณภาพ นอ้ ย มนั ตดั สนิ กนั ทต่ี รงไหน 

4​ C​ ommon อาตมาสงสัยว่าทำ�ไมทุกคนในโลกเกลียดทุกข์-รักสุข  แต่ผู้ Sense2 ท่ีกล้ายืนยันว่าตัวเองเข้าถึงความสุขท่ีแท้จริงแล้วหาได้ยากหรือ ไม่มีเสียเลย  เม่ือเรามองรอบตัวก็ไม่เห็นใครท่ีเรารู้สึกว่าจะเป็น ตัวอย่างแก่เราได้ในการดำ�เนินชีวิต ถึงข้นั ท่เี ราบอกว่า ๒๐ ปีข้าง หนา้ ๓๐ ปขี า้ งหนา้  เราอยากจะเปน็ คนแบบนน้ั   เมอ่ื เราเหน็ การ รบราฆา่ ฟันกัน เหน็ ความไมย่ ตุ ธิ รรมในสงั คม เราเกิดความสงสยั ว่าน่ันเป็นเร่ืองตายตัวของธรรมชาติ  เป็นส่ิงท่ีต้องเป็นอย่างน้ันท่ี เราตอ้ งยอมรบั  หรอื เราควรจะหาวธิ หี าแนวทางทจ่ี ะลดความทกุ ข์ ของมนุษย์ได้บ้าง  มันเป็นไปได้หรือไม่ท่ีความทุกข์ของมนุษย์เป็น สง่ิ ทล่ี ดนอ้ ยลงได ้ ดว้ ยความพากเพยี รพยายามของคน ​ ความคดิ ความสงสยั เหลา่ นเ้ี กดิ ขน้ึ ระหวา่ งอาย ุ ๑๔ - ๑๖ ป ี ตอนน้ันอาตมาไม่เคยคิดว่าเป็นเร่ืองของศาสนา  คิดว่าเป็นเร่ือง ของชีวิต  เป็นเร่ืองการแสวงหาความจริงของชีวิต หาแนวทาง ชวี ติ  ชวี ติ ทด่ี เี ปน็ อยา่ งไร ชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ เปน็ อยา่ งไร  ชวี ติ ทส่ี มบรู ณ์ เป็นอย่างไร น่ีคือส่ิงท่ีเราสงสัย ดังน้ัน ด้วยนิสัยหนอนหนังสือ อาตมาก็หาคำ�ตอบจากการอ่านหนังสือ  อาตมาอ่านหนังสือ มากจนได้พบหนังสือทางพระพุทธศาสนาเล่มแรก  ซ่ึงในสมัยน้ัน

5 หนังสือทางพระพุทธศาสนาท่ีแปลเป็นภาษาอังกฤษส่วนมากจะ เป็นหนังสือทางนิกายเซน ได้อ่านหนังสือท่ชี ่อื ว่า The Way of Zen แล้วรู้สึกว่าใช่เลย รู้สึกว่าน่ีคือส่ิงท่ีไม่มีทางเถียงได้ ไม่มี ความรู้สึกเลยว่ามันเป็นปรัชญาของตะวันออก หรือเป็นเร่ือง แปลกประหลาด แตร่ สู้ กึ เหมอื นเปน็ สามญั ส�ำ นกึ เปน็  Common sense* หรอื จะเรยี กวา่ เปน็  Common sense ยกก�ำ ลงั ๒ กไ็ ด้ คอื คลา้ ยๆ แตส่ งู กวา่  Common sense ทว่ั ไป ความรู้ท่ีได้จากการอ่านหนังสือเล่มแรกก็คือ  ความทุกข์ ชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ ทางใจของมนุษย์เกิดข้ึนเพราะอวิชชา  เพราะมนุษย์ไม่เข้าใจ ชีวิตและโลกตามความเป็นจริง  และการศึกษาการปฏิบัติตาม หลักคำ�ส่ังสอนของพระพุทธเจ้าสามารถขจัดอวิชชาได้โดย ส้ินเชิง เม่ือเราขจัดอวิชชาได้แล้ว ความโลภ ความโกรธ ความ หลง  ส่ิงเศร้าหมองท้ังหลายท่ีสิงสถิตอยู่ในจิตใจของมนุษย์ก็ดับ หายไป จิตท่ีพ้นจากอำ�นาจของส่ิงเศร้าหมองท้ังหลาย ย่อมถึง พรอ้ มดว้ ยปญั ญา ดว้ ยความกรณุ า และดว้ ยความบรสิ ทุ ธ์ิ หรอื พดู อกี นยั หนง่ึ คอื ความเปน็ อสิ ระ * Common sense = สามญั ส�ำ นกึ

6​ ฉะน้ัน อาตมาจึงได้แนวทางดำ�เนินชีวิตว่า “ชีวิตท่ีดีท่ีสุด” คอื ชวี ติ แหง่ การศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามค�ำ สง่ั สอนของพระพทุ ธเจ้า เพ่ือขจัดอวิชชา เพ่ือปล่อยวางส่ิงเศร้าหมองท้ังหลายในจิตใจ ของตน เพ่ือเข้าถงึ ปัญญา เข้าถึงความกรณุ า เขา้ ถงึ ความบรสิ ุทธ์ิ หรือความเป็นอิสระภายใน ซ่ึงถือว่าเป็นการทำ�หน้าท่ีต่อชีวิต ของตนอย่างสมบูรณ์  และเมื่อทำ�หน้าท่ีต่อชีวิตของตนให้สมบูรณ์ แล้ว ต้องช่วยเพื่อนมนุษย์ให้ได้หลัก ให้ได้กำ�ลังใจ ให้ได้ความ เข้าใจในการปฏิบัติตามที่เราได้ปฏิบัติแล้ว  หรือที่เรากำ�ลังปฏิบัติ ถ้าสรุปในสำ�นวนท่ีเราคุ้นเคยกันพอสมควรก็คือ  เพ่ือประโยชน์ เพอ่ื ความสขุ ของสรรพสัตว์ท้งั หลายตลอดกาลนาน เพอ่ื ประโยชน์ เพอ่ื ความสขุ  เราเคยถามกนั ไหมวา่  ประโยชน์ คอื อะไร ความสขุ คอื อะไร ค�ำ วา่  “ประโยชน”์  ค�ำ วา่  “ความสขุ ” เปน็ ศัพท์ง่ายๆ แตม่ ีความหมายทล่ี ึกซง้ึ มาก ประโยชน์และความสุขท่ี ไม่ได้จำ�กัดอย่ทู ่ตี ัวเรา ครอบครัวของเรา ชุมชนสังคมของเรา แต่ หมายถึงสรรพสัตว์ท้ังหลาย  และไม่ใช่เพ่ือประโยชน์เพ่ือความ สุขในระยะส้นั  แต่เพ่ือประโยชน์เพ่อื ความสุขในระยะยาว เพราะ ฉะน้ันน่าจะเห็นได้ว่า ผู้ท่ีจะสามารถทำ�ให้เกิดประโยชน์ ทำ�ให้

7 เกิดความสุข  จะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อนว่า ประโยชน์คืออะไร ความสุขคืออะไร การจะทำ�ให้เกิดประโยชน์ และท�ำ ใหเ้ กดิ ความสขุ ในระยะยาว จะตอ้ งใชป้ ญั ญาพนิ จิ พจิ ารณา พอสมควร  ฉะน้ันเราจึงเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง ปญั ญา เปน็ ศาสนาทย่ี กยอ่ งปญั ญาวา่ เปน็ คณุ ธรรมสงู สดุ อาตมาเคยวิจารณ์ว่า ทุกวันน้ีคนไทยจำ�นวนไม่น้อยท่ี พทุ ธไมใ่ ช่ มองพุทธศาสนาผ่านแนวความคิดหรือ  concept  ของตะวันตก ระบบ มากเกินไป เราแบ่งศาสนาในโลกน้ีได้เป็น  ๒  ตระกูลใหญๆ่   ความเชอ่ื ตระกูลหน่ึงเกิดท่ีตะวันออกกลาง ซ่ึงมีศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เป็นหลัก ศาสนาเหล่าน้ีให้ความสำ�คัญสูงสุดกับ หลักความเช่ือ  ซ่ึงเราเห็นได้จากการท่ีชาวตะวันตกในปัจจุบันมัก เชอ่ื vs รู้ จะใช้คำ�ว่า Religion* กับคำ�ว่า Faith* แทนกัน ท่ีจริงแล้ว ใช้ หนา้ ๓๐ คำ�ว่า  Faith  มากกว่าคำ�ว่า  Religion  ด้วยซำ้�ไป  เช่น  Christian Faith - Islamic Faith - Jewish Faith จนกลายเป็นธรรมเนียม ท่ีจะเรียกศาสนาว่า  Faith  ทีน้ีสำ�หรับผู้ท่ีมองศาสนาทุกศาสนา ว่าคล้ายกันหมดหรือว่าเหมือนกัน  เพียงแต่ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน  * Religion = ศาสนา Faith = ความเชอ่ื

8​ ก็มักจะชอบเรียกพุทธศาสนาว่า  Buddhist  Faith  ตรงน้ีท่ีเรา ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ Faith ไม่ใช่ Religion  เหมอื น Religion ในตระกลู ตะวนั ออกกลาง  ศรทั ธา ในทางพทุ ธศาสนา  เราถอื วา่  Faith คอื เครอ่ื งมอื หรอื สง่ิ ทม่ี ี ตอ้ งก�ำ กบั บทบาทในกระบวนการศกึ ษาการปฏบิ ัตเิ พ่อื เข้าถึงธรรม เราไมใ่ ห้ ดว้ ยปญั ญา ความส�ำ คญั กบั ความเชอ่ื มาก เพราะถอื วา่ เปน็ ดาบสองคม เราจะ ได้รับประโยชน์และความสุขจาก Faith หรือศรัทธา เราต้องมี ปญั ญาก�ำ กบั อยเู่ สมอ ถา้ ความเชอ่ื ขาดปญั ญาก�ำ กบั มนั กก็ ลาย ศาสนาพทุ ธ เป็นความงมงายหรือความบ้าคล่งั พุทธศาสนาคือศาสนาคนละ vs “ลทั ธ”ิ ตระกูล พุทธศาสนาไม่ใช่  Belief system* พุทธศาสนาคือ  วทิ ยาศาสตร์ หนา้ ๓๔ Education system*  ความแตกต่างระหว่างศาสนาประเภท Belief system กบั ศาสนาประเภท Education system มคี อ่ น ขา้ งมาก ซง่ึ เราตอ้ งพยายามท�ำ ความเขา้ ใจในจดุ น ้ี ไมอ่ ยา่ งนน้ั เมอ่ื มี คำ�วิพากษ์วิจารณ์ศาสนาท้ังหลายโดยเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็น หนง่ึ ในศาสนาเหลา่ นน้ั  เรากจ็ ะปฏบิ ตั ติ อ่ พระพทุ ธศาสนาอยา่ งไม่ ถกู ตอ้ ง และไมส่ ามารถท�ำ หนา้ ทป่ี กปอ้ งพระพทุ ธศาสนาเทา่ ทค่ี วร * Belief system = ระบบความเชอ่ื Education system = ระบบการศกึ ษา

9 พุทธศาสนาภาคปฏิบัติมีช่ือว่า “อริยมรรคมีองค์แปด” พทุ ธเปน็ พระพุทธองค์ทรงจัดกลุ่มย่อเป็น ๓ ท่ีเรียกว่าไตรสิกขา “สิกขา” ระบบ คอื การศกึ ษา มรรค ๘ ยอ่ ลงมาเปน็ ๓ ไดแ้ ก่ ศลี สมาธิ ปญั ญา แต่คำ�ว่า “สมาธิ” ในไตรสิกขาไม่ได้หมายถึงความต้ังใจม่ันอย่าง องคร์ วม ในอรยิ มรรคมอี งคแ์ ปด ค�ำ วา่ “สมาธ”ิ ในไตรสกิ ขา หมายถงึ การ ฝึกจิต ศีลคือการฝึกพฤติกรรม สมาธิคือการฝึกจิต ปัญญาคือ การฝึกปัญญา ถือว่าเป็นระบบการศึกษาท่เี ป็นองค์รวม ฉะน้นั เมอ่ื เรามองศาสนาพทุ ธของเรา บางขอ้ บางอยา่ งอาจจะดคู ลา้ ยกบั ศาสนาอน่ื แตใ่ นความคลา้ ย มนั กม็ คี วามแตกตา่ งอยมู่ าก

10​ ศลี ตอ้ งเรม่ิ ยกตวั อยา่ งในไตรสกิ ขา ค�ำ วา่ “ศลี ” ศลี ในศาสนาประเภท จากปญั ญา Belief system กบั ศลี ในศาสนาประเภท Education system ไม่ ศลี เปดิ ทาง เหมอื นกนั ในพทุ ธธรรมของเรา ศลี ตอ้ งเรม่ิ จากปญั ญา ปญั ญาท่ี ใหส้ มาธิ เห็นโทษอย่างชัดเจนในการละเมิดศีลแต่ละข้อ เห็นโทษในการ และปญั ญา ไม่รักษา และเห็นคุณ เห็นความสุข เห็นประโยชน์ในการรักษา หนา้ ๓๖ จนกระทง่ั เกดิ ความตง้ั ใจและความสมคั รใจทจ่ี ะรกั ษา นค่ี อื หวั ใจ ศลี เปน็ ของศลี ธรรมในศาสนาประเภท Education system เพราะถา้ เรา เครอ่ื งวดั ขาดความสมัครใจ จะกลายเป็นว่า เรางดเว้นจากการกระทำ�การ ปญั ญา พดู บางอยา่ ง เพราะกลวั โทษทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคตหรอื เพราะหวงั หนา้ ๕๑ ผล ซ่ึงศาสนาประเภท Belief system มักจะใช้ความอยากข้ึน สวรรคห์ รอื การกลวั ตกนรก เปน็ เครอ่ื งมอื สรา้ งแรงดลบนั ดาลใจท่ี จะอยใู่ นกรอบของศลี แตใ่ นทางพทุ ธธรรม เราถอื วา่ การทเ่ี ราไมฆ่ า่ สตั ว์ ไมเ่ บยี ด เบียนผู้อ่ืน ไม่เบียดเบียนตัวเอง เพียงเพราะเรากลัวติดคุกติด ตะรางหรอื กลวั ผอู้ น่ื ดถู กู ดหู มน่ิ นน่ั ยงั ไมใ่ ชศ่ ลี ในไตรสกิ ขา เพราะ จะไม่นำ�ไปสู่การฝึกจิต ไม่อาศัยการฝึกจิต ไม่นำ�ไปสู่ปัญญา ไม่อาศัยปัญญา เม่อื ขาดมิติของการฝึกจิตฝึกปัญญาในการรักษา

11 ศีล มันก็ขาดความเป็นองค์รวม ขาดความเป็นระบบการศึกษา แนวพุทธ เราไม่เช่ือว่ามีพระผู้เป็นเจ้าดลบันดาลท่ีจะให้รางวัล หรือจะลงโทษผู้ท่ีเช่ือฟังหรือไม่เช่ือฟังคำ�สอนของท่านท่ีจารึก ไว้ในคัมภีร์ แต่เราถือว่าเม่ือมนุษย์เราอยู่ด้วยกัน เราต้องอาศัย ธรรมชาติบางอย่างหรือต้องพัฒนาธรรมชาติบางอย่างเพ่อื การอยู่ รว่ มกนั อยา่ งดงี าม ธรรมชาติท่ีสำ�คัญในระดับศีลธรรม คือความสามารถท่ีจะ ไมท่ �ำ ตามสญั ชาตญาณในบางเรอ่ื ง มนษุ ยค์ อื สตั วแ์ ละเหมอื นสตั ว์ เดรจั ฉานทว่ั ไปในระดบั สญั ชาตญาณ แตม่ นษุ ยม์ คี ณุ สมบตั พิ เิ ศษ ท่ีจะไม่ทำ�ตามสัญชาตญาณ แม้จะต้องการทำ�บางส่ิงบางอย่าง แต่เราไม่ทำ�ตามความต้องการได้ อาจจะด้วยเหตุผลว่าสงสาร เขาบ้าง หรือแค่ร้สู ึกว่ามันไม่ดี หรือถ้าเรามีปัญญามากข้นึ ก็อาจ จะพจิ ารณาวา่ ถา้ ใครท�ำ กบั เราอยา่ งนน้ั เรากค็ งไมช่ อบแน่ เพราะ ฉะน้ันเราจะไม่ทำ�กับเขา เม่ือเราแยกอารมณ์ทางจิตใจออกจาก พฤตกิ รรมในลกั ษณะนไ้ี ด้ เรายอ่ มจะเหน็ ฐานของศลี ธรรมชดั ขน้ึ

12​ ศลี สรา้ ง อย่างเช่น อะไรคือส่ิงท่ีทุกคนต้องการในชีวิตหรือท่ีรู้สึกว่า ความ ขาดไม่ได้ทีเดียว นอกจากปัจจัยส่ี คือท่ีอยู่อาศัย อาหารการกิน ปลอดภยั เส้ือผ้า การรักษาโรคในเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว ทุกคนต้องการ ความร้สู ึกปลอดภัย ท่ใี ดท่เี ราร้สู ึกไม่ปลอดภัย เราจะไม่มีความ แผเ่ มตตา สุข สร้างประโยชน์ไม่ได้ รับประโยชน์ไม่ได้ ขอให้มีความรู้สึก ดว้ ยปญั ญา ว่าปลอดภัยไว้ก่อน แล้วความปลอดภัยจะเกิดข้ึนได้อย่างไร หนา้ ๔๖ ในขณะท่ีผู้คนท่ีอยู่ด้วยกันล้วนแต่มีกิเลส พระพุทธองค์ตรัสไว้ ว่า ผู้ท่ีสมาทานศีลแต่ละข้อเป็นผู้ให้มหาทาน คือให้ความรู้สึก ปลอดภยั คอื เรายอมรบั วา่ เรายงั มกี เิ ลสอยู่ ยงั เปน็ ไปไดเ้ หมอื นกนั ทบ่ี างครง้ั บางคราวเราอาจจะรสู้ กึ โกรธแคน้ บางทอี ยากจะชกตอ่ ย อยากจะทบุ ตี อยากจะฆา่ แตเ่ ราสญั ญาไวก้ บั คนรอบขา้ งวา่ ถงึ แม้ จะร้สู ึกเช่นน้นั แต่ข้าพเจ้าจะไม่เบียดเบียนด้วยกายด้วยวาจาเป็น อันขาด ถึงแม้ว่าข้าพเจ้ายังอยากได้ อยากมี อยากเป็น ข้าพเจ้า ก็จะไม่ถือเอาส่ิงของท่ีเจ้าของไม่ได้ให้ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้ามีคู่ครอง แล้ว แต่ก็ยังเห็นผู้ชายผู้หญิงคนอ่ืนว่าหล่อว่าสวยว่าน่ารัก แต่ ข้าพเจ้าจะไม่ทำ�อะไรไม่พูดอะไรด้วยความกำ�หนัดท่ปี รากฏอย่ใู น จิตใจในเวลาน้ัน บางทีข้าพเจ้ารู้สึกละอายจากส่ิงท่ีได้ทำ� อยาก

13 จะปดิ บงั อ�ำ พราง หรอื วา่ อยากจะหาผลประโยชนบ์ างสง่ิ บางอยา่ ง ขา้ พเจา้ จะไมโ่ กหก จะไมพ่ ดู เทจ็ จะไมห่ ลอกลวง จะไมพ่ ดู หยาบ เราใหค้ วามรสู้ กึ ปลอดภยั แกผ่ อู้ น่ื ดว้ ยการสมาทานศลี แตล่ ะ ศลี ลดความ ข้อ มันไม่ใช่มาตรฐานท่ีสูงเกินวิสัยของมนุษย์ ไม่ได้ถึงข้ันท่ีว่า มวั หมอง ทุกคนต้องอยู่ด้วยกันอย่างเป็นพ่ีเป็นน้องหรืออย่างรักกันเห็นอก ในจติ ... เหน็ ใจกนั ตลอด ถา้ เปน็ อยา่ งนน้ั ไดก้ ด็ ี แตม่ นั เปน็ ไปไมไ่ ดใ้ นหมผู่ มู้ ี อยา่ งไร? กเิ ลส แตส่ ง่ิ ทเ่ี ปน็ ไปไดก้ ค็ อื ถงึ แมว้ า่ จะมสี ง่ิ เศรา้ หมองและสง่ิ ไม่ ดเี กดิ ดบั เกดิ ดบั อยใู่ นจติ ใจตามเหตตุ ามปจั จยั ของมนั ขา้ พเจา้ ไม่ เอาดว้ ย ขา้ พเจา้ ไมย่ นิ ดดี ว้ ย ขา้ พเจา้ จะไมก่ ระท�ำ จะไมพ่ ดู เพราะ รเู้ ทา่ ทนั สง่ิ เหลา่ นน้ั กเิ ลสทอ่ี ยใู่ นจติ ใจเรา ถา้ เราไมต่ อบสนองมนั ไมท่ �ำ กรอบ ตามมนั ไมพ่ ดู ตามมนั มนั จะขาดการเลย้ี งดู ขาดเชอ้ื เพลงิ ขาด การมอง หนา้ ๔๐ อาหาร มนั จะคอ่ ยๆ เหย่ี วลง ไมถ่ งึ กบั ตาย แตจ่ ะออ่ นลง เพราะ เราไมท่ �ำ ตาม ไมส่ นบั สนนุ

14​ ศลี เปน็ ฉะน้ันผู้ท่ีให้ความปลอดภัยกับคนรอบข้างด้วยการงดเว้น ความรกั - จากการกระทำ�จากการพูดบางอย่าง จิตใจย่อมมีความเดือดร้อน เคารพ นอ้ ย มคี วามละอาย ความเขนิ ความรงั เกยี จตวั เองนอ้ ยหรอื แทบ ในตนเอง จะไม่มี ซ่ึงเป็นฐานท่ีจะเจริญสมาธิด้วยการฝึกจิตต่อไป เพราะ สนกุ กบั ผู้ท่ีจะเจริญในธรรมะช้ันสูง เบ้ืองต้นจะต้องเป็นกัลยาณมิตรกับ การชนะใจ ตัวเอง ต้องรักตัวเองและต้องแสดงความรักต่อตัวเองด้วยการ ตนเอง งดเว้นจากกระทำ�การพูดส่ิงท่ีไม่ดีไม่งาม การกระทำ�การพูด หนา้ ๔๒ บางสง่ิ บางอยา่ งทไ่ี มด่ ไี มง่ ามนน้ั ถงึ คนอน่ื ไมเ่ หน็ ตวั เราเองกเ็ หน็ ความเคารพนับถือตัวเอง ความเป็นมิตรเป็นเพ่อื นกับตัวเราเอง นน้ั ขน้ึ อยกู่ บั ศลี ของเรา น่ีเป็นตัวอย่างของศีลธรรมในทางพุทธศาสนา เป็นเร่ือง การฝึก อย่างในพิธีสมาทานศีลเม่ือสักครู่น้ี รากศัพท์ของคำ�ว่า “สมาทาน” เปน็ อนั เดยี วกบั ค�ำ วา่ “อปุ าทาน” อปุ าทาน คอื ยดึ มน่ั ถอื มน่ั ดว้ ยอวชิ ชา ความไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ตาม ความเปน็ จรงิ สมาทาน คอื ยดึ ไวเ้ พอ่ื ประโยชนเ์ พอ่ื ความสขุ ดว้ ยปญั ญา

15 ฉะน้นั เราสมาทานศีล คือเราหยิบยกศีลแต่ละข้อมาใช้เป็น เครอ่ื งมอื ฝกึ พฤตกิ รรมของตนในบรบิ ทของไตรสกิ ขา การฝึกจิตไม่ใช่เร่ืองการน่ังหลับตาการเดินจงกรมอย่าง หวั ใจของ เดียว น่ันคือการฝึกในรูปแบบ เป็นการฝึกอย่างเข้มข้น ด้วยการ การฝกึ จติ ​ ลดส่ิงรบกวนต่างๆ เพ่ือให้เราได้ทำ�งานเต็มท่ี แต่หัวใจของการ นาทสี มาธิ ฝึกจิตไม่ได้อยู่ท่ีรูปแบบเช่นน้ัน หัวใจของการฝึกจิตในบริบทของ ไตรสกิ ขา คอื ความพยายาม ๔ อยา่ ง ไมว่ า่ เราอยทู่ ไ่ี หน อยกู่ บั ใคร รกั ษา เราตอ้ งมคี วามเพียรพยายามท่ีจะ... พลงั สติ หนา้ ๔๔ ๑.  ป้องกันไม่ให้ส่ิงเศร้าหมองท่ียังไม่ปรากฏในจิตใจ เกดิ ขน้ึ ได้ ๒.  ในกรณีท่เี ราผิดพลาด กิเลสเกิดข้นึ ครอบงำ�จิตแล้ว เรา ตอ้ งเพยี รพยายามลดระงบั ปลอ่ ยวางสง่ิ เศรา้ หมองนน้ั ใหไ้ ด้ ๓.  ตอ้ งมคี วามเพยี รพยายามปลกู ฝงั สง่ิ ดงี ามทย่ี งั ไมป่ รากฏ ในจติ ใจ ใหป้ รากฏขน้ึ มาได้ ๔.  ดูแลรักษาและพัฒนาส่งิ ดีงามท่เี กิดข้นึ บ้างแล้วในจิตใจ ใหเ้ จรญิ งอกงาม

16​ นค่ี อื หวั ใจของการปฏบิ ตั ธิ รรม “การปฏบิ ตั ธิ รรม” คอื ความ เพยี รพยายามท่จี ะละบาป บำ�เพ็ญกุศล ชำ�ระจิตใจของตนให้ขาว สะอาด ฉะน้ันในชีวิตประจำ�วัน เราเดินทางไปโรงเรียน เดินทาง ไปท่ีทำ�งาน เคยมีส่ิงเศร้าหมองเกิดข้ึนในจิตใจเราบ้างไหม เช่น เวลารถติดหรือมีรถปาดหน้า หรือเม่อื เห็นความเห็นแก่ตัวของคน ขับบางคน จิตใจเราเคยเศร้าหมองไหม ฉะน้ัน การปฏิบัติธรรม ระหว่างการเดินทาง ก็คือทำ�อย่างไรเราจึงจะไม่ให้ส่ิงเศร้าหมอง เชน่ ความหงดุ หงดิ ร�ำ คาญ เปน็ ตน้ เกดิ ขน้ึ เราตอ้ งวางใจอยา่ งไร มันจึงจะไม่หลง คือ การท่ีเราพูดกันว่า ส่ิงน้ันส่ิงน้ีทำ�ให้เรา หงดุ หงดิ ร�ำ คาญ เปน็ ทกุ ข์ ท�ำ ใหเ้ ราเสยี ใจ ท�ำ ใหเ้ ราซมึ เศรา้ ท�ำ ให้ เรากงั วล นน่ั คอื การหลงเหตผุ ลของภาษา

17 ภาษาเป็นของสมมุติ และภาษาซ่ึงเรียกว่า “สมมุติธรรม” เขาท�ำ ให้ กบั ความจรงิ คอื “สจั ธรรม” มนั กต็ รงกนั บา้ งไมต่ รงกนั บา้ ง เราตอ้ ง เราโกรธ รู้เท่าทันสมมุติ เราจึงจะไม่หลงสมมุติ ในชีวิตประจำ�วันแน่นอน -ผดิ หวงั ได้ อย่แู ลว้ ว่าเราต้องใช้สมมุติ เชน่ อาตมาจะเดนิ ทางไปต่างประเทศ เพราะเราเอง ก็ต้องใช้พาสปอร์ตวีซ่า ไม่ใช่ว่าอาตมาจะไปท่ีตรวจคนเข้าเมือง แล้วบอกเขาว่าพาสปอร์ตไม่มี มีแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดข้นึ แล้วดับไป อาจารย์ชยสาโรไม่มีหรอกเพราะเป็น ท�ำ ใจไมใ่ ช่ ปลอ่ ยวาง... แค่สมมุติ ถ้าทำ�อย่างน้ี เขาคงไม่ให้ไปไหนหรอก คงจะจับตัวไป เสมอไป เลย คือเราต้องรู้ว่า เวลาไหนเราอยู่ในโลกสมมุติ เวลาไหนเรา หนา้ ๔๓ อยู่ในโลกท่ีพ้นจากสมมุติ ซ่ึงเราควรพยายามให้ได้สัมผัสโลกน้ัน บ้าง แต่เราก็ต้องมีความเคารพในสมมุติเหมือนกัน ต้องรู้จัก กาลเทศะของมนั แตส่ ง่ิ ทส่ี �ำ คญั คอื อยา่ หลงสมมตุ ิ อย่างการท่ีเราพูดว่า เขาทำ�ให้เราเสียใจมาก เขาทำ�ให้ เราผิดหวังมาก เขาทำ�ให้เราโกรธ ตามหลักภาษาน่ถี ูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผิดหลักสัจธรรม...ผิดหมดเลย เพราะเป็นไปไม่ได้ ท่ีคนหน่ึงจะทำ�ให้อีกคนหน่ึงผิดหวัง เป็นไปไม่ได้ท่ีคนหน่ึงจะ ทำ�ให้อีกคนหน่งึ โกรธ คือก่อนท่จี ะเกิดความผิดหวังก็ดี ความซึม

18 ​ เศร้าก็ดี ความโกรธแค้นก็ดี ก่อนท่ีอารมณ์เหล่าน้ีจะเกิดข้ึน จะ ต้องมีส่วนหน่ึงมาจากจิตใจของเราผสมโรงกับส่งิ ท่มี ากระต้นุ ทาง ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ตอ้ งประกอบดว้ ย ๒ สว่ น คอื สว่ นทเ่ี ขา ท�ำ และสว่ นทเ่ี ราท�ำ กระทบแต่ เม่ือเราบอกว่าเขาทำ�ให้เราทุกข์มาก เขาทำ�ให้เราเสียใจ ไมก่ ระเทอื น มาก เป็นการมองว่าความทุกข์ของเราข้ึนอยู่กับเขาท้ังหมด ไม่ ให้โอกาสไม่ให้อำ�นาจตัวเองเลย เป็นการดูถูกตัวเองมาก เพราะ ถ้าเป็นอย่างน้นั เราก็ต้องตกเป็นเหย่อื ของคนอ่นื เป็นเหย่อื ของ ทางสาย ส่ิงแวดล้อมตลอดชีวิต ถ้าเราคิดว่าเม่ือเจอคนน้ี เจอเหตุการณ์ กลางเหมอื น อย่างน้ี เราก็เป็นทุกข์ การท่ีเราจะไปแก้ท่ีคนอ่ืน มันมักจะแก้ไม่ การไตล่ วด คอ่ ยไดห้ รอก แตส่ ว่ นของเรานน้ั เราแกไ้ ด้ ถา้ เรามสี ติ ถา้ เรารจู้ กั หนา้ ๔๙ ดูแลจิตใจ แม้มีการกระทบแต่มันไม่กระเทือน มันมีการกระตุ้น แต่ไม่มีการโต้ตอบ คนเราสามารถจะพัฒนาจิตจากการโต้ตอบ โดยขาดความรู้ความเข้าใจ ไปสู่การตอบสนองอย่างถูกต้อง เหมาะสมดว้ ยสตดิ ว้ ยปญั ญา นค่ี อื อานสิ งสข์ องการฝกึ จติ จะเหน็ ชดั ตรงน้ี

19 ไมใ่ ชว่ า่ เขาสรรเสรญิ เรากด็ ใี จ เขานนิ ทาเรากเ็ สยี ใจ อารมณ์ ของเราขน้ึ ๆ ลงๆ ตามค�ำ พดู และการกระท�ำ ของคนอน่ื ชวี ติ อยา่ งน้ี ไมม่ วี นั จะสงบได้ ฉะนน้ั การปฏบิ ตั กิ เ็ พอ่ื ใหจ้ ติ ใจอยใู่ นปจั จบุ นั ให้ มากขน้ึ หากการอยใู่ นปจั จบุ นั น่ี ขอใหเ้ ขา้ ใจวา่ ไมไ่ ดห้ มายความ ว่าห้ามคิดเร่อื งอดีตเร่อื งอนาคต อย่างน้นั มันเป็นไปไม่ได้อย่แู ล้ว นอกจากการเขา้ ฌานลกึ ๆ อดีตอนาคตท่ียังปรากฏอยู่น้ัน อดีตคืออะไร? อดีตก็คือ ความจ�ำ อนาคตคอื อะไร? อนาคตกค็ อื ความคดิ ความจ�ำ ความคดิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ดบั ไปในจติ ใจในปจั จบุ นั ถา้ เรารเู้ ทา่ ทนั ความจ�ำ เรยี ก ว่าเราร้เู ท่าทันอดีต ร้เู ท่าทันความคิด เราก็ร้เู ท่าทันอนาคต อดีต กบั อนาคตเกดิ ขน้ึ ดบั ไป อดตี ทเ่ี ปน็ ประโยชนท์ จ่ี ะน�ำ ไปสคู่ วามสขุ ในปจั จบุ นั เรากห็ ยบิ มาใชด้ ว้ ยปญั ญา อนาคตคอื ความคดิ หาก เปน็ ประโยชนเ์ รากห็ ยบิ มาใช้

20​ การอยู่ในปัจจุบัน ถ้าหากว่าไม่มีความคิดซ่ึงเป็นเร่ือง อนาคตเลย มนั กอ็ ยไู่ มไ่ ด้ อาตมากต็ อ้ งวางแผนมาทน่ี ่ี ถา้ อาตมา ศลี ขอ้  ๕ อยู่ในปัจจุบันแบบไม่ได้มีความคิดเลย...วันน้กี ็คงไม่ได้มาแล้ว คน กส็ �ำ คญั ! ด่ืมเหล้าเมายาเขาก็อยู่ในปัจจุบันเหมือนกัน แต่อยู่แบบคนเมา ศีลข้อท่ี ๕ เป็นข้อท่ีสำ�คัญท่ีสุดข้อหน่ึง ท่ีกล่าวมาแล้วก็ได้พูดถึง ศีล ๔ ข้อแรกว่าจะไม่ทำ�ส่ิงเหล่าน้ันท่ีเป็นการเบียดเบียน แต่เม่ือ มาถึงศีลข้อท่ี ๕ หลายคนอาจรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะสำ�คัญเท่า ศีล ๔ ข้อแรก ท่ีจริงแล้วมันสำ�คัญท่ีสุด เพราะความร้สู ึกผิดชอบ ความละอายตอ่ บาป ความเกรงกลัวตอ่ บาป จะอยไู่ ดด้ ้วยจิตใจท่ี มีสติ การด่มื เหล้า การใช้ยาเสพติด เป็นการเบียดเบียนความรับ ผิดชอบ เบียดเบียนสติสัมปชัญญะของเรา ทำ�ให้คนท่ีปกติจะไม่ เบยี ดเบยี น ไมถ่ อื สง่ิ ของทเ่ี จา้ ของไมไ่ ดใ้ ห้ ไมน่ อกใจ ไมโ่ กหก กลบั ทำ�ได้ทุกอย่าง ฉะน้ันมันจึงเป็นข้อสำ�คัญ เม่ือเรารักษาศีล ๕ ข้อ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไว้ เรากพ็ รอ้ มทจ่ี ะเจรญิ ในธรรม พรอ้ มทจ่ี ะอยู่ ในปจั จบุ นั

21 การอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิบัติ แต่เป็น ปจั จบุ นั คอื เง่ือนไขของการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติอยู่ท่ีการเข้าถึงอริยสัจ ๔ หอ้ งเรยี น คอื ทกุ ข์ เหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข์ ความดบั ทกุ ข์ และทางไปสคู่ วามดบั ทกุ ข์ เราจะเรยี นรเู้ รอ่ื งอรยิ สจั  ๔ อยา่ งลกึ ซง้ึ เราตอ้ งมาอยใู่ นหอ้ งเรยี น คืออยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันคือห้องเรียน ปัจจุบันไม่ใช่รางวัลหรือ รเู้ ทา่ ทนั กาย ไม่ใช่ส่ิงสูงสุด แต่ถ้าเราอยู่ในปัจจุบันไม่เป็น คำ�สอนในพุทธ หนา้ ๔๗ ศาสนาก็เป็นแค่สัญญาเฉยๆ เป็นความจำ�ได้หมายรู้ มันยังไม่ใช่ ความจริง เราปฏิบัติเพ่ือให้จิตใจได้พ้นจากอำ�นาจของส่ิงเศร้า หมอง เชน่ ความยนิ ดใี นสง่ิ ทช่ี อบ การยนิ รา้ ยในสง่ิ ทไ่ี มช่ อบ ความ ขเ้ี กยี จขค้ี รา้ น ความงว่ งเหงาหาวนอน ความฟงุ้ ซา่ นวนุ่ วาย ความ วติ กกงั วล ความลงั เลสงสยั สง่ิ เหลา่ นบ้ี น่ั ทอนจติ ใจ บน่ั ทอนความ เพยี ร บน่ั ทอนสมาธิ บน่ั ทอนปญั ญา IQ น่ีสำ�คัญไหม ? สำ�คัญมาก แต่ IQ เหมือนรถยนต์ รถยนต์เราอาจจะดี แต่ถ้ารถยนต์เราไม่มีนำ้�มันไม่มีล้อหรือไม่มี พวงมาลัย มีรถยนต์ก็เหมือนกับไม่มี ฉะน้ันถ้าเราไม่รู้จักดูแล จิตใจให้ดี เราก็จะกลายเป็นผู้ใช้ความคิดดๆี  ได้แต่ใช้เฉพาะใน เร่ืองท่ีไม่กระทบผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกระทบอัตตาศักด์ิศรี

22​ ตวั เอง แตพ่ อเปน็ เรอ่ื งทก่ี ระทบอตั ตาหรอื ผลประโยชนส์ ว่ นตวั เสยี แลว้ ความสามารถในการใชเ้ หตผุ ลสญู หายไป ฉะนน้ั การฝกึ จติ ให้ มคี ณุ ภาพกเ็ พอ่ื ปญั ญาจะไดท้ �ำ งาน ถา้ เราไมฝ่ กึ จติ ใจ ปญั ญาเราก็ เปน็ ทพ่ี ง่ึ ไมไ่ ด้ เชอ่ื ไมไ่ ด้ เพราะปญั ญาหรอื ความคดิ มนั กก็ ลายเปน็ ลกู จา้ งของตณั หา ฉะนน้ั ท�ำ อยา่ งไรปญั ญาความคดิ ของเราจะได้ เปน็ อสิ ระจากกเิ ลส เรากต็ อ้ งฝกึ จติ ...ฝกึ จติ ใหร้ เู้ ทา่ ทนั รเู้ ทา่ ทนั อยใู่ นปจั จบุ นั ในทางพุทธศาสนาเราถือว่ามีแต่พระอรหันต์เท่าน้ันท่ี เป็นผู้จบการศึกษา ในภาษาบาลีท่านให้ช่ือว่าอเสขบุคคล เสขะ คือผู้ท่ียังต้องศึกษา อเสขะ คือผู้ท่ีไม่ต้องศึกษา จบแล้ว เป็น Graduate แล้ว ซ่ึงมีแต่พระอรหันต์เท่าน้ัน นอกจากน้ันถือว่า เราทุกคนยังเป็นผู้ท่ีต้องศึกษา มนุษย์เราเป็นสัตว์ประเสริฐด้วย การศกึ ษา ดว้ ยการฝกึ และการเขา้ ถงึ ความสมบรู ณข์ องชวี ติ การ มีชีวิตท่ีมีคุณภาพดีหรือดีท่ีสุดก็เป็นได้ด้วยการฝึก ด้วยการฝึก พฤตกิ รรม ดว้ ยการฝกึ จติ ดว้ ยการฝกึ ปญั ญา ตามหลกั ค�ำ สง่ั สอน ของพระพทุ ธองค์

23 ความเพยี รพยายามเปน็ สง่ิ ส�ำ คญั ยง่ิ พระพทุ ธองคเ์ คยตรสั ชวี ติ ไมใ่ ช่ ไวว้ า่ ศาสนาของพระตถาคตเปน็ ประเภทวริ ยิ วาท เปน็ ศาสนาแหง่ ชะตากรรม ความเพียร เราไม่ถือว่าความเจริญหรือความเส่ือมเกิดข้ึนเพราะ ไมบ่ งั เอญิ การดลบันดาลของส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ ไม่ถือว่าเป็นเร่ืองบังเอิญ ไม่ถือ ว่าเป็นชะตากรรม แต่เป็นไปด้วยการกระทำ�ท่ีมีเจตนา คำ�ว่า ไมใ่ ช่ “กระทำ�” ในทางพุทธศาสนา รวมถึงการกระทำ�ด้วยกาย ด้วย สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ บนั ดาล วาจา ด้วยใจ เม่ือการกระทำ�ด้วยกาย วาจา ใจ ประกอบด้วย เจตนา เราใหช้ อ่ื วา่ “กรรม” อาจจะเปน็ กรรมดหี รอื กรรมชว่ั แต่ เสรจ็ แลว้ .. กรรมคือเจตนา พุทธศาสนาสอนเราว่า เราเป็นผู้สร้างชีวิตของ เทา่ ทท่ี �ำ แลว้ ตัวเอง ท่ีชีวิตเป็นอย่างน้ีทุกวันน้ีก็เป็นผลจากการตัดสิน ผลจาก หนา้ ๔๕ การกระท�ำ โดยเจตนาในชาตนิ ้ี ในชาตกิ อ่ นๆ อนาคตของเราจะขน้ึ อยกู่ บั การกระท�ำ ของเรา ดว้ ยกาย ดว้ ยวาจา ดว้ ยใจ หลงั จากพระพทุ ธองคป์ รนิ พิ พานไปแลว้ พทุ ธศาสนาขยาย เผยแผ่ท่ัวเอเชียอย่างรวดเร็ว ทางเหนือไปถึงจีน เกาหลี ญ่ีปุ่น มองโกเลีย ทิเบต แล้วก็ไปทางปากีสถาน อัฟกานิสถาน อิหร่าน อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน พ้ืนท่ีแถบน้ีเป็นพุทธหมด แล้วทำ�ไม จึงเผยแผ่ได้เร็วขนาดน้ันภายในไม่ก่ีร้อยก่ีพันปี ไม่ใช่เพราะสงฆ์ อย่างเดียว พระสงฆ์ก็มีส่วน แต่ท่ีสำ�คัญคือพ่อค้า พุทธศาสนา

24​ เป็นศาสนาแห่งปัญญาชนและเป็นศาสนาแห่งพ่อค้าต้ังแต่สมัย พุทธกาล เพราะพ่อค้าชอบ ถูกใจกับคำ�สอนท่วี ่า ความเจริญข้นึ อยู่กับการกระทำ� ไม่ได้ข้ึนอยู่กับตระกูล ไม่ได้ข้ึนอยู่กับชนชาติ วรรณะ หากข้นึ อย่กู ับตัวเราว่าตัวเราใช้ชีวิตอย่างไร ฉะน้นั พุทธ ศาสนาจึงเจริญอย่างรวดเร็วไปตามเส้นทางสายไหมซ่ึงเป็นเส้น ทางค้าขายน้ี เพราะพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งความเช่ือซ่ึงมัก จะเกิดความขัดแย้งระหว่างคนท่เี ช่อื คนท่ีไม่เช่ือ หรือคนท่คี วาม เช่ือไม่ตรงกัน แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการศึกษา เป็น ศาสนาแห่งการพัฒนาตนเพ่ือประโยชน์เพ่ือความสุขของตนด้วย ของท่านด้วย ของบุคคลด้วย เพ่ือสังคมด้วย ท้ังในปัจจุบัน ท้ังใน อนาคตในระยะยาว

25 จึงอยากให้เราได้สำ�นึกในคุณสมบัติของพระพุทธศาสนา ถวาย เพราะเป็นส่งิ ท่จี ะให้แนวทางท่ชี ัดเจนเม่อื เราได้คำ�นึงถึงคุณธรรม สกั การะโดย ความดีงามในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ๙ ท่ีเพ่ิง น�ำ พระองค์ สวรรคตไป พระองค์ท่านทรงมีคุณธรรมหลายข้อท่ีเราซาบซ้ึงกัน ไมว่ า่ จะเปน็ ความอดทน ความขยนั หมน่ั เพยี ร ความเสยี สละ พระ เปน็ แบบอยา่ ง อจั ฉรยิ ภาพ และพระปญั ญาของพระองคท์ า่ น คณุ ธรรมอนั ยง่ิ ยวด หลายๆ ประการได้เจริญงอกงามมากด้วยความเป็นพุทธมามกะ ของพระองคท์ า่ น การท่ีเราจะเอาพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างด้วยการ พยายามพัฒนาความซ่ือตรง ความเสียสละ ความดีความงาม ในสังคมไทยในระยะยาว เพ่ือเป็นการแสดงความเคารพรักใน พระองค์ท่าน เคร่ืองมือท่ีเราจะใช้เพ่ือทำ�ให้สังคมเราดีข้ึนให้ตรง ตามท่ีพระองค์ท่านทรงพระประสงค์มากท่ีสุดคืออะไร เราจะ ใช้เคร่ืองมืออะไรได้ถ้าเราไม่ใช้พุทธศาสนา ไม่ใช้พุทธธรรม ซ่ึง อาตมาไม่ได้หมายถึงพิธีกรรม ไม่ได้พูดถึงเปลือกของศาสนา แต่ หมายถงึ หวั ใจของพทุ ธศาสนา ซง่ึ กค็ อื ระบบการศกึ ษา ระบบการ ฝึกคนท่เี อาธรรมชาติของมนุษย์เป็นท่ตี ้งั ไม่ได้ข้นึ อย่กู ับความเช่อื หากขน้ึ อยกู่ บั การกระท�ำ ขน้ึ อยกู่ บั การฝกึ กาย ฝกึ วาจา ฝกึ ใจของ

26​ เรา การฝึกตนย่อมช่วยให้เราเข้าใจตัวเองดีขน้ึ ยง่ิ เข้าใจตัวเองก็ ย่ิงเข้าใจคนอ่ืน ย่ิงจับหลักความดีความงาม จับหลักของความ เสอ่ื ม จากการมองดา้ นใน กย็ ง่ิ มปี ญั ญาทจ่ี ะสง่ั สอนลกู หลานสง่ั สอนคนรอบขา้ งไปดว้ ย ประโยชนต์ นประโยชนท์ า่ น ความสขุ ตน ความสขุ ทา่ น มนั จงึ ตอ้ งไปดว้ ยกนั วันน้ีอาตมาก็ได้แสดงธรรมนานพอสมควรแก่เวลา ผู้ฟัง กไ็ ดฟ้ งั ธรรมะดว้ ยความส�ำ รวม พระพทุ ธองคต์ รสั ถงึ อานสิ งสข์ อง การฟงั ธรรมไว้ว่า... ขอ้   ๑ ผฟู้ งั ธรรมจะเขา้ ใจในสง่ิ ทไ่ี มเ่ คยเขา้ ใจมากอ่ น หรอื วา่ สง่ิ ทเ่ี ขา้ ใจบา้ งไมเ่ ขา้ ใจบา้ งกจ็ ะชดั ขน้ึ นค่ี อื บญุ กศุ ลจากการฟงั ธรรม ขอ้ ท ่ี ๒ เกดิ ความซาบซง้ึ ในหลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ ขอ้ ท ่ี ๓ เกดิ ก�ำ ลงั ใจทต่ี วั เองจะพยายามศกึ ษา จะพยายาม ปฏบิ ตั ติ ามค�ำ สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ขอ้ ท ่ี ๔ ไดค้ วามร่าเริงในธรรม ไดร้ ับความเพลิดเพลินจาก การฟงั ธรรมะของพระพทุ ธเจา้ ไดค้ วามสขุ ทไ่ี มม่ โี ทษ ทง้ั ๔ ขอ้ ลว้ นเปน็ บญุ เปน็ อานสิ งสจ์ ากการฟงั ธรรม

27 บุญกุศลน้ีเป็นส่ิงท่ีเราได้ร่วมกันสะสมไว้ในวันน้ี เพ่ือจะ ได้อุทิศให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพ่ือประโยชน์ เพ่ือความสุขของพระองค์ท่าน ตลอดกาลนาน



ไขปญั หาธรรม ถาม-ตอบ หลงั การแสดงพระธรรมเทศนานอ้ มอทุ ศิ ถวายเปน็ พระราชกศุ ล แด่ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร โดย พระอาจารย์ชยสาโร จดั โดย ชมรมนักเรียนทนุ เลา่ เรียนหลวง ร่วมกับคณะอกั ษรศาสตร์ อาคารมหาจักรีสริ นิ ธร จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย วันท ่ี ๑๖ ธนั วาคม ๒๕๕๙

30​ ถาม  :  นมสั การพระอาจารยฯ์  เจา้ คะ่ หนเู กดิ มากเ็ ปน็ ชาวพทุ ธ ความเชอ่ื พน้ื ฐานของพทุ ธนน้ั หนเู หน็ ดดี ว้ ยทว่ี า่ เราควรจะอยหู่ า่ งจาก เชอ่ื vs รู้ ส่ิงท่ีทำ�ให้จิตใจเศร้าหมอง แต่ก็จะต้องมีคนเห็นต่างและคัดค้านเป็น พทุ ธไมใ่ ช่ ธรรมดา มเี พอ่ื นทไ่ี มเ่ ชอ่ื ในศาสนาใดๆ เลย แตเ่ ชอ่ื ในวทิ ยาศาสตร์ ระบบ เขาบอกว่าหลักความเช่อื พ้นื ฐานของพุทธท่วี ่า เราทุกคนวนเวียน ความเชอ่ื อยู่ในสังสารวัฏ เวียนว่ายตายเกิดด้วยกัน แล้วการท่ีเราเกิดเป็น หนา้ ๗ แม่ลูกกัน หรือเราถูกกระทำ�บางอย่างเพราะเราเคยกระทำ�ส่ิงน้ัน มาในชาติก่อน ถ้าเช่ือแบบน้ี เม่ือเราถึงนิพพาน เราก็จะหายไป จากสังสารวัฏ  อะตอมก็จะไม่มีอิเล็กตรอนหมุนรอบ  ถ้าเป็นเช่นน้ี ก็ค้านกับกฎเบ้ืองต้นท่ีว่าเราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงกลมด้วย กนั นน้ั  เราจะอธบิ ายวา่ อยา่ งไรดคี ะ คือถ้าเราเช่ือเร่ืองเวียนว่ายตายเกิด เช่น วันน้ีได้พบพระ อาจารย์ฯ  เพราะว่าเราเคยพบกันมาก่อน มีบุญร่วมกัน หรือถ้า วันน้ีหนูถูกกระทำ�บางอย่าง เช่น ถูกใส่ร้ายต่อว่า ก็เป็นเพราะว่าหนู เคยใส่ร้ายต่อว่าคนอ่ืนมาในอดีตชาติ คือเราเคยพบกันมาแล้วตาม กฎแห่งการเวยี นวา่ ยตายเกิดน้นั ค่ะ แต่ถา้ เราบรรลนุ พิ พาน ก็แปลวา่ เราจะหายไปจากสังสารวัฏ  ถ้าเราหายไปแบบน้ันก็ไม่เป็นไปตามกฎ สคิ ะ ถา้ อยา่ งน้ี ชาตหิ นา้ ใครจะใชก้ รรมใหใ้ คร

31 ตอบ  :  เบื้องต้นอยากจะกลับไปพูดต่อจากเมื่อครู่น้ี เร่ืองศาสนาประเภท Belief System กับ Education System  ระบบความเช่ือ ระบบการศึกษา แล้วท่ีอาตมาวิจารณ์ว่า ทุกวันน้ี คนไทยมองพุทธศาสนาเป็นระบบความเช่อื มากเกินไป ได้รับอิทธิพล จากตะวันตกบางทีโดยไม่รู้ตัว ฉะน้ัน สำ�หรับชาวพุทธ เรายอมรับ ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนว่า เราไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ตรงในเร่อื งการเวียนว่ายตายเกิด เราจึงต้งั เป็นสมมุติฐานไว้ก่อนว่า เราเช่ือว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง  ซ่ึงต่างจากการพูดว่าเรารู้ วา่ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ มจี รงิ ถ้าคนต่างชาติต่างศาสนารู้ว่าเราเป็นพุทธ Oh, you’re Buddhist! You believe in rebirth. You believe in reincarnation.  คอื เขาจะมองศาสนาเปน็ เรอ่ื งความเชอ่ื ทง้ั หมดเลย แตส่ �ำ หรบั เราไมใ่ ช่ เรอ่ื งความเชอ่ื คอื เชอ่ื ได้ แตเ่ ชอ่ื ดว้ ยการยอมรบั วา่ เชอ่ื ไมใ่ ชร่ ู้ อนั น้ี ก็คือความสับสนท่ีจะเห็นชัดในอารยธรรมตะวันตก คือไม่แยก ระหว่าง เช่ือ กับ รู้ ถ้าเช่ืออะไร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจะบอกว่ารู้ ฉันรู้ ร้ไู ด้อย่างไร ร้เู พราะเช่อื ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันน้นั ไม่ใช่ร้ ู แต่คือ เขาเชอ่ื

32​ คนเราสามารถเช่ือในส่ิงท่ีไม่จริงได้ไม่ใช่หรือ  เพราะ ฉะน้ัน ความเช่ือไม่ใช่ท่ีพ่ึงของชาวพุทธ แต่ความเช่ือเป็นส่ิงท่ี มีประโยชน์ในการปฏิบัติ เพราะความเช่ือหรือศรัทธาจะเป็นตัว ก�ำ หนดแนวทางของเรา จากทไ่ี ปทางโนน้ ไปทางน้ี ไปทางนน้ั เราจะ เลอื กทางใดทางหนง่ึ มนั จะเปน็ การรวมพลงั อนั นค้ี อื อานสิ งสข์ องมนั แตต่ อ้ งมปี ญั ญาก�ำ กบั เพราะฉะนน้ั ถามวา่ เชอ่ื เรอ่ื งการเวยี นวา่ ยตายเกดิ ไหม อาตมา เช่ือ แต่ยอมรับว่า เช่ือ กับ รู้ ไม่ใช่ส่ิงเดียวกัน แล้วทำ�ไมอาตมา จงึ เชอ่ื ....  (๑)  เพราะหลักฐานในพระไตรปิฎกท่ีพระพุทธเจ้ากล่าวถึง การเวียนว่ายตายเกิดมีมากมาย มันไม่ใช่ส่งิ ท่ใี ครใส่ไปทีหลัง มันเป็น ไปไมไ่ ด้ มนั อยใู่ นตวั พระสตู รเลย  (๒) การระลึกชาติไดข้ องผทู้ เ่ี จรญิ สมาธภิ าวนาถงึ ขน้ั สงู  (๓) การระลกึ ชาตขิ องเดก็ ทว่ั โลก ไมใ่ ชเ่ ฉพาะ ในวฒั นธรรมพทุ ธ หรอื วฒั นธรรมฮนิ ดู แมแ้ ตใ่ นประเทศทไ่ี มม่ ศี าสนา หรือประเทศท่ไี ม่เช่อื ในศาสนาก็มีจำ�นวนมากท่วั โลก  (๔) การระลึก ชาตขิ องผทู้ ไ่ี ดร้ บั การสะกดจติ   และ (๕) การระลกึ ชาตขิ องคนบางคน ทเ่ี ขาพดู ออกมา 

33 ตอนอาตมายังเป็นฮิปป้ีเดินทางด้วยการโบกรถอยู่ใน ประเทศกรีซ วันหน่ึงไม่มีรถจอดรับ ต้องไปหาท่ีนอนในทุ่งนา  อาตมาเจอผู้ชายคนหน่ึง นอนอยู่ใกล้กัน กลางคืนเขาเร่ิมละเมอ  แล้วก็พูดท้ังคืนเลย รุ่งเช้าอาตมาถามว่าเม่ือคืนเป็นอะไรหรือ เปล่า ละเมอท้ังคืน แล้วพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ เขาว่า...โอ้.. ผมพูด ภาษากรีกโบราณ ทุกวันน้ีผมหาเงินเดินทางได้เพราะเร่ืองน้ี  มหาวิทยาลัยเขาจ้างผมไปเป็นหนูทดลอง เพราะภาษาท่ีผมพูดไม่ใช่ ภาษาทค่ี นปจั จบุ นั พดู ได้ นก่ี ค็ อื ตวั อยา่ งหนง่ึ ฉะน้ัน ชาวพุทธเราเช่ือโดยมีเหตุผล ๕ ประการ แต่ยอมรับ ว่าความเช่ือท่ีมีเหตุผลไม่ใช่การพิสูจน์  พระพุทธองค์เรียกว่าเป็น หลกั สจั จานรุ กั ษ ์ อนรุ กั ษส์ จั จะ คอื ไมก่ ลา่ ววา่ เรารใู้ นสง่ิ ทเ่ี ราเชอ่ื  

34​ ทีน้ี  เราไม่จำ�เป็นท่ีจะต้องเกรงใจวิทยาศาสตร์ถึงขนาดว่า ศาสนาพทุ ธ ยอมรับพุทธศาสนาได้เฉพาะข้อท่เี ข้ากับวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เพราะ vs “ลทั ธ”ิ วิทยาศาสตร์คือการแสวงหาความจริงท่คี ่อนข้างจำ�กัด สรุปง่ายๆ ว่า วทิ ยาศาสตร์ จะจำ�กัดตัวเองในส่ิงท่ีวัดได้ คือวิทยาศาสตร์อยู่ท่ีการวัด แต่ในชีวิต ของเรา  ก็มีบางส่วนท่ีวัดได้ บางส่วนท่ีวัดไม่ได้ เพราะฉะน้ัน ศรทั ธา วิทยาศาสตร์จึงไม่สมบูรณ์ อย่างเช่น รักแม่ไหม พิสูจน์ได้ไหม วัดได้ ตอ้ งก�ำ กบั ดว้ ยปญั ญา ไหม มีความรักก่ีหน่วย ถ้าอย่างน้ันความรักแม่ก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ หนา้ ๘ ถ้าบอกว่า ฉันไม่เช่อื วา่ ความรกั แมม่ ีจริง เพราะวา่ ไมเ่ หน็ ใครจะวดั ได้   สง่ิ ทว่ี ดั ไมไ่ ดม้ เี ยอะมาก แตน่ น่ั ไมไ่ ดห้ มายความวา่ ไมจ่ รงิ เพราะฉะนน้ั วทิ ยาศาสตรถ์ อื วา่ เปน็  subset ของพทุ ธศาสนา ไมใ่ ชพ่ ทุ ธศาสนา เปน็  subset ของวทิ ยาศาสตร์  แล้วจะเอาวิทยาศาสตร์ตอนไหนล่ะ วิทยาศาสตร์ของปีน้ีก็ อยา่ งหนง่ึ วทิ ยาศาสตรเ์ มอ่ื ๑๐ ปที แ่ี ลว้ ๕๐ ปที แ่ี ลว้ ๑๐๐ ปที แ่ี ลว้ บางทีส่ิงท่ีวิทยาศาสตร์เม่ือ ๑๐๐ ปีท่ีแล้วไม่ยอมรับเลย ตอนน้ีเป็น ท่ียอมรับ ส่ิงท่ี ๒๐ ปีท่ีแล้วไม่ยอมรับ ตอนน้ีก็เป็นท่ียอมรับ ฉะน้ัน วทิ ยาศาสตรข์ น้ึ อยกู่ บั ความสามารถในการวดั พอเทคโนโลยกี า้ วหนา้ ความสามารถในการวัดละเอียดมากข้ึน ข้อมูลก็เพ่ิมมากข้ึน ก็ต้อง

35 ปรับทฤษฎีให้รับกับข้อมูลใหม่ ฉะน้ัน ข้อมูลใหม่เพ่ิมข้ึนในปริมาณ ในคุณภาพ ในรูปแบบมากขน้ึ กต็ อ้ งคอ่ ยๆ ปรบั หลกั วทิ ยาศาสตร์ไป เร่ือยๆ เพราะฉะน้ันไม่จำ�เป็นท่ีจะต้องเอาหลักพุทธศาสนาไปผูกอยู่ กบั หลกั วทิ ยาศาสตร์ ทีน้ี ในเร่ืองของการเวียนว่ายตายเกิด อาตมาเคยพูดกับ นักวิทยาศาสตร์คนหน่งึ  เขาบอกว่า ผมชอบคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ภาคปฏิบัติดีหมด แต่เร่ืองเวียนว่ายตายเกิดน่ีผมรับไม่ได้ อาตมา ก็เลยยกตัวอย่างของการระลึกชาติให้เขาฟัง บอกว่าสมมุติฐาน ของพระพุทธเจ้าก็คือ น่ีคือคนระลึกชาติ คุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ อะไรคือสมมุติฐานท่ีจะอธิบายเหตุการณ์น้ีได้ เขาก็อึกอัก  “ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์...  ผมไม่มีศาสนา...”  คือถ้าอย่างน้ัน วิทยาศาสตร์ก็กลายเป็นมีศัพท์ใหม่ เขาเรียกว่า  Scientism ไม่ใช่  Science  แต่  Scientism  คือ  Science กลายเป็นระบบ ความเชอ่ื เหมอื นศาสนาไป การจะปฏิเสธอะไร ปฏิเสธได้ไม่ยากใช่ไหม คนท่ีบอกว่าฉัน ไม่เช่ือ ฟังแล้วเหมือนวิทยาศาสตร์ใช่ไหม ฉันไม่เช่ือว่าส่ิงน้ันมีจริง เหมือนกับเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะท่ีเราพูดว่าฉันไม่เช่ือว่าส่ิงน้ัน

36​ มีจริง ก็มีความเช่ือฝังอยู่ ความเช่ือว่าส่ิงน้ันไม่มี แล้วคุณมีหลักฐาน อะไรทพ่ี สิ จู นว์ า่ สง่ิ นน้ั ไมม่ ี  นก่ี เ็ ปน็ เรอ่ื งของความงมงายเหมอื นกนั   ฉะนน้ั การทจ่ี ะเอาหลกั ฟสิ กิ ส์ ทฤษฎขี องฟสิ กิ สไ์ ปวจิ ารณเ์ รอ่ื ง การเวยี นวา่ ยตายเกดิ น่ี อาตมาขอบอกวา่  มวยมนั คนละรนุ่  เทยี บกนั ไมไ่ ด้ ถาม  :  ท่านพระอาจารย์ฯ ได้กล่าวถึงเร่ืองไตรสิกขา คือ ศีล ศลี เปดิ ทาง สมาธิ ปัญญา แล้วก็ได้กล่าวว่าการรักษาศีลน้ ี จะต้องมีปัญญากำ�กับ ใหส้ มาธแิ ละ หมายถึงเราศึกษา เรามีความร้ทู ่จี ะรักษาศีลด้วยปัญญา แต่ไม่ใช่ด้วย ปญั ญา ความเชอ่ื  ผมอยากจะเรยี นถามพระอาจารยฯ์  วา่ แลว้ สมาธใิ นบรบิ ท ศลี ตอ้ งเรม่ิ ของไตรสิกขาคืออะไร มีความสัมพันธ์กับศีลและปัญญาอย่างไรครับ จากปญั ญา ขอบพระคณุ ครบั หนา้ ๑๐ ตอบ  :  คือการรักษาศีลเองก็มีการฝึกจิตอยู่ในตัว เช่น เรา สมาทานศีลจะไม่ฆ่าสัตว์ แม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยเราจะไม่ฆ่า ทีน้ี ยุงมากัด  ขณะน้ันเกิดอะไรข้ึน  บางคนขาดสติก็ตบไปเลย  คือก่อน หน้าน้ัน ก่อนวินาทีท่ียุงจะกัด ถามว่าถือศีลไหม ถือ แต่ในขณะน้ัน ลืม น่ีเป็นธรรมชาติมนุษย์  เราลืมหลักการลืมอุดมการณ์ของเรา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook