Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนวิชาทักษะชีวิตและสังคม

แผนวิชาทักษะชีวิตและสังคม

Published by siropoo13, 2023-06-09 04:03:23

Description: แผนวิชาทักษะชีวิตและสังคม

Search

Read the Text Version

1 แผนการจดั การเรียนรู้ วิชาทกั ษะชีวิตและสงั คม ระดับช้นั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ปที ่ี 2 โดย นางสาวศโิ รรัตน์ คานวนชัย พนักงานราชการ โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 33 จงั หวดั ลพบรุ ี สานกั บริหารงานการศกึ ษาพิเศษ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

2 แผนการจัดการเรียนร้แู บบบูรณาการที่ 1หน่วยที่ 1 รหสั วชิ า 2000-1502 สอนครั้งท่ี 1-2 ช่ือหน่วย ปฐมนิเทศ+ความหมาย ความสาคัญ จานวนชวั่ โมง 2ชวั่ โมง และองคป์ ระกอบของทกั ษะชีวติ และสังคม แนวคดิ ทักษะชวี ติ และสงั คมมผี ลตอ่ การพฒั นาคน เพ่อื ให้พัฒนาไดอ้ ยา่ งเต็มศกั ยภาพ สามารถดาเนนิ ชีวติ และอยู่ รว่ มกันในสังคมได้อย่างสันตสิ ุข การพัฒนาคนดังกล่าวจงึ จาเป็นต้องเริมสร้างทักษะชวี ิตและสังคมให้กับพลเมอื งและ เยาวชนไทย อนั เปน็ การเพิ่มความสามารถของบคุ คลทง้ั ทางด้านทักษะในการดารงชวี ิต ซงึ่ ประกอบด้วยทักษะใน การดูแลชว่ ยเหลอื ตนเอง ทกั ษะการเรยี นรู้ ทักษะดา้ นสงั คม และทักษะด้านการจัดการสร้างงานอาชีพ ทกั ษะชีวิต หรือความสามารถในการปรับตัวและพฤติกรรมไปในทศิ ทางที่ถกู ตอ้ ง และทักษะสงั คมหรอื ความสามารถในการ ปรบั ตัวเพอ่ื อย่รู ่วมกับผู้อื่นและมจี ติ สานึกในการสร้างประโยชนแ์ กส่ ่วนรวม ทงั้ น้ีเพื่อสร้างสมั พนั ธภาพอนั ดีระหว่าง กนั และการอย่รู ่วมกันในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวงั 1.อธบิ ายความหมายของทักษะชวี ิตและสงั คมในการดารงชีวติ 2.วิเคราะห์เปรยี บเทียบองคป์ ระกอบของทักษะชวี ติ และทักษะสงั คมได้ 3.อภิปรายความสาคญั ของทักษะชีวติ และสงั คมที่มตี ่อบคุ คลและสังคมโดยรวม สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความรู้เกยี่ วกบั หลักการดาเนนิ ชีวติ ภายใต้หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอพียง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยกุ ตใ์ ชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหลกั มนุษยสมั พนั ธ์ความ มีมรรยาทและความเป็นพลเมืองดี สาระการเรยี นรู้ ปฐมนเิ ทศ ความหมาย ความสาคญั และองคป์ ระกอบของทกั ษะชวี ิตและสังคม 1.ความหมายและองคป์ ระกอบทกั ษะในการดารงชีวติ กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (ปฐมนิเทศ) 1.ครแู นะนาตัวเอง และใหผ้ เู้ รียนแนะนา ด้วยข้อมูลง่ายๆ เชน่ ชอื่ -นามสกลุ , ช่ือเล่น เปน็ ตน้ 2.ครชู ี้แจงจดุ ประสงคร์ ายวชิ า มาตรฐานรายวิชา และสมรรถนะรายวิชา แนวทางการวัดผลและการ ประเมนิ ผลการเรียนรู้ ตลอดจนกฎกติกาในการเรียน 3.ครอู ธิบายใหน้ ักเรยี นเห็นถึงความจาเป็นของการมีทักษะชีวติ ขั้นนาเข้าสู่การเรียน (เรือ่ งที่1) 1.ครเู ขียนประโยคว่า “I.Q ทาใหค้ ณุ มีงานทาแต่ E.Q.ทาให้คุณประสบความสาเร็จในการทางาน” 2.ครใู ห้นกั เรียนช่วยกันอภิปรายเกีย่ วกับคาพูดดังกล่าว ขั้นสอน 3.ครเู ขยี นคาว่า “ความเปลยี่ นแปลง” ไวบ้ นกระดาน และถามนกั เรยี นวา่ ป๎จจุบนั โลกมีการเปลี่ยนแปลง ดา้ นใดบ้าง

3 4.ครอู ธบิ ายเร่ืองการเปลีย่ นแปลงด้านตา่ งๆและความจาเป็นทตี่ อ้ งมีทกั ษะชวี ิต ข้ันนาเขา้ สูก่ ารเรยี น (เรอ่ื งท่ี 2) 5.ครเู ขยี นคาวา่ “ทักษะ” ไว้บนกระดานและถามนักเรียนวา่ เคยได้ยนิ คานจ้ี ากที่ใดบา้ ง ขั้นสอน 6.ครูอธิบายความหมายและองค์ประกอบทกั ษะในการดารงชีวติ -ทักษะการจัดการดูแลช่วยเหลอื ตนเอง -ทกั ษะการเรยี นรู้ -ทักษะดา้ นสังคม -ทักษะด้านการจัดการสรา้ งงานอาชพี ขน้ั นาเขา้ สูก่ ารเรยี น (เร่อื งที่ 3) 7.ครใู ห้นักเรียนเปิดหนงั สือเรียนหนา้ 6-7 และเขียนคาว่า “ทกั ษะชวี ิต”ไวบ้ นกระดานและใหน้ กั เรียน ช่วยกันตอบว่ามดี า้ นใดบา้ ง ครเู ขยี นเปน็ ผังความคิดไว้บนกระดาน ข้นั สอน 8.ครใู หน้ กั เรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น 10 กลมุ่ อภิปรายว่าแตล่ ะประเด็นมีความสาคญั อย่างไร 9.ครใู หน้ กั เรยี นออกมานาเสนอหน้าช้ันเรยี น 10.ครูอธบิ ายว่าองคป์ ระกอบของทกั ษะชีวติ แบ่งออกเปน็ จิตพสิ ัย ทกั ษะพสิ ัย และพทุ ธพิสยั ขัน้ สรปุ และประยุกต์ 11.ครใู หน้ กั เรยี นทาใบงานที่ 1.1 12.ครูใหน้ ักเรียนจับคู่กนั เปรียบเทียบคาตอบ 13.ครสู ุ่มเลอื กนกั เรยี นให้เฉลยทีละข้อ สอื่ และแหล่งเรยี นรู้ 1.หนังสอื เรียนวิชาทักษะชีวิตและสังคม (Life Skills and Society) 2.กจิ กรรมการเรียนการสอน หลกั ฐาน 1.บนั ทกึ การสอนของครู 2.ใบเชค็ รายชื่อ 3.แผนการจัดการเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรยี น การวดั ผลและการประเมนิ ผล วิธวี ดั ผล 1.ประเมนิ ผลความก้าวหนา้ ของตนเอง 2.ประเมินความเรียบรอ้ ยของใบงาน 3.สงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกล่มุ 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

4 เคร่ืองมอื วัดผล 1.แบบประเมินผลความกา้ วหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนังสอื เรียน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่ 5.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ เกณฑก์ ารประเมนิ ผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเองเกณฑผ์ ่าน 50% ขึน้ ไป 2.ใบงานในหนงั สือเรียนเกณฑผ์ ่าน 50% ขึ้นไป 3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คลต้องไมม่ ีช่องปรับปรงุ 4.เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขนึ้ อยู่กบั การประเมนิ ตามสภาพจริง กจิ กรรมเสนอแนะ 1.ครแู บง่ นักเรยี นออกเปน็ 10 กลุม่ ใหน้ ักเรียนเลือกหัวข้อในหนา้ 7 ทาโปสเตอรแ์ ละเขยี นคาขวญั ให้ กระชบั และงา่ ยต่อการจดจา ปดิ ลงบริเวณรอบห้องเรยี น

5 บนั ทกึ หลังการสอน ขอ้ สรุปหลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาที่พบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ปญั หา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

6 แผนการจดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการท่ี 2 หน่วยที่ 1 รหัสวิชา 2000-1502 สอนครั้งที่ 3-4 ช่อื หน่วย ความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของทักษะชีวติ และสังคม จานวนชั่วโมง 2ชัว่ โมง แนวคิด ทักษะชีวิตและสังคมมผี ลต่อการพัฒนาคน เพ่อื ใหพ้ ฒั นาได้อย่างเต็มศกั ยภาพ สามารถดาเนนิ ชีวติ และอยู่ รว่ มกนั ในสังคมได้อย่างสนั ติสุข การพัฒนาคนดังกล่าวจงึ จาเปน็ ตอ้ งเริมสรา้ งทกั ษะชีวติ และสังคมให้กบั พลเมอื งและ เยาวชนไทย อันเปน็ การเพิ่มความสามารถของบคุ คลทงั้ ทางดา้ นทักษะในการดารงชีวิต ซ่งึ ประกอบดว้ ยทักษะใน การดแู ลชว่ ยเหลอื ตนเอง ทักษะการเรยี นรู้ ทกั ษะด้านสงั คม และทักษะด้านการจดั การสร้างงานอาชีพ ทกั ษะชีวติ หรือความสามารถในการปรบั ตัวและพฤติกรรมไปในทิศทางท่ีถูกตอ้ ง และทักษะสังคมหรือความสามารถในการ ปรับตัวเพือ่ อยรู่ ว่ มกับผู้อนื่ และมจี ิตสานกึ ในการสรา้ งประโยชนแ์ กส่ ว่ นรวม ท้งั น้เี พ่ือสรา้ งสมั พนั ธภาพอันดรี ะหวา่ ง กนั และการอยู่รว่ มกนั ในสงั คมได้อย่างมนั่ คงและยง่ั ยนื ผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวัง 1.อธิบายความหมายของทักษะชวี ติ และสังคมในการดารงชีวิต 2.วเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บองค์ประกอบของทักษะชีวิตและทกั ษะสังคมได้ 3.อภิปรายความสาคญั ของทกั ษะชวี ติ และสงั คมทมี่ ีต่อบคุ คลและสังคมโดยรวม สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรเู้ กยี่ วกับหลักการดาเนนิ ชีวติ ภายใต้หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงหลกั มนุษยสมั พันธ์ ความมมี รรยาทและความเปน็ พลเมืองดี สาระการเรยี นรู้ 2.ความหมายและองค์ประกอบทกั ษะสงั คม 3.ความสาคัญของทกั ษะชีวติ และสังคม กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นนาเขา้ สู่การเรยี น (เรอ่ื งท่ี1) 1.ครูเขยี นตารางไว้บนกระดาน ทักษะชวี ิต พทุ ธพสิ ยั จติ พสิ ยั ทักษะพสิ ัย 2.ครใู หน้ กั เรียนทบทวนคราวท่แี ลว้ ว่าทกั ษะชวี ิตแต่ละด้านมอี ะไรบ้าง ให้นักเรยี นช่วยกนั ตอบ ข้นั สอน 3.ครูอธบิ ายความหมายและองค์ประกอบทกั ษะสังคม ข้ันนาเขา้ สูก่ ารเรยี น (เรอื่ งที่ 2) 4.ครูเขียนคาว่า “องคป์ ระกอบของทักษะสังคม”ไว้บนกระดาน

7 5.ครใู ห้นกั เรยี นออกมาเขยี นองคป์ ระกอบทีละหัวข้อบนกระดาน ขัน้ สอน 6.ใหน้ กั เรยี นจับกล่มุ กนั กลุ่มละ 4 คน ครูทาสลากตามหัวข้อองคป์ ระกอบทักษะสงั คม 7.ครูให้นกั เรียนสง่ ตัวแทนมาจับสลาก 8.ครูให้เวลานักเรยี น 5 นาทีอภปิ รายและเตรียมการนาเสนอเกย่ี วกับความสาคญั ขององคป์ ระกอบดา้ นตา่ งๆ 9.ครูใหน้ กั เรยี นนาเสนอและครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ 10.ครูอธบิ ายเร่ืองการแบง่ กลุ่มองคป์ ระกอบทักษะสงั คมเป็น 5 ดา้ น 11.ครูอธบิ ายเรื่องทักษะทางสงั คมท่ีครอบคลุมทั้ง 6 ลักษณะ 12.ครูใหน้ ักเรยี นทาใบงานที่ 1.2 13.ครูสุม่ เลอื กนกั เรยี นให้อธิบายขอ้ ดีข้อเสยี ขน้ั นาเข้าสกู่ ารเรียน (เร่ืองที่ 3) 12.ครแู สดงพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั หน้า 14 13.ครถู ามนักเรยี นวา่ บคุ คลจะทางานไดร้ าบรนื่ ต้องประกอบด้วยอะไรบา้ ง 14.ครทู าเป็นผังความคิดไว้บนกระดาน ขน้ั สอน 15.ครอู ธิบายเร่ืองความสาคัญของทกั ษะชีวิตและสังคม 16.ครใู ห้นกั เรียนทาใบงานท่ี 1.3 17.ครใู หน้ ักเรียนจับคูก่ ันอภปิ ราย ครสู ุ่มเลอื กมาแสดงความคดิ เห็นหน้าชัน้ เรยี น ขน้ั สรุปและประยกุ ต์ 18.ครใู ห้นักเรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรยี นรู้และแบบประเมินผลการเรยี นรหู้ นว่ ยท่ี 1 19.ครูเฉลยพร้อมนักเรียนทัง้ ช้นั สอื่ และแหล่งเรียนรู้ 1.หนงั สือเรยี นวชิ าทักษะชวี ติ และสังคม (Life Skills and Society) 2.กิจกรรมการเรียนการสอน 3.สลาก หลักฐาน 1.บันทึกการสอนของครู 2.ใบเช็ครายชือ่ 3.แผนการจัดการเรียนรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรยี น การวดั ผลและการประเมนิ ผล วิธวี ดั ผล 1.ประเมนิ ผลความกา้ วหน้าของตนเอง 2.ประเมนิ ความเรยี บรอ้ ยของใบงาน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล

8 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เคร่ืองมอื วัดผล 1.แบบประเมินผลความกา้ วหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนังสอื เรียน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 5.การสังเกตและประเมินผลพฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เกณฑก์ ารประเมินผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเองเกณฑผ์ า่ น 50% ขึน้ ไป 2.ใบงานในหนงั สอื เรียนเกณฑ์ผ่าน 50% ขึ้นไป 3.เกณฑผ์ า่ นการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลต้องไม่มีชอ่ งปรับปรุง 4.เกณฑผ์ า่ นการสังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ข้ึนไป) 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนข้นึ อยู่กับการประเมินตามสภาพจริง กจิ กรรมเสนอแนะ 1.ใหน้ กั เรยี นสืบค้นบคุ คลตวั อยา่ งด้านการใช้ทักษะชีวิต และทารายงานหรือมานาเสนอแลกเปลย่ี นกันใน ช้นั เรยี น 2.จดั บอรด์ หรือเปดิ วิดิโอเก่ียวกับนิควูจซิ คิ

9 บันทึกหลังการสอน ขอ้ สรปุ หลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแกป้ ัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

10 แผนการจดั การเรียนรูแ้ บบบรู ณาการที่ 3 หนว่ ยท่ี 2 รหสั วชิ า 2000-1502 สอนครง้ั ท่ี 5-6 ช่ือหน่วย สังคมมนษุ ย์ จานวนชัว่ โมง 2ชว่ั โมง แนวคิด สังคมมนษุ ย์คอื การอยู่รว่ มกนั ของกลุม่ คนในอาณาบรเิ วณหนึ่ง สมาชิกในสงั คมจะมีปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งกัน มีความรว่ มมือกัน และมีการกาหนดกฎระเบยี บเพื่อให้สมาชกิ ในสังคมอยรู่ ว่ มกนั ได้อย่างราบรน่ื สังคมมนุษย์มี ววิ ฒั นาการมาจากสงั คมด้ังเดิม สงั คมเกษตรกรรม มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมและสังคมยุคโลกาภวิ ตั น์ ความจาเป็นท่ี มนษุ ย์ตอ้ งอยูร่ ว่ มกันทาให้เกิดโครงสรา้ งทางสงั คม ประกอบด้วย กลุ่มสังคม สถานภาพทางสงั คม และสถาบนั ทาง สังคม ซงึ่ ต่างมบี ทบาทหน้าท่ใี นการตอบสนองความต้องการและความจาเปน็ ของสมาชกิ ในสงั คม และการจัด ระเบยี บทางสงั คม ได้แก่ การสร้างบรรทัดฐานทางสงั คม คา่ นิยมทางสังคม การควบคุมทางสังคมและการขัดเกลา ทางสังคมเพ่ือการอยูร่ ว่ มกันในสงั คมได้อย่างสันติสุข ผลการเรียนรูท้ ี่คาดหวงั 1.อธบิ ายความหมาย องคป์ ระกอบ และความสาคัญของสังคมมนุษย์ 2.อธบิ ายวิวัฒนาการของสงั คมมนุษย์ในเชงิ เปรียบเทียบระหวา่ งกัน 3.วิเคราะห์และยกตวั อยา่ งโครงสรา้ งทางสังคมทมี่ ีการเปลีย่ นแปลงหรือมีความเป็นพลวตั 4.วเิ คราะห์การจดั ระเบียบทางสงั คมและประโยชน์ทีม่ ตี ่อการอยู่ร่วมกัน 5.แสดงแนวคิดเรอื่ งการเปลย่ี นแปลงในสังคม สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความรเู้ กีย่ วกับหลกั การดาเนนิ ชีวิตภายใตห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณ์ตา่ งๆ โดยประยุกต์ใช้หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงหลกั มนษุ ยสมั พันธ์ ความมีมรรยาทและความเป็นพลเมืองดี สาระการเรยี นรู้ สงั คมมนษุ ย์ 1.ความหมายและองคป์ ระกอบของสงั คม 2.หนา้ ท่แี ละประเภทของสังคม กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ข้นั นาเขา้ สูก่ ารเรียน (เร่อื งท่ี1) 1.ครูเขียนคาวา่ “มนุษยเ์ ป็นสัตวส์ งั คม” ไวบ้ นกระดาน 2.ครูให้นักเรยี นลองเดาความหมาย ครูสุม่ เลอื กให้แสดงความคดิ เหน็ ขนั้ สอน 3.ครูอธบิ ายความหมายและลักษณะของสตั วส์ งั คม 4.ครเู ช่ือมโยงให้เหน็ วา่ มนษุ ย์เปน็ สัตวส์ ังคม ขั้นนาเขา้ สกู่ ารเรยี น (เรือ่ งท่ี2) 5.ครูสุ่มถามนักเรยี นวา่ หากนักเรยี นอยตู่ วั คนเดียวในโลก นักเรยี นคดิ ว่าอยู่ได้หรือไม่ 6.ครูให้นักเรียนที่คิดว่าดารงชีวติ อย่ไู ด้ไปยนื หลงั หอ้ ง และใหน้ กั เรยี นทคี่ ดิ วา่ ดารงชีวติ อยู่ไมไ่ ด้ ไปยนื ทหี่ น้า หอ้ ง

11 7.ครใู ห้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ สง่ ตัวแทนมาซักคา้ นอกี ฝา่ ยหน่ึง ให้ฝ่ายทบ่ี อกว่าอยไู่ ม่ได้เสนอวา่ อยู่ไม่ได้เพราะ อะไร แลว้ ทบี่ อกว่าอยู่ได้ซักค้านว่าอยไู่ ด้เพราะอะไร ขั้นสอน 8.ครอู ธบิ ายสาเหตุการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม 9.ครอู ธิบายเรอื่ งองค์ประกอบของสงั คม 10.ครใู ห้นักเรียนทาใบงานท่ี 2.1 11.ครใู หน้ กั เรยี นจับคู่กันเปรียบเทยี บคาตอบ ขน้ั นาเข้าสู่การเรียน (เร่อื งท่ี3) 12.ครูเขียนคาวา่ สงั คมดัง้ เดิม, สังคมเกษตรกรรม, สังคมอุตสาหกรรม, สังคมโลกาภวิ ตั น์ ไว้บนกระดาน 13.ครใู ห้นักเรยี นลองใหค้ าจากัดความสังคมทง้ั 4 ประเภท ขั้นสอน 14.ครูอธบิ ายหนา้ ที่และประเภทของสถาบนั สงั คมประเภทต่างๆ ข้นั สรปุ และประยกุ ต์ 18.ครทู าตาราง ดังรูป สงั คมดั้งเดิม สังคมเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรม สังคมโลกาภิวัตน์ 19.ครูใหน้ กั เรียนชว่ ยกนั อธบิ ายลกั ษณะของสงั คมประเภทตา่ งๆเปน็ ประเดน็ ๆไป 20.ครเู ขยี นแนวคิดของนักเรียนใส่ในแต่ละคอลมั น์ และให้นกัเรียนจดลงสมดุ บันทึก สอ่ื และแหล่งเรียนรู้ 1.หนังสือเรียนวชิ าทกั ษะชีวติ และสังคม (Life Skills and Society) 2.กจิ กรรมการเรียนการสอน หลกั ฐาน 1.บนั ทึกการสอนของครู 2.ใบเชค็ รายชอื่ 3.แผนการจัดการเรียนรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรยี น การวัดผลและการประเมนิ ผล วธิ วี ัดผล 1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง 2.ประเมนิ ความเรยี บร้อยของใบงาน 3.สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุม่ 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

12 เครอ่ื งมือวดั ผล 1.แบบประเมินผลความกา้ วหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนงั สอื เรียน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่ 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เกณฑ์การประเมนิ ผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเองเกณฑ์ผา่ น 50% ขนึ้ ไป 2.ใบงานในหนังสือเรียนเกณฑผ์ า่ น 50% ขึ้นไป 3.เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คลต้องไม่มีชอ่ งปรับปรุง 4.เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุม่ คือ ปานกลาง (50% ขึ้นไป) 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขนึ้ อยู่กบั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ กิจกรรมเสนอแนะ 1.ครแู บ่งนักเรียนออกเปน็ 4 กลุ่มจัดบอร์ดหลังห้องเก่ียวกับสังคมประเภทตา่ งๆ 2.จดั โต้วาที “สงั คมแบบฉนั นี้น่าอย่ทู สี่ ดุ ” โดยให้นักเรยี นสวมบทบาทเป็นบุคคลในสังคมประเภทตา่ งๆ นาเสนอข้อดี และใช้ขอ้ เสยี เพื่อหกั ล้างแนวคิดของกลมุ่ อน่ื ๆ

13 บนั ทกึ หลังการสอน ขอ้ สรุปหลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแกป้ ญั หา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

14 แผนการจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการที่ 4 หน่วยท่ี 2 รหัสวชิ า 2000-1502 สอนครัง้ ท่ี 7-8 ช่อื หน่วย สังคมมนษุ ย์ จานวนช่วั โมง 2ช่วั โมง แนวคดิ สงั คมมนุษย์คอื การอยู่ร่วมกนั ของกลมุ่ คนในอาณาบรเิ วณหนึ่งสมาชกิ ในสงั คมจะมีปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งกันมี ความรว่ มมือกันและมกี ารกาหนดกฎระเบยี บเพือ่ ใหส้ มาชกิ ในสังคมอยู่รว่ มกันได้อยา่ งราบร่นื สงั คมมนุษยม์ ีวัฒนา การมาจากสงั คมด้ังเดมิ สังคมเกษตรกรรม มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมและสงั คมยุคโลกาภิวตั น์ ความจาเปน็ ที่มนุษย์ ต้องอยู่ร่วมกันทาใหเ้ กดิ โครงสรา้ งทางสงั คม ประกอบดว้ ย กลมุ่ สงั คม สถานภาพทางสังคม และสถาบนั ทางสังคม ซง่ึ ตา่ งมบี ทบาทหน้าทใี่ นการตอบสนองความต้องการและความจาเปน็ ของสมาชกิ ในสังคมและการจดั ระเบยี บทาง สังคม ได้แก่ การสร้างบรรทัดฐานทางสงั คม ค่านยิ มทางสังคม การควบคุมทางสังคมและการขัดเกลาทางสังคมเพื่อ การอยู่รว่ มกนั ในสังคมได้อยา่ งสันตสิ ขุ ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวัง 1.อธิบายความหมาย องค์ประกอบ และความสาคญั ของสังคมมนุษย์ 2.อธบิ ายววิ ัฒนาการของสงั คมมนุษยใ์ นเชิงเปรียบเทียบระหวา่ งกัน 3.วิเคราะหแ์ ละยกตัวอย่างโครงสร้างทางสงั คมที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความเปน็ พลวตั 4.วเิ คราะหก์ ารจัดระเบยี บทางสังคมและประโยชน์ที่มตี ่อการอยู่ร่วมกนั 5.แสดงแนวคิดเรื่องการเปลย่ี นแปลงในสังคม สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความร้เู กย่ี วกับหลกั การดาเนนิ ชวี ติ ภายใตห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณต์ ่างๆโดยประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหลกั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ความมี มรรยาทและความเปน็ พลเมอื งดี สาระการเรียนรู้ 1.โครงสรา้ งและสถาบนั ทางสังคม 2.การจัดระเบียบทางสังคม 3.การเปล่ยี นแปลงทางสังคม กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขน้ั นาเข้าสูก่ ารเรยี น (เร่อื งที่1) 1.ครเู ขียนคาวา่ สังคมดง้ั เดิม, สงั คมเกษตรกรรม, สงั คมอุตสาหกรรม, สงั คมโลกาภิวัตน์ไว้บนกระดาน 2.ครพู ูดคาจากดั ความของสังคมประเภทต่างๆแลว้ ใหน้ ักเรียนตอบว่าหมายถึงสงั คมใดเช่น -อาชีพส่วนใหญค่ ือการเกบ็ ของปา่ -อนิ เทอรเ์ นตมบี ทบาทสาคญั -การผลติ แบบยังชีพแต่มีเพ่ือการจาหน่ายบา้ ง ขนั้ สอน 3.ครูอธบิ ายเร่ืองโครงสรา้ งทางังคม 4.ครูแบ่งนักเรยี นออกเปน็ 5 กลมุ่ ให้อภปิ รายลกั ษณะและหน้าท่ีของสถาบันทางสงั คมสถาบันหนึง่ ๆ 5.ครใู หน้ กั เรียนออกมานาเสนอ

15 ข้ันนาเขา้ ส่กู ารเรยี น (เรอื่ งท่ี2) 6.ครูให้นักเรียนจดั โต๊ะเรยี นใหมใ่ หเ้ กะกะกดี ขวางทางเดิน 7.ครขู ออาสาสมคั ร 1 คนออกมาหน้าชน้ั เรียน 8.ครูออกคาสั่งให้นักเรยี นไปหยบิ ของตามมุมต่างๆของห้อง (ครเู ลอื กเสน้ ทางเดนิ ทีค่ ่อนข้างไม่สะดวก) 9.ครูใหน้ กั เรียนจดั โต๊ะกลบั ท่ีใหเ้ รียบร้อย 10.ครูใหน้ กั เรียนคนเดิมลกุ ขึ้นเดนิ ไปหยิบของอกี ครัง้ ขั้นสอน 11.ครอู ธบิ ายประโยชน์ของการทส่ี ังคมมีระเบยี บและวิธีการเราเรียกว่า การจดั ระเบียบสังคม 12.ครอู ธบายเรื่องการจัดระเบียบสังคม 13.ครใู ห้นกั เรียนทาใบงานท่ี 2.2 14.ครใู ห้นักเรียนจบั คูก่ นั ตรวจสอบคาตอบ 15.ครูเฉลยพร้อมนักเรยี นทั้งชั้น ขน้ั นาเขา้ สกู่ ารเรียน (เร่ืองที่3) 16.ครูสมุ่ เรยี กนักเรียนถามวา่ นักเรียนเห็นการเปลี่ยนแปลงสังคมด้านใดบ้าง ขน้ั สอน 17.ครใู หน้ ักเรียนจบั กลมุ่ กันกลุ่มละ 4 คน อภิปรายเร่ืองการเปลยี่ นแปลงในสังคม 18.ครใู ห้นักเรยี นออกมานาเสนอหน้าชนั้ เรียน 19.ครอู ธิบายเพม่ิ เติม 20.ครูให้นักเรยี นนาผลการอภปิ รายเขียนลงในใบงานที่ 2.3 ขั้นนาเข้าสูก่ ารเรยี น (เร่ืองท่ี 4) 21.ครเู ขียนคาว่า”ปญ๎ หาสังคม” ไวบ้ นกระดาน 22.ครูใหน้ ักเรยี นยกตวั อยา่ งปญ๎ หาสงั คมด้านต่างๆ ครูเขียนเป็นผงั มโนทัศนไ์ ว้ ข้นั สอน 24.ครูอธิบายเรื่องป๎ญหาสังคม 25.ครูอภปิ รายเรื่องปญ๎ หาสงั คมร่วมกับนักเรยี น ข้ันสรุปและประยุกต์ 26.ครใู ห้นักเรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรยี นรู้และแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ หน่วยท่ี 2 27.ครเู ฉลยพร้อมนักเรยี นทง้ั ชัน้ สอื่ และแหล่งเรียนรู้ 1.หนังสอื เรยี นวิชาทกั ษะชวี ิตและสังคม (Life Skills and Society) 2.กจิ กรรมการเรยี นการสอน

16 หลกั ฐาน 1.บนั ทึกการสอนของครู 2.ใบเชค็ รายชอื่ 3.แผนการจดั การเรียนรู้ 4.ใบงานงานในหนงั สือเรยี น การวัดผลและการประเมินผล วิธวี ัดผล 1.ประเมินผลความกา้ วหน้าของตนเอง 2.ประเมนิ ความเรยี บร้อยของใบงาน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุม่ 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ เครอ่ื งมอื วัดผล 1.แบบประเมินผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ใบงานในหนงั สือเรียน 3.สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เกณฑ์การประเมนิ ผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหนา้ ของตนเองเกณฑ์ผ่าน 50% ขึ้นไป 2.ใบงานในหนงั สอื เรียนเกณฑ์ผ่าน 50% ขึน้ ไป 3.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคลต้องไมม่ ชี ่องปรับปรงุ 4.เกณฑผ์ า่ นการสังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ คือ ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนข้นึ อยู่กบั การประเมินตามสภาพจรงิ กิจกรรมเสนอแนะ 1.ครแู บง่ กลุม่ นักเรียนออกเป็น 5 กล่มุ จัดบอรด์ หลงั ห้องเร่ืองป๎ญหาสังคมไทย โดยใหม้ ีสภาพป๎ญหา สาเหตุ และแนวทางการแก้ไข

17 บนั ทกึ หลังการสอน ข้อสรุปหลงั การสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

18 แผนการจดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการที่ 5 หนว่ ยที่ 3 รหัสวิชา 2000-1502 สอนคร้งั ท่ี 9-10 ชอ่ื หน่วย ทักษะการอยรู่ ่วมกันในสังคม จานวนชัว่ โมง 2ชวั่ โมง แนวคิด การอยูร่ ว่ มกันของมนุษย์ทาให้มนษุ ย์สามารถใชส้ ติปญ๎ ญาในการคิดและใชป้ ระโยชนส์ รา้ งสรรคส์ ิ่งประดิษฐ์ ไดอ้ ย่างกว้างขวาง และสามารถถ่ายทอดความรู้และพัฒนาสืบต่อกันเกิดเป็นวัฒนธรรมข้นึ ทักษะการอย่รู ่วมกันใน สังคมจะเกิดขึน้ จากกระบวนการขดั เกลาทางสังคม เพื่อให้สมาชิกในสังคมมพี ฤติกรรมตามท่สี งั คมตอ้ งการ มีการ สรา้ งสัมพันธภาพทีด่ ีต่อกันในระหว่างบุคคลด้วยการคานงึ ถึงความตอ้ งการข้ันพ้ืนฐานของมนษุ ยใ์ นการอยู่ร่วมกนั ใน สงั คม การสอ่ื สารทส่ี รา้ งสรรค์ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ดา้ น คอื ผสู้ ่งสาร ข้อมลู ขา่ วสาร ผรู้ บั สาร และส่อื ทใี่ ชใ้ นการ ส่ือสาร และทกั ษะการทางานรว่ มกบั ผอู้ ่นื ซ่ึงกระบวนการท้งั 4 จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและการพฒั นา บคุ ลกิ ภาพในการอยู่ร่วมกับผู้อืน่ ผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวงั 1.อธิบายกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของกลุ่มครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน กลุ่มอาชีพ ส่ือมวลชนและ สถาบนั ทางศาสนา 2.วเิ คราะห์องค์ประกอบของการสร้างสมั พนั ธภาพท่ีมีผลตอ่ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างบคุ คล 3.วเิ คราะห์กระบวนการสอ่ื สารท่สี รา้ งสรรคท์ ่มี ตี อ่ การสร้างความสมั พันธท์ ่ีดตี ่อกนั ในสังคม 4.วเิ คราะห์ทกั ษะและการฝึกฝนการอยูร่ ่วมกนั ในสงั คม สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความรเู้ กยี่ วกบั หลักการดาเนนิ ชีวิตภายใตห้ ลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอพียง 2. ตอบสนองสถานการณต์ ่างๆ โดยประยุกต์ใชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง หลกั มนุษยสัมพนั ธ์ ความมมี รรยาทและความเป็นพลเมืองดี สาระการเรียนรู้ ทกั ษะการอยู่ร่วมกันในสังคม 1.กระบวนการขัดเกลาทางสงั คมเพื่อการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ติสุข 2.การสร้างสมั พนั ธภาพในสงั คม กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ขน้ั นาเข้าสกู่ ารเรียน (เร่ืองที่1) 1.ครเู ขยี นคาวา่ “การขัดเกลาทางสงั คม” ไว้บนกระดาน 2.ครใู ห้นักเรยี นลองตอบว่าหมายถึงอะไร ข้นั สอน 3.ครอู ธบิ ายเรอ่ื งการขัดเกลาทางสงั คม 4.ครแู บ่งนักเรยี นออกเป็น 6 กลมุ่ ให้นกั เรียนอภิปรายรว่ มกันว่าสงั คมกลมุ่ ตา่ งๆเหลา่ น้มี ีกระบวนการขัด เกลาทางสงั คมอยา่ งไร -ครอบครวั -โรงเรียน -กลมุ่ เพ่ือน

19 -กลมุ่ อาชพี -สอื่ มวลชน -สถาบนั ทางศาสนา 5.ครูให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนอ และนักเรียนที่เหลอื บันทึกลงในใบงานท่ี 3.1 ขน้ั นาเขา้ สกู่ ารเรียน (เรือ่ งท่ี2) 6.ครถู ามนักเรียนว่าใครบา้ งที่สามารถอยู่ไดโ้ ดยลาพัง โดยไม่ต้องการมเี พือ่ น 7.ครูถามอกี ว่าใครบา้ งที่ต้องการมีเพื่อนมากๆ 8.ครสู มุ่ ถามวา่ การทต่ี ้องการมีเพ่ือนมากๆตอ้ งทาอยา่ งไร ขั้นสอน 11.ครูอธิบายความหมายของการสร้างสัมพนั ธภาพ 12.ครอู ธบิ ายเร่ืององค์ประกอบของการสรา้ งสมั พันธภาพและใหน้ กั เรยี นร่วมกนั อภปิ ราย 13.ครูอธิบายคุณค่าของการสรา้ งสัมพันธภาพและใหน้ ักเรียนรว่ มกนั อภิปราย 14.ครูอธบิ ายคุณลักษณะของบคุ คลในการเสริมสรา้ งสัมพนั ธภาพและใหน้ กั เรยี นร่วมกันอภปิ ราย 15.ครูแบ่งนกั เรยี นออกเปน็ 3 กลมุ่ ใหอ้ ภิปรายการสร้างสัมพนั ธภาพในระดับต่อไปนี้ -กาสร้างสัมพันธภาพท่ดี ีระหว่างบุคคล -การสร้างสัมพนั ธภาพทด่ี ใี นครอบครวั -การสรา้ งสัมพันธภาพทดี่ ีกับเพอ่ื นร่วมงาน 16.ครูใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนอผลการอภปิ ราย ขน้ั สรุปและประยกุ ต์ 17.ครูใหน้ ักเรียนจบั คูก่ ันทาใบงานที่ 3.2 18.ครูเขียนคาว่า”สัมพนั ธภาพ” ไว้บนกระดาน และสมุ่ เลือกนักเรยี นออกมาอภปิ รายทีละคู่ 19.ครูเขียนใจความสาคัญท่ีได้ หากยงั ไมค่ รบ ครูเลือกนักเรยี นมานาเสนอแนวความคดิ ต่อ 20.ครสู รปุ เพมิ่ เติม สื่อและแหล่งเรยี นรู้ 1.หนังสือเรยี นวชิ าทักษะชวี ติ และสังคม (Life Skills and Society) 2.กิจกรรมการเรียนการสอน หลกั ฐาน 1.บันทกึ การสอนของครู 2.ใบเชค็ รายชอ่ื 3.แผนการจดั การเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนงั สือเรียน การวัดผลและการประเมนิ ผล วธิ ีวัดผล 1.ประเมนิ ผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ประเมินความเรยี บรอ้ ยของใบงาน

20 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ 5.การสงั เกตและประเมินผลพฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เครือ่ งมือวัดผล 1.แบบประเมินผลความกา้ วหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนงั สือเรียน 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เกณฑก์ ารประเมินผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหนา้ ของตนเองเกณฑ์ผา่ น 50% ขน้ึ ไป 2.ใบงานในหนงั สือเรียนเกณฑ์ผ่าน 50% ข้นึ ไป 3.เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คลต้องไม่มชี อ่ งปรับปรุง 4.เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนขนึ้ อยู่กับการประเมนิ ตามสภาพจรงิ กจิ กรรมเสนอแนะ 1.ครแู บง่ กลุ่มนักเรียนออกเป็น 3 กลมุ่ ให้จัดบอร์ด ทาโบชวั รห์ รือโปสเตอรเ์ กีย่ วกบั เร่ืองการสรา้ ง สมั พนั ธภาพท่ีดรี ะหวา่ งบคุ คล ครอบครัว และเพื่อนรว่ มงาน

21 บนั ทกึ หลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

22 แผนการจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการที่ 6 หนว่ ยที่ 3 รหัสวิชา 2000-1502 สอนคร้งั ท่ี 11-12 ชอื่ หน่วย ทกั ษะการอยู่ร่วมกันในสงั คม จานวนชว่ั โมง 2ชั่วโมง แนวคดิ การอยู่ร่วมกนั ของมนุษย์ทาใหม้ นษุ ย์สามารถใชส้ ติป๎ญญาในการคิดและใชป้ ระโยชนส์ ร้างสรรค์ส่ิงประดษิ ฐ์ ไดอ้ ย่างกว้างขวาง และสามารถถ่ายทอดความรแู้ ละพฒั นาสบื ต่อกันเกดิ เป็นวฒั นธรรมขน้ึ ทกั ษะการอย่รู ่วมกนั ใน สงั คมจะเกดิ ขึน้ จากกระบวนการขดั เกลาทางสังคม เพ่ือให้สมาชกิ ในสังคมมีพฤติกรรมตามทส่ี ังคมต้องการ มีการ สรา้ งสมั พนั ธภาพทดี่ ีต่อกนั ในระหวา่ งบคุ คลดว้ ยการคานึงถึงความต้องการขน้ั พนื้ ฐานของมนษุ ย์ในการอยู่รว่ มกนั ใน สังคม การส่อื สารทีส่ รา้ งสรรค์ซึ่งมีองคป์ ระกอบ 4 ดา้ น คือ ผ้สู ง่ สาร ขอ้ มลู ข่าวสาร ผู้รบั สาร และสือ่ ที่ใช้ในการ สอื่ สาร และทักษะการทางานรว่ มกับผอู้ ืน่ ซึ่งกระบวนการทงั้ 4 จะเป็นประโยชนต์ ่อตนเองและการพัฒนา บุคลกิ ภาพในการอยู่ร่วมกบั ผู้อนื่ ผลการเรียนรทู้ ีค่ าดหวัง 1.อธิบายกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของกลุ่มครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน กลุ่มอาชีพ สื่อมวลชนและ สถาบนั ทางศาสนา 2.วิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบของการสร้างสมั พันธภาพที่มีผลต่อความสมั พนั ธ์ระหว่างบคุ คล 3.วิเคราะห์กระบวนการสือ่ สารทส่ี ร้างสรรค์ท่มี ตี อ่ การสร้างความสมั พันธ์ท่ีดตี ่อกันในสงั คม 4.วิเคราะหท์ ักษะและการฝกึ ฝนการอยูร่ ่วมกนั ในสังคม สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความรู้เก่ยี วกบั หลกั การดาเนนิ ชวี ิตภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยกุ ต์ใชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักมนษุ ยสมั พันธ์ ความมีมรรยาทและความเป็นพลเมืองดี สาระการเรยี นรู้ 3.การสอ่ื สารท่ีสรา้ งสรรค์ 4.การทางานรว่ มกับผอู้ ื่น กระบวนการจดั การเรียนรู้ ขัน้ นาเข้าสกู่ ารเรียน (เร่ืองที่1) 1.ครสู ุ่มเลือกนักเรียนออกมา 2 คน ครูมอบหมายบทความใหน้ ักเรียนออกไปอา่ นและเตรียมตัวนอกชั้น เรียน 2 นาที แลว้ ออกมาเลา่ ให้เพือ่ นฟง๎ ทีละคน 2.ครใู หน้ กั เรียนในห้องช่วยกันเลอื กวา่ สามารถรับข้อมูลจากใครไดม้ ากที่สดุ 3.ครขู ออาสาสมัครนักเรียนที่พูดคุยเก่งท่ีสุดในห้อง ให้ออกไปเตรยี มพูดเรือ่ งท่สี นุกทสี่ ุด 1 นาที จากน้ีครู เตรียมนกั เรียนในห้องว่า พอนกั เรียนคนที่ 1 พดู ใหท้ ุกคนต้ังใจฟ๎งแตพ่ อนักเรียนอีกคนพดู ใหใ้ นห้องไม่ต้องสนใจฟง๎ 4.ครใู หน้ ักเรียนออกมาเล่าเร่ือง พอเล่าจบใหน้ ักเรียนในชน้ั เปรียบเทยี บกนั ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้ันสอน 5.ครูอธบิ ายความหมายและองค์ประกอบของการสื่อสาร 6.จากขัน้ นาเข้าสู่บทเรียนครูใหน้ ักเรียนอภปิ รายเร่ืองประสิทธภิ าพของการสื่อสารท่ตี ้องขน้ึ อยู่กับ องค์ประกอบท้ัง 4 องค์ประกอบคือ ผสู้ ง่ สารม ข้อมูลขา่ วสารม ผ้รู ับสาร และสอื่ ทใี่ ช้ในการสื่อสาร

23 7.ครูใหน้ ักเรียนจับคู่กันทาใบงานที3่ .3 8.ครสู ุ่มเลือกนักเรียนให้ออกมาเฉลย และเปรียบเทียบคาตอบพร้อมกนั ทงั้ ชน้ั ข้นั นาเข้าสู่การเรียน (เรอ่ื งที่2) 9.ครูเขยี น “ T_ _ _W_ _K และใบใ้ หน้ ักเรียนฟ๎งวา่ คาน้ีเป็นคาทมี่ ีความสาคญั มากๆในการทางานกลุ่ม 10.ครใู ห้นกั เรยี นลองเดาคาตอบจนถกู ตอ้ งเปน็ คาวา่ teamwork ขน้ั สอน 11.ครูอธิบายความหมายและความสาคญั ของการทางานรว่ มกบั ผู้อื่น 12.ครูเปิดประเด็นเรื่องการทางานกลมุ่ เช่น ในหารทารายงาน การจดั บอรด์ และใหน้ ักเรยี นเสนอป๎ญหาว่า เกดิ ปญ๎ หาอะไรบา้ ง ครูนาเข้าสูก่ ารอภปิ ราย และเขยี นปญ๎ หาแต่ละข้อไว้บนกระดาน 13.ครูใหน้ กั เรียนในห้องชว่ ยกันหาข้อสรุป ขนั้ สรุปและประยุกต์ 14.ครใู หน้ กั เรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยและแบบประเมินผลการเรียนรู้ หน่วยที่ 3 15.ครเู ฉลยพร้อมนักเรยี นทั้งชั้น สือ่ และแหล่งเรียนรู้ 1.หนงั สอื เรยี นวชิ าทักษะชวี ติ และสงั คม (Life Skills and Society) 2.กิจกรรมการเรยี นการสอน หลักฐาน 1.บนั ทกึ การสอนของครู 2.ใบเชค็ รายชอื่ 3.แผนการจัดการเรียนรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรยี น การวัดผลและการประเมนิ ผล วิธวี ดั ผล 1.ประเมินผลความก้าวหนา้ ของตนเอง 2.ประเมินความเรยี บร้อยของใบงาน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ 5.การสังเกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เคร่ืองมือวัดผล 1.แบบประเมนิ ผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ใบงานในหนังสอื เรยี น 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

24 เกณฑ์การประเมนิ ผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเองเกณฑผ์ า่ น 50% ขน้ึ ไป 2.ใบงานในหนังสอื เรียนเกณฑ์ผ่าน 50% ขน้ึ ไป 3.เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คลต้องไมม่ ีช่องปรับปรุง 4.เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ขึ้นไป) 5.การสังเกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนข้ึนอยู่กบั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ กิจกรรมเสนอแนะ 1.ให้นักเรยี นเลา่ ประสบการณก์ ารสือ่ สารท่ผี ิดพลาด และให้เพือ่ นในชัน้ ช่วยกันอภปิ รายว่าเกดิ จากความ บกพร่องในองคป์ ระกอบของการสื่อสารด้านใด 2.ทาโปสเตอร์รณรงค์เร่อื ง Teamwork

25 บนั ทกึ หลังการสอน ข้อสรปุ หลงั การสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

26 แผนการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการที่ 7 หน่วยที่ 4 รหัสวชิ า 2000-1502 สอนครง้ั ท่ี 13-14 ชอื่ หน่วย หลักมนษุ ยสัมพนั ธใ์ นงานอาชพี จานวนชั่วโมง 2ชว่ั โมง แนวคิด มนษุ ยสมั พนั ธ์ หมายถงึ กระบวนการติดต่อสมั พนั ธห์ รือความผกู พนั เกี่ยวข้องระหว่างบุคคลด้วยกนั หรอื ระหวา่ งบุคคลกับกลุ่มสังคม เพือ่ ใหไ้ ด้มาซ่ึงความสัมพันธ์อันดีต่อกนั อันจะเอ้ือประโยชนต์ อ่ การดารงชีวิตหรอื การ ทางานร่วมกนั ได้อย่างมีประสิทธภิ าพและทุกฝา่ ยตา่ งมคี วามพึงพอใจต่อกันท่ีจะสรา้ งประโยชนส์ ว่ นรวมขึน้ ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวงั 1.วเิ คราะหค์ วามหมายและองค์ประกอบของมนุษยสัมพันธ์ 2.วิเคราะห์ประโยชน์ของมนุษยสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานและการประสบ ความสาเรจ็ ในชีวติ 3.ระบกุ ลวธิ ีและประโยชน์ในการสร้างมนุษยสมั พนั ธ์ทีด่ ตี ่อกนั ในสงั คม สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรเู้ กี่ยวกบั หลักการดาเนนิ ชวี ิตภายใตห้ ลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยกุ ต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลักมนษุ ยสมั พนั ธ์ ความมมี รรยาทและความเป็นพลเมืองดี สาระการเรยี นรู้ หลักมนุษยสัมพันธใ์ นงานอาชีพ 1.ความหมายของมนุษยสัมพันธ์ 2.องคป์ ระกอบของมนุษยสัมพันธ์ 3.ความเป็นมาของมนษุ ยสัมพันธ์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขนั้ นาเข้าสู่การเรียน 1.ครเู ขยี นคาวา่ REALATION ไว้บนกระดานโดยใหต้ วั อักษร เรยี งลงมาในแนวด่ิง 2.ครใู ห้นักเรยี นดหู นังสือทีห่ น้า 81 และถามวา่ ตัวอักษรแต่ละตวั มาจากคาว่าอะไร ข้ันสอน 3.ครูอธบิ ายความหมายของมนุษยสมั พนั ธ์ 4.ครแู บง่ นักเรียนออกเป็น 8 กล่มุ ให้แต่ละกล่มุ เป็นกลุ่มคาศัพท์ท่ีเปน็ คาทีข่ ยายความของคาวา่ REALATION 5.ใหน้ ักเรยี นแต่ละคนรว่ มกนั อภิปรายวา่ ความหมายของคาศพั ท์ของตนเกี่ยวข้องกับคาว่ามนษุ ยสัมพนั ธ์ อย่างไร 6.ครูสุ่มเลือกทลี ะกลุ่มเรียงลาดับอักษรในคา โดยเร่ิมจาก R E A…จนถงึ N 7.ครใู หน้ ักเรยี นกลุ่มอื่นๆฟง๎ และทาใบงานที่ 4.1ตามไปดว้ ย 8.ครูอธบิ ายเรอื่ งองค์ประกอบของมนุษยสมั พันธ์ 9.ครูให้นักเรียนรว่ มกันอภิปราย

27 10.ครอู ธิบายเรื่องความเป็นมาของมนษุ ยสังพนั ธ์ 11.ครใู ห้นกั เรียนอภปิ รายร่วมกับนกั เรียนในชัน้ พรอ้ มทั้งใหย้ กตัวอย่างเพิม่ เติม ข้ันสรปุ และประยกุ ต์ 12.ครูเขยี นคาว่า องค์ประกอบของมนษุ ย์สมั พันธ์ ภายในรูปสามเหล่ียมไวบ้ นกระดาน 13.ครสู มุ่ ถามนักเรียนเกยี่ วกับองค์ประกอบของมนุษยสมั พันธ์และเขยี นไว้ที่ปลายสามเหลี่ยมทงั้ 3 มุม ไดแ้ ก่ 1.การรจู้ กั และเขา้ ใจตนเอง 2.การรู้จักและเขา้ ใจผู้อ่ืน 3.การรู้จักและเขา้ ใจสภาพแวดล้อม สอ่ื และแหล่งเรยี นรู้ 1.หนงั สอื เรียนวชิ าทักษะชวี ิตและสังคม (Life Skills and Society) 2.กจิ กรรมการเรยี นการสอน หลกั ฐาน 1.บนั ทกึ การสอนของครู 2.ใบเชค็ รายช่อื 3.แผนการจัดการเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรียน การวดั ผลและการประเมินผล วิธวี ัดผล 1.ประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง 2.ประเมินความเรียบรอ้ ยของใบงาน 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เครื่องมือวัดผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนงั สือเรยี น 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เกณฑก์ ารประเมินผล 1.แบบประเมนิ ผลความกา้ วหน้าของตนเองเกณฑ์ผ่าน 50% ขึ้นไป 2.ใบงานในหนงั สือเรียนเกณฑผ์ า่ น 50% ขึ้นไป 3.เกณฑผ์ า่ นการสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คลต้องไม่มชี อ่ งปรับปรงุ 4.เกณฑ์ผ่านการสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ข้นึ ไป)

28 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนข้นึ อยู่กบั การประเมินตามสภาพจรงิ กิจกรรมเสนอแนะ 1.ให้นักเรยี นจดั บอร์ดมมุ ใดมุมหนึง่ ของหอ้ ง ในรูปแบบคลา้ ยกบั ใบงานที่ 4.1

29 บนั ทกึ หลังการสอน ข้อสรปุ หลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาที่พบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแกป้ ัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

30 แผนการจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการที่ 8 หนว่ ยที่ 4 รหัสวชิ า 2000-1502 สอนครัง้ ท่ี 15-16 ช่อื หน่วย หลกั มนุษยสัมพันธใ์ นงานอาชีพ จานวนช่วั โมง 2ชวั่ โมง แนวคดิ มนษุ ยสมั พนั ธ์ หมายถงึ กระบวนการตดิ ต่อสมั พันธ์หรอื ความผูกพันเกี่ยวข้องระหวา่ งบุคคลด้วยกัน หรือ ระหวา่ งบคุ คลกับกลุ่มสงั คม เพอ่ื ใหไ้ ด้มาซงึ่ ความสัมพันธ์อันดตี ่อกัน อันจะเอ้ือประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ หรือการ ทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและทุกฝา่ ยต่างมีความพงึ พอใจตอ่ กันที่จะสร้างประโยชน์สว่ นรวมข้ึน ผลการเรยี นรูท้ ค่ี าดหวัง 1.วเิ คราะห์ความหมายและองคป์ ระกอบของมนษุ ยสมั พนั ธ์ 2.วิเคราะห์ประโยชน์ของมนุษยสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานและการประสบ ความสาเรจ็ ในชวี ติ 3.ระบกุ ลวิธแี ละประโยชน์ในการสรา้ งมนษุ ยสมั พนั ธ์ทดี่ ตี ่อกันในสงั คม สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความรูเ้ กยี่ วกับหลกั การดาเนินชีวิตภายใตห้ ลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอพียง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยุกต์ใชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง หลักมนุษยสมั พนั ธ์ ความมีมรรยาทและความเปน็ พลเมืองดี สาระการเรียนรู้ 4.ประโยชนข์ องมนุษยสมั พันธ์ 5.แนวทางการสรา้ งมนุษยสัมพนั ธ์ 6.มนุษยสมั พันธใ์ นงานอาชีพ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขนั้ นาเข้าสูก่ ารเรียน (เรือ่ งที่1) 1.ครูเขียนคาว่า “ประโยชน์ของมนุษยสัมพนั ธ์” ไวบ้ นกระดาน 2.ครูสุม่ เลอื กนักเรียนให้ยกตัวอย่างประโยชนข์ องมนุษยสัมพันธ์ และเขียนเปน็ ผงั มโนทัศน์ไว้บนกระดาน 3.ครสู ุ่มเลือกนักเรียนคนต่อๆไป ขน้ั สอน 4.ครอู ธิบายประโยชน์ของมนุษยสัมพันธ์ และเขยี นผังมโนทัศนเ์ พิม่ เติมไว้ 5.ครูใหเ้ วลานักเรียน 10 นาที สัมภาษณ์เพื่อนนกั เรยี นตามใบงานท่ี 4.2 6.ครูสมุ่ เลอื กนักเรียนออกมาแสดงความคิดเหน็ ข้ันนาเข้าสกู่ ารเรยี น (เรอ่ื งท่ี2) 7.ครูเกริน่ นักเรียนว่าคาวา่ “Thailand, land of smile” เกยี่ วขอ้ งกับการทป่ี ระเทศไทยเปน็ ศูนยก์ ลางการ ทอ่ งเทยี่ วอย่างไร 8.ครุใหน้ ักเรยี นรว่ มกนั อภปิ ราย

31 ข้ันสอน 9.ครอู ธบิ ายแนวทางการสร้างมนษุ ยสัมพนั ธ์ 10.ครูใหน้ กั เรียนจบั คกู่ นั ทาใบงานท่ี 4.3 11.ครสู ุ่มเลอื กออกมาแสดงความคิดเห็น 12.ครถู ามนักเรยี นว่าการมีมนษุ ยสัมพันธใ์ นการทางานมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร 13.ครอู ธบิ ายเรื่องมนุษยสัมพันธใ์ นงานอาชพี ข้นั สรุปและประยกุ ต์ 14.ครูให้นกั เรยี นทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรียนรู้ และแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ หน่วยท่ี 4 15.ครเู ฉลยพร้อมนักเรยี นทั้งชั้น สื่อและแหล่งเรยี นรู้ 1.หนงั สือเรยี นวชิ าทกั ษะชวี ติ และสงั คม (Life Skills and Society) 2.กิจกรรมการเรยี นการสอน หลักฐาน 1.บนั ทึกการสอนของครู 2.ใบเชค็ รายช่อื 3.แผนการจัดการเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนงั สือเรยี น การวดั ผลและการประเมินผล วธิ วี ดั ผล 1.ประเมนิ ผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ประเมินความเรยี บร้อยของใบงาน 3.สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เครือ่ งมอื วัดผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหนา้ ของตนเอง 2.ใบงานในหนงั สอื เรียน 3.สงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลมุ่ 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

32 เกณฑ์การประเมินผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเองเกณฑผ์ า่ น 50% ข้นึ ไป 2.ใบงานในหนังสือเรียนเกณฑ์ผ่าน 50% ขนึ้ ไป 3.เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคลต้องไม่มีชอ่ งปรับปรุง 4.เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่มคือ ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนข้นึ อยู่กบั การประเมนิ ตามสภาพจริง กจิ กรรมเสนอแนะ 1.แบง่ กล่มุ นักเรียนออกเปน็ 10 กลุ่ม ทาโปสเตอรเ์ ทคนิคการสรา้ งมนษุ ยสัมพันธ์ ตามหนังสือหน้า 89 2.ทาปา้ ยพูดไดข้ นาด 6”x15” เกยี่ วกบั การสรา้ งมนุษยสมั พนั ธ์ เชน่ “ยม้ิ แย้มแจ่มใส ทักทายสวัสดี” หรือ “วันนค้ี ณุ ชมเชยใครแล้วหรือยัง?” เปน็ ตน้

33 บนั ทกึ หลังการสอน ขอ้ สรปุ หลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปญั หาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแกป้ ัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

34 แผนการจัดการเรยี นรแู้ บบบูรณาการที่ 9 หนว่ ยท่ี 5 รหสั วชิ า 2000-1502 สอนคร้งั ท่ี 17-18 ช่ือหน่วย หลกั ธรรมพ้นื ฐานในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันในสังคม จานวนชั่วโมง 2ชั่วโมง แนวคดิ ทุกศาสนาล้วนมีหลักธรรมท่ีมุ่งเน้นให้ศาสนกิ ชนเปน็ คนดี พัฒนาตนเอง และพฒั นาสังคมรวมทงั้ ให้แนวทาง ประพฤตปิ ฏิบตั ิเพื่อสร้างความสขุ ความเจรญิ ให้แกต่ นเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพ่อื การพัฒนาตนเองใหเ้ ป็นสมาชกิ ที่ดีของสังคม มีอยู่ในพุทธศาสนสภุ าษติ และหลกั ธรรม ได้แก่ ภาวนา 4 พละ5 อบายมุข 6 กายกรรม 3 วจกี รรม 4 และ มโนกรรม 3 อธิษฐานธรรม 4 วุฑฒธรรม 4 ปญ๎ ญา 3 คฤหัสถ์ 4 สนั โดษ 3 และโลกธรรม 4 สว่ นหลักธรรมทางพระพุทะศาสนาในการอย่รู ่วมกนั ได้แก่ อปริหานยิ ธรรม 7 เบญจศลี -เบญจธรรม สงั คหวตั ถุ 4 สปั ปุริสธรรม 7 ซง่ึ เราสามารถนามาประยุกต์ใชใ้ นการ ดาเนนิ ชีวติ ได้ ผลการเรยี นรูท้ ่คี าดหวงั 1.อภิปรายหลักธรรมของศาสนาอนื่ ๆทเี่ ป็นทกั ษะพ้ืนฐานในการดาเนนิ ชวี ติ ได้ถูกตอ้ ง 2.ตระหนักในความสาคญั ของการนาหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาที่มีต่อการพัฒนาตนเอง 3.ปฏิบัติตามหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาในการพฒั นาตนเองและสงั คม สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรเู้ ก่ยี วกบั หลกั การดาเนนิ ชีวิตภายใต้หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยกุ ต์ใชห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง หลักมนษุ ยสัมพนั ธ์ ความมีมรรยาทและความเป็นพลเมืองดี สาระการเรยี นรู้ หลกั ธรรมพืน้ ฐานในการพัฒนาตนเองและการอยู่ร่วมกนั ในสังคม 1.หลักธรรมของศาสนาอื่นท่เี ป็นทกั ษะพื้นฐานในการดาเนินชวี ิต 2.หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาเพอ่ื การพัฒนาตนเองให้เป็นสมาชกิ ทด่ี ขี องสงั คม 3.หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการอยรู่ ่วมกันในสังคมและการสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม 4.วธิ กี ารนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการแกป้ ๎ญหาชวี ิต กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขนั้ นาเข้าสู่การเรยี น (เร่ืองท่ี1) 1.ถามนักเรียนว่าในห้องมีใครนบั ถือศาสนาใดบา้ ง ครไู ลถ่ ามทลี ะศาสนาแลว้ ใหน้ ักเรียนยกมอื 2.ครูถามนักเรยี นวา่ ศาสนาแต่ละศาสนามวี ตั ถุประสงค์เชน่ ไร ขั้นสอน 3.ครอู ธบิ ายหลกั ธรรมของศาสนาในประเด็นต่างๆ 4.ครูใหน้ กั เรยี นทาใบงานที่ 5.1 5.ครใู ห้นักเรยี นจบั คู่กนั เปรียบเทียบคาตอบ 6.ครูเฉลยพรอ้ มกนั ทั้งชัน้

35 ขัน้ นาเขา้ สกู่ ารเรยี น (เร่ืองท่ี2) 7.ครูสมุ่ เลอื กนักเรยี นยกตวั อยา่ งพุทธศาสนสภุ าษติ ท่นี ักเรียนรู้จักคาแปล โดยให้ยกแตค่ าบาลี 8.ครสู มุ่ เลือกนักเรียนอีกคนใหบ้ อกคาแปล และให้ถามคนอื่นๆต่อ ทาซ้าเช่นนส้ี กั 2-3 คน ข้ันสอน 9.ครูอธบิ ายหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาตนเองใหเ้ ปน็ สมาชิกท่ดี ีของสงั คม 10.ครูแบ่งกลุ่มนักเรยี นออกเป็น 7 กลมุ่ เลอื กหลักธรรมในหน้า 112-117 อภิปรายวา่ หลักธรรมในกลุม่ ของ ตนสามารถสรา้ งประโยชนแ์ ก่ส่วนรวมได้อยา่ งไร 11.ครแู บง่ กลุ่มนกั เรียนเป็นกลุ่มละ 4 คน ใหส้ ืบคน้ พทุ ธศาสนสภุ าษิตพร้อมคาแปลที่ถูกต้องตามใบงานที่ 5.2 ให้เรว็ ท่ีสดุ กลมุ่ ใดเสร็จก่อน กลุ่มน้ันชนะ 12.ครเู รียกถามทลี ะกล่มุ ขั้นนาเข้าสู่บทเรยี น (เร่ืองที่ 3) 13.ครูเขยี นข้อความบนกระดาน “สมศรเี กยี จครา้ น สมศรีจงึ สอบตก พอสมศรขี ยันขึน้ เธอก็สอบผา่ น” 14.ครถู ามนักเรียนว่าข้อใดเป็นสภาวะทุกข์ สมทุ ัย นโิ รธ และมรรค ตามลาดับ ขั้นสอน 15.ครอู ธบิ ายวธิ ีการนาหลักะรรมทางพระพุทะศาสนามาใช้ในการแก้ปญ๎ หาชีวิต 16.ครใู ห้นักเรียนชว่ ยกันเสนอป๎ญหาชวี ติ ท่นี ักเรียนเคยประสบแล้วใหเ้ พื่อนๆในห้องช่วยกันเสนอแนว ทางการแกป้ ญ๎ หาโดยใช้หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา 17.ครใู ห้นักเรยี นประเมนิ ตนเองตามใบงานที่ 5.3 ขน้ั สรุปและประยกุ ต์ 18.ครใู หน้ กั เรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรยี นร้แู ละแบบประเมนิ ผลการเรียนรูห้ น่วยท่ี 5 19.ครูเฉลยพร้อมนักเรยี นท้ังช้นั ส่อื และแหล่งเรียนรู้ 1.หนงั สือเรยี นวชิ าทกั ษะชีวติ และสังคม (Life Skills and Society) 2.กิจกรรมการเรียนการสอน หลักฐาน 1.บันทกึ การสอนของครู 2.ใบเชค็ รายช่ือ 3.แผนการจัดการเรียนรู้ 4.ใบงานงานในหนงั สือเรียน การวัดผลและการประเมนิ ผล วธิ ีวดั ผล 1.ประเมินผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ประเมินความเรยี บร้อยของใบงาน 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล

36 4.ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุม่ 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เครอ่ื งมอื วัดผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหนา้ ของตนเอง 2.ใบงานในหนงั สือเรียน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เกณฑก์ ารประเมนิ ผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเองเกณฑผ์ ่าน 50% ข้นึ ไป 2.ใบงานในหนงั สือเรียนเกณฑผ์ า่ น 50% ข้ึนไป 3.เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คลต้องไม่มีชอ่ งปรับปรุง 4.เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกล่มุ คือ ปานกลาง (50% ข้นึ ไป) 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนข้นึ อยู่กบั การประเมินตามสภาพจริง กิจกรรมเสนอแนะ 1.แบง่ นกั เรยี นออกเปน็ 5กลุ่ม จัดบอรด์ เรื่องศาสนาหลักของโลก ไดแ้ ก่ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ และศาสนาหรือลัทธิอ่นื ๆ (สิข เต๋า ขงจอื่ ) 2.ใหน้ ักเรยี นสืบคน้ ภาพข่าวป๎ญหาสังคมไทยและใหน้ กั เรียนเลือกหลักธรรมทางพุทธมาใชแ้ กป้ ๎ญหา

37 บนั ทกึ หลังการสอน ขอ้ สรปุ หลงั การสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาที่พบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

38 แผนการจัดการเรยี นร้แู บบบูรณาการที่ 10 หนว่ ยท่ี - รหัสวชิ า 2000-1502 สอนครงั้ ท่ี 19-20 ชอ่ื หน่วย สอบกลางภาค จานวนชัว่ โมง 2ชวั่ โมง แนวคิด การสอบกลางภาคเรียนเปน็ การประเมนิ ความรู้และความเข้าใจในหนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1-5

39 บนั ทกึ หลังการสอบ ขอ้ สรุปหลงั การสอบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาท่ีพบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแกป้ ัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

40 แผนการจัดการเรยี นรู้แบบบรู ณาการท่ี 11 หน่วยท่ี 6 รหัสวิชา 2000-1502 สอนครง้ั ท่ี 21-22 ชือ่ หน่วย การพัฒนาตนสคู่ วามสาเรจ็ ในชวี ติ จานวนช่ัวโมง 2ชว่ั โมง แนวคิด การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์มเี ป้าหมายสาคญั คอื การประสบความสาเร็จในชีวิตและสามารถอยู่รว่ มกับ ผู้อน่ื ในสงั คมได้อยา่ งสันติสุข ซ่งึ ตอ้ งประกอบด้วยการเสริมสร้างความเฉลยี วฉลาดทางด้านสติปญ๎ ญา และความ ฉลาดทางอารมณ์ อันเป็นป๎จจยั สาคญั ทม่ี ีส่วนผลักดนั ให้บุคคลประสบความสาเรจ็ ในชวี ติ ได้อย่างแทจ้ ริง ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความตอ้ งการของตนเอง ความสามารถในการรจู้ ักตนเอง สามารถแกป้ ๎ญหา แสดงออกได้อย่างมีประสิทธภิ าพ และความสามารถในการ ดาเนินชีวติ อยา่ งมีความสขุ ท้งั นร้ี ากฐานในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ คอื การเข้าใจตนเอง การเข้าใจผูอ้ ืน่ การจัดการความเครยี ด การปรบั ตัว และการควบคุมอารมณ์ ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวงั 1.อธบิ ายความหมายและความสาคญั ของความฉลาดทางอารมณ์ 2.วิเคราะหอ์ งค์ประกอบของการเข้าใจตนเอง 3.วิเคราะหล์ ักษณะของกาเขา้ ใจผู้อื่น 4.ตระหนกั และสามารถบรหิ ารจดั การกับความเครียดของตนเอง สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกย่ี วกบั หลกั การดาเนินชวี ิตภายใตห้ ลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณต์ ่างๆ โดยประยกุ ต์ใช้หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง หลกั มนษุ ยสมั พันธ์ ความมมี รรยาทและความเป็นพลเมอื งดี สาระการเรียนรู้ การพัฒนาคนส่คู วามสาเร็จในชีวติ 1.ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ 2.การเขา้ ใจตนเอง 3.การเขา้ ใจผู้อน่ื 4.การบริหารจดั การกับความเครยี ด กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ขั้นนาเข้าสูก่ ารเรยี น (เรื่องที่1) 1.เขยี นคาวา่ “IQ” กบั “EQ” ไวบ้ นกระดาน 2.ครูถามนักเรยี นใครรูจ้ ักคา 2 คานีบ้ ้างและแตกตา่ งกันอย่างไร ขน้ั สอน 3.ครูอธบิ ายเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ 4.ครูชใ้ี ห้นักเรยี นเห็นความสาคัญของความฉลาดทางอารมณ์

41 ขัน้ นาเข้าส่กู ารเรยี น (เรื่องที่2) 5.ครูถามนักเรยี นว่ามีใครคดิ ว่ารู้จักตนเองดีพอใหย้ กมอื ขึน้ 6.ครเู ขียนคาไวบ้ นกระดาน 2 ฝ่๎ง คือคาวา่ “ดา้ นมดื ” และ “ด้านสว่าง” 7.ครูให้นักเรยี นยกตวั อยา่ งความรูส้ กึ ด้านมดื เช่น โกรธ หลง เกลยี ด โลภ หรอื ความรูส้ กึ ด้านสว่าง เชน่ ยนิ ดี เมตตา เปน็ ตน้ 8.ครยู กตัวอย่างความรู้สกึ นอกเหนอื จากทน่ี ักเรียนช่วยกันคดิ เชน่ มัน่ ใจ สร้างสรรค์ แล้วใหน้ ักเรยี นเลอื ก วา่ เป็นความรู้สึกดา้ นใด ขั้นสอน 9.ครอู ธิบายเรอื่ งการเข้าใจตนเอง 10.ครใู ห้นกั เรยี นทาใบงานที่ 6.1 เพ่ือสารวจตนเอง 12.ครูสารวจดดยการถามทีละข้อแลว้ ให้นักเรียนยกมอื 13.ครูอธบิ ายเร่ืองการเขา้ ใจผู้อ่นื 14.ครใู หน้ กั เรียนทาใบงานท่ี 6.2 15.ครูสุ่มเลือกนกั เรียนออกมาแสดงเหตุผล ขน้ั นาเข้าสู่บทเรียน (เรื่องที่ 3) 16.ครูถามนักเรียนว่าใครท่เี คยมีความเครยี ดบา้ งให้ยกมอื ข้ึน 17.ครูสมุ่ ถามนักเรียนวา่ เมื่อเกิดความเครียดนกั เรียนทาอย่างไร ข้นั สอน 18.ครูอธบิ ายเรื่องการบริหารจดั การความเครยี ด 19.ครใู ห้นกั เรยี นทาใบงานที่ 6.3 20.ครูส่มุ เลือกนักเรียนให้แสดงความคดิ เห็น 21.ครูถามว่ามนี ักเรยี นคนใดมีวิธกี ารทแี่ ตกตา่ งจากเพ่ือนที่เสนอมาบา้ ง ขั้นสรปุ และประยกุ ต์ 22.ครูให้นักเรียนทาคาถามท้ายหน่วยการเรียนรแู้ ละแบบประเมนิ ผลการเรียนรหู้ นว่ ยท่ี 6 23.ครเู ฉลยพร้อมนักเรยี นทั้งช้ัน สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1.หนังสอื เรยี นวชิ าทักษะชวี ิตและสงั คม (Life Skills and Society) 2.กจิ กรรมการเรยี นการสอน หลักฐาน 1.บนั ทึกการสอนของครู 2.ใบเช็ครายชอ่ื 3.แผนการจดั การเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรียน

42 การวดั ผลและการประเมนิ ผล วิธวี ดั ผล 1.ประเมินผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ประเมนิ ความเรยี บรอ้ ยของใบงาน 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ เคร่ืองมอื วดั ผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนังสือเรยี น 3.สงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คล 4.ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ 5.การสังเกตและประเมินผลพฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เกณฑ์การประเมนิ ผล 1.แบบประเมินผลความกา้ วหนา้ ของตนเองเกณฑ์ผ่าน 50% ขน้ึ ไป 2.ใบงานในหนงั สือเรียนเกณฑ์ผา่ น 50% ขึ้นไป 3.เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤติกรรมรายบคุ คลต้องไมม่ ชี ่องปรับปรุง 4.เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่มคอื ปานกลาง (50% ขึ้นไป) 5.การสงั เกตและประเมนิ ผลพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนข้ึนอยู่กบั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ กจิ กรรมเสนอแนะ 1.ครแู บ่งกลุม่ นักเรียนทาโปสเตอรว์ ิธีการจัดการความเครียด

43 บนั ทกึ หลังการสอน ขอ้ สรุปหลังการสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาที่พบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแกป้ ญั หา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

44 แผนการจดั การเรียนรูแ้ บบบรู ณาการที่ 12 หนว่ ยที่ 7 รหัสวชิ า 2000-1502 สอนคร้งั ท่ี 23-24 ชอ่ื หน่วย สังคมไทยและการเข้าสสู่ ังคมโลก จานวนช่วั โมง 2ชวั่ โมง แนวคดิ สังคมไทยในยคุ จารีตเปน็ สงั คมชนชั้นหรอื สงั คมศักดินา และสงั คมเกษตรกรรมทรี่ ับอทิ ธพิ ลทาง พระพุทธศาสนา เป็นสงั คมทีม่ กี ารเปล่ียนแปลงอย่างช้าๆ จนกระทั่งในสมยั รัชกาลท่ี 5 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ สงั คมไทยมกี ารเปลีย่ นแปลงทั้งโครงสร้างชนชั้นในสงั คม ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกลุ่มคนในสังคม และการรบั ความ เจริญทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยจี ากตะวนั ตก ในยุคประชาธปิ ไตย โครงสร้างสงั คมไทยในชว่ งแรกยังมีการ เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก แตน่ โยบายชาตนิ ิยมทางเศรษฐกจิ และสงั คม ทาใหส้ งั คมไทยมีการเปลี่ยนแปลงหลายดา้ น โดยเฉพาะมีความเปน็ ตะวนั ตกมากขึน้ และมีป๎ญหาสะสมหลายด้านซ่ึงเป็นผลมาจากการพฒั นาเศรษฐกิจทีผ่ า่ นมา ปจ๎ จุบนั สงั คมไทยกา้ วเข้าสู่สังคมผสู้ ูงอายุและประสบป๎ญหาทางดา้ นการแพร่ขยายของสง่ิ เสพตดิ และอาชญากรรม การเส่ือมถอยทางด้านคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม คนไทยก็ได้รับการ พัฒนาศักยภาพทุกช่วงวยั ไดร้ บั การคุ้มครองทางสงั คม และสวสั ดกิ ารทางสังคมเพิม่ ข้ึน ผลการเรียนร้ทู ี่คาดหวงั 1.วิเคราะห์เปรยี บเทยี บสงั คมไทยในยคุ จารตี กับสงั คมไทยยุคปฏริ ูปประเทศ 2.วิเคราะห์สงั คมไทยในยุคประชาธปิ ไตยจนถึงป๎จจุบัน 3.ตระหนักถงึ ความสาคญั และปฏิบัตติ นเข้าสู่สงั คมโลกตามแนวทางทส่ี งั คมไทยพึงประสงค์ สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรูเ้ ก่ียวกับหลักการดาเนนิ ชีวติ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณ์ต่างๆ โดยประยุกต์ใชห้ ลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง หลกั มนษุ ยสัมพันธ์ ความมีมรรยาทและความเปน็ พลเมอื งดี สาระการเรียนรู้ สงั คมไทยและการเข้าสูส่ ังคมโลก 1.สังคมไทยในยคุ จารีต 2.สงั คมไทยในยุคปฏิรูปประเทศ 3.สังคมไทยยุคประชาธิปไตย 4.สงั คมไทยยุคป๎จจบุ นั 5.ปญ๎ หาสังคมไทย แนวทางแกไ้ ขป๎ญหา และการปรบั ตัวเข้าสสู่ งั คมโลก

45 กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ข้นั นาเขา้ สู่การเรียน (เรอ่ื งท่ี1) 1.ครใู หน้ กั เรียนดูภาพในหนังสือเรยี นหน้า 153 2.ครูถามนักเรยี นวา่ ภาพนี้คือภาพอะไร (ทาส) ขัน้ สอน 3.ครอู ธิบายสภาพสังคมไทยในยคุ จารตี 4.ครูถามนักเรียนวา่ การปฏริ ูปประเทศครัง้ ใหญ่เกดิ ขน้ึ ในสมยั ใด (รัชกาลที5่ ) 5.ครอู ธบิ ายสภาพสงั คมไทยในยุคปฏริ ูปประเทศ 6.ครใู ห้นกั เรียนจบั คู่กันทาใบงานที่ 7.1 7.ครูสมุ่ ถามนักเรยี นให้แสดงความคิดเห็น ข้นั นาเข้าสู่การเรยี น (เร่ืองที่2) 8.ครูนาภาพเหตกุ ารณ์การปฏิวัตเิ ปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ใหน้ ักเรียนดู 9.ครูถามนักเรียนว่า ภาพนี้เกี่ยวขอ้ งกบั เหตุการณใ์ ด ขน้ั สอน 10.ครูอธิบายเรื่องสงั คมไทยยุคประชาธปิ ไตยในชว่ งต่างๆ -ชว่ ง พ.ศ.2475-2500 -ช่วง 2500-2516 ชว่ งขบวนการประชาธปิ ไตยของประชาชน 11.ครูใหน้ ักเรียนช่วยกันอภปิ รายป๎จจยั ทผี่ ลกั ดันสภาพสงั คมไทยในขณะนน้ั 12.ครใู ห้นกั เรยี นทาใบงานท่ี 7.2 13.ครูให้นกั เรยี นจับคู่กนั เปรียบเทียบคาตอบ ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน (เร่ืองท่ี 3) 14.ครถู ามนักเรียนว่าในยคุ ป๎จจุบันนม้ี ีความเปลยี่ นแปลงจากอดตี ด้านใดบา้ ง 15.ครเู ขยี นแนวความคิดของนักเรยี นเปน็ ผังมโนทศั น์ ขน้ั สอน 16.ครอู ธบิ ายสภาพสงั คมไทยในป๎จจุบนั 17.ครูอธิบายเร่ืองป๎ญหาสังคมไทย 18.ครใู ห้นกั เรียนช่วยกนั อภปิ รายหาแนวทางแกไ้ ข และครเู ขียนเปน็ ผังมโนทศั น์ไว้ ขั้นนาเข้าสกู่ ารเรยี น (เร่อื งที่4) 19.ครูถามนักเรยี นว่าแนวโน้มสังคมไทยและสังคมโลกจะไปในทศิ ทางใด 20.ครูถามนักเรยี นว่าหากเราไมร่ ู้จกั การปรับตวั จะเกิดอะไรข้นึ

46 ขั้นสอน 22.ครอู ธบิ ายเร่ืองการเปล่ียนแปลงในสังคมโลก 23.ครใู ห้นักเรียนชว่ ยกนั อภปิ รายแนวทางการปรบั ตวั ในอนาคต 24.อรูใหน้ ักเรียนชว่ ยกนั อภิปรายลกั ษณะสงั คมไทยที่พึงประสงค์ 25.ครูแบ่งกลุ่มนกั เรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ทาใบงานที่ 7.3 26.ครูให้อภปิ รายร่วมกันท้งั ชั้น ขนั้ สรุปและประยุกต์ 27.ครูให้นักเรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรียนรู้และแบบประเมนิ ผลการเรยี นร้หู น่วยท่ี 7 28.ครเู ฉลยพร้อมนักเรียนทัง้ ช้ัน สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1.หนังสือเรยี นวชิ าทักษะชีวิตและสังคม (Life Skills and Society) 2.กจิ กรรมการเรยี นการสอน 3.ภาพเหตุการณ์ในสงั คมไทยยุคตา่ งๆ หลกั ฐาน 1.บันทึกการสอนของครู 2.ใบเชค็ รายชอ่ื 3.แผนการจดั การเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนงั สือเรยี น การวัดผลและการประเมนิ ผล วธิ วี ดั ผล 1.ประเมนิ ผลความก้าวหน้าของตนเอง 2.ประเมินความเรยี บร้อยของใบงาน 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 4.ประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่ 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เครือ่ งมือวดั ผล 1.แบบประเมินผลความก้าวหน้าของตนเอง 2.ใบงานในหนังสอื เรยี น 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุม่ 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

47 เกณฑ์การประเมินผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหนา้ ของตนเองเกณฑ์ผ่าน 50% ขึ้นไป 2.ใบงานในหนงั สือเรียนเกณฑผ์ ่าน 50% ขึ้นไป 3.เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤติกรรมรายบุคคลต้องไมม่ ีชอ่ งปรับปรุง 4.เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ข้ึนไป) 5.การสังเกตและประเมนิ ผลพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนข้ึนอยู่กบั การประเมินตามสภาพจริง กิจกรรมเสนอแนะ 1.ครูแบง่ นักเรยี นออกเป็น 4กลมุ่ จดั บอรด์ สังคมไทย -ยคุ จารตี -ยุคการปฏริ ปู ในสมยั รัชกาลที่ 5 -ยุคปฏิวตั ิเปลยี่ นแปลงการปกครอง -ยคุ ขบวนการเคลื่อนไหวทางประชาธปิ ไตย 2.ให้นกั เรียนทาแบบสารวจสภาพป๎ญหาสังคมทท่ี ้องถนิ่ ของนกั เรียนประสบอยู่ และใหเ้ ขยี นแนวทางแก้ไข 3.สมั ภาษณผ์ ู้อาวโุ สหรอื ผูส้ งู อายุในสงั คมไทยประเด็นตา่ งๆวา่ มีการเปล่ยี นแปลงจากอดีตมากน้อยเพียงใด

48 บนั ทกึ หลังการสอน ข้อสรุปหลงั การสอน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาที่พบ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ปัญหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

49 แผนการจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการที่ 13 หน่วยที่ 8 รหัสวิชา 2000-1502 สอนคร้ังที่ 25-26 ช่อื หน่วย การเปน็ พลเมอื งดีในสงั คมไทยและสังคมโลก จานวนช่ัวโมง 2ช่ัวโมง แนวคดิ การเปน็ พลเมืองดี หมายถงึ ประชาชนทปี่ ฏบิ ัตติ ามกติกาของสงั คมอย่างมคี วามรับผิดชอบ มคี ุณธรรมและ จริยธรรมเปน็ หลกั ในการดาเนินชวี ติ มสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมและประเพณีวฒั นธรรมของชาตติ น ลกั ษณะของพลเมือง ดีจะประกอบดว้ ยคุณสมบัติพื้นฐานซ่งึ เปน็ ลักษณะทว่ั ไปของพลเมืองดที ี่ทกุ สงั คมมีความตอ้ งการและคุณลักษณะ เฉพาะของแต่ละสังคม เนื่องจากสงั คมไทยเป็นพหุสังคมหรือสงั คมท่ีมกี ารผสมผสานของชาติพนั ธ์ุ และมรี ากฐานมา จากการเกษตรกรรมและพระพทุ ธศาสนา รวมทง้ั การอยภู่ ายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มี พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ จงึ ทาให้คณุ ลักษณะเฉพาะของความเป็นพลเมืองดีในสงั คมไทยมีแนวปฏิบตั ทิ ่ี สอดคลอ้ งกับค่านยิ ม และบรรทดั ฐานทางสงั คมไทย สว่ นสังคมโลกเนน้ คณุ ลกั ษณะการเปน็ สังคมประชาธิปไตย สง่ เสริมและคุ้มครองสทิ ธมิ นุษยชน ความเสมอภาคทางเศรษฐกจิ สง่ เสริมและอนรุ กั ษ์ส่งิ แวดลอ้ ม และ ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวัง 1.วเิ คราะหค์ วามหมายและความสาคัญของพลเมืองดีที่มตี ่อตนเองและสงั คม 2.ปฏิบตั ิตนตามหลักคุณธรรมและจรยิ ธรรมของการเปน็ พลเมอื งดีในสังคมไทย 3.อภปิ รายบทบาทหน้าทข่ี องพลเมอื งดที ีม่ ตี ่อเอง สงั คม ประเทศชาติและโลก สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เก่ียวกบั หลักการดาเนนิ ชวี ิตภายใต้หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอพยี ง 2. ตอบสนองสถานการณต์ ่างๆ โดยประยกุ ต์ใช้หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลักมนษุ ยสัมพนั ธ์ ความมีมรรยาทและความเปน็ พลเมืองดี สาระการเรียนรู้ การเป็นพลเมอื งดีในสังคมไทยและสังคมโลก 1.ความหมายและความสาคัญของพลเมืองดี 2.หลักคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของการเปน็ พลเมืองดใี นสังคมไทย 3.บทบาทหนา้ ที่ของพลเมืองดี กระบวนการจัดการเรยี นรู้ ขน้ั นาเข้าสกู่ ารเรียน (เรือ่ งที่1) 1.ครูถามนักเรยี นว่าคาวา่ “คนเป็นทรพั ยากรท่มี ีค่าท่สี ดุ ของชาติ” หมายความวา่ อยา่ งไร 2.ครูสมุ่ เลอื กนักเรียนให้แสดงความคดิ เห็น ข้นั สอน 3.ครอู ธบิ ายความหมายและความสาคญั ของพลเมอื งดี 4.ครูใหน้ กั เรยี นทาใบงานที่8.2 5.ครูสุ่มถามนักเรียนทีละประเด็นและสมมตวิ า่ หากคะแนนความเป็นพลเมืองดีในอดุ มคติเตม็ 100 นกั เรยี น ไหค้ ะแนนตัวเองที่เทา่ ไร

50 ขน้ั นาเข้าสู่การเรยี น (เร่อื งที่2) 6.ครูถามนักเรยี นว่าการเปน็ พลเมอื งดีควรทจ่ี ะต้องมีคุณธรรมอะไรบา้ ง 7.ครเู ขียนคาตอบของนักเรียนไวบ้ นกระดาน ขั้นสอน 8.ครอู ธิบายหลกั คุณธรรมและจริยธรรมของการเปน็ พลเมืองดี 9.ครูให้นักเรียนชว่ ยกนั อภปิ ราย ขน้ั นาเขา้ สู่บทเรยี น (เรื่องท่ี 3) 10.ครูให้นกั เรยี นยกตวั อยา่ งบคุ คลในอดุ มคตขิ องนกั เรยี น หรอื ผทู้ ่เี ป็นแบบอย่าง (Idol) 11.ครูส่มุ เลือกนักเรียนให้แสดงเหตผุ ล ขน้ั สอน 12.ครูอธิบายบทบาทหนา้ ท่ีของพลเมืองดี 13.ครูมอบหมายใบงานท่ี 8.3 ใหน้ กั เรยี นไปทาเปน็ การบ้าน ขน้ั สรุปและประยกุ ต์ 14.ครูให้นักเรียนทาคาถามท้ายหนว่ ยการเรียนรแู้ ละแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้หน่วยท่ี 8 15.ครูเฉลยพร้อมนักเรียนทง้ั ชัน้ สือ่ และแหล่งเรียนรู้ 1.หนังสอื เรียนวชิ าทกั ษะชีวิตและสงั คม (Life Skills and Society) 2.กิจกรรมการเรยี นการสอน หลักฐาน 1.บันทกึ การสอนของครู 2.ใบเชค็ รายช่ือ 3.แผนการจดั การเรยี นรู้ 4.ใบงานงานในหนังสือเรยี น การวดั ผลและการประเมินผล วธิ ีวัดผล 1.ประเมินผลความกา้ วหนา้ ของตนเอง 2.ประเมนิ ความเรียบร้อยของใบงาน 3.สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 5.การสังเกตและประเมินผลพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ เครื่องมอื วดั ผล 1.แบบประเมนิ ผลความก้าวหนา้ ของตนเอง 2.ใบงานในหนังสือเรยี น 3.สังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 4.ประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook