Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชา การปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน ปี5

วิชา การปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน ปี5

Published by military2 student, 2022-05-17 02:53:52

Description: วิชา การปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน ปี5

Search

Read the Text Version

บทที่ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 265 การบรกิ ารแพทย์ในสนาม 1. ภารกิจ ภารกิจของการให้บริการแพทย์ ได้แก่ การอนุรักษ์ก�ำลังรบ ซึ่งจะบรรลุ ความสำ� เรจ็ ไดด้ ว้ ย การเวชกรรมปอ้ งกนั การรกั ษาพยาบาล และการสง่ กลบั ระบบการให้ บริการแพทย์จะให้การบริการแพทย์ในส่วนข้างหน้าในสนามรบให้มากท่ีสุดเท่าที่ สถานการณท์ างยทุ ธวธิ จี ะอำ� นวยให้ เพอื่ ทำ� ใหก้ ำ� ลงั พลสามารถกลบั คนื ไปปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี ได้มากท่สี ดุ โดยเรว็ ท่ีสุดเท่าท่จี ะเป็นไปได้ 2. หลักนยิ มพ้นื ฐานส�ำ หรับการบริการแพทย์ ก. วัตถุประสงค์ของการบริการแพทย์ คือ การลดอัตราการเกิดโรคและ การบาดเจบ็ ทไี่ มใ่ ชจ่ ากการรบ (Disease Non Battle Injuries; DNBI) โดยการเวชกรรมปอ้ งกนั การให้การดูแล และการรักษาพยาบาลโรคและการบาดเจ็บ การส่งกำ� ลังพลเหล่านั้น กลับคืนไปปฏิบตั ิหน้าท่ี ข. หลกั การใหญ่ ๆ ของหลกั นยิ มนี้ ได้แก่ 1) การให้รักษาพยาบาลไปยังข้างหน้าให้ไกลที่สุด รวมถึงการจัดการ อาการบาดเจบ็ ขน้ั สูง

266 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2) การคดั แยกผู้ป่วยเจบ็ ทส่ี ามารถไปปฏบิ ตั หิ น้าทแ่ี ละผู้ป่วยเจบ็ ทต่ี ้องการ ส่งกลับ 3) จดั หนว่ ยแพทยร์ ะดบั 1 และ 2 ใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานการจดั ระบบการ สนับสนนุ การแพทย์ 4) บรู ณาการหน่วยส่งกลบั ทางอากาศและพื้นดนิ เป็นมาตรฐาน 5) เพ่ิมเติมสิ่งอุปกรณ์และการท�ำงานของระบบการสนับสนุนด้วยการใช้ เทคโนโลยขี น้ั สูง 6) เป็นระบบการแพทย์ท่ใี ห้บรกิ ารอย่างต่อเนอื่ งในทกุ ระดับ 3. หลกั การพืน้ ฐานในการปฏิบัติการบริการแพทย์ ก. ความสอดคล้อง ความสอดคล้องกับแผนทางยุทธวิธีเป็นหลักการพ้ืนฐาน ท่ีมีประสิทธิภาพมากท่ีสุดในการให้การบริการแพทย์ ผู้วางแผนการให้การแพทย์จะต้อง มีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนปฏิบัติการของผู้บังคับบัญชา เพ่ือให้เกิดความมั่นใจว่า มีการให้การบริการแพทย์ท่ีพอเพียงในต�ำบลและเวลาท่ีต้องการ ข่าวกรองทางการแพทย์ จะต้องได้รับการพิจารณาในทุกข้ันตอนของการวางแผนทางการแพทย์ การวางแผนให้ การสนับสนุนทางการแพทย์ต้องมีทิศทางมุ่งไปข้างหน้า ทำ� ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดจาก ระบบการสนบั สนนุ ทางการแพทย์ ข. ความต่อเน่ือง ต้องมีความต่อเนื่องต้ังแต่ขอบหน้าพื้นที่การรบจนถึงระดับ ฐานปฏิบัติการของกองก�ำลังท่ีตั้งอยู่ภายในประเทศ โครงสร้างของหน่วยทางการแพทย์ ควรมีความอ่อนตัว สามารถปรับเปล่ียนก�ำลังได้อย่างรวดเร็วโดยโครงสร้างที่ก�ำหนดข้ึน รวมท้ังง่ายต่อการปรับเปล่ียนก�ำลังตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบการส่งกลับ ผปู้ ว่ ยเจบ็ (การบรู ณาการระหวา่ งทางอากาศและภาคพนื้ ดนิ ) เปน็ สว่ นในการเชอื่ มตอ่ ระบบ การสนับสนุนทางการแพทย์ ซ่ึงท�ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ท�ำให้เกิดความต่อเนื่อง ในการดแู ลและดำ� รงสภาพทางสรรี วทิ ยาของผู้ป่วยเจ็บ ในขณะท่ที ำ� การเคลือ่ นย้ายผู้ป่วย ระหว่างท่รี ักษาพยาบาลต่าง ๆ

ค. การควบคุม เพื่อให้เกิดความม่ันใจว่าไม่เกิดความขาดแคลนการสนับสนุน ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 267 การบริการแพทย์ อันจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการใช้และการสนับสนุนทางยุทธวิธี หน่วยบริการแพทย์จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บังคับหน่วยสายแพทย์เพียงผู้เดียว การควบคุมแบบรวมการแต่แยกการปฏิบัติ จะท�ำให้ผู้บังคับหน่วยสายแพทย์และฝ่าย อ�ำนวยการ สามารถท่จี ะปรับเปลีย่ นส่งิ อปุ กรณ์ในการสนบั สนุนทางการแพทย์ ส่งิ อุปกรณ์ เหล่านี้ สามารถท�ำการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตอบสนองต่อการเคล่ือนย้ายท่ีต้ังและปริมาณ ของผู้ป่วยเจบ็ ง. ความใกล้ชดิ 1) ทตี่ ้งั ของหน่วยทางการแพทย์ในการสนบั สนนุ การปฏบิ ตั กิ ารรบ ขึ้นอยู่กับ ก) ปจั จยั ภารกจิ ขา้ ศกึ ภมู ปิ ระเทศ กองกำ� ลงั และเวลาทมี่ อี ยู่ (METT-T) ข) ความต้องการในการท�ำให้อาการผู้ป่วยเจ็บคงท่ี ในพ้ืนท่ีท่ีห่างไกล ไปข้างหน้า ค) การรักษาพยาบาลท่ีอยู่ข้างหน้าส�ำหรับผู้ป่วยที่สามารถส่งคืนไป ปฏบิ ัติหน้าท่ไี ด้ ง) การก�ำหนดเป้าหมายส�ำหรับการส่งกลับข้างหน้า เพ่ือเป็นการลด การสญู เสยี เวลา จ) หน่วยส่งกำ� ลงั บำ� รงุ อื่น ๆ 2) ผบู้ งั คบั หนว่ ยสายแพทยแ์ ละฝา่ ยอำ� นวยการ ตอ้ งมน่ั ใจวา่ หนว่ ยสนบั สนนุ ทางการแพทย์ไม่ได้ตั้งอยู่ในพ้ืนท่ีขัดขวางการยุทธ์ หรือเป็นสาเหตุท�ำให้ข้าศึกเข้ามา แทรกแซงได้ ในทางกลบั กนั ผบู้ งั คบั หนว่ ยดำ� เนนิ กลยทุ ธ์ ตอ้ งระลกึ ถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ ไวเ้ สมอวา่ การมอบความไว้วางใจอย่างเต็มที่ให้แก่หน่วยสนับสนุนทางการแพทย์ ซ่ึงมีการก�ำหนด เป้าหมายไว้ล่วงหน้าจะช่วยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพให้แก่หน่วยสงู สดุ จ. ความอ่อนตัว รูปแบบที่เป็นมาตรฐานจะให้การสนับสนุนการบริการแพทย์ จากขอบหนา้ พน้ื ทกี่ ารรบจนถงึ เสน้ เขตหลงั ของยทุ ธบรเิ วณ ขดี ความสามารถในการปรบั เปลยี่ น อยา่ งรวดเรว็ ของการบรกิ ารแพทยไ์ ปยงั พน้ื ทท่ี ม่ี คี วามตอ้ งการมากทส่ี ดุ คอื หลกั การส�ำคญั ของระบบการบรกิ ารแพทย์

268 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั ฉ. การคลอ่ งแคลว่ ในการเคลอ่ื นท่ี ความคลอ่ งแคลว่ ในการเคลอ่ื นทข่ี องหนว่ ย สนับสนุนการบริการแพทย์ ซ่ึงเป็นหน่วยในอัตราของหน่วยด�ำเนินกลยุทธ์ ต้องได้รับ การสนับสนุนเท่าเทยี มกนั ทบ่ี ังคบั การหลกั ของหน่วยแพทย์ในยุทธบรเิ วณ กองบังคบั การ ต้องมีการประเมินค่าอย่างต่อเนื่อง รวมท้ังต้องคาดการณ์หน่วยเสนารักษ์ในระดับต่าง ๆ เรื่องการใช้ยานพาหนะ เพอ่ื ทจี่ ะสามารถให้การสนับสนนุ การรบได้ดีที่สดุ 4. การจัดให้ระบบ ระบบบรกิ ารแพทยถ์ กู ออกแบบเพอื่ ใหส้ ามารถทำ� การคดั แยกได้ และทำ� การดแู ล ทางการแพทย์ต่อก�ำลังพลท้ังหมดที่ปฏิบัติภารกิจ การบริการแพทย์ต้องพิจารณาปัจจัย ต่าง ๆ เช่น ก. ลกั ษณะของการปฏบิ ัตกิ าร รวมถงึ ความรนุ แรงของการรบ ข. ชนิดของภยั คกุ คามทตี่ ้องเผชญิ ค. ลกั ษณะภูมปิ ระเทศของพ้นื ทป่ี ฏิบัตกิ าร ง. ศักยภาพในการโจมตดี ้วย คชรน. จ. สภาพภมู อิ ากาศและความรนุ แรงของโรคท้องถน่ิ ฉ. การครองอากาศ 5. ลำ�ดับขนั้ ในการให้การบรกิ ารแพทย์ในสนาม การบรกิ ารแพทยใ์ นสนามจะดำ� เนนิ การเปน็ ระดบั ในแตล่ ะระดบั ของการใหก้ ารดแู ล จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของการให้การบริการท่ีเพิ่มเติมข้ึนจากขีดความสามารถ ของระดบั การใหบ้ รกิ ารทมี่ อี ยเู่ ดมิ ในระดบั กองพลจะประกอบดว้ ย 2 ระดบั ของการใหบ้ รกิ าร คือ การให้บริการแพทย์ในระดับหน่วยและการให้บริการแพทย์ในระดับกองพล ลำ� ดับข้ัน ของการให้การสนับสนุนทางการแพทย์ ได้แก่ หมวดเสนารักษ์/ตอนเสนารักษ์ท่ีเป็นหน่วย ในอัตราของกองพัน ในรูปแบบของการปฐมพยาบาลตอนเอง/การปฐมพยาบาลเพ่ือน ช่วยเพือ่ น ในระดบั 2 ของการให้บรกิ ารแพทย์ จะกระทำ� โดยกองร้อยเสนารกั ษ์ในระดบั น้ี จะเพม่ิ เตมิ ขดี ความสามารถในการรกั ษาพยาบาลขึน้ อกี ได้แก่

ก. การให้บรกิ ารทนั ตกรรมฉกุ เฉิน ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 269 ข. การให้บรกิ ารเอกซเรย์และห้องแลบ ค. พ้ืนทีส่ �ำหรับรบั ผู้ป่วยเจบ็ ใน ง. การเวชกรรมป้องกนั จ. การให้บรกิ ารทางด้านสขุ ภาพจิต ฉ. การจัดการสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ (ส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์, เคร่ืองมือแพทย์ และชิ้นส่วนซ่อม) 6. ความท้าทายของการใหก้ ารสนับสนุนการบรกิ ารแพทย์ เมอื่ สถานการณเ์ กดิ การเปลยี่ นแปลง ผวู้ างแผนการสนบั สนนุ การบรกิ ารแพทย์ ตอ้ งสามารถควบคมุ สถานการณม์ ากกวา่ การปฏบิ ตั ติ ามสถานการณ์ ตอ้ งทำ� การเคลอ่ื นยา้ ย หน่วยเสนารักษ์ เม่ือสถานการณ์ทางยุทธวิธีเกิดการเปลี่ยนแปลง ซ่ึงเป็นวิธีการเดียว ที่กรมแพทย์ทหารบก จะสามารถ “อนุรักษ์ก�ำลังรบ” ได้ความท้าทายของผู้วางแผน การสนบั สนนุ การบรกิ ารแพทย์ในระดับหมวดเสนารกั ษ์ รวมท้งั หน่วยอน่ื ๆ ด้วย ก. การวางแผน 1) ภารกิจ ผู้วางแผนการสนับสนุนการบริการแพทย์ต้องมีความเข้าใจ แผนทางยทุ ธวธิ ,ี การตกลงใจและเจตนารมณข์ องผบู้ งั คบั หนว่ ยดำ� เนนิ กลยทุ ธ์ การวางแผน สนับสนุนการบริการแพทย์เป็นการด�ำเนินการที่ข้ึนอยู่กับความหนาแน่นและปริมาณ ความต้องการการปฏิบัติของผู้วางแผนการสนับสนุนการบริการแพทย์จึงต้องเป็นผู้ควบคุม สถานการณ์ ไม่ใช่ผู้ปฏบิ ัตติ ามสถานการณ์ ผู้วางแผนต้องเข้าใจ ก) แต่ละหน่วยรบั การสนบั สนนุ จะกระท�ำอะไร ข) เมอ่ื ใดจึงลงมอื กระท�ำ ค) กระทำ� ทีไ่ หน ง) กระทำ� อย่างไร 2) ความต้องการผู้วางแผนการสนับสนุนการบริการแพทย์ต้องวางแผน เพอ่ื ให้ได้ตามความต้องการในเรอ่ื ง

270 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั ก) การรกั ษาพยาบาลผู้ป่วยและการรักษาเพมิ่ เตมิ ข) การส่งกลบั ค) การส่งกำ� ลงั สายแพทย์ ง) การบรกิ ารทนั ตกรรมสนาม ให้บริการท่ีกองร้อยเสนารักษ์สนบั สนุน จ) การบรกิ ารเรอ่ื งการสัตว์ ฉ) การบริการเวชกรรมป้องกัน ช) การให้คำ� ปรกึ ษาเกย่ี วกบั สุขภาพจติ ซ) การควบคมุ บังคบั บญั ชาและการสอ่ื สาร ข. การป้องกัน การป้องกันเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ถูกท่ีสุดที่ สามารถทำ� ใหผ้ บู้ งั คบั หนว่ ยสามารถดำ� รงสภาพอำ� นาจกำ� ลงั รบอยไู่ ด้ การปอ้ งกนั จะเรมิ่ ตง้ั แต่ การระวังป้องกันตนเองด้านสุขภาพและสุขอนามัยส�ำหรับก�ำลังพลแต่ละบุคคล การจัด การความเครียด อนามัยทางด้านอาหาร การดูแลสุขภาพร่างกาย การป้องกันสามารถ ทำ� ให้ดขี ้ึน โดย 1) โปรแกรมการฝกึ อบรมการปฐมพยาบาล/การพยาบาลแบบเพอื่ นชว่ ยเพอื่ น 2) การใช้นายสบิ พยาบาล 3) การประสานงานอยา่ งตอ่ เนอ่ื งระหวา่ งหนว่ ยและพลเสนารกั ษใ์ นระดบั กองพล 4) โครงการเวชกรรมป้องกนั ในกองพลอย่างทั่วถึง 5) โครงการควบคมุ ความเครยี ดจากการรบ 6) การเป็นผู้นำ� ในทกุ ระดบั ของสายการบงั คบั บัญชา 7) การปอ้ งกนั สว่ นบคุ คลหรอื โดยรวมเปน็ ความรบั ผดิ ชอบของผบู้ งั คบั บญั ชา ค. การรกั ษาพยาบาลในแนวหนา้ การรกั ษาพยาบาลในแนวหนา้ เปน็ เอกลกั ษณ์ และการรักษาพยาบาลในสนามรบสำ� หรับผู้ป่วยเจ็บท่ีใกล้ชิดท่ีสุดกับขอบหน้าพ้ืนที่การรบ เท่าท่ีสถานการณ์ทางยุทธวิธีจะเอื้ออ�ำนวย ได้แก่ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในรูปของ การรักษาพยาบาลตนเอง/การช่วยรักษาพยาบาลเพื่อน รวมทั้งการใช้นายสิบเสนารักษ์ และการบรกิ ารแพทยร์ ะดบั หนว่ ย นายสบิ เสนารกั ษจ์ ะพบในระดบั หมู่ หนว่ ยขนาดเลก็ ตอน

หรือชุดปฏิบัติการมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของการประยุกต์ใช้เครื่องมือในการ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 271 ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ด้วยการใช้ทักษะความช�ำนาญที่สูงกว่าการรักษาพยาบาลตนเอง/ การช่วยรกั ษาพยาบาลเพือ่ น อย่างไรก็ตาม หลกั การเบ้อื งต้นของการใช้นายสิบเสนารกั ษ์ ในการปฏบิ ตั ิภารกจิ คือการเป็นส่วนหน่ึงของหมู่ หน่วยขนาดเล็ก ตอนหรือชุดปฏบิ ัติการ และหน้าท่ีในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น จะขึ้นอยู่กับการได้รับความยินยอมในภารกิจ การรักษาพยาบาลในแนวหน้าจะกระท�ำให้แก่ก�ำลังพลในแนวหน้า โดยนายสิบเสนารักษ์ ทบ่ี รรจอุ ยใู่ นหมวด/กองรอ้ ยดำ� เนนิ กลยทุ ธ์ การดแู ลผปู้ ว่ ยเจบ็ อนื่ ๆ ทคี่ รอบคลมุ ถงึ มากกวา่ จะไดร้ บั การดแู ลโดยแพทย์ ทเ่ี ปน็ ขดี ความสามารถของหมเู่ สนารกั ษข์ องทพ่ี ยาบาลกองพนั ทำ� การรักษาโดยตรง ที่จะจัดการในเร่ืองการช่วยชีวิตและการฟื้นคืนชีวิตส�ำหรับผู้ป่วยเจ็บ ในสนามรบ การรกั ษาพยาบาลนกี้ ระทำ� เพอื่ ให้ผู้ได้รบั บาดเจบ็ สามารถคงสภาพการปฏบิ ตั ิ หนา้ ทขี่ องรา่ งกายไวใ้ หไ้ ด้ ซงึ่ จะไมร่ วมผทู้ ส่ี ามารถกลบั ไปปฏบิ ตั หิ นา้ ทไี่ ดอ้ กี เพอื่ ใหส้ ามารถ ท�ำการส่งกลับอย่างรวดเร็วได้ หมู่เสนารักษ์ที่พยาบาลกองพัน ก็สามารถท�ำการรักษา พยาบาลก�ำลังพลท่ีได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยให้สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าท่ีได้ดังเดิม วัตถุประสงค์หลักของการรักษาพยาบาลในระดับหน่วยคือ นายสิบเสนารักษ์ต้องสามารถ เขา้ ถงึ ผปู้ ว่ ยเจบ็ และทำ� การรกั ษาพยาบาลในขน้ั ตน้ ไดภ้ ายใน 30 นาที หลงั จากไดร้ บั บาดเจบ็ ซง่ึ การดแู ลรกั ษาพยาบาลอย่างรวดเรว็ นี้ จะมีส่วนช่วยให้ก�ำลงั พลมคี วามอยู่รอดเพมิ่ ขน้ึ ง. การส่งกลับ การส่งกลับจะเร่ิมตั้งแต่การรวบรวมก�ำลังพลท่ีได้รับบาดเจ็บ จากจุดที่ได้รับบาดเจ็บและต่อเน่ืองไปจนถึงการเคล่ือนย้ายไปแนวหลังผ่านเข้าไปในระบบ การสนบั สนนุ การบริการแพทย์ องค์ประกอบทีื่ส�ำคัญของระบบการส่งกลบั ได้แก่ การให้ การรักษาพยาบาลในระหว่างเส้นทางในพ้ืนที่ของกองพลหรือพื้นที่ท่ีได้รับการร้องขอ จะใช้รถพยาบาล และอาจได้รับความช่วยเหลือจากเครื่องมือส่งกลับทางอากาศของ กองทัพน้อย โดยปกติแล้ว การส่งกลับทางพ้ืนดินจะใช้สำ� หรับก�ำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย และได้รับบาดเจ็บจนแต่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าท่ีดังเดิมได้ ส่วนการส่งกลบั ทางอากาศจะใช้ในกรณไี ด้รบั บาดเจบ็ สาหสั ป่วยหนกั หรอื ได้รับบาดเจ็บ จนไม่สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าท่ีดังเดิมได้ (ต้องระลึกไว้เสมอว่าการส่งกลับทางอากาศ

272 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั อาจถูกห้ามใช้ในพ้ืนท่ีที่ใกล้ชิดกับเขตห้ามบินของการใช้ปฏิบัติทางอากาศประเภท อ่ืน ๆ หน้าท่ีความรับผิดชอบของคือเป็นจุดพักของการส่งกลับสายแพทย์ส�ำหรับ การสนับสนุนการบริการแพทย์ในระดับท่ีสูงกว่า ตัวอย่างเช่น หมวดเสนารักษ์รับผิดชอบ ในการส่งกลับผู้ป่วยเจ็บจากแนวหน้าของกองร้อยด�ำเนินกลยุทธ์มายังท่ีพยาบาลกองพัน กองรอ้ ยเสนารกั ษร์ บั ผดิ ชอบการสง่ กลบั จากทพี่ ยาบาลกองพนั ไปยงั พนื้ ทสี่ นบั สนนุ ของกองพล ควรมีการวางแผนในการใช้ยานพาหนะท่ีไม่ใช่รถพยาบาลเตรียมไว้เพื่อเป็นก�ำลังเสริม ในกรณที ่มี ผี ู้ป่วยเจ็บทม่ี ากเกนิ ขีดความสามารถของเครือ่ งมือส่งกลับสายแพทย์ทมี่ อี ยู่ ข้อสังเกต เป็นความรับผิดชอบของผู้บังคับหน่วย ท่ีต้องม่ันใจว่าผู้ป่วยเจ็บ ได้ถกู ส่งกลบั ไปยงั จดุ รวบรวมผู้ป่วยเจบ็ ท่ีได้จดั ต้ังขนึ้ มาแล้ว 7. การส่งก�ำ ลังสายแพทย์ในเขตสงคราม ก. การส่งก�ำลังต่อนายสิบพยาบาลกระท�ำโดยผ่านตามสายงานส่งก�ำลัง ตามปกตขิ องกองรอ้ ยดำ� เนนิ กลยทุ ธ์ นายสบิ พยาบาลจะไดร้ บั การสง่ กำ� ลงั เหมอื นกบั ทกี่ ำ� ลงั รบไดร้ บั ไดแ้ ก่ อปุ กรณก์ ารพราง ผงโรยเทา้ หรอื สงิ่ อปุ กรณใ์ นการดแู ลสขุ ภาพสว่ นตวั อนื่ ๆ ข. การส่งก�ำลังของพลเสนารักษ์ เป็นความรับผิดชอบของท่ีพยาบาลกองพัน ภารกจิ นจี้ ะกำ� กบั ดแู ลโดยกำ� ลงั พลสายแพทย์ พลเสนารกั ษจ์ ะรอ้ งขอสงิ่ อปุ กรณส์ ายแพทย์ จากท่ีพยาบาลกองพัน ซึ่งจะเป็นการร้องขออย่างไม่เป็นทางการ โดยอาจเป็นการขอด้วย วาจาหรอื การเขยี นกไ็ ด้ ความตอ้ งการจะถกู สง่ ไปยงั ทพ่ี ยาบาลกองพนั ดว้ ยเครอื่ งมอื ทม่ี อี ยู่ โดยปกตแิ ล้วจะใช้พลขบั หรือนายสบิ พยาบาลท่ีประจ�ำอยู่ในรถพยาบาล เมอ่ื เดนิ ทางกลบั ไปยังที่พยาบาลกองพันพร้อมกับผู้ป่วยเจ็บ ดังนั้นรถพยาบาลจึงเป็นท่ีขนส่งส่ิงอุปกรณ์ จากทพี่ ยาบาลกองพนั ไปยงั นายสบิ เสนารกั ษส์ นาม ระบบนจ้ี งึ เปรยี บเสมอื นวธิ กี ารแจกจา่ ย ส่งิ อุปกรณ์ ค. การสง่ กำ� ลงั สง่ิ อปุ กรณม์ ลู ฐานตอ่ กำ� ลงั ในแนวหนา้ ในกองพลหลกั เปน็ หนา้ ที่ ของกองร้อยเสนารักษ์กองพันสนับสนุนส่วนหน้า โดยไม่ข้ึนอยู่กลับโครงร่างของกองพัน สนับสนุนหลักหรือกองพันสนับสนุนส่วนหน้า ส่วนการส่งก�ำลังในท่ีพยาบาลกองพัน

เปน็ ความรบั ผดิ ชอบของกองรอ้ ยเสนารกั ษ์สนบั สนนุ ส่วนหนา้ กองพนั เสนารกั ษ์ สง่ิ อปุ กรณ์ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 273 สายแพทย์ประจ�ำกายก�ำลังพลท�ำการส่งก�ำลังแก่ท่ีพยาบาลกองพัน ณ ต�ำบลส่งก�ำลัง ของกองพันด�ำเนินกลยุทธ์ โดยขึ้นอยู่กับวิธีการแจกจ่ายส่ิงอุปกรณ์ของต�ำบลจ่ายน้ันวิธีการ แจกจ่ายและเคล่ือนย้ายสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ให้แก่กองพันดำ� เนินกลยุทธ์มักจะใช้วิธีการ เดนิ ทางไปกลบั ของยานพาหนะพยาบาล ทง้ั ทางพนื้ ดนิ และทางอากาศ ในกรณที ไ่ี มส่ ามารถ ใชก้ ารแจกจา่ ยดว้ ยวธิ นี ี้ กจ็ ะเปน็ หนา้ ทข่ี องผบู้ งั คบั หมวดเสนารกั ษข์ องกองพนั ดำ� เนนิ กลยทุ ธ์ ในการประสานงานเพอ่ื ท�ำการเคลอื่ นย้ายไปยังแนวหน้า ง. การสง่ กำ� ลงั แกก่ องรอ้ ยเสนารกั ษใ์ นทกุ กองพล กระทำ� โดยสำ� นกั งานสง่ กำ� ลงั ส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์ของกองพล ส�ำนักงานส่งก�ำลังสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ของกองพล มคี วามรบั ผดิ ชอบในการสง่ กำ� ลงั สง่ิ อปุ กรณส์ ายแพทยส์ นบั สนนุ ใหแ้ กท่ กุ หนว่ ยภายในพน้ื ที่ รับผิดชอบของกองพล ซ่ึงจะมีความแตกต่างจากการด�ำเนินการตามปกติในการให้การ สนับสนุนระหว่างกองพันส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์ และการซ่อมบ�ำรุงส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์ การร้องขอต้องได้รับการอนุมัติจากส�ำนักงานส่งก�ำลังสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ของกองพล โดยหนว่ ยรกั ษาพยาบาลของกองพลอยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการ ในการรอ้ งขออาจมาโดยการสง่ ขา่ ว มาพร้อมกับการกลับมาของยานพาหนะพยาบาล (ทางพื้นดิน หรือทางอากาศ) โดยทาง โทรศพั ทส์ นามหรอื โดยผา่ นทางขา่ ยการบงั คบั บญั ชาวทิ ยสุ อ่ื สารภายในกองพล การรอ้ งขอ สิ่งอุปกรณ์สายแพทย์จากท่ีพยาบาลกองพันและกองร้อยเสนารักษ์จะได้รับการเติมเต็ม หรอื ส่งต่อไปยงั แนวหน้าเพอ่ื ให้การสนบั สนนุ ต่อกองพันสง่ิ อุปกรณ์สายแพทย์ สายตาและ การซ่อมบ�ำรุงส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์/กองพันส่งก�ำลังสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ในยุทธบริเวณ เส้นทางของส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์จะย้อนกลับจากการเสนอความต้องการของหน่วย มากบั หลกั การเคลอื่ นยา้ ย ยานพาหนะในระบบการสง่ กลบั สายแพทยท์ ก่ี ลบั มาจากแนวหนา้ จะได้รับภารกจิ ในการขนส่งส่งิ อปุ กรณ์สายแพทย์ สำ� นักงานส่งก�ำลงั สิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ ของกองพลจะใช้ต�ำบลจ่าย ณ พน้ื ทท่ี ่รี ถพยาบาลสามารถเข้าถึงได้ง่าย

274 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั บทที่ การบริการแพทย์ระดบั หน่วยในสนาม 1. การเวชกรรมปอ้ งกัน และ สขุ าภบิ าลสนาม ก. ภัยคุกคามทางการแพทย์ ในกรณีท่ีการสุขาภิบาลและสุขอนามัย สนามไมด่ ี จะเปน็ สาเหตสุ ำ� คญั ของภยั คกุ คามทแี่ ทจ้ รงิ ตอ่ หนว่ ยทงั้ ในการฝกึ และการรบ ในความเป็นจริงจากอดีตที่เคยมีการบันทึกไว้ การเจ็บป่วยที่ไม่ใช่สาเหตุจากการรบ มีอตั ราของผู้ป่วยเจ็บทส่ี ูงกว่าท่เี กดิ จากการรบ แม้กระทง่ั ในปัจจบุ นั นี้ การระบาดของ โรคทอ้ งรว่ ง อาหารเปน็ พษิ , การถกู แมลงกดั ตอ่ ย การบาดเจบ็ ทเี่ กดิ จากสภาพแวดลอ้ ม (ความรอ้ น, ความเยน็ ) เปน็ สาเหตสุ ำ� คญั ของการสญู เสยี เวลาการฝกึ ถงึ แมว้ า่ ภยั คกุ คาม ทางการแพทยจ์ ะประกอบดว้ ยการบาดเจบ็ และการเจบ็ ปว่ ยทมี่ ตี น้ เหตมุ าจากการเจบ็ ปว่ ย หลายร้อยสาเหตุ แต่สามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลกั 6 ประเภท ได้คอื 1) การป่วยเจ็บจากความร้อน มีสาเหตุมาจากการผสมผสานจาก ความเครยี ดเนือ่ งจากความร้อนและการขาดน้�ำบริโภค 2) การเจบ็ ปว่ ยจากความเยน็ มสี าเหตจุ ากการขาดเสอ้ื ผา้ , อณุ หภมู ติ ำ�่ , ลม และความช้นื 3) โรคทีม่ าจากการถูกแมลงกดั ต่อย 4) โรคทอ้ งรว่ ง สาเหตจุ ากการดม่ื นำ้� ทไ่ี มบ่ รสิ ทุ ธ,ิ์ การรบั ประทานอาหาร ทมี่ กี ารปนเปอ้ื น จากมาตรการในเรอื่ งการเวชกรรมปอ้ งกนั สว่ นบคุ คลและหนว่ ยไมด่ เี พยี งพอ

5) โรค, การบาดเจ็บหรือการบาดเจ็บท่ีมาจากสาเหตุสภาพร่างกายหรือ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 275 จติ ใจท่ีไม่แขง็ แรง 6) การบาดเจ็บจากสภาพแวดล้อมหรือจากการปฏิบัติงานที่มีสาเหตุมา จากกา๊ ซคาร์บอนมอนอกไซด์, เสยี ง, การระเบดิ ในภาวะความดนั สงู เกนิ ไป และสารละลาย ต่าง ๆ ข. มาตรการดา้ นเวชกรรมปอ้ งกนั ผบู้ งั คบั หมวดเสนารกั ษ์ มคี วามรบั ผดิ ชอบ ในเรื่องการติดตามเฝ้าดูแลด้านสุขภาพของก�ำลังพลในกองพัน ซ่ึงจะสามารถควบคุม สถานการณ์ในเรอ่ื งน้ีได้ด้วยมาตรการด้านเวชกรรมป้องกนั ดงั น้ี 1) มนี ำ้� ในปรมิ าณทม่ี ากพอในพน้ื ทก่ี ารรบสำ� หรบั ภยั คกุ คามในการปว่ ยเจบ็ จากความร้อน ปัจจัยในการวางแผนร่วมแสดงให้เห็นได้ว่าก�ำลังพลแต่ละนายมีความ ต้องการน้ำ� 20 แกลลอนต่อวนั ระหว่างการปฏิบัติภารกิจในสภาพอากาศร้อน 2) หมัน่ ผลัดเปล่ยี นถงุ เท้าและเส้อื ผ้าให้เพียงพอ เพือ่ ป้องกนั การป่วยเจบ็ จากอากาศเยน็ จากสาเหตขุ องเสือ้ ผ้าเปียก 3) ใช้ยาทาป้องกันแมลง, การพ่นหมอกควันก�ำจัดแมลง, มุ้ง และแป้ง ปอ้ งกนั แมลงเลก็ ๆ จำ� พวกเหบ็ เหา ไร สว่ นบคุ คล ยาฆา่ แมลงและเครอ่ื งมอื ตา่ ง ๆ สำ� หรบั ชุดสุขาภิบาลสนาม รวมท้ังการใช้หน่วยเวชกรรมป้องกันในการสนับสนุนการป้องกันโรค ที่เกดิ จากพาหะนำ� โรค 4) ใช้ยาเม็ดไอโอดีนและแคลเซียมไฮโปคลอไรด์ เพื่อให้น�้ำด�ำรงสภาพ ความเป็นด่าง 5) ใหม้ รี ะบบการระบายอากาศทเ่ี พยี งพอในยานพาหนะทจี่ ำ� กดั และในพน้ื ที่ ซ่อมบ�ำรุง พื้นที่พักนอน ระบบการระบายอากาศที่ถูกต้องจะช่วยในการป้องกันพิษ จากก๊าชคาร์บอนมอนนอกไซด์ 6) มีเครื่องมอื ป้องกนั เสียงท่ีเพียงพอ 7) มเี ครอื่ งปอ้ งกนั สายตาทเี่ พยี งพอ เพอ่ื ปอ้ งกนั การบาดเจบ็ ทต่ี าจากการใช้ เครอ่ื งเลเซอร์, เครอ่ื งมือท่ใี ช้แสง และการสะท้อนของแสง

276 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั ก) มาตรการในการป้องกันส่วนบุคคล การเคลื่อนที่ท่ีรวดเร็วและ การกระจายก�ำลังกันในกองก�ำลังในการต่อสู้สมัยใหม่ ต้องการให้ก�ำลังพลแต่ละนาย ต้องมีขีดความสามารถในการป้องกนั ตนเอง จากภัยคกุ คามทางการแพทย์ การปฏบิ ัติตวั อย่างง่าย ๆ ในการป้องกันตนเอง เรียกว่า มาตรการทางเวชกรรมป้องกัน การประยุกต์ ใช้มาตรการต่าง ๆ เหล่าน้ี จะช่วยในการลดการสญู เสยี เวลาเนอ่ื งจากการบาดเจ็บที่ไม่ใช่ เกดิ จากการรบอย่างมนี ยั ส�ำคญั ดงั น้นั กำ� ลงั พลควร (1) ป้องกันตวั เองจากความร้อน โดย (ก) ดมื่ นำ้� ให้มากเพียงพอ (ข) ใช้วงรอบในการปฏิบัติงาน/พักท่ีถูกต้องตามท่ีได้รับจาก ผู้บังคับหน่วย (ค) รบั ประทานอาหารใหค้ รบทกุ ประเภท เพอ่ื ทดแทนการสญู เสยี เกลอื แร่ (ง) หลกี เลย่ี งการเสย่ี งอนั ตราย ดว้ ยการใชช้ ดุ ลกั ษณะปอ้ งกนั ตามภารกิจบังคับ (MOPP-Mission-oriented protection posture), เส้ือเกราะหรืออยู่ใน รถหุ้มเกราะ (จ) ท�ำการดัดแปลงเคร่ืองแบบตามการส่ังการ/ได้รับอนุมัติ จาก ผบ.หน่วย (2) การป้องกนั ตนเองจากความเย็น (ถ้าม)ี (ก) ดมื่ นำ้� ใหเ้ พยี งพอเพอ่ื ทดแทนการสญู เสยี ของเหลวในระหวา่ ง การฝึกนกั (ข) ใส่เคร่ืองแบบถูกต้อง หลวม ๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิของ ร่างกายให้อบอุ่น (ค) ล้างเท้าเป็นประจ�ำทุกวันและดูแลให้แห้งอยู่เสมอด้วย การเปล่ยี นถงุ เท้าหลาย ๆ ครง้ั ในแต่ละวัน (ง) ท�ำให้ร่างกายอบอุ่นโดยการออกก�ำลังร่างกายและแขนขา เมื่อมีโอกาสออกก�ำลังส่วนเท้า, มือ และใบหน้าเพ่ือเป็นการเพิ่มระบบการหมุนเวียน ของเลือด

(3) การป้องกนั ตนเองจากการถูกแมลงกดั ต่อย ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 277 (ก) ใช้เครื่องแบบเป็นเครอื่ งป้องกนั (ข) ใช้ยาทาป้องกนั แมลง (ค) รบั ประทานยาป้องกันมาลาเรีย ตามท่ีได้รบั การสง่ั ยา (ง) ใช้มุ้งและการพ่นยาฆ่าแมลงในเวลากลางคนื (จ) รักษาร่างกายและเคร่อื งแบบให้สะอาดอยู่เสมอ (4) การป้องกนั ตนเองจากโรคท้องร่วง (ก) ให้ใช้อาหาร, นำ้� ดมื่ หรอื นำ�้ แขง็ ทไี่ ด้รบั การรบั รองคณุ ภาพ จากเจ้าหน้าทก่ี ารแพทย์ท่มี ีอ�ำนาจเท่านัน้ (ข) ใชน้ ำ�้ ทไ่ี ดร้ บั การฆา่ เชอื้ เมอ่ื สามารถทำ� ได้ ในกรณที ไี่ มส่ ามารถ ทำ� ฆ่าเชอ้ื โดยการใช้ยาเมด็ ไอโอดนี คลอรนี หรอื ผงหรอื การต้ม (ค) ทำ� การล้างมอื (ง) ล้างเครอ่ื งมือในการรับประทานอาหาร (จ) ฝังขยะสิ่งปฏกิ ลู (5) การดำ� รงรกั ษาสภาพความแขง็ แรงของร่างกายและจิตใจ (ก) การออกกำ� ลงั กาย (ข) การป้องกนั การติดเชื้อของผวิ หนัง (ค) การป้องกนั โรคในช่องปาก (ง) การป้องกันการติดเช้ือของระบบสืบพันธุ์ทางเดินปัสสาวะ (ด่มื น�้ำให้มาก) (จ) อาบน้ำ� เม่ือมโี อกาส (ฉ) หลีกเล่ียงการพกั ผ่อนทไ่ี ม่เพยี งพอ (ช) เพมิ่ ความต้านทานต่อความกดดันให้มากขน้ึ (ซ) ท�ำให้มั่นใจว่ามีการระบายอากาศที่ดีพอในสภาพพื้นท่ีปิด ในการใช้อาวธุ เช่น ปืนจากภายในรถยานเกราะ

278 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั (6) สวมใส่เครื่องป้องกันเสียง เมื่ออยู่ในพื้นที่ท่ีเป็นแหล่งที่มาของ เสยี งยานพาหนะทางยทุ ธวธิ ี และอาวุธปืนทกุ ขนาด (7) สวมใสเ่ ครอื่ งปอ้ งกนั สายตา เมอ่ื อยกู่ บั แหลง่ ทมี่ าของการบาดเจบ็ เช่น เลเซอร์ ข) ชดุ สขุ าภบิ าลสนาม ชดุ สขุ าภบิ าลสนามจะไดร้ บั การฝกึ อบรมเปน็ พเิ ศษ ในเรอื่ งน�ำ้ , สุขอนามัยอาหาร, การกำ� จดั สง่ิ ปฏิกลู , การจดั การพาหะนำ� โรค, การบาดเจ็บ จากส่ิงแวดล้อม และอันตรายจากสารเคมีที่ไม่ใช่ คชรน. ชุดสุขาภิบาลสนามปฏิบัติงาน เป็นผู้ช่วยของผู้บังคับหน่วยในการดูแลด้านสุขภาพในกองร้อย ในการตรวจสอบตามปกติ ชุดสุขาภิบาลสนามต้องม่ันใจว่าจะต้องด�ำรงรักษามาตรฐานทางด้านสุขอนามัยได้ ตลอดเวลา และมาตรการด้านเวชกรรมป้องกนั ต้องได้รบั การปฏบิ ตั ติ ารางจะเป็นประโยชน์ ในการช่วยแสดงการปฏบิ ตั ิต่าง ๆ ที่เป็นนยั ส�ำคัญด้านเวชกรรมป้องกนั 2. การจดั ตงั้ ทพี่ ยาบาลกองพัน/ท่ีพยาบาลกองรอ้ ย ก. การเลอื กทต่ี ง้ั กอ่ นทจ่ี ะมกี ารวางกำ� ลงั จะตอ้ งมกี ารกำ� หนดทตี่ ง้ั ทพ่ี ยาบาล กองพันขั้นต้นก่อน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการเตรียมท่ีพยาบาลกองพันในอนาคตไว้ เพอื่ ใชเ้ มอ่ื การปฏบิ ตั คิ บื หนา้ การเลอื กทตี่ ง้ั ตอ้ งกระทำ� ใหส้ ำ� เรจ็ ในหว้ งเวลาการลาดตระเวน บนแผนท่ี ดว้ ยการประสานกบั ฝา่ ยอำ� นวยการอน่ื ๆ รวมทงั้ แจง้ ใหท้ ราบไวใ้ นคำ� สง่ั ยทุ ธการ ของกองพนั และในแผ่นบรวิ าร บรกิ ารทางการแพทย์ ปัจจยั ท่ตี ้องพิจารณาในการเลอื กที่ ตั้งที่พยาบาลกองพนั รวมถงึ 1) การก�ำบังและการซ่อนพราง พื้นที่ท่ีถูกเลือกควรจะมีการก�ำบังและ การซ่อนพรางที่ดี ขัดขวางภารกิจหรือการติดต่อสื่อสาร มีการกำ� บังทางด้านบนเพ่ือเป็น การป้องกนั การปนเปื้อน โจมตที างเคมแี ละชีวภาพ 2) การเข้าถงึ ทต่ี ั้งควรมเี ส้นทางในการเข้าถึงท่ตี ้งั และเส้นทางการส่งกลับ พอเพยี ง 3) พ้ืนท่ีว่าง ที่ต้ังควรมีพื้นที่ว่างเพียงพอให้หน่วยสามารถปฏิบัติภารกิจ และสามารถนำ� ผู้ป่วยเจบ็ , สง่ิ อปุ กรณ์ และเครอื่ งมอื ขึน้ - ลงได้อย่างรวดเรว็ ข้ึน

4) การระบายน�้ำ ท่ีตั้งควรมีการระบายน�้ำที่ดีในห้วงท่ีสภาพภูมิอากาศ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 279 มคี วามรนุ แรง 5) พื้นที่ชะล้างการปนเปื้อน พื้นท่ีควรมีขนาดกว้างขวางพอเพียง เพ่ือท่ี จะสามารถพน้ื ท่สี �ำหรบั ชะล้างการปนเปื้อนผู้ป่วยเจบ็ เมื่อได้รบั การร้องขอ 6) พื้นท่สี ่งลง กำ� หนดพื้นทสี่ ำ� หรบั เป็นพ้ืนที่ส่งลงของเฮลคิ อปเตอร์ 7) การรกั ษาความปลอดภยั ทตี่ งั้ ควรมคี วามปลอดภยั และสามารถปอ้ งกนั ตนเองได้ 8) การติดต่อส่ือสาร เมื่อพิจารณาปัจจัยท้ังหมดในการเลือกท่ีต้ังแล้ว ต้องจ�ำไว้ว่าภูมปิ ระเทศสามารถจะกีดขวางระบบการติดต่อสื่อสารในระบบวิทยุ FM ได้ หมายเหตุ ถ้าที่พยาบาลกองพันอยู่ร่วมกันกับขบวนสัมภาระรบหรือในกรณี ที่ฝ่ายอ�ำนวย เป็นผู้เลือกที่ต้ังท่ีพยาบาลกองพัน ผู้บังคับหมวดเสนารักษ์จะต้องม่ันใจว่า ปัจจัยต่างการพจิ ารณาแล้ว ข. การจัดต้ังท่ีพยาบาลกองพัน เม่ือส่วนประกอบของที่พยาบาลกองพัน ไปถงึ ยงั พน้ื ท่ปี ฏบิ ตั กิ าร สงิ่ ท่ตี ้องปฏบิ ัติ ได้แก่ 1) ก�ำลังส่วนล่วงหน้าได้เข้าไปในพื้นท่แี ละพนื้ ทีม่ คี วามปลอดภยั แล้ว 2) เคลื่อนย้ายยานพาหนะที่พยาบาลกองพันเข้าประจ�ำต�ำแหน่งท่ีก�ำหนด (มกี ารกำ� บงั ซ่อนพราง ถ้าเป็นไปได้) 3) ในกรณีทจ่ี �ำเป็น จัดตั้งการระวังป้องกนั รอบตวั 4) จัดเตรียมสิ่งอุปกรณ์และเครื่องมือให้พร้อมส�ำหรับการให้การรักษา พยาบาลเปิดท้าย 5) จัดตง้ั สนาม ฮ. และเคร่ืองมอื สนับสนนุ การดูแลผู้ป่วยเจบ็ 6) รายงานใหท้ บี่ งั คบั การหลกั , ทบ่ี งั คบั การขบวนสมั ภาระรบ และกองรอ้ ย เสนารกั ษ์สนบั สนุนส่วนหน้า ให้ทราบว่าท่ีพยาบาลกองพนั พร้อมปฏบิ ัตภิ ารกจิ 7) ตรวจสอบวทิ ยกุ ับนายสบิ พยาบาลอาวโุ สของแต่ละกองร้อย 8) ท�ำการตั้ง/ขยายเตน็ ท์ 9) คลมุ ตาข่ายพราง

280 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 10) พลขบั ท�ำการตรวจสอบยานพาหนะหลังการใช้ 11) เสรจ็ สน้ิ ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยในการเตรยี มการรบั ผปู้ ว่ ยเจบ็ , การจดั ผลดั พกั / ทำ� งาน เพอ่ื ให้มนั่ ใจว่าการตดิ ต่อทางวิทยมุ ีการตดิ ตามอย่างต่อเน่อื ง ค. การจัดตั้งที่พยาบาลกองร้อย เมื่อจัดต้ังที่พยาบาลกองร้อย ส่ิงท่ีต้อง ปฏบิ ัติ คอื 1) นายสบิ พยาบาลกองร้อยยงั คงอยู่ร่วมหรอื อยู่ใกล้กบั จ่ากองร้อย เพราะ การขนส่งยงั คงอยู่กับเขา 2) ถ้าเป็นไปไดท้ พ่ี ยาบาลและยานพาหนะในการสง่ กลบั ควรตงั้ อยรู่ ว่ มกนั (นายสิบพยาบาล กองร้อยต้องไม่ใช้ยานพาหนะน้ีในการเคลื่อนย้าย) นายสิบพยาบาล กองร้อยจะต้องยงั คงอยู่กบั กองร้อย 3) เตรียมพ้นื ท่ใี นการรบั ผู้ป่วยเจบ็ 4) ถ้าเป็นไปได้ตรวจสอบวทิ ยกุ บั หมวดเสนารักษ์ 5) ท�ำการพรางเท่าท่ีจำ� เป็น 3. การรกั ษาพยาบาลและการส่งกลบั ผ้ปู ่วย ก. การบรกิ ารแพทยร์ ะดบั หน่วยเป็นการให้การบรกิ ารทางการแพทยร์ ะดบั ท่ี 1 ในเขตหนา้ ซงึ่ มคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ทจี่ ะชว่ ยลดการสญู เสยี กำ� ลงั พล ซง่ึ หากสามารถทำ� การ ปฐมพยาบาลแลว้ สามารถกลบั ไปปฏบิ ตั กิ ารรบไดอ้ กี ยอ่ มจะเปน็ การดำ� รงภารกจิ ทางยทุ ธวธิ ี ไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง ถา้ ไมป่ ฏบิ ตั กิ ารรบไดก้ ร็ บี ดำ� เนนิ การสง่ กลบั หลงั จากทไ่ี ดใ้ หก้ ารปฐมพยาบาล แล้วหน่วยให้บริการทางไปยังการแพทย์ในระดับกองพล ที่มีขีดความสามารถสูงกว่าตาม สายการส่งกลบั ที่ก�ำหนดไว้ในแผนทางการแพทย์ต่อไป ปัจจุบันมีการน�ำหลักการดูแลผู้บาดเจ็บเชิงยุทธวิธี (Tactical Combat Casualty Care) มาใช้ โดยมเี ป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) การช่วยเหลือผู้บาดเจบ็ จากการเสยี ชวี ิตท่ปี ้องกันได้ 2) ป้องกันไม่ให้มีผู้บาดเจบ็ เพิ่มเติม 3) ปฏิบตั ิภารกจิ ให้ส�ำเร็จลุล่วง

การดแู ลผู้บาดเจ็บเชงิ ยทุ ธวธิ ี (TCCC) แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน ได้แก่ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 281 ก) การดแู ลภายใต้การยิง (Care Under Fire) (1) ทำ� การยงิ โต้ตอบเมือ่ ได้รับคำ� ส่ังหรือร้องขอ (2) ผู้ป่วยเจบ็ ควรจะท�ำการยงิ โต้ตอบ ถ้าสามารถท�ำได้ (3) พยายามไม่ให้ตนเองถกู ยงิ (4) พยายามรกั ษาอาการของผู้ป่วยเจบ็ ไว้ ไม่ให้มีการบาดเจบ็ เพม่ิ เติม (5) ทำ� การห้ามเลือดทอี่ าจจะเป็นอนั ตรายถงึ ชีวติ ข) การดแู ลในพ้ืนทด่ี �ำเนินการทางยุทธวิธี (Tactical Field Care) (1) การดูแลทางเดนิ หายใจ (2) ทำ� การเปิดทางเดนิ หายใจ (3) ผู้ป่วยเจ็บหมดสติไม่มีการอุดตันของทางเดินหายใจให้ใส่ NPA จัดผู้ป่วยในท่าพกั ฟื้น (4) การหายใจ ในรายที่มีแผลทะลุช่องอกและมีภาวะหายใจล�ำบาก สนั นิษฐานว่าอาจมภี าวะ Tension pneumothorax และลดแรงดันในช่องอกโดยใช้เข็มเจาะ (5) เลือดออก : ท�ำการควบคุมเลือดออกด้วยสายยางรัดห้ามเลือด การกดลงบนบาดแผล (6) การให้สารน้ำ� ทางหลอดเลือดดำ� (7) ถ้าเสียเลือดโดยไม่มีการชอ็ ก ไม่จ�ำเป็นต้องให้ของเหลว (8) สว่ นเลอื ดออกทไ่ี มส่ ามารถควบคมุ ได้ (ในชอ่ งทอ้ ง ชอ่ งอก) ท�ำการสง่ กลับให้เร็วท่สี ุด (9) ตรวจหาบาดแผลและแต่งบาดแผลเพ่มิ เตมิ (10) ท�ำการเข้าเฝือกส่วนท่หี ักและตรวจสอบชพี จรส่วนปลาย หลังจาก ท่เี ข้าเฝือก (11) ในสนามรบไมต่ อ้ งพยายามชว่ ยชวี ติ ดว้ ยการชว่ ยฟน้ื คนื ชพี (CPR) สำ� หรบั รายทไ่ี ม่มชี พี จรไม่หายใจ ไม่มสี ัญญาณชีพท่บี ่งว่ามชี ีวติ

282 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั ค) การส่งกลบั เชิงยุทธวธิ ี (Tactical Evacuation Care) (1) การเคลอ่ื นย้ายผู้บาดเจบ็ (CASEVAC) ใช้เมอ่ื เรม่ิ มกี ารจดั การผู้ป่วยเจบ็ ในข้ันเริ่มต้น เป็นการส่งผู้ป่วยเจ็บจากสนามรบมายังสถานที่ให้การรักษาพยาบาล โดย ไม่มีการใช้ส่งิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ (2) การส่งกลบั ทางการแพทย์ (MEDEVAC) เป็นการส่งกลับผู้ป่วยเจบ็ จาก สถานทแ่ี หง่ หนงึ่ ไปยงั อกี แหง่ มเี จา้ หนา้ ทแี่ ละอปุ กรณท์ างการแพทย์ สำ� หรบั การใหก้ ารดแู ล ระหว่างทาง (3) ท�ำการดแู ลการหายใจเหมอื นกับในระยะการดูแลในพ้นื ท่ยี ุทธวธิ ี (4) ท�ำการห้ามเลอื ด ให้ใช้สายรดั ห้ามเลือด การกดบนบาดแผล (5) ให้ของเหลวเพือ่ ช่วยชวี ติ เหมือนกบั ในระยะการดแู ลในพืน้ ทีย่ ทุ ธวธิ ี (6) การติดตาม : เริ่มมีการใช้เคร่ืองมืออิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือติดตามอัตรา การเต้นของหวั ใจ ความดนั โลหิต และภาวะความเข้มข้นของออกซเิ จน (7) ตรวจหาการบาดเจบ็ เพม่ิ เตมิ ตรวจแผล แตง่ แผล เขา้ เฝอื ก ใหย้ าแกป้ วด ให้ยาปฏชิ ีวนะ ข. การดแู ลของผชู้ ่วยชวี ติ จากการรบ เมอ่ื มผี ปู้ ่วยเจบ็ เกดิ ขนึ้ โดยทวั่ ไปจะเปน็ การปฐมพยาบาล โดยเพอ่ื นช่วยเพอ่ื น หรอื จากนายสบิ พยาบาลกองร้อยจะเข้าไปในพืน้ ท่ี ที่มีผู้ป่วยเจ็บ หรืออาจเป็นผู้ป่วยเจ็บถูกน�ำออกมาหานายสิบพยาบาล นายสิบพยาบาล จะท�ำการประเมินอาการ จัดการเกี่ยวกับการให้การดูแลผู้ป่วยเจ็บเบื้องต้น กรอกข้อมูล เบอ้ื งต้นในบนั ทกึ ทางการแพทย์ในสนาม จากนน้ั จะเป็นการร้องขอการส่งกลับหรือกลับไป ปฏบิ ตั หิ นา้ ทดี่ งั เดมิ ยานพาหนะจากตอนสง่ กลบั (โดยปกตจิ ะจดั วางไวต้ ามตำ� แหนง่ ทกี่ ำ� หนดไว้ เป็นการล่วงหน้าในพน้ื ทสี่ ่วนหน้า) ทำ� การรบั ผู้ป่วยเจบ็ และส่งกลบั ไปยงั ทพี่ ยาบาลกองพัน ค. การดูแลในที่พยาบาลกองพัน เม่ือผู้ป่วยเจ็บมาถึงยังที่พยาบาลกองพัน ในขน้ั ต้นจะถกู นำ� ไปยงั จดุ คดั แยก ซง่ึ อยู่ในพนื้ ทเี่ ดยี วกนั กบั ชดุ รกั ษาพยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ จะเป็นผ้นู ำ� การคดั แยก (ในกรณที ช่ี ดุ รกั ษาพยาบาลอยแู่ ยกกนั หรอื ในกรณที ม่ี สี ถานการณ์ ผู้ป่วยเจบ็ จ�ำนวนมากเกดิ ขน้ึ นายสิบกู้ชพี ฉกุ เฉนิ จะเป็นผู้ทำ� การคดั แยก) ผู้ป่วยเจบ็ จะถกู คัดแยกประเภทออกเป็นแบบ เร่งด่วน รอได้ เลก็ น้อย และคาดว่าจะถงึ แก่กรรม ผู้ป่วยเจ็บ

จะถูกน�ำไปยังพื้นท่ีพักคอย หรือพ้ืนท่ีรักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับประเภทของการคัดแยก ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 283 และปริมาณของผู้ป่วยเจบ็ ท้ายท่ีสดุ ผู้ป่วยเจบ็ จะได้รบั การรักษาพยาบาล และอาจถูกส่ง กลับไปยังทพ่ี ยาบาลกองพลหรือส่งคนื กลบั ไปปฏิบตั หิ น้าทด่ี ังเดิม ง. สถานการณผ์ ปู้ ว่ ยเจบ็ จำ� นวนมาก ตอ้ งระลกึ ไวเ้ สมอวา่ ประเภทของปฏบิ ตั กิ าร ท่ีต้องไปให้การสนับสนุน จะเป็นตัวประเมินค่าในการตัดสินอัตราของการป่วยเจ็บท่ีเกิด ขึ้นในความขัดแย้งที่มีความรุนแรง สถานการณ์ของผู้ป่วยเจ็บจ�ำนวนมากจะถกู พัฒนาข้ึน ขดี ความสามารถในการรกั ษาพยาบาล และการสง่ กลบั อาจจะมอี ยา่ งทว่ มทน้ เปน็ การชว่ั คราว การช่วยเหลือตัวเอง/เพื่อนช่วยเพื่อน ในการปฐมพยาบาลและการดูแลจากผู้ช่วยชีวิต ในสนามรบจะเปน็ สง่ิ จำ� เปน็ อยา่ งมาก ยานพาหนะทไี่ มใ่ ชส่ ายแพทยอ์ าจถกู นำ� มาใชใ้ นการ สง่ กลบั ผปู้ ว่ ยเจบ็ รวมทงั้ เปน็ ไปไดว้ า่ การตดั สนิ ใจนนั้ อาจรวมถงึ การสละผปู้ ว่ ยเจบ็ อยา่ งไร กต็ าม ถ้าต้องมกี ารสละผ้ปู ่วยเจบ็ พลฯ เสนารกั ษ์พร้อมกบั สงิ่ อปุ กรณ์การแพทย์จะต้องอยู่ กบั ผปู้ ว่ ยเจบ็ ในสถานการณ์ใด ๆ กต็ าม จะมกี ารแนะน�ำหลกั พน้ื ฐาน เพอ่ื ให้เกดิ ประโยชน์ สงู สุดสำ� หรบั ผู้ป่วยเจบ็ จ�ำนวนมากท่สี ดุ จ. การส่งกลบั สายแพทย์ 1) การรักษาพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุด จะข้ึนอยู่กับระบบ การสง่ กลบั สายแพทย์ทจี่ ะท�ำให้เกดิ ความตอ่ เนอื่ งในการเคลอื่ นย้ายผปู้ ่วยเจบ็ การส่งกลบั สายแพทย์เป็นกระบวนการเคล่ือนย้ายผู้ป่วยเจ็บ จากต�ำบลท่ีได้รับบาดเจ็บไปยังท่ี รกั ษาพยาบาล หรอื ระหวา่ งทรี่ กั ษาพยาบาลแตล่ ะตำ� บลในกระบวนการ กระทำ� เพอื่ ดำ� เนนิ การ รักษาพยาบาลเพ่ือให้ผู้ป่วยเจ็บมีอาการดีขึ้นก่อนจะส่งกลับไปประจ�ำการ หรือเพื่อให้ อาการคงท่ี กอ่ นทจี่ ะท�ำการสง่ กลบั ต่อไป หนา้ ทคี่ วามรบั ผดิ ชอบต่อผปู้ ว่ ยเจบ็ ในขณะทพ่ี กั คอยอยู่ในการบริการแพทย์ในระดับนี้ เพ่ือให้ผู้ป่วยเจ็บพร้อมรถพยาบาลเคลื่อนท่ีไป ข้างหน้า - รบั ผู้ป่วยเจบ็ - เคลอ่ื นท่ีไปยังท่พี ยาบาลท่ีท�ำการสนบั สนนุ ก) ชุดรถพยาบาลจากหมวดเสนารักษ์ ท�ำการส่งกลับผู้ป่วยเจ็บจาก ท่ีพยาบาลกองร้อย หรอื ต�ำบลรวบรวมผู้ป่วยเจบ็ มายงั ที่พยาบาลกองพัน ข) ตอนรถพยาบาลจากกองร้อยเสนารักษ์สนับสนุนส่วนหน้า ทำ� การ ส่งกลบั ผู้ป่วยเจบ็ จากที่พยาบาลกองพันมายังท่พี ยาบาลกองพล

284 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2) การใชร้ ถยนตพ์ ยาบาลระบบขนึ้ - ลง อาจใชใ้ นระหวา่ งทพ่ี ยาบาลกองพล ของกองรอ้ ยเสนารกั ษส์ นบั สนนุ สว่ นหนา้ และทพ่ี ยาบาลกองพนั มกี ารจดั ตง้ั ตำ� บลสบั เปลยี่ น รถพยาบาล เพอื่ ทร่ี ถพยาบาลจะสามารถเคลอ่ื นทไ่ี ปขา้ งหนา้ และเคลอ่ื นทก่ี ลบั มาสว่ นหลงั เพ่ือให้มีความต่อเนื่องในการส่งกลับไปยังพื้นท่ีส่วนหลัง ในขณะเดียวกันก็เป็นการลด จ�ำนวนเท่ียวของรถพยาบาลในการไปกลับลง ผู้ป่วยเจ็บได้รับการส่งกลับไปยังส่วนหลัง ได้รวดเรว็ กว่าเง่อื นไขทต่ี ้องการ 3) การสง่ กลบั สายแพทยท์ างอากาศในเขตหลงั ควรจะถกู ใชใ้ นขอบเขตสงู สดุ ของความเปน็ ไปไดส้ ำ� หรบั ผปู้ ว่ ยเจบ็ อาการหนกั ขน้ั ตอนในการรอ้ งขอการสง่ กลบั สายแพทย์ โดยทั่วไปการส่งกลับทางพื้นดินจะถูกใช้ส�ำหรับผู้ป่วยเจ็บท่ีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือ ผปู้ ว่ ยเจบ็ ทไี่ มส่ ามารถสง่ กลบั ทางอากาศได้ การเลอื กใชก้ ารสง่ กลบั จะพจิ ารณาจากสภาวะ ของผู้ป่วยเจบ็ , ปริมาณของอากาศยาน/ยานยนต์ท่สี ามารถใช้ได้, สถานการณ์ทางยุทธวธิ ี และสภาพภูมอิ ากาศ (METT-T ปัจจยั ) ในกรณที ีส่ ามารถใช้ได้ท้ังอากาศยานและยานยนต์ ก็จะต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ว่าผู้ป่วยเจ็บส่งกลับทางประเภทใดควรส่งกลับทางอากาศ และผู้ป่วยเจ็บประเภทใดควรส่งกลับทางพ้ืนดิน โดยท่ัวไปแพทย์ที่ท�ำการรักษาพยาบาล ผปู้ ว่ ยเจบ็ (หรอื เสนารกั ษท์ อ่ี าวโุ ส ในกรณที ำ� การแทน) จะเปน็ ผตู้ กลงใจ โดยขน้ึ อยกู่ บั สภาวะ ทางของผปู้ ว่ ย อยา่ งไรกต็ าม วตั ถปุ ระสงคก์ ค็ อื การนำ� ผปู้ ว่ ยเจบ็ สง่ ไปยงั หนว่ ยรกั ษาพยาบาล เบ้อื งต้น/รกั ษาอาการบาดเจบ็ ขน้ั สงู ภายในเวลา 30 นาที นบั จากได้รับบาดเจบ็ 4. การส่งก�ำ ลงั สายแพทย์ ก. ในสถานการณ์รบจะมีการร้องขอ สป. สาย พ. เพ่ิมเตมิ และการแจกจ่าย ท่ีส่งมาให้จะกระท�ำโดยทางสายการส่งกลับ รถยนต์พยาบาลที่ล�ำเลียงผู้ป่วยเจ็บกลับไป ข้างหลงั จะน�ำใบขอ สป. สน้ิ เปลอื ง เช่น ยา, ผ้าพันแผล ฯลฯ มายังจุดส่งกำ� ลังสายแพทย์ ของทพี่ ยาบาลกองพลทต่ี ง้ั อยู่ใกล้ และนำ� สป. ไปให้โดยรถยนต์พยาบาลของทพ่ี ยาบาล กองพลท่ไี ปรบั ผู้ป่วยเจบ็ ในเท่ยี วต่อไป จะไม่สะสมสง่ิ อปุ กรณ์ไว้เป็นจำ� นวนมาก ซึง่ จะขัด กบั ความคลอ่ งตวั แตจ่ ะคงมี สป. ใหพ้ อเพยี งทจี่ ะเพมิ่ เตมิ ใหก้ บั เจา้ หนา้ แพทยท์ ไี่ ปสนบั สนนุ หน่วยต่าง ๆ การส่ง สป. ต่าง ๆ ไปให้เจ้าหน้าท่ีดงั กล่าวจะกระทำ� โดยรถยนต์พยาบาล หรอื พวกเปลทข่ี นึ้ ไปสนบั สนุนการส่งกลบั

ข. รถยนต์พยาบาลและพวกเปล จะมสี ิง่ อุปกรณ์สายแพทย์ เช่น เปล, เฝือก, ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 285 ผา้ หม่ และสายรดั หา้ มเลอื ดไว้ เพอื่ ทดแทนสงิ่ อปุ กรณท์ ต่ี ดิ ตวั มากบั ผปู้ ว่ ยเจบ็ การแลกเปลยี่ น ส่ิงอปุ กรณ์โดยการทดแทน รายการต่อรายการน้ีเป็นส่ิงจำ� เป็นเพอ่ื หลกี เลี่ยงการขาดแคลน ส่งิ อุปกรณ์ของหน่วยแพทย์ท้งั หลายในสายการส่งกลับทางการแพทย์ ค. นอกสถานการณร์ บ สป. สายแพทยจ์ ะไดร้ บั โดยวธิ เี ดยี วกนั กบั สงิ่ อปุ กรณท์ วั่ ไป ง. หมวดเสนารักษ์มีระดับการสะสมส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์ 2 วัน 48 (ชม.) สะสมก�ำลังโดยทั่วไป การส่งก�ำลังส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์ของหมวดเสนารักษ์ กระทำ� โดย สำ� นกั งานสง่ กำ� ลงั สายแพทยก์ องพล ผา่ นทางสายสง่ กำ� ลงั หรอื การประสานงานกบั สำ� นกั งาน ควบคมุ การเคลอื่ นยา้ ย การสง่ กำ� ลงั สาย อาจผา่ นทางระบบการแจกจา่ ย ณ ตำ� บลแจกจา่ ย จ. ในสภาพแวดล้อมทางยุทธวิธีจะใช้ระบบการส่งก�ำลังสายแพทย์ฉุกเฉิน (รถพยาบาลส่งกลับ) ในสภาวะแวดล้อมนี้ส่ิงอุปกรณ์สายแพทย์จะถูกส่งมาอย่างไม่เป็น ทางการและรวดเร็วที่สุดเท่าท่ีจะท�ำได้ โดยการใช้เครื่องมือขนส่งทางการแพทย์ที่มีอยู่ หมวดเสนารักษ์อนุมัติการเสนอความต้องการต่อกองร้อยเสนารักษ์สนับสนุนส่วนหน้าท่ี ใหก้ ารสนบั สนนุ ซงึ่ จะเปน็ ผสู้ ง่ สงิ่ อปุ กรณไ์ ปยงั สว่ นหนา้ ความตอ้ งการสง่ิ อปุ กรณท์ ขี่ าดแคลน จะส่งต่อไปยงั สำ� นกั งานส่งกำ� ลงั สายแพทย์กองพล จากนน้ั ความต้องการจะถูกส่งจากคลงั ของกองพลไปยงั ผู้ร้องขอ ผ่านทางเคร่ืองมอื ท่ีรวดเร็วและง่ายทส่ี ดุ มอี ยู่ เครอื่ งบินพยาบาล จากกองทพั ภาค และรถพยาบาลทางภาคพ้นื ดนิ จากกรมสนบั สนุนกองพล เป็นการขนส่ง สิ่งอุปกรณ์สายแพทย์โดยตรงไปยังท่ีพยาบาลกองพัน การส่งก�ำลังสิ่งอุปกรณ์สายแพทย์ ของเสนารกั ษ์สนามจะกระท�ำโดยรถพยาบาลของหมวดเสนารกั ษ์ ฉ. การแลกเปลย่ี นสงิ่ อปุ กรณ์ เมอ่ื ใดกต็ ามทผ่ี ปู้ ว่ ยเจบ็ ถกู สง่ กลบั จากทพี่ ยาบาล หนง่ึ ไปยงั ทพ่ี ยาบาลแหง่ อนื่ หรอื มกี ารเคลอื่ นยา้ ยจากรถพยาบาลคนั หนงึ่ ไปยงั รถพยาบาล อกี คนั หนง่ึ สงิ่ สายแพทย์ เชน่ ถงุ สำ� หรบั เคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ว่ ยเจบ็ (ชนดิ ทใี่ ชก้ บั สภาพอากาศเยน็ ), ผา้ หม่ เปล และเฝอื กจะยงั คงอยกู่ บั ผปู้ ว่ ยเจบ็ เพอื่ เปน็ การปอ้ งกนั การสนิ้ เปลอื งของสงิ่ อปุ กรณ์ สายแพทย์และทางการแพทย์อย่างรวดเรว็ และโดยไม่มีความจำ� เป็น หน่วยท่รี บั จึงต้องท�ำ การสบั เปลย่ี นสงิ่ อปุ กรณท์ างการแพทยก์ บั หนว่ ยทสี่ ง่ สงิ่ อปุ กรณ์สายแพทยข์ องผ้ปู ่วยเจบ็ จากชาติพันธมิตร จะถูกเก็บไว้ตามระเบียบปฏิบัติประจำ� ของหน่วย และข้อตกลงร่วมกัน ของชาตพิ ันธมติ รในกรณที เ่ี หมาะสม

286 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั บทที่ การใช้อปุ กรณช์ ว่ ยชวี ิตประจ�ำกายทหาร ประกอบด้วย 1) ผ้าปฐมพยาบาลประจ�ำกาย 4 x 7 นิ้ว 1 ชน้ิ 2) สายยางรดั ห้ามเลอื ด 75 ซม. 1 ชิ้น 3) ผ้าพนั แผลแบบยดื หดได้ 4 นว้ิ 1 ชิน้ 4) ผ้าสามเหล่ยื ม 1 ชิ้น 5) ผ้าก๊อซ 4 x 4 นว้ิ 5 ช้นิ 6) ถุงมอื ขนาดใหญ่ 1 คู่ หลักท่วั ไปในการหา้ มเลอื ด 1. การห้ามเลอื ดในระหว่างการรบ (ยงั มีอนั ตรายจากการยงิ คู่ต่อสู้) 1.1 น�ำผู้บาดเจบ็ เข้าทก่ี �ำบัง 1.2 ห้ามเลอื ดเร่งด่วน โดยใช้สายยางรดั ห้ามเลือด 2. การห้ามเลอื ดในพ้นื ท่กี ารรบ (ฝ่ายตรงข้ามล่าถอยไปแล้ว) 2.1 กดลงบนบาดแผลโดยตรง โดยใช้ผ้าปฐมพยาบาลประจำ� กาย 2.2 ใช้ผ้าพันแผลแบบยดื หดได้พนั ทับให้แน่น 2.3 กดเส้นเลอื ดแดงใหญ่ทม่ี าเล้ยี งบาดแผล 2.4 ขนั ชะเนาะ หมายเหตุ ควรสวมถงุ มอื กอ่ นทกุ ครงั้ ทำ� การหา้ มเลอื ด เพอื่ ปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื เขา้ สรู่ า่ งกาย

1. การใช้สายยางรดั หา้ มเลอื ด ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 287 สามารถใช้สายยางรัดห้ามเลือดรัดลงบนเส้ือผ้าโดยไม่ต้องตัดเส้ือผ้าออก และตอ้ งผกู เงอื่ นตายใหแ้ นน่ ทส่ี ดุ ควรรดั ใหเ้ หนอื บาดแผล บรเิ วณตน้ แขนหรอื ตน้ ขาทบ่ี าดเจบ็ เนอ่ื งจากบรเิ วณตน้ แขนหรอื ตน้ ขา ประกอบดว้ ยกระดกู ชน้ิ เดยี วจงึ สามารถกดบนเสน้ เลอื ดแดง ได้ดีกว่าส่วนแขนหรือขาส่วนล่างประกอบด้วยกระดูก 2 ช้ิน ซ่ึงมีเส้นเลือดแดงและด�ำ ผ่านด้านในของกระดูก การห้ามเลือดจึงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่รัดบนข้อศอก ข้อเข่า หรือ บนกระเป๋า ซึ่งอาจจะมีสิ่งของอยู่ภายใน ท�ำให้เกิดแรงกดและได้รับบาดเจ็บมากขึ้น นอกจากนี้ยังท�ำให้การรัดห้ามเลือดไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ในกรณีท่ีเลือดไหลออก ไม่มากอาจใช้วธิ กี ดหรอื พันปิดบาดแผลเพอ่ื ห้ามเลือดแทนได้ ภาพท่ี 1 การใช้สายยางรัดห้ามเลือด

288 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั ข้ันตอนการใชส้ ายยางรัดห้ามเลือด ขัน้ ตอนที่ 1 ยืดสายยางรดั หา้ มเลือดออกใหส้ ุด ภาพที่ 2 ขัน้ ตอนท่ี 1 ยืดสายยางรดั ห้ามเลือดออกให้สดุ ขนั้ ตอนที่ 2 พนั สายยางรดั ห้ามเลอื ด 1 รอบโดยยึดให้แน่น ภาพที่ 3 ขัน้ ตอนท่ี 2 พันสายยางรัดห้ามเลือด 1 รอบโดยยดึ ให้แนน่

ข้ันตอนท่ี 3 พนั สายยางรดั ห้ามเลือด รอบท่ี 2 ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 289 ภาพที่ 4 ขั้นตอนที่ 3 พันสายยางรดั ห้ามเลือด รอบท่ี 2 ขั้นตอนท่ี 4 ผกู ดว้ ยเงอื่ นตายใหแ้ นน่ ทสี่ ดุ และใชผ้ า้ แตง่ แผลปดิ บาดแผล ภาพที่ 5 ขั้นตอนท่ี 4 ผูกด้วยเง่อื นตายให้แน่นที่สุด

290 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั ขน้ั ตอนท่ี 5 ในกรณที ใ่ี ชส้ ายยางรดั หา้ มเลอื ดเสน้ ที่ 1 รดั หา้ มเลอื ดแลว้ เลอื ดยงั ไมห่ ยุดไหล ให้ใช้สายยางรัดห้ามเลือดเส้นที่ 2 รัดเพ่ิมเติม รัดเหนือสายรัดเส้นที่ 1 หรือ หากสายยางรดั หา้ มเลอื ดเสน้ แรกรดั สงู ทส่ี ดุ แลว้ ใหร้ ดั ตอ่ จากเสน้ ที่ 1 โดยหา้ มถอดสายยาง รัดห้ามเลอื ดเส้นที่ 1 ออกเดด็ ขาด การพนั สายยางรดั ห้ามเลอื ดเส้นที่ 2 ให้ 2 รอบ เช่นกัน และใช้ผ้าแต่งแผลปิดบาดแผล ขน้ั ตอนท่ี 6 หา้ มคลายสายยางรดั หา้ มเลอื ดออกโดยเดด็ ขาด และรบี นำ� สง่ พบแพทย์โดยเรว็ ข้นั ตอนท่ี 7 ใหเ้ ขยี นตวั อกั ษร T (Tourniquet) ไวท้ หี่ นา้ ผากของผบู้ าดเจบ็ หรือบริเวณ เจ้าหน้าท่ีหรือแพทย์สามารถมองเห็นได้ง่ายด้วยปากกาหรือดิน หรือเลือด ของผู้ป่วย และควรเปิดบรเิ วณทร่ี ดั ห้ามเลอื ดให้เห็นชดั เจน ขั้นตอนที่ 8 บนั ทึกเวลารัดสายยางฯ ไวใ้ นบตั รบนั ทกึ ผปู้ ่วยเจบ็ ทุกคร้ัง ขอ้ ดี : 1. ทำ� ได้ง่ายและรวดเรว็ ได้ผลเรว็ ทสี่ ุด 2. เหมาะสมท่จี ะใช้ในช่วงเวลาที่มกี ารปะทะ ขอ้ เสีย : 1. ผู้บาดเจบ็ อาจมีความเจบ็ ปวดเพิม่ ข้นึ 2. ทำ� ใหเ้ สน้ ประสาท หลอดเลอื ดและเนอ้ื เยอ่ื หรอื อวยั วะทตี่ ำ�่ กวา่ สายยางรดั ห้ามเลอื ด หากรดั นานเกินกว่า 6 ชม. 2. วธิ ีการใชข้ ันชะเนาะแบบแสวงเคร่อื ง สามารถประกอบข้นึ จากวสั ดทุ ย่ี ืดหยุ่นมีความแขง็ แรง เช่น ผ้าก๊อซ ผ้ามสั ลนิ หรือเสอ้ื ผ้ามคี วามกว้างประมาณสองน้วิ ใช้ร่วมกบั วตั ถแุ ข็งเป็นแท่ง ขน้ั ตอนในการปฏบิ ัติการใชข้ นั ชะเนาะแบบแสวงเคร่อื ง 1. ใช้ผ้าสามเหล่ยี มท�ำเป็นผ้าคราวาท (Cravat) หรือวัสดทุ ใี่ ช้ควรมีความกว้าง ไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว ไม่ควรใช้หวาย เชือก ลวดหรือวัสดุท่ีมีขนาดเล็ก เพราะอาจบาด/ ตัดเนอ้ื ได้

ภาพที่ 6 การใชผ้ า้ สามเหล่ียมทำ� เป็นผ้าคราวาท (Cravat) ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 291 2. วางขนั ชะเนาะแบบแสวงเครอ่ื งทีบ่ ริเวณต้นแขนต้นขา 3. ผูก 1 เงอื่ น 4. วางไม้ท่จี ะใช้ในการขนั ชะเนาะลงไป 5. ผกู เงื่อนอกี หน่ึงครง้ั รอบ ๆ ไม้ท่ใี ช้ในการขนั ชะเนาะ 6. หมุนแท่งขันจนกระท่ังขันชะเนาะแบบแสวงเคร่ืองและเลือดแดงสด ๆ หยุดไหล และคลำ� ชพี จรไม่ได้ 7. ผูกยึดปลายไม้ด้วยเง่ือนตายเพ่ือไม่ให้ไม้คลายหมุนกลับ ใช้ผ้าแต่งแผล ปิดแผลน�ำส่งแพทย์โดยเรว็ ทส่ี ุด 8. บริเวณขนั ชะเนาะไม่ควรให้อะไรมาบดบังสายตาเพือ่ ให้สังเกตได้ง่าย 9. ท�ำเคร่ืองหมายตวั T (Tourniquet) บนหน้าผากผู้บาดเจ็บถ้าไม่มอี ะไรเขยี น ใช้เลือดของผู้บาดเจบ็ เขยี น 10. จดเวลาทท่ี �ำการขนั ชะเนาะ รวมไปถึงการจับชพี จรและการหายใจ 11. ควรเกบ็ และสง่ แขน/ขา/ชน้ิ สว่ นทข่ี าดไปกบั ผบู้ าดเจบ็ อยา่ ใหผ้ บู้ าดเจบ็ เหน็

292 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 3. การกดโดยตรงท่บี าดแผล วิธีการนี้เป็นวิธีท่ีได้ผลดี ถ้าเป็นแผลเล็กน้อย มีข้ันตอนการปฏิบัติคือให้ใช้น้ิว หรือผ้าสะอาดวางและกดโดยตรงบนบาดแผลจนกว่าเลือดจะหยุดไหล (ตามภาพที่ 13) เปน็ การบบี ปลายหลอดเลอื ดทฉ่ี กี ขาดใหเ้ ขา้ มาหากนั และเปน็ การอดุ หลอดเลอื ดไมใ่ หเ้ ลอื ด ไหลออกมา/ชะลอใหเ้ ลอื ดไหลชา้ เมอื่ เลอื ดออกนอกหลอดเลอื ดจะแขง็ ตวั ภายใน 3 - 5 นาที ใช้เวลาในการกดประมาณ 5 - 10 นาที เลือดจะหยุด เม่ือเลอื ดหยดุ ให้ใช้ผ้าแต่งแผลปิด/ พนั ด้วยผ้าพนั แผลแล้วรีบท�ำการส่งกลบั ทางการแพทย์ ภาพที่ 7 การกดลงบนบาดแผล ถ้าเลอื ดยงั ไหลออกอกี ใชผ้ า้ แต่งแผลอกี ผนื วางทบั บนผา้ ผนื เดมิ แล้วพนั ใหแ้ นน่ ดว้ ยผา้ พนั แผลมว้ นแบบยดื ไดโ้ ดยดงึ ใหย้ ดื พอควร แลว้ จงึ พนั ทบั ลงไปเปน็ การเพมิ่ แรงกดลง บนบาดแผลชว่ ยหา้ มเลอื ด หา้ มเปลย่ี นผา้ แตง่ แผลผนื เดมิ เพราะจะทำ� ใหล้ ม่ิ เลอื ดทแ่ี ขง็ แลว้ หลดุ ออก เลือดจะไหลออกมาอกี

ภาพท่ี 8 การใชผ้ า้ ผนื ใหมพ่ นั ซ้�ำบนผา้ ผนื เดมิ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 293 4. การใช้ผ้าแตง่ แผล ผ้าแต่งแผลเป็นผ้าสะอาดปราศจากเช้ือ ใช้ส�ำหรับปิดบาดแผลโดยตรง เพื่อห้ามเลือด ป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่บาดแผล ช่วยลดความเจ็บปวดได้และเพิ่มแรงกด ทบี่ าดแผลร่วมกบั การพนั ด้วยผ้าพนั แผล 1. ตรวจหาบาดแผล อาจตดั หรอื ฉกี เสอ้ื ผา้ บรเิ วณทม่ี บี าดแผลอยา่ งระมดั ระวงั (ด้วยกรรไกร หรือมีด) เส้ือผ้าที่ติดอยู่กับบาดแผลให้ปล่อยไว้เช่นน้ันไม่ดึงออกเพื่อป้องกัน การบาดเจ็บมากขึ้น ไม่ท�ำความสะอาดบาดแผล ไม่ถอดเสื้อผ้า ให้ใช้ผ้าพันแผลพันทับ เสื้อผ้าที่บรเิ วณแผลนั้น 2. ตรวจบาดแผลทง้ั ทางเขา้ และทางออก กอ่ นใชผ้ า้ พนั แผล ใหต้ รวจผบู้ าดเจบ็ อยา่ งระมดั ระวงั อาจมบี าดแผลมากกวา่ หนง่ึ แหง่ บาดแผลทางออกมกั จะใหญก่ วา่ บาดแผล ทางเข้า ถ้ามที ้งั บาดแผลทางเข้าและทางออก ต้องพนั แผลทั้งสองแผล ขอ้ ควรระวงั ถ้าวตั ถฝุ ังอยู่ทีแ่ ผล ไม่แตะต้องวตั ถุนนั้ ไม่ดึงออกหรอื ดนั เข้าไป ในแผล ใหพ้ นั ผา้ ทำ� แผลรอบ ๆ วตั ถุ เพอื่ พยงุ วตั ถใุ หอ้ ยกู่ บั ทแี่ ละปอ้ งกนั การบาดเจบ็ มากขน้ึ

วิธีการใชผ้ ้าแต่งแผล 1. แกะกล่องผ้าแต่งแผลออกใช้มอื ท้งั สองข้างจับหางผ้าไว้ ตามขน้ั ตอนท่ี 1 2. ถือผ้าแต่งแผลไว้เหนือแผล โดยคว่�ำด้านสีขาวเข้าหาบาดแผลไม่สัมผัส ด้านสขี าว (ฆ่าเช้อื ) และไม่ให้ด้านสขี าวสมั ผัสกับส่ิงอนื่ 3. ดงึ ผ้าพนั แผลน้นั ให้กางออก แล้วปิดลงบนบาดแผล 4. จบั ผา้ แตง่ แผลไวด้ ว้ ยมอื ขา้ งหนง่ึ เพอ่ื ใหผ้ า้ อยกู่ บั ท่ี มอื อกี ขา้ งหนง่ึ พนั หางผา้ พนั รอบ ๆ ผา้ พนั แผลประมาณครงึ่ หนงึ่ ของผา้ พนั แผลนน้ั เหลอื หางผา้ ไวย้ าวพอผกู เงอ่ื นได้ และพันหางผ้าอีกข้างทับอีกครึ่งหนึ่งของผ้าแต่งแผลท่ีเหลือให้ปิดมิดบาดแผล ควรพัน หางผ้าไปทางด้านข้างของผ้าแต่งแผล 5. ผกู หางผา้ ทง้ั สองขา้ งเปน็ เงอื่ นตายไวร้ มิ ดา้ นนอกของผา้ พนั แผล อยา่ ! ผกู เงอื่ น ไว้บนแผล เพ่ือให้เลือดไปเล้ียงขาที่บาดเจ็บในส่วนท่ียังดีอยู่ ผูกผ้าพันแผลให้แน่น พอทจ่ี ะไม่หลดุ แต่อย่าแน่นมากจนกระทง่ั เกิดการขาดเลอื ดไปเล้ยี งส่วนทีด่ อี ยู่ 294 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 1 2 3 4 5 ภาพที่ 9 ข้นั ตอนการใช้ผ้าแต่งแผล วิธกี ารแตง่ แผล และการหา้ มเลอื ด 1. แผลสะเกด็ ระเบดิ /ถกู กระสนุ ปนื ทแ่ี ขนขาใชผ้ า้ แตง่ แผลปดิ ตามบาดแผลใหท้ ว่ั แล้วพันให้แน่น

ภาพที่ 10 การใช้ผา้ แต่งแผล ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 295 ถ้ายังมีเลือดออก (แผลสะเก็ดระเบิดขนาดใหญ่) ให้ใช้ผ้าแต่งแผลผืนใหม่ พนั ทบั ลงบนผนื เดิมหลาย ๆ ช้นั แล้วพันด้วยผ้าพันแผลม้วนแบบยดื ได้ พนั ให้แน่น ตัง้ แต่ ข้อเท้าขน้ึ มาจนถงึ ระดบั เหนือบาดแผล ภาพท่ี 11 การใช้ผา้ แตง่ แผล ถ้ายังมีเลือดออกมากให้ใช้สายยางรัดต้นแขนหรือต้นขา บาดแผลกระสุน ท่ีเลือดออกภายนอกให้เห็นไม่มาก แต่กลับออกภายในเป็นจ�ำนวนมาก จะสังเกตได้จาก แขนหรอื ขานนั้ บวมขนึ้ เรือ่ ย ๆ และท�ำให้เสยี ชวี ติ จากการตกเลอื ดได้ ต้องห้ามเลอื ดจนกว่า จะหยุดเพ่มิ การบวม แผลบริเวณส่วนบนของศีรษะ 1. แกะผ้าแต่งแผลออกจากห่อ รวบหางผ้าแต่งแผลไว้ในมอื ทง้ั สองข้าง 2. ถอื ผ้าแต่งแผลให้ส่วนสขี าวลงข้างล่าง วางผ้าแต่งแผลบนแผล (ขนั้ ท่ี 1)

296 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 3. พนั ส่วนปลายของผ้าแต่งแผลไปใต้คาง (ขัน้ ท่ี 2) 4. พันปลายส่วนท่เี หลอื ของผ้าแต่งแผลไปในทศิ ทางตรงข้าม (ขนั้ ที่ 3) 5. พนั ปลายของผ้าแต่งแผลอ้อมมาทางหน้าผาก (ขน้ั ท่ี 4) 6. ผูกปลายของผ้าบรเิ วณด้านข้างเหนอื ใบหูด้วยเงือ่ นตาย (ขัน้ ท่ี 5) ภาพที่ 12 การพนั ผ้าแต่งแผลท่ศี รี ษะ 5. วิธีใช้ผา้ พนั แผลแบบยดื หดได้ (elastic bandage) 1. การจบั ถือผ้าพันแผลแบบยืดหดได้พนั ยดึ จุดเรมิ่ ต้นของผ้าพันแผล 2. วางปลายของผ้าพันแผลลงบนฝ่ามือขวา ปล่อยให้ปลายน้ันอยู่บนส่วน ที่จะพนั ผ้า และปลายผ้าพบั ขน้ึ ได้ ใช้มือซ้ายพันผ้าทับลงบนปลายผ้าพันแผล 3. พันผ้ากลบั มาทางมอื ขวา พบั ปลายผ้าลง แล้วพนั ทบั อีกรอบหน่งึ ก็เป็นการ ท�ำให้จดุ เรม่ิ ต้นของผ้าพนั แผลอยู่กับที่ 4. ต่อมาพนั เป็นเกลียวข้นึ มาบนมอื 5. ใช้ผ้าพนั ทบั ซ้อนกนั พนั มาด้านหลงั มอื 6. เมอื่ พันข้นึ มาถึงข้อศอกพอดี ให้พนั ทบั ซ้อนกนั หลายรอบ 7. แลว้ ผกู เงอื่ นทบั ไวพ้ นั ปลายผา้ พนั แผล คลใี่ หร้ อบสว่ นนน้ั ๆ ทำ� ใหเ้ กดิ ปลาย ที่จะผูกขึ้นสองปลาย ผูกปมสี่เหลี่ยมทับบนผ้าพันแผลที่ได้พันไว้ หรือตัดแยกปลายของ ผ้าพนั แผลออกเป็น 2 แฉก แล้วผูกแฉกทงั้ สองตรงโคนผ้าทีแ่ ยกแล้วผกู ปมสีเ่ หล่ียมทับบน ผ้าพนั แผลท่ไี ด้พนั ไว้

1 2 3 4 5 6 7 ภาพที่ 13 ข้ันตอนการใช้ผ้าพันแผลแบบยืดหดได้ (elastic bandage) บาดแผลชอ่ งท้องทมี่ อี วยั วะในชอ่ งทอ้ งออกมาข้างนอก ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 297 บาดแผลในช่องท้อง อาจทำ� ให้เจ็บปวดอย่างรุนแรง คลนื่ ไส้ อาเจียน มอี วัยวะ ภายในทะลกั ออกนอกรา่ งกาย ไมแ่ ตะตอ้ งหรอื ดนั กลบั เขา้ ไป ไมต่ อ้ งทำ� ความสะอาดบาดแผล เพราะอาจทำ� ใหอ้ าการตา่ ง ๆ มากขนึ้ อาจใชแ้ ผน่ หอ่ พลาสตกิ ดา้ นในหรอื ผา้ กอ๊ ซชบุ นำ้� เกลอื หรือน้�ำสะอาดปิดไว้ แล้วใช้ผ้าแต่งแผลผืนใหญ่ที่สะอาดปิดคลุมทั้งหมด พันผ้าให้แน่น เพยี งพอเพอื่ ยดื สว่ นตา่ ง ๆ อยกู่ บั ที่ ผบู้ าดเจบ็ นอนหงาย ยกเขา่ ชนั ขน้ึ ทง้ั สองขา้ ง เพอื่ ชว่ ยให้ กล้ามเน้ือหน้าท้องผ่อนคลาย งดน�้ำอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ผู้บาดเจ็บ กรณีผู้บาดเจ็บ หมดสตใิ ห้เอยี งศรี ษะไปข้างใดข้างหนึง่ เพอื่ ป้องกันผู้บาดเจ็บส�ำลักเม่อื อาเจียน 6. การใชผ้ า้ สามเหลีย่ มและผ้าคราวาท (Cravat) 1. ผ้าสามเหลี่ยม และผ้าผูกคอนิยมท�ำจากผ้าฝ้าย ตัดเป็นรูปสามเหล่ียม ขนาด 37 x 37 x 52 นว้ิ เมอ่ื พบั เปน็ แถบเรยี กวา่ ผา้ ผกู คอ การทำ� ผา้ สามเหลย่ี มตดั ทแยงมมุ ผ้าสเ่ี หล่ียม กว้าง 3 x 3 ฟตุ จะได้ผ้าสามเหล่ยี ม 2 ผืน (ข้นั ท่ี 1)

298 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2. การพบั ผา้ สามเหลยี่ มเปน็ ผา้ คราวาท (Cravat) นำ� ยอดมมุ ของผา้ สามเหลยี่ ม พบั ลงมาท่ฐี านของผ้า (ข้นั ท่ี 2) 3. พับด้านบนของผ้าสามเหล่ยี มมาทีฐ่ านของผ้าสามเหลย่ี ม (ข้นั ที่ 3) 4. พับด้านบนของผ้าสามเหล่ยี มลงมาท่ีฐานอีกครงั้ หน่งึ (ขนั้ ท่ี 4) 1 2 3 4 ภาพท่ี 14 การพบั ผ้าสามเหลย่ี มและผ้าคราวาท (Cravat)

การใช้ผา้ สามเหล่ียมกบั บาดแผลท่ีศรี ษะ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 299 1. วางผา้ สามเหลย่ี ม ใหฐ้ านของสามเหลย่ี มอยตู่ รงกงึ่ กลางหนา้ ผาก ปลอ่ ยให้ ส่วนยอดของสามเหล่ยี มมาอยู่ด้านหลงั (ข้นั ที่ 1) 2. จบั ปลายทง้ั สองขา้ งไขวก้ นั มาทางดา้ นหลงั ของศรี ษะ และพนั ขา้ มสว่ นยอด ของสามเหล่ยี ม น�ำส่วนปลายทง้ั สองข้างมาผกู ไว้ด้านหน้าผาก (ข้ันท่ี 2) 3. พับยอดสามเหล่ียมซ่อนไว้ใต้ส่วนของผ้าแต่งแผลที่ท้ายทอยใช้เข็มกลัด ยึดไว้ถ้ามี (ขน้ั ที่ 3) 1 2 3 ภาพที่ 15 ขน้ั ตอนการพนั ผา้ สามเหลยี่ มบริเวณศรี ษะ

300 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั บทท่ี การดูแลผู้บาดเจ็บทางยทุ ธวิธี 1. กลา่ วน�ำ การดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี (Tactical Combat Casualty Care, TCCC) ท�ำให้ผู้บาดเจ็บในสนามรบ มีโอกาสรอดชีวิตมากข้ึน ซ่ึงแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ทสี่ ำ� คญั คอื การดแู ลระหว่างการปะทะ การดแู ลในพน้ื ทหี่ ลงั การปะทะ และการส่งกลบั ทางยุทธวธิ ี การพฒั นาบรกิ ารแพทยใ์ นสนาม มหี ลากหลายวธิ ี เชน่ การพฒั นาสงิ่ อปุ กรณ์ ป้องกันตน การดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี การส่งกลับให้เร็วข้ึน และฝึกฝนทักษะ นายสบิ พยาบาล ฯลฯ ความแตกต่างของการดูแลก่อนถงึ รพ. ระหว่างทหารกบั พลเรอื น 1. การดแู ลภายใต้การปะทะ 2. สภาพแวดล้อมท่เี ลวร้าย 3. ลกั ษณะความแตกต่างทางระบาดวทิ ยาของบาดแผล 4. เครอ่ื งมอื อปุ กรณ์ที่จ�ำกัด 5. ความต้องการทางยทุ ธวธิ ี 6. ระยะเวลาการส่งไปยงั สถานพยาบาลทย่ี าวนาน 7. การฝึกและประสบการณ์ของนายสบิ พยาบาล

เป้าหมายของการช่วยเหลือชีวิตด้วยหลักการการดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 301 คือ ปฏิบัติภารกิจท่ีหน่วยมอบหมายให้ส�ำเร็จลุล่วงแล้ว จึงท�ำการช่วยเหลือการเสียชีวิต ทปี่ อ้ งกนั ได้ และปอ้ งกนั ไมใ่ หม้ ผี บู้ าดเจบ็ เพม่ิ เตมิ การเขา้ ชว่ ย ณ ตอนไหนโดยใครใหผ้ บู้ งั คบั ชดุ หรือผู้บังคบั บญั ชาสูงกว่า เป็นผู้ส่งั การ การดูแลผู้บาดเจ็บทางยุทธวิธี (Tactical Combat Casualty Care) แบ่งเป็น 3 ระยะ คอื (1) ดแู ลระหว่างการปะทะ (Care Under Fire) (2) การดูแลในพ้นื ทห่ี ลงั การปะทะ (Tactical Field Care) (3) การส่งกลับทางยุทธวิธี (Tactical Evacuation Care) ในบทเรียนน้ีมุ่งเน้น ในการประเมนิ ผบู้ าดเจบ็ ในสถานการณแ์ รกทเ่ี นน้ การดแู ลระหวา่ งการปะทะ และรจู้ กั วธิ กี าร ห้ามเลือดในสนามรบด้วยสายยางรดั ห้ามเลอื ดได้อย่างถกู ต้อง 2. การดูแลระหว่างการปะทะ (CARE UNDER FIRE) วตั ถปุ ระสงคท์ คี่ วรทราบ - สามารถดแู ลผบู้ าดเจบ็ ระหวา่ งการปะทะ (Care Under fire) ในระยะน้สี ่ิงทีค่ วรเน้นย้�ำ ได้แก่ เน้นการยิงโต้ตอบการห้ามเลือดด้วยสายยางรดั ห้ามเลอื ด ในสถานการณน์ ท้ี งั้ ผเู้ ขา้ ชว่ ยเหลอื และผบู้ าดเจบ็ ยงั อยภู่ ายใตก้ ารโจมตขี องขา้ ศกึ ซง่ึ อยใู่ นภาวะ อนั ตรายและอยู่ในระยะประชดิ การรักษาพยาบาลท่สี ามารถจะท�ำได้น้นั จ�ำกัดมาก 2.1 แนวทางการดูแลผบู้ าดเจบ็ ระหวา่ งการปะทะ 2.1.1 รวมอ�ำนาจการยิงให้เหนือกว่าข้าศึก เน้น ความปลอดภัยของเรา ก่อนเป็นล�ำดับแรก 2.1.2 เข้าช่วยเหลอื ผู้บาดเจ็บเม่อื สถานการณ์ปลอดภัย 2.1.3 เคลอ่ื นยา้ ยผบู้ าดเจบ็ เขา้ สทู่ กี่ ำ� บงั และใหผ้ บู้ าดเจบ็ ทำ� การชว่ ยเหลอื ตัวเอง (Self aid) หากสามารถช่วยเหลอื ตวั เองได้และให้ทำ� การรบต่อไป 2.1.4 หลีกเลี่ยงการท�ำให้มีผู้บาดเจ็บเพ่ิมเติมจากการถูกซุ่มยิงหรือ สะเก็ดระเบดิ

302 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2.1.5 ป้องกันการเสยี ชวี ิตจากการเสยี เลอื ดทนั ทีทที่ �ำได้ - ใช้สายยางรัดห้ามเลือดท�ำการห้ามเลือดในบริเวณท่ีถูกต้อง อย่างถกู วธิ ี - ใช้สายยางรัดห้ามเลือดรัดต้นแขนหรือต้นขาเหนือบริเวณท่ีมี เลือดออกทบั ไปบนเสอ้ื ผ้าให้แน่นพอและเคล่อื นย้ายผู้บาดเจ็บเข้าทีก่ �ำบงั 2.1.6 เนน้ การทำ� ภารกจิ ให้สำ� เรจ็ และทำ� การดแู ลผ้บู าดเจบ็ ภายใตก้ ารยงิ เม่ือปลอดภัย การดูแลผู้บาดเจ็บอาจจะไม่ใช่ส่ิงท่ีดีที่สุดในการปฏิบัติภารกิจ แต่การดูแล ผู้บาดเจบ็ ควรขนึ้ อยู่กับสถานการณ์ทีเ่ กิดขึ้น 2.1.7 ถ้ายังมีการยิงเกิดข้ึนอยู่จะยังไม่ท�ำการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ในบรเิ วณท่อี ันตราย (Killing zone) 2.1.8 ยงิ ตอบโตข้ า้ ศกึ ดว้ ยอำ� นาจการยงิ ทเ่ี หนอื กวา่ แลว้ จงึ เขา้ ไปชว่ ยเหลอื ผู้บาดเจบ็ และเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทก่ี �ำบังเมือ่ สถานการณ์ปลอดภัย 2.1.9 ยงิ ตอบโตข้ า้ ศกึ ดว้ ยอำ� นาจการยงิ ทเ่ี หนอื กวา่ จะชว่ ยลดความเสย่ี ง ของทีมท่จี ะเข้าไป ช่วยเหลอื ผู้บาดเจ็บ เพ่ือไม่ให้มีผู้บาดเจบ็ เพ่ิมขน้ึ 2.1.10 อ�ำนาจการยิงเกิดจากการช่วยกันของทีมที่จะเข้าช่วยและตัว ผบู้ าดเจบ็ เอง เพอื่ ใหเ้ กดิ อำ� นาจการยงิ ทเี่ หนอื กวา่ “ยาทดี่ ที ส่ี ดุ ในสนามรบคอื อำ� นาจการยงิ ทเ่ี หนอื กวา่ ” 2.2 การเคล่ือนย้ายผ้บู าดเจ็บเขา้ สู่ทีก่ �ำบงั ถ้าผู้บาดเจ็บสามารถเคลื่อนที่เองได้ ให้เคลื่อนที่เข้าท่ีก�ำบังเอง โดย ให้ระวังการยิงจากข้าศึก แต่ถ้าหากว่าผู้บาดเจ็บไม่สามารถเคลื่อนท่ีเองได้หรือไม่รู้สึกตัว การเข้าช่วยเหลอื จะต้องรอก่อน จนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย แนวทางการเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บถ้าจ�ำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ระหว่างการปะทะให้พจิ ารณา - หาที่ก�ำบงั ทใี่ กล้ทส่ี ุด - วิธกี ารท่ดี ีที่สดุ ในการเคลือ่ นท่ีเข้าสู่ทีก่ �ำบัง - ความเส่ยี งของทีมท่จี ะเข้าท�ำการช่วยเหลือ

- ประเมินความคุ้มค่าในการเข้าช่วยเหลอื ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 303 - ระยะทางในการเข้าทก่ี �ำบงั - วิธีทดี่ ีทสี่ ดุ คือการตอบโต้ด้วยอ�ำนาจการยงิ ทเี่ หนอื กว่า 2.2.1 การเคลื่อนยา้ ยเขา้ ส่ทู ก่ี ำ� บัง ด้วยการลากด้วยบุคคลคนเดยี ว - ใช้เมอ่ื สถานการณ์ปลอดภัยใช้เคล่ือนย้ายในระยะทางสน้ั   ๆ  - ผู้เข้าทำ� การช่วยเหลอื จงึ เข้าหาผู้บาดเจบ็ ด้วยความระมัดระวัง - ใช้มอื ข้างถนดั ถอื อาวุธปืนเพือ่ ระวังป้องกนั - ใชม้ อื ขา้ งไมถ่ นดั จบั เสอ้ื /คอเสอ้ื /สายโยงบา่ /เสอื้ เกราะของผบู้ าดเจบ็ เพือ่ ใช้ในการเคลอ่ื นย้าย - ขณะเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่ก�ำบังจะต้องท�ำก�ำบังการระวัง ป้องกันจากการยงิ ของข้าศกึ ไปด้วย ข้อดี : สามารถถอื อาวุธได้, ใช้คนช่วยเหลือคนเดยี ว ขอ้ เสยี : เคลอื่ นทไ่ี ดช้ า้ , ผบู้ าดเจบ็ ตอ้ งถกู ลากอาจอยใู่ นทา่ ทไ่ี มเ่ หมาะสม อาจจะทำ� ให้ผู้บาดเจบ็ ได้รบั บาดเจบ็ เพิ่มมากขน้ึ ในภมู ปิ ระเทศที่ขรขุ ระ 2.2.2 การเคลื่อนยา้ ยเขา้ สทู่ ก่ี ำ� บัง ดว้ ยการลากด้วยบุคคลสองคน - เมอ่ื สถานการณ์ปลอดภยั - ผู้เข้าท�ำการช่วยเหลอื จึงเข้าหาผู้บาดเจบ็ ด้วยความระมัดระวงั - ผู้ช่วยเหลอื คนหน่ึงใช้มือข้างถนัดถืออาวธุ ปืนเพ่อื ระวงั ป้องกัน - ใชม้ อื ขา้ งไมถ่ นดั จบั เสอื้ /คอเสอ้ื /สายโยงเป/้ เสอ้ื เกราะของผบู้ าดเจบ็ เพ่ือใช้ในการเคลอ่ื นย้าย - ขณะเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเข้าที่ก�ำบังผู้ช่วยเหลือคนท่ีถือปืน จะต้องทำ� การป้องกนั จากการยงิ ของข้าศกึ ไปด้วย - การลากควรลากไปตามแนวยาวของลำ� ตวั ของผู้บาดเจบ็ - การลากด้วยวธิ กี ารนส้ี ามารถใช้ในสถานทที่ เ่ี ป็นอาคาร การลาก ลงบนั ไดในน้ำ� ระดับตนื้ ๆ ได้ ข้อดี : เคล่ือนทเ่ี ข้าสู่ทก่ี �ำบงั ได้เร็วกว่าแบบคนเดยี ว ข้อเสยี : ใช้ทมี เข้าช่วยเหลอื มีความเส่ียงเพม่ิ ข้ึน

304 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2.3 ล�ำดบั ความเร่งด่วนของการปฐมพยาบาล ในระหว่างการปะทะ - รีบทำ� การห้ามเลอื ด บริเวณทม่ี เี ลือดออกจ�ำนวนมาก - การเสียเลือดปริมาณมากจากบาดแผลท่ีแขน - ขาเป็นสาเหตุของการ เสียชวี ิตทส่ี ามารถป้องกันได้ และเป็นสาเหตทุ ่พี บบ่อยทสี่ ุด - ทหารมากกว่า 2,500 นาย ท่ีได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบในสงคราม เวียดนาม เสยี ชวี ิตจากเลอื ดไหลออกที่แขน - ขาจ�ำนวนมาก เกิดภาวะชอ็ ก และเสียชวี ิต - ควรรบี ทำ� การหา้ มเลอื ดทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ความเสย่ี งตอ่ การเสยี ชวี ติ ในระหวา่ ง การปะทะ - ถ้ามีเส้นเลือดใหญ่บริเวณต้นขาฉีกขาด ผู้บาดเจ็บจะเสียชีวิตภายใน เวลาเพียงสามนาทเี ท่าน้นั - ถา้ มเี สน้ เลอื ดใหญบ่ รเิ วณตน้ ขาฉกี ขาด ผบู้ าดเจบ็ จะเสยี ชวี ติ ภายในเวลา เพียงสามนาทเี ท่าน้นั 2.4 การห้ามเลอื ดระหวา่ งการปะทะ ทหารทกุ นายทอี่ อกปฏบิ ตั ภิ ารกจิ ตอ้ งมคี วามรใู้ นการปอ้ งกนั การเสยี เลอื ด ควรมีสายยางรัดห้ามเลือดประจ�ำกาย ต้องท�ำการฝึกและรู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง และ สามารถห้ามเลอื ดได้ เพอื่ เป็นการช่วยเหลอื ตัวเองในเบ้อื งต้น (self-aid) ภาพท่ี 1 การวางสายยางรดั ห้ามเลือดเพอ่ื ช่วยเหลือตัวเอง (self-aid)

การเสยี เลอื ดทพี่ บไดบ้ อ่ ยคอื บรเิ วณแขน - ขา ถา้ พบการบาดเจบ็ ตอ่ เสน้ เลอื ด ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 305 ขนาดใหญ่ต้องท�ำให้เลอื ดหยดุ ไหลโดยเร็วทีส่ ดุ เพราะสามารถท�ำให้เกิดภาวะช็อกได้ 2.5 การสงั เกตเลือดท่ีออกจากบาดแผล 2.5.1 เลอื ดทอี่ อกจากเสน้ เลอื ดแดง มสี แี ดงสด ไหลแรง พงุ่ ออกตามจงั หวะ การเต้นของหวั ใจถ้าเจอเลอื ดออกลกั ษณะนใ้ี ห้รีบใช้สายยางรัดห้ามเลือดทนั ที 2.5.2 เลอื ดทอี่ อกจากเส้นเลอื ดด�ำ มสี แี ดงคลำ้� ไหลออกมาเรอื่ ย  ๆ  ไหลไมแ่ รง 2.5.3 เลือดทอี่ อกจากเส้นเลอื ดฝอย มสี ีแดงคล้�ำ ไหลซึมออกมาช้า ๆ  2.6 วิธกี ารห้ามเลอื ดในระหว่างการปะทะ ควรใช้สายยางรัดห้ามเลือดเป็นอุปกรณ์ชิ้นแรก ในการห้ามเลือดระหว่าง การปะทะสายยางรดั หา้ มเลอื ดใชไ้ ดก้ บั การตกเลอื ดทแี่ ขนขาขาด ถกู ระเบดิ บาดแผลฉกรรจ์ การใช้สายยางรัดห้ามเลือดต้องรัดให้แน่นพอที่จะท�ำให้เลือดหยุดได้ หรือคล�ำชีพจร ส่วนปลาย (ต�่ำกว่าสายยางรัดห้ามเลือด) ไม่ได้ การใช้สายยางรัดห้ามเลือดควรใช้ก่อน ท่ีผู้บาดเจบ็ จะเสียเลือดมาก จนเกดิ อาการชอ็ ก ข้อควรระวัง : การคลำ� ชีพจรให้ใช้นิ้วชี้และน้ิวกลาง ห้ามใช้นิ้วหัวแม่มือ เพราะเส้นเลือดที่น้ิวหัวแม่มือของผู้จับชีพจร เต้นแรงอาจท�ำให้สับสนว่าเป็นชีพจรของ ผู้บาดเจบ็ หรือผู้จับชีพจร ภาพที่ 2 ตำ� แหนง่ ของการจบั ชพี จร

306 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั การคลำ� ชพี จรทขี่ อ้ มอื (Radial pulse) ไดค้ วามดนั โลหติ (Systolic Blood Pressure: SBP) ประมาณ 80 mmHg (ถ้าจบั ชพี จรท่ขี ้อมอื ไม่ได้ให้จบั ชีพจรทขี่ าหนบี ), การคลำ� ชีพจร ที่ขาหนีบ (Femoral pulse) ได้ SBP ประมาณ 70 mmHg (ถ้าจับชีพจรท่ีขาหนีบไม่ได้ ให้จบั ชพี จรท่คี อ), และการคลำ� ชีพจรท่ีคอ (Carotid pulse) ได้ SBP ประมาณ 60 mmHg หากคลำ� ชีพจรทค่ี อไม่ได้ให้งดการช่วยเหลอื ผู้บาดเจ็บ การสงั เกตเลอื ดทอี่ อกหลงั จากรดั แนน่ พอ คอื เลอื ดจากหลอดเลอื ดแดงหยดุ ไหล แตเ่ ลอื ดจากหลอดเลอื ดด�ำในสว่ นทอี่ ยตู่ ำ่� ลงไปของแขนขา จะไหลออกจนกระทงั่ เลอื ดทอ่ี ยู่ ในหลอดเลอื ดดำ� ไหลออกหมดจงึ จะหยดุ ฉะนน้ั อยา่ รดั ใหแ้ นน่ ขน้ึ อกี ถา้ รดั แนน่ เกนิ ไปทำ� ให้ ขาดเลอื ดไปเลยี้ งสว่ นทต่ี ำ่� กวา่ สายรดั อาจทำ� ใหเ้ นอ้ื เยอ่ื สว่ นนน้ั ตาย จนตอ้ งถกู ตดั แขนหรอื ขา การวางสายยางรัดห้ามเลือดควรรัดให้เหนือบาดแผลบริเวณต้นแขนหรือ ต้นขาข้างนั้น ๆ  เพราะมีกระดูกชิ้นเดียวจึงกดเส้นเลือดแดงได้ดีกว่าแขนขาท่อนล่าง ซ่ึงมี กระดูก 2 ชิ้น ภาพที่ 3 การวางสายยางรดั หา้ มเลอื ดเหนอื บาดแผลบรเิ วณตน้ ขาขา้ งทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ 2.7 วธิ กี ารใช้สายยางรดั หา้ มเลอื ด 2.7.1 ยดื สายยางรดั ออกใหม้ ากทส่ี ดุ แลว้ พนั รดั ทบ่ี รเิ วณตน้ แขนหรอื ตน้ ขา ข้างที่ได้รับบาดเจ็บ 2 พันรอบ รัดลงบนเสื้อผ้าโดยไม่ต้องตัดเสื้อผ้าออก ผูกเง่ือนตาย ให้แน่นท่สี ุด 2.7.2 ในกรณที ใี่ ชส้ ายยางรดั เสน้ ที่ 1 แลว้ เลอื ดยงั ไมห่ ยดุ ไหล ใหใ้ ชส้ ายยางรดั หา้ มเลอื ดอนั ท่ี 2 รดั เหนอื สายรดั เสน้ ที่ 1 ขน้ึ มา พนั 2 รอบ หา้ มถอดเสน้ แรกออก ใชผ้ า้ แตง่ แผล ปิดบาดแผลและพนั ให้แน่น

2.7.3 ห้ามคลายสายยางรัดออกโดยเด็ดขาด จนกว่าจะถึงมือแพทย์ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 307 เขยี นตวั T (Tourniquet) ไวท้ ห่ี นา้ ผากผบู้ าดเจบ็ ดว้ ยปากกา หรอื ใชเ้ ลอื ดของผบู้ าดเจบ็ เขยี น ถ้าท�ำได้ หากทำ� ไม่ได้ให้เปิดบรเิ วณทใ่ี ช้สายรัดห้ามเลอื ดให้เห็นชดั เจน 2.7.4 บันทึกเวลารัดสายยางฯ ไว้ในบัตรบันทึกผู้ป่วยเจ็บ หรือบริเวณท่ี ทเี่ จ้าหน้าท่แี พทย์สามารถมองเหน็ ได้ง่าย ภาพที่ 4 วธิ กี ารใชส้ ายยางรดั หา้ มเลอื ดยดื สายยางรดั ออกใหม้ ากทส่ี ดุ ภาพที่ 5 พนั สายยางรดั หา้ มเลอื ด 2 รอบ บรเิ วณตน้ ขาขา้ งทไี่ ดร้ บั บาดเจบ็ ผกู เงอื่ นตายใหแ้ นน่ ทส่ี ดุ

308 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2.8 การใชค้ อมแบท แอปพลิเคชัน่ ทนู ิเกต์ The Combat Application Tourniquet (CAT-แคท) เปน็ สายรดั หา้ มเลอื ดในสนามรบทปี่ ระเทศสหรฐั อเมรกิ านยิ มใช้ เนอ่ื งจากมปี ระสิทธภิ าพใช้ได้รวดเรว็ สะดวก สามารถใช้ได้ด้วยมอื ข้างเดยี ว มีขนาดเลก็ และเบา วธิ กี ารใชค้ อมแบท แอปพลเิ คชน่ั ทนู เิ กต์ The Combat Application Tourniquet (CAT-แคท) 2.8.1 สอดห่วง Tourniquet เข้าไปตามแขนขาข้างทม่ี ีแผลเลอื ดออกมาก 2.8.2 วาง Tourniquet ไว้ทต่ี ้นแขนหรอื ต้นขาข้างทม่ี บี าดแผล ภาพที่ 6 วาง Tourniquet ไวท้ ตี่ น้ แขนขา้ งทม่ี บี าดแผล 2.8.3 ดงึ ปลายสายของห่วง ให้เกดิ การรดั ท่แี น่นข้นึ 2.8.4 ดงึ ปลายสายห่วงรดั ให้แน่นรอบแขนโดยยงั ไม่ให้ผ่านตวั clip 2.8.5 หมนุ แท่งขนั ให้แน่นจนเลอื ดหยดุ 2.8.6 ยดึ แท่งขนั ไว้กบั ตวั clip เพื่อป้องกันการคลายเกลยี ว 2.8.7 พันสายห่วงทบั ผ่านแท่งขนั ไป 2.8.8 พนั ทับสายห่วงและแท่งขนั ด้วยสายรัด clip (Windlass Strap) โดย ต้องรดั ให้แน่น 2.9 สรุปประเดน็ การห้ามเลอื ด 2.9.1 ทหารทกุ นายตอ้ งสามารถใชส้ ายยางรดั หา้ มเลอื ด เพอื่ ทำ� การชว่ ยเหลอื ตนเองได้

2.9.2 ควรมีการทำ� การฝึกฝนทกั ษะการใช้สายยางรัดห้ามเลือด จากชดุ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 309 ปฐมพยาบาลประจำ� กายทหารทเ่ี กบ็ ไว้ในบรเิ วณทท่ี ราบโดยทวั่ กนั 2.9.3 การรัดสายยางรัดห้ามเลือดให้รัดบนเสื้อผ้าได้เลยไม่จ�ำเป็นต้อง ถอดเส้อื ผ้าออก 2.9.4 ต้องรดั ให้แน่นพอเพ่อื ท�ำให้เลือดหยดุ ไหล 2.9.5 รดั เส้นทส่ี องให้เหนือเส้นแรกขึ้นไป 2.9.6 ไม่รัดบนข้อศอกหรือข้อเข่า ไม่รัดบนกระเป๋า ซ่ึงอาจจะมีสิ่งของ อยู่ภายใน ทำ� ให้เกดิ แรงกดและได้รบั บาดเจ็บมากข้นึ นอกจากนย้ี งั ทำ� ให้การรดั ห้ามเลอื ด ด้อยประสิทธภิ าพ 2.9.7 ควรใช้สายยางรดั ห้ามเลอื ดเมอ่ื ควรใช้เช่นควรรดั ก่อนท่ผี ู้บาดเจบ็ จะเสียเลือด มากจนเกดิ ภาวะชอ็ ก 2.9.8 ไม่ควรใช้สายยางรัดห้ามเลือด เช่นกรณีท่ีเลือดไหลออกไม่มาก ไมเ่ ปน็ อนั ตรายถงึ ชวี ติ ควรทำ� การหา้ มเลอื ดในระยะถดั ไปทอี่ ยใู่ นหว้ งหลงั การปะทะสน้ิ สดุ ลง 2.9.10 ไม่คลายสายางรดั ห้ามเลือดเด็ดขาดจนกว่าจะถงึ มอื แพทย์ 2.10 สรปุ ประเด็นสำ� คญั ระหว่างการปะทะ 2.10.1 ท�ำการยิงตอบโต้เพ่อื ข่มข้าศกึ ให้ได้ 2.10.2 แนะนำ� ให้พลรบ และคนที่บาดเจ็บให้ทำ� การยิงต่อสู้ต่อไป 2.10.3 บอกให้ผู้บาดเจบ็ เข้าทีก่ �ำบงั บอกให้ผู้บาดเจ็บทำ� การห้ามเลอื ด ด้วยตนเองถ้าเป็นไปได้ 2.10.4 ป้องกันไม่ให้มกี ารบาดเจบ็ เพมิ่ เติม 2.10.5 นำ� ผบู้ าดเจบ็ ออกจากยานพาหนะอาคารทก่ี �ำลงั ลกุ ไหมโ้ ดยเรว็ ทส่ี ดุ 2.10.6 การลากด้วยบุคคลสองคนจะช่วยผู้บาดเจ็บได้รวดเร็วกว่า แต่มีความเสย่ี งมากกว่า 2.10.7 การเปดิ ทางเดนิ หายใจไมค่ วรทำ� ในระยะน้ี แตค่ วรทำ� ในระยะถดั ไป ที่การปะทะสน้ิ สดุ ลง

310 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั 2.10.8 ควรรบี ทำ� การหา้ มเลอื ดใหไ้ ดเ้ รว็ ทส่ี ดุ การใชส้ ายยางรดั หา้ มเลอื ด เปน็ สง่ิ สำ� คญั ในการชว่ ยรกั ษาชวี ติ ควรรดั สายยางรดั หา้ มเลอื ดกอ่ นทผี่ บู้ าดเจบ็ จะเสยี เลอื ด มากจนท�ำให้เกดิ อาการชอ็ ก 2.10.9 ตำ� แหนง่ ทร่ี ดั สายยางควรรดั บรเิ วณตน้ แขน - ตน้ ขา ขา้ งทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ 3. การดูแลในพื้นทห่ี ลงั การปะทะ (Tactical Field Care) วตั ถปุ ระสงคท์ ค่ี วรทราบ : สามารถอธบิ ายขนั้ ตอนการดแู ลในพน้ื ทห่ี ลงั การปะทะ (Tactical Field Care) เน้นการห้ามเลือดเพิ่มเติมด้วยผ้าแต่งแผล และอุปกรณ์ห้ามเลือด อน่ื  ๆ การเปดิ ทางเดนิ หายใจ การดแู ลการหายใจและบาดแผลทรวงอก การประเมนิ ระดบั การรู้สติ การประเมนิ อาการผู้บาดเจ็บ เป็นสถานการณ์เมื่อผู้เข้าช่วยเหลือและผู้บาดเจ็บไม่อยู่ในระหว่างการปะทะ การดแู ลในระยะน้ี มเี ปา้ หมายผเู้ ขา้ ชว่ ยเหลอื สามารถดแู ลผบู้ าดเจบ็ ปฐมพยาบาลบาดแผล ท่ีไม่เป็นอนั ตรายคอื ถงึ ชวี ิต ในกรณีที่พบผู้บาดเจบ็ ท่มี ีอาการ เพ้อ สับสน หวาดระแวง ซมึ มอี าการจติ ประสาทจากการรบ หรอื มคี วามผดิ ปกตทิ างด้านจติ ใจ ควรรบี ปลดอาวธุ ทนั ที 3.1 แนวทางการปฏบิ ตั ติ วั เพอ่ื ความปลอดภยั ณ ทเี่ กดิ เหตุ (Scene safety) 3.1.1 สวมถุงมอื ทุกครั้งทที่ �ำการประเมนิ อาการผู้บาดเจบ็ 3.1.2 ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของ ผู้ช่วยเหลอื และผู้บาดเจ็บ 3.1.3 รายงานสถานการณ์ให้ผู้บงั คับบัญชารับทราบ 3.1.4 ท�ำการประเมนิ ผู้บาดเจบ็ ตรวจระดบั การมสี ติด้วยหลัก AVPU - A - Alert (ตน่ื ) ผู้บาดเจบ็ ตน่ื ตัว สามารถตอบคำ� ถามได้ถกู ต้อง รู้ว่าตวั เองเป็นใคร อยู่ทไ่ี หน รู้ วันท่ี และอ่นื   ๆ  - V - Verbal (เรียกต่นื ) ผู้บาดเจ็บไม่ต่ืนตวั แต่มกี ารตอบสนองต่อ เสียงเรยี กและทำ� ตามคำ� สง่ั ได้ - P - Pain (เจ็บต่นื ) ผู้บาดเจ็บมีการตอบสนองเมอื่ ถูกกระตุ้นด้วย ความเจบ็ ปวด - U - unresponsive (ไม่ต่นื ) ผู้บาดเจบ็ ไม่มีการตอบสนอง หรอื หมดสติ หากผบู้ าดเจบ็ มรี ะดบั ความรสู้ ตทิ ต่ี ำ่� กวา่ A-Alert ใหป้ ลดอาวธุ เครอ่ื งกระสนุ และวตั ถุระเบดิ ทงั้ หมดทันที

3.2 แนวทางการประเมินผู้บาดเจบ็ ควรประเมินอาการส�ำคัญและสิ่งที่บ่งบอกอาการที่จะเป็นสาเหตุแห่งการ เสียชีวติ ถามผู้บาดเจบ็ ว่าเกดิ อะไรขึ้น เกดิ อย่างไร มบี าดเจบ็ ทไี่ หนหรอื ไม่ เหตเุ กดิ เมื่อใด ลงบนั ทึก เป็นค�ำพูดของผู้บาดเจบ็ ถามข้อมลู เบือ้ งต้น ช่อื และอายุ และอ่นื  ๆ  3.2.1 การตรวจรา่ งกายอยา่ งรวดเรว็ ทำ� การประเมนิ รา่ งกายทกุ สว่ นครา่ ว ๆ  โดยต้อง - ตรวจสอบบาดแผลท่รี ัดห้ามเลอื ดไว้ว่าเลอื ดหยดุ หรือไม่ - ประเมินดูบาดแผลและปริมาณการเสียเลือดดูทางเข้า - ออก ของบาดแผล - ตรวจหาบาดแผลทม่ี เี ลอื ดออกมากเพม่ิ เตมิ ดเู ลอื ดทเี่ ปยี กชมุ่ บนเสอื้ ผา้ 3.2.2 การประเมินเบ้อื งต้นเร่มิ ด้วย: - ทำ� การห้ามเลอื ด ถ้ายังมเี ลอื ดไหลออกให้ท�ำการห้ามเลอื ดให้ได้ - หลังจากน้นั ให้ประเมนิ ตามหลกั ABC - A - Airway - การดทู างเดนิ หายใจ - B - Breathing - ดกู ารหายใจ ิวชาปฐมพยาบาลและเวชกรรมป้องกัน 311 - C - Circulation - การไหลเวยี นของเลอื ด 3.2.3 ประเมนิ ทางเดนิ หายใจและการหายใจ ตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในช่องปาก เช่น เลือด เสมหะ อาเจียน ฟันปลอม พร้อมทง้ั น�ำออกเพอ่ื ไม่ให้อดุ ก้นั ทางเดนิ หายใจ ถ้ามองเหน็ ถงึ จะท�ำการใช้น้ิวล้วงออก Head-tilt/Chin-lift method ไม่ควรใส่ head-tilt - Look - ดูการเคลือ่ นไหวของอกและท้อง - Listen - ฟังเสียงหายใจ - Feel - รู้สกึ ถงึ ลมหายใจท่มี ากระทบแก้ม 3.2.4 ดูการหายใจ - ดกู ารขยบั ของทรวงอกทงั้ สองขา้ งวา่ เทา่ กนั หรอื ไม่ โดยควรเปดิ เสอื้ ผา้ ออกเพ่ือเหน็ ชดั เจนและส�ำรวจบาดแผลได้

312 วชิ าปฐมพยาบาลและเวชกรรมปอ้ งกนั - ถา้ มบี าดแผลเปดิ ทชี่ อ่ งอกและมกี ารหายใจล�ำบาก ใหห้ ยดุ ทำ� การ ประเมนิ ก่อนแล้วรบี ปิดบาดแผล **ถา้ ผบู้ าดเจบ็ ไมห่ ายใจ ไมม่ ชี พี จรจะไมท่ ำ� การฟน้ื คนื ชพี หรอื ปม๊ั หวั ใจ ผูบ้ าดเจบ็ คนน้นั ** 3.3 การรกั ษาพยาบาลในระยะ Tactical Field Care การประเมนิ ตามลำ� ดบั คือ A B C D A - Airway ตรวจการอดุ กัน้ ทางเดินหายใจและแก้ไข B - Breathing ประเมนิ และรกั ษาการบาดเจบ็ ท่ที รวงอก C - Circulation ตรวจสอบการมีเลอื ดไหล หรือตรวจรอยช้�ำ แล้วแก้ไขเพม่ิ เติม D - Disability ตรวจและแก้ไขภาวะกระดกู หัก การเปดิ ทางเดนิ หายใจเปน็ วธิ พี น้ื ฐานทงี่ า่ ย รวดเรว็ ไมต่ อ้ งใชอ้ ปุ กรณช์ ว่ ย สามารถเปดิ ทางเดนิ หายใจชว่ ยผปู้ ว่ ยไดร้ วดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยเฉพาะในสถานการณ์ ท่ีอุปกรณ์ไม่พร้อม เช่น ในสถานที่เกิดเหตุในรถพยาบาล นอกจากน้ียังเป็นข้ันตอนแรก ในการเรม่ิ กู้ชพี ข้นั พ้ืนฐาน (Basic life support) ถ้าผ้บู าดเจบ็ ไมห่ ายใจ ตอ้ งทำ� ใหก้ ารหายใจกลบั คนื เรว็ ทส่ี ดุ เท่าทจ่ี ะทำ� ได้ ดังนัน้ ผู้ช่วยเหลอื และผู้บาดเจบ็ ต้องอยู่ในท่ีปลอดภัยจากการพื้นท่ีการยงิ ต่อสู้ก่อนทำ� การ แกป้ ญั หาการหายใจ ถา้ ยงั อยใู่ นพนื้ ทกี่ ารปะทะ ตอ้ งรบี ทำ� การเคลอ่ื นยา้ ยตวั เองและผบู้ าดเจบ็ ไปยงั พนื้ ท่ปี ลอดภัยเพื่อสามารถท�ำการช่วยให้ผู้บาดเจ็บให้หายใจได้ปกตติ ่อไป การเปิดทางเดนิ หายใจทดี่ เี ป็นการปอ้ งกนั การเสยี ชวี ติ ทท่ี ำ� ไดเ้ ป็นอนั ดบั 3 สามารถรอได้จนสถานการณ์ปลอดภัย ถ้ายังอยู่ภายใต้การยิงจะยังไม่ท�ำการเปิด ทางเดนิ หายใจ ลน้ิ เป็นอวยั วะทจ่ี ะไปอดุ ทางเดนิ หายใจทพ่ี บว่าพบบ่อยทสี่ ดุ เมอื่ หมดสติ จะท�ำให้กล้ามเนอ้ื ล้นิ หย่อนตวั ท�ำให้ล้นิ เล่อื นไปด้านหลงั อดุ ทางเดินหายใจ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook