๕๑ แผนการจดั การเรยี นรู้ 4 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว32243 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 การสบื พนั ธุข์ องพืชดอก เวลา 10 ช่ัวโมง เรื่อง การสบื พันธุ์แบบอาศยั เพศของพืชดอก (การปฏสิ นธิ การเกดิ ผลและเมล็ด) เวลา 2 ช่ัวโมง ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ครผู ู้สอน นายบญุ รงั จาปา 1. สาระชีววิทยา สาระที่ 3 เขา้ ใจสว่ นประกอบของพชื การแลกเปลยี่ นแก๊สและคายนา้ ของพืช การล้าเลียงของพืช การสังเคราะหด์ ้วยแสง การสืบพันธขุ์ องพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการตอบสนองของพชื รวมทงั นา้ ความร้ไู ปใช้ประโยชน์ 2. ผลการเรยี นรู้ อธิบายและเปรยี บเทยี บกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผแู้ ละเพศเมียของพชื ดอกและอธิบายการปฏิสนธิ ของพชื ดอก 3. สาระสาคัญ ภายหลังการปฏิสนธิรังไข่จะมีการเจริญและพัฒนาไปเป็นผล และออวุลจะมีการเจริญและพัฒนาไป เป็นเมล็ด โครงสร้างของผลประกอบด้วยผนังผลและเมล็ด ส่วนโครงสร้างของเมล็ดประกอบด้วยเปลือกเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม โครงสร้างแต่ละส่วนของผลและเมล็ดมีประโยชน์ต่อพืชและต่อส่ิงมีชีวิตอ่ืน ซึ่ง มนุษย์ใชป้ ระโยชน์จากโครงสร้างของผลและเมลด็ ในดา้ นตา่ ง ๆ 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (K) 1. ผ้เู รียนสามารถสรปุ เกี่ยวกับการปฏสิ นธิ การเกดิ ผลและเมลด็ 3.2 ด้านทกั ษะกระบวนการ (P) 1. ผ้เู รยี นสามารถสบื คน้ และอธบิ ายการปฏสิ นธิ การเกดิ ผลและเมล็ด . 3.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะ (A) 1. ความสนใจ 2. การตรงต่อเวลา 3. การตอบค้าถาม 4. การยอมรับฟังผูอ้ ่นื 5. ความรับผดิ ชอบ 5. สาระการเรียนรู้ - การปฏสิ นธิของพืชดอกเปน็ การปฏสิ นธคิ ู่ โดย ค่หู น่ึงเปน็ การรวมกันของสเปริ ม์ เซลล์หน่ึง กบั เซลล์ ไขไ่ ด้เปน็ ไซโกต ซ่ึงจะเจรญิ และพฒั นา ไปเป็นเอ็มบริโอ และอีกคหู่ นง่ึ เป็นการรวมกนั ของสเปิรม์ อกี เซลลห์ นึ่ง กบั โพลาร์นิวคลไี อ ไดเ้ ป็นเอนโดสเปริ ม์ นวิ เคลยี สซึ่งจะเจรญิ และพัฒนา ต่อไปเป็นเอนโดสเปิร์ม - ภายหลังการปฏสิ นธิออวุลจะมกี ารเจรญิ และพัฒนาไปเป็นเมล็ด และรังไขจ่ ะมกี ารเจรญิ และพัฒนา ไปเป็นผล
๕๒ - โครงสรา้ งของเมลด็ ประกอบด้วย เปลอื กเมลด็ เอม็ บรโิ อ และเอนโดสเปริ ์ม โครงสร้างของผล ประกอบดว้ ย ผนงั ผล และเมลด็ ซง่ึ แต่ละส่วน ของโครงสร้างจะมีประโยชน์ต่อพชื เองและตอ่ ส่ิงมีชีวติ อื่น สมรรถนะสา้ คญั ของผูเ้ รียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 6. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น ความสามารถในการสื่อสาร : แสดงความคดิ เห็น และสามารถอธบิ าย ความสามารถในการคิด : มีความสามารถในการวเิ คราะห์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความสามารถในการแก้ปญั หา : นกั เรยี นสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ ได้เมื่อพบปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต : ท้างานรว่ มกับผู้อน่ื ได้ดี ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี : สามารถใชเ้ ทคโนโลยีสบื ค้นข้อมลู 7. ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (Attitude) คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต์ ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขันพืนฐาน พุทธศักราช 2551 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ซ่ือสตั ย์สจุ รติ มงุ่ มัน่ ในการทา้ งาน มวี นิ ัย รกั ความเป็นไทย ใฝเ่ รยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ (5E) ขน้ั ที่ 1 ข้ันสร้างความสนใจ 1.1 ครูให้นักเรียนศึกษารูปท่ี 8.12 การปฏิสนธิคู่ของพืชดอกและตังค้าถามเพ่ือน้าเข้าไปสู่เร่ืองการ ปฏสิ นธิคู่ ว่าการปฏิสนธขิ องพืชดอกเกิดขนึ ไดอ้ ยา่ งไร และมกี ระบวนการอย่างไร 1.2 ครูตังค้าถามเพ่อื นา้ ไปสู่การอภปิ รายดงั นี 1) ใน 1 เรณูมสี เปริ ์มนิวเคลยี สจา้ นวนเท่าใด แตล่ ะนวิ เคลยี สมโี ครโมโซมกีช่ ดุ 2) ใน 1 ถุงเอ็มบรโิ อมเี ซลล์ไขจ่ ้านวนเทา่ ใด และมโี ครโมโซมกชี่ ดุ จากการอภิปรายนักเรียนควรสรุปได้ว่าใน 1 เรณูจะมีสเปิร์มนิวเคลียส 2 สเปิร์ม นิวเคลียส และแต่ ละสเปริ ์มนิวเคลยี สมโี ครโมโซม 1 ชดุ สว่ นเซลล์ไขม่ ีจา้ นวน 1 เซลลแ์ ละมีโครโมโซม 1 ชุด ขน้ั ที่ 2 ขน้ั สารวจและค้นหา 2.1 จากรปู ที่ 8.12 ทน่ี กั เรียนได้ศกึ ษาและมาร่วมกันอภิปราย 2.2 ครูน้าเข้าสู่บทเรียนโดยการทบทวนเกี่ยวกับกิจกรรม 8.1 ซึ่งนักเรียนท้ากิจกรรมไปแล้ว หรือให้ นกั เรียนศึกษาภาพผลไม้ชนิดต่าง ๆ แล้วถามนักเรยี นว่า ผลไม้แต่ละชนิดมีความเหมอื นหรือแตกต่างกันอย่างไร ซงึ่ นกั เรียนอาจตอบไดว้ ่า ผลไมแ้ ต่ละชนิดมีรูปรา่ งลกั ษณะ ขนาด เปลือกของผลทม่ี องเห็นภายนอกแตกต่างกัน และเม่อื ผ่าผลไมแ้ ต่ละชนิดจะพบเมล็ดอยขู่ ้างในซ่งึ เมล็ดก็มีรูปร่างลกั ษณะและจา้ นวนทแี่ ตกต่างกันด้วย 2.3 ครูใหน้ ักเรยี นศึกษารูป 8.13 ดอกมะเขอื และผลมะเขอื เพ่อื ให้นักเรยี นเปรียบเทียบส่วนของ ดอกท่ีเจริญไปเป็นผล แล้วถามนักเรียนว่า ผลและเมล็ดของพืชพัฒนามาจากส่วนใดของดอก ซ่ึงนักเรียนอาจ ตอบได้วา่ ผลพฒั นามาจากรังไข่ ผนงั รงั ไข่จะเปล่ียนแปลงไปเป็นผนงั ผล และเมลด็ พฒั นามาจากออวุล จากนัน ใหน้ ักเรียนศึกษาเกีย่ วกับผนงั ผลในรูป 8.14 ซ่ึงมีรายละเอยี ดดังนี 1) ผนังผลอาจแบ่งได้เป็น 3 ชัน คือ ผนังผลชันนอก ผนังผลชันกลาง และผนังผลชันใน ผลบางชนิด สามารถแยกผนังผลออกเป็น 3 ชันได้ชัดเจน เช่น มะม่วงและมะพร้าว แต่ผลบางชนิดไม่สามารถแยกผนังผล เป็น 3 ชันออกจากกันได้อย่างชัดเจน เช่น เมลอน มะเขือเทศ ฟักทอง และแตงโม ส่วนท่ีเป็นเนือผลคือ ผนัง
๕๓ ผลชันกลางและผนังผลชันใน จากนันครูให้นักเรียนศึกษารูป 8.15 ผลมีเนือ และรูป 8.16 ผลแห้ง แล้ว อภิปรายร่วมกนั เกยี่ วกบั ลักษณะของผนงั ผล ซงึ่ นักเรียนควรสรุปได้ ดังนี ลักษณะของผนังผลอาจอ่อนนุ่มมีลักษณะอวบน้าเรียกว่า ผลมีเนือ และผนังผลที่แห้งแข็ง เรียกว่า ผลแห้ง ซ่ึงผลแหง้ นันมี 2 แบบ คือ ผลแหง้ แบบแตกและผลแหง้ แบบไม่แตก 2.4 ครูให้นักเรียนศึกษารูป 8.17 การเจริญและพัฒนาของเอ็มบริโอและเอนโดสเปิร์ม เพื่อศึกษา เก่ียวกับการเจริญและพัฒนาของเอ็มบริโอและเอนโดสเปริ ์ม แล้วตอบค้าถามในหนังสอื เรียน ซ่ึงมีแนวค้าตอบ ดงั นี คาถาม การแบง่ เซลล์ของเอ็มบรโิ อในรูป 8.17 เปน็ การแบ่งเซลลแ์ บบใด ทราบได้อยา่ งไร แนวคาตอบ แบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เนอื่ งจากตน้ สปอโรไฟต์ประกอบด้วยเซลลท์ ่ีมโี ครโมโซม 2 ชุดซึง่ ต้นสปอโรไฟตน์ เี จริญเติบโตมาจากเอ็มบริโอ คาถาม การเจริญและการพัฒนาของเอ็มบริโอกับเอนโดสเปิร์มในเมล็ดพืชเกิดขึนพร้อมกันหรือไม่ อยา่ งไร แนวคาตอบ เกิดขึนพร้อมกัน เอ็มบริโอจะมีการเจริญและพัฒนาต่อไปจนเห็นโครงสร้างได้ชัดเจนใน ระยะท่ี 5 ซึ่งจะสังเกตเห็นเอนโดสเปิร์มเช่นเดียวกันซึ่งมีการเจริญและพัฒนาเป็นเนือเยื่อสะสมอาหารไว้ ส้าหรบั การเจรญิ ของเอ็มบริโอ2.3 ครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ ว่าในการสร้างเซลลส์ บื พันธุเ์ พศเมีย คอื เซลล์ไข่นัน สร้าง ในออวุลซ่ึง อยู่ในรังไข่ ส่วนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ในพืชบางชนิดอาจจะยังไม่สร้างในทันทีแต่ต้องมี กระบวนการถา่ ยเรณูกอ่ น ขั้นท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรปุ 3.1 ครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภิปราย โดยกระบวนการปฏสิ นธิเกิดขึนในรังไข่ โดยเกดิ ขึน 2 คู่ในคราว เดียวกัน คู่แรกเกิดจากสเปิร์มนิวเคลียสหน่งึ ไปปฏสิ นธิกับเซลล์ไข่ซ่ึงมี 1 เซลล์ ได้เป็นไซโกตซึ่งมีจ้านวนเซลล์ 1 เซลลแ์ ละมโี ครโมโซม 2 ชุด หรือ 2n สว่ นอกี คู่หนงึ่ เกิดจากสเปิรม์ นวิ เคลียสอีกสเปริ ์มหนง่ึ ไปผสมกับโพลาร์ นิวคลีไอซ่ึงมี 2 นิวเคลียสได้เป็นเอนโดสเปิร์มนิวเคลียสซึ่งมีโครโมโซม 3 ชุด หรือ 3n ซึ่งการปฏิสนธิทัง 2 ครังทเี่ กดิ ขนึ นีจะเกดิ ขนึ พร้อมกนั จึงเรียกวา่ การปฏสิ นธิคู่ 3.2 ครูเช่ือมโยงจากการปฏิสนธิคู่ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจในการเกิดผลและเมล็ด โดยน้าดอกและผล ของพชื ชนดิ นนั าให้นกั เรียนได้ศึกษา ขั้นท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ 4.1 ครูอาจตังค้าถามเพิ่มเติมเพ่ือให้นักเรียนเช่อื มโยงความรใู้ หม่กับความร้เู ดิมท่ีนักเรียนได้เคยเรยี น เร่อื ง การปฏสิ นธิของสัตว์มาแลว้ ดงั นี 1) การปฏสิ นธิของพืชดอกแตกตา่ งจากการปฏสิ นธิของสตั วอ์ ย่างไร จากการอภิปรายควรสรุปได้ว่า ในพืชมีการปฏิสนธิคู่ คือ สเปิร์มนิวเคลียสหนึ่งปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ได้ เป็นไซโกต (2n) ซึ่งจะพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ และอีกสเปิร์มนิวเคลียสหนึ่งผสมกับโพลาร์นิวคลีไอ ได้เอนโด สเปิร์มนิวเคลียส (3n) ซึ่งจะพัฒนาเป็นเอนโดสเปิร์มท้าหน้าท่ีเป็นแหล่งอาหารของเอ็มบริโอ ส่วนในสัตวน์ ันมี สเปิร์ม 1 เซลล์ท่จี ะปฏสิ นธกิ ับเซลลไ์ ข่ 1 เซลล์ไดเ้ ปน็ ไซโกต (2n) ซ่ึงจะพฒั นาเป็นเอม็ บรโิ อ 4.2 ครูอาจแจกเมลด็ ท่แี ช่น้าจนเปลอื กนมุ่ ให้แก่ นักเรยี นเพือ่ สังเกตเมล็ดในประเดน็ ตา่ ง ๆ ตอ่ ไปนี 1) ลักษณะภายนอกของเมลด็ 2) ลักษณะภายในของเมล็ด 3) ส่วนประกอบของเอ็มบรโิ อ 4) จา้ นวนใบเลียง
๕๔ ข้นั ที่ 5 ประเมินผล 5.1 วธิ กี ารวดั และประเมนิ ผล 1. ประเมินจากสมุดบันทกึ 2. ประเมนิ จากใบกจิ กรรม 3. ประเมนิ พฤติกรรมนักเรยี น 5.2 เครื่องมอื วัดและประเมินผล 1. แบบเฉลยรายงานสมดุ บนั ทกึ 2. แบบประเมินใบกิจกรรม 3. แบบประเมนิ พฤติกรรมนักเรยี น 5.3 เกณฑก์ ารวัดและการประเมนิ ผล 1. การประเมินจากสมดุ บันทึก ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70 2. การประเมินใบกิจกรรม ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 80 3. การประเมนิ พฤติกรรมนักเรยี น ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 80 9. ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้ 9.1 หนงั สือเรยี นสาระการเรียนรู้ชวี วิทยา 3 9.2 เพาเวอร์พอยท์ เร่ือง การปฏิสนธิ การเกิดผลและเมล็ด 9.3 ใบกิจกรรมที่ 1.4 เร่ือง การปฏสิ นธิ การเกิดผลและเมล็ด 9.4 สมดุ บันทึก 10. หลกั ฐานการเรียนรู้และวิธกี ารประเมนิ วิธกี ารวัด เคร่อื งมือวัด เกณฑก์ าร จดุ ประสงค์การเรียนรู้ (K P A) ประเมนิ ดา้ นความรู้ (K) - ตรวจใบกิจกรรม - ใบกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์ 1. ผู้เรียนสามารถสรปุ เกีย่ วกับการปฏสิ นธิ การ - ตรวจสมุดบนั ทกึ - สมดุ บันทึก ร้อยละ 70 เกดิ ผลและเมล็ด ของคะแนน ดา้ นทักษะ (P) - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผ่านเกณฑ์ 1. ผู้เรียนสามารถสืบคน้ และอธิบายการปฏสิ นธิ - สังเกตความตงั ใจ ชินงาน คณุ ภาพระดบั การเกดิ ผลและเมลด็ และความ 2 รบั ผดิ ชอบในการ - แบบประเมิน ด้านเจตคติ (A) ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ 1. ความสนใจ คุณภาพระดับ 2. การตรงต่อเวลา - สังเกตพฤติกรรม 2 3. การตอบค้าถาม การเรยี นรู้ 4. การยอมรับฟงั ผูอ้ ืน่ 5. ความรับผดิ ชอบ
๕๕ ใบงานที่ 1.4 เร่อื ง การสืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศของพืชดอก (การปฏสิ นธิ การเกิดผลและเมลด็ ) คาชแ้ี จง : ให้นกั เรยี นเตมิ คาตอบใหถ้ กู ตอ้ งและสมบรู ณท์ ่สี ุด .................................................................................................................................................. 1. การปฏิสนธิซ้อนในดอกออวูลจะเจริญไปเป็นส่วนใด .................. และรังไข่หลังจากผ่านระยะปฏิสนธิไป แล้วจะเปล่ียนแปลงไปเปน็ ส่วนใด ……………… 2. ผลเด่ียว ผลกลมุ่ ผลรวม เกดิ จากดอกทีม่ ลี กั ษณะเชน่ ใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………… 3. การเปลย่ี นแปลงรปู ร่างของเอม็ บรโิ อ เกิดจากการแบ่งเซลลแ์ บบใด ……………………………..………………….. 4. เปลือกหมุ้ เมล็ด (Seed coat หรือ Testa) ท้าหน้าทอี่ ย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………… 5. เอ็มบรโิ อ (Embryo) จะเจริญไปเป็นส่วนใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………… 6. เมลด็ สว่ นใหญเ่ มือ่ ไดร้ ับความชืนแลว้ จะมผี ลอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………… 7. เมล็ดขา้ ว ขา้ วโพด ทเ่ี รากนิ เปน็ มนั เป็นสว่ นใดของพืชดอก ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………… ชื่อ – สกุล ...................................................... เลขที่ .................. ชนั้ ..................
๕๖ เฉลยใบงานท่ี 1.4 เรอื่ ง การสืบพนั ธุ์แบบอาศยั เพศของพืชดอก (การปฏสิ นธิ การเกดิ ผลและเมลด็ ) คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนเติมคาตอบใหถ้ ูกต้องและสมบูรณ์ทส่ี ุด ............................................................................................................................. ..................... 1. การปฏสิ นธิซอ้ นในดอกออวูลจะเจริญไปเป็นส่วนใด .................. และรงั ไขห่ ลังจากผ่านระยะปฏิสนธิ ไปแล้วจะเปลีย่ นแปลงไปเป็นส่วนใด ……………… คาตอบ ออวลู จะเจริญไปเปน็ เมล็ด รงั ไขห่ ลงั จากผา่ นระยะปฏิสนธไิ ปแล้วจะเปลยี่ นแปลงไปเปน็ ผล 2. ผลเดย่ี ว ผลกลุ่ม ผลรวม เกิดจากดอกท่ีมีลักษณะเช่นใด ตอบ ผลเดย่ี ว เกิดจากดอกเดี่ยวท่ีมรี งั ไขใ่ บเดียว ผลกลุม่ เกดิ จากดอกเดยี่ วท่ีมรี งั ไขห่ ลายใบอย่ชู ิดติดกัน ผลรวม เกิดจากดอกช่อทรี่ ังไขข่ องดอกย่อยหลอมรวมกัน แตผ่ ลไม้บางชนดิ เกดิ มาจากส่วนอ่นื ของดอกได้ 3. การเปล่ยี นแปลงรูปรา่ งของเอ็มบริโอ เกดิ จากการแบ่งเซลล์แบบใด ตอบ แบบไมโทซิส 4. เปลอื กหุ้มเมล็ด (Seed coat หรือ Testa) ทาหนา้ ท่อี ย่างไร ตอบ ป้องกนั ส่วนทอี่ ย่ภู ายใน โดยปอ้ งกันอันตรายและป้องกันการคายน้า 5. เอ็มบรโิ อ (Embryo) จะเจรญิ ไปเปน็ สว่ นใด ตอบ คือส่วนทจี่ ะเจริญเติบโตเปน็ ต้นไม้ 6. เมลด็ สว่ นใหญเ่ มือ่ ไดร้ บั ความช้นื แลว้ จะมีผลอยา่ งไร ตอบ ทา้ ใหท้ ังความชนื และออกซิเจน สามารถแพร่ผา่ นเยื่อหุม้ เมลด็ เขา้ ไปภายในได้ เอ็มบริโอจงึ เจริญเตบิ โต แทงเปลือกหมุ้ เมลด็ ออกมา เพ่ือเจริญเติบโตต่อไปเปน็ พชื ต้นใหม่ 7. เมล็ดขา้ ว ข้าวโพด ทเ่ี รากินเปน็ มันเปน็ ส่วนใดของพืชดอก ตอบ ส่วนเอนโดสเปริ ์ม
๕๗ แผนการจดั การเรียนรู้ 5 กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวิชา ชีววิทยา 3 รหสั วิชา ว32243 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 การสืบพนั ธขุ์ องพืชดอ เวลา 10 ชั่วโมง เรอ่ื ง การใชป้ ระโยชนจ์ ากโครงสร้างตา่ ง ๆ ของผลและเมลด็ เวลา 1 ชั่วโมง ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 ครูผสู้ อน นายบุญรัง จาปา 1. สาระชีววิทยา สาระที่ 3 เข้าใจสว่ นประกอบของพชื การแลกเปลย่ี นแกส๊ และคายน้าของพืช การลา้ เลยี งของพืช การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเตบิ โต และการตอบสนองของพืช รวมทังนา้ ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 2. ผลการเรยี นรู้ เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปล่ียนแกส๊ และคายนา้ ของพืช การลา้ เลยี งของพชื การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง การสบื พนั ธข์ุ องพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการตอบสนองของพืช รวมทังน้าความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 3. สาระสาคัญ ภายหลังการปฏิสนธิรังไข่จะมีการเจริญและพัฒนาไปเป็นผล และออวุลจะมีการเจริญและพัฒนาไป เป็นเมล็ด โครงสร้างของผลประกอบด้วยผนังผลและเมล็ด ส่วนโครงสร้างของเมล็ดประกอบด้วยเปลือกเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม โครงสร้างแต่ละส่วนของผลและเมล็ดมีประโยชน์ต่อพืชและต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่ง มนุษย์ใชป้ ระโยชน์จากโครงสรา้ งของผลและเมลด็ ในด้านต่าง ๆ 4. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ดา้ นความรู้ (K) 1. ผู้เรียนสามารถยกตวั อย่างการน้าโครงสร้างแต่ละสว่ นของผลและเมลด็ ไปใชป้ ระโยชน์ 3.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P) 1. ผูเ้ รยี นสามารถสืบคน้ และอธิบายการนา้ โครงสรา้ งแต่ละส่วนของผลและเมล็ดไปใช้ ประโยชน์. 3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A) 1. ความสนใจ 2. การตรงตอ่ เวลา 3. การตอบคา้ ถาม 4. การยอมรบั ฟังผูอ้ ื่น 5. ความรบั ผดิ ชอบ 5. สาระการเรียนรู้ - โครงสร้างของเมล็ดประกอบด้วย เปลือกเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม โครงสร้างของผล ประกอบดว้ ย ผนงั ผล และเมล็ด ซงึ่ แต่ละส่วน ของโครงสร้างจะมีประโยชนต์ อ่ พชื เองและต่อ ส่ิงมชี วี ติ อืน่ สมรรถนะส้าคัญของผเู้ รียนและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕๘ 6. ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น ความสามารถในการสื่อสาร : แสดงความคดิ เห็น และสามารถอธิบาย ความสามารถในการคดิ : มีความสามารถในการวเิ คราะห์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความสามารถในการแก้ปัญหา : นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ ไดเ้ ม่ือพบปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ : ทา้ งานร่วมกบั ผู้อื่นได้ดี ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี : สามารถใช้เทคโนโลยสี ืบค้นขอ้ มลู 7. ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขันพืนฐาน พุทธศักราช 2551 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง ซ่อื สัตย์สจุ รติ มุ่งม่ันในการท้างาน มีวนิ ัย รักความเป็นไทย ใฝเ่ รียนรู้ มจี ิตสาธารณะ 8. กิจกรรมการเรยี นรู้ (5E) ขนั้ ที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ 1.1 ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างการน้าผลและเมล็ดมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ นักเรียนอาจตอบได้ หลากหลาย เช่น น้ามาเป็นอาหาร เครื่องใช้ สิ่งทอหรืออื่น ๆ ขึนกับความรู้เดิมของนักเรียน ครูยังไม่สรุป คา้ ตอบ แต่ใหน้ กั เรียนศกึ ษาต่อไปเกีย่ วการใช้ประโยชนจ์ ากสว่ นของผลและเมลด็ ในดา้ นตา่ ง ๆ ขัน้ ที่ 2 ข้ันสารวจและคน้ หา 2.1 ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างผลไม้ต่าง ๆ ท่ีน้ามารับประทาน นักเรียนอาจตอบได้หลากหลาย เช่น มะมว่ ง แตงโม ลนิ จ่ี ทุเรียน และเงาะ จากนนั ครูใช้ค้าถามเพือ่ น้าอภปิ ราย ดงั นี 1) สว่ นเนอื ที่น้ามารบั ประทานเป็นสว่ นของผลหรอื เมลด็ ทราบไดอ้ ย่างไร 2.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและอาจสรุปได้ว่า เนือผลไม้ที่น้ามารับประทานนันเป็นสว่ นของ ผนงั ผล ซึง่ ชันของผนงั ผลท่ีรับประทานได้นันขึนกับชนิดของพืช 2.3 ครใู หน้ ักเรยี นแบง่ กล่มุ ท้ากิจกรรมท่ี 8.3 2.4 ครใู ช้ค้าถามถามนกั เรียนเพ่ิมเติมว่า เมลด็ พืชมีการสะสมแป้งและไขมนั ไว้ทเี่ มล็ด ซ่ึงอาจสะสมใน เอนโดสเปิร์มหรือใบเลียง มนุษย์น้ามาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกันเพ่ือให้ได้ข้อสรปุ ว่า มนุษย์น้าเมล็ดมาใช้เป็นอาหาร โดยเมล็ดพืชที่สะสมแป้งอาจจะน้ามารับประทานทังเมล็ด เช่น ข้าว เจา้ และข้าวเหนียว หรืออาจน้าเมลด็ ไปบดให้ละเอียดจนกลายเป็นแปง้ เชน่ แป้งสาลี ใชใ้ นการท้าขนมปงั สว่ น เมลด็ พืชท่สี ะสมลิพิดไว้จะน้ามาสกดั เพือ่ ผลติ นา้ มนั เช่น น้ามนั ถ่วั เหลือง นา้ มันมะพร้าว 2.5 จากนันครใู ห้นกั เรยี นตอบค้าถามในหนังสือเรียน ซงึ่ มแี นวการตอบดังนี คาถาม แปง้ ในเมลด็ ขา้ วเจ้าและถัว่ เขยี ว สะสมอยใู่ นโครงสร้างใดของเมลด็ แนวคาตอบ ในเมล็ดข้าวเจ้าจะสะสมแป้งในเอ็นโดสเปิร์ม ส่วนในเมล็ดถั่วเขียวจะสะสมแป้งในใบ เลยี ง 2.6 ครูน้าเข้าสู่เรื่องการใช้ประโยชน์จากเส้นใย โดยอ้างอิงถามความรู้เดิมเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ จากตน้ ลินินท่ีสามารถนา้ มาทอเปน็ ผา้ ลินินเพือ่ ตัดเปน็ เครื่องนงุ่ ห่มได้ และใชค้ า้ ถาม ดังนี คาถาม เสน้ ใยควรมสี มบัตอิ ย่างไรจึงจะสามารถน้ามาใช้ทอเป็นเคร่ืองน่งุ ห่ม
๕๙ คาถาม ส่วนของผลและเมล็ดสามารถนา้ มาใชท้ า้ เคร่ืองนุ่งห่มไดห้ รือไม่ แนวคาตอบ เสน้ ใยควรมลี ักษณะเหนียว เซลล์รปู ร่างยาว ผนังเซลลห์ นา และแขง็ แรงท้าใหเ้ หมาะสม กบั นา้ มาทา้ เป็นเสน้ ด้ายเพ่ือใช้ทอผา้ 2.7 ครูให้ความรู้เก่ียวกับฝ้ายและนุ่น โดยบอกว่าสว่ นเส้นใยที่เห็นนันเป็นส่วนของเมล็ด จากนันบอก สมบัตขิ องเส้นใยทไ่ี ดจ้ ากฝา้ ยและนนุ่ แล้วใหน้ กั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายว่า สมบัติของเส้นใยเหมาะสมกับการน้าไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ อย่างไร ซ่ึงนักเรียนควรสรุปได้ว่า เส้นใยฝ้ายมีสมบัติเหนียว เซลล์รูปร่างยาว สามารถน้ามาป่ันเป็นด้ายเส้นยาวได้ดี ส่วนเส้นใยของนุ่นนัน มีลกั ษณะสนั เซลลส์ ัน ไมเ่ หนียว ไม่สามารถนา้ มาปนั่ เป็นเส้นยาวได้ ไมส่ ามารถนา้ มาใช้ท้าส่ิงทอได้ จงึ นา้ ไปใช้ ประโยชนด์ ้านอ่ืน เช่น ใส่ในหมอนหรือท่นี อน ข้นั ที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรุป 3.1 ให้ตัวแทนแต่กลุ่มออกมาน้าเสนอหน้าชันเรียนพร้อมกับยกตัวอย่างการน้าสว่ นของผลและเมล็ด มาใชป้ ระโยชน์ ขน้ั ที่ 4 ขั้นขยายความรู้ 4.1 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการน้าส่วนของผลและเมล็ดมาใช้ประโยชน์ในท้องถ่ิน เช่น การนา้ ผลมะเกลือน้ามาย้อมแห่ ข้นั ท่ี 5 ประเมนิ ผล 5.1 วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล 1. ประเมนิ จากสมดุ บนั ทึก 2. ประเมนิ จากใบกจิ กรรม 3. ประเมนิ พฤติกรรมนักเรียน 5.2 เครอ่ื งมือวดั และประเมินผล 1. แบบเฉลยรายงานสมดุ บันทกึ 2. แบบประเมนิ ใบกจิ กรรม 3. แบบประเมินพฤติกรรมนกั เรยี น 5.3 เกณฑ์การวดั และการประเมนิ ผล 1. การประเมนิ จากสมุดบนั ทึก ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 2. การประเมินใบกจิ กรรม ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 80 3. การประเมินพฤติกรรมนกั เรยี น ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 80 9. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้ 9.1 หนงั สือเรียนสาระการเรียนรู้ชวี วทิ ยา 3 9.2 เพาเวอรพ์ อยท์ เร่อื ง การใช้ประโยชน์จากโครงสรา้ งต่าง ๆ ของผลและเมล็ด 9.3 ใบกจิ กรรมที่ 1.5 เรื่อง การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างตา่ ง ๆ ของผลและเมล็ด 9.4 สมดุ บนั ทกึ
๖๐ 10. หลักฐานการเรยี นรู้และวธิ กี ารประเมนิ วธิ ีการวัด เคร่ืองมือวดั เกณฑ์การ จุดประสงค์การเรยี นรู้ (K P A) ประเมนิ - ตรวจใบกจิ กรรม - ใบกจิ กรรม ดา้ นความรู้ (K) - ตรวจสมดุ บนั ทกึ - สมดุ บันทึก ผา่ นเกณฑ์ 1. ผเู้ รียนสามารถยกตัวอย่างการนา้ โครงสรา้ งแต่ ร้อยละ 70 ของ ละสว่ นของผลและเมล็ดไปใชป้ ระโยชน์ คะแนน ด้านทกั ษะ (P) - ตรวจผลงาน - แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑ์ 1. ผเู้ รียนสามารถสืบค้นและอธบิ ายการนา้ - สงั เกตความตงั ใจ ชินงาน คุณภาพระดับ 2 โครงสร้างแต่ละสว่ นของผลและเมล็ดไป และความ รับผดิ ชอบในการ - แบบประเมนิ ผ่านเกณฑ์ ดา้ นเจตคติ (A) ปฏิบัติกจิ กรรม พฤติกรรม คุณภาพระดบั 2 1. ความสนใจ 2. การตรงตอ่ เวลา - สังเกตพฤติกรรม 3. การตอบคา้ ถาม การเรียนรู้ 4. การยอมรับฟงั ผอู้ น่ื 5. ความรับผิดชอบ
๖๑ ใบงานที่ 1.5 เรอื่ ง การใช้ประโยชนจ์ ากโครงสร้างต่าง ๆ ของผลและเมลด็ คาชแ้ี จง : ให้นักเรยี นบอกผลติ ภณั ฑ์ หรือเครอื่ งใชท้ ี่ทามาจากพชื ท่ีมีในท้องถิน่ ของนักเรียน 1. ชื่อผลติ ภัณฑ์ หรือเครอื่ งใช.้ ............................................................................................................................ 2.พชื ท่นี า้ มาใช้.................................................................................................................................................... 3. วธิ ิการทา้ ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................... ........................................... ........................................................................................ ................................................... ................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................... .................................................................................... ................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................... ................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................... ................................... ชอื่ – สกุล ...................................................... เลขท่ี .................. ชนั้ ..................
Search