รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรยี น เอกสารประกอบการเรียน ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาดว้ ยโปรแกรม Canva จนั ทนา ฉายะชาติ ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครชู ำนาญการพเิ ศษ โรงเรียนเทศบาลวัดปา่ แพง่ เทศบาลนครเชยี งใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสรมิ การปกครองท้องถนิ่ กระทรวงมหาดไทย
ก ประกาศคณุ ูปการ รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ฉบับน้ี สำเร็จ เรียบรอ้ ยลงได้ด้วยความกรุณาชว่ ยเหลอื จากบคุ คล ดงั น้ี ขอขอบพระคุณ นางวิร์ธิมา กันยายน ผู้อำนวยสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาลวัดป่าแพง่ สงั กดั สำนกั การศกึ ษาเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งให้การสนับสนุน สง่ เสริมความก้าวหน้า ทางวิชาการ ให้ขวญั และกำลงั ใจในการทำผลงานเปน็ อย่างดียิง่ ขอขอบพระคณุ ............................................................................................................................. ................................ ............................................................................................................................. ................................ ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................... .................................................................................................................................... ............................ ....................................................................................................... .............................................. ท่ีได้กรุณาให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ตรวจสอบความเท่ียงตรง ของเนื้อหา และความถูกต้องในการใช้ภาษาของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ให้ คำแนะนำในการปรับปรงุ เครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตลอดจนข้อคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์ ยิ่ง ขอขอบพระคุณเพ่ือนครูอาจารย์และนักเรียนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นกำลังใจจนทำให้ สามารถดำเนินการทุกด้านสำเร็จลุล่วงด้วยดี ผู้ศึกษาจึงขอกราบขอบพระคุณไว้เป็นอย่างสูง มา ณ โอกาสน้ี คุณค่าของรายงานฉบบั น้ี ผูศ้ ึกษาขอมอบเป็นกตญั ญูกตเวทติ าแด่บิดามารดาของ ผศู้ ึกษา ตลอดจนครูอาจารย์ นักเรียน และผ้มู พี ระคุณทกุ ท่าน จนั ทนา ฉายะชาติ
ข ช่ือผลงาน รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชดุ นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ผ้ศู กึ ษา สำหรับนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ปีที่ศึกษา นางจนั ทนา ฉายะชาติ 2565 บทคัดยอ่ รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอ การสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรบั นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ 1). เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและ หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอการสอนขนมวง ล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 3) เพื่อศึกษาความพงึ พอใจของ นกั เรียนท่ีมีต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอการสอนขนม วงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้น ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 โรงเรยี นเทศบาลวดั ป่าแพ่ง จำนวน 3 คนไดม้ าโดย การเลือกแบบเจาะจง(Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา มีดังน้ี 1) เอกสารประกอบการ เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 จำนวน 3 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น กลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรับ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนา ด้วยโปรแกรม Canva สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติท่ีใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบย่ี งเบนมาตรฐาน และคา่ t-test ผลการศกึ ษา พบวา่ 1. เอกสารประกอบการเรียน กล่มุ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี ชุด นำเสนอการสอนขนม วงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva สำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โดยแต่ละเล่มมีประสิทธิภาพ ดังนี้ เล่มที่ 1 เร่ือง เริ่มต้นทำความรู้จกั กับประวตั ิความเป็นมาของขนมวงล้านนา มี ประสทิ ธิภาพเทา่ กับ 84.30 / 80.50 เล่มที่ 2 เรื่อง การจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ทำขนมวง มปี ระสิทธภิ าพเท่ากับ 85.95 / 81.40 เล่มที่ 3 เรอ่ื ง สว่ นผสมและวิธีทำขนมวง มปี ระสิทธิภาพเท่ากับ 85.35/ 80.90 เลม่ ที่ 4 เรื่อง สว่ นผสมและวิธีทำขนมวง มีประสทิ ธภิ าพเท่ากับ 86.50 / 83.70
ค 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ส่วนผสมและวิธีทำขนม วงสำหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 หลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ส่วนผสมและวิธีทำขนมวง สำหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาพรวมอยใู่ นระดบั พงึ พอใจมาก
ง สารบัญ บทที่ หน้า บทคดั ยอ่ …………………………………………....…………….……...…..…… ก กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………….……...... ค สารบญั ……………………………………………………….……….……...….. ง สารบญั ตาราง……………………………………………....…….……...…..…… ช สารบญั ภาพ……………………………………………………….……...…..…... ซ 1 บทนา…………………………………………………………….….…...…..…… 1 1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา………………………...........……… 3 วตั ถุประสงคข์ องการศึกษา………………………....…………….......……… 3 สมมตุ ิฐานในการศึกษา……………………….....….....………….......……… 3 ขอบเขตของการศึกษา……………………….........…......………....…...…… 4 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ……………………….........……….................…....……… 5 ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจากการศึกษา……………………….........…….......……… 6 กรอบแนวคดิ ในการศึกษา……………………….....……………....…...…… 2 เอกสารและงานศึกษาคันคว้าท่เี กยี่ วข้อง................................................................. 7 13…… 1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551…….....…...… 8 1.1 หลกั การของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551.......................................................................…..… 8 1.2 จุดหมายของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551.................................................................................. 8 1.3 สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์…………. 9 10 1.5 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค.์ ...............................................................… 10 11 1.5 มาตรฐานการเรียนรู้.........................................................................… 11 1.6 ตวั ช้ีวดั ..............................................................................................… 1.7 การจดั การเรียนรู้...............................................................................…
จ สารบญั (ต่อ) บทที่ หน้า 1.8 สื่อการเรียนรู้....................................................................................… 13 1.9 การวดั และประเมินผลการเรียน........................................................… 13 2. หลกั สตรกลมุ่ สาระการงานอาชีพ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั 15 พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551............……………....…....……...… 15 15 2.1 ทาไมตอ้ งเรียนการงานอาชีพและเทคโนโลย.ี ....................................... 16 2.2 เรียนรู้อะไรในการงานอาชีพและเทคโนโลย.ี ...................................... 16 2.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้.............................................................. 17 2.4 คณุ ภาพผเู้ รียน...................................................................................... 17 17 2.5 ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง................................................... 19 25……… 3. แนวคิดเก่ียวกบั เอกสารประกอบการเรียน………………............………... 20 21 3.1 ความหมายของเอกสารประกอบการเรียน……………............……… 22 3.2 ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียน 22 3.3 การสร้างเอกสารประกอบการเรียน…………………....…..………… 23 3.3 ขอ้ ควรพิจารณาในการผลิตเอกสารประกอบการเรียน…….………… 24 3.5 แนวทางการเขยี นเอกสารประกอบการเรียน……………….....……… 24 3.6 ประโยชนข์ องเอกสารประกอบการเรียน………….....…… 25 3.7 การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน……….…… 25 4. แนวคิดเกี่ยวกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน……………………………….... 4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน………………....……...…… 25 4.2 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน.............................................. 26 4.3 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน………..……… 27 4.4 กรอบแนวคิดในการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน………………....……..…… 4.5 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน……………….. 4.6 คุณลกั ษณะของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนท่ีดี…………
ฉ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 4.7 หลกั ในการสร้างแบบทดสอบแบบเลือกตอบ…….........……………...... 27 5. แนวคดิ เกี่ยวกบั ความพึงพอใจ………………………....……………............. 30 30 5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ……………...……....…………………..... 31 5.2 ทฤษฎีท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ………...…........................………..... 33 5.3 การสร้างความพึงพอใจในการเรียน…………....……………...........….... 33 5.4 การวดั ความพงึ พอใจ…………....…….................................................... 34 6. งานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง………....………...........................………...….………… 3 วิธดี าเนนิ การศึกษา...................................................................................................... 39 1. รูปแบบการศึกษา………………....………………….…............……………. 39 2. ประชากรกล่มุ เป้าหมาย……………………....………................…..……. 40 3. เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการศึกษา…………....…..............................……….………. 40 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ……………………………............………. 40 5. การจดั กระทาขอ้ มลู และการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ……………………...….………. 46 6. สถิติท่ีใช…้ …………………………....……………….................….………. 46 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล.................................................................................................. 51 1. สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล....……………..……....…. 51 2. ลาดบั ข้นั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ……..................….………. 51 3. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ……………………....………………........….………. 52 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ............................................................................. 55 สรุปผลการศึกษา…………....………….............................……….….......……. 55 อภิปรายผล……………………....……….............………….………………….. 56 ขอ้ เสนอแนะ……….............……....…………..........................……….………. 57
ช
1 บทที่ 1 บทนำ ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของหลักสูตรไว้ ว่า หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพฒั นาผเู้ รียนทุกคน ซ่ึงเป็นกำลังของชาติใหเ้ ป็นมนุษย์ ที่มีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึ ด ม่ั น ใ น ก า ร ป ก ค ร อ ง ต า ม ร ะ บ อ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไต ย อั น มี พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ ท ร ง เป็ น ป ร ะ มุ ข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติท่ีจาเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชวี ิต โดยมุ่งเน้นผู้เรยี นเปน็ สำคัญบนพื้นฐานความเช่ือว่าทุกคนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตามศกั ยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 6) วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานน้ันมีความสอดคล้องกับนโยบาย การศึกษาของชาติท่ีมุ่งเน้นว่า การที่จะพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความรู้นั้นต้องทำให้คนไทยทั้ง ปวงได้รับโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และยึดหลักการศึกษาสร้างชาติ สร้างคนและ สร้างงาน รัฐบาลเร่งจัดให้มีระบบและโครงสร้างทางการศึกษาท่ีมีคุณภาพ เน้นความเที่ยงธรรม คุณภาพและประสิทธิภาพในการบริหารการศึกษาทุกระดับกระจายโอกาสทางการศึกษา ปฏิรูป การเรียนรู้ โดยยึดหลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง และหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นพลงั ความคิดสร้างสรรคแ์ ละการจดั ให้มีสอ่ื การเรียนรปู้ ระเภทต่าง ๆ อย่างท่ัวถงึ ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ท่ีว่าด้วยเร่ืองแนวการจัดการศึกษาในหมวด 4 มาตรา 22 ที่กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลกั ว่าผู้เรียนทุกคนมคี วามสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญ ที่ สุด โดยห ลักสูตรได้กำห น ดเป็ นสาระการเรียน รู้ ท่ีประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซ่ึงกำหนด ให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจาเป็นต้องเรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 10) การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มีมาตรฐาน การเรยี นรเู้ ป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน และนำพาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะสำคัญของผู้เรยี นและ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ในการจดั การเรียนรูค้ รูผู้สอนต้องคำนึงถึงการจัดการเรียนร้ทู ่ีม่งุ เนน้ ผเู้ รียน เป็นสำคัญ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล พัฒนาการทางสมองและเน้นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม ที่พึงประสงค์ ใช้สื่อการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้ ระบบสารสนเทศ เครือข่ายการเรียนรู้เป็นเคร่ืองมือสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ สถานศึกษา
2 ตอ้ งมีการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้และนำผลท่ีได้เป็นขอ้ มลู เพื่อพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ ให้เกิดคุณภาพสูงสุดต่อผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553: 6) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เป็นกลุ่มสาระท่ีช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะพ้ืนฐานท่ีจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และรู้เท่าทันการเปล่ียนแปลง สามารถนำความรู้เก่ียวกับการดำรงชีวิต การอาชีพ มาใช้ประโยชน์ ในการทำงานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการ ประกอบอาชีพ รักการทำงาน และมีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง พอเพยี งและมีความสขุ ดังน้ัน ครูผู้สอนจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบการเรียนการสอน เพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามท่ีพึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (ฉบับปรับปรุง) พุทธศักราช 2545) มาตรา 24 กล่าวว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและ ความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญกับสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพ่ือป้องกัน การแก้ปัญหาครูควรจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรียนการสอนและพัฒนาส่ือการสอนให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน จาก การศึกษาเอกสารและงานวิจัยทางด้านการศึกษา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม สื่อการเรียน การสอน ซ่ึงมีสื่อหลายชนดิ ที่สามารถนำมาใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ ทง้ั นี้ ในการเลือกใช้จะต้อง คำนงึ ถึงลักษณะธรรมชาติของเนื้อหาในแต่ละวิชา ผู้รายงานจึงเห็นว่า การจัดทำเอกสารประกอบการ เรียนน่าจะเป็นสื่อการเรียนท่ีเหมาะสมที่จะใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากเอกสารประกอบการ เรียนน้ันเป็นการเพิ่มประเด็นเนื้อหาที่สำคัญง่ายต่อการเรียนรู้ มีกิจกรรมแบบฝึกท่ีหลากหลาย ตลอดจนมีแบบทดสอบเพ่ือให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบและประเมินความสามารถของตนเอง ดังนั้นผู้ศึกษา จึงได้จัดทำเอกสารประกอบการเรียนเพ่ือนำมาใช้ในการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เพื่อ ยกระดบั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เพม่ิ พูนทกั ษะและความรใู้ หด้ ีย่งิ ข้นึ จากประสบการณ์ของผู้สอน พบว่า นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดไว้ ทั้งนี้มีสาเหตุ เน่ืองมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น สื่ออุปกรณ์ไม่พร้อมในการเรียนการสอนมีไม่เพียงพอ สื่อขาด ความหลากหลาย ครูผู้สอนยังเน้นการบรรยายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้นักเรียนมีความสนใจเรียนน้อยลง จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้ศึกษาได้พยายามหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหา เพ่ือพัฒนาการเรียน การสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและมีความ พงึ พอใจต่อการเรียนกล่มุ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ดังน้ันผู้ศึกษาจึงไดศ้ ึกษาสอื่ ประกอบการเรียน การสอนและพบว่า เอกสารประกอบการเรียนท่ีเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่นักเรียนสามารถ เรียนรู้ได้ตามความสามารถของผู้เรียน และช่วยให้นักเรียนได้มีการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ดังท่ี นักการศึกษาหลายท่าน กล่าวว่า เอกสารประกอบการเรียนเป็นเคร่ืองมือช่วยในการสอนชนิดหน่ึง ท่ี นำเสนอความรู้ในเน้อื หาวิชา เพ่อื ใหน้ ักเรียนได้เรียนรู้ได้ดว้ ยตนเองตามความสามารถของแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนได้ทำการศึกษาในระหว่างเรียนและหลังเลิกเรียน เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการ เรียนรู้ตามท่ีคาดหวัง จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ศึกษาจึงมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาการ
3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ตอบสนองต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในยุคปฏิรูปการศึกษา จึงกำหนด แนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาไว้ดังน้ี 1. ผลิตนวตั กรรมประเภทเอกสารประกอบการเรยี นอิเล็กทรอนิกส์ กลุม่ สาระการเรียนรู้การ งานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ให้มี ประสิทธิภาพ และนำไปใช้เพ่ิมพูนความรู้ ความเข้าใจ ประกอบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตลอดจนผู้เรียนสามารถนำไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตนเองตามศักยภาพและเพื่อให้ผู้ท่ีสนใจนำไปเป็น แนวทางในการพฒั นาการจัดกจิ กรรมการเรียนรตู้ ่อไป 2. ครูต้องมีการพัฒนาตนเองให้เข้าใจว่าในการจัดการเรียนการสอนจะต้องยึดผู้เรียน เป็นสำคัญ วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธภิ าพเอกสารประกอบการเรียน กลมุ่ สาระการเรียนรู้การงาน อาชีพ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ชดุ นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ใหม้ ี ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วย โปรแกรม Canva 3. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงลา้ นนาด้วยโปรแกรม Canva สมมติฐานในการศึกษา 1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ที่สร้างข้ึน มปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva มี ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรียน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาดว้ ยโปรแกรม Canva อยูใ่ นระดบั มาก ขอบเขตของการศกึ ษา ขอบเขตดา้ นประชากร ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนเทศบาล วัดป่าแพ่ง สังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 29 คน
4 ขอบเขตดา้ นเน้ือหา เนื้อหาท่ีนำมาใช้ในการสร้างเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ใน ครั้งน้ี ได้แก่ เนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 และหลักสูตร สถานศึกษา พุทธศักราช 2556 ของโรงเรียนเทศบาลวัดป่าแพ่ง จังหวัดเชียงใหม่ โดยจัดทำเอกสาร ประกอบการเรยี น จำนวน 3 เลม่ ประกอบดว้ ย เล่มท่ี 1 เรอื่ ง เร่มิ ต้นทำความรู้จักกับประวตั ิความเปน็ มาของขนมวงลา้ นนา เล่มท่ี 2 เรอ่ื ง การจัดเตรียมอุปกรณ์ทีใ่ ช้ทำขนมวง เล่มที่ 3 เร่อื ง ส่วนผสมและวิธีทำขนมวง ขอบเขตดา้ น ตัวแปร ตัวแปรต้น ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาดว้ ยโปรแกรม Canva จำนวน 3 เลม่ ท่ผี ู้ศกึ ษาสร้างขึน้ ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การ งานอาชีพ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ระยะเวลาในการศกึ ษา ระยะเวลาในการศึกษา คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ระหว่างวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวนั ท่ี 28 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2565 ใช้เวลาในการศึกษา 10 ชั่วโมง นิยามศพั ท์เฉพาะ 1. เอกสารประกอบการเรียน หมายถึง เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ท่ีผู้ ศึกษาได้สรา้ งขน้ึ จำนวน 3 เล่ม ดงั น้ี เลม่ ที่ 1 เรอื่ ง เร่ิมต้นทำความรจู้ ักกบั ประวัตคิ วามเป็นมาของขนมวงลา้ นนา เลม่ ท่ี 2 เรอื่ ง การจดั เตรยี มอุปกรณ์ทีใ่ ชท้ ำขนมวง เลม่ ท่ี 3 เรอ่ื ง สว่ นผสมและวิธที ำขนมวง 2. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน หมายถึง คณุ ภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วย โปรแกรม Canva ท่ีช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ แสดงให้เห็นได้จากการยอมรับประสิทธิภาพของ กระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ของเอกสารประกอบการเรียนกำหนดไว้ คือ 80/80 ซ่ึงมี ความหมายดังน้ี
5 80 ตัวแรก ประสิทธิภาพของกระบวนการ หมายถึง คะแนนเฉล่ียท่ีนักเรียนทั้งหมด ทำไดจ้ ากกิจกรรมระหวา่ งเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน คิดเป็นรอ้ ยละ 80 80 ตัวหลัง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หมายถึง คะแนนเฉล่ียของนักเรียนท้ังหมด ท่ีทำไดจ้ ากการทำแบบทดสอบหลังเรียนแตล่ ะเล่มของเอกสารประกอบการเรยี น คิดเป็นร้อยละ 80 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ ชัน้ ประถมศกึ ษา ปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ท่ีวัดได้จากคะแนนในการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผู้ศึกษาสร้างข้ึนเป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จำนวน 20 ข้อ 4. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เคร่ืองมือท่ีผู้ศึกษาสร้างข้ึนเพ่ือใช้วัด ผล สัม ฤ ท ธ์ิท างก ารเรียน กลุ่ มสาระการเรียนรู้การงานอาชี พ ชั้น ป ระถ ม ศึ ก ษ าปี ท่ี 6 โรงเรียนเทศบาลวัดป่าแพ่ง สำนักการศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึงเป็นข้อสอบ ลักษณะปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยใช้ทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยเอกสาร ประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอน ขนมวงลา้ นนาดว้ ยโปรแกรม Canva 5. ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู้ ึกพอใจ รสู้ กึ ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ในการรว่ มปฏบิ ตั ิ กิจกรรมการเรียนการสอน ท่ีผู้เรียนมีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการ เรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชดุ นำเสนอการสอนขนมวงลา้ นนาดว้ ยโปรแกรม Canva ซึ่งวัดไดโ้ ดยใชแ้ บบสอบถามความพึงพอใจท่ผี ู้ศึกษาสร้างข้นึ 6. นกั เรยี น หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 จำนวน 29 คน ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาลวัดปา่ แพ่ง สำนักการศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชยี งใหม่ 7. โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนเทศบาลวัดป่าแพ่ง สำนักการศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่ จงั หวดั เชยี งใหม่ ประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับจากการศกึ ษา 1. ได้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ท่ีมีประสทิ ธิภาพเพื่อไปใช้ในการพัฒนาการ จัดการเรยี นรู้ 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึนหลังจากใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva 3. ไดแ้ นวทางในการพฒั นาการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรยี น ซึ่ง สามารถนำไปประยุกตใ์ ช้สำหรับนักเรียนในระดบั ชน้ั อนื่ ๆ 4. เป็นสารสนเทศสำหรับครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา นำไปแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การเรยี นรู้การงานอาชีพ ในสถานศึกษาและระดับชั้นอื่น ๆ
6 กรอบแนวคดิ ในการศึกษา ในการพั ฒ นาเอ ก ส าร ป ร ะ ก อ บ ก า รเรีย น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ผู้ศึกษาได้กำหนด กรอบแนวคดิ ในการศกึ ษาดงั น้ี ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม เอกสารประกอบการเรยี น ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นโดยใช้เอกสารประกอบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ การเรียน และความพึงพอใจของนักเรยี นที่มีตอ่ ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 การเรียนรู้โดยใชเ้ อกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชพี ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 แผนภาพท่ี 1 แสดงกรอบแนวคดิ ในการศึกษา
7 บทที่ 2 เอกสารและงานศึกษาค้นคว้าท่เี กยี่ วข้อง ในการดำเนินการจัดทำเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าจากรายงานท้ังเอกสาร ตำรา บทความ วารสาร และ งานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วข้อง ซ่งึ จะนำเสนอรายละเอียดตามลำดับดงั นี้ 1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 หลกั การของหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 1.2 จดุ หมายของหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 1.3 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1.4 คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 1.5 มาตรฐานการเรยี นรู้ 1.6 ตัวช้วี ัด 1.7 การจัดการเรยี นรู้ 1.8 สอ่ื การเรียนรู้ 1.9 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2551 2.1 ทำไมต้องเรยี นการงานอาชพี และเทคโนโลยี 2.2 เรียนรู้อะไรในการงานอาชพี และเทคโนโลยี 2.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ 2.4 คุณภาพผู้เรยี น 2.5 ตัวชวี้ ดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง 3. เอกสารที่เก่ยี วข้องกบั เอกสารประกอบการเรยี น 3.1 ความหมายของเอกสารประกอบการเรียน 3.2 ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรียน 3.3 ข้อควรพิจารณาในการผลติ เอกสารประกอบการเรียน 3.4 การสร้างเอกสารประกอบการเรยี น 3.5 แนวทางการเขยี นเอกสารประกอบการเรยี น 3.6 การทดสอบประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน 3.7 ประโยชนข์ องเอกสารประกอบการเรยี น 4. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น 4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น 4.2 ปจั จัยทส่ี ่งผลต่อผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน 4.3 คุณลกั ษณะของเคร่ืองมือวัดผลท่ดี ี
8 4.4 กระบวนการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ 5.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับการสรา้ งเสรมิ ความพึงพอใจ 5.3 วธิ กี ารวัดความพึงพอใจ 5.4 การสรา้ งแบบประเมินความพึงพอใจ 6. เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง 1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและ เป็นพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองไดเ้ ตม็ ตามศักยภาพ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551 : 4 -10) 1.1 หลักการของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กระทรวงศึกษาธกิ าร (2551 : 4) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน มหี ลักการทสี่ ำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเปน็ ไทยควบคูก่ บั ความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ ภาค และมคี ณุ ภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถ่ิน 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัด การเรยี นรู้ 5. เปน็ หลักสูตรการศึกษาทเี่ น้นผ้เู รียนเป็นสำคญั 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุม ทกุ กลุม่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์ 1.2 จดุ หมายของหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 5) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน มุ่งพฒั นาผู้เรยี นให้ เปน็ คนดี มปี ัญญา มีความสขุ มศี ักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปน็ จดุ หมาย เพื่อให้เกิดกับผเู้ รยี น เมอื่ จบการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน ดังนี้
9 1. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมท่พี ึงประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มวี ินยั และปฏิบัติตน ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทต่ี นนับถือ ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มคี วามรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคดิ การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทักษะ ชีวติ 3. มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ทดี่ ี มีสขุ นสิ ัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มจี ิตสำนึกในความเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดม่นั ในวิถีชวี ติ และ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุข 5. มจี ติ สำนกึ ในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและภมู ิปญั ญาไทย การอนุรักษแ์ ละพฒั นาสงิ่ แวดลอ้ ม มจี ติ สาธารณะท่มี ุ่งทำประโยชน์และสรา้ งสงิ่ ที่ดงี ามในสังคม และอยู่รว่ มกนั ในสงั คมอยา่ งมีความสุข 1.3 สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ในการพฒั นาผ้เู รียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน มงุ่ เนน้ พฒั นาผู้เรยี นให้มี คณุ ภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนด ซึง่ จะช่วยให้ผูเ้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดงั นี้ สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน มุ่งให้ผู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังน้ี 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร เป็นความสามารถในการรบั และสง่ สาร มวี ัฒนธรรมในการ ใชภ้ าษาถา่ ยทอดความคิด ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สึก และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนขอ้ มลู ขา่ วสารและประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทง้ั การเจรจาต่อรอง เพ่ือขจดั และลดปัญหาความขัดแยง้ ต่าง ๆ การเลือกรบั หรอื ไม่รบั ข้อมูลข่าวสารดว้ ยหลักเหตุผลและ ความถกู ตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ กี ารสอื่ สาร ท่ีมีประสทิ ธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่มี ีต่อตนเอง และสงั คม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สงั เคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพอ่ื การตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรมู้ า ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่ีเกิดข้ึน ตอ่ ตนเอง สงั คมและสิง่ แวดลอ้ ม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การดำเนนิ ชีวิตประจำวัน การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง การเรยี นรูอ้ ยา่ งต่อเน่อื ง การทำงาน และการอยู่ ร่วมกนั ในสงั คมดว้ ยการสรา้ งเสรมิ ความสมั พนั ธอ์ นั ดีระหว่างบคุ คล การจดั การปญั หาและความขัดแยง้ ตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั กับการเปลยี่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และการ ร้จู ักหลกี เลย่ี งพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ที่สง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื
10 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การ สอ่ื สาร การทำงาน การแกป้ ัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมคี ุณธรรม 1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่อื ใหส้ ามารถอย่รู ่วมกับผู้อื่นในสงั คมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 2. ซ่ือสตั ยส์ ุจริต 3. มีวินยั 4. ใฝเ่ รยี นรู้ 5. อยูอ่ ยา่ งพอเพียง 6. ม่งุ ม่นั ในการทำงาน 7. รกั ความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกำหนดคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์เพิม่ เตมิ ให้สอดคล้องตาม บรบิ ทและจดุ เน้นของตนเอง 1.5 มาตรฐานการเรยี นรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน จงึ กำหนดใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้ 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพ 8. ภาษาตา่ งประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรยี นพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์เม่ือจบการศึกษาข้ันพื้นฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบเพ่ือการประกันคุณภาพ การศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการ ทดสอบระดบั เขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าว เป็นส่ิงสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามท่ี มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพยี งใด
11 1.6 ตวั ชี้วัด ตัวชี้วัดระบุส่ิงที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนด เนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผล เพ่อื ตรวจสอบคุณภาพผู้เรยี น 1. ตัวช้ีวัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช้ันปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปที ่ี 1– มัธยมศึกษาปีที่ 3) 2. ตัวช้ีวัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4- 6) 1.7 การจัดการเรียนรู้ การจดั การเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคญั ในการนำหลกั สูตรสูก่ ารปฏิบตั ิ หลักสตู รแกนกลาง การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของผเู้ รยี น เปน็ เปา้ หมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชน ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการ เรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านสาระท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมท้ังปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญ ใหผ้ ู้เรียนบรรลุตามเปา้ หมาย 1. หลกั การจัดการเรยี นรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยยึด หลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญท่ีสุด เช่ือว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ท่ี เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็ม ตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญท้ัง ความรู้ และคณุ ธรรม 2. กระบวนการเรียนรู้ การจดั การเรยี นรู้ทเี่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ ผู้เรยี นจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรทู้ ่ีหลากหลาย เปน็ เคร่ืองมือท่ีจะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลกั สตู ร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสรา้ งความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทาง สังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การ เรียนรขู้ องตนเอง กระบวนการพฒั นาลกั ษณะนสิ ยั กระบวนการเหล่าน้ีเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังน้ัน ผู้สอน
12 จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพ่ือให้สามารถเลือกใช้ในการจัด กระบวนการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ 3. การออกแบบการจดั การเรียนรู้ ผู้สอนตอ้ งศกึ ษาหลักสตู รสถานศกึ ษาใหเ้ ขา้ ใจถึงมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ช้ีวัด สมรรถนะสำคัญ ของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณา ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบรรลตุ ามเป้าหมายท่ีกำหนด 4. บทบาทของผู้สอนและผเู้ รียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ควรมบี ทบาท ดังนี้ 4.1 บทบาทของผู้สอน 4.1.1 ศกึ ษาวิเคราะหผ์ ู้เรยี นเปน็ รายบคุ คล แลว้ นำข้อมลู มาใช้ในการวางแผน การจัดการเรียนรู้ ทท่ี ้าทายความสามารถของผู้เรยี น 4.1.2 กำหนดเปา้ หมายท่ตี อ้ งการให้เกิดขน้ึ กับผู้เรยี น ด้านความร้แู ละทักษะ กระบวนการ ทเี่ ป็นความคิดรวบยอด หลกั การ และความสัมพันธ์ รวมท้ังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4.1.3 ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บคุ คลและพัฒนาการทางสมอง เพ่ือนำผู้เรียนไปสเู่ ป้าหมาย 4.1.4 จัดบรรยากาศท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิด การเรียนรู้ 4.1.5 จัดเตรยี มและเลือกใชส้ อ่ื ใหเ้ หมาะสมกบั กจิ กรรม นำภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมมาประยุกตใ์ ช้ในการจัดการเรยี นการสอน 4.1.6 ประเมนิ ความก้าวหนา้ ของผูเ้ รียนด้วยวธิ ีการที่หลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องวชิ าและระดับพัฒนาการของผเู้ รียน 4.1.7 วเิ คราะหผ์ ลการประเมนิ มาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรยี น รวมทง้ั ปรับปรงุ การจัดการเรยี นการสอนของตนเอง 4.2 บทบาทของผเู้ รียน 4.2.1 กำหนดเปา้ หมาย วางแผน และรบั ผิดชอบการเรยี นรู้ของตนเอง 4.2.2 เสาะแสวงหาความรู้ เขา้ ถงึ แหลง่ การเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะหข์ อ้ ความรู้ ตั้งคำถาม คิดหาคำตอบหรอื หาแนวทางแก้ปญั หาดว้ ยวิธกี ารต่าง ๆ 4.2.3 ลงมอื ปฏิบัตจิ รงิ สรปุ สง่ิ ทีไ่ ด้เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง และนำความรู้ไปประยกุ ต์ใช้ ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ 4.2.4 มปี ฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมร่วมกบั กลุ่มและครู 4.2.5 ประเมินและพฒั นากระบวนการเรียนรขู้ องตนเองอย่างตอ่ เน่ือง
13 1.8 สื่อการเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้เป็นเคร่ืองมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียน เข้าถึงความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อ การเรียนรู้มีหลากหลายประเภท ท้ังสื่อธรรมชาติ สื่อส่ิงพิมพ์ ส่ือเทคโนโลยี และเครือข่าย การเรียนรูต้ ่าง ๆ ท่ีมีในท้องถ่ิน การเลอื กใช้ส่ือควรเลือกให้มคี วามเหมาะสมกับระดบั พัฒนาการ และ ลีลาการเรยี นรู้ท่หี ลากหลายของผ้เู รียน การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาข้ึนเอง หรือปรับปรุง เลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ท่ีมีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถ ส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพ่ือพัฒนาให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องและผู้มี หนา้ ทจ่ี ดั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ควรดำเนินการดังนี้ 1. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์ส่ือการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย การเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การเรียนรู้ ระหว่างสถานศกึ ษา ท้องถิ่น ชุมชน สังคมโลก 2. จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน รวมทั้งจัดหาส่งิ ทมี่ อี ยู่ในทอ้ งถนิ่ มาประยกุ ต์ใช้เปน็ ส่อื การเรยี นรู้ 3. เลือกและใช้ส่ือการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคลอ้ งกับวธิ ีการเรยี นรู้ ธรรมชาตขิ องสาระการเรยี นรู้ และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลของผูเ้ รยี น 4. ประเมนิ คุณภาพของสือ่ การเรยี นรูท้ ่เี ลอื กใชอ้ ย่างเป็นระบบ 5. ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพ่ือพัฒนาส่ือการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของ ผเู้ รียน 6. จดั ใหม้ ีการกำกบั ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธภิ าพเกย่ี วกับสื่อและการใช้ส่อื การเรยี นรูเ้ ป็นระยะๆ และสม่ำเสมอ ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพส่ือการเรียนรู้ท่ีใช้ในสถานศึกษา ควรคำนึงถึงหลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์ การเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้อง และทันสมัย ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มีการใช้ภาษาท่ีถูกต้อง รูปแบบ การนำเสนอทเ่ี ขา้ ใจงา่ ย และน่าสนใจ 1.9 การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพ้ืนฐานสองประการคือ การประเมินเพ่ือพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ประสบผลสำเร็จน้ัน ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวช้ีวัดเพ่ือให้บรรลุตาม มาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซ่ึงเป็น เป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศึกษา ระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า
14 และความสำเรจ็ ทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชนต์ ่อการส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นเกิด การพัฒนาและเรยี นรอู้ ยา่ งเตม็ ตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศกึ ษา ระดบั เขตพ้นื ที่การศกึ ษา และระดบั ชาติ มีรายละเอียด ดงั นี้ 1. การประเมินระดับช้ันเรียนเป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอในการจัดการเรียนการสอนใช้เทคนิคการประเมินอย่าง หลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมิน ชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิด โอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพ่ือนประเมินเพ่ือน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวช้ีวัด ให้มกี ารสอนซ่อมเสริม การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าใน การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่ง ที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการ เรียนการสอนของตนดว้ ย ท้ังนโี้ ดยสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวช้ีวัด 2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสินผล การเรยี นของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียน คุณลกั ษณะ อันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมท้ังสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการ ประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อ คณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ข้ันพ้ืนฐาน ผ้ปู กครองและชุมชน 3. การประเมินระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขต พืน้ ท่ีการศกึ ษาตามมาตรฐานการเรียนรตู้ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพ่อื ใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถ ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรยี นด้วยขอ้ สอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการโดย เขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด ในการดำเนนิ การจัดสอบ นอกจากน้ี ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนขอ้ มลู จากการประเมนิ ระดบั สถานศึกษาในเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา 4. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐาน การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียน ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นขอ้ มูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพ่ือนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการ ตดั สนิ ใจในระดบั นโยบายของประเทศ
15 ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแล ช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพ้ืนฐานความ แตกต่างระหว่างบุคคลท่ีจำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่ม ผู้เรียนท่ีมีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้าน วนิ ัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนท่ีปฏิเสธโรงเรียน กลุม่ ผู้เรียนที่มปี ัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่ม พิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจของสถานศึกษา ในการดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบ ความสำเรจ็ ในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ ท่ีเป็น ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อให้บุคลากรท่ีเก่ียวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติ รว่ มกัน 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 2.1 ทำไมต้องเรียนการงานอาชพี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มีความรู้ ความ เข้าใจ มีทักษะพ้ืนฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนำความรู้ เก่ยี วกับการ ดำรงชีวิต การอาชีพมาใช้ประโยชน์ในการทำงานอย่างมคี วามคิดสร้างสรรค์ และแข่งขัน ในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทำงานและมีเจตคติที่ดีต่อการ ทำงาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างพอเพียงและมีความสขุ 2.2 เรยี นรู้อะไรในการงานอาชีพ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพ่ือให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการทำงาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่างมี ประสิทธภิ าพโดย มีสาระสำคญั ดงั น้ี การดำรงชีวิตและครอบครัว เป็นสาระเกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวันการช่วยเหลือ ตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ในสภาพเศรษฐกิจท่ีพอเพียง ไม่ทำลายส่งิ แวดล้อม เน้นการปฏบิ ัตจิ ริง จนเกิด ความมั่นใจและภูมิใจในผลสำเร็จของงาน เพื่อให้ค้นพบความสามารถความถนัด และความ สนใจของตนเอง การอาชีพ เป็นสาระเกี่ยวกับทักษะท่ีจำเป็นต่ออาชีพ เห็นความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรมและ เจตคติท่ีดีต่ออาชีพ ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เห็นคุณค่าของอาชีพสุจริตละเห็น แนวทางในการประกอบอาชีพ
16 2.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระที่ 1 การดำรงชีวติ และครอบครวั มาตรฐาน ง 1.1 เขา้ ใจการทำงาน มีความคิดสรา้ งสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทกั ษะการ จดั การ ทักษะกระบวนการแก้ปญั หา ทกั ษะการทำงานรว่ มกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มี คุณธรรม และลกั ษณะนิสยั ในการทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลงั งาน ทรัพยากร และสง่ิ แวดลอ้ มเพ่ือ การดำรงชีวติ และครอบครัว สาระที่ 2 การอาชพี มาตรฐาน ง 2.1 เขา้ ใจ มีทักษะที่จำเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชพี ใช้เทคโนโลยี เพื่อ พัฒนาอาชีพ มีคณุ ธรรม และมเี จตคติท่ีดตี อ่ อาชพี 2.4 คุณภาพผเู้ รียนจบชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 เข้าใจการทำงานและปรับปรุงการทำงานแต่ละข้ันตอน มีทักษะการจัดการ ทักษะการ ทำงานร่วมกัน ทำงานอย่างเป็นระบบและมีความคิดสร้างสรรค์ มีลักษณะนิสัยการทำงานท่ีขยัน อดทน รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มี มารยาท และมีจิตสำนึกในการใช้น้ำ ไฟฟ้าอย่างประหยัดและคุ้มค่ารู้ และเข้าใจเกย่ี วกับอาชพี รวมท้งั มคี วามรู้ ความสามารถและคุณธรรมท่สี มั พนั ธก์ ับอาชพี 2.5 ตัวชีว้ ัดและสาระการเรียนร้ขู องกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สาระที่ 1 การดำรงชวี ติ และครอบครวั มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทำงาน มคี วามคิดสร้างสรรค์ มที ักษะกระบวนการทำงาน ทกั ษะการ จดั การ ทกั ษะกระบวนการแก้ปญั หา ทักษะการทำงานร่วมกนั และทักษะการแสวงหาความรู้ มี คุณธรรม และลกั ษณะนสิ ัยในการทำงาน มีจิตสำนึกในการใชพ้ ลงั งาน ทรพั ยากร และสง่ิ แวดล้อมเพื่อ การดำรงชวี ติ และครอบครัว ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ป. 6 1. อภิปรายแนวทางในการทำงาน • การทำงานและการปรบั ปรงุ การทำงาน เช่น และปรบั ปรงุ การทำงานแต่ละขั้นตอน - การดแู ลรกั ษาสมบตั ภิ ายในบ้าน 2. ใช้ทักษะการจดั การในการทำงาน - การปลกู ไมด้ อก หรือ ไม้ประดับ หรือ และมที ักษะการทำงานรว่ มกัน ปลูกผกั หรอื เลีย้ งปลาสวยงาม 3. ปฏบิ ตั ติ นอย่างมีมารยาทในการ - การบนั ทึกรายรบั – รายจา่ ยของห้องเรียน ทำงานกับครอบครวั และผ้อู ่ืน - การจัดเกบ็ เอกสารการเงิน • การจดั การในการทำงานและทกั ษะ การทำงานร่วมกัน เชน่ - การเตรียม ประกอบ จดั อาหาร ใหส้ มาชิก ในครอบครวั - การตดิ ตัง้ ประกอบ ของใช้ใน บ้าน - การประดษิ ฐข์ องใช้ของตกแต่งให้ สมาชิกในครอบครวั หรือเพื่อนในโอกาสตา่ ง ๆ • มารยาท เช่น - การทำงานกับสมาชิกในครอบครัวและผอู้ ื่น
17 สาระที่ 2 การอาชพี มาตรฐาน ง 2.1 เขา้ ใจ มีทักษะที่จำเป็น มปี ระสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชพี ใช้เทคโนโลยี เพ่ือ พัฒนาอาชพี มีคณุ ธรรม และมีเจตคตทิ ี่ดตี อ่ อาชีพ ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ป. 6 1. สำรวจตนเองเพอื่ วางแผนใน • การสำรวจตนเอง - ความสนใจ ความสามารถ การเลือกอาชพี และ ทักษะ 2. ระบุความรู้ ความสามารถและ • คุณธรรมในการประกอบอาชพี เชน่ - ความ คณุ ธรรมทีส่ มั พันธ์กับอาชพี ที่ สนใจ ซอ่ื สตั ย์ - ความขยนั อดทน - ความยุติธรรม - ความรับผดิ ชอบ จากรายละเอียดของหลักสูตรท่ีกล่าวมาข้างต้น หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพแ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เน้นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้การงานอาชีพ ที่มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีทักษะในการทำงานเป็น รักการทำงาน ทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้ มีความสามารถในการจัดการ ในการทำงาน และพัฒนานักเรียนให้เป็นคนมีคุณภาพ มีศักยภาพ พร้อมที่จะดึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละบุคคลออกมา ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงต้องเน้น กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นนักเรียนเป็นสำคัญ เน้นทักษะการฝึกปฏิบัติ ท่ีผลของพฤติกรรมปรากฏใน รูปแบบผลงานเป็นหลัก จงึ จะเกิดการเรียนรูอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ 3. แนวคดิ เกีย่ วกับเอกสารประกอบการเรียน 3.1 ความหมายของเอกสารประกอบการเรยี น นกั วิชาการศกึ ษาเรียกชื่อเอกสารประกอบการเรียนแตกต่างกนั บางท่านเรียกว่า “เอกสาร ประกอบการเรียน” พันทิพา ปัจจังคะตา.(2549: 13) และ ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550: 42) บางท่าน เรียก “เอกสารประกอบการสอน” เช่น สุชาติ ศิริสุขไพบูลย์ (2550: 6) เป็นต้น ซ่ึงคำเรยี กเหล่าน้ีเม่ือ พิจารณาจากความหมายและลักษณะแล้ว จะเหมือนและสามารถใช้แทนกันได้ ในที่น้ีผู้ศึกษาจะใช้คำ ว่า “เอกสารประกอบการเรยี น” พันทิพา ปัจจังคะตา (2549 : 13) เอกสารประกอบการสอน หมายถึง เอกสารท่ีจัดทำขึ้น เพ่อื ใช้ประกอบการสอนของครูหรอื ประกอบการเรยี นของนักเรียนในวิชาใดวิชาหนึง่ ควรมีหวั ข้อเร่อื ง จุดประสงค์เนื้อหาสาระและกิจกรรมเพ่ือจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่หลักสูตร กำหนด สนม ครุฑเมือง (2549, หน้า 90) กล่าวว่า เอกสารประกอบการเรียนเป็นเอกสารหรือส่ือท่ี สร้างและเขียนเพ่ือใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาใดวิชาหนึ่งตามหลักสูตรของสถาบันการศึกษา โดยศึกษาความมุ่งหมายและเน้ือหาสาระของหลักสูตร เพื่อนำมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ อย่างสอดคล้องกับสภาพการสอนจริง เอกสารประกอบการสอนต้องมีเน้ือหาสาระท่ีถูกต้อง มีข้อมูล อ้างอิง มีระบบ ขน้ั ตอนในการเรยี น การจดั ทำรูปเลม่ อาจตีพมิ พห์ รือถา่ ยสำเนาเยบ็ เลม่ ก็ได้
18 ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550 : 42) กล่าวว่าเอกสารประกอบการเรียน หมายถึง เอกสารท่ี บอกวิธีการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนเฉพาะเร่ืองหรือจุดประสงค์การ เรียนรู้ตามกลุ่มสาระ การเรียนรู้เพื่อให้ครหู รือผู้เรยี นใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้เรือ่ งใดเรื่องหนึ่งตามหลักสูตรซึ่งจะต้องมี หัวข้อและเนื้อหาครอบคลุมและครบถ้วนตามรายละเอียดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีกำหนดไว้ใน หลักสตู รไม่น้อยกวา่ 1 หนว่ ยการเรียน/รายวชิ า สุชาติ ศิริสุขไพบูลย์(2550 : 6) ได้ให้ความหมายของเอกสารประกอบการเรียนไว้ หมายถึง เอกสารที่ผู้สอนจัดทำข้ึนเพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นลักษณะเอกสารที่จัดทำเป็น รูปเล่มมีเน้ือหาสาระที่ครอบคลุมครบถ้วนตามจุดประสงค์การเรียนรู้มีคำอธิบายถึงรายละเอีย ดของ เน้ือหาท่ีถูกต้องตามหลักวิชาการและมีรูปภาพประกอบตามคำบรรยายอย่างเหมาะสม เน้ือหามีการ แยกย่อยและเรียงตามลำดับข้ันตอนอย่างต่อเน่ืองกัน สาระถูกต้อง รูปแบบการพิมพ์ที่ดีมีความ ชดั เจน และเป็นสาระท่ีเขียนข้นึ ดว้ ยความรู้ของผู้สอนเอง ไม่ไดล้ อกของผ้อู ื่นมา สุวิทย์ มูลคำ และ สนุ ันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 41) กล่าวว่า เอกสารประกอบการเรียน หมายถึงเอกสารที่จัดทำข้ึนเพ่ือใช้ประกอบการสอนของครูหรอื ประกอบการเรียนของนักเรียนในวิชา ใดวิชาหน่ึง ควรมีหัวข้อเรื่อง จุดประสงค์ เน้ือหาสาระและกิจกรรม เพ่ือจะส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้เกิด การเรยี นร้ตู ามทีห่ ลักสูตรกำหนด สุจิตร ทรงคาศรี (2554 : 31-35) ให้ความหมายของเอกสารประกอบการสอนว่า หมายถึง หนังสือที่จัดทำเพื่อให้เด็กอ่าน อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นเอกสารที่มี เน้ือหา วัตถุประสงค์และแก่นเรื่องย่ออย่างชัดเจน มีความยากงา่ ยเหมาะกับระดับชั้น วัย ความสนใจ ภูมิหลังของผู้เรียน มีเน้ือหาสนุก รูปแบบการเขียนเนื้อหามีหลายแบบด้วยกัน ได้แก่ นิทาน นิทาน พนื้ บ้าน เร่ืองสั้น สารคดี บทความ บันทึกเรื่อง ความเรียง สำนวนภาษาที่ใช้จะใช้ภาษาง่ายๆ ถูกต้อง เหมาะสมและรูปเล่มควรมีขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่หรือกว้างหรือยาวหรือเล็กมาก เพราะเด็กจะถือ หนังสอื อา่ นไม่สะดวก โศภน รัตนะ (2556 : 11) กล่าววา่ เอกสารประกอบการสอน หมายถึง ส่ือนวัตกรรมประเภท เอกสารสิ่งพิมพ์ที่จัดทำขึ้นเพ่ือใช้ประกอบการสอนของครูหรือประกอ บการเรียนของนักเรียนท่ีใช้ ประกอบการจัดกาเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามหลักสูตร เพ่ือส่งเสริมให้นักเรียนเรียนด้วยตนเอง ใช้ ประกอบการจัดกจิ กรรมการเรียนร้ขู องครูและนักเรยี นใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพเพิ่มข้นึ อนุวัติ คูณแก้ว (2555 : 44) กล่าวว่า เอกสารประกอบการสอน เป็นเอกสารท่ีใช้ประกอบการ สอนวิชาใดวชิ าหนง่ึ ตามหลักสตู ร มีหวั ขอ้ และเนอ้ื หาครอบคลุม และครบถ้วนตามรายละเอียดคำอธิบาย รายวิชาทกี่ ำหนดไว้ในหลักสูตร ประกอบด้วย คำอธิบายรายวิชา วัตถุประสงค์ทัว่ ไป การวางแผนการ สอน การวัดและประเมินผล หนังสืออ่านประกอบ แผนบริหารการสอน เนื้อหา รวมทั้งแบบทดสอบก่อน/ หลังบทเรยี น หรือคำถามทา้ ยบท สรุปได้วา่ เอกสารประกอบการเรียน หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึน้ เพ่ือใช้ประกอบการสอนของ ครูหรือประกอบการเรียนในวิชาใดวิชาหน่ึง โดยมีหัวข้อเรื่อง จุดประสงค์ เนื้อหาสาระและกิจกรรม เพ่ือจะส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ตามที่หลักสูตรกำหนด ดังน้ันการผลิตเอกสารประกอบ
19 การเรียน จึงทำได้หลายรูปแบบ ตามความเหมาะสมของเน้ือหาและกิจกรรมในแต่ละวิชา ซ่ึงอาจ รวมถงึ เอกสารประกอบการเรยี น ใบงาน ใบความรู้และแบบฝึกในลักษณะต่าง ๆ 3.2 ส่วนประกอบของเอกสารประกอบการเรยี น ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550 : 42) กล่าวไวว้ ่า สว่ นประกอบของเอกสารประกอบการเรียน ควรประกอบดว้ ยหวั ข้อต่อไปน้ี 1. ความสำคญั และการเกิดปัญหาการจัดการเรยี นการสอน 2. จดุ มุ่งหมายในการแก้ปัญหา 3. เนอื้ หา 4. วิธีดำเนินการ กจิ กรรมและวิธสี อน 5. การวัดผลและประเมนิ ผล สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 41-42) ได้กล่าวถึง เอกสาร ประกอบการเรียนว่าไม่มีรูปแบบที่จำเพาะเจาะจง ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับดุลยพินิจของผู้ผลิตท่ีจะคำนึงถึง ลักษณะการนำไปใช้และกลุ่มผเู้ รยี นเป็นสำคัญ และได้นำเสนอส่วนประกอบของเอกสารประกอบการ เรียนมดี งั น้ี 1. สว่ นปก ควรมสี ่วนประกอบ ดังน้ี 1.1 ปกนอก 1.2 ปกใน 1.3 คำนำ 1.4 สารบัญ 1.5 คำช้ีแจง หรอื คำแนะนำในการใช้ 1.6 จุดประสงค์หลัก 2. ส่วนเนอื้ หา อาจแบ่งเป็นเร่ืองย่อย หรือเป็นตอนตามลักษณะของเน้อื หา มสี ว่ นประกอบ ดงั น้ี 2.1 ชอ่ื บท หรือช่ือหนว่ ย หรือช่ือเร่ือง 2.2 หวั ขอ้ เรอื่ งย่อย 2.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.4 กิจกรรมหลัก 2.5 เนื้อหาโดยละเอยี ด หรอื ใบความรู้ 2.6 กิจกรรมฝึกปฏิบตั ิ หรือแบบฝกึ หรือใบงาน 2.7 บทสรปุ (ถา้ มี) สรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรยี นไมม่ ีรปู แบบทีจ่ ำเพาะเจาะจง ทง้ั นขี้ นึ้ อยูก่ บั ดุลยพนิ จิ ของผสู้ ร้างและลกั ษณะการนำไปใช้ ซึ่งอาจประกอบดว้ ย สว่ นปก ส่วนเน้อื หา ส่วนอ้างองิ หรอื อาจ แบ่งเป็นหน่วยหรือบท ประกอบด้วยสาระสำคัญ จุดประสงค์ เน้ือหา กิจกรรมการเรียนการสอน การ วดั ผลและประเมนิ ผล
20 3.3 การสรา้ งเอกสารประกอบการเรียน ประภาพรรณ เส็งวงศ์ (2550 : 43) ได้เสนอข้ันตอนการเขียนเอกสารประกอบการเรียน ดังต่อไปนี้ 1. สงั เกตปญั หาที่เกิดขน้ึ ในการจดั การเรียนการสอนและบันทึกรวบรวมปัญหาทีเ่ กดิ ข้นึ ไว้ 2. ศึกษาสาเหตุของการเกิดปัญหาในการจัดการเรยี นการสอน แล้วพจิ ารณาปัญหา ทม่ี ผี ลเสยี ตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนมากทสี่ ดุ 3. ศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสตู ร 4. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูแ้ ละกิจกรรมการเรยี นรู้ 5. ปรึกษาผเู้ ช่ยี วชาญด้านการจัดการเรยี นการสอนตามกล่มุ สาระการเรยี นรู้ 6. กำหนดโครงร่างกระบวนการแก้ปญั หาในสาระการเรียนรูน้ น้ั เปน็ บทหรอื ตอน 7. ศกึ ษารูปแบบการเขียนเอกสารประกอบการเรยี น 8. กำหนดสว่ นประกอบภายในเอกสาร 9. รวบรวมข้อมูลเพ่ือนำมาเขียนทฤษฎี หลักการ เนื้อหา วธิ กี าร ภาพ แผนภมู ิ 10. ลงมอื เขยี นเน้ือหาแต่ละเล่ม 11. ปรกึ ษาผู้เช่ยี วชาญใหช้ ว่ ยพิจารณาปรับปรงุ แก้ไข 12. นำไปทดลองใชส้ อนในห้องเรียน 13. ประเมนิ ผลการใช้เอกสารและการจัดการเรยี นการสอน 14. ปรบั ปรงุ แกไ้ ขส่วนทีบ่ กพรอ่ งให้สมบูรณ์ สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 44) กล่าวว่า ขั้นตอนการผลิตเอกสาร ประกอบการเรียนการสอน จะเหมือนกับขั้นตอนการผลิตสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอนท่ัวไป ซึ่งมีขั้นตอนตา่ ง ๆ ดังนี้ 1. วเิ คราะห์ปญั หาและสาเหตุจากการเรยี นการสอน ซ่ึงอาจได้มาจาก 1.1 การสงั เกตปญั หาที่เกิดข้ึนขณะทำการสอน 1.2 การบันทึกปัญหาและข้อมลู ระหว่างสอน 1.3 การศึกษาและวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นของผเู้ รยี น 2. ศกึ ษารายละเอยี ดในหลักสูตรสถานศึกษา เพ่ือวเิ คราะห์เน้อื หาสาระและผลการเรียนรู้ ทค่ี าดหวัง หรือจุดประสงค์และกิจกรรมทีเ่ ปน็ ปญั หา 3. เลือกเน้ือหาทเ่ี หมาะสมแบ่งเปน็ บทเป็นตอน หรือเปน็ เร่ือง เพื่อแก้ปญั หาที่พบ 4. ศกึ ษารูปแบบของการเขยี นเอกสารประกอบการเรยี นการสอนและกำหนดส่วนประกอบ ภายในของเอกสารประกอบการสอน 5. ศึกษาคน้ ควา้ และรวบรวมขอ้ มูล เพอื่ นำมากำหนดเปน็ จุดประสงค์ เนื้อหา วธิ ีการ และ ส่ือประกอบเอกสารในแตล่ ะบทหรอื แต่ละตอน 6. เขยี นเนอื้ หาในแตล่ ะตอน รวมท้ังภาพประกอบ แผนภมู ิ และขอ้ สอบใหส้ อดคล้องกบั จดุ ประสงค์ท่ีกำหนดไว้ 7. ส่งให้ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบ 8. นำไปทดลองใชใ้ นหอ้ งเรียน
21 9. นำผลทไี่ ดม้ าใช้พิจารณาเพ่ือปรบั ปรงุ แกไ้ ขส่วนที่บกพรอ่ ง (อาจทดลองใชม้ ากกว่า 1 ครง้ั เพ่ือปรับปรุงเอกสารประกอบการเรียนนั้นให้สมบรู ณ์ และมีคุณภาพมากทสี่ ุด) 10. นำไปใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาท่พี บจากข้อ 1 กล่าวโดยสรปุ การสร้างเอกสารประกอบการเรียนจะมีข้นั ตอนการสร้างเหมือนกับข้ันตอนการ ผลิตส่ือ นวัตกรรมการเรียนการสอนทั่วไป ซึ่งผู้สอนจะต้องสังเกตปัญหา ศึกษาสาเหตุ และวิเคราะห์ ปัญหาท่ีเกิดจากการเรียนการสอน ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร เน้ือหาสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ปรึกษาผู้เช่ียวชาญและศึกษารูปแบบการเขียนเอกสารประกอบ การเรียน กำหนดสว่ นประกอบภายในเอกสารประกอบการเรียน รวบรวมขอ้ มลู เพ่อื นำมาเขียนเนอื้ หา ในแต่ละเล่มแต่ละตอน ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ นำไปทดลองใช้ในห้องเรียน ประเมินผล และ ปรับปรุงเอกสารประกอบการเรียนให้สมบรู ณ์ 3.4 ข้อควรพิจารณาในการสรา้ งเอกสารประกอบการเรียน ในการสร้างเอกสารประกอบการเรยี น ควรทราบถึงเทคนิคการเขียนและข้อควรพจิ ารณา ดังน้ี (สุวิทย์ มลู คำ และ สนุ นั ทา สนุ ทรประเสรฐิ , 2550 : 42-44) 1. กลุม่ เป้าหมาย ควรพจิ ารณาถึงกลุ่มเป้าหมายในด้านจติ วทิ ยา วุฒิ ภาวะ และวยั ของผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ เพราะผู้เรียนในแต่ละระดับย่อมมีความต้องการแตกต่างกัน ท้ังในด้านเน้ือหา การใช้ภาษา ภาพประกอบ และขนาดตวั อกั ษรท่ีใชใ้ นเอกสารประกอบการเรยี น 2. การกำหนดเนื้อหา การกำหนดเน้ือหา ต้องมีความถกู ต้องและเหมาะสม ความถกู ต้องได้แก่การมเี นื้อหา สาระตามที่หลักสตู รกำหนด มคี วามเที่ยงตรงของข้อมูลท่นี ำเสนอ มคี วามชดั เจน ทันสมัยเป็นปจั จุบัน ไมก่ ำกวมสับสน หรือเบ่ยี งเบนข้อเทจ็ จรงิ ส่วนความเหมาะสม ได้แก่ ความยากง่ายของเน้อื หาสาระ โดยพจิ ารณาถึงดา้ นวยั วฒุ ิ ประสบการณ์และพ้ืนฐานของผู้เรยี นเปน็ สำคญั 3. การเรียบเรยี งถ้อยคำ เปน็ เทคนิคสำคัญในการนำเสนอเนือ้ หา ควรคำนงึ ถงึ 3.1 รูปแบบ ควรเขียนให้ส้ันและ กะทัดรัดแต่ได้ใจความ ไม่มีคำขยายท่ีทำให้เยิ่นเย้อโดย ไมจ่ ำเป็น 3.2 การเวน้ วรรคตอน ควรฝึกให้เป็นนสิ ยั เพราะการเขียนโดยไม่เว้นวรรคตอน หรือเว้นวรรคตอนทีผ่ ิด อาจจะทำให้ผดิ ความหมายและเกิดความเสยี หายต่อผ้เู รยี นได้ 3.3 การยอ่ หน้า ควรย่อหนา้ เมอ่ื เปลี่ยนประเด็นของเนื้อหา หรอื เพื่อต้องการ ดงึ ดดู ความสนใจของผเู้ รียน โดยพิจารณาถงึ ความเหมาะสมเป็นสำคัญ 4. การใช้ภาษา การใชภ้ าษา ควรเขียนให้อ่านง่ายและเข้าใจได้อย่างรวดเรว็ คำนงึ ถงึ เนื้อหาและ กลมุ่ เป้าหมายในการท่จี ะสื่อสารได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ควรหลีกเลยี่ งการใช้คำซ้ำซากและเล่นคำจน ผู้เรยี นสับสน 5. เทคนิคการนำเสนอ ต้องมีความน่าสนใจ น่าติดตามศึกษาต่อไป ไม่บรรจุความรู้และข้อมูลท่ีอัดแน่นจนเกินไปมี บรรยากาศของความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนกับผู้เรียน เป็นการสื่อสารในเชิงการพูดคุยเสมือน
22 ตวั หนังสือมีวิญญาณ การใช้ภาพประกอบการนำเสนอ เป็นเทคนคิ หนึ่งที่ช่วยเร้าความสนใจ หรือเพิ่ม ความเข้าใจ ในเน้ือหาใหช้ ัดเจนยิง่ ข้ึน ควรใช้ภาษาท่ีสอดคลอ้ งกบั เน้ือหา และมีความชัดเจน มีเทคนิค การใช้คำถามนำท่ีกระตุ้นความคิดของผู้เรียน เพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบในเน้ือหา ซึ่งจะทำให้ ผู้เรียนเข้าใจสิ่งที่กำลังศึกษามากขึ้น การมีกิจกรรม แบบฝึกหัด แบบประเมินผล หรือแบบทดสอบ เปน็ สงิ่ จำเป็นท่จี ะช่วยใหก้ ารใชเ้ อกสารประกอบการเรียนบรรลุจุดประสงค์ไดเ้ ป็นอย่างดี จากท่ีกล่าวมาเกี่ยวกบั ข้อควรพจิ ารณาในการสร้างเอกสารประกอบการเรียน สรปุ ได้วา่ การ สรา้ งเอกสารประกอบการเรยี น ควรพจิ ารณาถึงกลมุ่ เป้ าหมายในดา้ นจติ วิทยา วุฒภิ าวะ และวยั ของ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั การกำหนดเนือ้ หา การเรียบเรยี งถอ้ ยคำ การใชภ้ าษา และเทคนิคการนำเสนอ 3.5 แนวทางการเขียนเอกสารประกอบการเรยี น แนวทางการเขียนเอกสารประกอบการเรยี นในแต่ละหัวขอ้ สรปุ ได้ ดังน้ี (สวุ ิทย์ มลู คำ และ สนุ ันทา สุนทรประเสรฐิ , 2550 : 45-46) ปกนอก ควรบอกประเภทของนวตั กรรม คอื เอกสารประกอบการเรียนหรือการสอน แล้ว ตามด้วย วชิ า ชน้ั และช่ือเรอ่ื ง ช่ือผจู้ ดั ทำ ตำแหนง่ ชือ่ โรงเรียนและสงั กัดตามลำดบั และอาจมี ภาพประกอบ เพอ่ื ให้ดสู วยงาม เพ่ิมความสนใจได้ตามความเหมาะสมกับเน้ือหา ปกใน มเี นื้อหาเช่นเดยี วกับปกนอก คำนำ ควรประกอบดว้ ย วัตถุประสงคใ์ นการจดั ทำ (ทำไมจึงทำ) มีสว่ นประกอบกตี่ อน กเ่ี ร่อื ง อะไรบา้ ง ควรเขยี นสั้น ๆ เพื่อสรุปความ มปี ระโยชน์แก่ใครบ้าง ขอบคุณผู้ให้การช่วยเหลอื สนับสนุน สารบญั เป็นการแสดงโครงสร้างของเนื้อหาแต่ละตอนว่าอยู่หน้าใด คำช้ีแจง เปน็ การบอกกลา่ วใหผ้ สู้ อนและผู้เรียนไดเ้ ตรยี มการก่อนการนำเอกสาร ประกอบการเรยี นไปใช้ รวมทั้งเสนอแนะคำช้แี จงข้ันตอนการนำไปใช้ตามลำดับ และแสดงถงึ ความ ตอ่ เนื่องของเอกสารท่ีจะต้องสัมพนั ธห์ รือเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนโดยทัว่ ไป ชือ่ บทหรอื ชื่อเร่ือง ควรต้ังชื่อบทหรือช่อื เร่ืองให้ครอบคลมุ เนือ้ หาหรือช่อื เร่ืองทั้งหมด ในชดุ นนั้ หวั ข้อเรื่องย่อย จะเปน็ ชอ่ื หวั ข้อเนื้อหาท่ีจะเรยี น โดยเรยี งลำดับหัวขอ้ เร่ืองย่อยกอ่ นหลัง ตามเน้อื หาทีจ่ ะสอนในเรื่องนั้น จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ใหเ้ ขยี นเป็นจดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม สอดคลอ้ งจดุ ประสงคก์ าร เรียนรู้กบั เนอื้ หาและกจิ กรรม สามารถวดั และประเมนิ ผลได้อยา่ งครอบคลุมและชัดเจน กจิ กรรมหลัก จะบอกถึงกิจกรรมที่จะให้ผเู้ รยี นปฏบิ ัตติ ามกิจกรรมหลักก่อนหลงั เพ่ือเป็น การวางแผนการเรยี นหรือเตรียมสื่ออนื่ ๆ ทจ่ี ำเปน็ ต้องใชไ้ ว้ล่วงหน้า บทสรุป เป็นการสรปุ เนอ้ื หาในลกั ษณะแนวคดิ หลักเพื่อบทสรุป ประมวลความรคู้ วามคิด ของผเู้ รยี นให้ชัดเจนย่งิ ขึน้ ควรเขยี นใหก้ ะทัดรัดและครอบคลมุ เนือ้ หาในตอนน้ัน ๆ 3.6 ประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียน สุชาติ ศริ สิ ขุ ไพบูลย(์ 2550: 6) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียนไว้ดังน้ี 1. ใหน้ กั ศึกษานำไปใช้ในการศึกษาทบทวนทง้ั ในระหว่างเรียนและหลังเรียน
23 2. ใชเ้ พอื่ แสดงถึงความสามารถหรือความเชยี่ วชาญทางวชิ าการของผู้สอน (จึงต้องเป็น ผลงานของตนเอง ไมไ่ ด้ลอกใครมา) สุภาพร สิงห์ทอง (2550 : 21) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียนการสอนไว้ ว่าความสำคัญของเอกสารประกอบการเรยี นมีหลายประการ ดังน้ี คือ 1. ช่วยขยายเนื้อหาในแบบเรียนให้กว้างขวางขึ้น เอกสารประกอบการเรียนจัดทำข้นึ เพื่อ จุดมุ่งหมายเฉพาะส่วนย่อยที่ช่วยเน้นขยายเนื้อหาเน้ือหารและยังมีภาพประกอบทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจได้กว้างขวางขึน้ ดีข้ึนและง่ายข้ึน 2. สร้างเสริมนิสัยรักการค้นคว้าและพัฒนาการอ่าน เอกสารประกอบการเรียนทำให้ นักเรียนสามารถอ่านได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดสถานท่ี เป็นการสร้างเสริมลักษณะนิสัยให้รักการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ฝึกทักษะในการอ่านอยู่เสมอ รวมท้ังยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิด ประโยชน์อีกด้วย 3. ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านหนังสือ เอกสารประกอบการเรียนมีเร่ืองราว เน้ือหาที่สนุกสนานเพลิดเพลิน มีภาพประกอบและเหมาะสมกับวัย จึงเร้าความสนใจที่จะอ่าน มากกว่าแบบเรยี น ซงึ่ จะปลกู ฝงั ให้เกิดนิสัยรกั การอา่ นในท่สี ุด 4. ช่วยชดเชยความบกพร่องทางด้านจิตใจของนักเรียน เอกสารประกอบการเรียนท่ีเป็น เรื่องราว สามารถชดเชยความรู้สึกบกพร่องทางด้านจิตใจ เสริมสร้างคุณธรรมได้ดีกว่าแบบเรียน ทั่วไป 5. ช่วยให้นักเรียนได้รับความเพลิดเพลินบันเทิงใจ ลับสมองและส่งเสริมเชาว์ปัญญา เอกสารประกอบการเรียนมีเน้ือหาสาระเป็นเรื่องราวที่สนุกสนาน แฝงไว้ด้วยความรู้ มีความเหมาะสมกับ วัย จึงเปน็ สอ่ื สำคญั ท่ีสร้างความเพลิดเพลนิ ส่งเสรมิ เชาว์ปัญญาให้แก่นกั เรยี น จากการศึกษาประโยชน์ของเอกสารประกอบการเรียนสรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้ทำการศึกษาในระหว่างเรียนและหลังเลิกเรียน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ ของการเรียนรตู้ ามทคี่ าดหวงั 3.7 การหาประสทิ ธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชัยยงค์ พรหมวงษ์ (2543 : 23-26) กล่าวว่า เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพ ของส่ือการเรียนการสอนท่ีจะช่วยให้นักเรียนเกิดการรู้เป็นระดับที่ผู้ผลิตส่ือการเรียนจะพึงพอใจว่า หากสอ่ื การเรียนท่มี ีประสทิ ธิภาพถงึ ระดับน้ีแล้ว ส่อื การเรียนก็จะมคี ุณค่าท่ีจะนำไปสอนนกั เรียน และ คุ้มค่าต่อการลงทุนผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก สำหรับเกณฑ์ประสิทธิภาพหาได้โดยการประเมิน พฤติกรรมของนักเรียน 2 ประเภท คือพฤติกรรมต่อเน่ือง (กระบวนการ) และพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยการกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1(ประสิทธิภาพของกระบวนการ) E2(ประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์) ประสิทธิภาพของกระบวนการ (process) ของผู้เรียนสังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม หรือรายบุคคล ได้แก่ งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่นใด ที่ผู้สอนกำหนดประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (product) ของผู้เรียนพิจารณาจากการสอบหลังเรียนขั้นตอนการทดลองประสิทธิภาพ เมื่อผลิตส่ือ กา ร เรี ย น ก าร ส อ น เพื่ อ เป็ น ต้ น แ บ บ แ ล้ ว ต้ อ งน ำส่ื อ กา ร เรี ย น ก าร ส อ น ไป ท ด ส อ บ ป ร ะสิ ท ธิ ภ า พ ตามขั้นตอน ดังน้ี
24 1. แบบเดี่ยว (1 : 1) นำเอกสารประกอบการเรียนไปทดลองใช้กับผู้เรียน 1-3 คน โดย ทดสอบกับผู้เรียนเก่ง ปานกลางและอ่อน คำนวณหาประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น สำนวน ภาษา ภาพประกอบเรื่องต่าง ๆ โดยปกติคะแนนท่ีได้จากการทดลองแบบเดี่ยวน้ีจะได้คะแนนต่ำกว่า เกณฑ์มาก 2. แบบกลุ่มย่อย (1 : 10) นำเอกสารประกอบการเรียนที่ปรับปรุงแล้ว ทดลองกับผู้เรียน 6 - 10 คน คละผู้เรียนท่ีเก่งกับอ่อน คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงในคราวน้ีคะแนนของผู้เรียน จะเพิม่ ขนึ้ 3. แบบกลุ่มใหญ่ (1 : 100) นำเอกสารประกอบการเรียนไปทดลองใช้ทดลองกบั ผู้เรียน ท้ัง ชัน้ 30 – 100 คน คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วทำการปรบั ปรงุ ผลลัพธ์ท่ีได้ควรใกล้เคยี ง กับเกณฑท์ ต่ี ั้งไว้ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 153 - 156) กล่าวถึงเกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม นยิ มใชเ้ กณฑ์ 80/80 มวี ิธกี าร 2 แนวทาง ดงั น้ี 1. พิจารณาจากผู้เรียนจานวนมาก (ร้อยละ 80) สามารถบรรลุผลในระดับสูง (รอ้ ยละ 80) กรณีนี้เป็นนวัตกรรมสั้น ๆ ใช้เวลาน้อย เน้ือหาที่สอนมีเร่อื งเดียว เกณฑ์ 80/80 หมายถึง มีไม่ต่ำกว่า รอ้ ยละ 80 ของผู้เรียนที่ทาได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มซึ่งเป็นผลของการสอบวัดหลังจาก การทดลองสอน 2. พิจารณาจากผลระหว่างดำเนินการ และผลเมื่อสิ้นสุดการดำเนินการโดยเฉล่ียอยู่ใน ระดับสูง (เช่น ร้อยละ 80) กรณีน้ีใช้การสอนหลายครั้ง มีเนื้อหาสาระมาก มีการวัดผลระหว่างเรียน หลายคร้งั เกณฑ์ 80/80 มีความหมาย ดังน้ี 80 ตวั แรก เปน็ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 80 ตัวหลงั เปน็ ประสทิ ธภิ าพของผลโดยรวม (E2) 4. แนวคดิ เก่ียวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวดั ผลสมั ฤทธใ์ิ นการเรียน เปน็ การสงั เกตพฤติกรรมที่ตอบสนองนนั้ มลี กั ษณะอย่างไรและ เปน็ การตรวจสอบวา่ นักเรยี นมีพฤติกรรมตามจดุ มุง่ หมายของการศกึ ษาทีต่ ้ังไว้เพียงใด การวัด ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเปน็ การวัดผเู้ รยี นมีคุณลกั ษณะอยา่ งไร (วงศ์เดือน เป็ดทอง, 2550 : 53) 4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น สมนกึ ภทั ทิยธนี (2546 : 65) สรปุ วา่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น หมายถึง ความสามารถใน การพยายามเขา้ ถึงความรซู้ ่งึ เกิดจากการทำงานทปี่ ระสานกนั และต้องอาศัยความพยายามอยา่ งมาก ทง้ั องค์ประกอบทเี่ กี่ยวข้องกับสติปัญญา และองคป์ ระกอบทีไ่ ม่ใช่สตปิ ัญญา แสดงออกในรูป ความสำเรจ็ ซงึ่ สามารถและสงั เกตวดั ได้ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยาหรือแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี นทั่วไป นภาจรี ศรีจันทร์ (2551 : 307) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ เข้าถึงความรู้ (knowledge attained) การพัฒนาทักษะในการเรียนโดยอาศัยความพยายามจำนวน หนึ่งและแสดงออกในรูปของความสำเร็จ ซ่ึงสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยาหรือ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นท่วั ไป
25 สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียน หรือ เข้าถึงความรู้ แสดงออกในรูปความสำเร็จ ซ่ึงสามารถและสังเกตวัดได้ด้วยเคร่ืองมือทางจิตวิทยาหรือแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นทว่ั ไป 4.2 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน มนี กั วชิ าการหลายท่านได้ใหค้ วามหมายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นไว้ ดังนี้ บุญชม ศรสี ะอาด (2546 : 122) ได้กลา่ ววา่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเป็น แบบทดสอบที่ใชว้ ดั ผลการเรียนรู้ในเน้อื หา และจุดประสงค์ในรายวชิ าตา่ งๆทีเ่ รยี นมาในโรงเรยี น และ สถานศึกษาตา่ ง ๆ เปน็ เครือ่ งมือหลักของการวดั ผล จากความหมายท่ีกลา่ วมาข้างต้น สรปุ ได้วา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเปน็ เครอ่ื งมือที่ใช้วดั ความรูใ้ นด้านเน้อื หาวชิ า และจดุ ประสงค์ การเรียนร้ขู องเนอื้ หาวิชาที่สอน 4.3 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน สมนึก ภัททิยธนี (2544 : 45) แบ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบท่ีครูสร้าง (teacher made test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธ์ิ ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่ม จะไม่นำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มอ่ืน เป็นแบบที่ใช้กันโดยท่ัวไป ในโรงเรียน แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ เช่นเดียวกับ แบบทดสอบที่ครูสร้าง แต่มีจุดมุ่งหมายเพ่ือเปรียบเทียบคุณภาพต่าง ๆ ของนักเรียนท่ีต่างกลุ่มกัน เช่น เปรียบเทียบคุณภาพของนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งกับนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ท่ัวประเทศ (แบบทดสอบมาตรฐานระดับชาติ) หรือกับนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ท่ัวจังหวัด (แบบทดสอบมาตรฐาน ระดบั จังหวัด) เปน็ ต้น บุญชม ศรสี ะอาด (2545 : 53) ได้แบ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธเ์ิ ปน็ 2 ประเภท คอื 1. แบบทดสอบองิ เกณฑ์ (criterion referenced test) หมายถึง แบบทดสอบทส่ี รา้ งข้นึ ตามจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม มคี ะแนนจุดตดั หรือเกณฑ์สำหรับใช้ตดั สินว่า ผูส้ อบมคี วามรตู้ าม เกณฑ์ท่ีกำหนดไวห้ รือไม่ การวดั ตรงตามจุดประสงค์เปน็ หัวใจสำคญั ของแบบทดสอบประเภทน้ี 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (norm referenced test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งสร้างเพ่ือวัด ให้ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรความสามารถในการจำแนกผู้ตอบตาม ความเก่งอ่อนได้ดีเป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้การรายงานผลการสอบ อาศัยคะแนนมาตรฐาน ซึ่งเป็นคะแนนที่สามารถให้ความหมายแสดงถึงสถานภาพความสามารถของ บุคคลน้นั เม่ือเปรยี บเทยี บกับบุคคลอ่ืน ๆ ทใ่ี ชเ้ ปน็ กลุ่มเปรยี บเทยี บ จากทกี่ ลา่ วมาอาจแบ่งประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นได้เป็น 2 ชนิด คอื แบบทดสอบที่ครูสร้าง และแบบทดสอบมาตรฐาน 4.4 กรอบแนวคดิ ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น บุญชม ศรสี ะอาด (2546 : 122-123) เสนอกรอบแนวคิดท่ีใชเ้ ปน็ แนวในการสร้าง แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนว่า ในการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เพ่ือ นำไปใชเ้ กบ็ รวบรวมข้อมูลนั้น นยิ มสรา้ งโดยยดึ ตามการจำแนกจดุ ประสงคท์ างการศึกษา ดา้ นพทุ ธิ พิสยั ของบลูม ท่ีจำแนกจดุ ประสงค์ทางการศึกษาดา้ นพุทธิพิสัยออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่
26 1. ความรู้ (knowledge) 2. ความเข้าใจ (comprehension) 3. การนำไปใช้ (application) 4. การวเิ คราะห์ (analysis) 5. การสังเคราะห์ (synthesis) 6. การประเมนิ ค่า (evaluation) การสร้างข้อสอบ ถา้ วดั พุทธพิ ิสัยท้ัง 6 ประเภทเหล่านี้ จะมีความครอบคลุมพฤติกรรมด้าน ต่าง ๆ ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะวัดตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ที่กำหนดไว้ ซ่ึงกำหนดในรูปของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ครูจะออกข้อสอบตามจุดประสงค์ เชงิ พฤติกรรม 4.5 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นที่ครูสรา้ งขน้ึ สมนึก ภัททิยธนี (2544 : 55 -84) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทค่ี รูสรา้ งข้ึนเปน็ 6 ประเภท ดงั น้ี 1. ข้อสอบแบบความเรยี งหรืออัตนยั (subjective or essay) เป็นขอ้ สอบทีม่ เี ฉพาะ คำถาม แลว้ ให้นักเรยี นเขยี นตอบอย่างเสรี เขยี นบรรยายตามความรู้และขอ้ คิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบ กา ถูก-ผิด (true-false test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบท่ีมี 2 ตัวเลือก แต่ละตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่ และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ เหมือนกัน- ตา่ งกนั 3. ข้อสอบแบบเติมคำ (completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือข้อความ ที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างท่ีเว้นไว้น้ันเพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (short answer test) ข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบ เตมิ คำ แต่แตกตา่ งกันที่ข้อสอบแบบตอบสัน้ ๆ เขยี นเป็นประโยคคำถามที่สมบรู ณ์ แล้วให้ผ้ตู อบเขียน ตอบ คำตอบที่ต้องการจะสนั้ และกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใชเ่ ป็นการบรรยายแบบข้อสอบความ เรยี งหรอื อตั นยั 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (matching test) เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหน่ึง โดยมีคำหรือข้อความ แยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน)จะคู่กับคำ หรือข้อความใดในอีกชุดหน่ึง (ตัวเลือก) ซ่ึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามท่ีผู้ออกข้อสอบ กำหนดให้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (multiple choice test) คำถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะ ประกอบ ด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (stem) กับตอนเลือก(choice) ในตอนเลือกน้ี ประกอบด้วยตัวเลือกท่ีเป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมีคำถามท่ีกำหนดให้นักเรียน พิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากท่ีสุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวลวงอื่น ๆ และคำถามแบบ เลือกตอบที่ดี นิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่สงั เกตจะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริงมี น้ำหนักถูกมากน้อยต่างกัน กาท่ีครูผู้สอนจะเลือกออกข้อสอบประเภทใดนั้นต้องพิจารณาข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสมของแบบทดสอบกบั เนื้อหา หรอื จดุ ประสงคใ์ นการเรยี นรู้
27 4.6 คุณลกั ษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นท่ดี ี สมนกึ ภัททยิ ธนี (2546 : 63 - 65) สรปุ คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นทด่ี ีไว้ 10 ประการ คือ 1. ความเทีย่ งตรง (validity) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทัง้ ฉบับทส่ี ามารถวดั ได้ตรง กบั จุดมงุ่ หมายท่ีต้องการ หรือวดั ในสิง่ ท่ตี อ้ งการวดั ได้อยา่ งถกู ต้องแมน่ ยำ ความเทยี่ งตรง จงึ เปรียบเสมือนหัวใจของการทดสอบ 2. ความเช่อื มัน่ (reliability) หมายถึง ลกั ษณะของแบบทดสอบทง้ั ฉบับที่สามารถวัดได้ คงทีค่ งวาไม่เปลย่ี นแปลง ไมว่ ่าจะทำการสอนใหมก่ ี่ครง้ั กต็ าม 3. ความยุติธรรม (fair) หมายถงึ ลกั ษณะของแบบทดสอบทไี่ มเ่ ปิดโอกาสให้มีการ เปรียบเทียบในกลุ่มผ้สู อบเข้าดว้ ยกนั ไม่เปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนทำข้อสอบไดโ้ ดยการเดา 4. ความลกึ ของคำถาม (searching) หมายถงึ ข้อสอบแตล่ ะขอ้ น้นั จะตอ้ งไม่ถามผิวเผิน หรอื ถามประเภทความรู้ ความจำ แตต่ อ้ งใหน้ กั เรียน นำความรูค้ วามเข้าใจไปคิดดดั แปลงแกแ้ ลว้ จึง ตอบได้ 5. ความย่ัวยุ (exemplary) หมายถึง แบบทดสอบที่นักเรยี นทำดว้ ยความสนุกเพลดิ เพลิน ไมเ่ บื่อหนา่ ย 6. ความจำเพาะเจาะจง (definition) หมายถงึ ข้อสอบทม่ี ีแนวทางหรอื ทิศทางหรอื ทิศ ทางการถามชดั เจน ไมค่ ลุมเครอื ไม่แฝงกลเมด็ ให้นกั เรียน 7. ความเป็นปรนยั (objective) แบบทดสอบทม่ี คี วามเปน็ ปรนยั จะตอ้ งมคี ุณสมบัติ 3 ประการ คือ 7.1 ตงั้ คำถามให้ชดั เจน ทำให้ผูเ้ ข้าสอบทุกคนเข้าใจความหมายตรงกัน 7.2 ตรวจใหค้ ะแนนได้ตรงกนั แม้วา่ จะตรวจหลายครง้ั หรอื ตรวจหลายคนกต็ าม 7.3 แปลความหมายของคะแนนไดเ้ หมือนกัน 8. ประสทิ ธิภาพ (efficiency) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมจี ำนวนขอ้ พอประมาณ ใชเ้ วลาสอบใหพ้ อเหมาะ ประหยัดค่าใชจ้ ่าย จัดทำแบบทดสอบด้วยความประณตี ตรวจใหค้ ะแนนได้ รวดเรว็ รวมถงึ สง่ิ แวดล้อมในการสอบที่ดี 9. อำนาจจำแจก (discrimination) หมายถึง ความสามารถในการจำแนกผู้สอบ ข้อสอบท่ดี ี จะต้องมอี ำนาจจำแนกสูง 10. ความยาก (difficulty) ขึ้นอยกู่ บั ทฤษฎีทเ่ี ป็นหลักยึด เช่น ตามทฤษฎีทีเ่ ปน็ หลักยึด ตาม ทฤษฎกี ารวัดผลแบบองิ กลุ่ม ขอ้ สอบทีด่ ี คือ ข้อสอบท่ีไม่ยากหรอื ไมง่ า่ ยเกนิ ไป หรือมีความยากงา่ ย พอเหมาะ สว่ นทฤษฎกี ารวดั ผลแบบอิงเกณฑ์น้นั ความยากง่ายไมใ่ ช่สง่ิ สำคัญ สำคญั ที่ ข้อสอบนน้ั ไดว้ ัดในจุดประสงค์ท่ตี ้องการวดั ได้จริงหรอื ไม่ ถ้าวดั ไดจ้ รงิ ก็นับวา่ เปน็ ขอ้ สอบท่ไี ด้ ไมว่ า่ เปน็ ข้อสอบทง่ี า่ ยก็ตาม 4.7 หลักในการสรา้ งแบบทดสอบแบบเลือกตอบ เสริม ทัศศรี (อ้างถึงใน บุษกร เลิศวีระศิริกุล, 2550 : หน้า 41) กล่าวว่า การท่ีจะสร้าง แบบทดสอบแบบปรนยั ให้มีคณุ ภาพนั้น จะต้องมคี วามเท่ยี งตรงและเช่ือถือได้ มีหลกั ในการสร้าง ดังน้ี 1. ตอนนำต้องมีความชัดเจน มีข้อมูลมากพอเพ่ือทจ่ี ะทำให้ตวั เลอื กเปน็ ข้อมลู สัน้
28 2. ข้อคำถามจะต้องมีคำตอบเพียงคำตอบเดียว หรอื คำตอบที่ดีท่ีสุด 3. ควรเขียนตอนนำใหเ้ ปน็ ประโยคคำถาม 4. ควรหลีกเลีย่ งคำศัพท์ท่ียากเกนิ ไป 5. ควรให้ตัวเลอื กทุกตวั มีความเปน็ ไปได้ 6. ควรหลีกเลี่ยงการทำคำตอบให้ยาวกว่าตวั ลวง 7. ควรเรียงตวั เลือกให้เปน็ ระบบ เช่น ตามความส้ัน ความยาว 8. ขอ้ สอบสถานการณ์ไม่ควรแยกสถานการณ์กับคำถามไว้คนละหน้า 9. ควรมีตวั เลอื กประมาณ 4 – 5 ตัวเลือก 10. ควรระมดั ระวังการเรียงคำตอบทีเ่ ปน็ ระบบ บุษกร เลิศวีระศิริกุล (2550 : หน้า 41 – 42) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างข้อสอบไว้ 5 ขน้ั ตอน ดังนี้ 1. ข้นั วางแผน สงิ่ ทีค่ วรปฏิบัติในการวางแผนสรา้ งข้อสอบ ไดแ้ ก่ 1.1 กำหนดจุดมุ่งหมาย ในการสร้างข้อสอบทุกคร้ังต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน และแนน่ อนวา่ เพอ่ื วตั ถุประสงค์ใด 1.2 กำหนดเน้ือหาและพฤติกรรมท่ีต้องการวัด ในขั้นนี้หากกำหนดขอบข่ายของเนื้อหา และพฤติกรรมทจ่ี ะออกข้อสอบได้เหมาะสม กจ็ ะชว่ ยให้ขอ้ สอบมคี วามเที่ยงตรง 1.3 กำหนดชนิดและรูปแบบของขอ้ สอบ ในการสอบวัดต้องเลือกใช้ชนิดและรูปแบบของ ข้อสอบให้เหมาะสม 1.4 กำหนดส่วนประกอบอ่ืน ๆ ท่ีจำเป็นในการออกข้อสอบ และในการเลือกข้อสอบ คอื การกำหนดเวลาในการสร้างข้อสอบ บุคลากรในการสร้างข้อสอบ จำนวนข้อของข้อสอบ เวลาใน การทดสอบ วธิ ีการสอบและให้คะแนน เป็นต้น 2. ข้ันเตรียมการ เป็นการเตรียมสิ่งท่ีเอ้ืออำนวยต่อการสร้างข้อสอบได้แก่ หลักสูตร หนังสือ แบบเรยี น ทำการวิเคราะห์หลักสตู ร อุปกรณใ์ นการพิมพ์ การอัดสำเนา เป็นตน้ 3. ข้ันลงมือปฏิบัติ เป็นข้ันลงมือเขียนข้อสอบ ในกรณีการสร้างข้อสอบนั้นทำในรูปของ คณะกรรมการ คณะกรรมการควรแบ่งงานกันเขียนข้อสอบแล้วนัดหมายเวลาหรือมาประชุมวิจารณ์ ข้อสอบท่สี ร้างขึน้ 4. ข้ันประเมินเบ้ืองต้น คือ การวิจารณ์ข้อสอบหรือตรวจสอบคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไป ปรบั ปรุงขอ้ สอบมขี ัน้ ตอน ดังนี้ 4.1 ขอ้ คำถามวัดในสง่ิ ท่ตี ้องการวัดหรอื ไม่ 4.2 ข้อคำถามชัดเจนเข้าใจตรงกนั หรอื ไม่ 4.3 ข้อคำถามมคี ำตอบท่ีแน่นอนเพียงคำตอบเดียวหรือไม่ 4.4 ข้อคำถามใช้ภาษารัดกุม เหมาะสมกับระดับช้นั ของนักเรยี นหรือไม่ 4.5 ในกรณีเป็นข้อสอบเลือกตอบ พิจารณาว่าตัวเลือกเหมาะสมหรือไม่ เรียงข้อคำถาม ถกู ต้องตามหลักหรือไม่ เช่น เรียงตามลำดับเนื้อหา เรียงจากงา่ ยไปยากและการเรียงตัวเลอื กในแต่ละข้อ เหมาะสมสวยงามหรือไม่
29 5. ข้ันตรวจสอบคุณภาพหลังการทดสอบ ข้อสอบท่ีผ่านการทดสอบแล้ว นำมาตรวจให้คะแนน และตรวจสอบคณุ ภาพอกี โดยพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้ คือ 5.1 ความยากง่ายของข้อสอบ 5.2 อำนาจจำแนกของข้อสอบ 5.3 หาค่าสถิติพ้ืนฐานของข้อสอบ ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ยและค่าความแปรปรวน การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเป็นส่ิงสำคัญในการเรียนการสอน เพอ่ื ทดสอบนักเรยี นดูว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของข้อสอบที่ กำหนดหรือไม่ ข้อสอบทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพจำเปน็ ต้องผา่ นการวเิ คราะหท์ างสถิตจิ ากผู้วจิ ยั มาอย่างถกู ตอ้ ง จงึ สรุปได้ว่า การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นที่สำคญั นั้นมี 3 ขั้นตอน คือ การวางแผนสร้างแบบทดสอบ การเขียนข้อสอบและการตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบ ก่อนนำไปใช้สอบ ซ่ึงการสร้างแบบทดสอบแบบปรนัยให้มีคุณภาพนั้น จะต้องมีความเที่ยงตรง และเชอื่ ถอื ได้ สมนึก ภทั ทิยธนี (2544 : 54-77) กล่าวถงึ หลกั ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นแบบเลอื กตอบ สรปุ ได้ ดังนี้ 1. เขยี นตอนนำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ แล้วใสเ่ คร่ืองหมายปรัศนี ไม่ควรสร้างตอนนำให้ เป็นแบบอ่านต่อความ เพราะทำให้คำถามไม่กระชับ เกิดปัญหาสองแง่หรือข้อความไม่ต่อกันหรือเกิด ความสบั สนในการคดิ หาคำตอบ 2. เน้นเรื่องที่จะถามให้ชัดเจนและตรงจุดไม่คลุมเครือ เพ่ือว่าผู้อ่านจะไม่เข้าใจไขว้เขว สามารถมงุ่ ความคดิ ในคำตอบไปถกู ทศิ ทาง (เปน็ ปรนัย) 3. ควรถามในเร่ืองที่มีคุณค่าต่อการวัดหรือถามในสิ่งท่ีดีงามมีประโยชน์ คำถามแบบ เลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมในสมองได้หลาย ๆ ด้านไม่ใช่ถามเฉพาะความจำหรือความจริงตาม ตำรา แตต่ ้องถามใหค้ ิดหรอื นำความรทู้ ่ีเรียนไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ 4. หลีกเลีย่ งคำถามปฏิเสธ ถ้าจำเปน็ ต้องใช้ก็ควรขีดเส้นใต้คำปฏิเสธ แต่คำปฏิเสธซอ้ นไม่ ควรใช้อย่างยิ่ง เพราะปกตินักเรียนจะยุ่งยากต่อการแปลความหมายของคำถามและคำตอบ คำถามที่ ถามกลบั หรือปฏเิ สธซ้อนผดิ มากกวา่ ถกู 5. อย่าใช้คำฟุ่มเฟือย ควรถามปัญหาโดยตรง ส่ิงใดไม่เก่ียวข้องหรือไม่ได้ใช้เป็นเง่ือนไขใน การคดิ ก็ไม่ต้องนำมาเขยี นไว้ในคำถาม จะช่วยให้คำถามรัดกุม ชดั เจนขนึ้ 6. เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพันธ์ หมายถึงเขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใดลักษณะ หนง่ึ หรือมที ศิ ทางแบบเดยี วกนั หรอื มโี ครงสร้างสอดคลอ้ งเปน็ ทำนองเดยี วกนั 7. ควรเรียงลำดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ เช่น คำตอบที่เป็นตัวเลข นิยมเรียงจากน้อยไป หามาก เพอ่ื ช่วยใหผ้ ตู้ อบพิจารณาหาคำตอบได้สะดวก ไมห่ ลง และป้องกันการเดาตัวเลอื กทม่ี ีค่ามาก 8. ใช้ตัวเลือกปลายเปิดหรือปลายปิดให้เหมาะสม ตัวเลือกปลายเปิด ได้แก่ตัวเลือกสุดท้าย ใช้คำวา่ ไมม่ ีคำตอบถูก ท่ีกลา่ วมาผิดหมด ผดิ หมดทุกขอ้ หรอื สรปุ แน่นอนไมไ่ ด้ 9. ข้อเดียวต้องมีคำตอบเดียว แต่บางคร้ังผู้ออกข้อสอบคาดไม่ถึงว่าจะมีปัญหาหรืออาจจะเกิด จากการแต่งต้งั ตัวลวงไม่รดั กมุ จึงมองตัวลวงเหล่าน้นั ได้อกี แงห่ นงึ่ ทำใหเ้ กิดปญั หาสองแง่สองมมุ ได้ 10. เขียนท้ังตัวถูกและตัวผิดให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือจะกำหนดตัวถูกหรือผิดเพราะ สอดคล้องกับความเช่ือของสังคมหรือกับคำพังเพยทั่ว ๆ ไปไม่ได้ ทั้งน้ีเนื่องจากการเรียน
30 การสอนมุ่งให้นักเรียนทราบความจริงตามหลักวิชาเป็นสำคัญ จะนำความเชื่อโชคลางหรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีเฉพาะท้องถ่นิ มาอา้ งไม่ได้ 11. เขียนตัวเลือกให้อิสระจากกัน พยายามอย่าให้ตัวเลือกตัวใดตัวหน่ึงเป็นส่วนหน่ึงหรือ ส่วนประกอบของตวั เลือกอน่ื ตอ้ งใหแ้ ต่ละตัวเปน็ อิสระจากกันอยา่ งแท้จริง 12. ควรมีตัวเลือก 4-5 ตัว ถ้าเขียนตัวเลือกเพียง 2 ตัว จะกลายเป็นข้อสอบแบบกา ถูก- ผดิ และป้องกันการเดาไม่ได้ จึงควรมีตัวเลือกมาก ๆ ทน่ี ิยมใช้หากเป็นข้อสอบระดับประถมศึกษาปีที่ 1-2 ควรใช้ 3 ตัวเลือก ระดับประถมศึกษาปี ท่ี 3-6 ควรใช้ 4 ตัวเลือก และต้ังแต่มัธยมศึกษาขึ้นไป ควรใช้ 5 ตวั เลือก 13. อยา่ แนะคำตอบ มหี ลายกรณี ดังน้ี 13.1 คำถามข้อหลงั ๆ แนะคำถามข้อแรก ๆ 13.2 ถามเร่ืองทนี่ ักเรียนคล่องปากอยู่แล้ว โดยเฉพาะคำถามประเภทคำพังเพย สภุ าษิต คติพจน์หรือคำเตือนใจ 13.3 ใชข้ ้อความของคำตอบถูกซ้ำกับคำถามหรอื เกีย่ วข้องกันอยา่ งเห็นไดช้ ัด เพราะนักเรียนท่ีไมม่ ีความรูก้ ็อาจจะเดาได้ถกู 13.4 ข้อความของตัวถูกบางส่วนเป็นสว่ นหนงึ่ ของทกุ ตัวเลือก 13.5 เขยี นตวั ถกู หรือตวั ลวงถูกหรอื ผดิ เด่นชดั เกินไป 13.6 คำตอบไม่กระจาย จากท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่า ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแบบ เลือกตอบ นอกจากต้องคำนึงถึงหลักการแล้ว ครูผู้สร้างข้อสอบจำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์ท้ัง 13 ข้อ เพ่ือให้ได้ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มีคุณภาพและนอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงลักษณะของข้อสอบที่ดีท่ี สำคัญมี 5 ประการ ได้แก่ ความเท่ียงตรง ความเชอื่ มน่ั ความเปน็ ปรนยั อำนาจจำแนก และความยาก 5. แนวคดิ เกย่ี วกับความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นคำทีม่ ีความหมายหลากหลาย ซึง่ ได้จากแนวคดิ แต่ละทัศนะตามกรอบ ความคิดและความเชื่อของแต่ละบคุ คลที่ยึดถือ นักวิชาการหลายทา่ นได้ให้ความหมายไว้ ดงั นี้ จำปา วัฒนศิรนิ ทรเทพ (2550 : 48) สรุปไวว้ ่า ความพงึ พอใจ หมายถึง ความรสู้ กึ นึกคิด ความเชื่อ การแสดงความรู้สกึ ความคิดเห็นต่อส่ิงใดสิ่งหนง่ึ โดยแสดงพฤติกรรมออกมา 2 ลกั ษณะคือ ทางบวก ซง่ึ แสดงในลกั ษณะความชอบ ความพงึ พอใจ ความสนใจ เหน็ ดว้ ย ทำใหอ้ ยากทำงานหรือ ปฏิบัตกิ จิ กรรม อีกลกั ษณะหน่ึงคือ ทางลบ ซึ่งจะแสดงออกในลักษณะของความเกลยี ด ไม่พึงประสงค์ ไมพ่ อใจ ไม่สนใจไมเ่ หน็ ด้วย อาจทำให้บุคคลเกดิ ความเบื่อหน่าย หรอื ต้องการหนหี ่างจากส่ิงนัน้ นอกจากนค้ี วามพงึ พอใจอาจจะแสดงออกในลักษณะความเป็นกลางก็ได้ เช่น รูส้ กึ เฉย ๆไมร่ กั ไม่ชอบ ไมน่ า่ สนใจในสง่ิ นั้น ๆ สมพศิ ไชยเสนา (2550 : 54) กลา่ ววา่ ความพงึ พอใจ คอื ความรสู้ กึ ของบุคคลตอ่ ส่งิ ใดสิ่ง หนึ่ง ความรสู้ ึกพึงพอใจเกิดข้ึนเมือ่ บคุ คลไดร้ บั สิ่งทีต่ นต้องการและทำให้บคุ คลมีพฤติกรรมตอ่ สิ่งเร้า
31 น้นั ในเชงิ บวกหรอื เป็นไปตามเป้ าหมายทีต่ นเองต้องการ หรือไม่มีความรสู้ กึ ขดั แย้งกับสิ่งเหล่านน้ั และถ้าระดบั ความร้สู กึ ถ้ามคี วามเครียดมากจะทำให้เกิดความไม่พงึ พอใจในการทำงานความพึงพอใจ เปลยี่ นแปลงไปตามเวลาและสถานการณ์แวดล้อม จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ การแสดง ความรู้สึกความคิดเห็นต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่ง หรือทัศนคติของบุคคล ท่ีมีต่องานหรือกิจกรรมซ่ึงสามารถ เปน็ ไปได้ท้งั ทางบวกและทางลบ ระดบั ความพึงพอใจของแตล่ ะบุคคลยอ่ มมีความแตกตา่ งกัน 5.2 ทฤษฎีทีเ่ กยี่ วข้องกับความพงึ พอใจ ไชยยันห์ ชาญปรีชารัตน์ (2543 : 52) ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์ที่เก่ียวกับ ลักษณะและความต้องการของมนุษย์ซ่ึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเสริมความพึงพอใจของ บุคคล ได้อยา่ งเหมาะสม ประกอบดว้ ยทฤษฎที ่ีสำคญั ดงั น้ี 1. ทฤษฎีของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) มาสโลว์ ตั้งทฤษฎีน้ีโดยมีแนวคิด พนื้ ฐานเกีย่ วกับพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ ดงั น้ี 1.1 ลักษณะความต้องการมนุษย์ ประกอบดว้ ย 1.1.1 ความต้องการของมนุษยเ์ ปน็ ไปตามลำดับข้ันความสำคัญโดยเร่ิมจากระดบั ความต้องการขนั้ ต่ำไปสู่ความตอ้ งการขั้นสูง 1.1.2 มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ เม่ือความต้องการอย่างหน่ึงได้รับการตอบสนอง แล้วกจ็ ะมคี วามตอ้ งการสง่ิ ใหม่เขา้ มาแทนที่ 1.1.3 เมื่อความต้องการในระดับหน่ึงได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่จูงใจให้เกิด พฤติกรรมต่อส่ิงหน่ึง แต่จะมีความต้องการในระดับสูงเข้ามาแทน และเป็นแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมในสิ่ง นัน้ 1.1.4 ความตอ้ งการทเ่ี กดิ ขึ้นอาศยั ซึ่งกนั และกัน มีลักษณะควบคู่กนั คือ เมื่อความ ต้องการ อย่างหนงึ่ ไม่หมดสนิ้ ไป ก็จะมคี วามต้องการอย่างหนงึ่ เกิดขึน้ มา 1.2 ลำดบั ขั้นความต้องการของมนุษย์ (hierarchy of needs) มี 5 ระดับ คือ 1.2.1 ความต้องการทางดา้ นกายภาพ (physiological needs) เป็นความต้องการ เบ้ืองต้นเพ่ือความอยู่รอด เช่น ความต้องการเรื่องอาหาร ท่ีอยู่อาศัย ความต้องการทางเพศ ความต้องการ ทางด้านร่างกาย จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเม่ือความต้องการท้ังหมดของตนยังไม่ได้รับ การตอบสนองเลย 1.2.2 ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (safety needs) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ความป้องกันเพ่ือให้เกิดความปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ท่ีเกิดกับร่างกาย ความเจ็บป่วยและ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รวมถึงการรับประกันต่อความมั่นคงในหน้าท่ีการงานและส่งเสริมเพื่อให้ เกิดความม่นั คงทางดา้ นเศรษฐกจิ 1.2.3 ความต้องการความรักและความต้องการทางด้านสังคม (love and belonging needs) เป็นความต้องการท่ีเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันและการได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นโดยมี ความรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคมเสมอ เมื่อความต้องการทางด้านกายภาพและ ความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการด้านสังคมจะเริ่มเป็นส่ิงจูงใจที่สำคัญ ต่อพฤติกรรมของคน ท้ังนี้เพราะคนมนี ิสัยชอบอย่รู วมกันเปน็ กล่มุ
32 1.2.4 ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง (esteem needs) เป็นความต้องการระดับท่ีเกี่ยวกับ ความม่ันใจในตนเอง ในเร่ืองความรู้ ความสามารถ เป็นความต้องการท่ีจะให้ผู้อื่นยกย่อง สรรเสริญ เมอ่ื ทำงานส่งิ ใดส่งิ หนึง่ ไดส้ ำเรจ็ และความพึงพอใจในการมฐี านะเดน่ ทางสงั คม 1.2.5 ความต้องการท่ีจะได้รับความสำเร็จในชีวิต (self actualization needs) เปน็ ความต้องการที่พิจารณาถึงสมรรถนะท่ีเป็นไปได้ของตนและการบรรลุเป้าหมายท่ตี นต้องการ เมื่อ บุคคลมีการพิจารณาถึงบทบาทของเขาในชีวิตว่าจะเป็นอย่างไร บุคคลนั้นจะผลักดันชีวิตของตนเอง ให้เป็นไปในทางท่ีดีที่สุดตามท่ีคาดหมายไว้ อย่างไรก็ตามย่อมขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเขาเอง ดว้ ย 2. ทฤษฎี ERG Theory เคลย์ตัน อัลเดอร์เฟอร์ (Clayton Alderfer) มีความเชื่อว่า ความ ต้องการมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์เช่นเดียว Maslow แต่ความต้องการตามแนวคิด อลั เดอร์เฟอร์ แบง่ ออกเป็น 2 กลมุ่ ใหญ่ดว้ ยกนั คอื 2.1 ความต้องการเพ่ือดำรงชีวิต (existence needs) เป็นความต้องการทางกายภาพ และความต้องการทางวัตถุท่ีช่วยให้มนุษย์อยู่รอดได้ เช่น อาหาร น้ำ ท่ีอยู่อาศัย นอกจากนี้ค่าจ้าง แรงงานความม่ันคง สวัสดิภาพ ความปลอดภัย ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เม่ือเปรียบเทียบกับทฤษฎีของมาส โลว์ความต้องการเพื่อการดำรงชีวิตจะรวมส่วนที่เป็นความต้องการทางด้านสรีระทั้งหมดกับบางส่วน ของความตอ้ งการความมนั่ คงปลอดภัย 2.2 ความต้องการด้านความสัมพันธ์ (relatedness needs) เป็นความต้องการทาง สังคมความต้องการความรู้สึกปลอดภัยในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การได้รับการยอมรับ การมี ช่ือเสียงและการได้รับการยกย่องจากสังคม เม่ือเทียบกับทฤษฎีของมาสโลว์ความต้องการด้าน ความสัมพันธ์นี้จะรวมถึงส่วนท่ีเป็นความต้องการความม่ันคง ปลอดภัย ความต้องการทางสังคมและ บางส่วนของความตอ้ งการเกียรติและศกั ดิ์ศรี และความต้องการทำตนใหป้ ระจักษ์ท้ังหมด 2.3 แนวคดิ พื้นฐานของทฤษฎนี ้ี มดี งั นี้ 2.3.1 มนุษย์อาจจะมีความต้องการหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้อง จำเป็นว่าความต้องการเบ้อื งล่าง จะตอ้ งได้รับการตอบสนองกอ่ นจึงจะเกิดความต้องการเบ้ืองสูง 2.3.2 ย่ิงความต้องการได้รับการตอบสนองน้อยเท่าใด บุคคลก็จะมีความต้องการ แต่ละประเภทมากยิง่ ข้ึน 2.3.3 ย่ิงความตอ้ งการระดบั ต่ำได้รับการตอบสนองมากเท่าใด บุคคลกจ็ ะมี ความตอ้ งการระดบั สงู มากขนึ้ ไปอีก 2.3.4 ย่งิ ความตอ้ งการระดับสงู ไดร้ ับการตอบสนองนอ้ ยเท่าใด บุคคลก็จะมีความ ต้องการในระดบั ต่ำมากขึ้นเท่าน้นั จะเห็นได้ว่า ความต้องการของมนุษย์น้ันมีอยู่มากมาย ท้ังปริมาณ และขอบเขต เพราะ มนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีไม่เหมือนกัน การกำหนดความต้องการพื้นฐานจึงแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตาม หากความต้องการของมนุษย์ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์จะเกิดความพึงพอใจ ในระดับหนงึ่ ซ่ึงสง่ิ เหล่าน้ีจะสง่ ผลถงึ ประสทิ ธภิ าพในการปฏิบตั ิกจิ กรรมต่าง ๆ ด้วย
33 5.3 การสรา้ งความพึงพอใจในการเรยี น สมยศ นาวีการ (2544 : 125) ได้กล่าวว่า การดำเนินงานกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ความพึงพอใจเป็นส่ิงสำคัญท่ีจะกระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานท่ีได้รับมอบหมายหรือต้องการปฏิบัติ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ครูผู้สอนซึ่งในปัจจุบันเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกหรือให้คำแนะนำ ปรกึ ษา การทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกพึงพอใจในการปฏิบัติงานครูผู้สอนต้องคำนึงถึงแนวคิด พนื้ ฐานทมี่ คี วามแตกต่างกนั ใน 2 ลักษณะ ตอ่ ไปน้ี 1. ความพึงพอใจนำไปสู่การปฏิบัติการตอบสนองความต้องการผู้ปฏิบัติงาน จนเกิด ความพึงพอใจ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพ่ิมประสิทธิภาพการทำงานท่ีสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับ การตอบสนอง 2. ความพึงพอใจนำไปสู่การกระตุ้นการเสริมแรง เป็นแรงบัลดาลใจเพื่อให้ผู้ได้รับจากการ กระตุ้นด้วยวิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆ ได้รับความพึงพอใจอย่างต่อเน่ืองและอยากปฏิบัติ เพื่อ ตอบสนองการเสริมแรงในเชิงบวก ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานใด ๆ ได้ ดังนั้น ครูผู้สอนที่ ต้องการให้กิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบรรลุจุดประสงค์ ต้องคำนึงถึงการจัด บรรยากาศ สถานการณ์ สื่อการสอน ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของ ผเู้ รยี นใหม้ ีแรงจูงใจทำกจิ กรรมจนบรรลุจุดประสงค์ จากแนวคิดท่ีกล่าวมา เมื่อนำมาใช้ในการเรยี น ผลตอบแทนภายในหรือรางวัลภายใน เป็น ผลด้านความรู้สึกของผู้เรียนที่เกิดแก่ตัวผู้เรียนเอง เช่น ความรู้สึกต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อสามารถ เอาชนะความยุ่งยากต่าง ๆ และสามารถดำเนินงานภายใต้ความยุ่งยากทั้งหลายได้สำเร็จ ทำให้เกิด ความภาคภูมิใจ ความม่ันใจตลอดจนได้รับการยกย่องจากบุคคลอื่น ส่วนผลตอบแทนภายนอก เป็นรางวัลท่ีผู้อื่นจัดหาให้มากกว่าที่ตนเองให้ตนเอง เช่น การได้รับคำยกยอ่ งชมเชยจากครูผู้สอน พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรอื แมแ้ ต่การได้คะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นในระดบั ท่นี ่าพอใจ 5.4 การวัดความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจ ประกอบด้วย ข้อความหรือคำถาม ซึ่งเป็นส่ิงเร้าทางภาษาท่ีนิยมใช้กัน ทำหน้าที่เป็นตวั เรา้ ให้บุคคลแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความรูส้ ึกออกมาระดบั ความร้สู กึ เชน่ เห็น ด้วยมากที่สุด เห็นด้วยมาก เห็นด้วยปานกลาง เห็นด้วยน้อย และเห็นด้วยน้อยท่ีสุด จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งเกิดข้ึนจากความคิดภายในน้ัน สามารถท่ีจะวัดด้วยเครื่องมือ ที่ออกแบบตาม ลักษณะความตอ้ งการแหง่ การวดั ซ่ึงมลี ักษณะแตกตา่ งกันออกไป ภณิดา ชัยปัญญา (2541 : 11) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้นสามารถทำได้ หลายวธิ ีดังตอ่ ไปน้ี 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม เพ่ือต้องการทราบความคิดเห็น ซ่ึงสามารถกระทำได้ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว อาจถามความพึงพอใจในดา้ นต่าง ๆ 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซ่ึงต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการท่ีดี จะไดข้ อ้ มูลทเ่ี ปน็ จริง
34 3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจโดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไมว่ ่าจะแสดงออกจากการพูดจา กรยิ า ท่าทาง วิธนี ีต้ ้องอาศยั การกระทำอย่างจริงจงั และสังเกตอย่าง มรี ะเบยี บแบบแผน กาญจนา อรุณสุขรุจี (2546 : 5) สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นการแสดงความรู้สึก ดีใจ ยินดีของบุคคลในการตอบสนองความต้องการส่วนท่ีขาดหายไป ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องโดยปัจจัยเหล่านั้นสามารถสนองความต้องการของบุคคลทั้งทางร่างกายและจิตใจได้อย่าง เหมาะสมและเปน็ การแสดงออกทางพฤติกรรมของบุคคลที่เลือกปฏบิ ตั ิในกจิ กรรมนน้ั ๆ ดังน้ัน สรุปได้ว่าการวัดความพึงพ อใจ เป็นการวัดความคิดเห็นของนักเรียน เพื่อนำมาปรับปรุงกิจกรรมการเรียนให้ตอบสนองความต้องการของนักเรยี น การวัดความพึงพอใจน้ัน สามารถทำไดห้ ลายวิธี เชน่ การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสงั เกต เปน็ ตน้ สรปุ ได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนและผลการเรยี นจะมคี วามสัมพนั ธก์ นั ทางบวก ทง้ั นี้ ขน้ึ อยู่กับกจิ กรรมท่ผี ูเ้ รียนได้ปฏบิ ตั ิ ทำใหผ้ ู้เรยี นไดร้ ับการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย และจติ ใจ ส่วนสำคญั ท่จี ะทำใหเ้ กดิ ความสมบรู ณข์ องชวี ติ มากนอ้ ยเพยี งใดน่ันคือ สิ่งท่คี รูผสู้ อนจะ คำนึงถงึ องค์ประกอบต่าง ๆ ในการเสรมิ สร้างความพึงพอใจในการเรียนรูใ้ หก้ ับผเู้ รียน 6. งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ในการสร้างเอกสารประกอบการเรียนครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อยืนยัน ความน่าเชื่อถือว่าเอกสารประกอบการเรียนสามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้อง กับงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง ดงั นี้ จำนงค์ ทองคำ (2554) ได้ทำการศึกษา เร่ือง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือพัฒนาและหาประสทิ ธภิ าพของเอกสารประกอบ การเรยี น กลุ่มสาระการเรยี นร้กู ารงานอาชีพ และเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์)ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนบ้านวังสาร ให้มปี ระสิทธิ์ภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลย(ี คอมพวิ เตอร์)ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรียนบ้านวังสาร และ 3) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิ วเตอร์) ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนบ้านวงั สาร ประชากรทใี่ ช้ในการวจิ ัย คือ นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนบ้านวังสาร ปีการศึกษา 2554 จำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพของ กระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 88.85/86.75ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด คือ80/80แสดงว่าเอกสารประกอบการเรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และการใช้งาน ท่ีสร้างข้ึนมามี ประสทิ ธิภาพช่วยพัฒนาให้นักเรียนเกิดการเรยี นรูต้ ามเกณฑ์ท่ีตั้งไว้ 2) นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ทางการ
35 เรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 จึงแสดงว่าเอกสาร ประกอบการเรียนรู้เร่ืองคอมพิวเตอร์และการใช้งาน มีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ ท่ีสูงขึ้น 3) นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.61, S.D. = 0.59) ปราณีต แก้วพรหมลัด (2555) ได้ทำการศึกษา เรื่อง รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบ การเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้าน โคกตีเต สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ให้มีที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80(E1/E2) 2) เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้เอกสารประกอบการเรยี น กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 3) เพื่อศึกษาดัชนี ประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้ัน ป ระถมศึกษ าปี ที่ 3 4) เพ่ื อศึกษ าค วามพึ งพ อใจข องนั กเรียน ชั้น ป ระถมศึ กษ าปี ท่ี 3 ท่ีมีต่อเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 กล่มุ ตัวอย่างทใ่ี ช้ในการวิจัยทดลองครัง้ น้ีเปน็ นกั เรียนโรงเรยี นบ้านโคกตีเต ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 3ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ซ่ึงได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 9 เล่ม และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนจากการเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉล่ีย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนมีบ้านโคกตีเต ประสิทธิภาพ 90.73/86.25 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ดังนั้นเอกสารประกอบ การเรียนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังที่เรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษา ปีท่ี 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 3) ค่าดัชนีประสิทธิผล ของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี มีคา่ เท่ากับ 0.68 ซ่ึง แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์เพ่ิมขึ้นร้อยละ 68. 00 (4) ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษา ปีท่ี 3 ท่ีมีต่อเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีคะแนน เฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.16 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีค่าเท่ากับ 0.29 เมอื่ เทยี บกับเกณฑ์การพิจารณาระดบั ความพึงพอใจพบวา่ นักเรียนมีความพึงใจระดับมาก
36 เข้าหนม” ลา้ นนานยั แหง่ ความเช่ือ บนความอร่อย สทุ ธพิ งค์ พัฒนวบิ ูลย์ บทนำ “เข้าหนม”เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวล้านนาหมายถงึ “ขนม”ในภาษาไทย ภาคกลาง ขนม ล้านนาน้ันมีส่วนประกอบทำมาจาก แป้งข้าวขาว (แป้งข้าวเหนียว) แป้งข้าวก่ำ (แป้งข้าวเหนียวดำ) น้ำอ้อย และมะพร้าว เป็นหลัก ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ ที่ศึกษาเรื่อง ข้าวเหนียวกับสังคมไทย พบว่าในภาคต่างๆของไทยนิยมใช้ข้าวเหนียวเป็นส่วนประกอบ ในการทำ ขนมหลายอย่างโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สำหรับภาคเหนือนิยมใช้ ข้าว เหนียวเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารและแปรรูปขนมหลายชนิด เช่น เข้าวิตู เข้าแต๋น เข้าพอง เข้าต้มหัวหงอก ซึ่งนิยมทำกันในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ นอกจากนี้ขนมล้านนายังมีกรรมวิธีท่ี หลากหลาย เช่น การกวน การน่ึง การทอด การปิ้ง คล้ายกับขนมไทยของภาคกลาง ความต่าง ระหว่างขนมล้านนากบั ขนมไทยของภาคกลางมีความต่างตรงที่ขนมของชาวลา้ นนาไม่มีส่วนประกอบ จากไข่ เหมื่อนของภาคกลางซง่ึ ได้รบั อิทธิพลจากชาวโปรตเุ กส “เขา้ หนมล้านนา” ความหลากหลายแหง่ ชาตพิ นั ธุ์ หากย้อนไปดูขนมของทางภาคกลางสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ ขนมไทยดังเดิมที่มี ส่วนประกอบจากแป้ง น้ำตาล และมะพร้าว อีกประเภทหนึ่งคือขนมไทยเทียมมีส่วนประกอบท่ีเพิ่ม ข้ึนมาคือ ไข่ จากการศึกษาเปรียบเทียบ ขนมของชาวล้านนาและขนมไทยของภาคกลางในลักษณะ ดังเดิมคล้ายกันหรือบางอย่างอาจจะได้อิทธิพลของภาคกลาง จากเอกสารการศึกษาของ รองศาสตราจารย์ประหยัด สายวิเชียร ที่ศีกษาการผสมกลมกลืนระหว่างคนต่างวัฒนธรรมโดยอาศัย อาหารเป็นวัฒนธรรมหลักเป็นรากฐานในเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่น การทดลองและแก้ไขตำรับอาหาร คาวหวานใหเ้ ป็นแบบฉบบั ของตนเองจนเป็นที่ยอมรับกัน นอกจากนี้คำว่า เขา้ หนม ยังหมายถงึ ภาษา ทีค่ นเมง็ (มอญ) บ้านหนองดู่ จังหวัดลำพนู ใช้เรียกเสน้ ขนมจีน อาจารย์ยุพิน เข็มมุกด์ได้ศึกษา ก่ียวกับเรื่องน้ี พบว่าแต่เดิมน้ันขนมเส้นหรือขนมจีนเป็นอาหารของชาวมอญและเป็นอาหารที่ชาว มอญชอบรบั ประทานและเป็นผู้คิดค้นเป็นชนชาติแรก ชาวเม็ง (มอญ) เรียกเส้นขนมจีนว่า “หะน่อม จิ่น”ซ่ึงแปลว่าขนมสุก ข้อสังเกตน้ีน่าสนใจอยู่ตรงที่ชาวมอญ เป็น ชาติพันธุ์ท่ีเก่าแก่แห่งดินแดน ล้านนาเรียกอาหารประเภทเส้นน้ีว่า ขนม แต่ความน่าสนใจของ ขนมล้านนายังอยู่ตรงที่การมี เอกลักษณ์ของชาตพิ ันธ์ุ ท่ีอาศัยอยู่ในล้านนามากมายไม่วา่ จะเป็น มอญ ไทเขนิ ไทล้ือ ไทยอง ไทยวน และไทใหญ่ นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยความเช่ือของแต่ละชาติพันธ์ุ ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก จา ก การศึกษาพบว่า ขนมของชาวล้านนาน้ันมีการนำไปใช้ในประเพณีสิบสองเดือนดังเช่นเอกสารของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ ที่ได้ศึกษาประเพณีเดือน 7เหนือ ช่วงเทศกาล สงกรานต์ของชาวล้านนามีการจัดเตรียมอาหารคาว และอาหารหวาน เพื่อนำไปอุทิศให้พ่ีน้องผู้ ล่วงลับ หรือเจ้ากรรมนายเวร พ่อเกิดแม่เกิด การประกอบอาหารคาวและอาหารหวาน จะทำข้ึนใน วันเนา เพื่อเตรียมไปวัดในวันรุ่งข้ึน ซ่ึงเรียกว่า วันพญาวัน เข้าหนมท่ีนิยมทำกัน เช่น เข้าหนมจ๊อก เข้าหนมปาด เข้าหนมข้าววิตู เข้าหนมข้าวแต๋น ข้าวแคบ ข้าวควบ เข้าหนมต๋าลืม เข้าหนม ข้าวต้มหัวหงอก เข้าหนมวง และเข้าหนมเกื๋อ(ขนมเกลือ) เป็นต้น นอกจากน้ีท่าน พระครูอดุลสีล กติ ต์ิ ได้ศึกษาเรื่องประเพณีปีใหม่เมืองของชาวลา้ นนาพบวา่ มีขนมหวานท่ีนิยมทำขนึ้ ในวันเนา หรือท่ี
37 เรียกว่า วันดา เป็นวันท่ีชาวล้านนาจะจัดเตรียมอาหารคาวและหวานไปทำบุญท่ีวัดใกล้บ้าน ขนมที่ นิยมทำกันมหี ลายอยา่ งเช่น ขนมจ๊อก ขนมปาด ขา้ ววติ ู ข้าวแคบ และขา้ วพอง เป็นตน้ สำหรบั ความ เชือ่ เร่อื งการทำเข้าหนมและการรับประทานเขา้ หนมนัน้ สามารถแยกเข้าหนมที่เปน็ ของดงั เดิมและเข้า หนมท่ีได้อิทธิพลมาจากภาคกลางจากศึกษาวิจัยพบว่าเข้าหนมบ้างชนิดมีการนำมาใช้ในการประกอบ พิธีหลายอย่างของชาติพันธ์ุต่างๆ เช่น ชาวเม็ง(มอญ) น้ันเป็นชาติพันธ์ุ ยุคเร่ิมต้น ที่เข้ามาอาศัย ปะปนกับ ชาวล๊วั ะ อกี ท้ังนำเอาวฒั นธรรมและความเชอื่ เขา้ มาเผยแพร่ เชน่ ความเช่อื เรอ่ื งการฟอ้ น ผี มดและผีเม็ง ผีท้ัง2ประเภทน้ีมีลักษณะคล้ายกัน จากการศึกษาของนักวิจัยหลายท่านที่ ศึกษาการฟ้อนผีมดและผีเม็ง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และลำพูนพบว่ามีลักษณะที่คล้ายกันมีความ แตกต่างกันในเคร่ืองไหว้เท่าน้ันซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ การฟ้อนผีมดและผีเม็งมีแบบแผนคล้ายกนั ไม่วา่ จะเป็นการแตง่ ตวั อาจแตกต่างตรงที่เคร่ือง ไหว้เท่านั้นนอกจากน้ี ศาสตราจารย์สุเอ็ด คชเสนี ได้ศึกษาผีที่ชาวมอญนับถือพบว่าคนมอญในเมือง พม่าน้ันมีการรำผีทีช่ าวมอญนับถือ ซ่ึงมี 3 อย่างด้วยกัน แต่ละอย่างน้ันมีความต่างกันตรงทเี่ คร่อื งไหว้ ผีแต่การประกอบพิธีคล้ายกันอาจจะสรุปได้ว่าการฟ้อนผีมดและผีเม็งคือผีของคนที่มีเชื้อสายมอญใน ล้านนาสืบผีกันมาส่วน เข้าหนมท่ีใช้ในการฟ้อนผีมดและผีเม็งจากการวิจัยศึกษาประเพณีการฟ้อนผี เม็งของชาวเม็งบ้านช้างม่อยและบ้านเม็งช้างคลานพบว่ามีการทำเข้าหนมเพ่ือประกอบพิธีฟ้อนผี เม็ง หลายชนิด การฟอ้ นผีกลุ า ซง่ึ เป็นพธิ กี รรมหนง่ึ ในการฟ้อนผีเมง็ แบบเชียงใหม่ มักใชข้ นมในการประกอบพิธกี รรมหลายชนดิ เข้าหนมวง เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวและน้ำอ้อยนำมานวดจนแป้งนิ่มมือจากนั้น นำมาปั้นเป็นเส้นนำมาต่อกันเป็นรูปทรงกลม มีรูอยู่ตรงกลางแล้วจึงนำไปทอดให้สุกมีสีเหลืองออก น้ำตาล นิยมทำกันในช่วงเทศกาลต่างเช่น ปี๋ใหม่เมือง ยี่เป็ง หรือแม้แต่งานมงคลต่างๆโดย เฉพาะงานแต่งงาน นยิ มทำกันในหลายท้องทใี่ นเชียงใหม่เนอ่ื งจากชอ่ื ที่เปน็ มงคล เกี่ยวพันการเป็นพ่อ ดองแมด่ องของทง้ั สองฝ่ายสองตระกูลให้เปน็ หนึง่ เดียว
38 เข้าหนมวง
39 บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ การศึกษา การศึกษาคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วย โปรแกรม Canva ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva 3) เพ่ือศึกษาความ พงึ พอใจของนักเรียนท่ีมตี ่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษา ปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva เพื่อให้รายงานน้ีเป็นไปตาม วัตถปุ ระสงค์ทีต่ ั้งไว้ ผู้ศกึ ษาจึงเสนอวิธีการดำเนินการตามลำดบั ดงั น้ี 1. รูปแบบการศกึ ษา 2. ประชากร 3. เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการศึกษา 4. การสร้างและหาคุณภาพเครอื่ งมือ 5. การจดั กระทำข้อมลู และการวิเคราะหข์ ้อมูล 6. สถิติทีใ่ ช้ 1. รปู แบบการศึกษา ในการศึกษาการสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ครั้งน้ี ผู้ ศึกษาใช้รูปแบบการศึกษาแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) (ลว้ น สายยศ, และองั คณา สายยศ. 2538: 216) ดงั แสดงในตารางที่ 3.1 ตารางท่ี 3.1 แสดงแบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design Group Pretest Treatment Posttest O2 R O1 T R แทน กลมุ่ ตัวอย่าง O1 แทน การทดสอบก่อนการทดลอง T แทน วธิ ีการทดลอง O2 แทน การทดสอบหลงั การทดลอง ในการดำเนนิ การทดลอง ผู้ศึกษาได้ดำเนนิ การมีรายละเอยี ดดังนี้
40 2.1 ทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างข้ึน แล้วบนั ทกึ คะแนนของกลมุ่ ตวั อยา่ งที่ไดจ้ ากการสอบครงั้ นี้เปน็ คะแนนทดสอบก่อนเรียน 2.2 ดำเนินการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ใช้ ระยะเวลาทัง้ หมด 10 ชั่วโมง 2.3 ทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์โดยใช้ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน นำผล มาเปรยี บเทียบโดยใชส้ ถิติ t – test แบบกลมุ่ ตัวอย่างที่ไม่เป็นอสิ ระจากกนั (dependent Sample) 2.4 เมอื่ หลังเรยี นครบ 10 สปั ดาห์แล้วทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น อกี คร้ัง เพื่อวิเคราะห์คะแนนหลงั เรียน 2. ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี น เทศบาลวัดป่าแพ่ง เทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวดั เชียงใหม่ จำนวน 29 คน 3. เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษา เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการแกป้ ัญหาและพฒั นา มีดงั นี้ 1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ชดุ นำเสนอการสอนขนมวงลา้ นนาดว้ ยโปรแกรม Canva จำนวน 3 เล่ม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบจำนวน 20 ข้อ 3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva 4. การสรา้ งและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมอื 4.1 ก ารส ร้างเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาดว้ ยโปรแกรม Canva ขน้ั เตรียมการ 1 . ศึกษาหลักสตู ร สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ คู่มือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้กลุม่ สาระ การเรยี นรู้การงานอาชพี และเอกสารอนื่ ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ได้แก่ ความรูพ้ ื้นฐานเกย่ี วกบั การสรา้ งและพฒั นา หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนรู้การงานอาชพี ทฤษฎีหลกั สตู ร งานวจิ ัย ข้อมลู สารสนเทศเกี่ยวกบั ความต้องการ ของผเู้ รียน ผปู้ กครองและความต้องการของทอ้ งถิ่น/ชมุ ชน
41 2. รวบรวมข้อมูล และเอกสารทางวิชาการท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และจดั ทำเอกสารประกอบการเรยี น 3. ขอคำแนะนำจากผทู้ รงคุณวุฒิ เก่ียวกับแนวทางในการพฒั นาการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนกลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ และการจัดทำเอกสารประกอบการเรยี น ขน้ั วางแผนและผลิตเอกสารประกอบการเรยี น การวางแผน ผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลเก่ียวกับสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 และกำหนดขอบข่ายของเอกสารประกอบการ เรยี นทีจ่ ะจัดทำ จำนวน 3 เลม่ ดงั นี้ เล่มที่ 1 เร่อื ง เรม่ิ ต้นทำความรจู้ ักกบั ประวตั คิ วามเปน็ มาของขนมวงล้านนา เล่มท่ี 2 เรอ่ื ง การจัดเตรียมอุปกรณ์ท่ีใช้ทำขนมวง เล่มท่ี 3 เรอ่ื ง ส่วนผสมและวธิ ีทำขนมวง การดำเนินการจัดทำเอกสารประกอบการเรยี น การสร้างเอกสารประกอบการเรยี น กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ชดุ นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ผู้ศึกษาไดด้ ำเนนิ การสร้างเอกสารประกอบการ เรยี นและหาประสทิ ธภิ าพดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ คู่มือการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความรู้พ้ืนฐาน เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ทฤษฎีหลักสูตร งานวิจัย ข้อมลู สารสนเทศเกีย่ วกบั ความต้องการของผู้เรยี น ผูป้ กครองและความต้องการของท้องถนิ่ /ชุมชน 2. ศึกษาแนวทางการผลิตเอกสารประกอบการเรียน จากหนังสือ เอกสารต่าง ๆ จาก งานวิจัยท่เี กี่ยวข้องและผเู้ ชีย่ วชาญในเรอ่ื งนี้ 3. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้จากมาตรฐาน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ทก่ี ำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศกึ ษา 4. จัดทำเอกสารประกอบการเรียน ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ แกนกลางท่ีกำหนดไว้ โดยจัดทำเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva จำนวน 3 เล่ม องคป์ ระกอบของเอกสารประกอบการเรียน ทีผ่ ู้ศกึ ษาได้สรา้ งขนึ้ มสี ่วนประกอบท่สี ำคัญดงั นี้ 4.1 ชื่อเรอ่ื ง เอกสารประกอบการเรยี น ในแต่ละเล่มจะมีช่ือเร่ืองให้ทราบ 4.2 บทนำ ประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ และจุดประสงค์ การเรียนรู้ ของแตล่ ะเลม่ 4.3 คำแนะนำในการใชเ้ อกสารประกอบการเรียนของนักเรยี น 4.4 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 4.5 สาระสำคัญ มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวช้ีวัด จดุ ประสงค์การเรียนรู้ สาระการรู้ ใบความรูแ้ ละใบงาน ตามลำดบั เน้ือหา
42 4.6 แบบทดสอบหลังเรียนของเอกสารประกอบการเรียน จำนวน 3 เล่ม ซึ่งเป็น แบบทดสอบชุดเดยี วกันแต่สลบั ข้อและตัวเลือกเพือ่ ความเทย่ี งตรงในการประเมนิ 4.7 ภาคผนวก ( เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน เฉลยกิจกรรมทกุ กิจกรรมในแตล่ ะเล่ม และเฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน ) 4.8 เอกสารอา้ งอิง 5. สร้างใบงานและแบบทดสอบของแต่ละชดุ 6. นำเอกสารประกอบการเรยี น กล่มุ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva ที่สร้างขึ้นเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญได้ ตรวจสอบเพ่ือขอคำแนะนำในการปรบั ปรุงแกไ้ ข ดังน้ี เกณฑ์การประเมินคุณภาพความคิดเห็นของผูเ้ ชีย่ วชาญ มีดงั นี้ ระดบั 5 หมายถึง มคี ณุ ภาพมากที่สุด ระดบั 4 หมายถงึ มคี ณุ ภาพมาก ระดบั 3 หมายถงึ มคี ณุ ภาพปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง มคี ุณภาพนอ้ ย ระดับ 1 หมายถงึ มคี ุณภาพนอ้ ยทส่ี ดุ นำผลคะแนนมาวเิ คราะห์ความคิดเห็นของผเู้ ชยี่ วชาญ แลว้ นำไปเปรยี บเทียบกับเกณฑ์ การประเมิน คา่ เฉลย่ี 4.50- 5.00 หมายถงึ มคี ณุ ภาพมากที่สุด ค่าเฉลีย่ 3.50- 4.49 หมายถงึ มคี ณุ ภาพมาก คา่ เฉล่ีย 2.50- 3.49 หมายถึง มคี ุณภาพปานกลาง คา่ เฉลี่ย 1.50- 2.49 หมายถงึ มคี ุณภาพน้อย คา่ เฉลี่ย 1.00-1.49 หมายถึง มคี ุณภาพนอ้ ยที่สดุ 7. นำเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva มาแก้ไข ปรับปรุงตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ ซ่ึงผู้เช่ียวชาญได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาด้วยโปรแกรม Canva มีคา่ เฉล่ยี เท่ากับ 4.83 อยู่ในระดบั มีคณุ ภาพมากที่สุด (รายละเอยี ดดังภาคผนวก) 8. นำเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด นำเสนอการสอนขนมวงล้านนาดว้ ยโปรแกรม Canva ที่ได้รับการแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ทไี่ ม่ใชก่ ลุ่มตัวอย่างดงั น้ี คร้ังที่ 1 แบบกลุ่มเด่ียว (1 :1) นำไปใช้กับนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดป่าแพ่ง ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 3 คน ซ่ึงมีนักเรียนท่ีพัฒนาการสูง ปานกลางและอ่อน อย่างละ 1 คน โดยมี ประสิทธิภาพดังน้ี เล่มที่ 1 เท่ากับ 78.89 / 63.33 เล่มที่ 2 เท่ากับ 70.00 / 70.00 เล่มท่ี 3 เท่ากับ 76.30 / 60.00 หลังจากที่นำไปใช้ ได้เก็บรวบรวมข้อมูล บันทึกข้อบกพร่องท่ีต้องปรับปรุงและแก้ไข คำ
Search