Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความเป็นมาวัดร่องขุ่น

ความเป็นมาวัดร่องขุ่น

Published by jameponsi12, 2023-08-12 10:55:17

Description: ความเป็นมาวัดร่องขุ่น

Search

Read the Text Version

ความเปน็ มาวดั รอ่ งขนุ่ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2430 มีชาวบ้านเข้ามาจับจองท่ีดินทาไร่ทานาบรเิ วณบ้านร่องขนุ่ ในปจั จุบันเพียง ไม่กห่ี ลงั คาเรือน โดยอาศัยลาน้าสายเล็กๆ ที่ไหลลงสแู่ มน่ ้าแมล่ าวซ่ึงมลี ักษณะสขี นุ่ เลี้ยงชพี ชาวบา้ นจงึ เรยี ก กนั ติดปากวา่ “บา้ นฮ่องข่นุ ” (รอ่ งข่นุ ) มาโดยตลอด ต่อมา ขนุ อุดมกิจเกษมราษฎร์ (ต้นตระกลู เกษมราษฎร์) นาครอบครัวญาติมติ รเขา้ มาอยูใ่ นหมบู่ ้านจนเพ่ิมจานวนมากข้นึ กวา่ 50 หลงั คาเรือน ท่านจงึ ไดด้ ารทิ ีจ่ ะสรา้ ง สานกั สงฆ์ขึ้นภายในหมู่บ้าน เพื่อจะได้เป็นทีย่ ดึ เหนย่ี วจิตใจของชมุ ชน วัดร่องขุ่นจึงถือกาเนดิ คร้ังแรก ณ รมิ ฝงั่ น้าแม่ลาวด้านทิศตะวันตกใกล้กับลาน้าแม่มอญ ซง่ึ อยู่เลยลาน้ารอ่ งขุน่ ไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตร คณะ ศรทั ธาจึงไดร้ ว่ มใจกนั สร้างศาลาและกุฏิเปน็ เรือนไม้แบบงา่ ยๆ เพอ่ื ใช้ประกอบศาสนกิจ โดยชาวบา้ นได้ อาราธนานิมนต์พระทองสุข บาวิน จากวดั สนั ทรายนอ้ ย หมู่ 13 มาเป็นเจ้าอาวาส

ตอ่ มาเกดิ นา้ เซาะตลิ่งพงั จนไมส่ ามารถรกั ษาศาสนสถานไว้ได้ มาจนถงึ สมัยของคุณพ่อหมี แก้วเลื่อมใส เป็นผนู้ าชมุ ชน ไดร้ ว่ มกันกบั ชาวบ้านยา้ ยวัดมาตงั้ อยู่ในบรเิ วณหัวนาของท่าน ซง่ึ อยูฝ่ ่งั ตรงข้ามของถนนด้าน ทศิ ตะวนั ตกตดิ กับลานา้ ร่องขุ่น จากนนั้ ไม่นานพระทองสุขได้ยา้ ยออกจากวดั จึงเหลือเพียงสามเณร 3 รปู ใน จานวนนีม้ สี ามเณรทา ดวี รัตน์ ได้ลาสกิ ขาออกมาเป็นฆราวาส นายทาเปน็ ผู้ทีช่ าวบา้ นให้ความเคารพนบั ถอื จึง ไดร้ บั คดั เลือกใหเ้ ป็นผ้ใู หญบ่ ้าน และสดุ ท้ายไดเ้ ปน็ กานันประจาตาบลบัวสลี (กานนั คนแรกของหมูบ่ า้ นร่องข่นุ ) กานนั ทา ดวี รัตน์ เห็นว่าหมูบ่ ้านใหญ่ขน้ึ ผคู้ นมากหลาย วัดวาคับแคบ อีกท้งั เป็นทลี่ มุ่ ใกล้ลานา้ เมื่อถงึ ฤดูน้า หลากสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบา้ น กานันและคณะศรทั ธาจึงไดท้ าการย้ายวัดมาต้ังอยบู่ นที่ดนิ ในปัจจบุ ัน นีโ้ ดยนางบวั แก้ว ภรรยากานนั ทา เป็นผยู้ กท่ดี นิ ให้สรา้ งวัดจานวน 4 ไร่เศษ คณะศรัทธาไดร้ ่วมกันสรา้ งศาลา เรอื นไม้ 1 หลงั เมอื่ แลว้ เสร็จจึงร่วมกันเดนิ ทางไปอาราธนานมิ นต์ พระดวงรส อาภากโร จากวัดมงุ เมือง อาเภอเมืองเชยี งราย มาเปน็ เจา้ อาวาส โดยมีพระครูพุทธิสารเวที (แฮด เทววโส) เป็นผู้แนะนา ในยุคสมัยพระดวงรส อาภากโร เป็นเจา้ อาวาส วัดเจรญิ รงุ่ เรืองมาก มพี ระจาพรรษาถึง 4 รปู สามเณร ร่วม 10 รปู แมช่ ี 2 คน กาลเวลาลว่ งไปหลายพรรษา พระดวงรสไดย้ ้ายไปอยู่วัดอื่น ทาใหว้ ัดรอ่ งขนุ่ ขาดผ้นู า คณะสงฆ์ คณะศรัทธาจงึ ไดร้ ว่ มกันเดนิ ทางไปพบเจา้ คณะอาเภอเมอื งเชยี งราย เพ่ือขอพระภกิ ษมุ าเปน็ เจ้า อาวาส ท่านเจา้ คณะอาเภอฯ ไดส้ ง่ พระอินตา มาอยจู่ าพรรษา แต่อยู่ได้เพยี งพรรษาเดยี ว พระอินตากย็ า้ ยไป อยวู่ ัดอื่น คณะศรทั ธาชาวบ้านจึงได้เดนิ ทางไปวัดสันทรายนอ้ ยอีกคร้ัง เพื่อขออาราธนานิมนต์ พระไสว ชาคโร มาเป็นเจา้ อาวาส เม่ือปี พ.ศ. 2499 พระไสว ชาคโร เปน็ พระที่คณะศรัทธาในหมบู่ ้านและตา่ งแดนเลื่อมใส มาก ท่านได้สรา้ งอโุ บสถในปี พ.ศ. 2507 ต่อมา พระไสว กานนั เป็ง ไชยลงั กา พร้อมคณะศรัทธาอาราธนา พระพุทธรปู หนิ โบราณ จากหมู่บ้านหนองสระ อาเภอแม่ใจ มาเป็นพระประธานในอุโบสถ ปี พ.ศ. 2520 ได้รบั วิสงุ คสีมา ปี พ.ศ. 2529 ได้บรู ณะซอ่ มแซมกาแพงวัด ปี พ.ศ. 2533 สร้างหอฉนั และซุ้มประตวู ัด ด้านขา้ ง

ขณะที่วดั ร่องข่นุ เจรญิ รุ่งเรืองด้วยคณะศรทั ธาชาวไทยและชาวจีนที่อาศัยอยูใ่ นหม่บู า้ น และบา้ งก็แยก ย้ายกนั ออกไปอยู่ต่างถ่ิน เม่ือร่ารวยแล้วกห็ วนกลับมาช่วยกันทานุบารุงรักษาวดั ตามอตั ภาพ ทัง้ ยงั มีคณะ ศรัทธาต่างถิ่นท่ีเลือ่ มใสศรทั ธาในพระไสวเปน็ จานวนมาก ไดเ้ ดนิ ทางมารว่ มทาบญุ ในการก่อสร้างศาสนสถาน จนแลว้ เสรจ็ ท้ังหมด ด้วยความเปน็ พระนักพัฒนา ปี พ.ศ. 2537 พระไสวไดร้ ับแตง่ ต้งั สมณศักดิเ์ ปน็ พระครู ชาคริยานุยุต ในปี พ.ศ. 2538 พระครูชาครยิ านยุ ุต ได้ทาการก่อสร้างศาลาอบสมนุ ไพรข้นึ เพือ่ หวังใหก้ าร บาบดั รักษาผู้ติดยาเสพติด ซึ่งเปน็ โครงการใหญ่ของวดั เพื่อสังคม แตท่ ่านได้อาพาธด้วยโรคอัมพฤกษ์และ อัมพาตเสยี ก่อน จึงล้มเลิกโครงการไป ในปีเดยี วกนั นค้ี ณะศรัทธาวดั ร่องขุ่นมีความเห็นว่าอุโบสถทีส่ ร้างมาร่วม 38 ปี อย่ใู นสภาพทรดุ โทรมมาก ใชท้ าสังฆกรรมไม่ได้ กลับเป็นทีอ่ ยู่ของค้างคาวฝูงใหญ่ จึงคดิ จะสร้างอุโบสถ หลงั ใหมข่ ้ึน ดงั น้นั เมื่อวันท่ี 3 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2538 จึงได้ทาพธิ รี ้ือถอนอุโบสถ และประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ในการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 วนั ที่ 3 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2539 ไดเ้ ร่มิ ลงมอื ก่อสรา้ งอโุ บสถหลงั ปัจจุบัน แต่เสรจ็ เพียงแค่โครงสรา้ งตัว อุโบสถองค์กลางเท่านั้น ปัจจัยของวดั เริม่ ขาดแคลนเพราะภาวะเศรษฐกจิ ฟองสบู่แตก ในปี พ.ศ. 2540 อาจารยเ์ ฉลมิ ชยั โฆษติ พพิ ฒั น์ จติ รกรผ้มู ีช่อื เสยี งระดับชาติ ซ่งึ เป็นเลือดเน้ือเชื้อไขคนบ้านรอ่ งข่นุ โดยกาเนดิ ได้ปวารณาตนเขา้ มาสานต่อเพื่อสรา้ งอโุ บสถถวายเปน็ พทุ ธบูชาหวังให้เป็น “งานศิลป์เพ่ือ แผน่ ดิน” ดว้ ย ปัจจยั ของท่านเอง โดยพระครูชาครยิ านุยตุ และคณะศรัทธา ชาวบ้านไม่ต้องลาบากในการหาเงินมาสรา้ งวดั ใน ภาวะเศรษฐกจิ ของชาติ ที่กาลังตกตา่ อาจารย์เฉลิมชัย ไดเ้ ขา้ มาทาการแกไ้ ขเปลยี่ นแปลงเพ่มิ เติมแบบแปลน ตามปรารถนาของท่าน จนทาใหว้ ัดรอ่ งขุน่ สวยงามประทับใจผู้คนท้งั ชาวไทยและชาวตา่ งชาติท่ไี ดม้ าเยี่ยมชม จากวดั รอ่ งขุ่นท่ีไมม่ ใี ครรูจ้ กั กลายเปน็ วดั ที่มีชอื่ เสียงเป็นทีเ่ ชิดหนา้ ชูตาของจังหวัดและประเทศชาติ โครงการ ก่อสร้างวดั เม่ือเสรจ็ สมบรู ณ์แลว้ จะประกอบดว้ ยหมู่สถาปัตยกรรมทั้งส้นิ 4 หลงั มอี ุโบสถ ปราสาทบรรจุพระ ธาตุ พิพิธภัณฑ์ศาลาราย เมรุ หมูก่ ุฏิ ศาลาการเปรยี ญ และศาลารบั รองแขกท่ีมาเย่ียมชมวัด อาจารยเ์ ฉลิมชยั ไดท้ าการซื้อทีด่ ินเพิ่มเพอื่ ขยายบรเิ วณวัดทางดา้ นทิศใต้ จานวน 1 ไร่ 200 ตารางวา และคณุ วนั ชัย วชิ ญ ชาคร จากกรุงเทพฯ บรจิ าคที่ดินเพ่มิ ต่อจากที่ซื้ออีก 5 ไร่ 300 ตารางวา รวมท่วี ัดในปัจจบุ ันเปน็ จานวน 10 ไร่ 100 ตารางวา เพื่อจะสรา้ งหมสู่ ถาปตั ยกรรมทั้ง 4 ให้เสร็จสิน้ ตามจนิ ตนาการของท่าน สว่ นส่งิ กอ่ สรา้ งท่เี คยมมี าไมว่ ่าจะเป็นศาลา กุฏิ หอฉัน ศาลาอบสมุนไพร ซุ้มประตู และกาแพงวัดที่ สรา้ งในสมัยพระครชู าคริยานุยุต ได้เสอื่ มโทรมไปตามกาลเวลาจาเปน็ ตอ้ งร้อื ทง้ิ เพื่อสร้างบรรยากาศ สภาพแวดลอ้ ม ทัศนยี ภาพให้สวยงาม โดยเนน้ แสดงความเปน็ เอกภาพของหมูส่ ถาปัตยกรรมแนวใหม่ และ คงไวซ้ งึ่ เอกลักษณ์ในรูปแบบของอาจารย์อันวิจิตรอลังการ อาจารย์เฉลิมชยั ได้ตง้ั จติ อธษิ ฐานขอถวายตนรบั ใชพ้ ระพุทธศาสนา เพอื่ สรา้ งวดั ร่องข่นุ ต้ังแต่อายุ 42 ปี (พ.ศ. 2540) เป็นต้นไป จวบจนกว่าจะส้ินลม ณ วัดแห่งนี้ ท่านส้ินแลว้ ซ่งึ ความปรารถนาใดๆ ในวตั ถุทาง โลก ทา่ นมงุ่ อุทิศถวายตนให้แกช่ าติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมวลมนษุ ยช์ าติ อันเปน็ ท่รี กั ของท่านดว้ ย ความศรัทธาเชอ่ื มัน่ อาจารย์ เฉลมิ ชัย โฆษิตพิพัฒน์ไดร้ บั แรงบันดาลใจในการสรา้ งวดั มาจาก 3 สิ่งตอ่ ไปน้คี ือ 1. ชาติ : ด้วยความรกั บา้ นเมือง รักงานศิลป์ จงึ หวังสร้างงานศิลปะท่ยี ง่ิ ใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน 2. ศาสนา : ธรรมะได้เปล่ียนชวี ติ ของอาจารยเ์ ฉลิมชยั จากจติ ท่ีรอ้ นกลายเปน็ เยน็ จึงขออทุ ิศตนใหแ้ ก่ พระพุทธศาสนา

3. พระมหากษัตรยิ ์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวภูมิพลอดลุ ยเดชหลายคร้งั ทาใหเ้ ฉลมิ ชยั รกั พระองค์ทา่ นมาก จากการพบเหน็ พระอัจฉริยะภาพทางศลิ ปะและพระเมตตาของ พระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสานกึ ในพระมหากรุณาธคิ ุณ จึงปรารถนาท่จี ะสร้างงานพุทธ ศิลป์ถวายเป็นงานศลิ ปะประจารัชกาลพระองค์ทา่ น สรุป การสิกขาจาริกของนิสิต สาขาพระพุทธศาสนา ของมหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัยวทิ ยา เขตสรุ ินทร์ ไดม้ ีการจกั กิจกรรมสิกขาจาริก กาหนดการต้ังแตว่ นั ท่ี 23-27 มกราคม 2565 จดุ หมาย ปลายทาง ณ พุทธมณฑล เชยี งราย ได้รบั การเรยี นรู้อารยธรรมลา้ นนาของวดั ร่องขน่ วดั พระแก้ว วัดหว้ ยปลากง้ั วดั เจดีย์หลวง วัดป่าสัก วัดพระธาตผุ าเงา วัดเจ็ดยอด วัดสวนดอก วัดราเปงิ และดอยสเุ ทพ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook