ทฤษฏีความต้องการ 5 ขั้น มีสั มพันธภาพ ต้องมีความสั มพันธ์กับผู้อื่น ขึ้นอยู่กับกิจกรรม ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย มีการสร้างสรรค์ หากกลุ่มสร้างวรรค์ จะสามารถไว้วางใจกันได้มากขึ้น ช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน มีสั งกัด หากทำดี จะเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม มีเอกลักษณ์ แห่งตน เช่น จิตอาสา, ตัวใครตัวมัน มีหลักยึดเหนี่ ยว มีคนกลาง เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ
ทฤษฏีจูงใจของมาสโลว์ สมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ 3 ประการ 1.มนุษย์มีความต้องการ ซึ่งความต้องการนั้ นมีอยู่เสมอและไม่มีสิ้นสุด แต่ สิ่งที่มนุษย์ต้องการนั้ นขึ้นอยู่กับว่า - เขามีสิ่งนั้ นแล้วหรือยัง -หากสิ่งนั้ นได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอื่นจะเข้า มาแทนที่ ***กระบวนการนี้ จะไม่มีที่สิ้นสุด*** 2. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจของ พฤติกรรมอีกต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้ นที่ เป็นสิ่ งจูงใจของพฤติกรรม ²เหมาะสำหรับการพัฒนาตนเองด้านความรู้ 3. ความต้องการของมนุษย์ มีลำดับขั้นตามความสำคัญ คือ เมื่อความ ต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงจะ เรียกร้องให้ตอบสนองทันที
ความต้องการของมนุษย์ 5 ขั้น ความต้องการความสำเร็จในชีวิต ความต้องการชื่อเสี ยง ความต้องการทางสั งคม ความต้องการความปลอดภัย ความต้องการทางร่างกาย
ทฤษฏีจูงใจ-สุขอนามัยของเฮอร์เบอร์ก (Herzberg,s Motivation Theory) พวกที่ 1 ตัวกระตุ้น (Motivator) คือ องค์ประกอบที่ทำให้เกิดความพอใจ - งานที่ปฏิบัติ = เป็นตัวจูงใจในการทำงาน - ความรู้สึกเกี่ยวกับความสำเร็จของงาน = เราทำงานและหัวหน้ าพึงพอใจ - ความรับผิดชอบ = งานที่รับผิดชอบต้องทำให้เร็จหากมัข้อผิดพลาดรับผิดชอบและ แก้ไข -โอกาศก้าวหน้ าในหน้ าที่การทำงาน = มีโอกาศได้รับค้าตอบแทนสูงขึ้น พวกที่ 2 ปัจจัยสุขอนามัย (Hygien) หรือ องค์ประกอบที่สนับสนุนความไม่พอใจใน การทำงาน ได้แก่ -แบบการบังคับบัญชา บังคับให้ทำงาน สั่งการ แม้ไม่พอใจก็ต้องทำ - ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นไปได้ยากที่จะเป็นไปในแนวเดียวกันทั้งหมด -เงินเดือนค่าตอบแทน แรงจูงใจรายเดือน แต่ไม่มีใครพอใจทุกคน ทุกคนอยากได้เพิ่ม mนโยบายของการบริหาร
1. มนุษย์มักเกียจคร้าน ทฤษฎี X - ชอบอยู่เฉยๆ สบายๆ 2. มนุษย์ชอบหลีกเลี่ยงงาน - ไม่อยากทำงาน หากไม่มีใครคุมจะหนี ทันที 3.มนุษย์ชอบทำงานตามคำสั่ง และต้องการห้มีผู้ควบคุม - ทำงานตามคำสั่ง 4.ต้องใช้วินั ยของหมู่คณะบังคับ - มีกฎ ระเบียบ ถึงจะทำตาม 5. มนุษย์มักหลีกเลี่ยง ไม่อยากรับผิดชอบ - ไม่อยากรับผิดชอบอะไร 6.มนุษย์ไม่เฉลียวฉลาด ขาดความรับผิดชอบ - เป็นคนโง่
1. มนุษย์จะขยันขันแข็ง ทฤษฎี Y - อยากจะทำ 2. การทำงานของมนุษย์ก็เหมือนกับการเล่นการพักผ่อนตาม ธรรมชาติ - อยากไปทำงาน มีความสุข 3.มนุษย์รู้จักกระตุ้นตนเองให้อยากทำงาน - สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องสั่งให้ทำ 4.มนุษย์มีวินั ยในตนเอง 5. มนุษย์มักแสวงหาความรับผิดชอบ - หากไม่มีงานจะหางานทำเอง 6.มนุษย์มีสมรรถภาพในการทำงานและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ทฤษฏีวุฒิภาวะของคริส อากิริส วุฒิ = สติปัญญา ฉลาด โง่ ปริญญาทางวิชาการ ภาวะ = พฤติกรรม ขยัน ขี้เกียจ ปริญญาโลก
ฉลาด ขยัน ขี้เกียจ โง่ ปล่อย ร่วม ขาย ส่ ง
พนักงาน 4 ประเภทและกลวิธี จัดการ Yes Coaching Mentoring ต้องควบคุม ติดตามดูแล ไม่ต้องมุ่ง อะไรมาก No Discipline Training “Up or Out” ตั้งใจ แต่ไม่มีความสามารถ ไม่มีประโยชน์ อะไร ต้องแนะนำ ให้ความรู้ก่อน Unwilling Willing Will Do
แหล่งข้อมูลค้นคว้าเพิ่มเติม แนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจ ของซิกมันด์ ฟรอยด์ 3.ซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) เป็นจิตใต้สำนึ กที่ผ่านการอบรมสั่งสอนด้านคุณธรรม จริยธรรมความดีงามประสบการณ์ การเรียนรู้ในสิ่ งที่ ถูกต้องอย่างมีศี ลธรรมและจริยธรรมที่จะส่ งผลกระทบ ให้ผู้กระทำได้รับการยอมรับและการยกย่องจากบุคคล รอบข้างและกลุ่มคนในสั งคม ที่มา : https://sites.google.com/site
สรุ ป ทฤษฏีสร้างแรงจูงใจ มีความสำคัญต่อการบริหารการศึกษาเนื่ องจากบุคคลที่ ทำงานล้วนแล้วแต่มีความต้องการที่รอการตอบสนองให้อยู่ในสถานะที่พึง พอใจมากที่สุด ผู้บริหารควรตอบสนองความต้องการนั้ นในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน การมอบหมายงานต่างๆ ต้องใช้คนให้เหมาะสม เพราะแต่ละบุคคลมีความ ถนั ดและเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน เขาจะมีความสุขในการทำงานมากขึ้นเมื่อได้ ทำในสิ่งที่ถนั ด และงานที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานคือ นำมาใช้ในการบริหารงานและจัดวางบุคคลในการแต่งตั้งคำสั่ งงาน/ กิจกรรม/โครงการต่างๆของโรงเรียน
5 กันยายน 2564 ตนเองไม่รู้ ทฤษฏีหน้าต่างสี่ บาน จุดบอด ตนเองรู้ เปิดใจ ยอมรับข้อบกพร่อง ผู้อื่นรู้ เปิดเผย เช่น ชื่อ,อาชีพ,สถานที่ ทำงาน ผู้อื่นไม่รู้ ซ่อนเร้น ก้นบึ้งที่ล้ำลึก เช่น เลขบัตรประชาชน เช่น โรคร้าย พรสวรรค์
ทฤษฏีต้นไม้จริยธรรม พฤติกรรมที่ดีเกิดจากปัจจัย 8 ประการ หรือ 8 กลุ่ม 5. เหตุผลเชิงจริยธรรม 1.ความเฉลียวฉลาด 2.สุขภาพจิตดี 6. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ 3.ประสบการณ์ สั งคมสูง 7.มุ่งอนาคต-ควบคุมตนเอง 4.ทัศนคติ ค่านิยม คุณธรรม 8.ความเชื่ออำนาจในตน
ทฤษฏีต้นไม้จริยธรรม 1. มนุษย์ที่มีจิตใจเป็นสัตว์ 2.มนุษย์ที่มีจิตใจเป็นคน 3. มนุษย์ที่มีจิตใจเป็นเทวดา
ทฤษฏีบุคลิกภาพของเชลดอน 1.ผู้ที่มีรูปร่างอ้วนกลม ป้อม ชอบความสบาย การสังคมดี 2.ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้ อแข็งแรง ชอบออกกำลังกาย จิตใจเป็นนั กกีฬา 3. ผู้มีรูปร่างบอบบาง อ่อนแอ ไม่ชอบออกสั งคม
ทฤษฏีเรือลอยน้ำ น้ำ หมายถึง ผู้ใต้บังคับบัญชา เรือ หมายถึง ผู้บริหาร ผู้บริหาร ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ ใต้บังคับบัญชา เหมือนดั่งเรือที่ลอยได้ เนื่ องจากน้ำคอยรองรับ ผู้บริหารมักคิดว่า เก่งได้เพราะตัวเอง ละเลยผู้ใต้บังคับบัญชา
ทฤษฏีวัวสองตัว ##มนุษย์และสัตว์นั้ น เมื่ออยู่ตัวเดียวเดี่ยวโดด ไม่ ต้องแข่งขันกับผู้ใด ก็อยู่ไปตามสบาย เปรียบได้กับ วัวตัวเดียว ที่เล็มหญ้ากินโดยลำพัง * กินช้าๆ ##แต่เมื่อเห็นวัวอีกตัวเข้ามาใกล้ก็รู้สึ กว่ามีคู่ แข่ง เกรงว่าหญ้าที่กินอยู่จะไม่พอ * รีบกิน มนุษย์เราต้องการแข่งขัน เมื่อแข่งขันแล้ว ก็ต้องเป็นผู้ชนะ
การนำไปใช้ การมอบหมายงานคล้ายกัน กับหลาย เปรียบเทียบการปฏิบัติงาน เทียบผลงาน ผลควรเป็น Win-Win
แหล่งความรู้ที่ค้นคว้าเพิ่มเติม แอดเลอร์ กล่าวว่า โครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลเกิด ขึ้นจากเป้าหมาย 2 ชนิ ด 1. พยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคม (Social Adaptation) 2. พยายามทรงไว้ซึ่งอำนาจ(Attainment of Power) ที่มา : https://www.baanjomyut.com/library/personality/04.html
องค์ความรู้ การบริหารงานนั้ นต้องเรียนรู้พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล เพราะ คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันหลายๆด้าน เช่น ความรู้ ความ สามารถ จิตใจ ประสบการณ์การทำงาน ฯลฯ สังคมการเป็นอยู่อย่างไร ส่งผลให้พฤติกรรมเป็นเช่นนั้ น และในการ บริหารงานต่างๆ ต้องอาศัยการร่วมมือกันของผู้บริหารและผู้ใต้บังคับ บัญชา การนำไปใช้ประโยชน์ -การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ต้องอาศัยความร่วมมือกันงานจึงจะ สำเร็จ -การบริหารงานในฐานะผู้บริหารต้องมีความเข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่หลงระเริงในตำแหน่ งที่ได้รับ
19 กันยายน 2564 หลักการบริหารและวิวัฒนาการ วิวัฒนาการพัฒนาตามลำดับเริ่มจากอดีต แรกๆ มนุษย์ยังขาดประสบการณ์ บริหาร ลองผิดลองถูก มีการแลกเปลี่ยนกันในวงจำกัด ถ่ายทอดไปยังทายาท ลูกศิษย์ หรือลูกจ้าง Luthur Gulick and Lyndall Urwick บริหารแบบวิทยาศาสตร์ หวังผลงานเป็นใหญ่ สรุปย่อได้ว่า POSDCoRB Henry L. Gantt พัฒนาวิธีจ่ายค่าตอบแทนใหม่ โดยใช้วิธีให้สิ่งจูงใจ เป็นผู้พัฒนาวิธี การอธิบายแผนโดยกราฟ ซึ่งได้นำมาใช้ในการอธิบายถึงการ วางแผน การจัดการ และการควบคุมองค์การที่มีความซับซ้อน
นพพงษ์ บุญจิตราดุล แบ่งการบริหารเป็น 3 ยุค 1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management Era) 2.ยุคการบริหารแบบมนุษยสั มพันธ์ (Human Relation Era) 3. ยุคทฤษฏีการบริหาร (The Era of Administrative Theory)
“POSDCoRB” 1.การวางแผน (Planning) คือ การกำหนดเป้าหมายขององค์กรว่า ต้องทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร และจะดำเนิ นการอย่างไร 2. การจัดองค์การ (Organization) คือ การจัดตั้งโครงสร้างองค์กร ให้ชัดเจน กำหนดอำนาจหน้ าที่รับผิดชอบอย่างเป็นทางการภายใน องค์การ เพื่อประสานงานหน่ วยทำงานให้สามารถทำงานได้อย่างมี 3. การจัดกำลังคน (Staffing) คือ ฝ่ายบริหารต้องตัดสินใจอยู่ ตลอดเวลา ว่าจะดูแลควบคุมจัดสรรคนอย่างไรให้เหมาะสมกับงาน และทำงานได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ 4. การอำนวยการ (Directing) คือ การตัดสินใจและสั่งการ การ ควบคุมงาน การติดตามผลนิ เทศก์งาน และศิลปะในการบริหารงาน
5. การประสานงาน (Coordinating) คือ การร่วมมือประสานงาน เพื่อ ให้การดำเนิ นงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และราบรื่น คือหัวใจของการ บริหาร 6. การรายงาน (Reporting) คือ การรายงานความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ใน องค์การให้ทุกฝ่ายทราบ รวมถึงงานประชาสัมพันธ์ (Public Relation)ด้วย 7. การงบประมาณ (Budgeting) คือ งบประมาณในรูปของการวางแผนและ การควบคุมด้านการเงินการบัญชี POSDCORB ใช้เพื่อสร้างกลไกและโครงสร้างให้กับองค์กร จัดเตรียม บุคลากรที่มีความชำนาญต่างกันให้อยู่ในแผนกที่เหมาะสมกับองค์กร บุคลากรรู้หน้ าที่และผู้บริหารสามารถบริหารสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดแผนวางกรอบการทำงานให้องค์กรใช้เป็นแนวทางในการบริหาร ส่ งเสริมการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกันภายในองค์กร
POSDCoRB Planning Organization Budgeting POSDCoRB Staffing Reporting Directing Coordinating
ทฤษฏีการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ Frederrick .W Toylor 1. ทำการศึกษางานแต่ละส่วนด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และพัฒนาวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานแต่ละอย่าง 2. ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการคัดเลือกและการฝึก อบรมพนั งงาน และมอบหมายความรับผิดชอบให้ทำงานที่เหมาะ สมที่สุดสำหรับแต่ละคน 3. มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารและ พนั กงาน 4. แบ่งงานและรับผิดชอบในงานเป็นส่วนต่างๆเทย์เลอร์ได้ พัฒนาวิธีการจ่ายค่าจ้างต่อหน่ วยแบบสองระดับขึ้นมา
การจัดการที่หลักเกณฑ์ของ Toylor มีพื้นฐานสำคัญ4 ประการ 1. ต้องมีความคิดค้นและกำหนด “วิธีที่ดีที่สุด” สำหรับงานที่จะทำ แต่ละอย่าง 2. ต้องมีการคัดเลือกและพัฒนาคน พิจารณาเป้นพิเศษที่จะให้ได้คนที่ มีคุณสมบัติที่ดีที่ตรงตามงาน 3.การพิจารณาอย่างรอบคอบ เกี่ยวกับวิธีทำงานควบคู่กับการพิจารณา คนงาน 4. การประสานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารและคนงาน
แนวคิดของ Mayo 5 ประการ 1.ปทัสถานสังคม (ข้อตกลงเบื้องต้นในการทำงาน) คนงานที่สามารถปรับตัวเข้ากับกฏเกณฑ์อย่างไม่เป็นทางการ ของกลุ่มคนงานด้วยกัน จะมีความสบายใจและเพิ่มผลผลิต มากกว่าคนงานที่ไม่พยายามปฏิบัติหรือปรับตัวเข้ากับกฏเกณฑ์ ที่กลุ่มปฏิบัติกัน กฏเกณฑ์เหล่านี้ ตกลงกันเองและยึดถือกันภายในกลุ่ม และยัง ส่งผลให้คนงานมีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่ งของพรรคพวก
2. กลุ่ม พฤติกรรมของกลุ่มมีอิทธิพลจูงใจและสามารถเปลี่ยน พฤติกรรมของแต่ละบุคคลได้ และกลุ่มย่อมมีอำนาจต่อ รองกับฝ่ายบริหารโดยอาจจะเพิ่มผลผลิตหรือลด ผลผลิตก็ได้
3. การให้รางวัล และการลงโทษ ของสังคมในหมู่คนงานด้วยกัน เช่น การให้ความเห็นอก เห็นใจของกลุ่มแต่ละบุคคล การให้ความนั บถือและจงรัก ภักดีต่อกลุ่ม และกลุ่มต่อแต่ละบุคคล มีอิทธิพลต่อคนงาน มากกว่าการที่ฝ่ายบริหารจะให้รางวัลเป็นตัวเงินต่อคนงาน เหล่านี้
4. การควบคุมบังคับบัญชา การบังคับบัญชาจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรใช้ มนุษยสัมพันธ์เป็นนั กฟังที่ดี เป็นมนุษย์ไม่ใช่นาย ต้องใช้ ข้อคิดแล้วให้คนงานตัดสินใจ อย่าเป็นผู้ตัดสินใจปัญหาเสีย เอง ให้โอกาสคนงานเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
5. การบริหารแบบประชาธิปไตย พนั กงานทำงานได้ผลงานดีมาก ถ้าเขาได้จัดการงาน ที่เขารับผิดชอบเอง โดยมีการควบคุมน้ อยที่สุดจากผู้ บริหารหลังจากที่ได้มีการปรึกษาร่วมกันแล้ว
3.ยุคทฤษฏีการบริหาร (The Era of Administrative Theory) เป็นยุคที่มีการผสมผสานสองยุคแรกเข้าด้วย กัน จึงเป็นยุคบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ผู้มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ Chester I.Barnardและ Herbert A.Simon
แหล่งข้อมูลที่ค้นคว้าเพิ่มเติม POSDC P-Planning > การวางแผน O-Organizing > การจัดการองค์กร S-Staffing > การจัดสรรและบริหารบุคลากร D-Directing > การอำนวยการ C-Controlling > การควบคุม
P-Planning > การวางแผน การวางแผนนั้ นเริ่มตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายขององค์กร โครงสร้าง นโยบาย ตลอดจนลำดับกระบวนการปฎิบัติ การในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไปจนถึงวิธีการดำเนิ น งานในส่วนต่างๆ ให้บรรลุผล การวางแผนนี้ ยังต้อง สามารถรับรู้ ติดตาม เข้าใจ ตลอดจนวิเคราะห์สถานการณ์ ต่างๆ ได้ทั้งในและนอกองค์กรที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการ บริหารองค์กรอีกด้วย
O-Organizing > การจัดกาองค์กร การจัดการองค์กรนี้ เริ่มตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างองค์กร กำหนดตำแหน่ งงาน จัดสรรทรัพยากรบุคคลเพื่อลงในตำแหน่ ง งานต่างๆ รวมถึงจัดระบบระเบียบในการทำงานทั้งหมดด้วย สิ่งที่ ต้องคำนึ งถึงในการจัดโครงสร้างองค์กรนั้ นก็คือการแบ่งหน้ าที่ แต่ละส่วนให้ชัดเจน ไม่ทำงานทับซ้อนกัน และต้องทำงานประสาน กันให้ราบรื่นได้ด้วย ครอบคลุมการทำงานทั้งหมดไม่ให้เกิดปัญหา ประเมินจำนวนพนั กงานให้พอดี ไม่มากหรือน้ อยจนเกินไป และ ต้องลำดับความสำคัญของตำแหน่ ง เคลียร์บทบาทหน้ าที่ให้ชัดเจน ตลอดจนให้อำนาจในการสั่ งการที่เหมาะสมด้วย
S-Staffing > การจัดสรรและบริหารบุคลากร การบริหารจัดการบุคลากรนั้ นเริ่มตั้งแต่การคัดสรร บุคลากรที่มีคุณภาพและเหมาะสมเพื่อจัดสรรให้ ทำงานในตำแหน่ งต่างๆ ขององค์กร จากนั้ นก็ต้อง ดูแลบุคลากรตลอดระยะเวลาจนกว่าบุคลากรจะ ออกจากองค์กร ตั้งแต่การบริหารงานบุคคล งาน สวัสดิการ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การเลื่อน ตำแหน่ ง โยกย้าย เป็นต้น
D-Directing > การอำนวยการ การอำนวยการก็คือบริหารจัดการตลอดจนดำเนิ นการทุกอย่างให้ ปฎิบัติการได้อย่างราบรื่น จนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การอำนวย การนี้ เกี่ยวเนื่ องทั้งเรื่องของทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ตลอดจนอำนวย ความสะดวกในการทำงาน การอำนวยการยังหมายถึงการสั่งการ อำนาจหน้ าที่ และการปฎิบัติการให้สามารถทำงานได้ ตลอดจน การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งหนึ่ งในหัวใจสำคัญของ การอำนวยการก็คือการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพด้วยนั่ นเอง
C-Controlling > การควบคุม การควบคุมนี้ ก็คือการบริหารจัดการทุกอย่างให้ตรงตามแผนและ ระยะเวลาที่วางไว้ การควบคุมนี้ ตั้งแต่การควบคุมทรัพยกร, เครื่องจักร, ไปจนถึงบุคลากร ให้การปฎิบัติการทักอย่างมีความราบ รื่น และดำเนิ นการตามแผนการได้สำเร็จ ทั้งยังตามมาตรฐานที่ กำหนดไว้ด้วย การควบคุมนี้ นอกจากการสั่งการ กำหนดการ บังคับการแล้ว ก็ยังรวมถึงการแนะนำ ช่วยเหลือ รายงานผล ตลอด จนประเมินผลการทำงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามการทำงานทุก กระบวนการไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ด้วย
สรุ ป การบริหารสถานศึกษาแนวใหม่ผู้บริหารควรมี หลักและกระบวนการบริหาร โดยใช้หลักการ แนวคิดในการบริหารเพื่อให้เกิดความเข้าใจและ มุมมองในการบริหารสถานศึกษายิ่งขึ้น และ อาศัยกระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้เกิด ผลสั มฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิ ทธิภาพ ที่มา :http://oknation.nationtv.tv/blog/kannika-pa318i/2008/12/17/entry-3
การนำไปประยุกต์ใช้ 1.นำไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจต่างๆของสถานศึ กษา โดยเฉพาะงานทั้ง 4 ฝ่าย 2. ใช้เป็นหลักการทำงานในการประสานความร่วม มือกับ ครอบครัว องค์กร หน่ วยงานและสถาบันอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับกรจัดการศึ กษา
26 กันยายน 2564 Balanced scorecard เส้ นทางจากกลยุทธ์สู่ การปฏิบัติ < Balanced Scorecard เป็นการบริหารแบบถ่วงดุล หมายถึง การกระจายงานในองค์กรให้ทั่วถึงเหมาะสมแต่ละ ฝ่าย <จุดประสงค์ : ต้องการกระจายงาน ไม่ให้กระจุกอยู่ที่เดียว
แนวคิดของ Professsor Robert Kaplan ซึ่งทำงานร่วมกับ David Norto อาศัยการกำหนดตัวชี้วัด(KPI) แบบสมดุลภาระงานขององค์กร นำ กลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ โดยอาศัยการประเมินที่สอดคล้องไปในทาง เดียวกัน มุ่งความสำเร็จขององค์กร มุมมองทางการศึ กษา 1.มุมมองทางวิชาการ 2.มุมมองทางบุคลากร 3.มุมมองทางงบประมาณ 4.มุมมองงานทั่วไป
Balanced scorecard
Bench marking Bench marking กระบวนการแลก การทำเครื่องหมาย เปลี่ยนเรียนรู้ ที่มา การทำเครื่องหมาย ประสบการณ์ และวิธี ที่ม้านั่ งและตัดขาม้าให้ ปฏิบัติที่เป็นเลิศกับ องค์กรอื่นภายใต้กฎ เหมาะสม กติกาสากล
Benchmarking เป็นการแข่งขัน ซึ่งทำให้องค์กรปรับ, เติบโต และเจริญผ่านการ เปลี่ยนแปลง เป็นกระบวนการของการวัดตัววัดและการปฏิบัติทางธุรกิจหลักและ เปรียบเทียบ ภายในธุรกิจหรือกับผู้แข่งขัน, อุตสาหกรรม หรือบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อ เข้าใจวิธีและที่ที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติให้ดีขึ้น มี 4 ชนิ ด หลักของ benchmarking Performance เกี่ยวกับการรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณ External เปรียบเทียบตัววัดและหรือการปฏิบัติของหนึ่ งองค์กรกับหนึ่ งหรือ หลายองค์กรอื่น ๆ Practice เกี่ยวกับการรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับวิธี ที่กิจกรรมถูกจัดการผ่านคน, กระบวนการ และเทคโนโลยี Internal เปรียบเทียบตัววัด และหรือการปฏิบัติ จากหน่ วย, สายการผลิต, แผนก, โปรแกรม, ภูมิศาสตร์ และอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน
แนวทางการทำ Benchmarking Benchmarking แบบกลุ่ม Benchmarkingแบบเดี่ยว เป็นการทำ Benchmarking โดยเข้าไปรวม เป็นการที่องค์กรสามารถเลือกหัวข้อที่ กลุ่มกับองค์กรอื่ นที่มีความต้องการจะทำ ตนเองมีความสนใจที่จะทำ Benchmarking Benchmarking เหมือนกัน ได้สามารถเลือกผู้ที่จะเป็นคู่เปรียบเทียบได้ ทำให้ประหยัดเวลาในการดำเนินการเป็นการ แต่ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรที่เราไปขอเปรียบ สร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดี เทียบด้วยนั้ นมีความประสงค์จะแลกเปลี่ยน ข้อมูลกับเราหรือไม่
BenchmarkingXerox 1.การวางแผน (Planning) Corporation 2.การวิเคราะห์ (Analysis) องค์กรที่นำเอา Benchmarking มาใช้เป็นองค์กร แรกคือ Xerox Corporation ประเทศ 3.การบูรณาการ (Integration) สหรัฐอเมริกา เนื่ องจาก Xerox เป็นบริษัทชั้นนำ ในเรื่องการผลิตเครื่องถ่ายเอกสารขณะนั้ น ประสบปัญหาการตลาดอย่างรุนแรงไม่สามารถ แข่งขันกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องถ่ายเอกสารจาก ประเทศญี่ปุ่นที่มีราคาสิ นค้าที่ต่ำกว่าและมี คุณภาพดีกว่า 4.การปฏิบัติ (Action)
ประโยชน์ของ Bench marking 1. เว้นช่องว่าง 2. งานดีที่สุด 3. ได้เรียนรู้จากที่อื่น 4. สร้างจุดแข็งได้ 5. มีความสามัคคี
จรรยาบรรณ Bench marking 1. ต้องถูกกฎหมาย 2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง 3. เต็มใจแลกเปลี่ยน 4. รักษาความลับขององค์กรที่ให้ข้อมูล 5. ใช้ข้อมูลให้ถูกประเภท 6. ต้องเคารพให้เกียรติกันและกัน 7. มีการเตรียมตัว 8. ทำให้สำเร็จแล้วแจ้งคู่เปรียบเทียบ 9. เข้าใจกัน รู้เขารู้เรา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122