Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Book02 สิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

Book02 สิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

Published by mrnok, 2018-08-08 00:16:00

Description: Book02 สิทธิมนุษยชนกับการปฏิบัติงานของตำรวจ

Search

Read the Text Version

วิชา ศท. (GE) ๒๑๑๐๒สทิ ธิมนษุ ยชนกบั การปฏบิ ัติงานของตาํ รวจ

ตําÃÒàÃÕ¹ ËÅ¡Ñ ÊμÙ Ã ¹Ñ¡àÃÂÕ ¹¹ÒÂÊºÔ ตําÃǨÇÔªÒ È·. (GE) òññðò Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¡Ñº¡Òû¯ºÔ μÑ §Ô Ò¹¢Í§ตาํ ÃǨ เอกสารน้ี “໹š ¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมใิ หผูหน่งึ ผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความหรอื แปลสว นหนงึ่ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเ้ี พอื่ การอยา งอน่ื นอกจาก “à¾Í×è ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”ของขาราชการตํารวจเทานั้น การเปดเผยขอความแกบุคคลอ่ืนท่ีไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา¡Í§ºÞÑ ªÒ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ สํา¹Ñ¡§Ò¹ตํา¾ÃÇ.¨Èá.ò˧‹õªöÒñμÔ



คํานาํ หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมายเพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมีจติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียนหลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบการเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกายและจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตามความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิดใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรูที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดีซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียนการสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ านของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธาและความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิพลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน ) ผูบ ญั ชาการศึกษา



ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒÇÔªÒ ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¡Ñº¡Òû¯ÔºμÑ §Ô Ò¹¢Í§ตาํ ÃǨº··èÕ ñ á¹Ç¤Ô´áÅоѲ¹Ò¡ÒÃ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹ ñ - วัตถปุ ระสงค ๑ - สว นนาํ ๑ - แนวคดิ และพฒั นาการของสทิ ธิมนุษยชน ๑ - ยุคกรีกและโรมัน (Greek and Roman Era) : เมอื่ ชวี ติ เปน ของผอู ่นื ๒ - ยคุ กลาง (The Middle Ages) : ชวงเวลาของความมืดมน ๖ - ยุคสมยั ใหม : เม่ือชวี ิตเปนของเรา ๗ - สว นสรุป ๑๕ - กจิ กรรม ๑๖ - เอกสารอา งองิ ๑๘º··èÕ ò ¹ÔÂÒÁ »ÃÐàÀ· áÅÐËÅÑ¡¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ òñ - วตั ถปุ ระสงค ๒๑ - สวนนาํ ๒๑ - ความหมายของสิทธมิ นุษยชน ๒๑ - ประเภทของสิทธิมนษุ ยชน ๒๔ - การแบง ประเภทของสิทธมิ นุษยชนตามยคุ สมัย ๒๕ - ยุคแรก ๒๖ - ยุคท่สี อง ๒๖ - ยคุ ท่สี าม ๒๗ - การแบง ประเภทของสทิ ธิมนษุ ยชนตามความสมบรู ณแหงสทิ ธิ ๒๗ - การแบงประเภทของสิทธมิ นษุ ยชนตามปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสิทธมิ นุษยชน ๒๘ - หลักการอนั เปน หัวใจของสิทธิมนษุ ยชน (Core principles of human rights) ๒๘

º··èÕ ó ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ã¹ÁμÔ ÃÔ ÐËNjҧ»ÃÐà·È ˹ŒÒ - วตั ถุประสงค óõ - สวนนาํ ๓๕ - ท่มี าและเจตนารมณแ หงปฏญิ ญาสากลวาดวยสทิ ธิมนุษยชน ๓๕ - เน้อื หาของปฏญิ ญาสากลวาดว ยสิทธมิ นุษยชน ๓๖ - กิจกรรม ๓๘ - กฎหมายหลกั ระหวางประเทศดานสทิ ธิมนุษยชนจํานวน ๙ ฉบบั ๔๔ อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏบิ ัติทางเชอ้ื ชาตใิ นทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of all forms of Racial ๔๕ Discrimination : ICERD) öó øóº··èÕ ô Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ã¹Ã°Ñ ä·Âº··Õè õ ÁÒμðҹÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹ÊÒ¡Åสาํ ËÃºÑ à¨ŒÒ˹Ҍ ·èÕ¼ÙŒº§Ñ ¤ÑºãªŒ¡®ËÁÒÂ

ÇªÔ Ò È·. (GE) òññðòÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹¡Ñº¡Òû¯ºÔ ÑμÔ§Ò¹¢Í§ตาํ ÃǨ¤³Ð¼Œ¨Ù ´Ñ ทาํñ. ¾Å.μ.·.ÃÍÂ Í§Ô ¤ä¾â蹏 ¼ºª.È. ·»èÕ Ã¡Ö ÉÒò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ á¡ÇŒ ¼Å¡Ö Ãͧ ¼ºª.È. ·Õ»è Ã¡Ö ÉÒó. ¾.μ.Í.ËÞ§Ô ÈÀØ ÃÒ ÈÃÕ»ÃÇÔ Ò·¹Ô ÍÒ¨ÒÏ(ʺ ô) ȽÃ.À.ù



๑ º··èÕ ñ á¹Ç¤´Ô áÅоѲ¹Ò¡ÒÃ¢Í§Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤ ๑. อธบิ ายพัฒนาการของสทิ ธมิ นุษยชนไดอยางถกู ตอง ๒. อธิบายความสัมพันธของแนวคิด “สิทธิธรรมชาติ” กับ แนวคิด “สิทธิมนุษยชน”ไดอยางถกู ตอง ๓. วิเคราะหเหตุการณสําคัญซึ่งเช่ือมโยงกับพัฒนาการของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในแตละชวงเวลาไดอ ยางถกู ตอ งʋǹนํา สิทธิมนุษยชนเปนหนึ่งในกระแสหลักของสังคมโลกปจจุบัน การศึกษาทําความเขาใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจึงเปนส่ิงท่ีไมอาจหลีกเล่ียง กอนท่ีจะเรียนรูทําความเขาใจบริบทตางๆของสิทธิมนุษยชนจําเปนอยางย่ิงท่ีจะตองเขาใจถึงพัฒนาการกอตัวของแนวคิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมีมาอยางยาวนานในอดีตเพื่อใหสามารถเห็นภาพท่ีชัดเจนของ “สิทธิมนุษยชน” และเสนทางการตอสูเพ่ือใหไดมาซ่ึง “สิทธิมนุษยชน” อันจะกระตุนใหมนุษยไดตระหนักถึงความสําคัญของสิทธมิ นษุ ยชนá¹Ç¤Ô´áÅоѲ¹Ò¡ÒÃ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹μÒÁÂØ¤ÊÁÂÑ หากจะพจิ ารณาถงึ กระแสหลกั ของสงั คมโลกในปจ จบุ นั มปี ระเดน็ ทถี่ กู กลา วขานกนั ในระดบันานาชาติ หรอื ทเี่ รยี กไดว าถกู พูดถงึ อยเู สมอๆ อยหู ลายประเดน็ อาทิ หลักธรรมาภิบาล, เทคโนโลยีสารสนเทศ, สภาวะโลกรอน, ประชาธิปไตย, การคาเสรี แนนอน จะตองมีคําวา “สิทธิมนุษยชน”รวมอยูในนั้นดวย นั่นหมายความวา “สิทธิมนุษยชน” ไมใชประเด็นเล็กๆ ท่ีรับรูกันในวงแคบทวา “สทิ ธมิ นษุ ยชน” เปน ปรากฏการณท างสงั คมทไี่ ดร บั การยอมรบั และถกู กลา วถงึ ในระดบั นานาชาติดังน้ัน เม่ือสิทธิมนุษยชนเปนหนึ่งในกระแสหลักของสังคมโลกปจจุบัน การศึกษาทําความเขาใจตอ เร่ืองน้ีจงึ เปน สง่ิ จาํ เปนทไี่ มอาจหลกี เลี่ยง อยางไรก็ดี สิทธิมนุษยชนท่ีถูกกลาวถึงในทุกวันนี้ ไมใชแนวคิดท่ีเพิ่งปรากฏข้ึนมาใหมหากแตรากฐานของสิทธิมนุษยชนนั้นสามารถยอนกลับไปไดยาวนานในเชิงประวัติศาสตร การทําความเขาใจและมองเห็นภาพท่ีมาท่ีไปอันเปนจุดกําเนิด หรือประกายแสงของสิทธิมนุษยชนจะชวยใหเ ราเหน็ คณุ คา ของความเปน มนษุ ยเ สน ทางของแนวคดิ นเี้ ดนิ ทางผา นกาลเวลาและเหตกุ ารณส าํ คญัหลายเหตุการณ ท้ังถูกขัดเกลาและเสริมแตงจนกลายเปนกระแสหลักของโลกปจจุบัน การมีอยูของแนวคิดสิทธิมนุษยชนไดผา นการสูญเสยี เลอื ดเนื้อ ชวี ิต ผานการคิด การตอสู เรยี กรอ ง รณรงค

๒ตอตาน ขัดขืน และยอมรับ ตราบจนปจจุบันประเด็นเก่ียวเน่ืองกับสิทธิมนุษยชนก็ไมหยุดน่ิงแนวคดิ สิทธมิ นษุ ยชนยังคงเคลอื่ นไหวเปนพลวตั อยเู สมอ หากจะศึกษาความเปนมาของสิทธิมนุษยชน คงตองเร่ิมจากการทําความเขาใจในปรัชญาวาดวยÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ (Natural rights) อันเปนรากฐานสําคัญยิ่งของสิทธิมนุษยชนโดยใหความสําคัญสูงสุดแก “คุณคาของชีวิตมนุษย” ในบทน้ีขออธิบายพัฒนาการความเปนมาของสิทธิมนุษยชน โดยอางอิงประวัติศาสตรยุคตางๆ ของโลกเปนจุดเชื่อมการอธิบายสภาพสังคมชีวิต ความคิด ความเชื่อ อันสงผลตอกําเนิดและพัฒนาการของสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะชวยฉายภาพใหเห็นทั้งความกาวหนา และความเส่ือมถอยของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในหวงเวลาตางๆ ไดแกยุคกรกี และโรมัน, ยุคกลาง และยุคใหม ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊ·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹àª×èÍÁâ§¡ÑºÂ¤Ø ÊÁÑÂμÒ‹ §æÂؤ¡ÃÕ¡áÅÐâÃÁѹ (Greek and Roman Era) : àÁÍè× ªÕÇÔμ໚¹¢Í§¼ÙŒÍ×¹è ยคุ กรกี ๑ นบั เปน ยคุ ประวตั ศิ าสตรส าํ คญั ตอ การกอ กาํ เนดิ อารยธรรมตะวนั ตก มหี ลกั ฐานชัดแจงวายุคนี้ปรากฏรากฐานของแนวคิดสิทธิมนุษยชนข้ึน โดยมีแนวคิดสําคัญท่ีเก่ียวพันสิทธิพื้นฐานของความเปนมนุษย (Fundamental human rights) ในช่ือที่นักปรัชญาในยุคนั้นเรียกวา“ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ (Natural Right)” โดยมีความเช่ือเบื้องตนวา ธรรมชาติของคนมีเหตุและผลสิทธิตางๆ เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ดวยเหตุที่ธรรมชาติเปนส่ิงสากลและอยูเหนือมนุษย กฎหมายธรรมชาติจงึ อยูเหนอื กฎหมายของมนษุ ยแ ละใชไ ดไ มจาํ กดั เวลาหรอื สถานที่ การศึกษาหัวขอสทิ ธิมนุษยชนน้นั สวนใหญจะนบั เอาแนวคิด Ê·Ô ¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ น้ีเปน จดุ เร่ิมตนอางถึงพัฒนาการของสิทธิมนุษยชน อยางไรก็ดี แนวคิดสิทธิธรรมชาติมีความเปนนามธรรมอยางสูง๑ จุดเร่มิ ตน ของยคุ กรีกไมไดถกู ระบอุ ยางชัดเจน บางวาเรม่ิ ราว ๑,๐๐๐ ปกอนคริสตกาล เร่ือยมาจนถึง ๘๐๐ ปกอ นคริสตกาล และสนิ้ สดุ ลงเมือ่ เขา สูยคุ โรมนั

๓เกย่ี วพันกบั ความถกู ตอง ความดีงาม และศีลธรรม ภายหลงั ไดถูกทาทายจากนักปรชั ญาอยาง เจเรมีเบนแธม (Jeremy Benthanm, ๑๙๗๔-๑๘๓๒) วา สทิ ธิธรรมชาตนิ น้ั เปนเรอ่ื งไรสาระ๒ ยุคกรีกมีการกลาวอางถึงความเปนมนุษยและความเสมอภาคของมนุษยไมนอยจากนักคิดชั้นนํา เชน ในทัศนะของ เพลโต (Plato, ๔๒๗-๓๔๗ B.C.) นักปรัชญาที่วางรากฐานทางการศกึ ษาในแขนงวิชาตา งๆ ทัง้ การปกครอง วทิ ยาศาสตร และดาราศาสตร มองวาความตองการของคนในรฐั มคี วามสาํ คญั แตใ นทางปฏบิ ตั สิ งั คมกรกี ขณะนน้ั ชนชน้ั นาํ และนกั ปราชญก ลบั มคี วามสาํ คญัสงู สดุ เหนอื คนทว่ั ไปและเขาเหลา นคี้ วรเปน ผปู กครองและไดร บั ผลตอนแทนทม่ี ากกวา ๓ หรอื นกั ปราชญชื่อกองโลกอยาง อริสโตเติล (Aristotle, ๓๒๒-๒๘๔ B.C.) กับผลงานสําคัญของเขา “Politics”เนอื้ หาตอนหน่ึงระบดุ งั น้ี “...a person becomes slave of free only by law, human beings donot differ at all by the nature of mankind...”๔ [คนจะเปนทาสหรือเสรีชนก็โดยกฎหมายเทา นัน้เพราะโดยธรรมชาติของมนุษยแลวทุกคนไมแตกตางกัน] อริสโตเติลใหความสําคัญกับกฎหมายและเชอ่ื วา โดยธรรมชาตแิ ลว มนษุ ยท กุ คนไมแ ตกตา งกนั แตใ นทางการปกครอง เขากลบั เชอ่ื วา คนทว่ั ไปไมสมควรเปนผปู กครอง แตช นช้นั กลางตา งหากท่เี หมาะสมกับการทาํ หนา ทด่ี งั กลา ว อยา งไรกด็ ี ถงึ แมชว งนไี้ ดปรากฏปรัชญาวา ดวยสทิ ธเิ สรภี าพของมนษุ ยแ ละการใหคุณคากับชีวิตมนุษยบางแลว ทวาในทางปฏิบัติน้ัน คุณคาในชีวิตข้ึนอยูกับ “ฐานะทางสังคม” ยิ่งมีฐานะดียิ่งอยูในสถานะที่ชีวิตมีคุณคาเหนือผูอื่น ชนชั้นจึงเปนตัวกําหนดความสําคัญชีวิตมนุษยแตละคนผลสรุปจากการศึกษางานหลายช้ินเกี่ยวกับโครงสรางสังคมของกรีก (Ancient Greek’s Socialstruycture) สะทอนถงึ การแบง แยกผคู นออกเปนชนช้นั ตางๆ อันประกอบดว ย (๑) ชนชั้นสูง (Best people) มีอาํ นาจการเมอื ง เศรษฐกิจ และสังคม ไดร ับการดูแลทดี่ ีท่ีสุดจากรัฐ เปนพลเมอื งเต็มขัน้ ของนครรัฐ (๒) ชนชั้นกลาง (Middle class) กลุมคนท่ีพอจะครอบครองท่ีดินไดบาง หรือเปนท่ีดินในเขตหางไกล มีความเปนพลเมืองของกรีก (Citizenship) แตไมไดรับการดูแลหรือมีอภิสิทธ์ิใดมากนัก กลุมพอคาจากตางแดนผูสะสมรายไดจากเมืองใหญจนกลายเปนชนชั้นกลาง, ทหาร,ชา งฝมือดา นตา งๆ๒ อางถึงใน Jonathan Crowe, “Explaining Natural Rights : Ontological Freedom and the Foundations of Political Discourse,” New York University Journal of Law and Liberty 4(70) (2009), สืบคนเม่ือ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.law.nyu.edu/sites/ default/files/ECM_PRO_061928.pdf๓ “Western Theories of Justice,” Internet Encyclopedia of Philosophy, สืบคนเม่อื ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.iep. utm.edu/justwest/#SH1a๔ Ciobota Eugen, “Evolution of the human rights concept,” 1 December 1918 University, สืบคนเมอ่ื ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.uab.ro/reviste_recunoscute/reviste_drept/onnales_10_2007/ciobotea_en.pdf

๔ (๓) ชนชัน้ ทาส (Slaves) ซงึ่ ไมม สี ิทธใิ ดๆ ในชีวติ เลย นายทาสอาจไดมาจากสงครามซื้อขาย หรือจากการเปน อาชญากร ชนชนั้ ลา งอยา ง “ทาส” จงึ มชี วี ติ ทถี่ กู กาํ หนดโดยผอู นื่ หากมแี รงทจ่ี ะทาํ งานใหน ายทาสไดกย็ งั จะมอี าหารและทห่ี ลบั นอนให แตเ มอ่ื ใดไมส ามารถทาํ งานใหไ ดก ม็ กั ถกู ขายจาํ หนา ยไป มชี วี ติ แบบทไี่ มส ามารถเลอื กหรอื กาํ หนดเองได ความเชอื่ ทว่ี า ตนเองเกดิ มาพรอ มกบั สทิ ธใิ นชวี ติ ทต่ี ดิ ตวั มาไมอ ยูในหว งความคิดของทาสเหลา นั้น จึงไมเกิดคําถามหรือการตอตาน เพยี งแตใ ชช ีวิตเร่ือยไปตามคาํ ส่งั ๕ ยุคสําคัญตอมาอยางสมัยแหงอาณาจักรโรมัน แมจะมีแนวคิดจากนักปราชญที่เสนอความคิดอันสะทอนถึงความสําคัญของสิทธิ เสรีภาพ อยาง ซิเซโร (Cicero, ๑๐๖-๔๓ B.C.)นกั กฎหมาย นกั การเมอื ง และนกั ปรชั ญาชาวโรมนั ผทู ไ่ี ดช อื่ วา วางรากฐานคาํ วา “กฎหมายธรรมชาต”ิ(Natural Law) ก็เชื่อม่ันอยางแนวแนในตัวของประชาชน กฎหมายท่ีแทจริงตองสอดคลองกับหลักธรรมชาติ (Harmonious with nature)๖ โดยประโยคทีถ่ กู กลาวอางถึงอยางมากจากงานเขียนชอ่ื “The Laws” ของเขาก็คอื “True law is right reason in agreement with nature; it is of universal application, unchanging and everlasting... And there will not be different laws at Rome and at Athens, or different laws now and in the future, but one eternal and unchangeable law will be valid for all nations and all times...”๗ [กฎหมายทแ่ี ทจริงคอื เหตผุ ลท่ถี ูกตอง กลมกลืน สอดคลองกบั ธรรมชาติ แผซานในทุกส่งิ ทกุ อยาง สมํ่าเสมอนิรันดร...กฎหมายเหลานี้ไมเปนอยางหน่ึงท่ีกรุงโรมหรือเปนอีก อยางหนึ่งท่ีเอเธนส ไมเปนอยางหน่ึงในขณะนี้หรืออีกอยางในเวลาตอมา แตเปนกฎหมายประการเดียวที่เปนนิรันดรไมเปล่ียนแปลงและมีผลผูกพัน ทกุ ชาติทกุ ภาษาตลอดกาล”]๘๕ นักปรัชญาคนสําคัญในยุคกรีกอยางเพลโตและอริสโตเติลก็ไมไดมีแนวคิดท่ีสนับสนุนความเทาเทียม เชน เพสโตถึงจะเช่ือมั่นในความรู แตก ม็ เี ฉพาะชนชนั้ นาํ เทา นนั้ ทส่ี ามารถเขา ถงึ ความรู เขาสนบั สนนุ คนกลมุ เลก็ ๆ ทเี่ ปน ชนชนั้ นาํ มาเปน ผปู กครอง หมายถงึ การปกครองทม่ี า จากกลมุ บุคคลเฉพาะกลุม นั่นคอื ทหารและชนช้นั นาํ สว นอรสิ โตเตลิ ก็ไมเ ช่อื มนั่ ในคนหมมู าก ยกยองใหความสาํ คัญกบั กลมุ บุคคลช้นั สงู เปน หลกั เหน็ ไดว า เขาเหน็ วา การปกครองทด่ี ี คอื การปกครองในแบบทกี่ ษตั รยิ แ ตผ เู ดยี วเปน ผปู กครอง (Monarchy) แบบอภชิ นาธปิ ไตย (Aristocracy) ทใ่ี หค ณะขุนนางเปน ผปู กครอง และแบบโพลิต้ี (Polity) ท่ใี หชนชน้ั กลางเปนผปู กครอง๖ “Cicero (106-43 B.C.E.),” Internet Encyclopedia of Philosophy, สบื คนเมอื่ ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.iep.utm.edu/ cicero/#SH7c๗ America’s Party National Committee, “Cicero: True law is right reason in agreement with nature,” สบื คน เม่อื ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.selfgovernment.us/news/cicero-true-law-right-reason-in-agreement-with-nature๘ วราพร ศรีสุพรรณ, “ประชาธปิ ไตยแบบสงั คมเครือขายและการศึกษาแบบปฏริ ปู นิยม”, สืบคนเมื่อ ๓ ต.ค. ๒๕๕๙, จาก http://kpi.ac.th/ media/pdf/M7_180.pdf

๕ ในสว นของโครงสรา งสงั คม การแบง ชนชนั้ เปน ความจาํ เปน พน้ื ฐาน และมคี วามสาํ คญั ยง่ิตอรฐั งานเขยี นหน่ึงของนกั เรียนในยคุ นน้ั กลา วไวว า “In Rome-and across the empire-status mattered”๙ [ในโรม-และท่ัวอาณาจกั ร-สถานภาพมีความสําคญั ] อีกท้ังมีการแบงแยกชัดเจนระหวางพลเมือง (Citizens) กับบุคคลที่ไมใชพลเมืองโรมัน(Noncitizens) หากจะแบงยอ ยลงไปอีกก็อาจแบง เปน คนซงึ่ มอี สิ ระ (Free men) กับทาส (Slaves)แนนอนการไดรับการดูแล ปฏิบัติ และอภิสิทธิ์ทั้งหลายยอมแตกตางกันไปตามสถานภาพท่ีเปนอยูทาสทํางานรับใชเจาของในฐานะเจาชีวิตของพวกเขา ซ่ึงคือสภาพอันปกติของชีวิตที่กําหนดเองไมไดของทาสในยคุ นั้น “Slave labour was used in all areas of Roman life except public office”๑๐[แรงงานทาสถกู ใชใ นทุกกิจกรรมของชาวโรมนั ยกเวน งานของทางราชการ] จะเห็นไดวาแม “บุคคล” จะมีความสําคัญขึ้นในทัศนะของนักคิดทรงอิทธิพลท้ังยุคกรีกและโรมนั และเรมิ่ ใหความสาํ คัญกับสิทธิบางอยางในนาม “สิทธธิ รรมชาต”ิ ทท่ี กุ คนมีเทา ๆ กัน นับแตถือกาํ เนิด แตเ อาเขา จรงิ แลวในทางปฏบิ ตั ิ “บุคคล” ทวี่ า นัน้ ไมไ ดห มายถึง “ทกุ คน” แตเ ปน “บคุ คลบางประเภท” ท่ถี กู นิยามวา มีคณุ คามากกวาส่งิ มชี วี ิตอื่น ถงึ กระนน้ั ควรบนั ทกึ ดว ยวา ทา มกลางความมดื มดิ ของสทิ ธใิ นชวี ติ อนั เทา เทยี มของสงั คมโรมันสมัยนั้นประกายแสงแหงคุณคาในชีวิตมนุษยจากแนวคิด “สิทธิธรรมชาติ” ท่ีเชื่อม่ันวา “มนุษยทุกคนลวนเกิดมาอยางมีคุณคา รูจักคิดและมีเหตุผลในตนเอง”๑๑ ก็ทําใหมนุษยปุถุชนธรรมดาที่มิใชชนชนั้ ปกครองในยคุ ตอ ๆ มา เรม่ิ หนั มาเหน็ คณุ คา ในชวี ติ ของตนเองจากการเปน ผถู กู ปครองกอ็ าจหาญมากข้ึนที่จะทา ทายเพอ่ื ขอกาํ หนดชวี ิตของตนเองบาง ดงั จะไดอ ธบิ ายความตอไป๙ Valerie Hope, “Social Pecking Order in the Roman World,” BBC (29 March 2011), สบื คน เม่ือ ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.bbc.co.uk/history/ancient/romans/social_structure_01.shtml๑๐ Mark Cartwright, “Slavery in the Roman World,” Ancient History Encyclopedia (1 November 2013), Ê׺¤Œ¹àÁ×èÍ ô μØÅÒ¤Á òõõù, ¨Ò¡ http://www.ancient.eu/article/629/๑๑ “Human Rights Philosophies”, Australian Human Rights Commission, สบื คนเมื่อ ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://www.humanrights.gov.au/human*-rights-explained-fact-sheet-3-human-rights-philosophies.

๖Â¤Ø ¡ÅÒ§ (The Middle Ages) : ªÇ‹ §àÇÅҢͧ¤ÇÒÁÁ´× Á¹ กอ นทคี่ วามคดิ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ จากยคุ กอ นจะไดร บั การตอบรบั จากผคู นในสงั คมวงกวา งขน้ึยุโรปเดินหนาเขาสูยุคท่ีชุดความคิดหลักผูกติดกับ “พระเจา” หมายความวาผูคนตางพากันเช่ือวาพระเจา คือเหตผุ ลของทกุ สรรพสิ่ง (Supremacy of God) การเกิด การมชี วี ิต จนกระทงั่ การตายถูกกําหนดโดยพระเจา แมแตธรรมชาติอยางพระอาทิตยขึ้น ฝนตก แผนดินไหว ฟารอง ก็อธิบายไดดวยอิทธิฤทธ์ิของพระเจา สภาพสังคมในยุคกลางจึงถูกเรียกขานในภายหลังวาเปรียบเสมือน“ยุคมืด”๑๒ เพราะมีเพยี งพระผเู ปน เจา เทา น้ันท่เี ปนคาํ ตอบของทกุ สิง่ คนสวนใหญก ็เชื่อมน่ั วาพระเจาจะชว ยใหม ชี วี ติ ทีด่ ีข้ึน ทําไมจงึ เปนเชน กัน ก็เน่ืองดว ยสภาพสงั คมท่มี ีภัยสงครามจากหลายกลุมเหลาความแรนแคน เศรษฐกิจตกตํ่า สภาพสังคมไรระเบียบ คนจึงพรอมจะใชศรัทธาท่ีมีตอศาสนามายึดนําชีวิต การใหความสําคัญกับ “คุณคาของมนุษย” ในชวงยุคท่ีผานมาจึงถูกแทนท่ีดวยความสําคญั ของพระผูเปนเจาและเหลา นักบวช ผมู พี ฤติกรรมไมส อดคลอ งกับความเช่ือของครสิ ตจักรถูกจัดใหเปนพวกนอกรีตเปนเหลาพอมด-แมมดที่มีความชั่วรายที่สมควรถูกทําลาย “สิทธิธรรมชาติ”ที่มนุษยแตละคนมีติดตัวมาแตเกิดเปนสิ่งเหลวไหล เพราะมนุษยเกิดไดดวยบัญชาจากพระผเู ปน เจา มกี ารกลา วอางพระคัมภีรใหม (New Testament) เนน ย้าํ วา พระเจา สรา งทุกสรรพสงิ่แมแตรัฐและรัฐบาลลวนรับมอบอํานาจมาจากพระเจา๑๓ นักบวชคนสําคัญ เชน นักบุญออกัสติน(St.Augustine, ๓๕๔-๔๓๐) ผูประพันธงานชิ้นเอกท่ีใชช่ือวา “City of God” ก็ระบุชัดถึงความเชอ่ื วา แมโ ดยธรรมชาตมิ นษุ ยม คี วามเสมอภาค แตม นษุ ยน น้ั มบี าปจงึ ตอ งถกู ปกครองตวั แทนของพระเจาหรือผูที่เช่ือม่ันในคริสตจักรเทานั้นท่ีจะมาเปนผูปกครองเพราะสามารถลางบาปและนํามาซึ่งความสุขได ทํานองเดียวกันกับนักบุญโธมัส อไควนัส (St.Thomas Aquinas, ๑๒๒๖-๑๒๗๔)ที่เช่ือวาผูนําคริสตจักรควรเปนผูนําการปกครอง และประชาชนตองเชื่อผูนํา บทบาทของคนทั่วไปจงึ เปนเพยี งผูตามและยอมใหชะตาชวี ิตถูกกาํ หนดโดยบุคคลบางกลมุ ที่เช่อื วามฐี านะสงู สงกวา เหน็ ไดช ดั วา ในยคุ น้ี ผปู กครองทง้ั ทางโลกคอื กษตั รยิ  และทางธรรมคอื นกั บวช ลว นแตเ ปนตวั แทนของพระเจา กฎหมายบา นเมอื งกบั หลักศาสนาถือเปน สิ่งเดียวกนั สังคมในยคุ น้ไี มไ ดเช่อื มโยงกบั ความตอ งการของปถุ ชุ นหรอื ใหค ณุ คา แกป ระชาชน อาจกลา วไดว า เจตนารมณแ หง “สทิ ธธิ รรมชาต”ิถูกบดบังดวยคําอธิบายวาธรรมชาติตองสอดคลองกับหลักศีลธรรมและหลักศาสนาเปนสําคัญน่ันแสดงถึงความเชอื่ สูงสดุ ตอคริสตจกั ร๑๒ยคุ นกี้ ินระยะเวลานาน ตัง้ แตร าวศตวรรษท่ี ๕ ถึงศตวรรษท่ี ๑๕ หรอื รวม ๑,๐๐๐ ป นบั แตป  ค.ศ.๔๐๐ ถงึ ป ค.ศ.๑๔๐๐๑๓สโรช สนั ตะพนั ธ,ุ “บทบาทของครสิ ตศาสนจกั รโรมนั คาธอลกิ ในระบบการเมอื งยโุ รปยคุ กลาง,” เครอื ขา ยกฎหมายมหาชนไทย (๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘), สืบคน เมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=767

๗¢ÍŒ 椄 à¡μ :“ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμ”Ô (Natural Rights) ·èÕà¡´Ô ã¹Âؤ¡ÃÕ¡/âÃÁ¹Ñ ๹Œ ¤ÇÒÁสาํ ¤ÞÑ ¢Í§Á¹ÉØ Â Á¹ÉØ Â ÁàÕ ËμáØ ÅмŠNature = Human Being“ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ” (Natural Rights) ã¹Âؤ¡ÅÒ§ ๹Œ ÈÅÕ ¸ÃÃÁáÅÐμÍŒ §ÊÍ´¤ÅÍŒ §¡ºÑ ËÅ¡Ñ ÈÒʹÒÍÂà‹Ù ˹Í× »¨˜ ਡº¤Ø ¤Å Nature = God ภายใตบริบทเชนนี้ อํานาจทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ไมถือวาอยูในมือของสามญั ชน นกั ปราชญช น้ั นาํ ลว นมที ศั นะสนบั สนนุ ความสาํ คญั สงู สดุ ของพระเจา ผนู าํ ทางการปกครองเองก็มาจากฝายศาสนจักร ผูคนในสังคมเองก็ยอมรับสภาพชีวิต ไมมีความคิดอยากตอสูเพ่ือเปล่ียนชั้นทางสังคมของตน เหลาทาสพึงพอใจกับการไดรับการดูแลจากผูอุปการะมากกวาเรียกรองชีวิตเสรีในเม่ือชะตาชีวิตถูกกําหนดโดยเจตนาของพระเจา (God’s will) แลว แนวคิด “สิทธิธรรมชาติ”ท่ีเกิดขึ้นมาในยคุ กอนหนาจึงไมใชป ระเดน็ ทไี่ ดรบั ความสนใจและสานตอในยุคนแี้ ตป ระการใดÂ¤Ø ÊÁÂÑ ãËÁ‹ : àÁÍ×è ªÇÕ μÔ à»š¹¢Í§àÃÒ ในยคุ น๑ี้ ๔ อิทธพิ ลของศาสนจกั รลดนอยลง เนอ่ื งจากไมส ามารถสรา งความสุขแกชีวิตไดอยา งแจมชัด ศาสนจกั รถกู ทา ทาย ท้ังจากปญ หาภายในศาสนจกั รเอง อาทิ นักบวชเขามามบี ทบาททางการเมืองอยางมากพระช้ันผูใหญประพฤติตนไมเหมาะสม ผนวกกับมีการแลกเปล่ียนทางการคาผูคน ความคิด องคความรูทางวิทยาศาสตรเริ่มขยายตัว การตอตานศาสนจักรจึงขยายวงกวางตามไปดวย โลกกาวเขา สยู ุคใหมซงึ่ มปี รากฏการณสาํ คญั ที่ควรคาแกก ารกลา วถึงดังนี้ (๑) การฟน ฟศู ลิ ปะวิทยาการ (Renaissance)๑๕ นกั คิด นกั เขยี น ศิลปน นําศลิ ปะ วฒั นธรรมยุคกรีก และโรมันกลับมาฟนฟู รวมถงึการเรยี นรกู ารเมอื ง ศลิ ปะ สังคม ดนตรี ทหี่ ายไปนานในยุคกลาง (๒) การใหความสาํ คัญกบั มนษุ ย (Humanism) ผูคนเริ่มกลับมาใหคุณคากับการแสวงหาความจริงของสรรพสิ่งดวยตนเองลกั ษณะเดน ของยคุ นคี้ อื ใหค วามสาํ คญั กบั ความจรงิ ความรู และมนษุ ยน ยิ ม ผลอยา งเปน รปู ธรรมคอืมงี านศิลปะและวรรณกรรมท่โี ดดเดน มีผลงานทพี่ ิสจู นไ ดทางวิทยาศาสตร นาํ ยโุ รปเขา สูยุคสมยั ใหม๑๔ในท่ีน้ียึดต้ังแตยุคฟนฟูศิลปวิทยาการถึงปรากฏการณการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประมาณปลายศตวรรษท่ี ๑๕ ไปจนถึงตนศตวรรษที่ ๑๘ ในฐานะชวงเวลาที่ถูกเรียกวายุคสมัยแหง “การรูแจง” (Enlightenment) หรือยุคของเหตุและผล (Age of Reason) ดวยมีหลักการ ความเช่อื บางอยา งรว มกนั และสงผลสืบเนอื่ งตอ กันมา๑๕Renaissance มาจากความหมายวา Rebirth เปรียบกับการเกิดขึ้นใหมของสังคมยุโรปขนานใหญ โดยเฉพาะทางดานการเรียนรู วรรณกรรม และศลิ ปะที่ไมไ ดรบั การพัฒนาในยคุ มืด แรกเรม่ิ จากอติ าลชี วงกลางศตวรรษที่ ๑๔ และจงึ แพรขยายไปทัว่ ยุโรป

๘(Modern Europe) การกลบั มาของความเชอื่ ม่ันในตวั มนุษยทาํ ให “สิทธธิ รรมชาติ” ไดร บั การอางถงึอีกครัง้ ฮวิ โก โกรเทยี ส (Hugo Grotius, ๑๕๘๓-๑๖๔๕) บรมครทู างกฎหมายของเนเธอรแ ลนดเช่ือวามนษุ ยมีเหตุผลทถ่ี กู ตอ งในการกระทําของตน [people have a “right reason” for doingthings.] หรอื นกั คิดท่มี ชี ่ือเสียง อาทิ โธมสั ฮอบส (Thomas Hobbes, ๑๕๘๘-๑๖๗๙), จอหน ลอ็ ค(John Locke, ๑๖๓๒-๑๗๐๔) และเอ็มมานูเอ็ล คานท (Immanuel Kant, ๑๗๒๔-๑๘๐๔)กม็ ที ศั นะสนบั สนนุ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ วา คนเรานนั้ มสี ทิ ธพิ นื้ ฐานบางอยา งตดิ ตวั เรามานบั แตเ ราถอื กาํ เนดิสิทธิท่ีวาน้ีเปนสากล (Universal rights) ที่ทุกคนมีและไมสามารถแบงหรือโอนใหแกกันได(Inalienable rights)๑๖ ผสานเขากับแนวคิดมนษุ ยนยิ ม (Humanism) ที่เชอ่ื ในศักยภาพของมนษุ ยซงึ่ ไปไกลกวา ความคดิ ทไี่ มช ดั เจนของ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ ยงิ่ ไปกวา นน้ั มนษุ ยนยิ มยงั มองไปถงึ ความสามารถของมนุษยในการพัฒนาตนเองในหลากหลายดาน เชน ศิลปะ ดนตรี ภาษา ชางฝม อื วทิ ยาศาสตรระบบการศึกษาในยคุ นีจ้ งึ เนน ทก่ี ารพัฒนาคน และใหค วามสําคญั กับ “ปจเจกบคุ คล” (๓) การรแู จง (The Enlightenment) เมอ่ื คนรสู กึ วา ตนเองมคี ณุ คา และมศี กั ยภาพทจ่ี ะพฒั นาตนเองแลว นนั่ เองทท่ี าํ ใหม นษุ ยใชส ตปิ ญ ญานาํ ไปสกู ารหาคาํ ตอบใหก บั สง่ิ รอบตวั การรแู จง เกดิ มาพรอ มกบั การปฏวิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตรจนมวี วิ ฒั นาการในทกุ ดา น ไมว า จะเปน ดา นวทิ ยาศาสตร ดาราศาสตร คณติ ศาสตร การแพทย ภมู ศิ าสตรกฎหมาย ปรชั ญา๑๗ ความสนใจในการเรยี นรขู ยายวงกวา ง ความตอ งการแรงงานทชี่ าํ นาญเฉพาะดา นทําใหชวงนี้เกิดการต้ังมหาวิทยาลัยจํานวนมากท่ัวภาคพื้นยุโรป๑๘ การกระจายขององคความรูอยางมีเหตุและผลทาํ ไดงา ย รวดเรว็ และกวางขวาง การอธิบายปรากฏการณตางๆ อยางมีเหตุมีผลสงผลตอสังคมในชวงยุคสมัยนั้นอยางมาก ในแงสังคมเกิดสังคมอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง ผูคนมีความหลากหลาย มีความรูเชิงประจักษม ากขน้ึ มนุษยอยากมีความสขุ กับปจ จุบนั ไมใ ชโ ลกหนา ในนามของพระเจา ในเชิงเศรษฐกจิการพฒั นาวทิ ยาศาสตรท าํ ใหก ารผลติ ทาํ ไดง า ยขนึ้ เกดิ การเดนิ ทาง การคา ขายแลกเปลย่ี นอยา งคกึ คกั ในทางการเมอื งเองกเ็ กดิ ความคดิ เกย่ี วกบั เสรภี าพ และความเสมอภาค การเคารพสทิ ธพิ นื้ ฐานของมนษุ ยและระบอบการปกครองทเ่ี ปนธรรม๑๙๑๖ “Human Rights Philosophies,” Op.cit.๑๗ นกั วิทยาศาสตรทม่ี ชี อ่ื เสยี งมากคนหนง่ึ ของยุคน้ันคอื กาลเิ ลโอ กาลเิ ลอี (Galileo Galilei, ๑๕๖๔-๑๖๔๒) เขาพยายามเปลยี่ นแนวคิด ใหมว า ดวงอาทติ ยเ ปนศนู ยก ลางของจักรวาล (สนบั สนุนแนวคิดของโคเปอรน คิ สั ) ซึง่ ขดั แยงกบั การตีความตามพระคมั ภีรที่เช่ือวา โลกเปน ศนู ยก ลางของจกั รวาล นาํ ความเดอื ดรอ นมาใหก บั เขาเอง ทงั้ ตอ งถกู กกั ขงั และถกู กลา วหาวา เปน พวกนอกรตี ตอ ตา นคาํ สง่ั สอนของศาสนา๑๘ “Renaissance.” Encyclopedia.com, สบื คนเมอื่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.encyclopedia.com/literature-and-arts/ language-linguistics-amd-literary-terms/literature-general/renaissance๑๙ “Enlightenment,” Stanford Encyclopedia of Philosophy (๒๐ August ๒๐๑๐), สบื คน เมอ่ื ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://plato. stanford.edu/entries/enlightenment/

๙ ขางตนถอื เปนพื้นฐานแนวคดิ อดุ มการณก ารเมืองในยคุ น้ี เชน จงั จาค รสุ โซ (JeanJacques Rousseau, ๑๗๑๒-๑๗๗๘) ใหความเห็นไวในงานเขียน “The social contract” วาผปู กครองไมใ ชผ ใู ชอ าํ นาจในนามพระเจา แตเ ปน ไปตามเจตนารมณข องประชาชน (The general will) อันที่จริงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสงผลซึ่งกันและกันอยางมีนัยสําคัญชนช้ันใหมอยางพอคาวาณิชหรือผูมีความรูไมไดกระจุกตัวอยางในอดีต ผลักดันใหสังคมตองคลี่คลายอํานาจจากกลุมคนช้ันสูงลงสูคนสวนใหญ ซ่ึงสวนหนึ่งสะทอนผานความคิดของนักปรัชญาหลายทาน ซึ่งมุงใหอํานาจแกประชาชน และสรางสังคมเขมแข็ง (Civic society) และแนนอนเนนการถือครองทรัพยสินของท่ัวไป พิจารณาไดจากงานเขียน “Second Treatise” ของ จอหนลอ็ ค ซึง่ เขามองวา เปา หมายสงู สุดของสงั คมการเมือง คอื การรักษาและปกปอ งทรัพยสิน (รวมความอยางกวางถึงทรัพยสมบัติ ชีวิต และเสรีภาพดวย) กฎหมายนั้นตองคุมครองเสรีภาพในการคาขายการแลกเปลยี่ น โดยรฐั ไมก า วกา ย อาจกลา วไดว า เสรภี าพทางเศรษฐกจิ และเปน เสรภี าพพนื้ ฐานสาํ คญัประการหนึง่ ของยุคสมยั ใหม สรุปไดวาในยุคนี้ มีความรูเชิงเหตุและผลเปนแรงขับเคลื่อน โดยมีแนวคิดมนุษยนิยมมาตอกยาํ้ ความสามารถของมนษุ ย นาํ ไปสกู ารพฒั นาความรทู างวทิ ยาศาสตร ซง่ึ สง ผลตอ การเปลยี่ นแปลงทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกจิ และการปกครอง ในอดีตผูคนไมสามารถกําหนดชีวิตตนเองได หากเปนทาสก็ตองยอมรับชะตากรรมถูกโอน ซื้อ ขาย ถูกลงโทษไดตามแตเจาชีวิตกําหนด หรือเชื่อวาพระเจาบันดาลทุกส่ิง ไมโตแยงตอคาํ สอนของพระเจา เพราะไมไดมองวา “มนุษย” คอื ศูนยก ลางของความรแู จง การปกครองกระทาํโดยชนช้ันสูง ทวา เม่ือพัฒนาการของสังคมเปลี่ยนไป ผูคนเริ่มเชื่อม่ันในตนเองมากข้ึน มีความรูตอโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอยางย่ิงในเชิงวิทยาศาสตร เร่ิมสะสมทรัพยสินไดจากระบบเศรษฐกิจทีข่ ยายตวั บวกกับเช่ือวา คนมีความเทา เทยี ม อันเปนผลพวงจากแนวคดิ “สิทธิธรรมชาต”ิ เหลานีเ้ องท่ีทําใหประชาชนลุกฮือเพ่ือสรางความเปลี่ยนแปลงและเรียกรองสิทธิของตน โดยเฉพาะในเชิงการปกครอง เพราะน่ันเทา กับสามารถกําหนดชะตาชีวติ ในรูปแบบทต่ี องการไดน ่นั เอง อยางไรก็ดี เหตุการณสําคัญท่ีสะทอนวาประชาชนกลาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบบเกากลาท่ีจะเรียกรองสิทธิใหแกตนเอง จนเปนตนแบบใหเกิดความเปล่ียนแปลงในหลายพื้นที่ และเปนรากฐานอันสาํ คญั ของกฎหมายสิทธิมนษุ ยชนในระดบั สากลในระยะเวลาตอ มา ไดแก สามเหตกุ ารณสาํ คญั ตอ ไปนี้ คอื การประกาศมหาบัตร, การปฏิวัติอเมรกิ า และการปฏวิ ตั ฝิ รงั่ เศส

๑๐ àËμØ¡Òóส ํา¤ÞÑ ã¹ÂؤÊÁÑÂãËÁ·‹ ÕèÊзŒÍ¹á¹Ç¤´Ô ÊÔ·¸¸Ô ÃÃÁªÒμÔ (ñ) ¡ÒûÃСÒÈÁËÒºμÑ Ãòð องั กฤษภายใตก ารปกครองของพระเจา จอหน King John (๑๑๖๗-๑๒๑๖) พยายามรกั ษาดนิ แดนและขยายอาํ นาจดว ยการทาํ สงคราม แนน อนสงิ่ ทต่ี ามมาคอื คา ใชจ า ยมหาศาล กษตั รยิ บ บี คน้ัขุนนาง ทายที่สุดก็นําไปสูกระแสตอตานกษัตริยของหมูอภิชนในท่ีสุด พระองคจึงยอมลงนามในเอกสารสาํ คญั คอื มหาบตั ร หรอื Magna Carta (๑๒๑๕) ซง่ึ ระบวุ า ทกุ คนรวมถงึ กษตั รยิ ต อ งอยภู ายใตกฎหมาย มีท้ังสิ้น ๖๓ ขอ สวนใหญเกี่ยวกับการเก็บภาษี การบริหารประเทศ ในจํานวนน้ีเก่ียวกับประเด็นสทิ ธิเสรีภาพท่ีรวมสมัยอยู ๒ ขอ คอื ขอที่ ๓๙ กับขอ ที่ ๔๐ (๓๙) No free man shall be seized or imprisoned, or stripped of hisrights or possessions, or outlawed or exiled, or deprived of his standing in any otherway, nor will we proceed with force against him, or send others to do so, except bythe lawful judgement of his equals or by the law of the land. [ไมมีเสรชี นควรถกู จับจําคุก เพิกถอนสิทธิ ถูกควบคุม ถูกทําใหผิดกฎหมาย ถูกเนรเทศ ถูกพรากออกตําแหนงไมวาวิธีใดรวมถึงไมใชกําลังบังคับ หรือสงผูอื่นไปใชกําลัง เวนแตโดยการพิจารณาตามกฎหมายท่ีเสมอภาคหรือโดยกฎหมายของแผน ดิน] (๔๐) To no one will we sell, to no one deny or delay right or justice. [ไมม ใี ครควรถูกขาย หรือปฏิเสธ หรอื หนว งเหนี่ยวซ่ึงสิทธิและความยุติธรรม] ¤³Ø Ù»¡Òâͧ¢ŒÍ¤ÇÒÁàº×Íé §μ¹Œ ·ÁèÕ μÕ ‹Í»ÃÐà´ç¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ ¤×Í (๑) เทากับทําใหสิทธิของมนุษยท่ีเคยเปนเพียงแนวคิดนามธรรม เชน เรื่อง“สทิ ธธิ รรมชาติ” เกดิ ผลในเชิงรูปธรรม และมีสภาพบงั คบั เปน กฎหมายใหผ ปู กครองปฏิบัตติ าม๒๐ แมนเหตกุ ารณนจ้ี ะเกดิ ขน้ึ ในยคุ สมัยกอ นหนา แตท วาถอื เปน เหตกุ ารณส ําคัญท่คี วรกลาวถงึ เนอ่ื งจากเปน จดุ เรม่ิ ตน ของการจํากดั อาํ นาจ ผูปกครอง นบั เปน เอกสารชิน้ สาํ คัญของโลกทางดา นกฎหมายมหาชน ซึง่ สงผลตอ ผลลพั ธทเ่ี ปน รปู ธรรมของอกี สองเหตุการณสาํ คญั ที่จะ ไดก ลาวถึงในลาํ ดับถดั ไป

๑๑ (๒) ใหสิทธิแกพ ลเมืองและปจเจกชนมากยิ่งขน้ึ ๒๑ (๓) กลายเปน ตน แบบใหก บั กฎหมายของหลายประเทศ เชน บทบญั ญตั วิ า ดว ยสทิ ธิเสรีภาพ (Bill of Rights, ๑๗๙๑) ของรฐั ธรรมนญู อเมริกนั , ปฏญิ ญาสากลวา ดวยสทิ ธิมนษุ ยชนแหงสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights, ๑๙๔๘) และอนสุ ัญญาวา ดวยการปกปอ งสทิ ธิมนษุ ยชนของยุโรป (European Convention of Human Rights, ๑๙๕๐) (ò) ¡Òû¯ÔÇÑμÔÍàÁÃÔ¡Ò (The American Revolution) ดินแดนที่เปนประเทศสหรัฐอเมริกาในปจจุบัน เดิมเปนผืนดินของคนทองถิ่น(Indians) ตอมาราวทศวรรษท่ี ๑๗๐๐ ไดมีผูอพยพยายถิ่นจํานวนมากจากยุโรปลองเรือมาข้ึนฝงเพอ่ื แสวงหาโอกาสใหมแ กชวี ติ รัฐบาลอังกฤษไดขยายอํานาจการปกครองตามไป รวมถึงขยายตลาดระบายสนิ คา ไปยงั ดนิ แดนหา งไกลน้ี ทา ยทสี่ ดุ ประชากรองั กฤษกเ็ พม่ิ จาํ นวนหมน่ื เปน เรอื นแสนเรอื นลา นชาวอาณานคิ มทเ่ี คยคาดฝน วา จะมชี วี ติ ทอี่ สิ ระเสรกี ลบั ยงั คงอยภู ายใตก ารปกครองของกษตั รยิ อ งั กฤษไมต า งจากเดิม ͹Öè§ »Þ˜ ËÒÍѹนําÁÒÊÙ¡‹ ÒÃàÃÕ¡ÃÍŒ §ÍÊÔ ÃÀÒ¾¨Ò¡Í§Ñ ¡ÄÉÁÊÕ Í§»ÃÐà´¹ç สํา¤ÑÞ ¤Í× (๑) ในทางการเมือง ประชาชนของอาณานิคมแหงน้ีไมไดรับสิทธิในฐานะพลเมืองอยา งเตม็ ทปี่ ระกายความคดิ เรอื่ ง “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ ทมี่ องวา คนเกดิ มามคี วามเทา เทยี ม ครกุ รนุ เสมอมาดังคําพูดอันโดงดังของ แพทรกิ เฮนรี (Patrick Henry, ๑๗๓๖-๑๗๙๙) ที่วา “give me liberty or giveme death” [ใหเ สรีภาพแกฉันหรือใหฉันตาย] (๒) ปญ หาสาํ คญั ทจี่ ดุ ปะทใุ หเ กดิ ความแตกหกั เปน เรอ่ื งของเศรษฐกจิ เนอ่ื งจากนโยบายทไี่ มเ ปน ธรรมหลายเรอื่ งของรฐั บาลองั กฤษ เชน การออกกฎหมาย Stamp Act ป ๑๗๖๕ เพอ่ื เกบ็ ภาษีกระดาษ เชน หนังสือพิมพ แผนพับ แสตมป เปนตน ซึ่งถูกตอตานจนตองยกเลิกการใชบังคับในปถดั ไป, การเก็บภาษใี บชา โดย Tea Act ป ๑๗๗๓ ท่ที ําใหช าวอาณานิคมเสียเปรยี บในการคา ใบชาจนเกิดเหตุการณ Boston Tea Party๒๒ ชาวอาณานิคมมีความรูสึกวาการตองจายภาษีจํานวนมากหลอ เลยี้ งกองกาํ ลงั ของรฐั บาลองั กฤษ แตก ลบั ไมม สี ทิ ธมิ เี สยี งเทยี บเทา ชาวองั กฤษ ราษฎรอาณานคิ มไมม ผี แู ทนราษฎรในรฐั สภา จงึ เปน ทมี่ าของการประทว งไมจ า ยภาษใี หแ กร ฐั บาลองั กฤษ ดว ยคาํ พดู ทว่ี า“ไมข อจา ยภาษี หากปราศจากตัวแทน” [no taxation without repersentation] ความไมพ อใจรฐั บาลองั กฤษทถ่ี กู สะสมมาอยา งตอ เนอ่ื ง นาํ ไปสกู ารตอ สถู งึ ขนั้ เขา ทาํสงครามกนั โดยเรม่ิ ตง้ั แตด นิ แดนอาณานคิ ม ๑๓ รฐั รว มกนั มคี าํ ประกาศอสิ รภาพ (The Declaration of๒๑ อยางไรกต็ าม เฉพาะคนทม่ี ีเสรภี าพ (Free man) เทา น้นั ทอี่ ยใู นความคมุ ครองของมหาบตั ร โดยเฉพาะบรรดาขุนนางและนกั บวชดจู ะได ประโยชนจากการน้ีมากอยูพอสมควร ยังมีคนอีกเปนจํานวนมากซ่ึงไมไดรับการคุมครอง ดู ธเนศ อาภรณสุวรรณ, กําเนิด และความเปนมาของสทิ ธิมนุษยชน, (กรงุ เทพฯ: โครงการจัดพมิ พค บไฟ, ๒๕๔๙) หนา ๖๒-๖๓.๒๒ เหตุการณขางตนเกิดขึ้นในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ค.ศ.๑๗๗๓ เมื่อชาวอเมริกัน ๑๕๐ คน บุกข้ึนไปบนเรือบรรทุกใบชาที่จอดเทียบทา อยเู มืองบอสตนั และเทใบชาทงิ้ ลงทะเลเพื่อประทวงการเก็บภาษีใบชา

๑๒Independence, ๑๗๗๖)๒๓ ขอแยกตัวออกจากอังกฤษในสมัยของพระเจาจอรจที่ ๖(King George VI, ๑๘๙๕-๑๙๕๒) เมอ่ื วนั ที่ ๔ กรกฎาคม ค.ศ.๑๗๗๖ โดยที่เนือ้ หาบางสว นของคาํ ประกาศนย้ี ดึ โยงกบั รากฐานความเชอ่ื เรอ่ื ง “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ คอื เชอื่ วา มนษุ ยเ ทา เทยี มกนั ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพบางประการติดตัวมาตั้งแตเกิด ไดแก สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุขตลอดทั้งอํานาจอธิปไตยยอมเปนของประชาชน เมื่อใดที่รัฐบาลไมสามารถรักษาไวซึ่งสิทธิเสรีภาพได ประชาชนก็มีสิทธิท่ีจะโคนลมรัฐบาลนั้น๒๔ เทากับนําแนวคิดของล็อกและรุสโซมาใชเปนฐานคิดจวบจนนาํ ไปสรู ัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ กั ษรฉบับแรกของโลกในอกี ๑๒ ปต อมา ๑๒ ปหลังจากประกาศอสิ รภาพ รัฐธรรมนญู ฉบบั แรกถกู ประกาศในป ๑๗๘๙ ดวยมาตราเพียง ๗ มาตรา หัวใจสําคัญของรัฐธรรมนูญคือตอกยํ้าความสําคัญของประชาชนและสิทธิเสรภี าพ พิจารณาไดต ั้งแตคําปรารภของรฐั ธรรมนูญ๒๕ ไปจนถึงสวนทเ่ี ก่ยี วกับบทบัญญัตวิ าดวยสิทธิเสรภี าพ กลา วไดวา สิทธิเสรภี าพขน้ั พื้นฐานของคนอเมริกนั ถกู กาํ หนดไวใ นบทบญั ญตั แิ กไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญครัง้ ท่ี ๑-๑๐๒๖ ซึง่ ใหส ัตยาบนั พรอ มกันเมือ่ ๑๕ ธันวาคม ค.ศ. ๑๗๙๑ จงึ ถกู เรียกรวมๆ วา เปน Bill of Rights (๑๗๙๑) เพ่ือใชเปน หลกั ประกนั วา ประชาชนทุกคนพึงไดร ับการคุม ครองจากกฎหมายโดยเทาเทยี มกนั เรอ่ื งท่ีสาํ คญั มีดังน้ี การแกไขเพ่มิ เตมิ คร้ังท่ี ๑ : ประชาชนมีเสรีภาพในทางศาสนา การพูด การพิมพ การโฆษณา และการชมุ นมุ รวมกนั โดยสงบ๒๓ เอกสารน้ีเขียนข้ึนโดย โธมัส เจฟเฟอรสัน (Thomas Jefferson, ๑๗๔๓-๑๘๒๖) ซึ่งตอมาไดเปนประธานาธิบดีคนท่ี ๓ ของสหรัฐอเมรกิ า๒๔ ตนฉบบั ภาษาองั กฤษของขอ ความบางสวนพรอมคาํ แปลคอื “We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness. That to secure these rights, Governments are instituted among Men, deriving their just powers from the consent of the governed,-- That whenever any Form of Government becomes destructive of these ends, it is the Right of the People to alter or to abolish it...” [เราถือวา ความจรงิ นเ้ี ปนส่ิงทป่ี ระจกั ษแจงอยใู นตวั เอง นนั่ คอื มนุษย ทุกคนถูกสรางข้ึนมาอยางเทาเทียมกัน และพระผูสรางไดมอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได ไวใหแกมนุษย ในบรรดาสิทธิเหลาน้ัน ไดแก ชีวิตเสรีภาพ และการแสวงหาความสขุ และเพื่อธํารงรกั ษาซ่ึงสิทธดิ ังกลา ว เราจงึ ตอ งจัดตง้ั รฐั บาลทป่ี ระกอบดว ยประชาชน เพอ่ื ใช อํานาจปกครองอยางเปนธรรมโดยความยินยอมของประชาชนผูอยูใตปกครอง และเมื่อใดท่ีรัฐบาลไมวาในรูปแบบใดกลายเปนอุปสรรค ทาํ ลายเปาประสงคดงั กลาว นัน่ ยอ มเปนสทิ ธขิ องประชาชนท่ีจะเปล่ียนแปลงหรอื ลมลา งรฐั บาลนั้น)๒๕ ตน ฉบบั ภาษาองั กฤษของขอ ความทง้ั หมดพรอ มคาํ แปลคอื “We the people of the United States, in order to form a more perfect union, establish justice, insure domestic tranquility, provide for the common defense, promote the general welfare, and secure the blessings of liberty to ourseives and our posterity, do ordain and establish this Constitution for the United States of America.” [เราประชาชนแหง สหรฐั เพอื่ ใหก ารรวมกนั เปน ชาตสิ มบรู ณแ บบยงิ่ ขนึ้ เพอื่ ใหม คี วามยตุ ธิ รรม เพอ่ื ความสงบภายใน ประเทศ เพอ่ื ปอ งกนั ประเทศรว มกนั เพอื่ สง เสรมิ สวสั ดภิ าพโดยทวั่ ไป และเพอ่ื ธาํ รงรกั ษาเสรภี าพไวใ หค นรนุ เราและคนรนุ หลงั ไดช นื่ ชมกนั ตอ ไป จึงไดบ ญั ญัติ และสถาปนารัฐธรรมนญู แหงสหรัฐอเมรกิ าขน้ึ มา)๒๖ ดู “Bill or Rights,” Legal Information Institute, สบื คน เมอื่ ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://www.law.cornell.edu/constitution/ billofrights#amendmenti

๑๓ การแกไขเพิม่ เตมิ ครั้งท่ี ๒ : สทิ ธขิ องประชาชนทจี่ ะมแี ละถอื อาวธุ จะถกู ขดั ขวางมไิ ด การแกไ ขเพิ่มเติมคร้ังที่ ๔ : ประชาชนจะถกู ตรวจคน หรอื ยดึ ทรพั ยส นิ โดยไมม เี หตอุ นั ควร มไิ ด การแกไ ขเพ่มิ เตมิ ครัง้ ท่ี ๖ : ในคดีอาญา จําเลยมีสิทธิท่ีจะไดรับการพิจารณาคดี อยางรวดเรว็ และเปดเผย การแกไ ขเพ่ิมเติมครง้ั ที่ ๘ : สทิ ธใิ นเรอ่ื งหา มกาํ หนดคา ประกนั ชวี ติ หรอื คา ปรบั สงู เกนิ ควร และหามการลงโทษซงึ่ รายแรงผดิ ปกติวิสัย (ó) ¡Òû¯ÇÔ ÑμԽçèÑ àÈÊ (French Revolution) การปฏวิ ตั ฝิ รง่ั เศสเกดิ ขนึ้ หลงั การประกาศอสิ รภาพของสหรฐั อเมรกิ าเปน เวลา ๑๐ ปลกั ษณะรวมที่สาํ คญั คอื ˹§Öè ผปู กครองคอื พระเจาหลุยสท ่ี ๑๖ (King Louis XVI, ๑๗๕๔-๑๗๙๓)ไมสามารถปกครองอยางเปนธรรมได กอปรกับการใชจายท่ีฟุมเฟอยของราชสํานัก Êͧ สภาวะเศรษฐกจิ ทีฝ่ ดเคือง โดยเฉพาะรายจายของรฐั จากการทาํ สงคราม สรางความเดือดรอ นแกป ระชาชนประชาชนไรอาชีพแตคาครองชีพกลับสูงข้ึน และ ÊÒÁ อิทธิพลของอุดมการณ “สิทธิธรรมชาติ”ถูกหยบิ ยกขน้ึ มาอางเพอื่ เปลีย่ นแปลงอดุ มการณด งั้ เดิม๒๗ ขบวนการลุกฮือคร้ังนเี้ ปนไปเพื่อลมระบอบเกา เหตกุ ารณส ําคัญอนั เปนสญั ลกั ษณถึงชัยชนะของการปฏิวัติคือ การบุกพังทลายคุกบาสตีย (Bastille) ที่ใชสําหรับคุมขังนักโทษการเมือง และออกประกาศสทิ ธมิ นษุ ยแ ละพลเมือง (Declaration of the Rights of Man and of theCitizen, ๑๗๘๙) เมือ่ วนั ท่ี ๒๖ สิงหาคม ในปเดยี วกัน ตอกยา้ํ ความสาํ คญั ทง้ั ในแงส ิทธิของปจเจกชน(Individual rights) และของกลมุ (Collective rights) ประกาศดงั กลา วมี ๑๗ ขอ เปน ผลโดยตรงของแนวคดิ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ และปรชั ญาการเมืองและกฎหมายในยุคการรูแจง เชน เร่ืองสัญญาประชาคม (Social contracts) มีเน้ือหาระบถุ งึ สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนในดา นตา งๆ เอาไวม ากมาย ดว ยเพราะตอ งการแกไ ขปญ หาจากการใชอ ํานาจปกครองตามอาํ เภอใจ อาทิ ขอ ๑ : มนุษยท กุ คนเกดิ มา และดาํ รงอยูอยางมอี สิ ระและเสมอภาคกันในสิทธิ ขอ ๒ : วตั ถปุ ระสงคข องสงั คมการเมอื งทกุ สงั คมยอ มเปน ไปเพอื่ การคมุ ครองรกั ษาสทิ ธิ ตามธรรมชาติ ขอ ๕ : ส่ิงใดทไ่ี มม กี ฎหมายหา ม ใครจะมาหา มไมใ หทํายอมไมได ขอ ๖ : กฎหมาย คอื เจตนารมณรวมกันของประชาชน๒๗ สรปุ จาก “French Revolution,” New World Encyclopedia, สบื คน เมื่อ ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.newworidency- clopedia.org/entry/French_Revolution

๑๔ ขอ ๘ : บคุ คลอาจตอ งรบั โทษอาญา เวน แตไ ดก ระทาํ การอนั ฝา ฝน กฎหมายทตี่ ราขน้ึ และประกาศใชกอ นการกระทําความผดิ : ขอ ๙ : บคุ คลยอ มไดร บั การสนั นษิ ฐานไวก อ นวา บรสิ ทุ ธ์ิ จนกวา จะมกี ารประกาศวา มคี วามผดิ และขอ ๑๑ : การตดิ ตอ สอ่ื สารกนั ทางความคดิ และความเหน็ เปน สทิ ธิ ที่มีคาที่สดุ ประการหนง่ึ ของมนุษยแตล ะคน การใหคุณคาในชีวิตของ “มนุษย” เปนกระบวนทัศนที่เปล่ียนไปตามยุคสมัย อดีตคนยงั ยอมรับวาชวี ติ ถกู กาํ หนดโดยบุคคลอ่ืน ไมว าจะเปน นายทาส เจาท่ีดนิ กษตั ริย หรอื แมแ ตขนึ้ อยูกบั พระเจา แนวคดิ จากนักปรชั ญาเร่ือง “สทิ ธิธรรมชาติ” จงึ เปรยี บเสมือนแสงเทยี นใหค นตระหนกั วา“คนมคี ณุ คาในชีวติ ” “คนมสี ิทธใิ นชีวติ ” ดวยเหตุน้ีการลุกฮอื ตอตาน “อาํ นาจ” ทค่ี วบคมุ ชีวิต “ปถุ ชุ น”จงึ เกดิ ขน้ึ ไมว า จะเปน เหตผุ ลเชงิ ผลประโยชนท างเศรษฐกจิ สถานภาพทางสงั คม หรอื เพอ่ื ผลประโยชนของมวลชน แตค วามเปลย่ี นแปลงไดเ กดิ ขน้ึ แลว อดุ มการณส ทิ ธมิ นษุ ยชนไดก อ ตวั ขน้ึ แลว และไดร บั การขยายตวั ไปในหลายประเทศ และทาํ ให “สทิ ธิ” มคี วามชัดเจนขนึ้ จาก “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ ทเี่ ปน นามธรรมสกู ารรบั รองโดยบทบญั ญตั กิ ฎหมายทเ่ี ปน ลายลกั ษณอ กั ษร ทวา เหตกุ ารณเ หลา นเ้ี ปน การเปลย่ี นแปลงเฉพาะพน้ื ท่ี ความเปน “สากล” ของสทิ ธิมนุษยชนยงั ไมป รากฏเปนทีป่ ระจักษนัก ปรากฏการณท ที่ าํ ให “สทิ ธมิ นษุ ยชน” กลายเปน เรอื่ งสาํ คญั ทท่ี าํ ใหท วั่ โลกหนั มาสนใจจริงจังตอประเด็นนี้ กระท่ังไดรับการรับรองจากนานาประเทศ เปนผลสืบเนื่องจากมหาสงครามโลกคร้ังท่ีสอง๒๘ ที่สรางความสูญเสียมหาศาลตอมวลมนุษยชาติ การกระทํารุนแรงของมนุษยตอมนุษยดวยกันระหวางชวงสงครามเปนความโหดราย เสมือนมองมนุษยราวกับไมใชมนุษย ไมวาจะเปนการฆาลางเผา พันธโุ ดยกองทัพนาซี การฆาชาวจีนและเกาหลีของกองทัพญี่ปนุ การถลมโดยขีปนาวธุโดยอเมริกา ยอดผูเสียชีวิตรวมเปนพลเรือนถึงรอยละ ๖๗ โดยเฉพาะอยางย่ิงกับชาวยิวท่ีถูกฆาเพราะผนู าํ นาซจี ดั อยใู นกลมุ เชอื้ ชาติ “ทไ่ี มเ ปน ทตี่ อ งการ” (Undesirable) ชาวยวิ ตอ งถกู จบั เขา คา ยกกั กนัท่ีกองทัพเยอรมันสรางข้ึนท่ัวยุโรป โดยมากโดนทรมานและถูกทํารายทารุณจนเสียชีวิตทั้งจากการถูกรมควันพิษ ถูกทดลองวิทยาศาสตร ถูกบังคับใชแรงงาน คาดวามีชาวยิวเสียชีวิตในชว งสงครามมากถงึ ๖๐ ลา นคน๒๙ การบกุ เขา ไปในจนี ของกองทพั ญปี่ นุ สง ผลใหม ผี หู ญงิ จนี ถกู ขม ขนืดว ยวธิ กี ารโหดรา ยกวา สองหมน่ื คน หรอื ทรี่ จู กั ในนามเหตกุ ารณ “Rape of Nanking”๓๐ ระเบดิ ปรมาณู๒๘ สงครามคร้ังน้ีเร่ิมกอตัวระหวางชวงป ค.ศ.๑๙๓๙ จากการที่เยอรมันบุกยึดโปแลนด มีประเทศที่ไดรับผลกระทบจากสงครามมากกวา ๓๐ ประเทศ มผี เู สยี ชวี ติ ทง้ั ทหารและพลเรอื นกวา ๕๐ ลา นคนทว่ั โลก และสงครามสนิ้ สดุ ลงเมอ่ื ประเทศสมั พนั ธมติ ร (Allied) สามารถเอาชนะ ฝา ยอกั ษะ(Axis)ไดใ นปค.ศ.๑๙๔๕ ดเู พมิ่ เตมิ จาก“World War ll,” History,สบื คน เมอ่ื ๑๒สงิ หาคม๒๕๕๙,จากhttp://www.history.com /topics/world-war-ii๒๙ “World War 2 Holocaust,” World-War-2.info, สืบคน เมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.world-war-2,info/ holocaust/๓๐ “Timeline of World War II: ๑๙๓๑-๑๙๓๘ ,” Learn NC, สืบคน เม่อื ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙, จาก http://www.learnnc.org/ lp/table.php?id=5975

๑๕ลูกแรกทสี่ หรัฐอเมรกิ าท้งิ ลงท่ีเมืองฮิโรชิมา เมอ่ื วนั ท่ี ๖ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๔๕ คราชีวิตผูค นทันทกี วา๘๐๐,๐๐๐ คน ยงั ไมพดู ถึงผลรวมท่เี พิ่มข้นึ อีกหลายแสนคนภายหลงั สถานการณส งบ ความรุนแรงในสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ไมวาจะดวยเหตุผลอันใด ทั้งเชิงรุกรานหรอื เพอื่ ตอบโต/ ปอ งกนั ลว นแลว แตไ มถ กู ตอ งเมอ่ื ลงเอยดว ยความสญู เสยี ชวี ติ ของเพอ่ื นมนษุ ยด ว ยกนั สงครามคร้ังนี้ทําใหสังคมโลกรวมมือกันแสวงหากลไกที่จะใชในการรักษาสันติภาพภายใตระบบกฎหมายระหวางประเทศ เพื่อปองกันมิใหประวัติศาสตรซ้ํารอย ในท่ีสุดจึงเกิดองคการสหประชาชาติ (United Nations) ข้ึนในป ค.ศ.๑๙๔๕ โดยมีประเทศที่รวมกอต้ัง ๕๑ ประเทศ(ปจจุบันมีสมาชิก ๑๙๓ ประเทศ) และเกิดเปนขอตกลงยอมรับในหลักสิทธิมนุษยชนรวมกันผา น »¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÊË»ÃЪҪÒμÔ (The Universal Declaration of HumanRights-UDHR) ซง่ึ สมชั ชาสหประชาชาตลิ งมตริ บั รอง และประกาศใชม าตงั้ แต ๑๐ ธนั วาคม ค.ศ.๑๙๔๘ สว นตน ของคาํ ปรารภ (Preamble) ระบไุ วว า สงครามนาํ ความสญู เสยี มาแกช วี ติ มนษุ ยชาติและใหก ารรบั รองสทิ ธมิ นษุ ยชน, ศกั ดศิ์ รแี ละคณุ คา ความเปน มนษุ ย, ความเสมอภาคของชายและหญงิและความเสมอภาคของประเทศไมวาจะมีขนาดใหญหรือเล็ก, รัฐตางๆ ตองวางรากฐานเพื่อสรางความยตุ ธิ รรมใหเ ปน ไปตามเจตนารมณแหงพนั ธะสัญญาระหวา งประเทศใหส าํ เรจ็ ผล, และสนบั สนนุสรางความกา วหนาทางสงั คมและมาตรฐานชวี ติ ภายใตหลกั เสรภี าพ การเกิดข้ึนขององคการสหประชาชาติภายหลังเหตุการณสงครามโลกครั้งที่สองจึงนับเปนจุดเร่ิมตนของ “สิทธิมนุษยชน” ที่ถูกหยิบยกเปนประเด็น “สากล” สําหรับโลกยุคใหมการรบั รองกฎบตั รสหประชาชาตเิ ปน การแสดงใหเ หน็ ความมงุ มน่ั คมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชน กอ นทจ่ี ะขยบัขยายตัวไปสปู ระเด็นท่หี ลากหลายในเวลาตอ มาʋǹÊÃ»Ø สทิ ธมิ นษุ ยชนทถ่ี กู กลา วถงึ ในทกุ วนั นไี้ มใ ชแ นวคดิ ทเ่ี พง่ิ ปรากฏขนึ้ มาใหม หากแตร ากฐานของสทิ ธมิ นุษยชนน้นั สามารถยอนกลบั ไปไดย าวนานในเชงิ ประวัติศาสตร ซง่ึ แนวคดิ “สิทธิธรรมชาต”ิท่ีมีมาแตอดีตนั้นเปนรากฐานสําคัญของแนวคิด “สิทธิมนุษยชน” ในปจจุบัน โดยมีเหตุการณสําคัญซ่ึงเช่ือมโยงกับพัฒนาการของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในแตละชวงเวลา เร่ิมจากยุคกรีกและโรมันซึ่งแมจะเปนจุดกําเนิดของแนวคิดสิทธิธรรมชาติแตประชาชนท่ัวไปยังยอมรับชะตากรรมชีวิตโดยไมตั้งคําถามมากนักตอสิทธิเสรีภาพในชีวิตของตนเอง ตอมาในยุคกลางหรือยุคมืด อํานาจของศาสนจักรมีบทบาทเหนืออํานาจฝายบานเมือง มีความเช่ือวาคริสตศาสนาคือศูนยกลางของสรรพสง่ิ พระเจา สรา งโลกและคอื คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งของชวี ติ มนษุ ย แนวคดิ สทิ ธธิ รรมชาตทิ เ่ี ชอื่ วา มนษุ ยทุกคนมสี ทิ ธิตดิ ตัวมาแตก ําเนดิ จึงถูกกดทับเปนอยางมากในยุคน้ี จนกระท่ังเขาสูยคุ ใหม ยคุ ท่ปี จเจกชนเร่ิมกลับมาใหความสําคัญกับชีวิตมนุษย ดึงความสนใจจากศาสนจักรในยุคกอนมาสูความเปนมนุษยและยดึ หลกั เหตแุ ละผล รวมถงึ หลกั ทางวทิ ยาศาสตร เชน แนวคดิ มนษุ ยนยิ ม (Humanism) การรแู จง

๑๖(The Enlightenment) และการฟน ฟศู ลิ ปะ (Renaissance) แนวคดิ สทิ ธธิ รรมชาตจิ งึ กลบั มาโดดเดนและไดร บั การกระจายแนวคิดน้ใี นวงกวา งมากยง่ิ ขึ้น นาํ ไปสูก ารตอสูท่สี าํ คัญอนั เปน การเรยี กรอ งสทิ ธิในชวี ติ ทสี่ าํ คญั สองเหตกุ ารณ คอื การประกาศมหาบตั รขององั กฤษ (๑๒๑๕), การปฏวิ ตั อิ เมรกิ า (๑๗๗๖)และการปฏวิ ัติฝร่ังเศส (๑๗๘๙) ความสญู เสยี ทง้ั ตอ ชวี ติ และทรพั ยส นิ จากเหตกุ ารณส งครามโลกครง้ั ทส่ี อง ทาํ ใหป ระเทศตางๆ ทั่วโลกกลับมาทบทวนรวมกันเพ่ือสรางมาตรการปองกันการสูญเสียเชนน้ีไมใหเกิดขึ้นอีกเจตนารมณข องแนวคดิ สทิ ธธิ รรมชาติ ถกู นาํ มาใชแ ละพฒั นาสคู วามเปน สากลหลงั เหตกุ ารณส งครามโลกครง้ั ทสี่ องสนิ้ สดุ นน่ั คอื การเกดิ ขนึ้ ของแนวคดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน ภายหลงั การกอ ตงั้ องคก ารสหประชาชาติ(๑๙๔๕) และการประกาศปฏิญญาสากล ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ(The Universal Declaration of Human Rights-UDHR) (๑๙๔๘)¡Ô¨¡ÃÃÁ ๑. สิทธิธรรมชาติ ถอื เปน แนวคิดพ้นื ฐานของแนวคดิ สทิ ธมิ นุษยชนอยา งไร ๒. พฒั นาการในยุคสมยั ตางๆ สะทอ นแนวคิดสิทธิธรรมชาตอิ ยา งไร ๓. ยกตัวอยางเหตุการณสําคัญในประวัติศาสตรพรอมอธิบายความสัมพันธของเหตกุ ารณนัน้ กับแนวคดิ สิทธิธรรมชาตแิ ละสิทธิมนษุ ยชน ๔. วเิ คราะหว ลีทเ่ี กย่ี วเนื่องกบั สิทธมิ นษุ ยชนพรอ มแสดงทัศนตอ วลีนนั้ ๔.๑

๑๗๔.๒ º·¡Å͹¢Í§à´¡ç áÍ¿ÃÔ¡¹Ñ ¼ÙäŒ ´ŒÃºÑ ¡ÒÃàʹͪèÍ× ª§Ô ÃÒ§ÇÅÑ ÂÍ´àÂèÂÕ Á¨Ò¡ UNWhen I born, I blackเม่ือผมเกิด ผมผวิ ดาํWhen I grow up, I blackเมอ่ื ผมโตขึน้ ผมก็ยงั ผวิ ดําอยูWhen I go in Sun, I black When I sick, I blackเมอื่ ผมอยูใ ตแ สงแดด ผมก็คงยังผิวดํา เมื่อผมปว ย ผมกย็ ังผวิ ดาํWhen I scared, I black And when I die, I still blackเมื่อผมกลัว ผมก็ผวิ ดาํ และเมือ่ ผมตาย ผมกย็ ังผวิ ดําAnd you white fellow When you scared, you yellowและคุณเพอ่ื นมนษุ ยผ วิ ขาว เมื่อคุณกลวั คณุ มีผวิ สเี หลอื งWhen you born, you pink When you sick, you greenเม่อื แรกเกิด คุณมีผิวสชี มพู เม่อื คุณปวย คณุ มผี ิวสีเขยี วWhen you grow up, you white And when you die, you greyเม่ือคณุ โตขน้ึ คุณมผี ิวสขี าว เมอื่ คณุ ตาย คณุ มผี วิ สเี ทาWhen you go in Sun, you red And you calling me colored??เมอ่ื คุณอยใู ตแ สงแดด คุณมผี ิวสแี ดง และคุณเรยี กผมวาคนผวิ สี???When you cold, you blueเมือ่ คณุ หนาว คณุ มผี วิ สนี า้ํ เงิน๔.๓ To Deny People Their Human Rights Is To Challenge Their Very Humanity. (Nelson Mandela)

๑๘ àÍ¡ÊÒÃ͌ҧÍÔ§ธเนศ อาภรณส วุ รรณ, กาํ à¹´Ô áÅФÇÒÁ໹š ÁÒ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹. กรงุ เทพฯ : โครงการจดั พมิ พค บไฟ, (๒๕๔๙) หนา ๖๒-๖๓วราพร ศรีสุพรรณ, »ÃЪҸԻäμÂẺÊѧ¤Áà¤Ã×Í¢‹ÒÂáÅСÒÃÈÖ¡ÉÒẺ»¯ÔÃÙ»¹ÔÂÁ. สืบคนเม่ือ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://kpi.ac/th/media/pdf/M7_180.pdf.สโรช สันตะพนั ธ,ุ º·ºÒ·¢Í§¤ÃÔÊμÈÒʹ¨Ñ¡ÃâÃÁ¹Ñ ¤Ò·ÍÅÔ¡ã¹Ãкº¡ÒÃàÁÍ× §ÂØâû¡ÅÒ§.เครือขาย กฎหมายมหาชนไทย (๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘), สืบคนเมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=767.America’s Party National Committee, Cicero : True law is right reason in agreement with nature. สบื คน เมอ่ื ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.selfgovernment.us/news/ cicero-true-law-right-reason-in-agreement-with-nature.Bill of Rights, Legal information Institute. สบื คน เมอ่ื ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www. law.cornell.edu/onstitution/billfrights#amendmenti.Cicero (106)43 B.C.E.), International Encyclopedia of Philosophy. สบื คน เม่ือ ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙ ¨Ò¡ http://www.iep.utm.edu/cicero/#SH7c.Enlighterment, Stanford Encyclopedia of Philosophy (20 August 2010). สบื คนเม่อื ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://plato.stanford.edu/entries/enlightenment.French Revolution, New World Encyclopedia. สบื คน เมอื่ ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http:www. newworldencyclopedia.or/entry/French_Revolution.Human Rights Philosophies, Australian Human Rights Commission. สบื คน เมอ่ื ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.humanrights.gov.au.human-rights-explained-fact-sheet- 3-human-rights-philosophies.Jonathan Crowe, Explanining Natural Rights : Ontoliogical Freedom and the Foundations of Political Discourse. New York University Journal of Law and Liberty 4(70) (๒๕๕๒), สบื คนเมือ่ ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.law.nyu. edu/sites/default/files/ECM_PRO_061928.pdf.Mark Cartwright, Slavery in the Roman World. Ancient History Encyclopedia (1 November 2013), สืบคนเม่ือ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.ancient.eu/ article/629.

๑๙Renaissance, Encyclopedia.com. สบื คน เมอ่ื ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.encyclopedia. com/literature-and-arts/language-linguistics-and-literary-terms/literature- general/renaissance.Timeline of World War ll : 1931-1938, Learn NC. สืบคน เมอ่ื ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http://www.learnnc.org/lp/table/php?id=5975Valerie Hope, Social Pecking Order in the Roman World. BBC (29 March 2011), สบื คน เมอ่ื ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.bbc/co/uk/history/ancient/romans/ social_structure_01.shtml.Western Theories of Justice, Internet Encyclopedia of Philosophy. สืบคน เม่อื ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.uob.ro/recunoscute/revise_drept/annales_10_2007/ ciobotea_en.pdf.World War 2 Holovaust, World-War-2-info. สืบคนเมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จาก http:/www.world war-2.info/holocaust.World War II, History. สบื คน เมื่อ ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http:/www.history.com/ topics/world-war-II.

๒๐

๒๑ º··èÕ ò ¹ÂÔ ÒÁ »ÃÐàÀ· áÅÐËÅÑ¡¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. อธิบายนิยามของสิทธิมนุษยชนและวิเคราะหนิยามของสิทธิมนุษยชนทถ่ี กู ใหค วามหมายจากภาคสวนตางๆ ไดอยา งถกู ตอ ง ๒. อธิบายประเภทของสิทธิมนุษยชนและวิเคราะหเปรียบเทียบการแบงประเภทของสทิ ธิมนษุ ยชนไดอ ยางถกู ตอ ง ๓. อธิบายหลักการสาํ คญั ของสิทธมิ นุษยชนไดอยางถูกตอง ๔. วิเคราะหเหตุการณสําคัญซ่ึงเชื่อมโยงกับพัฒนาการของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในแตละชว งเวลาไดอยางถูกตอ งÊÇ‹ ¹นํา การศึกษา “สิทธิมนุษยชน” นั้น นอกจากตองทําความเขาใจวา “แนวคิดสิทธิมนุษยชนเกิดข้ึนมาไดอยางไร” อันเปนการศึกษาเชิงพัฒนาการทางประวัติศาสตรที่ชวยใหเขาใจและตระหนักถึงความสําคัญของการตอสูท่ียาวนาน กวาที่ “สิทธิมนุษยชน” จะกลายเปนประเด็นสากลอยางเชนปจจุบัน ประเด็นคําถามถัดมาท่ีตองทําความเขาใจคือ “สิทธิมนุษยชนคืออะไร มีหลักการและแบง ประเภทอยา งไร บทนจี้ งึ เปน การสรปุ สาระสาํ คญั อนั จะชว ยตอบคาํ ถามทส่ี าํ คญั ในสามประเดน็คือ นิยาม, ประเภท และหลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชน โดยรวบรวมและวิเคราะหจากเอกสารงานเขยี นจํานวนมากทกี่ ระจัดกระจายเขาดวยกนั เพอ่ื ชวยใหเ ขา ใจและเหน็ ภาพของ “สิทธิมนษุ ยชน”ไดชดั เจนยงิ่ ขึน้¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ สาํ หรับคําถามส้ันๆ ทด่ี เู หมอื นจะตอบไดไมยากนักวา “สทิ ธมิ นษุ ยชนคืออะไร” คาํ ตอบทไ่ี ดก ลบั หลากหลายและแตกตา งกนั ไปตามพนื้ ฐานความรบั รแู ละประสบการณข องผตู อบ การใหค วามหมายแกส ทิ ธิในยคุ แรกๆ หมายถงึ “สิทธธิ รรมชาติ” (Natural rights) อธบิ ายวา แตล ะคนมสี ิทธิบางอยา งติดตัวมาแตกําเนิดอยางเทาเทียม ซึ่งไมมีใครสามารถพรากเอาสิทธินั้นไปได ทวา ความหมายทใ่ี ชอ ธบิ ายนน้ั คอ นขา งเปน นามธรรมอยมู าก และในทางปฏบิ ตั ิ สทิ ธกิ ม็ กั จะถกู สงวนใหแ กค นบางกลมุเทา นนั้ เชน กษตั รยิ , นกั บวช, ขนุ นาง, พลเมอื งของอาณาจกั ร อยา งไรกด็ ี พฒั นาการจากประวตั ศิ าสตรสมัยตางๆ ก็ไดชวยกันสรางตัวตนของ “สิทธิมนุษยชน” (Human rights) ใหเปนรูปรางมากข้ึนอาทิ ยุคสมัยใหมแหงการฟนฟู (Renaissance) และการรูแจง (Enlightenment) ท่ีสนใจและเช่ือมั่นในความเปนมนุษย, ความสูญเสียในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (World War II)

๒๒กไ็ ดข บั เคลอ่ื นนาํ พาสทิ ธมิ นษุ ยชนใหเ หน็ เดน ชดั เปน รปู ธรรมภายหลงั การจดั ตงั้ องคก ารสหประชาชาติ(United Nations) ทาํ ใหสิทธิมนุษยชนกลายเปน ประเด็นสากลในทส่ี ุด ในที่น้ีขอหยิบยกคํานิยามสิทธิมนุษยชนโดยพิจารณาจากบริบทภายหลังการเกิดข้ึนขององคก ารสหประชาชาตเิ ปน หลกั เพราะถอื เปน จดุ เปลยี่ นสาํ คญั ทที่ าํ ใหค าํ ๆ นไ้ี ดร บั การยอมรบั ในระดบันานาชาติ ÀÒ¾·Õè ò.ñ คําสํา¤ÑÞ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁà¡ÕÂè Çà¹è×ͧ¡Ñºคาํ ÇÒ‹ Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ (๑) ในอารมั ภบทของปฏิญญาสากลวา ดวยสิทธิมนุษยชน (Preamble of The UniversalDeclaration of Human Rights, ๑๙๔๘) บญั ญัตวิ า “ศักด์ิศรีแตกําเนิด เทาเทียม และไมอาจเพิกถอนได เปนพ้ืนฐานของอิสรภาพความยุตธิ รรม และสันติภาพของโลก” [Whereas recognition of the inherent dignity andof the equal and inalienable rights of all members of the human family the foundationof freedom, justice and peace in the world]๑ (๒) ขา หลวงใหญส ทิ ธมิ นษุ ยชนแหง สหประชาชาติ (Human Rights High Commissioner)อธบิ ายความหมายของสิทธมิ นษุ ยชนไวว า “สิทธิของมนุษยทุกคนไมวาจะสัญชาติใด, อยูหนใด, เพศ, เช้ือชาติ ถิ่นกําเนิด,สีผิว ศาสนา ภาษา หรือสถานะใดๆ ทุกคนมีสิทธิความเปนมนุษยอยางเทาเทียมโดยไมแบงแยกสทิ ธเิ หลา นม้ี คี วามเกยี่ วขอ งสมั พนั ธก นั ไมส ามารถแบง แยกได” [Human rights are rights inherent toall human beings. whatever our nationality, place of residence, sex, national or ethnic origin, colour,religion, language, or any other status. We are all equally entitled to our human rightswithout discrimination. These rights are all interrelated, interdependent and indivisible.๒]๑ “Universal Declaration of Human Rights,” สืบคนเม่ือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/EN/UDHR/ Documents/UDHR_Translations/eng.pdf๒ “What are human rights?,” OHCHR, สืบคนเม่ือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/EN/Issues/Pages/ WhatareHumanRights.aspx.

๒๓ (๓) ความหมายตามพจนานกุ รมเคมบริดจกลาวถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชนวา “สิทธิพ้ืนฐานท่ีคนทุกคนพึงมี เชน ความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ [The basic rights that it is generally considered all people should have, such asjustice and the freedom to say what you think๓] (๔) ขณะทพ่ี จนานกุ รมฉบบั ออ กซฟอรด นิยามวา สทิ ธิมนุษยชน คือ “สทิ ธซิ ึ่งเช่ือวาเปน ของคนทกุ คน” (A right which is believed to belong toevery person.]๔ (๕) องคกรคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชนอยา งองคการนริ โทษกรรมสากลใหนิยามวา “สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน สทิ ธแิ ละเสรภี าพพน้ื ฐานทที่ กุ คนพงึ ไดร บั โดยไมค าํ นงึ ถงึ สญั ชาต,ิเพศ, เช้ือชาติ, ถนิ่ กาํ เนิด, ศาสนา, ภาษา และสถานภาพอนื่ ๆ [Human rights are basic rightsand freedoms that all people are entitled to regardless of nationality, sex, national orethnic origin, race, religion, language, or other status.]๕ (๖) สําหรับประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติพ.ศ.๒๕๔๒ ใหค ําจํากัดความคาํ วาสทิ ธมิ นุษยชน ดังนี้ “ศกั ดศ์ิ รคี วามเปนมนษุ ย สทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลท่ไี ดรบั การรบั รองหรอื คมุ ครองตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย หรอื ตามสนธสิ ญั ญาทป่ี ระเทศไทยมพี นั ธะที่จะตอ งปฏบิ ตั ิตาม” (๗) ตามพจนานกุ รมศัพทร ฐั ศาสตรฉบบั ราชบัณฑิตยสถานระบวุ า คอื “สิทธิข้ันพ้ืนฐานของความเปน มนุษย ซึ่งเปนสทิ ธิทางธรรมชาติทีม่ นุษยทุกคนไดรับต้ังแตเกิด โดยไมแบงเพศ เช้ือชาติ สีผิว ศาสนา ความเช่ือ และไมจําเปนวาจะตองเปนพลเมืองของรฐั ใดรฐั หน่ึง เชน สทิ ธิในชีวิตและรา งกาย”๖ จากการใหความหมายที่หลากหลายและแตกตางกันในรายละเอียดที่มีตอคําวา“สทิ ธมิ นษุ ยชน” เมอ่ื พจิ ารณาคน หาความหมายพนื้ ฐานทม่ี ลี กั ษณะรว มกนั แลว นนั้ สรปุ ใจความสาํ คญัไดวาหมายถงึ “ÊÔ·¸Ô àÊÃÕÀÒ¾Íѹ໚¹¾×é¹°Ò¹¢Í§ªÕÇÔμÁ¹ØÉ ·Ø¡¤¹ÁÕÍ‹ҧàÊÁÍÀҤ෋Òà·ÕÂÁäÁ‹Ç‹Ò¨ÐÍ‹áÙ Ë‹§Ë¹ã´ ËÃ×ÍÁÕʶҹÐã´ ¼ÍŒÙ ×¹è äÁÊ‹ ÒÁÒö¾ÃÒ¡àÍÒä» ËÃÍ× ¶Ò‹ Ââ͹ãËጠ¡‹¡Ñ¹ä´”Œ๓ “human rights,” Cambridge Dictionary, สบื คน เม่อื ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://dictionary.cambridge.org/dictionary/ english/human-rights๔ “human right,” Oxford University press, สืบคนเมอื่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก https://en.oxforddictionaries.com/definition/ human_right๕ “Human Rights Basics,” Amnesty International, สืบคน เมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.amnestyusa.org/research/ human-rights-basics๖ สacําaนdักeพmิมicพ.oเอbกecพ.gันoธ.thจ/ําtกeัดxt,b“oหoนk/าwที่พebล/เiมmือaงgeวsัฒ/bนoธoรkร/ม1แ0ล02ะ9ก1า0ร_ดeําxเaนrินmชpีวleิต.ใpนdสf)ัง*ค*ม*,*” สืบคนเม่ือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://

๒๔»ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ ถงึ กระนนั้ สทิ ธมิ นษุ ยชนทเี่ ปน สทิ ธพิ นื้ ฐานซงึ่ ทกุ คนควรไดร บั สทิ ธเิ หลา นนั้ มเี รอ่ื งอะไรบา งแมการแบงประเภทสิทธิมนุษยชนใหชัดเจนลงไปทําไดไมงายนัก เหตุเน่ืองจากมีความเปนพลวัตและไมเ คยหยดุ นง่ิ ทง้ั ในแงค วามหมายและตวั แสดงทเ่ี กย่ี วของ ทวา เทาท่ีแวดวงวิชาการไดเ คยมีความพยายามจําแนกออกมา โดยอิงเกณฑทใี่ ชตางกนั ไป พบอยา งนอ ย ๔ กลมุ ไดแ ก หน่งึ การแบงตามผูทรงสิทธิ (Rights holders) สอง การแบงตามยุคสมยั (Rights generations) สาม การแบงตามความสมบรู ณแหง สทิ ธิ (Entirety rights) และ สี่ การแบงตามเนื้อหาท่ีปรากฏอยใู นปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชน ¡ÒÃẋ§»ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹μÒÁËÅÑ¡¼·ŒÙ çÊÔ·¸Ô (Rights holders) เกณฑนี้จะพิจารณาที่สิทธิน้ันวาเปน “สิทธิเฉพาะตัวของแตละคน” หรือ “สิทธิเชิงกลุม”อยางไรกด็ ีการแบงประเภทสทิ ธมิ นุษยชนรูปแบบนีม้ ขี อ จํากดั คอื สิทธิบางเรื่องสามารถแปรผนั เปน ไดทงั้ สิทธเิ ฉพาะตวั และสทิ ธกิ ลมุ (๑) สิทธเิ ชิงปจ เจก (Individual rights) เปน สทิ ธิเฉพาะตัว เชน (๑.๑) สทิ ธิในการนบั ถือศาสนา (The right to religion) : สิทธติ ามธรรมชาติจะลว งละเมดิ ไมไ ด รฐั ตอ งใหก ารคมุ ครองและรบั รอง รวมถงึ เสรภี าพในการเปลยี่ นศาสนา (Freedomto change religion), เสรภี าพในการปฏิบตั ติ ามหลกั ความเช่อื ทางศาสนา (Freedom to exercisereligion) และสทิ ธิที่จะไมมศี าสนา (Right to have no religion) ดว ยเชน กนั (๑.๒) สิทธิในชีวิตรางกาย (The right to life) : มีความเชื่อวามนุษยทุกคนมีสิทธิในชีวิตและรางกายซ่ึงไมมีใครจะพรากเอาสิทธินี้ไปได รัฐจึงตองใหความคุมครองชีวิตไมใหมีการละเมิด บคุ คลจะถูกทําใหเสยี ชีวติ ตามอาํ เภอใจไมได โดยเฉพาะการเสยี ชีวิตจากอํานาจรฐั ๗ ¢ÍŒ 椄 à¡μ : ความเช่ือในเร่ืองสิทธิในชีวิตรางกายเปนหน่ึงในเหตุผลของฝายสนับสนุนใหมีการยกเลิกโทษประหาร ชวี ติ หรอื ลงโทษประหารชวี ติ จะกระทําได “เฉพาะอาชญากรรมอุกฉกรรจท ่สี ดุ ” อดีตเลขาธกิ ารสหประชาชาติ Ban Ki-moon กลา วไววา “The death penalty has no place in the 21st century” [ไมมที ี่ยืนใหก ับการลงโทษประหารชีวติ ในศตวรรษที่ ๒๑ น]้ี เงือ่ นไขหน่งึ ของประเทศทีจ่ ะเขาเปนสมาชกิ EU คอื การยกเลกิ โทษประหารชีวติ ในประเทศเสยี กอ น อยางไรก็ตามประเด็นเร่ืองการยกเลิกโทษประหารชีวิตยังคงเปนประเด็นถกเถียงท่ีมีมายาวนานจวบจน ปจ จบุ ัน๗ “ถอยหา งจากโทษประหารชวี ติ บทเรยี นจากเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต” สบื คน เมอ่ื ๑๔ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก bangkok.ohchr.org/news/press/ Moving%๒๐away-Thai.pdf

๒๕ (๑.๓) สิทธพิ ลเมืองและสิทธิทางการเมอื ง (Civil and political rights) : สิทธิของบคุ คล เชน สทิ ธใิ นการแสดงความคดิ เหน็ , สทิ ธใิ นการมสี ว นรว มทางการเมอื ง, สทิ ธทิ จ่ี ะมสี ญั ชาต,ิสิทธิในกระบวนการยุตธิ รรม, สทิ ธิที่จะไดร บั รูขาวสาร, สิทธิทางการศกึ ษา, สิทธใิ นการรกั ษาพยาบาล,สทิ ธใิ นการทํางาน ฯลฯ (๒) สิทธิเชิงกลุม (Collective rights) เปนสิทธิในลักษณะกลุมซึ่งใหความสําคัญเหนอื สทิ ธิสวนบุคคล เชน (๒.๑) สทิ ธิชุมชน (Community rights) : พัฒนามาจากแนวคดิ สิทธิมนุษยชนเช่ือวาชุมชนมีสิทธิท่ีจะกําหนดแนวทางท่ีเหมาะสมแกชุมชนของตนเอง รวมถึงการรักษา ดูแลครอบครองไวซ ง่ึ อัตลกั ษณ ความเชือ่ วิถชี ีวติ ประเพณี วัฒนธรรม ทรพั ยากรของชมุ ชนไวดว ย ¢ŒÍ椄 à¡μ : ความหวาดกลวั ตอ แนวคดิ สงั คมนยิ มในยคุ สงครามเยน็ เปน ปจ จยั หนงึ่ ทผี่ ลกั ดนั ใหส ทิ ธมิ นษุ ยชนในเชงิ รวมกลุมหรือสิทธิชุมชนไดรับการจัดต้ังขึ้นมาใหเปนรูปธรรม เชน ชุมชนด้ังเดิม ชุมชนพ้ืนเมือง กระจาย แนวคิดทั่วโลกลดความเกรงกติการะหวางประเทศซ่ึงนําไปสูการรับรองสิทธิของชุมชนที่ไดรับการยอมรับ ทว่ั โลก คอื การประชมุ สดุ ยอดผนู าํ วา ดว ยการคมุ ครองสงิ่ แวดลอ มและการพฒั นาทก่ี รงุ รโิ อเดอจาเนโร ในป ๑๙๙๒ ทไ่ี ดม กี ารรบั รองสถานะของชนพน้ื เมอื ง จากนน้ั ในป ค.ศ.๑๙๙๓ องคก ารสหประชาชาตไิ ดป ระกาศ ใหเ ปน ปแ หง ชนพืน้ เมอื งโลก๘ (๒.๒) สทิ ธิในการรวมกลุม สมาคม : เปนสทิ ธขิ นั้ พื้นฐาน ประชาชนมสี ิทธใิ นการรวมกลมุ ในรูปแบบตา งๆ เชน สหภาพ, สหพันธ, องคกรเอกชน ฯลฯ¢ŒÍÊѧà¡μ : สทิ ธเิ ชงิ ปจ เจกและสทิ ธชิ มุ ชน อาจมคี วามคาบเกย่ี วกนั อยใู นบางประเดน็ เชน การรวมกลมุ ทางการเมอื งถอื เปน สทิ ธเิ ชงิ กลมุ และเกยี่ วโยงกบั สทิ ธขิ น้ั พน้ื ฐานของปจ เจกชนทางดา นสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื งเชน กนั¡ÒÃẋ§»ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹μÒÁÂ¤Ø ÊÁÑ การแบง ตามยคุ สมยั ๙เปน การแบง ประเภทสทิ ธมิ นษุ ยชนโดยนาํ ประเดน็ ทไี่ ดร บั ความสนใจในแตละหวงเวลามาจดั กลุม และองิ ตามผูมหี นา ที่คมุ ครองสทิ ธิ (Rights bearer) ซึง่ มีทงั้ ทีต่ องการพงึ่ พาอาํ นาจรฐั และปฏเิ สธไมใ หอ าํ นาจรฐั เขา มายงุ เกย่ี ว การแบง เชน นที้ าํ ใหเ หน็ ถงึ พฒั นการทางดา นสิทธิมนุษยชนของโลกไดอยา งดี๘ นิตยา โพธ์ินอก, “ชุมชนกับสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม”, สืบคนเมื่อ ๑๕ ก.ค. ๒๕๖๐, จาก kpi.ac.th/media/pdf/ M10_298.pdf๙ การแบง สทิ ธิมนษุ ยชนออกเปน ๓ ยุคสมยั (Three generations of human rights) ขา งตน ถกู กําหนดคร้งั แรกโดย Karel Vasak ผูอํานวยการสาขาสิทธิมนุษยชนและสันติภาพขององคการการศึกษา วิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ในบทความท่เี ขาเขยี นขึ้นเม่ือ ป ค.ศ.๑๙๗๗ ดู Karel Vasak, “Human Rights: A Thirty-Year Struggle: the Sustained Efforts to give Force of law to the Universal Declaration of Human Rights,” UNESCO Courier ๓๐:๑๑ (๑๙๗๗).

๒๖ Â¤Ø áá ใหความสําคัญกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Civil and political rights)ถอื เปน ประเดน็ แรกๆ ในการเรยี กรอ งสทิ ธขิ องประชาชน กลา วคอื ไมต อ งการใหร ฐั เขา มากา วกา ยสทิ ธิของปจเจกชน เชน เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็น, เสรภี าพสื่อ, เสรีภาพในการสมาคม, เสรีภาพในการนบั ถอื ศาสนา เหตทุ สี่ ทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื งไดร บั ความสนใจเปน อนั ดบั ตน ๆ ของกระบวนการเรียกรองสิทธิ อาจตองทําความเขาใจสภาพสังคมโดยเฉพาะหลังยุคกลาง (หรือยุคมืด) ที่คนเริ่มเชื่อในหลกั วทิ ยาศาสตรแ ละยดึ ถอื ในหลกั เหตแุ ละผล ความรจู ากศาสตรอ นื่ ๆ ทงั้ ดาราศาสตร, คณติ ศาสตร,การแพทย, ภูมศิ าสตร, กฎหมาย, ปรัชญา ทาํ ใหผ คู นมีความรูในเชิงประจกั ษมากขน้ึ เกิดการเดนิ ทางคาขาย เกิดการต้ังคําถามตอผูปกครองวาแทจริงแลวคนท่ัวไปก็ควรสามารถเปนผูปกครองไดเชนกันปรากฏการณที่สะทอนออกมาชัดเจนคือ การปฏิวัติอเมริกา (๑๗๗๖) และประกาศใชรัฐธรรมนูญทปี่ ระกนั สทิ ธขิ องพลเมอื ง โดยเฉพาะปจ เจกชนใหเ ปน อสิ ระจากอาํ นาจรฐั ๑๐, การปฏวิ ตั ฝิ รงั่ เศส (๑๗๘๙)เองกม็ กี ารประกาศสิทธิของมนษุ ยและพลเมือง (Declaration of the Rights of Man and of theCitizen) หลงั จากปฏวิ ัตโิ คนลมกษตั ริยไดสําเรจ็ Â¤Ø ·ÊèÕ Í§ เนนสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ (Economic and social rights) การเนนเพียงสิทธิทางการเมอื งและพลเมอื งไมต อบสนองตอวิถชี วี ิตท่เี ปลย่ี นไป เรือ่ งปากทองการทาํ มาหากินเปน เรอื่ งสาํ คญั มากขนึ้ จงึ เกดิ การเรยี กรอ งใหร ฐั แสดงบทบาททจี่ ะสง เสรมิ โอกาสในชวี ติ อนั เทา เทยี ม เชน สทิ ธิทางการศกึ ษา, สทิ ธิในท่อี ยูอาศยั , สิทธดิ านสาธารณสขุ , สิทธิในเร่ืองสวัสดกิ ารการทาํ งานตางๆ สืบเน่ืองจากองคความรูทางวิทยาศาสตรสงผลตอการเปลี่ยนสังคมขนานใหญในยุโรปไปสสู งั คมอตุ สาหกรรม เกดิ ระบบการผลติ แบบโรงงานเพอ่ื ผลติ ครงั้ ละมากๆ ความตอ งการแรงงานมสี งู ขนึ้เกดิ ชนชน้ั แรงงาน (Working class) ซงึ่ ตอ งทาํ งานอยภู ายใตส ภาพการทาํ งานไมเ หมาะสม การใชแ รงงานเดก็และจา ยคา จา งในราคาตา่ํ เปน เรอ่ื งปกต๑ิ ๑ โดยทยี่ งั ไมม กี ฎหมายคมุ ครองแรงงานเหลา นเี้ กดิ ขนึ้ ในยคุ นน้ัการสูญเสียชีวิตของแรงงานท่ีทํางานหนักในสภาพแวดลอมที่ย่ําแย ทําใหเกิดการรวมตัวกันเรียกรองใหมีกฎหมายคุมครองแรงงาน มีการจัดต้ังสหภาพแรงงาน สวนคนท่ีมีฐานะเปนนายทุนก็ตองการเรยี กรอ งสิทธทิ างเศรษฐกิจมากข้ึนกวาเดิม เพือ่ ท่ีจะมีอาํ นาจควบคุม ตอ รอง รวมถงึ เอ้ือประโยชนใ นการประกอบธรุ กจิ ของตนมากขึน้ ยุคนี้จงึ เปน ยคุ แหง การเนน สทิ ธิทางสงั คมและเศรษฐกจิ เปน สําคญั๑๐ เสนห  จามรกิ , สิทธิมนุษยชน เกณฑค ณุ คา และฐานความคิด, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๔๔), หนา (๑๖)๑๑ การปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๘-ตนคริสตศตวรรษท่ี ๑๙) สืบคนเมื่อ ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก www.mwit.ac.th/~ daramas/In_Revarution.pdf)

๒๗ ÂØ¤·èÊÕ ÒÁ สทิ ธมิ นษุ ยชนในมติ แิ หง ความมงุ หวงั (Solidarity rights) ผคู นไมไ ดส นใจเพยี งการมสี ทิ ธิเสรภี าพ หรอื การทาํ มาหากนิ ทค่ี ลอ งตวั แลว เทา นน้ั แตค วามสนใจของผคู นหลากหลายมากขนึ้ มคี วามตองการท่ีจะทําใหคุณภาพชีวิตมีมาตรฐานที่ดีขึ้น และมองปญหาเรื่องสิทธิไกลขึ้นไปกวาที่จะสนใจเฉพาะเรื่องของตนเอง เชน สิทธใิ นการไดรบั การพฒั นาทางเศรษฐกิจและสังคม, สิทธิในการอยอู าศัยในสภาพแวดลอมที่ดี, สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ, สิทธิในการมีสวนรวมดูแลมรดกทางวัฒนธรรม,สทิ ธิในการดาํ รงชพี อยางยั่งยืน บนพ้ืนฐานความเช่ือวา ภาคประชาชนกับรฐั สามารถสรา งสงั คมท่ดี ไี ดรว มกัน, สทิ ธทิ จี่ ะไดรบั การพัฒนา¡ÒÃầ‹ »ÃÐàÀ·¢Í§Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹μÒÁ¤ÇÒÁÊÁºÃÙ ³á˧‹ Ê·Ô ¸Ô การจดั แบง ประเภทนย้ี ดึ ตามระดบั ความสมบรู ณแ หง ชาต๑ิ ๒ ไลเ ลยี งตง้ั แตส ทิ ธหิ ลกั ทไี่ ดร บัการยอมรับเปนการทั่วไปวา เปนสิทธิมนุษยชนข้ันพื้นฐานโดยไมมีเงื่อนไขในการไดรับสิทธินั้นหรือไมส ามารถพรากเอาสทิ ธินนั้ ไปไดเลยไมว า ในสถานการณใด เรอื่ ยไปถึงการวางเงื่อนไข หรือมีขอจํากัดในการใชส ทิ ธิ ดวยเหตผุ ลเร่อื งความสงบเรยี บรอยและประโยชนของสวนรวม ประกอบไปดวย ÊÔ·¸ÊÔ ÁºÙó (Absolute rights) เปนสิทธิท่ีทั้งรัฐและมนุษยดวยกันเองไมสามารถพรากหรือละเมิดได เชน สิทธิท่ีจะไมถ ูกทรมานหรือลดคณุ คาความเปนมนุษย (Torture and degrade), สิทธใิ นการไดรบั พิจารณาคดีอยางยตุ ธิ รรม (Fair trial), สทิ ธิในการคิด (Freedom of thought) เปนตน ÊÔ·¸ÍÔ ÂÒ‹ §ÁàÕ §Íè× ¹ä¢ (Qualified rights) สิทธิซึ่งรัฐอาจเขามายุงเก่ียวได เนื่องจากตองชั่งน้ําหนักระหวางผลประโยชนของปจเจกและผลประโยชนของสังคมหรือรัฐ ท้ังน้ีเงื่อนไขสําคัญคือ รัฐตองใชอํานาจและวิธีการที่ชอบธรรมเทา นน้ั (Legitimacy and rule of laws) เชน สทิ ธิในชีวิต (Right to life) อาจถกู พรากไปเมื่อถูกพิพากษาประหารชีวิต, เสรีภาพในการแสดงออก (Freedorm of expression) ทําไมไดหากเปนการแสดงออกที่สรางความเดือดรอนใหแกผูอื่น เชน กออาชญากรรมแหงความเกลียดชัง(Hate crime) Ê·Ô ¸ÔÍ‹ҧจํา¡´Ñ (Limited rights) เปนสิทธิท่ีระบุอยางชัดเจนโดยกฎหมายวามีขอบเขตอันจํากัด เชน การใชเสรีภาพในการชมุ นมุ ตอ งเปน ไปโดยสงบและปราศอาวธุ , การแสดงความคดิ เหน็ ไมอ าจจะไปกระทบกระเทอื นสทิ ธสิ วนตวั ของบคุ คลอน่ื๑๒ The Ministry of Justice (๒๐๐๖), Making sense of human rights : a short introduction, pp. ๓-๔, Available online at https://www.justice.gov.uk/downloads/human-rights/human-rights-making-sense-human-rights.pdf)

๒๘¡ÒÃầ‹ »ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹μÒÁ»¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅNjҴnj ÂÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ งานทางวิชาการจํานวนมากแบงประเภทของสิทธิอันเปนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนตามขอความท่ีถูกระบุในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declarationof Human Rights) โดยสามารถแบงออกเปน หา ดา นสาํ คัญไดแ ก ˹֧è ÊÔ·¸¾Ô ÅàÁ×ͧ (Civil rights) สิทธิในชีวิต, เสรีภาพ, การไดรับการปฏิบัติอยางเทาเทียม, ไมตกอยูในความเปนทาส,ไมไดรับการทรมานหรือลงโทษท่ีโหดราย, สิทธิในกระบวนการยุติธรรม, สิทธิในการโยกยายถิ่นฐาน,สทิ ธิสว นตัว, สทิ ธิในการเลือกครอบครวั , สทิ ธใิ นการมสี ัญชาต,ิ อสิ รภาพทางความคิด การแสดงออกเปน ตน (ขอ ๑-ขอ ๑๘ ปฏิญญาสากลวาดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชน) Êͧ ÊÔ·¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ (Political rights) สิทธิในการเลือกตั้ง, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, สิทธิในการไดรับขอมูลขาวสาร,สิทธิในการชุมนุม, การมีสวนรวมทางการเมือง ฯลฯ (ขอ ๑๙- ขอ ๒๑ ปฏิญญาสากลวาดวยสทิ ธิมนุษยชน) ÊÒÁ ÊÔ·¸Ô·Ò§àÈÃɰ¡Ô¨ (Economic rights) สิทธิในการเลือกงาน, การไดคาจางที่เปนธรรม, สิทธิที่จะจัดตั้งสหภาพ, สิทธิท่ีจะไดรับวันพักผอ นตามสมควร, สิทธใิ นการทาํ งานภายใตส ภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสม ฯลฯ (ขอ ๒๒-ขอ ๒๔ปฏิญญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นุษยชน) ÊÕè Ê·Ô ¸Ô·Ò§Êѧ¤Á (Social rights) สิทธิทางการรักษาพยาบาล, สิทธิทางการศึกษา, การรับบริการทางสังคมตางๆ เปนตน(ขอ ๒๕-ขอ ๒๖ ปฏญิ ญาสากลวาดว ยสทิ ธิมนุษยชน) ËÒŒ ÊÔ·¸Ô·Ò§Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ (Cultural rights) สิทธิในการนับถือศาสนา, ความเช่ือ, สิทธิในการรักษาวัฒนธรรมของชุมชน ฯลฯ(ขอ ๒๗ ปฏญิ ญาสากลวาดว ยสทิ ธมิ นุษยชน)ËÅÑ¡¡ÒÃÍѹ໚¹ËÇÑ ã¨¢Í§ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ (Core principles of human rights) สทิ ธมิ นษุ ยชนนน้ั เกย่ี วพนั กบั เรอ่ื ง “อดุ มการณ” ทตี่ อ งใช “ความรสู กึ ” ในการทาํ ความเขา ใจและยังเก่ียวของกับเรื่อง “แนวปฏิบัติ” ท่ีตองมี “แบบแผน” ที่ถูกสรางข้ึนเพื่อเอ้ือเสริมใหแนวคิดสิทธิมนุษยชนเหน็ ผลในทางปฏบิ ัติ โดยตั้งอยูบ นหลักการสําคัญ ๕ ประการ ไดแ ก ˹Öè§ ËÅÑ¡Í¹Ñ à»¹š ÊÒ¡Å (Universality) ความเปนสากลของสิทธิมนุษยชน หมายความวา เปนสิทธิพื้นฐานของคนทุกคนท่ีพึงมี (Belong to all people) ไมวา จะอยภู ายใตอ าณาเขตของรัฐใดก็ตาม หลักความเปน สากลอีกแงมุมหน่ึงยังสามารถพิจารณาไดจากการออกกฎหมายระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน ซ่ึงไดรับการรบั รองจากประเทศตา งๆ ทั่วโลกก็สะทอนหลกั ความเปน สากลในเชงิ การยอมรบั ตามกฎหมายอยา งเปน ทางการในระดับสากลดวยเชนกนั

๒๙¢ÍŒ 椄 à¡μ : หลักความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีอยางมากวาเปนการครอบงําของอุดมการณแบบตะวันตก ในแงม มุ ที่วา - เกิดข้ึนในบริบทแบบตะวันตกที่เนนปจเจกชน โดยละเลยวิถีชีวิตท่ีแตกตางในประเทศจากมุมอ่ืนๆของโลก - ตะวันตกใชประเด็นสิทธิมนุษยชนข้ึนมาเพ่ือกีดกันประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อผลประโยชนทางเศรษฐกจิ - ความแตกตา งทางวฒั นธรรมเปน จดุ วพิ ากษใ หญต อ ความเปน สากลของสทิ ธมิ นษุ ยชน ยกตวั อยา งเชนการขลบั อวยั วะเพศหญงิ ในหลายประเทศของแอฟรกิ า เปน การลว งละเมดิ สทิ ธใิ นชวี ติ และรา งกายในมมุ มองของตะวนั ตก แตเ ปน การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของอีกหลายๆ ประเทศ ในทางวิชาการการถกเถียงตอความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนเปนเร่ืองธรรมดาและมีทัศนะท่ีหลากหลายได Êͧ ËÅÑ¡È¡Ñ ´ìÔÈÃ¤Õ ÇÒÁ໹š Á¹ÉØ Â (Respect to homan dignity) แมนิยามของคําวา “ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย” ไมมีนิยามเดียวที่ไดรับการยอมรับเปน การทวั่ ไป แตพ อสรปุ ไดว า ศกั ดศิ์ รคี วามเปน มนษุ ย (Human Dignity) เปน คณุ คา อนั สบื เนอ่ื งจากความเปนมนุษยที่แตกตางจากส่ิงมีชีวิตอ่ืนๆ เนื่องจากเช่ือวามนุษยน้ันมีระบบการตัดสินใจท่ีอยูบนฐานของหลกั เหตแุ ละผล มนษุ ยม ีเจตนารมณอสิ ระ (Free will) มากกวาสิง่ มีชวี ิตอื่น หลักศักด์ิศรีความเปนมนุษย จึงเปนของมนุษยทุกคนโดยไมมีขอจํากัดหรือเง่ือนไขทั้งน้ีเพื่อใหมนุษยสามารถพัฒนาตนเองได๑๓ มนุษยตองเคารพในศักด์ิศรี และคุณคาในชีวิตของทุกคน ไมปฏิบัติตอผูอ่ืนเฉกเชนวามีคุณคาความเปนมนุษยนอยไปกวาตน (Degradation anddehumanization) ÊÒÁ ËÅ¡Ñ ¡ÒÃầ‹ á¡äÁä‹ ´Œ (Inalienable) หมายถึงไมมีใครสามารถพรากเอาสิทธิพ้ืนฐานในชีวิตไปได ไมสามารถถายโอนใหแกกันไดเพราะเปนสิทธิเฉพาะตัวของมนุษยทุกคน เวนแตในสถานการณเฉพาะบางอยาง เชนสิทธใิ นชวี ิต อาจถูกจาํ กัดหากบุคคลนั้นกระทาํ ความผิดตามทก่ี ฎหมายกาํ หนด ÊÕè ËÅÑ¡¤ÇÒÁàÊÁÍÀÒ¤ (Fairness) áÅÐËÅÑ¡äÁ‹àÅ×Í¡»¯ºÔ ÑμÔ (Non-discrimination) ขอ ท่ี ๑ ของปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเขยี นวา มนษุ ยท กุ คนเกดิ มาอยา งมอี สิ รภาพและเสมอภาคในศกั ดิ์ศรแี ละสิทธิ [All human beings are born free and equal in dignity andrights] ดวยแนวความคิดเชนน้ี มนุษยจึงตองปฏิบัติตอกันอยางยุติธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติอนั จะเปน เหตใุ หเ กดิ การลดทอนคณุ คา ของมนษุ ยบ างกลมุ ลง ตามเชอ้ื ชาติ ภาษา ศาสนา เพศทต่ี า งออกไปทวา การปฏิบัติท่ีแตกตางกันออกไปก็หาใชเปนการเลือกปฏิบัติเสมอไป หากเกณฑในการแยกแยะ๑๓ บรรเจิด สิงคะเนต,ิ “หลักพน้ื ฐานเกี่ยวกับสิทธเิ สรีภาพและศกั ดศ์ิ รีความเปน มนุษย, ” (กรงุ เทพฯ: วิญชู น, ๒๕๕๘) หนา ๑๒๖-๑๒๗.)

๓๐การปฏบิ ตั ทิ แี่ ตกตา งอยา งมเี หตแุ ละผล เชน การใหส ทิ ธพิ เิ ศษแกบ คุ คลเฉพาะกลมุ เชน คนชรา ผพู กิ ารเด็ก สตรี เปนตน ไมถ ือวา เปน การเลือกปฏบิ ตั หิ ากอยูบ นหลกั ความชอบธรรมและเหตุผลที่เหมาะสม ภายใตห ลักการความเสมอภาค มีสองแนวคิดใหญๆ คือ ความเสมอภาคอยางเทา เทียม(Equality) และความเสมอภาคตามความเหมาะสม (Equity) ซ่ึงไดอธิบายเรื่องความเสมอภาคไวตางกนั ดังนี้ ความเสมอภาคอยางเทาเทียม (Equailty) คือ การจัดสรรทรัพยากรตางๆ ใหแกท ุกคนอยางเสมอภาคเทา เทียมกนั ท้งั หมด ไมวา จะเปน เพศใด อายเุ ทา ใด หรอื อยูใ นสถานภาพใด ความเสมอภาคตามความเหมาะสม (Equity) คือ “การพจิ ารณาความตอ งการพ้นื ฐาน”(Basic needs) โดยเชอื่ วาคนมีความจาํ เปน ที่ตา งกัน คนบางกลุมมคี วามตอ งการทีจ่ ะไดร บั การดูแลมากกวา เพ่ือใหสามารถใชชีวิตอยางปกติเฉกเชนคนท่ัวไป หรือมีโอกาสในชีวิตไดเทาเทียมกับคนอ่ืนๆ ได เชน ผพู ิการ, เดก็ , สตร,ี ผูสูงอายุ อาจไดร บั การดูแลในบางดานจากรัฐมากกวา คนปกตทิ วั่ ไปลักษณะเชน นย้ี อมไมถ ือเปน การเลือกปฏบิ ัติแตอยา งใด สาํ หรับหลกั การไมเลอื กปฏบิ ัติ (Non-discrimination) คือการไมแบง แยก การไมกีดกนัการไมจํากัด หรือลําเอียงบนพื้นฐานใดก็ตาม เชน เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม เพศ อายุความคิดเหน็ ทางการเมือง สถานภาพทางสงั คม ความสมบรู ณข องรางกาย ÀÒ¾·Õè ò.ò เปรยี บเทียบการแบง สรรตามหลกั ความเสมอภาคอยา งเทา เทยี ม และความเสมอภาคอยา งเหมาะสมʋǹÊÃ»Ø ความหมายของสิทธิมนุษยชนไดรับการนิยามจากหลายภาคสวน ซึ่งมีรายละเอียดท่ีแตกตางกันไป แตมีใจความรวมซ่ึงสามารถสรุปเปนนิยามของสิทธิมนุษยชนไดวาหมายถึง “สิทธิและเสรภี าพอนั เปน พนื้ ฐานของชวี ติ มนษุ ย ทกุ คนมอี ยา งเสมอภาคและเทา เทยี มไมว า จะอยแู หง หนใดหรือมสี ถานะใด ผอู น่ื ไมส ามารถพรากเอาไปหรือถายโอนใหแกก ันได”

๓๑ ในวงวิชาการมีการใชเกณฑท่ีแตกตางกันไปในการแบงประเภทของสิทธิมนุษยชนซึ่งพบอยางนอย ๔ กลุมประเภท ไดแก การแบงตามผูทรงสิทธิ (Rights holders), การแบงตามยุคสมัย (Rights generations), การแบงตามความสมบูรณแหงสิทธิ (Entirety rights),และการแบงตามเนื้อหาทีป่ รากฏในปฏิญญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นุษยชน หลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชน ไดแก หลักความเปนสากล (Universality),หลักการไมสามารถถายโอนได (Inalienable), หลักการแบงแยกไมได (Indivisibility),หลักศกั ดศิ์ รีความเปน มนุษย (Human Dignity), หลกั ยุตธิ รรม (Fairness) และหลกั ไมเ ลือกปฏิบัติ(Non-discrimination) และเก่ียวพนั กับหนา ที่ของรัฐ (State obligation)¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. สิทธิของปจเจกและสิทธิของกลุมมีความแตกตางกันอยางไร ขณะเดียวกันก็มีความเก่ยี วโยงซึง่ กันและกนั อยา งไร ๒. ยกตัวอยา งสทิ ธิเชิงปจ เจก และสิทธิเชงิ กลมุ มาอยางละ ๓ ตวั อยา ง พรอ มเหตุผลประกอบอธบิ าย ๓. การแบงประเภทสิทธิมนุษยชนตามยุคสมัยสะทอนสภาพสังคมในแตละยุคอยางไรอธบิ ายพรอมยกตัวอยาง ๔. อธบิ ายความแตกตา งของความสมบรู ณแ หง สทิ ธแิ ตล ะประเภทวา แตกตา งกนั อยา งไร ๕. การแบงประเภทสิทธิมนุษยชนออกตามหลักความสมบูรณแหงสิทธิมีชองวางหรือมีจดุ ออนอยา งไรหรือไม ๖. หลกั ความเปน สากลของสทิ ธิมนุษยชนหมายความวา อยางไร จงอธิบาย ๗. ทานเห็นดวยตอหลักการความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนหรือไม อธิบายพรอมเหตุผลประกอบ ๘. การกระทาํ ของรฐั ในลักษณะใดทีถ่ ือเปนการละเมิดศักดศิ์ รคี วามเปนมนษุ ย อธบิ ายพรอ มยกตวั อยา ง ๙. หลกั การแบง แยกไมไ ด มขี อยกเวนอยา งไรบาง อธิบาย ๑๐. นสต. จบั กลมุ กลมุ ละ ๕-๑๐ นาย ใหส มาชกิ แตล ะคนนยิ ามสทิ ธมิ นษุ ยชนของตนเองออกมาและทําการรวบรวมออกมาเปนนิยามสิทธิมนุษยชนของกลุม (ใหเวลา ๕ นาที) หลังจากนั้นนาํ เสนอพรอ มอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ถงึ เหตผุ ลประกอบการนยิ ามเชน นน้ั พรอ มตวั อยา งประกอบการอธบิ าย(ใหเวลา ๓-๕ นาทตี อกลุม) ๑๑. ผสู อนแบง กลุม นสต. ออกเปนกลมุ กลมุ ละ ๕-๑๐ นาย ทาํ การแจกขาวทเ่ี ตรียมมาให นสต. และใหชวยกันวิเคราะหวาหากจัดตามประเภทสิทธิสามารถนําขาวที่ไดรับมาอธิบายโดยการใชหลกั การแบงประเภทสิทธิใดไดบาง พรอมเหตุผลประกอบ

๓๒ ๑๒. กอ นเรมิ่ สอนหวั ขอ หลกั การสทิ ธมิ นษุ ยชน ผสู อนให นสต. ทาํ กจิ กรรม โดยแบง กลมุนสต. ออกใหม ีสมาชิกกลมุ ละ ๑๐ นาย ใหส มาชกิ ดภู าพบนจอและใหโจทยวา ๑๒.๑ ใหเ ลอื กเคกมาจาํ นวน˹èÖ§อยา งเทา น้นั ๑๒.๒ ใหก ลมุ แบง เคก ใหส มาชกิ ในกลมุ อยา งÂμØ ¸Ô ÃÃÁ·ÊèÕ ´Ø นสต.สามารถเลอื กแบง เคกดวยวิธใี ดกไ็ ดขอใหเปน มติของกลมุ ๑๒.๓ ออกมาอภิปรายวา กลุมเลือกเคกชิ้นไหน เหตุผลในการเลือกคืออะไรและหลักการในการแบงเคก ของกลุมใหส มาชิกอยา งยุติธรรมท่สี ุดคืออะไร ๑๓. จากรปู ให นสต. รว มแสดงทศั นะตอหลกั ความยตุ ิธรรม

๓๓àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §Í§Ô¡Òû¯ÇÔ μÑ ÍÔ μØ ÊÒË¡ÃÃÁ (»ÅÒ¤ÃÊÔ μȏ μÇÃÃÉ·èÕ ñø - μ¹Œ ¤ÃÊÔ μȏ μÇÃó·Õè ñù) สบื คน เมอื่ ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก www.mwit.ac.th/~daramas/In_Revarution.pdf.¶ÍÂˋҧ¨Ò¡â·É»ÃÐËÒêÕÇÔμº·àÃÕ¹¨Ò¡àÍàªÕÂμÐÇѹÍÍ¡à©Õ§ãμŒ. สืบคนเมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก bangkok.ohchr.org/news/press/Moving%20away-Thai.pdfนติ ยา โพธิน์ อก, ªÁØ ª¹¡ºÑ Ê·Ô ¸ãÔ ¹·Ã¾Ñ ÂҡøÃÃÁªÒμáÔ ÅÐʧèÔ áÇ´ÅÍŒ Á. สืบคนเม่ือ ๑๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก kpi.ac.th/media/pdf/M10_298.pdf.บรรเจิด สิงคะเนติ, ËÅÑ¡¾é×¹°Ò¹à¡ÕèÂǡѺÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾áÅÐÈÑ¡´ÔìÈÃÕ¤ÇÒÁ໚¹Á¹ØÉ. กรุงเทพฯ : วญิ ูชน, (๒๕๕๘), หนา ๑๒๖-๑๒๗.สํานักพิมพเอกพันธ จํากัด, ˹ŒÒ·Õè¾ÅàÁ×ͧ ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅСÒÃดําà¹Ô¹ªÕÇÔμã¹Êѧ¤Á. สืบคนเมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http:/=/academic.obec.go.th/textbook/web/images/ book/1002910_example.pdfเสนห จามริก, ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ ࡳ±¤Ø³¤‹ÒáÅаҹ¤ÇÒÁ¤Ô´. กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร, (๒๕๔๔), หนา ๑๖.human rights, Cambridge Dictionary. สบื คน เมอื่ ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://dictionary. cambridge.org/dictionary/english/human-rights.human right, Oxford University Press. สบื คน เมอ่ื ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://en.oxford- dictionaries.com/definition/human_right.Human Rights Basics, Amnesty International. สบื คน เมือ่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http:// www.amnestyusa.org/research/human-rights-basics.Karel Vasak, Human Rights : A Thirty-Year Struggle : the Sustained Efforts to give Force of law to the Universal Declaration of Human Rights. UNESCO Courier ๓๐:๑๑ (๑๙๗๗)The Ministry of Justice (๒๐๐๖), Making sense of human rights : a short introduction pp” ó-ô. สบื คน เมอื่ ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก https://www.justice.gov.uk/downloads/ human-rights/human-rights-making-sense-human-rights.pdf.Universal Declaration of Human Rights. สบื คนเมอ่ื ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www. ohchr.org/EN/UDHR/Documents/UDHR_Translations/eng.pdf.What are human rights?, OHCHR. สืบคนเม่อื ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/EN/Issues/Pages/WhatareHumanRights.aspx.

๓๔

๓๕ º··Õè óÊ·Ô ¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ã¹ÁÔμÃÔ ÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. อธบิ ายเน้ือหาของปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนไดอยา งถกู ตอง ๒. อธิบายหลักการสําคัญของกฎหมายระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนไดอยางถูกตองÊÇ‹ ¹นํา องคการสหประชาชาติจัดตั้งเพื่อเนนความสําคัญของการสรางสันติภาพและการรักษาความม่ันคงรวมกันของมวลมนุษยชาติ เปนองคกรกําหนดหลักการมาตรฐานสากล ซ่ึงมีผลผูกพันตอประเทศสมาชิกรวมทั้งประเทศไทย และจัดต้ังกลไกในการสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนระหวา งประเทศ ในป พ.ศ.๒๔๘๘ ไดมกี ารรบั รอง “กฎบตั รสหประชาชาติ” เพ่อื เปนเอกสารสําคัญของสหประชาชาติที่มีเปาหมายกระตุนและสนับสนุนใหเคารพในสิทธิมนุษยชนรวมท้ังอิสรภาพขน้ั พน้ื ฐานของมวลมนษุ ยชาตไิ ด มขี อ บทหรอื มาตราทเ่ี กย่ี วขอ งกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนถอื เปน เอกสารสาํ คญัในการรับรองหลักการเร่ืองสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศท่ีกําหนดใหประเทศท่ีมีพันธกรณีตองใหการคุม ครองศกั ด์ิศรคี วามเปน มนษุ ยสิทธิและเสรภี าพข้นั พื้นฐานของปจเจกบคุ คลและกลมุ ชน บทบาทของสหประชาชาติในการคุมครองสิทธิมนุษยชน จะเปนในลักษณะการสงเสริมสนับสนุนใหรัฐสมาชิกไดตระหนักถึงความสําคัญของสิทธิมนุษยชน เชน การใหความชวยเหลือในการปรบั ปรุงกฎหมายและระบบการบรหิ ารกระบวนการยุติธรรม ใหการศกึ ษาและเผยแพรข าวสารดานสิทธิมนุษยชน ตลอดจนชวยสงเสริมสภาวะการครองชีพเพื่อยกระดับมาตรฐานความเปนอยูและคุณภาพชีวิตใหดีขึ้นเทาน้ัน แตไมมีอํานาจที่จะควบคุมรัฐสมาชิกใหเคารพตอสิทธิมนุษยชนอยางจริงจังเนื่องจากขาดพื้นฐานทางกฎหมายท่ีจะเปนเคร่ืองมือในการสนับสนุน (อุดมศักดิ์ สินธิพงษ, ๒๕๔๘)ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซ่ึงถือวาเปนเอกสารสําคัญในการใหความคุมครองสิทธิมนุษยชนถึงแมวาโดยเนื้อหาของปฏิญญาดังกลาว จะไมกอใหเกิดความผูกพันตามกฎหมายแกรัฐสมาชิกทรี่ ว มลงนามรบั รองกต็ าม แตย งั พอทจี่ ะถอื ไดว า ปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเปน เสมอื นมาตรฐานที่ประเทศท้ังหลายพึงใชเปนแนวทางในการจัดระบบภายในของประเทศนั้นๆ เพ่ือใหสอดคลองกับการจดั การคุมครองสทิ ธมิ นุษยชนในระดบั สากลตอไป ในบทนี้ จะไดศึกษาถึงที่มาและสาระสําคัญของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนและผลทางกฎหมายของปฏิญญาดงั กลาว สาระสาํ คญั และพนั ธะผูกพันทางกฎหมายของสนธสิ ญั ญาสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศ ๙ ฉบับ ไดแก กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

๓๖อนสุ ัญญาวา ดวยการขจดั การเลือกปฏิบัตติ อสตรีในทกุ รปู แบบ อนสุ ญั ญาวาดวยสทิ ธิเดก็ อนสุ ัญญาวา ดว ยการขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ทิ างเชอ้ื ชาตใิ นทกุ รปู แบบ อนสุ ญั ญาตอ ตา นการทรมานและการปฏบิ ตั ิหรอื การลงโทษทโี่ หดรา ยไรม นษุ ยธรรมหรอื ยา่ํ ยศี กั ดศ์ิ รี และอนสุ ญั ญาวา ดว ยสทิ ธคิ นพกิ าร อนสุ ญั ญาวาดวยการคุมครองสิทธิของแรงงานอพยพและสมาชิกครอบครัว และอนุสัญญาวาดวยการคุมครองมิใหบ คุ คลถกู บังคับใหส ญู หาย ซ่งึ จะไดก ลา วโดยลําดบั ดงั ตอไปน้ี»¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹·èÁÕ ÒáÅÐà¨μ¹ÒÃÁ³á ˧‹ »¯ÞÔ ÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ นับแตสงครามโลกครั้งท่ีสองสิ้นสุดลง หลายประเทศทั่วโลกเห็นพองตองกันท่ีจะหาวิธีปองกันมิใหเกิดความสูญเสียตอมวลมนุษยชาติเชนนั้นขึ้นอีก การกระทําอันเปนการพรากเอาชีวิตผูคนไปดวยวิธีการท่ีโหดรายทารุณตางๆ นานาตองหมดสิ้นไป ดวยเหตุผลนี้องคการสหประชาชาติ(United Nations)๑ จงึ ถกู กอ ตงั้ ขนึ้ ดว ยเจตนารมณส งู สดุ คอื รกั ษาสนั ตภิ าพของโลก ภายหลงั จดั ตงั้ ไมน านสมาชิกก็รวมกันประกาศใช “ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน” (The Universal Declarationof Human Rights) อันเปนเอกสารสําคัญท่ีเปนแมบทเรื่องสิทธิมนุษยชนใหแกประเทศตางๆทจ่ี ะประกนั ศกั ดศิ์ รคี วามเปน มนษุ ยแ ละรบั รองสทิ ธขิ น้ั พน้ื ฐานของประชาชน เปน เสมอื นหลกั การใหมของระเบียบโลกหลงั สงคราม ภายหลังกอตั้งองคการสหประชาชาติในป ๑๙๔๕ มีความพยายามท่ีจะคุมครองสิทธิเสรภี าพ และศกั ดศิ์ รขี องมนษุ ยใ หเ ปน รปู ธรรมยงิ่ ขนึ้ ผา นกลไกการทาํ งานของสหประชาชาติ จวบจนวนั ที่๑๐ ธนั วาคม ค.ศ. ๑๙๔๘๒ สมัชชาใหญส หประชาชาติ (UN General Assembly) ไดมีมตริ บั รอง“ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน” ซ่ึงกําหนดหลักการพื้นฐานในเร่ืองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเอาไว ถือเปนเอกสารช้ินสําคัญดานสิทธิมนุษยชนของโลก และเปนตนแบบใหกับกฎหมายระหวางประเทศท่ีมีเจตนารมณเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพในดานตางๆ เพ่ือสรางสันติภาพใหเกิดขึ้น มิใหเกิดประวัตศิ าสตรซํ้ารอยของการเขน ฆา ชีวิตผคู นอยา งเหตุการณส งครามโลกคร้ังที่สองเกิดขึ้นมาไดอีก๑ เม่ือแรกกอต้ัง องคการสหประชาชาติมีสมาชิกทั้งส้ิน ๕๑ ประเทศ ปจจุบันมี ๑๙๓ ประเทศ โดยซูดานใตเปนประเทศสมาชิกลาสุด ดรู ายละเอียดเพมิ่ เตมิ ที่ “Un Welcomes 193rd Member State,” United Nations Regional Information Centre for Western Europe, สืบคนเม่ือ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.unric.org/en/latest-un-buzz/26841-un-welcomes-193rd -member-state๒ วนั ที่ ๑๐ ธนั วาคมของทกุ ปจ งึ ถอื เปน “วนั สทิ ธมิ นษุ ยชนสากล” นบั ตง้ั แตป  ๑๙๕๐ เปน ตน มา ดู “Human Rights Day,” United Nations, สบื คน เม่ือ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.un.org/en/events/humanrightsday/

๓๗ ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : คณะกรรมการทํางานยกรางปฏิญญาฉบับนี้ มีสมาชิกที่มีความรูจากหลากหลายดาน ท้ังการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา จาก ๙ ประเทศ มี เอลานอร รูสเวลต (Eleanor Roosevelt, ๑๘๘๔-๑๙๖๒) ภรรยาของประธานาธบิ ดีแฟรงคลนิ ดี. รูสเวลต (Fraklin D. Roosevelf, ๑๘๘๒-๑๙๔๕) เปนประธาน คณะกรรมการฯ รางปฏิญญาถูกสงใหสมาชิกสหประชาชาติใหคําวิจารณ และมีผลสมบูรณในคราว การประชมุ สมชั ชาใหญแหง สหประชาชาติ ณ กรงุ ปรารสี เมอื่ วันที่ ๑๐ ธนั วาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ ดว ยมติ เหน็ ชอบ ๔๘ ตอ ๐ เสียง โดยมี ๘ ประเทศสมาชกิ งดออกเสียง ไดแก สหภาพโซเวียต, เบยี โลรัสเซยี , ยเู ครน, โปแลนด, เชโกสโลวาเกยี , ยูโกสลาเวีย, ซาอุดอี าระเบีย และแอฟรกิ าใต ¢ÍŒ ¤ÇÃÌ٠: ในป ๒๐๐๙ ปฏิญญาฉบับนี้ไดรับการบันทึกเปนสถิติโลกในฐานะเอกสารท่ีถูกแปลเปนภาษาตางๆ มากทสี่ ดุ ถงึ กวา ๓๐๐ ภาษา โดยไดร บั การรบั รองจากกนิ เนสเวลิ ดเ รคคอรด (Guinness World Record) อยางไรก็ตาม ถึงแมปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนจะถือเปนรากฐานของกฎหมายระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน เปนตนแบบในการทําขอตกลงระหวางรัฐ เปนแนวปฏิบัติใหแกกฎหมายภายในประเทศ ตลอดจนเปนพลังในการสรางหลักการรวมเพ่ือคุมครองสิทธิ แตในทางปฏิบัติแลวยังไมมีสภาพบังคับทางกฎหมาย ไมมีผลผูกพันทางกฎหมาย หรือมีบทลงโทษใดๆแตเ นอื้ หาและเจตนารมณท ส่ี ะทอ นจากขอ ความเพยี ง ๓๐ ขอ นน้ั กม็ งุ หวงั ใหส งั คมเกดิ สนั ตสิ ขุ สะทอ น

๓๘คุณคาชีวิตมนุษยท่ีเกิดจากความสูญเสียและตอสูมายาวนาน (อานแผนการสอนประจําหนวยที่หน่ึงเรอื่ งพฒั นาการของแนวคดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน) ประเทศทใ่ี หก ารรบั รองปฏญิ ญามคี วามผกู พนั ทางการเมอื งและศลี ธรรมทต่ี อ งปฏบิ ตั ใิ หเ ปน ไปตามเจตนารมณ๓ เปน การกดดนั รฐั ในทางหนง่ึ ดว ยเพอ่ื ใหร ฐั ปฏบิ ตั ิตอ ประชาชนอยา งเคารพและเอื้อตอสทิ ธขิ องประชาชนà¹×éÍËҢͧ»¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ ขอความในบทนําและสวนของเน้ือหาทั้ง ๓๐ ขอ ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนสาระสาํ คัญ »¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅNjҴnj ÂÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹ ไดรบั การรบั รองและประกาศโดยขอมติสมัชชาสหประชาชาตทิ ่ี ๒๑๗ เอ (III) วันท่ี ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ÍÒÃÁÑ Àº· โดยที่การยอมรับศักด์ิศรีแตกําเนิด และสิทธิที่เทาเทียมกันและที่ไมอาจเพิกถอนไดของ สมาชิกท้ังมวลแหงครอบครัวมนุษยชาติ เปนพ้ืนฐานแหงอิสรภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพ ในโลก โดยทก่ี ารไมน าํ พาและการหมนิ่ ในคณุ คา ของสทิ ธมิ นษุ ยชน ยงั ผลใหม กี ารกระทาํ อนั ปา เถอ่ื น ซึ่งเปนการขัดอยางรายแรงตอมโนธรรมของมนุษยชาติ และการมาถึงของโลกที่ไดมีการประกาศ ใหความมีอิสรภาพในการพูดและความเช่ือและอิสรภาพจากความหวาดกลัวและความตองการ ของมนษุ ย เปน ความปรารถนาสูงสุดของประชาชนท่วั ไป โดยทเี่ ปน การจาํ เปน ทสี่ ทิ ธมิ นษุ ยชนควรไดร บั ความคมุ ครองโดยหลกั นติ ธิ รรม ถา จะไมบ งั คบั ใหคนตอ งหันเขาหาการลกุ ขน้ึ ตอตา นทรราชและการกดขีเ่ ปนวถิ ที างสดุ ทาย โดยที่เปน การจาํ เปนทีจ่ ะสงเสริมพฒั นาการแหง ความสมั พันธฉันมิตรระหวา งชาติตางๆ โดยที่ประชาชนแหงสหประชาชาติไดยืนยันอีกคร้ังไวในกฎบัตรถึงศรัทธาในสิทธิมนุษยชน ข้นั พน้ื ฐาน ในศกั ดิ์ศรแี ละคาของมนษุ ย และในสทิ ธิที่เทาเทียมกนั ของบรรดาชายและหญงิ และได มงุ มนั่ ทจี่ ะสง เสรมิ ความกา วหนา ทางสงั คมและมาตรฐานแหง ชวี ติ ทดี่ ขี นึ้ ในอสิ รภาพอนั กวา งขวางยง่ิ ขนึ้ โดยท่ีรัฐสมาชิกตางปฏิญาณที่จะบรรลุถึงซึ่งการสงเสริมการเคารพและการยึดถือสิทธิมนุษยชน และอสิ รภาพขั้นพื้นฐานโดยสากล โดยความรวมมือกับสหประชาชาติ๓ “สหประชาชาติ : สนั ติภาพกับการพฒั นา เนือ่ งในวาระครบรอบ ๕๐ ป ของการสถาปนาองคการสหประชาชาต,ิ ” (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ เทคนคิ , ๒๕๓๘), หนา ๘๐.

๓๙ โดยท่ีความเขาใจรวมกันในสิทธิและอิสรภาพเหลานี้ เปนส่ิงสําคัญที่สุด เพื่อใหปฏิญญาน้ีสําเร็จผลเต็มบริบูรณ ฉะนนั้ บดั น้ี สมชั ชาจึงประกาศปฏญิ ญาสากลวาดว ยสิทธิมนุษยชนน้ี ใหเ ปนมาตรฐานรว มกนั แหง ความสาํ เรจ็ สาํ หรบั ประชาชนทง้ั มวลและประชาชาตทิ ง้ั หลาย เพอื่ จดุ มงุ หมายที่วาปจเจกบุคคลทุกคนและทุกสวนของสังคม โดยการคํานึงถึงปฏิญญาน้ีเปนเนืองนิตย จะมุงม่ันสงเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหลาน้ี ดวยการสอนและการศึกษา และใหมีการยอมรับและยึดถือโดยสากลอยางมีประสิทธิผล ดวยมาตรการแหงชาติและระหวางประเทศอันกาวหนาตามลําดับ ทั้งในบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิกดวยกันเอง และในบรรดาประชาชนของดินแดนท่ีอยูใ ตเขตอํานาจแหง รัฐน้นั ¢ŒÍ ñ มนุษยท้ังปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ตางในตนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบตั ิตอ กันดวยจติ วญิ ญาณแหงภราดรภาพ ¢ŒÍ ò ทุกคนยอมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวงตามที่กําหนดไวในปฏิญญาน้ี โดยปราศจากการแบงแยกไมวาชนิดใด อาทิ เช้ือชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรอื ทางอื่น พ้นื เพทางชาติหรือสงั คม ทรพั ยส ิน การเกิด หรอื สถานะอนื่ นอกเหนือจากน้ี จะไมม ีการแบงแยกใดบนพ้ืนฐานของสถานะทางการเมือง ทางกฎหมาย หรือทางการระหวางประเทศของประเทศหรอื ดนิ แดนทบ่ี คุ คลสงั กดั ไมว า ดนิ แดนนจี้ ะเปน เอกราช อยใู นความพทิ กั ษ มไิ ดป กครองตนเอง หรืออยภู ายใตการจํากัดอธปิ ไตยอื่นใด ¢ÍŒ ó ทุกคนมสี ทิ ธิในการมชี ีวิต เสรีภาพ และความมน่ั คงแหง บุคคล ¢ŒÍ ô บคุ คลใดจะตกอยใู นความเปน ทาส หรอื สภาวะจาํ ยอมไมไ ด ทง้ั น้ี หา มความเปน ทาสและการคาทาสทกุ รปู แบบ ¢ÍŒ õ บุคคลใดจะถูกกระทําการทรมานหรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดรายไรมนุษยธรรมหรือยา่ํ ยศี ักด์ิศรไี มได ¢ŒÍ ö ทกุ คนมสี ิทธทิ ี่จะไดร บั การยอมรบั ทกุ แหง หนวา เปนบคุ คลตามกฎหมาย ¢ÍŒ ÷ ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิท่ีจะไดรับความคุมครองของกฎหมายเทา เทยี มกนั โดยปราศจากการเลอื กปฏบิ ตั ใิ ด ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร บั ความคมุ ครองเทา เทยี มกนั จากการเลือกปฏิบตั ใิ ด อันเปนการลว งละเมิดปฏญิ ญาน้ี และจากการยุยงใหม กี ารเลือกปฏบิ ตั ิดังกลาว ¢ÍŒ ø ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการเยียวยาอันมีประสิทธิผลจากศาลที่มีอํานาจแหงรัฐตอ การกระทําอนั ลว งละเมดิ สทิ ธิขน้ั พ้ืนฐาน ซงึ่ ตนไดร ับตามรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย ¢ŒÍ ù บคุ คลใดจะถูกจบั กุม กักขงั หรอื เนรเทศตามอาํ เภอใจไมได ¢ÍŒ ñð ทกุ คนยอ มมสี ทิ ธใิ นความเสมอภาคอยา งเตม็ ทใ่ี นการไดร บั การพจิ ารณาคดที เ่ี ปน ธรรมและเปดเผยจากศาลท่ีอิสระและไมลําเอียงในการพิจารณากําหนดสิทธิและหนาที่ของตนและขอกลา วหาอาญาใดตอ ตน

๔๐ ¢ÍŒ ññ (๑) ทุกคนท่ีถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาญา มีสิทธิท่ีจะไดรับการสันนิษฐาน ไวกอนวาบริสุทธิจ์ นกวาจะพสิ จู นไ ดวา มีความผดิ ตามกฎหมายในการพจิ ารณาคดที ี่เปดเผย ซึง่ ตน ไดร บั หลักประกนั ทจี่ าํ เปนท้ังปวงสําหรบั การตอ สูค ดี (๒) บุคคลใดจะถูกตัดสินวามีความผิดทางอาญาใด อันเนื่องจากการกระทํา หรือละเวนใด อันมิไดถือวาเปนความผิดทางอาญาตามกฎหมายแหงชาติหรือกฎหมายระหวาง ประเทศ ในขณะท่ีไดกระทําการนั้นไมได และจะกําหนดโทษท่ีหนักกวาที่บังคับใชในขณะท่ีได กระทําความผิดทางอาญานัน้ ไมไ ด ¢ŒÍ ñò บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเปนสวนตัว ครอบครัว ที่อยูอาศัย หรอื การส่อื สาร หรอื จะถกู ลบหลเู กียรติยศและชอื่ เสียงไมได ทุกคนมีสิทธิทจี่ ะไดรบั ความคุมครอง ของกฎหมายตอ การแทรกแซงสทิ ธหิ รอื การลบหลดู งั กลาวนน้ั ¢ŒÍ ñó (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นอสิ รภาพแหง การเคลอื่ นยา ยและการอยอู าศยั ภายในพรมแดน ของแตล ะรัฐ (๒) ทุกคนมีสิทธิท่ีจะออกนอกประเทศใด รวมท้ังประเทศของตนเอง และสิทธิ ทจ่ี ะกลบั สูประเทศตน ¢ŒÍ ñô (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จี่ ะแสวงหา และทจี่ ะไดล ภ้ี ยั ในประเทศอน่ื จากการประหตั ประหาร (๒) สทิ ธนิ จ้ี ะยกขนึ้ กลา วอา งกบั กรณที กี่ ารดาํ เนนิ คดที เี่ กดิ ขนึ้ โดยแท จากความผดิ ทมี่ ใิ ชท างการเมืองหรือจากการกระทําอนั ขดั ตอ วัตถปุ ระสงคและหลักการของสหประชาชาติไมไ ด ¢ŒÍ ñõ (๑) ทกุ คนมีสิทธิในสัญชาตหิ นง่ึ (๒) บุคคลใดจะถูกเพกิ ถอนสัญชาตขิ องตนตามอําเภอใจ หรอื ถกู ปฏเิ สธสิทธทิ ี่จะ เปล่ียนสญั ชาตขิ องตนไมไ ด ¢ÍŒ ñö (๑) บรรดาชายและหญิงท่ีมีอายุครบบริบูรณแลว มีสิทธิท่ีจะสมรสและกอราง สรา งครอบครวั โดยปราศจากการจาํ กดั ใด อนั เนอื่ งจากเชอื้ ชาติ สญั ชาติ หรอื ศาสนา ตา งยอ มมสี ทิ ธิ เทา เทยี มกันในการสมรส ระหวางการสมรส และในการขาดจากการสมรส (๒) การสมรสจะกระทําโดยความยินยอมอยางอิสระและเต็มที่ของผูท่ีจะเปน คสู มรสเทานนั้ (๓) ครอบครวั เปน หนว ยธรรมชาตแิ ละพน้ื ฐานของสงั คม และยอ มมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร บั ความคมุ ครองจากสงั คมและรฐั ¢ŒÍ ñ÷ (๑) ทกุ คนมีสทิ ธิท่จี ะเปน เจาของทรพั ยส ินโดยตนเอง และโดยรว มกบั ผูอนื่ (๒) บคุ คลใดจะถกู เอาทรพั ยส ินไปจากตนตามอาํ เภอใจไมไ ด ขÍ ñø ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงความคิด มโนธรรม และศาสนา ท้ังนี้ สิทธินี้รวมถึง อิสรภาพในการเปล่ียนศาสนาหรือความเชื่อ และอิสรภาพในการแสดงออกทางศาสนาหรือ

๔๑ความเช่ือถือของตนในการสอน การปฏิบัติ การสักการบูชา และการประกอบพิธีกรรม ไมวาจะโดยลาํ พังหรือในชมุ ชนรวมกบั ผูอื่น และในทีส่ าธารณะหรอื สว นบุคคล ¢ŒÍ ñù ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นอสิ รภาพแหง ความเหน็ และการแสดงออก ทง้ั น้ี สทิ ธนิ ร้ี วมถงึ อสิ รภาพท่ีจะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และท่ีจะแสวงหา รับ และสงขอมูลขาวสารและขอ คดิ ผา นส่อื ใดและโดยไมคาํ นึงถงึ พรมแดน ¢ÍŒ òð (๑) ทุกคนมีสิทธิในอสิ รภาพแหง การชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ (๒) บุคคลใดไมอาจถูกบงั คบั ใหส งั กดั สมาคมหนง่ึ ได ¢ÍŒ òñ (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จ่ี ะมสี ว นรว มในการปกครองประเทศตนโดยตรงหรอื ผา นผแู ทนซง่ึ ไดรบั เลือกตงั้ โดยอิสระ (๒) ทุกคนมสี ทิ ธิท่จี ะเขาถึงบริการสาธารณะในประเทศตนโดยเสมอภาค (๓) เจตจาํ นงของประชาชนจะตอ งเปน พน้ื ฐานแหง อาํ นาจการปกครอง ทง้ั นี้ เจตจาํ นงน้ีจะตองแสดงออกทางการเลือกต้ังตามกําหนดเวลาและอยางแทจริง ซ่ึงตองปนการออกเสียงอยา งทว่ั ถงึ และเสมอภาค และตอ งเปน การลงคะแนนลบั หรอื วธิ กี ารลงคะแนนโดยอสิ ระในทาํ นองเดยี วกัน ¢ÍŒ òò ทุกคนในฐานะสมาชิกของสังคม มีสิทธิในหลักประกันทางสังคม และยอมมีสิทธิในการบรรลุสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อันจําเปนยิ่งสําหรับศักด์ิศรีของตนและการพัฒนาบุคลิกภาพของตนอยางอิสระ ผานความพยายามของรัฐและความรวมมือระหวางประเทศ และตามการจัดการและทรัพยากรของแตล ะรฐั ¢ÍŒ òó (๑) ทุกคนมีสิทธิในการทํางาน ในการเลือกงานโดยอิสระ ในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและเออื้ อํานวยตอ การทํางานและในการคมุ ครองตอ การวา งงาน (๒) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับคาจางท่ีเทาเทียมกันสําหรับงานที่เทาเทียมกันโดยปราศจากการเลอื กปฏบิ ัตใิ ด (๓) ทุกคนที่ทํางานมีสิทธิท่ีจะไดรับคาตอบแทนท่ียุติธรรมและเอ้ืออํานวยตอการประกนั ความเปน อยอู นั ควรคา แกศ กั ดศิ์ รขี องมนษุ ยส าํ หรบั ตนเองและครอบครวั และหากจาํ เปนก็จะไดรับการคุมครองทางสังคมในรูปแบบอน่ื เพมิ่ เตมิ ดว ย (๔) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดต้ังและที่จะเขารวมสหภาพแรงงานเพ่ือความคุมครองผลประโยชนของตน ¢ŒÍ òô ทุกคนมีสิทธิในการพักผอนและการผอนคลายยามวาง รวมทั้งจํากัดเวลาทํางานตามสมควร และวนั หยุดเปน คร้งั คราวโดยไดร ับคา จาง ¢ŒÍ òõ (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นมาตรฐานการครองชพี อนั เพยี งพอสาํ หรบั สขุ ภาพและความอยดู ีของตนและของครอบครวั รวมทง้ั อาหาร เครอื่ งนงุ หม ทอี่ ยอู าศยั และการดแู ลรกั ษาทางการแพทย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook