วิชา ศท. (GE) ๒๑๑๐๒สทิ ธิมนษุ ยชนกบั การปฏบิ ัติงานของตาํ รวจ
ตําÃÒàÃÕ¹ ËÅ¡Ñ ÊμÙ Ã ¹Ñ¡àÃÂÕ ¹¹ÒÂÊºÔ ตําÃǨÇÔªÒ È·. (GE) òññðò Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¡Ñº¡Òû¯ºÔ μÑ §Ô Ò¹¢Í§ตาํ ÃǨ เอกสารน้ี “໹š ¤ÇÒÁÅѺ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หามมใิ หผูหน่งึ ผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความหรอื แปลสว นหนงึ่ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเ้ี พอื่ การอยา งอน่ื นอกจาก “à¾Í×è ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ”ของขาราชการตํารวจเทานั้น การเปดเผยขอความแกบุคคลอ่ืนท่ีไมมีอํานาจหนาท่ีจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา¡Í§ºÞÑ ªÒ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ สํา¹Ñ¡§Ò¹ตํา¾ÃÇ.¨Èá.ò˧‹õªöÒñμÔ
คํานาํ หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมายเพ่ือเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมีจติ สาํ นึกในการใหบ รกิ ารเพ่อื บาํ บดั ทุกขบาํ รงุ สขุ ของประชาชนเปนสําคัญ กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียนหลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซง่ึ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบการเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกายและจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตามความตอ งการอยา งแทจ รงิ และมีความพรอ มในการเขา สูประชาคมอาเซียน ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ท่ีไดรวมกันระดมความคิดใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรูที่เปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดีซ่ึงกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางยิ่งวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียนการสอนและการจัดการฝกอบรมของครู อาจารย และครูฝก รวมตลอดถึงใชเ ปนคมู อื การปฏบิ ัตงิ านของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ันศรัทธาและความผาสุกใหแ กประชาชนไดอยา งแทจรงิพลตํารวจโท ( รอย อิงคไพโรจน ) ผูบ ญั ชาการศึกษา
ÊÒúÑÞ Ë¹ŒÒÇÔªÒ ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¡Ñº¡Òû¯ÔºμÑ §Ô Ò¹¢Í§ตาํ ÃǨº··èÕ ñ á¹Ç¤Ô´áÅоѲ¹Ò¡ÒÃ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹ ñ - วัตถปุ ระสงค ๑ - สว นนาํ ๑ - แนวคดิ และพฒั นาการของสทิ ธิมนุษยชน ๑ - ยุคกรีกและโรมัน (Greek and Roman Era) : เมอื่ ชวี ติ เปน ของผอู ่นื ๒ - ยคุ กลาง (The Middle Ages) : ชวงเวลาของความมืดมน ๖ - ยุคสมยั ใหม : เม่ือชวี ิตเปนของเรา ๗ - สว นสรุป ๑๕ - กจิ กรรม ๑๖ - เอกสารอา งองิ ๑๘º··èÕ ò ¹ÔÂÒÁ »ÃÐàÀ· áÅÐËÅÑ¡¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ òñ - วตั ถปุ ระสงค ๒๑ - สวนนาํ ๒๑ - ความหมายของสิทธมิ นุษยชน ๒๑ - ประเภทของสิทธิมนษุ ยชน ๒๔ - การแบง ประเภทของสิทธมิ นุษยชนตามยคุ สมัย ๒๕ - ยุคแรก ๒๖ - ยุคท่สี อง ๒๖ - ยคุ ท่สี าม ๒๗ - การแบง ประเภทของสทิ ธิมนษุ ยชนตามความสมบรู ณแหงสทิ ธิ ๒๗ - การแบงประเภทของสิทธมิ นษุ ยชนตามปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสิทธมิ นุษยชน ๒๘ - หลักการอนั เปน หัวใจของสิทธิมนษุ ยชน (Core principles of human rights) ๒๘
º··èÕ ó ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ã¹ÁμÔ ÃÔ ÐËNjҧ»ÃÐà·È ˹ŒÒ - วตั ถุประสงค óõ - สวนนาํ ๓๕ - ท่มี าและเจตนารมณแ หงปฏญิ ญาสากลวาดวยสทิ ธิมนุษยชน ๓๕ - เน้อื หาของปฏญิ ญาสากลวาดว ยสิทธมิ นุษยชน ๓๖ - กิจกรรม ๓๘ - กฎหมายหลกั ระหวางประเทศดานสทิ ธิมนุษยชนจํานวน ๙ ฉบบั ๔๔ อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏบิ ัติทางเชอ้ื ชาตใิ นทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of all forms of Racial ๔๕ Discrimination : ICERD) öó øóº··èÕ ô Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ã¹Ã°Ñ ä·Âº··Õè õ ÁÒμðҹÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹ÊÒ¡Åสาํ ËÃºÑ à¨ŒÒ˹Ҍ ·èÕ¼ÙŒº§Ñ ¤ÑºãªŒ¡®ËÁÒÂ
ÇªÔ Ò È·. (GE) òññðòÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹¡Ñº¡Òû¯ºÔ ÑμÔ§Ò¹¢Í§ตาํ ÃǨ¤³Ð¼Œ¨Ù ´Ñ ทาํñ. ¾Å.μ.·.ÃÍÂ Í§Ô ¤ä¾âè¹ ¼ºª.È. ·»èÕ Ã¡Ö ÉÒò. ¾Å.μ.μ.ÈáÄɳ á¡ÇŒ ¼Å¡Ö Ãͧ ¼ºª.È. ·Õ»è Ã¡Ö ÉÒó. ¾.μ.Í.ËÞ§Ô ÈÀØ ÃÒ ÈÃÕ»ÃÇÔ Ò·¹Ô ÍÒ¨ÒÃÂ(ʺ ô) ȽÃ.À.ù
๑ º··èÕ ñ á¹Ç¤´Ô áÅоѲ¹Ò¡ÒÃ¢Í§Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤ ๑. อธบิ ายพัฒนาการของสทิ ธมิ นุษยชนไดอยางถกู ตอง ๒. อธิบายความสัมพันธของแนวคิด “สิทธิธรรมชาติ” กับ แนวคิด “สิทธิมนุษยชน”ไดอยางถกู ตอง ๓. วิเคราะหเหตุการณสําคัญซึ่งเช่ือมโยงกับพัฒนาการของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในแตละชวงเวลาไดอ ยางถกู ตอ งʋǹนํา สิทธิมนุษยชนเปนหนึ่งในกระแสหลักของสังคมโลกปจจุบัน การศึกษาทําความเขาใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจึงเปนส่ิงท่ีไมอาจหลีกเล่ียง กอนท่ีจะเรียนรูทําความเขาใจบริบทตางๆของสิทธิมนุษยชนจําเปนอยางย่ิงท่ีจะตองเขาใจถึงพัฒนาการกอตัวของแนวคิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมีมาอยางยาวนานในอดีตเพื่อใหสามารถเห็นภาพท่ีชัดเจนของ “สิทธิมนุษยชน” และเสนทางการตอสูเพ่ือใหไดมาซ่ึง “สิทธิมนุษยชน” อันจะกระตุนใหมนุษยไดตระหนักถึงความสําคัญของสิทธมิ นษุ ยชนá¹Ç¤Ô´áÅоѲ¹Ò¡ÒÃ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹μÒÁÂØ¤ÊÁÂÑ หากจะพจิ ารณาถงึ กระแสหลกั ของสงั คมโลกในปจ จบุ นั มปี ระเดน็ ทถี่ กู กลา วขานกนั ในระดบันานาชาติ หรอื ทเี่ รยี กไดว าถกู พูดถงึ อยเู สมอๆ อยหู ลายประเดน็ อาทิ หลักธรรมาภิบาล, เทคโนโลยีสารสนเทศ, สภาวะโลกรอน, ประชาธิปไตย, การคาเสรี แนนอน จะตองมีคําวา “สิทธิมนุษยชน”รวมอยูในนั้นดวย นั่นหมายความวา “สิทธิมนุษยชน” ไมใชประเด็นเล็กๆ ท่ีรับรูกันในวงแคบทวา “สทิ ธมิ นษุ ยชน” เปน ปรากฏการณท างสงั คมทไี่ ดร บั การยอมรบั และถกู กลา วถงึ ในระดบั นานาชาติดังน้ัน เม่ือสิทธิมนุษยชนเปนหนึ่งในกระแสหลักของสังคมโลกปจจุบัน การศึกษาทําความเขาใจตอ เร่ืองน้ีจงึ เปน สง่ิ จาํ เปนทไี่ มอาจหลกี เลี่ยง อยางไรก็ดี สิทธิมนุษยชนท่ีถูกกลาวถึงในทุกวันนี้ ไมใชแนวคิดท่ีเพิ่งปรากฏข้ึนมาใหมหากแตรากฐานของสิทธิมนุษยชนนั้นสามารถยอนกลับไปไดยาวนานในเชิงประวัติศาสตร การทําความเขาใจและมองเห็นภาพท่ีมาท่ีไปอันเปนจุดกําเนิด หรือประกายแสงของสิทธิมนุษยชนจะชวยใหเ ราเหน็ คณุ คา ของความเปน มนษุ ยเ สน ทางของแนวคดิ นเี้ ดนิ ทางผา นกาลเวลาและเหตกุ ารณส าํ คญัหลายเหตุการณ ท้ังถูกขัดเกลาและเสริมแตงจนกลายเปนกระแสหลักของโลกปจจุบัน การมีอยูของแนวคิดสิทธิมนุษยชนไดผา นการสูญเสยี เลอื ดเนื้อ ชวี ิต ผานการคิด การตอสู เรยี กรอ ง รณรงค
๒ตอตาน ขัดขืน และยอมรับ ตราบจนปจจุบันประเด็นเก่ียวเน่ืองกับสิทธิมนุษยชนก็ไมหยุดน่ิงแนวคดิ สิทธมิ นษุ ยชนยังคงเคลอื่ นไหวเปนพลวตั อยเู สมอ หากจะศึกษาความเปนมาของสิทธิมนุษยชน คงตองเร่ิมจากการทําความเขาใจในปรัชญาวาดวยÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ (Natural rights) อันเปนรากฐานสําคัญยิ่งของสิทธิมนุษยชนโดยใหความสําคัญสูงสุดแก “คุณคาของชีวิตมนุษย” ในบทน้ีขออธิบายพัฒนาการความเปนมาของสิทธิมนุษยชน โดยอางอิงประวัติศาสตรยุคตางๆ ของโลกเปนจุดเชื่อมการอธิบายสภาพสังคมชีวิต ความคิด ความเชื่อ อันสงผลตอกําเนิดและพัฒนาการของสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะชวยฉายภาพใหเห็นทั้งความกาวหนา และความเส่ือมถอยของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในหวงเวลาตางๆ ไดแกยุคกรกี และโรมัน, ยุคกลาง และยุคใหม ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊ·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹àª×èÍÁâ§¡ÑºÂ¤Ø ÊÁÑÂμÒ‹ §æÂؤ¡ÃÕ¡áÅÐâÃÁѹ (Greek and Roman Era) : àÁÍè× ªÕÇÔμ໚¹¢Í§¼ÙŒÍ×¹è ยคุ กรกี ๑ นบั เปน ยคุ ประวตั ศิ าสตรส าํ คญั ตอ การกอ กาํ เนดิ อารยธรรมตะวนั ตก มหี ลกั ฐานชัดแจงวายุคนี้ปรากฏรากฐานของแนวคิดสิทธิมนุษยชนข้ึน โดยมีแนวคิดสําคัญท่ีเก่ียวพันสิทธิพื้นฐานของความเปนมนุษย (Fundamental human rights) ในช่ือที่นักปรัชญาในยุคนั้นเรียกวา“ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ (Natural Right)” โดยมีความเช่ือเบื้องตนวา ธรรมชาติของคนมีเหตุและผลสิทธิตางๆ เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ดวยเหตุที่ธรรมชาติเปนส่ิงสากลและอยูเหนือมนุษย กฎหมายธรรมชาติจงึ อยูเหนอื กฎหมายของมนษุ ยแ ละใชไ ดไ มจาํ กดั เวลาหรอื สถานที่ การศึกษาหัวขอสทิ ธิมนุษยชนน้นั สวนใหญจะนบั เอาแนวคิด Ê·Ô ¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ น้ีเปน จดุ เร่ิมตนอางถึงพัฒนาการของสิทธิมนุษยชน อยางไรก็ดี แนวคิดสิทธิธรรมชาติมีความเปนนามธรรมอยางสูง๑ จุดเร่มิ ตน ของยคุ กรีกไมไดถกู ระบอุ ยางชัดเจน บางวาเรม่ิ ราว ๑,๐๐๐ ปกอนคริสตกาล เร่ือยมาจนถึง ๘๐๐ ปกอ นคริสตกาล และสนิ้ สดุ ลงเมือ่ เขา สูยคุ โรมนั
๓เกย่ี วพันกบั ความถกู ตอง ความดีงาม และศีลธรรม ภายหลงั ไดถูกทาทายจากนักปรชั ญาอยาง เจเรมีเบนแธม (Jeremy Benthanm, ๑๙๗๔-๑๘๓๒) วา สทิ ธิธรรมชาตนิ น้ั เปนเรอ่ื งไรสาระ๒ ยุคกรีกมีการกลาวอางถึงความเปนมนุษยและความเสมอภาคของมนุษยไมนอยจากนักคิดชั้นนํา เชน ในทัศนะของ เพลโต (Plato, ๔๒๗-๓๔๗ B.C.) นักปรัชญาที่วางรากฐานทางการศกึ ษาในแขนงวิชาตา งๆ ทัง้ การปกครอง วทิ ยาศาสตร และดาราศาสตร มองวาความตองการของคนในรฐั มคี วามสาํ คญั แตใ นทางปฏบิ ตั สิ งั คมกรกี ขณะนน้ั ชนชน้ั นาํ และนกั ปราชญก ลบั มคี วามสาํ คญัสงู สดุ เหนอื คนทว่ั ไปและเขาเหลา นคี้ วรเปน ผปู กครองและไดร บั ผลตอนแทนทม่ี ากกวา ๓ หรอื นกั ปราชญชื่อกองโลกอยาง อริสโตเติล (Aristotle, ๓๒๒-๒๘๔ B.C.) กับผลงานสําคัญของเขา “Politics”เนอื้ หาตอนหน่ึงระบดุ งั น้ี “...a person becomes slave of free only by law, human beings donot differ at all by the nature of mankind...”๔ [คนจะเปนทาสหรือเสรีชนก็โดยกฎหมายเทา นัน้เพราะโดยธรรมชาติของมนุษยแลวทุกคนไมแตกตางกัน] อริสโตเติลใหความสําคัญกับกฎหมายและเชอ่ื วา โดยธรรมชาตแิ ลว มนษุ ยท กุ คนไมแ ตกตา งกนั แตใ นทางการปกครอง เขากลบั เชอ่ื วา คนทว่ั ไปไมสมควรเปนผปู กครอง แตช นช้นั กลางตา งหากท่เี หมาะสมกับการทาํ หนา ทด่ี งั กลา ว อยา งไรกด็ ี ถงึ แมชว งนไี้ ดปรากฏปรัชญาวา ดวยสทิ ธเิ สรภี าพของมนษุ ยแ ละการใหคุณคากับชีวิตมนุษยบางแลว ทวาในทางปฏิบัติน้ัน คุณคาในชีวิตข้ึนอยูกับ “ฐานะทางสังคม” ยิ่งมีฐานะดียิ่งอยูในสถานะที่ชีวิตมีคุณคาเหนือผูอื่น ชนชั้นจึงเปนตัวกําหนดความสําคัญชีวิตมนุษยแตละคนผลสรุปจากการศึกษางานหลายช้ินเกี่ยวกับโครงสรางสังคมของกรีก (Ancient Greek’s Socialstruycture) สะทอนถงึ การแบง แยกผคู นออกเปนชนช้นั ตางๆ อันประกอบดว ย (๑) ชนชั้นสูง (Best people) มีอาํ นาจการเมอื ง เศรษฐกิจ และสังคม ไดร ับการดูแลทดี่ ีท่ีสุดจากรัฐ เปนพลเมอื งเต็มขัน้ ของนครรัฐ (๒) ชนชั้นกลาง (Middle class) กลุมคนท่ีพอจะครอบครองท่ีดินไดบาง หรือเปนท่ีดินในเขตหางไกล มีความเปนพลเมืองของกรีก (Citizenship) แตไมไดรับการดูแลหรือมีอภิสิทธ์ิใดมากนัก กลุมพอคาจากตางแดนผูสะสมรายไดจากเมืองใหญจนกลายเปนชนชั้นกลาง, ทหาร,ชา งฝมือดา นตา งๆ๒ อางถึงใน Jonathan Crowe, “Explaining Natural Rights : Ontological Freedom and the Foundations of Political Discourse,” New York University Journal of Law and Liberty 4(70) (2009), สืบคนเม่ือ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.law.nyu.edu/sites/ default/files/ECM_PRO_061928.pdf๓ “Western Theories of Justice,” Internet Encyclopedia of Philosophy, สืบคนเม่อื ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.iep. utm.edu/justwest/#SH1a๔ Ciobota Eugen, “Evolution of the human rights concept,” 1 December 1918 University, สืบคนเมอ่ื ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.uab.ro/reviste_recunoscute/reviste_drept/onnales_10_2007/ciobotea_en.pdf
๔ (๓) ชนชัน้ ทาส (Slaves) ซงึ่ ไมม สี ิทธใิ ดๆ ในชีวติ เลย นายทาสอาจไดมาจากสงครามซื้อขาย หรือจากการเปน อาชญากร ชนชนั้ ลา งอยา ง “ทาส” จงึ มชี วี ติ ทถี่ กู กาํ หนดโดยผอู นื่ หากมแี รงทจ่ี ะทาํ งานใหน ายทาสไดกย็ งั จะมอี าหารและทห่ี ลบั นอนให แตเ มอ่ื ใดไมส ามารถทาํ งานใหไ ดก ม็ กั ถกู ขายจาํ หนา ยไป มชี วี ติ แบบทไี่ มส ามารถเลอื กหรอื กาํ หนดเองได ความเชอื่ ทว่ี า ตนเองเกดิ มาพรอ มกบั สทิ ธใิ นชวี ติ ทต่ี ดิ ตวั มาไมอ ยูในหว งความคิดของทาสเหลา นั้น จึงไมเกิดคําถามหรือการตอตาน เพยี งแตใ ชช ีวิตเร่ือยไปตามคาํ ส่งั ๕ ยุคสําคัญตอมาอยางสมัยแหงอาณาจักรโรมัน แมจะมีแนวคิดจากนักปราชญที่เสนอความคิดอันสะทอนถึงความสําคัญของสิทธิ เสรีภาพ อยาง ซิเซโร (Cicero, ๑๐๖-๔๓ B.C.)นกั กฎหมาย นกั การเมอื ง และนกั ปรชั ญาชาวโรมนั ผทู ไ่ี ดช อื่ วา วางรากฐานคาํ วา “กฎหมายธรรมชาต”ิ(Natural Law) ก็เชื่อม่ันอยางแนวแนในตัวของประชาชน กฎหมายท่ีแทจริงตองสอดคลองกับหลักธรรมชาติ (Harmonious with nature)๖ โดยประโยคทีถ่ กู กลาวอางถึงอยางมากจากงานเขียนชอ่ื “The Laws” ของเขาก็คอื “True law is right reason in agreement with nature; it is of universal application, unchanging and everlasting... And there will not be different laws at Rome and at Athens, or different laws now and in the future, but one eternal and unchangeable law will be valid for all nations and all times...”๗ [กฎหมายทแ่ี ทจริงคอื เหตผุ ลท่ถี ูกตอง กลมกลืน สอดคลองกบั ธรรมชาติ แผซานในทุกส่งิ ทกุ อยาง สมํ่าเสมอนิรันดร...กฎหมายเหลานี้ไมเปนอยางหน่ึงท่ีกรุงโรมหรือเปนอีก อยางหนึ่งท่ีเอเธนส ไมเปนอยางหน่ึงในขณะนี้หรืออีกอยางในเวลาตอมา แตเปนกฎหมายประการเดียวที่เปนนิรันดรไมเปล่ียนแปลงและมีผลผูกพัน ทกุ ชาติทกุ ภาษาตลอดกาล”]๘๕ นักปรัชญาคนสําคัญในยุคกรีกอยางเพลโตและอริสโตเติลก็ไมไดมีแนวคิดท่ีสนับสนุนความเทาเทียม เชน เพสโตถึงจะเช่ือมั่นในความรู แตก ม็ เี ฉพาะชนชนั้ นาํ เทา นนั้ ทส่ี ามารถเขา ถงึ ความรู เขาสนบั สนนุ คนกลมุ เลก็ ๆ ทเี่ ปน ชนชนั้ นาํ มาเปน ผปู กครอง หมายถงึ การปกครองทม่ี า จากกลมุ บุคคลเฉพาะกลุม นั่นคอื ทหารและชนช้นั นาํ สว นอรสิ โตเตลิ ก็ไมเ ช่อื มนั่ ในคนหมมู าก ยกยองใหความสาํ คัญกบั กลมุ บุคคลช้นั สงู เปน หลกั เหน็ ไดว า เขาเหน็ วา การปกครองทด่ี ี คอื การปกครองในแบบทกี่ ษตั รยิ แ ตผ เู ดยี วเปน ผปู กครอง (Monarchy) แบบอภชิ นาธปิ ไตย (Aristocracy) ทใ่ี หค ณะขุนนางเปน ผปู กครอง และแบบโพลิต้ี (Polity) ท่ใี หชนชน้ั กลางเปนผปู กครอง๖ “Cicero (106-43 B.C.E.),” Internet Encyclopedia of Philosophy, สบื คนเมอื่ ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.iep.utm.edu/ cicero/#SH7c๗ America’s Party National Committee, “Cicero: True law is right reason in agreement with nature,” สบื คน เม่อื ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.selfgovernment.us/news/cicero-true-law-right-reason-in-agreement-with-nature๘ วราพร ศรีสุพรรณ, “ประชาธปิ ไตยแบบสงั คมเครือขายและการศึกษาแบบปฏริ ปู นิยม”, สืบคนเมื่อ ๓ ต.ค. ๒๕๕๙, จาก http://kpi.ac.th/ media/pdf/M7_180.pdf
๕ ในสว นของโครงสรา งสงั คม การแบง ชนชนั้ เปน ความจาํ เปน พน้ื ฐาน และมคี วามสาํ คญั ยง่ิตอรฐั งานเขยี นหน่ึงของนกั เรียนในยคุ นน้ั กลา วไวว า “In Rome-and across the empire-status mattered”๙ [ในโรม-และท่ัวอาณาจกั ร-สถานภาพมีความสําคญั ] อีกท้ังมีการแบงแยกชัดเจนระหวางพลเมือง (Citizens) กับบุคคลที่ไมใชพลเมืองโรมัน(Noncitizens) หากจะแบงยอ ยลงไปอีกก็อาจแบง เปน คนซงึ่ มอี สิ ระ (Free men) กับทาส (Slaves)แนนอนการไดรับการดูแล ปฏิบัติ และอภิสิทธิ์ทั้งหลายยอมแตกตางกันไปตามสถานภาพท่ีเปนอยูทาสทํางานรับใชเจาของในฐานะเจาชีวิตของพวกเขา ซ่ึงคือสภาพอันปกติของชีวิตที่กําหนดเองไมไดของทาสในยคุ นั้น “Slave labour was used in all areas of Roman life except public office”๑๐[แรงงานทาสถกู ใชใ นทุกกิจกรรมของชาวโรมนั ยกเวน งานของทางราชการ] จะเห็นไดวาแม “บุคคล” จะมีความสําคัญขึ้นในทัศนะของนักคิดทรงอิทธิพลท้ังยุคกรีกและโรมนั และเรมิ่ ใหความสาํ คัญกับสิทธิบางอยางในนาม “สิทธธิ รรมชาต”ิ ทท่ี กุ คนมีเทา ๆ กัน นับแตถือกาํ เนิด แตเ อาเขา จรงิ แลวในทางปฏบิ ตั ิ “บุคคล” ทวี่ า นัน้ ไมไ ดห มายถึง “ทกุ คน” แตเ ปน “บคุ คลบางประเภท” ท่ถี กู นิยามวา มีคณุ คามากกวาส่งิ มชี วี ิตอื่น ถงึ กระนน้ั ควรบนั ทกึ ดว ยวา ทา มกลางความมดื มดิ ของสทิ ธใิ นชวี ติ อนั เทา เทยี มของสงั คมโรมันสมัยนั้นประกายแสงแหงคุณคาในชีวิตมนุษยจากแนวคิด “สิทธิธรรมชาติ” ท่ีเชื่อม่ันวา “มนุษยทุกคนลวนเกิดมาอยางมีคุณคา รูจักคิดและมีเหตุผลในตนเอง”๑๑ ก็ทําใหมนุษยปุถุชนธรรมดาที่มิใชชนชนั้ ปกครองในยคุ ตอ ๆ มา เรม่ิ หนั มาเหน็ คณุ คา ในชวี ติ ของตนเองจากการเปน ผถู กู ปครองกอ็ าจหาญมากข้ึนที่จะทา ทายเพอ่ื ขอกาํ หนดชวี ิตของตนเองบาง ดงั จะไดอ ธบิ ายความตอไป๙ Valerie Hope, “Social Pecking Order in the Roman World,” BBC (29 March 2011), สบื คน เม่ือ ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.bbc.co.uk/history/ancient/romans/social_structure_01.shtml๑๐ Mark Cartwright, “Slavery in the Roman World,” Ancient History Encyclopedia (1 November 2013), Ê׺¤Œ¹àÁ×èÍ ô μØÅÒ¤Á òõõù, ¨Ò¡ http://www.ancient.eu/article/629/๑๑ “Human Rights Philosophies”, Australian Human Rights Commission, สบื คนเมื่อ ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://www.humanrights.gov.au/human*-rights-explained-fact-sheet-3-human-rights-philosophies.
๖Â¤Ø ¡ÅÒ§ (The Middle Ages) : ªÇ‹ §àÇÅҢͧ¤ÇÒÁÁ´× Á¹ กอ นทคี่ วามคดิ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ จากยคุ กอ นจะไดร บั การตอบรบั จากผคู นในสงั คมวงกวา งขน้ึยุโรปเดินหนาเขาสูยุคท่ีชุดความคิดหลักผูกติดกับ “พระเจา” หมายความวาผูคนตางพากันเช่ือวาพระเจา คือเหตผุ ลของทกุ สรรพสิ่ง (Supremacy of God) การเกิด การมชี วี ิต จนกระทงั่ การตายถูกกําหนดโดยพระเจา แมแตธรรมชาติอยางพระอาทิตยขึ้น ฝนตก แผนดินไหว ฟารอง ก็อธิบายไดดวยอิทธิฤทธ์ิของพระเจา สภาพสังคมในยุคกลางจึงถูกเรียกขานในภายหลังวาเปรียบเสมือน“ยุคมืด”๑๒ เพราะมีเพยี งพระผเู ปน เจา เทา น้ันท่เี ปนคาํ ตอบของทกุ สิง่ คนสวนใหญก ็เชื่อมน่ั วาพระเจาจะชว ยใหม ชี วี ติ ทีด่ ีข้ึน ทําไมจงึ เปนเชน กัน ก็เน่ืองดว ยสภาพสงั คมท่มี ีภัยสงครามจากหลายกลุมเหลาความแรนแคน เศรษฐกิจตกตํ่า สภาพสังคมไรระเบียบ คนจึงพรอมจะใชศรัทธาท่ีมีตอศาสนามายึดนําชีวิต การใหความสําคัญกับ “คุณคาของมนุษย” ในชวงยุคท่ีผานมาจึงถูกแทนท่ีดวยความสําคญั ของพระผูเปนเจาและเหลา นักบวช ผมู พี ฤติกรรมไมส อดคลอ งกับความเช่ือของครสิ ตจักรถูกจัดใหเปนพวกนอกรีตเปนเหลาพอมด-แมมดที่มีความชั่วรายที่สมควรถูกทําลาย “สิทธิธรรมชาติ”ที่มนุษยแตละคนมีติดตัวมาแตเกิดเปนสิ่งเหลวไหล เพราะมนุษยเกิดไดดวยบัญชาจากพระผเู ปน เจา มกี ารกลา วอางพระคัมภีรใหม (New Testament) เนน ย้าํ วา พระเจา สรา งทุกสรรพสงิ่แมแตรัฐและรัฐบาลลวนรับมอบอํานาจมาจากพระเจา๑๓ นักบวชคนสําคัญ เชน นักบุญออกัสติน(St.Augustine, ๓๕๔-๔๓๐) ผูประพันธงานชิ้นเอกท่ีใชช่ือวา “City of God” ก็ระบุชัดถึงความเชอ่ื วา แมโ ดยธรรมชาตมิ นษุ ยม คี วามเสมอภาค แตม นษุ ยน น้ั มบี าปจงึ ตอ งถกู ปกครองตวั แทนของพระเจาหรือผูที่เช่ือม่ันในคริสตจักรเทานั้นท่ีจะมาเปนผูปกครองเพราะสามารถลางบาปและนํามาซึ่งความสุขได ทํานองเดียวกันกับนักบุญโธมัส อไควนัส (St.Thomas Aquinas, ๑๒๒๖-๑๒๗๔)ที่เช่ือวาผูนําคริสตจักรควรเปนผูนําการปกครอง และประชาชนตองเชื่อผูนํา บทบาทของคนทั่วไปจงึ เปนเพยี งผูตามและยอมใหชะตาชวี ิตถูกกาํ หนดโดยบุคคลบางกลมุ ที่เช่อื วามฐี านะสงู สงกวา เหน็ ไดช ดั วา ในยคุ น้ี ผปู กครองทง้ั ทางโลกคอื กษตั รยิ และทางธรรมคอื นกั บวช ลว นแตเ ปนตวั แทนของพระเจา กฎหมายบา นเมอื งกบั หลักศาสนาถือเปน สิ่งเดียวกนั สังคมในยคุ น้ไี มไ ดเช่อื มโยงกบั ความตอ งการของปถุ ชุ นหรอื ใหค ณุ คา แกป ระชาชน อาจกลา วไดว า เจตนารมณแ หง “สทิ ธธิ รรมชาต”ิถูกบดบังดวยคําอธิบายวาธรรมชาติตองสอดคลองกับหลักศีลธรรมและหลักศาสนาเปนสําคัญน่ันแสดงถึงความเชอื่ สูงสดุ ตอคริสตจกั ร๑๒ยคุ นกี้ ินระยะเวลานาน ตัง้ แตร าวศตวรรษท่ี ๕ ถึงศตวรรษท่ี ๑๕ หรอื รวม ๑,๐๐๐ ป นบั แตป ค.ศ.๔๐๐ ถงึ ป ค.ศ.๑๔๐๐๑๓สโรช สนั ตะพนั ธ,ุ “บทบาทของครสิ ตศาสนจกั รโรมนั คาธอลกิ ในระบบการเมอื งยโุ รปยคุ กลาง,” เครอื ขา ยกฎหมายมหาชนไทย (๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘), สืบคน เมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=767
๗¢ÍŒ 椄 à¡μ :“ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμ”Ô (Natural Rights) ·èÕà¡´Ô ã¹Âؤ¡ÃÕ¡/âÃÁ¹Ñ ๹Œ ¤ÇÒÁสาํ ¤ÞÑ ¢Í§Á¹ÉØ Â Á¹ÉØ Â ÁàÕ ËμáØ ÅмŠNature = Human Being“ÊÔ·¸Ô¸ÃÃÁªÒμÔ” (Natural Rights) ã¹Âؤ¡ÅÒ§ ๹Œ ÈÅÕ ¸ÃÃÁáÅÐμÍŒ §ÊÍ´¤ÅÍŒ §¡ºÑ ËÅ¡Ñ ÈÒʹÒÍÂà‹Ù ˹Í× »¨˜ ਡº¤Ø ¤Å Nature = God ภายใตบริบทเชนนี้ อํานาจทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ไมถือวาอยูในมือของสามญั ชน นกั ปราชญช น้ั นาํ ลว นมที ศั นะสนบั สนนุ ความสาํ คญั สงู สดุ ของพระเจา ผนู าํ ทางการปกครองเองก็มาจากฝายศาสนจักร ผูคนในสังคมเองก็ยอมรับสภาพชีวิต ไมมีความคิดอยากตอสูเพ่ือเปล่ียนชั้นทางสังคมของตน เหลาทาสพึงพอใจกับการไดรับการดูแลจากผูอุปการะมากกวาเรียกรองชีวิตเสรีในเม่ือชะตาชีวิตถูกกําหนดโดยเจตนาของพระเจา (God’s will) แลว แนวคิด “สิทธิธรรมชาติ”ท่ีเกิดขึ้นมาในยคุ กอนหนาจึงไมใชป ระเดน็ ทไี่ ดรบั ความสนใจและสานตอในยุคนแี้ ตป ระการใดÂ¤Ø ÊÁÂÑ ãËÁ‹ : àÁÍ×è ªÇÕ μÔ à»š¹¢Í§àÃÒ ในยคุ น๑ี้ ๔ อิทธพิ ลของศาสนจกั รลดนอยลง เนอ่ื งจากไมส ามารถสรา งความสุขแกชีวิตไดอยา งแจมชัด ศาสนจกั รถกู ทา ทาย ท้ังจากปญ หาภายในศาสนจกั รเอง อาทิ นักบวชเขามามบี ทบาททางการเมืองอยางมากพระช้ันผูใหญประพฤติตนไมเหมาะสม ผนวกกับมีการแลกเปล่ียนทางการคาผูคน ความคิด องคความรูทางวิทยาศาสตรเริ่มขยายตัว การตอตานศาสนจักรจึงขยายวงกวางตามไปดวย โลกกาวเขา สยู ุคใหมซงึ่ มปี รากฏการณสาํ คญั ที่ควรคาแกก ารกลา วถึงดังนี้ (๑) การฟน ฟศู ลิ ปะวิทยาการ (Renaissance)๑๕ นกั คิด นกั เขยี น ศิลปน นําศลิ ปะ วฒั นธรรมยุคกรีก และโรมันกลับมาฟนฟู รวมถงึการเรยี นรกู ารเมอื ง ศลิ ปะ สังคม ดนตรี ทหี่ ายไปนานในยุคกลาง (๒) การใหความสาํ คัญกบั มนษุ ย (Humanism) ผูคนเริ่มกลับมาใหคุณคากับการแสวงหาความจริงของสรรพสิ่งดวยตนเองลกั ษณะเดน ของยคุ นคี้ อื ใหค วามสาํ คญั กบั ความจรงิ ความรู และมนษุ ยน ยิ ม ผลอยา งเปน รปู ธรรมคอืมงี านศิลปะและวรรณกรรมท่โี ดดเดน มีผลงานทพี่ ิสจู นไ ดทางวิทยาศาสตร นาํ ยโุ รปเขา สูยุคสมยั ใหม๑๔ในท่ีน้ียึดต้ังแตยุคฟนฟูศิลปวิทยาการถึงปรากฏการณการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประมาณปลายศตวรรษท่ี ๑๕ ไปจนถึงตนศตวรรษที่ ๑๘ ในฐานะชวงเวลาที่ถูกเรียกวายุคสมัยแหง “การรูแจง” (Enlightenment) หรือยุคของเหตุและผล (Age of Reason) ดวยมีหลักการ ความเช่อื บางอยา งรว มกนั และสงผลสืบเนอื่ งตอ กันมา๑๕Renaissance มาจากความหมายวา Rebirth เปรียบกับการเกิดขึ้นใหมของสังคมยุโรปขนานใหญ โดยเฉพาะทางดานการเรียนรู วรรณกรรม และศลิ ปะที่ไมไ ดรบั การพัฒนาในยคุ มืด แรกเรม่ิ จากอติ าลชี วงกลางศตวรรษที่ ๑๔ และจงึ แพรขยายไปทัว่ ยุโรป
๘(Modern Europe) การกลบั มาของความเชอื่ ม่ันในตวั มนุษยทาํ ให “สิทธธิ รรมชาติ” ไดร บั การอางถงึอีกครัง้ ฮวิ โก โกรเทยี ส (Hugo Grotius, ๑๕๘๓-๑๖๔๕) บรมครทู างกฎหมายของเนเธอรแ ลนดเช่ือวามนษุ ยมีเหตุผลทถ่ี กู ตอ งในการกระทําของตน [people have a “right reason” for doingthings.] หรอื นกั คิดท่มี ชี ่ือเสียง อาทิ โธมสั ฮอบส (Thomas Hobbes, ๑๕๘๘-๑๖๗๙), จอหน ลอ็ ค(John Locke, ๑๖๓๒-๑๗๐๔) และเอ็มมานูเอ็ล คานท (Immanuel Kant, ๑๗๒๔-๑๘๐๔)กม็ ที ศั นะสนบั สนนุ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ วา คนเรานนั้ มสี ทิ ธพิ นื้ ฐานบางอยา งตดิ ตวั เรามานบั แตเ ราถอื กาํ เนดิสิทธิท่ีวาน้ีเปนสากล (Universal rights) ที่ทุกคนมีและไมสามารถแบงหรือโอนใหแกกันได(Inalienable rights)๑๖ ผสานเขากับแนวคิดมนษุ ยนยิ ม (Humanism) ที่เชอ่ื ในศักยภาพของมนษุ ยซงึ่ ไปไกลกวา ความคดิ ทไี่ มช ดั เจนของ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ ยงิ่ ไปกวา นน้ั มนษุ ยนยิ มยงั มองไปถงึ ความสามารถของมนุษยในการพัฒนาตนเองในหลากหลายดาน เชน ศิลปะ ดนตรี ภาษา ชางฝม อื วทิ ยาศาสตรระบบการศึกษาในยคุ นีจ้ งึ เนน ทก่ี ารพัฒนาคน และใหค วามสําคญั กับ “ปจเจกบคุ คล” (๓) การรแู จง (The Enlightenment) เมอ่ื คนรสู กึ วา ตนเองมคี ณุ คา และมศี กั ยภาพทจ่ี ะพฒั นาตนเองแลว นนั่ เองทท่ี าํ ใหม นษุ ยใชส ตปิ ญ ญานาํ ไปสกู ารหาคาํ ตอบใหก บั สง่ิ รอบตวั การรแู จง เกดิ มาพรอ มกบั การปฏวิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตรจนมวี วิ ฒั นาการในทกุ ดา น ไมว า จะเปน ดา นวทิ ยาศาสตร ดาราศาสตร คณติ ศาสตร การแพทย ภมู ศิ าสตรกฎหมาย ปรชั ญา๑๗ ความสนใจในการเรยี นรขู ยายวงกวา ง ความตอ งการแรงงานทชี่ าํ นาญเฉพาะดา นทําใหชวงนี้เกิดการต้ังมหาวิทยาลัยจํานวนมากท่ัวภาคพื้นยุโรป๑๘ การกระจายขององคความรูอยางมีเหตุและผลทาํ ไดงา ย รวดเรว็ และกวางขวาง การอธิบายปรากฏการณตางๆ อยางมีเหตุมีผลสงผลตอสังคมในชวงยุคสมัยนั้นอยางมาก ในแงสังคมเกิดสังคมอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง ผูคนมีความหลากหลาย มีความรูเชิงประจักษม ากขน้ึ มนุษยอยากมีความสขุ กับปจ จุบนั ไมใ ชโ ลกหนา ในนามของพระเจา ในเชิงเศรษฐกจิการพฒั นาวทิ ยาศาสตรท าํ ใหก ารผลติ ทาํ ไดง า ยขนึ้ เกดิ การเดนิ ทาง การคา ขายแลกเปลย่ี นอยา งคกึ คกั ในทางการเมอื งเองกเ็ กดิ ความคดิ เกย่ี วกบั เสรภี าพ และความเสมอภาค การเคารพสทิ ธพิ นื้ ฐานของมนษุ ยและระบอบการปกครองทเ่ี ปนธรรม๑๙๑๖ “Human Rights Philosophies,” Op.cit.๑๗ นกั วิทยาศาสตรทม่ี ชี อ่ื เสยี งมากคนหนง่ึ ของยุคน้ันคอื กาลเิ ลโอ กาลเิ ลอี (Galileo Galilei, ๑๕๖๔-๑๖๔๒) เขาพยายามเปลยี่ นแนวคิด ใหมว า ดวงอาทติ ยเ ปนศนู ยก ลางของจักรวาล (สนบั สนุนแนวคิดของโคเปอรน คิ สั ) ซึง่ ขดั แยงกบั การตีความตามพระคมั ภีรที่เช่ือวา โลกเปน ศนู ยก ลางของจกั รวาล นาํ ความเดอื ดรอ นมาใหก บั เขาเอง ทงั้ ตอ งถกู กกั ขงั และถกู กลา วหาวา เปน พวกนอกรตี ตอ ตา นคาํ สง่ั สอนของศาสนา๑๘ “Renaissance.” Encyclopedia.com, สบื คนเมอื่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.encyclopedia.com/literature-and-arts/ language-linguistics-amd-literary-terms/literature-general/renaissance๑๙ “Enlightenment,” Stanford Encyclopedia of Philosophy (๒๐ August ๒๐๑๐), สบื คน เมอ่ื ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://plato. stanford.edu/entries/enlightenment/
๙ ขางตนถอื เปนพื้นฐานแนวคดิ อดุ มการณก ารเมืองในยคุ น้ี เชน จงั จาค รสุ โซ (JeanJacques Rousseau, ๑๗๑๒-๑๗๗๘) ใหความเห็นไวในงานเขียน “The social contract” วาผปู กครองไมใ ชผ ใู ชอ าํ นาจในนามพระเจา แตเ ปน ไปตามเจตนารมณข องประชาชน (The general will) อันที่จริงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสงผลซึ่งกันและกันอยางมีนัยสําคัญชนช้ันใหมอยางพอคาวาณิชหรือผูมีความรูไมไดกระจุกตัวอยางในอดีต ผลักดันใหสังคมตองคลี่คลายอํานาจจากกลุมคนช้ันสูงลงสูคนสวนใหญ ซ่ึงสวนหนึ่งสะทอนผานความคิดของนักปรัชญาหลายทาน ซึ่งมุงใหอํานาจแกประชาชน และสรางสังคมเขมแข็ง (Civic society) และแนนอนเนนการถือครองทรัพยสินของท่ัวไป พิจารณาไดจากงานเขียน “Second Treatise” ของ จอหนลอ็ ค ซึง่ เขามองวา เปา หมายสงู สุดของสงั คมการเมือง คอื การรักษาและปกปอ งทรัพยสิน (รวมความอยางกวางถึงทรัพยสมบัติ ชีวิต และเสรีภาพดวย) กฎหมายนั้นตองคุมครองเสรีภาพในการคาขายการแลกเปลยี่ น โดยรฐั ไมก า วกา ย อาจกลา วไดว า เสรภี าพทางเศรษฐกจิ และเปน เสรภี าพพนื้ ฐานสาํ คญัประการหนึง่ ของยุคสมยั ใหม สรุปไดวาในยุคนี้ มีความรูเชิงเหตุและผลเปนแรงขับเคลื่อน โดยมีแนวคิดมนุษยนิยมมาตอกยาํ้ ความสามารถของมนษุ ย นาํ ไปสกู ารพฒั นาความรทู างวทิ ยาศาสตร ซง่ึ สง ผลตอ การเปลยี่ นแปลงทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกจิ และการปกครอง ในอดีตผูคนไมสามารถกําหนดชีวิตตนเองได หากเปนทาสก็ตองยอมรับชะตากรรมถูกโอน ซื้อ ขาย ถูกลงโทษไดตามแตเจาชีวิตกําหนด หรือเชื่อวาพระเจาบันดาลทุกส่ิง ไมโตแยงตอคาํ สอนของพระเจา เพราะไมไดมองวา “มนุษย” คอื ศูนยก ลางของความรแู จง การปกครองกระทาํโดยชนช้ันสูง ทวา เม่ือพัฒนาการของสังคมเปลี่ยนไป ผูคนเริ่มเชื่อม่ันในตนเองมากข้ึน มีความรูตอโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอยางย่ิงในเชิงวิทยาศาสตร เร่ิมสะสมทรัพยสินไดจากระบบเศรษฐกิจทีข่ ยายตวั บวกกับเช่ือวา คนมีความเทา เทยี ม อันเปนผลพวงจากแนวคดิ “สิทธิธรรมชาต”ิ เหลานีเ้ องท่ีทําใหประชาชนลุกฮือเพ่ือสรางความเปลี่ยนแปลงและเรียกรองสิทธิของตน โดยเฉพาะในเชิงการปกครอง เพราะน่ันเทา กับสามารถกําหนดชะตาชีวติ ในรูปแบบทต่ี องการไดน ่นั เอง อยางไรก็ดี เหตุการณสําคัญท่ีสะทอนวาประชาชนกลาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบบเกากลาท่ีจะเรียกรองสิทธิใหแกตนเอง จนเปนตนแบบใหเกิดความเปล่ียนแปลงในหลายพื้นที่ และเปนรากฐานอันสาํ คญั ของกฎหมายสิทธิมนษุ ยชนในระดบั สากลในระยะเวลาตอ มา ไดแก สามเหตกุ ารณสาํ คญั ตอ ไปนี้ คอื การประกาศมหาบัตร, การปฏิวัติอเมรกิ า และการปฏวิ ตั ฝิ รงั่ เศส
๑๐ àËμØ¡Òóส ํา¤ÞÑ ã¹ÂؤÊÁÑÂãËÁ·‹ ÕèÊзŒÍ¹á¹Ç¤´Ô ÊÔ·¸¸Ô ÃÃÁªÒμÔ (ñ) ¡ÒûÃСÒÈÁËÒºμÑ Ãòð องั กฤษภายใตก ารปกครองของพระเจา จอหน King John (๑๑๖๗-๑๒๑๖) พยายามรกั ษาดนิ แดนและขยายอาํ นาจดว ยการทาํ สงคราม แนน อนสงิ่ ทต่ี ามมาคอื คา ใชจ า ยมหาศาล กษตั รยิ บ บี คน้ัขุนนาง ทายที่สุดก็นําไปสูกระแสตอตานกษัตริยของหมูอภิชนในท่ีสุด พระองคจึงยอมลงนามในเอกสารสาํ คญั คอื มหาบตั ร หรอื Magna Carta (๑๒๑๕) ซง่ึ ระบวุ า ทกุ คนรวมถงึ กษตั รยิ ต อ งอยภู ายใตกฎหมาย มีท้ังสิ้น ๖๓ ขอ สวนใหญเกี่ยวกับการเก็บภาษี การบริหารประเทศ ในจํานวนน้ีเก่ียวกับประเด็นสทิ ธิเสรีภาพท่ีรวมสมัยอยู ๒ ขอ คอื ขอที่ ๓๙ กับขอ ที่ ๔๐ (๓๙) No free man shall be seized or imprisoned, or stripped of hisrights or possessions, or outlawed or exiled, or deprived of his standing in any otherway, nor will we proceed with force against him, or send others to do so, except bythe lawful judgement of his equals or by the law of the land. [ไมมีเสรชี นควรถกู จับจําคุก เพิกถอนสิทธิ ถูกควบคุม ถูกทําใหผิดกฎหมาย ถูกเนรเทศ ถูกพรากออกตําแหนงไมวาวิธีใดรวมถึงไมใชกําลังบังคับ หรือสงผูอื่นไปใชกําลัง เวนแตโดยการพิจารณาตามกฎหมายท่ีเสมอภาคหรือโดยกฎหมายของแผน ดิน] (๔๐) To no one will we sell, to no one deny or delay right or justice. [ไมม ใี ครควรถูกขาย หรือปฏิเสธ หรอื หนว งเหนี่ยวซ่ึงสิทธิและความยุติธรรม] ¤³Ø Ù»¡Òâͧ¢ŒÍ¤ÇÒÁàº×Íé §μ¹Œ ·ÁèÕ μÕ ‹Í»ÃÐà´ç¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ ¤×Í (๑) เทากับทําใหสิทธิของมนุษยท่ีเคยเปนเพียงแนวคิดนามธรรม เชน เรื่อง“สทิ ธธิ รรมชาติ” เกดิ ผลในเชิงรูปธรรม และมีสภาพบงั คบั เปน กฎหมายใหผ ปู กครองปฏิบัตติ าม๒๐ แมนเหตกุ ารณนจ้ี ะเกดิ ขน้ึ ในยคุ สมัยกอ นหนา แตท วาถอื เปน เหตกุ ารณส ําคัญท่คี วรกลาวถงึ เนอ่ื งจากเปน จดุ เรม่ิ ตน ของการจํากดั อาํ นาจ ผูปกครอง นบั เปน เอกสารชิน้ สาํ คัญของโลกทางดา นกฎหมายมหาชน ซึง่ สงผลตอ ผลลพั ธทเ่ี ปน รปู ธรรมของอกี สองเหตุการณสาํ คญั ที่จะ ไดก ลาวถึงในลาํ ดับถดั ไป
๑๑ (๒) ใหสิทธิแกพ ลเมืองและปจเจกชนมากยิ่งขน้ึ ๒๑ (๓) กลายเปน ตน แบบใหก บั กฎหมายของหลายประเทศ เชน บทบญั ญตั วิ า ดว ยสทิ ธิเสรีภาพ (Bill of Rights, ๑๗๙๑) ของรฐั ธรรมนญู อเมริกนั , ปฏญิ ญาสากลวา ดวยสทิ ธิมนษุ ยชนแหงสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights, ๑๙๔๘) และอนสุ ัญญาวา ดวยการปกปอ งสทิ ธิมนษุ ยชนของยุโรป (European Convention of Human Rights, ๑๙๕๐) (ò) ¡Òû¯ÔÇÑμÔÍàÁÃÔ¡Ò (The American Revolution) ดินแดนที่เปนประเทศสหรัฐอเมริกาในปจจุบัน เดิมเปนผืนดินของคนทองถิ่น(Indians) ตอมาราวทศวรรษท่ี ๑๗๐๐ ไดมีผูอพยพยายถิ่นจํานวนมากจากยุโรปลองเรือมาข้ึนฝงเพอ่ื แสวงหาโอกาสใหมแ กชวี ติ รัฐบาลอังกฤษไดขยายอํานาจการปกครองตามไป รวมถึงขยายตลาดระบายสนิ คา ไปยงั ดนิ แดนหา งไกลน้ี ทา ยทสี่ ดุ ประชากรองั กฤษกเ็ พม่ิ จาํ นวนหมน่ื เปน เรอื นแสนเรอื นลา นชาวอาณานคิ มทเ่ี คยคาดฝน วา จะมชี วี ติ ทอี่ สิ ระเสรกี ลบั ยงั คงอยภู ายใตก ารปกครองของกษตั รยิ อ งั กฤษไมต า งจากเดิม ͹Öè§ »Þ˜ ËÒÍѹนําÁÒÊÙ¡‹ ÒÃàÃÕ¡ÃÍŒ §ÍÊÔ ÃÀÒ¾¨Ò¡Í§Ñ ¡ÄÉÁÊÕ Í§»ÃÐà´¹ç สํา¤ÑÞ ¤Í× (๑) ในทางการเมือง ประชาชนของอาณานิคมแหงน้ีไมไดรับสิทธิในฐานะพลเมืองอยา งเตม็ ทปี่ ระกายความคดิ เรอื่ ง “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ ทมี่ องวา คนเกดิ มามคี วามเทา เทยี ม ครกุ รนุ เสมอมาดังคําพูดอันโดงดังของ แพทรกิ เฮนรี (Patrick Henry, ๑๗๓๖-๑๗๙๙) ที่วา “give me liberty or giveme death” [ใหเ สรีภาพแกฉันหรือใหฉันตาย] (๒) ปญ หาสาํ คญั ทจี่ ดุ ปะทใุ หเ กดิ ความแตกหกั เปน เรอ่ื งของเศรษฐกจิ เนอ่ื งจากนโยบายทไี่ มเ ปน ธรรมหลายเรอื่ งของรฐั บาลองั กฤษ เชน การออกกฎหมาย Stamp Act ป ๑๗๖๕ เพอ่ื เกบ็ ภาษีกระดาษ เชน หนังสือพิมพ แผนพับ แสตมป เปนตน ซึ่งถูกตอตานจนตองยกเลิกการใชบังคับในปถดั ไป, การเก็บภาษใี บชา โดย Tea Act ป ๑๗๗๓ ท่ที ําใหช าวอาณานิคมเสียเปรยี บในการคา ใบชาจนเกิดเหตุการณ Boston Tea Party๒๒ ชาวอาณานิคมมีความรูสึกวาการตองจายภาษีจํานวนมากหลอ เลยี้ งกองกาํ ลงั ของรฐั บาลองั กฤษ แตก ลบั ไมม สี ทิ ธมิ เี สยี งเทยี บเทา ชาวองั กฤษ ราษฎรอาณานคิ มไมม ผี แู ทนราษฎรในรฐั สภา จงึ เปน ทมี่ าของการประทว งไมจ า ยภาษใี หแ กร ฐั บาลองั กฤษ ดว ยคาํ พดู ทว่ี า“ไมข อจา ยภาษี หากปราศจากตัวแทน” [no taxation without repersentation] ความไมพ อใจรฐั บาลองั กฤษทถ่ี กู สะสมมาอยา งตอ เนอ่ื ง นาํ ไปสกู ารตอ สถู งึ ขนั้ เขา ทาํสงครามกนั โดยเรม่ิ ตง้ั แตด นิ แดนอาณานคิ ม ๑๓ รฐั รว มกนั มคี าํ ประกาศอสิ รภาพ (The Declaration of๒๑ อยางไรกต็ าม เฉพาะคนทม่ี ีเสรภี าพ (Free man) เทา น้นั ทอี่ ยใู นความคมุ ครองของมหาบตั ร โดยเฉพาะบรรดาขุนนางและนกั บวชดจู ะได ประโยชนจากการน้ีมากอยูพอสมควร ยังมีคนอีกเปนจํานวนมากซ่ึงไมไดรับการคุมครอง ดู ธเนศ อาภรณสุวรรณ, กําเนิด และความเปนมาของสทิ ธิมนุษยชน, (กรงุ เทพฯ: โครงการจัดพมิ พค บไฟ, ๒๕๔๙) หนา ๖๒-๖๓.๒๒ เหตุการณขางตนเกิดขึ้นในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ค.ศ.๑๗๗๓ เมื่อชาวอเมริกัน ๑๕๐ คน บุกข้ึนไปบนเรือบรรทุกใบชาที่จอดเทียบทา อยเู มืองบอสตนั และเทใบชาทงิ้ ลงทะเลเพื่อประทวงการเก็บภาษีใบชา
๑๒Independence, ๑๗๗๖)๒๓ ขอแยกตัวออกจากอังกฤษในสมัยของพระเจาจอรจที่ ๖(King George VI, ๑๘๙๕-๑๙๕๒) เมอ่ื วนั ที่ ๔ กรกฎาคม ค.ศ.๑๗๗๖ โดยที่เนือ้ หาบางสว นของคาํ ประกาศนย้ี ดึ โยงกบั รากฐานความเชอ่ื เรอ่ื ง “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ คอื เชอื่ วา มนษุ ยเ ทา เทยี มกนั ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพบางประการติดตัวมาตั้งแตเกิด ไดแก สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุขตลอดทั้งอํานาจอธิปไตยยอมเปนของประชาชน เมื่อใดที่รัฐบาลไมสามารถรักษาไวซึ่งสิทธิเสรีภาพได ประชาชนก็มีสิทธิท่ีจะโคนลมรัฐบาลนั้น๒๔ เทากับนําแนวคิดของล็อกและรุสโซมาใชเปนฐานคิดจวบจนนาํ ไปสรู ัฐธรรมนญู ลายลกั ษณอ กั ษรฉบับแรกของโลกในอกี ๑๒ ปต อมา ๑๒ ปหลังจากประกาศอสิ รภาพ รัฐธรรมนญู ฉบบั แรกถกู ประกาศในป ๑๗๘๙ ดวยมาตราเพียง ๗ มาตรา หัวใจสําคัญของรัฐธรรมนูญคือตอกยํ้าความสําคัญของประชาชนและสิทธิเสรภี าพ พิจารณาไดต ั้งแตคําปรารภของรฐั ธรรมนูญ๒๕ ไปจนถึงสวนทเ่ี ก่ยี วกับบทบัญญัตวิ าดวยสิทธิเสรภี าพ กลา วไดวา สิทธิเสรภี าพขน้ั พื้นฐานของคนอเมริกนั ถกู กาํ หนดไวใ นบทบญั ญตั แิ กไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญครัง้ ท่ี ๑-๑๐๒๖ ซึง่ ใหส ัตยาบนั พรอ มกันเมือ่ ๑๕ ธันวาคม ค.ศ. ๑๗๙๑ จงึ ถกู เรียกรวมๆ วา เปน Bill of Rights (๑๗๙๑) เพ่ือใชเปน หลกั ประกนั วา ประชาชนทุกคนพึงไดร ับการคุม ครองจากกฎหมายโดยเทาเทยี มกนั เรอ่ื งท่ีสาํ คญั มีดังน้ี การแกไขเพ่มิ เตมิ คร้ังท่ี ๑ : ประชาชนมีเสรีภาพในทางศาสนา การพูด การพิมพ การโฆษณา และการชมุ นมุ รวมกนั โดยสงบ๒๓ เอกสารน้ีเขียนข้ึนโดย โธมัส เจฟเฟอรสัน (Thomas Jefferson, ๑๗๔๓-๑๘๒๖) ซึ่งตอมาไดเปนประธานาธิบดีคนท่ี ๓ ของสหรัฐอเมรกิ า๒๔ ตนฉบบั ภาษาองั กฤษของขอ ความบางสวนพรอมคาํ แปลคอื “We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness. That to secure these rights, Governments are instituted among Men, deriving their just powers from the consent of the governed,-- That whenever any Form of Government becomes destructive of these ends, it is the Right of the People to alter or to abolish it...” [เราถือวา ความจรงิ นเ้ี ปนส่ิงทป่ี ระจกั ษแจงอยใู นตวั เอง นนั่ คอื มนุษย ทุกคนถูกสรางข้ึนมาอยางเทาเทียมกัน และพระผูสรางไดมอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได ไวใหแกมนุษย ในบรรดาสิทธิเหลาน้ัน ไดแก ชีวิตเสรีภาพ และการแสวงหาความสขุ และเพื่อธํารงรกั ษาซ่ึงสิทธดิ ังกลา ว เราจงึ ตอ งจัดตง้ั รฐั บาลทป่ี ระกอบดว ยประชาชน เพอ่ื ใช อํานาจปกครองอยางเปนธรรมโดยความยินยอมของประชาชนผูอยูใตปกครอง และเมื่อใดท่ีรัฐบาลไมวาในรูปแบบใดกลายเปนอุปสรรค ทาํ ลายเปาประสงคดงั กลาว นัน่ ยอ มเปนสทิ ธขิ องประชาชนท่ีจะเปล่ียนแปลงหรอื ลมลา งรฐั บาลนั้น)๒๕ ตน ฉบบั ภาษาองั กฤษของขอ ความทง้ั หมดพรอ มคาํ แปลคอื “We the people of the United States, in order to form a more perfect union, establish justice, insure domestic tranquility, provide for the common defense, promote the general welfare, and secure the blessings of liberty to ourseives and our posterity, do ordain and establish this Constitution for the United States of America.” [เราประชาชนแหง สหรฐั เพอื่ ใหก ารรวมกนั เปน ชาตสิ มบรู ณแ บบยงิ่ ขนึ้ เพอื่ ใหม คี วามยตุ ธิ รรม เพอ่ื ความสงบภายใน ประเทศ เพอ่ื ปอ งกนั ประเทศรว มกนั เพอื่ สง เสรมิ สวสั ดภิ าพโดยทวั่ ไป และเพอ่ื ธาํ รงรกั ษาเสรภี าพไวใ หค นรนุ เราและคนรนุ หลงั ไดช นื่ ชมกนั ตอ ไป จึงไดบ ญั ญัติ และสถาปนารัฐธรรมนญู แหงสหรัฐอเมรกิ าขน้ึ มา)๒๖ ดู “Bill or Rights,” Legal Information Institute, สบื คน เมอื่ ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://www.law.cornell.edu/constitution/ billofrights#amendmenti
๑๓ การแกไขเพิม่ เตมิ ครั้งท่ี ๒ : สทิ ธขิ องประชาชนทจี่ ะมแี ละถอื อาวธุ จะถกู ขดั ขวางมไิ ด การแกไ ขเพิ่มเติมคร้ังที่ ๔ : ประชาชนจะถกู ตรวจคน หรอื ยดึ ทรพั ยส นิ โดยไมม เี หตอุ นั ควร มไิ ด การแกไ ขเพ่มิ เตมิ ครัง้ ท่ี ๖ : ในคดีอาญา จําเลยมีสิทธิท่ีจะไดรับการพิจารณาคดี อยางรวดเรว็ และเปดเผย การแกไ ขเพ่ิมเติมครง้ั ที่ ๘ : สทิ ธใิ นเรอ่ื งหา มกาํ หนดคา ประกนั ชวี ติ หรอื คา ปรบั สงู เกนิ ควร และหามการลงโทษซงึ่ รายแรงผดิ ปกติวิสัย (ó) ¡Òû¯ÇÔ ÑμԽçèÑ àÈÊ (French Revolution) การปฏวิ ตั ฝิ รง่ั เศสเกดิ ขนึ้ หลงั การประกาศอสิ รภาพของสหรฐั อเมรกิ าเปน เวลา ๑๐ ปลกั ษณะรวมที่สาํ คญั คอื ˹§Öè ผปู กครองคอื พระเจาหลุยสท ่ี ๑๖ (King Louis XVI, ๑๗๕๔-๑๗๙๓)ไมสามารถปกครองอยางเปนธรรมได กอปรกับการใชจายท่ีฟุมเฟอยของราชสํานัก Êͧ สภาวะเศรษฐกจิ ทีฝ่ ดเคือง โดยเฉพาะรายจายของรฐั จากการทาํ สงคราม สรางความเดือดรอ นแกป ระชาชนประชาชนไรอาชีพแตคาครองชีพกลับสูงข้ึน และ ÊÒÁ อิทธิพลของอุดมการณ “สิทธิธรรมชาติ”ถูกหยบิ ยกขน้ึ มาอางเพอื่ เปลีย่ นแปลงอดุ มการณด งั้ เดิม๒๗ ขบวนการลุกฮือคร้ังนเี้ ปนไปเพื่อลมระบอบเกา เหตกุ ารณส ําคัญอนั เปนสญั ลกั ษณถึงชัยชนะของการปฏิวัติคือ การบุกพังทลายคุกบาสตีย (Bastille) ที่ใชสําหรับคุมขังนักโทษการเมือง และออกประกาศสทิ ธมิ นษุ ยแ ละพลเมือง (Declaration of the Rights of Man and of theCitizen, ๑๗๘๙) เมือ่ วนั ท่ี ๒๖ สิงหาคม ในปเดยี วกัน ตอกยา้ํ ความสาํ คญั ทง้ั ในแงส ิทธิของปจเจกชน(Individual rights) และของกลมุ (Collective rights) ประกาศดงั กลา วมี ๑๗ ขอ เปน ผลโดยตรงของแนวคดิ “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ และปรชั ญาการเมืองและกฎหมายในยุคการรูแจง เชน เร่ืองสัญญาประชาคม (Social contracts) มีเน้ือหาระบถุ งึ สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนในดา นตา งๆ เอาไวม ากมาย ดว ยเพราะตอ งการแกไ ขปญ หาจากการใชอ ํานาจปกครองตามอาํ เภอใจ อาทิ ขอ ๑ : มนุษยท กุ คนเกดิ มา และดาํ รงอยูอยางมอี สิ ระและเสมอภาคกันในสิทธิ ขอ ๒ : วตั ถปุ ระสงคข องสงั คมการเมอื งทกุ สงั คมยอ มเปน ไปเพอื่ การคมุ ครองรกั ษาสทิ ธิ ตามธรรมชาติ ขอ ๕ : ส่ิงใดทไ่ี มม กี ฎหมายหา ม ใครจะมาหา มไมใ หทํายอมไมได ขอ ๖ : กฎหมาย คอื เจตนารมณรวมกันของประชาชน๒๗ สรปุ จาก “French Revolution,” New World Encyclopedia, สบื คน เมื่อ ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.newworidency- clopedia.org/entry/French_Revolution
๑๔ ขอ ๘ : บคุ คลอาจตอ งรบั โทษอาญา เวน แตไ ดก ระทาํ การอนั ฝา ฝน กฎหมายทตี่ ราขน้ึ และประกาศใชกอ นการกระทําความผดิ : ขอ ๙ : บคุ คลยอ มไดร บั การสนั นษิ ฐานไวก อ นวา บรสิ ทุ ธ์ิ จนกวา จะมกี ารประกาศวา มคี วามผดิ และขอ ๑๑ : การตดิ ตอ สอ่ื สารกนั ทางความคดิ และความเหน็ เปน สทิ ธิ ที่มีคาที่สดุ ประการหนง่ึ ของมนุษยแตล ะคน การใหคุณคาในชีวิตของ “มนุษย” เปนกระบวนทัศนที่เปล่ียนไปตามยุคสมัย อดีตคนยงั ยอมรับวาชวี ติ ถกู กาํ หนดโดยบุคคลอ่ืน ไมว าจะเปน นายทาส เจาท่ีดนิ กษตั ริย หรอื แมแ ตขนึ้ อยูกบั พระเจา แนวคดิ จากนักปรชั ญาเร่ือง “สทิ ธิธรรมชาติ” จงึ เปรยี บเสมือนแสงเทยี นใหค นตระหนกั วา“คนมคี ณุ คาในชีวติ ” “คนมสี ิทธใิ นชีวติ ” ดวยเหตุน้ีการลุกฮอื ตอตาน “อาํ นาจ” ทค่ี วบคมุ ชีวิต “ปถุ ชุ น”จงึ เกดิ ขน้ึ ไมว า จะเปน เหตผุ ลเชงิ ผลประโยชนท างเศรษฐกจิ สถานภาพทางสงั คม หรอื เพอ่ื ผลประโยชนของมวลชน แตค วามเปลย่ี นแปลงไดเ กดิ ขน้ึ แลว อดุ มการณส ทิ ธมิ นษุ ยชนไดก อ ตวั ขน้ึ แลว และไดร บั การขยายตวั ไปในหลายประเทศ และทาํ ให “สทิ ธิ” มคี วามชัดเจนขนึ้ จาก “สทิ ธธิ รรมชาต”ิ ทเี่ ปน นามธรรมสกู ารรบั รองโดยบทบญั ญตั กิ ฎหมายทเ่ี ปน ลายลกั ษณอ กั ษร ทวา เหตกุ ารณเ หลา นเ้ี ปน การเปลย่ี นแปลงเฉพาะพน้ื ท่ี ความเปน “สากล” ของสทิ ธิมนุษยชนยงั ไมป รากฏเปนทีป่ ระจักษนัก ปรากฏการณท ที่ าํ ให “สทิ ธมิ นษุ ยชน” กลายเปน เรอื่ งสาํ คญั ทท่ี าํ ใหท วั่ โลกหนั มาสนใจจริงจังตอประเด็นนี้ กระท่ังไดรับการรับรองจากนานาประเทศ เปนผลสืบเนื่องจากมหาสงครามโลกคร้ังท่ีสอง๒๘ ที่สรางความสูญเสียมหาศาลตอมวลมนุษยชาติ การกระทํารุนแรงของมนุษยตอมนุษยดวยกันระหวางชวงสงครามเปนความโหดราย เสมือนมองมนุษยราวกับไมใชมนุษย ไมวาจะเปนการฆาลางเผา พันธโุ ดยกองทัพนาซี การฆาชาวจีนและเกาหลีของกองทัพญี่ปนุ การถลมโดยขีปนาวธุโดยอเมริกา ยอดผูเสียชีวิตรวมเปนพลเรือนถึงรอยละ ๖๗ โดยเฉพาะอยางย่ิงกับชาวยิวท่ีถูกฆาเพราะผนู าํ นาซจี ดั อยใู นกลมุ เชอื้ ชาติ “ทไ่ี มเ ปน ทตี่ อ งการ” (Undesirable) ชาวยวิ ตอ งถกู จบั เขา คา ยกกั กนัท่ีกองทัพเยอรมันสรางข้ึนท่ัวยุโรป โดยมากโดนทรมานและถูกทํารายทารุณจนเสียชีวิตทั้งจากการถูกรมควันพิษ ถูกทดลองวิทยาศาสตร ถูกบังคับใชแรงงาน คาดวามีชาวยิวเสียชีวิตในชว งสงครามมากถงึ ๖๐ ลา นคน๒๙ การบกุ เขา ไปในจนี ของกองทพั ญปี่ นุ สง ผลใหม ผี หู ญงิ จนี ถกู ขม ขนืดว ยวธิ กี ารโหดรา ยกวา สองหมน่ื คน หรอื ทรี่ จู กั ในนามเหตกุ ารณ “Rape of Nanking”๓๐ ระเบดิ ปรมาณู๒๘ สงครามคร้ังน้ีเร่ิมกอตัวระหวางชวงป ค.ศ.๑๙๓๙ จากการที่เยอรมันบุกยึดโปแลนด มีประเทศที่ไดรับผลกระทบจากสงครามมากกวา ๓๐ ประเทศ มผี เู สยี ชวี ติ ทง้ั ทหารและพลเรอื นกวา ๕๐ ลา นคนทว่ั โลก และสงครามสนิ้ สดุ ลงเมอ่ื ประเทศสมั พนั ธมติ ร (Allied) สามารถเอาชนะ ฝา ยอกั ษะ(Axis)ไดใ นปค.ศ.๑๙๔๕ ดเู พมิ่ เตมิ จาก“World War ll,” History,สบื คน เมอ่ื ๑๒สงิ หาคม๒๕๕๙,จากhttp://www.history.com /topics/world-war-ii๒๙ “World War 2 Holocaust,” World-War-2.info, สืบคน เมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.world-war-2,info/ holocaust/๓๐ “Timeline of World War II: ๑๙๓๑-๑๙๓๘ ,” Learn NC, สืบคน เม่อื ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙, จาก http://www.learnnc.org/ lp/table.php?id=5975
๑๕ลูกแรกทสี่ หรัฐอเมรกิ าท้งิ ลงท่ีเมืองฮิโรชิมา เมอ่ื วนั ท่ี ๖ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๔๕ คราชีวิตผูค นทันทกี วา๘๐๐,๐๐๐ คน ยงั ไมพดู ถึงผลรวมท่เี พิ่มข้นึ อีกหลายแสนคนภายหลงั สถานการณส งบ ความรุนแรงในสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ไมวาจะดวยเหตุผลอันใด ทั้งเชิงรุกรานหรอื เพอื่ ตอบโต/ ปอ งกนั ลว นแลว แตไ มถ กู ตอ งเมอ่ื ลงเอยดว ยความสญู เสยี ชวี ติ ของเพอ่ื นมนษุ ยด ว ยกนั สงครามคร้ังนี้ทําใหสังคมโลกรวมมือกันแสวงหากลไกที่จะใชในการรักษาสันติภาพภายใตระบบกฎหมายระหวางประเทศ เพื่อปองกันมิใหประวัติศาสตรซ้ํารอย ในท่ีสุดจึงเกิดองคการสหประชาชาติ (United Nations) ข้ึนในป ค.ศ.๑๙๔๕ โดยมีประเทศที่รวมกอต้ัง ๕๑ ประเทศ(ปจจุบันมีสมาชิก ๑๙๓ ประเทศ) และเกิดเปนขอตกลงยอมรับในหลักสิทธิมนุษยชนรวมกันผา น »¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÊË»ÃЪҪÒμÔ (The Universal Declaration of HumanRights-UDHR) ซง่ึ สมชั ชาสหประชาชาตลิ งมตริ บั รอง และประกาศใชม าตงั้ แต ๑๐ ธนั วาคม ค.ศ.๑๙๔๘ สว นตน ของคาํ ปรารภ (Preamble) ระบไุ วว า สงครามนาํ ความสญู เสยี มาแกช วี ติ มนษุ ยชาติและใหก ารรบั รองสทิ ธมิ นษุ ยชน, ศกั ดศิ์ รแี ละคณุ คา ความเปน มนษุ ย, ความเสมอภาคของชายและหญงิและความเสมอภาคของประเทศไมวาจะมีขนาดใหญหรือเล็ก, รัฐตางๆ ตองวางรากฐานเพื่อสรางความยตุ ธิ รรมใหเ ปน ไปตามเจตนารมณแหงพนั ธะสัญญาระหวา งประเทศใหส าํ เรจ็ ผล, และสนบั สนนุสรางความกา วหนาทางสงั คมและมาตรฐานชวี ติ ภายใตหลกั เสรภี าพ การเกิดข้ึนขององคการสหประชาชาติภายหลังเหตุการณสงครามโลกครั้งที่สองจึงนับเปนจุดเร่ิมตนของ “สิทธิมนุษยชน” ที่ถูกหยิบยกเปนประเด็น “สากล” สําหรับโลกยุคใหมการรบั รองกฎบตั รสหประชาชาตเิ ปน การแสดงใหเ หน็ ความมงุ มน่ั คมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชน กอ นทจ่ี ะขยบัขยายตัวไปสปู ระเด็นท่หี ลากหลายในเวลาตอ มาʋǹÊÃ»Ø สทิ ธมิ นษุ ยชนทถ่ี กู กลา วถงึ ในทกุ วนั นไี้ มใ ชแ นวคดิ ทเ่ี พง่ิ ปรากฏขนึ้ มาใหม หากแตร ากฐานของสทิ ธมิ นุษยชนน้นั สามารถยอนกลบั ไปไดย าวนานในเชงิ ประวัติศาสตร ซง่ึ แนวคดิ “สิทธิธรรมชาต”ิท่ีมีมาแตอดีตนั้นเปนรากฐานสําคัญของแนวคิด “สิทธิมนุษยชน” ในปจจุบัน โดยมีเหตุการณสําคัญซ่ึงเช่ือมโยงกับพัฒนาการของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในแตละชวงเวลา เร่ิมจากยุคกรีกและโรมันซึ่งแมจะเปนจุดกําเนิดของแนวคิดสิทธิธรรมชาติแตประชาชนท่ัวไปยังยอมรับชะตากรรมชีวิตโดยไมตั้งคําถามมากนักตอสิทธิเสรีภาพในชีวิตของตนเอง ตอมาในยุคกลางหรือยุคมืด อํานาจของศาสนจักรมีบทบาทเหนืออํานาจฝายบานเมือง มีความเช่ือวาคริสตศาสนาคือศูนยกลางของสรรพสง่ิ พระเจา สรา งโลกและคอื คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งของชวี ติ มนษุ ย แนวคดิ สทิ ธธิ รรมชาตทิ เ่ี ชอื่ วา มนษุ ยทุกคนมสี ทิ ธิตดิ ตัวมาแตก ําเนดิ จึงถูกกดทับเปนอยางมากในยุคน้ี จนกระท่ังเขาสูยคุ ใหม ยคุ ท่ปี จเจกชนเร่ิมกลับมาใหความสําคัญกับชีวิตมนุษย ดึงความสนใจจากศาสนจักรในยุคกอนมาสูความเปนมนุษยและยดึ หลกั เหตแุ ละผล รวมถงึ หลกั ทางวทิ ยาศาสตร เชน แนวคดิ มนษุ ยนยิ ม (Humanism) การรแู จง
๑๖(The Enlightenment) และการฟน ฟศู ลิ ปะ (Renaissance) แนวคดิ สทิ ธธิ รรมชาตจิ งึ กลบั มาโดดเดนและไดร บั การกระจายแนวคิดน้ใี นวงกวา งมากยง่ิ ขึ้น นาํ ไปสูก ารตอสูท่สี าํ คัญอนั เปน การเรยี กรอ งสทิ ธิในชวี ติ ทสี่ าํ คญั สองเหตกุ ารณ คอื การประกาศมหาบตั รขององั กฤษ (๑๒๑๕), การปฏวิ ตั อิ เมรกิ า (๑๗๗๖)และการปฏวิ ัติฝร่ังเศส (๑๗๘๙) ความสญู เสยี ทง้ั ตอ ชวี ติ และทรพั ยส นิ จากเหตกุ ารณส งครามโลกครง้ั ทส่ี อง ทาํ ใหป ระเทศตางๆ ทั่วโลกกลับมาทบทวนรวมกันเพ่ือสรางมาตรการปองกันการสูญเสียเชนน้ีไมใหเกิดขึ้นอีกเจตนารมณข องแนวคดิ สทิ ธธิ รรมชาติ ถกู นาํ มาใชแ ละพฒั นาสคู วามเปน สากลหลงั เหตกุ ารณส งครามโลกครง้ั ทสี่ องสนิ้ สดุ นน่ั คอื การเกดิ ขนึ้ ของแนวคดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน ภายหลงั การกอ ตงั้ องคก ารสหประชาชาติ(๑๙๔๕) และการประกาศปฏิญญาสากล ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ(The Universal Declaration of Human Rights-UDHR) (๑๙๔๘)¡Ô¨¡ÃÃÁ ๑. สิทธิธรรมชาติ ถอื เปน แนวคิดพ้นื ฐานของแนวคดิ สทิ ธมิ นุษยชนอยา งไร ๒. พฒั นาการในยุคสมยั ตางๆ สะทอ นแนวคิดสิทธิธรรมชาตอิ ยา งไร ๓. ยกตัวอยางเหตุการณสําคัญในประวัติศาสตรพรอมอธิบายความสัมพันธของเหตกุ ารณนัน้ กับแนวคดิ สิทธิธรรมชาตแิ ละสิทธิมนษุ ยชน ๔. วเิ คราะหว ลีทเ่ี กย่ี วเนื่องกบั สิทธมิ นษุ ยชนพรอ มแสดงทัศนตอ วลีนนั้ ๔.๑
๑๗๔.๒ º·¡Å͹¢Í§à´¡ç áÍ¿ÃÔ¡¹Ñ ¼ÙäŒ ´ŒÃºÑ ¡ÒÃàʹͪèÍ× ª§Ô ÃÒ§ÇÅÑ ÂÍ´àÂèÂÕ Á¨Ò¡ UNWhen I born, I blackเม่ือผมเกิด ผมผวิ ดาํWhen I grow up, I blackเมอ่ื ผมโตขึน้ ผมก็ยงั ผวิ ดําอยูWhen I go in Sun, I black When I sick, I blackเมอื่ ผมอยูใ ตแ สงแดด ผมก็คงยังผิวดํา เมื่อผมปว ย ผมกย็ ังผวิ ดาํWhen I scared, I black And when I die, I still blackเมื่อผมกลัว ผมก็ผวิ ดาํ และเมือ่ ผมตาย ผมกย็ ังผวิ ดําAnd you white fellow When you scared, you yellowและคุณเพอ่ื นมนษุ ยผ วิ ขาว เมื่อคุณกลวั คณุ มีผวิ สเี หลอื งWhen you born, you pink When you sick, you greenเม่อื แรกเกิด คุณมีผิวสชี มพู เม่อื คุณปวย คณุ มผี ิวสีเขยี วWhen you grow up, you white And when you die, you greyเม่ือคณุ โตขน้ึ คุณมผี ิวสขี าว เมอื่ คณุ ตาย คณุ มผี วิ สเี ทาWhen you go in Sun, you red And you calling me colored??เมอ่ื คุณอยใู ตแ สงแดด คุณมผี ิวสแี ดง และคุณเรยี กผมวาคนผวิ สี???When you cold, you blueเมือ่ คณุ หนาว คณุ มผี วิ สนี า้ํ เงิน๔.๓ To Deny People Their Human Rights Is To Challenge Their Very Humanity. (Nelson Mandela)
๑๘ àÍ¡ÊÒÃ͌ҧÍÔ§ธเนศ อาภรณส วุ รรณ, กาํ à¹´Ô áÅФÇÒÁ໹š ÁÒ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹. กรงุ เทพฯ : โครงการจดั พมิ พค บไฟ, (๒๕๔๙) หนา ๖๒-๖๓วราพร ศรีสุพรรณ, »ÃЪҸԻäμÂẺÊѧ¤Áà¤Ã×Í¢‹ÒÂáÅСÒÃÈÖ¡ÉÒẺ»¯ÔÃÙ»¹ÔÂÁ. สืบคนเม่ือ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://kpi.ac/th/media/pdf/M7_180.pdf.สโรช สันตะพนั ธ,ุ º·ºÒ·¢Í§¤ÃÔÊμÈÒʹ¨Ñ¡ÃâÃÁ¹Ñ ¤Ò·ÍÅÔ¡ã¹Ãкº¡ÒÃàÁÍ× §ÂØâû¡ÅÒ§.เครือขาย กฎหมายมหาชนไทย (๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘), สืบคนเมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=767.America’s Party National Committee, Cicero : True law is right reason in agreement with nature. สบื คน เมอ่ื ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.selfgovernment.us/news/ cicero-true-law-right-reason-in-agreement-with-nature.Bill of Rights, Legal information Institute. สบื คน เมอ่ื ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www. law.cornell.edu/onstitution/billfrights#amendmenti.Cicero (106)43 B.C.E.), International Encyclopedia of Philosophy. สบื คน เม่ือ ๓ ตลุ าคม ๒๕๕๙ ¨Ò¡ http://www.iep.utm.edu/cicero/#SH7c.Enlighterment, Stanford Encyclopedia of Philosophy (20 August 2010). สบื คนเม่อื ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://plato.stanford.edu/entries/enlightenment.French Revolution, New World Encyclopedia. สบื คน เมอื่ ๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http:www. newworldencyclopedia.or/entry/French_Revolution.Human Rights Philosophies, Australian Human Rights Commission. สบื คน เมอ่ื ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.humanrights.gov.au.human-rights-explained-fact-sheet- 3-human-rights-philosophies.Jonathan Crowe, Explanining Natural Rights : Ontoliogical Freedom and the Foundations of Political Discourse. New York University Journal of Law and Liberty 4(70) (๒๕๕๒), สบื คนเมือ่ ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.law.nyu. edu/sites/default/files/ECM_PRO_061928.pdf.Mark Cartwright, Slavery in the Roman World. Ancient History Encyclopedia (1 November 2013), สืบคนเม่ือ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.ancient.eu/ article/629.
๑๙Renaissance, Encyclopedia.com. สบื คน เมอ่ื ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.encyclopedia. com/literature-and-arts/language-linguistics-and-literary-terms/literature- general/renaissance.Timeline of World War ll : 1931-1938, Learn NC. สืบคน เมอ่ื ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http://www.learnnc.org/lp/table/php?id=5975Valerie Hope, Social Pecking Order in the Roman World. BBC (29 March 2011), สบื คน เมอ่ื ๔ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://www.bbc/co/uk/history/ancient/romans/ social_structure_01.shtml.Western Theories of Justice, Internet Encyclopedia of Philosophy. สืบคน เม่อื ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.uob.ro/recunoscute/revise_drept/annales_10_2007/ ciobotea_en.pdf.World War 2 Holovaust, World-War-2-info. สืบคนเมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จาก http:/www.world war-2.info/holocaust.World War II, History. สบื คน เมื่อ ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ จาก http:/www.history.com/ topics/world-war-II.
๒๐
๒๑ º··èÕ ò ¹ÂÔ ÒÁ »ÃÐàÀ· áÅÐËÅÑ¡¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. อธิบายนิยามของสิทธิมนุษยชนและวิเคราะหนิยามของสิทธิมนุษยชนทถ่ี กู ใหค วามหมายจากภาคสวนตางๆ ไดอยา งถกู ตอ ง ๒. อธิบายประเภทของสิทธิมนุษยชนและวิเคราะหเปรียบเทียบการแบงประเภทของสทิ ธิมนษุ ยชนไดอ ยางถกู ตอ ง ๓. อธิบายหลักการสาํ คญั ของสิทธมิ นุษยชนไดอยางถูกตอง ๔. วิเคราะหเหตุการณสําคัญซ่ึงเชื่อมโยงกับพัฒนาการของแนวคิดสิทธิมนุษยชนในแตละชว งเวลาไดอยางถูกตอ งÊÇ‹ ¹นํา การศึกษา “สิทธิมนุษยชน” นั้น นอกจากตองทําความเขาใจวา “แนวคิดสิทธิมนุษยชนเกิดข้ึนมาไดอยางไร” อันเปนการศึกษาเชิงพัฒนาการทางประวัติศาสตรที่ชวยใหเขาใจและตระหนักถึงความสําคัญของการตอสูท่ียาวนาน กวาที่ “สิทธิมนุษยชน” จะกลายเปนประเด็นสากลอยางเชนปจจุบัน ประเด็นคําถามถัดมาท่ีตองทําความเขาใจคือ “สิทธิมนุษยชนคืออะไร มีหลักการและแบง ประเภทอยา งไร บทนจี้ งึ เปน การสรปุ สาระสาํ คญั อนั จะชว ยตอบคาํ ถามทส่ี าํ คญั ในสามประเดน็คือ นิยาม, ประเภท และหลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชน โดยรวบรวมและวิเคราะหจากเอกสารงานเขยี นจํานวนมากทกี่ ระจัดกระจายเขาดวยกนั เพอ่ื ชวยใหเ ขา ใจและเหน็ ภาพของ “สิทธิมนษุ ยชน”ไดชดั เจนยงิ่ ขึน้¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ สาํ หรับคําถามส้ันๆ ทด่ี เู หมอื นจะตอบไดไมยากนักวา “สทิ ธมิ นษุ ยชนคืออะไร” คาํ ตอบทไ่ี ดก ลบั หลากหลายและแตกตา งกนั ไปตามพนื้ ฐานความรบั รแู ละประสบการณข องผตู อบ การใหค วามหมายแกส ทิ ธิในยคุ แรกๆ หมายถงึ “สิทธธิ รรมชาติ” (Natural rights) อธบิ ายวา แตล ะคนมสี ิทธิบางอยา งติดตัวมาแตกําเนิดอยางเทาเทียม ซึ่งไมมีใครสามารถพรากเอาสิทธินั้นไปได ทวา ความหมายทใ่ี ชอ ธบิ ายนน้ั คอ นขา งเปน นามธรรมอยมู าก และในทางปฏบิ ตั ิ สทิ ธกิ ม็ กั จะถกู สงวนใหแ กค นบางกลมุเทา นนั้ เชน กษตั รยิ , นกั บวช, ขนุ นาง, พลเมอื งของอาณาจกั ร อยา งไรกด็ ี พฒั นาการจากประวตั ศิ าสตรสมัยตางๆ ก็ไดชวยกันสรางตัวตนของ “สิทธิมนุษยชน” (Human rights) ใหเปนรูปรางมากข้ึนอาทิ ยุคสมัยใหมแหงการฟนฟู (Renaissance) และการรูแจง (Enlightenment) ท่ีสนใจและเช่ือมั่นในความเปนมนุษย, ความสูญเสียในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (World War II)
๒๒กไ็ ดข บั เคลอ่ื นนาํ พาสทิ ธมิ นษุ ยชนใหเ หน็ เดน ชดั เปน รปู ธรรมภายหลงั การจดั ตงั้ องคก ารสหประชาชาติ(United Nations) ทาํ ใหสิทธิมนุษยชนกลายเปน ประเด็นสากลในทส่ี ุด ในที่น้ีขอหยิบยกคํานิยามสิทธิมนุษยชนโดยพิจารณาจากบริบทภายหลังการเกิดข้ึนขององคก ารสหประชาชาตเิ ปน หลกั เพราะถอื เปน จดุ เปลยี่ นสาํ คญั ทที่ าํ ใหค าํ ๆ นไ้ี ดร บั การยอมรบั ในระดบันานาชาติ ÀÒ¾·Õè ò.ñ คําสํา¤ÑÞ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁà¡ÕÂè Çà¹è×ͧ¡Ñºคาํ ÇÒ‹ Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ (๑) ในอารมั ภบทของปฏิญญาสากลวา ดวยสิทธิมนุษยชน (Preamble of The UniversalDeclaration of Human Rights, ๑๙๔๘) บญั ญัตวิ า “ศักด์ิศรีแตกําเนิด เทาเทียม และไมอาจเพิกถอนได เปนพ้ืนฐานของอิสรภาพความยุตธิ รรม และสันติภาพของโลก” [Whereas recognition of the inherent dignity andof the equal and inalienable rights of all members of the human family the foundationof freedom, justice and peace in the world]๑ (๒) ขา หลวงใหญส ทิ ธมิ นษุ ยชนแหง สหประชาชาติ (Human Rights High Commissioner)อธบิ ายความหมายของสิทธมิ นษุ ยชนไวว า “สิทธิของมนุษยทุกคนไมวาจะสัญชาติใด, อยูหนใด, เพศ, เช้ือชาติ ถิ่นกําเนิด,สีผิว ศาสนา ภาษา หรือสถานะใดๆ ทุกคนมีสิทธิความเปนมนุษยอยางเทาเทียมโดยไมแบงแยกสทิ ธเิ หลา นม้ี คี วามเกยี่ วขอ งสมั พนั ธก นั ไมส ามารถแบง แยกได” [Human rights are rights inherent toall human beings. whatever our nationality, place of residence, sex, national or ethnic origin, colour,religion, language, or any other status. We are all equally entitled to our human rightswithout discrimination. These rights are all interrelated, interdependent and indivisible.๒]๑ “Universal Declaration of Human Rights,” สืบคนเม่ือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/EN/UDHR/ Documents/UDHR_Translations/eng.pdf๒ “What are human rights?,” OHCHR, สืบคนเม่ือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/EN/Issues/Pages/ WhatareHumanRights.aspx.
๒๓ (๓) ความหมายตามพจนานกุ รมเคมบริดจกลาวถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชนวา “สิทธิพ้ืนฐานท่ีคนทุกคนพึงมี เชน ความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ [The basic rights that it is generally considered all people should have, such asjustice and the freedom to say what you think๓] (๔) ขณะทพ่ี จนานกุ รมฉบบั ออ กซฟอรด นิยามวา สทิ ธิมนุษยชน คือ “สทิ ธซิ ึ่งเช่ือวาเปน ของคนทกุ คน” (A right which is believed to belong toevery person.]๔ (๕) องคกรคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชนอยา งองคการนริ โทษกรรมสากลใหนิยามวา “สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน สทิ ธแิ ละเสรภี าพพน้ื ฐานทที่ กุ คนพงึ ไดร บั โดยไมค าํ นงึ ถงึ สญั ชาต,ิเพศ, เช้ือชาติ, ถนิ่ กาํ เนิด, ศาสนา, ภาษา และสถานภาพอนื่ ๆ [Human rights are basic rightsand freedoms that all people are entitled to regardless of nationality, sex, national orethnic origin, race, religion, language, or other status.]๕ (๖) สําหรับประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติพ.ศ.๒๕๔๒ ใหค ําจํากัดความคาํ วาสทิ ธมิ นุษยชน ดังนี้ “ศกั ดศ์ิ รคี วามเปนมนษุ ย สทิ ธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลท่ไี ดรบั การรบั รองหรอื คมุ ครองตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย หรอื ตามสนธสิ ญั ญาทป่ี ระเทศไทยมพี นั ธะที่จะตอ งปฏบิ ตั ิตาม” (๗) ตามพจนานกุ รมศัพทร ฐั ศาสตรฉบบั ราชบัณฑิตยสถานระบวุ า คอื “สิทธิข้ันพ้ืนฐานของความเปน มนุษย ซึ่งเปนสทิ ธิทางธรรมชาติทีม่ นุษยทุกคนไดรับต้ังแตเกิด โดยไมแบงเพศ เช้ือชาติ สีผิว ศาสนา ความเช่ือ และไมจําเปนวาจะตองเปนพลเมืองของรฐั ใดรฐั หน่ึง เชน สทิ ธิในชีวิตและรา งกาย”๖ จากการใหความหมายที่หลากหลายและแตกตางกันในรายละเอียดที่มีตอคําวา“สทิ ธมิ นษุ ยชน” เมอ่ื พจิ ารณาคน หาความหมายพนื้ ฐานทม่ี ลี กั ษณะรว มกนั แลว นนั้ สรปุ ใจความสาํ คญัไดวาหมายถงึ “ÊÔ·¸Ô àÊÃÕÀÒ¾Íѹ໚¹¾×é¹°Ò¹¢Í§ªÕÇÔμÁ¹ØÉ ·Ø¡¤¹ÁÕÍ‹ҧàÊÁÍÀҤ෋Òà·ÕÂÁäÁ‹Ç‹Ò¨ÐÍ‹áÙ Ë‹§Ë¹ã´ ËÃ×ÍÁÕʶҹÐã´ ¼ÍŒÙ ×¹è äÁÊ‹ ÒÁÒö¾ÃÒ¡àÍÒä» ËÃÍ× ¶Ò‹ Ââ͹ãËጠ¡‹¡Ñ¹ä´”Œ๓ “human rights,” Cambridge Dictionary, สบื คน เม่อื ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://dictionary.cambridge.org/dictionary/ english/human-rights๔ “human right,” Oxford University press, สืบคนเมอื่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก https://en.oxforddictionaries.com/definition/ human_right๕ “Human Rights Basics,” Amnesty International, สืบคน เมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.amnestyusa.org/research/ human-rights-basics๖ สacําaนdักeพmิมicพ.oเอbกecพ.gันoธ.thจ/ําtกeัดxt,b“oหoนk/าwที่พebล/เiมmือaงgeวsัฒ/bนoธoรkร/ม1แ0ล02ะ9ก1า0ร_ดeําxเaนrินmชpีวleิต.ใpนdสf)ัง*ค*ม*,*” สืบคนเม่ือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙, จาก http://
๒๔»ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ ถงึ กระนนั้ สทิ ธมิ นษุ ยชนทเี่ ปน สทิ ธพิ นื้ ฐานซงึ่ ทกุ คนควรไดร บั สทิ ธเิ หลา นนั้ มเี รอ่ื งอะไรบา งแมการแบงประเภทสิทธิมนุษยชนใหชัดเจนลงไปทําไดไมงายนัก เหตุเน่ืองจากมีความเปนพลวัตและไมเ คยหยดุ นง่ิ ทง้ั ในแงค วามหมายและตวั แสดงทเ่ี กย่ี วของ ทวา เทาท่ีแวดวงวิชาการไดเ คยมีความพยายามจําแนกออกมา โดยอิงเกณฑทใี่ ชตางกนั ไป พบอยา งนอ ย ๔ กลมุ ไดแ ก หน่งึ การแบงตามผูทรงสิทธิ (Rights holders) สอง การแบงตามยุคสมยั (Rights generations) สาม การแบงตามความสมบรู ณแหง สทิ ธิ (Entirety rights) และ สี่ การแบงตามเนื้อหาท่ีปรากฏอยใู นปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชน ¡ÒÃẋ§»ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹μÒÁËÅÑ¡¼·ŒÙ çÊÔ·¸Ô (Rights holders) เกณฑนี้จะพิจารณาที่สิทธิน้ันวาเปน “สิทธิเฉพาะตัวของแตละคน” หรือ “สิทธิเชิงกลุม”อยางไรกด็ ีการแบงประเภทสทิ ธมิ นุษยชนรูปแบบนีม้ ขี อ จํากดั คอื สิทธิบางเรื่องสามารถแปรผนั เปน ไดทงั้ สิทธเิ ฉพาะตวั และสทิ ธกิ ลมุ (๑) สิทธเิ ชิงปจ เจก (Individual rights) เปน สทิ ธิเฉพาะตัว เชน (๑.๑) สทิ ธิในการนบั ถือศาสนา (The right to religion) : สิทธติ ามธรรมชาติจะลว งละเมดิ ไมไ ด รฐั ตอ งใหก ารคมุ ครองและรบั รอง รวมถงึ เสรภี าพในการเปลยี่ นศาสนา (Freedomto change religion), เสรภี าพในการปฏิบตั ติ ามหลกั ความเช่อื ทางศาสนา (Freedom to exercisereligion) และสทิ ธิที่จะไมมศี าสนา (Right to have no religion) ดว ยเชน กนั (๑.๒) สิทธิในชีวิตรางกาย (The right to life) : มีความเชื่อวามนุษยทุกคนมีสิทธิในชีวิตและรางกายซ่ึงไมมีใครจะพรากเอาสิทธินี้ไปได รัฐจึงตองใหความคุมครองชีวิตไมใหมีการละเมิด บคุ คลจะถูกทําใหเสยี ชีวติ ตามอาํ เภอใจไมได โดยเฉพาะการเสยี ชีวิตจากอํานาจรฐั ๗ ¢ÍŒ 椄 à¡μ : ความเช่ือในเร่ืองสิทธิในชีวิตรางกายเปนหน่ึงในเหตุผลของฝายสนับสนุนใหมีการยกเลิกโทษประหาร ชวี ติ หรอื ลงโทษประหารชวี ติ จะกระทําได “เฉพาะอาชญากรรมอุกฉกรรจท ่สี ดุ ” อดีตเลขาธกิ ารสหประชาชาติ Ban Ki-moon กลา วไววา “The death penalty has no place in the 21st century” [ไมมที ี่ยืนใหก ับการลงโทษประหารชีวติ ในศตวรรษที่ ๒๑ น]้ี เงือ่ นไขหน่งึ ของประเทศทีจ่ ะเขาเปนสมาชกิ EU คอื การยกเลกิ โทษประหารชีวติ ในประเทศเสยี กอ น อยางไรก็ตามประเด็นเร่ืองการยกเลิกโทษประหารชีวิตยังคงเปนประเด็นถกเถียงท่ีมีมายาวนานจวบจน ปจ จบุ ัน๗ “ถอยหา งจากโทษประหารชวี ติ บทเรยี นจากเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต” สบื คน เมอ่ื ๑๔ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก bangkok.ohchr.org/news/press/ Moving%๒๐away-Thai.pdf
๒๕ (๑.๓) สิทธพิ ลเมืองและสิทธิทางการเมอื ง (Civil and political rights) : สิทธิของบคุ คล เชน สทิ ธใิ นการแสดงความคดิ เหน็ , สทิ ธใิ นการมสี ว นรว มทางการเมอื ง, สทิ ธทิ จ่ี ะมสี ญั ชาต,ิสิทธิในกระบวนการยุตธิ รรม, สทิ ธิที่จะไดร บั รูขาวสาร, สิทธิทางการศกึ ษา, สิทธใิ นการรกั ษาพยาบาล,สทิ ธใิ นการทํางาน ฯลฯ (๒) สิทธิเชิงกลุม (Collective rights) เปนสิทธิในลักษณะกลุมซึ่งใหความสําคัญเหนอื สทิ ธิสวนบุคคล เชน (๒.๑) สทิ ธิชุมชน (Community rights) : พัฒนามาจากแนวคดิ สิทธิมนุษยชนเช่ือวาชุมชนมีสิทธิท่ีจะกําหนดแนวทางท่ีเหมาะสมแกชุมชนของตนเอง รวมถึงการรักษา ดูแลครอบครองไวซ ง่ึ อัตลกั ษณ ความเชือ่ วิถชี ีวติ ประเพณี วัฒนธรรม ทรพั ยากรของชมุ ชนไวดว ย ¢ŒÍ椄 à¡μ : ความหวาดกลวั ตอ แนวคดิ สงั คมนยิ มในยคุ สงครามเยน็ เปน ปจ จยั หนงึ่ ทผี่ ลกั ดนั ใหส ทิ ธมิ นษุ ยชนในเชงิ รวมกลุมหรือสิทธิชุมชนไดรับการจัดต้ังขึ้นมาใหเปนรูปธรรม เชน ชุมชนด้ังเดิม ชุมชนพ้ืนเมือง กระจาย แนวคิดทั่วโลกลดความเกรงกติการะหวางประเทศซ่ึงนําไปสูการรับรองสิทธิของชุมชนที่ไดรับการยอมรับ ทว่ั โลก คอื การประชมุ สดุ ยอดผนู าํ วา ดว ยการคมุ ครองสงิ่ แวดลอ มและการพฒั นาทก่ี รงุ รโิ อเดอจาเนโร ในป ๑๙๙๒ ทไ่ี ดม กี ารรบั รองสถานะของชนพน้ื เมอื ง จากนน้ั ในป ค.ศ.๑๙๙๓ องคก ารสหประชาชาตไิ ดป ระกาศ ใหเ ปน ปแ หง ชนพืน้ เมอื งโลก๘ (๒.๒) สทิ ธิในการรวมกลุม สมาคม : เปนสทิ ธขิ นั้ พื้นฐาน ประชาชนมสี ิทธใิ นการรวมกลมุ ในรูปแบบตา งๆ เชน สหภาพ, สหพันธ, องคกรเอกชน ฯลฯ¢ŒÍÊѧà¡μ : สทิ ธเิ ชงิ ปจ เจกและสทิ ธชิ มุ ชน อาจมคี วามคาบเกย่ี วกนั อยใู นบางประเดน็ เชน การรวมกลมุ ทางการเมอื งถอื เปน สทิ ธเิ ชงิ กลมุ และเกยี่ วโยงกบั สทิ ธขิ น้ั พน้ื ฐานของปจ เจกชนทางดา นสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื งเชน กนั¡ÒÃẋ§»ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹μÒÁÂ¤Ø ÊÁÑ การแบง ตามยคุ สมยั ๙เปน การแบง ประเภทสทิ ธมิ นษุ ยชนโดยนาํ ประเดน็ ทไี่ ดร บั ความสนใจในแตละหวงเวลามาจดั กลุม และองิ ตามผูมหี นา ที่คมุ ครองสทิ ธิ (Rights bearer) ซึง่ มีทงั้ ทีต่ องการพงึ่ พาอาํ นาจรฐั และปฏเิ สธไมใ หอ าํ นาจรฐั เขา มายงุ เกย่ี ว การแบง เชน นที้ าํ ใหเ หน็ ถงึ พฒั นการทางดา นสิทธิมนุษยชนของโลกไดอยา งดี๘ นิตยา โพธ์ินอก, “ชุมชนกับสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม”, สืบคนเมื่อ ๑๕ ก.ค. ๒๕๖๐, จาก kpi.ac.th/media/pdf/ M10_298.pdf๙ การแบง สทิ ธิมนษุ ยชนออกเปน ๓ ยุคสมยั (Three generations of human rights) ขา งตน ถกู กําหนดคร้งั แรกโดย Karel Vasak ผูอํานวยการสาขาสิทธิมนุษยชนและสันติภาพขององคการการศึกษา วิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ในบทความท่เี ขาเขยี นขึ้นเม่ือ ป ค.ศ.๑๙๗๗ ดู Karel Vasak, “Human Rights: A Thirty-Year Struggle: the Sustained Efforts to give Force of law to the Universal Declaration of Human Rights,” UNESCO Courier ๓๐:๑๑ (๑๙๗๗).
๒๖ Â¤Ø áá ใหความสําคัญกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Civil and political rights)ถอื เปน ประเดน็ แรกๆ ในการเรยี กรอ งสทิ ธขิ องประชาชน กลา วคอื ไมต อ งการใหร ฐั เขา มากา วกา ยสทิ ธิของปจเจกชน เชน เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็น, เสรภี าพสื่อ, เสรีภาพในการสมาคม, เสรีภาพในการนบั ถอื ศาสนา เหตทุ สี่ ทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื งไดร บั ความสนใจเปน อนั ดบั ตน ๆ ของกระบวนการเรียกรองสิทธิ อาจตองทําความเขาใจสภาพสังคมโดยเฉพาะหลังยุคกลาง (หรือยุคมืด) ที่คนเริ่มเชื่อในหลกั วทิ ยาศาสตรแ ละยดึ ถอื ในหลกั เหตแุ ละผล ความรจู ากศาสตรอ นื่ ๆ ทงั้ ดาราศาสตร, คณติ ศาสตร,การแพทย, ภูมศิ าสตร, กฎหมาย, ปรัชญา ทาํ ใหผ คู นมีความรูในเชิงประจกั ษมากขน้ึ เกิดการเดนิ ทางคาขาย เกิดการต้ังคําถามตอผูปกครองวาแทจริงแลวคนท่ัวไปก็ควรสามารถเปนผูปกครองไดเชนกันปรากฏการณที่สะทอนออกมาชัดเจนคือ การปฏิวัติอเมริกา (๑๗๗๖) และประกาศใชรัฐธรรมนูญทปี่ ระกนั สทิ ธขิ องพลเมอื ง โดยเฉพาะปจ เจกชนใหเ ปน อสิ ระจากอาํ นาจรฐั ๑๐, การปฏวิ ตั ฝิ รงั่ เศส (๑๗๘๙)เองกม็ กี ารประกาศสิทธิของมนษุ ยและพลเมือง (Declaration of the Rights of Man and of theCitizen) หลงั จากปฏวิ ัตโิ คนลมกษตั ริยไดสําเรจ็ Â¤Ø ·ÊèÕ Í§ เนนสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ (Economic and social rights) การเนนเพียงสิทธิทางการเมอื งและพลเมอื งไมต อบสนองตอวิถชี วี ิตท่เี ปลย่ี นไป เรือ่ งปากทองการทาํ มาหากินเปน เรอื่ งสาํ คญั มากขนึ้ จงึ เกดิ การเรยี กรอ งใหร ฐั แสดงบทบาททจี่ ะสง เสรมิ โอกาสในชวี ติ อนั เทา เทยี ม เชน สทิ ธิทางการศกึ ษา, สทิ ธิในท่อี ยูอาศยั , สิทธดิ านสาธารณสขุ , สิทธิในเร่ืองสวัสดกิ ารการทาํ งานตางๆ สืบเน่ืองจากองคความรูทางวิทยาศาสตรสงผลตอการเปลี่ยนสังคมขนานใหญในยุโรปไปสสู งั คมอตุ สาหกรรม เกดิ ระบบการผลติ แบบโรงงานเพอ่ื ผลติ ครงั้ ละมากๆ ความตอ งการแรงงานมสี งู ขนึ้เกดิ ชนชน้ั แรงงาน (Working class) ซงึ่ ตอ งทาํ งานอยภู ายใตส ภาพการทาํ งานไมเ หมาะสม การใชแ รงงานเดก็และจา ยคา จา งในราคาตา่ํ เปน เรอ่ื งปกต๑ิ ๑ โดยทยี่ งั ไมม กี ฎหมายคมุ ครองแรงงานเหลา นเี้ กดิ ขนึ้ ในยคุ นน้ัการสูญเสียชีวิตของแรงงานท่ีทํางานหนักในสภาพแวดลอมที่ย่ําแย ทําใหเกิดการรวมตัวกันเรียกรองใหมีกฎหมายคุมครองแรงงาน มีการจัดต้ังสหภาพแรงงาน สวนคนท่ีมีฐานะเปนนายทุนก็ตองการเรยี กรอ งสิทธทิ างเศรษฐกิจมากข้ึนกวาเดิม เพือ่ ท่ีจะมีอาํ นาจควบคุม ตอ รอง รวมถงึ เอ้ือประโยชนใ นการประกอบธรุ กจิ ของตนมากขึน้ ยุคนี้จงึ เปน ยคุ แหง การเนน สทิ ธิทางสงั คมและเศรษฐกจิ เปน สําคญั๑๐ เสนห จามรกิ , สิทธิมนุษยชน เกณฑค ณุ คา และฐานความคิด, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๔๔), หนา (๑๖)๑๑ การปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๘-ตนคริสตศตวรรษท่ี ๑๙) สืบคนเมื่อ ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก www.mwit.ac.th/~ daramas/In_Revarution.pdf)
๒๗ ÂØ¤·èÊÕ ÒÁ สทิ ธมิ นษุ ยชนในมติ แิ หง ความมงุ หวงั (Solidarity rights) ผคู นไมไ ดส นใจเพยี งการมสี ทิ ธิเสรภี าพ หรอื การทาํ มาหากนิ ทค่ี ลอ งตวั แลว เทา นน้ั แตค วามสนใจของผคู นหลากหลายมากขนึ้ มคี วามตองการท่ีจะทําใหคุณภาพชีวิตมีมาตรฐานที่ดีขึ้น และมองปญหาเรื่องสิทธิไกลขึ้นไปกวาที่จะสนใจเฉพาะเรื่องของตนเอง เชน สิทธใิ นการไดรบั การพฒั นาทางเศรษฐกิจและสังคม, สิทธิในการอยอู าศัยในสภาพแวดลอมที่ดี, สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ, สิทธิในการมีสวนรวมดูแลมรดกทางวัฒนธรรม,สทิ ธิในการดาํ รงชพี อยางยั่งยืน บนพ้ืนฐานความเช่ือวา ภาคประชาชนกับรฐั สามารถสรา งสงั คมท่ดี ไี ดรว มกัน, สทิ ธทิ จี่ ะไดรบั การพัฒนา¡ÒÃầ‹ »ÃÐàÀ·¢Í§Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹μÒÁ¤ÇÒÁÊÁºÃÙ ³á˧‹ Ê·Ô ¸Ô การจดั แบง ประเภทนย้ี ดึ ตามระดบั ความสมบรู ณแ หง ชาต๑ิ ๒ ไลเ ลยี งตง้ั แตส ทิ ธหิ ลกั ทไี่ ดร บัการยอมรับเปนการทั่วไปวา เปนสิทธิมนุษยชนข้ันพื้นฐานโดยไมมีเงื่อนไขในการไดรับสิทธินั้นหรือไมส ามารถพรากเอาสทิ ธินนั้ ไปไดเลยไมว า ในสถานการณใด เรอื่ ยไปถึงการวางเงื่อนไข หรือมีขอจํากัดในการใชส ทิ ธิ ดวยเหตผุ ลเร่อื งความสงบเรยี บรอยและประโยชนของสวนรวม ประกอบไปดวย ÊÔ·¸ÊÔ ÁºÙó (Absolute rights) เปนสิทธิท่ีทั้งรัฐและมนุษยดวยกันเองไมสามารถพรากหรือละเมิดได เชน สิทธิท่ีจะไมถ ูกทรมานหรือลดคณุ คาความเปนมนุษย (Torture and degrade), สิทธใิ นการไดรบั พิจารณาคดีอยางยตุ ธิ รรม (Fair trial), สทิ ธิในการคิด (Freedom of thought) เปนตน ÊÔ·¸ÍÔ ÂÒ‹ §ÁàÕ §Íè× ¹ä¢ (Qualified rights) สิทธิซึ่งรัฐอาจเขามายุงเก่ียวได เนื่องจากตองชั่งน้ําหนักระหวางผลประโยชนของปจเจกและผลประโยชนของสังคมหรือรัฐ ท้ังน้ีเงื่อนไขสําคัญคือ รัฐตองใชอํานาจและวิธีการที่ชอบธรรมเทา นน้ั (Legitimacy and rule of laws) เชน สทิ ธิในชีวิต (Right to life) อาจถกู พรากไปเมื่อถูกพิพากษาประหารชีวิต, เสรีภาพในการแสดงออก (Freedorm of expression) ทําไมไดหากเปนการแสดงออกที่สรางความเดือดรอนใหแกผูอื่น เชน กออาชญากรรมแหงความเกลียดชัง(Hate crime) Ê·Ô ¸ÔÍ‹ҧจํา¡´Ñ (Limited rights) เปนสิทธิท่ีระบุอยางชัดเจนโดยกฎหมายวามีขอบเขตอันจํากัด เชน การใชเสรีภาพในการชมุ นมุ ตอ งเปน ไปโดยสงบและปราศอาวธุ , การแสดงความคดิ เหน็ ไมอ าจจะไปกระทบกระเทอื นสทิ ธสิ วนตวั ของบคุ คลอน่ื๑๒ The Ministry of Justice (๒๐๐๖), Making sense of human rights : a short introduction, pp. ๓-๔, Available online at https://www.justice.gov.uk/downloads/human-rights/human-rights-making-sense-human-rights.pdf)
๒๘¡ÒÃầ‹ »ÃÐàÀ·¢Í§ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹μÒÁ»¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅNjҴnj ÂÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ งานทางวิชาการจํานวนมากแบงประเภทของสิทธิอันเปนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนตามขอความท่ีถูกระบุในปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declarationof Human Rights) โดยสามารถแบงออกเปน หา ดา นสาํ คัญไดแ ก ˹֧è ÊÔ·¸¾Ô ÅàÁ×ͧ (Civil rights) สิทธิในชีวิต, เสรีภาพ, การไดรับการปฏิบัติอยางเทาเทียม, ไมตกอยูในความเปนทาส,ไมไดรับการทรมานหรือลงโทษท่ีโหดราย, สิทธิในกระบวนการยุติธรรม, สิทธิในการโยกยายถิ่นฐาน,สทิ ธิสว นตัว, สทิ ธิในการเลือกครอบครวั , สทิ ธใิ นการมสี ัญชาต,ิ อสิ รภาพทางความคิด การแสดงออกเปน ตน (ขอ ๑-ขอ ๑๘ ปฏิญญาสากลวาดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชน) Êͧ ÊÔ·¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ (Political rights) สิทธิในการเลือกตั้ง, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, สิทธิในการไดรับขอมูลขาวสาร,สิทธิในการชุมนุม, การมีสวนรวมทางการเมือง ฯลฯ (ขอ ๑๙- ขอ ๒๑ ปฏิญญาสากลวาดวยสทิ ธิมนุษยชน) ÊÒÁ ÊÔ·¸Ô·Ò§àÈÃɰ¡Ô¨ (Economic rights) สิทธิในการเลือกงาน, การไดคาจางที่เปนธรรม, สิทธิที่จะจัดตั้งสหภาพ, สิทธิท่ีจะไดรับวันพักผอ นตามสมควร, สิทธใิ นการทาํ งานภายใตส ภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสม ฯลฯ (ขอ ๒๒-ขอ ๒๔ปฏิญญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นุษยชน) ÊÕè Ê·Ô ¸Ô·Ò§Êѧ¤Á (Social rights) สิทธิทางการรักษาพยาบาล, สิทธิทางการศึกษา, การรับบริการทางสังคมตางๆ เปนตน(ขอ ๒๕-ขอ ๒๖ ปฏญิ ญาสากลวาดว ยสทิ ธิมนุษยชน) ËÒŒ ÊÔ·¸Ô·Ò§Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ (Cultural rights) สิทธิในการนับถือศาสนา, ความเช่ือ, สิทธิในการรักษาวัฒนธรรมของชุมชน ฯลฯ(ขอ ๒๗ ปฏญิ ญาสากลวาดว ยสทิ ธมิ นุษยชน)ËÅÑ¡¡ÒÃÍѹ໚¹ËÇÑ ã¨¢Í§ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ (Core principles of human rights) สทิ ธมิ นษุ ยชนนน้ั เกย่ี วพนั กบั เรอ่ื ง “อดุ มการณ” ทตี่ อ งใช “ความรสู กึ ” ในการทาํ ความเขา ใจและยังเก่ียวของกับเรื่อง “แนวปฏิบัติ” ท่ีตองมี “แบบแผน” ที่ถูกสรางข้ึนเพื่อเอ้ือเสริมใหแนวคิดสิทธิมนุษยชนเหน็ ผลในทางปฏบิ ัติ โดยตั้งอยูบ นหลักการสําคัญ ๕ ประการ ไดแ ก ˹Öè§ ËÅÑ¡Í¹Ñ à»¹š ÊÒ¡Å (Universality) ความเปนสากลของสิทธิมนุษยชน หมายความวา เปนสิทธิพื้นฐานของคนทุกคนท่ีพึงมี (Belong to all people) ไมวา จะอยภู ายใตอ าณาเขตของรัฐใดก็ตาม หลักความเปน สากลอีกแงมุมหน่ึงยังสามารถพิจารณาไดจากการออกกฎหมายระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน ซ่ึงไดรับการรบั รองจากประเทศตา งๆ ทั่วโลกก็สะทอนหลกั ความเปน สากลในเชงิ การยอมรบั ตามกฎหมายอยา งเปน ทางการในระดับสากลดวยเชนกนั
๒๙¢ÍŒ 椄 à¡μ : หลักความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีอยางมากวาเปนการครอบงําของอุดมการณแบบตะวันตก ในแงม มุ ที่วา - เกิดข้ึนในบริบทแบบตะวันตกที่เนนปจเจกชน โดยละเลยวิถีชีวิตท่ีแตกตางในประเทศจากมุมอ่ืนๆของโลก - ตะวันตกใชประเด็นสิทธิมนุษยชนข้ึนมาเพ่ือกีดกันประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเพื่อผลประโยชนทางเศรษฐกจิ - ความแตกตา งทางวฒั นธรรมเปน จดุ วพิ ากษใ หญต อ ความเปน สากลของสทิ ธมิ นษุ ยชน ยกตวั อยา งเชนการขลบั อวยั วะเพศหญงิ ในหลายประเทศของแอฟรกิ า เปน การลว งละเมดิ สทิ ธใิ นชวี ติ และรา งกายในมมุ มองของตะวนั ตก แตเ ปน การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของอีกหลายๆ ประเทศ ในทางวิชาการการถกเถียงตอความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนเปนเร่ืองธรรมดาและมีทัศนะท่ีหลากหลายได Êͧ ËÅÑ¡È¡Ñ ´ìÔÈÃ¤Õ ÇÒÁ໹š Á¹ÉØ Â (Respect to homan dignity) แมนิยามของคําวา “ศักดิ์ศรีความเปนมนุษย” ไมมีนิยามเดียวที่ไดรับการยอมรับเปน การทวั่ ไป แตพ อสรปุ ไดว า ศกั ดศิ์ รคี วามเปน มนษุ ย (Human Dignity) เปน คณุ คา อนั สบื เนอ่ื งจากความเปนมนุษยที่แตกตางจากส่ิงมีชีวิตอ่ืนๆ เนื่องจากเช่ือวามนุษยน้ันมีระบบการตัดสินใจท่ีอยูบนฐานของหลกั เหตแุ ละผล มนษุ ยม ีเจตนารมณอสิ ระ (Free will) มากกวาสิง่ มีชวี ิตอื่น หลักศักด์ิศรีความเปนมนุษย จึงเปนของมนุษยทุกคนโดยไมมีขอจํากัดหรือเง่ือนไขทั้งน้ีเพื่อใหมนุษยสามารถพัฒนาตนเองได๑๓ มนุษยตองเคารพในศักด์ิศรี และคุณคาในชีวิตของทุกคน ไมปฏิบัติตอผูอ่ืนเฉกเชนวามีคุณคาความเปนมนุษยนอยไปกวาตน (Degradation anddehumanization) ÊÒÁ ËÅ¡Ñ ¡ÒÃầ‹ á¡äÁä‹ ´Œ (Inalienable) หมายถึงไมมีใครสามารถพรากเอาสิทธิพ้ืนฐานในชีวิตไปได ไมสามารถถายโอนใหแกกันไดเพราะเปนสิทธิเฉพาะตัวของมนุษยทุกคน เวนแตในสถานการณเฉพาะบางอยาง เชนสิทธใิ นชวี ิต อาจถูกจาํ กัดหากบุคคลนั้นกระทาํ ความผิดตามทก่ี ฎหมายกาํ หนด ÊÕè ËÅÑ¡¤ÇÒÁàÊÁÍÀÒ¤ (Fairness) áÅÐËÅÑ¡äÁ‹àÅ×Í¡»¯ºÔ ÑμÔ (Non-discrimination) ขอ ท่ี ๑ ของปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเขยี นวา มนษุ ยท กุ คนเกดิ มาอยา งมอี สิ รภาพและเสมอภาคในศกั ดิ์ศรแี ละสิทธิ [All human beings are born free and equal in dignity andrights] ดวยแนวความคิดเชนน้ี มนุษยจึงตองปฏิบัติตอกันอยางยุติธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติอนั จะเปน เหตใุ หเ กดิ การลดทอนคณุ คา ของมนษุ ยบ างกลมุ ลง ตามเชอ้ื ชาติ ภาษา ศาสนา เพศทต่ี า งออกไปทวา การปฏิบัติท่ีแตกตางกันออกไปก็หาใชเปนการเลือกปฏิบัติเสมอไป หากเกณฑในการแยกแยะ๑๓ บรรเจิด สิงคะเนต,ิ “หลักพน้ื ฐานเกี่ยวกับสิทธเิ สรีภาพและศกั ดศ์ิ รีความเปน มนุษย, ” (กรงุ เทพฯ: วิญชู น, ๒๕๕๘) หนา ๑๒๖-๑๒๗.)
๓๐การปฏบิ ตั ทิ แี่ ตกตา งอยา งมเี หตแุ ละผล เชน การใหส ทิ ธพิ เิ ศษแกบ คุ คลเฉพาะกลมุ เชน คนชรา ผพู กิ ารเด็ก สตรี เปนตน ไมถ ือวา เปน การเลือกปฏบิ ตั หิ ากอยูบ นหลกั ความชอบธรรมและเหตุผลที่เหมาะสม ภายใตห ลักการความเสมอภาค มีสองแนวคิดใหญๆ คือ ความเสมอภาคอยางเทา เทียม(Equality) และความเสมอภาคตามความเหมาะสม (Equity) ซ่ึงไดอธิบายเรื่องความเสมอภาคไวตางกนั ดังนี้ ความเสมอภาคอยางเทาเทียม (Equailty) คือ การจัดสรรทรัพยากรตางๆ ใหแกท ุกคนอยางเสมอภาคเทา เทียมกนั ท้งั หมด ไมวา จะเปน เพศใด อายเุ ทา ใด หรอื อยูใ นสถานภาพใด ความเสมอภาคตามความเหมาะสม (Equity) คือ “การพจิ ารณาความตอ งการพ้นื ฐาน”(Basic needs) โดยเชอื่ วาคนมีความจาํ เปน ที่ตา งกัน คนบางกลุมมคี วามตอ งการทีจ่ ะไดร บั การดูแลมากกวา เพ่ือใหสามารถใชชีวิตอยางปกติเฉกเชนคนท่ัวไป หรือมีโอกาสในชีวิตไดเทาเทียมกับคนอ่ืนๆ ได เชน ผพู ิการ, เดก็ , สตร,ี ผูสูงอายุ อาจไดร บั การดูแลในบางดานจากรัฐมากกวา คนปกตทิ วั่ ไปลักษณะเชน นย้ี อมไมถ ือเปน การเลือกปฏบิ ัติแตอยา งใด สาํ หรับหลกั การไมเลอื กปฏบิ ัติ (Non-discrimination) คือการไมแบง แยก การไมกีดกนัการไมจํากัด หรือลําเอียงบนพื้นฐานใดก็ตาม เชน เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม เพศ อายุความคิดเหน็ ทางการเมือง สถานภาพทางสงั คม ความสมบรู ณข องรางกาย ÀÒ¾·Õè ò.ò เปรยี บเทียบการแบง สรรตามหลกั ความเสมอภาคอยา งเทา เทยี ม และความเสมอภาคอยา งเหมาะสมʋǹÊÃ»Ø ความหมายของสิทธิมนุษยชนไดรับการนิยามจากหลายภาคสวน ซึ่งมีรายละเอียดท่ีแตกตางกันไป แตมีใจความรวมซ่ึงสามารถสรุปเปนนิยามของสิทธิมนุษยชนไดวาหมายถึง “สิทธิและเสรภี าพอนั เปน พนื้ ฐานของชวี ติ มนษุ ย ทกุ คนมอี ยา งเสมอภาคและเทา เทยี มไมว า จะอยแู หง หนใดหรือมสี ถานะใด ผอู น่ื ไมส ามารถพรากเอาไปหรือถายโอนใหแกก ันได”
๓๑ ในวงวิชาการมีการใชเกณฑท่ีแตกตางกันไปในการแบงประเภทของสิทธิมนุษยชนซึ่งพบอยางนอย ๔ กลุมประเภท ไดแก การแบงตามผูทรงสิทธิ (Rights holders), การแบงตามยุคสมัย (Rights generations), การแบงตามความสมบูรณแหงสิทธิ (Entirety rights),และการแบงตามเนื้อหาทีป่ รากฏในปฏิญญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นุษยชน หลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชน ไดแก หลักความเปนสากล (Universality),หลักการไมสามารถถายโอนได (Inalienable), หลักการแบงแยกไมได (Indivisibility),หลักศกั ดศิ์ รีความเปน มนุษย (Human Dignity), หลกั ยุตธิ รรม (Fairness) และหลกั ไมเ ลือกปฏิบัติ(Non-discrimination) และเก่ียวพนั กับหนา ที่ของรัฐ (State obligation)¡¨Ô ¡ÃÃÁ ๑. สิทธิของปจเจกและสิทธิของกลุมมีความแตกตางกันอยางไร ขณะเดียวกันก็มีความเก่ยี วโยงซึง่ กันและกนั อยา งไร ๒. ยกตัวอยา งสทิ ธิเชิงปจ เจก และสิทธิเชงิ กลมุ มาอยางละ ๓ ตวั อยา ง พรอ มเหตุผลประกอบอธบิ าย ๓. การแบงประเภทสิทธิมนุษยชนตามยุคสมัยสะทอนสภาพสังคมในแตละยุคอยางไรอธบิ ายพรอมยกตัวอยาง ๔. อธบิ ายความแตกตา งของความสมบรู ณแ หง สทิ ธแิ ตล ะประเภทวา แตกตา งกนั อยา งไร ๕. การแบงประเภทสิทธิมนุษยชนออกตามหลักความสมบูรณแหงสิทธิมีชองวางหรือมีจดุ ออนอยา งไรหรือไม ๖. หลกั ความเปน สากลของสทิ ธิมนุษยชนหมายความวา อยางไร จงอธิบาย ๗. ทานเห็นดวยตอหลักการความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนหรือไม อธิบายพรอมเหตุผลประกอบ ๘. การกระทาํ ของรฐั ในลักษณะใดทีถ่ ือเปนการละเมิดศักดศิ์ รคี วามเปนมนษุ ย อธบิ ายพรอ มยกตวั อยา ง ๙. หลกั การแบง แยกไมไ ด มขี อยกเวนอยา งไรบาง อธิบาย ๑๐. นสต. จบั กลมุ กลมุ ละ ๕-๑๐ นาย ใหส มาชกิ แตล ะคนนยิ ามสทิ ธมิ นษุ ยชนของตนเองออกมาและทําการรวบรวมออกมาเปนนิยามสิทธิมนุษยชนของกลุม (ใหเวลา ๕ นาที) หลังจากนั้นนาํ เสนอพรอ มอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ถงึ เหตผุ ลประกอบการนยิ ามเชน นน้ั พรอ มตวั อยา งประกอบการอธบิ าย(ใหเวลา ๓-๕ นาทตี อกลุม) ๑๑. ผสู อนแบง กลุม นสต. ออกเปนกลมุ กลมุ ละ ๕-๑๐ นาย ทาํ การแจกขาวทเ่ี ตรียมมาให นสต. และใหชวยกันวิเคราะหวาหากจัดตามประเภทสิทธิสามารถนําขาวที่ไดรับมาอธิบายโดยการใชหลกั การแบงประเภทสิทธิใดไดบาง พรอมเหตุผลประกอบ
๓๒ ๑๒. กอ นเรมิ่ สอนหวั ขอ หลกั การสทิ ธมิ นษุ ยชน ผสู อนให นสต. ทาํ กจิ กรรม โดยแบง กลมุนสต. ออกใหม ีสมาชิกกลมุ ละ ๑๐ นาย ใหส มาชกิ ดภู าพบนจอและใหโจทยวา ๑๒.๑ ใหเ ลอื กเคกมาจาํ นวน˹èÖ§อยา งเทา น้นั ๑๒.๒ ใหก ลมุ แบง เคก ใหส มาชกิ ในกลมุ อยา งÂμØ ¸Ô ÃÃÁ·ÊèÕ ´Ø นสต.สามารถเลอื กแบง เคกดวยวิธใี ดกไ็ ดขอใหเปน มติของกลมุ ๑๒.๓ ออกมาอภิปรายวา กลุมเลือกเคกชิ้นไหน เหตุผลในการเลือกคืออะไรและหลักการในการแบงเคก ของกลุมใหส มาชิกอยา งยุติธรรมท่สี ุดคืออะไร ๑๓. จากรปู ให นสต. รว มแสดงทศั นะตอหลกั ความยตุ ิธรรม
๓๓àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §Í§Ô¡Òû¯ÇÔ μÑ ÍÔ μØ ÊÒË¡ÃÃÁ (»ÅÒ¤ÃÊÔ μÈ μÇÃÃÉ·èÕ ñø - μ¹Œ ¤ÃÊÔ μÈ μÇÃó·Õè ñù) สบื คน เมอื่ ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก www.mwit.ac.th/~daramas/In_Revarution.pdf.¶ÍÂˋҧ¨Ò¡â·É»ÃÐËÒêÕÇÔμº·àÃÕ¹¨Ò¡àÍàªÕÂμÐÇѹÍÍ¡à©Õ§ãμŒ. สืบคนเมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก bangkok.ohchr.org/news/press/Moving%20away-Thai.pdfนติ ยา โพธิน์ อก, ªÁØ ª¹¡ºÑ Ê·Ô ¸ãÔ ¹·Ã¾Ñ ÂҡøÃÃÁªÒμáÔ ÅÐʧèÔ áÇ´ÅÍŒ Á. สืบคนเม่ือ ๑๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก kpi.ac.th/media/pdf/M10_298.pdf.บรรเจิด สิงคะเนติ, ËÅÑ¡¾é×¹°Ò¹à¡ÕèÂǡѺÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾áÅÐÈÑ¡´ÔìÈÃÕ¤ÇÒÁ໚¹Á¹ØÉÂ. กรุงเทพฯ : วญิ ูชน, (๒๕๕๘), หนา ๑๒๖-๑๒๗.สํานักพิมพเอกพันธ จํากัด, ˹ŒÒ·Õè¾ÅàÁ×ͧ ÇѲ¹¸ÃÃÁáÅСÒÃดําà¹Ô¹ªÕÇÔμã¹Êѧ¤Á. สืบคนเมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http:/=/academic.obec.go.th/textbook/web/images/ book/1002910_example.pdfเสนห จามริก, ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ ࡳ±¤Ø³¤‹ÒáÅаҹ¤ÇÒÁ¤Ô´. กรุงเทพฯ : โรงพิมพมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร, (๒๕๔๔), หนา ๑๖.human rights, Cambridge Dictionary. สบื คน เมอื่ ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙ จาก http://dictionary. cambridge.org/dictionary/english/human-rights.human right, Oxford University Press. สบื คน เมอ่ื ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก https://en.oxford- dictionaries.com/definition/human_right.Human Rights Basics, Amnesty International. สบื คน เมือ่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http:// www.amnestyusa.org/research/human-rights-basics.Karel Vasak, Human Rights : A Thirty-Year Struggle : the Sustained Efforts to give Force of law to the Universal Declaration of Human Rights. UNESCO Courier ๓๐:๑๑ (๑๙๗๗)The Ministry of Justice (๒๐๐๖), Making sense of human rights : a short introduction pp” ó-ô. สบื คน เมอื่ ๒๕ ก.ค. ๒๕๖๐ จาก https://www.justice.gov.uk/downloads/ human-rights/human-rights-making-sense-human-rights.pdf.Universal Declaration of Human Rights. สบื คนเมอ่ื ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ จาก http://www. ohchr.org/EN/UDHR/Documents/UDHR_Translations/eng.pdf.What are human rights?, OHCHR. สืบคนเม่อื ๒๑ ตลุ าคม ๒๕๕๙, จาก http://www.ohchr.org/EN/Issues/Pages/WhatareHumanRights.aspx.
๓๔
๓๕ º··Õè óÊ·Ô ¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹ã¹ÁÔμÃÔ ÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ ๑. อธบิ ายเน้ือหาของปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนไดอยา งถกู ตอง ๒. อธิบายหลักการสําคัญของกฎหมายระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชนไดอยางถูกตองÊÇ‹ ¹นํา องคการสหประชาชาติจัดตั้งเพื่อเนนความสําคัญของการสรางสันติภาพและการรักษาความม่ันคงรวมกันของมวลมนุษยชาติ เปนองคกรกําหนดหลักการมาตรฐานสากล ซ่ึงมีผลผูกพันตอประเทศสมาชิกรวมทั้งประเทศไทย และจัดต้ังกลไกในการสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนระหวา งประเทศ ในป พ.ศ.๒๔๘๘ ไดมกี ารรบั รอง “กฎบตั รสหประชาชาติ” เพ่อื เปนเอกสารสําคัญของสหประชาชาติที่มีเปาหมายกระตุนและสนับสนุนใหเคารพในสิทธิมนุษยชนรวมท้ังอิสรภาพขน้ั พน้ื ฐานของมวลมนษุ ยชาตไิ ด มขี อ บทหรอื มาตราทเ่ี กย่ี วขอ งกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนถอื เปน เอกสารสาํ คญัในการรับรองหลักการเร่ืองสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศท่ีกําหนดใหประเทศท่ีมีพันธกรณีตองใหการคุม ครองศกั ด์ิศรคี วามเปน มนษุ ยสิทธิและเสรภี าพข้นั พื้นฐานของปจเจกบคุ คลและกลมุ ชน บทบาทของสหประชาชาติในการคุมครองสิทธิมนุษยชน จะเปนในลักษณะการสงเสริมสนับสนุนใหรัฐสมาชิกไดตระหนักถึงความสําคัญของสิทธิมนุษยชน เชน การใหความชวยเหลือในการปรบั ปรุงกฎหมายและระบบการบรหิ ารกระบวนการยุติธรรม ใหการศกึ ษาและเผยแพรข าวสารดานสิทธิมนุษยชน ตลอดจนชวยสงเสริมสภาวะการครองชีพเพื่อยกระดับมาตรฐานความเปนอยูและคุณภาพชีวิตใหดีขึ้นเทาน้ัน แตไมมีอํานาจที่จะควบคุมรัฐสมาชิกใหเคารพตอสิทธิมนุษยชนอยางจริงจังเนื่องจากขาดพื้นฐานทางกฎหมายท่ีจะเปนเคร่ืองมือในการสนับสนุน (อุดมศักดิ์ สินธิพงษ, ๒๕๔๘)ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน ซ่ึงถือวาเปนเอกสารสําคัญในการใหความคุมครองสิทธิมนุษยชนถึงแมวาโดยเนื้อหาของปฏิญญาดังกลาว จะไมกอใหเกิดความผูกพันตามกฎหมายแกรัฐสมาชิกทรี่ ว มลงนามรบั รองกต็ าม แตย งั พอทจี่ ะถอื ไดว า ปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเปน เสมอื นมาตรฐานที่ประเทศท้ังหลายพึงใชเปนแนวทางในการจัดระบบภายในของประเทศนั้นๆ เพ่ือใหสอดคลองกับการจดั การคุมครองสทิ ธมิ นุษยชนในระดบั สากลตอไป ในบทนี้ จะไดศึกษาถึงที่มาและสาระสําคัญของปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนและผลทางกฎหมายของปฏิญญาดงั กลาว สาระสาํ คญั และพนั ธะผูกพันทางกฎหมายของสนธสิ ญั ญาสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศ ๙ ฉบับ ไดแก กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
๓๖อนสุ ัญญาวา ดวยการขจดั การเลือกปฏิบัตติ อสตรีในทกุ รปู แบบ อนสุ ญั ญาวาดวยสทิ ธิเดก็ อนสุ ัญญาวา ดว ยการขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ทิ างเชอ้ื ชาตใิ นทกุ รปู แบบ อนสุ ญั ญาตอ ตา นการทรมานและการปฏบิ ตั ิหรอื การลงโทษทโี่ หดรา ยไรม นษุ ยธรรมหรอื ยา่ํ ยศี กั ดศ์ิ รี และอนสุ ญั ญาวา ดว ยสทิ ธคิ นพกิ าร อนสุ ญั ญาวาดวยการคุมครองสิทธิของแรงงานอพยพและสมาชิกครอบครัว และอนุสัญญาวาดวยการคุมครองมิใหบ คุ คลถกู บังคับใหส ญู หาย ซ่งึ จะไดก ลา วโดยลําดบั ดงั ตอไปน้ี»¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹·èÁÕ ÒáÅÐà¨μ¹ÒÃÁ³á ˧‹ »¯ÞÔ ÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ นับแตสงครามโลกครั้งท่ีสองสิ้นสุดลง หลายประเทศทั่วโลกเห็นพองตองกันท่ีจะหาวิธีปองกันมิใหเกิดความสูญเสียตอมวลมนุษยชาติเชนนั้นขึ้นอีก การกระทําอันเปนการพรากเอาชีวิตผูคนไปดวยวิธีการท่ีโหดรายทารุณตางๆ นานาตองหมดสิ้นไป ดวยเหตุผลนี้องคการสหประชาชาติ(United Nations)๑ จงึ ถกู กอ ตงั้ ขนึ้ ดว ยเจตนารมณส งู สดุ คอื รกั ษาสนั ตภิ าพของโลก ภายหลงั จดั ตงั้ ไมน านสมาชิกก็รวมกันประกาศใช “ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน” (The Universal Declarationof Human Rights) อันเปนเอกสารสําคัญท่ีเปนแมบทเรื่องสิทธิมนุษยชนใหแกประเทศตางๆทจ่ี ะประกนั ศกั ดศิ์ รคี วามเปน มนษุ ยแ ละรบั รองสทิ ธขิ น้ั พน้ื ฐานของประชาชน เปน เสมอื นหลกั การใหมของระเบียบโลกหลงั สงคราม ภายหลังกอตั้งองคการสหประชาชาติในป ๑๙๔๕ มีความพยายามท่ีจะคุมครองสิทธิเสรภี าพ และศกั ดศิ์ รขี องมนษุ ยใ หเ ปน รปู ธรรมยงิ่ ขนึ้ ผา นกลไกการทาํ งานของสหประชาชาติ จวบจนวนั ที่๑๐ ธนั วาคม ค.ศ. ๑๙๔๘๒ สมัชชาใหญส หประชาชาติ (UN General Assembly) ไดมีมตริ บั รอง“ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน” ซ่ึงกําหนดหลักการพื้นฐานในเร่ืองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเอาไว ถือเปนเอกสารช้ินสําคัญดานสิทธิมนุษยชนของโลก และเปนตนแบบใหกับกฎหมายระหวางประเทศท่ีมีเจตนารมณเพื่อคุมครองสิทธิเสรีภาพในดานตางๆ เพ่ือสรางสันติภาพใหเกิดขึ้น มิใหเกิดประวัตศิ าสตรซํ้ารอยของการเขน ฆา ชีวิตผคู นอยา งเหตุการณส งครามโลกคร้ังที่สองเกิดขึ้นมาไดอีก๑ เม่ือแรกกอต้ัง องคการสหประชาชาติมีสมาชิกทั้งส้ิน ๕๑ ประเทศ ปจจุบันมี ๑๙๓ ประเทศ โดยซูดานใตเปนประเทศสมาชิกลาสุด ดรู ายละเอียดเพมิ่ เตมิ ที่ “Un Welcomes 193rd Member State,” United Nations Regional Information Centre for Western Europe, สืบคนเม่ือ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.unric.org/en/latest-un-buzz/26841-un-welcomes-193rd -member-state๒ วนั ที่ ๑๐ ธนั วาคมของทกุ ปจ งึ ถอื เปน “วนั สทิ ธมิ นษุ ยชนสากล” นบั ตง้ั แตป ๑๙๕๐ เปน ตน มา ดู “Human Rights Day,” United Nations, สบื คน เม่ือ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙, จาก http://www.un.org/en/events/humanrightsday/
๓๗ ¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ : คณะกรรมการทํางานยกรางปฏิญญาฉบับนี้ มีสมาชิกที่มีความรูจากหลากหลายดาน ท้ังการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา จาก ๙ ประเทศ มี เอลานอร รูสเวลต (Eleanor Roosevelt, ๑๘๘๔-๑๙๖๒) ภรรยาของประธานาธบิ ดีแฟรงคลนิ ดี. รูสเวลต (Fraklin D. Roosevelf, ๑๘๘๒-๑๙๔๕) เปนประธาน คณะกรรมการฯ รางปฏิญญาถูกสงใหสมาชิกสหประชาชาติใหคําวิจารณ และมีผลสมบูรณในคราว การประชมุ สมชั ชาใหญแหง สหประชาชาติ ณ กรงุ ปรารสี เมอื่ วันที่ ๑๐ ธนั วาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ ดว ยมติ เหน็ ชอบ ๔๘ ตอ ๐ เสียง โดยมี ๘ ประเทศสมาชกิ งดออกเสียง ไดแก สหภาพโซเวียต, เบยี โลรัสเซยี , ยเู ครน, โปแลนด, เชโกสโลวาเกยี , ยูโกสลาเวีย, ซาอุดอี าระเบีย และแอฟรกิ าใต ¢ÍŒ ¤ÇÃÌ٠: ในป ๒๐๐๙ ปฏิญญาฉบับนี้ไดรับการบันทึกเปนสถิติโลกในฐานะเอกสารท่ีถูกแปลเปนภาษาตางๆ มากทสี่ ดุ ถงึ กวา ๓๐๐ ภาษา โดยไดร บั การรบั รองจากกนิ เนสเวลิ ดเ รคคอรด (Guinness World Record) อยางไรก็ตาม ถึงแมปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนจะถือเปนรากฐานของกฎหมายระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน เปนตนแบบในการทําขอตกลงระหวางรัฐ เปนแนวปฏิบัติใหแกกฎหมายภายในประเทศ ตลอดจนเปนพลังในการสรางหลักการรวมเพ่ือคุมครองสิทธิ แตในทางปฏิบัติแลวยังไมมีสภาพบังคับทางกฎหมาย ไมมีผลผูกพันทางกฎหมาย หรือมีบทลงโทษใดๆแตเ นอื้ หาและเจตนารมณท ส่ี ะทอ นจากขอ ความเพยี ง ๓๐ ขอ นน้ั กม็ งุ หวงั ใหส งั คมเกดิ สนั ตสิ ขุ สะทอ น
๓๘คุณคาชีวิตมนุษยท่ีเกิดจากความสูญเสียและตอสูมายาวนาน (อานแผนการสอนประจําหนวยที่หน่ึงเรอื่ งพฒั นาการของแนวคดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน) ประเทศทใ่ี หก ารรบั รองปฏญิ ญามคี วามผกู พนั ทางการเมอื งและศลี ธรรมทต่ี อ งปฏบิ ตั ใิ หเ ปน ไปตามเจตนารมณ๓ เปน การกดดนั รฐั ในทางหนง่ึ ดว ยเพอ่ื ใหร ฐั ปฏบิ ตั ิตอ ประชาชนอยา งเคารพและเอื้อตอสทิ ธขิ องประชาชนà¹×éÍËҢͧ»¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹ ขอความในบทนําและสวนของเน้ือหาทั้ง ๓๐ ขอ ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนสาระสาํ คัญ »¯ÔÞÞÒÊÒ¡ÅNjҴnj ÂÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹ ไดรบั การรบั รองและประกาศโดยขอมติสมัชชาสหประชาชาตทิ ่ี ๒๑๗ เอ (III) วันท่ี ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๑ ÍÒÃÁÑ Àº· โดยที่การยอมรับศักด์ิศรีแตกําเนิด และสิทธิที่เทาเทียมกันและที่ไมอาจเพิกถอนไดของ สมาชิกท้ังมวลแหงครอบครัวมนุษยชาติ เปนพ้ืนฐานแหงอิสรภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพ ในโลก โดยทก่ี ารไมน าํ พาและการหมนิ่ ในคณุ คา ของสทิ ธมิ นษุ ยชน ยงั ผลใหม กี ารกระทาํ อนั ปา เถอ่ื น ซึ่งเปนการขัดอยางรายแรงตอมโนธรรมของมนุษยชาติ และการมาถึงของโลกที่ไดมีการประกาศ ใหความมีอิสรภาพในการพูดและความเช่ือและอิสรภาพจากความหวาดกลัวและความตองการ ของมนษุ ย เปน ความปรารถนาสูงสุดของประชาชนท่วั ไป โดยทเี่ ปน การจาํ เปน ทสี่ ทิ ธมิ นษุ ยชนควรไดร บั ความคมุ ครองโดยหลกั นติ ธิ รรม ถา จะไมบ งั คบั ใหคนตอ งหันเขาหาการลกุ ขน้ึ ตอตา นทรราชและการกดขีเ่ ปนวถิ ที างสดุ ทาย โดยที่เปน การจาํ เปนทีจ่ ะสงเสริมพฒั นาการแหง ความสมั พันธฉันมิตรระหวา งชาติตางๆ โดยที่ประชาชนแหงสหประชาชาติไดยืนยันอีกคร้ังไวในกฎบัตรถึงศรัทธาในสิทธิมนุษยชน ข้นั พน้ื ฐาน ในศกั ดิ์ศรแี ละคาของมนษุ ย และในสทิ ธิที่เทาเทียมกนั ของบรรดาชายและหญงิ และได มงุ มนั่ ทจี่ ะสง เสรมิ ความกา วหนา ทางสงั คมและมาตรฐานแหง ชวี ติ ทดี่ ขี นึ้ ในอสิ รภาพอนั กวา งขวางยง่ิ ขนึ้ โดยท่ีรัฐสมาชิกตางปฏิญาณที่จะบรรลุถึงซึ่งการสงเสริมการเคารพและการยึดถือสิทธิมนุษยชน และอสิ รภาพขั้นพื้นฐานโดยสากล โดยความรวมมือกับสหประชาชาติ๓ “สหประชาชาติ : สนั ติภาพกับการพฒั นา เนือ่ งในวาระครบรอบ ๕๐ ป ของการสถาปนาองคการสหประชาชาต,ิ ” (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ เทคนคิ , ๒๕๓๘), หนา ๘๐.
๓๙ โดยท่ีความเขาใจรวมกันในสิทธิและอิสรภาพเหลานี้ เปนส่ิงสําคัญที่สุด เพื่อใหปฏิญญาน้ีสําเร็จผลเต็มบริบูรณ ฉะนนั้ บดั น้ี สมชั ชาจึงประกาศปฏญิ ญาสากลวาดว ยสิทธิมนุษยชนน้ี ใหเ ปนมาตรฐานรว มกนั แหง ความสาํ เรจ็ สาํ หรบั ประชาชนทง้ั มวลและประชาชาตทิ ง้ั หลาย เพอื่ จดุ มงุ หมายที่วาปจเจกบุคคลทุกคนและทุกสวนของสังคม โดยการคํานึงถึงปฏิญญาน้ีเปนเนืองนิตย จะมุงม่ันสงเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหลาน้ี ดวยการสอนและการศึกษา และใหมีการยอมรับและยึดถือโดยสากลอยางมีประสิทธิผล ดวยมาตรการแหงชาติและระหวางประเทศอันกาวหนาตามลําดับ ทั้งในบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิกดวยกันเอง และในบรรดาประชาชนของดินแดนท่ีอยูใ ตเขตอํานาจแหง รัฐน้นั ¢ŒÍ ñ มนุษยท้ังปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ตางในตนมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบตั ิตอ กันดวยจติ วญิ ญาณแหงภราดรภาพ ¢ŒÍ ò ทุกคนยอมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวงตามที่กําหนดไวในปฏิญญาน้ี โดยปราศจากการแบงแยกไมวาชนิดใด อาทิ เช้ือชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรอื ทางอื่น พ้นื เพทางชาติหรือสงั คม ทรพั ยส ิน การเกิด หรอื สถานะอนื่ นอกเหนือจากน้ี จะไมม ีการแบงแยกใดบนพ้ืนฐานของสถานะทางการเมือง ทางกฎหมาย หรือทางการระหวางประเทศของประเทศหรอื ดนิ แดนทบ่ี คุ คลสงั กดั ไมว า ดนิ แดนนจี้ ะเปน เอกราช อยใู นความพทิ กั ษ มไิ ดป กครองตนเอง หรืออยภู ายใตการจํากัดอธปิ ไตยอื่นใด ¢ÍŒ ó ทุกคนมสี ทิ ธิในการมชี ีวิต เสรีภาพ และความมน่ั คงแหง บุคคล ¢ŒÍ ô บคุ คลใดจะตกอยใู นความเปน ทาส หรอื สภาวะจาํ ยอมไมไ ด ทง้ั น้ี หา มความเปน ทาสและการคาทาสทกุ รปู แบบ ¢ÍŒ õ บุคคลใดจะถูกกระทําการทรมานหรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดรายไรมนุษยธรรมหรือยา่ํ ยศี ักด์ิศรไี มได ¢ŒÍ ö ทกุ คนมสี ิทธทิ ี่จะไดร บั การยอมรบั ทกุ แหง หนวา เปนบคุ คลตามกฎหมาย ¢ÍŒ ÷ ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิท่ีจะไดรับความคุมครองของกฎหมายเทา เทยี มกนั โดยปราศจากการเลอื กปฏบิ ตั ใิ ด ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร บั ความคมุ ครองเทา เทยี มกนั จากการเลือกปฏิบตั ใิ ด อันเปนการลว งละเมิดปฏญิ ญาน้ี และจากการยุยงใหม กี ารเลือกปฏบิ ตั ิดังกลาว ¢ÍŒ ø ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับการเยียวยาอันมีประสิทธิผลจากศาลที่มีอํานาจแหงรัฐตอ การกระทําอนั ลว งละเมดิ สทิ ธิขน้ั พ้ืนฐาน ซงึ่ ตนไดร ับตามรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย ¢ŒÍ ù บคุ คลใดจะถูกจบั กุม กักขงั หรอื เนรเทศตามอาํ เภอใจไมได ¢ÍŒ ñð ทกุ คนยอ มมสี ทิ ธใิ นความเสมอภาคอยา งเตม็ ทใ่ี นการไดร บั การพจิ ารณาคดที เ่ี ปน ธรรมและเปดเผยจากศาลท่ีอิสระและไมลําเอียงในการพิจารณากําหนดสิทธิและหนาที่ของตนและขอกลา วหาอาญาใดตอ ตน
๔๐ ¢ÍŒ ññ (๑) ทุกคนท่ีถูกกลาวหาวากระทําผิดทางอาญา มีสิทธิท่ีจะไดรับการสันนิษฐาน ไวกอนวาบริสุทธิจ์ นกวาจะพสิ จู นไ ดวา มีความผดิ ตามกฎหมายในการพจิ ารณาคดที ี่เปดเผย ซึง่ ตน ไดร บั หลักประกนั ทจี่ าํ เปนท้ังปวงสําหรบั การตอ สูค ดี (๒) บุคคลใดจะถูกตัดสินวามีความผิดทางอาญาใด อันเนื่องจากการกระทํา หรือละเวนใด อันมิไดถือวาเปนความผิดทางอาญาตามกฎหมายแหงชาติหรือกฎหมายระหวาง ประเทศ ในขณะท่ีไดกระทําการนั้นไมได และจะกําหนดโทษท่ีหนักกวาที่บังคับใชในขณะท่ีได กระทําความผิดทางอาญานัน้ ไมไ ด ¢ŒÍ ñò บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเปนสวนตัว ครอบครัว ที่อยูอาศัย หรอื การส่อื สาร หรอื จะถกู ลบหลเู กียรติยศและชอื่ เสียงไมได ทุกคนมีสิทธิทจี่ ะไดรบั ความคุมครอง ของกฎหมายตอ การแทรกแซงสทิ ธหิ รอื การลบหลดู งั กลาวนน้ั ¢ŒÍ ñó (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นอสิ รภาพแหง การเคลอื่ นยา ยและการอยอู าศยั ภายในพรมแดน ของแตล ะรัฐ (๒) ทุกคนมีสิทธิท่ีจะออกนอกประเทศใด รวมท้ังประเทศของตนเอง และสิทธิ ทจ่ี ะกลบั สูประเทศตน ¢ŒÍ ñô (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จี่ ะแสวงหา และทจี่ ะไดล ภ้ี ยั ในประเทศอน่ื จากการประหตั ประหาร (๒) สทิ ธนิ จ้ี ะยกขนึ้ กลา วอา งกบั กรณที กี่ ารดาํ เนนิ คดที เี่ กดิ ขนึ้ โดยแท จากความผดิ ทมี่ ใิ ชท างการเมืองหรือจากการกระทําอนั ขดั ตอ วัตถปุ ระสงคและหลักการของสหประชาชาติไมไ ด ¢ŒÍ ñõ (๑) ทกุ คนมีสิทธิในสัญชาตหิ นง่ึ (๒) บุคคลใดจะถูกเพกิ ถอนสัญชาตขิ องตนตามอําเภอใจ หรอื ถกู ปฏเิ สธสิทธทิ ี่จะ เปล่ียนสญั ชาตขิ องตนไมไ ด ¢ÍŒ ñö (๑) บรรดาชายและหญิงท่ีมีอายุครบบริบูรณแลว มีสิทธิท่ีจะสมรสและกอราง สรา งครอบครวั โดยปราศจากการจาํ กดั ใด อนั เนอื่ งจากเชอื้ ชาติ สญั ชาติ หรอื ศาสนา ตา งยอ มมสี ทิ ธิ เทา เทยี มกันในการสมรส ระหวางการสมรส และในการขาดจากการสมรส (๒) การสมรสจะกระทําโดยความยินยอมอยางอิสระและเต็มที่ของผูท่ีจะเปน คสู มรสเทานนั้ (๓) ครอบครวั เปน หนว ยธรรมชาตแิ ละพน้ื ฐานของสงั คม และยอ มมสี ทิ ธทิ จี่ ะไดร บั ความคมุ ครองจากสงั คมและรฐั ¢ŒÍ ñ÷ (๑) ทกุ คนมีสทิ ธิท่จี ะเปน เจาของทรพั ยส ินโดยตนเอง และโดยรว มกบั ผูอนื่ (๒) บคุ คลใดจะถกู เอาทรพั ยส ินไปจากตนตามอาํ เภอใจไมไ ด ขÍ ñø ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแหงความคิด มโนธรรม และศาสนา ท้ังนี้ สิทธินี้รวมถึง อิสรภาพในการเปล่ียนศาสนาหรือความเชื่อ และอิสรภาพในการแสดงออกทางศาสนาหรือ
๔๑ความเช่ือถือของตนในการสอน การปฏิบัติ การสักการบูชา และการประกอบพิธีกรรม ไมวาจะโดยลาํ พังหรือในชมุ ชนรวมกบั ผูอื่น และในทีส่ าธารณะหรอื สว นบุคคล ¢ŒÍ ñù ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นอสิ รภาพแหง ความเหน็ และการแสดงออก ทง้ั น้ี สทิ ธนิ ร้ี วมถงึ อสิ รภาพท่ีจะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และท่ีจะแสวงหา รับ และสงขอมูลขาวสารและขอ คดิ ผา นส่อื ใดและโดยไมคาํ นึงถงึ พรมแดน ¢ÍŒ òð (๑) ทุกคนมีสิทธิในอสิ รภาพแหง การชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ (๒) บุคคลใดไมอาจถูกบงั คบั ใหส งั กดั สมาคมหนง่ึ ได ¢ÍŒ òñ (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธทิ จ่ี ะมสี ว นรว มในการปกครองประเทศตนโดยตรงหรอื ผา นผแู ทนซง่ึ ไดรบั เลือกตงั้ โดยอิสระ (๒) ทุกคนมสี ทิ ธิท่จี ะเขาถึงบริการสาธารณะในประเทศตนโดยเสมอภาค (๓) เจตจาํ นงของประชาชนจะตอ งเปน พน้ื ฐานแหง อาํ นาจการปกครอง ทง้ั นี้ เจตจาํ นงน้ีจะตองแสดงออกทางการเลือกต้ังตามกําหนดเวลาและอยางแทจริง ซ่ึงตองปนการออกเสียงอยา งทว่ั ถงึ และเสมอภาค และตอ งเปน การลงคะแนนลบั หรอื วธิ กี ารลงคะแนนโดยอสิ ระในทาํ นองเดยี วกัน ¢ÍŒ òò ทุกคนในฐานะสมาชิกของสังคม มีสิทธิในหลักประกันทางสังคม และยอมมีสิทธิในการบรรลุสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อันจําเปนยิ่งสําหรับศักด์ิศรีของตนและการพัฒนาบุคลิกภาพของตนอยางอิสระ ผานความพยายามของรัฐและความรวมมือระหวางประเทศ และตามการจัดการและทรัพยากรของแตล ะรฐั ¢ÍŒ òó (๑) ทุกคนมีสิทธิในการทํางาน ในการเลือกงานโดยอิสระ ในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและเออื้ อํานวยตอ การทํางานและในการคมุ ครองตอ การวา งงาน (๒) ทุกคนมีสิทธิที่จะไดรับคาจางท่ีเทาเทียมกันสําหรับงานที่เทาเทียมกันโดยปราศจากการเลอื กปฏบิ ัตใิ ด (๓) ทุกคนที่ทํางานมีสิทธิท่ีจะไดรับคาตอบแทนท่ียุติธรรมและเอ้ืออํานวยตอการประกนั ความเปน อยอู นั ควรคา แกศ กั ดศิ์ รขี องมนษุ ยส าํ หรบั ตนเองและครอบครวั และหากจาํ เปนก็จะไดรับการคุมครองทางสังคมในรูปแบบอน่ื เพมิ่ เตมิ ดว ย (๔) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดต้ังและที่จะเขารวมสหภาพแรงงานเพ่ือความคุมครองผลประโยชนของตน ¢ŒÍ òô ทุกคนมีสิทธิในการพักผอนและการผอนคลายยามวาง รวมทั้งจํากัดเวลาทํางานตามสมควร และวนั หยุดเปน คร้งั คราวโดยไดร ับคา จาง ¢ŒÍ òõ (๑) ทกุ คนมสี ทิ ธใิ นมาตรฐานการครองชพี อนั เพยี งพอสาํ หรบั สขุ ภาพและความอยดู ีของตนและของครอบครวั รวมทง้ั อาหาร เครอื่ งนงุ หม ทอี่ ยอู าศยั และการดแู ลรกั ษาทางการแพทย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130