๙๔ ในกรณีท่ีผูถูกส่ังใหออกจากราชการไวกอนไดรับคาํ ส่ังใหกลับเขารับราชการหรือไดรับ คาํ ส่ังใหอ อกจากราชการดวยเหตใุ ดๆ ที่มิใชเปนการลงโทษ ใหผูน้นั มีสถานภาพเปน ขา ราชการตาํ รวจ ตลอดระยะเวลาระหวางทถี่ ูกสง่ั ใหอ อกจากราชการไวกอน เงนิ เดอื น เงนิ อน่ื ทจี่ า ยเปน รายเดอื น และเงนิ ชว ยเหลอื อยา งอนื่ และการจา ยเงนิ ดงั กลา ว ของผูถูกส่ังพักราชการและผูถูกส่ังใหออกจากราชการไวกอน ใหเปนไปตามกฎหมายหรือระเบียบ วาดว ยการนัน้ หลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการส่ังพักราชการ การส่ังใหออกจากราชการไวกอน ระยะเวลาใหพักราชการและใหออกจากราชการไวกอน และการดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามผล การสอบสวนพิจารณาใหเ ปน ไปตามท่ีกําหนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแ ก กฎ ก.ตร.วา ดว ยการสั่งพกั ราชการและการสัง่ ใหออกจาก ราชการไวกอน พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ùöôø (ยกเลิก) ͸ԺÒ มาตรา ๙๒ – ๙๖ มาตรา ๙๒ – ๙๖ มสี าระสําคัญ คอื ก.ตร. มอี าํ นาจสอบสวนเพิม่ เติมหรอื สอบสวนใหม สถานภาพและอํานาจของผสู บื สวน กรรมการและคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวนและการดาํ เนนิ การ ทางวินัยแกผูท่ีออกจากราชการไปแลว และการส่ังพักราชการและการใหออกจากราชการไวกอน ตามกฎ ก.ตร.วา ดว ยการสง่ั พักราชการและการส่งั ใหออกจากราชการไวก อ น พ.ศ. ๒๕๔๗ (ราชกจิ จา นุเบกษา เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) การสั่งใหขาราชการตํารวจ พักราชการหรือใหออกจากราชการไวกอนเพื่อรอฟงผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ระยะเวลาให พกั ราชการและใหอ อกจากราชการไวก อ น และการดาํ เนนิ การเพอื่ ใหเ ปน ไปตามผลการสอบสวนพจิ ารณา ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี ําหนดในกฎ ก.ตร. น้ี เมอื่ ขา ราชการตํารวจผใู ดมกี รณถี กู กลา วหา วากระทําผิดวินัยอยางรายแรงจนถูกต้ังกรรมการสอบสวน หรือตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือ ถูกฟองคดีอาญา เวนแตเปนความผิดท่ีไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผูมีอํานาจตาม มาตรา ๗๒ หรอื ผบู งั คบั บญั ชาอน่ื ตามทก่ี ําหนดไวใ นระเบยี บ ก.ตร. แลว แตก รณจี ะสง่ั ใหผ นู น้ั พกั ราชการได กต็ อ เมอ่ื มเี หตอุ ยา งหนงึ่ อยางใด ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือตองหาวากระทาํ ความผิดอาญาหรือถูกฟอง คดีอาญาในเร่ืองเก่ียวกับการทุจริตตอหนาที่ราชการ หรือเก่ียวกับความประพฤติหรือพฤติการณ อนั ไมน า ไวว างใจและผทู ถ่ี กู ฟอ งนนั้ พนกั งานอยั การมไิ ดร บั เปน ทนายแกต า งให และผมู อี ํานาจดงั กลา ว พจิ ารณาเห็นวาถาใหผนู ั้นคงอยูในหนาทีร่ าชการอาจเกดิ การเสียหายแกราชการ ๔๘ มาตรา ๙๖ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒ (เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๔๓ ก วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘)
๙๕ (๒) ผนู นั้ มพี ฤตกิ ารณท แ่ี สดงวา ถา คงอยใู นหนา ทร่ี าชการจะเปน อปุ สรรคตอ การสอบสวน พจิ ารณา หรือจะกอใหเ กิดความไมสงบเรียบรอ ยข้ึน (๓) ผูน้ันอยูในระหวางถูกควบคุมหรือขังโดยเปนผูถูกจับในคดีอาญาหรือตองจาํ คุกโดย คาํ พิพากษาและไดถกู ควบคุม ขัง หรอื ตอ งจําคกุ เปน เวลาติดตอกันเกนิ กวาสิบหาวันแลว (๔) ผูน้ันถูกต้ังกรรมการสอบสวนและตอมามีคําพิพากษาถึงที่สุดวาเปนผูกระทํา ความผิดอาญาในเรื่องที่สอบสวนน้ัน หรือผูนั้นถูกต้ังกรรมการสอบสวนภายหลังท่ีมีคําพิพากษา ถึงท่ีสุดวาเปนผูกระทาํ ความผิดอาญาในเรื่องท่ีสอบสวนน้ัน และผูมีอํานาจดังกลาวพิจารณาเห็นวา ขอ เทจ็ จรงิ ทปี่ รากฏตามคําพพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ นน้ั ไดค วามประจกั ษช ดั อยแู ลว วา การกระทาํ ความผดิ อาญา ของผูนนั้ เปน ความผดิ วนิ ยั อยา งรายแรง การส่ังพักราชการใหส่ังพักตลอดเวลาท่ีสอบสวนพิจารณา เวนแตกรณีผูถูกสั่งพัก ไดรองทุกขและผูมีอาํ นาจพิจารณาเห็นวาคํารองทุกขฟงข้ึนและไมสมควรท่ีจะสั่งพักราชการ ก็ใหส่ัง ใหผ ูนนั้ กลับเขา ปฏบิ ัติหนา ที่ราชการกอ นการสอบสวนพิจารณาเสร็จส้นิ ได ในกรณีที่ขาราชการตาํ รวจผูใดมีกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรงจนถูกต้ัง กรรมการสอบสวนหลายสาํ นวน หรือตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือถูกฟองคดีอาญาหลายคดี เวน แตเ ปนความผดิ ทไ่ี ดกระทาํ โดยประมาทหรือความผิดลหโุ ทษ หรอื ผูที่ถกู ฟอ งน้ัน พนกั งานอยั การ รบั เปน ทนายแกตา งให ถา จะส่ังพักราชการใหส่ังพักทุกสาํ นวนและทกุ คดี ในกรณีที่ไดสั่งพักราชการในสํานวนใดหรือคดีใดไวแลว ภายหลังปรากฏวาผูถูกส่ังพัก ราชการนั้นมีกรณีถูกกลาวหาวากระทาํ ผิดวินัยอยางรายแรงจนถูกต้ังกรรมการสอบสวนในสํานวนอื่น หรือตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือถูกฟองคดีอาญาในคดีอ่ืนเพิ่มข้ึนอีก เวนแตเปนความผิดท่ี ไดก ระทําโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหโุ ทษ หรอื ผทู ถี่ กู ฟอ งนนั้ พนกั งานอยั การรบั เปน ทนายแกต า งให กใ็ หส ง่ั พกั ราชการในสํานวนหรอื คดอี ่นื ทีเ่ พิม่ ข้ึนนัน้ ดว ย การสง่ั พกั ราชการ หา มมิใหสง่ั พักยอ นหลังไปกอนวันออกคําส่งั เวน แต (๑) ผซู ง่ึ จะถกู สง่ั พกั ราชการอยใู นระหวา งถกู ควบคมุ หรอื ขงั โดยเปน ผถู กู จบั ในคดอี าญา หรอื ตอ งจาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษา การสง่ั พกั ราชการในเรอ่ื งนนั้ ใหส ง่ั พกั ยอ นหลงั ไปถงึ วนั ทถี่ กู ควบคมุ ขงั หรือตอ งจาํ คุก (๒) ในกรณที ี่ไดมกี ารสัง่ พักราชการไวแ ลว ถา จะตอ งส่งั ใหมเ พราะคาํ ส่ังเดมิ ไมชอบหรอื ไมถูกตอง ใหสั่งพักต้ังแตวันใหพักราชการตามคาํ สั่งเดิม หรือตามวันที่ควรตองพักราชการในขณะท่ี ออกคําสั่งเดิม เมอ่ื ไดม คี ําสง่ั ใหข า ราชการตาํ รวจผใู ดพกั ราชการแลว ใหแ จง คําสง่ั ใหผ นู น้ั ทราบพรอ มทงั้ สง สาํ เนาคาํ สงั่ ใหด ว ยโดยพลนั ในกรณที ไี่ มอ าจแจง ใหผ นู น้ั ทราบได หรอื ผนู น้ั ไมย อมรบั ทราบคาํ สง่ั ใหป ด สําเนาคาํ สงั่ ไว ณ ทที่ าํ การทผี่ นู นั้ รบั ราชการอยแู ละมหี นงั สอื แจง พรอ มกบั สง สาํ เนาคาํ สง่ั ทางไปรษณยี ลงทะเบียนตอบรับ ไปใหผ ูน นั้ ณ ทีอ่ ยูของผูน นั้ ซง่ึ ปรากฏตามหลกั ฐานของทางราชการในกรณเี ชน นี้ เมอ่ื ลวงพนสบิ วนั นบั แตว นั ที่ไดด าํ เนินการดังกลา ว ใหถอื วาผูนั้นไดท ราบคาํ สั่งพกั ราชการแลว
๙๖ เมอ่ื ขา ราชการตํารวจผใู ดมเี หตทุ อี่ าจถกู สงั่ พกั ราชการ และผมู อี ํานาจตามมาตรา ๗๒ หรอื ผบู งั คบั บญั ชาอน่ื ตามทก่ี าํ หนดไวใ นระเบยี บ ก.ตร. แลว แตก รณี พจิ ารณาเหน็ วา การสอบสวนพจิ ารณา หรือการพิจารณาคดีท่ีเปนเหตุที่อาจถูกส่ังพักราชการนั้น จะไมแลวเสร็จโดยเร็ว ผูมีอํานาจดังกลาว จะส่งั ใหผนู ั้นออกจากราชการไวกอ นกไ็ ด การสงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อ น ใหส งั่ ใหอ อกตลอดเวลาทสี่ อบสวนพจิ ารณา เวน แตก รณี ผถู ูกสงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อนไดอุทธรณคาํ สง่ั ใหออกจากราชการไวกอนตอ ก.ตร. และ ก.ตร. ได พิจารณาเห็นวาคําอุทธรณฟงข้ึนและไมสมควรท่ีจะส่ังใหออกจากราชการไวกอน ก็ใหแจงผูมีอํานาจ ตามมาตรา ๗๒ หรอื ผูบงั คับบัญชาอนื่ ตามทกี่ าํ หนดไวในระเบียบ ก.ตร. แลวแตกรณี ส่งั ใหผ นู ้นั กลบั เขา ปฏิบัติหนาท่ีราชการกอ นการสอบสวนพิจารณาเสร็จส้ินได เมื่อไดส่ังใหขาราชการตํารวจผูใดพักราชการไวแลว ผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือ ผูบังคับบัญชาอ่ืนตามท่ีกําหนดไวในระเบียบ ก.ตร. แลวแตกรณี และส่ังใหผูนั้นออกจากราชการ ไวก อนอีกชั้นหน่งึ กไ็ ด การสง่ั ใหข า ราชการตาํ รวจตาํ แหนง ตงั้ แตผ บู งั คบั การ พนกั งานสอบสวนผเู ชยี่ วชาญพเิ ศษ หรือตําแหนงเทียบเทาขึ้นไป ออกจากราชการไวกอน ใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ สวนการส่ังใหขาราชการตํารวจตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ จเรตํารวจแหงชาติ และ รองผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื ตาํ แหนง เทยี บเทา ออกจากราชการไวก อ น ใหน าํ ความกราบบงั คมทลู เพ่ือทรงมีพระบรมราชโองการใหพนจากตาํ แหนงตงั้ แตวนั ออกจากราชการไวก อน เมื่อไดสั่งใหขาราชการตํารวจผูใดพักราชการหรือใหออกจากราชการไวกอนเพื่อรอฟง ผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ถาภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาเปนประการใดแลว ใหดําเนนิ การ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) ในกรณีท่ีปรากฏวาผูน้ันกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ก็ใหส่ังลงโทษใหเปนไปตาม มาตรา ๙๐ หรือมาตรา ๑๒๓ แลวแตกรณี (๒) ในกรณีที่ปรากฏวาผูถูกสั่งพักราชการน้ันกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรงและไมมี กรณที จี่ ะตอ งถกู สงั่ ใหอ อกจากราชการ กใ็ หส ง่ั ใหผ นู นั้ กลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการในตาํ แหนง เดมิ หรอื ตาํ แหนง ในระดบั เดยี วกนั ทผี่ นู น้ั มคี ณุ สมบตั ติ รงตามคณุ สมบตั เิ ฉพาะสาํ หรบั ตาํ แหนง นน้ั แลว ดาํ เนนิ การ ตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ แลว แตก รณี (๓) ในกรณที ปี่ รากฏวา ผถู กู สงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อ นนนั้ กระทําผดิ วนิ ยั อยา งไมร า ยแรง และไมมีกรณีท่ีจะตองถูกส่ังใหออกจากราชการ ก็ใหส่ังใหผูน้ันกลับเขารับราชการในตาํ แหนงเดิม หรือตําแหนงในระดับเดียวกันที่ผูน้ันมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนงน้ัน ทั้งน้ี สาํ หรับการส่ังใหผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอนกลับเขารับราชการในตําแหนงต้ังแตผูบังคับการ พนักงานสอบสวน ผูเชย่ี วชาญพเิ ศษ หรือตําแหนงเทยี บเทาขึน้ ไป ใหนาํ ความกราบบังคมทูลเพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตงั้ แลวดําเนินการตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ แลว แตก รณี
๙๗ (๔) ในกรณีที่ปรากฏวาผูถูกส่ังพักราชการน้ันกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรงและไมมี กรณที จ่ี ะตอ งถกู สง่ั ใหอ อกจากราชการดว ยเหตอุ นื่ แตไ มอ าจสงั่ ใหผ นู นั้ กลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการได เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปบริบูรณและไดพนจากราชการตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญ ขา ราชการแลวกใ็ หด ําเนนิ การตามมาตรา ๘๙ หรอื มาตรา ๑๒๓ แลวแตก รณี โดยไมต อ งส่ังใหก ลบั เขาปฏิบัตหิ นาทร่ี าชการ การดําเนินการตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ ในกรณีที่จะสั่งลงโทษตัดเงินเดือน การสงั่ ลงโทษดงั กลา วใหส ง่ั ยอ นหลงั ไปถงึ วนั สดุ ทา ยกอ นวนั พน จากราชการตามกฎหมายวา ดว ยบาํ เหนจ็ บํานาญขา ราชการ (๕) ในกรณที ปี่ รากฏวา ผถู กู สง่ั ใหอ อกจากราชการไวก อ นนนั้ กระทาํ ผดิ วนิ ยั อยา งไมร า ยแรง และไมมีกรณีที่จะตองถูกสั่งใหออกจากราชการดวยเหตุอื่น แตไมอาจสั่งใหกลับเขารับราชการได เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปบริบูรณและสิ้นปงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปบริบูรณน้ันแลว ก็ใหดําเนินการตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ แลวแตกรณี และมีคําส่ังยกเลิกคําสั่งใหออกจาก ราชการไวกอ นเพ่ือใหผูนน้ั เปนผูพน จากราชการตามกฎหมายวา ดว ยบําเหน็จบาํ นาญขาราชการ (๖) ในกรณีท่ีปรากฏวาผูนั้นกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรง แตมีกรณีท่ีจะตองถูกสั่ง ใหอ อกจากราชการดว ยเหตอุ นื่ กใ็ หด าํ เนนิ การตามมาตรา ๘๙ หรอื มาตรา ๑๒๓ แลว แตก รณี แลว สงั่ ใหผ นู น้ั ออกจากราชการตามเหตนุ นั้ โดยไมต อ งสงั่ ใหก ลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการหรอื กลบั เขา รบั ราชการ (๗) ในกรณีที่ปรากฏวาผูน้ันมิไดกระทําผิดวินัยและไมมีกรณีที่จะตองออกจากราชการ ก็ใหส งั่ ยตุ ิเร่ือง และใหผูน ัน้ กลบั เขา ปฏิบัตหิ นาทรี่ าชการหรอื กลับเขา รับราชการ (๘) ในกรณีที่ปรากฏวาผูถูกสั่งพักราชการนั้นมิไดกระทําผิดวินัยและไมมีกรณีที่จะตอง ถูกส่ังใหออกจากราชการดวยเหตุอ่ืน แตไมอาจสั่งใหผูน้ันกลับเขาปฏิบัติหนาที่ราชการไดเน่ืองจาก มีอายุครบหกสิบปบริบูรณและไดพนจากราชการตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการแลว กใ็ หส ่ังยุติเรื่อง (๙) ในกรณที ป่ี รากฏวา ผถู กู สง่ั ใหอ อกจากราชการไวก อ นนนั้ มไิ ดก ระทาํ ผดิ วนิ ยั และไมม ี กรณที จ่ี ะตอ งถกู สง่ั ใหอ อกจากราชการดว ยเหตอุ น่ื แตไ มอ าจสงั่ ใหผ นู น้ั กลบั เขา รบั ราชการไดเ นอื่ งจาก มอี ายคุ รบหกสบิ ปบ รบิ รู ณแ ละสนิ้ ปง บประมาณทม่ี อี ายคุ รบหกสบิ ปบ รบิ รู ณน นั้ แลว กใ็ หส งั่ ยตุ เิ รอื่ งและ มีคําสั่งยกเลิกคําส่ังใหออกจากราชการไวกอนเพ่ือใหผูน้ันเปนผูพนจากราชการตามกฎหมายวาดวย บําเหน็จบํานาญขาราชการ (๑๐) ในกรณที ปี่ รากฏวา ผนู นั้ มไิ ดก ระทาํ ผดิ วนิ ยั แตม กี รณที จี่ ะตอ งถกู สงั่ ใหอ อกจากราชการ ดวยเหตุอ่ืน ก็ใหสั่งใหออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไมตองส่ังใหกลับเขาปฏิบัติหนาท่ีราชการหรือ กลบั เขารบั ราชการ คาํ สง่ั พกั ราชการ คาํ สงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อ น หรอื คาํ สง่ั ใหก ลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการ หรือกลบั เขา รับราชการ ตองมีสาระสาํ คญั ตามแบบคาํ สงั่ ที่ ก.ตร. กาํ หนดแลว แตก รณี
๙๘ ¡ÒÃÍÍ¡¨Ò¡ÃÒª¡Òà ÁÒμÃÒ ù÷ ขาราชการตํารวจออกจากราชการเมือ่ (๑) ตาย (๒) พน จากราชการตามกฎหมายวา ดว ยบาํ เหน็จบํานาญขา ราชการ (๓) ไดรบั อนญุ าตใหล าออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๙๙ (๔) ถูกสัง่ ใหออกตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ หรอื มาตรา ๑๐๓ (๕) ถูกส่ังลงโทษปลดออกหรอื ไลอ อก วนั ออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. การออกจากราชการของขาราชการตํารวจเฉพาะผูที่ตองรับราชการตาม กฎหมายวา ดว ยการรบั ราชการทหาร ใหเ ปนไปตามกฎหมายวาดวยการนั้น *ระเบียบ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแก ระเบียบ ก.ตร.วาดวยวันออกจาก ราชการของขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ùø ผูใดไดรับบรรจุเขาเปนขาราชการตาํ รวจ หากภายหลังปรากฏวา ขาดคณุ สมบตั ิหรือมลี กั ษณะตอ งหา มตามมาตรา ๔๘ หรอื ขาดคุณสมบัติเฉพาะสําหรบั ตาํ แหนง ตาม มาตรา ๔๕ ต้งั แตก อ นไดรับการบรรจุ ใหผูมีอาํ นาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหออกจากราชการ แตท ัง้ นี้ ไมก ระทบกระเทอื นถงึ การใดทผ่ี นู น้ั ไดป ฏบิ ตั ไิ ปตามอาํ นาจหนา ทแี่ ละการรบั เงนิ เดอื นหรอื ผลประโยชน อนื่ ใดทไ่ี ดร บั จากทางราชการกอ นมคี ําสงั่ ใหอ อกนน้ั และถา การเขา รบั ราชการเปน ไปโดยสจุ รติ แลว ใหถ อื วา เปน การสง่ั ใหอ อกเพอ่ื รบั บาํ เหนจ็ บาํ นาญเหตทุ ดแทนตามกฎหมายวา ดว ยบําเหนจ็ บํานาญขา ราชการ ÁÒμÃÒ ùù ขา ราชการตาํ รวจผใู ดประสงคจ ะลาออกจากราชการ ใหย น่ื หนงั สอื ขอลาออก ตอผูบังคับบัญชาเหนือข้ึนไปชั้นหน่ึง เพื่อใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผูบังคับบัญชาอื่น ตามท่ีกาํ หนดในระเบียบ ก.ตร. เปนผพู ิจารณาอนญุ าต ในกรณที ขี่ า ราชการตํารวจขอลาออกเพอ่ื ดาํ รงตาํ แหนง ทกี่ าํ หนดโดยรฐั ธรรมนญู ตาํ แหนง ทางการเมอื งหรอื เพอื่ สมคั รรบั เลอื กตง้ั เปน สมาชกิ รฐั สภา สมาชกิ สภาทอ งถน่ิ หรอื ผบู รหิ ารทอ งถน่ิ ใหก าร ลาออกมผี ลนบั ตง้ั แตวันท่ผี ูน ้นั ขอลาออก นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถา ผูมอี ํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผูบ ังคบั บญั ชาอืน่ ตามท่ี กาํ หนดในระเบยี บ ก.ตร. เหน็ วา จาํ เปน เพอื่ ประโยชนแ กร าชการ จะยบั ยง้ั การลาออกไวเ ปน เวลาไมเ กนิ สามเดือนนบั แตวนั ขอลาออกกไ็ ด หลกั เกณฑและวิธีการเก่ียวกับการลาออก การพิจารณาอนญุ าตใหลาออกและการยับยง้ั การลาออกจากราชการใหเ ปน ไปตามทกี่ าํ หนดในระเบียบ ก.ตร. *ระเบียบ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก ระเบียบ ก.ตร.วาดวยการลาออกจากราชการของ ขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๕๐
๙๙ ͸ԺÒ มาตรา ๙๘ – ๙๙ มาตรา ๙๘ – ๙๙ มีสาระสําคัญเกีย่ วกับการสง่ั ใหออกจากราชการเพราะขาดคณุ สมบัติ ตง้ั แตก อ นไดร บั การบรรจุ และการลาออกจากราชการตามระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยการลาออกจากราชการ ของขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๕๐ ขา ราชการตาํ รวจผใู ดประสงคจ ะลาออกจากราชการใหย น่ื หนงั สือ ขอลาออกตอ ผบู งั คบั บญั ชาเหนอื ขนึ้ ไปชนั้ หนง่ึ ตามแบบหนงั สอื ขอลาออกจากราชการทา ยระเบยี บนี้ กอนวันขอลาออกไมนอยกวา ๓๐ วัน หนังสือขอลาออกท่ีมิไดระบุวันขอลาออกไวใหถือวันถัดจาก วันครบกําหนด ๓๐ วนั นบั แตวันยื่นเปน วันขอลาออก เม่ือผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปช้ันหน่ึงของผูขอลาออกไดรับหนังสือขอลาออกแลว ใหบ นั ทกึ วนั ย่นื หนงั สือขอลาออกนัน้ เปน หลักฐานและใหต รวจสอบดว ยวา หนงั สอื ขอลาออกดงั กลาว ไดย่ืนลวงหนากอนวันขอลาออกไมนอยกวา ๓๐ วันหรือไม พรอมท้ังพิจารณาเสนอความเห็นตอ ผูบังคับบัญชาช้ันเหนือขึ้นไปภายใน ๗ วัน นับแตวันท่ีไดรับหนังสือขอลาออกและใหผูบังคับบัญชา ชนั้ เหนอื ขนึ้ ไปแตล ะระดบั เสนอความเหน็ ตามลาํ ดบั จนถงึ ผมู อี าํ นาจอนญุ าตการลาออกภายใน ๗ วนั นับแตวันไดรับรายงาน กรณีผูขอลาออกยื่นหนังสือขอลาออกลวงหนากอนวันขอลาออกนอยกวา ๓๐ วัน โดยมีเหตุผลความจาํ เปนเปนพิเศษ ใหรีบพิจารณาเสนอความเห็นไปยังผูมีอาํ นาจอนุญาต การลาออกกอ นวนั ขอลาออกโดยเรว็ ใหผ บู งั คบั บญั ชาผมู อี าํ นาจอนญุ าตการลาออกพจิ ารณาดาํ เนนิ การ ตอไป เม่ือผูมีอาํ นาจอนุญาตการลาออกไดรับหนังสือขอลาออกของขาราชการตาํ รวจผูใดแลว ใหผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกพิจารณาวาจะส่ังอนุญาตใหผูน้ันลาออกจากราชการหรือจะส่ังยับย้ัง การลาออก โดยใหด าํ เนนิ การดงั น้ี (๑) เม่ือผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกพิจารณาเห็นวา ควรอนุญาตใหลาออกจาก ราชการได ใหผมู ีอํานาจอนุญาตการลาออกมีคาํ ส่ังอนญุ าตใหล าออกเปนลายลักษณอกั ษรใหเสร็จส้นิ กอ นวันขอลาออก แลวแจงคําสัง่ ดังกลาวใหผ ูข อลาออกทราบกอ นวนั ขอลาออกและแจงใหหนว ยงาน ทเี่ ก่ยี วของทราบ ในกรณีหนังสือขอลาออกท่ียื่นลวงหนากอนวันขอลาออกนอยกวา ๓๐ วัน ผูมีอาํ นาจ อนญุ าตการลาออกจะอนญุ าตใหลาออกในวนั ท่ีระบใุ นหนงั สือขอลาออกหรอื ภายในกาํ หนด ๓๐ วนั นับแตว นั ยืน่ หนังสือขอลาออกก็ได และใหการลาออกมผี ลในวนั ท่ีไดรับอนุญาตใหล าออก (๒) เม่ือผูมีอาํ นาจอนุญาตการลาออกพิจารณาเห็นวาควรยับย้ังการลาออก ใหเรียก ผูขอลาออกมาพบเพ่ือสอบถามถึงเหตุผล และความจําเปนในประโยชนสวนตนและทางราชการ หากผูม ีอาํ นาจอนญุ าตการลาออกเห็นวา มคี วามจําเปน เพอ่ื ประโยชนแ กทางราชการใหม ีคาํ สง่ั ยับยั้ง การลาออกเปน ลายลกั ษณอ กั ษรใหเ สรจ็ สนิ้ กอ นวนั ขอลาออกหรอื ภายในกําหนด ๓๐ วนั นบั แตว นั ยน่ื หนังสือขอลาออก แลวแจงคาํ ส่ังดังกลาวพรอมท้ังเหตุผล ระยะเวลาท่ียับยั้งและวันที่การลาออก จะมีผลใหผูขอลาออกทราบกอนวันขอลาออกดวย ทั้งน้ีการยับยั้งการลาออกใหส่ังยับย้ังไดเพียง ครงั้ เดียวเปน เวลาไมเ กนิ ๓ เดือน นบั แตว นั ขอลาออกและจะขยายอีกไมได
๑๐๐ ถา ผขู อลาออกมไิ ดแ จง ขอระงบั หรอื ยกเลกิ การลาออกกอ นการลาออกมผี ล ใหก ารลาออก นั้นมีผลนับแตวันถัดจากวันครบกําหนดเวลาที่ยับยั้งการลาออก ในกรณีที่ผูขอลาออกอยูระหวาง ถกู ตงั้ กรรมการสอบสวนทางวนิ ยั หรอื ตอ งหาคดอี าญาหรอื มหี นส้ี นิ ตดิ คา งกบั ทางราชการ ไมถ อื เปน เหตุ จําเปนเพ่ือประโยชนแกราชการท่ีจะยับยั้งการลาออก แตหากปรากฏวาผูขอลาออกมีกรณีดังกลาว ใหผ มู ีอาํ นาจอนญุ าตการลาออกแจง หนว ยงานที่เกย่ี วของกบั กรณดี ังกลา วทราบกอ นลาออกมผี ล เมอ่ื ผมู อี าํ นาจอนญุ าตการลาออกไมไ ดม คี าํ สง่ั อนญุ าตใหล าออกกอ นวนั ขอลาออก และ ไมไ ดมีคําสงั่ ยบั ย้ังการลาออก ใหถอื วา ผูขอลาออกไดอ อกจากราชการไปนับแตว นั ขอลาออก ในกรณีท่ีหนังสือขอลาออกไดย่ืนลวงหนากอนวันขอลาออกนอยกวา ๓๐ วัน ใหถือวา ผูขอลาออกไดออกจากราชการในวันถัดจากวันครบกําหนด ๓๐ วัน นับแตวันย่ืนหนังสือขอลาออก ภายหลังที่ผูขอลาออกไดออกจากราชการ ใหผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกมีหนังสือแจงวันออกจาก ราชการใหผูขอลาออกทราบภายใน ๑๕ วัน นับแตวันท่ีผูนั้นออกจากราชการ และแจงใหหนวยงาน ทเี่ กี่ยวของทราบดว ย การขอลาออกเพื่อดํารงตําแหนงที่กําหนดโดยรัฐธรรมนูญ ตําแหนงทางการเมือง หรือ เพื่อสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น ใหยื่นหนังสือ ขอลาออกตาม พรอมเอกสารที่เกี่ยวของตอผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง และใหผูบังคับบัญชา ดงั กลา วเสนอหนงั สอื ขอลาออกพรอ มเอกสารทเ่ี กยี่ วขอ งนนั้ ตอ ผบู งั คบั บญั ชาเหนอื ขน้ึ ไปตามลาํ ดบั จนถงึ ผูม ีอํานาจอนญุ าตการลาออกโดยเรว็ เมื่อผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกไดรับหนังสือขอลาออกและตรวจพิจารณาเอกสาร ที่เกี่ยวของแลว ใหมีคําสั่งอนุญาตใหการลาออกมีผลนับต้ังแตวันที่ผูน้ันขอลาออก แลวแจงให ผขู อลาออกและหนวยงานท่ีเก่ยี วขอ งทราบ ถา ผขู อลาออกมกี รณถี กู กลา วหาวา กระทาํ ผดิ วนิ ยั ใหผ บู งั คบั บญั ชาตรวจสอบพจิ ารณาดว ยวา เปน กรณมี มี ลู ทคี่ วรกลา วหาวา ขา ราชการตาํ รวจผนู น้ั กระทาํ ผดิ วนิ ยั อยา งรา ยแรงหรอื ไม หากมมี ลู กรณี ทจ่ี ะตอ งดาํ เนนิ การทางวนิ ยั อยา งรา ยแรงใหแ ตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั แกข า ราชการตาํ รวจ ผูนัน้ กอนการลาออกมผี ล ทงั้ นี้เพอ่ื ใหดําเนินการทางวินยั ตอ ไปไดแ มผ นู น้ั ไดออกจากราชการไปแลว นอกจากผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ซงึ่ เปน ผมู อี าํ นาจพจิ ารณาอนญุ าตการลาออกแลว ใหผ บู งั คบั บญั ชาดงั ตอ ไปนี้ เปน ผมู อี าํ นาจพจิ ารณา การอนุญาตหรือยับย้ังขาราชการตํารวจในสวนราชการหรือหนวยงานในสังกัดซ่ึงประสงคจะลาออก จากราชการ (๑) รองผบู ังคบั การ หรือผดู าํ รงตําแหนง เทียบเทา ท่ีทําหนา ท่ีหัวหนาสว นราชการหรอื หวั หนา หนวยงาน สําหรบั ตาํ แหนง ตงั้ แต รองผกู ํากบั การ หรอื ตําแหนงเทียบเทา ลงมา (๒) ผกู าํ กบั การ หรอื ผดู าํ รงตาํ แหนง เทยี บเทา ทท่ี าํ หนา ทหี่ วั หนา สว นราชการหรอื หวั หนา หนวยงาน สําหรบั ตาํ แหนง ต้งั แต สารวัตร หรอื ตําแหนง เทยี บเทา ลงมา
๑๐๑ (๓) รองผกู าํ กบั การ หรือผูดํารงตาํ แหนงเทียบเทา ที่ทาํ หนาทห่ี ัวหนาสวนราชการหรอื หัวหนาหนวยงาน สําหรบั ตําแหนงตง้ั แต รองสารวัตร หรือตําแหนงเทยี บเทา ลงมา ÁÒμÃÒ ñðð ผมู อี าํ นาจตามมาตรา ๗๒ มอี าํ นาจสงั่ ใหข า ราชการตาํ รวจออกจากราชการ เพ่ือรับบําเหน็จบํานาญตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการได แตในการส่ังใหออกจาก ราชการเพ่ือรับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทน นอกจากใหทําไดในกรณีที่ระบุไวในมาตราอื่นแหง พระราชบญั ญตั นิ หี้ รอื ในกฎหมายวา ดว ยบาํ เหนจ็ บาํ นาญขา ราชการแลว ใหท าํ ไดใ นกรณตี อ ไปนด้ี ว ย คอื (๑) เมอื่ ขา ราชการตาํ รวจผใู ดเจบ็ ปว ยไมอ าจปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการของตนไดโ ดยสมา่ํ เสมอ (๒) เมอื่ ขา ราชการตาํ รวจผใู ดสมคั รไปปฏบิ ตั งิ านใดๆ ตามความประสงคข องทางราชการ (๓) เมอื่ ขาราชการตาํ รวจผใู ดขาดคณุ สมบตั ิทว่ั ไปตามมาตรา ๔๘(๑) (๔) (๕) หรอื ขาด คณุ สมบัติ หรอื มลี ักษณะตองหา มตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก กฎ ก.ตร.วาดวยคุณสมบัติและลักษณะตองหามของ การเปน ขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗ และท่แี กไขเพ่ิมเตมิ (๔) เม่ือขาราชการตํารวจผูใดไมสามารถปฏิบัติราชการใหมีประสิทธิภาพ และเกิด ประสิทธิผลในระดับอันเปนที่พอใจของทางราชการ ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดใน กฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแ ก กฎ ก.ตร.วา ดว ยการสงั่ ใหข า ราชการตาํ รวจออกจากราชการ กรณีไมสามารถปฏบิ ตั ิราชการใหมปี ระสิทธิภาพและเกดิ ประสทิ ธิผล พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ñðñ ขาราชการตํารวจผูใดมีกรณีถูกกลาวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยวา หยอ นความสามารถในอนั ทจ่ี ะปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการ บกพรอ งในหนา ทร่ี าชการหรอื ประพฤตติ นไมเ หมาะสม กบั ตาํ แหนง ในอนั ทจี่ ะปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการ และผบู งั คบั บญั ชาตาํ แหนง ตง้ั แตผ กู าํ กบั การหรอื เทยี บเทา ผูกํากับการข้ึนไปเห็นวากรณีมีมูล ถาใหผูนั้นรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการก็ให ผมู อี ํานาจดงั กลา วสง่ั แตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนโดยไมช กั ชา ในการสอบสวนนจ้ี ะตอ งแจง ขอ กลา วหา และอธบิ ายพยานหลกั ฐานทสี่ นบั สนนุ ขอ กลา วหาเทา ทม่ี ใี หผ ถู กู กลา วหาทราบ โดยจะระบหุ รอื ไมร ะบชุ อ่ื พยานกไ็ ดแ ละตอ งใหโ อกาสผถู กู กลา วหาชแ้ี จงและนาํ สบื แกข อ กลา วหาไดด ว ย เมอ่ื ไดม กี ารสอบสวนแลว ถาคณะกรรมการหรือผูสั่งแตงต้ังคณะกรรมการพิจารณาเห็นวา สมควรใหออกจากราชการ ก็ใหผูส่ัง แตง ตงั้ คณะกรรมการเสนอเรอ่ื งตอ ผมู อี าํ นาจตามมาตรา ๗๒ เพอื่ พจิ ารณาสงั่ ใหผ นู น้ั ออกจากราชการ เพือ่ รบั บําเหน็จบาํ นาญเหตทุ ดแทนได ในกรณีท่ีผูบังคับบัญชาไดแตงต้ังคณะกรรมการเพ่ือทําการสอบสวนผูถูกกลาวหาตาม มาตรา ๘๖ ในเรื่องที่จะตองสอบสวนตามวรรคหนึ่ง และคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ไดสอบสวนไวแลวผูมีอาํ นาจตามวรรคหน่ึงจะใชสํานวนการสอบสวนน้ันมาพิจารณาดําเนินการ โดยไมตอ งแตง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหน่ึงก็ได
๑๐๒ หลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารเกยี่ วกบั การสอบสวนพจิ ารณา ใหเ ปน ไปตามทกี่ าํ หนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก กฎ ก.ตร.วาดวยการสอบสวนพจิ ารณา พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ñðò เม่อื ขา ราชการตํารวจผูใดถกู กลาวหาวากระทําผิดวนิ ัยอยางรา ยแรง และ ไดมีการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ แตไมไดความแนชัดวาผูนั้นกระทําผิดที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือ ไลอ อกแตม มี ลทนิ หรอื มวั หมองในกรณที ถ่ี กู สอบสวนนนั้ หากจะใหร บั ราชการตอ ไปจะเปน การเสยี หาย แกร าชการกใ็ หผ มู อี าํ นาจตามมาตรา ๗๒ สง่ั ใหผ นู น้ั ออกจากราชการเพอ่ื รบั บาํ เหนจ็ บาํ นาญเหตทุ ดแทนได ÁÒμÃÒ ñðó เมอ่ื ขา ราชการตาํ รวจผใู ดถกู จาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ ใหจ าํ คกุ ในความผดิ ที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซ่ึงยังไมถึงกับจะตองถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก หากจะใหรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการก็ใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหผูนั้น ออกจากราชการเพื่อรับบาํ เหนจ็ บาํ นาญเหตทุ ดแทนได ÁÒμÃÒ ñðô ในการออกจากราชการของขาราชการตํารวจตําแหนงตั้งแตผูบังคับการ หรือตําแหนงเทียบเทาขึ้นไป หากเปนกรณีการออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ ใหนายกรัฐมนตรี นาํ ความกราบบงั คมทูลเพ่ือทรงทราบ ๔๙ การพน จากตาํ แหนง ของขา ราชการตาํ รวจ ตาํ แหนง ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาติ จเรตาํ รวจ แหงชาติ และรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติหรือตําแหนงเทียบเทา ใหนําความกราบบังคมทูล เพ่ือทรงมพี ระบรมราชโองการใหพน จากตําแหนง เวน แตกรณที ่พี น จากตาํ แหนง เพราะความตาย ͸ºÔ Ò มาตรา ๑๐๒ – ๑๐๔ โดยอธบิ าย มาตรา ๑๐๒ – ๑๐๔ เปน การกาํ หนดแนวทางการสงั่ ใหอ อกจากราชการกรณี มีมลทนิ มวั หมอง การส่งั ใหอ อกจากราชการกรณีถูกจาํ คุกโดยคาํ พพิ ากษาถงึ ท่สี ุดในความผดิ ท่กี ระทาํ โดยประมาทหรือลหุโทษ และการนําความกราบบังคมทลู กรณีการออกจากราชการตั้งแตผูบังคบั การ ข้ึนไป ¡ÒÃÍ·Ø ¸Ã³ ÁÒμÃÒ ñðõ ขาราชการตํารวจผูใดถูกสั่งลงโทษหรือถูกส่ังใหออกจากราชการตาม พระราชบัญญัตนิ ี้ ใหผนู ั้นมสี ทิ ธิอทุ ธรณไ ดดังตอ ไปน้ี (๑) กรณีถูกสงั่ ลงโทษภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม กกั ขัง หรอื ตัดเงินเดอื น ใหอ ทุ ธรณ คาํ สัง่ ดงั กลาวตอผูบังคับบัญชาของผบู งั คบั บัญชาท่ีสัง่ ลงโทษ แตใ นกรณีทผี่ ูบ ัญชาการตาํ รวจแหง ชาติ เปนผูสง่ั ลงโทษ ใหอ ทุ ธรณตอ ก.ตร. (๒) กรณีถกู สง่ั ลงโทษปลดออก หรอื ไลออก หรอื ถกู ส่ังใหอ อกจากราชการ ใหอุทธรณ คาํ สง่ั ดงั กลา วตอ ก.ตร. ๔๙ มาตรา ๑๐๔ วรรคหนึ่ง แกไขเพิ่มเติมโดยคาํ สงั่ หวั หนาคณะรักษาความสงบแหง ชาติ ที่ ๗/๒๕๕๙ เรอ่ื ง การกําหนด ตาํ แหนงของขา ราชการตํารวจซ่ึงมอี าํ นาจหนา ที่ในการสอบสวน (เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๓๖ ง วนั ที่ ๕ กุมภาพันธ ๒๕๕๙)
๑๐๓ การอุทธรณต าม (๑) และ (๒) ใหอ ุทธรณภายในสามสิบวนั นับแตว ันทราบคาํ ส่งั ระยะเวลาการพิจารณาอทุ ธรณต าม (๑) และ (๒) ใหพิจารณาใหแลว เสรจ็ ภายในสองรอย สสี่ บิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั อทุ ธรณ เวน แตม เี หตจุ าํ เปน ตามทก่ี าํ หนดในระเบยี บ ก.ตร. ทที่ าํ ใหก ารพจิ ารณา ไมแ ลว เสร็จภายในระยะเวลาดงั กลา ว กใ็ หขยายระยะเวลาไดอีกไมเ กนิ สองครัง้ โดยแตละคร้ังจะตอง ไมเ กินหกสิบวัน *ระเบียบ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเหตุจําเปนในการขยาย ระยะเวลาการพจิ ารณาอทุ ธรณ พ.ศ.๒๕๔๗ หลักเกณฑและวิธีการอุทธรณ และการพิจารณาอุทธรณ ใหเปนไปตามท่ีกําหนดใน กฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแก กฎ ก.ตร.วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ñðõ/ñõð ในกรณีที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาถึงที่สุดสั่งเพิกถอนหรือแกไข คาํ สง่ั ในเรอ่ื งใด ใหเ ปน หนา ทขี่ องผบู งั คบั บญั ชาผมู อี าํ นาจ ก.ตร. หรอื ก.ต.ช. แลว แตก รณใี นการสง่ั การ ตามสมควรเพื่อเยยี วยาและแกไ ขหรือดาํ เนินการตามทเี่ ห็นสมควร ¡ÒÃÌͧ·Ø¡¢ ÁÒμÃÒ ñðö ขาราชการตํารวจผูใดเห็นวาผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาท่ีปฏิบัติตอตน โดยไมถ ูกตอ งหรือไมป ฏบิ ตั ติ อ ตนใหถกู ตองตามระเบยี บ กฎหมาย หรือเกดิ จากการปฏิบตั โิ ดยมชิ อบ ของผบู งั คบั บญั ชาตอ ตน ผนู นั้ อาจรอ งทกุ ขต อ ผบู งั คบั บญั ชาหรอื ก.ตร. แลว แตก รณี เพอื่ ขอใหแ กไ ขได เวนแตเปนกรณีท่ีมีสิทธอิ ุทธรณต ามหมวด ๘ ใหใ ชสิทธิอุทธรณตามทกี่ ําหนดไวใ นหมวดนั้น หลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารรอ งทกุ ข เหตแุ หง การรอ งทกุ ขแ ละการพจิ ารณาเรอ่ื งรอ งทกุ ขใ หเ ปน ไป ตามทก่ี ําหนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแก กฎ ก.ตร.วาดว ยการรองทุกข พ.ศ.๒๕๔๗ à¤Ã×èͧẺตาํ ÃǨ ÁÒμÃÒ ñð÷ ลักษณะ ชนิด และประเภทของเคร่ืองแบบตํารวจ รวมทั้งการแตงวา จะสมควรอยางไร เมอ่ื ไร และโดยเง่อื นไขประการใดน้นั ใหเปนไปตามที่กาํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ñðø ผูใดแตงเครื่องแบบตํารวจโดยไมมีสิทธิ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแต สามเดอื นถงึ หา ป ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ ไดก ระทาํ ภายในเขตซงึ่ ประกาศใชก ฎอยั การศกึ หรอื ประกาศภาวะฉกุ เฉนิ หรอื เพอื่ กระทาํ ความผดิ อาญา ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตห นง่ึ ปถ งึ สบิ ป ๕๐ มาตรา ๑๐๕/๑ เพ่มิ โดยคาํ สัง่ หัวหนา คณะรกั ษาความสงบแหงชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่อง การแกไ ขปญหาการบริหาร งานบุคคลของขาราชการตาํ รวจ (เลม ๑๓๒ ตอนพิเศษ ๓๒๒ ง วันท่ี ๔ ธันวาคม ๒๕๕๘)
๑๐๔ ÁÒμÃÒ ñðù ขา ราชการตาํ รวจผใู ดแตง เครอ่ื งแบบตาํ รวจในขณะกระทาํ ความผดิ อยา งใด อยางหน่ึงตามทบี่ ัญญตั ไิ วในประมวลกฎหมายอาญาซึง่ มีกําหนดโทษจําคุกอยางสงู ต้ังแตห นึง่ ปข นึ้ ไป ตองระวางโทษจาํ คุกต้งั แตหน่ึงปถึงเจ็ดป ÁÒμÃÒ ññð ผใู ดแตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจและกระทาํ การ ใดๆ อนั ทาํ ใหร าชการตาํ รวจถกู ดหู มนิ่ หรอื ถกู เกลยี ดชงั หรอื ทาํ ใหเ กดิ ความเสอ่ื มเสยี แกร าชการตาํ รวจ หรือทําใหบุคคลอ่ืนหลงเชื่อวาตนเปนตํารวจ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต หนึง่ พนั บาทถึงหนึง่ หมื่นบาท หรอื ท้งั จาํ ทัง้ ปรับ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ ไดก ระทาํ ภายในเขตซง่ึ ประกาศใชก ฎอยั การศกึ หรอื ประกาศภาวะฉกุ เฉนิ หรอื เพอื่ กระทาํ ความผดิ อาญา ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตงั้ แตห นงึ่ ปถ งึ สบิ ป ÁÒμÃÒ ñññ ในการแสดงภาพยนตร ละคร หรอื การแสดงอน่ื ใดทาํ นองเดยี วกนั ทปี่ ระสงค จะเผยแพรต อ สาธารณชน หากผแู สดงประสงคจ ะแตง เครอื่ งแบบตาํ รวจ หรอื แตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กาย คลา ยเครอื่ งแบบตาํ รวจ ใหผ ซู ง่ึ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบการแสดงนนั้ หรอื ผซู งึ่ ไดร บั มอบหมายแจง ตอ หวั หนา สถานีตํารวจแหงทองท่ีทจี่ ะทาํ การแสดงเชนวา น้นั ทราบ ท้ังนี้ตามหลักเกณฑท ่ีกําหนดในกฎกระทรวง *กฎกระทรวง ตามมาตราน้ี ไดแ ก กฎกระทรวงวา ดว ยหลกั เกณฑก ารแจง ใหห วั หนา สถานี ตํารวจแหงทองท่ีทราบในกรณีที่จะแตงเครื่องแบบตํารวจ หรือแตงกายโดยใชเครื่องแตงกายคลาย เคร่อื งแบบตํารวจเพ่ือการแสดง พ.ศ.๒๕๕๓ ͸ԺÒ มาตรา ๑๐๗ – ๑๑๑ สาระสาํ คัญใน มาตรา ๑๐๗ – ๑๑๑ ไดก ลา วถึง ลกั ษณะ ชนดิ ประเภทของเคร่ืองแบบ และการแตงเคร่ืองแบบ ความผิดฐานแตงเคร่ืองแบบโดยไมมีสิทธ์ิ ความผิดฐานขาราชการตํารวจ แตงเครื่องแบบกระทําความผิดอาญา ความผิดฐานแตงกายคลายเครื่องแบบตํารวจ และการ แตงเครอ่ื งแบบตํารวจเพ่ือการแสดง ซ่ึงในปจจุบนั ลักษณะ ชนิด และประเภทของเครื่องแบบตาํ รวจ รวมท้ังการแตงใหเปนไปตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ฉบับท่ี ๑๗ (พ.ศ.๒๕๒๕) ออกตามความใน พระราชบัญญัติเคร่ืองแบบ พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับท่ี ๒) และที่แกไขเพิ่มเติม สรุปไดวาเพ่ือประโยชนใน การฝกปราบปรามโจรผูราย การปฏิบัตริ าชการสนาม หรอื การปฏบิ ตั ิราชการอืน่ ของสํานกั งานตาํ รวจ แหงชาติใหมีความเหมาะสมกับสถานการณ ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติจะกําหนดเคร่ืองแบบตํารวจ ตามความจําเปนกไ็ ด โดยท่ีในการแสดงภาพยนตร ละครหรือการแสดงอื่นใดทํานองเดียวกัน มักปรากฏวา มีผูแสดงที่แตงเคร่ืองแบบตํารวจโดยไมมีสิทธิหรือแตงกายโดยใชเคร่ืองแตงกายคลายเครื่องแบบ ตํารวจและกระทําการใดๆ อนั ทําใหเกิดความเสือ่ มเสียแกร าชการตํารวจ หรือทําใหบุคคลอื่นหลงเช่อื วา ตนเปนตํารวจ อันเปน การกระทําที่มิชอบดวยกฎหมายและมคี วามผิดในทางอาญา ดงั นนั้ เพื่อให ผูที่เกี่ยวของกับการแสดงไดดําเนินการใหถูกตองตามบทบัญญัติแหงกฎหมายท่ีกําหนดไวสําหรับเรื่อง
๑๐๕ การแตงกายเชนวาน้ัน ประกอบกับมาตรา ๑๑๑ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ไดบ ญั ญตั ใิ หผ ซู ง่ึ มหี นา ทรี่ บั ผดิ ชอบการแสดงซง่ึ มกี ารแตง เครอ่ื งแบบตาํ รวจหรอื แตง กายโดยใชเ ครอื่ งแตง กาย คลายเคร่ืองแบบตํารวจจะตองแจงตอหัวหนาสถานีแหงทองที่ท่ีจะทําการแสดงเชนวานั้นทราบ ทั้งน้ี ตามหลกั เกณฑท กี่ าํ หนดไวใ นกฎกระทรวงวา ดว ยหลกั เกณฑก ารแจง ใหห วั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งที่ ทราบในกรณีที่จะแตงเครื่องแบบตํารวจ หรือแตงกายโดยใชเครื่องแตงกายคลายเคร่ืองแบบตํารวจ เพ่อื การแสดง พ.ศ.๒๕๕๓ (เลม ๑๒๗ ตอนท่ี ๒๗ ก ราชกิจจานเุ บกษา วนั ที่ ๒๖เมษายน ๒๕๕๓) มีสาระสาํ คัญ คือ การแสดง หมายความวา การแสดงภาพยนตร ละคร หรอื การแสดงอน่ื ใดทาํ นอง เดยี วกนั ทป่ี ระสงคจ ะเผยแพรต อ สาธารณชน สาํ หรบั คาํ วา ผซู งึ่ มหี นา ทรี่ บั ผดิ ชอบการแสดง หมายความวา ผมู หี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบโดยเปน ผคู วบคมุ ดแู ลการถา ยทาํ หรอื กาํ กบั การแสดง ณ สถานทท่ี จี่ ะทาํ การถา ยทาํ หรือมีการแสดงแลวแตกรณี และใหหมายความรวมถึงผูซ่ึงไดรับมอบหมายจากผูควบคุมดูแล การถา ยทาํ หรือกาํ กบั การแสดงดวย ในการแสดงทตี่ อ งมผี แู สดงซงึ่ มสี ทิ ธแิ ตง เครอ่ื งแบบตาํ รวจ หรอื ผแู สดงจะแตง เครอื่ งแบบ ตาํ รวจหรอื แตง กายโดยใชเ ครอื่ งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจ ใหผ ซู ง่ึ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบการแสดงนนั้ แจง ตอ หวั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งทท่ี จี่ ะทาํ การถา ยทาํ หรอื ทาํ การแสดงนนั้ ทราบลว งหนา ไมน อ ยกวา หาวัน กอนทจี่ ะมีการถา ยทําหรอื มีการแสดง ทั้งนี้ ตามแบบทกี่ าํ หนด การแจง ตอ หวั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งท่ี ใหผ ซู ง่ึ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบการแสดงแนบเอกสาร และหลกั ฐานประกอบ ดังตอไปนี้ (๑) สําเนาบัตรประจาํ ตัวประชาชน (๒) บทขา ราชการตาํ รวจท่ีใชแสดง และเน้ือหาของงานตาํ รวจทีเ่ กี่ยวขอ งกบั เรอ่ื งน้นั ๆ โดยยอ (๓) รายละเอียดของเคร่ืองแบบตํารวจหรือเครื่องแตงกายท่ีคลายเคร่ืองแบบตํารวจ ทใี่ ชแสดง ใหห วั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งทที่ ไี่ ดร บั แจง ดแู ลและแนะนาํ โดยใหผ ซู งึ่ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบ การแสดง ดาํ เนนิ การมใิ หม กี ารแตง เครอื่ งแบบหรอื แตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจ และบทบาทการแสดงทไี่ มเ หมาะสมกบั แบบธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องตาํ รวจหรอื ทาํ ใหร าชการตาํ รวจถกู ดหู มน่ิ หรือถกู เกลยี ดชัง หรอื ทาํ ใหเกดิ ความเส่อื มเสียแกราชการตํารวจ เครอ่ื งแบบตาํ รวจมคี วามหมายแหง เกยี รตศิ กั ดแิ์ ละศกั ดศิ์ รขี องสถาบนั รกั ษาความสงบและ ความม่ันคงของชาติ และของผมู คี วามกลาหาญ ซ่ือสตั ย จงรกั ภกั ดีของผูมขี ันติ มานะ เสยี สละและ อดทน เพอ่ื ชาตบิ า นเมอื ง อกี ทง้ั ของผมู รี ะเบยี บวนิ ยั เขม แขง็ และองอาจ จงึ มใิ ชเ ปน เฉพาะเครอื่ งหมาย บอกเหลา บอกจําพวก บอกสีของผูใสเทาน้ัน ผูสวมใสเคร่ืองแบบตํารวจจึงพึงระลึกสังวร ระวังและ เชิดชูสัจจะของตนเพอ่ื มิใหเครือ่ งแบบตอ งตกต่าํ หมนหมองลง
๑๐๖ ¡Í§·¹Ø à¾×èÍ¡ÒÃÊº× ÊǹáÅÐÊͺÊǹ¤´ÍÕ ÒÞÒ ÁÒμÃÒ ññò ใหจ ดั ตง้ั กองทนุ ขน้ึ กองทนุ หนง่ึ ในสํานกั งานตาํ รวจแหง ชาติ เรยี กวา “กองทนุ เพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา” โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสนับสนุนงานสืบสวนและสอบสวน คดีอาญา ÁÒμÃÒ ññó กองทนุ ประกอบดวย (๑) เงินอดุ หนุนจากรัฐบาล (๒) เงินและทรัพยสินที่ไดรับจากหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการสวนทองถิ่น หรอื มลู นิธิ (๓) ดอกผลที่เกิดจากกองทนุ คณะรฐั มนตรจี ะอนมุ ตั ใิ หน ําเงนิ คา เปรยี บเทยี บปรบั คดอี าญาทเ่ี ปน อาํ นาจของขา ราชการ ตาํ รวจและเงินคาปรับตามกฎหมายวาดวยการจราจรทางบก เฉพาะสวนท่ีจะตองนาํ สงเปน รายไดแ ผน ดนิ ใหเ ปน ของกองทุนโดยไมตองนําสงเปนรายไดแ ผนดนิ กไ็ ด เงนิ ดอกผลและทรพั ยสนิ ตามวรรคหนึง่ และวรรคสอง ใหส งเขา กองทนุ โดยไมตอ งนาํ สง เปนรายไดแ ผนดนิ ÁÒμÃÒ ññô เงิน ดอกผลและทรัพยสินท่ีประกอบข้ึนเปนกองทุนจะตองจัดการ เพื่อประโยชนภายในขอบวตั ถปุ ระสงคข องกองทนุ ÁÒμÃÒ ññõ ใหมีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบดวยผูบัญชาการ ตาํ รวจแหง ชาตเิ ปน ประธานกรรมการ ผแู ทนสาํ นกั งานปลดั สํานกั นายกรฐั มนตรี ผแู ทนสํานกั งานอยั การ สูงสุด ผูแทนกระทรวงยุติธรรม ผูแทนสาํ นักงบประมาณ ผูแทนกรมบัญชีกลาง ผูแทนกรมสงเสริม การปกครองทอ งถ่ิน และรองผูบญั ชาการตํารวจแหงชาติหรือผูชว ยผบู ัญชาการตํารวจแหงชาติทไี่ ดร บั มอบหมายจากผบู ัญชาการตํารวจแหงชาติจํานวนสองคน เปนกรรมการ ใหป ระธานกรรมการแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจเปน เลขานกุ ารคนหนงึ่ และผชู ว ยเลขานกุ าร ไมเ กินสองคน ÁÒμÃÒ ññö คณะกรรมการบริหารกองทนุ มีอํานาจหนาทด่ี ังตอ ไปน้ี (๑) บริหารกองทุนใหเปนไปตามวัตถุประสงคของกองทุน และตามนโยบายท่ี ก.ต.ช. กําหนด (๒) ออกระเบยี บกําหนดหลกั เกณฑก ารจา ยเงนิ กองทนุ เพอ่ื สนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านของ ขา ราชการตํารวจในการทาํ หนา ทเ่ี กยี่ วกบั การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญา ระเบยี บดงั กลา วเมอื่ ไดร บั ความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. แลว ใหใชบ งั คบั ได (๓) จัดวางระบบบัญชีใหเปนไปตามมาตรฐานตามท่ีกรรมการซ่ึงเปนผูแทน สาํ นักงบประมาณและผแู ทนกรมบญั ชีกลางเสนอแนะ (๔) กาํ หนดหลักเกณฑแ ละวธิ ีการในการรับ เก็บรกั ษา และจายเงินของกองทุน
๑๐๗ (๕) ออกระเบียบกําหนดคา ใชจายในการดําเนนิ งานของกองทุน (๖) แตง ตง้ั คณะอนกุ รรมการเพอ่ื ปฏบิ ตั งิ านตามทค่ี ณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ มอบหมาย (๗) ออกระเบียบ ขอ บงั คับ ประกาศ และคําส่งั ในการบรหิ ารกองทนุ (๘) รายงานสถานะการเงินและบรหิ ารกองทุนตอ ก.ต.ช. ÁÒμÃÒ ññ÷ ใหค ณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ จดั ทํางบการเงนิ และบญั ชี สง ผสู อบบญั ชี ตรวจสอบภายในหนง่ึ รอยย่ีสิบวันนบั แตว ันสิ้นปป ฏิทนิ ทกุ ป ใหสาํ นักงานตรวจเงินแผนดินเปนผูสอบบัญชีของกองทุนทุกรอบป แลวทํารายงานผล การสอบบญั ชีของกองทุนเสนอตอ ก.ต.ช. และกระทรวงการคลงั ͸ԺÒ มาตรา ๑๑๒ – ๑๑๗ สาระสําคญั ใน มาตรา ๑๑๒ – ๑๑๗ ไดก ลา วถงึ การจดั ตง้ั กองทนุ องคป ระกอบของกองทนุ การใชประโยชนจากกองทุน คณะกรรมการบริหารกองทุน อาํ นาจหนาที่ของคณะกรรมการบริหาร กองทนุ และการจัดทํางบการเงนิ และบญั ชขี องกองทุน การจดั ตง้ั กองทนุ เพอ่ื การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญาขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ สนบั สนนุ งานสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา ซ่ึงคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. ไดวางระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนเพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาวาดวยหลักเกณฑ การจา ยเงนิ กองทนุ เพอ่ื สนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านของขา ราชการตํารวจในการทาํ หนา ทเ่ี กยี่ วกบั การสบื สวน และสอบสวนคดอี าญา พ.ศ.๒๕๔๙ (ราชกจิ จานเุ บกษา เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๒ ง วนั ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙) โดยมผี ูบ ัญชาการตํารวจแหง ชาติเปน ผรู กั ษาการตามระเบียบนแ้ี ละใหม อี ํานาจออกขอ บงั คับ หรือคําสั่ง เพ่ือใหการปฏิบตั ิเปน ไปตามระเบยี บน้ี กองทนุ ประกอบดวย (๑) เงินอดุ หนุนจากรฐั บาล (๒) เงนิ และทรพั ยส นิ ทไี่ ดร บั จากหนว ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ ราชการสว นทอ งถน่ิ หรอื มูลนิธิ (๓) ดอกผลทเ่ี กดิ จากกองทนุ ใหคณะกรรมการมีอํานาจในการกําหนดเกณฑและวิธีการจัดสรรเงินกองทุนและอนุมัติ การจัดสรรเงินกองทุนใหแกหนวยงานเพื่อเปนคาใชจายในการสนับสนุนงานสืบสวนและสอบสวน คดอี าญา ในการจดั สรรเงนิ ใหเ ลขานกุ ารเสนอบญั ชจี ดั สรรเงนิ ใหแ กห นว ยงานตามเกณฑแ ละวธิ กี าร จดั สรรเงนิ กองทนุ ทคี่ ณะกรรมการกําหนดตอ คณะกรรมการเพอื่ พจิ ารณาอนมุ ตั อิ ยา งนอ ยปล ะหนง่ึ ครงั้ และใหม ีคณะอนุกรรมการบริหารกองทนุ ของหนวยงานคณะหน่งึ ประกอบดว ย ๑. หัวหนา หนว ยงานเปนประธานอนุกรรมการ ๒. รองหัวหนาหนวยงาน หวั หนา กลุมงาน เปนอนุกรรมการโดยตาํ แหนง
๑๐๘ ๓. อนกุ รรมการซงึ่ มาจากการเลอื กของขา ราชการตาํ รวจในกลมุ รองสารวตั ร และผบู งั คบั หมู กลุมละสองคน โดยมีวาระในการดํารงตําแหนงคราวละสองป โดยใหประธานอนุกรรมการแตงต้ัง ขาราชการตาํ รวจเปน เลขานุการคนหนงึ่ ใหคณะอนุกรรมการมีอํานาจพิจารณาอนุมัติจายเงินท่ีไดรับการจัดสรรตามเกณฑและ วธิ กี ารจดั สรรเงนิ กองทนุ เพอื่ เปน คา ใชจ า ยในการสนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านของขา ราชการตํารวจในการทํา หนา ทเี่ กยี่ วกบั การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญาได ตามหลกั เกณฑก ารจา ยเงนิ ทกี่ าํ หนดไวใ นระเบยี บน้ี เงินทีไ่ ดร บั การจดั สรร ใหน ําไปใชจ ายตามวตั ถุประสงคของกองทุนในลกั ษณะดังนี้ ๑. ใชจ ายไดเ ชน เดยี วกบั เงินงบประมาณโดยอนโุ ลม ท้งั น้ใี หสามารถจา ยเปน (๑) คาใชจ า ยในการเดินทางไปราชการ ซึ่งเปนคา ใชจ า ยที่เกิดขึ้นจริง แตไ มสามารถ เบิกจายจากเงนิ งบประมาณได (๒) คา ใชจ า ยอื่นๆ ในการสนับสนุนและรวบรวมพยานหลกั ฐาน ซ่งึ ทาํ ใหห ลักฐาน ในคดมี ีคุณคามากขึ้น ทัง้ นี้ ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกําหนด ๒. คา ตอบแทนบคุ คลผใู หข อมลู ขาวสาร เพ่ือการสืบสวน ติดตาม จับกมุ หรือสอบสวน คดอี าญา อนั จะนํามาสผู ลสาํ เรจ็ ขา วละไมเ กนิ ๕,๐๐๐ บาท เวน แตข า วใดทเ่ี หน็ วา เปน ขา วทไ่ี ดม าดว ย ความยากลาํ บาก ตองเส่ียงภัย และตองใชระยะเวลาในการดําเนินงานเปน เวลานาน ใหจ ายเพิม่ ขึ้นได แตท ัง้ นี้ ตอ งไมเ กนิ ขาวละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยใหพ ิจารณาลกั ษณะขาวทีม่ ีคุณภาพ และเปน ประโยชน ในการตัดสินใจเก่ยี วกบั การปฏบิ ตั ิงาน และไมเ ปนการเบิกจายคาขา วท่ซี าํ้ ซอนกัน การเปลยี่ นแปลงอตั ราการจา ยคา ตอบแทน ใหจ ดั ทําเปน ประกาศคณะกรรมการ ใหหัวหนาหนวยงานรายงานการใชจายเงินและผลการปฏิบัติงานตอผูบังคับบัญชา ตน สงั กดั เปนประจาํ ทุกเดือน ตามแบบและวิธกี ารท่สี าํ นกั งานตํารวจแหงชาตกิ าํ หนด ใหผูบังคับบัญชาตนสังกัดของหนวยงานท่ีไดรับจัดสรรเงิน ติดตาม ตรวจสอบผลการใช จายเงนิ กบั ผลการปฏิบัติงาน ในดานคดีตางๆ ทั้งคดีท่เี กิดขนึ้ ในปจจุบนั คดคี างเกา คดีตามหมายจับ ตา งๆ หรือการสืบสวนเหตุพเิ ศษ ใหผ บู งั คบั บญั ชาตน สงั กดั ของหนว ยงานทไี่ ดร บั จดั สรรเงนิ ทม่ี รี ะดบั ตา่ํ กวา กองบญั ชาการ รายงานผลการดาํ เนินการ ใหก องบัญชาการตน สังกดั ทราบ ใหก องบญั ชาการตน สงั กดั รวบรวมผลการดําเนนิ การ อธบิ ายเสนอสาํ นกั งานตํารวจแหง ชาติ เปน รายไตรมาส ดังตอ ไปนี้ ๑. รายงานการใชจ า ยเงนิ ใหเสนอผานกองการเงิน ๒. รายงานผลการปฏิบัติงาน ใหเสนอผานกองวิจัยและพัฒนาเพ่ือนาํ ไปประกอบการ พิจารณาเพิ่มหรือลดจํานวนเงนิ จดั สรรอยางเหมาะสม ตามระยะเวลาการจัดสรรงวดตอ ๆ ไป ใหก องการเงนิ และกองวจิ ยั และพฒั นารวบรวมรายงาน แจง ใหเ ลขานกุ ารทราบเพอื่ รายงาน ตอ คณะกรรมการเปน รายไตรมาสตอ ไป ใหผูตรวจสอบภายในของสํานักงานตาํ รวจแหงชาติและสํานักงานจเรตาํ รวจ ตรวจสอบ การใชจ า ยเงนิ ของหนว ยงานใหเ ปน ไปตามวตั ถปุ ระสงคข องกองทนุ และหลกั เกณฑก ารจา ยเงนิ ทร่ี ะเบยี บ กาํ หนด
๑๐๙ º·à©¾ÒСÒÅ ÁÒμÃÒ ññø ใหส ว นราชการทจี่ ดั ตง้ั ขน้ึ ตามพระราชกฤษฎกี าแบง สว นราชการกรมตาํ รวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๕๓๙ และที่แกไขเพิ่มเติม เปนสวนราชการตามพระราชบัญญัตินี้จนกวา จะมพี ระราชกฤษฎีกาแบง สว นราชการสํานกั งานตาํ รวจแหง ชาตขิ ึน้ ใหม ทงั้ น้ี โดยใหส าํ นกั งานกาํ ลงั พล สาํ นกั งานสง กาํ ลงั บาํ รงุ สาํ นกั งานแผนงานและงบประมาณ สาํ นกั งานคณะกรรมการขา ราชการตาํ รวจ สาํ นกั งานเลขานกุ ารกรม กองการเงนิ กองการตา งประเทศ กองคดี และกองวิชาการ ซ่ึงเปนสวนราชการตามวรรคหนึ่ง เปนสวนราชการหรือหนวยงานในสังกัด สํานักงานผูบัญชาการตํารวจแหงชาติตามมาตรา ๑๐(๑) สําหรับสวนราชการ นอกจากน้ัน ใหเปน สวนราชการตามมาตรา ๑๐(๒) ตามพระราชบัญญัติน้ีจนกวาจะมีพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง ซง่ึ ออกตามมาตรา ๑๐ กาํ หนดเปน อยา งอน่ื ทงั้ นใ้ี หแ ลว เสรจ็ ภายในหนงึ่ ปน บั แตว นั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ้ี ใชบ ังคบั ÁÒμÃÒ ññù ผูใดเปนขาราชการตํารวจตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๒๑ อยูในวันกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับ ใหผูน้ันเปนขาราชการตํารวจตาม พระราชบญั ญตั นิ ้ี ตอไป ผูซึง่ เคยรบั ราชการเปน ขา ราชการตาํ รวจอยูกอนวันทพี่ ระราชบญั ญตั ินี้ใชบ งั คบั ใหถ ือวา ผนู นั้ เปนผูซ งึ่ เคยรบั ราชการเปนขาราชการตาํ รวจตามพระราชบญั ญตั ิน้ี ÁÒμÃÒ ñòð ผูใดมียศตํารวจหรือวาท่ียศตํารวจลําดับใดตามที่ระบุไวในกฎหมายอื่น กอนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ ใหใชยศตํารวจหรือวาที่ยศตํารวจลําดับน้ันตามท่ีบัญญัติไวใน พระราชบัญญัตินี้ ÁÒμÃÒ ñòñ ผูใดเปนพลตํารวจสํารองพิเศษ พลตํารวจพิเศษ และพลตํารวจสมัคร ตําแหนงลูกแถวหรือเทียบลูกแถวในสวนราชการใดของสํานักงานตํารวจแหงชาติตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ อยูในวันกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับ ใหผูน้ันเปน ขาราชการตํารวจช้ันประทวน และดํารงตําแหนงผูบังคับหมูหรือเทียบผูบังคับหมูในสวนราชการน้ัน ของสาํ นักงานตํารวจแหง ชาติตามพระราชบัญญัตนิ ้ี ÁÒμÃÒ ñòò ตาํ แหนง ผชู ว ยผบู ญั ชาการหรอื เทยี บผชู ว ยผบู ญั ชาการในสว นราชการใด ของสํานักงานตํารวจแหงชาติที่ไดรับการกําหนดไวตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ใหเ ปน ตาํ แหนง รองผบู ญั ชาการหรอื เทยี บรองผบู ญั ชาการในสว นราชการนน้ั ของสาํ นกั งาน ตํารวจแหงชาติตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ผูใดดํารงตําแหนงผูชวยผูบัญชาการหรือเทียบผูชวยผูบัญชาการในสวนราชการใดของ สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตอิ ยใู นวนั กอ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ งั คบั ใหถ อื วา ผนู น้ั เปน ผทู ไ่ี ดร บั แตง ตงั้ ใหด าํ รงตําแหนง รองผบู ญั ชาการหรอื เทยี บรองผบู ญั ชาการในสว นราชการนน้ั ของสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ตามพระราชบญั ญตั ิน้ี
๑๑๐ บรรดาตาํ แหนงผูชวยผูบัญชาการหรือเทียบผูชวยผูบัญชาการที่ปรับเปนตําแหนง รองผูบญั ชาการตามวรรคหนงึ่ และวรรคสอง ให ก.ตร.ดาํ เนินการใหมกี ารยุบเลิกใหเหลือจาํ นวนเทาที่ จําเปน และใหนําตําแหนงและอตั ราเงนิ เดอื นที่ยุบเลกิ ดังกลาวไปเพิ่มเปนตําแหนงและอัตราเงนิ เดือน ตามมาตรา ๔๔ (๖) ลงมา ÁÒμÃÒ ñòó ขาราชการตํารวจผูใดมีกรณีกระทําผิดวินัยหรือกรณีท่ีสมควรใหออกจาก ราชการอยกู อ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ งั คบั ใหผ บู งั คบั บญั ชาตามพระราชบญั ญตั นิ มี้ อี าํ นาจสง่ั ลงโทษ ผูน้ันหรือส่ังใหผูน้ันออกจากราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ สวนการสอบสวนการพิจารณาและการดาํ เนินการเพื่อลงโทษหรือใหออกจากราชการใหดาํ เนินการ ตามพระราชบญั ญตั ินีเ้ วน แต (๑) ในกรณีท่ีผูบังคับบัญชาไดสั่งใหสอบสวนโดยถูกตองตามกฎหมายท่ีใชบังคับอยู ในขณะนั้นไปแลวกอนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับและยังสอบสวนไมเสร็จก็ใหสอบสวนตาม กฎหมายนั้นตอไปจนกวาจะเสร็จ (๒) ในกรณีที่ไดมีการสอบสวนหรือพิจารณาโดยถูกตองตามกฎหมายท่ีใชบังคับอยู ในขณะนนั้ เสรจ็ ไปแลว กอ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ งั คบั ใหก ารสอบสวนหรอื พจิ ารณาแลว แตก รณนี น้ั เปนอันใชไ ด กรณีที่ไดมีการสงเรื่องหรือนาํ สํานวนสอบสวนเสนอหรือสงใหคณะอนุกรรมการสามัญ ประจํากระทรวง หรือ ก.ตร. พิจารณาตามกฎหมายที่ใชบังคับอยูในขณะน้ัน และคณะอนุกรรมการ สามญั ประจาํ กระทรวง หรือ ก.ตร.พิจารณาเรือ่ งนนั้ ยังไมเสรจ็ ใหดําเนินการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ÁÒμÃÒ ñòô ผูใดถูกส่ังลงโทษใหออก ปลดออก หรือไลออก หรือถูกส่ังใหออกตาม พระราชบัญญัติระเบียบขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๒๑ ใหผูน ้นั มีสิทธิอุทธรณไ ดต ามมาตรา ๑๐๕ ผูใดมีสิทธิรองทุกขตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ และ พระราชบญั ญัตวิ า ดวยวนิ ยั ตํารวจ พ.ศ. ๒๔๗๗ ผนู นั้ อาจรองทกุ ขไ ดต ามมาตรา ๑๐๖ ÁÒμÃÒ ñòõ ใหดาํ เนินการสรรหากรรมการนโยบายตาํ รวจแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ ใหแ ลวเสร็จภายในหนึ่งรอยแปดสบิ วนั นบั แตว ันทีพ่ ระราชบญั ญตั นิ ้ีใชบ งั คบั ในระหวา งดาํ เนนิ การตามวรรคหนง่ึ ใหก รรมการนโยบายตํารวจแหง ชาตโิ ดยตําแหนง ตาม มาตรา ๑๗(๑) ปฏบิ ตั หิ นา ทไี่ ปพลางกอ น และใหก าํ หนดหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารสรรหากรรมการนโยบาย ตาํ รวจแหง ชาติผูท รงคุณวุฒเิ พ่ือใชบ งั คับในการสรรหานั้น ซึ่งหลักเกณฑและวธิ ีการดงั กลา วใหเปน อัน ยกเลกิ เมอื่ คณะกรรมการนโยบายตาํ รวจแหงชาติตามมาตรา ๑๗ เขารบั หนา ท่ี ÁÒμÃÒ ñòö ใหดําเนินการเลือกกรรมการขาราชการตาํ รวจผูทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๓๐ (๒) ใหแลว เสร็จภายในหน่งึ รอ ยแปดสบิ วนั นบั แตวนั ทีพ่ ระราชบัญญตั ิน้ใี ชบังคบั ในระหวา งดาํ เนนิ การตามวรรคหนงึ่ ใหค ณะกรรมการขา ราชการตํารวจตามพระราชบญั ญตั ิ ระเบียบขา ราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ปฏิบตั หิ นาท่ีไปพลางกอน
๑๑๑ ÁÒμÃÒ ñò÷ ในระหวางที่ยังมิไดมีการตราพระราชกฤษฎีกาหรือออกกฎกระทรวง กฎ ก.ตร. ระเบยี บ ขอบังคบั ขอ กาํ หนด ประกาศ หรือยังมิไดม มี ติเพ่อื ปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ี้ ใหน าํ พระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง กฎ ก.พ. ระเบยี บ ขอ บงั คบั ประกาศ มติ หรอื กรณที ก่ี าํ หนดไวแ ลว ซ่ึงใชอ ยเู ดมิ มาใชบังคบั โดยอนุโลม ÁÒμÃÒ ñòø การใดทอี่ ยรู ะหวา งดาํ เนนิ การหรอื เคยดาํ เนนิ การไดต ามกฎหมายวา ดว ย ระเบยี บขา ราชการตาํ รวจ กฎหมายวา ดว ยวนิ ยั ตาํ รวจ กฎหมายวา ดว ยยศตาํ รวจ และกฎหมายวา ดว ย เคร่ืองแบบตํารวจ ท่ีใชอยูกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับและมิไดบัญญัติไวในพระราชบัญญัตินี้ จะดาํ เนนิ การไดประการใด ใหเปน ไปตามที่ ก.ตร กาํ หนด ซง่ึ ตอ งไมข ัดหรอื แยงกับกฎหมาย *ขอ กาํ หนด ก.ตร. ตามมาตราน้ี ไดแ ก ขอ กาํ หนด ก.ตร.วา ดว ยการงดดาํ เนนิ การทางวนิ ยั สําหรบั ผูไดรับโอนมาบรรจุเปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๘ ͸ºÔ Ò º·à©¾ÒСÒÅ มาตรา ๑๑๘ – ๑๒๘ มาตรา ๑๑๘ – ๑๒๘ ไดก ลา วถงึ การใหใ ชพ ระราชกฤษฎกี าแบง สว นราชการเดมิ ไปพลางกอ น การรองรับสถานภาพการเปนขาราชการตํารวจตามกฎหมายเดิม การรองรับสถานภาพการไดรับ ยศขาราชการตํารวจ ตามกฎหมายเดิม การปรับสถานภาพขาราชการตํารวจตาํ แหนงลูกแถว เปน ชัน้ ประทวน การปรบั สถานภาพขาราชการตํารวจตําแหนง ผูชว ยผูบญั ชาการเปน รองผูบญั ชาการ การดําเนินการกรณีผูท่ีกระทําผิดวินัยหรือสมควรใหออกจากราชการไวกอนกฎหมายนี้ใชบังคับ การใหใชสิทธิอุทธรณหรือรองทุกขไดตอเน่ืองจากกฎหมายเดิม กําหนดเวลาสรรหากรรมการ ก.ต.ช. ผูทรงคุณวุฒิ ใหแลวเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน กําหนดเวลาการเลือกกรรมการ ก.ตร. ผูทรงคุณวุฒิ ใหแ ลว เสรจ็ ภายใน ๑๘๐ วนั และให ก.ตร. ตามกฎหมายเดมิ ปฏบิ ตั หิ นา ทไ่ี ปพลางกอ น การอนโุ ลมใหน าํ กฎ ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศ และมติเดิมใชไปกอน และกรณีไมมีบทบัญญัติในเร่ืองใดไว ให ก.ตร. มีอํานาจกาํ หนดการดําเนินการ หมายเหตุ บทเฉพาะกาล เปนบทบัญญัติที่มีข้ึนเพื่อรักษาสิทธิหรือกําหนดหนาท่ี บางประการตามที่เคยมีในกฎหมายเกาใหยังคงมีตอไปในช่ัวระยะเวลาหน่ึงจนกวากฎหมายใหม จะมผี ลใชบ ังคับเตม็ รปู แบบแลว บทเฉพาะกาลจึงจะสิน้ ผลไป Ẻ½¡ƒ ËÑ´ คําถาม จงอธิบายระเบียบขาราชการตํารวจ, กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวน คดีอาญา และบทเฉพาะกาล มาพอสังเขป พรอ มทง้ั ยกตวั อยางประกอบคําอธบิ าย
๑๑๒ àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §ÍÔ§ กฎ ก.ตร.วาดวยการทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ พฤศจกิ ายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๒ ก หนา ๑๕ – ๑๗. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการซึ่งมิใชขาราชการตํารวจหรือการบรรจุและแตงตั้ง พนักงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ินซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแลว กลับเขารับราชการเปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๓ – ๑๕. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการตาํ รวจผูออกจากราชการไปแลวกลับเขารับราชการ เปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๑ – ๑๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการรองทุกข พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๙ ตุลาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๘ ก หนา ๙ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วาดวยการสืบสวนขอเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๕ มิถุนายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๐ ตอนที่ ๔๘ ก หนา ๑ – ๒๔. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๓๗ – ๕๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการส่ังพักราชการและการส่ังใหออกจากราชการไวกอน พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๒ – ๓๖. กฎ ก.ตร.วาดวยการส่ังใหขาราชการตาํ รวจออกจากราชการกรณีไมสามารถปฏิบัติราชการใหมี ประสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กนั ยายน ) ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๒๐ – ๒๑. กฎ ก.ตร.วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๒๒ – ๓๒. กฎ ก.ตร.วาดวยกรณีท่ีเปนความผิดที่ปรากฏชัดแจง พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หนา ๑๘ – ๑๙. กฎ ก.ตร.วาดวยคุณสมบัติและลักษณะตองหามของการเปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๖ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วาดวยวิธีการออกคําส่ังเกี่ยวกับการลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพ่ือบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มิถุนายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๒๕ ก หนา ๑ – ๖.
๑๑๓ กฎ ก.ตร. วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตาํ รวจ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนที่ ๖๓ ก หนา ๑ – ๒. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการดําเนินการใหผูถูกลงโทษตามคําส่ังเดิมรับโทษท่ีเพิ่มข้ึน หรือกลับคืนสูฐานะเดิม พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ ตุลาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๖ ก หนา ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร.วาดวยอาํ นาจการลงโทษ อัตราโทษ และการลงโทษภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรอื ตัดเงนิ เดอื น พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๐ – ๓๑. กฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑการแจงใหหัวหนาสถานีตํารวจแหงทองท่ีทราบในกรณีท่ีจะแตง เครอื่ งแบบตาํ รวจ หรอื แตง กายโดยใชเ ครอื่ งแตง กายคลา ยเครอื่ งแบบตาํ รวจเพอ่ื การแสดง พ.ศ. ๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๒๖ เมษายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๗ ตอนที่ ๒๗ ก หนา ๔ – ๖. คาํ สั่งหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ท่ี ๗/๒๕๕๙ เรื่องการกาํ หนดตาํ แหนงของขาราชการ ตํารวจซ่งึ มีอํานาจหนาท่ีในการสอบสวน. (๒๕๕๙, ๕ กุมภาพนั ธ) . ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๓๖ ง หนา ๗ – ๑๐. คําสั่งหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ที่ ๗/๒๕๖๐ เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณา แตงต้ังขาราชการตาํ รวจ. (๒๕๖๐, ๒๐ กุมภาพันธ). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๕๓ ง หนา ๘ – ๑๐. คาํ ส่ังหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่องการแกไขปญหาการบริหารงาน บุคคลของขาราชการตาํ รวจ. (๒๕๕๘, ๔ ธันวาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนพเิ ศษ ๓๒๒ ง หนา ๓๑ – ๓๒. ธวชั ประสพพระ, พ.ต.อ. Ç¹Ô ÑÂμÒí ÃǨ. กองวนิ ัย สํานักงานตาํ รวจแหง ชาติ. มปท. (ถายสาํ เนา) ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับท่ี ๘๘/๒๕๕๗ เร่ืองการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายวาดวย ตาํ รวจแหง ชาต.ิ (๒๕๕๗, ๒๑ กรกฎาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๑๓๔ ง หนา ๒๐ – ๒๒. พระราชกฤษฎีกาการไดรับเงินประจําตําแหนงของขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๓๐ กนั ยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๙๔ ก หนา ๑ – ๘. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๙๔ ก วันท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘. พระราชบัญญัตติ ํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๒๑ มนี าคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๗ ก หนา ๑ – ๓.
๑๑๔ พระราชบญั ญตั ติ ํารวจแหง ชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๑ พฤษภาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๔๓ ก หนา ๑๐ – ๑๒. มัลลิกา ลับไพรี. (๒๕๒๙). ¡ÒáËҧ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔ. สํานักวิชาการ สํานักงานเลขาธิการ สภาผูแ ทนราษฎร : กรงุ เทพฯ. ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพมิ่ เปน กรณพี เิ ศษสาํ หรบั ตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทดี่ า นสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๑ – ๔. ระเบยี บ ก.ตร. วา ดว ยเงนิ เพม่ิ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผทู าํ หนา ทสี่ อบสวนคดี พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๕ – ๘. ระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนเพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาวาดวยหลักเกณฑ การจายเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของขาราชการตํารวจในการทําหนาที่ เก่ียวกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๕ พฤษภาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๒ ง หนา ๑๕๗ – ๑๖๐.
๑๑๕ ºÃóҹءÃÁ
๑๑๖
๑๑๗ ºÃóҹءÃÁ กองบญั ชาการศกึ ษา, สํานกั งานตํารวจแหง ชาต.ิ ¤ÁÙ‹ Í× ตําÃǨ àÅÁ‹ ñð ÇªÔ Ò ºÃ. (PA) òñóðó »ÃÐÇμÑ Ô â¤Ã§ÊÃÒŒ § Â·Ø ¸ÈÒÊμÃá ÅСÒúÃËÔ Òçҹสํา¹¡Ñ §Ò¹ตาํ ÃǨá˧‹ ªÒμÔ ©ººÑ »ÃºÑ »Ã§Ø òõõ÷. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพต าํ รวจ. กฎ ก.ตร.วาดวยกรณีท่ีเปนความผิดที่ปรากฏชัดแจง พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๑๘ – ๑๙. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการแกไขเพิม่ เตมิ คณะกรรมการพจิ ารณากลน่ั กรองการพจิ ารณาส่งั ลงโทษ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๐๓ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๘๕ ก หนา ๔๓ – ๔๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอ่ื อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๖ สงิ หาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๒ ตอนท่ี ๗๓ ก หนา ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอื่ อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๒๘ สิงหาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๘ ก หนา ๑๙. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดช่ือตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๓ มนี าคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๗ ตอนที่ ๑๕ ก หนา ๔ - ๕. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกชื่ออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอ่ื อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๓ ธนั วาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๓ ก หนา ๑ - ๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑๒ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๘๐ ก หนา ๑๘ - ๑๙. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอื่ อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๙ ธนั วาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๐ ตอนที่ ๑๑๕ ก หนา ๓ - ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอื่ อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๖ กุมภาพันธ) . ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๗ ก หนา ๑๑ - ๑๒.
๑๑๘ กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดช่ือตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอื่ อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๕ พฤศจกิ ายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนท่ี ๙๘ ก หนา ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๗ กรกฎาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๔ ตอนที่ ๗๑ ก หนา ๑๑ - ๑๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๑๔ ธันวาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๔ ตอนท่ี ๑๒๔ ก หนา ๑ - ๓. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๑๑) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๒๑ กุมภาพนั ธ). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการคดั เลอื กและแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจชน้ั พลตาํ รวจเปน ขา ราชการตาํ รวจชน้ั ประทวน และการคดั เลอื กและแตง ตง้ั ขา ราชการตาํ รวจชนั้ ประทวนหรอื ชน้ั พลตาํ รวจเปน ขา ราชการ ตํารวจช้ันสัญญาบัตร พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๒๕ ก หนา ๗ - ๙. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการคดั เลอื กและแตง ตง้ั ขา ราชการตาํ รวจชน้ั พลตาํ รวจเปน ขา ราชการตาํ รวจชนั้ ประทวน และการคดั เลอื กและแตง ตง้ั ขา ราชการตาํ รวจชน้ั ประทวนหรอื ชนั้ พลตาํ รวจเปน ขา ราชการ ตาํ รวจชน้ั สญั ญาบตั ร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๑๖ มนี าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๖ ก หนา ๒๙ - ๓๐. กฎ ก.ตร. วา ดว ยการแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๕๙, ๑๕ กรกฎาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนที่ ๖๐ ก หนา ๑ – ๑๐. กฎ ก.ตร.วาดวยการไดรับเงินเดือนสูงกวาขั้นตํ่าของขาราชการตํารวจชั้นพลตํารวจ ชั้นประทวนและ ช้ันสัญญาบตั ร พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มถิ นุ ายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๒๕ ก หนา ๑๐ - ๑๒. กฎ ก.ตร. วาดวยการไดรับเงินเดือนสูงกวาข้ันต่ําของขาราชการตํารวจช้ันพลตํารวจ ช้ันประทวน และชัน้ สัญญาบัตร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๑๖ มนี าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๖ ก หนา ๓๑ - ๓๒. กฎ ก.ตร. วาดวยการไดรับเงินเดือนสูงกวาขั้นต่ําของขาราชการตํารวจชั้นพลตํารวจ ช้ันประทวน และชน้ั สญั ญาบตั ร (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนท่ี ๖๓ ก หนา ๓ - ๔.
๑๑๙ กฎ ก.ตร.วาดวยการโอนขาราชการซ่ึงไมใชขาราชการตํารวจหรือการโอนพนักงานขององคการ ปกครองสวนทองถิ่นมาบรรจุและแตงตั้งเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๑๙ ก หนา ๑๖ - ๑๗. กฎ ก.ตร.วาดวยการโอนขาราชการซ่ึงไมใชขาราชการตํารวจหรือการโอนพนักงานขององคการ ปกครองสว นทองถ่ินมาบรรจแุ ละแตงตั้งเปน ขาราชการตํารวจ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๗ มกราคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๔ ก หนา ๑ - ๒. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการแตงต้ังยศ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๔ ก หนา ๕ - ๗. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการกาํ หนดหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารพจิ ารณาเลอ่ื นเงนิ เดอื นขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๒๑ สงิ หาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๗๒ ก หนา ๑๐ - ๑๗. กฎ ก.ตร. วา ดว ยการกาํ หนดหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารพจิ ารณาเลอ่ื นเงนิ เดอื นขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๔ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๕๔ ก หนา ๘ - ๑๐. กฎ ก.ตร.วาดวยการทดลองปฏิบัติหนาท่ีราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ พฤศจิกายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๒ ก หนา ๑๕ – ๑๗. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงตั้งขาราชการซึ่งมิใชขาราชการตํารวจหรือการบรรจุและแตงต้ัง พนักงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ินซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแลว กลับเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๒ ก หนา ๑๓ – ๑๕. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการซ่ึงมิใชขาราชการตํารวจหรือการบรรจุและแตงตั้ง พนักงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ิน ซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแลว กลบั เขารับราชการเปนขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๗ มกราคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๔ ก หนา ๓ - ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงตั้งขาราชการตํารวจผูไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีใหออกจาก ราชการ ไปปฏิบัติงานใด ๆ กลับเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๘ - ๑๐. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการตํารวจผูออกจากราชการไปแลวกลับเขารับราชการ เปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๑ – ๑๒. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการรองทกุ ข พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๙ ตลุ าคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๘ ก หนา ๙ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วา ดวยการสอบสวนพจิ ารณา พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๓๗ – ๕๒.
๑๒๐ กฎ ก.ตร.วาดวยการสั่งพักราชการและการส่ังใหออกจากราชการไวกอน พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๒ – ๓๖. กฎ ก.ตร.วาดวยการสั่งใหขาราชการตํารวจประจําสํานักงานตํารวจแหงชาติหรือสวนราชการใด หรือสํารองราชการในสวนราชการใด พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๘ พฤษภาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๒ ตอนที่ ๔๒ ก หนา ๑ - ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการส่ังใหขาราชการตํารวจออกจากราชการกรณีไมสามารถปฏิบัติราชการใหมี ประสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๒๐ – ๒๑. กฎ ก.ตร.วาดวยการสืบสวนขอเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๕ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๔๘ ก หนา ๑ – ๒๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หนา ๒๒ – ๓๒. กฎ ก.ตร. วาดวยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๙ มนี าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๙ ก หนา ๕ - ๖. กฎ ก.ตร. วา ดวยคณะกรรมการพิจารณากลัน่ กรองการพิจารณาสง่ั ลงโทษ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑. (๒๕๕๑, ๑๖ กนั ยายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๕ ตอนท่ี ๙๙ ก หนา ๒๒ - ๒๓. กฎ ก.ตร.วาดวยคุณสมบัติและลักษณะตองหามของการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๖ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วา ดว ยคณุ สมบตั แิ ละลกั ษณะตอ งหา มของการเปน ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๗ พฤศจกิ ายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๓๖ - ๓๘. กฎ ก.ตร.วาดวยวิธีการออกคําส่ังเก่ียวกับการลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพ่ือบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๒๕ ก หนา ๑ – ๖. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปน ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๕ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๘๔ ก หนา ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร. วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปน ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนท่ี ๖๓ ก หนา ๑ – ๒.
๑๒๑ กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการดําเนินการใหผูถูกลงโทษตามคําส่ังเดิมรับโทษที่เพิ่มข้ึน หรือกลับคืนสูฐานะเดิม พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๖ ก หนา ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร.วา ดว ยหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารแตง ตง้ั ยศ พ.ศ.๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๓๑ พฤษภาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๘ ตอนที่ ๔๓ ก หนา ๘ – ๑๓. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการแตงตั้งยศตํารวจชั้นประทวนเปนกรณีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๖ ก หนา ๒๕ – ๒๖. กฎ ก.ตร.วา ดว ยหลกั เกณฑ วธิ กี ารและระยะเวลาการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ริ าชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๖ กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๓๓ ก หนา ๑ - ๓. กฎ ก.ตร.วา ดว ยอํานาจการลงโทษ อตั ราโทษ และการลงโทษภาคทณั ฑ ทัณฑกรรม กกั ยาม กกั ขงั หรือตัดเงนิ เดือน พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๐ – ๓๑. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ (๒๕๕๒, ๗ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๖ ตอนที่ ๖๖ ก หนา ๑ – ๗๘. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๒๒ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๒๘ ก หนา ๑๐- ๑๔. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑๓ มถิ นุ ายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๐ ตอนที่ ๕๑ ก หนา ๑ - ๓. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๗, ๗ มกราคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๔ ก หนา ๓ - ๖. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๖ กุมภาพันธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๓ ก หนา ๕ - ๗. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอนื่ ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๙ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๙ ก หนา ๑๒ - ๑๔.
๑๒๒ กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๔ สงิ หาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๔ ตอนท่ี ๘๐ ก หนา ๑ - ๓. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๑ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๔ ตอนที่ ๙๑ ก หนา ๑ - ๑๐. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอนื่ ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๑ ตลุ าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๕ ตอนที่ ๗๗ ก หนา ๑ - ๓. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๒๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๑๒ ก หนา ๑ - ๕. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับท่ี ๑๑) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๒๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๑๒ ก หนา ๖ - ๘. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอนื่ ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๕ กุมภาพันธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๑๕ ก หนา ๑ - ๖. กฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑการแจงใหหัวหนาสถานีตํารวจแหงทองท่ีทราบในกรณีท่ีจะแตง เครอื่ งแบบตาํ รวจ หรอื แตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจเพอ่ื การแสดง พ.ศ. ๒๕๕๓. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๗ ตอนที่ ๒๗ ก วันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓. ดหุ ยกั – แต พระนคร. ÊÒÃÒ¹¡Ø ÃÁä·Â©ººÑ ÃÒªº³Ñ ±μÔ Âʶҹ àÅÁ‹ ö. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พร งุ เรอื งธรรม. คาํ สง่ั หวั หนา คณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ที่ ๗/๒๕๕๙ เรอื่ งการกาํ หนดตาํ แหนง ของขา ราชการตาํ รวจ ซ่ึงมีอํานาจหนาท่ีในการสอบสวน. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๓๖ ง วนั ที่ ๕ กุมภาพนั ธ ๒๕๕๙. คําสง่ั หวั หนา คณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่องการแกไ ขปญ หาการบรหิ ารงานบคุ คล ของขา ราชการตาํ รวจ. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนพเิ ศษ ๓๒๒ ง วนั ที่ ๔ ธนั วาคม ๒๕๕๘. ธวัช ประสพพระ, พ.ต.อ. ÇÔ¹ÂÑ μÒí ÃǨ. กองวินยั สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ. กรงุ เทพฯ : มปท. ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๕๗ เรื่องการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายวาดวย ตํารวจแหง ชาต.ิ ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗.
๑๒๓ ประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ฉบบั ท่ี ๘๙/๒๕๕๗ เรอื่ งหลกั เกณฑก ารแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจ. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๑๓๔ ง วนั ท่ี ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ เร่ืองการแกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวย ตาํ รวจแหง ชาต.ิ ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วนั ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๑๑๔/๒๕๕๗ เร่ืองการแกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวย ตํารวจแหง ชาติ. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เร่ืองกําหนดภาพเคร่ืองหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ฉบับที่ ๖). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๕๗ หนา ๙๓๔ วนั ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๘๓. ประกาศสาํ นักนายกรัฐมนตรี (ฉบบั ท่ี ๔๓) เรอื่ งกาํ หนดภาพเคร่ืองหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เคร่ืองหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๘๐ ตอนท่ี ๓๕ วันท่ี ๙ เมษายน ๒๕๐๖. ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องกําหนดภาพเครื่องหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ฉบับท่ี ๑๖๘). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๑๘ ตอนที่ ๘๐ ง วันที่ ๔ ตลุ าคม ๒๕๔๔. พระราชกฤษฎกี าการไดร บั เงนิ ประจาํ ตาํ แหนง ของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๕๘. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๙๔ ก วนั ท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘. พระราชกฤษฎีกาขาราชการตํารวจประเภทไมมียศ พ.ศ. ๒๕๕๘. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๐ ก วนั ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘. พระราชกฤษฎกี าแบงสว นราชการสาํ นกั งานตํารวจแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒. (๒๕๖๒, ๒๑ กุมภาพนั ธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๖๒, ๒๑ กมุ ภาพันธ) . ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๒, ๒๑ กมุ ภาพนั ธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๒, ๒๑ กมุ ภาพนั ธ). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตํารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดต้ังเปน สํานักงานตํารวจแหงชาติ พทุ ธศักราช ๒๕๔๑. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ที่ ๑๑๕ ตอนที่ ๗๓ ก วนั ท่ี ๑๖ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๔๑.
๑๒๔ พระราชบญั ญัติตํารวจแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๑๘ ก หนา ๑ วันที่ ๑๔ กมุ ภาพันธ ๒๕๔๗. พระราชบัญญตั ติ ํารวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๗ ก วนั ที่ ๒๑ มนี าคม ๒๕๕๔. พระราชบัญญตั ติ าํ รวจแหงชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๔๓ ก วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘. พระราชบัญญัตติ ํารวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๕ เมษายน).ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา ๑๗ – ๒๐. พระราชบญั ญตั ปิ รบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๑๙ ตอนที่ ๙๙ ก วนั ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๕. มลั ลกิ า ลบั ไพร.ี ¡ÒáÃÒ‹ §¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔ. สาํ นกั วชิ าการ สํานักงานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎร : กรงุ เทพฯ. ระเบียบ ก.ตร.วาดวยการกําหนดลําดับอาวุโสของขาราชการตํารวจในการรักษาราชการแทน พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๒๔ กันยายน). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยการรายงานการดาํ เนนิ การทางวนิ ยั และการออกจากราชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ ตุลาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยการลาออกจากราชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๖ สงิ หาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีประจําอยูในตางประเทศ พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๒๔ กันยายน). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงที่มีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานดานการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๓ ธนั วาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดวยเงนิ เพม่ิ สาํ หรับตําแหนงทม่ี ีเหตพุ ิเศษตําแหนง นกั โดดรม พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตลุ าคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพิ่มสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงนักประดานํ้า พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตุลาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงที่มีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานกูภัย พ.ศ.๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๓๐ เมษายน). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพิ่มสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานทําลายวัตถุระเบิด พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตลุ าคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานดานนิติวิทยาศาสตร พ.ศ.๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๒๗ สิงหาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพิ่มสาํ หรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตาํ แหนงผูปฏิบัติงานดานอารักขา บคุ คลสาํ คัญ พ.ศ.๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๒๓ พฤศจกิ ายน).
๑๒๕ ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพมิ่ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทท่ี างเรอื พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตลุ าคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพม่ิ เปน กรณพี เิ ศษสาํ หรบั ตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทดี่ า นสอบสวน พ.ศ.๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สงิ หาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๑ – ๔. ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูทําการในอากาศ พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตุลาคม). ระเบียบ ก.ตร.วา ดวยเงนิ เพิ่มสําหรับตําแหนงทม่ี เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนงผทู ําหนาทต่ี อ ตานการกอ การรา ย พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๒๓ ธันวาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพม่ิ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผทู าํ หนา ทตี่ รวจสอบสาํ นวนอยั การ และใหความเห็นทางกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๓๐ พฤศจิกายน). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูทําหนาที่นิติกร พ.ศ.๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๘ พฤษภาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูทําหนาที่ปกครองโรงเรียน พ.ศ.๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๑๒ ตุลาคม). ระเบยี บ ก.ตร. วา ดว ยเงนิ เพม่ิ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทม่ี เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผทู าํ หนา ทส่ี อบสวนคดี พ.ศ.๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๕ – ๘. ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพมิ่ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทม่ี เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทดี่ า นปอ งกนั ปราบปราม ดานสบื สวน และดานจราจร พ.ศ.๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๓ ธนั วาคม). ระเบียบ ก.ตร. วา ดวยทะเบยี นประวัตแิ ละการควบคมุ เกษยี ณอายขุ องขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๘ ธันวาคม). ระเบียบ ก.ตร. วา ดว ยทะเบยี นประวัติและการควบคุมเกษียณอายุของขาราชการตํารวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๒๘ มีนาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยผูมีอํานาจส่ังบรรจุและแตงต้ังบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๖ เมษายน). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยผมู อี าํ นาจสงั่ เลอ่ื นเงนิ เดอื นขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๑๗ มถิ นุ ายน). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยวนั ออกจากราชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ กรกฎาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยวธิ กี ารเสรมิ สรา งและพฒั นาใหข า ราชการตาํ รวจมวี นิ ยั และปอ งกนั มใิ หข า ราชการ ตาํ รวจกระทําผดิ วนิ ยั พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๓๐ มกราคม). ระเบยี บสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ วา ดว ยการถอดยศตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๔ มีนาคม). ระเบียบสํานักงานตํารวจแหงชาติ วาดวยประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเก่ียวกับคดี ลักษณะท่ี ๑ ความประพฤติและระเบียบวินัย พ.ศ.๒๕๕๕. (๒๕๕๕. ๕ เมษายน).
๑๒๖ ระเบียบสาํ นักงานตาํ รวจแหงชาติวาดวยประมวลระเบียบการตํารวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๔ การบรรจุ พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑ กุมภาพันธ) . ระเบียบสาํ นักงานตาํ รวจแหงชาติวาดวยประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะท่ี ๘ การโอน พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑ กุมภาพนั ธ) . ระเบียบสาํ นักงานตาํ รวจแหงชาติวาดวยประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะท่ี ๑๓ ประวตั ิ พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑ กุมภาพนั ธ) . ระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาวาดวยหลักเกณฑ การจายเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของขาราชการตาํ รวจในการทาํ หนาท่ี เกีย่ วกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๙. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๒ ง วันท่ี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙. วุฒสิ ภา. (๒ มถิ ุนายน ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÇ²Ø ÔÊÀÒ ¤Ãé§Ñ ·èÕ ò÷ àÅ‹Á ò (ÊÁÂÑ ÊÒÁÑÞ·ÑèÇä») ໹š ¾ÔàÈÉ. กรุงเทพฯ : วุฒสิ ภา. วุฒสิ ภา. (๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÇزÊÔ ÀÒ ¤ÃÑ駷Õè ö (ÊÁÑÂÊÒÁÞÑ ¹μÔ ºÔ ÞÑ ÞμÑ Ô). กรงุ เทพฯ : วฒุ ิสภา. วุฒิสภา, สํานักงาน, สํานักการประชุม, กลุมงานชวเลข. (๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ ¡ÒûÃЪØÁÇزÊÔ ÀÒ ¤Ã§éÑ ·Õè ÷ (ÊÁÂÑ ÊÒÁÞÑ ¹μÔ ÔºÞÑ ÞÑμÔ) เปนพิเศษ. กรงุ เทพฯ : วุฒสิ ภา. วุฒิสภา, สาํ นักกรรมาธิการ ๒, สาํ นักงานเลขาธิการวุฒิสภา. ÃÒ§ҹ¢Í§¤³Ð¡ÃÃÁÒ¸Ô¡Òà ÇÔÊÒÁÑÞ¾Ô¨ÒóÒËҧ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμμÔ íÒÃǨá˧‹ ªÒμÔ Ç²Ø ÔÊÀÒ. กรุงเทพฯ : วฒุ ิสภา. วุฒิสภา. (๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÇزÔÊÀÒ ¤ÃÑ駷èÕ ø (ÊÁÑÂÊÒÁÑÞ¹ÔμÔºÑÞÞÑμÔ) ໚¹¾ÔàÈÉ. กรุงเทพฯ : วุฒิสภา. วฒุ ิสภา, สาํ นักงาน, สาํ นกั การประชมุ , กลมุ งานชวเลข. (๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪÁØ ÇزÔÊÀÒ ¤Ã§Ñé ·Õè ù (ÊÁÂÑ ÊÒÁÞÑ ¹ÔμºÔ ÑÞÞμÑ Ô) ໚¹¾àÔ ÈÉ. กรงุ เทพฯ : วฒุ ิสภา. สภาผูแทนราษฎร.ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÊÀÒ¼ŒÙá·¹ÃÒɮà (ÊÁÑÂÊÒÁÑÞ¹ÔμÔºÑÞÞÑμÔ) ¾.È. òõôö ¤Ã§éÑ ·Õè óð/òõôö. กรุงเทพฯ : สภาผูแทนราษฎร. สภาผแู ทนราษฎร.ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪÁØ ÊÀÒ¼áŒÙ ·¹ÃÒɮà (ÊÁÂÑ ÊÒÁÞÑ ·ÇèÑ ä») ¾.È. òõôö ¤Ã§Ñé ·èÕ òô/òõôö. กรงุ เทพฯ : สภาผแู ทนราษฎร. สภาผูแทนราษฎร. ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÊÀÒ¼ŒáÙ ·¹ÃÒɮà ª´Ø ·èÕ òñ »‚·Õè ò ¤Ã§éÑ ·Õè ñ÷ (ÊÁÑÂÊÒÁÞÑ ¹μÔ ÔºÞÑ ÞÑμÔ) àÅÁ‹ ñô ¾.È. òõôõ. กรุงเทพฯ : สภาผแู ทนราษฎร.
๑๒๗
๑๒๘ จัดพมิ พโ ดย โรงพิมพตํารวจ ถ.เศรษฐศิริ ดุสติ กรงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๖๖๘-๒๘๑๑-๓ โทรสาร ๐-๒๒๔๑-๔๖๕๘
“เปนองคกรบังคับใชกฎหมายที่นําสมัย ในระดับมาตรฐานสากล เพ�อใหประชาชนเช�อมั่นศรัทธา” พลตํารวจเอก สุวัฒน แจงยอดสุข ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136