Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

Published by mrnok, 2021-03-24 13:30:00

Description: พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547

Search

Read the Text Version

๙๔ ในกรณีท่ีผูถูกส่ังใหออกจากราชการไวกอนไดรับคาํ ส่ังใหกลับเขารับราชการหรือไดรับ คาํ ส่ังใหอ อกจากราชการดวยเหตใุ ดๆ ที่มิใชเปนการลงโทษ ใหผูน้นั มีสถานภาพเปน ขา ราชการตาํ รวจ ตลอดระยะเวลาระหวางทถี่ ูกสง่ั ใหอ อกจากราชการไวกอน เงนิ เดอื น เงนิ อน่ื ทจี่ า ยเปน รายเดอื น และเงนิ ชว ยเหลอื อยา งอนื่ และการจา ยเงนิ ดงั กลา ว ของผูถูกส่ังพักราชการและผูถูกส่ังใหออกจากราชการไวกอน ใหเปนไปตามกฎหมายหรือระเบียบ วาดว ยการนัน้ หลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการส่ังพักราชการ การส่ังใหออกจากราชการไวกอน ระยะเวลาใหพักราชการและใหออกจากราชการไวกอน และการดําเนินการเพื่อใหเปนไปตามผล การสอบสวนพิจารณาใหเ ปน ไปตามท่ีกําหนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแ ก กฎ ก.ตร.วา ดว ยการสั่งพกั ราชการและการสัง่ ใหออกจาก ราชการไวกอน พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ùöôø (ยกเลิก) ͸ԺÒ มาตรา ๙๒ – ๙๖ มาตรา ๙๒ – ๙๖ มสี าระสําคัญ คอื ก.ตร. มอี าํ นาจสอบสวนเพิม่ เติมหรอื สอบสวนใหม สถานภาพและอํานาจของผสู บื สวน กรรมการและคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวนและการดาํ เนนิ การ ทางวินัยแกผูท่ีออกจากราชการไปแลว และการส่ังพักราชการและการใหออกจากราชการไวกอน ตามกฎ ก.ตร.วา ดว ยการสง่ั พักราชการและการส่งั ใหออกจากราชการไวก อ น พ.ศ. ๒๕๔๗ (ราชกจิ จา นุเบกษา เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) การสั่งใหขาราชการตํารวจ พักราชการหรือใหออกจากราชการไวกอนเพื่อรอฟงผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ระยะเวลาให พกั ราชการและใหอ อกจากราชการไวก อ น และการดาํ เนนิ การเพอื่ ใหเ ปน ไปตามผลการสอบสวนพจิ ารณา ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี ําหนดในกฎ ก.ตร. น้ี เมอื่ ขา ราชการตํารวจผใู ดมกี รณถี กู กลา วหา วากระทําผิดวินัยอยางรายแรงจนถูกต้ังกรรมการสอบสวน หรือตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือ ถูกฟองคดีอาญา เวนแตเปนความผิดท่ีไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผูมีอํานาจตาม มาตรา ๗๒ หรอื ผบู งั คบั บญั ชาอน่ื ตามทก่ี ําหนดไวใ นระเบยี บ ก.ตร. แลว แตก รณจี ะสง่ั ใหผ นู น้ั พกั ราชการได กต็ อ เมอ่ื มเี หตอุ ยา งหนงึ่ อยางใด ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูนั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวน หรือตองหาวากระทาํ ความผิดอาญาหรือถูกฟอง คดีอาญาในเร่ืองเก่ียวกับการทุจริตตอหนาที่ราชการ หรือเก่ียวกับความประพฤติหรือพฤติการณ อนั ไมน า ไวว างใจและผทู ถ่ี กู ฟอ งนนั้ พนกั งานอยั การมไิ ดร บั เปน ทนายแกต า งให และผมู อี ํานาจดงั กลา ว พจิ ารณาเห็นวาถาใหผนู ั้นคงอยูในหนาทีร่ าชการอาจเกดิ การเสียหายแกราชการ ๔๘ มาตรา ๙๖ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒ (เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๔๓ ก วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘)

๙๕ (๒) ผนู นั้ มพี ฤตกิ ารณท แ่ี สดงวา ถา คงอยใู นหนา ทร่ี าชการจะเปน อปุ สรรคตอ การสอบสวน พจิ ารณา หรือจะกอใหเ กิดความไมสงบเรียบรอ ยข้ึน (๓) ผูน้ันอยูในระหวางถูกควบคุมหรือขังโดยเปนผูถูกจับในคดีอาญาหรือตองจาํ คุกโดย คาํ พิพากษาและไดถกู ควบคุม ขัง หรอื ตอ งจําคกุ เปน เวลาติดตอกันเกนิ กวาสิบหาวันแลว (๔) ผูน้ันถูกต้ังกรรมการสอบสวนและตอมามีคําพิพากษาถึงที่สุดวาเปนผูกระทํา ความผิดอาญาในเรื่องที่สอบสวนน้ัน หรือผูนั้นถูกต้ังกรรมการสอบสวนภายหลังท่ีมีคําพิพากษา ถึงท่ีสุดวาเปนผูกระทาํ ความผิดอาญาในเรื่องท่ีสอบสวนน้ัน และผูมีอํานาจดังกลาวพิจารณาเห็นวา ขอ เทจ็ จรงิ ทปี่ รากฏตามคําพพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ นน้ั ไดค วามประจกั ษช ดั อยแู ลว วา การกระทาํ ความผดิ อาญา ของผูนนั้ เปน ความผดิ วนิ ยั อยา งรายแรง การส่ังพักราชการใหส่ังพักตลอดเวลาท่ีสอบสวนพิจารณา เวนแตกรณีผูถูกสั่งพัก ไดรองทุกขและผูมีอาํ นาจพิจารณาเห็นวาคํารองทุกขฟงข้ึนและไมสมควรท่ีจะสั่งพักราชการ ก็ใหส่ัง ใหผ ูนนั้ กลับเขา ปฏบิ ัติหนา ที่ราชการกอ นการสอบสวนพิจารณาเสร็จส้นิ ได ในกรณีที่ขาราชการตาํ รวจผูใดมีกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยอยางรายแรงจนถูกต้ัง กรรมการสอบสวนหลายสาํ นวน หรือตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือถูกฟองคดีอาญาหลายคดี เวน แตเ ปนความผดิ ทไ่ี ดกระทาํ โดยประมาทหรือความผิดลหโุ ทษ หรอื ผูที่ถกู ฟอ งน้ัน พนกั งานอยั การ รบั เปน ทนายแกตา งให ถา จะส่ังพักราชการใหส่ังพักทุกสาํ นวนและทกุ คดี ในกรณีที่ไดสั่งพักราชการในสํานวนใดหรือคดีใดไวแลว ภายหลังปรากฏวาผูถูกส่ังพัก ราชการนั้นมีกรณีถูกกลาวหาวากระทาํ ผิดวินัยอยางรายแรงจนถูกต้ังกรรมการสอบสวนในสํานวนอื่น หรือตองหาวากระทําความผิดอาญาหรือถูกฟองคดีอาญาในคดีอ่ืนเพิ่มข้ึนอีก เวนแตเปนความผิดท่ี ไดก ระทําโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหโุ ทษ หรอื ผทู ถี่ กู ฟอ งนนั้ พนกั งานอยั การรบั เปน ทนายแกต า งให กใ็ หส ง่ั พกั ราชการในสํานวนหรอื คดอี ่นื ทีเ่ พิม่ ข้ึนนัน้ ดว ย การสง่ั พกั ราชการ หา มมิใหสง่ั พักยอ นหลังไปกอนวันออกคําส่งั เวน แต (๑) ผซู ง่ึ จะถกู สง่ั พกั ราชการอยใู นระหวา งถกู ควบคมุ หรอื ขงั โดยเปน ผถู กู จบั ในคดอี าญา หรอื ตอ งจาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษา การสง่ั พกั ราชการในเรอ่ื งนนั้ ใหส ง่ั พกั ยอ นหลงั ไปถงึ วนั ทถี่ กู ควบคมุ ขงั หรือตอ งจาํ คุก (๒) ในกรณที ี่ไดมกี ารสัง่ พักราชการไวแ ลว ถา จะตอ งส่งั ใหมเ พราะคาํ ส่ังเดมิ ไมชอบหรอื ไมถูกตอง ใหสั่งพักต้ังแตวันใหพักราชการตามคาํ สั่งเดิม หรือตามวันที่ควรตองพักราชการในขณะท่ี ออกคําสั่งเดิม เมอ่ื ไดม คี ําสง่ั ใหข า ราชการตาํ รวจผใู ดพกั ราชการแลว ใหแ จง คําสง่ั ใหผ นู น้ั ทราบพรอ มทงั้ สง สาํ เนาคาํ สงั่ ใหด ว ยโดยพลนั ในกรณที ไี่ มอ าจแจง ใหผ นู น้ั ทราบได หรอื ผนู น้ั ไมย อมรบั ทราบคาํ สง่ั ใหป ด สําเนาคาํ สงั่ ไว ณ ทที่ าํ การทผี่ นู นั้ รบั ราชการอยแู ละมหี นงั สอื แจง พรอ มกบั สง สาํ เนาคาํ สง่ั ทางไปรษณยี  ลงทะเบียนตอบรับ ไปใหผ ูน นั้ ณ ทีอ่ ยูของผูน นั้ ซง่ึ ปรากฏตามหลกั ฐานของทางราชการในกรณเี ชน นี้ เมอ่ื ลวงพนสบิ วนั นบั แตว นั ที่ไดด าํ เนินการดังกลา ว ใหถอื วาผูนั้นไดท ราบคาํ สั่งพกั ราชการแลว

๙๖ เมอ่ื ขา ราชการตํารวจผใู ดมเี หตทุ อี่ าจถกู สงั่ พกั ราชการ และผมู อี ํานาจตามมาตรา ๗๒ หรอื ผบู งั คบั บญั ชาอน่ื ตามทก่ี าํ หนดไวใ นระเบยี บ ก.ตร. แลว แตก รณี พจิ ารณาเหน็ วา การสอบสวนพจิ ารณา หรือการพิจารณาคดีท่ีเปนเหตุที่อาจถูกส่ังพักราชการนั้น จะไมแลวเสร็จโดยเร็ว ผูมีอํานาจดังกลาว จะส่งั ใหผนู ั้นออกจากราชการไวกอ นกไ็ ด การสงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อ น ใหส งั่ ใหอ อกตลอดเวลาทสี่ อบสวนพจิ ารณา เวน แตก รณี ผถู ูกสงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อนไดอุทธรณคาํ สง่ั ใหออกจากราชการไวกอนตอ ก.ตร. และ ก.ตร. ได พิจารณาเห็นวาคําอุทธรณฟงข้ึนและไมสมควรท่ีจะส่ังใหออกจากราชการไวกอน ก็ใหแจงผูมีอํานาจ ตามมาตรา ๗๒ หรอื ผูบงั คับบัญชาอนื่ ตามทกี่ าํ หนดไวในระเบียบ ก.ตร. แลวแตกรณี ส่งั ใหผ นู ้นั กลบั เขา ปฏิบัติหนาท่ีราชการกอ นการสอบสวนพิจารณาเสร็จส้ินได เมื่อไดส่ังใหขาราชการตํารวจผูใดพักราชการไวแลว ผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือ ผูบังคับบัญชาอ่ืนตามท่ีกําหนดไวในระเบียบ ก.ตร. แลวแตกรณี และส่ังใหผูนั้นออกจากราชการ ไวก อนอีกชั้นหน่งึ กไ็ ด การสง่ั ใหข า ราชการตาํ รวจตาํ แหนง ตงั้ แตผ บู งั คบั การ พนกั งานสอบสวนผเู ชยี่ วชาญพเิ ศษ หรือตําแหนงเทียบเทาขึ้นไป ออกจากราชการไวกอน ใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ สวนการส่ังใหขาราชการตํารวจตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ จเรตํารวจแหงชาติ และ รองผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาตหิ รอื ตาํ แหนง เทยี บเทา ออกจากราชการไวก อ น ใหน าํ ความกราบบงั คมทลู เพ่ือทรงมีพระบรมราชโองการใหพนจากตาํ แหนงตงั้ แตวนั ออกจากราชการไวก อน เมื่อไดสั่งใหขาราชการตํารวจผูใดพักราชการหรือใหออกจากราชการไวกอนเพื่อรอฟง ผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ถาภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาเปนประการใดแลว ใหดําเนนิ การ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) ในกรณีท่ีปรากฏวาผูน้ันกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ก็ใหส่ังลงโทษใหเปนไปตาม มาตรา ๙๐ หรือมาตรา ๑๒๓ แลวแตกรณี (๒) ในกรณีที่ปรากฏวาผูถูกสั่งพักราชการน้ันกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรงและไมมี กรณที จี่ ะตอ งถกู สงั่ ใหอ อกจากราชการ กใ็ หส ง่ั ใหผ นู นั้ กลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการในตาํ แหนง เดมิ หรอื ตาํ แหนง ในระดบั เดยี วกนั ทผี่ นู น้ั มคี ณุ สมบตั ติ รงตามคณุ สมบตั เิ ฉพาะสาํ หรบั ตาํ แหนง นน้ั แลว ดาํ เนนิ การ ตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ แลว แตก รณี (๓) ในกรณที ปี่ รากฏวา ผถู กู สงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อ นนนั้ กระทําผดิ วนิ ยั อยา งไมร า ยแรง และไมมีกรณีท่ีจะตองถูกส่ังใหออกจากราชการ ก็ใหส่ังใหผูน้ันกลับเขารับราชการในตาํ แหนงเดิม หรือตําแหนงในระดับเดียวกันที่ผูน้ันมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหนงน้ัน ทั้งน้ี สาํ หรับการส่ังใหผูถูกสั่งใหออกจากราชการไวกอนกลับเขารับราชการในตําแหนงต้ังแตผูบังคับการ พนักงานสอบสวน ผูเชย่ี วชาญพเิ ศษ หรือตําแหนงเทยี บเทาขึน้ ไป ใหนาํ ความกราบบังคมทูลเพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตงั้ แลวดําเนินการตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ แลว แตก รณี

๙๗ (๔) ในกรณีที่ปรากฏวาผูถูกส่ังพักราชการน้ันกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรงและไมมี กรณที จ่ี ะตอ งถกู สง่ั ใหอ อกจากราชการดว ยเหตอุ นื่ แตไ มอ าจสงั่ ใหผ นู นั้ กลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการได เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปบริบูรณและไดพนจากราชการตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญ ขา ราชการแลวกใ็ หด ําเนนิ การตามมาตรา ๘๙ หรอื มาตรา ๑๒๓ แลวแตก รณี โดยไมต อ งส่ังใหก ลบั เขาปฏิบัตหิ นาทร่ี าชการ การดําเนินการตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ ในกรณีที่จะสั่งลงโทษตัดเงินเดือน การสงั่ ลงโทษดงั กลา วใหส ง่ั ยอ นหลงั ไปถงึ วนั สดุ ทา ยกอ นวนั พน จากราชการตามกฎหมายวา ดว ยบาํ เหนจ็ บํานาญขา ราชการ (๕) ในกรณที ปี่ รากฏวา ผถู กู สง่ั ใหอ อกจากราชการไวก อ นนนั้ กระทาํ ผดิ วนิ ยั อยา งไมร า ยแรง และไมมีกรณีที่จะตองถูกสั่งใหออกจากราชการดวยเหตุอื่น แตไมอาจสั่งใหกลับเขารับราชการได เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปบริบูรณและสิ้นปงบประมาณที่มีอายุครบหกสิบปบริบูรณน้ันแลว ก็ใหดําเนินการตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๑๒๓ แลวแตกรณี และมีคําส่ังยกเลิกคําสั่งใหออกจาก ราชการไวกอ นเพ่ือใหผูนน้ั เปนผูพน จากราชการตามกฎหมายวา ดว ยบําเหน็จบาํ นาญขาราชการ (๖) ในกรณีท่ีปรากฏวาผูนั้นกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรง แตมีกรณีท่ีจะตองถูกสั่ง ใหอ อกจากราชการดว ยเหตอุ นื่ กใ็ หด าํ เนนิ การตามมาตรา ๘๙ หรอื มาตรา ๑๒๓ แลว แตก รณี แลว สงั่ ใหผ นู น้ั ออกจากราชการตามเหตนุ นั้ โดยไมต อ งสงั่ ใหก ลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการหรอื กลบั เขา รบั ราชการ (๗) ในกรณีที่ปรากฏวาผูน้ันมิไดกระทําผิดวินัยและไมมีกรณีที่จะตองออกจากราชการ ก็ใหส งั่ ยตุ ิเร่ือง และใหผูน ัน้ กลบั เขา ปฏิบัตหิ นาทรี่ าชการหรอื กลับเขา รับราชการ (๘) ในกรณีที่ปรากฏวาผูถูกสั่งพักราชการนั้นมิไดกระทําผิดวินัยและไมมีกรณีที่จะตอง ถูกส่ังใหออกจากราชการดวยเหตุอ่ืน แตไมอาจสั่งใหผูน้ันกลับเขาปฏิบัติหนาที่ราชการไดเน่ืองจาก มีอายุครบหกสิบปบริบูรณและไดพนจากราชการตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการแลว กใ็ หส ่ังยุติเรื่อง (๙) ในกรณที ป่ี รากฏวา ผถู กู สง่ั ใหอ อกจากราชการไวก อ นนนั้ มไิ ดก ระทาํ ผดิ วนิ ยั และไมม ี กรณที จ่ี ะตอ งถกู สง่ั ใหอ อกจากราชการดว ยเหตอุ น่ื แตไ มอ าจสงั่ ใหผ นู น้ั กลบั เขา รบั ราชการไดเ นอื่ งจาก มอี ายคุ รบหกสบิ ปบ รบิ รู ณแ ละสนิ้ ปง บประมาณทม่ี อี ายคุ รบหกสบิ ปบ รบิ รู ณน นั้ แลว กใ็ หส งั่ ยตุ เิ รอื่ งและ มีคําสั่งยกเลิกคําส่ังใหออกจากราชการไวกอนเพ่ือใหผูน้ันเปนผูพนจากราชการตามกฎหมายวาดวย บําเหน็จบํานาญขาราชการ (๑๐) ในกรณที ปี่ รากฏวา ผนู นั้ มไิ ดก ระทาํ ผดิ วนิ ยั แตม กี รณที จี่ ะตอ งถกู สงั่ ใหอ อกจากราชการ ดวยเหตุอ่ืน ก็ใหสั่งใหออกจากราชการตามเหตุนั้นโดยไมตองส่ังใหกลับเขาปฏิบัติหนาท่ีราชการหรือ กลบั เขารบั ราชการ คาํ สง่ั พกั ราชการ คาํ สงั่ ใหอ อกจากราชการไวก อ น หรอื คาํ สง่ั ใหก ลบั เขา ปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการ หรือกลบั เขา รับราชการ ตองมีสาระสาํ คญั ตามแบบคาํ สงั่ ที่ ก.ตร. กาํ หนดแลว แตก รณี

๙๘ ¡ÒÃÍÍ¡¨Ò¡ÃÒª¡Òà ÁÒμÃÒ ù÷ ขาราชการตํารวจออกจากราชการเมือ่ (๑) ตาย (๒) พน จากราชการตามกฎหมายวา ดว ยบาํ เหน็จบํานาญขา ราชการ (๓) ไดรบั อนญุ าตใหล าออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๙๙ (๔) ถูกสัง่ ใหออกตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ หรอื มาตรา ๑๐๓ (๕) ถูกส่ังลงโทษปลดออกหรอื ไลอ อก วนั ออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ใหเปนไปตามที่กําหนดในระเบียบ ก.ตร. การออกจากราชการของขาราชการตํารวจเฉพาะผูที่ตองรับราชการตาม กฎหมายวา ดว ยการรบั ราชการทหาร ใหเ ปนไปตามกฎหมายวาดวยการนั้น *ระเบียบ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแก ระเบียบ ก.ตร.วาดวยวันออกจาก ราชการของขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ùø ผูใดไดรับบรรจุเขาเปนขาราชการตาํ รวจ หากภายหลังปรากฏวา ขาดคณุ สมบตั ิหรือมลี กั ษณะตอ งหา มตามมาตรา ๔๘ หรอื ขาดคุณสมบัติเฉพาะสําหรบั ตาํ แหนง ตาม มาตรา ๔๕ ต้งั แตก อ นไดรับการบรรจุ ใหผูมีอาํ นาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหออกจากราชการ แตท ัง้ นี้ ไมก ระทบกระเทอื นถงึ การใดทผ่ี นู น้ั ไดป ฏบิ ตั ไิ ปตามอาํ นาจหนา ทแี่ ละการรบั เงนิ เดอื นหรอื ผลประโยชน อนื่ ใดทไ่ี ดร บั จากทางราชการกอ นมคี ําสงั่ ใหอ อกนน้ั และถา การเขา รบั ราชการเปน ไปโดยสจุ รติ แลว ใหถ อื วา เปน การสง่ั ใหอ อกเพอ่ื รบั บาํ เหนจ็ บาํ นาญเหตทุ ดแทนตามกฎหมายวา ดว ยบําเหนจ็ บํานาญขา ราชการ ÁÒμÃÒ ùù ขา ราชการตาํ รวจผใู ดประสงคจ ะลาออกจากราชการ ใหย น่ื หนงั สอื ขอลาออก ตอผูบังคับบัญชาเหนือข้ึนไปชั้นหน่ึง เพื่อใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผูบังคับบัญชาอื่น ตามท่ีกาํ หนดในระเบียบ ก.ตร. เปนผพู ิจารณาอนญุ าต ในกรณที ขี่ า ราชการตํารวจขอลาออกเพอ่ื ดาํ รงตาํ แหนง ทกี่ าํ หนดโดยรฐั ธรรมนญู ตาํ แหนง ทางการเมอื งหรอื เพอื่ สมคั รรบั เลอื กตง้ั เปน สมาชกิ รฐั สภา สมาชกิ สภาทอ งถน่ิ หรอื ผบู รหิ ารทอ งถน่ิ ใหก าร ลาออกมผี ลนบั ตง้ั แตวันท่ผี ูน ้นั ขอลาออก นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถา ผูมอี ํานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผูบ ังคบั บญั ชาอืน่ ตามท่ี กาํ หนดในระเบยี บ ก.ตร. เหน็ วา จาํ เปน เพอื่ ประโยชนแ กร าชการ จะยบั ยง้ั การลาออกไวเ ปน เวลาไมเ กนิ สามเดือนนบั แตวนั ขอลาออกกไ็ ด หลกั เกณฑและวิธีการเก่ียวกับการลาออก การพิจารณาอนญุ าตใหลาออกและการยับยง้ั การลาออกจากราชการใหเ ปน ไปตามทกี่ าํ หนดในระเบียบ ก.ตร. *ระเบียบ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก ระเบียบ ก.ตร.วาดวยการลาออกจากราชการของ ขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๕๐

๙๙ ͸ԺÒ มาตรา ๙๘ – ๙๙ มาตรา ๙๘ – ๙๙ มีสาระสําคัญเกีย่ วกับการสง่ั ใหออกจากราชการเพราะขาดคณุ สมบัติ ตง้ั แตก อ นไดร บั การบรรจุ และการลาออกจากราชการตามระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยการลาออกจากราชการ ของขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๕๐ ขา ราชการตาํ รวจผใู ดประสงคจ ะลาออกจากราชการใหย น่ื หนงั สือ ขอลาออกตอ ผบู งั คบั บญั ชาเหนอื ขนึ้ ไปชนั้ หนง่ึ ตามแบบหนงั สอื ขอลาออกจากราชการทา ยระเบยี บนี้ กอนวันขอลาออกไมนอยกวา ๓๐ วัน หนังสือขอลาออกท่ีมิไดระบุวันขอลาออกไวใหถือวันถัดจาก วันครบกําหนด ๓๐ วนั นบั แตวันยื่นเปน วันขอลาออก เม่ือผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปช้ันหน่ึงของผูขอลาออกไดรับหนังสือขอลาออกแลว ใหบ นั ทกึ วนั ย่นื หนงั สือขอลาออกนัน้ เปน หลักฐานและใหต รวจสอบดว ยวา หนงั สอื ขอลาออกดงั กลาว ไดย่ืนลวงหนากอนวันขอลาออกไมนอยกวา ๓๐ วันหรือไม พรอมท้ังพิจารณาเสนอความเห็นตอ ผูบังคับบัญชาช้ันเหนือขึ้นไปภายใน ๗ วัน นับแตวันท่ีไดรับหนังสือขอลาออกและใหผูบังคับบัญชา ชนั้ เหนอื ขนึ้ ไปแตล ะระดบั เสนอความเหน็ ตามลาํ ดบั จนถงึ ผมู อี าํ นาจอนญุ าตการลาออกภายใน ๗ วนั นับแตวันไดรับรายงาน กรณีผูขอลาออกยื่นหนังสือขอลาออกลวงหนากอนวันขอลาออกนอยกวา ๓๐ วัน โดยมีเหตุผลความจาํ เปนเปนพิเศษ ใหรีบพิจารณาเสนอความเห็นไปยังผูมีอาํ นาจอนุญาต การลาออกกอ นวนั ขอลาออกโดยเรว็ ใหผ บู งั คบั บญั ชาผมู อี าํ นาจอนญุ าตการลาออกพจิ ารณาดาํ เนนิ การ ตอไป เม่ือผูมีอาํ นาจอนุญาตการลาออกไดรับหนังสือขอลาออกของขาราชการตาํ รวจผูใดแลว ใหผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกพิจารณาวาจะส่ังอนุญาตใหผูน้ันลาออกจากราชการหรือจะส่ังยับย้ัง การลาออก โดยใหด าํ เนนิ การดงั น้ี (๑) เม่ือผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกพิจารณาเห็นวา ควรอนุญาตใหลาออกจาก ราชการได ใหผมู ีอํานาจอนุญาตการลาออกมีคาํ ส่ังอนญุ าตใหล าออกเปนลายลักษณอกั ษรใหเสร็จส้นิ กอ นวันขอลาออก แลวแจงคําสัง่ ดังกลาวใหผ ูข อลาออกทราบกอ นวนั ขอลาออกและแจงใหหนว ยงาน ทเี่ ก่ยี วของทราบ ในกรณีหนังสือขอลาออกท่ียื่นลวงหนากอนวันขอลาออกนอยกวา ๓๐ วัน ผูมีอาํ นาจ อนญุ าตการลาออกจะอนญุ าตใหลาออกในวนั ท่ีระบใุ นหนงั สือขอลาออกหรอื ภายในกาํ หนด ๓๐ วนั นับแตว นั ยืน่ หนังสือขอลาออกก็ได และใหการลาออกมผี ลในวนั ท่ีไดรับอนุญาตใหล าออก (๒) เม่ือผูมีอาํ นาจอนุญาตการลาออกพิจารณาเห็นวาควรยับย้ังการลาออก ใหเรียก ผูขอลาออกมาพบเพ่ือสอบถามถึงเหตุผล และความจําเปนในประโยชนสวนตนและทางราชการ หากผูม ีอาํ นาจอนญุ าตการลาออกเห็นวา มคี วามจําเปน เพอ่ื ประโยชนแ กทางราชการใหม ีคาํ สง่ั ยับยั้ง การลาออกเปน ลายลกั ษณอ กั ษรใหเ สรจ็ สนิ้ กอ นวนั ขอลาออกหรอื ภายในกําหนด ๓๐ วนั นบั แตว นั ยน่ื หนังสือขอลาออก แลวแจงคาํ ส่ังดังกลาวพรอมท้ังเหตุผล ระยะเวลาท่ียับยั้งและวันที่การลาออก จะมีผลใหผูขอลาออกทราบกอนวันขอลาออกดวย ทั้งน้ีการยับยั้งการลาออกใหส่ังยับย้ังไดเพียง ครงั้ เดียวเปน เวลาไมเ กนิ ๓ เดือน นบั แตว นั ขอลาออกและจะขยายอีกไมได

๑๐๐ ถา ผขู อลาออกมไิ ดแ จง ขอระงบั หรอื ยกเลกิ การลาออกกอ นการลาออกมผี ล ใหก ารลาออก นั้นมีผลนับแตวันถัดจากวันครบกําหนดเวลาที่ยับยั้งการลาออก ในกรณีที่ผูขอลาออกอยูระหวาง ถกู ตงั้ กรรมการสอบสวนทางวนิ ยั หรอื ตอ งหาคดอี าญาหรอื มหี นส้ี นิ ตดิ คา งกบั ทางราชการ ไมถ อื เปน เหตุ จําเปนเพ่ือประโยชนแกราชการท่ีจะยับยั้งการลาออก แตหากปรากฏวาผูขอลาออกมีกรณีดังกลาว ใหผ มู ีอาํ นาจอนญุ าตการลาออกแจง หนว ยงานที่เกย่ี วของกบั กรณดี ังกลา วทราบกอ นลาออกมผี ล เมอ่ื ผมู อี าํ นาจอนญุ าตการลาออกไมไ ดม คี าํ สง่ั อนญุ าตใหล าออกกอ นวนั ขอลาออก และ ไมไ ดมีคําสงั่ ยบั ย้ังการลาออก ใหถอื วา ผูขอลาออกไดอ อกจากราชการไปนับแตว นั ขอลาออก ในกรณีท่ีหนังสือขอลาออกไดย่ืนลวงหนากอนวันขอลาออกนอยกวา ๓๐ วัน ใหถือวา ผูขอลาออกไดออกจากราชการในวันถัดจากวันครบกําหนด ๓๐ วัน นับแตวันย่ืนหนังสือขอลาออก ภายหลังที่ผูขอลาออกไดออกจากราชการ ใหผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกมีหนังสือแจงวันออกจาก ราชการใหผูขอลาออกทราบภายใน ๑๕ วัน นับแตวันท่ีผูนั้นออกจากราชการ และแจงใหหนวยงาน ทเี่ กี่ยวของทราบดว ย การขอลาออกเพื่อดํารงตําแหนงที่กําหนดโดยรัฐธรรมนูญ ตําแหนงทางการเมือง หรือ เพื่อสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น ใหยื่นหนังสือ ขอลาออกตาม พรอมเอกสารที่เกี่ยวของตอผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง และใหผูบังคับบัญชา ดงั กลา วเสนอหนงั สอื ขอลาออกพรอ มเอกสารทเ่ี กยี่ วขอ งนนั้ ตอ ผบู งั คบั บญั ชาเหนอื ขน้ึ ไปตามลาํ ดบั จนถงึ ผูม ีอํานาจอนญุ าตการลาออกโดยเรว็ เมื่อผูมีอํานาจอนุญาตการลาออกไดรับหนังสือขอลาออกและตรวจพิจารณาเอกสาร ที่เกี่ยวของแลว ใหมีคําสั่งอนุญาตใหการลาออกมีผลนับต้ังแตวันที่ผูน้ันขอลาออก แลวแจงให ผขู อลาออกและหนวยงานท่ีเก่ยี วขอ งทราบ ถา ผขู อลาออกมกี รณถี กู กลา วหาวา กระทาํ ผดิ วนิ ยั ใหผ บู งั คบั บญั ชาตรวจสอบพจิ ารณาดว ยวา เปน กรณมี มี ลู ทคี่ วรกลา วหาวา ขา ราชการตาํ รวจผนู น้ั กระทาํ ผดิ วนิ ยั อยา งรา ยแรงหรอื ไม หากมมี ลู กรณี ทจ่ี ะตอ งดาํ เนนิ การทางวนิ ยั อยา งรา ยแรงใหแ ตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั แกข า ราชการตาํ รวจ ผูนัน้ กอนการลาออกมผี ล ทงั้ นี้เพอ่ื ใหดําเนินการทางวินยั ตอ ไปไดแ มผ นู น้ั ไดออกจากราชการไปแลว นอกจากผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ซงึ่ เปน ผมู อี าํ นาจพจิ ารณาอนญุ าตการลาออกแลว ใหผ บู งั คบั บญั ชาดงั ตอ ไปนี้ เปน ผมู อี าํ นาจพจิ ารณา การอนุญาตหรือยับย้ังขาราชการตํารวจในสวนราชการหรือหนวยงานในสังกัดซ่ึงประสงคจะลาออก จากราชการ (๑) รองผบู ังคบั การ หรือผดู าํ รงตําแหนง เทียบเทา ท่ีทําหนา ท่ีหัวหนาสว นราชการหรอื หวั หนา หนวยงาน สําหรบั ตาํ แหนง ตงั้ แต รองผกู ํากบั การ หรอื ตําแหนงเทียบเทา ลงมา (๒) ผกู าํ กบั การ หรอื ผดู าํ รงตาํ แหนง เทยี บเทา ทท่ี าํ หนา ทหี่ วั หนา สว นราชการหรอื หวั หนา หนวยงาน สําหรบั ตาํ แหนง ต้งั แต สารวัตร หรอื ตําแหนง เทยี บเทา ลงมา

๑๐๑ (๓) รองผกู าํ กบั การ หรือผูดํารงตาํ แหนงเทียบเทา ที่ทาํ หนาทห่ี ัวหนาสวนราชการหรอื หัวหนาหนวยงาน สําหรบั ตําแหนงตง้ั แต รองสารวัตร หรือตําแหนงเทยี บเทา ลงมา ÁÒμÃÒ ñðð ผมู อี าํ นาจตามมาตรา ๗๒ มอี าํ นาจสงั่ ใหข า ราชการตาํ รวจออกจากราชการ เพ่ือรับบําเหน็จบํานาญตามกฎหมายวาดวยบําเหน็จบํานาญขาราชการได แตในการส่ังใหออกจาก ราชการเพ่ือรับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทน นอกจากใหทําไดในกรณีที่ระบุไวในมาตราอื่นแหง พระราชบญั ญตั นิ หี้ รอื ในกฎหมายวา ดว ยบาํ เหนจ็ บาํ นาญขา ราชการแลว ใหท าํ ไดใ นกรณตี อ ไปนด้ี ว ย คอื (๑) เมอื่ ขา ราชการตาํ รวจผใู ดเจบ็ ปว ยไมอ าจปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการของตนไดโ ดยสมา่ํ เสมอ (๒) เมอื่ ขา ราชการตาํ รวจผใู ดสมคั รไปปฏบิ ตั งิ านใดๆ ตามความประสงคข องทางราชการ (๓) เมอื่ ขาราชการตาํ รวจผใู ดขาดคณุ สมบตั ิทว่ั ไปตามมาตรา ๔๘(๑) (๔) (๕) หรอื ขาด คณุ สมบัติ หรอื มลี ักษณะตองหา มตามที่กําหนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก กฎ ก.ตร.วาดวยคุณสมบัติและลักษณะตองหามของ การเปน ขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗ และท่แี กไขเพ่ิมเตมิ (๔) เม่ือขาราชการตํารวจผูใดไมสามารถปฏิบัติราชการใหมีประสิทธิภาพ และเกิด ประสิทธิผลในระดับอันเปนที่พอใจของทางราชการ ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑและวิธีการที่กําหนดใน กฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแ ก กฎ ก.ตร.วา ดว ยการสงั่ ใหข า ราชการตาํ รวจออกจากราชการ กรณีไมสามารถปฏบิ ตั ิราชการใหมปี ระสิทธิภาพและเกดิ ประสทิ ธิผล พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ñðñ ขาราชการตํารวจผูใดมีกรณีถูกกลาวหาหรือมีเหตุอันควรสงสัยวา หยอ นความสามารถในอนั ทจ่ี ะปฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการ บกพรอ งในหนา ทร่ี าชการหรอื ประพฤตติ นไมเ หมาะสม กบั ตาํ แหนง ในอนั ทจี่ ะปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการ และผบู งั คบั บญั ชาตาํ แหนง ตง้ั แตผ กู าํ กบั การหรอื เทยี บเทา ผูกํากับการข้ึนไปเห็นวากรณีมีมูล ถาใหผูนั้นรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการก็ให ผมู อี ํานาจดงั กลา วสง่ั แตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนโดยไมช กั ชา ในการสอบสวนนจ้ี ะตอ งแจง ขอ กลา วหา และอธบิ ายพยานหลกั ฐานทสี่ นบั สนนุ ขอ กลา วหาเทา ทม่ี ใี หผ ถู กู กลา วหาทราบ โดยจะระบหุ รอื ไมร ะบชุ อ่ื พยานกไ็ ดแ ละตอ งใหโ อกาสผถู กู กลา วหาชแ้ี จงและนาํ สบื แกข อ กลา วหาไดด ว ย เมอ่ื ไดม กี ารสอบสวนแลว ถาคณะกรรมการหรือผูสั่งแตงต้ังคณะกรรมการพิจารณาเห็นวา สมควรใหออกจากราชการ ก็ใหผูส่ัง แตง ตงั้ คณะกรรมการเสนอเรอ่ื งตอ ผมู อี าํ นาจตามมาตรา ๗๒ เพอื่ พจิ ารณาสงั่ ใหผ นู น้ั ออกจากราชการ เพือ่ รบั บําเหน็จบาํ นาญเหตทุ ดแทนได ในกรณีท่ีผูบังคับบัญชาไดแตงต้ังคณะกรรมการเพ่ือทําการสอบสวนผูถูกกลาวหาตาม มาตรา ๘๖ ในเรื่องที่จะตองสอบสวนตามวรรคหนึ่ง และคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ไดสอบสวนไวแลวผูมีอาํ นาจตามวรรคหน่ึงจะใชสํานวนการสอบสวนน้ันมาพิจารณาดําเนินการ โดยไมตอ งแตง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหน่ึงก็ได

๑๐๒ หลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารเกยี่ วกบั การสอบสวนพจิ ารณา ใหเ ปน ไปตามทกี่ าํ หนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก กฎ ก.ตร.วาดวยการสอบสวนพจิ ารณา พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ñðò เม่อื ขา ราชการตํารวจผูใดถกู กลาวหาวากระทําผิดวนิ ัยอยางรา ยแรง และ ไดมีการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ แตไมไดความแนชัดวาผูนั้นกระทําผิดที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือ ไลอ อกแตม มี ลทนิ หรอื มวั หมองในกรณที ถ่ี กู สอบสวนนนั้ หากจะใหร บั ราชการตอ ไปจะเปน การเสยี หาย แกร าชการกใ็ หผ มู อี าํ นาจตามมาตรา ๗๒ สง่ั ใหผ นู น้ั ออกจากราชการเพอ่ื รบั บาํ เหนจ็ บาํ นาญเหตทุ ดแทนได ÁÒμÃÒ ñðó เมอ่ื ขา ราชการตาํ รวจผใู ดถกู จาํ คกุ โดยคาํ พพิ ากษาถงึ ทสี่ ดุ ใหจ าํ คกุ ในความผดิ ที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซ่ึงยังไมถึงกับจะตองถูกลงโทษปลดออกหรือไลออก หากจะใหรับราชการตอไปจะเปนการเสียหายแกราชการก็ใหผูมีอํานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหผูนั้น ออกจากราชการเพื่อรับบาํ เหนจ็ บาํ นาญเหตทุ ดแทนได ÁÒμÃÒ ñðô ในการออกจากราชการของขาราชการตํารวจตําแหนงตั้งแตผูบังคับการ หรือตําแหนงเทียบเทาขึ้นไป หากเปนกรณีการออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ ใหนายกรัฐมนตรี นาํ ความกราบบงั คมทูลเพ่ือทรงทราบ ๔๙ การพน จากตาํ แหนง ของขา ราชการตาํ รวจ ตาํ แหนง ผบู ญั ชาการตาํ รวจแหง ชาติ จเรตาํ รวจ แหงชาติ และรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติหรือตําแหนงเทียบเทา ใหนําความกราบบังคมทูล เพ่ือทรงมพี ระบรมราชโองการใหพน จากตําแหนง เวน แตกรณที ่พี น จากตาํ แหนง เพราะความตาย ͸ºÔ Ò มาตรา ๑๐๒ – ๑๐๔ โดยอธบิ าย มาตรา ๑๐๒ – ๑๐๔ เปน การกาํ หนดแนวทางการสงั่ ใหอ อกจากราชการกรณี มีมลทนิ มวั หมอง การส่งั ใหอ อกจากราชการกรณีถูกจาํ คุกโดยคาํ พพิ ากษาถงึ ท่สี ุดในความผดิ ท่กี ระทาํ โดยประมาทหรือลหุโทษ และการนําความกราบบังคมทลู กรณีการออกจากราชการตั้งแตผูบังคบั การ ข้ึนไป ¡ÒÃÍ·Ø ¸Ã³ ÁÒμÃÒ ñðõ ขาราชการตํารวจผูใดถูกสั่งลงโทษหรือถูกส่ังใหออกจากราชการตาม พระราชบัญญัตนิ ี้ ใหผนู ั้นมสี ทิ ธิอทุ ธรณไ ดดังตอ ไปน้ี (๑) กรณีถูกสงั่ ลงโทษภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม กกั ขัง หรอื ตัดเงินเดอื น ใหอ ทุ ธรณ คาํ สัง่ ดงั กลาวตอผูบังคับบัญชาของผบู งั คบั บัญชาท่ีสัง่ ลงโทษ แตใ นกรณีทผี่ ูบ ัญชาการตาํ รวจแหง ชาติ เปนผูสง่ั ลงโทษ ใหอ ทุ ธรณตอ ก.ตร. (๒) กรณีถกู สง่ั ลงโทษปลดออก หรอื ไลออก หรอื ถกู ส่ังใหอ อกจากราชการ ใหอุทธรณ คาํ สง่ั ดงั กลา วตอ ก.ตร. ๔๙ มาตรา ๑๐๔ วรรคหนึ่ง แกไขเพิ่มเติมโดยคาํ สงั่ หวั หนาคณะรักษาความสงบแหง ชาติ ที่ ๗/๒๕๕๙ เรอ่ื ง การกําหนด ตาํ แหนงของขา ราชการตํารวจซ่ึงมอี าํ นาจหนา ที่ในการสอบสวน (เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๓๖ ง วนั ที่ ๕ กุมภาพันธ ๒๕๕๙)

๑๐๓ การอุทธรณต าม (๑) และ (๒) ใหอ ุทธรณภายในสามสิบวนั นับแตว ันทราบคาํ ส่งั ระยะเวลาการพิจารณาอทุ ธรณต าม (๑) และ (๒) ใหพิจารณาใหแลว เสรจ็ ภายในสองรอย สสี่ บิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดร บั อทุ ธรณ เวน แตม เี หตจุ าํ เปน ตามทก่ี าํ หนดในระเบยี บ ก.ตร. ทที่ าํ ใหก ารพจิ ารณา ไมแ ลว เสร็จภายในระยะเวลาดงั กลา ว กใ็ หขยายระยะเวลาไดอีกไมเ กนิ สองครัง้ โดยแตละคร้ังจะตอง ไมเ กินหกสิบวัน *ระเบียบ ก.ตร.ตามมาตราน้ี ไดแก ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเหตุจําเปนในการขยาย ระยะเวลาการพจิ ารณาอทุ ธรณ พ.ศ.๒๕๔๗ หลักเกณฑและวิธีการอุทธรณ และการพิจารณาอุทธรณ ใหเปนไปตามท่ีกําหนดใน กฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแก กฎ ก.ตร.วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ พ.ศ.๒๕๔๗ ÁÒμÃÒ ñðõ/ñõð ในกรณีที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาถึงที่สุดสั่งเพิกถอนหรือแกไข คาํ สง่ั ในเรอ่ื งใด ใหเ ปน หนา ทขี่ องผบู งั คบั บญั ชาผมู อี าํ นาจ ก.ตร. หรอื ก.ต.ช. แลว แตก รณใี นการสง่ั การ ตามสมควรเพื่อเยยี วยาและแกไ ขหรือดาํ เนินการตามทเี่ ห็นสมควร ¡ÒÃÌͧ·Ø¡¢ ÁÒμÃÒ ñðö ขาราชการตํารวจผูใดเห็นวาผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาท่ีปฏิบัติตอตน โดยไมถ ูกตอ งหรือไมป ฏบิ ตั ติ อ ตนใหถกู ตองตามระเบยี บ กฎหมาย หรือเกดิ จากการปฏิบตั โิ ดยมชิ อบ ของผบู งั คบั บญั ชาตอ ตน ผนู นั้ อาจรอ งทกุ ขต อ ผบู งั คบั บญั ชาหรอื ก.ตร. แลว แตก รณี เพอื่ ขอใหแ กไ ขได เวนแตเปนกรณีท่ีมีสิทธอิ ุทธรณต ามหมวด ๘ ใหใ ชสิทธิอุทธรณตามทกี่ ําหนดไวใ นหมวดนั้น หลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารรอ งทกุ ข เหตแุ หง การรอ งทกุ ขแ ละการพจิ ารณาเรอ่ื งรอ งทกุ ขใ หเ ปน ไป ตามทก่ี ําหนดในกฎ ก.ตร. *กฎ ก.ตร.ตามมาตรานี้ ไดแก กฎ ก.ตร.วาดว ยการรองทุกข พ.ศ.๒๕๔๗ à¤Ã×èͧẺตาํ ÃǨ ÁÒμÃÒ ñð÷ ลักษณะ ชนิด และประเภทของเคร่ืองแบบตํารวจ รวมทั้งการแตงวา จะสมควรอยางไร เมอ่ื ไร และโดยเง่อื นไขประการใดน้นั ใหเปนไปตามที่กาํ หนดในกฎกระทรวง ÁÒμÃÒ ñðø ผูใดแตงเครื่องแบบตํารวจโดยไมมีสิทธิ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแต สามเดอื นถงึ หา ป ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ ไดก ระทาํ ภายในเขตซงึ่ ประกาศใชก ฎอยั การศกึ หรอื ประกาศภาวะฉกุ เฉนิ หรอื เพอื่ กระทาํ ความผดิ อาญา ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตห นง่ึ ปถ งึ สบิ ป ๕๐ มาตรา ๑๐๕/๑ เพ่มิ โดยคาํ สัง่ หัวหนา คณะรกั ษาความสงบแหงชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่อง การแกไ ขปญหาการบริหาร งานบุคคลของขาราชการตาํ รวจ (เลม ๑๓๒ ตอนพิเศษ ๓๒๒ ง วันท่ี ๔ ธันวาคม ๒๕๕๘)

๑๐๔ ÁÒμÃÒ ñðù ขา ราชการตาํ รวจผใู ดแตง เครอ่ื งแบบตาํ รวจในขณะกระทาํ ความผดิ อยา งใด อยางหน่ึงตามทบี่ ัญญตั ไิ วในประมวลกฎหมายอาญาซึง่ มีกําหนดโทษจําคุกอยางสงู ต้ังแตห นึง่ ปข นึ้ ไป ตองระวางโทษจาํ คุกต้งั แตหน่ึงปถึงเจ็ดป ÁÒμÃÒ ññð ผใู ดแตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจและกระทาํ การ ใดๆ อนั ทาํ ใหร าชการตาํ รวจถกู ดหู มนิ่ หรอื ถกู เกลยี ดชงั หรอื ทาํ ใหเ กดิ ความเสอ่ื มเสยี แกร าชการตาํ รวจ หรือทําใหบุคคลอ่ืนหลงเชื่อวาตนเปนตํารวจ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต หนึง่ พนั บาทถึงหนึง่ หมื่นบาท หรอื ท้งั จาํ ทัง้ ปรับ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ ไดก ระทาํ ภายในเขตซง่ึ ประกาศใชก ฎอยั การศกึ หรอื ประกาศภาวะฉกุ เฉนิ หรอื เพอื่ กระทาํ ความผดิ อาญา ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตงั้ แตห นงึ่ ปถ งึ สบิ ป ÁÒμÃÒ ñññ ในการแสดงภาพยนตร ละคร หรอื การแสดงอน่ื ใดทาํ นองเดยี วกนั ทปี่ ระสงค จะเผยแพรต อ สาธารณชน หากผแู สดงประสงคจ ะแตง เครอื่ งแบบตาํ รวจ หรอื แตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กาย คลา ยเครอื่ งแบบตาํ รวจ ใหผ ซู ง่ึ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบการแสดงนนั้ หรอื ผซู งึ่ ไดร บั มอบหมายแจง ตอ หวั หนา สถานีตํารวจแหงทองท่ีทจี่ ะทาํ การแสดงเชนวา น้นั ทราบ ท้ังนี้ตามหลักเกณฑท ่ีกําหนดในกฎกระทรวง *กฎกระทรวง ตามมาตราน้ี ไดแ ก กฎกระทรวงวา ดว ยหลกั เกณฑก ารแจง ใหห วั หนา สถานี ตํารวจแหงทองท่ีทราบในกรณีที่จะแตงเครื่องแบบตํารวจ หรือแตงกายโดยใชเครื่องแตงกายคลาย เคร่อื งแบบตํารวจเพ่ือการแสดง พ.ศ.๒๕๕๓ ͸ԺÒ มาตรา ๑๐๗ – ๑๑๑ สาระสาํ คัญใน มาตรา ๑๐๗ – ๑๑๑ ไดก ลา วถึง ลกั ษณะ ชนดิ ประเภทของเคร่ืองแบบ และการแตงเคร่ืองแบบ ความผิดฐานแตงเคร่ืองแบบโดยไมมีสิทธ์ิ ความผิดฐานขาราชการตํารวจ แตงเครื่องแบบกระทําความผิดอาญา ความผิดฐานแตงกายคลายเครื่องแบบตํารวจ และการ แตงเครอ่ื งแบบตํารวจเพ่ือการแสดง ซ่ึงในปจจุบนั ลักษณะ ชนิด และประเภทของเครื่องแบบตาํ รวจ รวมท้ังการแตงใหเปนไปตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ฉบับท่ี ๑๗ (พ.ศ.๒๕๒๕) ออกตามความใน พระราชบัญญัติเคร่ืองแบบ พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับท่ี ๒) และที่แกไขเพิ่มเติม สรุปไดวาเพ่ือประโยชนใน การฝกปราบปรามโจรผูราย การปฏิบัตริ าชการสนาม หรอื การปฏบิ ตั ิราชการอืน่ ของสํานกั งานตาํ รวจ แหงชาติใหมีความเหมาะสมกับสถานการณ ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติจะกําหนดเคร่ืองแบบตํารวจ ตามความจําเปนกไ็ ด โดยท่ีในการแสดงภาพยนตร ละครหรือการแสดงอื่นใดทํานองเดียวกัน มักปรากฏวา มีผูแสดงที่แตงเคร่ืองแบบตํารวจโดยไมมีสิทธิหรือแตงกายโดยใชเคร่ืองแตงกายคลายเครื่องแบบ ตํารวจและกระทําการใดๆ อนั ทําใหเกิดความเสือ่ มเสียแกร าชการตํารวจ หรือทําใหบุคคลอื่นหลงเช่อื วา ตนเปนตํารวจ อันเปน การกระทําที่มิชอบดวยกฎหมายและมคี วามผิดในทางอาญา ดงั นนั้ เพื่อให ผูที่เกี่ยวของกับการแสดงไดดําเนินการใหถูกตองตามบทบัญญัติแหงกฎหมายท่ีกําหนดไวสําหรับเรื่อง

๑๐๕ การแตงกายเชนวาน้ัน ประกอบกับมาตรา ๑๑๑ แหงพระราชบัญญัติตํารวจแหงชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ไดบ ญั ญตั ใิ หผ ซู ง่ึ มหี นา ทรี่ บั ผดิ ชอบการแสดงซง่ึ มกี ารแตง เครอ่ื งแบบตาํ รวจหรอื แตง กายโดยใชเ ครอื่ งแตง กาย คลายเคร่ืองแบบตํารวจจะตองแจงตอหัวหนาสถานีแหงทองที่ท่ีจะทําการแสดงเชนวานั้นทราบ ทั้งน้ี ตามหลกั เกณฑท กี่ าํ หนดไวใ นกฎกระทรวงวา ดว ยหลกั เกณฑก ารแจง ใหห วั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งที่ ทราบในกรณีที่จะแตงเครื่องแบบตํารวจ หรือแตงกายโดยใชเครื่องแตงกายคลายเคร่ืองแบบตํารวจ เพ่อื การแสดง พ.ศ.๒๕๕๓ (เลม ๑๒๗ ตอนท่ี ๒๗ ก ราชกิจจานเุ บกษา วนั ที่ ๒๖เมษายน ๒๕๕๓) มีสาระสาํ คัญ คือ การแสดง หมายความวา การแสดงภาพยนตร ละคร หรอื การแสดงอน่ื ใดทาํ นอง เดยี วกนั ทป่ี ระสงคจ ะเผยแพรต อ สาธารณชน สาํ หรบั คาํ วา ผซู งึ่ มหี นา ทรี่ บั ผดิ ชอบการแสดง หมายความวา ผมู หี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบโดยเปน ผคู วบคมุ ดแู ลการถา ยทาํ หรอื กาํ กบั การแสดง ณ สถานทท่ี จี่ ะทาํ การถา ยทาํ หรือมีการแสดงแลวแตกรณี และใหหมายความรวมถึงผูซ่ึงไดรับมอบหมายจากผูควบคุมดูแล การถา ยทาํ หรือกาํ กบั การแสดงดวย ในการแสดงทตี่ อ งมผี แู สดงซงึ่ มสี ทิ ธแิ ตง เครอ่ื งแบบตาํ รวจ หรอื ผแู สดงจะแตง เครอื่ งแบบ ตาํ รวจหรอื แตง กายโดยใชเ ครอื่ งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจ ใหผ ซู ง่ึ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบการแสดงนนั้ แจง ตอ หวั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งทท่ี จี่ ะทาํ การถา ยทาํ หรอื ทาํ การแสดงนนั้ ทราบลว งหนา ไมน อ ยกวา หาวัน กอนทจี่ ะมีการถา ยทําหรอื มีการแสดง ทั้งนี้ ตามแบบทกี่ าํ หนด การแจง ตอ หวั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งท่ี ใหผ ซู ง่ึ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบการแสดงแนบเอกสาร และหลกั ฐานประกอบ ดังตอไปนี้ (๑) สําเนาบัตรประจาํ ตัวประชาชน (๒) บทขา ราชการตาํ รวจท่ีใชแสดง และเน้ือหาของงานตาํ รวจทีเ่ กี่ยวขอ งกบั เรอ่ื งน้นั ๆ โดยยอ (๓) รายละเอียดของเคร่ืองแบบตํารวจหรือเครื่องแตงกายท่ีคลายเคร่ืองแบบตํารวจ ทใี่ ชแสดง ใหห วั หนา สถานตี าํ รวจแหง ทอ งทที่ ไี่ ดร บั แจง ดแู ลและแนะนาํ โดยใหผ ซู งึ่ มหี นา ทร่ี บั ผดิ ชอบ การแสดง ดาํ เนนิ การมใิ หม กี ารแตง เครอื่ งแบบหรอื แตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจ และบทบาทการแสดงทไี่ มเ หมาะสมกบั แบบธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องตาํ รวจหรอื ทาํ ใหร าชการตาํ รวจถกู ดหู มน่ิ หรือถกู เกลยี ดชัง หรอื ทาํ ใหเกดิ ความเส่อื มเสียแกราชการตํารวจ เครอ่ื งแบบตาํ รวจมคี วามหมายแหง เกยี รตศิ กั ดแิ์ ละศกั ดศิ์ รขี องสถาบนั รกั ษาความสงบและ ความม่ันคงของชาติ และของผมู คี วามกลาหาญ ซ่ือสตั ย จงรกั ภกั ดีของผูมขี ันติ มานะ เสยี สละและ อดทน เพอ่ื ชาตบิ า นเมอื ง อกี ทง้ั ของผมู รี ะเบยี บวนิ ยั เขม แขง็ และองอาจ จงึ มใิ ชเ ปน เฉพาะเครอื่ งหมาย บอกเหลา บอกจําพวก บอกสีของผูใสเทาน้ัน ผูสวมใสเคร่ืองแบบตํารวจจึงพึงระลึกสังวร ระวังและ เชิดชูสัจจะของตนเพอ่ื มิใหเครือ่ งแบบตอ งตกต่าํ หมนหมองลง

๑๐๖ ¡Í§·¹Ø à¾×èÍ¡ÒÃÊº× ÊǹáÅÐÊͺÊǹ¤´ÍÕ ÒÞÒ ÁÒμÃÒ ññò ใหจ ดั ตง้ั กองทนุ ขน้ึ กองทนุ หนง่ึ ในสํานกั งานตาํ รวจแหง ชาติ เรยี กวา “กองทนุ เพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา” โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสนับสนุนงานสืบสวนและสอบสวน คดีอาญา ÁÒμÃÒ ññó กองทนุ ประกอบดวย (๑) เงินอดุ หนุนจากรัฐบาล (๒) เงินและทรัพยสินที่ไดรับจากหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการสวนทองถิ่น หรอื มลู นิธิ (๓) ดอกผลที่เกิดจากกองทนุ คณะรฐั มนตรจี ะอนมุ ตั ใิ หน ําเงนิ คา เปรยี บเทยี บปรบั คดอี าญาทเ่ี ปน อาํ นาจของขา ราชการ ตาํ รวจและเงินคาปรับตามกฎหมายวาดวยการจราจรทางบก เฉพาะสวนท่ีจะตองนาํ สงเปน รายไดแ ผน ดนิ ใหเ ปน ของกองทุนโดยไมตองนําสงเปนรายไดแ ผนดนิ กไ็ ด เงนิ ดอกผลและทรพั ยสนิ ตามวรรคหนึง่ และวรรคสอง ใหส งเขา กองทนุ โดยไมตอ งนาํ สง เปนรายไดแ ผนดนิ ÁÒμÃÒ ññô เงิน ดอกผลและทรัพยสินท่ีประกอบข้ึนเปนกองทุนจะตองจัดการ เพื่อประโยชนภายในขอบวตั ถปุ ระสงคข องกองทนุ ÁÒμÃÒ ññõ ใหมีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบดวยผูบัญชาการ ตาํ รวจแหง ชาตเิ ปน ประธานกรรมการ ผแู ทนสาํ นกั งานปลดั สํานกั นายกรฐั มนตรี ผแู ทนสํานกั งานอยั การ สูงสุด ผูแทนกระทรวงยุติธรรม ผูแทนสาํ นักงบประมาณ ผูแทนกรมบัญชีกลาง ผูแทนกรมสงเสริม การปกครองทอ งถ่ิน และรองผูบญั ชาการตํารวจแหงชาติหรือผูชว ยผบู ัญชาการตํารวจแหงชาติทไี่ ดร บั มอบหมายจากผบู ัญชาการตํารวจแหงชาติจํานวนสองคน เปนกรรมการ ใหป ระธานกรรมการแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจเปน เลขานกุ ารคนหนงึ่ และผชู ว ยเลขานกุ าร ไมเ กินสองคน ÁÒμÃÒ ññö คณะกรรมการบริหารกองทนุ มีอํานาจหนาทด่ี ังตอ ไปน้ี (๑) บริหารกองทุนใหเปนไปตามวัตถุประสงคของกองทุน และตามนโยบายท่ี ก.ต.ช. กําหนด (๒) ออกระเบยี บกําหนดหลกั เกณฑก ารจา ยเงนิ กองทนุ เพอ่ื สนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านของ ขา ราชการตํารวจในการทาํ หนา ทเ่ี กยี่ วกบั การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญา ระเบยี บดงั กลา วเมอื่ ไดร บั ความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. แลว ใหใชบ งั คบั ได (๓) จัดวางระบบบัญชีใหเปนไปตามมาตรฐานตามท่ีกรรมการซ่ึงเปนผูแทน สาํ นักงบประมาณและผแู ทนกรมบญั ชีกลางเสนอแนะ (๔) กาํ หนดหลักเกณฑแ ละวธิ ีการในการรับ เก็บรกั ษา และจายเงินของกองทุน

๑๐๗ (๕) ออกระเบียบกําหนดคา ใชจายในการดําเนนิ งานของกองทุน (๖) แตง ตง้ั คณะอนกุ รรมการเพอ่ื ปฏบิ ตั งิ านตามทค่ี ณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ มอบหมาย (๗) ออกระเบียบ ขอ บงั คับ ประกาศ และคําส่งั ในการบรหิ ารกองทนุ (๘) รายงานสถานะการเงินและบรหิ ารกองทุนตอ ก.ต.ช. ÁÒμÃÒ ññ÷ ใหค ณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ จดั ทํางบการเงนิ และบญั ชี สง ผสู อบบญั ชี ตรวจสอบภายในหนง่ึ รอยย่ีสิบวันนบั แตว ันสิ้นปป ฏิทนิ ทกุ ป ใหสาํ นักงานตรวจเงินแผนดินเปนผูสอบบัญชีของกองทุนทุกรอบป แลวทํารายงานผล การสอบบญั ชีของกองทุนเสนอตอ ก.ต.ช. และกระทรวงการคลงั ͸ԺÒ มาตรา ๑๑๒ – ๑๑๗ สาระสําคญั ใน มาตรา ๑๑๒ – ๑๑๗ ไดก ลา วถงึ การจดั ตง้ั กองทนุ องคป ระกอบของกองทนุ การใชประโยชนจากกองทุน คณะกรรมการบริหารกองทุน อาํ นาจหนาที่ของคณะกรรมการบริหาร กองทนุ และการจัดทํางบการเงนิ และบญั ชขี องกองทุน การจดั ตง้ั กองทนุ เพอ่ื การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญาขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ สนบั สนนุ งานสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา ซ่ึงคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยความเห็นชอบจาก ก.ต.ช. ไดวางระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนเพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาวาดวยหลักเกณฑ การจา ยเงนิ กองทนุ เพอ่ื สนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านของขา ราชการตํารวจในการทาํ หนา ทเ่ี กยี่ วกบั การสบื สวน และสอบสวนคดอี าญา พ.ศ.๒๕๔๙ (ราชกจิ จานเุ บกษา เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๒ ง วนั ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙) โดยมผี ูบ ัญชาการตํารวจแหง ชาติเปน ผรู กั ษาการตามระเบียบนแ้ี ละใหม อี ํานาจออกขอ บงั คับ หรือคําสั่ง เพ่ือใหการปฏิบตั ิเปน ไปตามระเบยี บน้ี กองทนุ ประกอบดวย (๑) เงินอดุ หนุนจากรฐั บาล (๒) เงนิ และทรพั ยส นิ ทไี่ ดร บั จากหนว ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ ราชการสว นทอ งถน่ิ หรอื มูลนิธิ (๓) ดอกผลทเ่ี กดิ จากกองทนุ ใหคณะกรรมการมีอํานาจในการกําหนดเกณฑและวิธีการจัดสรรเงินกองทุนและอนุมัติ การจัดสรรเงินกองทุนใหแกหนวยงานเพื่อเปนคาใชจายในการสนับสนุนงานสืบสวนและสอบสวน คดอี าญา ในการจดั สรรเงนิ ใหเ ลขานกุ ารเสนอบญั ชจี ดั สรรเงนิ ใหแ กห นว ยงานตามเกณฑแ ละวธิ กี าร จดั สรรเงนิ กองทนุ ทคี่ ณะกรรมการกําหนดตอ คณะกรรมการเพอื่ พจิ ารณาอนมุ ตั อิ ยา งนอ ยปล ะหนง่ึ ครงั้ และใหม ีคณะอนุกรรมการบริหารกองทนุ ของหนวยงานคณะหน่งึ ประกอบดว ย ๑. หัวหนา หนว ยงานเปนประธานอนุกรรมการ ๒. รองหัวหนาหนวยงาน หวั หนา กลุมงาน เปนอนุกรรมการโดยตาํ แหนง

๑๐๘ ๓. อนกุ รรมการซงึ่ มาจากการเลอื กของขา ราชการตาํ รวจในกลมุ รองสารวตั ร และผบู งั คบั หมู กลุมละสองคน โดยมีวาระในการดํารงตําแหนงคราวละสองป โดยใหประธานอนุกรรมการแตงต้ัง ขาราชการตาํ รวจเปน เลขานุการคนหนงึ่ ใหคณะอนุกรรมการมีอํานาจพิจารณาอนุมัติจายเงินท่ีไดรับการจัดสรรตามเกณฑและ วธิ กี ารจดั สรรเงนิ กองทนุ เพอื่ เปน คา ใชจ า ยในการสนบั สนนุ การปฏบิ ตั งิ านของขา ราชการตํารวจในการทํา หนา ทเี่ กยี่ วกบั การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญาได ตามหลกั เกณฑก ารจา ยเงนิ ทกี่ าํ หนดไวใ นระเบยี บน้ี เงินทีไ่ ดร บั การจดั สรร ใหน ําไปใชจ ายตามวตั ถุประสงคของกองทุนในลกั ษณะดังนี้ ๑. ใชจ ายไดเ ชน เดยี วกบั เงินงบประมาณโดยอนโุ ลม ท้งั น้ใี หสามารถจา ยเปน (๑) คาใชจ า ยในการเดินทางไปราชการ ซึ่งเปนคา ใชจ า ยที่เกิดขึ้นจริง แตไ มสามารถ เบิกจายจากเงนิ งบประมาณได (๒) คา ใชจ า ยอื่นๆ ในการสนับสนุนและรวบรวมพยานหลกั ฐาน ซ่งึ ทาํ ใหห ลักฐาน ในคดมี ีคุณคามากขึ้น ทัง้ นี้ ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกําหนด ๒. คา ตอบแทนบคุ คลผใู หข อมลู ขาวสาร เพ่ือการสืบสวน ติดตาม จับกมุ หรือสอบสวน คดอี าญา อนั จะนํามาสผู ลสาํ เรจ็ ขา วละไมเ กนิ ๕,๐๐๐ บาท เวน แตข า วใดทเ่ี หน็ วา เปน ขา วทไ่ี ดม าดว ย ความยากลาํ บาก ตองเส่ียงภัย และตองใชระยะเวลาในการดําเนินงานเปน เวลานาน ใหจ ายเพิม่ ขึ้นได แตท ัง้ นี้ ตอ งไมเ กนิ ขาวละ ๒๐,๐๐๐ บาท โดยใหพ ิจารณาลกั ษณะขาวทีม่ ีคุณภาพ และเปน ประโยชน ในการตัดสินใจเก่ยี วกบั การปฏบิ ตั ิงาน และไมเ ปนการเบิกจายคาขา วท่ซี าํ้ ซอนกัน การเปลยี่ นแปลงอตั ราการจา ยคา ตอบแทน ใหจ ดั ทําเปน ประกาศคณะกรรมการ ใหหัวหนาหนวยงานรายงานการใชจายเงินและผลการปฏิบัติงานตอผูบังคับบัญชา ตน สงั กดั เปนประจาํ ทุกเดือน ตามแบบและวิธกี ารท่สี าํ นกั งานตํารวจแหงชาตกิ าํ หนด ใหผูบังคับบัญชาตนสังกัดของหนวยงานท่ีไดรับจัดสรรเงิน ติดตาม ตรวจสอบผลการใช จายเงนิ กบั ผลการปฏิบัติงาน ในดานคดีตางๆ ทั้งคดีท่เี กิดขนึ้ ในปจจุบนั คดคี างเกา คดีตามหมายจับ ตา งๆ หรือการสืบสวนเหตุพเิ ศษ ใหผ บู งั คบั บญั ชาตน สงั กดั ของหนว ยงานทไี่ ดร บั จดั สรรเงนิ ทม่ี รี ะดบั ตา่ํ กวา กองบญั ชาการ รายงานผลการดาํ เนินการ ใหก องบัญชาการตน สังกดั ทราบ ใหก องบญั ชาการตน สงั กดั รวบรวมผลการดําเนนิ การ อธบิ ายเสนอสาํ นกั งานตํารวจแหง ชาติ เปน รายไตรมาส ดังตอ ไปนี้ ๑. รายงานการใชจ า ยเงนิ ใหเสนอผานกองการเงิน ๒. รายงานผลการปฏิบัติงาน ใหเสนอผานกองวิจัยและพัฒนาเพ่ือนาํ ไปประกอบการ พิจารณาเพิ่มหรือลดจํานวนเงนิ จดั สรรอยางเหมาะสม ตามระยะเวลาการจัดสรรงวดตอ ๆ ไป ใหก องการเงนิ และกองวจิ ยั และพฒั นารวบรวมรายงาน แจง ใหเ ลขานกุ ารทราบเพอื่ รายงาน ตอ คณะกรรมการเปน รายไตรมาสตอ ไป ใหผูตรวจสอบภายในของสํานักงานตาํ รวจแหงชาติและสํานักงานจเรตาํ รวจ ตรวจสอบ การใชจ า ยเงนิ ของหนว ยงานใหเ ปน ไปตามวตั ถปุ ระสงคข องกองทนุ และหลกั เกณฑก ารจา ยเงนิ ทร่ี ะเบยี บ กาํ หนด

๑๐๙ º·à©¾ÒСÒÅ ÁÒμÃÒ ññø ใหส ว นราชการทจี่ ดั ตง้ั ขน้ึ ตามพระราชกฤษฎกี าแบง สว นราชการกรมตาํ รวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๕๓๙ และที่แกไขเพิ่มเติม เปนสวนราชการตามพระราชบัญญัตินี้จนกวา จะมพี ระราชกฤษฎีกาแบง สว นราชการสํานกั งานตาํ รวจแหง ชาตขิ ึน้ ใหม ทงั้ น้ี โดยใหส าํ นกั งานกาํ ลงั พล สาํ นกั งานสง กาํ ลงั บาํ รงุ สาํ นกั งานแผนงานและงบประมาณ สาํ นกั งานคณะกรรมการขา ราชการตาํ รวจ สาํ นกั งานเลขานกุ ารกรม กองการเงนิ กองการตา งประเทศ กองคดี และกองวิชาการ ซ่ึงเปนสวนราชการตามวรรคหนึ่ง เปนสวนราชการหรือหนวยงานในสังกัด สํานักงานผูบัญชาการตํารวจแหงชาติตามมาตรา ๑๐(๑) สําหรับสวนราชการ นอกจากน้ัน ใหเปน สวนราชการตามมาตรา ๑๐(๒) ตามพระราชบัญญัติน้ีจนกวาจะมีพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง ซง่ึ ออกตามมาตรา ๑๐ กาํ หนดเปน อยา งอน่ื ทงั้ นใ้ี หแ ลว เสรจ็ ภายในหนงึ่ ปน บั แตว นั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ้ี ใชบ ังคบั ÁÒμÃÒ ññù ผูใดเปนขาราชการตํารวจตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๒๑ อยูในวันกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับ ใหผูน้ันเปนขาราชการตํารวจตาม พระราชบญั ญตั นิ ้ี ตอไป ผูซึง่ เคยรบั ราชการเปน ขา ราชการตาํ รวจอยูกอนวันทพี่ ระราชบญั ญตั ินี้ใชบ งั คบั ใหถ ือวา ผนู นั้ เปนผูซ งึ่ เคยรบั ราชการเปนขาราชการตาํ รวจตามพระราชบญั ญตั ิน้ี ÁÒμÃÒ ñòð ผูใดมียศตํารวจหรือวาท่ียศตํารวจลําดับใดตามที่ระบุไวในกฎหมายอื่น กอนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ ใหใชยศตํารวจหรือวาที่ยศตํารวจลําดับน้ันตามท่ีบัญญัติไวใน พระราชบัญญัตินี้ ÁÒμÃÒ ñòñ ผูใดเปนพลตํารวจสํารองพิเศษ พลตํารวจพิเศษ และพลตํารวจสมัคร ตําแหนงลูกแถวหรือเทียบลูกแถวในสวนราชการใดของสํานักงานตํารวจแหงชาติตามพระราชบัญญัติ ระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ อยูในวันกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับ ใหผูน้ันเปน ขาราชการตํารวจช้ันประทวน และดํารงตําแหนงผูบังคับหมูหรือเทียบผูบังคับหมูในสวนราชการน้ัน ของสาํ นักงานตํารวจแหง ชาติตามพระราชบัญญัตนิ ้ี ÁÒμÃÒ ñòò ตาํ แหนง ผชู ว ยผบู ญั ชาการหรอื เทยี บผชู ว ยผบู ญั ชาการในสว นราชการใด ของสํานักงานตํารวจแหงชาติที่ไดรับการกําหนดไวตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ใหเ ปน ตาํ แหนง รองผบู ญั ชาการหรอื เทยี บรองผบู ญั ชาการในสว นราชการนน้ั ของสาํ นกั งาน ตํารวจแหงชาติตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ผูใดดํารงตําแหนงผูชวยผูบัญชาการหรือเทียบผูชวยผูบัญชาการในสวนราชการใดของ สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตอิ ยใู นวนั กอ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ งั คบั ใหถ อื วา ผนู น้ั เปน ผทู ไ่ี ดร บั แตง ตงั้ ใหด าํ รงตําแหนง รองผบู ญั ชาการหรอื เทยี บรองผบู ญั ชาการในสว นราชการนน้ั ของสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ตามพระราชบญั ญตั ิน้ี

๑๑๐ บรรดาตาํ แหนงผูชวยผูบัญชาการหรือเทียบผูชวยผูบัญชาการที่ปรับเปนตําแหนง รองผูบญั ชาการตามวรรคหนงึ่ และวรรคสอง ให ก.ตร.ดาํ เนินการใหมกี ารยุบเลิกใหเหลือจาํ นวนเทาที่ จําเปน และใหนําตําแหนงและอตั ราเงนิ เดอื นที่ยุบเลกิ ดังกลาวไปเพิ่มเปนตําแหนงและอัตราเงนิ เดือน ตามมาตรา ๔๔ (๖) ลงมา ÁÒμÃÒ ñòó ขาราชการตํารวจผูใดมีกรณีกระทําผิดวินัยหรือกรณีท่ีสมควรใหออกจาก ราชการอยกู อ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ งั คบั ใหผ บู งั คบั บญั ชาตามพระราชบญั ญตั นิ มี้ อี าํ นาจสง่ั ลงโทษ ผูน้ันหรือส่ังใหผูน้ันออกจากราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ สวนการสอบสวนการพิจารณาและการดาํ เนินการเพื่อลงโทษหรือใหออกจากราชการใหดาํ เนินการ ตามพระราชบญั ญตั ินีเ้ วน แต (๑) ในกรณีท่ีผูบังคับบัญชาไดสั่งใหสอบสวนโดยถูกตองตามกฎหมายท่ีใชบังคับอยู ในขณะนั้นไปแลวกอนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับและยังสอบสวนไมเสร็จก็ใหสอบสวนตาม กฎหมายนั้นตอไปจนกวาจะเสร็จ (๒) ในกรณีที่ไดมีการสอบสวนหรือพิจารณาโดยถูกตองตามกฎหมายท่ีใชบังคับอยู ในขณะนนั้ เสรจ็ ไปแลว กอ นวนั ทพ่ี ระราชบญั ญตั นิ ใ้ี ชบ งั คบั ใหก ารสอบสวนหรอื พจิ ารณาแลว แตก รณนี น้ั เปนอันใชไ ด กรณีที่ไดมีการสงเรื่องหรือนาํ สํานวนสอบสวนเสนอหรือสงใหคณะอนุกรรมการสามัญ ประจํากระทรวง หรือ ก.ตร. พิจารณาตามกฎหมายที่ใชบังคับอยูในขณะน้ัน และคณะอนุกรรมการ สามญั ประจาํ กระทรวง หรือ ก.ตร.พิจารณาเรือ่ งนนั้ ยังไมเสรจ็ ใหดําเนินการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ÁÒμÃÒ ñòô ผูใดถูกส่ังลงโทษใหออก ปลดออก หรือไลออก หรือถูกส่ังใหออกตาม พระราชบัญญัติระเบียบขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๒๑ ใหผูน ้นั มีสิทธิอุทธรณไ ดต ามมาตรา ๑๐๕ ผูใดมีสิทธิรองทุกขตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ และ พระราชบญั ญัตวิ า ดวยวนิ ยั ตํารวจ พ.ศ. ๒๔๗๗ ผนู นั้ อาจรองทกุ ขไ ดต ามมาตรา ๑๐๖ ÁÒμÃÒ ñòõ ใหดาํ เนินการสรรหากรรมการนโยบายตาํ รวจแหงชาติผูทรงคุณวุฒิ ใหแ ลวเสร็จภายในหนึ่งรอยแปดสบิ วนั นบั แตว ันทีพ่ ระราชบญั ญตั นิ ้ีใชบ งั คบั ในระหวา งดาํ เนนิ การตามวรรคหนง่ึ ใหก รรมการนโยบายตํารวจแหง ชาตโิ ดยตําแหนง ตาม มาตรา ๑๗(๑) ปฏบิ ตั หิ นา ทไี่ ปพลางกอ น และใหก าํ หนดหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารสรรหากรรมการนโยบาย ตาํ รวจแหง ชาติผูท รงคุณวุฒเิ พ่ือใชบ งั คับในการสรรหานั้น ซึ่งหลักเกณฑและวธิ ีการดงั กลา วใหเปน อัน ยกเลกิ เมอื่ คณะกรรมการนโยบายตาํ รวจแหงชาติตามมาตรา ๑๗ เขารบั หนา ท่ี ÁÒμÃÒ ñòö ใหดําเนินการเลือกกรรมการขาราชการตาํ รวจผูทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๓๐ (๒) ใหแลว เสร็จภายในหน่งึ รอ ยแปดสบิ วนั นบั แตวนั ทีพ่ ระราชบัญญตั ิน้ใี ชบังคบั ในระหวา งดาํ เนนิ การตามวรรคหนงึ่ ใหค ณะกรรมการขา ราชการตํารวจตามพระราชบญั ญตั ิ ระเบียบขา ราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ปฏิบตั หิ นาท่ีไปพลางกอน

๑๑๑ ÁÒμÃÒ ñò÷ ในระหวางที่ยังมิไดมีการตราพระราชกฤษฎีกาหรือออกกฎกระทรวง กฎ ก.ตร. ระเบยี บ ขอบังคบั ขอ กาํ หนด ประกาศ หรือยังมิไดม มี ติเพ่อื ปฏบิ ัตติ ามพระราชบัญญตั นิ ี้ ใหน าํ พระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง กฎ ก.พ. ระเบยี บ ขอ บงั คบั ประกาศ มติ หรอื กรณที ก่ี าํ หนดไวแ ลว ซ่ึงใชอ ยเู ดมิ มาใชบังคบั โดยอนุโลม ÁÒμÃÒ ñòø การใดทอี่ ยรู ะหวา งดาํ เนนิ การหรอื เคยดาํ เนนิ การไดต ามกฎหมายวา ดว ย ระเบยี บขา ราชการตาํ รวจ กฎหมายวา ดว ยวนิ ยั ตาํ รวจ กฎหมายวา ดว ยยศตาํ รวจ และกฎหมายวา ดว ย เคร่ืองแบบตํารวจ ท่ีใชอยูกอนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใชบังคับและมิไดบัญญัติไวในพระราชบัญญัตินี้ จะดาํ เนนิ การไดประการใด ใหเปน ไปตามที่ ก.ตร กาํ หนด ซง่ึ ตอ งไมข ัดหรอื แยงกับกฎหมาย *ขอ กาํ หนด ก.ตร. ตามมาตราน้ี ไดแ ก ขอ กาํ หนด ก.ตร.วา ดว ยการงดดาํ เนนิ การทางวนิ ยั สําหรบั ผูไดรับโอนมาบรรจุเปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๘ ͸ºÔ Ò º·à©¾ÒСÒÅ มาตรา ๑๑๘ – ๑๒๘ มาตรา ๑๑๘ – ๑๒๘ ไดก ลา วถงึ การใหใ ชพ ระราชกฤษฎกี าแบง สว นราชการเดมิ ไปพลางกอ น การรองรับสถานภาพการเปนขาราชการตํารวจตามกฎหมายเดิม การรองรับสถานภาพการไดรับ ยศขาราชการตํารวจ ตามกฎหมายเดิม การปรับสถานภาพขาราชการตํารวจตาํ แหนงลูกแถว เปน ชัน้ ประทวน การปรบั สถานภาพขาราชการตํารวจตําแหนง ผูชว ยผูบญั ชาการเปน รองผูบญั ชาการ การดําเนินการกรณีผูท่ีกระทําผิดวินัยหรือสมควรใหออกจากราชการไวกอนกฎหมายนี้ใชบังคับ การใหใชสิทธิอุทธรณหรือรองทุกขไดตอเน่ืองจากกฎหมายเดิม กําหนดเวลาสรรหากรรมการ ก.ต.ช. ผูทรงคุณวุฒิ ใหแลวเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน กําหนดเวลาการเลือกกรรมการ ก.ตร. ผูทรงคุณวุฒิ ใหแ ลว เสรจ็ ภายใน ๑๘๐ วนั และให ก.ตร. ตามกฎหมายเดมิ ปฏบิ ตั หิ นา ทไ่ี ปพลางกอ น การอนโุ ลมใหน าํ กฎ ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศ และมติเดิมใชไปกอน และกรณีไมมีบทบัญญัติในเร่ืองใดไว ให ก.ตร. มีอํานาจกาํ หนดการดําเนินการ หมายเหตุ บทเฉพาะกาล เปนบทบัญญัติที่มีข้ึนเพื่อรักษาสิทธิหรือกําหนดหนาท่ี บางประการตามที่เคยมีในกฎหมายเกาใหยังคงมีตอไปในช่ัวระยะเวลาหน่ึงจนกวากฎหมายใหม จะมผี ลใชบ ังคับเตม็ รปู แบบแลว บทเฉพาะกาลจึงจะสิน้ ผลไป Ẻ½¡ƒ ËÑ´ คําถาม จงอธิบายระเบียบขาราชการตํารวจ, กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวน คดีอาญา และบทเฉพาะกาล มาพอสังเขป พรอ มทง้ั ยกตวั อยางประกอบคําอธบิ าย

๑๑๒ àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §ÍÔ§ กฎ ก.ตร.วาดวยการทดลองปฏิบัติหนาที่ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ พฤศจกิ ายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๒ ก หนา ๑๕ – ๑๗. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการซึ่งมิใชขาราชการตํารวจหรือการบรรจุและแตงตั้ง พนักงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ินซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแลว กลับเขารับราชการเปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๓ – ๑๕. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการตาํ รวจผูออกจากราชการไปแลวกลับเขารับราชการ เปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๑ – ๑๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการรองทุกข พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๙ ตุลาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๘ ก หนา ๙ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วาดวยการสืบสวนขอเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๕ มิถุนายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๐ ตอนที่ ๔๘ ก หนา ๑ – ๒๔. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๓๗ – ๕๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการส่ังพักราชการและการส่ังใหออกจากราชการไวกอน พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๒ – ๓๖. กฎ ก.ตร.วาดวยการส่ังใหขาราชการตาํ รวจออกจากราชการกรณีไมสามารถปฏิบัติราชการใหมี ประสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กนั ยายน ) ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๒๐ – ๒๑. กฎ ก.ตร.วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๒๒ – ๓๒. กฎ ก.ตร.วาดวยกรณีท่ีเปนความผิดที่ปรากฏชัดแจง พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หนา ๑๘ – ๑๙. กฎ ก.ตร.วาดวยคุณสมบัติและลักษณะตองหามของการเปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๖ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วาดวยวิธีการออกคําส่ังเกี่ยวกับการลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพ่ือบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มิถุนายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๒๕ ก หนา ๑ – ๖.

๑๑๓ กฎ ก.ตร. วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตาํ รวจ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนที่ ๖๓ ก หนา ๑ – ๒. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการดําเนินการใหผูถูกลงโทษตามคําส่ังเดิมรับโทษท่ีเพิ่มข้ึน หรือกลับคืนสูฐานะเดิม พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ ตุลาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๖ ก หนา ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร.วาดวยอาํ นาจการลงโทษ อัตราโทษ และการลงโทษภาคทัณฑ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรอื ตัดเงนิ เดอื น พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๐ – ๓๑. กฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑการแจงใหหัวหนาสถานีตํารวจแหงทองท่ีทราบในกรณีท่ีจะแตง เครอื่ งแบบตาํ รวจ หรอื แตง กายโดยใชเ ครอื่ งแตง กายคลา ยเครอื่ งแบบตาํ รวจเพอ่ื การแสดง พ.ศ. ๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๒๖ เมษายน). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๗ ตอนที่ ๒๗ ก หนา ๔ – ๖. คาํ สั่งหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ท่ี ๗/๒๕๕๙ เรื่องการกาํ หนดตาํ แหนงของขาราชการ ตํารวจซ่งึ มีอํานาจหนาท่ีในการสอบสวน. (๒๕๕๙, ๕ กุมภาพนั ธ) . ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๓๖ ง หนา ๗ – ๑๐. คําสั่งหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ที่ ๗/๒๕๖๐ เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณา แตงต้ังขาราชการตาํ รวจ. (๒๕๖๐, ๒๐ กุมภาพันธ). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๕๓ ง หนา ๘ – ๑๐. คาํ ส่ังหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่องการแกไขปญหาการบริหารงาน บุคคลของขาราชการตาํ รวจ. (๒๕๕๘, ๔ ธันวาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนพเิ ศษ ๓๒๒ ง หนา ๓๑ – ๓๒. ธวชั ประสพพระ, พ.ต.อ. Ç¹Ô ÑÂμÒí ÃǨ. กองวนิ ัย สํานักงานตาํ รวจแหง ชาติ. มปท. (ถายสาํ เนา) ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับท่ี ๘๘/๒๕๕๗ เร่ืองการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายวาดวย ตาํ รวจแหง ชาต.ิ (๒๕๕๗, ๒๑ กรกฎาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๑๓๔ ง หนา ๒๐ – ๒๒. พระราชกฤษฎีกาการไดรับเงินประจําตําแหนงของขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๓๐ กนั ยายน). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๙๔ ก หนา ๑ – ๘. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๙๔ ก วันท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘. พระราชบัญญัตติ ํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๒๑ มนี าคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๗ ก หนา ๑ – ๓.

๑๑๔ พระราชบญั ญตั ติ ํารวจแหง ชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๑ พฤษภาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๔๓ ก หนา ๑๐ – ๑๒. มัลลิกา ลับไพรี. (๒๕๒๙). ¡ÒáËҧ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔ. สํานักวิชาการ สํานักงานเลขาธิการ สภาผูแ ทนราษฎร : กรงุ เทพฯ. ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพมิ่ เปน กรณพี เิ ศษสาํ หรบั ตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทดี่ า นสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๑ – ๔. ระเบยี บ ก.ตร. วา ดว ยเงนิ เพม่ิ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผทู าํ หนา ทสี่ อบสวนคดี พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๕ – ๘. ระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนเพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาวาดวยหลักเกณฑ การจายเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของขาราชการตํารวจในการทําหนาที่ เก่ียวกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๕ พฤษภาคม). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๒ ง หนา ๑๕๗ – ๑๖๐.

๑๑๕ ºÃóҹءÃÁ

๑๑๖

๑๑๗ ºÃóҹءÃÁ กองบญั ชาการศกึ ษา, สํานกั งานตํารวจแหง ชาต.ิ ¤ÁÙ‹ Í× ตําÃǨ àÅÁ‹ ñð ÇªÔ Ò ºÃ. (PA) òñóðó »ÃÐÇμÑ Ô â¤Ã§ÊÃÒŒ § Â·Ø ¸ÈÒÊμÃᏠÅСÒúÃËÔ Òçҹสํา¹¡Ñ §Ò¹ตาํ ÃǨá˧‹ ªÒμÔ ©ººÑ »ÃºÑ »Ã§Ø òõõ÷. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพต าํ รวจ. กฎ ก.ตร.วาดวยกรณีท่ีเปนความผิดที่ปรากฏชัดแจง พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๑๘ – ๑๙. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการแกไขเพิม่ เตมิ คณะกรรมการพจิ ารณากลน่ั กรองการพจิ ารณาส่งั ลงโทษ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๐๓ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๘๕ ก หนา ๔๓ – ๔๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอ่ื อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๖ สงิ หาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๒ ตอนท่ี ๗๓ ก หนา ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอื่ อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๒๘ สิงหาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๘ ก หนา ๑๙. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดช่ือตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๓ มนี าคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๗ ตอนที่ ๑๕ ก หนา ๔ - ๕. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกชื่ออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอ่ื อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๓ ธนั วาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๓ ก หนา ๑ - ๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑๒ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๘๐ ก หนา ๑๘ - ๑๙. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอื่ อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๙ ธนั วาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๐ ตอนที่ ๑๑๕ ก หนา ๓ - ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอื่ อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๖ กุมภาพันธ) . ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๗ ก หนา ๑๑ - ๑๒.

๑๑๘ กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดช่ือตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเ่ี รยี กชอื่ อยา งอนื่ กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๕ พฤศจกิ ายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนท่ี ๙๘ ก หนา ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกชื่ออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๗ กรกฎาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๔ ตอนที่ ๗๑ ก หนา ๑๑ - ๑๒. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจที่เรียกชื่ออยางอื่นและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๑๔ ธันวาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๔ ตอนท่ี ๑๒๔ ก หนา ๑ - ๓. กฎ ก.ตร.วาดวยการกําหนดชื่อตําแหนงขาราชการตํารวจท่ีเรียกช่ืออยางอ่ืนและการเทียบตําแหนง ขา ราชการตาํ รวจทเี่ รยี กชอ่ื อยา งอน่ื กบั ตาํ แหนง ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ท่ี ๑๑) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๒๑ กุมภาพนั ธ). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการคดั เลอื กและแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจชน้ั พลตาํ รวจเปน ขา ราชการตาํ รวจชน้ั ประทวน และการคดั เลอื กและแตง ตง้ั ขา ราชการตาํ รวจชนั้ ประทวนหรอื ชน้ั พลตาํ รวจเปน ขา ราชการ ตํารวจช้ันสัญญาบัตร พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๒๕ ก หนา ๗ - ๙. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการคดั เลอื กและแตง ตง้ั ขา ราชการตาํ รวจชน้ั พลตาํ รวจเปน ขา ราชการตาํ รวจชนั้ ประทวน และการคดั เลอื กและแตง ตง้ั ขา ราชการตาํ รวจชน้ั ประทวนหรอื ชนั้ พลตาํ รวจเปน ขา ราชการ ตาํ รวจชน้ั สญั ญาบตั ร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๑๖ มนี าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๖ ก หนา ๒๙ - ๓๐. กฎ ก.ตร. วา ดว ยการแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๕๙, ๑๕ กรกฎาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนที่ ๖๐ ก หนา ๑ – ๑๐. กฎ ก.ตร.วาดวยการไดรับเงินเดือนสูงกวาขั้นตํ่าของขาราชการตํารวจชั้นพลตํารวจ ชั้นประทวนและ ช้ันสัญญาบตั ร พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มถิ นุ ายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๒๕ ก หนา ๑๐ - ๑๒. กฎ ก.ตร. วาดวยการไดรับเงินเดือนสูงกวาข้ันต่ําของขาราชการตํารวจช้ันพลตํารวจ ช้ันประทวน และชัน้ สัญญาบัตร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๑๖ มนี าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๒๖ ก หนา ๓๑ - ๓๒. กฎ ก.ตร. วาดวยการไดรับเงินเดือนสูงกวาขั้นต่ําของขาราชการตํารวจชั้นพลตํารวจ ช้ันประทวน และชน้ั สญั ญาบตั ร (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนท่ี ๖๓ ก หนา ๓ - ๔.

๑๑๙ กฎ ก.ตร.วาดวยการโอนขาราชการซ่ึงไมใชขาราชการตํารวจหรือการโอนพนักงานขององคการ ปกครองสวนทองถิ่นมาบรรจุและแตงตั้งเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๑๙ ก หนา ๑๖ - ๑๗. กฎ ก.ตร.วาดวยการโอนขาราชการซ่ึงไมใชขาราชการตํารวจหรือการโอนพนักงานขององคการ ปกครองสว นทองถ่ินมาบรรจแุ ละแตงตั้งเปน ขาราชการตํารวจ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๗ มกราคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๔ ก หนา ๑ - ๒. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการแตงต้ังยศ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๔ ก หนา ๕ - ๗. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการกาํ หนดหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารพจิ ารณาเลอ่ื นเงนิ เดอื นขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๒๑ สงิ หาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๗๒ ก หนา ๑๐ - ๑๗. กฎ ก.ตร. วา ดว ยการกาํ หนดหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารพจิ ารณาเลอ่ื นเงนิ เดอื นขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๔ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๕๔ ก หนา ๘ - ๑๐. กฎ ก.ตร.วาดวยการทดลองปฏิบัติหนาท่ีราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ พฤศจิกายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๒ ก หนา ๑๕ – ๑๗. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงตั้งขาราชการซึ่งมิใชขาราชการตํารวจหรือการบรรจุและแตงต้ัง พนักงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ินซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแลว กลับเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๒ ก หนา ๑๓ – ๑๕. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการซ่ึงมิใชขาราชการตํารวจหรือการบรรจุและแตงตั้ง พนักงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ิน ซึ่งออกจากราชการหรือออกจากงานไปแลว กลบั เขารับราชการเปนขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๗ มกราคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๔ ก หนา ๓ - ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงตั้งขาราชการตํารวจผูไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีใหออกจาก ราชการ ไปปฏิบัติงานใด ๆ กลับเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๘ - ๑๐. กฎ ก.ตร.วาดวยการบรรจุและแตงต้ังขาราชการตํารวจผูออกจากราชการไปแลวกลับเขารับราชการ เปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๑ – ๑๒. กฎ ก.ตร.วา ดว ยการรองทกุ ข พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๙ ตลุ าคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๘ ก หนา ๙ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วา ดวยการสอบสวนพจิ ารณา พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๓๗ – ๕๒.

๑๒๐ กฎ ก.ตร.วาดวยการสั่งพักราชการและการส่ังใหออกจากราชการไวกอน พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๒ – ๓๖. กฎ ก.ตร.วาดวยการสั่งใหขาราชการตํารวจประจําสํานักงานตํารวจแหงชาติหรือสวนราชการใด หรือสํารองราชการในสวนราชการใด พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๘ พฤษภาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๒ ตอนที่ ๔๒ ก หนา ๑ - ๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการส่ังใหขาราชการตํารวจออกจากราชการกรณีไมสามารถปฏิบัติราชการใหมี ประสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก หนา ๒๐ – ๒๑. กฎ ก.ตร.วาดวยการสืบสวนขอเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๕ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๔๘ ก หนา ๑ – ๒๔. กฎ ก.ตร.วาดวยการอุทธรณและการพิจารณาอุทธรณ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หนา ๒๒ – ๓๒. กฎ ก.ตร. วาดวยคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๙ มนี าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๙ ก หนา ๕ - ๖. กฎ ก.ตร. วา ดวยคณะกรรมการพิจารณากลัน่ กรองการพิจารณาสง่ั ลงโทษ (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑. (๒๕๕๑, ๑๖ กนั ยายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๕ ตอนท่ี ๙๙ ก หนา ๒๒ - ๒๓. กฎ ก.ตร.วาดวยคุณสมบัติและลักษณะตองหามของการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา ๑๖ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วา ดว ยคณุ สมบตั แิ ละลกั ษณะตอ งหา มของการเปน ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๗ พฤศจกิ ายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๓๖ - ๓๘. กฎ ก.ตร.วาดวยวิธีการออกคําส่ังเก่ียวกับการลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก หนา ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพ่ือบรรจุเขารับราชการ เปนขาราชการตํารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนพิเศษ ๒๕ ก หนา ๑ – ๖. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปน ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๕ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๘๔ ก หนา ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร. วาดวยหลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแขงขันบุคคลเพื่อบรรจุเขารับราชการ เปน ขา ราชการตาํ รวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนท่ี ๖๓ ก หนา ๑ – ๒.

๑๒๑ กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการดําเนินการใหผูถูกลงโทษตามคําส่ังเดิมรับโทษที่เพิ่มข้ึน หรือกลับคืนสูฐานะเดิม พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๖ ก หนา ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร.วา ดว ยหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารแตง ตง้ั ยศ พ.ศ.๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๓๑ พฤษภาคม).ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๘ ตอนที่ ๔๓ ก หนา ๘ – ๑๓. กฎ ก.ตร.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการแตงตั้งยศตํารวจชั้นประทวนเปนกรณีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๖ ก หนา ๒๕ – ๒๖. กฎ ก.ตร.วา ดว ยหลกั เกณฑ วธิ กี ารและระยะเวลาการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ริ าชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๖ กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๑ ตอนที่ ๓๓ ก หนา ๑ - ๓. กฎ ก.ตร.วา ดว ยอํานาจการลงโทษ อตั ราโทษ และการลงโทษภาคทณั ฑ ทัณฑกรรม กกั ยาม กกั ขงั หรือตัดเงนิ เดือน พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา ๓๐ – ๓๑. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ (๒๕๕๒, ๗ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๒๖ ตอนที่ ๖๖ ก หนา ๑ – ๗๘. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๒๒ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๐ ตอนท่ี ๒๘ ก หนา ๑๐- ๑๔. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑๓ มถิ นุ ายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๐ ตอนที่ ๕๑ ก หนา ๑ - ๓. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๗, ๗ มกราคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๔ ก หนา ๓ - ๖. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๖ กุมภาพันธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๑๓ ก หนา ๕ - ๗. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอนื่ ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๙ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๒๙ ก หนา ๑๒ - ๑๔.

๑๒๒ กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๔ สงิ หาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๔ ตอนท่ี ๘๐ ก หนา ๑ - ๓. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๐, ๑ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๔ ตอนที่ ๙๑ ก หนา ๑ - ๑๐. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอนื่ ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๑, ๑ ตลุ าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม ๑๓๕ ตอนที่ ๗๗ ก หนา ๑ - ๓. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๒๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๑๒ ก หนา ๑ - ๕. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอน่ื ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับท่ี ๑๑) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๒๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๑๒ ก หนา ๖ - ๘. กฎกระทรวงแบง สว นราชการเปน กองบงั คบั การหรอื สว นราชการอยา งอนื่ ในสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๕ กุมภาพันธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๑๕ ก หนา ๑ - ๖. กฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑการแจงใหหัวหนาสถานีตํารวจแหงทองท่ีทราบในกรณีท่ีจะแตง เครอื่ งแบบตาํ รวจ หรอื แตง กายโดยใชเ ครอ่ื งแตง กายคลา ยเครอ่ื งแบบตาํ รวจเพอ่ื การแสดง พ.ศ. ๒๕๕๓. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๗ ตอนที่ ๒๗ ก วันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓. ดหุ ยกั – แต พระนคร. ÊÒÃÒ¹¡Ø ÃÁä·Â©ººÑ ÃÒªº³Ñ ±μÔ Âʶҹ àÅÁ‹ ö. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พร งุ เรอื งธรรม. คาํ สง่ั หวั หนา คณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ที่ ๗/๒๕๕๙ เรอื่ งการกาํ หนดตาํ แหนง ของขา ราชการตาํ รวจ ซ่ึงมีอํานาจหนาท่ีในการสอบสวน. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๓๖ ง วนั ที่ ๕ กุมภาพนั ธ ๒๕๕๙. คําสง่ั หวั หนา คณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่องการแกไ ขปญ หาการบรหิ ารงานบคุ คล ของขา ราชการตาํ รวจ. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนพเิ ศษ ๓๒๒ ง วนั ที่ ๔ ธนั วาคม ๒๕๕๘. ธวัช ประสพพระ, พ.ต.อ. ÇÔ¹ÂÑ μÒí ÃǨ. กองวินยั สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ. กรงุ เทพฯ : มปท. ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๕๗ เรื่องการแกไขเพิ่มเติมกฎหมายวาดวย ตํารวจแหง ชาต.ิ ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗.

๑๒๓ ประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง ชาติ ฉบบั ท่ี ๘๙/๒๕๕๗ เรอื่ งหลกั เกณฑก ารแตง ตงั้ ขา ราชการตาํ รวจ. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๑๓๔ ง วนั ท่ี ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ เร่ืองการแกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวย ตาํ รวจแหง ชาต.ิ ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วนั ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ประกาศคณะรักษาความสงบแหงชาติ ฉบับที่ ๑๑๔/๒๕๕๗ เร่ืองการแกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวย ตํารวจแหง ชาติ. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗. ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เร่ืองกําหนดภาพเคร่ืองหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ฉบับที่ ๖). ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๕๗ หนา ๙๓๔ วนั ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๘๓. ประกาศสาํ นักนายกรัฐมนตรี (ฉบบั ท่ี ๔๓) เรอื่ งกาํ หนดภาพเคร่ืองหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เคร่ืองหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๘๐ ตอนท่ี ๓๕ วันท่ี ๙ เมษายน ๒๕๐๖. ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องกําหนดภาพเครื่องหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ฉบับท่ี ๑๖๘). ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๑๘ ตอนที่ ๘๐ ง วันที่ ๔ ตลุ าคม ๒๕๔๔. พระราชกฤษฎกี าการไดร บั เงนิ ประจาํ ตาํ แหนง ของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ. ๒๕๕๘. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๙๔ ก วนั ท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘. พระราชกฤษฎีกาขาราชการตํารวจประเภทไมมียศ พ.ศ. ๒๕๕๘. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๐ ก วนั ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘. พระราชกฤษฎกี าแบงสว นราชการสาํ นกั งานตํารวจแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒. (๒๕๖๒, ๒๑ กุมภาพนั ธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๖๒, ๒๑ กมุ ภาพันธ) . ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐. (๒๕๖๒, ๒๑ กมุ ภาพนั ธ). ราชกิจจานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาแบงสวนราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑. (๒๕๖๒, ๒๑ กมุ ภาพนั ธ). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม ๑๓๖ ตอนท่ี ๒๒ ก หนา ๖ - ๗. พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตํารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดต้ังเปน สํานักงานตํารวจแหงชาติ พทุ ธศักราช ๒๕๔๑. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ที่ ๑๑๕ ตอนที่ ๗๓ ก วนั ท่ี ๑๖ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๔๑.

๑๒๔ พระราชบญั ญัติตํารวจแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๑ ตอนท่ี ๑๘ ก หนา ๑ วันที่ ๑๔ กมุ ภาพันธ ๒๕๔๗. พระราชบัญญตั ติ ํารวจแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๗ ก วนั ที่ ๒๑ มนี าคม ๒๕๕๔. พระราชบัญญตั ติ าํ รวจแหงชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘. ÃÒª¡Ô¨¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๓๒ ตอนท่ี ๔๓ ก วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘. พระราชบัญญัตติ ํารวจแหง ชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๕ เมษายน).ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา ๑๗ – ๒๐. พระราชบญั ญตั ปิ รบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹àØ º¡ÉÒ. เลม ๑๑๙ ตอนที่ ๙๙ ก วนั ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๕. มลั ลกิ า ลบั ไพร.ี ¡ÒáÃÒ‹ §¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔ. สาํ นกั วชิ าการ สํานักงานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎร : กรงุ เทพฯ. ระเบียบ ก.ตร.วาดวยการกําหนดลําดับอาวุโสของขาราชการตํารวจในการรักษาราชการแทน พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๒๔ กันยายน). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยการรายงานการดาํ เนนิ การทางวนิ ยั และการออกจากราชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ ตุลาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยการลาออกจากราชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๖ สงิ หาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีประจําอยูในตางประเทศ พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๒๔ กันยายน). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงที่มีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานดานการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๓ ธนั วาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดวยเงนิ เพม่ิ สาํ หรับตําแหนงทม่ี ีเหตพุ ิเศษตําแหนง นกั โดดรม พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตลุ าคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพิ่มสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงนักประดานํ้า พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตุลาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงที่มีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานกูภัย พ.ศ.๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๓๐ เมษายน). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพิ่มสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานทําลายวัตถุระเบิด พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตลุ าคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูปฏิบัติงานดานนิติวิทยาศาสตร พ.ศ.๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๒๗ สิงหาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพิ่มสาํ หรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตาํ แหนงผูปฏิบัติงานดานอารักขา บคุ คลสาํ คัญ พ.ศ.๒๕๕๕. (๒๕๕๕, ๒๓ พฤศจกิ ายน).

๑๒๕ ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพมิ่ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทท่ี างเรอื พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตลุ าคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพม่ิ เปน กรณพี เิ ศษสาํ หรบั ตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทดี่ า นสอบสวน พ.ศ.๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สงิ หาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๑ – ๔. ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูทําการในอากาศ พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๐ ตุลาคม). ระเบียบ ก.ตร.วา ดวยเงนิ เพิ่มสําหรับตําแหนงทม่ี เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนงผทู ําหนาทต่ี อ ตานการกอ การรา ย พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๒๓ ธันวาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพม่ิ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผทู าํ หนา ทตี่ รวจสอบสาํ นวนอยั การ และใหความเห็นทางกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๗. (๒๕๕๗, ๓๐ พฤศจิกายน). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูทําหนาที่นิติกร พ.ศ.๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๘ พฤษภาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยเงินเพ่ิมสําหรับตําแหนงท่ีมีเหตุพิเศษตําแหนงผูทําหนาที่ปกครองโรงเรียน พ.ศ.๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๑๒ ตุลาคม). ระเบยี บ ก.ตร. วา ดว ยเงนิ เพม่ิ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทม่ี เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผทู าํ หนา ทส่ี อบสวนคดี พ.ศ.๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา ๕ – ๘. ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยเงนิ เพมิ่ สาํ หรบั ตาํ แหนง ทม่ี เี หตพุ เิ ศษตาํ แหนง ผปู ฏบิ ตั หิ นา ทดี่ า นปอ งกนั ปราบปราม ดานสบื สวน และดานจราจร พ.ศ.๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๓ ธนั วาคม). ระเบียบ ก.ตร. วา ดวยทะเบยี นประวัตแิ ละการควบคมุ เกษยี ณอายขุ องขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๘ ธันวาคม). ระเบียบ ก.ตร. วา ดว ยทะเบยี นประวัติและการควบคุมเกษียณอายุของขาราชการตํารวจ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๒๘ มีนาคม). ระเบียบ ก.ตร.วาดวยผูมีอํานาจส่ังบรรจุและแตงต้ังบุคคลเขารับราชการเปนขาราชการตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๖ เมษายน). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยผมู อี าํ นาจสงั่ เลอ่ื นเงนิ เดอื นขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๑๗ มถิ นุ ายน). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยวนั ออกจากราชการของขา ราชการตาํ รวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ กรกฎาคม). ระเบยี บ ก.ตร.วา ดว ยวธิ กี ารเสรมิ สรา งและพฒั นาใหข า ราชการตาํ รวจมวี นิ ยั และปอ งกนั มใิ หข า ราชการ ตาํ รวจกระทําผดิ วนิ ยั พ.ศ.๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๓๐ มกราคม). ระเบยี บสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ วา ดว ยการถอดยศตํารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๔ มีนาคม). ระเบียบสํานักงานตํารวจแหงชาติ วาดวยประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเก่ียวกับคดี ลักษณะท่ี ๑ ความประพฤติและระเบียบวินัย พ.ศ.๒๕๕๕. (๒๕๕๕. ๕ เมษายน).

๑๒๖ ระเบียบสาํ นักงานตาํ รวจแหงชาติวาดวยประมวลระเบียบการตํารวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ ๔ การบรรจุ พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑ กุมภาพันธ) . ระเบียบสาํ นักงานตาํ รวจแหงชาติวาดวยประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะท่ี ๘ การโอน พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑ กุมภาพนั ธ) . ระเบียบสาํ นักงานตาํ รวจแหงชาติวาดวยประมวลระเบียบการตาํ รวจไมเกี่ยวกับคดี ลักษณะท่ี ๑๓ ประวตั ิ พ.ศ.๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๑ กุมภาพนั ธ) . ระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาวาดวยหลักเกณฑ การจายเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของขาราชการตาํ รวจในการทาํ หนาท่ี เกีย่ วกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๙. ÃÒª¡¨Ô ¨Ò¹ØມÉÒ. เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๒ ง วันท่ี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙. วุฒสิ ภา. (๒ มถิ ุนายน ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÇ²Ø ÔÊÀÒ ¤Ãé§Ñ ·èÕ ò÷ àÅ‹Á ò (ÊÁÂÑ ÊÒÁÑÞ·ÑèÇä») ໹š ¾ÔàÈÉ. กรุงเทพฯ : วุฒสิ ภา. วุฒสิ ภา. (๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÇزÊÔ ÀÒ ¤ÃÑ駷Õè ö (ÊÁÑÂÊÒÁÞÑ ¹μÔ ºÔ ÞÑ ÞμÑ Ô). กรงุ เทพฯ : วฒุ ิสภา. วุฒิสภา, สํานักงาน, สํานักการประชุม, กลุมงานชวเลข. (๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ ¡ÒûÃЪØÁÇزÊÔ ÀÒ ¤Ã§éÑ ·Õè ÷ (ÊÁÂÑ ÊÒÁÞÑ ¹μÔ ÔºÞÑ ÞÑμÔ) เปนพิเศษ. กรงุ เทพฯ : วุฒสิ ภา. วุฒิสภา, สาํ นักกรรมาธิการ ๒, สาํ นักงานเลขาธิการวุฒิสภา. ÃÒ§ҹ¢Í§¤³Ð¡ÃÃÁÒ¸Ô¡Òà ÇÔÊÒÁÑÞ¾Ô¨ÒóÒËҧ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμμÔ íÒÃǨá˧‹ ªÒμÔ Ç²Ø ÔÊÀÒ. กรุงเทพฯ : วฒุ ิสภา. วุฒิสภา. (๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÇزÔÊÀÒ ¤ÃÑ駷èÕ ø (ÊÁÑÂÊÒÁÑÞ¹ÔμÔºÑÞÞÑμÔ) ໚¹¾ÔàÈÉ. กรุงเทพฯ : วุฒิสภา. วฒุ ิสภา, สาํ นักงาน, สาํ นกั การประชมุ , กลมุ งานชวเลข. (๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๖). ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪÁØ ÇزÔÊÀÒ ¤Ã§Ñé ·Õè ù (ÊÁÂÑ ÊÒÁÞÑ ¹ÔμºÔ ÑÞÞμÑ Ô) ໚¹¾àÔ ÈÉ. กรงุ เทพฯ : วฒุ ิสภา. สภาผูแทนราษฎร.ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÊÀÒ¼ŒÙá·¹ÃÒɮà (ÊÁÑÂÊÒÁÑÞ¹ÔμÔºÑÞÞÑμÔ) ¾.È. òõôö ¤Ã§éÑ ·Õè óð/òõôö. กรุงเทพฯ : สภาผูแทนราษฎร. สภาผแู ทนราษฎร.ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪÁØ ÊÀÒ¼áŒÙ ·¹ÃÒɮà (ÊÁÂÑ ÊÒÁÞÑ ·ÇèÑ ä») ¾.È. òõôö ¤Ã§Ñé ·èÕ òô/òõôö. กรงุ เทพฯ : สภาผแู ทนราษฎร. สภาผูแทนราษฎร. ÃÒ§ҹ¡ÒûÃЪØÁÊÀÒ¼ŒáÙ ·¹ÃÒɮà ª´Ø ·èÕ òñ »‚·Õè ò ¤Ã§éÑ ·Õè ñ÷ (ÊÁÑÂÊÒÁÞÑ ¹μÔ ÔºÞÑ ÞÑμÔ) àÅÁ‹ ñô ¾.È. òõôõ. กรุงเทพฯ : สภาผแู ทนราษฎร.

๑๒๗

๑๒๘ จัดพมิ พโ ดย โรงพิมพตํารวจ ถ.เศรษฐศิริ ดุสติ กรงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๖๖๘-๒๘๑๑-๓ โทรสาร ๐-๒๒๔๑-๔๖๕๘

“เปนองคกรบังคับใชกฎหมายที่นําสมัย ในระดับมาตรฐานสากล เพ�อใหประชาชนเช�อมั่นศรัทธา” พลตํารวจเอก สุวัฒน แจงยอดสุข ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook