บันทกึ หลังการสอน สรปุ ผลการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปญั หาที่พบในกระบวนการจดั การเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปญั หาการเรียนรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ญั หาการเรยี นรู้ภาคปฏบิ ัติ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝึกหดั หน่วยที่ 6 ข้อ 1. หลกั การขับขรี่ ถอย่างปลอดภัย ประกอบด้วย 1. ทราบถึงสิ่งท่ีเป็นสาเหตุท่ีจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุว่าเกิดจากเหตุใด เช่น เกิดจากสภาพบุคคล เกิดจากสภาพยานพาหนะ เกดิ จากสภาพวศิ วกรรมการจราจร หรอื เกดิ จากสภาพแวดล้อม 2. สามารถจำแนกได้ว่าในแต่ละสาเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุน้ันมีปัจจัยใดมาเก่ียวข้อง เป็นสาเหตุ อุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพบุคคล สาเหตุของอุบัติเหตุอันเกิดจากสภาพยานพาหนะ สาเหตุของอุบัติเหตุ อนั เกดิ จากสภาพถนนชำรดุ หรอื สาเหตอุ นั เกดิ จากสภาพแวดล้อม 3. การตัดสินใจวา่ จะทำอยา่ งไรใหด้ ที สี่ ุด ปลอดภัยทีส่ ุด ในสถานการณน์ ้นั 4. ให้ความสำคัญมุมอันตรายในตวั รถยนต์ รถยนต์รอบคนั จะมีมุมอันตราย มจี ุดบอดในตัวรถ 5. ขณะทขี่ ับรถต้องมองโดยคำนงึ ถงึ ระยะทางและเวลา 6. ระยะทางสำหรบั การหยุดรถยนต์ 7. การใชส้ ญั ญาณไฟอย่างถกู ต้อง 8. ใช้ไฟฉกุ เฉนิ เม่อื รถน้ันจอดอยู่กบั ทเ่ี ท่านั้น ไมเ่ ปดิ ไฟฉกุ เฉนิ ขณะรถแลน่ บนถนน 9. การใช้ไฟเลีย้ วเพอื่ ให้ทางการแซง 10. การใช้สัญญาณแตร ข้อ 2. อบุ ัตเิ หตอุ ันเกดิ จากสภาพบคุ คล มีปจั จัยท่เี ก่ียวข้องดังตอ่ ไปนี้ 1. ความผิดพลาดในการกระทำขณะขบั รถ เช่น ขับรถเร็วเกินอัตรากฎหมายกำหนด ขบั แซงใน ทีค่ ับขัน ขับตัดหน้ารถอืน่ ในระยะกระชนั้ ชดิ ขับตามหลังรถอืน่ ในระยะกระชัน้ ชดิ 2. ความคลาดเคล่ือนในการรับรู้ สุขภาพผู้ขับขี่ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในเร่ือง สุขภาพที่เกิดขน้ึ ในชว่ งวยั ท่ีแตกต่างกัน 3. การเสพสิ่งเสพตดิ และมึนเมาขณะขบั รถ 4. ขาดประกบการณใ์ นการขบั รถรวมถึงการไม่เคารพกฎหมาย ขอ้ 3. การคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าโดยการสังเกตุมุมอันตรายต่าง ๆ ประกอบด้วย อันตรายจากรถท่ี จอดสองฟากถนน อันตรายจากการมีรถรถจอดเรียงกันหลายคัน อันตรายในกรณีของเด็กที่มีตัวเล็ก มุม อันตรายจากรถด้านขวามือบริเวณสี่แยก มุมอันตรายจากรถที่กำลังเลี้ยวขวา มุมอันตรายจากการเล้ียว รถในวงแคบ และมมุ อนั ตรายจากทางโคง้ ข้อ 4. ไฟสัญญาณฉุกเฉินจะใช้เมื่อรถนั้นจอดอยู่กับที่เท่านั้น ห้ามวิ่งบนท้องถนนแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน เป็นการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินที่ไม่ถูกต้อง การใช้ไฟฉุกเฉินบริเวณสี่แยก เม่ือจะขับรถตรงไปจะเข้าใจผิด และปฏิบัติตามๆ กัน และคิดว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เมื่อจะขับรถตรงไปบริเวณสี่แยกควรลด ความเร็วดูวา่ ปลอดภัย จงึ ขับรถผา่ นไปโดยไมต่ ้องเปิดไฟฉุกเฉิน การเปิดไฟฉกุ เฉนิ อาจก่อให้เกิดอุบัตเิ หตุ ได้ เพราะขณะเปิดไฟฉุกเฉินรถท่ีอยู่ทางข้างขวาก็จะเห็นไฟกะพริบท่ีข้างขวา ก็คิดว่ารถน้ันจะเลี้ยวขวา
ในทำนองเดียวกันรถที่อยู่ทางด้านซ้ายก็จะเห็นไฟกะพริบด้านซ้าย ก็คิดว่ารถน้ันจะเล้ียวซ้าย เพราะไม่ สามารถมองเห็นไฟอีกด้านหน่ึง ข้อ 5. การขับรถบนทางโค้ง ควรพยายามวิ่งด้วยความเร็วที่สามารถจะหยุดรถได้ภายในระยะเวลา ครึ่งหนึ่งของระยะทางที่สายตามองเห็นได้ การท่ีจะสามารถมองเห็นคนหรือรถที่อยใู่ นมุมมือให้ได้เรว็ ที่สุด นั้น ควรคำนึงด้วยว่าจะต้องขับรถให้วิ่งอยู่บนตำแหน่งของถนนดี หรือในส่วนท่ีเกี่ยวกับรถคันอ่ืนนั้นจะ ขับรถให้แล่นอยู่ตรงส่วนไหนของถนนเป็นสำคัญ หากขับรถให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมก็สามารถทำให้ เรามองเห็นสง่ิ ท่มี องไมเ่ หน็ ขึน้ มาได้ เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยท่ี 6 ข้อ 1. ข ข้อ 2. ค ขอ้ 3. ข ขอ้ 4. ง ขอ้ ขอ้ 8. ข ขอ้ 9. ก ขอ้ 5. ก ข้อ 6. ง ขอ้ 7. ค 10. ค
แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยที่ 7 ชอื่ วิชา งานขับรถยนต์ สอนคร้ังท่ี 13 - 14 ชอื่ หน่วย การขบั รถยนต์ในสถานการณต์ า่ ง ๆ ชัว่ โมงรวม 8 ช่วั โมง แนวคดิ สำคัญ (Main Idea) การขับรถให้ปลอภยั นั้น นอกจากจะต้องปฏบิ ตั ิตามกฎจราจรอยา่ งเคร่ งครัดแล้ว ทักษะในการขบั รถในสภาวการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนเทคนคิ วธิ ีในการขับรถ มีผลต่อการช่วยป้องกันการเกดิ อุบตั ิเหตุบน ทอ้ งถนน จำเปน็ ท่ผี ู้ขับขี่ต้องฝึกฝนทกั ษะตา่ ง ๆ ให้มีความชำนาญ หัวข้อเร่ือง (Topics) 7.1 การขับขรี่ ถยนต์บริเวณพ้นื ทนี่ ำ้ ทว่ ม 7.2 การขับขีร่ ถยนต์ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1.อธบิ ายการขบั ข่รี ถยนตบ์ รเิ วณพื้นที่นำ้ ท่วมได้ 2.อธบิ ายการขับรถยนต์ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้ 3.มกี จิ นิสยั ในการขบั รถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนงึ ถงึ กฎจราจรสภาพแวดลอ้ ม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรู้เก่ยี วกับการขับขีร่ ถยนตบ์ ริเวณพนื้ ท่ีนำ้ ท่วม 2. แสดงความรู้เกย่ี วกบั การขับรถยนต์ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ 3. ปฏบิ ัติการการขบั รถยนต์ การบรู ณาการกบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง หลักความพอประมาณ 1. ผเู้ รียนใช้เวลาในการเตรียมอปุ กรณ์ และรถยนต์ฝึกหัดขับ ได้อย่างเหมาะสม 2. ผู้เรยี นจัดสรรเวลาในการฝกึ ปฏิบตั ิตามใบงานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3. ผเู้ รยี นรูจ้ กั ใชแ้ ละจัดการวัสดุอุปกรณ์ตา่ งๆอย่างประหยดั และคุม้ ค่า 4. ผู้เรยี นปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตามทดี่ ี 5. ผเู้ รยี นเปน็ สมาชิกที่ดีของกลมุ่ เพอ่ื นและสงั คม หลกั ความมีเหตุผล 1. ผูเ้ รยี นเหน็ คณุ คา่ ของวัสดุ อปุ กรณ์ และรถยนต์ฝกึ หัดขบั เพ่อื ใชใ้ นการเรียน 2. ตระหนักในความสำคญั ของการฝกึ ปฏิบตั ิอย่างถูกวิธี 3. นำเสนอวธิ ีการในการแกป้ ญั หาได้อยา่ งถกู ต้อง มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏบิ ัติใน ชีวิตประจำวันได้
4. แสดงความคิดอยา่ งมเี หตุผล 5. ซักถามในส่ิงทส่ี งสยั และทกั ทว้ งในส่ิงทไ่ี ม่ถูกต้องอยา่ งถูกกาลเทศะ 6. ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผอู้ น่ื 7. มกี ารคดิ วิเคราะห์อยา่ งเปน็ ระบบ หลกั ความมีภูมคิ ุ้มกนั 1. ผู้เรียนมีความรู้ในเร่ืองท่เี รยี น และสามารถถา่ ยทอดความรู้ใหผ้ ู้อ่ืนมีความรไู้ ดอ้ ยา่ งมี ประสิทธภิ าพ 2. ผ้เู รยี นมที กั ษะในเรือ่ งท่ฝี กึ ปฏิบตั ิและสามารถถ่ายทอดให้ผ้อู ่ืนได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ 3. ผเู้ รยี นสามารถใช้งานอุปกรณ์และรถยนต์ได้อย่างปลอดภัย 4. ปฏิบัติตามกฎระเบยี บของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรียมความพร้อมในการเรียนภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ 6. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยตนเองอยา่ งเปน็ เหตุเป็นผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ตา่ ง เงอ่ื นไขความรู้ 1. ผู้เรยี นได้ใชก้ ระบวนการคิดในเรียนรู้ การเตรียมอปุ กรณ์ รถยนต์ฝกึ หัดขับและการฝึกปฏิบัติ 2. ผเู้ รียนมคี วามรูแ้ ละความเข้าใจในการเรยี นรู้และฝกึ ปฏิบัตติ ามวัตถุประสงค์ทก่ี ำหนด 3. ผู้เรียนปฏบิ ตั ิงานด้วยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผูเ้ รยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจเกยี่ วกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เง่อื นไขคุณธรรม 1. ผเู้ รยี นใชว้ ัสดุอุปกรณอ์ ย่างเหน็ คณุ ค่า ประหยดั 2. ผู้เรียนเตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ รถยนตฝ์ กึ หัดขับ เสร็จตามเวลาท่ีกำหนด 3. ผูเ้ รยี นมคี วามพยายามและกระตือรอื รน้ ในการเรียนและฝกึ ปฏบิ ตั ิ 4. ผู้เรียนให้ความร่วมมอื กับการทำกิจกรรมของส่วนรวม มีจติ อาสาในการช่วยเหลือผู้อื่น เนือ้ หาสาระ 7.1 การขบั ขรี่ ถยนตบ์ รเิ วณพ้ืนทีน่ ำ้ ท่วม 7.1.1 การขับรถผ่านระดับน้ำสูง 7.1.2 การขับรถลุยน้ำลกึ 7.1.3 การขับรถผ่านถนนที่มนี ำ้ ทว่ มขัง 7.1.4 การขับรถขณะฝนตกหนกั 7.1.5 การบังคบั ทศิ ทางรถลุยน้ำ 7.1.6 การขับรถลุยระดบั น้ำที่ทว่ มเลยทอ้ งรถ
7.1.7 การควบคมุ รอบเครื่องยนตเ์ มอื่ ขับรถลยุ นำ้ 7.2 การขับขใี่ นสถานการณ์ตา่ ง ๆ 7.2.1 การขบั รถบนเส้นทางที่เป็นภูเขา 7.2.2 การจอดรถทีส่ ูงชัน 7.2.3 การใชเ้ กียร์สำหรบั ขึ้น – ลงท่ีสงู ชัน 7.2.4 การขับรถเข้าทางโค้งทีป่ ลอดภัย 7.2.5 การใช้เบรกมอื ในที่ลาดชนั 7.2.6 การขบั รถบนพนื้ ถนนท่ไี ม่สมบรู ณ์ 7.3 การขบั บนทางด่วน 7.3.1 อุบตั เิ หตุขณะจะเขา้ เลนทางดว่ น 7.3.2 การเบี่ยงเข้าเลนทางด่วน 7.3.3 วิธเี ข้าเลนทางดว่ นให้ปลอดภยั 7.3.4 ความเร็วในการขับรถบนทางดว่ น 7.3.5 ระยะหา่ งท่ีจำเปน็ ในการขบั รถบนทางด่วน 7.3.6 การขับรถเมื่อเขา้ ใกล้จดุ บริการ , จดุ จอดรถ และจดุ เขา้ ออก 7.3.7 การขับแซงบขนทางด่วน 7.3.8 การขับรถให้ปลอดภยั ในกรณสี ภาพอากาศไม่เปน็ ปกติ 7.3.9 การขับรถลงทางด่วน กิจกรรมการเรียนการสอน ขัน้ นำเข้าสบู่ ทเรยี น 1. นำเข้าสบู่ ทเรียนเรอื่ งการขบั รถยนต์ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ โดยให้ผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ ม 2. ทดสอบกอ่ นเรยี น ขั้นการสอน 1. บรรยายประกอบสื่อภาพนิ่งและภาพเคล่ือนไหวแบบสื่อสารสองทางด้วยวธิ ีการสอนท่ีหลากหลาย พรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ 2. นกั เรียนซักถามปัญหาข้อสงสัยและร่วมกันอภปิ รายเสนอแนะเพือ่ หาแนวทางในการเรยี นรู้ร่วมกนั อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ 3. ทำแบบฝึกหดั และร่วมกันเฉลย 4. ปฏบิ ตั ิตามใบงานท่ี 11
5. ในระหว่างเรยี นและปฏิบัตติ ามใบงานมกี ารประเมินคณุ ธรรม จริยธรรม และคณุ ลักษณะอนั พึง ประสงค์ ขนั้ สรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปเน้อื หาสาระ และผลการฝกึ ปฏิบัติ 2. ทดสอบหลังเรียน สือ่ การเรียนการสอน 1. หนงั สือเรียนวชิ าการขับรถยนต์ของสำนักพมิ พ์ศนู ย์หนังสือเมืองไทย จำกัด 2. แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลังเรยี น 3. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หดั ขับ 5. สนามฝกึ หดั ขับและอปุ กรณ์ การวดั และประเมนิ ผล 1 เคร่ืองมือวัดผล - แบบประเมินคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ของผเู้ รียน - แบบทดสอบ - แบบประเมินใบงาน 2 เกณฑ์การประเมินผล คะแนนความร้คู วามเข้าใจตามวัตถปุ ระสงค์ รอ้ ยละ 50 ขนึ้ ไป หมายถึง ผ่าน ต่ำกว่า รอ้ ยละ 50 หมายถึง ไมผ่ ่าน คะแนนพฤตกิ รรมการเรียนทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรับปรุง ความร้คู วามเข้าใจตามวตั ถุประสงค์มีคะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ขึน้ ไป พฤติกรรมการเรยี น และการปฏิบตั ติ ามใบงานมคี ุณภาพระดับ 2 ข้นึ ไป
บนั ทึกหลงั การสอน สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปัญหาท่ีพบในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ญั หาการเรียนรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปญั หาการเรียนรู้ภาคปฏิบตั ิ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 7 ข้อ 1. การขับรถท่ีต้องผ่านระดับน้ำที่สูงถึงท้องรถจนสังเกตได้ว่า มีเสียงน้ำกระทบกับท้องรถ ค่อนข้างดัง นอกจากผู้ขับขี่ต้องขับให้ช้าและระวังการตกหลุมท่ีมองไม่เห็นโดยให้สังเกตจากรถคันหน้า และพยายามจำแนวไว้โดยระดับน้ำท่ีสูงในระดับนี้ จานเบรกจะจมอยู่ในน้ำตลอดเวลา รถท่ีใช้ดรัมเบรก ประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงอย่างมาก หากพ้นช่วงน้ำท่วมควรต้องทดสอบเบรกทันที โดยการเบรก และเร่งความเร็วสลับกันไป เพิ่อให้ผ้าเบรกรีดน้ำจากจานเบรก และเพื่อให้จานเบรกหรือดุมเบรกร้อน จน นำ้ ระเหยเปน็ ไอหมด เพ่อื ให้สามารถกลบั มาใช้งานได้อย่างปลอดภยั ข้อ 2. การขับรถขณะฝนตกหนัก ผู้ขับข่ีควรประเมินสถานการณ์ หากระดับน้ำลึกหรือกระแสน้ำ เชี่ยวกรากควรเลี่ยงไปใช้เส้นทางอ่ืน เพ่ือป้องกันกระแสน้ำพัดรถลอยไปตามน้ำ กรณีระดับน้ำตื้นควรขับ รถบนช่องทางที่น้ำไม่ท่วมมากนัก โดยขับในแนวเดียวกับรถคันหน้า เพ่ือป้องกันรถออกนอกเส้นทางถ้า เคร่ืองยนตข์ ัดข้องในขณะขับรถลยุ นำ้ ควรเปดิ สญั ญาณไฟกระพรบิ เพื่อเตอื นใหผ้ ู้ใช้เส้นทางรายอืน่ ทราบ จะได้เปลี่ยนเส้นทางการเดินรถทัน หากขับรถบนนถนนที่มีสภาพเป็นดินลูกรงั ในช่วงฝนตกหรือหลังฝนตก จะมคี วามเส่ยี งต่อรถตดิ หลม่ ได้งา่ ย ขอ้ 3. การควบคุมรอบเครื่องยนตเ์ มอ่ื ขับรถลุยน้ำ ตอ้ งเล้ียงรอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับทีพ่ อดี ไม่ เร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูงนัก โดยพยายามให้รอบเครื่องคงท่ีอยู่ที่ 1,500 – 2,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ 2 ค่อยๆ ขับไปเรื่อยๆ โดยทิ้งระยะห่างจากคันหน้าอย่างน้อยหนึ่งช่วงตัวการรักษาระดับเคร่ืองยนต์ท่ีรอบ ปานกลางค่อนข้างต่ำหว้ เพ่ือให้รถรักษาความเร็วได้คงที่เพราะการใช้รอบเคร่ืองที่ต่ำเกินไป อาจทำให้ เคร่ืองยนต์ดับได้ง่ายกว่าการใช้รอบเครื่องท่ีสูงเกินไป เครื่องยนต์ที่จะทำงานหนักข้ึน โดยเฉพาะการดูด อากาศไปผสมกับเชอ้ื เพลิงในหอ้ งเผาไหมถ้ ้ารอบเคร่อื งยนตส์ งู มากแรงดูดก็มากข้นึ ซึ่งอาจดูดน้ำผ่านกรอง อากาศเข้าไปอดั กบั ลูกสบู ทำให้เกดิ ความเสยี หายกยั เครื่องยนต์ ข้อ 4. การใช้เลนข้างทางด่วนให้เกิดความปลอดภัย คือ เลนข้างทางด่วนช่วยให้เข้าเลนทางด่วน ได้สะดวกข้ึนเป็นเลนท่ีช่วยชะลอความเร็วของรถในเลนทางด่วนกับรถที่จะเข้าเลนทำให้การไหลของรถใน เลนทางด่วนทั้งหมดเป็นไปอยา่ งสม่ำเสมอ รวมถงึ เป็นเลนท่ีแสดงใหร้ ถท่ีกำลังว่ิงในเลนทางด่วนทราบว่ามี รถกำลังรอเข้าเลนทางดว่ นอยู่ ดังนั้น ถ้ายังเร่งความเร็วไม่สูงพอหรือรีบเบ่ยี งเข้าเลนทางด่วน ต้ังแต่แล่น บนเลนข้างแล้วอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่รถทก่ี ำลงั แล่นอย่ใู นเลนทางดว่ นได้ ขอ้ 5. การขับรถใหป้ ลอดภยั ในกรณีสภาพอากาศไมเ่ ปน็ ปกติ ตอ้ งปฏบิ ตั ิดงั นี้ การชับรถบนทางด่วนเมื่อลมแรงจัด ต้องไม่ตกใจพยายามลดความเร็วโดยปล่อยให้เท้าออกจาก คนั เร่งอย่างชา้ ๆ พยายามประคองพวงมาลัยโดยไมต่ ่ืนเต้น ถึงแม้ว่าจะถูกลมพดั จดั เพียงไรกต็ าม การขับรถบนทางด่วนกรณีที่หมอกจัด ให้เปิดไฟหน้ารถและขับรถด้วยความเร็วที่สามารถจะ หยดุ รถได้ในระยะทางที่สายตามองเหน็ หรืออาจจะจอดรถในจดุ ทจี่ ดั ไวใ้ ห้
การขับรถบนทางด่วนกรณีฝนตกหนัก ในกรณีท่ีฝนตกหนัก แล้วมีน้ำขังอยู่บนพื้นถนน ถ้าวิ่ง ด้วยความเร็วสูง ยางรถจะแทรกเข้าไปในน้ำท่ีขังอยู่ ทำให้ล้อไม่สามารถหมุนได้ แต่จะเคลื่อนไปบนน้ำ เหมือนกับสกีน้ำ ภาวะดังกล่าว เรียกว่า การเกิดไฮดรอพ เรนน่ิง (HIGH DROP RAINING) ให้ใช้ ความเร็วต่ำกว่าวันท่ีอากาศดี ควรจับพวงมาลัยให้ม่ัน และปลดเกียร์ต่ำ แล้วรอให้ความเร็วลดลงอย่าง มสี ติ เฉลยแบบทดสอบหน่วยท่ี 7 ข้อ 1. ง ขอ้ 2. ก ข้อ 3. ค ขอ้ 4. ง ข้อ 8. ก ขอ้ 9. ข ข้อ 5. ค ขอ้ 6. ค ข้อ 7. ค ข้อ 10. ข
แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 8 ชือ่ วิชา งานขับรถยนต์ สอนครง้ั ท่ี 15 ชอ่ื หน่วย การขบั รถยนต์เม่ือเกดิ เหตุฉกุ เฉิน ชั่วโมงรวม 5 ชัว่ โมง แนวคิดสำคญั (Main Idea) เมอื่ รถเสยี ระหว่างทางท่ขี ับข่ีไปนนั้ จำเปน็ ตอ้ งแกไ้ ขปัญหาในเบ้ืองต้นเพ่อื ใหส้ ามารถนำรถเขา้ ศนู ยบ์ ริการถ้าสามารถทำได้ ผขู้ ับขต่ี ้องเรียนรู้วิธีการแกป้ ัญหาต่าง ๆ เพื่อให้สามารถซอ่ มแซมในเบ้ิองตน้ ไดด้ ว้ ยตนเอง หรอื เม่ือเกดิ อุบตั ิเหตุต้องทำเครอ่ื งหมายสัญญาณที่รถ เพ่อื ให้รถคนั อนื่ เหน็ ไดช้ ดั เจน เพ่ือ ป้องกันอบุ ัติเหตุที่จะเกดิ ขึ้นซำ้ จากรถคนั ต่อมา หัวข้อเร่ือง (Topics) 8.1 ข้อปฏิบัติในกรณฉี กุ เฉนิ 8.2 ข้อปฏิบตั ใิ นกรณเี กิดอบุ ัติเหตุ จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบิ ายเก่ยี วกับขอ้ ปฏิบัตใิ นกรณีฉกุ เฉนิ ได้ 2. อธิบายข้อปฏบิ ตั ิในกรณีเกิดอบุ ัตเิ หตุ ได้ 3. มีกิจนสิ ยั ในการขบั รถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนึงถึงกฎจราจรสภาพแวดล้อม สมรรถนะย่อย (Elememt of Competency) 1. แสดงความรู้เกยี่ วกบั ข้อปฏิบตั ใิ นกรณีฉุกเฉิน 2. แสดงความรเู้ ก่ยี วกบั ข้อปฏิบตั ใิ นกรณีเกดิ อุบตั เิ หตุ 3. ปฏบิ ตั ิการการขบั รถยนต์ การบูรณาการกบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง หลักความพอประมาณ 1. ผ้เู รียนใชเ้ วลาในการเตรยี มอปุ กรณ์ และรถยนตฝ์ กึ หดั ขับ ได้อย่างเหมาะสม 2. ผู้เรียนจดั สรรเวลาในการฝกึ ปฏิบตั ติ ามใบงานไดอ้ ย่างเหมาะสม 3. ผู้เรียนร้จู ักใชแ้ ละจัดการวสั ดุอุปกรณต์ า่ งๆอยา่ งประหยดั และคมุ้ คา่
4. ผู้เรียนปฏิบัตติ นเป็นผนู้ ำและผู้ตามทีด่ ี 5. ผเู้ รยี นเป็นสมาชกิ ทดี่ ีของกลุ่มเพ่อื นและสังคม หลกั ความมีเหตผุ ล 1. ผูเ้ รียนเห็นคุณคา่ ของวัสดุ อปุ กรณ์ และรถยนต์ฝกึ หัดขบั เพ่ือใช้ในการเรยี น 2. ตระหนกั ในความสำคัญของการฝึกปฏบิ ตั ิอยา่ งถกู วิธี 3 นำเสนอวธิ กี ารในการแกป้ ญั หาได้อย่างถูกต้อง มเี หตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติใน ชวี ติ ประจำวนั ได้ 4. แสดงความคิดอย่างมีเหตุผล 5. ซักถามในส่ิงท่สี งสยั และทักทว้ งในสิ่งทไ่ี มถ่ กู ต้องอยา่ งถูกกาลเทศะ 6. ยอมรับฟังความคดิ เห็นของผู้อนื่ 7. มกี ารคดิ วเิ คราะห์อย่างเปน็ ระบบ หลกั ความมภี ูมคิ ุ้มกนั 1. ผู้เรียนมีความรใู้ นเรือ่ งทีเ่ รียน และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผอู้ นื่ มีความรไู้ ด้อย่างมี ประสิทธภิ าพ 2. ผ้เู รยี นมีทกั ษะในเรอ่ื งท่ีฝึกปฏบิ ัติและสามารถถา่ ยทอดให้ผอู้ ่นื ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ 3. ผเู้ รียนสามารถใช้งานอุปกรณ์และรถยนตไ์ ดอ้ ย่างปลอดภยั 4. ปฏิบัตติ ามกฎระเบยี บของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรียมความพร้อมในการเรยี นภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ 6. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไดด้ ว้ ยตนเองอย่างเปน็ เหตุเปน็ ผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ตา่ ง เงอ่ื นไขความรู้ 1. ผเู้ รยี นไดใ้ ชก้ ระบวนการคดิ ในเรียนรู้ การเตรียมอุปกรณ์ รถยนต์ฝึกหัดขับและการฝึกปฏบิ ัติ 2. ผเู้ รยี นมคี วามรแู้ ละความเข้าใจในการเรียนรแู้ ละฝึกปฏิบัติตามวตั ถุประสงคท์ ีก่ ำหนด 3. ผู้เรียนปฏิบัตงิ านด้วยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผเู้ รียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เง่ือนไขคณุ ธรรม 1. ผเู้ รยี นใช้วสั ดุอุปกรณ์อยา่ งเหน็ คุณคา่ ประหยัด 2. ผูเ้ รยี นเตรยี มวัสดุ อุปกรณ์ รถยนตฝ์ กึ หัดขับ เสรจ็ ตามเวลาทีก่ ำหนด 3. ผู้เรยี นมีความพยายามและกระตอื รือร้นในการเรียนและฝกึ ปฏบิ ตั ิ 4. ผเู้ รียนให้ความรว่ มมอื กับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มีจติ อาสาในการชว่ ยเหลือผู้อ่นื เนอ้ื หาสาระ 4.1 ข้อปฏบิ ัตใิ นกรณฉี ุกเฉิน
4.1.1 การสตารต์ เครอ่ื งยนตเ์ ม่อื ฉุกเฉิน 4.1.2 เม่ือเครือ่ งยนต์รอ้ นจดั 4.1.3 การใช้เคร่อื งมือประจำรถและแม่แรงเมื่อรถยางแตกหรือร่ัวซึม 4.1.4 การเปลี่ยนยา 4.1.5 การลากรถ 4.1.6 เมื่อกระจกหน้าแตก 4.1.7 เมอ่ื เบรกแตก 4.1.8 เม่อื มีสัตว์ว่ิงตดั หนา้ 4.1.9 เมื่อรถล่นื ไถลเสยี การทรงตวั 4.2 ข้อปฏิบตั ใิ นกรณเี กิดอบุ ัติเหตุ 4.2.1 เมอ่ื มผี ูบ้ าดเจบจากอุบตั เิ หตุ 4.2.2 การแจง้ ตำรวจ 4.2.3 การแจง้ ประกันภยั 4.2.4 คดอี ุบัติเหตทุ างรถยนต์ กจิ กรรมการเรยี นการสอน ขน้ั นำเข้าสู่บทเรียน 1. นำเข้าสู่บทเรียนเร่อื งการขับรถยนต์เม่ือเกิดเหตฉุ กุ เฉนิ โดยให้ผเู้ รียนมีสว่ นร่วม 2. ทดสอบกอ่ นเรียน ข้นั การสอน 1. บรรยายประกอบส่อื ภาพนง่ิ และภาพเคล่อื นไหวแบบส่ือสารสองทางด้วยวธิ ีการสอนท่ีหลากหลาย พรอ้ มยกตวั อย่างประกอบ 2. นกั เรียนซกั ถามปัญหาข้อสงสัยและร่วมกันอภิปรายเสนอแนะเพ่ือหาแนวทางในการเรยี นรู้ร่วมกนั อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ 3. ทำแบบฝกึ หดั และร่วมกนั เฉลย 4. ปฏบิ ัตติ ามใบงานที่ 12 5. ในระหวา่ งเรียนและปฏิบัตติ ามใบงานมกี ารประเมินคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคุณลักษณะอนั พึง ประสงค์ ขนั้ สรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรปุ เน้ือหาสาระ และผลการฝึกปฏิบัติ 2. ทดสอบหลงั เรียน
สื่อการเรยี นการสอน 1. หนงั สือเรียนวิชาการขับรถยนต์ของสำนกั พิมพ์ศนู ย์หนังสือเมืองไทย จำกดั 2. แบบทดสอบก่อนเรียน/หลงั เรยี น 3. แบบประเมินคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝึกหัดขับ 5. สนามฝกึ หัดขบั และอปุ กรณ์ การวัดและประเมินผล 1 เคร่ืองมอื วดั ผล - แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอนั พึงประสงคข์ องผู้เรยี น - แบบทดสอบ - แบบประเมนิ ใบงาน 2 เกณฑก์ ารประเมินผล คะแนนความรู้ความเข้าใจตามวัตถุประสงค์ ร้อยละ 50 ขนึ้ ไป หมายถึง ผา่ น ตำ่ กว่า ร้อยละ 50 หมายถึง ไมผ่ ่าน คะแนนพฤติกรรมการเรียนทฤษฎแี ละปฏิบัติ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ต้องปรับปรุง ความรคู้ วามเข้าใจตามวตั ถุประสงคม์ คี ะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ข้นึ ไป พฤติกรรมการเรยี น และการปฏิบัติตามใบงานมคี ุณภาพระดบั 2 ข้นึ ไป
บนั ทึกหลงั การสอน สรุปผลการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปัญหาท่ีพบในกระบวนการจดั การเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ัญหาการเรียนรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปัญหาการเรยี นรู้ภาคปฏิบตั ิ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝกึ หัดหน่วยที่ 8 ขอ้ 1. การสตาร์ตเคร่อื งยนต์เมือ่ ฉุกเฉนิ มีขน้ั ตอน ดงั นี้ 1. เล่ือนรถให้ใกล้กัน เพ่ือจะต่อพ่วงสายแบตเตอร่ีได้ และอย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวรถท้ัง สองชดิ ตดิ กันเพราะทำใหก้ ราวดต์ อ่ ถึงกนั 2. ดึงเบรกมือและคันเกียร์อยู่ในตำแหน่ง “P” (จอด) สำหรับเกียร์อัตโนมัติ หรือตำแหน่ง “N” (ว่าง) สำหรบั เกียรธ์ รรมดา จากนั้นจึงบิดสวิตช์กญุ แจไปที่ตำแหน่ง “OFF” สวิตชก์ ุญแจตอ้ งอยู่ตำแหน่ง “OFF” เปน็ อนั ดับแรก ต้องแน่ใจว่าสายพว่ งแบตเตอร่ี และสว่ นของร่างกายไม่ไปพาดโดนใบพัดหม้อน้ำ และสายพาน เพราะอาจทำใหเ้ กิดอนั ตรายได้ ควรบิดอปุ กรณ์ไฟฟ้าทกุ ชนิด เพื่อเปน็ การป้องกนั การเกิด ประกายไฟและปอ้ งกันแบตเตอรีท่ ั้งสองลกู ดว้ ย 3. 8.1.1.3 ต้องแน่ใจว่าระดับน้ำกลั่นของแบตเตอร่ีอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ อย่าใช้การสตาร์ต เคร่ืองยนต์ด้วยการพ่วงแบตเตอร่ี ถ้าพบว่าน้ำกลั่นแห้งหรือเป็นน้ำแข็ง เพราะอาจทำให้แบตเตอร่ีแตก หรอื ระเบิดได้ 4. 8.1.1.4 ใช้สายต่อพวงแบตเตอร่ีที่ปลายสายข้างหนึ่งต่อเข้ากับขั้ว (+) ของแบตเตอร่ี (A) และปลายสายอกี ขา้ งหน่งึ ตอ่ เขา้ กับข้วั (+) ของแบตเตอร่ี (B) 5. ใช้สายต่อพ่วงอีกเส้นหน่ึงต่อเข้าระหว่างข้ัว ( - ) ของแบตเตอรี่ของรถคันที่มีไฟและสายอีก ด้านหนึ่งหนีบเข้ากับเสื้อสูบของรถคันที่แบตเตอร่ีมีไฟ โดยให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด ควรเปิดฝา ครอบแบตเตอรี่ก่อนท่ีจะต่อสายพว่ งเข้ากับข้ัวแบตเตอร่ี ไม่ควรทำใหส้ ายพ่วงแบตขั้ว ( + ) และขัว้ ( - ) โดนหรอื สมั ผสั กนั 6. ติดเคร่ืองยนต์ของรถคันท่ีแบตเตอร่ีมีไฟและปล่อยท้ิงไว้รอบเดินเบาะสักครู่หน่ึงแล้ว จึง สตาร์ตเคร่ืองยนต์ของรถคันที่แบตเตอร่ีไม่มีไฟ รักษารอบเครื่องยนต์ของรถคันท่ีแบตเตอรี่มีไฟไว้อย่าง สมำ่ เสมอ 7. ภายหลังจากเครือ่ งยนตต์ ิดแลว้ ใหป้ ลดสายพว่ งท่หี นีบเข้าทเี่ สอื้ สูบกอ่ นเป็นอนั ดับแรก ขอ้ 2. เม่อื เครอ่ื งยนตร์ ้อนจดั ใหป้ ฏิบัตดิ ังนี้ 1. จอดรถในท่ปี ลอดภยั 2. ตรวจดูว่าไอนำ้ หรือความร้อนเกดิ ข้นึ จากทีใ่ ด 3. ตรวจเชค็ ว่าใบพดั ลมหม้อน้ำทำงานหรอื ไม่ ถ้าใบพดั ลมไม่ทำงาน ให้ดับเครือ่ งยนต์ทนั ที 4. หลงั จากอณุ หภมู ขิ องน้ำหล่อเย็นเคร่อื งยนตค์ ่อย ๆ ลดลง จนเป็นอณุ หภูมิปกติ ให้ดับ เครอื่ งยนต์ 5. ตรวจเช็คระดับนำ้ ยาหล่อเย็นในถังนำ้ พักน้ำสำรอง 6. เติมน้ำทหี่ ม้อนำ้ หรือถังพักน้ำ ถ้าจำเป็น หา้ มเติมนำ้ ขณะท่ีเครื่องร้อน เพราะจะทำให้ เครอื่ งยนต์เสยี หาย รอให้เครอื่ งยนต์เย็นลง แล้วค่อยเติมน้ำทลี ะนอ้ ยๆ 7. ตรวจเช็กดูวา่ ทอ่ ยางหม้อน้ำทุกท่อ มีนำ้ รว่ั ซึมออกมาหรือไม่ ควรตรวจดูสายพานพัดลมหม้อ นำ้ ว่าหยอ่ นและชำรุดหรอื ไม่ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติกบั ระบบนำ้ ยาหลอ่ เย็นหรือสายพาน
ขอ้ 3. การข้ึนแมแ่ รงใหป้ ลอดภยั ควรปฏิบตั ดิ งั นี้ 1. จอดรถบนพืน้ ราบในแนวระนาบ 2. ดงึ เบรกมือไวแ้ ละเลอื่ นคนั เกียร์ 1 (เกียรธ์ รรมดา ) หรอื เลือ่ นคนั เกยี รไ์ ปท่ีตำแหนง่ P (สำหรบั เกียร์อตั โนมัติ) 3. เปดิ ไฟฉกุ เฉนิ และหมนุ สวติ ช์กุญแจอยู่ท่ตี ำแหน่ง “LOCK” 4. ตดิ ตั้งสัญลักษณ์สามเหลี่ยมเตือนสญั ญาณไฟกระพรบิ เพื่อใหม้ องเหน็ ในระยะไกลจากรถ 5. ใสท่ ่หี นนุ ลอ้ เข้ากับล้อท่อี ยูต่ รงข้ามกบั ล้อทต่ี อ้ งการเปลยี่ น ขอ้ 4. การลากรถทป่ี ลอดภัย มี 3 แบบ แตล่ ะแบบมีข้อดีข้อเสียดังนี้ 1. การลากรถโดยการยกล้อหลังให้ลอยพ้นพื้น ข้อดีคือ เกิดความปลอดภัยในการลากรถและ เหมาะกบั รถที่ใชเ้ กียร์อตั โนมัตชิ นิดขับเคลื่อนล้อหลงั 2. การลากรถโดยการยกล้อหน้าให้ลอยพ้นพ้ืน ข้อดีคือ เกิดความปลอดภัยในการลากรถและ เหมาะกบั รถทใี่ ช้เกียรอ์ ัตโนมัตชิ นิดขบั เคลื่อนล้อลอ้ 3. การยกรถขึ้นรถบรรทุก ข้อดีคือ เกิดความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเพ่ิมขึ้นใน กรณีทเี่ กียรช์ ำรดุ หรือแตกร้าว ขอ้ 5. ขอ้ ปฏบิ ัตใิ นกรณีเกิดอุบัตเิ หตุ 1. ช่วยเหลือผู้ได้รบั บาดเจบ็ 2. แจง้ ตำรวจ 3. แจง้ ประกนั ภยั เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยที่ 8 ข้อ 3. ก ขอ้ 4. ข ขอ้ 5. ข ข้อ 1. ข ข้อ 2. ง ขอ้ 8. ก ข้อ 9. ก ขอ้ 10. ค ข้อ 6. ค ข้อ 7. ง
แผนการจดั การเรยี นรู้ หน่วยท่ี 9 ช่ือวิชา งานขับรถยนต์ สอนคร้งั ที่ 16 ชื่อหน่วย มารยาทในการขับรถยต์ ชั่วโมงรวม 4 ชัว่ โมง แนวคิดสำคญั (Main Idea) มารยาทในการใช้รถใชถ้ นนเป็นส่ิงสำคญั อย่างยิ่งท่ีผู้ขับรถควรปฏิบตั ิ เพื่อใหผ้ ูข้ บั รถและผู้โดยสาร ในรถไม่หวาดกลัว เกิดความปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุ การจราจรไม่ติดขัด และเป็นการป้องกันไม่เกิด การทะเลาะวิวาทกบั ผู้ร่วมใช้รถใชถ้ นน ดังนน้ั ผใู้ ช้รถใช้ถนนควรรกั ษามารยาทในการขับรถอยา่ งเครง่ ครัด จนเป็นปกตนิ ิสัย หัวข้อเรอื่ ง (Topics) 9.1 มารยาทในการขบั รถไปข้างหนา้ 9.2 มารยาทในการเลยี้ วและเปลี่ยนช่องทางเดินรถ 9.3 มารยาทในการให้สญั ญาณ 9.4 มารยาทในการขบั รถในสภาวะตา่ ง ๆ 9.5 มารยาทในการเบรก หยดุ รถ และจอดรถ 9.6 มารยาทในการขับรถโดยท่วั ไป จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1. อธบิ ายเก่ียวกบั มารยาทในการขบั รถยนต์ได้ 2. มีกจิ นิสยั ในการขบั รถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนงึ ถงึ กฎจราจรสภาพแวดล้อม สมรรถนะย่อย (Elememt of Competency) 1. แสดงความรู้เก่ียวกับมารยาทในการขบั รถยนต์ 2. ปฏบิ ัตกิ ารการขบั รถยนต์ การบรู ณาการกบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลกั ความพอประมาณ 1. ผเู้ รยี นใช้เวลาในการเตรียมอุปกรณ์ และรถยนต์ฝกึ หัดขบั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 2. ผ้เู รียนจัดสรรเวลาในการฝึกปฏบิ ัติตามใบงานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. ผู้เรียนรู้จักใชแ้ ละจดั การวัสดุอุปกรณ์ต่างๆอย่างประหยดั และคมุ้ คา่ 4. ผู้เรียนปฏบิ ัตติ นเปน็ ผู้นำและผตู้ ามที่ดี 5. ผู้เรียนเปน็ สมาชิกท่ดี ีของกลุม่ เพื่อนและสงั คม หลกั ความมเี หตผุ ล 1. ผ้เู รียนเห็นคุณค่าของวัสดุ อุปกรณ์ และรถยนตฝ์ กึ หัดขับเพือ่ ใชใ้ นการเรียน 2. ตระหนักในความสำคัญของการฝกึ ปฏิบตั ิอย่างถูกวิธี 3 นำเสนอวธิ ีการในการแก้ปัญหาไดอ้ ย่างถูกต้อง มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏบิ ตั ิใน ชวี ิตประจำวนั ได้ 4 แสดงความคดิ อย่างมีเหตุผล 5 ซักถามในสิง่ ท่สี งสยั และทักท้วงในส่ิงท่ไี ม่ถูกต้องอย่างถูกกาลเทศะ 6 ยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ นื่ 7 มกี ารคิดวเิ คราะห์อยา่ งเปน็ ระบบ หลกั ความมภี ูมิคุ้มกนั 1. ผู้เรียนมีความรใู้ นเรื่องท่เี รียน และสามารถถ่ายทอดความร้ใู ห้ผ้อู ่นื มีความรไู้ ด้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ 2. ผเู้ รียนมีทกั ษะในเรอื่ งทฝี่ กึ ปฏบิ ตั แิ ละสามารถถา่ ยทอดให้ผู้อ่นื ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ 3. ผู้เรยี นสามารถใช้งานอปุ กรณ์และรถยนตไ์ ด้อย่างปลอดภยั 4. ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรยี มความพรอ้ มในการเรียนภาคทฤษฎีและปฏบิ ัติ 6. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดว้ ยตนเองอยา่ งเปน็ เหตุเปน็ ผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ต่าง เง่อื นไขความรู้ 1. ผู้เรยี นได้ใชก้ ระบวนการคดิ ในเรยี นรู้ การเตรียมอปุ กรณ์ รถยนต์ฝึกหัดขับและการฝึกปฏบิ ตั ิ 2. ผเู้ รียนมีความรแู้ ละความเข้าใจในการเรียนรแู้ ละฝึกปฏบิ ัตติ ามวัตถุประสงคท์ ีก่ ำหนด 3. ผู้เรียนปฏิบตั งิ านด้วยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผเู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เงือ่ นไขคณุ ธรรม 1. ผ้เู รียนใช้วัสดอุ ุปกรณอ์ ยา่ งเห็นคุณค่า ประหยัด 2. ผเู้ รียนเตรียมวสั ดุ อุปกรณ์ รถยนตฝ์ กึ หดั ขับ เสร็จตามเวลาทก่ี ำหนด 3. ผู้เรยี นมคี วามพยายามและกระตือรอื รน้ ในการเรียนและฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ผเู้ รียนใหค้ วามรว่ มมอื กับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มจี ิตอาสาในการชว่ ยเหลือผู้อน่ื เนือ้ หาสาระ 9.1 มารยาทในการขบั รถไปขา้ งหน้า
การเคลื่อนรถออกจากที่จอด ผู้ขับข่ีจะต้องให้สัญญาณก่อนเคล่ือนรถออกจากที่จอดทุกคร้งั มองดู กระจกหลังหรือกระจกข้าง เม่ือเห็นว่าปลอดภยั จึงเลื่อนรถออกจากที่จอดรถ ควรเหยียบคนั เร่งด้วยความ นุ่มนวล ไม่ออกรถแบบกระชาก หรือออกรถไปในท้องถนนเป็นเหตุให้ผู้ขับข่ีอื่นต้องหักหลบหรือเบรกรถ อย่างกะทนั หัน การเร่งความเร็ว เร่งความเร็วให้สูงข้ึนโดยการเหยียบคันเร่งด้วยความนุ่มนวล โดยไม่ให้ ผู้โดยสารในรถรู้สึกหวาดกลัว หรือผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นเกิดความรู้สึกหวาดกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ โดย ปฏบิ ัตดิ งั น้ี - ใช้ความเร็วของรถให้เหมาะสมกบั รถอ่ืนท่ใี ช้ทางอยู่ในทางเดนิ รถหรือช่องเดนิ รถนั้น - ไม่ขับรถแบบกระช้นั หรือจี้ท้ายรถคันหนา้ มากเกนิ ไป - ไม่เปิดไฟขอทางหรือบบี แตรไลร่ ถคันทขี่ ับอยู่ขา้ งหน้า - ใชค้ วามเรว็ ตามท่ีกฎหมายกำหนด - ใช้ความเร็วของรถให้เหมาะสมกบั รถอ่ืนที่ใช้ทางอยใู่ นทางเดินรถหรอื ช่องเดนิ รถนัน้ - เมื่อมีเหตจุ ำเปน็ ตอ้ งลดความเรว็ ให้เหมาะสมกบั สภาพการณ์ ไมเ่ บรกรถกะทันหันจนทำให้รถอน่ื ต้องเบรกกะทนั หันตามด้วย การขับรถแซงขึน้ คันอนื่ ควรปฏิบตั ดิ งั นี้ - ก่อนแซงข้ึนหน้าคนั อนื่ ต้องใหส้ ัญญาณก่อนแซงเสมอ (ให้สัญญาณไฟเลยี้ วขวาและหากขับรถใน ทางเดนิ รถท่มี ิได้แบง่ ช่องเดินรถไว้ ต้องกะพรบิ ไฟหนา้ รถส้นั 2 ครงั้ เพื่อใหค้ นขับรถคนั หน้ามองเหน็ และ ทราบวา่ มีผ้จู ะขอแซง) - ไม่แซงในเขตหา้ มแซง - หากถนนแคบต้องขับช้า และแซงดว้ ยความระมดั ระวัง - เวน้ ระยะให้หา่ งจากรถคันที่ถกู แซงอย่างเหมาะสม - แซงแล้วไม่หกั รถเขา้ ชอ่ งเดนิ รถดา้ นซา้ ยเร็ว จนอาจเปน็ เหตุให้เกิดการเบียดกบั รถคนั ทถ่ี ูกแซง - เมื่อแซงพน้ แลว้ ให้ขบั รถชิดช่องเดินรถดา้ นซา้ ยทนั ที การขบั รถกรณีมผี ขู้ ับรถขอแซงผ่านขึ้นหน้า ควรปฏิบัติดังนี้ - เมื่อมรี ถคนั อ่นื จะขอแซงข้ึนหน้ารถคนั ท่ีเราขับอยู่ เราควรขับรถชิดทางด้านซา้ ย - เมอื่ เหน็ สญั ญาณขอแซง เราควร “ตอบรบั ” ด้วยการใช้สัญญาณไฟเลีย้ วซา้ ย และลดความเร็ว ใหร้ ถคนั หลังแซงขึ้นไป - ไม่ควรเรง่ ความเร็วตคี ู่กับรถทขี่ อแซง เพราะอาจเกิดอบุ ัติเหตไุ ด้ หรือเกิดการทะเลาะวิวาทได้ - เม่ือมีรถแซงข้ึนมาตีคกู่ ับเรา แลว้ มีรถวิง่ สวนทางมา เราควรลดความเร็ว เพื่อเว้นช่องวา่ งให้รถ ทต่ี ีคู่กบั เรามชี อ่ งวา่ งหลบเข้ามา เป็นการแบง่ ปนั น้ำใจแกเ่ พ่อื นร่วมทาง และป้องกนั อุบัตเิ หตอุ ีกด้วย
การขับรถสวนทางกัน ควรปฏิบตั ดิ ังนี้ - ในทางเดินรถท่ีว่ิงสวนทางกันได้ หากมีรถวิ่งสวนทางมาต้องลดความเร็ว ใช้ความเร็วให้ เหมาะสม ขบั รถชิดทางซ้ายใหม้ ากทสี่ ดุ เพื่อไมใ่ หเ้ กิดอุบัตเิ หตุหรือการหวาดเสยี ว - ไม่ใชไ้ ฟสงู เปน็ อันขาด เพราะจะแยงตาผู้ขับรถคนั ทีส่ วนมา 9.2 มารยาทในการเล้ียวและเปล่ียนช่องทางเดินรถ เมอ่ื ผขู้ ับขต่ี ้องการเล้ียวรถ ควรปฏิบตั ดิ งั น้ี - ผู้ขับรถคันที่ต้องการจะเลี้ยวรถ ต้องขับรถเข้าไปในช่องทางเดินรถในทิศทางที่ประสงค์ จะ เลี้ยวเป็นระยะทางท่ีเหมาะสม พร้อมให้สัญญาณให้ทราบว่า ทิศทางท่ีจะเล้ียวไปทางใดล่วงหน้า ใน ระยะท่เี หมาะสม และชะลอความเรว็ ของรถลงเพ่ือให้รถคนั อื่นรู้ตัว - การเล้ียวซ้ายในทางร่วมทางแยก แม้ว่าจะมีป้าย “เล้ียวซ้ายผ่านตลอด” หมายความว่า เลีย้ วได้ต่อเมื่อเหน็ วา่ ปลอดภัย มารยาทที่ต้องคำนึงในกรณนี ีค้ อื การให้รถอนื่ ไปก่อน - เม่ือเล้ียวรถเรียบร้อยแล้ว ต้องเปล่ียนสัญญาณไฟให้กลับสู่ปกติ ไม่ลืมเปิดค้างไว้ และใช้ ความเรว็ ของรถใหเ้ หมาะสมกับรถที่ใชท้ างอยู่ในทางเดนิ รถหรอื ช่องเดนิ รถน้ัน เมอื่ ผู้ขบั ขต่ี อ้ งการเปล่ยี นชอ่ งเดนิ รถ ควรปฏบิ ัติดังน้ี - ผู้ขับรถคันท่ีต้องการจะเปลี่ยนช่องเดินรถ ต้องให้สัญญาณไฟเล้ียวซ้ายหรือขวา ตามแต่ กรณีลว่ งหน้าในระยะทเ่ี หมาะสม (กอ่ นเล้ยี ว 30 เมตร) - ไม่เปล่ียนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ยงั มรี ถอื่นเดินรถในช่องเดนิ รถน้ัน ใหเ้ ปลยี่ นช่อง เดินรถไดต้ อ่ เมือ่ เหน็ ว่าช่องเดินรถนัน้ ว่าง หรอื เหน็ วา่ ชอ่ งเดนิ รถน้ันปลอดภยั - เมอ่ื เห็นว่าปลอดภยั แล้วให้เปล่ียนชอ่ งเดินรถอยา่ งระมัดระวัง แล้วเปล่ียนสัญญาณไฟกลับ เป็นปกติ - ใช้ความเรว็ ให้สอดคล้องกับรถท่ีอยใู่ นช่องการเดินรถ ไม่ใหร้ ถทีต่ ามมาต้องชะงกั หรือเบรก เสียจังหวะ 9.3 มารยาทในการใหส้ ญั ญาณ เมื่อผู้ขับข่ีต้องการให้สัญญาณแตร ควรปฏิบตั ิดงั นี้ - แตรรถมไี ว้เพือ่ ให้เตอื นหรือให้ระมดั ระวงั ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ซ่งึ จะใชเ้ สียงส้นั ๆ - ไมใ่ ช้สญั ญาณแตรเสยี งยาว เพราะคลา้ ยกบั เปน็ การตำหนิผ้อู ื่น - ไมใ่ ชส้ ัญญาณแตรในเขตชมุ ชน โรงพยาบาล หรือเขตห้ามใชเ้ สียง - ไมใ่ ช้สญั ญาณแตรขณะรถจอดอยู่ เวน้ แต่รถคนั อ่ืนจะถอยมาชน - ไมใ่ ช้สัญญาณแตรในลกั ษณะไล่รถคันท่ขี ับข้างหนา้ - ใช้สัญญาณแตรเม่ือขับรถอยู่ในทางโคง้ หกั ศอกหรือโค้งท่ีมองไม่เห็นรถสวนมา
- ใช้สญั ญาณแตรเมือ่ มมุ อับในซอยท่ีมกี ำแพงทึบบังอยูห่ รอื บริเวณทีไ่ ม่แนใ่ จ เพอ่ื เตือนรถท่ี สวนมา - ใช้สัญญาณแตรเม่ือเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน เช่น รถของเราเบรกแตก ยางระเบิด เพ่ือให้รถคัน อื่นร้ตู ัวและหลบหลีก - ใชส้ ัญญาณแตรเมอื่ ขอความชว่ ยเหลอื การเปิดไฟสูง ไม่ควรใช้ไฟสูงในลักษณะไล่รถคันหน้าหรือแกล้งให้รถคันท่ีสวนมามองไม่เห็น เวน้ แตใ่ ชใ้ นกรณี ต่อไปน้ี - ขับรถข้ามเนนิ ทางโคง้ เพ่ือให้รถแล่นสวนมารวู้ า่ มรี ถเรากำลังแลน่ สวนไป - ใช้เตือนขอทางกอ่ นแซง - ใชต้ รวจทางข้างหน้าใหแ้ น่ใจวา่ มีลักษณะอยา่ งไร มีสิง่ กีดขวางหรอื ไม่ - เมือ่ มรี ถวงิ่ สวนมาเราตอ้ งเปล่ียนไฟหน้ารถเป็นไฟต่ำ - ขณะขับรถในเวลากลางคืน หากผู้ขับรถคันที่วิ่งสวนทางกับเรากะพริบไฟสูงใส่ แสดงว่า เรากำลังขบั รถโดยเปิดไฟสูงอยู่ และแสงไฟนั้นไปรบกวนการมองเหน็ รถคันท่ีสวนทางมา ให้รีบเปล่ียนไฟ หน้ารถเปน็ ไฟตำ่ 9.4 มารยาทในการขบั รถในสภาวะต่าง ๆ มารยาทในการขับรถในสภาวะตา่ ง ๆ กรณที มี่ กี ารขับรถตามปกติ ควรปฏิบัติดังน้ี - ควรขับชดิ ทางเดินรถหรือช่องเดินรถดา้ นซา้ ยเสมอ โดยเฉพาะการขับรถชา้ เพราะเปน็ การ กีดขวางรถคันอ่นื และไมข่ ับคร่อมช่องเดนิ รถ - ไม่ใช้สญั ญาณไฟสงู จะแยงตารบกวนคนท่ขี ับรถคันข้างหนา้ - แตะเบรกเทา่ ที่จำเป็น เพื่อไม่ใหร้ ถคันหลังต้องชะงักตาม - การเปลี่ยนช่องเดนิ รถ (เปล่ียนเลน) ตอ้ งให้สญั ญาณก่อน - ใหค้ วามสะดวกแก่รถฉกุ เฉนิ ตา่ งๆ - ไม่ขับจ้ที ้าย ควรทิ้งระยะหา่ งจากคนั หน้าใหเ้ หมาะสม กรณีขับรถผ่านทางขา้ ม เขตชมุ ชน หรือโรงเรียน ควรปฏบิ ัติดังน้ี - ให้ลดความเรว็ และใชค้ วามระมัดระวังกวา่ ปกติ - มนี ำ้ ใจใหค้ นเดินเทา้ ในการขา้ มถนน - ไม่กดแตรหรือกะพริบไฟในลกั ษณะไล่ หรือทำให้ผู้อ่ืนตกใจ กรณขี บั รถขณะฝนตกหรือลุยนำ้ ควรปฏิบัติดังน้ี - ควรใช้ความเรว็ ต่ำ เพื่อไมใ่ หน้ ำ้ กระเซ็นไปโดนคนเดนิ เท้าหรอื รถคันอ่ืน
- หลกี เลย่ี งผวิ ถนนที่มนี ำ้ ขงั เพราะอาจทำใหเ้ กดิ การแฉลบและนำ้ กระเซน็ - ไม่เปิดไฟกะพริบฉุกเฉินขณะฝนตก เพราะจะทำให้คนขับรถคันท่ีขับตามหลังเกิดความ รำคาญ เสยี สมาธิ และเปน็ พฤตกิ รรมทีไ่ ม่ถูกกฎจราจรดว้ ย - เว้นระยะหา่ งจากรถคนั หนา้ พอสมควร มากกวา่ การขับถนนแห้งเปน็ ระยะ 2 เทา่ เพราะ เบรกอาจลน่ื กวา่ สภาพการณป์ กติ เพื่อมใิ ห้รถคนั ข้างหนา้ หวาดเสียวต้องเร่งความเรว็ หนีไปอกี 9.5 มารยาทในการเบรก หยดุ รถ และจอดรถ เมอ่ื ผ้ขู ับขีต่ ้องการหยุดรถ ควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี - ดกู ระจกมองหลังว่ามรี ถตามมาหรอื ไม่ - ควรให้สัญญาณล่วงหน้าในระยะท่ีเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณแตะไฟเบรกให้รู้ หรือให้ สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย - ลดความเร็วลง โดยค่อยๆ แตะเบรกในระยะทร่ี ถคันหลังมีเวลาเบรกไดท้ นั - ต้องไม่หยุดรถขวางทางเข้า – ออก ขวางช่องทาง”เล้ียวซ้ายผ่านตลอด” ขวางเส้นทแยง ห้ามหยุด” หรือกดี ขวางการจราจร ถ้าจอดรถขวางรถคันอื่น ต้องหาทางขยับรถเพอ่ื เปิดทางให้คนอืน่ เม่ือผ้ขู ับขต่ี ้องการใชเ้ บรก ควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี - ไม่แตะเบรกโดยไม่จำเป็น หรืออย่าแตะบ่อยจนเกินไป จะทำให้รถคันหลังที่ตามมาชะงัก รำคาญ เพราะต้องแตะเบรกตามโดยไม่จำเปน็ เช่นกัน - ควรตรวจสอบไฟเบรกอย่างสมำ่ เสมอ เม่ือตอ้ งการจอดรถ ควรปฏิบัตดิ งั น้ี - ไม่จอดรถท่ีท่หี ้ามจอด - ควรจอดรถใหช้ ิดขอบทางให้มากทีส่ ดุ - ไม่จอดรถขวางทางเข้า-ออก อาคารบ้านเรือนผู้อ่ืน หากจำเป็นต้ังล้อให้ตรง ไม่ดึงเบรกมือ ปลดเกียรว์ า่ ง - หากจอดรถเปน็ เวลานานควรดับเคร่ืองยนต์ เม่ือต้องการจอดรถที่มีชอ่ งจอดรถ ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี - ควรถอยหลังเข้าจอด หันหน้ารถออกและจอดให้ขนานและตรงช่องจอด อย่างจอด คร่อมช่องจอด หรือชิดเสน้ จนคนั อื่นเข้าจอดไมไ่ ด้ - ควรดรู ะยะห่างระหวา่ งคัน เพ่อื ใหร้ ถคันอ่นื เขา้ จอดไดส้ ะดวก เปิดประตรู ถได้สะดวก - ไม่ควรจอดรถซ้อนคัน แต่ถ้าหากจำเป็นต้องจอดรถซ้อนกัน จะต้องตั้งล้อให้ตรง ไม่ดึง เบรกมอื หรอื ลอ็ กเกียร์ เพอื่ ใหค้ นอ่นื สามารถเลอื่ นรถเราออกและให้รถคนั ทีจ่ อดดา้ นในขบั ออกได้ เม่อื ตอ้ งการจอดรถในบรเิ วณไม่มีช่องจอดรถ ควรปฏบิ ัติดังนี้
- ไมจ่ อดกนิ พน้ื ที่ และตอ้ งกะระยะใหร้ ถคนั อืน่ จอดได้มากคันท่สี ุด - ไม่ควรจอดซ้อนคัน แตถ่ ้าจอดซ้อนคนั จะต้องไม่ล็อกเบรกมอื หรอื เกียร์ - ไมจ่ อดในลกั ษณะกดี ขวางการจราจร หรือกีดขวางรถผู้อ่ืน - กรณีรถจอดเสีย ให้แสดงไฟฉุกเฉินหรอื ป้ายสามเหล่ยี ม - ไมค่ วรจอดในพน้ื ทห่ี า้ มจอด การจอดรถรอสญั ญาณไฟเขยี ว ไฟแดง ตอ้ งเวน้ ระยะห่างระหว่างคนั หนา้ พอสมควร 9.6 มารยาทในการขับรถโดยท่ัวไป การขับรถโดยปกติทั่วไป ควรปฏิบตั ิดงั นี้ - การขับรถเข้าด่านตรวจหรือจุดตรวจค้น หรือถูกเรียกตรวจ ในเวลากลางวันให้หมุนกระจก ข้างลง หากเปน็ เวลากลางคืนให้ดับไฟหนา้ รถและเปดิ ไฟในรถ แสดงใบอนญุ าตขบั รถ - ไม่ควรถม่ น้ำลายลงบนถนน เพราะเปน็ การแพรเ่ ชอื้ โรคทำใหบ้ ้านเมืองสกปรก - ไม่ควรทิง้ ขยะลงบนถนน - ให้ทางแกร่ ถคนั อืน่ กรณที ร่ี ถของตนไปไมไ่ ด้ - มมี ารยาทในการต่อแถว ไม่เบียดแทรกรถคนั อ่นื เพราะอาจเกดิ อบุ ัตเิ หตุและทะเลาะวิวาท ได้ กิจกรรมการเรยี นการสอน ขนั้ นำเขา้ สูบ่ ทเรยี น 1. นำเขา้ สู่บทเรยี นเร่ืองมารยาทในการขบั รถยนต์โดยให้ผู้เรียนมีสว่ นร่วม 2. ทดสอบก่อนเรียน ขนั้ การสอน 1. บรรยายประกอบส่ือภาพน่ิงและภาพเคลื่อนไหวแบบส่ือสารสองทางด้วยวิธกี ารสอนทีห่ ลากหลาย พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ 2. นกั เรียนซักถามปัญหาข้อสงสยั และรว่ มกนั อภปิ รายเสนอแนะเพอื่ หาแนวทางในการเรยี นรรู้ ่วมกนั อยา่ งมีประสิทธภิ าพ 3. ทำแบบฝกึ หดั และรว่ มกันเฉลย 4. ปฏิบัตติ ามใบงานท่ี 13 5. ในระหว่างเรยี นและปฏบิ ตั ติ ามใบงานมีการประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอัน พงึ ประสงค์ ขนั้ สรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปเนอื้ หาสาระ และผลการฝึกปฏิบตั ิ
2. ทดสอบหลังเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. หนังสือเรยี นวิชาการขับรถยนต์ของสำนกั พมิ พ์ศนู ยห์ นังสอื เมืองไทย จำกดั 2. แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลังเรยี น 3. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หดั ขับ 5. สนามฝึกหัดขบั และอุปกรณ์ การวัดและประเมินผล 1 เครอ่ื งมอื วดั ผล - แบบประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ของผู้เรยี น - แบบทดสอบ - แบบประเมินใบงาน 2 เกณฑก์ ารประเมินผล คะแนนความรู้ความเข้าใจตามวัตถปุ ระสงค์ รอ้ ยละ 50 ขึ้นไป หมายถึง ผา่ น ต่ำกว่า รอ้ ยละ 50 หมายถึง ไม่ผ่าน คะแนนพฤติกรรมการเรียนทฤษฎีและปฏบิ ตั ิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรบั ปรุง ความรู้ความเข้าใจตามวตั ถุประสงคม์ ีคะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ข้ึนไป พฤตกิ รรมการเรียน และการปฏบิ ัตติ ามใบงานมคี ณุ ภาพระดบั 2 ขึน้ ไป
บันทกึ หลงั การสอน สรุปผลการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปัญหาที่พบในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปญั หาการเรยี นรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ญั หาการเรียนรู้ภาคปฏิบตั ิ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝึกหัดหน่วยที่ 9 ข้อ 1. การเคลื่อนรถออกจากท่ีจอด ผู้ขับขี่จะต้องให้สัญญาณก่อนเคลื่อนรถออกจากท่ีจอดทุกครั้ง มองดู กระจกหลังหรือกระจกข้าง เม่ือเห็นว่าปลอดภัยจึงเลื่อนรถออกจากที่จอดรถ ควรเหยียบคนั เรง่ ด้วยความ นุ่มนวล ไม่ออกรถแบบกระชาก หรือออกรถไปในท้องถนนเป็นเหตุให้ผู้ขับข่ีอ่ืนต้องหักหลบหรือเบรกรถ อย่างกะทันหนั ข้อ 2. เม่ือผู้ขับขต่ี ้องการเปล่ียนชอ่ งเดินรถ ควรปฏบิ ัติดงั นี้ - ผู้ขับรถคันที่ต้องการจะเปล่ียนช่องเดินรถ ต้องให้สัญญาณไฟเล้ียวซ้ายหรือขวา ตามแต่กรณี ล่วงหน้าในระยะท่ีเหมาะสม (กอ่ นเลี้ยว 30 เมตร) - ไมเ่ ปลีย่ นช่องเดนิ รถเข้าไปในช่องเดินรถท่ียังมีรถอื่นเดินรถในช่องเดนิ รถน้ัน ใหเ้ ปล่ียนชอ่ งเดนิ รถ ได้ตอ่ เมือ่ เห็นว่าช่องเดนิ รถนน้ั วา่ ง หรอื เห็นว่าช่องเดินรถนั้นปลอดภัย - เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วให้เปล่ียนช่องเดินรถอย่างระมัดระวัง แล้วเปล่ียนสัญญาณไฟกลับเป็น ปกติ - ใช้ความเร็วให้สอดคล้องกับรถท่ีอยู่ในช่องการเดินรถ ไม่ให้รถท่ีตามมาต้องชะงักหรือเบรกเสีย จงั หวะ ข้อ 3. เมือ่ ผูข้ ับขี่ตอ้ งการใชเ้ บรก ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี - ไม่แตะเบรกโดยไม่จำเป็น หรืออย่าแตะบ่อยจนเกินไป จะทำให้รถคันหลังที่ตามมาชะงัก รำคาญ เพราะตอ้ งแตะเบรกตามโดยไมจ่ ำเปน็ เช่นกนั - ควรตรวจสอบไฟเบรกอย่างสมำ่ เสมอ ขอ้ 4. เม่ือผขู้ บั ขตี่ ้องการให้สัญญาณแตร ควรปฏิบตั ดิ งั น้ี - แตรรถมไี วเ้ พ่ือใหเ้ ตอื นหรือใหร้ ะมัดระวังว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ซ่ึงจะใชเ้ สยี งสนั้ ๆ - ไมใ่ ชส้ ัญญาณแตรเสยี งยาว เพราะคล้ายกับเป็นการตำหนผิ ูอ้ นื่ - ไม่ใช้สญั ญาณแตรในเขตชุมชน โรงพยาบาล หรอื เขตห้ามใช้เสยี ง - ไมใ่ ชส้ ัญญาณแตรขณะรถจอดอยู่ เวน้ แตร่ ถคันอนื่ จะถอยมาชน - ไม่ใช้สัญญาณแตรในลักษณะไลร่ ถคันท่ีขบั ข้างหน้า - ใชส้ ญั ญาณแตรเม่อื ขับรถอยู่ในทางโค้งหกั ศอกหรือโคง้ ท่ีมองไม่เหน็ รถสวนมา - ใช้สัญญาณแตรเมอื่ มุมอบั ในซอยทมี่ ีกำแพงทึบบังอยู่หรือบริเวณทไ่ี มแ่ นใ่ จ เพอื่ เตือนรถทส่ี วนมา - ใช้สญั ญาณแตรเมอ่ื เมื่อมเี หตฉุ กุ เฉนิ เชน่ รถของเราเบรกแตก ยางระเบดิ เพื่อให้รถคนั อ่นื รู้ตัว และหลบหลีก - ใชส้ ญั ญาณแตรเมอ่ื ขอความช่วยเหลือ
ข้อ 5. ในกรณีท่ีเราขับรถผิดมารยาท ผิดกฎจราจร หรือกระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ ผูอ้ น่ื เราตอ้ งไมเ่ พิกเฉยท่จี ะแสดงการขอโทษดว้ ยการยกมือขวาขน้ึ ระดับคิ้ว พรอ้ มโค้งศรี ษะ หรืออาการ อน่ื ๆ ท่ีสอื่ ว่าเรารู้ตัวว่าเราผิดและขอโทษ การแบ่งปันน้ำใจเป็นส่งิ ท่ีจำเป็นอยา่ งยิ่งในขณะขับรถบนท้อง ถนน เพราะนอกจากทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นแล้ว ยังทำให้ผู้ท่ีขับรถอย่างมีน้ำใจรู้สึกสบาย ใจ ไม่รู้สกึ เครียดกับการเดนิ ทาง และการแสดงความขอบคุณ เป็นมารยาททจ่ี ำเป็นต้องใช้ให้เคยชินจน ตดิ เป็นนิสัย ในกรณที เ่ี ราไดร้ บั การปฏิบตั หิ รอื ไดร้ บั น้ำใจทดี่ จี ากผู้รว่ มใชท้ าง เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยท่ี 9 ขอ้ 1. ง ข้อ 2. ค ข้อ 3. ข ข้อ 4. ง ขอ้ 5. ก ขอ้ 6. ค ข้อ 7. ก ขอ้ 8. ก ข้อ 9. ค ขอ้ 10. ก
แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยท่ี 10 ชือ่ วิชา งานขับรถยนต์ สอนคร้งั ที่ 17 ชอ่ื หน่วย การบำรุงรักษารถยนต์ ชั่วโมงรวม 4 ชัว่ โมง แนวคิดสำคัญ (Main Idea) ก่อนท่ีจะทำการติดเครื่องยนต์และการนำรถยนต์ไปใช้งานในแต่ละวันนั้น ผู้ขับข่ีควรจะ ทำการตรวจสอบหรือบำรุงรักษารถยนต์ตรงส่วนที่มีความสำคัญ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ รถยนต์ ซ่ึงระบบต่าง ๆ ที่เราควรจะทำการตรวจสอบ คือระบบระบายความร้อน ระบบหล่อลื่น เป็นต้น ระบบต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นระบบที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากถ้ามีปัญหาเกิดข้ึนหรือเกิดข้อขัดข้อง เก่ียวกับระบบตา่ ง ๆ เหล่าน้ี เคร่ืองยนตจ์ ะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือประสิทธิภาพในการใช้งาน ลดลง หัวข้อเร่อื ง (Topics) 10.1 การบำรุงรกั ษาประจำวนั 10.2 การบำรุงรกั ษาตามระยะกำหนด 10.3 การบำรงุ รกั ษาทั่วไป จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1. อธิบายเกี่ยวกบั การบำรงุ รกั ษารถยนต์ได้ 2. มกี จิ นิสยั ในการขบั รถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนงึ ถึงกฎจราจรสภาพแวดลอ้ ม สมรรถนะย่อย (Elememt of Competency) 1. แสดงความรเู้ ก่ียวกับการบำรงุ รักษารถยนต์ 2. ปฏิบตั ิการบำรงุ รกั ษารถยนต์ กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสบู่ ทเรยี น 1. นำเข้าสบู่ ทเรียนเรอื่ งการบำรงุ รกั ษารถยนตโ์ ดยใหผ้ ู้เรยี นมีส่วนร่วม 2. ทดสอบกอ่ นเรียน การบรู ณาการกบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลกั ความพอประมาณ 1. ผู้เรยี นใช้เวลาในการเตรยี มอุปกรณ์ และรถยนต์ฝกึ หัดขบั ได้อย่างเหมาะสม
2. ผู้เรยี นจัดสรรเวลาในการฝกึ ปฏบิ ัติตามใบงานได้อยา่ งเหมาะสม 3. ผู้เรียนรู้จักใชแ้ ละจัดการวสั ดุอุปกรณต์ า่ งๆอย่างประหยดั และคุ้มค่า 4. ผ้เู รยี นปฏบิ ตั ิตนเปน็ ผนู้ ำและผตู้ ามท่ีดี 5. ผ้เู รียนเปน็ สมาชิกท่ีดีของกลุ่มเพ่ือนและสังคม หลักความมีเหตุผล 1. ผู้เรยี นเห็นคณุ คา่ ของวัสดุ อุปกรณ์ และรถยนต์ฝึกหัดขบั เพอ่ื ใชใ้ นการเรียน 2. ตระหนักในความสำคญั ของการฝึกปฏิบัติอยา่ งถูกวิธี 3. นำเสนอวิธีการในการแกป้ ญั หาไดอ้ ย่างถูกต้อง มเี หตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติใน ชวี ิตประจำวันได้ 4. แสดงความคดิ อย่างมีเหตุผล 5. ซกั ถามในสิ่งทสี่ งสัย และทกั ทว้ งในสิ่งทไ่ี มถ่ กู ต้องอย่างถกู กาลเทศะ 6. ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อืน่ 7. มกี ารคดิ วเิ คราะห์อย่างเป็นระบบ หลักความมีภมู คิ ุ้มกัน 1. ผเู้ รียนมคี วามรใู้ นเรื่องที่เรยี น และสามารถถ่ายทอดความร้ใู หผ้ ู้อนื่ มีความรู้ได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ 2. ผู้เรียนมีทกั ษะในเร่อื งทฝี่ ึกปฏิบัติและสามารถถา่ ยทอดให้ผูอ้ ืน่ ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 3. ผู้เรียนสามารถใช้งานอปุ กรณ์และรถยนตไ์ ด้อยา่ งปลอดภัย 4. ปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรยี มความพรอ้ มในการเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 6. แกป้ ัญหาเฉพาะหน้าได้ดว้ ยตนเองอยา่ งเปน็ เหตุเป็นผล 7. มคี วามสามารถในการควบคมุ อารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ตา่ ง เง่อื นไขความรู้ 1. ผู้เรยี นไดใ้ ชก้ ระบวนการคิดในเรยี นรู้ การเตรียมอปุ กรณ์ รถยนต์ฝึกหัดขับและการฝึกปฏบิ ตั ิ 2. ผเู้ รียนมคี วามร้แู ละความเข้าใจในการเรยี นรแู้ ละฝึกปฏบิ ัติตามวตั ถุประสงคท์ กี่ ำหนด 3. ผู้เรยี นปฏิบัติงานดว้ ยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เงือ่ นไขคณุ ธรรม 1. ผู้เรียนใชว้ สั ดุอุปกรณ์อย่างเห็นคณุ ค่า ประหยดั 2. ผเู้ รียนเตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ รถยนต์ฝึกหัดขับ เสรจ็ ตามเวลาทกี่ ำหนด 3. ผูเ้ รียนมคี วามพยายามและกระตือรอื ร้นในการเรยี นและฝกึ ปฏิบตั ิ 4. ผ้เู รยี นใหค้ วามร่วมมือกับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มจี ิตอาสาในการชว่ ยเหลือผู้อนื่
เนอ้ื หาสาระ 10.1 การบำรงุ รักษาประจำวัน 10.1..1 การตรวจเชก็ และการเติมน้ำมนั เคร่อื ง ดึงเหล็กวัดน้ำมันเคร่ืองออกมาเช็ดด้วยผ้าสะอาดแล้วใส่เหล็กวัดกลับเข้าไปใหม่ให้สุดดึงเหล็กวัด ขน้ึ มาตรวจดูระดับน้ำมัน ซ่ึงควรจะอยู่ในระดับช่วงขดี ของเหล็กวัด หากพบว่าระดับน้ำมันเครื่องต่ำกว่า ขีดท่ีกำหนดแล้ว ให้เปิดฝาเติมน้ำมันเคร่ืองซ่ึงอยู่บนฝาครอบวาล์ว แล้วเติมน้ำมันเครื่องเข้าไปเพื่อให้ ระดับนำ้ มนั ขึ้นถึงชว่ งขีดที่กำหนด ควรใช้เฉพาะน้ำมันท่ีกำหนดไว้เท่าน้นั ไม่ควรใช้นำ้ มันท่ีแตกต่างจาก ที่กำหนดให้และควรหลีกเลี่ยงการใช้นำมันต่างยี่ห้อผสมรวมกัน หลังจากเติมน้ำมันแล้วให้ปิดฝาเติม น้ำมนั ใหแ้ น่น 10.1.2 การตรวจเช็กระดับน้ำหลอ่ เย็น โดยท่ัวไปถังพักน้ำหล่อเย็นจะติดต้ังอยู่ในห้องเคร่ืองยนต์ เมื่อเคร่ืองยนต์เย็นระดับน้ำหล่อเย็นใน ถังพักควรอยู่ในระหว่าง “LOW” และ “FULL” การเติมน้ำหม้อน้ำโดยปกติระบบน้ำหล่อเย็นเป็นระบบ ปิด จะไม่มีการสูญเสียในส่วนของน้ำหม้อน้ำ ถ้าน้ำหม้อน้ำลดลงนั้น อาจเกิดจากการร่ัวขึ้นท่ีระบบต้อง ทำการตรวจเช็ก ถ้าระดับน้ำต่ำกว่า “LOW” ในส่วนของถังพักหม้อน้ำให้ทำการเติมน้ำหม้อน้ำท่ีถังพัก ดังนั้น ถ้าถังพักน้ำระดับน้ำแห้งให้ทำการเปิดฝาหม้อน้ำ และทำการเติมน้ำหม้อน้ำจนกระท่ังถึงคอหม้อ นำ้ 10.1.3 นำ้ ยาหล่อเยน็ หม้อน้ำ ในน้ำหล่อเย็นของเครื่องยนต์มีส่วนผสมของสารเอทีลีนไกลคอล และสารป้องกันการกัดกร่อน ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันการกัดกร่อนช้ินส่วนของระบบน้ำหล่อเย็น น้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำสามารถ ปอ้ งกันการกัดกรอ่ นและการเกิดสนิมกับช้ินส่วนที่เป็นโลหะและอลูมิเนียมผสม เชน่ ฝาสูบ ป้ัมน้ำ เป็น ต้น และป้องกันการเกิดตะกรันในหม้อน้ำอันเป็นสาเหตุให้มีการอุดตันในช่องทางน้ำหล่อเย็นและระบบ หลอ่ เยน็ โดยใช้สดั สว่ นความเข้มข้นของนำ้ ยาหลอ่ เย็นหมอ้ นำ้ กับน้ำตามบรษิ ัทผู้ผลิตกำหนด 10.1.4 น้ำมนั เกียร์อตั โนมัติ นำ้ มันเกียร์อัตโนมัติ ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานของเกยี ร์อตั โนมัติ ถ้าน้ำมันเกียร์มีไม่เพยี งพอ หรือมีมากเกินไปจะเป็นเหตุผลหน่ึงทำให้เกียร์เกิดความเสียหายขึ้นได้ ดังนั้นควรทำการตรวจเช็กระดับ นำ้ มนั เกียร์ โดยใช้เหลก็ วดั ทีอ่ ยู่ทฝี่ าปดิ ทเี่ ตมิ นำ้ มันเกยี ร์ 10.1.5 ระดับน้ำฉีดล้างกระจก ทำการตรวจเช็กท่ีลูกลอย (A) ให้อยู่ระหว่าง “FULL” และ “EMPTY” ในทอ่ เตมิ นำ้ ถา้ ระดับนำ้ อยู่ตำ่ กวา่ ใหท้ ำการเตมิ น้ำให้อยใู่ นระดบั ท่ีกำหนด 10.1.6 นำ้ มันเบรกและน้ำมันคลตั ช์ การตรวจเช็กระดับน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรก ควรอยู่ระหว่างขีด “MAX” และ “MIN” บนกระปุกน้ำมันเบรก ระดับน้ำมันเบรกจะลดลงท่ีละน้อยๆ ตามสภาพการสึกของผ้าเบรก ซ่ึงไม่ถือว่า
เป็นการผิดปกติแต่ถา้ ระดับน้ำมันเบรกลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ แสดงว่ามีการร่ัวในอปุ กรณ์ระบบเบรก น้ำมันเบรกเป็นแบบไฮโกรสโคฟิค (Hygroscopic) ถ้ามีความชื้นในน้ำมันเบรกมากเกินไปจะมีผลเสียต่อ อุปกรณ์ของระบบเบรก และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเบรกลดน้อยลง กระปุกน้ำมันเบรกมีฝา ปิดแบบพิเศษเพ่ือป้องกันมิให้อากาศเข้า จึงไม่ควรเปิดท้ิงไว้อย่างเด็ดขาดและภายในรถจะมีสัญญาณไฟ เตือนน้ำมันเบรกพร่อง โดยภายในกระปุกน้ำมันเบรกจะมีลูกลอยเม่ือน้ำมันเบรกลดลงถึงขีด ไฟเตือน น้ำมันเบรกบกพรอ่ งจะติดข้นึ 10.1.7 น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ควรตรวจเช็กระดับน้ำมันเพาเวอร์ในกระปุกน้ำมัน ขณะท่ี เคร่ืองยนต์ติดอยู่ในรอบเดินเบา โดยหมุนเปดิ ฝากระปุกน้ำมนั พวงมาลัยเพาเวอร์โดยเหล็กวัดระดับนำ้ มัน จะติดอยดู่ า้ นล่างของฝาปดิ ระดบั น้ำมนั จะต้องอยูร่ ะหวา่ งขีด “MAX” และ “MIN” ของเหลก็ วดั 10.1.8 แบตเตอรี่ แบตเตอรี่มีความสำคญั มากในการช่วยให้การสตาร์ตเคร่ือง และเก็บกระแสไฟสำหรับใช้อุปกรณ์ ไฟฟ้าในรถ ตรวจเช็กระดับน้ำกรดในแบตเตอรี่ให้อยู่พอดีระหว่างขีดบน (UPPER) และขีดล่าง (LOWER) โดยบอกไว้ท่ีด้านข้างแบตเตอรี่ หากพบว่าระดับน้ำกรดต่ำเกินไปให้เติมน้ำกล่ันจนได้ระดับ พอดีและอย่าเติมน้ำกล่ันจนล้นหรอื เกนิ ขีดบน (UPPER) เพราะในขณะใช้งานน้ำกล่ันอาจจะล้นออกมาได้ ควรตรวจเช็กระดับน้ำกล่ันแบตเตอรี่อย่างน้อยเดือนละครั้ง ตามสภาพการใช้งาน ส่วนแบตเตอรี่ท่ีไม่ได้ ใช้งาน ควรตรวจเชก็ ระดบั นำ้ กล่นั และชารจ์ ไฟด้วย 10.2 การบำรุงรักษาตามระยะกำหนด 10.2.1 ไส้กรองอากาศ การทำความสะอาดไส้กรองอากาศ โดยเลอื กใช้วธิ ีที่เหมาะสมดงั ต่อไปนี้ - เม่ือไส้กรองอากาศมีฝุ่นแห้งเกาะ ทำความสะอาดไส้กรองอากาศโดยใช้ลม(ตัวอย่าง ความดันลม ไม่เกิน 7 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ) เป่าจากด้านในไส้กรองออกมา พร้อมทั้งหมุนไส้ กรองไปด้วจนกว่าจะทำความสะอาดได้ท่ัวท้ังลูก อย่าใช้ลมเป่าที่ครบี ด้านนอกของไส้กรอง เพราะลมจะ ดนั ฝุ่นละอองเข้าไปอย่ทู ่ีผิวดา้ นในซง่ึ ต้องการความสะอาดอยู่เสมอ การทำความสะอาดเสื้อหม้อกรองอากาศ เช็ดทำความสะอาดภายในเส้ือและบริเวณขอบหม้อ กรองอากาศ 10.2.2 ไส้กรองน้ำมันเคร่อื ง การเปล่ยี นไส้กรองน้ำมันเครือ่ งมีขน้ั ตอนดังนี้ - ถ่ายน้ำมันเครื่องออกจากหม้อกรอง โดยการคลายสกรู ถ่ายออกมาประมาณ 15 มม. (1.5 ซม.) เพอื่ ใหน้ ำ้ มันเครื่องภายในหมอ้ กรองไหลลงสอู่ ่างน้ำมนั เคร่อื ง - . ถอดไส้กรองนำ้ มันเครือ่ ง โดยการใชป้ ระแจหม้อกรองจับหมนุ ไปทางซ้ายมือ - ใชผ้ า้ สะอาดเช็ดหน้าสัมผัส เพอื่ ให้ไส้กรองนำ้ มนั เครอื่ งลกู ใหมส่ ัมผสั ไดส้ นทิ - ทานำ้ มนั เครอื่ งบาง ๆ ทโ่ี อริง แล้วใช้มือเปล่าหมุนไสก้ รองนำ้ มนั เครอื่ งเขา้ เกลียว จนกระทั่งแตะกบั หน้าสำผัส หลงั จากน้นั ให้ใช้ประแจหม้อกรองจับขนั เขา้ ไปอกี 1 1 รอบ 4 10.2.3 ไส้กรองน้ำมันเชือ้ เพลงิ การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเช้ือเพลิง(เคร่อื งยนตด์ เี ซล)มี ขัน้ ตอนดังนี้
- ถอดไส้กรองน้ำมันเชอ้ื เพลิง โดยการใชป้ ระแจหม้อกรองจบั หมนุ ไปทางซา้ ยมอื - ใช้ผ้าสะอาดเช็ดหน้าสัมผัสท่ีฝาหมอ้ กรอง เพ่ือใหไ้ สก้ รองน้ำมนั เชื้อเพลิงลูกใหม่สัมผัส ไดส้ นทิ - เติมน้ำมนั ดีเซลที่สะอาดให้เตม็ เสื้อไส้กรองนำ้ มันเชอื้ เพลิง, ทาน้ำมนั เครื่องบาง ๆ ท่ี โอ-ริง และใช้มือเปลา่ หมนุ ไสก้ รองน้ำมนั เชื้อเพลิงเข้าเกลียวจนกระท่ังโอ-ริง สัมผสั กบั ฝาหม้อกรอง หลังจากน้นั ใหใ้ ชป้ ระแจหม้อกรองจับขนั เข้าไปอีก 1 - 2 รอบ 33 10.2.4 ไลล่ มออกจากระบบน้ำมันเช้ือเพลงิ (เครอ่ื งยนตด์ ีเซล) โดยการขยบั แกนป้ัมมือ (บนหม้อแยกน้ำ) ขึน้ -ลงหลาย ๆ ครั้ง 10.2.5 เปลี่ยนถ่ายนำ้ หลอ่ เย็นเครอ่ื งยนต์ อย่างนอ้ ยปลี ะ 1 คร้งั ถ่ายน้ำออกจากระบบ หลอ่ เย็นโดยการเปดิ ก๊อกน้ำใตห้ ม้อนำ้ และข้างเส้ือสบู น้ำท่ีใชใ้ นระบบหลอ่ เย็นเครื่องยนต์ควรเปน็ น้ำออ่ น ท่ีสะอาด เชน่ นำ้ ฝนหรือน้ำประปา 10.2.6 การตรวจเช็กระยะฟรีขาเหยียบคลัตช์โดยการกดขาเหยียบคลัตช์ด้วยมือ จนกระทั่งรู้สึกมีแรงต้าน จากน้ันให้ตรวจเช็กระยะด้วยค่ามาตรฐาน (เช่น A.- ระยะฟรีขาคลัตช์ 4-13 มม.) ถา้ ระยะฟรีขาเหยียบคลตั ชไ์ ม่อยใู่ นคา่ มาตรฐาน ใหท้ ำการปรับตั้งใหมก่ ่อนการใช้งาน 10.2.7 การตรวจสภาพยางและการสลบั ยาง ตรวจเช็กการแตกร้าวและการฉีกขาดหรือ อ่ืนๆ ถ้ามีการตรวจพบปัญหาดังกล่าว ให้ทำการเปลี่ยนยาง ใหม่พร้อมกับตรวจเช็กการท่ิมตำของวัตถุท่ียางเส้นอื่นด้วย ในการใช้ยางที่สึกน้ัน สามารถทำให้เกิด อันตรายไดท้ ุกเวลา เพราะโอกาสล่ืนไถลบนพื้นถนนท่ีแห้งและเปียกได้ในขณะขับ หรอื เบรกควรเช็กความ หน้า ของดอกยางไม่ควรต่ำกว่า 1.6 มม. ทุกๆ ส่วนของดอกยาง จุดในการตรวจเช็กการสึกหรอของ ดอกยางนั้นอยู่ 6 จุด ซ่ึงหากพบว่า ค่าของการสึกหรอของดอกยางน้อยกว่าท่ีกำหนดไว้ ควรเปลี่ยน ยางใหมต่ รวจเช็กการขนั ของนอ็ ตล้อตามค่าแรงขนั ทุกตวั ของทกุ ล้อ 10.2.8 การตรวจเช็กระยะดึงของเบรกมือ ดึงเบรกมือขึ้นให้สุดขณะดึงจะได้ยินเสียงดัง “คล๊ิก” ซ่ึงจำนวนฟันของคันเบรกมือสามารถเช็กได้จากเสียงของร่องฟันนี้ เสียงดังหนึ่งครั้งเท่ากับหนึ่ง ฟัน ดึงคันเบรกมือขึ้นให้สุด เพื่อเช็กจำนวนฟันท่ีตัวเลือก ของคันเบรกมือร่องของมือจะต้องให้ได้ตามที่ กำหนดไว้ ตัวอย่าง A.- ระยะดึงคันเบรกมือ = 5-7 คล๊ิก (ใช้แรงดึงประมาณ 200 นิวตัน) หาก ระยะดึงของคันเบรกมือไม่อยู่ในค่ามาตรฐานที่กำหนดควรนำเข้ารับบริการปรับต้ัง รถท่ีไม่ได้รับการ ปรบั ตัง้ ระยะเบรกมือ อาจส่งผลให้เกดิ อันตรายไดใ้ นขณะขับข่ี 10.2.9 ใบปัดน้ำฝน ถ้าพบว่ากระจกหน้ามีฝุ่นละออกจับอยู่มาก ควรฉีดน้ำล้างกระจก ก่นทจี่ ะใช้งานปัดนำ้ ฝน เพราะมฉิ ะน้ันแจทำให้กระจกหนา้ เปน็ รอยได้ 10.2.10 ความถ่างจำเพาะของนำ้ กรดแบตเตอร่ี ถ้าไฮโดรมเิ ตอรอ์ า่ นค่าความ ถ่วงจำเพาะของนำ้ กรดแบตเตอรีไ่ ด้เทา่ กับ 1.28 ที่อณุ หภูมมิ าตรฐาน 20 OC (68 OF) แสดงวา่ แบตเตอรีไ่ ดร้ ับไฟชาร์จเตม็ ที่ 10.2.11 การทำความสะอาดแบตเตอร่ี ถา้ ข้ัวแบตเตอรสี่ กปรกหรอื เปน็ ข้เี กลอื ใหถ้ อด หัววายแบตเตอรี่ออกแล้วลา้ งนวั สายและข้ัวแบตเตอร่ดี ว้ ยน้ำอุ่นเช็ดใหแ้ หง้ ทางหัวสายและข้ัวแบตเตอรี่
ด้วยจารบหี รือน้ำมันวาสลินแล้วขนั นอ๊ ตหัวสายแบตเตอรใ่ี หแ้ น่น ควรรกั ษาสว่ นบนของแบตเตอรใ่ี ห้ สะอาดและตรวจดวู า่ ระบายทีฝ่ าจกุ ตอ้ งไม่มีการอดุ ตนั 10.3 การบำรุงรักษาทั่วไป 10.3.1 การตรวจเชก็ การร่วั ของเชื้อเพลิง นำ้ หม้อนำ้ นำ้ มันเครอื่ งและแกส๊ ไอเสีย ให้ตรวจดู ใต้ทอ้ งรถ เพื่อตรวจเชก็ การรัว่ หยดของน้ำมนั เช้อื เพลิง นำ้ หมอ้ น้ำ น้ำมนั เคร่อื งและแกส๊ ไอเสีย ถ้าตรวจ พบรอยรั่วของน้ำมนั เชื้อเพลิงห้ามติดเคร่ืองยนตแ์ ละรีบทำการซอ่ มแซม 10.3.2 การตรวจเช็กการทำงานของหลอดไฟภายนอกและภายในรถ ให้ตรวจเช็กโดยเปิด สวิตช์ไฟใหญ่และสวิตช์ไฟต่างไฟๆ ว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่ หากพบว่าเม่ือเปิดสวิตช์ไฟแล้ว ไฟไม่ติด อาจมีสาเหตุมาจากฟิวส์ขาด หลอดไฟขาด ดังน้ัน ควรตรวจเช็กฟิวส์เป็นอันดับแรก ว่าขาดหรือไม่ จากน้ันให้ตรวจเช็กหลอดไฟ และถ้าหากตรวจดูแล้วว่าฟิวส์และหลอดไฟเป็นปกติแต่ไฟไม่ติดต้องนำรถ เข้าตรวจเชก็ 10.3.3 การตรวจเช็กการทำงานมาตรวัด เกจวัด และไฟเตือนต่างๆ ติดเคร่ืองยนต์เพ่ือ ตรวจเช็กการทำงานของมาตรวัด เกจวัด และไฟเตือนต่างๆ ว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่ หากพบว่ามีส่ิง ผิดปกติตอ้ งทำการซอ่ มแซม 10.3.4 การหล่อล่ืนบานพับและสลักกลอนประตู ให้ตรวจเช็กบานพับและสลักกลอนประตู ท้ังหมด หากจำเป็นต้องการทำการหล่อลื่น ควารทำความสะอาดเสียก่อน แล้วจึงใช้จารบีชนิด เอนกประสงคท์ าในสว่ นทตี่ ้องการพอประมาณ 10.3.5 การเปล่ียนฟวิ ส์ ตัวอยา่ งขั้นตอนการเปลย่ี นฟิวส์ มีดงั นี้ 10.3.5.1 กอ่ นการเปล่ยี นฟิวสท์ ุกครงั้ ควรบดิ สวิทช์กุญแจในตำแหนง่ “LOCK” 10.3.5.2 เปิดกล่องฟวิ ส์ 10.3.5.3 ดึงกล่องฟวิ ส์เขา้ หาตัวและยกข้ึน เมื่อทำการถอด 10.3.5.4 ถอดตวั ดึงฟวิ ส์ (B) จากฝากลอ่ ง (A) 10.3.5.5 ทำการเช็กฟิวส์ แล้วทดสอบใช้งานได้หรอื ไม่ ถ้าระบบใดไม่ทำงาน แตฟ่ ิวสป์ กตนิ นั้ แสดงว่า อาจเกดิ จากอุปกรณ์หรือสิ่งอ่นื ท่ีเสียหาย ควรนำรถเข้าตรวจเช็ก 10.3.5.6 สอดฟิวส์ตัวใหม่ที่มีค่าความจุของฟิวส์ทเ่ี หมือนกนั เข้าในช่องใสฟ่ ิวส์ หากฟิวสใ์ หม่ที่เปลีย่ นไปใช้ได้ไมน่ านแลว้ ขาดอกี ควรรีบนำรถตรวจเชก็ หาสาเหตุ ซ่ึงอาจเกดิ การ ลัดวงจรในระบบ และไมค่ วรใช้ฟวิ ส์ที่มีขนาดคา่ ความจุมากกว่าทกี่ ำหนดให้ เพราะอาจทำใหส้ ายไฟร้อน จัดและเกดิ ไฟไหมไ้ ด้ 10.3.6 การเปลย่ี นหลอดไฟ ก่อนท่ีจะทำการเปลยี่ นหลอดไฟ ควรปดิ ไฟก่อน เพ่ือ ความปลดภัยไม่สควรใช้มือเปลา่ จบั ที่ตัวหลอด เพราะคราบเหง่ือหรอื คราบนำ้ มันที่มอื จะตดิ ทต่ี ัวหลอดไฟ ดังนนั้ เมื่อหลอดไฟรอ้ นกจ็ ะระเหยเป็นไอ ทำใหเ้ กดิ เงาโคมไฟและทำใหก้ ระจกโคมไฟพล่ามนั ไมส่ วา่ ง 10.3.7 ตัวอยา่ งสัญลักษณข์ องระบบไฟฟ้ารถยนต์
กจิ กรรมการเรยี นการสอน ข้นั นำเข้าสู่บทเรยี น 1. นำเข้าสบู่ ทเรยี นเรื่องมารยาทในการขบั รถยนต์โดยให้ผู้เรยี นมีส่วนร่วม 2. ทดสอบกอ่ นเรียน ข้นั การสอน 1. บรรยายประกอบส่อื ภาพนิ่งและภาพเคลอ่ื นไหวแบบสื่อสารสองทางด้วยวิธกี ารสอนทห่ี ลากหลาย พรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ 2. นักเรียนซกั ถามปัญหาข้อสงสยั และรว่ มกันอภปิ รายเสนอแนะเพอื่ หาแนวทางในการเรยี นรรู้ ่วมกัน อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 3. ทำแบบฝกึ หัดและร่วมกันเฉลย 4. ปฏิบตั ติ ามใบงานที่ 14 5. ในระหว่างเรียนและปฏิบัติตามใบงานมีการประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคณุ ลักษณะอนั พึง ประสงค์ ข้นั สรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ เนอ้ื หาสาระ และผลการฝกึ ปฏบิ ัติ 2. ทดสอบหลงั เรียน สือ่ การเรยี นการสอน 1. หนงั สือเรยี นวิชาการขับรถยนต์ของสำนกั พมิ พศ์ ูนย์หนังสือเมืองไทย จำกัด 2. แบบทดสอบก่อนเรียน/หลงั เรียน 3. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หัดขับ 5. สนามฝกึ หัดขับและอปุ กรณ์ การวัดและประเมนิ ผล 1 เครอื่ งมอื วดั ผล - แบบประเมินคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน - แบบทดสอบ - แบบประเมนิ ใบงาน 2 เกณฑ์การประเมินผล คะแนนความร้คู วามเขา้ ใจตามวัตถปุ ระสงค์ รอ้ ยละ 50 ขน้ึ ไป หมายถึง ผา่ น ตำ่ กวา่ ร้อยละ 50 หมายถึง ไมผ่ า่ น
คะแนนพฤติกรรมการเรยี นทฤษฎีและปฏบิ ตั ิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรบั ปรุง ความรคู้ วามเขา้ ใจตามวตั ถุประสงคม์ ีคะแนนรวมร้อยละ 50 ขน้ึ ไป พฤติกรรมการเรียน และการปฏบิ ตั ติ ามใบงานมีคณุ ภาพระดับ 2 ข้นึ ไป
บนั ทึกหลงั การสอน สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปัญหาท่ีพบในกระบวนการจดั การเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปัญหาการเรยี นรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปัญหาการเรยี นรู้ภาคปฏิบัติ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 10 ข้อ 1. การตรวจสอบหรือบำรุงรักษารถยนต์ตรงส่วนท่ีมีความสำคัญ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ รถยนต์ ซึ่งระบบต่าง ๆ ท่ีเราควรจะทำการตรวจสอบ คือระบบระบายความร้อน ระบบหล่อลื่น เป็นต้น ระบบต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นระบบท่ีมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นหรือเกิดข้อขัดข้อง เกีย่ วกับระบบต่าง ๆ เหล่านี้ เครื่องยนต์จะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือประสิทธิภาพในการใช้งาน ลดลง ขอ้ 2. การบำรงุ รักษาประจำวนั ประกอบด้วย 1. การตรวจเช็กและการเติมนำ้ มนั เครอื่ ง 2. การตรวจเชก็ ระดบั นำ้ หล่อเย็น 3. นำ้ ยาหล่อเย็นหมอ้ นำ้ 4. นำ้ มนั เกียร์อัตโนมตั ิ 5. ระดับนำ้ ฉดี ล้างกระจก 6. นำ้ มันเบรกและนำ้ มันคลตั ช์ 7. นำ้ มนั พวงมาลยั เพาเวอร์ 8. แบตเตอรี่ ข้อ 3. ขน้ั ตอนการตรวจเช็กระดบั นำ้ มันเกยี ร์อัตโนมตั ิ 1. ตรวจเชก็ ระดบั น้ำมนั ภายหลังจากการขับอนุ่ นำ้ มนั เกียร์ใหอ้ ุณหภูมิทำงาน 2. จอดรถในตำแหนง่ พ้ืนที่ราบเรียบ 3. ติดเคร่อื งยนต์ทีร่ อบเดินเบา เหยยี บเบรกให้สดุ พร้อมกับเลอ่ื นตำแหนง่ เกียร์ทุกเกียรไ์ ปมาจาก “P” (PARK) หรือ “L” (LOW) หยุดชัว่ ขณะทุกๆ ตำแหนง่ 4. เลื่อนมาสน้ิ สดุ ทต่ี ำแหน่งเกียร์ “P” 5. ดึงเหลก็ วดั ข้ึนมาพร้อมกับเช็ดให้แห้ง 6. สอดเหล็กวัดเข้าไปทเ่ี ดมิ 7. ดึงเหล็กวัดขึ้นและดรู ะดับน้ำมันท่เี หลก็ วัด ระดับน้ำมนั ตอ้ งอย่ใู นระดับ ข้อ 4. การบำรงุ รักษาตามระยะกำหนดประกอบด้วย 1. ไสก้ รองอากาศ 2. ไส้กรองนำ้ มันเครื่อง 3. ไส้กรองน้ำมนั เชอื้ เพลิง 4. ไล่ลมออกจากระบบน้ำมนั เช้ือเพลงิ (เครื่องยนต์ดีเซล)
5. เปล่ยี นถา่ ยนำ้ หล่อเย็นเครอ่ื งยนต์ อย่างนอ้ ยปีละ 1 คร้ัง 6. การปรับแตง่ ระยะห่างของลิ้น(ยกเว้นเคร่อื งยนตท์ ี่ใช้วาล์วไฮดรอลกิ ส์) 7. การตรวจเช็กระยะฟรขี าเหยียบคลตั ช์ 8. การตรวจสภาพยางและการสลบั ยาง 9. การตรวจเชก็ ระยะดึงของเบรกมือ 10. ใบปัดนำ้ ฝน 11. ความถา่ งจำเพาะของนำ้ กรดแบตเตอร่ี 12. การทำความสะอาดแบตเตอร่ี ขอ้ 5. ขั้นตอนการเปล่ยี นฟิวส์ มดี ังนี้ 1. ก่อนการเปล่ียนฟิวสท์ ุกครงั้ ควรบดิ สวิทชก์ ุญแจในตำแหน่ง “LOCK” 2. เปิดกลอ่ งฟวิ ส์ 3. ถอดฟวิ สอ์ อกจากแผงฟิวส์ 4. ทำการตรวจเช็กวา่ ใช้งานไดห้ รือไม่ ถา้ ขาดหรอื ชำรุดต้องเปล่ียนใหม่ 5. สอดฟิวส์ตัวใหม่ทมี่ คี ่าความจุของฟิวส์ทีเ่ หมือนกนั เขา้ ในช่องใส่ฟิวส์ หากฟิวส์ใหมท่ ่ี เปลย่ี นไปใช้ได้ไม่นานแลว้ ขาดอกี ควรรีบนำรถตรวจเชก็ หาสาเหตุ ซึง่ อาจเกิดการลัดวงจรใน ระบบ เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยท่ี 10 ขอ้ 4. ก ข้อ 5. ก ขอ้ 1. ก ข้อ 2. ค ขอ้ 3. ง ข้อ 9. ค ข้อ 10. ง ขอ้ 6. ข ขอ้ 7. ง ข้อ 8. ก
แบบประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ หน่วยท.ี่ ........... ชอื่ หน่วย......................................................................................................................... ใบงานท่ี.............. เร่อื ง.........................................................................วนั ท.ี่ ........เดือน...................พ.ศ.... ช่ือ-สกุล....................................................................รหสั ................................ระดบั ช้ัน.....................กลุ่ม คำชี้แจง 1. การประเมินประกอบด้วย 3 สว่ นคอื ประเมนิ ตนเอง เพอ่ื นประเมิน และครูผูส้ อนประเมนิ 2. ผลการประเมินมี 3 ระดับ ดังน้ี ระดับ 3 หมายถึง ดี ระดับ 2 หมายถึง ปานกลาง และ ระดับ 1 หมายถงึ ตอ้ งปรับปรุง 3. สรปุ คะแนนท่ไี ด้รบั จากการประเมนิ ทกุ ส่วนแล้วหาคา่ เฉล่ยี ประเมิน เพอื่ น ผ้สู อน ท่ี คณุ ธรรม จริยธรรม และคุณลกั ษณะ ตนเอง ประเมิน ประเมิน อนั พงึ ประสงค์ 123123123 1. ความมมี นุษยสัมพนั ธ์ (แสดงไมตรี สภุ าพ อ่อนโยน และให้ ความร่วมมอื กับผอู้ ื่นในการทำงาน) 2. ความมีวินัย (ตรงต่อเวลา ปฏบิ ัติตามกฎระเบียบของสังคม และขอ้ ตกลงตา่ ง ๆ ของสถานศึกษา) 3. ความรับผิดชอบ (เตรียมความพร้อม และมีความเพียร พยายามในการปฏิบัตงิ าน และรกั ษาความสะอาด) 4. ความเช่ือม่ันในตนเอง (กล้าปฏิบัติงาน กล้าแสดงความ คิดเห็น กลา้ แสดงออกในส่ิงท่ถี ูกตอ้ ง เหมาะสม) 5. ความซ่อื สตั ย์สจุ รติ (มีความซอื่ สัตย์ตอ่ ตนเองและผู้อน่ื ) 6. ความประหยัด (ใช้วัสดุ อย่างคุ้มค่า รักษาเคร่ืองมือ อุปกรณ์ ใช้พลงั งานอยา่ งประหยดั ) 7. ความสนใจใฝ่รู้ (ต่ืนตัวในการเรียนตลอดเวลา ซักถามข้อ สงสัย แสดงออกถึงความรทู้ ี่ไดร้ ับ) 8. ความรกั สามคั คี (เอื้ออาทรและรว่ มมอื ในการทำงาน) 9. ความคดิ ริเร่มิ สรา้ งสรรค์ (คดิ พัฒนาและแก้ปญั หางานท่ีทำ ตลอดเวลา) 10. ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ (มีจิตใจอ่อนโยน เคารพครู และผู้อาวุโส) รวม เฉลยี่ รวม(คิดเป็นรอ้ ยละ)
แบบประเมินผลการฝึกปฏิบัติ หน่วยท.ี่ ........... ชื่อหน่วย.......................................................................................................................... ใบงานท่ี.............. เรอื่ ง...........................................................วันท.ี่ ........เดือน...................พ.ศ............ ชอื่ -สกุล........................................................รหสั ................................ระดับชั้น.....................กลมุ่ ........ รายการประเมนิ ผลการประเมิน หมายเหตุ คะแนนเตม็ คะแนนทไี่ ด้ 1. ความปลอดภัยในการขบั รถยนต์ 10 2. การเตรียมอุปกรณ์ รถยนต์ 10 3. ความถกู ตอ้ งในการใชอ้ ปุ กรณ์ 10 รถยนต์ 4. ปฏิบตั ถิ กู ต้องตามข้ันตอน 10 5. ปฏิบตั เิ สรจ็ ตามระยะเวลากำหนด 10 6. ความสำเรจ็ ในการปฏิบัติ 10 7. คณุ ภาพของการฝึกปฏบิ ตั ิ 10 8. การรกั ษาความสะอาด 10 9. การบำรงุ รักษาเคร่ืองมือ อุปกรณ์ 10 รถยนต์ 10. ความร่วมมือกบั ผูอ้ น่ื เพ่ือผลการฝึก 10 ปฏิบตั ทิ ีด่ ี รวม ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................... (..............................................) ผปู้ ระเมิน .........../............/.............
Search