แผนการจดั การเรียนร้มู ่งุ เน้นสมรรถนะอาชพี บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและคุณธรรมจริยธรรมคา่ นยิ มท่พี ึงประสงค์ / หลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชีพ หลกั สูตรประกาศนียบตั รวชิ าชพี ช้นั สูง วิชา งานขับรถยนต์ รหสั 20101-2005 ประเภทวิชา อุตสาหกรรม สาขาวชิ า เครอื่ งกล สาขางาน ยานยนต์ จัดทำโดย ว่าท่รี .ต.อนพุ งษ์ ชำนาญกจิ วิทยาลยั เทคนิคราชบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ
แผนการจัดการเรียนรู้ วชิ า งานขับรถยนต์ รหัส 20101-2005 ท-ป-น (1-3-2) หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 จุดประสงค์รายวิชา เพื่อให้ 1. เข้าใจกฎจราจรการเตรยี มการก่อนการขบั รถยนต์และการขับรถยนต์อย่างปลอดภยั 2. ขับรถยนตไ์ ดอ้ ยา่ งปลอดภัยตามกฎจราจร 3. มีกิจนสิ ัยในการขับรถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนึงถึงกฎจราจร สภาพแวดล้อม สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรเู้ ก่ียวกับหลักการขบั รถยนต์และกฎจราจร 2. บำรงุ รกั ษารถยนต์ประจา วนั ตามคู่มือ 3. ตรวจสอบสภาพรถยนต์ก่อนการใชง้ านตามคมู่ ือกำหนด 4. ขับรถยนต์ในสถานการณเ์ สมอื นจรงิ ตามกฎจราจร คำอธบิ ายรายวชิ า ศึกษาและปฏบิ ตั เิ กี่ยวกับกฎจราจรเคร่อื งหมายจราจร การควบคมุ บังคับรถยนตต์ รวจสภาพ รถยนต์ การขบั รถยนต์ในสภาวะตา่ งๆการออกรถชะลอความเร็วหยดุ รถ จอดรถขบั รถอย่างปลอดภัยตาม กฎจราจรมารยาทในการขับรถยนต์และการบำรงุ รกั ษารถยนต์
การกำหนดเน้ือหารายวิชา รหสั 20101-2008 ช่ือวิชา งานขับรถยนต์ 4 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ หน่วยการ ชือ่ หน่วย จำนวน เรยี นร้ทู ่ี ช่ัวโมง กฏจราจรและกฎหมายกฎหมายเก่ยี วกับการใช้รถ 1 อปุ กรณค์ วบคุมและสัญญาณไฟภายในรถยนต์ 8 2 การเตรียมความพร้อมถกอ่ นการขับรถยนต์ 4 3 การสตารต์ เครื่องยนตแ์ ละการขบั รถยนต์ 8 4 การขับรถยนต์ใหถ้ ูกกฎหมาย 12 5 การขับรถยนต์ใหป้ ลอดภยั 12 6 การขับรถยนต์ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ 4 7 การขบั รถยนต์เม่ือเกิดเหตุฉุกเฉนิ 8 8 มารยาทในการขบั รถยนต์ 4 9 การบำรงุ รักษารถยนต์ 4 10 สอบปลายภาค 4 4 รวม 72
การแบ่งหน่วยการเรยี นรู้ คร้งั ท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ พฤตกิ รรมท่ีพึงประสงค์ จำนวนคาบ (ช่วั โมง) พุทธิ ทักษะ จิต พสิ ยั พสิ ัย พิสยั 1-2 หน่วยท่ี 1 กฎจราจรและกฎหมายเก่ียวกับ / / / 8 การใชร้ ถ (ปฏบิ ตั ิใบงานที่ 1-3) 3 หน่วยท่ี 2 อุปกรณ์ควบคุมและสญั ญาณไฟ / / / 4 ภายในรถยนต์ (ปฏบิ ตั ิใบงานท่ี 3) 4-5 หนว่ นท่ี 3 การเตรียมความพรอ้ มก่อนการขับ / // 8 รถยนต์ (ปฏบิ ตั ิใบงานท่ี 4-5) 6-8 หน่วยที่ 4 การสตาร์ตเคร่อื งยนต์และการขับ / // 12 รถยนต์ (ปฏิบตั ใิ บงานท่ี 6-7) 9-11 หน่วยที่ 5 การขับรถยนต์ให้ถกู กฎหมาย / // 12 (ปฏบิ ัตใิ บงานที่ 8-9) 12 หน่วยท่ี 6 การขบั รถยนต์ให้ปลอดภัย / // 4 (ปฏิบตั ิใบงานท่ี 10) 13-14 หนว่ ยที่ 7 การขับรถยนต์ในสถานการณต์ ่าง / // 8 ๆ 15 (ปฏิบัตใิ บงานที่ 11) / // 4 หน่วยท่ี 8 การขับรถยนต์เม่ือเกิดเหตฉุ ุกเฉนิ 16 (ปฏิบตั ิใบงานที่ 12) / // 4 หน่วยที่ 9 มารยาทในการขับรถยนต์ 17 (ปฏบิ ตั ใิ บงานท่ี 13) / // 4 หนว่ ยท่ี 10 การบำรุงรักษารถยนต์ 18 (ปฏิบตั ิใบงานที่ 14) / // 4 สอบปลายภาค รวม 72
ตารางวิเคราะห์จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ ระดับพฤตกิ รรมทีพ่ ึงประสงค์ ครง้ั ที่ ความรู้ ทักษะ กจิ 1-2 หนว่ ยที่ 1 กฎจราจรและกฎหมายเก่ยี วกบั การใชร้ ถ พสิ ยั 3 หน่วยที่ 2 อปุ กรณ์ควบคมุ และสญั ญาณไฟภายในรถยนต์ 1234561 2 1 2 4-5 หน่วนที่ 3 การเตรียมความพร้อมกอ่ นการขับรถยนต์ 6-8 หนว่ ยท่ี 4 การสตารต์ เครือ่ งยนตแ์ ละการขับรถยนต์ //// /// / 9-11 หน่วยที่ 5 การขับรถยนต์ใหถ้ กู กฎหมาย 12 หน่วยท่ี 6 การขบั รถยนต์ใหป้ ลอดภัย //// /// / 13-14 หนว่ ยท่ี 7 การขับรถยนต์ในสถานการณต์ า่ ง ๆ 15 หนว่ ยที่ 8 การขับรถยนต์เมอ่ื เกิดเหตฉุ กุ เฉิน //// /// / 16 หน่วยที่ 9 มารยาทในการขับรถยนต์ 17 หน่วยที่ 10 การบำรงุ รักษารถยนต์ //// /// / 18 สอบปลายภาค //// /// / //// /// / //// /// / //// /// / ความรู้ 1 = ความจำ 2 = ความเข้าใจ 3 = การนำไปใช้ 4 = วเิ คราะห์ 5 = สังเคราะห์ 6 = ประเมินคา่ ทกั ษะ 1 = ทำตามแบบ 2 = ถูกตอ้ งแมน่ ยำ กจิ นสิ ยั 1 = การประเมนิ คณุ ค่า 2 = การจัดระบบ
แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยท่ี 1 ชื่อวิชา งานขับรถยนต์ สอนครั้งท่ี 1 -2 ชื่อหน่วย กฎจราจรและกฎหมายเก่ียวกับการใชร้ ถ ชัว่ โมงรวม 8 ช่วั โมง แนวคดิ สำคญั (Main Idea) ในการใช้รถยนต์ ผู้ชับขี่จะต้องมีความรู้และความเข้าใจเก่ียวกับการใช้รถให้ถูกกฎจราจร และไม่ ขัดต่อกฎหมายควบคุมการใช้รถยนตแ์ ละการใช้ทางเดนิ รถ เนื่องจากตอ้ งใชท้ างเดิรรถร่วมกบั ผู้อืน่ เป็นการ ป้องกันอุบัติเหตแุ ละอันตรายในรูปแบบต่าง ๆ ทเ่ี กดิ จากการใชร้ ถยนต์ หวั ข้อเร่ือง (Topics) 1.1 ความพร้อมของรถยนต์เพือ่ การขบั ขี่ 1.2 การใชไ้ ฟสญั ญาณหรอื สัญณาณอน่ื ๆ 1.3 สญั ญาณจราจร 1.4 เครื่องหมายจราจร 1.5 หลกั การเบอื้ งต้นของกฎหมายเกย่ี วกับการใชร้ ถยนต์ จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบิ ายความพร้อมของรถยนตเ์ พอ่ื ใชใ้ นการขบั ขี่ตามกฎหมายกำหนดได้ 2. อธิบายการใช้สัญญาณของรถ สญั ญาณจราจร และเครอ่ื งหมายจราจรได้ 3. อธบิ ายหลักการเบ้อื งต้นของกฎหมายทเี่ กี่ยวข้องกบั การขับรถยนต์ได้ 4. มีกจิ นสิ ยั ในการขบั รถยนต์มีมารยาทในการขับรถยนต์และคำนงึ ถึงกฎจราจรสภาพแวดลอ้ ม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรเู้ ก่ียวกบั กฎจราจรและกฎหมายทเ่ี กีย่ วข้องกับการใชร้ ถยนต์ 2. ปฏิบัตงานเตรียมความพรอ้ มรถยนต์เพื่อการขับข่ี การบรู ณาการกบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง หลกั ความพอประมาณ 1. ผู้เรียนใชเ้ วลาในการเตรยี มอปุ กรณ์ และรถยนตฝ์ ึกหดั ขบั ได้อย่างเหมาะสม 2. ผู้เรียนจดั สรรเวลาในการฝกึ ปฏิบัตติ ามใบงานได้อย่างเหมาะสม 3. ผู้เรยี นร้จู ักใช้และจดั การวัสดุอุปกรณต์ ่างๆอย่างประหยัดและคุม้ ค่า
4. ผเู้ รยี นปฏิบัตติ นเปน็ ผนู้ ำและผตู้ ามทด่ี ี 5. ผเู้ รียนเป็นสมาชิกท่ีดขี องกลุ่มเพอื่ นและสังคม หลกั ความมเี หตุผล 1. ผู้เรียนเห็นคุณคา่ ของวัสดุ อุปกรณ์ และรถยนตฝ์ ึกหัดขับเพ่ือใช้ในการเรยี น 2. ตระหนกั ในความสำคัญของการฝกึ ปฏบิ ัติอย่างถูกวิธี 3 นำเสนอวธิ กี ารในการแกป้ ัญหาไดอ้ ย่างถูกต้อง มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏบิ ัติใน ชวี ติ ประจำวันได้ 3. แสดงความคดิ อยา่ งมเี หตผุ ล 4. ซักถามในสงิ่ ท่สี งสัย และทักทว้ งในสิ่งทีไ่ มถ่ ูกต้องอย่างถูกกาลเทศะ 5. ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผอู้ นื่ 6. มกี ารคดิ วเิ คราะห์อยา่ งเปน็ ระบบ หลกั ความมีภูมคิ ุ้มกนั 1. ผเู้ รยี นมคี วามรูใ้ นเร่อื งทีเ่ รียน และสามารถถา่ ยทอดความรู้ให้ผอู้ ่ืนมคี วามรไู้ ด้อย่างมี ประสิทธภิ าพ 2. ผู้เรียนมีทกั ษะในเรอ่ื งที่ฝกึ ปฏบิ ัตแิ ละสามารถถา่ ยทอดให้ผ้อู น่ื ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ 3. ผู้เรยี นสามารถใชง้ านอปุ กรณ์และรถยนตไ์ ดอ้ ย่างปลอดภยั 4. ปฏิบัตติ ามกฎระเบียบของสถานศกึ ษา 5. มกี ารเตรียมความพรอ้ มในการเรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 6. แก้ปัญหาเฉพาะหนา้ ไดด้ ว้ ยตนเองอย่างเป็นเหตเุ ป็นผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ตา่ ง เงอ่ื นไขความรู้ 1. ผูเ้ รียนได้ใชก้ ระบวนการคดิ ในเรียนรู้ การเตรยี มอปุ กรณ์ รถยนต์ฝกึ หดั ขับและการฝกึ ปฏิบตั ิ 2. ผเู้ รยี นมีความร้แู ละความเข้าใจในการเรียนรแู้ ละฝกึ ปฏบิ ตั ติ ามวัตถุประสงค์ทกี่ ำหนด 3. ผเู้ รียนปฏบิ ตั งิ านด้วยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจเกยี่ วกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เง่อื นไขคณุ ธรรม 1. ผ้เู รยี นใชว้ ัสดุอุปกรณ์อยา่ งเห็นคุณค่า ประหยดั
2. ผู้เรยี นเตรยี มวัสดุ อปุ กรณ์ รถยนต์ฝึกหัดขับ เสรจ็ ตามเวลาทกี่ ำหนด 3. ผ้เู รยี นมีความพยายามและกระตือรอื รน้ ในการเรียนและฝึกปฏิบตั ิ 4. ผเู้ รยี นให้ความร่วมมอื กับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มจี ิตอาสาในการช่วยเหลือผู้อน่ื เนือ้ หาสาระ 1.1 ความพร้อมของรถยนต์เพ่อื การขับข่ี มีข้อกำหนดดังนี้ 1.1.1 มีสภาพม่นั คง แข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดอนั ตราย หรอื ทำให้เสอื่ มเสียสุขภาพอนามัยแก่ผใู้ ช้ และผู้อน่ื 1.1.2 มีการติดแผน่ ปา้ ยเลขทะเบียน แผน่ ป้ายเครอ่ื งหมายเลขทะเบยี นหรือปา้ ยประจำรถอย่าง ถูกตอ้ ง 1.1.3 ล้อของรถที่สมั ผัสกับผิวทางตอ้ งเปน็ ยาง 1.1.4 ไม่มเี สยี งดังรบกวนผู้อ่ืน เครื่องยนตไ์ มก่ ่อให้เกดิ กา๊ ซ ฝนุ่ ควัน ละอองเคมี หรอื มเี สียงดงั เกนิ เกณฑท์ ่ีกฎหมายกำหนด 1.2 การใชไ้ ฟสัญญาณหรอื สัญญาณอื่น ๆ ผู้ขบั ขี่ต้องเรียนรู้และปฏบิ ตั ิตามท่ีกฎหมายกำหนด เพ่อื ให้ ผูใ้ ชร้ ถเข้าใจตรงกนั เป็นการปอ้ งกันกนั เกดิ อุบัตเิ หตุ และความสูญเสียจากการใช้รถ 1.3 สัญญาณจราจร หมายถึง สัญญาณจราจรที่ใช้ควบคุมการจราจรโดยโคมสัญญาณไฟจราจร ประกอบด้วยดวงโคมสีแดง สีเหลืองอำพัน และสีเขียว บางกรณีก็มีรูปลูกศรหรือกากบาท หรือ ข้อความต่าง ๆ ไว้ด้วย ผู้ขับข่ีจะต้องศึกษาทำความเข้าใจก่อนการขับขี่รถยนต์ และปฏิบัติให้ถูกต้องตาม สญั ญาณจราจร สญั ญาณจราจร หมายถึง สัญญาณจราจรทใ่ี ช้ควบคุมการจราจรโดยโคมสญั ญาณไฟ จราจร ประกอบด้วยดวงโคมสีแดง สีเหลอื งอำพนั และสเี ขียว บางกรณีกม็ ีรปู ลูกศรหรอื กากบาท หรือ ข้อความต่าง ๆ ไว้ด้วย ผู้ขับข่ีจะต้องศึกษาทำความเข้าใจก่อนการขับข่ีรถยนต์ และปฏิบัติให้ถูกต้องตาม สัญญาณจราจร 1.4 เคร่ืองหมายจราจรชนิดป้ายและชนิดบนผิวทาง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทบังคับ และประเภทเตือน ผู้ขับข่ีจำเป็นต้องทราบเครื่องหมายจราจรท้ังสองประเภท เพื่อให้สามารถขับข่ีรถได้ อย่างปลอดภัย รูปร่างของป้ายจราจรแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้ เครื่องหมายวงกลมเป็นเคร่ืองหมาย คำสั่ง เคร่ืองหมายสามเหลี่ยมเป็นเคร่ืองหมายเตือน เครื่องหมายส่ีเหล่ียมเป็นส่ิงที่แจ้งบอกและทิศทาง สำหรบั เครือ่ งหมายบนถนน สามารถเปน็ ไดท้ ง้ั ปา้ ยคำส่ัง ป้ายเตือน และปา้ ยบอกทศิ ทาง 1.5 หลกั การเบื้องต้นของกฎหมายท่ีเกีย่ วกับการใช้รถยนต์ ในการขับรถยนต์ให้ปลอดภัย ผู้ขับขต่ี ้องรู้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหายใด ๆ อันเกิดจาก การขับรถดว้ ยความไม่รู้ คำจัดความต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. 2522 กจิ กรรมการเรียนการสอน ข้นั นำเข้าสู่บทเรียน 1. นำเขา้ สูบ่ ทเรยี นเร่ืองกฏจราจรและกฏหมายเก่ียวกับการใช้รถโดยให้ผเู้ รียนมีส่วนรว่ ม 2. ทดสอบกอ่ นเรียน
ขัน้ การสอน 1. บรรยายประกอบส่ือภาพนง่ิ และภาพเคล่ือนไหวแบบส่ือสารสองทางดว้ ยวธิ กี ารสอนที่ หลากหลาย พรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ 2. นกั เรียนซักถามปัญหาข้อสงสัยและรว่ มกนั อภปิ รายเสนอแนะเพ่ือหาแนวทางในการเรียนรู้ รว่ มกนั อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ 3. ทำแบบฝึกหัดและร่วมกนั เฉลย 4. ปฏิบัติตามใบงานท่ี 1-2 5. ในระหว่างเรียนและปฏิบัติตามใบงานมีการประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม และคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ ข้ันสรปุ และการประยุกต์ 1. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรุปเนอ้ื หาสาระ และผลการฝึกปฏบิ ตั ิ 2. ทำแบบทดสอบหลังเรยี น สือ่ การเรยี นการสอน 1. หนังสือเรียนวชิ าการขับรถยนต์ของสำนกั พมิ พ์ศนู ยห์ นงั สือเมืองไทย จำกดั 2. แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลังเรยี น 3. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 4. รถยนต์ฝึกหดั ขับ 5. สนามฝึกหัดขบั และอุปกรณ์ การวัดและประเมนิ ผล 1 เครอ่ื งมือวัดผล - แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคข์ องผู้เรยี น - แบบทดสอบ - แบบประเมนิ ใบงาน 2 เกณฑ์การประเมินผล คะแนนความรคู้ วามเขา้ ใจตามวัตถปุ ระสงค์ ร้อยละ 50 ขึ้นไป หมายถึง ผา่ น ต่ำกวา่ ร้อยละ 50 หมายถึง ไม่ผ่าน คะแนนพฤตกิ รรมการเรยี นทฤษฎีและปฏิบตั ิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง
1 หมายถึง ต้องปรบั ปรุง ความรู้ความเข้าใจตามวัตถุประสงค์มคี ะแนนรวมร้อยละ 50 ขึ้นไป พฤติกรรมการเรียน และการปฏิบัติตามใบงานมคี ุณภาพระดับ 2 ข้ึนไป บนั ทกึ หลงั การสอน สรุปผลการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปญั หาท่ีพบในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ัญหาการเรยี นรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปญั หาการเรียนรู้ภาคปฏิบตั ิ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝกึ หัดหน่วยที่ 1 ข้อ 1. รถยนตท์ จ่ี ะนำมาใช้ในการขับขี่ต้องมีความสมบูรณ์ และมีความพร้อมในการใช้งาน เปน็ ไป ตามขอ้ กำหนดตามกฏหมาย ดังน้ี มีสภาพม่ันคง แข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือทำให้เส่ือมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้ และ ผอู้ นื่ มกี ารติดแผน่ ปา้ ยเลขทะเบยี น แผน่ ป้ายเครื่องหมายเลขทะเบยี นหรอื ปา้ ยประจำรถอยา่ งถกู ต้อง ลอ้ ของรถทีส่ ัมผัสกับผิวทางต้องเปน็ ยาง ไมม่ ีเสียงดงั รบกวนผูอ้ ่นื เครื่องยนต์ไม่ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือมีเสียงดังเกินเกณฑ์ท่ีกฎหมายกำหนด ดังนี้ เครื่องยนต์ท่ีใช้น้ำมันดีเซล ควันดำไม่เกินร้อยละ 50 เมื่อวัดด้วยเคร่ืองวัดระบบกระดาษกรอง และระดับเสยี งรถยนตม์ ีคา่ ไม่เกนิ 100 เดซิเบล เอ เมอ่ื การตรวจวัดในระยะห่างจากรถยนต์ 0.5 เมตร ข้อ 2. สัญญาณไฟจราจร ประกอบด้วยไฟสญั ญาณสตี ่าง ๆ ดังนี้ สัญญาณไฟจราจรสีเหลืองอำพัน ให้ผู้ขับขี่เตรียมหยุดรถ หลังเส้นให้รถหยุด เว้นแต่จะได้ขับ เลยเสน้ ให้รถหยุดไปแล้ว กใ็ หข้ บั เลยไปได้ สัญญาณไฟจราจรสีแดง หรือเครื่องหมายจราจรที่มีคำว่า “หยุด” ให้ผู้ขับข่ีหยุดรถหลังเส้นให้ หยดุ สญั ญาณไฟจราจรสเี ขยี ว หรอื เครือ่ งหมายจราจรทมี่ คี ำวา่ “ไป” ใหผ้ ขู้ บั ข่ขี บั รถตอ่ ไปได้ สัญญาณไฟจราจรลูกศรสีเขียวชี้ให้เล้ียวหรือช้ีให้ตรงไป ให้ผู้ขับขี่เล้ียวรถหรือขับรถตรงไปได้ ตามทิศทางทล่ี ูกศรข้ี และต้องขับรถด้วยความระมัดระวังให้สิทธิแกค่ นเดินเท้าในทางข้ามหรอื รถ ท่ีมีทางขวาก่อน สญั ญาณไฟจราจรกระพรบิ สีแดง ให้ผู้ขบั ข่ีหยุดรถหลังเสน้ ให้หยุด เมอ่ื เห็นว่าปลอดภัย และไม่ เป็นการกีดขวางการจราจรแลว้ จงึ ให้ขับรถต่อไปดว้ ยความระมัดระวงั สัญญาณไฟจราจรกระพริบสีเหลอื งอำพัน ใหผ้ ู้ขบั ขี่ลดความเรว็ ของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้น ไปดว้ ยความระมัดระวงั การจะขบั รถตรงไปหรือเลย้ี วรถ จะตอ้ งเข้าอยู่ในช่องเดนิ รถให้ถูกต้อง สัญญาณไฟจราจรสีแดง ที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยเู่ หนอื ชอ่ งเดนิ รถใด หา้ มมิใหผ้ ู้ขับขขี่ ับรถ ในชอ่ งเดินรถนั้น สญั ญาณไฟจราจรสีเขียว ท่ีทำเป็นลูกศรอยู่เหนือช่องเดินรถใด ให้ผู้ขับขีซ่ ึ่งขับรถในช่องเดินรถ น้ันขบั รถผา่ นไปได้ ข้อ 3. เคร่ืองหมายจราจรชนิดป้ายและชนิดบนผิวทาง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภท บังคบั และประเภทเตือน
ข้อ 4. ป้ายจราจรประเภทบังคับ เป็นเครื่องหมายกำหนด บังคับ ห้าม หรือจำกัดบางประการ เพื่อบังคับการจราจรในทาง ส่วนป้ายจราจรประเภทเตอื นเป็นการเตือนผู้ใช้ทางให้ทราบล่วงหน้า ถึงสถาพทาง หรือข้อมูลบางอย่างที่เกิดขึ้นในทางข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุ ข้ึนได้ เพือ่ ใหผ้ ูใ้ ชท้ างระมดั ระวงั ในการใช้งาน ขอ้ 5. ความหมายของคำตา่ ง ๆ 5.1 “ที่คับขัน” หมายถงึ ทางท่ีมีการจราจรพลุกพล่าน หรอื มีส่งิ กีดขวาง หรือในที่ซึ่ง มองเหน็ หรือทราบไดล้ ว่ งหน้าวา่ อาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแกร่ ถหรอื คนไดง้ า่ ย 5.2 “รถยนต์” หมายถึง รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟา้ หรือพลงั งานอื่น ยกเว้นรถทีเ่ ดนิ บนราง 5.3 “รถจักรยานยนต์” หมายถึง รถท่ีเดินด้วยกำลังเคร่ืองยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือ พลังงานอนื่ และมีล้อไมเ่ กินสองลอ้ ถา้ มีพว่ งข้างมีลอ้ เพ่มิ อกี ไม่เกินหน่ึงล้อ 5.4 “ผู้ขับข่ี” หมายถึง ผู้ขับรถ ผู้ประจำเคร่ืองอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วย การขนสง่ ผลู้ ากเข็นยานพาหนะ 5.5 “ใบอนุญาตขับข่ี” หมายถึง ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ใบอนุญาตสำหรับคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วย ล้อเลื่อน และใบอนุญาตผู้ประจำเครื่องอปุ กรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าดว้ ยการขนสง่ 5.6 “สัญญาณจราจร” หมายถึง สัญญาณใดๆ ไม่ว่าจะแสดงด้วยธง ไฟ ไฟฟ้า มือ แขน เสียงนกหวีด หรอื ด้วยวิธีอื่นใดสำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนท่จี ูง ข่ี หรือไล่ต้อน สตั ว์ปฏิบัติตามสญั ญาณน้นั 5.7 “เครื่องหมายจราจร” หมายถึง เครื่องหมายใดๆ ที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทำให้ปรากฏ ในทางสำหรับให้ผู้ขับข่ี คนเดนิ เทา้ หรอื คนทีจ่ งู ข่ี หรอื ไลต่ อ้ นสตั วป์ ฎบิ ตั ติ ามเครอื่ งหมายน้ัน เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยที่ 1 ข้อ 1. ข ข้อ 2. ค ข้อ 3. ค ข้อ 4. ก ขอ้ 5. ก ข้อ 8. ข ข้อ 9. ง ขอ้ 6. ง ขอ้ 7. ก ข้อ 10. ก
แผนการจดั การเรยี นรู้ หน่วยท่ี 2 สอนคร้ังท่ี 3 ชอื่ วิชา งานขับรถยนต์ ชั่วโมงรวม 4 ชั่วโมง ชอ่ื หน่วย อุปกรณ์ควบคุมและไฟสญั ญาณภายใน รถยนต์ แนวคดิ สำคญั (Main Idea) ก่อนทำการขับรถยนต์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ไฟสัญญาณ สัญลักษณ์ และสวิตช์ต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เพื่อให้สามารถใชไ้ ด้อยา่ งถูกตอ้ ง ครบถว้ น และถูกวิธี ซ่ึงมีผลถึงความปลอดภัยในการขบั ข่ี การป้องกันความเสียหายทจี่ ะเกดิ กับรถยนต์ หวั ข้อเรอ่ื ง (Topics) 2.1 แผงหน้าปัดและชุดควบคมุ 2.2 ไฟแสดงการทำงานและไฟเตอื น 2.3 สวติ ชต์ า่ ง ๆ ภายในรถยนต์ จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1. อธิบายการทำงานอุปกรณ์ควบคุมและไฟสัญญาณภายในรถยนต์ได้ 2. อธิบายการใชง้ านสวิตช์ต่าง ๆ ภายในรถยนต์ได้ 3. ปฏบิ ัติการตรวจสอบการทำงานอุปกรณ์ควบคมุ และไฟสัญญาณภายในรถยนตไ์ ด้ 4. มกี จิ นิสยั ในการขับรถยนต์ มีมารยาทในการขับรถยนต์และคำนึงถึงกฎจราจร สภาพแวดล้อม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับการทำงานอุปกรณ์ควบคุมและไฟสัญญาณภายในรถยนต์ 2. แสดงความรเู้ ก่ยี วกบั การใช้งานสวิตชต์ า่ ง ๆ ภายในรถยนต์ 3. ปฏิบตั ิการตรวจสอบการทำงานอุปกรณ์ควบคมุ และไฟสัญญาณภายในรถยนต์ การบูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักความพอประมาณ 1. ผู้เรยี นใช้เวลาในการเตรียมอปุ กรณ์ และรถยนต์ฝกึ หดั ขับ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 2. ผเู้ รียนจดั สรรเวลาในการฝกึ ปฏบิ ัตติ ามใบงานได้อยา่ งเหมาะสม 3. ผู้เรยี นรูจ้ ักใช้และจัดการวสั ดอุ ุปกรณ์ต่างๆอยา่ งประหยัดและคุ้มคา่
4. ผู้เรียนปฏิบตั ิตนเป็นผนู้ ำและผู้ตามท่ดี ี 5. ผเู้ รยี นเป็นสมาชกิ ท่ีดขี องกล่มุ เพ่อื นและสังคม หลกั ความมีเหตุผล 1. ผู้เรียนเหน็ คณุ ค่าของวัสดุ อุปกรณ์ และรถยนตฝ์ กึ หัดขับเพื่อใชใ้ นการเรียน 2. ตระหนกั ในความสำคัญของการฝึกปฏบิ ัติอย่างถกู วิธี 3 นำเสนอวธิ ีการในการแก้ปญั หาไดอ้ ย่างถูกต้อง มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏบิ ตั ิใน ชวี ิตประจำวันได้ 7. แสดงความคดิ อย่างมีเหตผุ ล 8. ซกั ถามในสง่ิ ทสี่ งสัย และทักทว้ งในส่ิงทไี่ มถ่ กู ต้องอย่างถูกกาลเทศะ 9. ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผอู้ นื่ 10. มกี ารคดิ วเิ คราะห์อยา่ งเปน็ ระบบ หลกั ความมีภูมิคุ้มกนั 1. ผ้เู รยี นมคี วามรใู้ นเรื่องทเี่ รยี น และสามารถถา่ ยทอดความรใู้ ห้ผอู้ นื่ มีความรไู้ ด้อยา่ งมี ประสิทธิภาพ 2. ผู้เรยี นมีทกั ษะในเรอื่ งท่ฝี กึ ปฏิบัตแิ ละสามารถถา่ ยทอดให้ผอู้ ืน่ ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ 3. ผู้เรยี นสามารถใช้งานอปุ กรณ์และรถยนต์ไดอ้ ย่างปลอดภยั 4. ปฏบิ ัติตามกฎระเบยี บของสถานศึกษา 5. มกี ารเตรียมความพร้อมในการเรียนภาคทฤษฎีและปฏบิ ัติ 6. แกป้ ญั หาเฉพาะหน้าได้ด้วยตนเองอย่างเปน็ เหตุเปน็ ผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการแสดงออกของตนเองในสถานการณต์ า่ ง เงอ่ื นไขความรู้ 1. ผู้เรยี นได้ใชก้ ระบวนการคิดในเรียนรู้ การเตรียมอุปกรณ์ รถยนต์ฝกึ หัดขับและการฝกึ ปฏบิ ัติ 2. ผู้เรยี นมคี วามร้แู ละความเข้าใจในการเรียนรแู้ ละฝึกปฏิบตั ติ ามวตั ถุประสงค์ที่กำหนด 3. ผเู้ รียนปฏบิ ตั งิ านด้วยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผเู้ รยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เงื่อนไขคุณธรรม 1. ผู้เรยี นใชว้ ัสดอุ ุปกรณ์อย่างเหน็ คุณคา่ ประหยดั 2. ผเู้ รียนเตรยี มวัสดุ อุปกรณ์ รถยนตฝ์ ึกหดั ขับ เสรจ็ ตามเวลาทก่ี ำหนด 3. ผู้เรียนมคี วามพยายามและกระตือรอื รน้ ในการเรยี นและฝกึ ปฏิบตั ิ 4. ผ้เู รียนใหค้ วามร่วมมอื กับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มีจิตอาสาในการชว่ ยเหลือผู้อนื่
เน้ือหาสาระ 2.1 แผงหน้าปดั และชุดควบคุม ผู้ขบั ขี่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้รายละเอียดของแผงหน้าปัดและชุด ควบคุมเพ่ือให้สามารถใช้งานได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายจาก การใช้งานไม่ถูกวิธี หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แผงหน้าปัดของรถยนต์โดยทั่วไปประกอบด้วย มาตรวัดรอบ เครอ่ื งยนต์ มาตรวัดความเร็วรถยนต์ เกจวัดอณุ หภูมิน้ำหล่อเย็น มาตรวัดระยะทาง ปุ่มปรับเซ็ทระยะทาง และเกจวดั น้ำมันเชื้อเพลงิ 2.1.1 มาตรวดั ความเรว็ 2.1.2 มาตรวดั รอบเครอ่ื งยนต์ 2.1.3 มาตรวดั ระยะทาง 2.1.4 เกจวัดนำ้ มนั เชอื้ เพลิง 2.1.5 สัญญาณไฟเตอื นนำ้ มันเชื้อเพลิงเหลือนอ้ ย 2.1.6 เกจวัดอณุ หภูมินำ้ หล่อเย็น 2.2 ไฟแสดงการทำงานและไฟเตือน ไฟแสดงการทำงานและไฟเตือนของระบบต่าง ๆ ใน รถยนต์ส่วนใหญจ่ ะติดตั้งไว้บริเวณแผงหน้าปัด ซ่ึงรถแตล่ ะยหี่ ้อ หรือแต่ละรนุ่ จะมีไฟแสดงการทำงานและ ไฟเตือนพ้ืนฐานเหมือนกัน สำหรับรถท่ีมีระบบการทำงานที่มากกว่า จะมีไฟแสดงการทำงานและไฟเตือน เพิม่ เข้ามา 2.2.1 ไฟสัญญาณแสดงไฟเลี้ยว/ไฟ 2.2.2 ไฟสัญญาณแสดงไฟสูง 2.2.3 ไฟสัญญาณแสดงไฟตดั หมอกหน้า 2.2.4 ไฟสัญญาณไฟเตอื นระบบเบรก 2.2.5 ไฟสัญญาณเตือนเครือ่ งยนต์บกพร่อง 2.2.6 ไฟสัญญาณเตือนไฟชารจ์ 2.2.7 ไฟเตอื นแรงดนั นำ้ มนั เคร่ืองยนต์ 2.2.8 ไฟเตอื นประตู 2.2.9 ไฟเตือนเข็มขดั นิรภัย 2.2.10 ไฟเตอื นถุงลมนิรภัย(SRS) 2.2.11 ไฟเตือนระบบป้องกันเบรกลอ็ ก (ABS) 2.2.12 ไฟเตอื นระบบควบคุมเสถีรภาพอิเลก็ ทรอนกิ ส์ (ESC) 2.2.13 ไฟเตอื นเมอ่ื เครอื่ งยนตม์ ีความรอ้ นสูง 2.2.14 ไฟเตอื นกรองดักน้ำ 2.2.15 ไฟเตอื นกรองนำ้ มันเชอ้ื เพลิง 2.2.16 ไฟเตอื นการตรวจสอบเกยี ร์สำหรับเกียรอ์ ัตโนมตั ิ 2.2.17 ไฟเตอื นอณุ หภูมนิ ้ำมนั เกยี รอ์ ัตโนมัติ 2.2.18 ไฟเตอื นตรวจสอบระบบขบั เคล่ือนสีล่ ้อ 2.2.19 ไฟเตือนการขบั เคลอื่ น 4 ลอ้
2.2.21 ไฟเตอื นการขบั เคลือ่ น 4 ลอ้ ความเรว็ ต่ำ 2.3 สวติ ชต์ ่าง ๆ ภายในรถยนต์ 2.3.1 สวติ ช์ไฟใหญห่ นา้ ไฟสูง – ตำ่ 2.3.2 สวิตชไ์ ฟเล้ียว 2.3.3 สวติ ช์ไฟฉกุ เฉนิ 2.3.4 สวิตชไ์ ฟตัดหมอกหน้า 2.3.5 สวติ ช์ปดั น้ำฝนและฉดี น้ำล้างกระจก 2.3.6 สวติ ช์ไลฝ่ ้ากระจกหลัง สวิตช์ไลฝ่ า้ กระจกบังลมหลงั 2.3.7 สวติ ชแ์ ตร กิจกรรมการเรียนการสอน ขนั้ นำเข้าสู่บทเรยี น 1. นำเข้าสบู่ ทเรียนเรอ่ื งอุปกรณ์ควบคุมและไฟสญั ญาณภายในรถยนต์โดยใหผ้ ูเ้ รยี นมีส่วนรว่ ม 2. ทดสอบก่อนเรียน ขน้ั การสอน 1. บรรยายประกอบส่อื ภาพนงิ่ และภาพเคลื่อนไหวแบบส่ือสารสองทางด้วยวิธีการสอนที่ หลากหลาย พร้อมยกตัวอยา่ งประกอบ 2. นักเรยี นซกั ถามปัญหาข้อสงสัยและร่วมกนั อภปิ รายเสนอแนะเพอื่ หาแนวทางในการเรียนรู้ ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ทำแบบฝกึ หดั และรว่ มกันเฉลย 4. ปฏิบัตติ ามใบงานที่ 3 5. ในระหวา่ งเรียนและปฏบิ ัตติ ามใบงานมกี ารประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ขน้ั สรุปและการประยกุ ต์ 1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรุปเน้ือหาสาระ และผลการฝกึ ปฏบิ ตั ิ 2. ทดสอบหลงั เรียน สื่อการเรยี นการสอน 1. หนงั สือเรยี นวชิ าการขับรถยนต์ของสำนักพมิ พ์ศนู ยห์ นังสือเมืองไทย จำกดั
2. แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลังเรียน 3. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หดั ขับ 5. สนามฝกึ หัดขับและอปุ กรณ์ การวัดและประเมนิ ผล 1 เคร่อื งมือวัดผล - แบบประเมินคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงคข์ องผู้เรยี น - แบบทดสอบ - แบบประเมินใบงาน 2 เกณฑก์ ารประเมินผล คะแนนความรู้ความเขา้ ใจตามวัตถุประสงค์ ร้อยละ 50 ข้ึนไป หมายถึง ผ่าน ต่ำกวา่ ร้อยละ 50 หมายถึง ไมผ่ า่ น คะแนนพฤติกรรมการเรียนทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ต้องปรบั ปรุง ความรูค้ วามเข้าใจตามวัตถุประสงคม์ คี ะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ข้ึนไป พฤติกรรมการเรยี น และการปฏบิ ัตติ ามใบงานมคี ณุ ภาพระดับ 2 ข้ึนไป
บันทึกหลงั การสอน สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................ ................................................................................................................................................................... .......... ................................................................................................................................................................... .......... ปัญหาที่พบในกระบวนการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................... ..................................................................................................... แนวทางแกป้ ญั หาการเรยี นรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................ ..................................................................................................... แนวทางแกป้ ญั หาการเรียนรู้ภาคปฏบิ ัติ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................ ..................................................................................................... .....................................................................................................
เฉลยแบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 2 1. สัญญาณไฟสงู 2. สญั ญาณไฟเล้ียวและไฟฉุกเฉิน 3. สัญญาณไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ 4. สญั ญาณไฟเตือนไฟชารจ์ 5. สญั ญาณไฟเตือนแรงดันนำ้ มันเครื่อง 6. สญั ญาณไฟเตือนเคร่ืองยนต์ 7. สัญญาณไฟเตือนระบบป้องกนั เบรกลอ็ ก (ABS) 8. สญั ญาณไฟเตือนระบบเบรก 9. สญั ญาณไฟเตอื นระบบถุงลมนิรภัย (SRS) 10. สัญญาณไฟเตอื นประตปู ดิ ไม่สนิท 11. สัญญาณไฟเตอื นนำ้ มนั เชอ้ื เพลิงเหลือนอ้ ย 12. สัญญาณไฟเตือนไฟตัดหมอก เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยที่ 2 ขอ้ 3. ข ข้อ 4. ง ขอ้ ขอ้ 1. ค ขอ้ 2. ค ข้อ 8. ข ข้อ 9. ง ข้อ 10. ค 5. ข ข้อ 6. ข ขอ้ 7. ง
แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยที่ 3 ช่ือวิชา งานขับรถยนต์ สอนครงั้ ท่ี 4-5 ช่อื หน่วย การเตรียมความพร้อมก่อนการขบั รถยนต์ ช่วั โมงรวม 8 ช่วั โมง แนวคิดสำคญั (Main Idea) ก่อนทำการขับรถยนต์ จำเป็นต้องปรับตำแหน่งของผู้ขับข่ีให้เหมาะสมกับสรีระของแต่ละคน เพื่อให้สามารถขับข่ีได้อย่างถนัด เกิดความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น นอกจากน้ีผู้ขับขี่รถยนต์ ต้องเรยี นรูก้ ารใช้งานอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ภายในรถยนตใ์ ห้ครบถว้ นเพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภยั หวั ข้อเร่ือง (Topics) 3.1 การปรบั และจัดตำแหนง่ ผู้ขับขใี่ หเ้ หมาะสม 3.2 การใชง้ านอปุ กรณภ์ ายในรถยนต์ จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม (Behavioral Objective) 1. อธบิ ายการปรับและจดั ตำแหนง่ ผูข้ ับขใ่ี ห้เหมาะสมได้ 2. อธิบายการใช้งานอุปกรณต์ ่าง ๆ ภายในรถยนตไ์ ด้ 3. ปฏิบัตกิ ารตรวจสอบการทำงานอปุ กรณ์ภายในรถยนตไ์ ด้ 4. มกี จิ นิสยั ในการขับรถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนงึ ถึงกฎจราจร สภาพแวดล้อม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั การปรับและจดั ตำแหนง่ ผูข้ ับขใ่ี หเ้ หมาะสม 2. แสดงความร้เู ก่ยี วกบั การใช้งานอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ภายในรถยนต์ 3. ปฏิบตั ิการเตรียมความพรอ้ มก่อนการขับรถยนต์ การบูรณาการกับปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักความพอประมาณ 1. เรียนใช้เวลาในการเตรยี มอปุ กรณ์ และรถยนต์ฝกึ หัดขับ ได้อย่างเหมาะสม 2. ผ้เู รียนจดั สรรเวลาในการฝกึ ปฏบิ ัติตามใบงานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3. ผ้เู รียนรู้จกั ใช้และจดั การวัสดอุ ุปกรณ์ตา่ งๆอย่างประหยัดและคมุ้ ค่า 4. ผู้เรยี นปฏิบตั ิตนเป็นผู้นำและผูต้ ามทีด่ ี 5. ผเู้ รยี นเปน็ สมาชิกทีด่ ขี องกลุ่มเพอ่ื นและสงั คม
หลักความมีเหตุผล 1. ผ้เู รียนเหน็ คณุ ค่าของวัสดุ อปุ กรณ์ และรถยนตฝ์ ึกหัดขับเพอื่ ใชใ้ นการเรียน 2. ตระหนกั ในความสำคญั ของการฝึกปฏิบตั ิอย่างถูกวิธี 3 นำเสนอวิธีการในการแก้ปญั หาไดอ้ ย่างถูกต้อง มเี หตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติใน ชีวติ ประจำวันได้ 4. แสดงความคิดอย่างมีเหตุผล 5. ซกั ถามในสิง่ ทส่ี งสยั และทกั ทว้ งในส่ิงท่ไี มถ่ ูกต้องอยา่ งถูกกาลเทศะ 6. ยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อื่น 7. มีการคิดวิเคราะหอ์ ย่างเปน็ ระบบ หลักความมีภูมคิ ุ้มกนั 1. ผู้เรยี นมคี วามรู้ในเร่อื งทเี่ รียน และสามารถถา่ ยทอดความรู้ใหผ้ อู้ ื่นมคี วามรูไ้ ดอ้ ยา่ งมี ประสทิ ธภิ าพ 2. ผเู้ รียนมีทกั ษะในเรอ่ื งที่ฝกึ ปฏิบัติและสามารถถา่ ยทอดให้ผอู้ ื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ผเู้ รียนสามารถใชง้ านอุปกรณ์และรถยนต์ไดอ้ ย่างปลอดภยั 4. ปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรียมความพรอ้ มในการเรยี นภาคทฤษฎีและปฏิบตั ิ 6. แกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ ไดด้ ว้ ยตนเองอย่างเปน็ เหตเุ ปน็ ผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณต์ ่าง เงอื่ นไขความรู้ 1. ผเู้ รยี นได้ใชก้ ระบวนการคิดในเรยี นรู้ การเตรียมอุปกรณ์ รถยนต์ฝึกหดั ขับและการฝกึ ปฏบิ ตั ิ 2. ผู้เรยี นมีความรู้และความเข้าใจในการเรียนรแู้ ละฝึกปฏิบตั ติ ามวัตถุประสงค์ท่ีกำหนด 3. ผเู้ รียนปฏิบัตงิ านดว้ ยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผู้เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เงอื่ นไขคุณธรรม 1. ผู้เรียนใช้วสั ดอุ ุปกรณ์อยา่ งเหน็ คุณค่า ประหยดั 2. ผู้เรยี นเตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ รถยนต์ฝกึ หดั ขับ เสรจ็ ตามเวลาทก่ี ำหนด 3. ผู้เรยี นมคี วามพยายามและกระตือรอื รน้ ในการเรยี นและฝกึ ปฏิบัติ 4. ผเู้ รยี นใหค้ วามร่วมมือกับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มีจิตอาสาในการชว่ ยเหลือผู้อื่น เนือ้ หาสาระ
3.1 การปรับและจัดตำแหน่งผขู้ บั ขใี่ ห้เหมาะสม เม่ือเขา้ ไปในรถยนตแ์ ล้วกอ่ นท่จี ะขับรถจะต้อง เตรยี มความพรอ้ มในการขับข่ี โดยปรับและจดั ตำแหนง่ ผู้ขบั ขีใ่ ห้เหมาะสมเพ่ือให้เกดิ ความปลอดภยั สูงสุด ในการขบั ข่ี 3.1.1 การปรับเบาะนั่ง 3.1.2 การคาดเข็มขัดนริ ภยั 3.1.2.1 ค่อย ๆ ดงึ สายเข็มขัดนิรภยั ออกมาพร้อมกบั สอดหวั เข็มขัดนริ ภยั เขา้ กบั ตัวล็อก กด ใหเ้ ขา้ ลอ็ กพอดี จะมีเสียงดัง (คล๊กิ ) 3.1.1.2 ควรคาดเขม็ ขัดโดยผา่ นลำตัวบริเวณหนา้ อก และส่วนบริเวณด้านลา่ งคาดผ่าน ระดบั สะโพก และจัดสายเข็มขัดไมใ่ ห้มกี ารบิดตัว 3.1.1.3 เม่ือคาดเข็มขัดนิรภยั ลอ็ กเขา้ ทเี่ รียบรอ้ ยแล้ว ให้ดึงปรบั สายใหห้ ลวมกระชบั กบั สรีระ ของผู้ขับข่ี 3.1.1.4 การปลดล็อกเขม็ ขัดนริ ภัยให้กดปมุ่ สแี ดง (PRESS) ทต่ี ัวล็อกเพื่อปลดล็อกและปล่อย สายเขม็ ขัดนริ ภัยออกจากตัว 3.1.1.5 การปรับระดบั ความสูงของเข็มขัดนริ ภยั ควรปรับให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่ โดยการกดปุม่ ปลดล็อกและเลื่อนปรบั ระดับเขม็ ขดั นริ ภัยขนึ้ -ลง 3.1.1.6 ปรับตั้งสายเข็มขัดนิรภยั ใหอ้ ยู่ในตำแหนง่ ทเ่ี หมาะสม โดยการจับสายเข็มขัดและหวั เขม็ ขดั ให้อย่ใู นตำแหน่งตงั้ ฉาก จากน้ันขยับสายเข็มขดั ใหอ้ ยใู่ นตำแหน่งท่ีเหมาะสม 3.2 การใชอ้ ุปกรณภ์ ายในรถยนต์ 3.2.1 ชอ่ งลม 3.2.2 การใชแ้ ผงควบคุมระบบปรับอากาศ 3.2.2.1 ปมุ่ ปรับตง้ั แรงลม 3.2.2.2 ปุม่ ปรบั ต้ังอณุ หภูมิ 3.2.2.3 ปุ่มปรบั ต้งั ทศิ ทางลม 3.2.2.3 สวติ ชก์ ารหมุนเวียนของอากาศภายใน 3.2.2.4 เม่ือกดสวติ ชร์ ะบบปรับอากาศ 3.2.2.5 กระจกมองหลังและการปรับกระจกมองหลงั 3.2.2.6 กระจกมองข้างและการปรับกระจกมองขา้ ง 3.2.2.7 สวติ ชพ์ ับกระจกมองขา้ งเม่ือตอ้ งการเขา้ ในระหว่างท่คี ับแคบ
กจิ กรรมการเรยี นการสอน ขั้นนำเขา้ สบู่ ทเรยี น 1. นำเข้าส่บู ทเรยี นเร่ืองการเตรยี มความพรอ้ มก่อนการขบั รถยนต์โดยใหผ้ เู้ รียนมีสว่ นร่วม 2. ทดสอบก่อนเรียน ขน้ั การสอน 1. บรรยายประกอบสอ่ื ภาพน่ิงและภาพเคล่อื นไหวแบบสื่อสารสองทางด้วยวิธกี ารสอนท่ี หลากหลาย พร้อมยกตัวอยา่ งประกอบ 2. นักเรยี นซักถามปัญหาข้อสงสัยและร่วมกันอภิปรายเสนอแนะเพอื่ หาแนวทางในการเรียนรู้ ร่วมกันอย่างมีประสิทธภิ าพ 3. ทำแบบฝกึ หดั และรว่ มกนั เฉลย 4. ปฏบิ ตั ิตามใบงานท่ี 4-5 5. ในระหว่างเรยี นและปฏบิ ัติตามใบงานมีการประเมินคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอัน พงึ ประสงค์ ขน้ั สรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ เน้ือหาสาระ และผลการฝกึ ปฏิบตั ิ 2. ทดสอบหลังเรยี น สอื่ การเรยี นการสอน 1. หนังสือเรยี นวชิ าการขับรถยนต์ของสำนักพมิ พศ์ นู ยห์ นังสือเมืองไทย จำกัด 2. แบบทดสอบก่อนเรียน/หลงั เรยี น 3. แบบประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หดั ขับ 5. สนามฝึกหัดขับและอปุ กรณ์ การวัดและประเมินผล 1 เคร่ืองมอื วัดผล - แบบประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคข์ องผู้เรียน - แบบทดสอบ - แบบประเมนิ ใบงาน 2 เกณฑ์การประเมินผล
คะแนนความร้คู วามเขา้ ใจตามวัตถุประสงค์ ร้อยละ 50 ขึ้นไป หมายถึง ผา่ น ตำ่ กว่า รอ้ ยละ 50 หมายถึง ไม่ผา่ น คะแนนพฤติกรรมการเรยี นทฤษฎีและปฏิบัติ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรบั ปรุง ความรคู้ วามเข้าใจตามวัตถุประสงค์มคี ะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ข้นึ ไป พฤติกรรมการเรยี น และการปฏิบัติตามใบงานมคี ุณภาพระดับ 2 ข้นึ ไป
บนั ทึกหลังการสอน สรุปผลการจดั การเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปัญหาที่พบในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปญั หาการเรียนรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ญั หาการเรยี นรู้ภาคปฏบิ ตั ิ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝึกหัดหน่วยที่ 3 ข้อ 1. การปรับเบาะน่ัง ควรปรับเบาะน่ังให้ได้ระยะที่เหมาะสมกับผู้ขับข่ี เพ่ือให้มีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี สามารถบังคับเลี้ยว เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก และใช้สวิตช์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถได้อย่างคล่องตัว สิง่ ที่ตอ้ งทำการปรบั คอื - การปรับเบาะน่ังเดนิ หน้าหรือถอยหลัง - การปรบั เอนพนักพงิ เบาะ - การปรบั ระดับความสูงตำ่ ของเบาะน่งั - การปรบั ตง้ั ระดับความสงู ของหมอนองิ ศีรษะ ข้อ 2. การปรบั ตั้งระดับความสูงของหมอนอิงศีรษะท่ีเหมาะสมน้ันควรปรับให้กึ่งกลางของหมอนอิงศีรษะ อยู่ในแนวที่ใกล้เคียงกับระดับสายตาทส่ี ุด เพราะเป็นตำแหน่งที่ชว่ ยลดอนั ตรายที่เกดิ ข้ึนกับศีรษะได้ดีที่สุด เม่ือเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ต้องให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่ ซึ่งมีผลดีในการช่วยลดการบาดเจ็บเม่ือเกิด อบุ ัตเิ หตุ ข้อ 3. ความหมายของสวิตช์ตา่ ง ๆ 1. หมายถึง ปุ่มปรบั เลือกทิศทางลม 2. หมายถึง ปุม่ ปรบั ตง้ั แรงลม 3 หมายถงึ ปมุ่ ปรับต้งั อณุ หภูมิ 4 หมายถงึ สวติ ช์แอร์ 5. หมายถึง สวติ ชอ์ ากาศหมุนเวยี นภายใน ขอ้ 4. ในการไลฝ่ ้าท่ีเกิดขน้ึ ใหห้ มดไปอย่างรวดเรว็ สามารถทำไดด้ ังน้ี 1. ปิดสวิตช์ (A) เพ่ือให้อากาศหมนุ เวียนภายนอกรถ 2. ปรับปุ่มทศิ ทางการไหลของช่องลม 3. ปรับความเรว็ ลมที่ตำแหนง่ สงู สดุ
4. ปรับอณุ หภมู ิไปที่อุณหภมู ิต่ำสุด 5. กดสวติ ช์ (B) เพื่อให้ระบบปรับอากาศทำงาน เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยท่ี 3 ข้อ 3. ข ข้อ 4. ง ขอ้ ขอ้ 1. ข ขอ้ 2. ค ข้อ 8. ข ขอ้ 9. ค ข้อ 10. ค 5. ก ขอ้ 6. ก ขอ้ 7. ง
แผนการจดั การเรยี นรู้ หน่วยที่ 4 ชือ่ วิชา งานขับรถยนต์ สอนครั้งท่ี 6-8 ชอื่ หน่วย การสตาร์ตเครอ่ื งยนต์และการขบั รถยนต์ ชั่วโมงรวม 12 ช่ัวโมง แนวคิดสำคัญ (Main Idea) การขับรถยนต์ตามหลักการท่ีถูกต้อง มีความสำคัญมากเน่ืองจากช่วยป้องกันความเสียหายท่ีจะ เกิดกับตัวรถ ผู้ขับขี่ และผู้ร่วมทาง การขับขี่อย่างปลอดภัยนั้นสามารถช่วยลดอุบัติเหตุท่ีอาจเกิดข้ึนได้ ดังน้ันผู้ขับขี่รถยนต์ จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิควิธีต่าง ๆ ในการขับรถ เพ่ือสามารถขับรถยนต์ได้อย่าง ถกู ต้องตามกฎหมายด้วยความปลอดภัย หัวข้อเรอ่ื ง (Topics) 4.1 การสตาร์ตเครื่องยนต์ 4.2 การควบคมุ รถยนต์ 4.3 การขับรถเกียร์ธรรมดา(Manual Transmission) 4.4 การขับรถเกยี ร์อัตโนมตั ิ (Automatic Transmission) 4.5 เทคนคิ การขับรถยนต์ จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1. อธิบายการปรบั และจดั ตำแหน่งผขู้ ับขีใ่ หเ้ หมาะสมได้ 2. อธิบายการใช้งานอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ภายในรถยนต์ได้ 3. ปฏิบัตกิ ารตรวจสอบการทำงานอุปกรณ์ภายในรถยนต์ได้ 4. มกี จิ นิสัยในการขบั รถยนต์ มีมารยาทในการขับรถยนต์และคำนงึ ถงึ กฎจราจร สภาพแวดลอ้ ม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความรเู้ กี่ยวกบั การสตารต์ เครอื่ งยนต์ 2. แสดงความรู้เกี่ยวกบั การควบคมุ รถยนต์ 3. แสดงความรูเ้ กี่ยวกับการขับรถยนต์เกียรธ์ รรมดา 4. แสดงความรู้เกยี่ วกับการขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ 5. ปฏบิ ัตกิ ารการขับรถยนต์ การบูรณาการกบั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลักความพอประมาณ 1. ผู้เรยี นใช้เวลาในการเตรยี มอุปกรณ์ และรถยนตฝ์ ึกหัดขบั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 2. ผเู้ รียนจดั สรรเวลาในการฝึกปฏิบัตติ ามใบงานได้อยา่ งเหมาะสม
3. ผู้เรยี นรู้จักใช้และจดั การวสั ดุอุปกรณ์ตา่ งๆอยา่ งประหยัดและคุ้มคา่ 4. ผเู้ รียนปฏบิ ตั ติ นเป็นผนู้ ำและผู้ตามทด่ี ี 5. ผู้เรียนเปน็ สมาชิกทดี่ ขี องกลุ่มเพื่อนและสงั คม หลกั ความมีเหตุผล 1. ผ้เู รยี นเห็นคณุ ค่าของวัสดุ อปุ กรณ์ และรถยนต์ฝึกหัดขับเพอ่ื ใช้ในการเรียน 2. ตระหนักในความสำคัญของการฝึกปฏิบัติอยา่ งถกู วิธี 3 นำเสนอวิธกี ารในการแก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งถูกต้อง มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏิบตั ิใน ชวี ติ ประจำวันได้ 4. แสดงความคิดอยา่ งมีเหตุผล 5. ซกั ถามในสง่ิ ทสี่ งสัย และทักทว้ งในส่ิงที่ไมถ่ กู ต้องอย่างถูกกาลเทศะ 6. ยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อน่ื 7. มกี ารคิดวเิ คราะห์อย่างเป็นระบบ หลกั ความมภี ูมคิ ุ้มกนั 1. ผู้เรยี นมีความรูใ้ นเรื่องท่ีเรยี น และสามารถถา่ ยทอดความรู้ให้ผอู้ น่ื มีความรู้ได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ 2. ผูเ้ รียนมีทักษะในเรอ่ื งที่ฝึกปฏิบัตแิ ละสามารถถ่ายทอดให้ผูอ้ ื่นไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ 3. ผเู้ รยี นสามารถใชง้ านอุปกรณ์และรถยนต์ได้อยา่ งปลอดภยั 4. ปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรยี มความพร้อมในการเรียนภาคทฤษฎีและปฏบิ ตั ิ 6. แก้ปญั หาเฉพาะหน้าได้ดว้ ยตนเองอยา่ งเป็นเหตุเปน็ ผล 7. มคี วามสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ต่าง เง่ือนไขความรู้ 1. ผู้เรียนไดใ้ ชก้ ระบวนการคิดในเรยี นรู้ การเตรียมอปุ กรณ์ รถยนตฝ์ ึกหัดขับและการฝึกปฏบิ ตั ิ 2. ผเู้ รียนมคี วามรู้และความเข้าใจในการเรียนรแู้ ละฝึกปฏบิ ัติตามวัตถุประสงคท์ ่ีกำหนด 3. ผเู้ รยี นปฏิบตั ิงานดว้ ยความละเอยี ดรอบคอบ 4. ผู้เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เงื่อนไขคุณธรรม 1. ผเู้ รียนใชว้ สั ดอุ ุปกรณอ์ ยา่ งเหน็ คณุ ค่า ประหยัด 2. ผู้เรยี นเตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ รถยนตฝ์ กึ หดั ขับ เสร็จตามเวลาทก่ี ำหนด 3. ผ้เู รยี นมคี วามพยายามและกระตอื รอื ร้นในการเรยี นและฝึกปฏบิ ัติ 4. ผ้เู รียนใหค้ วามร่วมมอื กับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มีจิตอาสาในการชว่ ยเหลือผู้อ่ืน
เนอื้ หาสาระ 4.1 การสตาร์ตเครือ่ งยนต์ 4.1.1 การใช้งานสวิตช์กุญแจ 4.1.2 ข้ันตอนการสตารต์ เคร่อื งยนต์ 4.2 การควบคมุ รถยนต์ 4.2.1 การใช้เบรกมือ การใช้เบรกมือ ควรจอดรถให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วดึงคนเบรกมือให้สุด และในกรณีที่จอดรถหันหน้าขึ้นเนินให้เข้าเกียร์ 1 ช่วยไว้ด้วยหรือถ้าจอดรถหนหน้าลงเนิน ควรเข้าเกียร์ ถอยหลังไว้ด้วย สำหรับรถยนต์ท่ีใช้เกียร์ธรรมดา ส่วนรถยนต์ท่ีใช้เกียร์อัตโนมัตนั้นให้เล่ือนคันเกียร์ไปที่ ตำแหนง่ P (เกยี รจ์ อด) 4.2.2.1 การจับพวงมาลัยอย่างถูกต้อง มีความสำคัญสำหรับการขับรถยนต์เป็นอย่างมาก เนื่องจากจะต้องสามารถควบคุมทิศทางการเคล่ือนท่ีของรถได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว รวมถึงไม่ทำให้เกิด การเม่ือยลา้ เมอื่ ขบั รถเปน็ ระยะทางไกล ๆ 4.2.2.2 วิธีการหมุนเล้ียวพวงมาลัยที่ถูกต้อง การหมุนพวงมาลัยที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันการ เกิดอุบัติเหตุได้ โดนท่ัวไปกำหนดการหมุนเล้ียวพวงมาลัยไว้ 2 วิธีคือ แบบดัน-ดึง (Push and Pull) และแบบคร่อมแขน (Hand over Hand) 4.3 การขับรถยนต์เกยี ร์ธรรมดา(Manual Transmission 4.4 การขับรถยนต์เกยี ร์อตั โนมัติ (Automatic Transmission) 4.5 เทคนคิ การขบั รถยนต์ 4.5.1 การขับรถเดินหน้า การขับรถยนต์เดินหนา้ เปน็ การขับรถท่ตี ้องฝกึ ฝนเป็นอันดบั แรก ก่อนที่ จะชบั ในลกั ษณะที่ยากข้นึ 4.5.2 การเล้ียวรถ การเล้ียวรถต้องเล้ียวอย่างปลอดภัย ตัวรถต้องไม่เบียดหรือครูดกับรถคันอื่น หรือวัตถุใด ๆ จึงต้องเผ่ือระระสำหรับการเลี้ยวให้พอ เมื่อไกล้ถึงทางเลี้ยว ไม่ควรขับรถชิดขอบถนนท่ีจะ เล้ียวเกินไป ขับช้า ๆ ให้ตัวรถเลยไปประมาณเกือบครึ่งคัน แล้วจึงหักพวงมาลัยไปทางที่จะเล้ียวตัวรถจะ อยใู่ นช่องทางพอดี กอ่ นเลยี้ วรถใหห้ ยดุ หรือชะลอรถเพื่อดูรถคันอื่นกอ่ นเสมอ 4.5.3 การขับรถถอยหลัง การขับรถยถอยหลัง ต้องขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำๆอย่าง ระมัดระวัง ขณะหมุนพวงมาลัยต้องให้รถเคล่ือนท่ีเล็กน้อยเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างยางกับถนน ถ้า ต้องการให้ท้ายรถยนต์หันไปทางใด ให้หมุนพวงมาลัยไปทางน้ัน ถ้าต้องการให้ท้ายรถไปทางซ้ายก็หมุน พวงมาลัยไปทางดา้ นซ้าย ถ้าต้องการให้ท้ายรถไปทางด้านขวา ก็หมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวา การจอด รถต้องให้รถอยู่ในระนาบเดียวกับรถคันข้างเคียง เพ่ือป้องกันการเปิดประตูกระแทก นอกจากนี้จะต้อง ประเมนิ พน้ื ทวี่ า่ งเปรียบเทยี บกบั มิตริ ถให้เพียงพอต่อการหกั เลี้ยว 4.5.4 การเบรกหรือการห้ามล้อ การเบรกอย่างถูกต้องจะช่วยลดอุบัติเหตุได้ จึงควรปฏิบัติให้ถูก วิธีเพื่อความปลอดภัยการเบรก ก่อนเบรกทุกคร้ังควรประเมินสถานการณ์ด้านหน้าและด้านหลังก่อน จะ ได้รู้นำ้ หนกั ทีค่ วรเหยยี บเบรกให้เหมาะสมกบั สถานการณ์ในขณะน้นั
กจิ กรรมการเรยี นการสอน ข้นั นำเข้าสูบ่ ทเรียน 1. นำเขา้ สู่บทเรียนเรอ่ื งการสตาร์ตเคร่ืองยนต์และการขับรถยนต์โดยให้ผูเ้ รียนมีสว่ นร่วม 2. ทดสอบกอ่ นเรียน ขั้นการสอน 1. บรรยายประกอบสอื่ ภาพนงิ่ และภาพเคลอื่ นไหวแบบส่ือสารสองทางด้วยวธิ ีการสอนท่ี หลากหลาย พรอ้ มยกตัวอย่างประกอบ 2. นกั เรยี นซกั ถามปัญหาข้อสงสัยและรว่ มกันอภิปรายเสนอแนะเพ่ือหาแนวทางในการเรยี นรู้ รว่ มกันอย่างมปี ระสิทธภิ าพ 3. ทำแบบฝกึ หัดและรว่ มกนั เฉลย 4. ปฏิบัตติ ามใบงานท่ี 6-7 5. ในระหวา่ งเรยี นและปฏิบัติตามใบงานมีการประเมินคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ข้นั สรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปเน้อื หาสาระ และผลการฝึกปฏิบตั ิ 2. ทดสอบหลังเรยี น สอ่ื การเรียนการสอน 1. หนังสือเรยี นวชิ าการขับรถยนต์ของสำนกั พิมพ์ศูนย์หนงั สือเมืองไทย จำกดั 2. แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลงั เรียน 3. แบบประเมินคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หัดขับ 5. สนามฝึกหดั ขับและอปุ กรณ์ การวดั และประเมนิ ผล 1 เครอื่ งมอื วดั ผล - แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน - แบบทดสอบ - แบบประเมินใบงาน 2 เกณฑ์การประเมินผล คะแนนความรู้ความเขา้ ใจตามวัตถุประสงค์ รอ้ ยละ 50 ข้ึนไป หมายถึง ผา่ น ต่ำกวา่ รอ้ ยละ 50 หมายถึง ไม่ผ่าน คะแนนพฤติกรรมการเรียนทฤษฎแี ละปฏิบตั ิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรบั ปรุง
ความรู้ความเขา้ ใจตามวตั ถุประสงค์มีคะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ขึน้ ไป พฤติกรรมการเรยี น และการปฏิบตั ติ ามใบงานมคี ุณภาพระดบั 2 ข้นึ ไป บันทึกหลงั การสอน สรุปผลการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปญั หาท่ีพบในกระบวนการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแก้ปญั หาการเรยี นรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ัญหาการเรียนรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝกึ หดั หน่วยที่ 4 ขอ้ 1. ตำแหน่ง “LOCK”ตำแหน่งน้เี ครือ่ งยนต์จะดบั และพวงมาลัยจะถกู ล็อกลูกกุญแจจะสามารถถอด ออกไดใ้ นตำแหนง่ น้ี ตำแหน่ง “ACC”ตำแหน่งน้ีเคร่ืองยนต์จะดับ แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ สามารถทำงานได้ เช่น วิทยุ และที่จุดบุหรี่ ตำแหน่ง “ON” ตำแหน่งนเ้ี ครื่องยนตต์ ิดอยู่และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ทำงานได้ ตำแหน่ง “START”ตำแหน่งน้ีมอเตอร์สตาร์ต จะทำงานภายหลังจากเคร่ืองยนต์สตาร์ตติด แล้ว กุญแจจะเล่ือนกลับมาที่ตำแหน่ง “ON” โดยอัตโนมัติ ระบบไฟแสงสว่างของสวิตช์จะสว่างข้ึน รถบางรุ่นเม่ือเปิดประตูและจะดับลงประมาณ 30 วินาที หลังจากปิดประตู (สำหรับรถที่ใช้รีโมทกุญแจ) เม่ือออกจากรถและถอดลูกกุญแจออกไฟจะสว่างประมาณ 30 วินาที ไฟสวิตช์กุญแจจะดับเม่ือสวิตช์ กุญแจอยู่ทต่ี ำแหน่ง “ON” ขอ้ 2. ขั้นตอนการสตารต์ เครือ่ งยนต์มดี ังน้ี 1. เสยี บสวติ ชก์ ุญแจและคาดเขม็ ขดั นิรภยั 2. ดงึ เบรกมอื 3. เหยียบเบรกคา้ งไว้ 4. เลอ่ื นคันเกียร์ในตำแหน่งเกยี ร์ว่าง (เกยี รธ์ รรมดา) หรือตำแหน่ง “P” (จอด)(สำหรบั เกียร์ อัตโนมัติ ) 5. เหยียบคลัตช์จนสดุ (เกยี ร์ธรรมดา) 6. เมือ่ บดิ สวติ ช์กุญแจมาทต่ี ำแหน่ง “ON” แล้วให้ตรวจเช็คดูด้วยว่าไฟแสดงการทำงาน และไฟ เตอื นทกุ ดวงท่หี นา้ ปดั ติดข้ึนเป็นปกติหรือไม่ 7. บิดสวิตช์กุญแจไปท่ีตำแหน่ง “START” โดยเหยียบคันเร่งเล็กน้อย(บางรุ่นไม่ต้องเหยียบ คันเร่ง) และเมอ่ื เคร่อื งยนต์ตดิ แลว้ ให้ปลอ่ ยสวิตช์กญุ แจทนั ที ข้อ 3. การใชเ้ บรกมือช่วยในการจอดรถจะทำให้รถจอดนิ่งอยู่กับที่โดยไมไ่ หลไปขา้ งหนา้ หรอื ขา้ งหลัง วิธกี ารดงึ เบรกมือ มีขั้นตอนดงั น้ี 1. การดึง ใหด้ งึ คนั เบรกมือขนึ้ โดยไม่ต้องกดปุ่มล็อกท่ีปลายสุดของคนั เบรกมือ 2. การปล่อย ให้ปล่อยคันเบรกมอื ลงโดยการดงึ เบรกมอื ข้ึนเล็กนอ้ ย 3. กดปมุ่ ปลดล็อกทป่ี ลายสุดของคนั เบรกมือ 4. ดนั คันเบรกมอื ลง ขอ้ 4. การหมนุ พวงมาลัยท่ีถูกต้องจะช่วยป้องกันการเกิดอบุ ตั เิ หตุได้ โดนท่วั ไปกำหนดการหมุนเล้ีย พวงมาลัยไว้ 2 วธิ คี ือ แบบดัน-ดงึ (Push and Pull) และแบบคร่อมแขน (Hand over Hand) การหมนุ เลีย้ วพวงมาลัยแบบ ดนั -ดึง (Push and Pull) มีขน้ั ตอนดังนี้
1. จับพวงมาลัยตามตำแหน่งท่ีถูกต้อง ให้หัวแม่มืออยู่นอกวงพวงมาลัย และไม่ต้องจับแน่น จนเกินไป เวลาหมุนเลี้ยวพวงมาลัยมือทั้งสองข้างต้องไม่ข้ามจุด 12 นาฬิกา และ 6 นาฬิกา มือท้ังสอง ข้าง จะทำหน้าที่สลับกันระหว่างการดึงและการดันโดยท่ีจะไม่ดึงหรือดันพร้อมๆ กัน เมื่อจะเลี้ยวขวาให้ เลอ่ื นมือขวารูดผ่านพวงมาลัยข้นึ มาท่ีตำแหนง่ 12 นาฬิกา 2. จังหวะต่อไปให้ใช้มือขวาดึงพวงมาลัยมาสู่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ในขณะท่ีมือขวาดึงพวงมาลัยลง อยู่น้ัน ให้รูดมือซ้ายผ่านวงพวงมาลัยขนานคู่กับมือขวาลงมาสู่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และพบกับมือขวาที่ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา 3. ถ้าวงเล้ียวยังไม่พอโดยท่ีมือซ้ายต้องดันพวงมาลัยจากตำแหน่ง 6 นาฬิกาขึ้นไปหาตำแหน่ง 12 นาฬิก และมอื ขวารูดพวงมาลยั ข้นึ ไปสตู่ ำแหนง่ 12 นาฬิกาพรอ้ มๆ กับมือซ้าย เช่นเดียวกนั ถา้ วงเล้ียวยัง ไมพ่ อใหม้ ือขวาก็ดึงพวงมาลัยลงเพิ่มขึน้ ทำอยา่ งน้ไี ปจนกวา่ เล้ียวรถไดต้ ามความตอ้ งการ การหมนุ เลี้ยวพวงมาลัยแบบครอ่ มแขน (Hand over Hand) 1. จับพวงมาลัยตำแหน่งท่ีถูกต้อง เม่ือจะเล้ียวซ้าย ให้น้ำหนักมือขวาดันพวงมาลัยหมุนทวนเข็ม นาฬกิ าช่วงคร่ึงวงด้านบนของพวงมาลัย โดยมอื ซา้ ยหมนุ ตามไปช่วงคร่ึงวงด้านล่าง ซ่ึงสามารถหมุนเลี้ยว พวงมาลยั ได้ประมาณ 180 องศา โดยไม่ต้องปลอ่ ยมือทัง้ สองข้าง 2. เลื่อนมือขวามาเตรียมพร้อมรับช่วงที่ประมาณ 3 นาฬิกาต่อเม่ือมือซ้ายไปถึงท่ีประมาณ 9 นาฬิกา ลกั ษณะเปน็ การสาวสลบั มือช่วงครง่ึ วงดา้ นบนของพวงมาลัยจาก 3 ไป 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นลักษณะ การหมุนพวงมาลัยแบบคร่อมแขน (Hand over Hand) ในการหมุนคืนพวงมาลัยกลับ (จากการเลี้ยว ซ้าย) ใช้การสลับมือครึ่งวงด้านบนของพวงมาลัยทำนองเดียวกันกับการหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยการใช้ มอื ขวาดึง และมือซา้ ยดันจาก 9 ไป 3 นาฬิกา ถ้าทำการสลับมือกลับตามนี้แลว้ เมื่อรถแล่นไปตรงมือขวา จะอยู่ที่ 3 นาฬิกา และมือซ้ายอยู่ท่ี 9 นาฬิกาเหมือนตอนเร่ิมต้น วิธีนี้ทำให้มือท้ังสองไม่ต้องปล่อย พวงมาลัยในกรณีที่หักพวงมาลัยไม่เกิน 180 องศา ซึ่งเป็นการขับข่ีในการจราจรปกติส่วนใหญ่ และ สามารถตอบสนองต่อการเลี้ยวในสถานการณ์ฉกุ เฉนิ ไดเ้ รว็ ทส่ี ุด ขอ้ 5. ความแตกต่างระหว่างการขับรถเกียร์ธรรมดาและเกยี รอ์ ัตโนมัติ ขนั้ ตอนการขับรถยนต์เกยี รธ์ รรมดา ขนั้ ตอนการขบั รถเกียร์อัตโนมัติ 1. สตารต์ เครือ่ งยนต์ในตำแหน่งเกียร์ว่าง 1. สตาร์ตรถยยนตท์ ต่ี ำแหน่งเกียร์ “P” โดยใชเ้ ทา้ 2. การขับรถเดนิ หน้า ใช้เท้าซ้ายเหยียบแปน้ ขวาเหยียบเบรกไว้ คลัตชใ์ ห้สดุ เอามือซา้ ยเลื่อนคนั เกยี รไ์ ปทางซา้ ย 2. เลอื่ นตำแหน่งเกียร์ไปทต่ี ำแหนง่ “D” หรือ แลว้ ดนั ขึน้ บน เพ่อื เขา้ เกียร์ 1 “D4” (กรณีขบั เดนิ หนา้ ) เท้ายงั คงเหยียบเบรกอยู่ 3. ผ่อนเทา้ ซา้ ยปลอ่ ยแปน้ คลัตช์ชา้ ๆ เพื่อใหร้ ถ 3. ผ่อนเท้าออกจากแปน้ เบรก และเหยียบคันเรง่
เคล่อื นตวั ออกไปอยา่ งช้า ๆ เพอ่ื เพมิ่ ความเร็วรถ 4. หยุดรถโดยการใช้เท้าซ้ายเหยียบคลัตชใ์ ห้สุด 4. กรณขี บั ข้นึ หรอื ลงทางลาดชัน ลดความเรว็ ลง และเทา้ ขวาเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิท เหยียบ แลว้ เปลี่ยนเกยี ร์เปน็ ตำแหน่ง “L” แล้วขบั ด้วย คลัตช์ค้างไว้ แล้วปลดเกียร์ให้อยู่ตำแหนง่ เกียร์วา่ ง ความเรว็ ท่ีเหมาะสม 5. การขับถอยหลังกระทำเช่นเดยี วกบั การขับ 5. เมอ่ื ผา่ นพ้นทางลาดชนั ลดความเรว็ แล้วเปลี่ยน เดนิ หนา้ แตใ่ หใ้ ชม้ ือซา้ ยเล่อื นคนั เกียรไ์ ป เกียร์กลับไปยังตำแหนง่ “D” หรือ “D4” แล้วขับ ด้านขวา เขา้ เกยี รถ์ อยหลัง ตามปกติ 6. ในกรณขี ับด้วยความเร็วสูง ให้เหยยี บเบรกเพือ่ 6. เมื่อตอ้ งการหยุดรถ จอดรถใหส้ นิทแลว้ เลื่อนคัน ชะลอรถก่อน เม่ือความเร็วลดลงจึงเหยียบแป้น เกียร์มาทต่ี ำแหน่ง “N” เหยีบเบรกคา้ งไว้ คลัตช์เพือ่ เปล่ียนเกียร์ หรอื หยุดรถ 7. เมอ่ื ต้องการจอดรถ จอดรถใหส้ นทิ แลว้ เลื่อนคนั เกยี ร์มาทต่ี ำแหนง่ “P” ใสเ่ บรกมอื และดบั เคร่อื งยนต์ 8. การถอยหลัง เหยยี บเบรกค้างไว้แล้วเล่ือนเกียร์ มาที่ตำแหนง่ “R” แล้วค่อย ๆ ผอ่ นเทา้ จากแปน้ เบรก ถอยหลังอย่างชา้ ๆ 9. กรณีจอดกีดขวางรถคันอนื่ ต้องไมใ่ ส่เบรกมือ และเข้าเกียรไ์ วท้ ตี่ ำแหนง่ “N” ข้อ 6. 6.1 การเบรกเพื่อชะลอความเร็ว สังเกตระยะห่างของรถท่ีขับตามหลังก่อนเบรก หากมีรถตามหลังมา ระยะกระชั้นชิด อาจถูกชนท้ายได้ พร้อมแตะเบรกเบา ๆ ชะลอความเร็วก่อนหยุดรถ เพื่อให้ผู้ท่ีขับ ตามหลังมาหยุดรถได้ทนั โดยน้ำหนักในการเหยียบเบรกควรสัมพันธ์กับสภาพจราจรและความเร็วรถ ชว่ ยป้องกันการถูกชนท้ายหรือเสียหลักพุ่งชนท้ายรถคันหน้า ท่ีสำคญั ไม่ควรเหยียบเบรกบ่อยคร้ังโดย ไมจ่ ำเปน็ เพราะทำให้รถคนั หลังไมส่ ามารถกะระยะหยุดรถได้เหมาะสมและปลอดภยั 6.2 การเบรกเพ่ือหยุดในสภาพปกติ ควรแตะเบรกล่วงหน้าเพื่อส่งสัญญาณไฟเบรกเตือนให้รถที่ตามมา ด้านหลังได้เตรียมตัวเบรก การติดต้ังระบบเสริมให้ไฟเบรกกะพริบได้เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะจะ สร้างความสับสนข้ึนได้ เพราะไฟเบรกไม่ได้สว่างหรือกะพริบตามการกดแป้นเบรกจริงๆ ก่อนท่ีจะ เบรกควรมองรถคันท่ตี ามมาด้วยวา่ เขาน่าจะเบรกทนั หรอื ไม่ ไม่ควรขบั เขา้ ไปใกลค้ ันหนา้ และกดเบรก อย่างรนุ แรง เพราะทำใหร้ ถเสียการทรงตวั และรถยนต์คันหลังที่ตามมาอาจเบรกไม่ทันจนชนท้ายรถ ได้ รวมท้งั ไม่เบรกพรอ้ มกบั การเปล่ียนเลน หรอื เปลี่ยนเลนได้แล้วเบรกทันที เพราะจะเป็นอันตราย จากการถกู ชนทา้ ยได้งา่ ยเช่นกัน
6.3 การเบรกเพือ่ หยุดรถในสถานการณฉ์ กุ เฉิน เพอื่ ใหร้ ถหยดุ ในระยะสนั้ และปลอดภัย ควรเหยียบยำ้ แป้น เบรกเป็น 2 จังหวะ ไม่เหยียบเบรกอย่างแรงให้ล้อหยุดหมุนในทันที เพราะล้ออาจล็อกจนรถเสียการ ทรงตัวทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าล้อล็อกให้ถอนแป้นเบรกแล้วกดซ้ำๆ หรือท่ีเรียกว่าย้ำเบรก การกด แป้นเบรกค้างไว้ อาจทำให้ล้อล็อกและไม่สามารถบังคับทิศทางของรถด้วยพวงมาลัยได้ รถจะไถล ไปชนผู้อนื่ หรอื วตั ถุข้างทางได้ เฉลยแบบทดสอบหนว่ ยท่ี 4 ขอ้ 1. ง ข้อ 2. ก ข้อ 3. ข ข้อ 4. ข ข้อ ขอ้ 8. ค ข้อ 9. ก ข้อ 10. ง 5. ค ข้อ 6. ก ข้อ 7. ง
แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยที่ 5 ชื่อวิชา งานขับรถยนต์ สอนครัง้ ท่ี 9-11 ชอ่ื หน่วย การขบั รถยนต์ให้ถูกกฎหมาย ชว่ั โมงรวม 12 ช่ัวโมง แนวคิดสำคัญ (Main Idea) การขับรถยนต์ตามกฎจราจรหรอื ตามข้อกำหนดตามกฎหมาย จะช่วยให้เกดิ ควาปลอดภยั ต่อชีวิต และทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน ช่วยลดอุบัติเหตุท่ีจะเกิดจากความประมาทเลินเล่อ หรือการขาดวินัยใน การขับขี่รถยนต์ ดังนั้นผู้ขับข่ีต้องเคารพกฎจราจรและปฏิบัติตามกกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการขับ รถยนต์ ไม่ว่าจะเปน็ การใช้ทาง การขับรถแซง การออกรถ การเลย้ี วรถ การกลับรถ การหยดุ และการจอด รถ และการขับรถผา่ นทางร่วมทางแยก หัวข้อเรือ่ ง (Topics) 5.1 การใชท้ างเดนิ รถใหถ้ ูกกฎหมาย 5.2 การขบั รถแซง และผ่านขึ้นหนา้ 5.3 การออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลับรถ 5.4 การหยุดรถและจอดรถ 5.5 การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก หรือวงเวียน จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1. อธบิ การใช้ทางเดินรถใหถ้ ูกกฎหมายได้ 2. อธิบายการขบั รถแซง และผ่านข้ึนหนา้ ได้ 3. อธบิ ายการออกรถ การเลีย้ วรถ และการกลับรถได้ 4. อธิบายการหยุดรถและจอดรถได้ 5. อธิบายการขบั รถผ่านทางร่วมทางแยกหรอื วงเวยี นได้ 6. มกี ิจนสิ ัยในการขับรถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนึงถงึ กฎจราจรสภาพแวดลอ้ ม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความร้เู กยี่ วกบั การขับรถยนต์ใหถ้ ูกกฎหมาย 2. ปฏิบตั กิ ารการขบั รถยนต์ การบรู ณาการกบั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง หลักความพอประมาณ 1. ผเู้ รยี นใชเ้ วลาในการเตรียมอุปกรณ์ และรถยนต์ฝึกหัดขับ ได้อยา่ งเหมาะสม 2. ผูเ้ รียนจัดสรรเวลาในการฝกึ ปฏิบตั ติ ามใบงานได้อย่างเหมาะสม 3. ผเู้ รยี นรู้จกั ใช้และจดั การวสั ดอุ ุปกรณต์ า่ งๆอยา่ งประหยดั และคุ้มค่า
4. ผเู้ รยี นปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผ้นู ำและผ้ตู ามทีด่ ี 5. ผเู้ รยี นเป็นสมาชิกทด่ี ีของกลุม่ เพ่ือนและสังคม หลกั ความมีเหตุผล 1. ผูเ้ รยี นเห็นคณุ คา่ ของวัสดุ อุปกรณ์ และรถยนต์ฝกึ หัดขับเพ่ือใชใ้ นการเรยี น 2. ตระหนักในความสำคัญของการฝกึ ปฏบิ ัติอย่างถูกวธิ ี 3 นำเสนอวิธกี ารในการแก้ปัญหาได้อย่างถกู ต้อง มเี หตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติใน ชวี ติ ประจำวันได้ 4. แสดงความคิดอย่างมเี หตุผล 5. ซกั ถามในส่งิ ท่ีสงสัย และทักทว้ งในสิ่งทไี่ ม่ถูกต้องอยา่ งถูกกาลเทศะ 6. ยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อื่น 7.มกี ารคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ หลักความมีภูมคิ ุ้มกนั 1. ผเู้ รียนมีความรู้ในเรื่องที่เรยี น และสามารถถ่ายทอดความรใู้ ห้ผูอ้ นื่ มีความรไู้ ด้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ 2. ผ้เู รียนมที กั ษะในเร่อื งทฝ่ี ึกปฏบิ ัติและสามารถถา่ ยทอดให้ผู้อ่นื ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ผ้เู รียนสามารถใชง้ านอุปกรณ์และรถยนตไ์ ดอ้ ย่างปลอดภยั 4. ปฏิบัติตามกฎระเบยี บของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรียมความพรอ้ มในการเรียนภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ 6. แกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ ไดด้ ว้ ยตนเองอยา่ งเปน็ เหตุเปน็ ผล 7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ตา่ ง เงือ่ นไขความรู้ 1. ผู้เรยี นไดใ้ ช้กระบวนการคดิ ในเรยี นรู้ การเตรียมอุปกรณ์ รถยนต์ฝึกหัดขับและการฝกึ ปฏบิ ตั ิ 2. ผเู้ รยี นมีความรู้และความเข้าใจในการเรยี นรแู้ ละฝึกปฏิบัตติ ามวัตถุประสงคท์ ีก่ ำหนด 3. ผเู้ รยี นปฏบิ ัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ 4. ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เงอ่ื นไขคณุ ธรรม 1. ผู้เรียนใชว้ สั ดอุ ุปกรณอ์ ยา่ งเหน็ คณุ คา่ ประหยัด 2. ผเู้ รยี นเตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ รถยนต์ฝกึ หดั ขับ เสร็จตามเวลาทก่ี ำหนด 3. ผู้เรยี นมคี วามพยายามและกระตือรือร้นในการเรียนและฝึกปฏบิ ตั ิ 4. ผเู้ รียนให้ความรว่ มมือกับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มจี ิตอาสาในการช่วยเหลือผู้อืน่ เน้อื หาสาระ
5.1 การใช้ทางเดนิ รถอยา่ งถูกกฎหมาย ผู้ขบั ขจ่ี ะตอ้ งระมัดระวงั ไมใ่ หร้ ถชน หรือโดนคนเดินเท้า ไม่ ว่าจะอยู่ในส่วนใดของทางและต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเม่ือจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชรา หรือคนพิการที่กำลังใช้ทางและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการควบคุมรถของตน ในการขับรถผู้ขบั รถต้องขับไปทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และต้องไม่ล้ำก่งึ กลางของทางเดินรถ เว้นแต่ ในกรณดี ังตอ่ ไปนี้ ให้เดนิ ทางขวาหรือลำ้ กง่ึ กลางของทางเดินได้ 5.1.1 การใหส้ ัญญาณมือและแขน 5.1.2 การให้ไฟสัญญาณ 5.1.3 การขับรถส่วนทางกัน 5.1.4 หา้ มมใิ หผ้ ้ขู ับขข่ี ับรถ ในกรณีดังต่อไปนี้ 5.1.4.1 ในขณะหย่อนความสามารถ 5.1.4.2 ในขณะเมาสรุ าหรือของมนึ เมาอย่างอ่ืน 5.1.4.3 ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร 5.1.4.4 ขบั รถโดยประมาท 5.1.4.5 ขับรถในลกั ษณะทีผ่ ิดปกตวิ สิ ัยของการขบั รถตามธรรมดา 5.1.4.6 ขบั รถครอ่ ม หรือทับเสน้ หรอื แนวแบง่ ชอ่ งเดนิ รถ 5.1.4.7 ขบั รถบนทางเทา้ โดยไมม่ ีเหตุอนั สมควร 5.1.4.8 ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรอื ความเดือดรอ้ นของผู้อ่นื 5.1.4.9 ขับรถในขณะใชโ้ ทรศัพท์เคล่อื นที่ 5.2 การขับรถแซง และผ่านข้ึนหน้า ผู้ขับขี่ซ่ึงประสงค์จะขับรถแซง เพ่ือขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดิน รถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้ต้องให้สัญญาณดังนี้ สัญญาณกะพริบไฟหน้าหลายคร้ัง สัญญาณไฟยก เล้ียวขวาและสัญญาณเสยี งดังพอท่ีจะให้ผู้ขบั ขี่ซง่ึ ขบั รถคนั หน้าไดย้ ิน 5.2.1 ขอ้ ห้ามในการขับรถแซง หรอื ผ่านขึ้นหนา้ รถอ่นื 5.2.1.1 หา้ มรถขับแซงทางด้านซา้ ย 5.2.1.2 รถที่กำลังขน้ึ ทางชัน สะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง 5.2.1.3 ภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยก วงเวียน หรือเกาะ ท่ีสร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตดั ข้ามทางรถไฟ 5.2.1.4 เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่น ควนั จะทำใหไ้ ม่อาจเห็นทางขา้ งหนา้ ได้ในระยะ 60 เมตร 5.2.1.5 เม่อื เขา้ ที่คบั ขนั หรือเขตปลอดภัย 5.2.1.6 ล้ำเขา้ ไปในเส้นกึง่ กลางของทางเดินรถท่ีกำหนดไว้ หรอื ทมี่ ีเคร่อื งหมายจราจร แสดงเขตอันตราย หรือเขตใหใ้ ชค้ วามระมดั ระวงั บนทางเดนิ รถ 5.2.1.7 ล้ำเขา้ ไปในชอ่ งเดินรถประจำทาง
5.2.2 การให้รถคันอ่ืนขับแซง หรือผ่านข้ึนหน้ารถ เม่ือได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากรถ คันท่ีอยขู่ ้างหลัง ผู้ขับขี่ซ่ึงขบั รถท่ีมีความเร็วช้าหรอื รถท่ีใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถอื่นที่ขับไปใน ทิศทางเดียวกัน ต้องยอมให้รถที่ใช้ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้า ผู้ขับข่ีท่ีถูกขอทางต้องให้สัญญาณตอบ ด้วยสัญญาณไฟยกเลย้ี วทางดา้ นซา้ ยของรถ หรอื สญั ญาณมือแสดงว่าจะเลี้ยวซ้าย เมอ่ื เห็นว่าทางเดินรถ ข้างหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะกระช้ันชิด และต้องลดความเร็วของรถและขับรถชิด ดา้ นซา้ ยของทางเดินรถเพ่ือให้รถทจ่ี ะแซงผ่านขนึ้ หน้าได้โดยปลอดภัย 5.3 การออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลบั รถ การขับรถออกจากท่ีจอด ถ้ามีรถจอดหรือมสี ิง่ กีด ขวางอยขู่ ้างหนา้ ผขู้ ับขีต่ อ้ งให้สญั ญาณด้วยมือและแขน หรือไฟสัญญาณ และจะขับรถไปได้เมอื่ เห็นว่า ปลอดภัยและไม่เปน็ การกีดขวางการจราจรของรถอ่นื 5.3.1 การเล้ยี วรถ 5.3.2 ขอ้ หา้ มมิใหผ้ ขู้ ับขี่เล้ียวรถ หรือกลับรถ 5.4 การหยดุ รถและจอดรถ การหยุดรถหรือการจอดรถในทางเดินรถ ผูข้ ับขี่ตอ้ งให้สัญญาณด้วย มือหรอื แขน หรือไฟสัญญาณก่อนท่ีจะหยุดรถหรือจอดรถในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร และจะหยุดรถ หรือจอดรถได้เมื่อผู้ขับขี่เห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจร ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทาง ด้านซ้ายของทางเดินรถ และจอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกบั ขอบทางหรือไลท่ างในระยะห่างไมเ่ กิน 25 เซนติเมตร หรือจอดรถตามทิศทางหรือด้านหนึ่งด้านใดของทางเดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ แต่ในกรณีท่ีมีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ห้ามมิให้ผู้ขับข่ีจอดรถในลักษณะ ดงั กลา่ วในเวลาที่กำหนดใหใ้ ชช้ ่องเดนิ รถประจำทางน้นั 5.4.1 บริเวณท่หี ้ามมิให้ผูข้ บั ข่ีหยุดรถ 5.4.2 กรณรี ถเสยี ในทาง 5.4.3 การจอดรถ 5.5 การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก หรือวงเวยี น 5.5.1 เม่อื ผู้ขับข่ีขบั รถมาถึงทางรว่ มทางแยก 5.5.1.1 ถา้ มรี ถอืน่ อยใู่ นทางรว่ มทางแยก 5.5.1.2 ถา้ มาถึงทางร่วมทางแยกพรอ้ มกัน 5.5.1.3 ถา้ สญั ญาณจราจรไฟสีเขยี วปรากฏขา้ งหน้า 5.5.2 การขับรถผ่านวงเวียน ผู้ขับข่ี เมื่อขับรถมาถึงวงเวียนต้องปฏิบัติตามสัญญาณ จราจรหรอื เครอื่ งหมายจราจร ดงั น้ี 5.5.2.1 ถา้ ไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครอื่ งหมายจราจร ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซงึ่ ขับรถ อย่ใู นวงเวยี นทางด้านขวาตน ขบั ผา่ นไปกอ่ น 5.5.2.2 ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าท่ีเห็นสมควรเพ่ือความปลอดภัยหรือความสะดวก ในการจราจร จะให้สัญญาณจราจรเป็นอย่างอื่น เช่นนี้ ผู้ขบั ขี่ตอ้ งปฏบิ ัติตามสัญญาณจราจรท่ีพนักงาน เจา้ หนา้ ที่กำหนดให้
กิจกรรมการเรยี นการสอน ขั้นนำเขา้ สู่บทเรียน 1. นำเข้าสบู่ ทเรยี นเร่ืองการขับรถยนต์ให้ถูกกฎหมายโดยให้ผูเ้ รยี นมีส่วนรว่ ม 2. ทดสอบกอ่ นเรียน ขนั้ การสอน 1. บรรยายประกอบสอ่ื ภาพน่ิงและภาพเคลอ่ื นไหวแบบสื่อสารสองทางดว้ ยวิธกี ารสอนท่ี หลากหลาย พร้อมยกตัวอยา่ งประกอบ 2. นกั เรียนซักถามปัญหาข้อสงสัยและร่วมกันอภิปรายเสนอแนะเพอื่ หาแนวทางในการเรียนรู้ รว่ มกันอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ 3. ทำแบบฝกึ หัดและรว่ มกนั เฉลย 4. ปฏิบตั ิตามใบงานmที่ 8-9 5. ในระหวา่ งเรยี นและปฏิบตั ติ ามใบงานมีการประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ข้ันสรปุ และการประยกุ ต์ 1. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปเนอ้ื หาสาระ และผลการฝกึ ปฏิบัติ 2. ทดสอบหลังเรียน ส่อื การเรียนการสอน 1. หนงั สือเรียนวิชาการขับรถยนต์ของสำนักพมิ พศ์ ูนยห์ นงั สอื เมืองไทย จำกัด 2. แบบทดสอบก่อนเรียน/หลงั เรยี น 3. แบบประเมินคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หดั ขับ 5. สนามฝกึ หดั ขับและอุปกรณ์ การวัดและประเมนิ ผล 1 เครอ่ื งมือวัดผล - แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรยี น - แบบทดสอบ - แบบประเมินใบงาน 2 เกณฑ์การประเมินผล คะแนนความรคู้ วามเขา้ ใจตามวัตถปุ ระสงค์ รอ้ ยละ 50 ขน้ึ ไป หมายถึง ผา่ น ต่ำกวา่ รอ้ ยละ 50 หมายถึง ไม่ผา่ น คะแนนพฤติกรรมการเรียนทฤษฎีและปฏิบัติ
3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรับปรุง ความรคู้ วามเขา้ ใจตามวตั ถุประสงค์มคี ะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ข้นึ ไป พฤตกิ รรมการเรยี น และการปฏิบัติตามใบงานมคี ณุ ภาพระดับ 2 ข้นึ ไป
บันทึกหลงั การสอน สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ปัญหาที่พบในกระบวนการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ัญหาการเรยี นรู้ภาคทฤษฎี ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... แนวทางแกป้ ัญหาการเรยี นรู้ภาคปฏบิ ัติ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
เฉลยแบบฝึกหัดหน่วยที่ 5 ข้อ 1 ผู้ขับขี่ต้องต้องขับรถในช่องที่ใกล้กับช่องเดินรถประจำทางทางด้านซ้ายสุด โดยไม่ขับรถเข้าไปใน ช่ อ ง เดินรถประจำทาง เน่ืองจากจะเป็นการกีดขวางและผิดกฎหมาย ยกเว้นกรณีที่ขับรถตามท่ีเจ้าพนักงาน กำหนดหรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม และรถยนต์น่ังส่วนบุคคลเกิน 4 คน ตามกฎหมายวา่ ด้วยรถยนต์ ขอ้ 2. การใหส้ ญั ญาณมอื และแขน ให้ปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ 1. เมื่อจะเลี้ยวขวาหรือจะเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา ให้ผู้ขับข่ียื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถ เสมอระดับไหล่ 2. เมอ่ื จะเลี้ยวซา้ ยหรอื จะเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางซ้าย ให้ผู้ขบั ขย่ี ืน่ แขนขวาตรงออกไปนอกรถ เสมอระดบั ไหล และงอข้อมือชขู ึน้ โบกไปทางซา้ ยหลายๆครง้ั 3. ให้รถอ่ืนผ่านหรือแซงข้ึนหนา ให้ผู้ขับขี่ย่ืนแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่และ โบกมือไปทางขา้ งหน้าหลายครง้ั 4. ลดความเร็วของรถ ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่และโบกมือขึ้นลง หลายคร้ัง 5. หยุดรถ ใหผ้ ู้ขับข่ียื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ ยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉาก กบั แขนทอ่ นบน และตั้งฝา่ มอื ขึ้น ข้อ 3. การขับรถสว่ นทางกนั ให้ผูข้ บั ข่ีปฏิบัติดงั น้ี 1. ให้ขบั รถชดิ ซ้าย โดยถอื ก่ึงกลางของทางเดินรถเป็นหลัก แต่ถ้าไดจ้ ัดแบ่งช่องเดนิ รถไว้ ใหถ้ ือ เส้นหรือแนวที่แบง่ นั้นเปน็ หลกั 2. ในทางเดินรถท่ีแคบ เมื่อขับรถสวนทางกัน ให้ผู้ขับข่ีแต่ละฝ่ายลดความเร็วของรถ เพ่ือให้ รถสวนกันไดโ้ ดยปลอดภัย 3. สำหรับทางเดินที่แคบ ซ่ึงไม่อาจขับรถสวนกันได้โดยปลอดภัย เมื่อขับรถสวนกันผู้ขับขี่ซึ่งขับ รถคันทใี่ หญก่ ว่า ตอ้ งหยดุ รถชดิ ขอบทางเดินรถด้านซ้าย เพื่อผู้ขับขี่ซ่ึงขับรถคนั ทีเ่ ล็กกว่าผา่ นไปได้ 4. ทางเดินรถที่มีสิ่งกีดขวางอยูข่ ้างหน้า ผู้ขับข่ีตอ้ งลดความเร็วของรถ หรือหยุดรถเพ่ือให้รถคัน ท่สี วนมาผ่านไปได้ 5. ผู้ขับข่ีต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าในระยะท่ีพอควรจะหยุดรถได้โดยปลอดภัย ในเมื่อมี ความจำเป็นต้องหยุดรถ และเมื่อจะขับรถขึ้นสะพานหรือทางลาดชัน ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถ ถอยหลังไปโดยรถอนื่ 6. ในการขับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรให้เป็นทางเดินรถทางเดิน ให้ผู้ขับข่ีขับรถไป ตามทิศทางที่ได้กำหนดไว้ในทางเดินรถที่เครื่องหมายจราจรแบ่งทางเดินรถออกเป็น 2 ทาง สำหรับรถ เดินขนึ้ ทางหน่ึง ล่องทางหนงึ่ โดยมชี อ่ งว่างคน่ั กลาง หรอื ทำเครื่องหมายจราจรกดี กนั้ แสดงว่าทางเดิน รถนั้นมีการแบ่งออกเป็นสองทางดังกลา่ ว ใหผ้ ขู้ บั ข่ีขับรถชิดซ้ายของทางเดินรถ ขอ้ 4. ข้อห้ามในการขับรถแซง หรอื ผา่ นขนึ้ หน้ารถอน่ื
1. ห้ามรถขับแซงทางด้านซ้าย เว้นแต่ รถท่ีถูกแซงกำลังเลี้ยวขวา หรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยว ขวา หรือทางเดินรถนนั้ ได้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถในทศิ ทางเดียวกนั ไว้ต้ังแต่ 2 ชอ่ งข้ึนไป โดยทั้ง 2 กรณี เมื่อไม่มรี ถอื่นตามมาในระยะกระช้ันชิด และมคี วามปลอดภัยพอ 2. รถที่กำลังขน้ึ ทางชนั สะพาน หรืออยู่ในทางโคง้ เวน้ แต่ จะมเี ครอื่ งหมายจราจรให้แซงได้ 3. ภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยก วงเวียน หรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตดั ขา้ มทางรถไฟ 4. เมือ่ มีหมอก ฝน ฝนุ่ ควัน จะทำให้ไม่อาจเห็นทางขา้ งหนา้ ไดใ้ นระยะ 60 เมตร 5. เมอ่ื เข้าทค่ี ับขนั หรอื เขตปลอดภยั 6. ล้ำเข้าไปในเส้นก่ึงกลางของทางเดินรถที่กำหนดไว้ หรือท่ีมีเครื่องหมายจราจรแสดงเขต อันตราย หรือเขตให้ใช้ความระมัดระวังบนทางเดินรถ เว้นแต่ ด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคแก่ การจราจร โดยทางเดินรถด้านขวามีความกว้างเพียงพอ โดนไม่เปน็ การกดี ขวางการจราจรของรถท่ีสวน ทางก็ใหข้ บั รถลำ้ เส้นกึ่งกลางของทางเดนิ รถได้ 7. ลำ้ เข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ ในกรณีท่มี ีสง่ิ กีดขวางการจราจรในเส้นทางเดินรถ ข้างหน้า หรอื เมื่อต้องปฏิบตั ิตามคำส่ังของเจ้าพนักงานจราจร โดยให้ผูอ้ ยู่ในช่องเดินรถประจำทางเท่าท่ี จำเปน็ เท่าน้นั ขอ้ 5. ผ้ขู บั ขขี่ ับรถมาถงึ ทางรว่ มทางแยก ใหป้ ฏิบตั ิดงั น้ี 1. ถา้ มรี ถอ่นื อยู่ในทางรว่ มทางแยก ผู้ขับขีต่ ้องใหร้ ถในทางร่วมทางแยกนนั้ ผ่านไปกอ่ น 2. ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถท่ีอยู่ ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมที างเดินรถทางเอกตัดผา่ นทางเดินรถทาง โท ให้ผขู้ บั ขใ่ี นทางเอกมสี ิทธผิ า่ นไปก่อน 3. ถา้ สัญญาณจราจรไฟสีเขียวปรากฏขา้ งหน้า แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถอืน่ หยุดขวางอยู่จนไม่ สามารถผ่านพน้ ทางรว่ มทางแยกไปได้ ผขู้ ับข่ีจะต้องหยุดรถที่หลงั เส้นให้รถหยุดจนกว่าจะสามารถเคลอ่ื น รถผ่านพน้ ทางร่วมทางแยกไปได้ เฉลยแบบทดสอบหน่วยท่ี 5 ข้อ 1. ก ข้อ 2. ข ขอ้ 3. ก ขอ้ 4. ง ขอ้ 5. ค ข้อ 6. ข ขอ้ 7. ข ขอ้ 8. ง ขอ้ 9. ก ขอ้ 10. ก
แผนการจัดการเรยี นรู้ หนว่ ยท่ี 6 ชอ่ื วิชา งานขับรถยนต์ สอนครั้งท่ี 12 ชื่อหน่วย การขบั รถยนต์ให้ปลอดภัย ชั่วโมงรวม 4 ชว่ั โมง แนวคิดสำคัญ (Main Idea) อุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ขับข่ีขับรถโดยประมาท ไม่คำนึงถึงอันตรายท่ีอาจ เกิดขึ้นได้ทุกเวลา จึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุมากมาย ผู้ขับข่ีต้องตระหนักถึงเหตุการณ์ท่ีอาจทำให้เกิด อุบัติเหตุท่ีสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน การขับรถร่วมกับผู้ใช้รถใช้ถนนคนอ่ืน ๆ ต้องคิดไว้ เสมอว่าอาจจะมีคนหรือมีรถคันอ่ืน ๆ อยู่ตามมุมอับท่ีมองไม่เห็ตและเตรียมความพร้อมในการขับรถหาก เกิดเหตุขนึ้ หวั ข้อเรอ่ื ง (Topics) 6.1 ปจั จัยท่ีมผี ลต่อการเกิดอบุ ัตเิ หตุจากการขับรถ 6.2 การคาดคะเนเหตุการณล์ ว่ งหนา้ จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 1. อธิบายถึงปจั จัยทีม่ ีผลต่อการเกิดอบุ ตั ิเหตุจากการขับรถได้ 2. อธบิ ายการคาดคะเนเหตกุ ารณล์ ว่ งหนา้ ในลักษณะตา่ ง ๆ ได้ 3. มีกิจนิสยั ในการขับรถยนต์มีมารยาทในการขบั รถยนต์และคำนงึ ถึงกฎจราจรสภาพแวดล้อม สมรรถนะย่อย (Element of Competency) 1. แสดงความร้เู กี่ยวกบั ปัจจัยท่ีมผี ลต่อการเกดิ อบุ ัติเหตุจากการขับรถ 2. แสดงความรเู้ กยี่ วกับการคาดคะเนเหตกุ ารณ์ลว่ งหน้า 3. ปฏิบตั ิการการขบั รถยนต์ การบรู ณาการกบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลกั ความพอประมาณ 1. ผ้เู รยี นใชเ้ วลาในการเตรียมอปุ กรณ์ และรถยนตฝ์ ึกหัดขับ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 2. ผเู้ รียนจัดสรรเวลาในการฝกึ ปฏิบตั ิตามใบงานไดอ้ ย่างเหมาะสม 3. ผเู้ รยี นร้จู ักใชแ้ ละจัดการวัสดุอุปกรณต์ ่างๆอยา่ งประหยัดและคุ้มคา่ 4. ผูเ้ รียนปฏิบตั ิตนเปน็ ผูน้ ำและผตู้ ามท่ีดี 5. ผู้เรยี นเปน็ สมาชิกท่ดี ีของกลมุ่ เพ่อื นและสงั คม หลักความมีเหตผุ ล 1. ผเู้ รยี นเหน็ คุณคา่ ของวัสดุ อปุ กรณ์ และรถยนต์ฝึกหัดขับเพอื่ ใช้ในการเรียน
2. ตระหนักในความสำคญั ของการฝกึ ปฏิบัติอยา่ งถูกวิธี 3 นำเสนอวธิ กี ารในการแก้ปญั หาได้อยา่ งถูกต้อง มเี หตุผล และสามารถนำไปปฏบิ ตั ิใน ชวี ิตประจำวันได้ 4. แสดงความคิดอย่างมีเหตุผล 5. ซกั ถามในสง่ิ ท่ีสงสัย และทกั ท้วงในสิ่งทีไ่ มถ่ กู ต้องอยา่ งถูกกาลเทศะ 6. ยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผูอ้ นื่ 7. มกี ารคิดวเิ คราะห์อยา่ งเป็นระบบ หลกั ความมภี มู ิคุ้มกนั 1. ผเู้ รยี นมคี วามรใู้ นเร่ืองทเ่ี รยี น และสามารถถา่ ยทอดความรูใ้ หผ้ อู้ นื่ มคี วามรู้ไดอ้ ยา่ งมี ประสิทธภิ าพ 2. ผเู้ รยี นมีทักษะในเรื่องทฝี่ ึกปฏิบตั แิ ละสามารถถา่ ยทอดให้ผ้อู ่นื ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ 3. ผู้เรียนสามารถใช้งานอปุ กรณ์และรถยนต์ได้อย่างปลอดภยั 4. ปฏิบตั ติ ามกฎระเบียบของสถานศกึ ษา 5. มีการเตรียมความพรอ้ มในการเรยี นภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ 6. แก้ปัญหาเฉพาะหนา้ ไดด้ ว้ ยตนเองอยา่ งเปน็ เหตเุ ป็นผล 7. มคี วามสามารถในการควบคุมอารมณแ์ ละการแสดงออกของตนเองในสถานการณ์ตา่ ง เงือ่ นไขความรู้ 1. ผู้เรยี นได้ใช้กระบวนการคดิ ในเรียนรู้ การเตรยี มอปุ กรณ์ รถยนตฝ์ ึกหัดขับและการฝกึ ปฏิบัติ 2. ผูเ้ รยี นมคี วามรู้และความเข้าใจในการเรยี นรแู้ ละฝกึ ปฏิบัติตามวตั ถุประสงค์ท่กี ำหนด 3. ผู้เรยี นปฏิบตั ิงานด้วยความละเอียดรอบคอบ 4. ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เง่ือนไขคณุ ธรรม 1. ผู้เรียนใชว้ สั ดอุ ุปกรณ์อย่างเห็นคณุ ค่า ประหยัด 2. ผู้เรยี นเตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ รถยนต์ฝกึ หดั ขับ เสรจ็ ตามเวลาที่กำหนด 3. ผเู้ รยี นมคี วามพยายามและกระตือรอื รน้ ในการเรียนและฝกึ ปฏิบตั ิ 4. ผู้เรยี นให้ความรว่ มมอื กับการทำกจิ กรรมของส่วนรวม มจี ติ อาสาในการช่วยเหลือผู้อืน่ เนื้อหาสาระ 6.1 ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเกดิ อุบตั เิ หตุจากการขบั รถ อุบัติเหตุเปน็ เกตุการณท์ ี่เกิดข้นึ โดยไม่คาดคดิ มากอ่ น และสรา้ งความสูญเสยี ความเสียหายต่อชีวิตและทรพั ย์สนิ ของผู้ประสบเหตุ บคุ คลแวดลอ้ ม สงั คม และสรา้ งความสูญเสียแก่ประเทศชาตโิ ดยรรวมองค์ประกอบในการเกดิ อุบตั เิ หตุ ประกอบด้วย สาเหตโุ ดยตรง ซ่ึงเปน็ จุดเร่มิ ตน้ ของอบุ ตั ิเหตุอันเกิดมาจาก ผู้ควบคุม ผูร้ ับผดิ ชอบโดยตรงต่องาน กิจกรรมนนั้ ๆ อาจหมายถึง คน สิง่ ของ เครือ่ งจักร เครือ่ งมือ เปน็ ต้น แต่ส่วนใหญเ่ กดิ จากคนผทู้ ำ หนา้ ท่ี หากประมาทขาดจิตสำนกึ แห่งความปลอดภัย แลว้ จะไปสู่องคป์ ระกอบต่อไป องคป์ ระกอบอีก
ด้านหนง่ึ คือสภาวะหรือสภาพแวดลอ้ มที่เอื้ออำนวย หมายถึง สภาพหรือบรเิ วณแวดล้อมรอบด้านมสี ่วน เอ้ืออำนวยใหเ้ กดิ อุบตั ิเหตุ ทำใหผ้ ลอุบตั ภิ ยั ทวคี วามรนุ แรงขน้ึ ซ่ึงอาจจะเกิดจากสภาพธรรมชาติหรอื การ กระทำของคน หลกั การขับข่ีรถอย่างปลอดภัย ประกอบด้วย 6.1.1 ทราบถึงส่ิงทเ่ี ปน็ สาเหตุทจ่ี ะก่อใหเ้ กิดอบุ ัตเิ หตวุ ่าเกิดจากเหตใุ ด 6.1..2 สามารถจำแนกไดว้ า่ ในแตล่ ะสาเหตทุ ี่กอ่ ให้เกิดอบุ ัตเิ หตนุ น้ั มีปัจจยั ใดมาเกี่ยวข้อง 6.1.2.1 สาเหตอุ ุบัติเหตอุ นั เกดิ จากสภาพบคุ คล 6.1.2.2 สาเหตุของอบุ ตั ิเหตุอนั เกิดจากสภาพยานพาหนะ 6.1.2.3 สาเหตขุ องอบุ ัตเิ หตุอันเกิดจากสภาพถนนชำรุด 6.1.2.4 อุบัตเิ หตอุ ันเกดิ จากสภาพแวดล้อม 6.1.3 การตัดสนิ ใจว่าจะทำอยา่ งไรให้ดีที่สุด ปลอดภัยท่ีสุด ในสถานการณ์นนั้ จะนำ ประสบการณค์ วามรู้ หรือข้อสงั เกตตา่ งๆ มาช่วยในการตดั สนิ ใจก่อนท่ีจะปฏิบัตติ ่อไป ปจั จัยเรื่องการ มอง การใช้ความรู้ ระยะเวลาในการหยุดรถ มุมอันตรายในตวั รถ การขับตามหลังรถอนื่ มากเกนิ ไป เพ่ือใชเ้ ป็นข้อมูลในการตดั สินใจกระทำการอย่างใดอย่างหน่ึง 6.1.4 มมุ อนั ตรายในตวั รถยนต์ 6.1.5 การมองขณะขับรถ 6.1.6 ระยะทางสำหรับการหยดุ รถยนต์ 6.1.7 การใชส้ ัญญาณไฟ 6.1.7.1 การเปิดไฟสูงเม่ือรถสวนทางกัน 6.1.7.2 รถทีก่ ำลังแซงให้เปิดไฟเล้ียวขวา 6.1.7.3 ไม่เปิดไฟสงู สอ่ งทา้ ยรถคันอ่นื 6.1.8 การใช้ไฟฉุกเฉิน 6.1.9 การใช้ไฟเล้ียวเพื่อให้ทางการแซง 6.2 การคาดคะเนเหตกุ ารณล์ ว่ งหนา้ 6.2.1 การสังเกตุมุมอันตราย 6.2.1.1 อนั ตรายจากรถทจี่ อดสองฟากถนน มุมอันตรายจะมีอยู่ทัง้ สองดา้ น 6.2.1.2 อนั ตรายจากการมีรถรถจอดเรยี งกันหลายคนั 6.2.1.3 อันตรายในกรณขี องเด็กทีม่ ีตัวเล็ก จึงอยู่ในมุมอันตรายได้งา่ ยขนึ้ 6.2.1.4 มุมอนั ตรายจากรถดา้ นขวามอื บริเวณสี่แยก จากมมุ มองของผู้ขับ จะ สงั เกตเป็นรถมอเตอรไ์ ซดท์ ่ีวิ่งมาจากทางขวามือได้ชา้ กว่า 6.2.1.5 มุมอนั ตรายจากรถทก่ี ำลังเลย้ี วขวา 6.2.1.6 มุมอันตรายจากการเลี้ยวรถในวงแคบ 6.2.1.7 มุมอันตรายจากทางโคง้ 6.2.2 การขับรถไปบนถนนลกั ษณะตา่ ง ๆ 6.2.2.1 การขับรถบนทางโคง้ แคบ ทมี่ องขา้ งหน้าไม่คอ่ ยเหน็ 6.2.2.2 ตำแหน่งทเ่ี หมาะสมและถูกต้อง
6.2.2.3 การเปล่ยี นแปลงของมุมอันตรายเนื่องจากการเปลี่ยนตำแหนง่ 6.2.2.4 การเวน้ ระยะห่างจากรถคนั หนา้ กิจกรรมการเรียนการสอน ข้นั นำเข้าสบู่ ทเรียน 1. นำเข้าสู่บทเรียนเรือ่ งการขับรถยนต์ให้ปลอดภยั โดยให้ผูเ้ รยี นมสี ่วนรว่ ม 2. ทดสอบก่อนเรยี น ขัน้ การสอน 1. บรรยายประกอบสื่อภาพน่งิ และภาพเคลือ่ นไหวแบบสื่อสารสองทางด้วยวิธกี ารสอนท่หี ลากหลาย พรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ 2. นักเรยี นซักถามปัญหาข้อสงสัยและรว่ มกันอภิปรายเสนอแนะเพ่ือหาแนวทางในการเรยี นรู้ร่วมกนั อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 3. ทำแบบฝึกหดั และรว่ มกันเฉลย 4. ปฏบิ ัติตามใบงานท่ี 10 5. ในระหว่างเรยี นและปฏบิ ัติตามใบงานมีการประเมนิ คณุ ธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ขน้ั สรุปและการประยกุ ต์ 1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ เน้ือหาสาระ และผลการฝึกปฏบิ ตั ิ 2. ทดสอบหลังเรียน ส่อื การเรยี นการสอน 1. หนังสือเรียนวิชาการขับรถยนต์ของสำนกั พมิ พ์ศูนยห์ นงั สือเมืองไทย จำกัด 2. แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลังเรยี น 3. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 4. รถยนต์ฝกึ หัดขับ 5. สนามฝกึ หดั ขบั และอปุ กรณ์ การวัดและประเมินผล 1 เครื่องมอื วัดผล - แบบประเมนิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน - แบบทดสอบ - แบบประเมินใบงาน
2 เกณฑ์การประเมินผล คะแนนความร้คู วามเข้าใจตามวตั ถุประสงค์ รอ้ ยละ 50 ข้นึ ไป หมายถึง ผา่ น ตำ่ กว่า ร้อยละ 50 หมายถึง ไม่ผ่าน คะแนนพฤติกรรมการเรียนทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง ปานกลาง 1 หมายถึง ตอ้ งปรับปรุง ความรู้ความเขา้ ใจตามวัตถุประสงค์มีคะแนนรวมรอ้ ยละ 50 ขนึ้ ไป พฤติกรรมการเรยี น และการปฏบิ ัติตามใบงานมีคุณภาพระดับ 2 ข้นึ ไป
Search