ใบงานวิทยาศาสตร์ ม.3 เทอม 1 วทิ ยาศาสตร์กบั การแก้ปัญหา พนั ธุศาสตร์ คลืน่ และแสง ระบบสุริยะของเรา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
1หนว่ ยท่ี วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
หน่วยที่ ใบงานเร่ือง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ คะแนน 1 วิทยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา สาระ - มาตรฐาน - ชอื่ -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นวิเคราะห์ผลท่ีเกดิ จากความก้าวหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ในดา้ นตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปนี้ ความก้าวหน้า ประโยชน์ ผลกระทบ ทางวทิ ยาศาสตร์ 1.ดา้ นการศกึ ษา ทาใหม้ กี ารผลิตอุปกรณ์ใหม่ ๆ ขนึ้ รวมทั้งสอื่ การสอน -ทาให้ผสู้ อนและผเู้ รยี นขาดปฏสิ มั พนั ธโ์ ตต้ อบ ในรูปแบบตา่ ง ๆ ผูเ้ รียนสามารถเลอื กวชิ าเวลาสถานที่ กนั ได้ตามความสนใจโดยไม่ตอ้ งมตี ารางเรยี นสามารถ -คา่ ใช้จ่ายในการซอ้ื อปุ กรณเ์ ทคโนโลยตี า่ ง เข้าถึงข้อมลู ไดจ้ ากเคร่อื งคอมพิวเตอร์ด้วยระบบ ๆ ท่มี คี ณุ ภาพค่อนข้างสงู ออนไลนท์ ัว่ โลก ช่วยเพ่มิ พูนประสทิ ธภิ าพและ ประสทิ ธิผลในการเรยี นการสอนมากขึ้น 2.ดา้ นสิง่ แวดล้อม -ทาใหเ้ กิดการจดั สภาพแวดลอ้ มทด่ี ขี นึ้ -ทาให้เกดิ ภาวะโลกรอ้ น -การใช้สารเคมปี อ้ งกนั การกาจดั ศตั รพู ืชทา -มีการประดษิ ฐข์ องเทียมขึ้นใช้ เชน่ การนาพลาสติกมา ให้สารเคมตี กคา้ งในบรรยากาศ -ศัตรูพชื ระบาดมากขึน้ เพราะใช้สารเคมที าลาย ใช้แทนเหล็ก การใช้ยางสงั เคราะห์แทนยางธรรมชาติ แมลงบางชนิดท่มี ีประโยชนต์ ่อพืช -การสูญเสียแหล่งพันธกุ รรมเพราะปลกู พืช เพยี งชนิดเดยี วและกาจดั พืชชนิดเดิมออกไป 3.ด้านการเมือง -ใช้เปน็ ตัวกลอ่ มเกลาทางการเมอื งเป็นผลท่ีไดจ้ ากการ -การใฝ่หาแต่ผลประโยชนใ์ สต่ นเองจงทาให้ การปกครอง นาเทคโนโลยีมาใช้เพอ่ื ให้ประชาชนเกิดความสนใจและ การปกครองไม่มคี วามคลอ่ งตวั เขา้ ใจสามารถนาไปสกู่ ารปฏิบัติที่ถูกตอ้ งได้ -การใช้เทคโนโลยีในการแอบฟงั ขอ้ มลู ขา่ วสาร -รปู แบบการเมอื งระบบเผดจ็ การจะลดนอ้ ยลงเนื่องจาก ของฝา่ ยตรงกนั ขา้ ม ไม่สามารถควบคุมขา่ วสารได้ -ใช้เทคโนโลยใี นการสรา้ งภาพหรือ เสยี ง ทาลายฝ่ายตรงกันข้ามส่งผลต่อความซ่ือสตั ย์ และคณุ ธรรม 4.ดา้ นเศรษฐกจิ เศรษฐกจิ โดยรวมของประเทศขยายตัวอย่างรวดเรว็ มกี าร -เกิดการขาดแคลนวัตถดุ บิ ในการผลิตเพราะ การเงิน แขง่ ขนั ทางธุรกิจสูง มอี ตั ราการจา้ งงานเพิม่ ขน้ึ มชี ีวติ ต้องสั่งซือ้ จากตา่ งประเทศ และทาใหต้ ้องเสีย อตุ สาหกรรม ความเปน็ อยู่สะดวกสบายขึ้น ภาษนี าเขา้ ในราคาที่แพง -การใชบ้ ตั รเครดติ สามารถใชไ้ ด้ง่ายมากข้ึน ทาให้อัตราการเปน็ หนส้ี งู ขนึ้ และเกิดปัญหา ทางสงั คม 5.ดา้ น -ชว่ ยอนุรักษแ์ ละฟื้นฟสู ถานทโ่ี บราณตา่ ง ๆ -ทาให้ปฏสิ ัมพันธ์ของคนในชมุ ชนลดนอ้ ยลง ศลิ ปะวัฒนธรรม -ส่อื บนั เทิง ระบบมัลติมีเดีย ช่วยในการพกั ผ่อน -การรบั วัฒนธรรมของคนในสงั คมโลก อาจ -ระบบการสอ่ื สารไรพ้ รมแดนช่วยใหเ้ ขา้ ถึง เกดิ พฤตกิ รรมทไี่ มเ่ หมาะสม ขนบธรรมเนียมประเพณีของแตล่ ะท่ไี ดง้ า่ ยขนึ้ -เยาวชนรนุ่ ใหม่สบั สนตอ่ คา่ นิยมทด่ี งี าม ดังเดมิ มีการรับคา่ นยิ มใหม่ ๆ และอาจ สง่ ผลใหเ้ กดิ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
หนว่ ยที่ ใบงานเร่อื ง การใชป้ ระโยชน์จากความรทู้ างวิทยาศาสตร์ คะแนน 1 วิทยาศาสตร์กบั การแกป้ ัญหา สาระ - มาตรฐาน - ช่ือ-นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชี้แจง ให้นกั เรียนพจิ ารณาขอ้ ความต่อไปนี้ ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในด้านใด ประชากรมนุษย์ การศึกษา การเมอื ง การเกษตร สังคมและวฒั นธรรม การใช้ชีวติ ประจาวัน ส่งิ แวดล้อม การบรกิ าร การแพทย์ เศรษฐกจิ 1.ชว่ ยใหล้ ดการพ่ึงสารเคมี และหันมาพึง่ สารชวี ภาพ และวธิ กี ารทางธรรมชาตมิ ากข้ึน ดา้ นการ เก็บเกยี่ ว ต้องใช้เครื่องทุน่ แรง เพือ่ ช่วยลดความเสียหายระหว่างการเก็บเก่ียว และช่วยยืด ระยะเวลาการเก็บรกั ษาใหน้ านขึน้ 2.การลดมลภาวะ ดว้ ยการผลิต ท่ีใชเ้ ทคโนโลยสี ะอาด การใชพ้ ลงั งานทดแทน 3.ช่วยสนองความต้องการของบุคคล และชมุ ชน ท้งั ดา้ นการป้องกัน การสง่ เสรมิ สขุ ภาพอนามยั และวทิ ยาการ ดว้ ยเครอื่ งมือ วธิ ีการท่ที ันสมยั มปี ระสทิ ธภิ าพสูง 4.ชว่ ยในการสรา้ ง การพัฒนาสนิ ค้า และบรกิ ารแบบใหม่ ๆ เพอ่ื สรา้ งรายได้ และยกระดับ คุณภาพชวี ิตดา้ นความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้ดีข้นึ 5.ทาให้มีการผลิตอปุ กรณ์ใหม่ๆขึ้นรวมทัง้ สอ่ื การสอนในรูปแบบตา่ ง ๆ เชน่ สอื่ วิทยุโทรทัศน์วีดีโอ และคอมพวิ เตอร์โดยทีผ่ ้เู รียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยผา่ นสอ่ื ต่าง ๆ 6.รูปแบบการเมอื งระบบเผดจ็ การจะลดนอ้ ยลงเน่อื งจากไม่สามารถควบคุมขา่ วสารได้ ระบบการ สอ่ื สาร ทีก่ ระจายอานาจทาให้ประชาชนมอี านาจมากขึน้ สามารถติดตามการทางานของรัฐบาลได้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ 7.อัตราการเกดิ และการตายมีแนวโน้มลดลงทาให้ขนาดประชากรมนุษยไ์ ม่เพมิ่ มากอยา่ งรวดเร็วทา ให้การบริหารประชากรมีประสิทธิภาพครอบครัวมีขนาดเลก็ ลงทาใหป้ ระชากรรุ่นตอ่ ไปมีคุณภาพ 8.ชว่ ยส่งเสริมสุขภาพและความเปน็ อยใู่ หด้ ีข้ึน ช่วยใหเ้ กิดความเขา้ ใจอันดีระหวา่ งกัน การสื่อสาร โทรคมนาคมสมยั ใหมช่ ว่ ยยอ่ โลกให้เล็กลง ไร้พรมแดนมกี ารเรียนรู้วัฒนธรรมซง่ึ กนั และกันมาก ขึน้ เกดิ ความเขา้ ใจอนั ดรี ะหว่างกันทาใหล้ ดปัญหาในเรื่องความขัดแยง้ 9.มคี วามสะดวกสบายในการส่ือสารการบรกิ ารและการผลติ เช่นการติดตอ่ ผ่านธนาคารด้วยระบบ ธนาคารทีบ่ ้าน (Home Banking) การทางานทบี่ า้ นโดยการตดิ ต่อส่อื สารด้วยระบบเครอื ข่าย อนิ เตอร์เน็ตการบันเทงิ พกั ผอ่ นด้วยระบบมลั ติมีเดีย รวมท้ังเกดิ การรับวัฒนธรรมหรือแลกเปลี่ยน วฒั นธรรมของคนในสังคมโลก 10.เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของสงั คม เช่น ธนาคาร สื่อสารมวลชน การรกั ษาพยาบาล การท่องเทยี่ ว ดา้ นการศึกษา ช่วยให้สอ่ื การเรียนการสอน มรี ปู แบบท่ีนา่ สนใจมากข้ึน
หน่วยที่ ใบงานเร่ือง การแก้ปัญหาโดยประยุกตใ์ ชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ คะแนน 1 วิทยาศาสตร์กบั การแก้ปญั หา สาระ - มาตรฐาน - ชอ่ื -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาช้แี จง ให้นกั เรยี นเลอื กภาพท่ีเหมาะสม พรอ้ มทง้ั ให้เหตุผลประกอบ แมข่ องพริ้มซือ้ แอปเปลิ มาจากตลาด พริ้มรบั อาสานาแอปเปลิ ไปลา้ งแลว้ ปอกเปลือก หัน่ เปน็ ชนิ้ ใส่จานแล้วนาไปแชต่ เู้ ยน็ เมื่อพ่อกลบั จากทางาน พริม้ จึงนาแอปเปิล ออกจากตู้เยน็ เพ่อื จะนามาให้พ่อรับประทาน แตพ่ รม้ิ สงั เกตวา่ แอปเปลิ มสี ีคล้า และเนอื้ ของแอปเปิลเหย่ี วลงไปไมน่ ่ารับประทานเหมอื นตอนที่ปอกเสร็จใหม่ ๆ พร้มิ จงึ นาแอปเปิลในจานไปท้งิ ถังขยะ แลว้ นานา้ เยน็ ไปใหพ้ ่อดม่ื แทน..... ปญั หา แอปเปิลคลา้ เหีย่ ว ไม่นา่ รับประทาน สาเหตุ วธิ แี ก1้ เอนไซม์ในเนอื้ ผลไมท้ าปฏิกิริยากับ ใชน้ ้ามะนาว เพราะน้ามะนาวสามารถ ออกซิเจนในอากาศหรอื ทเี่ รียกวา่ “ปฏิกิริยาออกซิเดช่ัน” ปอ้ งกนั การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าออกซเิ ดช่นั ได้ เพราะมกี รดซติ รกิ หรอื กรดมะนาวซึง่ เป็น วธิ ีแก้2 สารตา้ นการเกดิ ปฏิกริ ิยาออกซิเดช่นั ใช้เกลอื เพราะเกลือเปน็ วตั ถุกนั เสีย วิธีแก้3 ตามธรรมชาติและชว่ ยป้องกนั แอปเปิลหั่น ใชก้ ลอ่ งสญุ ญากาศ ปอกเปลอื กเแอป แลว้ ไม่ใหเ้ ปล่ยี นสไี ดเ้ ป็นอยา่ งดี เปิลจากนั้นนาไปล้างน้าใหส้ ะอาด แลว้ นา แอปเป้ิลมาใส่ลงในกล่องปดิ ฝาใหส้ นิทแล้ว นาไปแช่ไว้ในตูเ้ ย็น
แบบฝึกหดั ท้ายหน่วย เร่อื ง วทิ ยาศาสตร์กบั การแกป้ ัญหา คาชแี้ จง ให้นักเรยี นเลอื กขอ้ ท่ีถูกต้องทีส่ ดุ 6.เมือ่ เกิดวิกฤตการณต์ ่าง ๆ สง่ิ แรกทีค่ วรทาคือขอ้ ใด 1.ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของวทิ ยาศาสตร์ในดา้ นการศึกษา ก.หนใี หเ้ ร็วที่สุด ก.ใชโ้ ปรแกรม ZOOM ในการเรยี นออนไลน์ ข.ใชโ้ ทรศพั ท์ในการขายของออนไลน์ ข.ตัง้ สติ ไตรต่ รองส่งิ ที่อยู่ตอ่ หนา้ ค.ใช้กล้องจลุ ทรรศน์ในการสอ่ งดเู ซลลพ์ ืช ง.สง่ การบ้านใหค้ รูทางอีเมล ค.ขอความชว่ ยเหลอื จากคนรอบขา้ ง 2.ข้อใดคอื ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ในดา้ นการเกษตร ก.รบั จา้ งผสมเทียมววั ง.ใช้กลอ้ งโทรศัพท์บนั ทึกภาพเหตุการณน์ ัน้ ไว้ ข.รับจา้ งเยบ็ ผา้ ค.ทาขนมไปขายที่ตลาด 7.ระบบการส่อื สารท่ีกระจายอานาจทาใหป้ ระชาชนมอี านาจ ง.ว่งิ ออกกาลังกายทีท่ งุ่ นา 3.ใครใชห้ ลกั การทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการแกป้ ัญหา มากข้ึนสามารถตดิ ตามการทางานของรฐั บาลไดอ้ ย่างมี ก.แอมทากระเปา๋ เงินหายจึงไปหาหมอดู ข.เกดชอบเข้าวัดทาบุญและขอพรให้รวย ๆ ประสทิ ธิภาพ เป็นประโยชน์ของวิทยาศาสตรใ์ นด้านใด ค.ผึง้ ใส่หนา้ กากอนามยั ทุกครง้ั เมือ่ ตอ้ งอยใู่ นทีช่ มุ ชน ง.บอยซือ้ ฉลากกินแบง่ รฐั บาลจากผพู้ ิการ ก.ดา้ นเศรษฐกจิ ข.ดา้ นการศกึ ษา 4.เกษตรกรใช้สารชนิดใดในการปรบั ปรุงดนิ เพ่ือลดความ เป็นกรดของดิน ค.ดา้ นการเมอื ง ง.ด้านสังคม ก.ปูนขาวหรอื ปนู มารล์ ข.ป๋ยุ ยเู รยี 8.วทิ ยาศาสตร์เกยี่ วขอ้ งกบั งานดา้ นการบริการอยา่ งไร ค.มูลสัตว์ ง.แคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต ก.ช่วยใหผ้ ้รู ับบรกิ ารได้รับความสะดวกสบายยงิ่ ข้นึ 5.หากไมม่ กี ารพยากรณอ์ ากาศ จะสง่ ผลอย่างไรในการ ดาเนินชีวิต ข.ชว่ ยให้ผใู้ ห้บรกิ ารพฒั นารปู แบบการให้บริการน่าสนใจ ก.อาจทาใหส้ ัตว์ปา่ ไม่มที ีอ่ ยู่ ข.อาจเกิดธรณพี ิบตั ิภยั คร้งั ยิ่งใหญ่ มากขนึ้ ค.สัญญาณโทรศพั ท์มือถอื อาจใช้งานไม่ได้ ง.ทาใหข้ าดการเตรียมตวั เพ่อื รบั มือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ค.ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จา่ ยท่ีไม่จาเป็น ทอ่ี าจเกิดข้ึนจากภัยพบิ ัติทางธรรมชาติ ง.ถกู ทุกขอ้ 9.ข้อใดเปน็ ผลกระทบทเ่ี กิดจากความกา้ วหนา้ ทาง วทิ ยาศาสตร์ ก.การรับวฒั นธรรมของคนในสังคมโลก กอ่ ใหเ้ กิด พฤติกรรมท่ีไมเ่ หมาะสม ข.ระบบการส่อื สารไรพ้ รมแดนช่วยให้เขา้ ถงึ ขนบธรรมเนียม ประเพณขี องแตล่ ะท่ไี ด้งา่ ยขึ้น ค.เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศขยายตวั อย่างรวดเร็วมีการ แข่งขนั ทางธุรกจิ สูง ง.เกดิ การจัดสภาพแวดลอ้ มท่ีดขี ้นึ 10.ข้อใดกลา่ วผิด ก.วทิ ยาศาสตรช์ ่วยอานวยความสะดวกในการทางาน ข.วิทยาศาสตร์ทาให้สามารถทอ่ งโลก แสวงหาความร้ไู ด้ โดยไม่จากัดไมว่ ่าจะอย่มู มุ ใดของโลก ค.วทิ ยาศาสตร์ทาใหค้ าดเดาทิศทางการดาเนินชวี ิตได้ ง.วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยพฒั นาความเปน็ อยู่ใหด้ ีขึ้น
2หน่วยท่ี พนั ธุศาสตร์
2หนว่ ยท่ี พันธุศาสตร์ ใบงานเรือ่ ง พนั ธศุ าสตรข์ องเมลเดล คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/1-3 ชอ่ื -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเติมคาหรือข้อความลงในช่องวา่ งใหถ้ ูกตอ้ ง 1.บดิ าแหง่ พนั ธศุ าสตร์คอื เกรเกอร์ โยฮนั น์ เมนเดล 2.พืชทเี่ มนเดลใชใ้ นการศกึ ษา คือ ถ่วั ลนั เตา มลี ักษณะท่เี หมาะสมในการใช้เปน็ พชื ทดลองคือ ปลกู งา่ ย อายุสนั้ เจรญิ เตบิ โตเร็ว ให้ผลจานวนมาก มหี ลายพันธุ์ มีลักษณะแตกตา่ งกันอยา่ งชัดเจน สามารถคดั เลอื กลักษณะทต่ี ้องการ ได้ง่าย ดอกถัว่ ลันเตาเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ในธรรมชาติมกี ารผสมในดอกเดยี วกนั และสามารถควบคมุ การทดลองให้ ผสมขา้ มตน้ ได้งา่ ย 3.ลักษณะของถวั่ ลนั เตาทเ่ี มนเดลใชใ้ นการศึกษามที ัง้ หมด 7 ลักษณะ ได้แก่ รปู ร่างของเมลด็ สขี องเมล็ด รปู ร่างของฝกั สีของฝกั ตาแหน่งของดอก สขี องดอก ความสงู ของลาต้น 4.พันธุกรรม หมายถึง การถา่ ยทอดลักษณะของสงิ่ มชี วี ติ จากรนุ่ หนง่ึ ไปสู่อีกรุ่นหน่ึงบางลักษณะอาจไม่ปรากฎในรุ่นลูก แตจ่ ะขา้ มไปปรากฏในรุ่นหลาน 5.จโี นไทป์ คือ การจบั ค่กู นั ของยีนทค่ี วบคมุ ลักษณะเดียวกันบนโครโมโซมคู่เหมือนเขียนแทนด้วยตวั อักษร ภาษาองั กฤษโดยตัวอกั ษรพิมพ์ใหญ่หมายถงึ ยนี เด่น สว่ นตัวอกั ษรพิมพ์เล็กหมายถงึ ยนี ด้อย 6.ฟีโนไทป์ คอื ลกั ษณะทีป่ รากฏออกมาใหม้ าสารถสังเกตเหน็ ได้ เช่น สผี ม สผี วิ 7.ในการผสมถวั่ ลันเตาฝักสีเขียวพนั ธทุ์ างกบั ถั่วลนั เตาฝักสีเหลืองพันธุ์แท้จะได้ลูกมีลกั ษณะเปน็ อย่างไรบ้างคิดเป็น อตั ราสว่ นเทา่ ใด (กาหนดให้ G แทนยีนท่คี วบคุมลกั ษณะฝกั สีเขียว g แทนยีนที่ควบคมุ ลักษณะฝักสีเหลอื ง) ร่นุ พ่อแม่ (P) ฝกั สเี ขยี วพนั ธุ์ทาง ฝกั สเี หลืองพนั ธุแ์ ท้ gg Gg เซลล์สืบพนั ธุ์เพศผู้ G g g g เซลลส์ ืบพันธ์ุเพศเมยี ลูกร่นุ ที่ 1 (F1) Gg Gg gg gg สขี องฝักในรนุ่ F1 สีเขยี วพันธุท์ าง สีเขยี วพนั ธ์ทุ าง สเี หลืองพันธ์ุแท้ สีเหลอื งพันธแ์ุ ท้ ดงั น้ันรนุ่ F1 จะมี 2 ลกั ษณะ คอื ฝักสีเขียวพันทาง และฝกั สีเหลืองพันธุ์แท้ คิดเปน็ อัตราสว่ น 1:1
2หนว่ ยที่ พนั ธุศาสตร์ ใบงานเรอ่ื ง โครโมโซม คะแนน สาระ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/1 ชอื่ -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเตมิ คาหรือข้อความลงในชอ่ งวา่ งใหถ้ ูกต้อง 1. ภายในนวิ เคลยี สของเซลล์จะมีเสน้ ใยเลก็ ๆขดอยู่ เรยี กวา่ โครมาทนิ (Chromatin) 2. เมื่อมีการแบ่งเซลล์เสน้ ใยจะขดตัวจนมสี กั ษณะเปน็ ท่อนๆ เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome) 3. โครโมโซมของเซลล์รา่ งกายมี 2 ชดุ เขยี นแทนด้วย 2n 4. โครโมโซมของเซลลส์ ืบพันธ์ุมี 1 ชดุ เขียนแทนด้วย n 5. เซลลร์ า่ งกายมนุษยม์ ีโครโมโซม 46 แทง่ และเซลลส์ บื พนั ธ์ุมี 23 แทง่ 6. เม่อื เซลลส์ ืบพนั ธ์ขุ องเพศชายทม่ี ีจานวน 23 แท่ง และเซลล์สบื พนั ธุ์เพศหญงิ จานวน 23 แทง่ มารวมกนั เรียกวา่ การปฏสิ นธิ จะได้เซลใ์ หมท่ ีเ่ รียกว่า ไซโกต (Zygote) ซ่ึงมจี านวนโครโมโซมเทา่ กับจานวน โครโมโซมปกตขิ องร่างกายคือ 46 แทง่ 7. มนษุ ย์มีโครโมโซมทั้งหมด 46 แท่ง 23 คู่ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มได้แก่ 7.1 ออโตโซม (Autosome) คอื โครโมโซมร่างกาย มีจานวน 22 คู่ มีลักษณะเหมอื นกันท้ังเพศหญงิ และเพศชาย 7.2 โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) คือ โครโมโซมเพศ มีจานวน 1 คู่ มลี ักษณะตา่ งกันในเพศชายและเพศหญิง 8. โครโมโซมแต่ละแท่งประกอบดว้ ยส่วนสาคัญสองสว่ นคอื DNA และ โปรตีน 9. โครโมโซมทม่ี ีรูปร่างเหมอื นกนั และขนาดใกล้เคียงกนั เรียกว่า โฮโมโลกสั โครโมโซม (Homologous Chromosome) 10. เตมิ ตัวเลขแสดงจานวนโครโมโซมในเซลล์รา่ งกายและเซลลส์ ืบพนั ธ์ุของสิง่ มชี วี ิตชนิดต่างๆให้ถูกต้อง ส่งิ มีชีวิต จานวนโครโมโซม(แท่ง) เซลล์รา่ งกาย(2n) เซลล์สืบพนั ธ์ุ (n) มนุษย์ สุนขั 46 23 แมลงหว่ี 78 39 ถว่ั ลนั เตา 84 ข้าวโพด 14 7 ข้าว 20 10 24 12 โครโมโซมในภาพ เปน็ โครโมโวมของเพศ หญิง โดยดจู ากโครโมโซมคทู่ ่ี 23 ซ่ึงโครโมโซมคนู่ ีเ้ รียกว่า โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome)
2หนว่ ยท่ี พนั ธุศาสตร์ ใบงานเร่อื ง การแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวติ คะแนน สาระ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/4 ช่ือ-นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาช้แี จง ใหน้ ักเรียนเตมิ คาหรอื ข้อความลงในช่องว่างให้ถูกตอ้ ง 1.กระบวนการแบง่ เซลลข์ องสิ่งมีชวี ิตมี 2 กระบวนการ ไดแ้ ก่ การแบ่งนวิ เคลยี ส(Karyokinesis)และการแบ่งไซโทพลาซมึ (Cytokinesis) 2.การแบง่ นวิ เคลียสของสิง่ มีชีวติ มี 2 แบบ ไดแ้ ก่ การแบ่งแบบไมโทซสิ และการแบง่ แบบไมโอซสิ 3.การแบง่ เซลลเ์ พื่อเพ่ิมจานวนเซลล์ร่างกายคือการแบ่งแบบ ไมโทซสิ (mitosis) มเี ซลลใ์ หม่เกดิ ขึน้ จานวน 2 เซลล์ 4.นาอักษรหน้าขอ้ ความด้านขวามอื เติมลงหนา้ ประโยคหรือข้อความดา้ นซา้ ยมอื ท่มี ีความสัมพนั ธ์กัน 4.1 เป็นระยะท่ีโครโมโซมประกอบด้วย 2 โครมาทดิ ก. ระยะอินเตอร์เฟส(interphase) จะถูกเส้นใยสปนิ เดลิ ดงึ ให้เคลอื่ นที่มาอยู่ตรงกง่ึ กลางของเซลล์ ข. ระยะโพรเฟส(prophase) 4.2 เป็นระยะท่ีเซลล์เตรียมความพรอ้ มก่อนเร่ิมแบง่ เซลล์ ค. ระยะเมทาเฟส(metaphase) มกี ารสงั เคราะหส์ ารตา่ งๆ และมีการจาลองตวั ของดเี อน็ เอ ง. ระยะแอนาเฟส(anaphase) โดยเซลล์ในระยะนจ้ี ะมนี ิวเคลียสขนาดใหญ่ และเหน็ นิวคลโี อลสั ชดั เจน จ. ระยะเทโลเฟส(telophase) 4.3 เป็นระยะทโี่ ครโมโซมถูกดงึ ใหแ้ ยกออกจากกนั ไปยงั ข้วั เซลล์ ทาให้มีโครโมโซมเพียง 1 แท่ง อยูบ่ รเิ วณขั้วเซลล์ 4.4 เปน็ ระยะท่โี ครโมโซมหยุดเคล่อื นที่ เส้นใยสปนิ เดลิ สลายตัว มีการสงั เคราะหเ์ ยื่อหมุ้ นิวเคลียสและนิวคลีโอลสั โครมาทดิ จะคลายตวั เปน็ เสน้ ใยโครมาทิน แล้วจงึ มีการแบง่ ไซโทพลาซึม 4.5 เป็นระยะทโ่ี ครโมโซมปรากฏให้เหน็ เปน็ แทง่ แตล่ ะแทง่ ประกอบด้วย 2 โครมาทดิ ซึ่งยดึ ตดิ กันอยบู่ รเิ วณเซนโทรเมียร์ เซนโทรโซมทอ่ี ย่ใู นไซโทพลาสซมึ เริม่ มกี ารสร้างเสน้ ใยสปินเดลิ 5.การแบ่งเซลล์เพือ่ สรา้ งเซลลส์ บื พนั ธุ์ของสง่ิ มีชีวิตคอื การแบ่งแบบ ไมโอซสิ (meiosis) ทาใหไ้ ด้เซลล์สืบพันธ์จุ านวน 4 เซลล์ แต่ละเซลล์จะมีจานวนโครโมโซมเพ่มิ ข้ึนหรอื ลดลงอย่างไร ลดลงครึง่ หน่งึ 6.การแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ จะมกี ารแบ่งเซลล์ตอ่ เนือ่ งกนั 2 รอบ คือ ไมโอซสิ I (meiosisI)และไมโอซิสII (meiosisII) 7.เซนโทรโซม คือ ออร์แกเนลลท์ ี่ไม่มีเยือ่ หุ้ม พบในเซลลส์ ัตว์มลี กั ษณะเปน็ รูปทรงกระบอก 2 อนั วางต้งั ฉากกนั แต่ ละอนั จะเรยี กว่า เซนทรโิ อล 8. ระบุระยะของการแบ่งเซลลจ์ ากภาพทีก่ าหนดให้ ลงในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง metaphase Telophase interphase Nucleus anaphase Cytoplasm prophase
2หนว่ ยท่ี พนั ธุศาสตร์ ใบงานเรอื่ ง ความผดิ ปกตทิ างพันธกุ รรม คะแนน สาระ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/5-6 ชือ่ -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาช้แี จง ใหน้ ักเรยี นเติมคาหรือข้อความทก่ี าหนดใหล้ งในชอ่ งวา่ งให้ถูกต้อง 1.โครโมโซมเพศของเพศหญิง คอื XX และเพศชายมโี ครโมโซมเพศ คอื XY 2.กาหนดให้ C แทนยนี ทค่ี วบคมุ ลักษณะตาปกติ c แทนยีนทค่ี วบคุมลกั ษณะตาบอดสี สามารถเขยี นจีโนไทป์ ได้ดังนี้ 2.1หญิงตาปกติ คอื XCXC 2.2หญงิ ตาปกติ แตเ่ ปน็ พาหะ คือ XCXc 2.3หญงิ ตาบอดสี คือ XcXc 2.4ชายตาปกติ คือ XCY 2.5ชายตาปกติ แต่เปน็ พาหะ คือ ไม่มี 2.6ชายตาบอดสี XcY 3.ยีนทเ่ี กีย่ วเน่อื งกับเพศ หมายถึง ยนี ทอ่ี ยใู่ นโครโมโซมเพศ ซ่งึ ได้แก่ โครโมโซม X โครโมโซม Y 4.ยนี ทค่ี วบคุมลกั ษณะตาบอดสเี ป็นยีนเดน่ หรอื ยีนดอ้ ย ยีนดอ้ ย ซ่งึ อยูบ่ นโครโมโซม X 5.โรคกลา้ มเน้อื แขนขาลบี ควบคมุ โดยยีนด้อยบนโครโมโซม X ชายปกติแตง่ งานกับหญงิ ปกติแตเ่ ป็นพาหะของโรค กล้ามเนอ้ื แขนขาลีบ (กาหนดให้ XM ไม่เปน็ โรค Xm เปน็ โรคกล้ามเน้อื แขนขาลบี ) ชายปกติ หญิงปกตแิ ตเ่ ปน็ พาหะ รุ่นพอ่ แม่ (P) XMY XMXm เซลล์สืบพันธเุ์ พศผู้ XM Y XM Xm เซลลส์ ืบพนั ธเ์ุ พศเมีย ลกู ร่นุ ที่ 1 (F1) XMXM XMXm XMY XmY ลักษณะในรนุ่ F1 หญิงปกติ หญิงปกตแิ ตเ่ ป็นพาหะ ชายปกติ ชายเป็นโรคกลา้ มเนอ้ื แขนขาลบี ลกู ทเี่ ป็นโรคกล้ามเนื้อแขนขาลบี คือเพศ ชาย คิดเปน็ รอ้ ยละ 25 ลูกท่ีไมเ่ ปน็ โรคกล้ามเนอ้ื แขนขาลีบคือเพศ หญงิ คิดเป็นรอ้ ยละ 75 สมชายตาบอดสแี ตง่ งานกบั สมหญงิ ซ่งึ ตาปกติและไมเ่ ป็นพาหะของตาบอดสี 6.หากท้งั สองคนมลี กู เป็นผู้หญิง จะมลี ักษณะเป็นอย่างไร และมีรอ้ ยละเทา่ ไรของลกู ทง้ั หมด ลกู ผ้หู ญิงจะมีลักษณะตาปกติแต่เป็นพาหะ คดิ เป็นร้อยละ 50 7.หากท้งั สองคนมีลูกเปน็ ผ้ชู าย จะมีโอกาสท่ลี ูกชายเป็นตาบอดสหี รือไม่ อยา่ งไร ลูกชายไมม่ โี อกาสเปน็ ตาบอดสี เนือ่ งจากตาบอดสเี ป็นยีนดอ้ ยท่อี ยู่บนโครโมโซม X เทา่ น้ัน ในกรณีนี้เซลล์ สืบพันธข์ุ องแม่ไม่มยี นี ตาบอดสีบนโครโมโซมจึงไมส่ ามารถถา่ ยทอดไปสู่รนุ่ ลกู ได้
2หน่วยที่ พนั ธศุ าสตร์ ใบงานเรือ่ ง การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/5-6 ช่อื -นามสกุล......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาชี้แจง ให้นักเรียนเตมิ คาหรือขอ้ ความลงในช่องวา่ งใหถ้ ูกต้อง 1.การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมจากยีนบนออโตโซม แบง่ เป็น 2 ชนดิ ได้แก่ การถ่ายทอด ลักษณะพนั ธุกรรมท่ีควบคุมโดยยีนด้อยบนออโตโซม และ การถ่ายทอดลกั ษณะพันธุกรรมทคี่ วบคุมโดยยนี เด่นบนออ โตโซม 2.การถ่ายทอดลักษณะพนั ธกุ รรมที่ควบคมุ โดยยีนดอ้ ยบนออโตโซม เชน่ ลักษณะผิวเผือก โรคธาลสั ซีเมีย โรค ซกิ เคิลเซลลห์ รือเมด็ เลือดแดงเป็นรูปเคียว 3.การถา่ ยทอดลกั ษณะพนั ธุกรรมท่คี วบคมุ โดยยีนเด่นบนออโตโซม เชน่ การมนี ว้ิ เกนิ การมีลกั ยม้ิ คนแคระ โรคทา้ ว แสนปม กลมุ่ อาการมารแ์ ฟน (ผอมสูง แขนขายาว หัวใจผดิ ปกติ เลนสต์ าหลุด) 4.ในการถ่ายทอดลกั ษณะผิวเผือก โดยท้ังพอ่ และแม่เปน็ พาหะของลักษณะผิวเผือกจะได้ลกู มีลักษณะเปน็ อย่างไรบา้ งคิด เปน็ อัตราส่วนเทา่ ใด (กาหนดให้ A แทนยีนท่ีควบคมุ ลักษณะผิวปกติ a แทนยนี ท่ีควบคุมลักษณะผิวเผือก) รุ่นพอ่ แม่ (P) พ่อปกตแิ ตเ่ ป็นพาหะ แมป่ กตแิ ตเ่ ป็นพาหะ Aa Aa เซลล์สืบพนั ธเุ์ พศผู้ A a A a เซลลส์ บื พันธ์ุเพศเมีย ลูกรนุ่ ท่ี 1 (F1) AA Aa Aa aa ลักษณะในร่นุ F1 ผิวปกติ ผิวปกติแต่เป็นพาหะ ผวิ ปกตแิ ต่เป็นพาหะ ผวิ เผือก ดังนน้ั รุน่ F1 จะมี 2 ลกั ษณะ คือ ผวิ ปกติ และผิวเผือก โอกาสทีล่ ูกจะเปน็ พาหะของลักษณะผิวเผือกคิดเป็นรอ้ ยละ 50 โอกาสทล่ี กู จะมีลักษณะผิวเผอื กคดิ เป็นรอ้ ยละ 25 พอ่ ไม่มีลกั ย้ิม แมม่ ลี ักย้มิ พันธแุ์ ท้ รนุ่ พ่อแม่ (P) ss SS เซลลส์ ืบพันธ์เุ พศผู้ s s S S เซลล์สืบพนั ธ์ุเพศเมีย ลูกรุ่นที่ 1 (F1) Ss Ss Ss Ss มลี ักยิม้ มลี ักย้ิม ลักษณะในร่นุ F1 มลี ักยิ้ม มลี กั ยิ้ม ดังนั้นรุ่น F1 จะมี 1 ลักษณะ คอื มลี กั ยิ้ม โอกาสทล่ี ูกจะมีลักษณะการมีลกั ยิ้มคดิ เป็นร้อยละ 100
2หน่วยที่ พันธศุ าสตร์ ใบงานเร่ือง โรคทางพันธุกรรม คะแนน สาระ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/5-6 ช่ือ-นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชแ้ี จง ให้นกั เรยี นเติมคาหรอื ข้อความลงในชอ่ งว่างให้ถกู ตอ้ ง 1.โรคพนั ธุกรรมมสี าเหตุมาจากความผดิ ปกตขิ อง ยีน และ โครโมโซม 2.มวิ เทชัน (Mutation) หมายถงึ ความผิดปกตทิ ีเ่ กดิ จากการเปลยี่ นแปลงยนี ไปจากเดมิ สง่ ผลให้ลักษณะทาง พนั ธุกรรมเปลย่ี นแปลงไปจากเดิม 3.สาเหตขุ องการเกิดมวิ เทชนั ไดแ้ ก่ การไดร้ บั รงั สบี างชนิด เชน่ รังสเี อกซ์ และสารเคมีบางชนดิ 4.ความผิดปกติของยนี แบ่งได้เปน็ 2 แบบ คือ ความผิดปกติของยนี บนออโตโซม และ ความผดิ ปกตขิ องยีนบน โครโมโซมเพศ 5.โรคทเ่ี กิดจากความผิดปกตขิ องยนี บนออโตโซม ได้แก่ โรคธาลสั ซีเมยี โรคซกิ เคลิ เซลล์ 6.โรคทเ่ี กิดจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซมเพศ ได้แก่ ภาวะตาบอดสี โรคภาวะพรอ่ งเอนไซม์ G-6-PD โรคฮีโมฟเี ลยี หรอื โรคเลอื ดแข็งตัวชา้ 7.โรคพนั ธกุ รรมที่เกิดจากความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมแบง่ ได้เป็น 2 แบบ คือ ความผิดปกตทิ ่ีเกิดกับออโตโซม และความผดิ ปกติท่ีเกิดกับโครโมโซมเพศ 8.ความผิดปกติท่ีเกิดกบั ออโตโซมมี 2 ชนดิ คือ ความผิดปกติที่จานวนออโตโซมและความผิดปกตทิ ่รี ูปร่างของ ออโตโซม 9.ความผดิ ปกตทิ ีเ่ กดิ กบั โครโมโซมเพศ ไดแ้ ก่ โครโมโซม X หรอื Y ขาดหายไป หรอื เกนิ มาจากปกติ 10.ให้นกั เรียนนาข้อความทีอ่ ยดู่ ้านขวามอื มาเติมลงหนา้ ขอ้ ความดา้ นซ้ายมือทม่ี ีความสมั พนั ธ์กัน ฉ 1.เป็นความผิดปกติของโครโมโซมเพศ โดยโครโมโซม X ก. กลมุ่ อาการพาเทา ขาดหายไป 1 แทง่ ข. กลุ่มอาการไคลนเ์ ฟลเตอร์ ค. กลมุ่ อาการเอด็ เวิรด์ ก 2.โครโมโซมคู่ท่ี 13 เกนิ มา 1 แทง่ ง. กล่มุ อาการครดิ ูชาต์ จ 3.โครโมโซม 44+XYY จ. เอ็กซ์วายวายซนิ โดรม ค 4.โครโมโซมค่ทู ่ี 18 เกินมา 1 แทง่ ฉ. กลุม่ อาการเทอรืเนอร์ ช 5.โครโมโซมคทู่ ี่ 21 เกนิ มา 1 แท่ง ช. กล่มุ อาการดาวน์ ง 6.ผู้ป่วยเสียงร้องแหลมเลก็ คลา้ ยเสียงแมวร้อง ข 7.โครโมโซม X เกินจากปกติ 44+XXY หรอื 44+XXXY ดาวนซ์ นิ โดรม โรคเมด็ เลอื ดแดงรูปเคียว แบบทดสอบตาบอดสี (Down Syndrome) (Sickle Cell disease)
2หนว่ ยท่ี พนั ธศุ าสตร์ ใบงานเร่อื ง สิง่ มีชีวิตดัดแปรพนั ธกุ รรม คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว.1.3 ม.3/7-8 ช่ือ-นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนเติมคาหรือขอ้ ความลงในช่องวา่ งใหถ้ กู ตอ้ ง 1.เทคโนโลยชี ีวภาพ (Biotechnology) คอื กระบวนการกระบวนการนาความรดู้ า้ นชวี วทิ ยาระดับเซลล์โดยเฉพาะการ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกดิ ประโยชน์เพอ่ื พัฒนาผลติ ภณั ฑท์ างการเกษตร การอตุ สาหกรรม และปรบั ปรงุ คุณภาพชวี ติ ของมนษุ ย์ 2.วิธีการพัฒนาลักษณะของสิ่งมีชวี ิตทตี่ อ้ งการโดยนาความรดู้ ้านเทคโนโลยชี ีวภาพมาใชม้ ี 3 วธิ ี ได้แก่ การคัดเลอื กพนั ธุ์ การคัดลอกพันธ์ุหรอื การโคลน (Cloning) และการใชพ้ ันธวุ ิศวกรรม (Genetic Engineering) 3.โคลกู ผสม 3 สายเลอื ดมีขอ้ ดีมากกว่าโคพันธพุ์ ้ืนเมอื งหรอื โคพ่อพันธ์แุ มพ่ ันธุ์จากตา่ งประเทศอย่างไร โคลูกผสม 3 สายเลอื ดมขี อ้ ดีมากกว่าโคพนั ธุ์พนื้ เมืองหรอื โคพ่อพันธแ์ุ ม่พนั ธ์ุจากต่างประเทศคือใหผ้ ลผลติ ได้มากกวา่ โคพนั ธ์พุ ้ืนเมอื ง และมีความต้านทานโรคต่างๆได้ดีกวา่ พอ่ พันธ์แุ ละแม่พนั ธ์จุ ากตา่ งประเทศ 4.การคัดลอกพันธุ์หรือการโคลน (Cloning) หมายถึง การสร้างสงิ่ มีชีวติ ขึน้ มาใหมโ่ ดยไมต่ ้องอาศยั การปฏสิ นธขิ อง เซลล์สบื พนั ธุเ์ พศผแู้ ละเซลล์สบื พันธ์ุเพศเมยี แตใ่ ช้เซลล์ร่างกายในการสรา้ งสง่ิ มีชวี ิตขน้ึ มาใหม 5.ประโยชน์ของการใชพ้ นั ธวุ ิศวกรรมดา้ นการเกษตรมดี ังน้ี ได้สัตวท์ ่ีมีขนาดใหญ่ คณุ คา่ ทางอาหารเพ่มิ ข้ึน และทนต่อ สงิ่ แวดลอ้ มและโรคตา่ งๆไดด้ ขี ึ้น ไดพ้ ืชใหมท่ ม่ี ีคุณสมบัตติ ามตอ้ งการ ใหผ้ ลผลิตสงู ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี 6.การใช้เทคโนโลยีชวี ภาพมีประโยชน์ต่อมนุษยด์ ้านใดบา้ ง จงยกตัวอยา่ ง 1. ดา้ นการแพทย์ เช่น การผลิตฮอโมน สร้างวคั ซนี ผลิตยาวติ ามนิ แกไ้ ขภาวะผิดปกติและการรักษาโรคต่างๆ เป็นตน้ 2. ด้านเกษตรกรรม เช่น การขยายพันธุแ์ ละการปรบั ปรงุ พันธุ์สัตว์ การขยายพนั ธแุ์ ละการปรับปรงุ พันธพ์ุ ืช เปน็ ตน้ 3. ด้านอตุ สาหกรรมอาหาร เช่น การทาอาหารกระปอ๋ ง การใชจ้ ุลินทรียแ์ ละการปรบั ปรุงสายพันธ์ุจลุ ินทรีย์ 7.เหตใุ ดจงึ มีการนาการคัดลอกพันธห์ุ รอื การโคลนมาใช้ เน่อื งจาก การผสมโดยการคดั เลอื กพันธไ์ุ มส่ ามารถจะควบคมุ ใหพ้ ันธุ์พ่อและพันธแุ์ ม่ถา่ ยทอดลกั ษณะไปยังรนุ่ ลูกได้ ตามทตี่ อ้ งการ แต่การใช้การโคลนสามารถผลิตรุ่นลูกให้มลี ักษณะทตี่ อ้ งการไดต้ ามความประสงค์ ซ่ึงสง่ิ มีชีวิตทเี่ กิด ใหมจ่ ะมีองคป์ ระกอบทางพันธกุ รรมเช่นเดียวกับส่งิ มีชวี ติ ท่ีเป็นต้นกาเนิดทกุ ประการ 8.พจิ ารณาขอ้ ความท่ีกาหนดใหต้ ่อไปน้วี ่าถูกตอ้ งใช่หรอื ไม่ ข้อความ ใชห่ รือไมใ่ ช่ 1.จเี อม็ โอ หรือ GMOs – Genetically Modified Organisms คอื สิ่งมีชีวติ ทไี่ ดร้ ับการดดั ใช่/ไมใ่ ช่ แปรพนั ธุกรรมเป็นผลผลิตจากการใชเ้ ทคโนโลยพี ันธุวิศวกรรม 2.สารเคมที ่ีใชป้ ราบวัชพชื ไมส่ ามารถแยกวชั พืชออกจากพืชท่ีเราปลูกซ่ึงสารเคมีเหล่านน้ั จะทาลาย ใช่/ไม่ใช่ หมดทกุ อย่าง นกั เทคโนโลยชี ีวภาพพชื จึงไดค้ ้นคว้า และวิจัยยาปราบวชั พชื โดยอาศยั เทคนิคทาง วิศวกรรมพนั ธศุ าสตร์ผลติ สารปราบวัชพชื ไดส้ าเรจ็ 2 ชนิด คอื ไกลโฟเสท (glyphosate) และ กลูโฟซิเนท (glufosinate) 3.ฮอร์โมนทีไ่ ดจ้ ากสงิ่ มชี ีวติ ดัดแปรพันธุกรรม ถือว่าเปน็ จเี อม็ โอ(GMOs) ใช่/ไม่ใช่
แบบฝกึ หดั ท้ายหน่วย เรือ่ ง พันธุศาสตร์ คาช้แี จง ให้นกั เรยี นเลอื กข้อท่ีถกู ต้องท่ีสุด 1.ชายหนุ่มผิวดาพันธุ์แท้ แตง่ งานกับหญงิ สาวผิวขาว มลี กู 6.ในต้นถัว่ ลันเตา ต้นสงู เปน็ ลักษณะเด่น และต้นเตย้ี 2 คน ลกู ทั้งสองมโี อกาสเปน็ แบบใด เป็นลกั ษณะด้อย การศึกษาวา่ ต้นถ่ัวลนั เตาตน้ สูงเป็นพันธุ์ ก.ผวิ ดาท้งั หมด แท้หรอื พนั ทาง ควรผสมถัว่ ลนั เตาท่ีมีลักษณะใด ข.ผวิ ขาวทัง้ หมด ก.สูงพนั ธ์แุ ท้ ข.เตย้ี พันธ์แุ ท้ ค.ผิวดาหรือผิวขาวก็ได้ ค.สูงพันธ์ุทาง ง.เตี้ยพนั ธ์ุทาง ง.คนหนึง่ ผิวดา อีกคนหนึ่งผวิ ขาว 7.การผสมพันธร์ุ ะหว่างลกั ษณะเดน่ พันธุแ์ ทก้ บั ลักษณะด้อย 2.การตรวจด้วยวธิ ีใดใช้พิสูจนค์ วามเป็นพอ่ แม่ลูกไดผ้ ล พนั ธุ์แท้ รนุ่ ลกู จะมีลกั ษณะอยา่ งไร แมน่ ยาที่สดุ ก.ปรากฏเพยี งลกั ษณะเดียว ก.จโี นไทป์ ข.โครโมโซม ข.ปรากฏลกั ษณะกึ่งกลางระหว่างพอ่ กบั แม่ ค.กรุ๊ปเลอื ด ABO ง.ลายพิมพ์ DNA ค.ลกั ษณะเด่นต่อลักษณะดอ้ ยเท่ากบั 1 : 3 3.สง่ิ มีชวี ิตชนดิ หน่งึ มจี านวนโครโมโซม 2n=16 ข้อความ ง.ลักษณะเด่นต่อลักษณะด้อยเท่ากบั 3 : 1 ตอ่ ไปนข้ี อ้ ใดถกู ตอ้ ง 8.ขอ้ ใดไมถ่ กู ต้อง ก.ส่ิงมีชวี ิตดงั กล่าวมีจานวนโครโมโซม 16 ชดุ ก.ยนี แตล่ ะลักษณะจะมอี ยเู่ ปน็ คู่ ๆ ข.จานวนโฮโมโลกัสโครโมโซมเทา่ กบั 16 คู่ ข.ในโครโมโซมมยี นี ค.เซลล์สบื พนั ธุ์มจี านวนโครโมโซม 8 แทง่ ง.ไม่มขี ้อใดถกู ค.โครโมโซมในเซลลร์ า่ งกายมี 46 แทง่ 4.รุ่นลูก(F1)มโี อกาสทจี่ ะเปน็ ฟีโนไทป์และจีโนไทป์ไม่ เหมือนกันในกรณใี ด ง.โครโมโซมในเซลลร์ ่างกายมี 44 แทง่ ก.พอ่ และแมเ่ ปน็ เฮเทอโรไซกสั ข.พอ่ และแม่เปน็ โฮโมไซกัส 9.ความผิดปกติของทารกในข้อใดไม่ไดม้ ีสาเหตมุ าจากการ ค.พอ่ เป็นเฮเทอโรไซกสั แมเ่ ป็นโฮโมไซกสั ง.พ่อเปน็ โฮโมไซกสั แมเ่ ปน็ เฮเทอโรไซกัส ถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม 5.ขอ้ ใดกลา่ วถงึ ยนี ไม่ถูกตอ้ ง ก.คนทีม่ ลี กั ยิ้มเกิดจากการถา่ ยทอดยีนเด่น ก.โรคหัดเยอรมนั ข.โครโมโซมแท่งหนึ่ง ๆ มียีนกาหนดลักษณะตา่ ง ๆ เป็นพนั ๆ ยนี ข.โรคผิวเผอื ก ค.โรคตาบอดสี ง.โรคเลอื ดไหลไมห่ ยุด 10.ลักษณะพนั ธุกรรมท่ีถกู ควบคุมด้วยยนี ดอ้ ยบน โครโมโซมเพศ ชนิด X ข้อใดกลา่ วถกู ตอ้ ง ก.ไม่พบลักษณะนใี้ นผหู้ ญิง ข.พบลกั ษณะน้ใี นผ้หู ญิงมากกวา่ ผ้ชู าย ค.การแสดงลักษณะของสงิ่ มีชีวติ ถูกควบคุมโดยยนี ดอ้ ย ค.พบลักษณะนใ้ี นผู้ชายมากกวา่ ผ้หู ญิง 1 ตวั ง.ไมพ่ บลกั ษณะน้ใี นผ้ชู าย ง.ลกั ษณะของยีนทีม่ คี วามผดิ ปกตทิ าใหค้ นมลี กั ษณะ ผดิ ปกติได้
3หน่วยท่ี คล่นื และแสง
3หนว่ ยที่ คลน่ื และแสง ใบงานเรือ่ ง คลน่ื คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/10 ช่อื -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชี้แจง ให้นกั เรยี นเติมคาหรอื ข้อความลงในช่องว่างใหถ้ ูกตอ้ ง 1.ในการจาแนกคล่ืนตามชนิดของตวั กลางทีค่ ลื่นใชใ้ นการเดินทางสามารถจาแนกออกเป็น 2 ชนดิ คือ คลืน่ กล และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ 2.คล่ืนทจ่ี าเป็นต้องใช้ตัวกลางในการเคล่ือนท่ี ซึ่งบางส่วนเราสามารถมองเหน็ ได้ง่ายๆ คือ คล่ืนกล (Mechanical wave) 3.คล่ืนท่ไี ม่ไดอ้ าศัยตัวกลางในการเคลอ่ื นที่เป็นคล่นื ท่สี ามารถเคล่อื นที่ผ่านสญุ ญากาศได้ คือ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า (Electromagnetic waves) 4.นาขอ้ ความท่กี าหนดให้เติมลงในแผนภาพให้สมบูรณ์ คล่นื กล คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า คล่นื เสียง คล่ืนแสง รงั สีเอ็กซ์ คล่นื ที่ผิวนา้ คลน่ื ไมโครเวฟ คลน่ื ในเสน้ เชอื ก รงั สแี กมมา คลืน่ วทิ ยแุ ละโทรทัศน์ เรดาร์ คลนื่ ในสปรงิ รงั สีแกมมา คล่นื ไมโครเวฟ คล่นื ในเสน้ เชอื ก รังสีเอ็กซ์ คล่ืนเสยี ง คล่ืนในสปรงิ คล่ืนแสง คลน่ื ที่ผิวน้า เรดาร์ คลนื่ วทิ ยแุ ละ โทรทัศน์ คลน่ื กล คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ คลนื่
3หนว่ ยที่ คลืน่ และแสง ใบงานเรือ่ ง สว่ นประกอบและสมบัตขิ องคลื่น คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/10 ช่อื -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาช้ีแจง ให้นักเรียนพิจารณาภาพตอ่ ไปน้ีแลว้ ตอบคาถามให้ถูกต้อง 1.เป็นตาแหน่งสูงสุดของคล่นื หรือเปน็ ตาแหนง่ ที่มีการกระจดั สงู สดุ ในทางบวก คือ จดุ b , f ตาแหนง่ นี้เรียกวา่ สันคล่นื (Crest) 2.เปน็ ตาแหนง่ ต่าสุดของคล่ืน หรือเปน็ ตาแหน่งทม่ี กี ารกระจัดสูงสดุ ในทางลบ คอื จุด d , s ตาแหน่งนีเ้ รยี กว่า ท้องคล่ืน (Trough) 3.เปน็ ระยะการกระจดั มากสดุ ทง้ั ค่าบวกและคา่ ลบ วัดจากระดบั ปกติไปถึงสันคลนื่ หรือไปถึงทอ้ งคลน่ื คือ สญั ลักษณ์ A ตาแหนง่ นี้เรียกว่า แอมพลจิ ดู (Amplitude ; A) หรือ ช่วงกว้างของคล่นื 4. ความยาวคลน่ื (wavelength) คือ ความยาวของคลน่ื 1 ลกู คลนื่ หรอื เป็นระยะหา่ งจากสันคล่ืนถงึ สันคลื่นทตี่ ิดกัน หรอื ระยะหา่ งจากทอ้ งคลืน่ ถึงท้องคลื่นท่ีตดิ กัน 5.คาบ (Period ; T) คอื เวลาทจ่ี ดุ ใดๆ บนตัวกลางสนั่ ครบ 1 รอบหรือเปน็ เวลาทเี่ กิดคลน่ื 1 ลูก หรือเวลาท่ีคล่นื ไปได้ไกล 1 ลกุ คลน่ื คาบมหี นว่ ยเปน็ วินาทีตอ่ ลกู หรอื วินาที (s) 6.ความถี่ (frequency ; f)คือ จานวนลูกคล่ืนทเี่ กดิ ข้ึนใน 1 หน่วยเวลา หรอื จานวนลูกคลนื่ ที่เคลอ่ื นท่ีผ่านจุดคงท่ีใน เวลา 1 หนว่ ย และความถี่ของคล่ืนจะมีค่าเทา่ กับความถข่ี องการสนั่ ของแหลง่ กาเนิดหมายความว่าแหล่งกาเนดิ สั่นครบ 1 รอบ จะเกดิ คลนื่ 1 ลกู ความถ่ีมหี น่วยเป็นลูกคลื่นต่อวินาที, รอบตอ่ วนิ าที, หรือ Hertz (HZ) 7.ใหน้ ักเรยี นนาขอ้ ความท่อี ยู่ดา้ นขวามือ มาเตมิ ลงหน้าข้อความดา้ นซา้ ยมือที่มีความสัมพนั ธก์ นั ค 1.เกดิ จากคลน่ื เคล่ือนทไี่ ปกระทบสิง่ กีดขวางแล้วเปล่ียนทิศ ก. การแทรกสอด(interference) กลบั สตู่ วั กลางเดมิ ข. การเลี้ยวเบน(diffraction) ค. การสะทอ้ น(reflection) ง 2.เกดิ จากคลื่นเคลื่อนท่ีจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหน่ึง ง. การหกั เห(refraction) แลว้ ทาใหอ้ ัตราเร็วและทศิ ของเคล่อื นเปล่ียนไป ก 3.เกดิ จากคลนื่ สองขบวนที่เหมือนกนั ทกุ ประการเคลื่อนท่ีมาพบกัน แล้วเกิดการซ้อนทับกนั ข 4.เกดิ จากคลน่ื เคลอื่ นที่ไปพบสิ่งกีดขวางแล้วเคล่อื นท่อี ้อมไป ดา้ นหลงั ของสิง่ กีดขวาง
3หน่วยท่ี คลื่นและแสง ใบงานเรอ่ื ง คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/11 ช่อื -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาช้แี จง ใหน้ กั เรยี นเตมิ คาหรือขอ้ ความลงในชอ่ งวา่ งให้ถูกตอ้ ง 1.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เกดิ จาก การรบกวนทางแมเ่ หล็กไฟฟ้า (Electromagnetic disturbance) โดยการทาให้สนามไฟฟา้ หรือสนามแม่เหล็กมีการเปลยี่ นแปลง เม่อื สนามไฟฟา้ มีการเปลีย่ นแปลงจะเหน่ียวนาให้เกิดสนามแม่เหล็ก หรือถา้ สนามแมเ่ หล็กมกี ารเปล่ียนแปลงกจ็ ะเหน่ียวนาให้เกดิ สนามไฟฟา้ 2.แสงท่ตี ามองเหน็ (Visible light) เป็นส่วนหนง่ึ ของคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ หากนาแท่งแก้วปรซิ ึมมาหกั เหแสงอาทิตย์ เราจะ เหน็ วา่ แสงสขี าวถกู หกั เหออกเป็นสีตา่ งๆ ได้แก่ สีม่วง คราม น้าเงิน เขยี ว เหลอื ง แสด แดง เรียกวา่ “สเปคตรมั ” (Spectrum) 3.แสงแต่ละสมี ีความยาวคลน่ื แตกตา่ งกนั โดย สมี ่วง มคี วามยาวคลน่ื น้อยท่สี ุด สแี ดง มีความยาวคล่นื มากที่สดุ 4.ให้นกั เรียนนาขอ้ ความทอี่ ยดู่ า้ นขวามอื มาเติมลงหน้าข้อความด้านซา้ ยมือที่มคี วามสัมพนั ธ์กัน 4.1เปน็ คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่มคี วามยาวคล่นื น้อยกว่า 0.01 nm ก. คลื่นวทิ ย(ุ Radio wave) โฟตอนของรังสีมีพลังงานสูงมาก กาเนิดจากแหล่งพลังงาน ข. รังสเี อก็ ซ(์ X-ray) นิวเคลียร์ เช่น ระเบดิ ปรมาณู เป็นอันตรายมากต่อส่ิงมชี วี ติ ค. รังสแี กมมา(Gamma ray) ง. แสงที่ตามองเหน็ (Visible light) 4.2มีความยาวคลน่ื 0.01 - 1 nm มีแหล่งกาเนดิ ในธรรมชาติ จ. คล่นื ไมโครเวฟ(Microwave) มาจากดวงอาทิตย์ ใชใ้ นทางการแพทย์ เพ่อื ส่องผ่านเซลล์ ฉ. รงั สีอินฟราเรด เน้ือเยือ่ แต่ถ้าได้รา่ งกายไดร้ บั รงั สนี ม้ี าก ๆ ก็จะเป็นอนั ตราย (Infrared radiation) 4.3มคี วามยาวคลน่ื 1 - 400 nm มีอยู่ในแสงอาทติ ย์ ช. รังสอี ุลตราไวโอเล็ต เป็นประโยชนต์ ่อร่างกาย แตห่ ากได้รบั มากเกนิ ไปกจ็ ะทาให้ ผิวไหม้ และอาจทาใหเ้ กดิ มะเร็งผวิ หนงั (Ultraviolet radiation) 4.4มีความยาวคล่นื 400 – 700 nm พลังงานทแี่ ผ่ออกมาจาก ดวงอาทติ ย์ ส่วนมากเป็นรงั สีในช่วงนี้ เปน็ แหล่งพลังงานที่ สาคัญของโลก และยังชว่ ยในการสังเคราะห์แสงของพืช 4.5มคี วามยาวคล่ืน 700 nm – 1 mm โลกและสิ่งชีวติ แผ่รังสี ชนิดน้ีออกมา กา๊ ซเรือนกระจก เชน่ คารบ์ อนไดออกไซด์ และไอนา้ ในบรรยากาศดดู ซบั รงั สนี ไ้ี ว้ ทาให้โลกมีความ อบอุ่น เหมาะกบั การดารงชวี ิต 4.6มคี วามยาวคล่ืน 1 mm – 10 cm ใช้ประโยชน์ในด้าน โทรคมนาคมระยะไกล นอกจากนนั้ ยังนามาประยุกต์สร้าง พลงั งานในเตาอบอาหาร 4.7เปน็ คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าทีม่ คี วามยาวคลืน่ มากทส่ี ดุ สามารถ เดนิ ทางผา่ นชน้ั บรรยากาศได้ จงึ ถูกนามาใชป้ ระโยชน์ในด้าน การสื่อสาร โทรคมนาคม
3หนว่ ยท่ี คลื่นและแสง ใบงานเรือ่ ง คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า คะแนน สาระ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/12 ช่อื -นามสกุล......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนเติมคาหรือข้อความลงในช่องวา่ งให้ถูกต้อง 1.สมบัติของคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ มีดงั น้ี 1. ไม่ต้องใชต้ ัวกลางในการเคลื่อนที่ 2. อตั ราเร็วของคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ ทุกชนดิ ในสุญญากาศเท่ากับ 3x108m/s ซึ่งเท่ากับ อัตราเรว็ ของแสง 3. เป็นคลนื่ ตามขวาง 4. ถา่ ยเทพลังงานจากที่หน่ึงไปอีกที่หน่งึ 5. ถูกปล่อยออกมาและถูกดูดกลนื ไดโ้ ดยสสาร 6. ไมม่ ีประจไุ ฟฟา้ 7. คลืน่ สามารถแทรกสอด สะทอ้ น หักเห และเลีย้ วเบนได้ 2.จงบอกประโยชนแ์ ละอันตรายที่เกิดจากคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า ชนดิ ของคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ประโยชน์ อันตราย/ข้อจากัด 1.รงั สีแกมมา ใชร้ ักษาโรคมะเร็ง ศึกษาโรคพืชตา่ งๆ ทาลายเซลล์รา่ งกายเนือ้ เยือ่ ต่างๆ (Gamma ray) การดดู ซึมแร่ธาตขุ องรากพชื อาจทาให้เกดิ มะเร็งได้ 2.รังสีเอ็กซ์ (X-ray) การเปลยี่ นแปลงพนั ธุ์พืช เมอื่ รา่ งกายรับเขา้ ไปมากเซลล์จะตายหรอื 3.รังสีอลั ตราไวโอเลต ตรวจวินิจฉัยโรค รักษาโรคมะเร็ง เสอ่ื มคณุ ภาพ อาจทาใหเ้ กิดโรคมะเร็งได้ (Ultraviolet radiation) ตรวจสอบสงิ่ แปลกปลอม หรืออาวธุ ในกระเปา๋ อาจทาใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงในยีน 4.แสงทต่ี ามองเหน็ หรอื หีบหอ่ ต่าง ๆ มผี ลตอ่ กรรมพันธุ์ (Visible light) ใช้ตรวจสอบวัตถุโบราณ หากได้รับในปริมาณมากอาจทาใหส้ ่งผล ชว่ ยกระตุ้นใหร้ า่ งกายผลติ วติ ามนิ ดี กระทบต่อดวงตา เช่นกระจกตาอักเสบ ใช้รกั ษาโรคหลายชนดิ เชน่ ด่างขาว สะเก็ดเงิน ผวิ ไหม้ ผิวคลา้ รวิ้ รอย มะเรง็ ผิวหนงั โรคกระดกู อ่อนในเด็ก อนั ตรายตอ่ ผวิ หนัง และตาคน เมื่อรับมา เปน็ แหลง่ พลังงานท่สี าคัญของโลก จานวนมากๆ อาจเป็นมะเร็งทผ่ี ิวหนงั ได้ ช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืช 5.รงั สีอนิ ฟราเรด ถ่ายภาพพืน้ โลกจากดาวเทยี ม การสรา้ งเม็ดสีของผิวผดิ ปกติ (Infrared radiation) เปน็ ตัวนาคาสั่งจากอุปกรณ์ควบคมุ ไปยัง ทาใหเ้ กดิ ร้วิ รอย เหย่ี วยน่ แก่กอ่ นวยั เครอื่ งรับทเี่ รียกว่า รีโมทคอนโทรล ผวิ หนังสูญเสยี ความยืดหยุ่น 6.คลน่ื ไมโครเวฟ การฆา่ เชอื้ โรค การตรวจวนิ จิ ฉัยโรค มะเรง็ ผิวหนงั (Microwave) ใช้ในการส่อื สาร เช่น ดาวเทียม ทาให้เซลล์หรืออวยั วะเกิดความเสยี หาย 7.คลืน่ วิทยุ โทรศัพท์มือถอื และหากเกิดในระดับรุนแรงอาจทาให้ (Radio wave) เซลล์ตายได้ ใชส้ ่ือสารทางทะเล ใชส้ ง่ วิทยุคลนื่ ส้นั สื่อสาร เกิดความรอ้ นบริเวณใต้ผวิ หนัง และ ระหว่างประเทศ ใชส้ ง่ ไมโครเวฟและเรดาร์ ใชส้ ง่ อวยั วะภายใน เป็นอันตรายตอ่ เลนสต์ า คล่นื วิทยุระบบเอเอ็ม เอฟเอม็ และคล่นื โทรทัศน์ ทาใหอ้ ุณหภมู สิ ูงข้ึน
3หนว่ ยที่ คลนื่ และแสง ใบงานเรือ่ ง กฎการสะท้อนของแสง คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/13-14 ชอ่ื -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเติมคาหรือข้อความลงในชอ่ งว่างให้ถูกตอ้ ง 1.พจิ ารณาภาพตอ่ ไปน้ี แล้วเติมคาหรอื ข้อความลงในช่องว่างให้ถกู ต้อง เสน้ แนวฉาก มุมสะท้อน มุมสะทอ้ น รังสีตกกระทบ รงั สีสะทอ้ น ผวิ วตั ถุ 2.กฎการสะทอ้ น มี 2 ขอ้ คือ 1. รงั สตี กกระทบ รงั สสี ะทอ้ น และเสน้ ปกตจิ ะอยู่ในระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบเทา่ กับมุมสะท้อน 3.เขียนแผนภาพให้สมบูรณ์แล้วตอบคาถามลงในช่องวา่ งให้ถูกตอ้ ง 3.1 ก A ข 60 1.ขนาดของมุมตกกระทบ 60 องศา 2.ขนาดของมมุ สะท้อน 60 องศา 3.รังสสี ะท้อนทามมุ กบั แนวกระจก กข มคี ่า 30 องศา 3.2 A 1.รงั สีตกกระทบบนกระจกเงาราบ กข คือ รังสีAB ก 2.มมุ ตกกระทบบนกระจกเงาราบ กข มคี ่า 45 องศา 3.รังสสี ะทอ้ นบนกระจกเงาราบ กข คือ รงั สBี C 45 4.รงั สตี กกระทบบนกระจกเงาราบ ขค คอื รังBC 5.มุมตกกระทบบนกระจกเงาราบ ขค มคี า่ 45 องศา B D 6.รงั สสี ะท้อนบนกระจกเงาราบ ขค คอื รงั สCี D 7.มุมสะทอ้ นบนกระจกเงาราบ ขค มีคา่ 45 องศา ขค C
3หนว่ ยที่ คลืน่ และแสง ใบงานเรอ่ื ง ภาพท่ีเกิดจากการวางวตั ถุไวห้ นา้ กระจกเว้า คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/14 ช่ือ-นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนวาดภาพทีเ่ กดิ จากการวางวตั ถไุ ว้หน้ากระจกเว้า ณ ตาแหน่งต่าง ๆ พรอ้ มทงั้ อธิบายลกั ษณะของภาพ วางวัตถสุ งู 1 cmไว้หน้าจุด C P CF ลักษณะภาพ ภาพจรงิ หวั กลับ ตาแหน่ง หนา้ กระจกระหว่างจดุ C กับ จดุ F ขนาดภาพ เลก็ กวา่ วัตถุ วางวัตถสุ งู 1 cmไว้ทจ่ี ดุ C P CF ลกั ษณะภาพ ภาพจริงหัวกลับ ตาแหนง่ หนา้ กระจกที่จุด C ขนาดภาพ เท่ากนั กับวัตถุ วางวัตถสุ ูง 1 cmไวร้ ะหว่างจุด C และจดุ F P CF ลกั ษณะภาพ ภาพจรงิ หวั กลบั ตาแหนง่ หน้าจุด C ขนาดภาพ ใหญก่ วา่ วตั ถุ
3หนว่ ยที่ คล่ืนและแสง ใบงานเรอื่ ง ภาพที่เกิดจากการวางวัตถไุ วห้ น้ากระจกเว้า คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/14 ชือ่ -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นวาดภาพท่ีเกดิ จากการวางวัตถไุ ว้หน้ากระจกเว้า ณ ตาแหน่งตา่ ง ๆ พร้อมทัง้ อธบิ ายลกั ษณะของภาพ วางวตั ถุสงู 1 cmไว้ที่จดุ F P CF ลักษณะภาพ ไม่เกดิ ภาพ ตาแหนง่ ทร่ี ะยะอนนั ต์ ขนาดภาพ โตกว่าวตั ถุ วางวัตถุสงู 1 cmไวร้ ะหว่างจุด F กับขัว้ กระจก P CF ลกั ษณะภาพ ภาพเสมอื นหวั ตง้ั ตาแหน่ง หลังกระจก ขนาดภาพ โตกว่าวัตถุ วางไวห้ น้ากระจกท่รี ะยะอนันต์ P CF ลักษณะภาพ ภาพจริง ตาแหนง่ หนา้ กระจก ขนาดภาพ เลก็ เปน็ จดุ
3หน่วยท่ี คล่นื และแสง ใบงานเรอื่ ง ภาพท่ีเกดิ จากการวางวตั ถไุ ว้หน้ากระจกนูน คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/14 ชอื่ -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นวาดภาพทเี่ กดิ จากการวางวตั ถุไวห้ นา้ กระจกเวา้ ณ ตาแหนง่ ต่าง ๆ พรอ้ มท้ังอธิบายลกั ษณะของภาพ วางวัตถุสูง 1 cmไว้หนา้ จุด C CF P C F ลักษณะภาพ ภาพเสมือนหวั ตัง้ ตาแหน่ง หลงั กระจก ขนาดภาพ เล็กกวา่ วัตถุ วางวตั ถสุ งู 1 cmไว้ที่จุด C CF P FC ลักษณะภาพ ภาพเสมอื นหัวตั้ง ตาแหนง่ หลงั กระจก ขนาดภาพ เล็กกว่าวตั ถุ วางวัตถุสงู 1 cmไว้ระหว่างจดุ C และจุด F CF P C F ขนาดภาพ เล็กกว่าวตั ถุ ลกั ษณะภาพ ภาพเสมอื นหวั ต้งั ตาแหนง่ หลงั กระจก
3หนว่ ยท่ี คลนื่ และแสง ใบงานเรอื่ ง การหักเหของแสง(1) คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/15 ชอื่ -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาหรือขอ้ ความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง จากภาพการ เราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า การหกั เหแสง ซง่ึ จะเกดิ บรเิ วณ ผวิ รอยต่อของตวั กลาง รังสตี กกระทบ เส้นปกติ มุมตกกระทบ ตวั กลางทมี่ คี วามหนาแน่น นอ้ ย มุมหักเห ตวั กลางทีม่ ีความหนาแน่น มาก รังสีหกั เห เมอื่ แสงเคลื่อนที่จากตวั กลางทีม่ ีความหนาแนน่ น้อย ไปสู่ตัวกลางทม่ี ีความหนาแนน่ มาก ลาแสงหกั เห เบนเขา้ หา เส้นปกติ ทาให้มุมตกกระทบ โตกว่า มมุ หักเห รังสตี กกระทบ เสน้ ปกติ มุมตกกระทบ ตวั กลางที่มคี วามหนาแน่น มาก มมุ หักเห ตัวกลางทม่ี ีความหนาแนน่ น้อย รงั สีหักเห เมอ่ื แสงเคล่อื นทีจ่ ากตัวกลางทมี่ คี วามหนาแน่น มาก ไปสู่ตัวกลางทมี่ คี วามหนาแนน่ น้อย ลาแสงหกั เห เบนออกจาก เส้นปกติ ทาให้มมุ ตกกระทบ เล็กกว่า มมุ หกั เห
3หน่วยท่ี คล่นื และแสง ใบงานเรอ่ื ง การหกั เหของแสง(2) คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/15,17 ชอื่ -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาหรือข้อความลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง มมุ เบ่ยี งเบนของแสง สี เหลือง แดง แสงขาว คราม, น้าเงิน 1. วัตถใุ นภาพทท่ี าใหแ้ สงขาวกระจายออกเป็นสีต่างๆ คอื ปรซิ ึม 2. แถบสตี า่ งๆทเี่ กดิ จากการกระจายของแสงขาว เรียกว่า แถบสเปกตรัม 3. วัตถใุ ดในธรรมชาตทิ ีท่ าให้เกิดการหกั เหของแสง หยดนา้ 4. ใหน้ กั เรยี นอธบิ ายการเกิดปรากฎการณ์รงุ้ กนิ น้า หลงั ฝนตกมกั จะมีละอองน้าหรือหยดน้าเลก็ ๆ ลอยอยูใ่ น อากาศ จะทาหนา้ ท่ีเสมือนปรซิ มึ หกั เหแสงอาทติ ย์ (White light) ใหแ้ ยกออกเป็นสเปกตรัม 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้าเงิน เขยี ว เหลือง แสด แดง 5. ปรากฏการมิราจ (Mirage) คอื ปรากฏการณซ์ ึง่ เกิดจากการหกั เหของแสงเนอื่ งจากชั้นของอากาศท่แี สงเดิม ทางผ่านมีอณุ หภมู ิต่างกัน แลว้ เกิดการสะท้อนกลับหมด เชน่ การมองเหน็ ตน้ ไม้กลบั หัว การมองเห็นเหมอื นมนี า้ หรอื น้ามันนองพืน้ ถนน ในวนั ทีม่ ีอากาศรอ้ นจดั
3หนว่ ยที่ คลืน่ และแสง ใบงานเรอื่ ง ภาพท่ีเกิดจากการวางวัตถไุ วห้ นา้ เลนส์นูน(1) คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/16 ชื่อ-นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนวาดภาพที่เกดิ จากการวางวัตถุไวห้ น้าเลนส์นนู ณ ตาแหนง่ ต่าง ๆ พรอ้ มทัง้ อธบิ ายลักษณะของภาพ วางวัตถสุ ูง 1 cmไวห้ น้าจุด C CF FC ลกั ษณะภาพ ภาพจรงิ หวั กลับ ตาแหนง่ ระหว่างจุด C กับจุด F ขนาดภาพ เล็กกวา่ วัตถุ วางวัตถุสงู 1 cmไวท้ ีจ่ ดุ C CF F C ขนาดภาพ เท่ากับวัตถุ ลกั ษณะภาพ ภาพจริงหวั กลบั ตาแหน่ง จดุ C วางวัตถสุ งู 1 cmไว้ระหว่างจุด C กบั จดุ F CF FC ลักษณะภาพ ภาพจริงหวั กลบั ตาแหน่ง หลงั จุด C ขนาดภาพ ใหญก่ ว่าวัตถุ
3หน่วยท่ี คล่นื และแสง ใบงานเร่ือง ภาพทเี่ กดิ จากการวางวัตถไุ ว้หน้าเลนสน์ ูน(2) คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/16 ช่อื -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชแี้ จง ให้นกั เรยี นวาดภาพทเ่ี กิดจากการวางวัตถไุ วห้ นา้ เลนส์นูน ณ ตาแหนง่ ตา่ ง ๆ พร้อมทัง้ อธิบายลกั ษณะของภาพ วางวตั ถสุ งู 1 cmไวท้ ่ีจุด F CF FC ลักษณะภาพ ภาพจริงหรอื ภาพเสมือน ตาแหน่ง ระยะอนนั ต์ ขนาดภาพ โตกวา่ วัตถุ วางวัตถสุ ูง 1 cmไว้หลังจุด F CF F C ขนาดภาพ ใหญก่ วา่ วัตถุ ลักษณะภาพ ภาพเสมือนหัวตัง้ ตาแหนง่ หน้าเลนส์ วางวตั ถสุ ูง 1 cmไวท้ ่รี ะยะอนนั ต์ CF F C ขนาดภาพ เป็นจุด ลักษณะภาพ ภาพจรงิ ตาแหนง่ ท่ีจุด F
3หน่วยที่ คลืน่ และแสง ใบงานเรือ่ ง ภาพท่เี กิดจากการวางวตั ถุไว้หนา้ เลนส์เวา้ (1) คะแนน สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/16 ช่อื -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นวาดภาพทเี่ กิดจากการวางวตั ถไุ วห้ น้าเลนส์เวา้ ณ ตาแหน่งต่าง ๆ พร้อมทัง้ อธบิ ายลักษณะของภาพ วางวตั ถุสูง 1 cm ไวห้ น้าจุด C CF FC ลกั ษณะภาพ ภาพเสมอื นหวั ต้งั ตาแหนง่ หน้าเลนส์ ขนาดภาพ เล็กกว่าวตั ถุ วางวตั ถสุ ูง 1 cm ไวท้ ่ีจุด C CF FC ลกั ษณะภาพ ภาพเสมอื นหัวตั้ง ตาแหนง่ หน้าเลนส์ ขนาดภาพ เล็กกว่าวัตถุ วางวัตถสุ ูง 1 cm ไว้ระหว่าจุด C กบั จุด F CF FC ลกั ษณะภาพ ภาพเสมอื นหัวต้งั ตาแหนง่ หนา้ เลนส์ ขนาดภาพ เลก็ กวา่ วัตถุ
3หน่วยที่ คลืน่ และแสง ใบงานเรอ่ื ง ภาพท่ีเกิดจากการวางวตั ถุไวห้ น้าเลนส์เวา้ (2) คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/16 ชื่อ-นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาชี้แจง ให้นกั เรยี นวาดภาพที่เกดิ จากการวางวัตถไุ ว้หน้าเลนส์เว้า ณ ตาแหน่งต่าง ๆ พร้อมทงั้ อธบิ ายลักษณะของภาพ วางวตั ถุสงู 1 cm ไว้ทีจ่ ดุ F CF FC ลักษณะภาพ ภาพเสมือนหวั ตงั้ ตาแหนง่ หนา้ เลนส์ ขนาดภาพ เล็กกวา่ วตั ถุ วางวตั ถสุ ูง 1 cm ไว้หลังจุด F CF FC ลักษณะภาพ ภาพเสมอื นหัวตัง้ ตาแหน่ง หนา้ เลนส์ ขนาดภาพ เลก็ กว่าวัตถุ วางวัตถุไว้ท่รี ะยะอนันต์ CF FC ลกั ษณะภาพ ภาพเสมอื น ตาแหน่ง หนา้ เลนส์ ขนาดภาพ เป็นจุด
3หนว่ ยที่ คล่ืนและแสง ใบงานเรื่อง นัยนต์ าและการมองเหน็ คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/18 ชือ่ -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นพิจารณาภาพต่อไปน้ีแลว้ ตอบคาถามให้ถูกต้อง 16 25 3 4 7 1.จากภาพจงบอกสว่ นประกอบและหนา้ ท่ีของนยั นต์ า หมายเลข 1 คอื กระจกตา ทาหนา้ ท่ี เปน็ ส่วนของตาดาอยู่ภายนอกเลนสต์ า มีลักษณะเปน็ เยื่อเหนียวใสและ บาง หมายเลข 2 คอื รูม่านตา ทาหนา้ ที่ เป็นชอ่ งใหแ้ สงผ่านไปส่เู ลนสต์ า ขนาดของรูม่านตาจะเปล่ียนแปลงไปตาม การเปิดปดิ ของม่านตา หมายเลข 3 คือ มา่ นตา ทาหนา้ ท่ี เป็นม่านเปดิ รูรับแสงให้ใหญ่หรอื เลก็ เพอื่ ช่วยให้แสงผา่ นไปยังเลนส์ได้ พอเหมาะ ถา้ แสงสวา่ งมากม่านตาจะเปดิ ช่องเปน็ รเู ลก็ และถา้ แสงสว่างน้อย ม่านตาจะเปดิ ช่องเป็นรูกวา้ ง เพื่อไม่ให้ เป็นอนั ตรายต่อเรตินา และเปน็ เนื้อเยือ่ ส่วนทีม่ ีสขี องนัยน์ตา ซงึ่ อาจมสี ดี า สีน้าตาล หรอื สีฟ้าแลว้ แต่เชื้อชาติ หมายเลข 4 คอื กล้ามเน้ือยดึ เลนส์ตา ทาหน้าที่ ปรบั ความยาวโพกสั ของเลนส์ตาใหส้ ามารถมองเห็นวตั ถุได้ชดั เจน ท่ีระยะต่าง ๆ หมายเลข 5 คือ เลนส์ตา ทาหน้าที่ รับแสงและหักเหแสง มีลักษณะเป็นเลนส์นนู เลนส์ตาสามารถปรับความยาว โพกสั ได้ หมายเลข 6 คอื เรตนิ า่ (ฉากรบั ภาพ) ทาหนา้ ท่ี เปน็ ฉากรบั ภาพท่เี กิดจากการหักเหแสงผ่านเลนส์ตา ซึ่ง ประกอบด้วยเซลล์ประสาท 2 ชนิด คอื เซลลป์ ะสารทรปู แท่ง และเซลลป์ ระสาทรปู กรวย 2.เซลลป์ ระสาทรปู แทง่ และเซลล์ประสาทรูปกรวยมหี น้าทอ่ี ย่างไร 1.เซลล์ประสาทรูปแทง่ (Rod Cell) ทาใหเ้ กดิ ความรู้สกึ เก่ยี วกบั ความมดื และความสว่าง ทางานไดด้ ใี นทีม่ ีแสงสวา่ ง นอ้ ย 2.เซลลป์ ระสาทรปู กรวย (Cone Cell ) ทาให้เกดิ ความรู้สกึ เกี่ยวกบั สี ทางานได้ดีในที่มีแสงสวา่ งมาก เซลล์ ประสาทเหลา่ นี้จะรวมกันเปน็ ประสาทตา (Optic Nerve ) ทาหน้าท่เี ปล่ยี นสญั ญาณแสงเปน็ สัญญาณไฟฟ้าไปสู่ สมองเพือ่ แปลความหมายออกมาเป็นภาพท่ีมองเหน็ 3.คนท่มี ปี ญั หาด้านสายตา จกั ษแุ พทย์จะทาเลสกิ ทีส่ ว่ นประกอบใดของนัยนต์ า กระจกตา
3หนว่ ยท่ี คลื่นและแสง ใบงานเร่ือง ความสวา่ งของแสง คะแนน สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว.2.3 ม.3/19-21 ชือ่ -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชี้แจง ใชข้ ้อมูลจากตารางประกอบการตอบคาถาม และเตมิ คาหรอื ขอ้ ความลงในช่องว่างให้ถกู ตอ้ ง สถานที่ ความสว่างโดยประมาณ(ลกั ซ์) บ้าน หอ้ งนั่งเลน่ หอ้ งครวั ห้องอาหาร 150-300 หอ้ งอ่านหนงั สอื ห้องทางาน 500-1,000 โรงเรยี น โรงพละศึกษา หอประชมุ 75-300 หอ้ งเรยี น 300-750 หอ้ งสมดุ ห้องปฏิบัติการ ห้องเขียนแบบ 750-1,500 โรงพยาบาล ห้องตรวจโรค 200-750 ห้องผ่าตัด 5,000-10,000 สานักงาน บันไดฉกุ เฉนิ 30-75 ทางเดินในอาคาร 75-200 หอ้ งประชุม หอ้ งรับรอง 200-750 1.อุปกรณท์ ใ่ี ช้วดั ปริมาณความสวา่ งของแสง คอื ลกั ซ์มเิ ตอร์(Lux Meter) โดยมหี น่วยวัด คือ ลักซ์ 2.สถานทที่ ตี่ ้องการความสว่างเพยี ง 50 ลกั ซ์ คือ บันไดฉุกเฉิน 3.บริเวณหอ้ งครวั ควรมคี วามสวา่ ง 150-300 ลกั ซ์ 4.การทากจิ กรรมใดควรใช้ความสว่างมากท่สี ดุ การผ่าตดั โดยใช้ความสวา่ ง 5,000-10,000 ลกั ซ์ 5.การทากจิ กรรมใดท่มี ีการใช้ความสวา่ งน้อยท่ีสดุ บรเิ วณบันไดฉุกเฉิน โดยใชค้ วามสวา่ ง 30-75 ลกั ซ์ 6.ความสวา่ งประมาณ 900 ลกั ซ์ มคี วามพอเหมาะกบั การใช้งานในกิจกรรมใดบ้าง ห้องอ่านหนงั สือ ห้องทางาน หอ้ งสมุด ห้องปฏบิ ตั กิ าร ห้องเขียนแบบ 7.พจิ ารณาข้อความตอ่ ไปน้แี ล้วเตมิ เครื่องหมายหนา้ ข้อท่ีเหน็ ดว้ ย และเติมเครอ่ื งหมายหน้าข้อทีไ่ ม่เห็นด้วย 7.1เมือ่ แสงสว่างมปี รมิ าณมากเกนิ ไปจะสง่ ผลให้เรตินาเกิดความเสียหายได้ 7.2หากอ่านหนงั สอื ในท่ีที่มคี วามสว่างน้อยเกินไปจะส่งผลใหก้ ลา้ มเนอ้ื ตาเสอ่ื มเร็วกวา่ ปกติ 7.3ช่างเช่ือมโลหะใช้หน้ากากป้องกนั ความร้อนจากแสงที่เกดิ ขึ้น 7.4ดวงตาของสัตว์หากินในตอนกลางคืน จะมีขนาดใหญเ่ พอ่ื รับแสงในสภาวะมดื สลวั ตอนกลางคนื ไดม้ าก 7.5ดวงตาของสัตวบ์ ก จะมีกระจกตาทีช่ ว่ ยหกั เหแสงให้กระทบเข้าสู่เลนสต์ า ถา้ กระจกตามีความโค้งมาก แสงก็จะถูกหกั เหมาก 7.6เมอ่ื แสงไปกระทบสง่ิ ตา่ ง ๆ จะสะทอ้ นวตั ถุหรอื สิง่ ของนน้ั มาเข้าตาเราและผา่ นเขา้ ในลกู ตาไปทาให้เกดิ ภาพท่ี กระจกตา 7.7เรตินาจะมีเซลลร์ ับแสง 2 ชนิด คือ เซลลร์ ูปแท่ง (Rod Cell) และเซลลร์ ปู กรวย (Cone Cell) 7.8อัตราการใหพ้ ลงั งานแสงของแหล่งกาเนดิ แสง มีหนว่ ยเปน็ ลักซ์ 7.9วัตถุท่ผี ลิตแสงได้ด้วยตวั เองเรียกว่า แหล่งกาเนิดแสง เช่น ดวงอาทติ ย์ หิ่งห้อย เทยี นไข หลอดไฟฟ้า 7.10ความสวา่ งขนาด 810 ลกั ซ์ เปน็ ความสวา่ งทีเ่ หมาะสาหรับการเขียนหนงั สอื และการทดลองวทิ ยาศาสตร์
แบบฝึกหัดท้ายหนว่ ย เร่ือง คล่นื และแสง คาชีแ้ จง ให้นกั เรียนเลอื กข้อท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 6.เลนสต์ าของคนเปน็ เลนส์ชนิดใด ก.เลนสเ์ ว้า 1.คลื่นนาท่ีเกิดจากแหลง่ กาเนดิ ที่ส่ันเร็วขึ้นจะมอี ะไร ข.เลนส์เวา้ แกมนูน เปลีย่ นแปลงนอกจาความถี่ ค.เลนสน์ นู ก.คาบเพิม่ ขึน้ ง.เลนส์นูนแกมเว้า ข.ความยาวคลน่ื ลดลง 7.เรตินามหี น้าที่คลา้ ยสว่ นประกอบใดของกลอ้ งถา่ ยรปู ค.พลงั งานมากขน้ึ ก.ไดอะแฟรม ง.อตั ราเรว็ เพมิ่ ขน้ึ ข.ชตั เตอร์ 2.ปริมาณใดของคลื่นท่ใี ช้บอกคา่ พลงั งานบนคล่ืน ค.เลนส์นูนหลายอันประกบกัน ก.ความถ่ี ง.ฟลิ ม์ ข.ความยาวคลนื่ 8.คนสายตาส้นั ต้องใช้แว่นท่ีทาด้วยเลนส์เวา้ เพราะเหตุใด ค.แอมพลจิ ูด ก.เลนสเ์ ว้าทาใหเ้ ห็นวตั ถใุ กล้เข้ามา ง.อัตราเรว็ ข.เลนส์เวา้ ทาให้เห็นวตั ถุโตขึน้ และไปอยู่ท่ีเรตนิ า 3.คลืน่ ในข้อตอ่ ไปนี้ขอ้ ใดเปน็ คลื่นประเภทเดียวกนั ค.เลนส์เว้าทาให้ภาพของวตั ถุเลอื่ นออกไปอย่ทู ี่เรตนิ า ก.คล่นื เสียง คล่ืนวิทยุ คลนื่ ไมโครเวฟ ง.เลนสเ์ ว้าทาใหภ้ าพของวัตถเุ ล่อื นเข้ามาอยู่ท่ีเรตนิ า ข.คลื่นนา คล่ืนในเสน้ เชอื ก 9.เมอ่ื สอ่ งกระจกนูนจะเหน็ ภาพท่มี ีลักษณะอย่างไร ค.คล่ืนดล คลนื่ ในสปริง ก.หนา้ ใหญ่หวั ต้งั พอเข้าใกล้หนา้ เลก็ ลงหัวตั้ง ง.แสง คลื่นไฟฟา้ กระแสสลับ รังสีแกมมา ข.หน้าเลก็ หัวตงั้ พอเขา้ ใกลห้ น้าใหญห่ ัวตง้ั 4.พิจารณาคล่นื ทั้ง 3 ชนิด ไดแ้ ก่ คลื่นในเสน้ เชือกท่ี ค.หน้าใหญห่ ัวต้งั พอเข้าใกลห้ นา้ ใหญข่ ้ึนหัวตง้ั เกิดจากการสะบดั ปลายเชือกข้นึ ลง คล่ืนผิวน้าท่ีเกิดจาก ง.หน้าเลก็ หัวกลบั พอเขา้ ใกล้หน้าใหญ่ขึ้นหัวตง้ั วัตถุกระทบผวิ น้าและคลืน่ เสียงในน้า ข้อใดผิด 10.เลนสน์ นู อนั หน่งึ มีความยาวโฟกสั 10 เซนติเมตร วาง ก.คล่นื ทั้ง 3 ชนิดเป็นคลนื่ กล วัตถหุ า่ งจากเลนส์ 20 เซนตเิ มตรข้อใดกล่าวถกู ข.คลืน่ ทั้ง 3 ชนิดเป็นคลน่ื ตามยาว ก.เกดิ ภาพจรงิ หา่ งจากเลนส์ 20 เซนติเมตรมขี นาดโต ค.คลน่ื ทั้ง 3 ชนดิ เปน็ การถ่ายโอนตามยาว เปน็ 2 เทา่ ของวัตถุ ง.คลน่ื ทง้ั 3 ชนดิ จะสะท้อนเม่ือผ่านตวั กลางตา่ งชนิดกัน ข.เกิดภาพจริงห่างจากเลนส์ 20 เซนติเมตรมีขนาดเทา่ 5.คลน่ื ใดตอ่ ไปนเี้ ปน็ คลน่ื ทีต่ อ้ งอาศยั ตัวกลางในการ วัตถุ เคลือ่ นท่ี ค.เกดิ ภาพจริงห่างจากเลนส์ 40 เซนติเมตร มีขนาดโต 1.คลน่ื แสง เปน็ 2 เทา่ ของวตั ถุ 2.คลนื่ เสียง ง.เกิดภาพเสมอื นห่างจากเลนส์ 20 เซนตเิ มตรมขี นาดเท่า 3.คลืน่ ผิวนา้ วัตถุ ก.ข้อ 1 เทา่ นั้น ข.ขอ้ 2 และข้อ 3 ค.ขอ้ 1 และข้อ 3 ง.ทั้งขอ้ 1 ขอ้ 2 และขอ้ 3
4หนว่ ยท่ี ระบบสุรยิ ะของเรา
4หน่วยท่ี ระบบสุริยะของเรา ใบงานเร่ือง แรงโนม้ ถ่วงระหวา่ งดวงอาทิตยก์ บั ดาวบริวาร คะแนน มาตรฐาน ว3.1 ม.3/1 สาระ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ ชอ่ื -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชี้แจง ให้นักเรียนเติมคาหรอื ข้อความลงในช่องวา่ งใหถ้ ูกตอ้ ง 1.นักวิทยาศาสตร์ผู้คน้ พบแรงโน้มถว่ งของโลกคอื เซอร์ ไอแซก นวิ ตัน 2.แรงโน้มถ่วงทาใหส้ ิ่งตา่ ง ๆ ที่มมี วลเคลื่อนท่ี เขา้ หากนั โดยวัตถทุ ี่มมี วลมากจะมีแรงดงึ ดดู มาก และถา้ วตั ถุ อยู่ใกลก้ ัน แรงดงึ ดดู กจ็ ะมีค่า มากขนึ้ 3.เราสามารถคานวณแรงโน้มถว่ งไดจ้ ากสมการ F = G(m1m2)/r2 โดย แรงโน้มถว่ ง = F ค่านจิ โน้มถ่วงสากล = G ระยะทางระหว่างวัตถุทั้งสอง = r มวลของวตั ถุ = m1 , m2 4.โจฮานเนส เคปเลอร์ คน้ พบวา่ ดาวเคราะหโ์ คจรรอบดวงอาทติ ย์เป็นวงรี โดยมคี วามเร็วในวงโคจรไม่เท่ากัน ระยะหา่ งจากดวงอาทิตย์กับคาบเวลาในการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงเป็นสัดส่วนคงที่ เซอร์ ไอแซก นวิ ตัน ได้ อธบิ ายว่าทเ่ี ปน็ เชน่ นี้เปน็ เพราะอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง 5.ดาวเคราะห์ช้นั ใน(Inner Planets) คือ ดาวเคราะหท์ โ่ี คจรอยูใ่ กลด้ วงอาทิตย์ เปน็ ดาวเคราะห์ขนาดเล็ก มีความ หนาแน่นสูง มีองค์ประกอบเปน็ หนิ และโลหะ 6.ดาวเคราะหช์ ั้นนอก(Outer Planets) คอื ดาวเคราะหท์ ี่โคจรอยู่ไกลจากดวงอาทติ ย์ เป็นดาวเคราะหท์ ม่ี ีขนาดใหญ่ มีวงแหวนลอ้ มรอบ มอี งคป์ ระกอบท่ีเปน็ น้าแขง็ แกส๊ และของเหลว 7.ในระบบสุรยิ ะ ดาวเคราะหท์ ี่มขี นาดใหญ่ทสี่ ุดคอื ดาวพฤหสั บดี(Jupiter) 8.ดาวเคราะห์ที่มสี แี ดงจดั คอื ดาวอังคาร สาเหตุทีม่ ีสีแดงเน่อื งจาก องคป์ ระกอบของดินส่วนใหญ่เป็นเหล็ก 9.ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวง หากนาไปใสล่ งในน้าดาวเคราะห์ดวงใดสามารถลอยน้าได้ ดาวเสาร์ เพราะ ดาวเสาร์มคี วามหนาแน่นน้อยกวา่ นา้ มีความหนาแน่นเฉลีย่ ประมาณ 0.7 กรัมตอ่ ลกู บาศก์เซนตเิ มตร 10.ระยะเวลาของการโคจรรอบดวงอาทิตยข์ องดาวเคราะห์มีความสัมพนั ธก์ ับระยะหา่ งจากดวงอาทิตย์ดงั นี้ ดาวเคราะห์ท่ีอยูห่ ่างจากดวงอาทิตย์จะใช้เวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเคราะห์ทอี่ ยู่ใกลด้ วงอาทิตย์ 11.เกณฑข์ องการเปน็ ดาวเคราะห์คอื ตอ้ งเปน็ ดาวท่ีโคจรรอบดาวฤกษ์ มีวงโคจรชัดเจนไมส่ ับสนกับดาวเคราะหด์ วงอ่นื และต้องมีมวลมากพอจนเกิดแรงโน้มถว่ งทาให้มรี ูปร่างกลมหรือเกือบกลม 12.ดาวเคราะหแ์ คระมี 3 ดวง ได้แก่ ดาวพลโู ต ดาวอิริส และดาวซเี รส 13.ดาวเคราะห์น้อยคือ ดาวเคราะหข์ นาดเลก็ มอี งค์ประกอบเปน็ หนิ หรือสว่ นผสมของหินกับโลหะ มจี านวนมากมาย ดาว เคราะห์น้อยสว่ นใหญ่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์นอ้ ยทอ่ี ยู่ระหว่างวงโคจรของดาวองั คารและดาวพฤหัสบดี เรียกว่า แถบดาวเคราะห์นอ้ ย 14.ดาวหาง คอื วัตถุบนท้องฟา้ ทไ่ี ม่มีแสงในตวั เอง เป็นกอ้ นนา้ แข็งสกปรก โคจรรอบดวงอาทติ ย์เปน็ วงรมี าก จงึ โคจร อยูร่ ะหว่างดาวเคราะหด์ ้วย เมื่อโคจรอยหู่ า่ งจากดวงอาทิตยจ์ ะไมม่ ีหาง แตเ่ มอ่ื เข้าใกล้ดวงอาทิตย์จะมีหัวและหางปรากฏ โดยหางจะพุ่งไปทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ 15.ฝนดาวตก เกดิ จาก ดาวหางบางดวงโคจรผ่านใกลท้ างโคจรของโลก เม่อื ดาวหางเคลือ่ นที่ไปจะทง้ิ เศษฝุ่นและหนิ ไวใ้ น วงโคจร เม่ือโลกเคล่ือนทผี่ ่านทางโคจรของดาวหาง เศษฝนุ่ และหินเหล่านั้นจะตกลงสพู่ ื้นโลก และเสียดสีกบั บรรยากาศ ของโลก ทาให้ลกุ ไหมเ้ ปน็ ดาวตกจานวนมากมาย
4หนว่ ยท่ี ระบบสุรยิ ะของเรา ใบงานเรอื่ ง การเคลือ่ นท่ีปรากฏของดวงอาทติ ย์ คะแนน มาตรฐาน ว3.1 ม.3/2 สาระ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ช่ือ-นามสกุล......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาช้แี จง ใหน้ กั เรียนเติมคาหรอื ขอ้ ความลงในชอ่ งว่างให้ถูกต้อง 1.นาอักษรหนา้ ขอ้ ความทีก่ าหนดให้ เตมิ ลงในช่องว่างใหถ้ ูกตอ้ ง A 20 มี.ค. A. วสนั ตวษิ ุวตั (อีควนิ อกซฤ์ ดใู บไมผ้ ลิ) B. เหมายนั (โซลสทิสฤดหู นาว) C ดวงอาทิตย์ B C. ครีษมายนั (โซลสทสิ ฤดรู ้อน) 21 มิ.ย. 21 ธ.ค. D. ศารทวิษุวตั (อคี วนิ อกซฤ์ ดูใบไม้ร่วง) 22 ก.ย. D 2.สุรยิ วถิ (ี Ecliptic) หมายถงึ เส้นทางการเคลือ่ นท่ีของดวงอาทิตยบ์ นท้องฟา้ 3.วสันตวษิ วุ ตั (อคี วนิ อกซฤ์ ดูใบไม้ผลิ) คอื ช่วงเวลาท่ีดวงอาทติ ย์ขน้ึ ทางทศิ ตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกพอดี ทาใหก้ ลางวันและกลางคนื ยาวนานเท่ากนั พอยา่ งเข้าฤดูหนาวดวงอาทิตย์จะเคลือ่ นท่ีไปอยูใ่ นซีกฟ้าเหนือมากข้ึนใตแ้ ต่ละวัน 4.ครีษมายนั (โซลสทิสฤดรู ้อน) คือ ชว่ งเวลาที่ดวงอาทติ ยอ์ ยคู่ อ่ นไปทางทิศเหนอื มากทีส่ ุด ดวงอาทิตยข์ ้ึนเรว็ และตกช้า ทาใหซ้ ีกโลกเหนือกลางวนั ยาวนานกวา่ กลางคืน 5.ศารทวษิ วุ ตั (อคี วนิ อกซฤ์ ดใู บไมร้ ่วง) คอื ชว่ งเวลาทดี่ วงอาทิตย์จะขึ้นทางทศิ ตะวนั ออกและตกทางทิศตะวันตกพอดีอกี คร้งั กลางวนั และกลางคืนยาวนานเทา่ กัน พอย่างเข้าฤดูหนาว ดวงอาทิตย์จะเคลอ่ื นที่ไปอยใู่ นซีกฟา้ ใต้มากขึน้ ในแตล่ ะวัน 6.เหมายนั (โซลสทิสฤดูหนาว) คอื ชว่ งเวลาทด่ี วงอาทิตย์อยู่คอ่ นไปทางทิศใต้มากทีส่ ุด ดวงอาทติ ยข์ ึ้นชา้ และตกเรว็ ทาใหซ้ กี โลกเหนอื กลางคนื ยาวนานกว่ากลางวนั หลังจากน้นั ดวงอาทิตยจ์ ะเคลอื่ นท่กี ลับมายังเส้นศูนย์สูตรฟ้าอกี ครั้ง 7.จากภาพ ข้อความต่อไปนี้ถกู ตอ้ งใชห่ รอื ไม่ ขอ้ ความ ใชห่ รอื ไมใ่ ช่ 1.วันท่ี 20 มนี าคมและ 22 กันยายน ดวงอาทติ ยข์ น้ึ ทาง ใช่/ไม่ใช่ ทศิ ตะวนั ออก และตกทางทิศตะวนั ตกพอดี ทาใหก้ ลางวันและกลางคืนยาวนานกวา่ ปกติ 2.วันท่ี 21 มถิ นุ ายน ดวงอาทติ ยอ์ ยคู่ อ่ นไปทางทิศเหนือ ใช่/ไม่ใช่ มากที่สดุ ดวงอาทติ ยข์ ้ึนเรว็ และตกช้า ทาให้ซีกโลกเหนอื กลางวนั ยาวนานกวา่ กลางคนื 3. วนั ที่ 21 ธันวาคม ดวงอาทิตย์อยคู่ อ่ นไปทางทิศใต้ ใช่/ไมใ่ ช่ มากทีส่ ดุ ดวงอาทติ ย์ข้ึนช้าและตกเรว็ ทาใหซ้ ีกโลกเหนือ กลางคนื ยาวนานกว่ากลางวนั
4หนว่ ยที่ ระบบสุริยะของเรา ใบงานเร่อื ง การเกดิ ข้างข้นึ ข้างแรม คะแนน มาตรฐาน ว3.1 ม.3/3 สาระ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ ชือ่ -นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนระบายสีภาพดวงจันทรต์ ามลกั ษณะข้างขน้ึ -ขา้ งแรม แล้วเติมคาหรือข้อความลงในชอ่ งวา่ งใหถ้ กู ตอ้ ง 1 8 2 SUN 7 3 64 5 1.แรม 15 ค่า คือหมายเลข 3 ดวงจันทรม์ ลี กั ษณะ มืดทงั้ ดวง 2.ขึน้ 15 คา่ คือหมายเลข 7 ดวงจนั ทร์มลี กั ษณะ สว่างเต็มดวง 3.ดวงจันทร์โคจรรอบโลกใชเ้ วลา 29.5 วัน ในทิศ ทิศเดียวกนั กับโลกหมุนรอบตัวเอง 4.แสงอาทิตยส์ ะทอ้ นจากดวงจันทรม์ ายงั โลกทาให้คนบนโลก เหน็ ส่วนสว่างได้ไมเ่ หมือนกนั ในแต่ละคืนโดยหันดา้ นสวา่ ง เข้าหาดวงอาทติ ยเ์ สมอ ปรากฏการณน์ ้ีเรียกวา่ ขา้ งขึ้น-ข้างแรม(The Moon’s Phases) 5.ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก ทาใหม้ ุมระหว่างดวงอาทิตย์-ดวงจันทร-์ โลก เปลีย่ นแปลงไปวันละ 12 องศา 6.ช่วงเวลาทม่ี องเหน็ ดวงจันทร์ค่อย ๆ สวา่ งขึ้นในแต่ละคนื จนสวา่ งเตม็ ดวงเรียกช่วงเวลานี้ว่า ขา้ งข้นึ มรี ะยะเวลา ประมาณ 15 วนั จะเห็นดวงจนั ทร์ในช่วง หวั ค่า 7.ช่วงเวลาทม่ี องเหน็ ดวงจนั ทร์คอ่ ย ๆ มืดลงในแตล่ ะคืนจนมดื สนทิ ท้งั ดวงเรียกชว่ งเวลานี้วา่ ขา้ งแรม มรี ะยะเวลา ประมาณ 15 วนั จะเห็นดวงจนั ทร์ในชว่ ง เช้ามดื 8.คนไทยแบ่งเดอื นทางจนั ทรคติ (Lunar month) ออกเป็น 30 วัน คือ วนั ขน้ึ 1 ค่า - วันข้นึ 15 ค่า และ วันแรม 1 คา่ - วันแรม 15 คา่ 9.ตามปฏิทินจันทรคติถอื ให้วนั พระ ไดแ้ ก่ วนั ข้ึน 15 คา่ (ดวงจนั ทรส์ วา่ งเต็มดวง), วันแรม 15 คา่ (ดวงจันทร์มืดท้ังดวง), วนั แรม 8 คา่ และวนั ขนึ้ 8 คา่ (ดวงจันทรส์ ว่างครงึ่ ดวง) 10.ในช่วงเวลาทดี่ วงจันทรป์ รากฏเป็นเสี้ยวบาง แตเ่ ราสามารถมองเห็นด้านมืดของดวงจนั ทร์ได้ เน่อื งจาก แสงอาทติ ย์ ส่องกระทบพืน้ ผวิ โลกแลว้ สะทอ้ นไปยังดวงจันทร์ เรยี กปรากฏการณน์ วี้ ่า “แสงโลก” (Earth shine)
4หนว่ ยท่ี ระบบสรุ ยิ ะของเรา ใบงานเรอื่ ง การข้ึน-ตกของดวงจนั ทร์ คะแนน มาตรฐาน ว3.1 ม.3/3 สาระ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ช่ือ-นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาช้แี จง ใหน้ ักเรยี นพิจารณาขอ้ ความต่อไปนี้ว่าถูกต้องใช่หรอื ไม่ ข้อความ ใชห่ รือไมใ่ ช่ 1.ดวงจนั ทร์จะขึ้นและตกเร็วขึน้ อยา่ งสมา่ เสมอประมาณวันละ 50 นาที ใช่/ไมใ่ ช่ 2.ในวันข้างข้นึ ดวงจนั ทรจ์ ะขึน้ ในเวลากลางวนั กอ่ นดวงอาทติ ยต์ ก ใช่/ไม่ใช่ และตกในเวลากลางคนื ใช่/ไม่ใช่ ใช่/ไม่ใช่ 3.ในวันขา้ งแรม ดวงจนั ทรจ์ ะขน้ึ หลังดวงอาทิตย์ตก หรือขน้ึ ในเวลากลางคนื และตกในเวลากลางวนั 4.ดวงจนั ทร์ต้องใช้เวลาประมาณ 15 วนั จึงจะมีเวลาขึ้นและตกใกล้เคียงกบั เวลาเดิมอกี ครั้งหนึง่ 5.ในวนั ข้นึ 8 คา่ ดวงจนั ทรจ์ ะข้ึนเวลาประมาณเท่ียงวัน และตกในเวลาเทยี่ งคืน ใช่/ไม่ใช่ 6.ในวันแรม 7 ค่า ดวงจันทร์ขน้ึ ในเวลาประมาณเท่ียงคืน และตกในเวลาประมาณเท่ยี งวนั ใช่/ไม่ใช่ 7.ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลกจากทิศตะวันตกไปทศิ ตะวันออกซ่งึ เป็นทิศทางเดียวกนั กับการ ใช่/ไม่ใช่ หมุนรอบตัวเองของโลก ใช่/ไม่ใช่ 8.ดวงจนั ทร์ขึน้ หมายถงึ ดวงจนั ทรม์ าปรากฏอยู่ ณ ขอบฟ้าทิศตะวนั ออกในเวลากลางคนื ใช่/ไม่ใช่ 9.เมอื่ สังเกตดวงจนั ทรบ์ นโลก จะพบวา่ ในวันขา้ งขน้ึ ดวงจันทรจ์ ะหันด้านสว่างไปทางทิศ ใช่/ไมใ่ ช่ ตะวนั ออก ใช่/ไมใ่ ช่ ใช่/ไมใ่ ช่ 10.ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกใช้เวลาน้อยกวา่ โลกหมนุ รอบตัวเอง ใช่/ไม่ใช่ ใช่/ไมใ่ ช่ 11.ดวงจันทรต์ ก หมายถึง ดวงจันทร์มาปรากฏอยู่ ณ ขอบฟา้ ทศิ ตะวันตก ใช่/ไมใ่ ช่ 12.ดวงจันทร์ขน้ึ และตกในทิศเดียวกนั กับดวงอาทิตย์ 13.รูปร่างปรากฏของดวงจนั ทรท์ ่ีเราเห็นแตกต่างกนั เกดิ จากโลกหมนุ รอบตัวเอง 14.คนบนโลกเห็นพน้ื ผวิ ของดวงจนั ทร์เพยี งดา้ นเดียวเน่ืองจากดวงจันทรใ์ ช้เวลาหมนุ รอบตวั เอง เทา่ กับเวลาทใี่ ช้ในการโคจรรอบโลก 15.ดวงจนั ทรไ์ มม่ ีแสงสวา่ งในตัวเอง แสงจากดวงจันทร์เกิดจากการสะทอ้ นแสงอาทติ ยม์ าเขา้ ตาเรา
4หน่วยที่ ระบบสุรยิ ะของเรา ใบงานเรอื่ ง ปรากฏการณ์น้าข้ึน-น้าลง คะแนน มาตรฐาน ว3.1 ม.3/3 สาระ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ ช่อื -นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ให้นกั เรยี นเตมิ คาหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1.เมื่อดาวดวงหนง่ึ ได้รับอิทธิพลของแรงโนม้ ถว่ งจากดาวอีกดวงหนงึ่ ดา้ นทอี่ ย่ใู กล้จะถูกดึงดูดมากกวา่ ดา้ นทอี่ ยู่ไกล ความ แตกต่างของแรงทั้งด้านจะทาใหเ้ กิดความเครียดภายใน ถา้ เนื้อของดาวไมแ่ ขง็ แรงพออาจทาให้ดาวแตกได้ ถ้าเนอ้ื ของดาวมี ความหยุ่นกจ็ ะทาใหด้ าวยืดออกเป็นทรงรี เราเรียกแรงภายในท่ีแตกต่างนี้ว่า \"แรงไทดลั \" (Tidal force) 2.วัตถุแต่ละชนิดท่มี ีมวลลว้ นแลว้ แตม่ แี รงทด่ี ึงดดู เข้าหากนั ถา้ วัตถมุ มี วลมาก แรงดึงดดู จะมีคา่ มาก หากวตั ถอุ ยหู่ ่างกัน มาก แรงดงึ ดูดก็จะมีคา่ น้อย 3.วนั ขน้ึ 15 คา่ และวันแรม 15 ค่า ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์เรยี งตวั อยู่ในแนวเดียวกัน ทาใหแ้ รงไทดลั บน โลกเพ่ิมขนึ้ หรอื ลดลง เพมิ่ ขน้ึ ซึง่ ส่งผลใหร้ ะดับน้าขึ้นสงู สดุ และระดบั น้าลงตา่ สุดแตกต่างกันมาก เรยี กว่า \"น้าเกดิ \" (Spring tides) 4.วนั ข้นึ 8 คา่ และวันแรม 8 ค่า ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทรอ์ ย่ใู นแนวต้งั ฉากกัน ทาให้แรงไทดลั บนโลก เพมิ่ ขนึ้ หรือลดลง ลดลง สง่ ผลใหร้ ะดบั น้าขึ้นสูงสุดและระดบั น้าลงตา่ สดุ ไม่แตกต่างกันมาก เรียกว่า \"น้าตาย\" (Neap tides) 5.พจิ ารณาภาพต่อไปน้ีแล้วเตมิ คาหรือขอ้ ความลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง 22 31 31 44 ภาพ ก ภาพ ข 5.1จากภาพ ก ตาแหน่งทม่ี ีนา้ ข้นึ สูงสดุ คือ หมายเลข 1 และ 3 5.2จากภาพ ก ตาแหนง่ ทน่ี า้ ลงต่าสุด คือ หมายเลข 2 และ 4 5.3จากภาพ ข ตาแหนง่ ท่ีน้าขนึ้ น้อยทีส่ ุด คือ หมายเลข 2 และ 4 5.4จากภาพ ข ตาแหนง่ ท่ีน้าลดลงน้อยทสี่ ุด คอื หมายเลข 1 และ 3 5.5วันข้ึน 15 ค่า และวนั แรม 15 ค่า คือภาพ ก 5.6วนั ข้นึ 8 ค่า และวนั แรม 8 ค่า คอื ภาพ ข 5.7เม่อื ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทร์ อยใู่ นตาแหนง่ ทที่ ามุม ดงั ภาพ ข แรงดงึ ดดู ของดวงจนั ทรม์ ากกวา่ ดวง อาทติ ยส์ ่งผลให้นา้ ทะเลขน้ึ หรอื ลงน้อยที่สุด เรยี กวา่ \"นา้ ตาย\" (Neap tides)
4หนว่ ยท่ี ระบบสุรยิ ะของเรา ใบงานเร่ือง เทคโนโลยีอวกาศ คะแนน มาตรฐาน ว3.1 ม.3/4 สาระ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ ชอ่ื -นามสกุล......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นนาตวั อักษรทางดา้ นขวามือ ไปเติมลงหน้าประโยคทางดา้ นซ้ายมือที่มคี วามสมั พันธ์กัน และตอบคาถามต่อไปนีใ้ ห้ถูกตอ้ ง 1.ใชป้ ระโยชน์ในการสารวจอวกาศ อยู่ในวงโคจรทส่ี ูงกว่าดาวเทียม ก. ขยะอวกาศ ประเภทอน่ื ข. กระสวยอวกาศ 2.ใช้ประโยชนใ์ นการหาตาแหน่งและทศิ ทางของการเดินเรือ ค. ยานอวกาศทไี่ ม่มีมนษุ ย์ 3.ใช้ประโยชนด์ ้านการจารกรรมหรอื สงคราม ควบคุม 4.ใชป้ ระโยชนใ์ นดารติดตอ่ สอื่ สารและโทรคมนาคม ง. ดาวเทียมนาร่อง 5.ใช้ในการพยากรณอ์ ากาศ จ. ดาวเทยี มสอ่ื สาร 6.ใชส้ ารวจพื้นผวิ โลกและการเปล่ียนแปลงต่างๆ ฉ. ดาวเทยี มอตุ ุนยิ มวิทยา 7.ใชส้ ารวจดาวเคราะห์ ไดแ้ ก่ ดาวพธุ ดาวศกุ ร์ และดาวอังคาร ช. ดาวเทยี มสารวจอวกาศ 8.ยานพาหนะทพี่ าดาวเทยี มหรอื ยานอวกาศข้ึนไปสอู่ วกาศ ซ. ดาวเทียมจารกรรม ไมส่ ามารถนากลบั มาใชไ้ ดอ้ กี ฌ. ดาวเทียมสารวจ 9.ถกู พัฒนาข้นึ มาแทนจรวด สามารถนากลบั มาแกไ้ ขซ่อมแซม ทรพั ยากรธรรมชาติ ปรับปรุงเพ่อื นาไปใชใ้ หม่ ญ. จรวด 10.ช้ินสว่ นต่างๆของยานอวกาศทสี่ ลดั ออกซึ่งเสื่อมสภาพแลว้ ฎ. สถานอี วกาศ เปน็ อันตรายตอ่ ดาวเทยี มและสถานีอวกาศที่กาลังโคจรอยู่ ฏ. ดาวเทยี มค้างฟา้ 11.เปน็ ห้องทดลองขนาดใหญ่ อยู่ในอวกาศตลอดชวี ิตการทางาน 12.ดาวเทยี มทอ่ี ยู่ ณ ตาแหนง่ เดิมบนท้องฟ้า เน่อื งจากใช้เวลา โคจรรอบโลกครบรอบเทา่ กบั โลกหมุนรอบตัวเองครบรอบพอดี 13. เหตุใดในปจั จุบันมนษุ ยต์ อ้ งสง่ ดาวเทียม ยานอวกาศและอปุ กรณ์ต่างๆไปโคจรรอบโลก เพื่อการสอื่ สารสารวจดวงดาวและอวกาศเพอ่ื สารวจสภาวะแวดลอ้ มของโลก วจิ ยั และปฏิบัตกิ ารทดลองบางอยา่ งทไ่ี ม่ สามารถทาได้บนโลก เชน่ การผลติ สารบริสุทธิ์ เพอ่ื ใช้ผลิตยา การผสมสารท่มี ีสมบัติพเิ ศษ และความหนาแนน่ ต่างกัน 14. ดาวเทยี มส่อื สารดวงแรกของประเทศไทยมชี ่ือวา่ อยา่ งไร ดาวเทียมไทยคม 15. เพราะเหตุใดตอ้ งสร้างจรวดเปน็ หลายๆท่อนติดต่อกัน เพื่อให้สามารถบรรทกุ เช้ือเพลิงไดใ้ นปรมิ าณมากและเมื่อจรวดท่อนต่างๆถกู สลดั ทง้ิ ไปตามลาดบั ทาให้สามารถลดมวล ของจรวดใหน้ อ้ ยลงเร่ือยๆเปน็ การลดอุปสรรคในการเคล่อื นทีห่ นีแรงโนม้ ถ่วงของโลก
แบบฝึกหัดท้ายหนว่ ย เรือ่ ง ระบบสรุ ิยะของเรา คาชแี้ จง ให้นกั เรียนเลือกขอ้ ที่ถกู ต้องที่สดุ 1.ขอ้ ใดผิด 6.ดาวเคราะหด์ วงใดทีม่ ีแกนหมุนเอยี ง ทาใหเ้ กดิ ฤดูหนาว ก.วนั ขา้ งขึ้นดวงจันทรข์ น้ึ ในเวลากลางวัน และฤดูร้อนคลา้ ยคลงึ กับโลก ข.วนั ขา้ วแรมดวงจันทรจ์ ะหนั ส่วนสวา่ งไปทางทศิ ตะวันตก ก.ดาวพธุ ค.ในวนั ข้นึ 8 ค่า เราจะเหน็ ดวงจนั ทร์ข้นึ ในเวลา ข.ดาวศกุ ร์ เที่ยงวันและตกในเวลาเที่ยงคนื ค.ดาวอังคาร ง.ดวงจันทรข์ นึ้ ในเวลาต่างกนั ทกุ วัน ต้องใช้เวลา 30 วัน ง.ดาวเสาร์ จึงจะข้ึนใกลเ้ คยี งกบั เวลาเดมิ 7.สรุ ยิ วิถหี มายถึง 2.บุคคลแรกท่ีสร้างกลอ้ งโทรทรรศน์ เพอ่ื งส่องดดู าวบน ก.เส้นทางท่ีดวงอาทติ ย์ปรากฏเคลื่อนท่ีไปบนทอ้ งฟ้าครบ ทอ้ งฟ้าคือใคร 1 ปี ก.โจฮานส์ เคปเลอร์ ข.เส้นทางท่ดี าวเคราะห์เคล่ือนทร่ี อบดวงอาทติ ย์ 1 รอบ ข.นิโคลสั โคเปอรน์ คิ สั ค.ระนาบทเี่ กดิ จากวงโคจรของโลกรอบดวงอาทติ ย์ ค.กาลิเลโอ ง.การโคจรของดวงอาทติ ยท์ าใหพ้ ืน้ ทสี่ ่วนต่าง ๆ ของโลก ง.เฟรด ริบเบลิ ได้รบั แสงจากดวงอาทติ ย์ไม่เทา่ กัน 3.ตามนยิ ามของสมาพนั ธ์ดาราศาสตรส์ ากล ปัจจุบันดาว 8.ถา้ ไมม่ ีกล้องโทรทรรศน์การสังเกตสง่ิ ใดที่ใช้บง่ ช้ีได้ว่า ดวงใดไมเ่ ปน็ ดาวเคราะห์ ดาวดวงใดเปน็ ดาวฤกษ์หรอื ดาวเคราะห์ ก.ดาวเสาร์ ข.ดาวยเู รนัส ก.การกระพรบิ แสง ข.การเคล่ือนท่ี ค.ดาวเนปจนู ง.ดาวพลูโต ค.สีของดาว ง.ข้อ 1 และข้อ 2 4.ขอ้ ใดกลา่ วผดิ 9.ขอ้ ใดมีขนาดใหญท่ สี่ ดุ ก.ดาวตกเปน็ สะเก็ดของดาวหาง ก.เอกภพ ข.กาแล็กซี ข.ดาวหางไมม่ แี สงในตัวแองเชน่ เดียวกับดาวฤกษ์ ค.ระบบสรุ ิยะ ง.เนบิวลา ค.มวลของดาวหางบางสว่ นจะหายไปทุกรอบของการโคจร 10.จากการสงั เกตดาวบนท้องฟ้าในแต่ละคืนพบวา่ ดาว ง.คนบนโลกจะสังเกตเห็นดาวหางเมอ่ื ดาวหางอยใู่ กล้โลก เคลือ่ นที่จากทิศตะวันออกไปยังทศิ ตะวันตกเนื่องจาก 5.ขอ้ ใดกลา่ วถูก เหตผุ ลตามขอ้ ใด ก.เมือ่ โลกอยู่ในตาแหนง่ ทไ่ี กลจากดวงอาทติ ย์ที่สุดจะเปน็ ก.โลกหมุนจากทศิ ตะวนั ออกไปยังทศิ ตะวนั ตก วันท่ีอากาศบนโลกหนาวเยน็ ที่สดุ ข.ดาวเคลอ่ื นทจ่ี ากทศิ ตะวนั ออกไปยงั ทิศตะวนั ตก ข.ดาวพฤหสั บดีมีดวงจันทร์ 4 ดวง ค.โลกหมุนจากทศิ ตะวนั ตกไปยงั ทิศตะวันออก ค.ดาวหางจะเรอื งแสงเมื่อโคจรมาอยูใ่ กล้ดวงอาทติ ย์ ง.ดาวเคล่ือนที่จากทิศตะวันตกไปยงั ทศิ ตะวันออก ง.การเกดิ สุริยปุ ราคาเต็มดวงจะทาให้เกิดพายุสุริยะขึ้นอยา่ ง รุนแรง
ม.3 ใบงานวิทยาศาสตร์ เทอม 2 ปฏิกิริยาเคมแี ละวัสดใุ นชีวติ ประจาวัน ไฟฟ้า ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
5หน่วยท่ี ปฏิกิรยิ าเคมี และวสั ดใุ นชีวิตประจาวนั
หน่วยที่ ปฏิกริ ยิ าเคมี ใบงานเรื่อง การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี คะแนน 5 และวัสดใุ นชวี ิตประจาวัน มาตรฐาน ว2.1 ม.3/3 สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ ชื่อ-นามสกลุ ......................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนพิจารณาการเปล่ียนแปลงในแต่ละขอ้ วา่ มปี ฏิกิริยาเกิดข้ึนหรอื ไม่ พรอ้ มท้ังให้เหตผุ ล การเปลี่ยนแปลง การเกิดปฏิกิริยาเคมี เหตผุ ล เกดิ ปฏกิ ิริยา/ไมเ่ กดิ ปฏกิ ิริยา 1.การหายใจของสตั ว์ เมอ่ื หายใจเขา้ สดู เอาแก๊ส ออกซเิ จน แต่เมอ่ื เกดิ ปฏกิ ริ ิยา หายใจออกได้แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ 2. มะม่วงดบิ กลายเป็นมะม่วงสุก เกิดปฏกิ ิริยา มีสารใหม่เกดิ ขนึ้ คือสมี ะมว่ งเปล่ยี นจากสีเขียว เกิดปฏกิ ิรยิ า เป็นสีเหลืองและมีกล่นิ หอม 3. การท่เี หล็กเกิดสนมิ เกิดปฏกิ ิริยา มสี ารใหม่เกิดข้นึ คอื สนมิ และเหล็กไมส่ ามารถ กลับมาเหมอื นเดมิ ได้อกี 4. การใส่เปลอื กไขล่ งในน้าส้มสายชู ไม่เกดิ ปฏกิ ริ ิยา แล้วเกิดฟองฟู่ มสี ารใหม่เกิดขึ้น คอื ฟองฟู่ (แก๊ส) 5. เมื่อผสมสารละลายใสไม่มีสี 2 ชนดิ เข้าด้วยกนั แต่ไม่เห็นความ เน่ืองจากไม่พบสารใหมเ่ กิดขนึ้ อาจเปน็ เพยี ง เปลีย่ นแปลง แตจ่ ับภาชนะแล้วรู้สึก การละลายของสาร เย็น 1. นักเรยี นมวี ธิ ีการสังเกตอยา่ งไรบา้ งในการดูว่าสารต่างๆทอี่ ยู่รอบตวั เรามีการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี สังเกตจากสารใหมท่ ่ีเกดิ ข้ึน เชน่ การเกดิ ตะกอน สี เกดิ ฟองแกส๊ มกี ล่นิ เกดิ ขึน้ การเกิดสนมิ การเนา่ เปอ่ื ย เป็น ต้น 2. หากเติมน้าลงไปในสารชนิดหนึ่งแล้วทาให้ค่า pH เปลยี่ นแปลง จัดวา่ เป็นการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ไม่เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี เน่ืองจากเปน็ เพียงการเจือจางสาร และไม่มสี ารใหมเ่ กดิ ขน้ึ 3. จงยกตวั อยา่ งสารในชีวติ ประจาวันทีม่ ีการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3 ตัวอยา่ ง 1) การเผาไหมข้ องเช้อื เพลงิ 2) การสงั เคราะห์แสงของพืช 3) การเกิดฝนกรด
หนว่ ยท่ี ปฏกิ ิรยิ าเคมี ใบงานเรื่อง สมการเคมี คะแนน 5 และวัสดุในชีวิตประจาวัน มาตรฐาน ว2.1 ม.3/3 สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ช่อื -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นเติมคาหรอื ขอ้ ความลงในช่องว่างต่อไปนใี้ ห้ถูกต้อง 1. หลักในการเขียนสมการเคมี มีดงั น้ี 1) เขยี นสตู รเคมขี องสารต้งั ต้นไวท้ างซา้ ยมอื ถ้ามีมากกว่า 1 สารให้ใช้เคร่ืองหมาย + คั่น เขียนลกู ศรแสดงการ เปลย่ี นแปลงแล้วเขยี นสตู รเคมขี องผลติ ภัณฑ์ ถา้ มมี ากกว่า 1 สาร ให้ใช้เครื่องหมาย + คน่ั 2) ตอ้ งระบุสถานะของสารแต่ละชนิดโดยใส่ใน ( ) หลังสูตรดงั นี้ (s) สถานะของแข็ง (solid) (l) สถานะของเหลว (liquid) (aq) สารละลายที่มีน้าเป็นตัวทาละลาย (aqueous) (g) สถานะแก๊ส (gas) 3) ตอ้ งดลุ สมการทกุ ครง้ั เพื่อทาจานวนอะตอมของธาตแุ ตล่ ะธาตุทเี่ ป็นองค์ประกอบของสารตงั้ ต้นใหเ้ ท่ากับอะตอม ของธาตแุ ตล่ ะธาตทุ ีเ่ ปน็ ผลติ ภัณฑ์ 2. หลกั ในการดลุ สมการ มีดังน้ี 1) เร่ิมจากสารในสตู รเคมีทม่ี ีจานวนอะตอมมากทสี่ ดุ กอ่ น 2) นับจานวนอะตอมของธาตใุ นสตู รแลว้ หาตัวเลขท่ีเหมาะสมไปใส่หน้าสตู ร เพ่ือทาให้จานวนอะตอมของธาตแุ ต่ละ ธาตุทางซา้ ยเทา่ กับทางขวาของสมการ 3) ดุลทลี ะธาตุจนครบทกุ ธาตุ 4) ตรวจสอบความถูกตอ้ ง 3. จงดลุ สมการท่กี าหนดใหต้ ่อไปน้ี 1) Al(s) + O2(g) Al2O3 (g) 4Al(s) + 3O2(g) 2Al2O3 (g) 2) Mg(s) + HCl(aq) MgCl2(aq) + H2(g) Mg(s) + 2HCl(aq) MgCl2(aq) + H2(g) 3) Fe(s) + O2(g) + H2O(l) Fe2O3 . H2O 4Fe(s) + 3O2(g) + 2H2O(l) 2Fe2O3 . 2H2O 4) Zn(s) + HCl(aq) ZnCl2(aq) + H2(g) Zn(s) + 2HCl(aq) ZnCl2(aq) + H2(g) 5) Ca(s) + H2O(l) Ca(OH)2(aq) + H2(g) Ca(s) + 2H2O(l) Ca(OH)2(aq) + H2(g)
หน่วยท่ี ปฏิกิรยิ าเคมี ใบงานเรื่อง มวล พลังงานกับการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี คะแนน 5 และวสั ดุในชวี ิตประจาวนั มาตรฐาน ว2.1 ม.3/4-5 สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ช่ือ-นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนเติมคาหรอื ข้อความลงในช่องว่างต่อไปนี้ให้ถกู ตอ้ ง 1. การจาแนกระบบตามมวลของสารในระบบ สามารถจาแนกได้ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1) ระบบปดิ หมายถงึ ระบบท่ไี มม่ กี ารถา่ ยเทมวลสารระหวา่ งระบบกบั ส่งิ แวดล้อม มวลจึงคงที่ เป็นไปตามกฎทรงมวล 2) ระบบเปิด หมายถงึ ระบบทมี่ กี ารถ่ายเทมวลสารระหวา่ งระบบกบั ส่งิ แวดล้อม ซงึ่ ตอ้ งมแี กส๊ เก่ยี วข้องในปฏิกริ ยิ าเคมี ดว้ ย มวลจงึ ไม่คงท่ี ถ้าไม่ปิดฝาภาชนะ 2. ปฏกิ ริ ิยาเคมสี ามารถแบ่งตามคา่ พลงั งานของสารทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) ปฏิกิรยิ าคายพลงั งาน คือ ปฏกิ ริ ิยาเคมที ่ีผลิตภัณฑ์มีพลงั งานตา่ กวา่ สารตง้ั ต้น 2) ปฏกิ ริ ิยาดูดความรอ้ น คอื ปฏกิ ิริยาเคมีท่ีผลติ ภัณฑม์ ีพลงั งานสงู กว่าสารต้ันต้น 3. จงพจิ ารณาวา่ ปฏกิ ริ ิยาต่อไปน้ี เป็นปฏกิ ิริยาดูดความร้อนหรอื คายความรอ้ น พร้อมทง้ั บอกเหตุผลประกอบ เผา 1) แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมออกไซด์ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ปฏกิ ิริยาน้เี ป็นปฏกิ ริ ิยา ดดู ความร้อน เหตผุ ล สังเกตจากสารตง้ั ต้นดูดพลงั งานความร้อนเขา้ ไปทาให้เกดิ การสลายตัวของสารตั้งต้นแล้วมีสารใหม่ เกิดขึ้น 2) เผาลวดแมกนีเซยี มในอากาศเกดิ การลุกไหม้ได้เปลวไฟสว่างจ้าและความร้อน ปฏิกริ ิยานี้เปน็ ปฏกิ ริ ิยา คายความรอ้ น เหตุผล เนอื่ งจากการลุกไหมข้ องลวดแมกนีเซียมคายพลังงานออกสสู่ ิง่ แวดลอ้ ม มคี วามร้อนและเปลวไฟสวา่ งจ้า เกิดขึ้น 4. พิจารณากราฟแสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งพลงั งานกับเวลาทใี่ ชใ้ นการเกิดปฏิกิริยา แล้วตอบคาถามต่อไปนี้ พ ัลงงาน (KJ) A สารตั้งต้นคือ สาร X ผลิตภณั ฑ์คอื สาร Y+Z B Y+Z ปฏิกริ ยิ าน้เี ปน็ ปฏิกิริยา ดดู ความรอ้ น XC เพราะ ผลติ ภัณฑม์ ีพลงั งานมากกว่าสารต้งั ต้น เวลา เขียนสมการได้ดังน้ี X Y+Z พ ัลงงาน (KJ) A สารต้ังต้นคือ สาร Y+Z ผลติ ภัณฑค์ ือ สาร X Y+Z B ปฏกิ ริ ิยานเี้ ปน็ ปฏกิ ิริยา คายความรอ้ น C X เพราะ ผลิตภณั ฑม์ ีพลังงานตา่ กวา่ สารตัง้ ตน้ เวลา เขียนสมการไดด้ ังนี้ Y+Z X
หนว่ ยท่ี ปฏกิ ิรยิ าเคมี ใบงานเรอื่ ง ปัจจยั ที่มีผลตอ่ การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี คะแนน 5 และวัสดใุ นชีวติ ประจาวนั มาตรฐาน ว2.1 ม.3/5 สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ ชือ่ -นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาช้ีแจง ใหน้ กั เรียนเตมิ คาหรอื ขอ้ ความลงในช่องวา่ งต่อไปน้ีให้ถูกตอ้ ง 1.ปจั จัยต่อไปนีส้ ่งผลอย่างไรตอ่ การเกิดปฏิกิริยา จงอธบิ าย 1)ชนิดของสาร สารแตล่ ะชนิดมีสมบัตทิ เ่ี ป็นลักษณะเฉพาะตัว ซ่งึ ส่งผลต่อการทาปฏกิ ิรยิ าว่าจะเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมหี รอื ไม่ และหากเกิดปฏกิ ิรยิ าแล้ว ปฏิกิรยิ านั้นจะเกดิ ช้าหรอื เร็ว 2)ความเข้มขน้ ของสาร สารละลายที่มคี ามเขม้ ขน้ มาก อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าจะเกดิ เร็วกว่าสารทีม่ ีความเขม้ ข้นน้อยกว่า เนอื่ งจากจานวนอนภุ าคของสารต้ังต้นในสารละลายมานวนมากกว่า 3)อุณหภมู ขิ องสาร เมือ่ อณุ หภมู ิสงู ขึน้ อนภุ าคของสารตงั้ ตน้ จะมพี ลังงานจลน์เพมิ่ ขน้ึ ทาใหช้ นกนั แรงขนึ้ ดังน้ัน ปฏกิ ริ ิยาจะเกดิ เร็วข้ึน แต่ถ้าอณุ หภูมิตา่ พลังงานจลน์ของสารต้งั ต้นจะลดลง อนุภาคของสารตั้งต้นชนกนั ไมแ่ รง จงึ มี พลงั งานไม่สงู พอทีจ่ ะทาให้เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี 4)ขนาดของสาร สารที่มีขนาดเลก็ กว่าจะเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าสารทมี่ ีขนาดใหญ่เน่ืองจากสารท่ีมขี นาดเล็กจะมพี น้ื ท่ี ผวิ สมั ผสั มากกวา่ สารท่ีมีขนาดใหญ่ 2.ถา้ ต้องการให้หินปนู 1 กอ้ น มวล 10 กรัม ทาปฏิกริ ยิ ากับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเรว็ ข้ึน ควรทาอย่างไร ระบมุ า 3 ประการ 1) บดหนิ ปูนให้มีขนาดเล็กลง 2) เพิม่ ความเขม้ ข้นของกรดไฮโดรคลอรกิ 3) เพ่มิ อณุ หภูมิใหส้ ูงขนึ้ 3. ตัวเรง่ ปฏกิ ิริยาหรอื คะตะไลส์ (Catalyst) มสี มบัตดิ งั น้ี 1) ชว่ ยเร่งปฏกิ ิรยิ าให้เกิดเรว็ ขน้ึ 2) ใสล่ งไปเพยี งเลก็ น้อย เมอ่ื สนิ้ สุดปฏิกิรยิ ายังคงมสี มบัตเิ หมือนเดมิ และมีปริมาณเท่าเดมิ 3) ปฏกิ ิริยาชนดิ หน่งึ อาจมสี ารท่ีใชเปน็ ตัวเรง่ ปฏิกิริยาตา่ งจากปฏิกิริยาชนดิ อืน่ 4. A + B C+D ใชเ้ วลา 5 นาทใี นการเกิดปฏกิ ริ ยิ าที่สมบูรณ์ A+B+X C + D + X ใช้เวลา 2 นาทใี นการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าท่สี มบูรณ์ สารที่เป็นตวั เรง่ ปฏิกิริยาคือ สาร X ทาหนา้ ที่ เปน็ ตวั เร่งให้ปฏกิ ริ ิยาเกดิ เรว็ ข้นึ 5. เพราะเหตใุ ดเวลารับประทานอาหารจึงต้องเค้ียวอาหารให้ละเอียดก่อน เพอ่ื ใหอ้ าหารมขี นาดเล็กลง ชว่ ยให้เอนไซมย์ อ่ ยอาหารได้ง่ายข้ึน เปน็ การเพมิ่ พ้นื ทผ่ี วิ ของอาหารให้สมั ผัสกบั เอนไซม์ ไดม้ ากขน้ึ
หน่วยท่ี ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ใบงานเรื่อง ปฏิกิริยาเคมรี อบตัว คะแนน 5 และวัสดใุ นชีวิตประจาวนั มาตรฐาน ว2.1 ม.3/6 สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ ชื่อ-นามสกุล......................................................................ชน้ั ...............เลขท.ี่ .......... คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาหรอื ข้อความลงในชอ่ งวา่ ง และเขยี นสมการข้อความแสดงปฏิกิริยาตา่ ง ๆ ดังต่อไปน้ีใหถ้ กู ตอ้ ง 1. ปฏกิ ิรยิ า การเกิดสนมิ เหล็ก อธิบาย เนอ่ื งจากได้รบั ปฏกิ ริ ิยาเคมที ่ีมีอากาศ นา้ หรอื ความร้อนเปน็ ตวั การสาคัญทาให้โลหะมีคณุ สมบตั ิแตกต่างไปจากเดมิ เช่น สที ี่ เปล่ยี นไป มคี วามแข็งแรงลดลง และทาใหเ้ กิดการผกุ รอ่ น สมการเคมี 4Fe(s) + 2H2O(l) + 3O2(g) Fe2O3 H2O 2. ปฏกิ ิริยา การสนั ดาปหรือการเผาไหมเ้ ช้ือเพลิง อธบิ าย เกิดจากการรวมตัวกันของเช้อื เพลงิ กบั ออกซิเจนอยา่ งรวดเรว็ พร้อมเกดิ การลกุ ไหมแ้ ละคายความร้อน สมการเคมี C3H8(g) + 5O2(g) 3CO2(g) + 4H2O(g) 3. ปฏกิ ริ ยิ า กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง (photosynthesis) อธบิ าย เปน็ กระบวนการสรา้ งอาหารของพชื สีเขียว โดยมคี ลอโรฟลิ ล์ทา หน้าทีด่ ดู พลงั งานแสงจากดวงอาทติ ยแ์ ลว้ เปล่ียนสารวตั ถดุ ิบคอื นา้ และ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ใหเ้ ป็น น้าตาลกลโู คส นา้ และ แกส๊ ออกซิเจน สมการเคมี 6CO2 + 12H2Oคลอแโสรงฟลิ ล์ C6H12O6 + 6H2O + 6O2 4. ปฏิกิรยิ า ฝนกรด อธบิ าย เกดิ จากการละลายของก๊าซซลั เฟอร์ไดออกไซด์หรือไนตริกออก ไซดใ์ นน้าฝนทต่ี กลงมา โดยก๊าซซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์จะมาจากการเผาไหม้ ถ่านหิน สว่ นไนตรกิ ออกไซด์มาจากการเผาไหมใ้ นเครื่องยนต์ของ ยานพาหนะต่าง ๆ สมการเคมี CO2 + H2O H2CO3
หนว่ ยท่ี ปฏิกิรยิ าเคมี ใบงานเร่ือง ผลของปฏกิ ริ ิยาเคมีต่อสงิ่ มชี ีวิตและส่งิ แวดลอ้ ม คะแนน 5 และวสั ดใุ นชวี ิตประจาวัน มาตรฐาน ว2.1 ม.3/7 สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ ช่ือ-นามสกุล......................................................................ชนั้ ...............เลขท.ี่ .......... คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนสืบค้นข้อมลู เกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบของปฏิกิริยาเคมีต่อไปนี้ ทม่ี ผี ลต่อส่งิ มชี วี ิตและ สิ่งแวดลอ้ ม และจับคสู่ ัญลกั ษณเ์ ตอื นภยั ให้ถูกตอ้ ง ประโยชนข์ องปฏิกริ ยิ าเคมี ผลกระทบของปฏกิ ิริยาเคมี 1.การเผาไหม้ อาจทาใหเ้ กิดแกส๊ พษิ เปน็ พิษต่อระบบหายใจ เปน็ ปฏิกริ ยิ าคายความร้อนและให้พลังงานมาใชก้ ับรถยนต์ ทาใหเ้ กดิ ฝนกรด ทาให้เกิดภาวะโลกร้อน ประเภทต่างๆ ใชใ้ นอตุ สาหกรรม 2.ปฏิกิรยิ าระหวา่ งโลหะกบั กรด ทาใหโ้ ลหะเกิดการผุกร่อน จึงไมค่ วรนาอาหารทม่ี ี ใช้เตรียมแก๊สไฮโดรเจนเพื่อใช้ในการเชื่อมโลหะ บรรจุ รสเปร้ียวใส่ในภาชนะที่ทาดว้ ยโลหะ ลูกโปง่ สวรรค์ ทาเนยเทียมหรอื มาการีน และใช้ลา้ งคราบ สนมิ ทาใหส้ งิ่ ก่อสร้างท่ีทาด้วยหนิ ปูนผกุ ร่อน 3.สารประกอบคาร์บอเนตกับกรด - ใช้ทานา้ แข็งแหง้ ใชใ้ นอตุ สาหกรรมหอ้ งเยน็ ใช้สรา้ ง หมอกควนั ในการแสดงคอนเสิร์ต ใชผ้ ลติ นา้ อดั ลม ทาใหโ้ ลหะเป็นสนมิ ผุกร่อน 4.ปฏกิ ริ ิยาระหว่างกรดกับเบส ชว่ ยล้างพิษจากแมลงกัดตอ่ ย ใช้ลดความเป็นกรดของดิน ทายาธาตุ ลดกรดเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร 5.การเกิดออกไซดข์ องโลหะ ใชท้ ายาลดกรด ชว่ ยปอ้ งกันไมใ่ หเ้ นือ้ อลูมเิ นยี มหมอง ทา ให้ใชง้ านไดน้ าน สารกัดกร่อน (CORROSIVE) สารกัมมนั ตรังสี สารมพี ษิ (TOXIC) สารไวไฟ (FLAMMABLE)
หน่วยที่ ปฏิกริ ิยาเคมี ใบงานเรอ่ื ง ปฏกิ ริ ยิ าเคมีในชวี ติ ประจาวนั คะแนน 5 และวสั ดุในชวี ติ ประจาวัน มาตรฐาน ว2.1 ม.3/8 สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ ชื่อ-นามสกลุ ......................................................................ชน้ั ...............เลขท.่ี .......... คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นเติมคาหรือขอ้ ความลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง 1.ถา้ ดนิ มีสมบตั ิเปน็ กรด ควรแก้ความเป็นกรดของดนิ โดย เติมปนู ขาว เนือ่ งจาก ปนู ขาวมีฤทธเิ์ ปน็ ด่างออ่ นๆ จะ ชว่ ยลดความเป็นกรดของดินลงได้ 2.ควรนาอาหารประเภทยาใส่ในภาชนะท่ีทาดว้ ยโลหะหรอื ไม่ ไมค่ วร เพราะ อาหารประเภทยาจะมีกรดมาก เช่น กรดจากนา้ มะนาว ซึ่งอาจทาใหก้ ัดกรอ่ นภาชนะท่ที าดว้ ยโลหะ 3.เพราะเหตใุ ดเจดยี ท์ ีท่ าด้วยหินปูนจงึ เกดิ การสึกกร่อน เนอ่ื งจากฝนทต่ี กลงมามีฤทธ์เิ ป็นกรดออ่ นๆ เม่ือน้าฝนทมี่ ี ฤทธเ์ิ ป็นกรดทาปฏกิ ริ ยิ ากบั เจดีย์ที่ทาด้วยหินปูน จงึ ทาใหเ้ กิดการสกึ กร่อนได้ 4.การชุบโลหะหรอื การทาสีโลหะ มจี ดุ ประสงคเ์ พอื่ ปอ้ งกันไม่ใหโ้ ลหะสัมผสั กบั น้าและแกส๊ ออกซเิ จนอันเป็นสาเหตุท่ี ทาให้โลหะเกิดสนมิ 5.เหตใุ ดจึงไม่ควรให้เครือ่ งใช้ทีท่ าด้วยโลหะสัมผสั กบั น้า เนอ่ื งจากจะทาให้โลหะเกิดสนมิ 6.ปฏิกริ ิยาที่สารละลายกรดทาปฏกิ ิริยาพอดกี ับสารละลายเบส เรยี กวา่ ปฏิกริ ิยาสะเทนิ สารทีเ่ กดิ จากปฏิกริ ิยาน้ี คือ เกลือและนา้ 7.ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหมท้ ่ไี มม่ เี ขมา่ ควันสีดาเรียกวา่ การเผาไหม้สมบูรณ์ สว่ นการเผาไหมท้ ่ีเกิดเขมา่ ซึ่งเป็นพิษตอ่ ระบบหายใจเรียกว่า การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ 8.หากถกู ผ้งึ ตอ่ ยจะทาให้รสู้ กึ คันหรือปวดเนือ่ งจาก ผึง้ จะปล่อยกรดอนิ ทรยี อ์ อกมา ควรปฐมพยาบาลเบือ้ งต้นโดย ใช้สบู่ที่มฤี ทธิ์เป็นเบสล้างเพอื่ สะเทินกรด จะช่วยบรรเทาอาการคนั หรอื ปวดได้ 9.เพราะเหตใุ ดเม่อื นาทองคาไปเผาจนหลอมเหลว แต่เม่อื ปล่อยให้เย็นลงกย็ ังคงมลี ักษณะเหมือนเดิม ไมเ่ กิดปฏิกริ ยิ าเคมี เพราะธรรมชาติของทองคาจะทาปฏกิ ิริยายาก 10. ใหน้ ักเรยี นยกตวั อยา่ งสาเหตทุ ี่ทาให้เกดิ ฝนกรด 3 ตวั อยา่ ง 1) การเผาไหม้ของถ่านหนิ 2) การเผาไหม้เชอ้ื เพลิงจากโรงงาน 3) การระเบดิ ของภเู ขาไฟ
Search