7 แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 1 ความรเู้ บ้ืองต้นการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หวั ขอ้ เนอื้ หา ระบบคอมพิวเตอร์ วิวัฒนาการของภาษาคอมพิวเตอร์ หลักเกณฑ์ในการเลือกใชภ้ าษาคอมพิวเตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์ท่ีนิยมใชใ้ นปัจจบุ นั สรุป วตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม 1. อธบิ ายระบบคอมพิวเตอร์ได้ 2. อธิบายความหมายและววิ ัฒนาการของภาษาคอมพิวเตอร์ได้ 3. อธบิ ายความเป็นมาและลักษณะของภาษาคอมพิวเตอรท์ ี่นิยมใช้ในปจั จบุ ันได้ 4. สามารถเลอื กใช้ภาษาคอมพวิ เตอร์ในการปฏบิ ัติงานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 5. นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ วธิ กี ารสอนและกจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. วิธีสอน 1.1 ใช้วิธีสอนแบบบรรยาย เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ วิวัฒนาการของภาษาคอมพิวเตอร์ หลักเกณฑใ์ นการเลอื กใช้ภาษาคอมพวิ เตอร์ และภาษาคอมพิวเตอร์ทีน่ ิยมใชใ้ นปจั จบุ นั 1.2 ใช้วิธีสอนแบบปฏบิ ตั ิการ เรือ่ ง ระบบคอมพิวเตอร์ 2. กจิ กรรมการเรยี นการสอน 2.1 นาเข้าสู่บทเรียนด้วยการอธิบายถึงความสาคัญของระบบคอมพิวเตอร์ท่ีมีบทบาทต่อ การทางานในทุกภาคส่วน ด้วยการนาอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ในการปฏิบัติงานภายใต้การสั่งการจาก โปรแกรม จึงจาเป็นท่ีต้องเรียนรู้ถึงวิวัฒนาการของภาษาคอมพิวเตอร์ หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ ภาษาคอมพวิ เตอร์ และภาษาคอมพวิ เตอรท์ นี่ ิยมใชใ้ นปัจจุบัน 2.2 บรรยาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบในแต่ละหัวข้อ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความ เขา้ ใจ มที ักษะ และปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอน แล้วสามารถนาไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้
8 2.3 ให้นักศึกษาทบทวนความรู้ความเข้าใจ และฝึกฝนทักษะเพิ่มเติมด้วยตนเอง จากการ ทาแบบฝึกหัด เรื่อง ความรู้เบ้ืองต้นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และแบบฝึกปฏิบัติ เร่ือง การใช้ คอมพวิ เตอรก์ ับการปฏบิ ัติงาน ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนบทที่ 1 ความรู้เบอื้ งต้นการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 2. เคร่อื งไมโครคอมพวิ เตอร์ 3. เครอื่ งโปรเจคเตอร์ 4. โปรแกรมพาวเวอร์พอยท์ เรอื่ ง ความรเู้ บอ้ื งตน้ การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 5. แบบฝึกปฏิบตั ิ เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ การวดั และการประเมนิ ผล 1. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ชนั้ เรียนและการมสี ่วนร่วมในชน้ั เรยี น 2. สังเกตจากการตอบคาถามและต้งั คาถามของนกั ศึกษา 3. การสง่ งานตามท่มี อบหมายใหฝ้ กึ ปฏบิ ัติ 4. การตรวจแบบฝึกหัด 5. การตรวจแบบฝึกปฏบิ ัติ
9 บทท่ี 1 ความรเู้ บอื้ งต้นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งท่ีสาคัญอย่างยิ่งของกระบวนการ ปฏิบตั ิงานในระบบคอมพิวเตอร์ เน่ืองจากก่อนท่ีจะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปท่ีใช้สาหรับการ ปฏบิ ัตงิ านนนั้ นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จาเป็นต้องเขียนคาส่ังที่ใช้ในการควบคุมการปฏิบัติงาน ในรูปแบบของชดุ คาสง่ั จากภาษาโปรแกรมตา่ งๆ เช่น ภาษาปาสคาล ภาษาซี ภาษาแอสเซมบลี ภาษา จาวา ภาษาพีเอชพี เป็นต้นเพ่ือใช้ในการออกคาส่ังให้คอมพิวเตอร์ทางานได้อย่างถูกต้องตรงตาม ความต้องการของผู้ใชใ้ นการปฏิบัติงานแต่ละด้าน ในบทนี้จะกล่าวถึง ระบบคอมพิวเตอร์ วิวัฒนาการ ของภาษาคอมพิวเตอร์ หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ และภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้ ในปจั จบุ นั ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ เกิดจากการรวมตัวกันของส่วนประกอบท้ังหลายที่เก่ียวข้องกับการ ประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์ (โอภาส เอ่ียมสิริวงศ์, 2559, หน้า 16) ในการ ทางานของระบบคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบย่อยภายในท่ีมีหน้าที่รับผิดชอบการทางานเฉพาะด้านแต่ มกี ารทางานท่ตี ่อเนอ่ื งสัมพนั ธก์ ัน เพอื่ ใหง้ านท่ีดาเนินการบรรลุตามเป้าหมายที่กาหนดและได้ผลลัพธ์ ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ ซ่ึงระบบคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบที่สาคัญ ประกอบด้วย ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ขอ้ มลู (data) บุคลากร (peopleware) และกระบวนการทางาน (procedure) ดังภาพที่ 1.1 ภาพท่ี 1.1 องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ ท่มี า: ทพิ วรรณ ทองสงโสม (2558)
10 1. ฮารด์ แวร์ หมายถงึ อปุ กรณ์ทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ท่ีสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ รวมถึงแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เช่ือมต่อภายในต่างๆ ท่ีบรรจุอยู่ภายในเคสคอมพิวเตอร์ เช่น จอภาพ (monitor) แป้นพิมพ์ (keyboard) ฮาร์ดดิสก์ (harddisk) ลาโพง (speaker) และ เครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์จะทางานได้ต่อเมื่อมีชุดคาสั่งหรือ ซอฟต์แวร์เข้าไปส่ังงาน เพื่อควบคุมช้ินส่วนอุปกรณ์เหล่านั้นให้ทางานตามบทบาทหน้าที่ได้ ( ., 2559, หนา้ 16) โดยฮาร์ดแวร์ แบง่ การทางานออกเป็น 5 หน่วยที่สาคัญ ได้แก่ 1.1 หน่วยรับข้อมูล (input unit : IU) ทาหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้และโปรแกรมการ ทางานเขา้ สู่ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น แป้นพิมพ์ เมาส์ เครื่องสแกนเอกสาร และเครื่องรูดบัตร เป็นต้น ดงั ภาพท่ี 1.2 ภาพที่ 1.2 หน่วยรบั ข้อมลู ท่ีมา: ธนฐั ภสั ช์ อินธุสาร (2557) 1.2 หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit : CPU) ทาหน้าท่ีควบคุม การทางานของระบบ ประมวลผลคาส่ังตามที่กาหนดไว้ในโปรแกรม และเรียกใช้ข้อมูลประกอบการ ประมวลผลตามท่ีได้กาหนดไว้ในแต่ละข้ันตอนของการทางาน หน่วยประมวลผลกลางมีหลากหลาย รุ่นใหเ้ ลอื กใช้ตามความเหมาะกับลักษณะงานทตี่ อ้ งการประมวลผล เช่น AMD Athlon II Neo K145, AMD Phenom II X2 N660, Intel Core i5-2430 และ Intel Core i7-2630 เปน็ ตน้ ดงั ภาพท่ี 1.3
11 ภาพท่ี 1.3 หน่วยประมวลผลกลาง ทีม่ า: ภัคณา ทบคลัง (2560) 1.3 หน่วยความจาหลัก (main memory unit) ทาหน้าท่ีเสมือนการจัดเก็บข้อมูล ช่ัวคราวในขณะท่ีมีการนาคาสั่งและข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล และจัดเก็บผลลัพธ์ไว้ช่ัวขณะเมื่อมี การประมวลเสร็จ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หน่วยความจาแบบลบเลือนได้ (volatile memory) เป็นหน่วยความจาท่ีเก็บข้อมูลไว้ได้ในขณะท่ีมีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับวงจร หรือในขณะท่ีมีการเปิด เครื่องคอมพิวเตอร์เพ่ือทางานตามปกติ แต่หากเม่ือใดท่ีตัดกระแสไฟฟ้าหรือปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลท่ีเก็บไว้ในหน่วยความจาชนิดน้ีจะหายไป เรียกหน่วยความจาประเภทนี้ว่า แรม (random access memory : RAM) ดังภาพที่ 1.4 ซ่ึงมีการผลิตออกมาใช้งานกันหลายรุ่น เช่น SDRAM, DDR, DDR2, DDR3, DDR4 หรือ GDDR4, GDDR5 และ RDRAM เป็นต้น หน่วยความจาอีกประเภทหนึ่ง คือ หน่วยความจาแบบไม่ลบเลือน (nonvolatile memory) เป็นหน่วยความจาที่เก็บข้อมูลได้แม้จะ ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับวงจร เรียกหน่วยความจาประเภทน้ีว่า รอม (read only memory : ROM) เป็นชิป (chip) ต่างๆ ท่ีทางานอยู่บนแผงวงจร ซึ่งเก็บโปรแกรมที่ไว้ใช้ตอนเร่ิมต้นเปิดเคร่ือง เพ่ือใหค้ อมพวิ เตอร์ทางานได้ ภาพที่ 1.4 หนว่ ยความจาหลัก ท่ีมา: กลุ พกั ตร์ ตรสี กุลไกรวัล (2559)
12 1.4 หน่วยแสดงข้อมูล (output unit : OU) ทาหน้าท่ีแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการ ประมวลผล ได้แก่ จอภาพ และเครอื่ งพิมพ์ ดังภาพที่ 1.5 ภาพท่ี 1.5 หน่วยแสดงข้อมลู ที่มา: Computer Knowledge (2014) 1.5 หน่วยเก็บข้อมูล (secondary storage unit) ทาหน้าท่ีจัดเก็บข้อมูล หรือเป็น โปรแกรมที่ใช้ในการป้อนเข้าสู่หน่วยความจาหลักภายในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ก่อนเริ่มทาการ ประมวลผลขอ้ มูล รวมถึงเก็บผลลพั ธ์ทเ่ี กิดขึ้นหลังจากการประมวลผลเสร็จส้ินแล้วเมื่อสั่งให้จัดเก็บไว้ ถึงแม้ว่าจะปิดเคร่ืองคอมพิวเตอร์หลังจากทางานเสร็จสิ้นแล้ว ข้อมูลก็จะยังคงอยู่ และเรียกใช้งาน เม่ือใดก็ได้ท่ีตามท่ีต้องการ ซ่ึงหน่วยเก็บข้อมูล เช่น เทปแม่เหล็ก ฮาร์ดดิสก์ แผ่นซีดี และแผ่นดีวีดี เปน็ ต้น ดงั ภาพที่ 1.6 ภาพที่ 1.6 หนว่ ยเก็บข้อมลู ท่ีมา: ณฏั ฐพชั ร์ เฮงสนนั่ กูล (2560)
13 2. ซอฟต์แวร์ หมายถึง ชุดคาส่ังที่ถูกเขียนข้ึนโดยนักเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาใดภาษาหนึ่ง แล้วทาหน้าท่ีสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทางานตามท่ีต้องการ เช่น การเรียกใช้โปรแกรม ไมโครซอฟต์เวิร์ดเพ่ือพิมพ์งานเอกสาร จากน้ันจึงส่ังให้บันทึกไฟล์ดังกล่าวเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ พร้อมกับส่ังพิมพ์เอกสารผ่านทางเครื่องพิมพ์ (โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์, 2559, หน้า 16) ซึ่งซอฟต์แวร์ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ได้แก่ 2.1 ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ (system software) คอื โปรแกรมที่ใช้สาหรับการควบคุมระบบ การทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ท้ังหมด เช่น การจัดการระบบของดิสก์ การบูตเคร่ือง และการ ควบคมุ การติดต่อระหว่างอุปกรณ์ของระบบ เป็นต้น ชุดคาสั่งท่ีเขียนขึ้นเป็นคาสั่งสาเร็จรูปโดยผู้ผลิต เครื่องคอมพิวเตอร์ การทางานหรือการประมวลผลขึ้นกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งระบบ ของซอฟต์แวร์ระบบออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติควบคุมและการประมวลผล แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 2.1.1 โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (operating system) เป็นโปรแกรมท่ีใช้ควบคุม และตดิ ต่อกบั อปุ กรณต์ ่างๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะการจัดการระบบของดิสก์ การบริหาร หน่วยความจาของระบบ ตัวอย่างโปรแกรมระบบปฏิบัติการท่ีนิยมใช้งานกันในปัจจุบัน เช่น โปรแกรมระบบปฏบิ ตั กิ าร Unix, Linux, DOS, FreeBSD, Ubuntu และ Windows ในเวอร์ชัน่ ต่างๆ เช่น XP, Vista, 7, 8 และ 10 เปน็ ตน้ ดังภาพที่ 1.7 ภาพที่ 1.7 โปรแกรมระบบปฏบิ ตั ิการ ทม่ี า: อจั ฉรา ตาหล้า (2558)
14 2.1.2 ตัวแปลภาษา (translator) เป็นซอฟต์แวร์ท่ีใช้ในการแปลภาษาระดับสูง ให้เป็นภาษาเคร่ืองก่อนที่จะนาไปประมวลผล แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ คอมไพเลอร์ (compiler) ทาหน้าท่ีแปลคาส่ังในโปรแกรมทั้งหมดก่อนแล้วจึงทางานตามคาส่ังทีละขั้นตอน หากบางส่วนของโปรแกรมผิดพลาดจะต้องแก้ไขให้ถูกต้องก่อน แล้วทาการแปลใหม่จนกระทั่งไม่พบ ข้อผิดพลาด ผลท่ีตามมาจากการแปลโปรแกรมคือ เอ็กซีคิวต์ไฟล์ (exe) ท่ีสามารถสั่งประมวลผลได้ ทันที เชน่ ซีคอมไพเลอร์ (c compiler) จาวาคอมไพเลอร์ (java Compiler) และไพธอนคอมไพเลอร์ (python compiler) ส่วนอินเตอร์พรีเตอร์ (interpreter) ทาหน้าที่แปลชุดคาสั่งในโปรแกรม แบบบรรทดั ต่อบรรทัดทีละประโยคคาส่ัง แล้วทางานตามประโยคคาส่ังนั้นทันที หากพบข้อผิดพลาด จะออกจากโปรแกรมการทางานพร้อมกับแสดงข้อผิดพลาดออกมาให้ทราบ ซ่ึงมีส่วนช่วยให้ตรวจพบ ข้อผิดพลาดได้ง่ายข้ึน แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถแปลชุดคาส่ังเพื่อสร้างเป็นภาษาเคร่ือง ได้เหมือนกับคอมไพเลอร์ ทาให้ต้องเปิดโปรแกรมของภาษานั้นๆ ข้ึนมาเพ่ือส่ังประมวลผลทุกคร้ัง และการประมวลผลทุกคร้ังต้องผ่านกระบวนการแปลทุกครั้งด้วย จึงส่งผลให้การทางานช้ากว่า เนื่องจากคอมไพเลอร์จะแปลโปรแกรมเพียงครั้งเดียว และจะแปลซ้าเมื่อมีการปรับปรุงหรือแก้ไข โปรแกรมเท่าน้ัน ซึ่งการจะเลือกใช้ตัวแปลภาษาแบบใดน้ันข้ึนอยู่กับภาษาท่ีใช้ในการเขียนโปรแกรม ดงั ภาพที่ 1.8 ภาพที่ 1.8 ตวั แปลภาษา ทมี่ า: อานวย อายยุ นื (2558) 2.1.3 ยตู ลิ ติ โ้ี ปรแกรม (utility program) เป็นซอฟต์แวรเ์ สริมทชี่ ่วยให้เครื่องทางาน มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น เช่น การจัดเก็บข้อมูลในดิสก์ การสาเนาข้อมูล การค้นหาและกาจัดไวรัส เป็นต้น เช่น โปรแกรม norton antivirus, scandisk และ screen saver เป็นต้น
15 ภาพที่ 1.9 ยูติลติ ้ีโปรแกรม ทม่ี า: Novaldo Manggala (2016) 2.1.4 ติดตั้งและปรับปรุงระบบ (diagnostic program) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการ ตดิ ตง้ั ระบบเพอ่ื ให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อและใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ที่นามาติดต้ังไว้กับระบบ เช่น โปรแกรม driver sound, driver printer และ driver scanner เปน็ ต้น ดงั ภาพที่ 1.10 ภาพท่ี 1.10 ซอฟตแ์ วร์ท่ีใชใ้ นการตดิ ต้งั ระบบ ทม่ี า: Intowindows (2017) 2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) คือ โปรแกรมท่ีทาให้คอมพิวเตอร์ ทางานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น การจัดเก็บข้อมูล การจัดการเอกสาร และการออกแบบตกแต่ง รูปภาพ เปน็ ตน้ แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท 2.2.1 ซอฟต์แวร์สาหรับงานเฉพาะด้าน (special purpose software) เป็น โปรแกรมท่ีเขียนข้ึนเพ่ือการทางานเฉพาะอย่างตามที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น โปรแกรมจ่ายเงินเดือน โปรแกรมขายสินค้า และโปรแกรมร้านเช่าหนังสือ เป็นต้น แต่ละโปรแกรมจะมีรูปแบบและเงื่อนไข
16 การทางานท่ีแตกต่างกันออกไปตามความต้องการหรือกฎเกณฑ์ของแต่ละองค์กรที่ใช้ สามารถ เปลี่ยนแปลงแก้ไขในบางส่วนของโปรแกรมได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ส่วนใหญ่นิยมใช้ ภาษาระดบั สูงเปน็ เครอื่ งมือในการพัฒนาขึน้ ดังภาพที่ 1.11 ภาพที่ 1.11 ซอฟตแ์ วรส์ าหรบั งานเฉพาะด้าน ท่มี า: Thaiware (2017) 2.2.2 ซอฟต์แวร์สาหรับงานท่ัวไป (general purpose software) เป็นโปรแกรม ประยกุ ต์ทจี่ ดั ทาขึน้ เพ่ือใช้ในการทางานประเภทต่างๆ ทั่วไป โดยผู้ใช้คนอ่ืนสามารถนาโปรแกรมนี้ไป ใช้งานกับข้อมูลของตนเองได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขโปรแกรมได้ ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ทาให้ประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ สามารถเรียนรู้การใช้งานได้ด้วยตนเองจาก คู่มือการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ดังน้ัน การใช้โปรแกรมสาเร็จรูปเหล่าน้ีจึงเป็นสิ่งที่ช่วยอานวยความ สะดวกและเป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อการปฏิบัติงาน ตัวอย่างของโปรแกรมสาเร็จรูปที่นิยมใช้กันมาก เช่น โปรแกรมในชุด Microsoft Office ดังภาพท่ี 1.12 ภาพที่ 1.12 ซอฟต์แวรส์ าหรับงานท่ัวไป ทีม่ า: TTsoftware (2017)
17 3. บุคลากร หมายถึง บุคลากรท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์ที่มี ส่วนสาคัญในการขับเคล่ือนงาน ซึ่งมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไปตามหน้าท่ี เร่ิมต้ังแต่ นั ก วิ เ ค ร า ะ ห์ แ ล ะ อ อ ก แ บ บ ร ะ บ บ ท า ห น้ า ที่ ศึ ก ษ า แ ล ะ ร ว บ ร ว ม ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ผู้ ใ ช้ ร ะ บ บ เพื่อดาเนินการวิเคราะห์ปัญหาท่ีเกิดขึ้นจากระบบงานเดิมแล้วนามาเป็นฐานความรู้ในการออกแบบ ระบบงานใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดข้ึน จากน้ันจะทาหน้าท่ีเป็นผู้ประสานงานกับนักเขียน โปรแกรมให้เขียนโปรแกรมตามข้อกาหนดที่ออกแบบไว้ เมื่อสาเร็จแล้วจึงนาโปรแกรมท่ีได้มาติดตั้ง ให้ผู้ใช้ได้ใช้โปรแกรมนั้นสาหรับการปฏิบัติงานต่างๆ ในองค์กร โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ผู้ปฏิบัติการ (operator) ในส่วนของผู้บริหารฐานข้อมูล (database administrator) จะทาหน้าที่ ดแู ลขอ้ มลู ผา่ นระบบจดั การฐานข้อมูลซ่งึ ช่วยควบคมุ ให้การทางานเป็นไปอย่างราบร่ืน รวมท้ังกาหนด สิทธิในการใช้งานข้อมูลให้กับผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องในระดับความปลอดภัยท่ีแตกต่างกัน นอกจากนี้ ผจู้ ัดการระบบ (system manager) เป็นผู้วางนโยบายการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขององคก์ ร เพอ่ื ให้เกิดประสทิ ธิภาพและบรรลุผลสาเร็จตามเปา้ หมายท่ีกาหนดไว้ ดังภาพท่ี 1.13 ภาพท่ี 1.13 บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ ทม่ี า: Vcharkarn (2017)
18 4. ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น โดยใช้ตัวอักษร ตัวเลข หรือ สัญลักษณ์ต่างๆ แทนความหมายของสิ่งเหล่าน้ัน ดังภาพที่ 1.14 ตัวอย่างของข้อมูล เช่น ยอดขาย เครื่องใช้ไฟฟ้าของห้างสรรพสินค้า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบ้านพักอาศัยในชุมชนเขาสามยอด คะแนนสอบกลางภาควิชาหลักการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น อายุของอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ซ่ึงข้อมูลเหล่าน้ีสามารถนาไปใช้ในการประมวลผลเพื่อให้ได้ สารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานได้ เช่น การสรุปยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภท ตามไตรมาสเพื่อการจัดการสินค้าคงคลังให้เพียงพอต่อความต้องการในการซื้อสินค้า การหาค่าเฉล่ีย ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบ้านพักอาศัยในเขตชุมชนเขาสามยอดเพ่ือการสารองพลังงานไฟฟ้า ให้เพียงพอแก่ความต้องการ การหาค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบกลางภาควิชาหลักการเขียนโปรแกรม เพอ่ื นาไปปรับปรุงรูปแบบการจดั การเรยี นการสอนให้เหมาะสมมากยงิ่ ขน้ึ ภาพที่ 1.14 ข้อมลู ท่ีใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ทมี่ า: ณัฐวฒุ ิ ชัยไพ (2559) 5. กระบวนการทางาน หมายถึง กระบวนการทางานเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งในกระบวนการทางานนั้นอาจมีขั้นตอนท่ีซับซ้อน ดังนั้น ผู้ใช้งานจาเป็นต้องศึกษาคู่มือการใช้งาน โปรแกรม (user manual) ก่อนท่ีจะลงมือปฏิบัติการเพ่ือป้องกันความผิดพลาดที่เกิดข้ึน รวมถึงผู้ ควบคมุ ดแู ล แกไ้ ข ปรับปรงุ ในส่วนของโปรแกรมและเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ก็จาเป็นต้องศึกษาคู่มือผู้ดูแล ระบบ (operation manual) ก่อนการปฏิบัติงานเชน่ เดยี วกัน ดงั ภาพท่ี 1.15
19 ภาพท่ี 1.15 กระบวนการทางาน ท่มี า: ณัฐพงศ์ ไชยรักษ์ (2558) ววิ ัฒนาการของภาษาคอมพวิ เตอร์ การทางานในระบบคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปนั้นจะเกิดข้ึนได้เม่ือมีการเขียนชุดคาส่ังของ โปรแกรมขึ้นเพื่อใช้ในการส่ังให้คอมพิวเตอร์ทางานตามที่ผู้ใช้ต้องการ โดยเขียนขึ้นมาในรูปแบบของ ภาษาที่คอมพิวเตอร์จะเข้าใจและสามารถนาไปปฏิบัติงานได้ ซ่ึงก็คือ ภาษาคอมพิวเตอร์ น่ันเอง สาหรบั ภาษาคอมพวิ เตอร์น้ัน ไดม้ ผี ้ใู หน้ ยิ ามความหมายไวห้ ลายทา่ นดงั นี้ สานนท์ เจริญฉาย (2550, หน้า 13) กล่าวไว้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ ภาษาท่ีใช้เป็น เครอ่ื งมอื ส่อื สารระหวา่ งคนกับเคร่อื งคอมพิวเตอร์ โดยระบบวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นแบบ ดจิ ิตอล ดังนัน้ ข้อมูลและคาสงั่ ทเี่ ครอื่ งจะรับรู้และสามารถนาไปประมวลผลได้ จะตอ้ งเป็นเลขฐานสอง ทงั้ สน้ิ น่ันคอื 0 และ 1 วิภาวรรณ บัวทอง (2553, หน้า 15) กล่าวไว้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ ชุดคาส่ังท่ีนักเขียน โปรแกรมหรือโปรแกรมเมอร์ (programmer) เขียนโปรแกรมซอร์สโค้ด (source code) ที่ถูกต้อง ตามหลักไวยากรณ์ของภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพ่ือสั่งให้คอมพิวเตอร์ทางานตามที่นักเขียน โปรแกรมต้องการได้ รุง่ หมูล้อม (2555, หน้า 1) กลา่ วไวว้ า่ ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ ส่วนของคาสั่งที่นามาเรียงต่อ กันเกดิ กระบวนงาน และมีความหมายของระบบปฏิบตั งิ านขน้ึ อย่างใดอย่างหน่งึ อย่างชดั เจน
20 สกุล คานวนชัย (2559, หน้า 3) กล่าวไว้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ ชุดคาส่ังที่เขียนข้ึนตาม รูปแบบและโครงสร้างของภาษา เพ่ือสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทางานตามชุดคาส่ังหรือโปรแกรมท่ีถูก เขียนข้ึนโดยโปรแกรมเมอร์ โอภาส เอ่ียมสิริวงศ์ (2559, หน้า 17) กล่าวไว้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ กลุ่มของกฎเกณฑ์ ตวั อกั ษร สัญลักษณ์ และชุดคาสง่ั ท่ถี กู นามาสร้างหรอื เขยี นเปน็ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดังนัน้ สรปุ ได้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ คือ ชุดของคาสั่งท่ีเขียนข้ึนโดยนักเขียนโปรแกรม ซึ่งใช้ ข้อความและสัญลักษณ์ประกอบกัน ตามหลักไวยากรณ์ของภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพ่ือใช้ใน การควบคมุ และสงั่ ให้คอมพิวเตอรป์ ฏบิ ตั งิ านตามทีผ่ ู้ใชต้ อ้ งการ ภาพท่ี 1.16 ภาษาคอมพิวเตอร์ ทมี่ า: Digital Media Group (2015) การพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์เพ่ือให้เหมาะสมกับการนาไปใช้สาหรับการปฏิบัติงานในแต่ละ ดา้ นที่มีลกั ษณะแตกต่างกันออกไปน้ัน กิตติ ภักดีวัฒนะกุล (2546, หน้า 107-110) ได้แบ่งระดับของ ภาษาคอมพวิ เตอร์ตามววิ ฒั นาการของภาษาคอมพวิ เตอร์ ได้ 5 ระดบั คือ 1. ภาษาในยคุ ท่ี 1 (First Generation Language : 1GL) 2. ภาษาในยุคท่ี 2 (Second Generation Language : 2GL) 3. ภาษาในยคุ ท่ี 3 (Third Generation Language : 3GL) 4. ภาษาในยคุ ท่ี 4 (Fourth Generation Language : 4GL) 5. ภาษาในยคุ ที่ 5 (Fifth Generation Language : 5GL) ซ่งึ ภาษาในแต่ละระดบั มรี ายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี
21 1. ภาษาในยคุ ที่ 1 ภาษาในยุคท่ี 1 เป็นภาษาระดับล่าง (low-level language) หรือเป็นภาษาพ้ืนฐานท่ี เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านคาส่ังแล้วสามารถเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านตัวแปลภาษา จึงสามารถเรียก ภาษายุคที่ 1 ได้ในอีกช่ือหนึ่งว่า ภาษาเครื่อง (machine language) โดยคาสั่งแต่ละคาสั่งที่เขียนข้ึน จะประกอบด้วยตัวเลขฐานสอง (binary code) ได้แก่ ตัวเลข 0 และ 1 ท่ีใช้เป็นรหัสแทนตัวอักษร หรือข้อความต่างๆ จึงเป็นภาษาที่ยากต่อการเขียนและการเข้าใจ ดังนั้น ผู้เขียนภาษาเคร่ือง จึงจาเป็นต้องมีความรู้เก่ียวกับภาษาและฮาร์ดแวร์เป็นอย่างดีจึงจะสามารถเขียนคาสั่งควบคุม การ ทางานของคอมพวิ เตอรไ์ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง นอกจากน้ี ภาษาน้ยี ังเป็นภาษาที่ยึดติดกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ (hardware dependent) หมายความว่า เราไม่สามารถนาโปรแกรมเดียวกันนี้ที่ถูกเขียนขึ้นไปใช้กับ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีต่างชนิดได้ ตัวอย่างของภาษาเครื่อง คือ American Standard Code for Information Interchange (ASCII) และตัวอย่างของคาสั่งภาษาเครื่อง เช่น 00001001 หมายถึง เลข 9 เปน็ ต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาษาเคร่ืองจะเป็นภาษาที่ยากต่อการเขียนและยากต่อการทาความ เข้าใจ แต่ภาษาเครื่องก็เป็นเพียงภาษาเดียวท่ีสามารถทาให้หน่วยประมวลผลกลางของเครื่อง คอมพิวเตอร์รู้จัก เขา้ ใจได้ และสามารถทางานตามคาสัง่ เหลา่ นั้นได้ทันที ดังภาพท่ี 1.17 แต่ในขณะที่ การใช้ภาษาระดับสูง ซ่ึงง่ายต่อการเขียนและการทาความเข้าใจของนักเขียนโปรแกรม แต่นักเขียน โปรแกรมเหล่านั้นจาเป็นจะต้องใช้ตัวแปลภาษา เพ่ือดาเนินการแปลภาษาจากภาษาระดับสูงให้เป็น ภาษาเครื่องเสียกอ่ นจงึ จะทาให้เคร่อื งคอมพวิ เตอรส์ ามารถทางานตามทต่ี อ้ งการได้ ภาพท่ี 1.17 การเขยี นคาส่ังภาษาเคร่ือง ที่มา: พิม คชามาด (2559)
22 2. ภาษาในยุคที่ 2 ภาษาในยุคท่ี 2 เป็นภาษาท่ีเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาสัญลักษณ์ (symbol language) เนอ่ื งจากมีการนาสัญลกั ษณข์ ้อความ (mnemonic code) ใช้แทนตัวเลขฐานสอง เพ่ือให้ ง่ายต่อการเขียนและการจดจามากข้ึนในการทางาน รวมท้ังยังสามารถทาให้เขียนคาส่ังได้ส้ันลง อีกด้วย โดยสัญลักษณ์ท่ีนามาใช้นั้นก็คือการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะใช้เพียง 1 ตัวอักษร หรืออาจจะใช้เป็นกลุ่มของตัวอักษรก็ได้ เพ่ือใช้แทนคาส่ัง 1 คาส่ัง เช่น การใช้ภาษาแอสเซมบลี (assembly language) ท่มี ีการใช้ตัวอักษร A แทนการเขียนคาส่ัง add เพื่อใช้ในการเพ่ิมข้อมูล หรือ การใชก้ ลุม่ ของตัวอักษร MVC แทนการเขียนคาส่ัง move เพื่อใช้ในการย้ายข้อมูล เป็นต้น โดยคาสั่ง ของภาษาแอสเซมบลีท่ีถูกเขียนขึ้นน้ีจะถูกเขียนขึ้นมาก่อน แล้วจะถูกนาไปแปลด้วยตัวแปลภาษา ท่ีเรียกว่า แอสเซมเบลอร์ (assembler) เพื่อให้เปลี่ยนเป็นภาษาเครื่อง ท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ จะสามารถเข้าใจได้ และสามารถทางานได้ตามคาสั่งท่ีตอ้ งการ เมือ่ เปรียบเทียบภาษาแอสเซมบลีกับภาษาเคร่ือง พบว่า ภาษาแอสเซมบลีเป็นภาษาท่ีใช้ คาสั่งท่ีเป็นภาษาอังกฤษ ซ่ึงนักเขียนโปรแกรมสามารถทาความเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษาเครื่อง และ สามารถเขียนคาสั่งที่สน้ั กวา่ ภาษาเครื่องได้ ถึงแม้ว่าภาษาแอสเซมบลีจะเขียนได้ง่ายข้ึนแต่ก็ยังมีความสัมพันธ์กับภาษาเครื่องอยู่ กล่าวคือภาษาแอสเซมบลี 1 คาสั่งจะถูกแปลเป็นภาษาเครื่อง 1 คาสั่งเท่ากันดังนั้นภาษาแอสเซมบลี จึงยงั เป็นภาษาทย่ี ดึ ตดิ กับเคร่ืองอยู่ และผู้เขียนจาเป็นต้องมีความรู้เก่ียวกับฮาร์ดแวร์เป็นอย่างดี เช่น การเขียนโปรแกรมเปรยี บเทียบค่าของตัวแปรดว้ ยภาษาแอสเซมบลี ดังภาพท่ี 1.18 ภาพท่ี 1.18 การเขียนโปรแกรมเปรยี บเทียบค่าของตวั แปรดว้ ยภาษาแอสเซมบลี ที่มา: ชนิสรา ปญั ญา (2557)
23 3. ภาษาในยคุ ท่ี 3 ภาษาในยุคท่ี 3 เป็นภาษาช้ันสูง (high-level language) เนื่องจากถูกสร้างขึ้นมาเพ่ือให้ เขียนโปรแกรมได้ง่ายข้ึน มีการใช้ภาษาอังกฤษเขียนเป็นคาสั่งได้มากกว่าภาษาแอสเซมบลี นอกจาก การใช้ตวั อักษรเขยี นแทนคาสั่ง 1 คาสั่งไดแ้ ลว้ ยงั สามารถเขียนคาส่ังที่เป็นประโยคภาษาอังกฤษท่ียาว และมีความหมายในการทางานมากย่ิงขึ้นได้มากกว่าภาษาแอสเซมบลี คาส่ังที่เขียนข้ึนนั้นจะมีความ คล้ายคลึงกับภาษาของมนุษย์ที่ใช้ในการติดต่อส่ือสารเป็นอย่างมาก จึงทาให้นักเขียนโปรแกรมน้ัน สามารถเข้าใจกฎเกณฑต์ ่างๆ ในการเขยี นคาสง่ั ไดเ้ ป็นอยา่ งดี เช่น คาส่งั printf คอื การสั่งให้แสดงผล ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ คาส่ัง write คือ การสั่งให้เขียนข้อมูล คาสั่ง let sum = 0 คือ การสั่งให้ตัว แปร sum มีค่าเร่ิมต้นเท่ากับศูนย์ เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของภาษาในยุคที่ 3 น้ี ได้แก่ ภาษาปาสคาล (pascal) ภาษาซี (c) ภาษาโคบอล (cobol) ภาษาเบสิก (basic) ภาษาฟอร์แทรน (fortran) เป็นต้น เช่น การเขียนโปรแกรมแสดงขอ้ มลู ลูกคา้ ด้วยคาส่ังภาษาพเี อชพี ดงั ภาพที่ 1.19 ภาพที่ 1.19 การเขยี นโปรแกรมแสดงข้อมูลลูกคา้ ดว้ ยคาสั่งภาษาพเี อชพี ที่มา: Sornfreecom (2009)
24 ภาษาในยุคน้ี นกั เขียนโปรแกรมไม่จาเป็นตอ้ งมคี วามรเู้ ก่ยี วกบั ฮาร์ดแวร์ แต่ในการทางาน จาเปน็ จะตอ้ งมีตัวแปลภาษาเพ่ือใช้ในการแปลให้เป็นภาษาเคร่ือง ซึ่งเราจะใช้ตัวแปลภาษาท่ีเรียกว่า คอมไพเลอร์ (compiler) หรือ อินเตอร์พรีเตอร์ (interpreter) อย่างใดอย่างหน่ึงในการแปลภาษา ในยุคท่ี 3 นี้ ให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์เข้าใจและสามารถทางานตามคาส่ังท่ี ตอ้ งการได้ ตัวแปลภาษาแบบคอมไพเลอร์จะทางานโดยการตรวจสอบคาสั่งทั้งหมดในโปรแกรมว่า ถูกต้องตามหลักของภาษาน้ันๆ หรือไม่ถ้าไม่พบข้อผิดพลาดคอมไพเลอร์จะทาการแปลความหมาย ของคาส่ังทั้งหมดให้เป็นภาษาเครื่องตัวแปลภาษาแบบคอมไพเลอร์เช่นภาษาปาสคาล ภาษาซี และ ภาษาเบสิก เป็นตน้ ตวั แปลภาษาแบบอนิ เตอรพ์ รเี ตอร์จะทางานตรงกนั ขา้ มกบั ตวั แปลภาษาแบบคอมไพเลอร์ ดว้ ยการแปลความหมายทีละคาส่ังไปเร่ือยๆ จนจบโปรแกรมตัวแปลภาษาแบบอินเตอร์พรีเตอร์ เช่น ภาษาเพริ ล์ (perl) ภาษาพีเอชพี (php) และภาษาเอเอสพี (asp) เป็นต้น 4. ภาษาในยคุ ท่ี 4 ภาษาในยุคท่ี 4 ถือเป็นภาษาชั้นสูงมาก (very high-level language) ท่ีพัฒนาขึ้นมา จากภาษาในยุคที่ 3 มลี ักษณะคล้ายกับภาษาพูดตามปกติของมนุษย์มากย่ิงขึ้น จะช่วยทาให้การเขียน โปรแกรมภาษาในยุคท่ี 4 น้ีเร็วข้ึน เน่ืองจากมีเครื่องมือที่ช่วยในการสร้างแบบฟอร์มหน้าจอ เพื่อจัดการกับข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เร่ิมทางานจนกระท่ังส้ินสุดการทางาน รวมทั้งยังมีการออก รายงานต่างๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการปฏิบตั งิ านได้ สาหรบั การเขียนคาสัง่ ของภาษาในยคุ ที่ 4 น้นั กไ็ มจ่ าเป็นจะต้องเขียนหลายบรรทัดเพ่ือให้ ได้งานมาหน่ึงอย่าง แต่สามารถเขียนคาส่ัง 1 คาสั่ง เพื่อให้ได้งาน 1 งาน ได้เลย เช่น การเขียนคาส่ัง Average ก็จะได้ผลลพั ธจ์ ากการหาคา่ เฉลีย่ ออกมาไดเ้ ลย โดยไม่จาเป็นต้องระบุถงึ วิธีการว่าจะต้องทา อย่างไรเพ่ือให้ได้มาซึ่งค่าเฉลี่ยน้ัน ดังน้ัน อาจเรียกภาษาในยุคท่ี 4 ได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นภาษาแบบ non-procedural language ซ่ึงเป็นภาษาที่ง่ายต่อการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมาเพื่อนาไปใช้งาน ในแต่ละด้านตามที่ต้องการตัวอย่างของภาษาในยุคที่ 4 ได้แก่ ภาษาเอสคิวแอล (structured query language, sql) ภาษาเดลฟาย (delphi) และภาษาจาวา (java) เป็นต้น เช่น การเขียนโปรแกรม เพ่ือหาผลบวกของตัวเลขทีผ่ ู้ใช้ป้อนเขา้ สรู่ ะบบผา่ นทางแปน้ พิมพ์ด้วยคาส่ังภาษาจาวา ดังภาพที่ 1.20 อย่างไรก็ตามภาษาในยุคที่ 4 นี้ อาจจะมีการทางานท่ีอาจจะช้ากว่าภาษาในยุคที่ 3 ได้ เนื่องจากมีเครื่องมือท่ีช่วยในการสร้างแบบฟอร์มหน้าจอเพื่อจัดการกับข้อมูลรวมไปถึงการออก รายงานเมนูต่างๆ โปรแกรมจึงมักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และจาเป็นต้องใช้กับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีมี สมรรถนะคอ่ นขา้ งสงู ในการทางาน
25 ภาพที่ 1.20 การเขยี นโปรแกรมหาผลบวกด้วยคาสัง่ ภาษาจาวา ทมี่ า: กติ ตทิ ตั ธรรมแสง (2559) 5. ภาษาในยคุ ท่ี 5 ภาษาในยุคที่ 5 เรียกได้อีกอย่างว่า ภาษาธรรมชาติ (natural language) เป็นภาษาที่มี การใชไ้ วยากรณ์ท่ีมีโครงสรา้ งใกลเ้ คยี งกับภาษาของมนุษย์ในการส่ังงาน ซ่ึงคาสั่งอาจจะอยู่ในรูปแบบ ที่ไม่แน่นอนตายตัว แต่คอมพิวเตอร์สามารถท่ีจะทาการแปลให้ออกมาในรูปแบบท่ีคอมพิวเตอร์ สามารถเข้าใจได้ ภาษาในยุคนี้เป็นภาษาท่ีถูกสร้างข้ึนเพื่อใช้สาหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้านระบบ ผู้เชีย่ วชาญ (expert system : ES) และปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence : AI) ที่พยายามจะ พัฒนาให้คอมพิวเตอร์สามารถคิด ตัดสินใจ และโต้ตอบได้เช่นเดียวกันกับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทาให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์สามารถที่จะเข้าใจคาสั่งต่างๆ ท่ีผู้ใช้สั่งด้วยเสียงพูด ดังภาพที่ 1.21 อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีน้ียังคงมีการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และพัฒนาอย่างต่อเน่ืองเพ่ือให้รองรับ กับการปฏิบัติงานในปัจจุบันและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ ตัวอย่างภาษาในยุคท่ี 5 เช่น ภาษา prolog เป็นตน้
26 ภาพท่ี 1.21 ปัญญาประดษิ ฐ์ ทีม่ า: David Frigstad (2017) หลักเกณฑใ์ นการเลือกใชภ้ าษาคอมพวิ เตอร์ วิภาวรรณ บัวทอง (2553, หน้า 22) กล่าวไว้ว่า นักเขียนโปรแกรมจะต้องมีความรู้ความ เข้าใจเก่ียวกับโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ รวมท้ังคาสั่งที่ใช้ในการควบคุม และต้องมีความเข้าใจวิธีการใช้คาสั่งในการควบคุม ส่ังงานอุปกรณ์เหล่าน้ันด้วย ซ่ึงในการเขียน โปรแกรมควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์จาเป็นต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์เพ่ือใช้ในการ ติดต่อส่ือสารกับกลไกทางด้านฮาร์ดแวร์ของระบบคอมพิวเตอร์ให้ทางานร่วมกันได้อย่างประสาน สอดคล้องกัน จึงมหี ลักเกณฑใ์ นการเลือกใชภ้ าษาคอมพวิ เตอร์ ดังน้ี 1. ความถนัดของผใู้ ช้ 2. มีความงา่ ยและชดั เจน 3. ไวยากรณต์ อ้ งไมก่ ากวม 4. เหมาะสมกับปญั หา 5. งา่ ยตอ่ การตรวจสอบโปรแกรม 6. มสี งิ่ แวดล้อมในการเขียนโปรแกรมทด่ี ี 7. สามารถนาข้อมูลโปรแกรมไปยังเครื่องอืน่ ได้งา่ ย 8. ค่าใช้จ่ายต่า เช่น ค่าจ้าง ค่าดูแลรักษา ความเร็วในการทางานของโปรแกรม และการใช้ งานหน่วยความจาเปน็ ตน้
27 ภาษาคอมพวิ เตอร์ท่ีนยิ มใช้ในปัจจบุ นั ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมนามาใช้ในการเขียนโปรแกรมเพ่ือพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์ในการ นาไปใช้งานในด้านต่างๆ ได้แก่ ภาษาในยุคท่ี 3 เป็นต้นมา เช่น ภาษาปาสคาล ภาษาซี ภาษาเบสิก ภาษาจาวา และภาษาพีเอชพี 1. ภาษาปาสคาล สวุ ภาพ ศรีทรงเมือง (2547, หน้า 54) กล่าวไว้วา่ ภาษาปาสคาลเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ท่ี สร้างขึ้นโดยศาสตราจารย์ดอกเตอร์นิเคลาส์เวิร์ต (Dr. Niklaus Wirth) ซ่ึงชื่อของภาษาท่ีต้ังขึ้นน้ันก็ เพ่ือเป็นเกียรติแก่นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสคือ เบล ปาสคาล (Blaise Pascal) เพราะเป็นผู้สร้าง เคร่ืองบวกเลขได้สาเร็จเป็นคนแรกของโลก และเป็นผู้สร้างภาษา PL/1 และ ALGOL มาก่อน จึงทา ใหบ้ างส่วนของภาษาปาสคาลนนั้ มพี ืน้ ฐานมาจากภาษาท้ังสองนี้ ในศตวรรษท่ี 70 ภาษาปาสคาลถูกพัฒนาขึ้นเป็นภาษาท่ีใช้ในการสอนด้านวิทยาศาสตร์ และเหมาะกบั ผู้ทเี่ รมิ่ หัดเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งภาษาปาสคาลได้รบั ความนยิ มอย่างแพร่หลาย เนื่องจากลักษณะของภาษาปาสคาลนั้นมีรูปแบบคาส่ังที่เป็นภาษาอังกฤษ ง่ายต่อการเขียน และ การจดจา โปรแกรมมีลักษณะเป็นโครงสร้าง (structure programming) มีการใช้ตัวแปลภาษา หรือ ที่เรียกกันว่า คอมไพเลอร์ (compiler) ในหลายระบบปฏิบัติการ นอกจากน้ี ยังสามารถนาไปใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายระดับต้ังแต่เคร่ืองระดับเล็กสุดคือแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (laptop computer) จนกระทั่งถึงเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer) ในปัจจุบันมีการพัฒนา ซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า เทอร์โบปาสคาล (turbo pascal) มาใช้กับเคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ และมกี ารเพ่มิ เติมเครื่องมือสาหรบั ใช้ในการทางานตา่ งๆ ใหค้ รอบคลมุ มากยงิ่ ขนึ้ ตัวอยา่ ง 1.1 การเขียนคาส่งั ภาษาปาสคาลสาหรับการแสดงขอ้ ความทางจอภาพ program myprogram; begin writeln('Hello My Friends'); writeln('How are you'); writeln('This is my first page'); writeln('My name is Pascal'); end.
28 2. ภาษาซี สานนท์ เจริญฉาย (2550, หน้า 77) กล่าวไว้ว่า ภาษาซีพัฒนาข้ึนโดย เดนนิช ริทชี (Dennis Ritchie) ในปี พ.ศ. 2515 ณ ห้องปฏิบัติการเบล เมืองเมอร์รีฮิล มลรัฐนิวเจอร์ซี ด้วยการ นาเอาหลักการของภาษาบี (B) ท่ีพัฒนาโดย เคน ทอมสัน (Ken Thomson) ใช้ช่ือว่า บีซีพีแอล (basic combined programming language : bcpl) มาพัฒนาแล้วให้ชื่อว่า ภาษาซี ถูกนามาใช้ เขยี นระบบปฏบิ ัติการยนู กิ ซ์ ซงึ่ ไดร้ บั ความนิยมอยา่ งแพร่หลายมาจนถงึ ปจั จบุ นั รุ่ง หมูล้อม (2555, หน้า 47) กล่าวไว้ว่า ภาษาซีเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่คล่องตัวและ อิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์หรือระบบปฏิบัติการใดโดยเฉพาะ เป็นภาษาท่ีผสมผสานส่วนสาคัญที่จา เป็นมาจากภาษาระดับสูงกับฟังก์ชั่นระดับต่าของภาษาแอสแซมบลี บางครั้งมีการจัดว่าภาษาซีเป็น ภาษาคอมพิวเตอร์ระดับกลาง โปรแกรมท่ีเขียนด้วยภาษาซีสามารถปรับใช้จากคอมพิวเตอร์เครื่อง หนึ่งไปใช้กับอกี เคร่อื งหนึง่ ได้โดยง่าย อกี ทัง้ อาศยั หลักการทเ่ี รยี กว่า โปรแกรมโครงสร้าง จึงเป็นภาษา ท่ีเหมาะกบั การพฒั นาโปรแกรมระบบ มีประสิทธิภาพสูงใหร้ หสั ออบเจก็ ต์สน้ั ทางานได้รวดเร็ว ภาษาซีเป็นภาษาที่มีการโปรแกรมเป็นแบบกระบวนคาส่ังท่ีมีประสิทธิภาพมากที่สุด โปรแกรมท่ีเขียนด้วยภาษาซีจะทางานได้เร็วกว่าทุกภาษา ยกเว้นภาษาแอสเซมบลี เน่ืองจากภาษาซี เปน็ ภาษาที่ออกแบบมาเพื่อใช้เขยี นซอฟตแ์ วรร์ ะบบ มีรูปแบบของคาสั่งท่ีกระชับและยืดหยุ่นกับทุกๆ ระบบงานได้เป็นอย่างดี จึงนยิ มนามาใช้ในการเขียนโปรแกรมทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคณติ ศาสตร์เป็นอยา่ งมาก ตัวอยา่ ง 1.2 การเขยี นคาส่ังภาษาซสี าหรับการแสดงข้อความทางจอภาพ #include <stdio.h> main() { printf(“Hello My Friends”); printf(“How are you”); printf(“This is my first page”); printf(“My name is C”); }
29 3. ภาษาจาวา กิตติ ภักดีวัฒนะกุล (2551, หน้า 2) กล่าวไว้ว่า ภาษาจาวาได้รับการพัฒนาขึ้นโดย บริษัทซันไมโครซิสเต็ม (sun microsystems) ในช่วงปี ค.ศ. 1990 ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้สาหรับ การควบคุมอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เรียกว่า ภาษา oak ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1994 ระบบ อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในเชิงธุรกิจและชีวิตประจาวันของมนุษย์มากข้ึน จึงได้มีการพัฒนา ปรั บปรุ งใ ห้ ส ามาร ถน ามาใ ช้บน ร ะบบ เครื อข่า ย ให้ ส าม าร ถทางา น บน แพล ตฟอร์ มห รื ออุปกร ณ์ คอมพวิ เตอร์และซอฟตแ์ วรท์ ่แี ตกต่างกนั ได้ ปัจจุบันการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาจาวานิยมนาไปใช้ในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (object-oriented programming : OOP) เนื่องจากภาษาจาวาทาให้การพัฒนาโปรแกรมง่ายขึ้น โดยเฉพาะในการเขียนคาสั่งเพื่อควบคุมการดาเนินงาน ท่ีผู้พัฒนาโปรแกรมไม่จาเป็นต้องทราบกลไก หรือรายละเอียดของงานนั้น เพราะการทางานดงั กล่าวจะถูกซ่อนไวภ้ ายในคลาสท่ีสามารถเรียกใช้งาน ได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากน้ียังมีส่วนของคลาสท่ีรองรับกับการทางานในด้านต่างๆ อีกมากมายท่ี สามารถหาดาวน์โหลดนามาใช้งานได้เลยทันทีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จึงทาให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ หลายๆ บรษิ ทั เปลย่ี นมาในภาษาจาวาในการพฒั นาซอฟต์แวร์ เพ่ือทาใหต้ น้ ทุนในการผลิตตา่ ลง ตวั อยา่ ง 1.3 การเขยี นคาสง่ั ภาษาจาวาสาหรบั การแสดงข้อความทางจอภาพ import java.io.*; public class Introduction { public static void main(String args) { System.out.println(\"Hello my friends\"); System.out.println(\"How are you\"); System.out.println(\"This is my first page\"); System.out.println(\"My name is Java\"); } }
30 4. ภาษาพเี อชพี อนรรฆนงค์ คณุ มณี (2550, หนา้ 4) กล่าวไว้วา่ ภาษาพีเอชพีถูกสร้างข้ึนประมาณกลางปี ค.ศ. 1994 โดย นายรามัส เลอด๊อฟ (Rasmus Lerdorf) ชาวเดนมาร์กเป็นผู้เร่ิมต้นในการพัฒนา ภาษา โดยมีจุดเร่ิมต้นมาจากความต้องการท่ีจะบันทึกข้อมูลของผู้ท่ีเยี่ยมชมโฮมเพจส่วนตัวของเขา ซ่ึงมีแนวคิดคือการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาซี แต่ต้องการแยกส่วนที่เป็นเอชทีเอ็มแอลออกจาก ภาษาซี จึงทาให้เขาสร้างโค้ดเอชทีเอ็มแอลขึ้นมาใหม่ และต้ังชื่อว่า Personal Home Page Tools (PHP-Tools) จากนั้นกม็ กี ารพัฒนากันอย่างตอ่ เนอื่ งมาเป็นลาดบั โดยเรม่ิ ตน้ จากเวอรช์ ั่น 1 ในปี ค.ศ. 1995 แล้วเกิดการพัฒนาต่อเป็นเวอร์ชั่น 2 ซ่ึงในตอนน้ันใช้ชื่อว่า PHP/FI ซ่ึงมีการใช้งานกันในช่วง ระหว่างปี ค.ศ. 1995-1997 และถกู พฒั นาตอ่ มาเปน็ เวอรช์ ่นั 3 ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1997-1999 แล้ว กลายเปน็ เวอรช์ ัน่ 5 ในปจั จบุ นั ภาษาพีเอชพีเป็นภาษาสคริปต์ (scripting language) ท่ีมีการจัดเก็บคาส่ังต่างๆ อยู่ใน รูปแบบไฟล์ที่เรียกกันว่า สคริปต์ (script) และเมื่อเวลามีการเรียกใช้งานจาเป็นจะต้องอาศัยตัวแปร ชุดคาสั่ง โดยลักษณะของภาษาพีเอชพีน้ันจะแตกต่างจากภาษาสคริปต์ แบบอ่ืนๆ คือ ภาษาพีเอชพี ได้รับการออกแบบและพัฒนามาเพื่อให้ใช้งานในการสร้างเอกสารแบบเอชทีเอ็มแอล ทาให้สามารถ เพม่ิ เตมิ หรือแกไ้ ขเน้ือหาภายในเอกสารได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้ภาษาพีเอชพีนี้กลายเป็นเครื่องมือ สาคญั ในการสรา้ งเอกสารเอชทเี อ็มแอลใหม้ ีลูกเลน่ ในการนาเสนอได้อย่างนา่ สนใจมากยิ่งข้ึน เนอื่ งจากภาษาพีเอชพีเป็นภาษาแบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับ (open source) รวมท้ังภาษา พีเอชพสี ามารถทางานร่วมกับเว็บเซิร์ฟเวอร์บนระบบปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย จึงทาใหภ้ าษาพเี อชพีเกิดการพฒั นาได้อย่างต่อเนือ่ งและรวดเร็ว ตัวอยา่ ง 1.4 การเขยี นคาสัง่ ภาษาพเี อชพีสาหรับการแสดงข้อความทางจอภาพ <? echo “Hello my friend”; echo “How are you”; echo “This is my first page”; echo “My name is PHP”; ?>
31 สรปุ การทางานด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบที่สาคัญอยู่ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บุคลากร ข้อมูล และกระบวนการทางาน แต่ละองค์ประกอบทาหน้าท่ีแตกต่าง กันไปแต่มีการทางานท่ีต่อเน่ืองสัมพันธ์กันเพื่อให้งานท่ีดาเนินการบรรลุตามเป้าหมาย และมี ประสิทธิภาพ องค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยขับเคล่ือนให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องก็คือส่วนของ ซอฟตแ์ วร์ทถ่ี กู พัฒนาข้ึนจากภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นชุดของคาส่ังที่เขียนข้ึนโดยนักเขียนโปรแกรม ด้วยการใช้ข้อความและสัญลักษณ์ประกอบกัน ตามหลักไวยากรณ์ของภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการควบคุมและสั่งให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานตามท่ีผู้ใช้ต้องการ มีวิวัฒนาการปรับเปล่ียน ลักษณะการทางานไปตามยุคสมัย เพ่ืออานวยความสะดวกให้แก่ผู้เขียนโปรแกรมให้สามารถใช้งาน ภาษาเหล่านั้นได้ง่ายยิ่งข้ึน ภาษาคอมพิวเตอร์ท่ีนิยมใช้กันมาก ได้แก่ ภาษาปาสคาล ภาษาซี ภาษา จาวา และภาษาพเี อชพี
32 แบบฝึกหัด 1. ระบบคอมพวิ เตอร์คืออะไร 2. ระบบคอมพวิ เตอร์มีองคป์ ระกอบที่สาคญั อะไรบา้ ง 3. ฮารด์ แวร์กบั ซอฟตแ์ วร์มคี วามแตกต่างกันอย่างไร 4. ซอฟตแ์ วร์ระบบแบ่งออกเป็นกปี่ ระเภท อะไรบา้ ง 5. ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์แบ่งออกเปน็ กป่ี ระเภท อะไรบ้าง 6. หนว่ ยประมวลผลกลางมคี วามสาคญั อย่างไร 7. จงอธิบายหลักเกณฑใ์ นการเลือกใช้ภาษาคอมพวิ เตอร์ 8. จงอธบิ ายความหมายและววิ ฒั นาการของภาษาคอมพวิ เตอร์ 9. จงอธิบายพรอ้ มยกตัวอยา่ งของภาษาคอมพวิ เตอรท์ ่นี ิยมใชใ้ นปจั จุบัน 10. จงเปรียบเทียบความแตกต่างกระบวนการทางานของตัวแปลภาษาแบบคอมไพเลอร์กับ ตวั แปลภาษาแบบอนิ เตอร์พรเี ตอร์
33 แบบฝกึ ปฏิบตั ิ เรอื่ ง ระบบคอมพวิ เตอร์ ระยะเวลา 2 ชว่ั โมง ตอนที่ 1 การใชค้ อมพวิ เตอร์ในการปฏบิ ตั ิงาน กาหนดให้นักศึกษาวิเคราะห์และเลือกรูปแบบการปฏิบัติงานท่ีสัมพันธ์กับผู้ใช้งานแล้วนา ตัวอกั ษรหน้าประโยคคาถามทก่ี าหนดใหเ้ ตมิ ลงในชอ่ งว่างที่เว้นไว้ คาถาม A. สมหญงิ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ รา้ งเวบ็ ไซต์ไว้ขายสินคา้ บนระบบอินเทอรเ์ น็ต B. สมศรีนยิ มใชค้ อมพวิ เตอร์เล่นเกมสอ์ อนไลน์สามมิติเป็นประจาในวนั หยดุ สดุ สัปดาห์ C. สมพรเลือกใชค้ อมพวิ เตอร์ที่มีสมรรถนะสูงเพราะใช้ทางานดา้ นการออกแบบบ้าน D. สมศักดใ์ิ ชโ้ ปรแกรมประมวลผลคาสาหรบั จดั ทารายงานส่งอาจารย์ประจาวชิ าต่างๆ E. สมชายมีความชานาญในการเขียนโปรแกรมควบคมุ การทางานของหุน่ ยนต์กูภ้ ยั F. สมรักมกั ใช้คอมพวิ เตอร์ดูหนัง ฟงั เพลง หลังการทาการบ้านเสรจ็ แลว้ ในแตล่ ะวัน G. สมบตั เิ ลือกใชค้ อมพิวเตอร์แบบพกพาตามทีพ่ นักงานขายประจารา้ นแนะนา H. สมชาติเรียนรู้การใชง้ านโปรแกรมบัญชจี ากเพ่ือนร่วมงานในแผนกเดยี วกนั I. สมทรงทดลองใช้โปรแกรมระบบลงทะเบียนเรียนของมหาวิทยาลัยดว้ ยตนเอง ผู้ใชง้ าน • ......................... ทัว่ ไป • ......................... • ......................... ผ้ใู ช้งานดา้ น • ......................... กราฟฟิก • ......................... • ......................... ผูเ้ ล่นเกมส์ • ......................... • ......................... • .........................
34 ตอนท่ี 2 การวิเคราะห์หนา้ ท่ีของอุปกรณค์ อมพิวเตอร์ กาหนดใหน้ ักศกึ ษาค้นควา้ ในเอกสารประกอบการสอนและการค้นคว้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพ่ือวิเคราะห์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และหน้าท่ีการทางานของอุปกรณ์ ที่กาหนดให้ พร้อมทั้งบอกแหลง่ ท่มี าของขอ้ มลู แลว้ เติมคาตอบลงในชอ่ งว่าง อุปกรณค์ อมพิวเตอร์ ชื่อ หน้าท่ี ทีม่ าของแหล่งข้อมูล............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ท่มี าของแหล่งข้อมูล............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ที่มาของแหล่งข้อมลู ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ...................................
35 อุปกรณค์ อมพิวเตอร์ ชื่อ หนา้ ท่ี ที่มาของแหล่งข้อมลู ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ทีม่ าของแหล่งข้อมลู ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ที่มาของแหล่งข้อมลู ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ท่มี าของแหล่งข้อมูล............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ...................................
36 อปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์ ชอื่ หน้าท่ี ทม่ี าของแหล่งข้อมูล............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ทีม่ าของแหล่งข้อมลู ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ท่ีมาของแหล่งข้อมูล............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ................................... ทม่ี าของแหล่งข้อมลู ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. ...................................
37 เอกสารอา้ งอิง กติ ติ ภักดวี ัฒนะกลุ . (2546). คมั ภรี ร์ ะบบสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: เคทพี ี คอมพแ์ อนดค์ อนซัลท.์ . (2551). JAVA เล่ม 1 พมิ พ์ครัง้ ที่ 6 ฉบบั ปรบั ปรงุ . กรุงเทพฯ: เคทพี ี คอมพ์แอนด์คอนซัลท์. กติ ติทตั ธรรมแสง. (2559). Java การรบั คา่ จากแป้นพมิ พ.์ สืบค้นเมอื่ 8 มกราคม 2560, จาก http://ugotjava.blogspot.com/p/import-java.html. กุลพกั ตร์ ตรีสกุลไกรวัล. (2559). หน่วยความจาหลกั . สบื ค้นเมอื่ 5 มกราคม 2560, จาก http://si221-5805104037. blogspot.com/ 2016/09/main-memory-primary- storage-2-1.html. ชนิสรา ปญั ญา. (2557). คาศพั ทเ์ ก่ยี วกบั คอมพิวเตอร์. สบื คน้ เม่ือ 9 มกราคม 2560, จาก http://chanisaraaaaaaa.blogspot.com/2014/06/blog-post_30.html ณฏั ฐพัชร์ เฮงสนัน่ กูล. (2560). หน่วยเก็บข้อมูล. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2560, จาก https://sites.google.com/a/ samakkhi.ac.th/2016/hnwy-keb-khxmul. ณัฐพงศ์ ไชยรักษ์. (2558). กระบวนการทางาน. สบื ค้นเม่ือ 5 มกราคม 2560, จาก http://www4.mns.ac.th/23020/joomla/index.php/procedure. ณฐั วฒุ ิ ชยั ไพ. (2559). เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการเรียนรู.้ สืบคน้ เมือ่ 8 มกราคม 2560, จาก https://sites.google.com/site/learingaool/. ทพิ วรรณ ทองสงโสม. (2558). องคป์ ระกอบของระบบคอมพวิ เตอร์. สืบค้นเม่ือ 5 มกราคม 2560, จาก https://aoytippawan.wordpress.com/. ธนฐั ภัสช์ อินธุสาร. (2557). หนว่ ยรับขอ้ มลู . สบื คน้ เม่ือ 5 มกราคม 2560, จาก http://thanatphat.blogspot.com/2014 /06/ blog-post.html. พิม คชามาด. (2559). ภาษาคอมพิวเตอร.์ สืบค้นเมือ่ 8 มกราคม 2560, จาก https://kachamat.wordpress.com/ภาษาคอมพวิ เตอร/์ . ภคั ณา ทบคลัง. (2560). หนว่ ยประมวลผลกลาง. สบื คน้ เมื่อ 6 มกราคม 2560, จาก https://sites.google.com/a/ samakkhi.ac.th/computerofgroupthree/ central-processing-unit. รุ่ง หมลู อ้ ม. (2555). การเขยี นโปรแกรมเชงิ โครงสร้างดว้ ยภาษาซี. กรุงเทพฯ: ทรปิ เพ้ลิ กรุ๊ป. วัชราภรณ์ สุริยาภิวัฒน์. (2553). คอมพิวเตอร์เบื้องต้นและเทคนิคการเขียนโปรแกรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
38 วิภาวรรณ บัวทอง. (2553). สรรพวิธี...การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์. ภูเก็ต: มหาวิทยาลัย ราชภัฏภเู กต็ . สกุล คานวนชัย. (2559). การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์. กรงุ เทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ. สานนท์ เจรญิ ฉาย. (2550). การเขียนโปรแกรมและอัลกอริทึม. นนทบุรี: นติ ธิ รรมการพิมพ.์ สุวภาพ ศรที รงเมอื ง. (2547). การเขียนโปรแกรมเบ้ืองต้นด้วยภาษาปาสคาล. พระนครศรีอยุธยา: สถาบันเทคโนโลยรี าชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา. อนรรฆนงค์ คุณมณี. (2550). basic of PHP. นนทบรุ ี: อนิ โฟดสิ ทริบวิ เตอร์ เซ็นเตอร์ จากัด. อัจฉรา ตาหล้า. (2558). ความหมายและหนา้ ท่ีของระบบปฏบิ ตั ิการ. สืบค้นเม่อื 6 มกราคม 2560, จาก https://acharatala.wordpress.com/. อานวย อายยุ นื . (2558). กระบวนการแปลภาษา. สืบคน้ เมอื่ 6 มกราคม 2560, จาก http://sdusci-tech.weebly.com/. โอภาส เอ่ยี มสิริวงศ.์ (2559). การออกแบบและพัฒนาโปรแกรม. กรุงเทพฯ: ซเี อ็ดยเู คช่นั . Computer Knowledge. (2014). Output Unit. Retrieved January 5, 2018, from http://asifmalik1417. blogspot.com/2014/09/v-behaviorurldefaultvmlo.html. David Frigstad. (2017). Artificial Intelligence. Retrieved January 8, 2018, from https://ww2.frost.com/research/visionary-innovation/artificial-intelligence- cognitive-era/. Digital Media Group. (2015). Advance Diploma in Computer Programming Course. Retrieved January 7, 2018, from http://www.creativemultimediainstitute.in/cdac-ahmedabad/ advanced- diploma-multilingual-computer-programming.html. Intowindows. (2017). HP Printer Drivers For Windows 10/8. Retrieved January 7, 2018, from https://www.intowindows.com/hp-printer-drivers-for-windows-8/ Novaldo Manggala. (2016). Utility Software. Retrieved January 5, 2018, from https://www.dictio.id/t/apakah-yang-dimaksud-dengan-utility-program/2812. Sornfreecom. (2009). PHP. Retrieved January 7, 2018, from http://www.sonfree.com/ detail.php? page_id=14. Thaiware. (2017). sEmp. Retrieved January 5, 2018, from https://software.thaiware.com/ 12564-sEmp-Download.html.
39 TTsoftware. (2017). Microsoft Office 2013 Professional Plus. Retrieved January 5, 2018, from https://www.tt-software.online/product/microsoft-office-2013- professional-plus-product-key-and-free-download/. Vcharkarn. (2017). Peopleware. Retrieved January 5, 2018, from http://www.vcharkarn.com/uploads/175/175522.jpg.
Search
Read the Text Version
- 1 - 33
Pages: