วาริชอภ�ำ เภมู อิ ๙๔อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ พันจา่ อากาศเอกพูนสขุ ทะแพงพันธ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๗ ชาวภูไท นายอ�ำ เภอวาริชภมู ิ เมืองกะปอ๋ ง (เมืองเซโปน สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว) ประมาณ ๔๐๐ ครวั เรอื น อพยพขา้ มแมน่ �้ำ โขง เขา้ มายงั ประเทศสยาม โดยมี ทา้ วราชนกิ ลู บตุ รของทา้ วค�ำ ผง เจ้าเมืองกะป๋อง เป็นผู้นำ�ในการอพยพครั้งนั้น ขบวน ผู้อพยพได้เดินทาง พั กแรม ผ่านเขตเมืองนครพนม สกลนคร จนกระท่ังปี พ.ศ.๒๓๙๐ ท้าวราชนิกูลและ ชาวภูไทกะป๋อง ได้ต้ังบ้านเรือนอยู่ท่ีบ้านหนองหอย (อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ ในปจั จบุ นั ) เนอ่ื งจากเหน็ วา่ เปน็ ท�ำ เลทด่ี ี มแี หล่งน�้ำ อุดมสมบูรณ์ ในปี พ.ศ.๒๔๓๐ ท้าวราชนกิ ลู ไดถ้ งึ แกก่ รรมลง ทา้ วสพุ รม ผเู้ ปน็ บตุ รชาย ไดเ้ ดนิ ทาง ไปยังกรุงเทพมหานคร เพื่ อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ และขอจัดตั้ง เมืองวาริชภูมิ ทางการสยามจึงไดส้ บื ประวตั ิ สอบถาม เรื่ องราวเก่ี ยวกับตระกูลของท้าวสุพรม ไปยัง เจา้ เมอื งตา่ งๆในหวั เมอื งลาวฝา่ ยเหนอื ทง้ั จากบนั ทกึ และ ค�ำ บอกเลา่ จนสามารถยนื ยนั ไดว้ า่ ตะกลู ของทา้ วสพุ รม เคยเป็นเจ้าเมืองมาก่อนเมื่อคร้ังอยู่ฝ่ ังซ้ายแม่น้ำ�โขง พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จงึ โปรดเกลา้ ฯ พระราชทานยศบรรดาศักดิ์ แต่งตั้งให้ท้าวสุพรม เป็น “รองอำ�มาตย์เอกพระสุรินทรบริรักษ์” ดำ�รงตำ�แหน่ง เจา้ เมอื งวารชิ ภูมิ เรยี งล�ำ ดบั การเปลย่ี นแปลงของเมอื งวารชิ ภมู ิ ไดด้ งั น้ี - พ.ศ. ๒๔๓๐ มกี ารจดั ตงั้ เมอื งวารชิ ภมู ขิ นึ้ ครงั้ แรก - พ.ศ. ๒๔๔๐ ปรบั เปลย่ี นเมอื งวารชิ ภมู ิ เปน็ อ�ำ เภอ วารชิ ภมู ิ ในปเี ดยี วกนั เ้ กดิ เหตกุ ารณไ์ ฟไหมเ้ มอื ง จงึ ท�ำ ให้ ผู้คนต่างแยกยา้ ยออกไปตัง้ บ้านเรือนทอ่ี นื่ - พ.ศ. ๒๔๕๗ อำ�เภอวาริชภูมิ ถูกปรบั เปล่ยี น เป็นตำ�บลวารชิ ภมู ิ ข้นึ กับอำ�เภอพรรณานคิ ม - พ.ศ. ๒๔๖๙ เปลย่ี นจากต�ำ บลวารชิ ภูมิ เป็น ก่ิงอำ�เภอวาริชภมู ิ - พ.ศ. ๒๔๙๖ เปลี่ยนจากกิ่งอำ�เภอวาริชภูมิ เป็นอำ�เภอวารชิ ภูมิ จนถึงปัจจุบัน ๙๕ อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ เป็นอำ�เภอหนึ่งของจังหวัดสกลนคร มีที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดสกลนคร ๗๐ กิโลเมตร ที่ว่าการอำ�เภอตั้งอยู่ที่ บ้านวาริชภูมิ หมู่ที่ ๑ ตำ�บลวาริชภูมิ มีเนื้อที่ ๔๗๖.๑๒๕ ตารางกิโลเมตร หรือ ๒๗๙,๕๗๘.๑๒๕ ไร่ อยู่ห่างจากจังหวัดสกลนครไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๗๐ กิโลเมตร และห่างจาก กรงุ เทพมหานครประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร มอี าณาเขตติดต่อกบั เขตอ�ำ เภอ/จงั หวดั ดงั ตอ่ ไปน้ี ทศิ เหนอื ติดต่อเขตอ�ำ เภอพังโคน จงั หวดั สกลนคร ทศิ ตะวันออก ตดิ ตอ่ เขตอำ�เภอนคิ มน้ำ�อนู จงั หวดั สกลนคร ทิศตะวนั ตก ติดตอ่ เขตอำ�เภอสอ่ งดาว อำ�เภอสว่างแดนดิน จังหวดั สกลนคร ทศิ ใต้ ติดต่อเขตอ�ำ เภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศโดยทวั่ ไปของอ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ สภาพพ้ื นที่มีลักษณะคล้ายส่ีเหลี่ยมผืนผ้า ส่วนใหญ่ เปน็ ทรี่ าบและบางสว่ นเปน็ ภเู ขา พืน้ ทสี่ ว่ นใหญเ่ หมาะส�ำ หรบั การทำ�นา ท�ำ ไร่ เลย้ี งสัตวแ์ ละเป็นท่อี ยูอ่ าศยั ส่วนพ้ืนท่ี ทอ่ี ยู่ในเขตเทอื กเขาภพู าน ไดแ้ ก่ ตำ�บลวารชิ ภมู ิ ตำ�บล คำ�บ่อและตำ�บลค้อเขียว แหล่งน้ำ�ตามธรรมชาติ อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ มแี หลง่ น�้ำ ตามธรรมชาตทิ สี่ �ำ คญั ๒ แหง่ ด้วยกนั คือ - หว้ ยปลาหาง ตน้ ก�ำ เนดิ เกดิ จากเทอื กเขาภพู าน ในเขตต�ำ บลค�ำ บอ่ ไหลผา่ นต�ำ บลวารชิ ภมู ิ ต�ำ บลปลาโหล ผา่ นไปทางอ�ำ เภอพังโคน - ห้วยยาม ตน้ กำ�เนดิ เกดิ จากเทือกเขาภพู าน ในเขตต�ำ บลคอ้ เขยี ว ไหลผา่ นต�ำ บลหนองลาด ผา่ นไปทาง อ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ ลักษณะภูมิอากาศ โดยท่ัวไปของอำ�เภอ วารชิ ภมู ิ เปน็ ลกั ษณะภมู อิ ากาศของภมู ภิ าคทางแถบรอ้ นชน้ื ซงึ่ เปน็ ลกั ษณะของภมู อิ ากาศโดยทวั่ ไปของประเทศไทย คอื มลี ักษณะภูมอิ ากาศเป็น ๓ ฤดู คือ - ฤดูฝน เร่มิ ตง้ั แต่เดอื นพฤษภาคม ถงึ เดอื น ตุลาคม - ฤดูหนาว เริ่มตง้ั แต่กลางเดือนพฤศจกิ ายน ถงึ เดือนกมุ ภาพันธ์ - ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือน เมษายน ๙๖อบจ.สกลนคร
เจ้าปู่มเหสักข์ ชาววาริชภูมิเล่าสืบต่อกันมาว่า ครน้ั ขบวนอพยพมาถงึ ธารน�้ำ แหง่ หน่งึ ดา้ นหลงั มีภูเขาใหญ่ มหี นา้ ผาสงู ชนั จงึ ไดข้ บวนหยดุ และตงั้ คา่ ยพักขนึ้ และพาไพรพ่ ล จำ�นวนหน่ึงสร้างศาลเพี ยงตาข้ึนหลังหน่ึงด้านหลังค่าย เม่ือเห็นผู้คนหายเหนื่อยแล้ว จึงนำ�ผู้คนบ่าวไพร่พร้อมใจกัน อธษิ ฐาน อญั เชญิ เทพยดาฟา้ ดนิ เจา้ ภผู า เจา้ ปา่ เจา้ เขา ใหม้ าสถติ อยู่ ณ ศาลนน้ั ขอใหเ้ ปน็ ก�ำ แพงคมุ้ กนั ขบวนของชาวภไู ทตลอดไป ครนั้ ทำ�พิธีเสร็จได้พร้อมกันหาดอกไม้ธูปเทียนบูชา จัดสำ�รับ กบั ขา้ วคาวหวานเลีย้ งและเรยี กชอื่ เทพสถติ อยู่ ณ ศาลแหง่ นี้ วา่ \"เจา้ ปมู่ เหสกั ข\"์ ผคู้ นในขบวนตา่ งกร็ ว่ มฉลองเปน็ การใหญ่ จากนัน้ เมอ่ื ขบวนอพยพได้รอนแรมไปถึงทใ่ี ด กจ็ ะตั้งศาลเจ้า ปู่ข้ึนไว้ เคารพบูชามิได้ขาด ทำ�ให้ขบวนอพยพของชาวภูไท สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติและอุปสรรคต่างๆ จนมาตั้ง บา้ นเรือนท่บี า้ นหนองหอยได้ในท่ีสดุ ในสม ัยของท ้าวส ุพรหมได ้เป็ นเจ ้าเม ืองวาร ิชภ ูม ิ ไดอ้ ญั เชญิ เจา้ ปมู่ เหสกั ขล์ งมาจากปา่ เขา เพ่ือใหม้ าสถติ อยใู่ กล้ กบั ชมุ ชน จงึ ตง้ั ศาลเจา้ ปขู่ น้ึ บรเิ วณทด่ี อนซงึ่ เปน็ ปา่ รกทบึ หา่ งจาก ตวั เมอื งประมาณ ๑ กโิ ลเมตร และใชส้ ถานทแ่ี หง่ นเ้ี ปน็ ทจี่ ดั พิธี เซ่นสังเวยเจ้าปู่มเหสักข์ทุกปี แต่ภายหลังศาลเจ้าปู่แห่งน้ี ไมส่ ะดวกส�ำ หรบั ชาววารชิ ภมู ิ ทต่ี อ้ งการไปไหวเ้ จา้ ปเู่ พราะเปน็ ปา่ รกทบึ จึงได้สร้างศาลจำ�ลองข้ึนหลังหน่ึงไว้ที่บ้านเจ้าจ้ำ� (นายทองเพ่ื อน เหมะธุลิน) ก่อนท่ีจะมีการย้ายศาลมาสร้าง ท่ีบริเวณวัดร้างกลางชุมชนวาริชภูมิ ซ่ึงเป็นศาลขนาดใหญ่ มน่ั คงถาวรในปัจจบุ ัน ๙๗ อบจ.สกลนคร
หาดสวนหนิ เปน็ ทะเลเทยี ม ตงั้ อยทู่ บี่ า้ นดงค�ำ โพธิ์ หรือท่ีเรียกกันว่า “พัทยาอสี าน” เน่อื งจากมีลกั ษณะคล้ายกัน มหี าดทรายสขี าวสะอาดเปน็ แถวยาว ท�ำ ใหท้ แ่ี หง่ น้ี ไมว่ า่ จะเปน็ วยั รุ่นหรอื วัยใด ตา่ งกพ็ ากนั มาเทย่ี วอย่างไม่ขาดสาย สง่ิ ทนี่ า่ สนใจของทน่ี ่ี คอื มหี าดทรายสขี าวสะอาด ปลอดขยะ และน�ำ้ ใส สเี ขยี วมรกต นอกจากความสวยงามของบรรยากาศ ทม่ี องไปแลว้ รู้สึกผ่อนคลาย ยังสามารถนง่ั ชลิ ๆบนหาดทราย รับลมเย็นๆ ดพู ระอาทิตย์กำ�ลังลับขอบฟา้ ตัดกับแสงท้องฟา้ สีชมพู อนั งดงาม เม่ือด่ืมด่ำ�กับบรรยากาศเสร็จแล้ว ยังมีร้านอาหาร หลากหลายใหไ้ ดเ้ ลอื กซอื้ รบั ประทาน สามารถทานขา้ วรมิ ทะเล หรอื จะนงั่ ในกระทอ่ มกไ็ ด้ นอกจากนยี้ งั มสี ะพานเลก็ ๆ ใหช้ มววิ และมีชุดชูชีพกับห่วงยางไว้ให้บริการอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าโอทอป สินค้าพ้ื นเมือง ท่ีชาวบ้านนำ�มาจำ�หน่าย ถอื ว่าเป็นการสร้างรายไดใ้ หก้ บั คนในพ้ืนท่ี นบั ไดว้ ่าในจังหวดั สกลนคร นอกจากสถานทที่ อ่ งเทยี่ วทมี่ ธี รรมชาตอิ นั นา่ หลงไหล แลว้ จะหาทะเลจากแห่งใดไม่ได้นอกจากท่ีน่ี \"หาดสวนหิน\" บ้านดงค�ำ โพธ์แิ ห่งนี้ ๙๘อบจ.สกลนคร
วัดถ้ำ�พระพุ ทธไสยาสน์ (ถำ้�พระทอง) ต้ังอยู่ ท่ีบ้านโคกตาดทอง หมู่ที่ ๕ ตำ�บลค้อเขียว อำ�เภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร สร้างก่อน พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่ีดินของวัด เปน็ ทด่ี นิ ในอทุ ยานภพู าน วดั ถ�ำ้ พระพุ ทธไสยาสน์ ตงั้ อยหู่ า่ งจาก ทว่ี า่ การอ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ ไปทางทศิ ตะวนั ตก ประมาณ ๑๖ กโิ ลเมตร ปัจจุบันมีพระมหาศักด์ิชาย อมโร เป็นเจา้ อาวาส วั ด ถ้ำ � พ ร ะ พุ ท ธ ไ ส ย า ส น์ มี โ บ ร า ณ วั ต ถุ ท่ีสำ � คั ญ ได้แก่ พระพุ ทธรูปแกะสลักด้วยหินบนผนัง ศิลาจารึกอักษร โบราณ พระพุ ทธไสยาสน์ พระนาคปรก พระพุ ทธรูปเก่าแก่ ศาลาการเปรยี ญ กฏุ สิ งฆ์ โรงยอ้ ม โรงครวั ศาลาเอนกประสงค์ เรอื นรบั รองผมู้ าแสวงบญุ ถงั เกบ็ น�้ำ ฝน ซง่ึ ปจั จบุ นั ทา่ นเจา้ อาวาสทา่ นไดเ้ กบ็ ไวใ้ นพระธาตหุ นิ เนอ่ื งจากมคี นมาขโมยโบราณ ไปหลายชิน้ จงึ ต้องมกี ารเก็บรักษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี เพื่อคงไว้เพื่อชวั่ ลกู ชวั่ หลาน วัดถ้�ำ พระพุ ทธไสยาสน์(วดั ถำ้�พระทอง) ในอดตี เคยเปน็ วดั ทม่ี คี วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง ทง้ั น้ี เนอ่ื งจากมหี ลกั ฐานทมี่ อี ยหู่ ลายสงิ่ เปน็ ตน้ วา่ พระพุทธรปู ปางตา่ งๆ ท่ีแกะสลักด้วยหินบริเวณผนังถ้ำ� ซ่ึงปัจจุบันได้ถูกทำ�ลายไป คงเหลือให้เห็นเพี ยงองค์เดียว นอกจากน้ียังมีศิลาจารึก ซง่ึ เมอ่ื หลายปที ผี่ า่ นมา ไดม้ ผี เู้ ชยี่ วชาญมาอา่ นและไดแ้ ปลพอไดใ้ จความวา่ พุทธศตวรรษท่ี ๑๖ เดอื นย่ี ปมี ะโรง สถานทน่ี ้ี เคยเปน็ ทปี่ ระชมุ ของคณะสงฆ์ ๓๑ คณะ พระมหาศกั ดชิ์ าย อมโร อายุ ๔๑ ปี ๒๑ พรรษา เกดิ เมอ่ื วนั ที่ ๒๕ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๑๕ บ้านเกิดบ้านป่งไฮ ตำ�บลป่งไฮ อำ�เภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ อปุ สมบทเมอื่ วนั ท่ี ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕ บวชทวี่ ดั โชตริ สธรรมมากร อำ�เภอบึงกาฬ จงั หวดั บงึ กาฬ เขา้ มาอยู่วัดถ้ำ�พระพุ ทธไสยาสน์ (วัดถำ้�พระทอง) ท่ีบ้านโคกตาดทอง หมู่ท่ี ๕ ตำ�บลค้อเขียว อำ�เภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๔ จนถงึ ปัจจบุ นั ๙๙ อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอ กุสุมาลย์ ๑๐๐อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอกุสมุ าลย์ การศกึ ษา การอบรม ประวัติการท�ำ งาน พ.ศ. .................... พ.ศ. .................... นายปรชี า มณสี ร้อย นายอำ�เภอกสุ ุมาลย์ กสุ มุ าลย์ เป็นอำ�เภอหนง่ึ ของจงั หวดั สกลนคร ตง้ั อยูท่ างทศิ ตะวันออกของจงั หวัด มอี าณาเขต ติดตอ่ กบั เขตการปกครองขา้ งเคียงดังน้ี ทิศเหนอื ติดต่อกับอ�ำ เภอนาหวา้ และอ�ำ เภอโพนสวรรค์ (จังหวดั นครพนม) ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกบั อำ�เภอโพนสวรรค์ อำ�เภอเมืองนครพนม และอ�ำ เภอปลาปาก (จงั หวดั นครพนม) ทศิ ใต้ ติดต่อกบั อำ�เภอโพนนาแกว้ และอำ�เภอเมืองสกลนคร ทิศตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กับอำ�เภอเมืองสกลนคร และอำ�เภอนาหว้า (จงั หวัดนครพนม) แบ่งพ้ืนทกี่ ารปกครองออกเป็น ๕ ต�ำ บล ๗๑ หมู่บา้ น องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ๖ แห่ง ๑๐๑ อบจ.สกลนคร
เมอื่ พ.ศ.๒๓๘๑ ไดม้ พี ่ีนอ้ งชาวไทโสอ้ พยพมาตงั้ รกรากอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพ้ื นที่ อ�ำ เภอกสุ ุมาลย์ มีชาวไทโส้ ถึง ๘๐% พ.ศ.๒๓๘๗ พระบาท สมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดโ้ ปรดใหต้ ง้ั เมอื งกสุ มุ าลยข์ น้ึ โดยแตง่ ตง้ั หลวงอรญั อาสา เปน็ เจา้ เมอื งกสุ มุ าลยท์ า่ นแรก และตอ่ มาใน ปีพ.ศ.๒๔๑๙ หลวงอรญั อาสาไดถ้ ึงแก่กรรม ท้าวก่ิงบุตรชายของหลวงอรัญอาสา ซ่ึงเคยไปเรียน วชิ าการปกครองจากกรงุ เทพฯ ไดเ้ ปน็ เจา้ เมอื งกสุ มุ าลยส์ บื ตอ่ และไดบ้ รรดาศกั ดเ์ิ ปน็ \"พระอรญั อาสา\" มกี ารปกครองตอ่ เนอ่ื ง มาจนมี พ.ร.บ. ลักษณะปกครองทอ้ งท่ี พ.ศ. ๒๔๕๗ เมอื ง กุสุมาลย์ได้ยกฐานะขึ้นเป็นตำ�บลหนึ่ง ในเขตอำ�เภอเมือง สกลนคร ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ ไดม้ กี ารประกาศตงั้ เปน็ กงิ่ อ�ำ เภอ กสุ มุ าลย์ และไดย้ กฐานะขนึ้ เปน็ อ�ำ เภอกสุ มุ าลย์ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยมศี นู ยร์ าชการตงั้ อยทู่ บี่ า้ นกสุ มุ าลย์ นายอ�ำ เภอทา่ นแรก คือ นายบญุ รอง กาญจนะโภคนิ ๑๐๒อบจ.สกลนคร
พิ พิ ธภัณฑ์ไทโส้ เม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นายสุวฒั น์ แสงสุทธเิ ศรษฐ์ นายอาํ เภอกุสุมาลย์ ไดม้ องเหน็ วา่ ชาวอาํ เภอกสุ มุ าลยส์ ว่ นใหญเ่ ปน็ ชาวโส้ จึงมีภาษาพู ด มีขนบธรรมเนียมประเพณีและ วัฒนธรรมเป็นของตนเอง ชอบใช้ชีวิตความ เปน็ อยแู่ บบเรยี บงา่ ย ไมส่ นใจการเมอื ง จากสภาพ ความเปน็ อยขู่ องชาวไทโสน้ ั้น เป็นเรื่องที่นา่ ศกึ ษา โดยเฉพาะขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด ในปี พ.ศ.๒๕๒๔ จึงจัดสรรเงินงบ ประมาณ(เงนิ ผัน)วงเงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ดาํ เนนิ การกอ่ สรา้ งศนู ยว์ ฒั นธรรมไทโส้ เพอ่ื รวบรวม และแสดง ตลอดจนเน้นการอนุรักษ์เคร่ืองมือ เครอื่ งใชใ้ นการดํารงชพี รวมไปถงึ เครอ่ื งประดบั ชนิดต่าง ๆ ของบรรพบุรุษไทโส้โดยจัดแสดง ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา ตลอดจนผู้ท่ีสนใจ ในประวัติศาสตร์ ท้องถ่ิน และได้กําหนดการ จัดงานเทศกาลไทโส้ข้ึน เพื่ อเป็นการรักษาและ สืบทอดทางวัฒนธรรมด้ังเดิม ตลอดจนรักษา ขนบธรรมเนยี มประเพณีทด่ี งี ามสืบไป คำ�ว่า “โส้” “โซ่” หรือ “กะโส้” คําน้ีตามพจนานุกรมฉบับ ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ หนา้ ๓๕ บอกไว้ว่า โซ่ ๑ น. กะเหรีย่ ง หรือคือเหล็กเป็นข้อๆ มีสายยาวสําหรับล่าม \"ไทยโซ่\" คําน้ีก็น่าจะ หมายความวา่ คนโซเ่ ป็นคนเผา่ กระเหรยี่ งคาํ วา่ \"กะโส\"้ ตามบันทึกของ สมเด็จพระยาดํารงราชานุภาพ เม่ือครั้งเสด็จตรวจราชการท่ีมณฑล อุดร และมณฑลอีสานในปี พ.ศ.๒๔๔๙ ก็ได้ใช้คํานี้เหมือนกัน จาก การสอบถามคนดั้งเดิมของไทยโส้ ต่างก็บอกว่าตัวเองไม่ใช่ข่า หรือ กะเหรยี่ ง และตามประวตั ดิ ง้ั เดมิ นน้ั อพยพมาจากมหาชยั กองแกว้ แตเ่ ดมิ นน้ั คนโสอ้ อกเสยี งเรยี ก ตวั เองโดยออกเสยี งเปน็ \"โซร\" คอื ออกเสยี ง ตวั \"ซ\" และตวั \"ร\" ควบกนั คนโสน้ นั้ เวลาออกเสยี งอกั ษรสงู เปน็ อกั ษรต�่ำ และออกเสยี ง อกั ษรตา่ํ เปน็ อกั ษรสงู ดงั นน้ั คนโสอ้ อกเสยี งเรยี กตนเอง วา่ \"โซร\" กน็ า่ จะตรงกบั คาํ วา่ \"โสร\" ในอกั ษรสงู และคนโสก้ เ็ ลยนยิ มเรยี กตวั เอง วา่ เปน็ \"ชาวไทยโส\"้ แตไ่ มว่ า่ จะเปน็ คาํ ไหนกค็ อื \"คนโส\"้ ซง่ึ อยทู่ อี่ าํ เภอ กสุ มุ าลย์น้นั เอง ๑๐๓ อบจ.สกลนคร
ชนเผ่า \"ไทโส้\" มคี วามเชอ่ื และให้ความส�ำ คัญ เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ มีความเช่ือเกี่ยวกับ วิญญาณ ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ เวทมนต์คาถา และมคี วามศรทั ธาในการท�ำ บญุ ควบคกู่ บั การนบั ถอื ผี ประเภทตา่ งๆ และพิธกี รรม จนกลายเป็นแบบอยา่ ง ของการดำ�เนินชีวิต และปฏิบัติสืบทอดกันมาจน กลายเปน็ สว่ นหนง่ึ ของชวี ติ เปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจของ ชาวไทยโสใ้ หเ้ กดิ ความรกั ความผกู ผนั และสามคั คกี นั เช่น ในด้านพิ ธีกรรมการเหยาเล้ี ยงผีประจำ�ปี เหยาเลี้ยงผีมูล เหยาเลี้ยงผีนำ้� พิ ธีกรรมการเหยา เรยี กขวญั เหยารกั ษาคนปว่ ย เหยาแกบ้ น สว่ นในดา้ น ประเพณี ไดแ้ ก่ ประเพณเี กยี่ วกบั การเกดิ การแตง่ งาน การตาย และเพณอี ืน่ ๆ ๑๐๔อบจ.สกลนคร
วัดนาโพธ์ิ ไทรย้อย บา้ นนาโพธ์ิ ตำ�บลนาโพธ์ิ อำ�เภอกสุ มุ าลย์ จงั หวัดสกลนคร VDO ๑๐๕ อบจ.สกลนคร
อำ�เภอ ค�ำ ตากล้า ๑๐๖อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอคำ�ตากลา้ นายประพันธ์ สว่างศรี อำ�เภอคำ�ตากล้า เป็นหน่ึงใน นายอำ�เภอคำ�ตากลา้ สบิ แปดอ�ำ เภอของจงั หวดั สกลนคร ตงั้ อยทู่ างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ของจงั หวดั สกลนคร อย่หู ่างจาก การศกึ ษา ตวั จงั หวดั สกลนครเปน็ ระยะทางประมาณ ๑๑๐ กโิ ลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์เป็น - ระยะทางประมาณ ๗๖๐ กิโลเมตร มีพ้ื นที่ประมาณ ๔๐๒ ตารางกิโลเมตร หรอื ประมาณ ๒๕๑,๒๕๐ ไร่ มี ประวตั กิ ารทำ�งาน อาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดงั ตอ่ ไปนี้ - ทิศเหนือ ติดต่อเขตอำ�เภอเซกาและอำ�เภอ พรเจรญิ จงั หวัดบงึ กาฬ ทิศตะวันออก ตดิ ตอ่ เขตอ�ำ เภออากาศอำ�นวย จงั หวดั สกลนคร ทิศใต้ ตดิ ตอ่ เขตอ�ำ เภอวานรนวิ าส จงั หวดั สกลนคร ทิศตะวันตก ตดิ ตอ่ เขตอ�ำ เภอบา้ นมว่ ง จงั หวัดสกลนคร การปกครอง : อำ�เภอคำ�ตากล้า แบ่งเขต การปกครอง ดังนี้ ๑. การปกครองส่วนท้องท่ี แบ่งเป็น ๔ ตำ�บล ๖๑ หมบู่ า้ น ก�ำ นนั ๔ คน สารวตั รก�ำ นนั ๘ คน แพทย์ ประจ�ำ ต�ำ บล ๔ คน ผใู้ หญบ่ า้ น ๕๗ คน ผชู้ ว่ ยผใู้ หญบ่ า้ น ฝ่ายปกครอง ๑๒๒ คน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษา ความสงบ ๑๗ คน ๒. การปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ แบง่ เปน็ เทศบาลต�ำ บล ๒ แหง่ และ องคก์ ารบรหิ ารส่วนต�ำ บล ๓ แห่ง ดังน้ี ๑) เทศบาลต�ำ บลคำ�ตากลา้ ๒) เทศบาลต�ำ บลแพด ๓) องคก์ ารบริหารส่วนต�ำ บลคำ�ตากล้า ๔) องคก์ ารบรหิ ารส่วนต�ำ บลนาแต้ ๕) องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต�ำ บลหนองบวั สมิ ประชากร : จ�ำ นวนประชากรของอ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ รวมทั้งส้ินจำ�นวน ๓๙,๔๒๔ คน ชาย ๑๙,๘๐๘ คน หญงิ ๑๙,๖๑๖ คน ครัวเรอื น ๑๒,๓๔๕ ครวั เรือน ๑๐๗ อบจ.สกลนคร
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ : สภาพพนื้ ทโี่ ดยทว่ั ไปของอ�ำ เภอ ปรมิ าณน�ำ้ มาก ตน้ น�้ำ เกดิ ทบ่ี รเิ วณพ้ืนทข่ี องอ�ำ เภอสอ่ งดาว ค�ำ ตากลา้ มสี ภาพเปน็ ลกู คลน่ื ลอนลาด อยสู่ งู กวา่ ระดบั น�ำ้ ทะเล (เทอื กเขาภพู าน) ไหลผา่ นอ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ อ�ำ เภอบา้ นมว่ ง โดยเฉลย่ี ประมาณ ๑๗๒ เมตร สภาพปา่ เปน็ ปา่ เบญจพรรณ อ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ อ�ำ เภออากาศอ�ำ นวย แลว้ ไหลลงสแู่ มน่ �้ำ โขง ป่าโปรง่ สว่ นใหญ่เป็นพวกไม้แดง ไมเ้ ต็ง ไมร้ งั ไม้พลวง ทอี่ �ำ เภอทา่ อเุ ทน จงั หวดั นครพนม \"หว้ ยโนต้ \" ไหลผา่ นพ้ืนที่ พื้นทบี่ างสว่ นเปน็ ทร่ี าบลมุ่ โดยเฉพาะบรเิ วณรมิ แมน่ �้ำ สงคราม ตำ�บลแพด ตำ�บลหนองบวั สิม ไหลลงแม่น้�ำ สงคราม โดยมี เหมาะแก่การเพราะปลูก แต่ถ้าปีไหนนำ้�มากน้ำ�ท่วมผลผลิต \"ห้วยกลอย\" เป็นลำ�ห้วยสาขา \"ห้วยเหล็กเปียก\" ไหลผ่าน ทางการเกษตรได้รับความเสยี หายได้ พื้นที่ตำ�บลนาแต้ ไหลลงแม่นำ้�สงคราม โดยมี \"ห้วยแคน\" \"ห้วยแสง\" \"หว้ ยคำ�พู \" \"หว้ ยฟา้ ผา่ \" \"หว้ ยเชอื ก\" เป็นล�ำ หว้ ย ภมู อิ ากาศของอ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ จดั อยใู่ นประเภทอากาศ สาขา \"หนองสามขา\" อยู่ในเขตเทศบาลตำ�บลคำ�ตากล้า แบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดูหรือแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน \"หนองหลวง\" อยใู่ นเขตของต�ำ บลหนองบวั สมิ \"หนองงเู หลอื ม\" ในฤดฝู น(ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้) จะมีอากาศชุ่มช้นื และ อยู่ในเขตของตำ�บลนาแต้ มฝี นตกชกุ ตลอดฤดู แตใ่ นฤดหู นาว (มรสมุ ตะวนั ออกเฉยี ง เหนือ) จะมอี ากาศหนาวจดั และมหี มอกหนาในตอนเชา้ สว่ น ปา่ ไม้ อ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ มเี นอ้ื ทปี่ า่ ไมป้ ระมาณ ๓๒,๖๙๕ ไร่ ในฤดูรอ้ นอากาศจะรอ้ นจัดและแหง้ แลง้ อยใู่ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ ดงอบี า่ ง ดงค�ำ พู และดงค�ำ กง้ั ซ่ึงเป็นป่าไม้เบญจพรรณ ปัจจุบันอยู่ในสภาพเส่ือมโทรม ทรพั ยากรทางธรรมชาติ จากการบุกรุกเป็นพื้นทที่ �ำ กินและทอ่ี ยู่อาศยั ของราษฏรสา ดิน ในพ้ื นที่ของอำ�เภอคำ�ตากล้า เป็ นดิน ธารณปู โภค ที่มีความอดุ มสมบรู ณต์ �่ำ ดนิ สว่ นใหญเ่ ปน็ ดนิ รว่ นปนทราย ประชาชน : ในพ้ืนทอี่ �ำ เภอค�ำ ตากลา้ สว่ นใหญน่ บั ถอื ซงึ่ มโี ครงสรา้ งไมค่ งทน เมือ่ มฝี นตกท�ำ ใหเ้ กดิ การกดั กรอ่ น ศาสนาพุ ทธ คิดเป็ น ๙๕% ท่ีเหลือนับถือศาสนาคริสต์ ของผิวดินสูง เป็นเหตุให้ดินถูกน้ำ�ชะล้างสารอาหารและ คิดเป็น ๕ % สงิ่ ทม่ี ปี ระโยชนต์ อ่ พืชไปหมด การปรบั ปรงุ ดนิ ท�ำ ไดค้ อ่ นขา้ งยาก เพราะการใสป่ ยุ๋ เพียงอยา่ งเดยี วยงั ไมเ่ พียงพอ จะตอ้ งดแู ลเรอ่ื ง ๑๐๘อบจ.สกลนคร การชลประทาน และการจดั การบ�ำ รงุ รกั ษาดนิ ไปพรอ้ มๆกนั ดว้ ย ซึ่งในการใช้ประโยชน์จากดินใน พ้ืนที่ของอำ�เภอคำ�ตากล้า จะใชใ้ นการทำ�การเกษตรกรรม เช่น ท�ำ นา ทำ�ไร่ ท�ำ สวนและ เล้ียงสัตว์ ส่วนที่เหลือใช้เป็นท่ีอยู่อาศัย และเป็นที่รกร้าง วา่ งเปล่า น้ำ� อำ�เภอคำ�ตากลา้ นอกจากอาศยั น�ำ้ ฝนในการ อปุ โภคบรโิ ภคและใชใ้ นการท�ำ เกษตรกรรมแลว้ ยงั มแี หลง่ น�ำ้ ทสี่ �ำ คญั คอื แมน่ �ำ้ สงครามเปน็ ล�ำ น�้ำ ทม่ี ขี นาดคอ่ นขา้ งใหญ่ มี
ผาศักด์ิ เป็นผาสูงสีแดงท่ีอยู่ริม ฝ่ งั แม่น้ำ�สงคราม อำ�เภอคำ�ตากล้า จังหวัด สกลนคร บรรยากาศและทวิ ทศั นเ์ ปน็ ธรรมชาติ สวยงามมาก โดยเฉพาะในชว่ งน�้ำ แลง้ (ฤดรู อ้ น/ ฤดหู นาว) ทแี่ มน่ �ำ้ สงครามจะไหลผ่านโขดหิน เกิดเป็ นลำ�ธารเล็กๆ ท่ี เล่นนำ้�ได้ และ เดินข้ามไปมาได้ท้ังสองฝ่ ังแม่น้�ำ สงคราม ผาศักด์ิ อยู่ในพ้ื นที่ บ้านผาศักด์ิ ตำ�บลคำ�ตากล้า อำ�เภอคำ�ตากล้า จังหวัด สกลนคร เป็นสถานท่ีท่องเที่ยวอีกแห่งหน่ึง ของอ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ ซงึ่ อยหู่ า่ งจากตวั อ�ำ เภอ ประมาณ ๕ กโิ ลเมตร เป็นสถานทีท่ ่องเที่ยว แนวธรรมชาติ บรรยากาศทร่ี ม่ ร่ืน ดว้ ยป่าไม้ และแม่น�ำ้ สงคราม ๑๐๙ อบจ.สกลนคร
อำ�เภอ ภพู าน ๑๑๐อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอภพู าน การศกึ ษา การอบรม ประวัติการท�ำ งาน พ.ศ. .................... พ.ศ. .................... นายกฤษฎ์ิ โสมปัดทมุ นายอ�ำ เภอภูพาน ภพู าน เป็นอำ�เภอในลำ�ดับท่ี ๑๘ ในจำ�นวนท้ังหมด ๑๘ อำ�เภอ ของจังหวัดสกลนคร ได้รับ การประกาศจดั ตง้ั เปน็ กง่ิ อ�ำ เภอ เมอ่ื วนั ท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๓๗ โดยแยกออกจากอ�ำ เภอกดุ บาก จงั หวดั สกลนคร มีต�ำ บลทง้ั หมดจ�ำ นวน ๓ ต�ำ บล คือ ต�ำ บลโคกภู ตำ�บลสรา้ งค้อ และตำ�บลหลบุ เลา ตอ่ มาได้ประกาศจัดตง้ั ขนึ้ เป็นอ�ำ เภอ เมอ่ื วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ โดยมตี ำ�บลทอ่ี ยใู่ นเขตปกครอง รวมทงั้ หมดจ�ำ นวน ๔ ต�ำ บล คอื ต�ำ บลโคกภู ต�ำ บลสรา้ งคอ้ ต�ำ บลหลบุ เลา และต�ำ บลกกปลาซวิ ซง่ึ แยกออกจากอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร จงั หวดั สกลนคร ทิศเหนอื ตดิ ตอ่ กบั อำ�เภอกุดบากและ อำ�เภอเมืองสกลนคร ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกบั อำ�เภอนาคู อ�ำ เภอห้วยผง้ึ และอำ�เภอสมเดจ็ จงั หวัด กาฬสนิ ธุ์ ทศิ ตะวนั ออก ติดตอ่ กับอำ�เภอเมอื งสกลนคร และอำ�เภอเต่างอย ทิศตะวนั ตก ติดตอ่ กบั อำ�เภอกดุ บาก จงั หวัดสกลนคร อ�ำ เภอสมเด็จ และอำ�เภอค�ำ มว่ ง จงั หวัด กาฬสนิ ธ์ุ ๑๑๑ อบจ.สกลนคร
พ้ืนทข่ี องอ�ำ เภอภพู านเดมิ เปน็ ทอ้ งทขี่ องต�ำ บลโคกภู ซงึ่ เปน็ ต�ำ บลเกา่ แกอ่ ยใู่ นเขตการปกครองของอ�ำ เภอธาตเุ ชงิ ชมุ จงั หวดั สกลนครในขณะนน้ั ตอ่ มา ในวนั ท่ี ๔ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ไดม้ ปี ระกาศกระทรวงมหาดไทยใหแ้ ยกต�ำ บลกดุ บาก ต�ำ บลโคกภู และต�ำ บลนามอ่ ง ออกจากการปกครองของอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร รวมตง้ั เปน็ กง่ิ อ�ำ เภอกดุ บาก และเมอ่ื วนั ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ไดม้ พี ระราชกฤษฎกี ายกฐานะกง่ิ อ�ำ เภอกดุ บากขน้ึ เปน็ อ�ำ เภอกดุ บาก ท�ำ ใหท้ อ้ งทแ่ี หง่ นอ้ี ยใู่ นเขต การปกครองของอ�ำ เภอกดุ บาก กระทรวงมหาดไทย ไดพ้ ิจารณาเห็นว่าราษฎรท้งั สามตำ�บล ได้แก่ ตำ�บลโคกภู ตำ�บลหลบุ เลา และตำ�บลสร้างคอ้ เปน็ ต�ำ บลทอี่ ยไู่ กลทอ้ งทที่ รุ กนั ดาร และหา่ งไกลจากตวั อ�ำ เภอ เจา้ หนา้ ทมี่ โี อกาสตรวจเยยี่ มเยอื นดแู ลทกุ ขส์ ขุ ของราษฎรนอ้ ยมาก เพราะทางคมนาคมไมส่ ะดวก ซง่ึ อาจเปน็ การเสยี หายในดา้ นการปกครอง ประกอบกบั หมบู่ า้ นดงั กลา่ วมโี อกาสทจ่ี ะเจรญิ ในอนาคต เพราะราษฎรอาศยั อยกู่ นั หนาแนน่ มาก และมพี ื้นทท่ี �ำ มาหากนิ ได้ โดยเฉพาะมที รพั ยากรทางธรรมชาติ พอทจ่ี ะยกระดบั การครองชพี ของราษฎรทง้ั สามต�ำ บลดงั กลา่ วนใ้ี หด้ ยี งิ่ ขน้ึ จงึ แนะน�ำ ประชมุ ชแ้ี จงรว่ มกบั ทางอ�ำ เภอกดุ บาก รายงานตอ่ กระทรวงมหาดไทย ขอจดั ตงั้ ทว่ี า่ การกงิ่ อ�ำ เภอภพู านขน้ึ ตอ่ มาเมอ่ื วนั ท่ี ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ไดม้ ปี ระกาศกระทรวงมหาดไทยใหแ้ ยกต�ำ บลสรา้ งคอ้ ต�ำ บลหลบุ เลา และ ต�ำ บลโคกภู ออกจากการปกครองของอ�ำ เภอกุดบาก รวมต้งั เป็น กงิ่ อำ�เภอภูพาน และในวันท่ี ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๙ มปี ระกาศกระทรวงมหาดไทยใหโ้ อนยา้ ยต�ำ บลกกปลาซวิ ออกมาจากการปกครองของอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร มาขน้ึ กบั กง่ิ อ�ำ เภอ ภพู าน จนกระทง่ั เมอื่ วนั ท่ี ๒๖ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ จงึ มพี ระราชกฤษฎกี าฯ ยกฐานะขน้ึ เปน็ อ�ำ เภอภพู าน จนถงึ ปจั จบุ นั ๑๑๒อบจ.สกลนคร
เขอื่ นน้�ำ พุ ง อำ�ภูพาน จังหวัดสกลนคร ทัศนียภาพมีความงดงาม เรยี งรายดว้ ยขนุ เขานอ้ ยใหญ่ ใหบ้ รรยากาศรม่ รนื่ เปน็ สถานทอ่ี กี แหง่ หนงึ่ ทน่ี กั ทอ่ งเทยี่ ว นยิ มเดนิ ทางมาสมั ผสั ธรรมชาตอิ นั บรสิ ทุ ธิ์ มลี กั ษณะเปน็ เขอื่ นแบบหนิ ทงิ้ มแี กนกลาง เปน็ ดนิ เหนยี ว สนั เขอื่ นยาว ๑,๗๒๐ เมตร กวา้ ง ๑๐ เมตร สงู จากทอ้ งน�ำ้ ๔๑ เมตร ระดับสนั เขอ่ื นสูง ๒๘๖.๕ เมตร จากระดับน�้ำ ทะเลปานกลาง อา่ งเกบ็ น�้ำ มขี นาดเนอ้ื ท่ี ๒๑ ตารางกโิ ลเมตร ปรมิ าณน�ำ้ ทไ่ี หลเขา้ อา่ งเฉลยี่ ปีละ ๑๑๑ ลา้ นลูกบาศก์เมตร และสามารถเกบ็ กกั น้ำ�ได้ ๑๖๕ ล้านลกู บาศก์เมตร โรงไฟฟ้าเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีเน้ือท่ี ๖๗๐ ตารางเมตร ติดต้ัง เครอ่ื งผลติ ไฟฟา้ ชนดิ แกนตง้ั ระบายความรอ้ นดว้ ยอากาศ จ�ำ นวน ๒ เครอ่ื ง ก�ำ ลงั ผลติ เครอื่ งละ ๓,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมก�ำ ลังผลิต ๖,๐๐๐ กโิ ลวตั ต์ และส่งไปเชอ่ื มโยง กบั ระบบสง่ ของเข่อื นอบุ ลรัตนท์ ีส่ ถานไี ฟฟา้ แรงสูงมหาสารคาม การก่อสร้างได้แล้วเสร็จและมีพิ ธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๐๘ ประโยชนข์ องเขอื่ นน�้ำ พุง จงั หวดั สกลนคร เขอ่ื นน�้ำ พุง สรา้ งขน้ึ เพ่ืออ�ำ นวยประโยชนห์ ลายประการ ทัง้ ในดา้ นการผลติ พลงั งานไฟฟา้ ดว้ ยพลงั น�ำ้ เฉล่ยี ปีละ ๑๗ ล้านกิโลวตั ตช์ ั่วโมง ชว่ ยเพิ่มประสทิ ธิภาพในการสง่ กระแสไฟฟา้ ของภมู ภิ าคนีใ้ ห้มนั่ คงย่งิ ข้นึ นอกจากน้ยี งั ชว่ ยป้องกนั อทุ กภยั จากน�้ำ ที่ไหลบา่ มาเป็นจำ�นวนมาก ใน ฤดูนำ้�หลากและในปีน้ำ�แล้งก็จะระบายน้ำ�ที่เก็บไว้มาใช้ด้านการชลประทาน ในพื้นท่ี เพาะปลกู บรเิ วณจงั หวดั สกลนครและจงั หวดั นครพนม รวมทง้ั ยงั เปน็ สถานทท่ี อ่ งเทย่ี ว ที่สวยงามอกี แหง่ หน่งึ ดว้ ย ๑๑๓ อบจ.สกลนคร
นำ้ � ต ก ห้ ว ย ใ ห ญ่ ตำ � บ ล โ ค ก ภู อำ � เ ภ อ ภู พ า น จงั หวดั สกลนคร อยบู่ นเทอื กเขา ภู พ า น ห่ า ง จ า ก ตั ว เ มื อ ง จงั หวัดสกลนคร ประมาณ ๓๖ กโิ ลเมตร ถึงนำ้�ตก (อยบู่ รเิ วณ หลังค่ายฝึกธงชัย) อยู่ห่างจาก ที่ทำ�การอุทยานแห่งชาติภูพาน ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็น ส ถ า น ท่ี ท่ อ ง เ ท่ี ย ว ท่ี ส ว ย ง า ม อกี แหง่ หนง่ึ มนี �ำ้ ไหลตลอดทง้ั ปี ๑๑๔อบจ.สกลนคร
วดั พระพุ ทธบาทน�้ำ ทพิ ย์ ตงั้ อยกู่ ลางปา่ ในตำ�บลสร้างค้อ อำ�เภอภูพาน สร้างข้ึนในช่วง ปี พ.ศ.๒๕๔๗ โดยพระอาจารย์บุญมี เขมธัมโม ที่ได้ เดนิ ธดุ งคม์ าพบรอยพระพุทธบาทภายในปา่ ซง่ึ ลกั ษณะ ของรอยพระพุทธบาททพี่ บเปน็ รอยพระบาทหมทู่ บั ซอ้ นกนั ๗ รอย และมีน้ำ�ไหลผ่าน โดยนำ้�ท่ีไหลผ่านรอย พระพุ ทธบาทเหล่าน้ี มาจากแหล่งน้ำ�ภายในถ้ำ�เล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งน้ำ�บริเวณนี้จะไหลตลอดทั้งปี รอย พระพุทธบาทเหลา่ นจ้ี งึ มชี อื่ วา่ รอยพระพุทธบาทน�ำ้ ทพิ ย์ พระอาจารย์บุญมี เขมธัมโม จึงได้จัดสร้างวัดขึ้นใน พื้นทีต่ รงข้ามกบั ป่าทีพ่ บรอยพระพุ ทธบาท โดยตัง้ ชอ่ื วัดว่า \"พระพุ ทธบาทนำ้�ทิพย์\" ตามชื่อของรอย พระพุ ทธบาทนนั่ เอง ภายในวดั พระพุทธบาทน�ำ้ ทพิ ยโ์ ดดเดน่ ดว้ ยพระพุทธรปู สมเดจ็ องคป์ ฐมหลายองค์ ประดษิ ฐานเรยี งรายอยา่ ง งดงามเปน็ แถวสองฝ่ งั บรเิ วณศนู ยก์ ลางเปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานพระพุทธรปู ปางพระนพิ พานประทบั นงั่ อยบู่ นบลั ลงั ก์ ซง่ึ เปน็ หมู่ องคพ์ ระพุทธรปู ทมี่ คี วามงดงามเปน็ อยา่ งมาก นกั ทอ่ งเทยี่ วทมี่ าเยอื นวดั พระพุทธบาทน�ำ้ ทพิ ยน์ ยิ มมากราบสกั การะพระพุทธรปู และทำ�บุญทำ�ทาน นอกจากนี้ ยังนิยมเดินข้ามถนนไปยังฝ่ ั งตรงกันข้ามกับวัด เพื่ อเดินลึกเข้าไปยังป่าด้านใน เพ่ื อชมรอยพระพุ ทธบาทอกี ด้วย ซึ่งรอยพระพุ ทธบาทเหล่านเ้ี ชือ่ กันว่า เป็นพุ ทธบูชาที่เกดิ ขน้ึ อยา่ งนา่ อศั จรรย์จากการท่ี พระพุ ทธเจา้ ได้เสด็จมาประทับรอยพระพุ ทธบาทไวใ้ นสถานทีต่ า่ งๆ ทพ่ี ระองคไ์ ดเ้ สดจ็ มาโปรดเวไนยสัตว์ ๑๑๕ อบจ.สกลนคร
อำ�เภอ โพนนาแกว้ ๑๑๖อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอโพนนาแกว้ นายสทุ ธเิ มศวร์ บุญแสนกุลธวชั อ�ำ เภอโพนนาแกว้ เดมิ กงิ่ อ�ำ เภอ นายอ�ำ เภอโพนนาแกว้ โพนนาแก้ว เป็นพื้ นท่ีข้ึนกับอำ�เภอเมืองสกลนคร แต่เน่ืองจากอำ�เภอเมืองสกลนคร มีอาณาเขตการ ปกครองกว้างขวาง ทำ�ให้ทางราชการไม่สามารถ อ�ำ นวยความสะดวกในการใหบ้ รกิ ารประชาชนอยา่ งทวั่ ถงึ ได้ กระทรวงมหาดไทย จงึ ไดป้ ระกาศแบง่ ทอ้ งท่ี อำ�เภอเมืองสกลนครตั้งเป็นกิ่งอำ�เภอโพนนาแก้ว มี เขตปกครอง รวม ๔ ต�ำ บล คอื ต�ำ บลบา้ นโพน ต�ำ บลนาแกว้ ต�ำ บลนาตงวฒั นา และต�ำ บลบา้ นแปน้ ท้งั น้ตี ง้ั แต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๔ เป็นต้นมา ส�ำ หรบั สาเหตทุ ต่ี ง้ั ชอื่ \"กงิ่ อ�ำ เภอโพนนาแกว้ \" นน้ั เนอ่ื งจากเปน็ การรวมชอ่ื ต�ำ บลวนเขตทอ้ งทก่ี ง่ิ อ�ำ เภอ ดงั กลา่ ว คือ - โพน คอื นามของต�ำ บลบ้านโพน - นา คอื นามของต�ำ บลนาตงวฒั นา - แกว้ คือ นามของต�ำ บลนาแกว้ รวมชอ่ื วา่ \"กง่ิ อ�ำ เภอโพนนาแกว้ \" หมายความ ว่า \"ทร่ี าบสูงท่เี ตม็ ไปดว้ ยความอดุ มสมบรู ณ์\" การศกึ ษา - พ.ศ. ๒๕๔๓ ศลิ ปศาสตรบณั ฑติ (รฐั ศาสตร)์ เกยี รตนิ ยิ มอนั ดบั ๒ มหาวทิ ยาลยั รามค�ำ แหง - พ.ศ. ๒๕๖๔ รฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร ประวตั ิการท�ำ งาน - พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๖๐ ปลัดอำ�เภอกุดบาก จังหวดั สกลนคร - พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๒ ปลัดอำ�เภอ หัวหน้า กลมุ่ งานบรหิ ารงานปกครอง อ�ำ เภอบา้ นมว่ ง จังหวัดสกลนคร - พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ปลัดอำ�เภอ หัวหน้า กลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำ�เภอเมือง สกลนคร จังหวดั สกลนคร - พ.ศ. ๒๕๖๔-ปัจจุบัน นายอำ�เภอโพนนาแก้ว จังหวดั สกลนคร ๑๑๗ อบจ.สกลนคร
ชุมชนคุณธรรมบา้ นแป้น ชุมชนคุณธรรมวัดสทุ ธานวิ าส ต้งั อยูท่ ีบ่ ้านแป้น หม่ทู ่ี ๕ และหม่ทู ่ี ๑๐ เป็นชนเผา่ ไทญอ้ หนงึ่ ในหกชนเผา่ ในจงั หวดั สกลนคร เผา่ ไทญอ้ เปน็ ชนเผา่ ทีน่ า่ รกั มนี �ำ้ ใจไมตรที ีง่ ดงาม ยดึ มนั่ และปฏบิ ตั ติ ามจารตี ประเพณี ทดี่ ง้ั เดมิ โดยเฉพาะ ฮตี ๑๒ คอง ๑๔ ดว้ ยสภาพของพื้นทช่ี มุ ชนบา้ นแปน้ ทตี่ ดิ กบั หนองหาร บงึ น�้ำ จดื ทใ่ี หญท่ ส่ี ดุ ของจงั หวดั วถิ ชี วี ติ ของผคู้ นในชมุ ชนน้ี จงึ ผกู พันกบั หนองหาร อกี ทง้ั บรเิ วณดนิ แดนแหง่ น้ี ยงั มเี รอ่ื งประวตั ศิ าสตรเ์ กย่ี วกบั เจา้ เมอื งเกา่ หนองหาร คือ พระยาสุวรรณภิงคารและพระนางนารายณ์เจงเวง จึงท�ำ ใหช้ มุ ชนน้มี ีความเช่อื ศรทั ธา และความน่าสนใจ เป็นอย่างยง่ิ ๑๑๘อบจ.สกลนคร
วัดยอดลำ�ธาร ตั้งอยู่บ้านนาแก้ว ต�ำ บลนาแกว้ อ�ำ เภอโพนนาแกว้ จงั หวดั สกลนคร ดา้ นหนา้ ของอโุ บสถมรี ปู ป้ นั ยกั ษข์ นาดใหญ่ ๒ ตน ยืนอยู่สองข้างระหว่างบันไดทางขึ้น ตนที่ยืนอยู่ ข้างบันไดด้านทิศเหนือ เป็นยักษ์โข (เพศชาย) มกี ระบองเปน็ อาวธุ สวมกางเกงทบั ดว้ ยโจงกระเบน เสื้อแขนสั้น ประดับสงั วาลย์และชฎา สนั นิฐานวา่ นา่ จะเปน็ ราชาแหง่ ยกั ษ์ ผปู้ กครองโลกในทศิ เหนอื (อาฏานาฏยิ ปรติ ร บาลวี า่ อตุ ตฺ รสมฺ ึ ทสิ าภาเค สนตฺ ิ ยกฺขา มหิทธฺ ิกาฯ) ส่วนตนท่ยี นื ทางด้านทิศใต้ มี รปู รา่ งเลก็ กวา่ ผมหยกิ นงุ่ โจงกระเบน ไมส่ วมเสอ้ื แต่ประดับสร้อยสังวาลย์ สันนิฐานว่าน่าจะเป็น ยักษ์ษนิ ี (เพศหญิง) ยกั ษ์ ๒ ตนนี้ สรา้ งขนึ้ ภายหลงั จากสรา้ ง อโุ บสถเสรจ็ สนิ้ แลว้ โดยอาจารยบ์ ญุ ชว่ ย ทองแสง อาจารย์ลิเกชื่อดังเป็นนายช่างใหญ่และเป็นผู้มี จติ ศรัทธาสรา้ ง ชาวบา้ นเชื่อกันวา่ ยักษ์ ๒ ตน มี ความศกั ดสิ์ ทิ ธบ์ิ นบานสงิ่ ใดสมปรารถนาทกุ ประการ โดยเฉพาะโรคภยั ไขเ้ จบ็ หรอื การสอบไล่ สอบเขา้ ท�ำ งาน สามภี รรยาทะเลาะกนั กลบั คนื ดไี ด้ แมก้ ระทง่ั ครสิ ตช์ น บางครอบครัวของบ้านท่าแร่ก็ยังเคยมาบนบาน บูชายักษ์ ๒ ตน ปัจจุบันโดยเฉพาะในวันพระ จะมชี าวบา้ นและครสิ ตช์ นบางครอบครวั ในบา้ นทา่ แร่ ทศ่ี รทั ธามากราบไหวข้ อพรเปน็ จ�ำ นวนมากเครอ่ื งสงั เวย ทชี่ าวบา้ นน�ำ มาและเชอ่ื วา่ ยกั ษท์ ง้ั ๒ ตนโปรด คงมี เพียงผลไม้ ๙ ชนดิ ดอกไมแ้ ดง ๙ ดอก เทยี นขาว ๙ เล่ม นอกจากน้ีชาวบ้านยังมีความเช่ืออีกว่า ยกั ษท์ ัง้ ๒ ตน เป็นยักษ์ใจดี เป็นเทพแห่งยักษ์ ซึ่งแต่ละปีเทพแห่งยักษ์จากสรวงสวรรค์จะผลัด เปลี่ยนกันลงมาประทับที่รูปป้ ันยักษ์ทั้ง ๒ ตนนี้ เพื่อดแู ลรกั ษาพระศาสนาใหร้ งุ่ เรอื งสถาพรสบื ไป ๑๑๙ อบจ.สกลนคร
วัดยอดลำ�ธาร (ประตูนำ้�กำ่�) ตั้งอยู่ที่ บ้านบึงศาลา หมู่ที่ ๘ ตำ�บลนาตงวัฒนา อำ�เภอ โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร การบริหารจัดการ ประตูระบายนำ้�สุรัสวดี โดยการควบคุมบังคับ น้ำ�ในหนองหารท่ีระบายลงสู่ลำ�น้ำ�ก่ำ� ตามโครงการ พั ฒนาลุ่มนำ้�กำ่� อันเนื่ องมาจากพระราชดำ�ริ จงั หวดั สกลนคร-นครพนม เพื่อชว่ ยเหลอื เกษตรกร ในเรอ่ื งน�้ำ ทว่ มพ้ืนทเี่ พาะปลกู ในฤดฝู น และชว่ ยราษฎร ในทอ้ งทบี่ รเิ วณสองฝ่ งั ล�ำ น�้ำ ก�ำ่ ใหม้ นี �ำ้ ใชใ้ นการเกษตร การอุปโภค-บริโภคในฤดูแล้ง ๑๒๐อบจ.สกลนคร
วดั ปา่ โนนขมุ เงนิ อ�ำ เภอโพนนาแกว้ จงั หวดั สกลนคร เปน็ ส�ำ นกั ปฏบิ ตั ธิ รรม ประจ�ำ จงั หวดั สกลนคร ตง้ั อยทู่ ี่ บา้ นนาตงนอ้ ย หมทู่ ่ี ๖ ต�ำ บลนาตงวฒั นา อ�ำ เภอโพนนาแกว้ จงั หวดั สกลนคร สงั กดั คณะสงฆธ์ รรมยตุ ตง้ั วดั เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๔๖ ไดร้ บั พระราชทานวสิ งุ คามสมี า เมื่อวนั ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ มีพระครูธรรมญาณทพิ ยร์ ัชต์ เป็นเจ้าอาวาส วดั ปา่ โนนขมุ เงนิ เปน็ วดั ทม่ี คี วามสปั ปายะในการปฏบิ ตั ธิ รรม มคี วามรม่ รน่ื มแี มช่ ี ทอี่ ยปู่ ฏบิ ตั ธิ รรมภายในวดั เปน็ ประจ�ำ ส�ำ นกั งานพระพุทธศาสนาจงั หวดั สกลนคร มคี วามมงุ่ มน่ั ในการดำ�เนินงานร่วมกับคณะสงฆ์ เพื่ อความมั่ งคงแห่งพระสัทธรรมแห่งสมเด็จ พระสัมมาสมั พุ ทธเจา้ เพื่อความสงบสขุ ร่มเย็นของสังคม ๑๒๑ อบจ.สกลนคร
อำ�เภอ โคกศรสี ุพรรณ ๑๒๒อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ นายศรณ์ รกั รงค์ ปลดั อำ�เภอ (เจ้าพนักงานปกครองช�ำ นาญการพิเศษ) รักษาราชการแทนนายอ�ำ เภอโคกศรีสพุ รรณ อ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ แยกออกจากอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร เปน็ กงิ่ อ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ เม่อื วนั ท่ี ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๔ โดยเรม่ิ ปฏบิ ัติงานมาตั้งแตว่ ันท่ี ๑๕ มิถุนายน ๒๕๒๔ และยกฐานะเป็น อำ�เภอโคกศรีสุพรรณ เม่ือวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ประชากรเดิมอพยพมาจากเมืองอ่างคำ�ฝ่ ังซ้าย แม่นำ้�โขงในสมยั รชั กาลท่ี ๒ และรชั กาลที่ ๓ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ประกอบดว้ ย เผา่ ภไู ท ยอ้ กะเลงิ เปน็ พ้ืนทร่ี อยตอ่ ระหว่างจังหวัดสกลนคร-จังหวัดนครพนม อำ�เภอโคกศรีสุพรรณต้ังอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขต การปกครองขา้ งเคียงดงั ตอ่ ไปน้ี ทิศเหนือ ติดต่อกับอำ�เภอเมือง สกลนครและอ�ำ เภอโพนนาแก้ว ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอวงั ยาง และอำ�เภอนาแก (จงั หวัดนครพนม) ทิศใต้ ติดต่อกับอำ�เภอนาแก (จงั หวดั นครพนม) และอ�ำ เภอเตา่ งอย ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอเตา่ งอย และอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร ๑๒๓ อบจ.สกลนคร
พระบาทสมเดจ็ พระมหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเดจ็ พระบรมราชชนนพี ันปีหลวง และสมเด็จ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ไดเ้ คยเสดจ็ เยย่ี มราษฎรบา้ นหนองแขพ้ รอ้ มทง้ั ทรงฟน้ ื ฟูการปลกู หมอ่ นเลย้ี งไหมพันธพ์ุ นื้ เมอื งของไทย และการทอผา้ ลายไทย โดยทรงรบั ราษฎรบา้ นหนองแขเ้ ปน็ สมาชกิ ศลิ ปาชพี เพ่ือให้มรี ายไดเ้ สรมิ จากการทอผ้า และอนรุ ักษ์ลวดลายผ้าไทย นอกจากน้ี สมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพั นปีหลวง ได้เคยเสดจ็ เย่ยี มราษฎร บ้านหนองแข้ เป็นการส่วนพระองคถ์ งึ ๓ คร้งั ในปี ๒๕๒๑, ๒๕๒๓ และ ๒๕๒๕ เพื่อพระราชทานกำ�ลังใจในการทอผ้าไหม และประทบั อยทู่ ชี่ านเรอื นเปน็ เวลานานจนค�่ำ มดื ทรงไตถ่ ามเรอ่ื งความเปน็ อยู่ และพระราชทานฉลอง พระองคค์ ลมุ ไหมมดั หม่ี สมี ว่ งแกน่ างไท้ เพ่ือใชเ้ ปน็ แบบในการทอผา้ ซง่ึ ภาย หลงั นางไทไ้ ดเ้ ชญิ ฉลองพระองคน์ นั้ ไวบ้ นหง้ิ และบชู าดว้ ยดอกไมม้ หาหงส์ ตามประเพณีของชาวอสี าน และเคยไดน้ �ำ มาจัดแสดงในนทิ รรศการ พิพิธภณั ฑ์ผา้ ฯ ดว้ ยความส�ำ นกึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ และเพื่อสบื ทอดความภาคภมู ใิ จน้ี มลู นธิ สิ ง่ เสรมิ ศลิ ปาชพี จงึ รว่ มกบั ชาวบา้ นหนองแข้ จดั ท�ำ เป็นพิพิธภัณฑบ์ า้ น \"ป้าทมุ้ -ป้าไท้\" ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพั นปีหลวง รวมทัง้ ความรู้เรอ่ื งกระบวนการทอผา้ ต้งั แตก่ ารเลี้ยงไหม ไปจนถึงการทอผา้ ไหม โดยจะเปิดใหเ้ ข้าชมทกุ วนั ตง้ั แต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. VDO ๑๒๔อบจ.สกลนคร
วั ด ด อ ย ธ ร ร ม เ จ ดี ย์ เป็ นวัดท่ี สำ�คัญของชาวอำ�เภอ โคกศรีสุพรรณ มีพระภาวนาวิสุทธิ ญาณเถระ(อาจารยแ์ บน ธนากโร) เปน็ อดีตเจ้าอาวาส วัดดอยธรรมเจดีย์ ต้ั ง อ ยู่ ใ น อ า ณ า เ ข ต บ้ า น น า สี น ว ล อำ�เภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร วัดดอยธรรมเจดีย์ แต่เดิม เคยเปน็ ถ้ำ�เสือบนเทือกเขาภูพาน มี ความสงบวิเวกดี ในปี พ.ศ.๒๔๘๙ หลวงปกู่ งมา จริ ปญุ โญ ไดม้ าปกั กลด ท่ี ปากถ้ำ�เสือน้ี แล้วปฏิบัติธรรม เจริญวิปั สสนากรรมฐาน จนเสือ ที่ เ ค ย อ า ศั ย อ ยู่ ณ ถำ้ � แ ห่ ง น้ี ต้องหลีกทางให้ท่านอย่ปู ฏิบัติเพราะ สู้เมตตาธรรมของท่านไม่ได้ ต่อมา หลวงปกู่ งมา จริ ปญุ โญ กไ็ ดส้ รา้ งเปน็ ว ั ด ข ้ึ น ม า แ ล ะ เ ป็ น เ จ ้ า อ า ว า ส อ ง ค ์ แ ร ก ใ น ค ร า ว ทอ่ี งคห์ ลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน เดนิ ทางมาทว่ี ดั แหง่ นพ้ี รอ้ มกบั พระอปุ ชั ฌาย์ คอื พระธรรมเจดยี ์ (จมู พนั ธโุ ล) แหง่ วดั โพธสิ มภรณ์ จงั หวดั อดุ รธานี และผวู้ า่ ราชการจงั หวดั สกลนครในขณะนน้ั ไดต้ งั้ ชอ่ื วดั โดยเอานามพระอปุ ชั ฌาย์ ขององค์ท่านมาต้ั งเป็ นช่ื อ วัดแห่งน้ี จึงมีนามว่า \"วดั ดอยธรรมเจดยี \" มาจนกระทง่ั ทกุ วนั นี้ วดั ตง้ั อยใู่ นเขตอ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ ออกจาก ตัวเมืองสกลนครไปเส้นทางสายอำ�เภอนาแก ระยะทาง ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เม่ือถึงอำ�เภอโคกศรีสุพรรณ เลยี้ วขวาเขา้ ไปอกี ประมาณ ๕ กโิ ลเมตร วดั มเี นอ้ื ท่ี ๙๐๐ ไร่ เปน็ ปา่ โปรง่ บนภเู ขาหนิ สงบรม่ รนื่ หนา้ รอ้ นคอ่ นขา้ งรอ้ นมากๆ อาจจะไมค่ อ่ ยสะดวก ซง่ึ ทน่ี า่ จะดมี ากๆ คอื ชว่ งหนา้ ฝนหรอื ชว่ งปลายฝนตน้ หนาว เพราะมลี �ำ ธารน�้ำ ไหล บรรยากาศสปั ปายะ สงบรม่ รนื่ หนา้ หนาวกจ็ ะหนาวมากแบบภาคอสี านตอนบน เหมาะแกก่ ารปฏบิ ตั ธิ รรม เจรญิ จติ ตภาวนาเปน็ ยงิ่ นกั วดั ดอยธรรมเจดยี ์ เปน็ วดั ปา่ ปฏบิ ตั สิ ายหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต โดยเปน็ ๑ ใน ๔ วดั ทอ่ี งคห์ ลวงตามหาบวั ญาณ สมั ปนั โน ยกยอ่ งวา่ เปน็ มหาวทิ ยาลยั สงฆแ์ หง่ ภาคปฏบิ ตั ิ เพราะมีข้อวัตรปฏิบัติค่อนข้างเคร่งครัดตามแบบฉบับ พระกรรมฐานสายนี้ ๑๒๕ อบจ.สกลนคร
วดั ปา่ นาคนมิ ติ ต์ ตง้ั อยทู่ ต่ี �ำ บลดอนโขป อ.โคกศรสี พุ รรณ จ.สกลนคร ความเป็นมาของวัดแห่งน้ีจากบทสัมภาษณ์ พระอาจารยอ์ วา้ น เขมโกจากหนงั สอื บรู พาจารยพ์ อสรปุ ไดว้ า่ เดิมวัดแห่งนีห้ ลวงปู่เสาร์ กนฺตสโี ล ได้รกุ ขมูลผ่านมาก่อน ตอ่ มาหลวงปมู่ นั่ ไดร้ กุ ขมลู มาตามเสน้ ทางของหลวงปเู่ สาร์ และแวะพั กท่ีน่ี หลวงปู่ม่ันเห็นว่าสถานท่ีนี้สัปปายะ ท่าน จึงปรารภกับญาติโยมว่า \"คิดจะสร้างเป็นวัด\" จึงได้มี การยกทดี่ นิ ถวายทา่ น และสรา้ งเสนาสนะแบบชวั่ คราวพอได้ อยอู่ าศยั แลว้ ทา่ นจงึ เดนิ ธดุ งค์ตอ่ ไปทางภาคเหนือ ๑๒ ปี หลงั จากนนั้ ทา่ นจงึ มาจ�ำ พรรษาทนี่ เ่ี ปน็ ครงั้ ที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ ในชว่ งสงครามโลกครง้ั ที่ ๒ ในครง้ั นชี้ าวบา้ นนามนไดส้ รา้ งกฏุ ิ ถวายองค์ทา่ น รุ่งเชา้ ของวันทีไ่ ด้เริม่ ตน้ ก่อสรา้ ง ปรากฏ หลวงปู่ม่ันได้ช้ีบอกโยมว่า \"นั่นแหละ พญานาคทำ�รอย ไว้ให้แล้ว\" ชาวบ้านไปดูเป็นรอยกลมๆ จึงนำ�รอยนั้นเป็น หมายในการขดุ หลมุ ตงั้ เสากฏุ ิ ตอ่ มาเมอื่ จะสรา้ งศาลากป็ รากฏ รอยนี้อีก จึงได้ลงเสาศาลาในลอยนั้นเช่นกัน ท่านจึงพู ด กับโยมว่า \"วัดนี้ชื่อว่าวัดป่านาคนิมิตต์\" แต่ชาวบ้านนิยม เรยี กวา่ วดั ปา่ บา้ นนามนตามชอ่ื หมบู่ า้ นนน้ั ตอ่ มาเมอื่ ไดจ้ ด ทะเบยี นชอื่ วดั จงึ ไดใ้ ชม้ งคลนามทหี่ ลวงปมู่ อบใหน้ เี้ ปน็ ชอื่ วดั สถานทน่ี ย้ี งั เปน็ ทก่ี �ำ เนดิ บนั ทกึ พระธรรมเทศนาทส่ี �ำ คญั ของหลวงปู่มัน่ คือ \" มุตโตทัย \" ทีบ่ นั ทกึ ครั้งแรก ณ วดั น้ี โดยพระอาจารย์วิรยิ งั ค์ ๑๒๖อบจ.สกลนคร
อ่างเก็บน้ำ�ห้วยโท-ห้วยยาง กรมชลประทาน ก่อสร้างอ่างเก็บนำ้� VDO ห้วยโท-ห้วยยาง เพ่ื อสนองพระราชดำ�ริฯ โดยมีลักษณะโครงการเป็นเข่ือนดิน ปดิ กนั้ ล�ำ หว้ ยโท-หว้ ยยาง บรเิ วณบา้ นหว้ ยยาง ต�ำ บลเหลา่ โพนคอ้ อ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ จงั หวดั สกลนคร ลกั ษณะเปน็ เขอ่ื นดนิ สงู ๑๘.๔๐ เมตร กวา้ ง ๖ เมตรยาว ๑.๑๐ เมตร ความจอุ า่ งเกบ็ น�้ำ ประมาณ ๗.๗๕ ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร พรอ้ มทง้ั สรา้ งอาคารระบายน�้ำ ชนดิ U-SHAPE ,มสี นั ทางระบายน�ำ้ ลน้ ยาว ๔๐ เมตร ทอ่ สง่ น�้ำ ฝ่งั ซา้ ยขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง ๐.๖๐ เมตร จำ�นวน ๑ แถว และท่อสง่ นำ้�ฝ่ ังขวาขนาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง ๐.๖๐ เมตร จ�ำ นวน ๑ แถว เรม่ิ กอ่ สรา้ งในปี ๒๕๒๙ และสรา้ งเสรจ็ ในปี ๒๕๓๕ คลองสง่ น�้ำ สายใหญ่ ๒ สาย ยาวประมาณ ๑๕.๑๒๐ กิโลเมตร คลองสง่ น�ำ้ สายซอย ๔ สาย ยาวประมาณ ๑๓.๕๒๐ กิโลเมตร พื้นที่เพาะปลูกประมาณ ๑๑,๐๐๐ ไร่ การเสดจ็ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนพี ันปหี ลวง และสมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า เจา้ ฟา้ มหาจกั รสี ริ นิ ธร ได้เสด็จอ่างเก็บน้ำ�ห้วยโท-ห้วยยาง เม่ือวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ ได้เสวย พระกระยาหารค�่ำ เลย้ี งตอ้ นรบั ทตู านทุ ตู จากตา่ งประเทศ ณ ทแี่ หง่ นน้ั เนอ่ื งจากอา่ งเกบ็ น�ำ้ ห้วยโท-หว้ ยยาง มภี มู ิประเทศสวยงาม คือมีนำ้�และภเู ขา จงึ ทรงให้ปักแผน่ ป้าย ณอา่ งเกบ็ น�้ำ ห้วยโท-ห้วยยาง วา่ “พั ทยานอ้ ย” สมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอ เจา้ ฟา้ พชั รกติ ยิ าภา นเรนทิราเทพยวดี เสด็จไปทรงประกอบพิ ธี เปิดศาลาอนุสรณ์ทรงงาน อันเน่ืองมาจาก พระราชด�ำ รฯิ เมอื่ วนั ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ณ อา่ งเกบ็ น�ำ้ หว้ ยโท- หว้ ยยาง บา้ นหว้ ยยาง ตำ�บลเหล่าโพนค้อ อำ�เภอโคกศรีสุพรรณ จงั หวัดสกลนคร ฯลฯ ๑๒๗ อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอ กดุ บาก ๑๒๘อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอกดุ บาก นายอรรณพ พองพรหม ปลัดอาวโุ ส รักษาราชการแทนนายอำ�เภอกุดบาก ไมม่ ปี ระวัติเขยี นไว้เป็นหลกั ฐานแนน่ อน แต่จากการบอกเลา่ ของคนทอ้ งถน่ิ ทราบวา่ เป็นภาษาทอ้ งถ่นิ “กดุ ” หมายถงึ หนองน�ำ้ สว่ นค�ำ วา่ “บาก”หมายถงึ ตน้ ไมก้ ะบากซง่ึ คนทอ้ งถนิ่ เรยี กวา่ ไมบ้ ากเมอ่ื รวมกนั จงึ หมาย ถึงหนองนำ้�ที่มีไม้กะบากขึ้นล้อมรอบต่อมาได้มีการตั้งชุมชนอยู่ริมหนองน้ำ�จึงเรียกชุมชนแห่งนี้ว่ากุดบาก เร่ือยมาถึงปัจจุบัน เดิมกุดบากเป็นตำ�บลหนึ่ง ในเขตปกครองของอำ�เภอเมืองสกลนครต่อมาพ.ศ. ๒๕๐๗ กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะเป็นก่ิงอำ�เภอกุดบากจนถึง พ.ศ.๒๕๑๐ มีพระราชกฤษฎีกาประกาศ ยกฐานะเป็นอำ�เภอกดุ บาก ทิศเหนอื ตดิ ต่อกบั อำ�เภอกุดบากและ อำ�เภอเมอื งสกลนคร ทิศใต้ ติดตอ่ กับอ�ำ เภอนาคู อ�ำ เภอหว้ ยผ้งึ และอ�ำ เภอสมเด็จ จงั หวดั กาฬสินธุ์ ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกบั อำ�เภอเมืองสกลนคร และอำ�เภอเตา่ งอย ทิศตะวันตก ตดิ ต่อกบั อำ�เภอกดุ บาก จงั หวดั สกลนคร อ�ำ เภอสมเด็จ และอ�ำ เภอค�ำ มว่ ง จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ ๑๒๙ อบจ.สกลนคร
อำ�เภอกุดบาก ประชากรสว่ นใหญ่ เป็นชาวบ้านเผา่ \"กะเลิง\" ซง่ึ เป็น ๑ ใน ๖ เผ่า ของจงั หวัดสกลนคร เผา่ กะเลงิ หรอื ชาวกะเลงิ เดมิ เปน็ เผา่ ทอี่ าศยั อยใู่ นบรเิ วณทศิ ตะวนั ตกของเทอื กเขาในประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว การเคลอื่ นยา้ ยครง้ั ใหญข่ องชาวกะเลงิ เกดิ ขนึ้ เมอื่ คราวเกดิ สงครามปราบจนี ฮอ่ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๒๖ นอกจากน้ี กรมการเมอื งสกลนคร นำ�ไพร่พลจำ�นวนหนึ่ง ไปปักหลักเขตแดนสยาม เมื่อพ.ศ.๒๔๒๘ ทำ�ให้ชนชาวกะเลิงติดตามเข้ามาอาศัยในเมืองสกลนคร โดยเลอื กทต่ี งั้ บา้ นเรอื นเลอื กท�ำ เลหากนิ ตามเทอื กเขาภพู าน เพราะสามารถหาอาหาร สมนุ ไพร ปจั จยั ส�ำ คญั ในการด�ำ รงชวี ติ ได้จากป่าแม้จะปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ไว้บ้างก็ตาม แต่พื ชผักที่เป็นอาหารประจำ�วันก็มักจะไปหาจากป่า โดยเข้าป่า เข้าภู หลงั รบั ประทานอาหารแลว้ จะกลบั ในเวลาเยน็ ปจั จยั ในเรอ่ื งนแ้ี ตกตา่ งจากชาวภไู ท ซง่ึ เปลยี่ นมาปลกู ผกั ไวเ้ ปน็ อาหารในบา้ น เชน่ หวาย ผกั หวาน เปน็ ตน้ และทส่ี �ำ คญั พ้ืนทใ่ี นหมบู่ า้ นบวั บา้ นทรายแกว้ บา้ นกดุ แฮด บา้ นกดุ บาก ต�ำ บลกดุ บากมชี นเผา่ พ้ืนเมอื ง กะเลงิ มากมพี ้ืนทเ่ี ชงิ เขานอ้ ย พ้ืนทท่ี �ำ มาหากนิ ไมม่ ากแตป่ ระชากรในหมบู่ า้ นเพิ่มมากขนึ้ ชาวกะเลงิ นยิ มเลย้ี งสกุ รพันธพ์ุ ื้นเมอื ง (หมกู )้ี โดยปลอ่ ยใหส้ กุ รหาอาหารกนิ เองเปน็ ลกั ษณะเดน่ ชดั กวา่ กลมุ่ ยอ้ กลมุ่ ภไู ท นยิ มเลย้ี งสกุ รพันธซ์ุ งึ่ การเลยี้ งสลบั ซบั ซอ้ นกวา่ นอกจากน้ยี ังไมน่ ยิ มปลกู พืชผลไม้ตา่ งถิ่น แต่ยงั นยิ มพืชป่า เช่น มะไฟ มะม่วงป่า หมากแงว เป็นตน้ ๑๓๐อบจ.สกลนคร
วดั ถ�ำ้ พระ ภถู �้ำ พระนน้ั เปน็ โบราณสถานของกลมุ่ ชน ทมี่ ถี นิ่ ฐานอยใู่ นเขตพ้ืนทนี่ ้ี โดยมอี ายตุ ง้ั แตพ่ ุทธศตวรรษท่ี ๑๖ ลงมา และเป็นพุ ทธสถานในลัทธิหินยานท่ีมีการสืบเน่ืองมา จ น ถ ึ ง ส ม ั ย ล ้ า น ช ้ า ง ร า ว พุ ท ธ ศ ต ว ร ร ษ ท ี่ ๒ ๒ - ๒ ๓ ซงึ่ เมอื่ น�ำ มาพิจารณารว่ มกบั โบราณสถานในวฒั นธรรมเขมร ทอ่ี ยใู่ กลเ้ คยี ง เชน่ ปราสาท(พระธาต)ุ ภเู พ็ก ปราสาทหนิ องคใ์ น ของพระธาตุเชิงชุม ปราสาทนารายณ์เจงเวง พระธาตุดุม เป็นต้น ที่มีอายุรว่ มสมยั กนั แต่สร้างข้นึ ในศาสนาฮนิ ดู นา่ จะ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การอยรู่ ว่ มกนั ของศาสนาทงั้ สองในเขตพ้ืนท่ี ของสกลนครในราวพุ ทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ได้เปน็ อย่างดี โดยสามารถให้ข้อสันนิษฐานถึงที่มาของศาสนาทั้งสองได้ว่า ในขณะทศ่ี าสนาพุทธนน้ั ไดต้ ง้ั หลกั ปกั ฐานกระจายอยใู่ นหลายพน้ื ที่ ของจงั หวดั สกลนครอยกู่ อ่ นแลว้ โดยเฉพาะในชว่ งพุทธศตวรรษ ท่ี ๑๔-๑๖ ในสมัยวัฒนธรรมแบบทวารวดีได้พบหลักฐาน อยู่เป็นจำ�นวนมาก ๑๓๑ อบจ.สกลนคร
วดั ปา่ คณู คำ�วปิ สั สนา แตเ่ ดมิ เมอ่ื ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๒ พระอาจารยท์ องค�ำ ไดธ้ ดุ งคผ์ า่ นมาปฏบิ ตั ธิ รรม บรเิ วณซงึ่ เปน็ วดั ในปจั จบุ นั ขณะนนั้ บรเิ วณนเี้ ปน็ ทส่ี าธารณะ พระอาจารยท์ องค�ำ ไดพ้ ำ�นกั อยเู่ พื่อปฏบิ ตั ธิ รรมอกี ประมาณ ๑ เดือน ก่อนเข้าพรรษาชาวบ้านจึงมาช่วยกันสร้างกุฏิ เพ่ื อให้พระอาจารย์ทองคำ�ได้ใช้เป็นท่ีพำ �นักในระหว่างอยู่ จำ�พรรษา ด้วยทา่ นพระอาจารยท์ องค�ำ ท่านเป็นพระธดุ งค์ จงึ ไมจ่ �ำ พรรษาอยใู่ นวดั หลงั จากชว่ งเขา้ พรรษาผา่ นพ้นไป พระอาจารย์ทองคำ�ได้ธุดงค์ต่อไปท่ีอื่นทำ�ให้บริเวณน้ี รกรา้ งอยใู่ นระยะหนง่ึ เมอ่ื ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงพ่อผนั ไดม้ าอยู่ ปฏบิ ัตธิ รรม ไดป้ ระมาณ ๔ – ๕ เดอื น แล้วจึงธดุ งค์ตอ่ ไปในทอ่ี น่ื และเกอื บทกุ ๆปกี จ็ ะมพี ระธดุ งคผ์ า่ นมาอยปู่ ฏบิ ตั ธิ รรม ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงพ่อชอ้ น ไดม้ าอยปู่ ฏบิ ตั ธิ รรม ทีน่ ี่ แต่เนื่องจากเป็นสามเณรจึงอยู่ไดไ้ มน่ านกย็ ้ายออกไป ทำ�ให้บริเวณนร้ี กร้างไปอีกระยะหนง่ึ จนกระทง่ั ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ หลวงพอ่ เบยี้ ว ฐานวโิ ร เหน็ วา่ บรเิ วณนี้ เหมาะสมทจ่ี ะปฏบิ ตั ธิ รรม จงึ ไดช้ กั ชวนญาตโิ ยม และชาวบา้ น โดยมี ผใู้ หญพ่ ร ไพค�ำ นาม,นายบวั ผนั ไพค�ำ นาม, นายทา ไพค�ำ นาม, นายมวย ไพเรอื งโสม, นายซอ้ น ไพเรอื งโสม, มาชว่ ยกนั สรา้ งกฏุ ิ แลว้ จงึ ขยายออกมาเปน็ วดั เมอ่ื วนั องั คาร ที่ ๑๕ แรม ๒ ค�่ำ เดอื นตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๘ จนกระทง่ั ถึง วนั จันทร์ที่ ๒๕ ขน้ึ ๑๔ ค�ำ่ เดอื นพฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ซ่ึงใช้เป็นท่ีปฏิบัติธรรมตลอดมา ครั้งเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๓๕ พระครูภาวนาสกลธรรม(พระอธิการสุพั ตร พุ ทธฺรกฺขิโต) ได้ทำ�การบูรณะพั ฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองข้ึนอีกคร้ัง จวบจนถงึ ปัจจุบัน ๑๓๒อบจ.สกลนคร
ผาถ�ำ้ พวง หรอื ถ้�ำ พวง เป็นเงบิ หนิ ขนาดใหญต่ ั้งซอนกนั อยู่รมิ หน้าผาและระหวา่ งเงิบหินมีช่องวา่ ง ชาวบ้าน ท่เี ดนิ ป่า ไปเล้ยี งววั ควาย หาของป่า มักจะเขา้ ไปนอนพักผอ่ น เน่อื งจากอากาศเย็นสบายเพราะมีลมพัดอยตู่ ลอดเวลา และ หนา้ ฝนสามารถใชห้ ลบฝนไดห้ ลายคน ตรงบรเิ วณหนา้ ผาจะมองเหน็ ยอดภู ซา้ ยมอื จะมองเหน็ ภกู อ่ ภมู ะแงว ตรงหนา้ จะเปน็ ภูสูง ซึง่ เมอ่ื ข้นึ ไปบนภสู ูงจะสามารถมองเหน็ เขอื่ นล�ำ ปาวได้ สมัยก่อนภายใต้ผาเงิบจะมีหินปูนลักษณะ คล้ายเต้านม หรือ \"พวงนม\" ตามภาษาท้องถ่ิน เป็น จุดๆ เรียงเหมอื นกันและมนี �ำ้ หยดตามหินย้อยเหล่าน้นั ตลอดเวลา ชาวบ้านจะเอาขวดไปรองด่ื ม ต่อมา ชาวบ้านเช่ือว่าจะมีเหล็กไหล และมีคนลอบไปขุดค้น อาจท�ำ ใหเ้ กดิ อาเพศจงึ ไดถ้ มหลมุ ที่ขดุ จากนั้นประมาณ ปี ๒๕๒๗ อาจารยจ์ ฬุ า สหชยั และทา่ นพระครอู ดุ มพิรยิ กจิ เจา้ อาวาสวดั บา้ นกดุ แฮดและพระวิบูลยธ์ รรมรส ได้นำ� ชาวบ้านแบกขนวัสดุอุปกรณ์ข้ึนไปป้ ันพระพุ ทธรูป และพระอัครสาวกเบ้ืองซ้ายขวา เพ่ื อให้คนสักการบูชา และทกุ ปใี นวนั วสิ าขบชู าชาวบา้ นกดุ แฮดจะประกอบพิธี งานบญุ สรงพระถ�ำ้ และบวงสรวงบอกกลา่ วเจา้ ปา่ เจา้ เขา เพ่ื อขอใหฟ้ า้ ฝนตกถกู ตอ้ งตามฤดู จนเป็นฮตี เดอื นหก ของไทกะเลิงมาจนถึงปัจจุบัน รอยเทา้ ไดโนเสาร์ แกง่ กะลงั กะลาด รอ่ งรอยทพี่ บ เปน็ รอยทมี่ ลี กั ษณะเปน็ สามนวิ้ แตร่ อยไมต่ อ่ เนอื่ งจงึ ไมส่ ามารถ หาแนวทางเดินได้ และบางรอยมีความไม่ชัดเจน เนือ่ งจากเกดิ การกดั กรอ่ นพื้นผวิ ดา้ นบนของรอย จงึ ท�ำ ใหส้ ว่ นทเี่ ปน็ รอยองุ้ ตนี หายไป เหลือเพียงส่วนปลายนิ้วและเล็บ แต่จากรอยที่เห็นได้ ชดั เจนวา่ มสี ามนวิ้ สามารถสรปุ ไดว้ า่ เปน็ รอยของไดโนเสารก์ นิ เนอื้ กลมุ่ เทอโรพอด(Theropod) เปน็ ไดโนเสารท์ มี่ คี วามหลากหลาย ของรปู รา่ ง ตัง้ แต่ขนาดเลก็ เท่าไก่ และใหญ่กวา่ ช้าง หรือราว ๑๗ เมตร สามารถจ�ำ แนกออกเปน็ ๒ กลมุ่ คอื เทอโรพอดขนาด ใหญ่ (Carnosaur) และเทอโรพอดขนาดเลก็ (Coelurosaurs) เป็นพวกวิวัฒนาการจนตัวเล็กลง แต่ยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคม ตามแบบฉบับของเทอโรพอด และมีความว่องไวปราดเปรียว โดยสว่ นใหญ่ เทอโรพอดจะกนิ เนอื้ เปน็ อาหาร ดไู ดจ้ ากลกั ษณะฟนั ของพวกมนั ทม่ี ฟี นั คม ขอบฟนั เปน็ หยกั ส�ำ หรบั ตดั และฉกี ชน้ิ เนอ้ื อกี ทงั้ ยงั เปน็ ไดโนเสารท์ เ่ี ดนิ ดว้ ย ๒ ขาหลงั มนี ว้ิ ตนี จ�ำ นวน ๔ นว้ิ คล้ายไก่ในปัจจุบัน โดยนิ้วที่หนึ่งจะมีการลดขนาดจนเล็ก คลา้ ยเดอื ยไก่ ท�ำ ใหร้ อยตนี ทพ่ี บสว่ นใหญเ่ ปน็ รอยทมี่ เี พียง ๓ นวิ้ ๑๓๓ อบจ.สกลนคร
อำ�เภอ เตา่ งอย ๑๓๔อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอเตา่ งอย นายสขุ สนั ติ วิเวก ปลัดอำ�เภอ (เจ้าพนักงานปกครองช�ำ นาญการพิเศษ) รักษาราชการแทนนายอำ�เภอเตา่ งอย เตา่ งอย เป็นอำ�เภอหนง่ึ ของจงั หวัดสกลนคร มพี ื้นทท่ี ้งั หมด ๓๒๘.๐ ตร.กม. (๑๒๖.๖ ตร.ไมล)์ มีประชากรทง้ั หมด ๒๔,๓๗๒ คน เมอ่ื วนั ที่ ๒๙ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ กระทรวงมหาดไทยใหแ้ ยกต�ำ บลเตา่ งอย และต�ำ บลบงึ ทวาย ออกจาก การปกครองของอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร รวมตง้ั เปน็ กง่ิ อ�ำ เภอเตา่ งอย ใหข้ น้ึ การปกครองกบั อ�ำ เภอเมอื งสกลนคร และในวันท่ี ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยกบางหมูบ่ า้ นออกมาจากการปกครอง ของต�ำ บลเต่างอย รวมตั้งเป็นตำ�บลนาตาล และในวนั ท่ี ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้แยกบางหมู่บา้ นออกมา จากการปกครองของตำ�บลเต่างอยอีกคร้ัง รวมต้ัง เปน็ ต�ำ บลจนั ทรเ์ พ็ญ จนกระทงั่ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๙ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงมีพระราชกฤษฎกี าฯ ยกฐานะข้นึ เป็น อำ�เภอเต่างอย จนถงึ ปัจจบุ ัน อ�ำ เภอเตา่ งอยตง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครอง ขา้ งเคยี งดงั ต่อไปนี้ ทิศเหนอื ติดต่อกบั อำ�เภอเมืองสกลนคร ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ และอำ�เภอนาแก (จังหวดั นครพนม) ทิศใต้ ติดต่อกับอำ�เภอดงหลวง (จังหวัด มุกดาหาร) และอำ�เภอนาคู (จงั หวัดกาฬสินธ)์ุ ทศิ ตะวันตก ติดต่อกับอำ�เภอภูพาน ๑๓๕ อบจ.สกลนคร
วัดศิริมังคละ เกิดข้ึ นในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ เพื่ อเป็นการรักษาทํานุบํารุง พระพุ ทธศาสนา และเป็น ท่ียึดเหน่ียวจิตใจ โดยมีเจ้าอาวาสคนแรก ช่ือพระเบ้ีย ไมท่ ราบฉายา พรอ้ มกนั นก้ี ไ็ ดจ้ ดั ตงั้ ศาล ปตู่ ากดุ นาแซง เปน็ ศาลปตู่ าทมี่ รี ปู เหมอื น \"ปเู่ พีย\" ตงั้ อยใู่ นศาล ซงึ่ เชอ่ื วา่ เป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านเต่างอย ทําหน้าท่ีคล้ายกับ เทพารักษ์ของหมู่บ้าน ปกป้องคุ้มครองคน ในหมู่บ้าน ใหม้ คี วามปกตสิ ขุ ในชว่ งเดอื นสามของทกุ ปี จะมพี ิธไี หว้ ศาลปู่ตา โดยส่วนใหญ่ของที่ใช้ในการเซ่นไหว้จะมี ข้าว ไก่ต้ม เหลา้ ขาว หมากพลู บหุ ร่ี และมี ผกู้ ระทาํ พิธเี รยี กวา่ “เจา้ ” ซง่ึ เปน็ ผทู้ ่ี ชาวบา้ นไดแ้ ตง่ ตง้ั และไดร้ บั การยอมรบั ใหเ้ ป็นผู้นํากลา่ วคาํ ตดิ ตอ่ กับ \"ปู่เพีย\" และ \"ปู่ทอง\" ๑๓๖อบจ.สกลนคร
สะพานบุญเฉลิมพระเกียรติในหลวง สะพานบญุ เฉลมิ พระเกยี รตแิ หง่ นี้ มรี ปู ทรงสวยงาม กอ่ สรา้ งขนึ้ เพอ่ื ใหพ้ ุ ทธศาสนกิ ชนใชข้ า้ มล�ำ น�ำ้ พุ ง เพื่อไปยงั วดั ศริ มิ งั คละ หรอื พระธาตเุ ตา่ งอยซง่ึ อยใู่ กลก้ นั นอกจากนกั ทอ่ งเทย่ี วจะได้ สกั การะพญาเตา่ งอยแลว้ ยงั ไดไ้ ปท�ำ บญุ ทวี่ ดั อกี ดว้ ย สะพานบญุ ยงั มรี ปู ป้ นั พญานาค ๒ ตน ชอ่ื พญานาคา และนางพญานาคี ต้งั ท้ังซา้ ยและขวาสะพานบญุ ซง่ึ มที ี่เดียวในโลก สะพานบุญเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หวั แหง่ น้ี ตัง้ อยู่ทส่ี วนสาธารณะ อ�ำ เภอ เต่างอย จังหวัดสกลนคร ริมลำ�นำ้�พุ งซึ่งเป็นสถานที่ต้ัง ของพญาเต่างอยอันศักดิ์สิทธ์ิ นางจุรีรักษ์ เทพอาสน์ ผู้ ว่าราชการจังหวัดสกลนคร รับมอบและเปิดสะพานบุญ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่ง ดำ�เนินการก่อสร้างโดยสภาวัฒนธรรมอำ�เภอเต่างอยด้วย เงนิ บรจิ าคจากผมู้ จี ติ ศรทั ธาทว่ั ประเทศจ�ำ นวน ๑๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท (สิบสล่ี ้านแปดแสนบาทถว้ น) ๑๓๗ อบจ.สกลนคร
อทุ ยานแหง่ ชาตภิ ผู ายล หรอื เดมิ เรยี กวา่ อทุ ยานแหง่ ชาติ หว้ ยหวด มีพื้นทค่ี รอบคลุมท้องที่อ�ำ เภอเมอื ง อำ�เภอโคกศรีสุพรรณ อำ�เภอเตา่ งอย จงั หวัดสกลนคร อ�ำ เภอนาแก จังหวดั นครพนม และ อำ�เภอดงหลวง อ�ำ เภอคำ�ชะอี จังหวดั มกุ ดาหาร เป็น ๑ ใน ๕ ของ โครงการจัดต้ังอุทยานแห่งชาติเพ่ื อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ วันท่ี ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ สภาพทั่วไป เปน็ ทร่ี าบสงู สลบั กบั เทอื กเขาหนิ ทราย เปน็ ปา่ ตน้ น�ำ้ ล�ำ ธาร มธี รรมชาติ และทวิ ทัศนท์ ส่ี วยงาม เชน่ นำ้�ตก ถ�ำ้ หนา้ ผา เนนิ หิน อ่างเก็บน�ำ้ และ สตั วป์ า่ นานาชนดิ มเี นอื้ ทป่ี ระมาณ ๕๑๗,๘๕๐ ไร่ หรอื ๘๒๘.๕๖ ตาราง กโิ ลเมตร ๑๓๘อบจ.สกลนคร
ประเพณีไหลเรือไฟ จัดงานประเพณีไหลเรือไฟข้นึ ที่อ�ำ เภอ อากาศอำ�นวยและอำ�เภอเต่างอย โดยจัดขนึ้ ในเดือนกันยายนของทุกปี พิ ธีกรรมนี้ชาวไทโย้ยได้ถือปฏิบัติ กันช้านาน ตั้งแต่บรรพบุรุษ เรือจะ ประกอบด้วย ท่อนกล้วยนำ�มาทำ�เป็น เรอื พาย ๕ - ๖ เมตร ภายในจะบรรจุ ดว้ ยขา้ วต้ม ขนม กลว้ ย อ้อย เผือก มะพรา้ วออ่ น มนั สว่ นตน้ เรอื จะประดบั ตกแตง่ ดว้ ย ดอกไม้ รปู เทยี น ตะเกยี ง ขไ้ี ต้ และดอกไมไ้ ฟ จดุ สวา่ งไสวตลอด จากตน้ น�ำ้ จนถงึ ทา่ วดั กลางทก่ี �ำ หนด สว่ นเคร่อื งดนตรีและผู้คนนนั้ จะตอ้ ง เป็นผู้ชายล้วนๆ และเต้นประกอบ ดนตรอี ยบู่ นเรอื ไฟ ดนตรบี นเรอื ไฟนนั้ ประกอบด้วย กลอง ฉิ่ง ฉาบ กับ๊ แกบ๊ ฆ้อง ซ่งึ เป็นจงั หวะท่คี รึกคร้นื มาก วนั จดุ เทยี นระลกึ ถงึ ผลู้ ว่ งลบั เพอ่ื เปน็ การแสดงความกตญั ญกู ตเวทตี อ่ บรรพบรุ ษุ ของตน คอื งานจดุ เทยี น เพื่อระลกึ ถงึ ผลู้ ว่ งลบั กอ่ นถงึ วนั จดุ เทยี น ญาตพิ ่ีนอ้ งของผลู้ ว่ งลบั จะท�ำ ความสะอาดหลมุ ฝงั ศพผตู้ าย ทาสใี หม่ ลา้ งหลมุ หรอื ก่อสรา้ งหลุม (หลุมทย่ี งั ไม่ได้ก่อ) ท�ำ ความสะอาดบรเิ วณรอบ ๆ หลุมฝังศพ ๑๓๙ อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอ นคิ มน้ำ�อูน ๑๔๐อบจ.สกลนคร
อ�ำ เภอนิคมนำ�้ อนู นางวรรณดิ า ม่นั คง การศึกษา ปลดั อาวุโส - ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขารฐั ศาสตร์ รกั ษาราชการแทนนายอ�ำ เภอนิคมน้ำ�อูน มหาวทิ ยาลยั รามค�ำ แหง - รฐั ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจดั การภาครัฐและเอกชน มหาวทิ ยาลัยบูรพา การอบรม - ๒๕๔๐ สืบสวนสอบสวนคดีอาญ รุน่ ท่ี ๕ - ๒๕๓๘ ปลดั อ�ำ เภอ รุ่นท่ี ๑๑๙ - ๑ พ.ค. ๒๕๕๐ นายอำ�เภอ ร่นุ ท่ี ๖๔ - ๒๒ ก.พ.๒๕๖๓ นกั ปกครองระดบั สงู รนุ่ ที่ ๗๔ รางวลั เชดิ ชูเกียรติ -พ.ศ.๒๕๓๖ บคุ ลากรดีเด่นทางการทะเบียน ระดับประเทศ -พ.ศ.๒๕๖๓ ขา้ ราชการพลเรอื นดเี ดน่ ระดบั ประเทศ อ�ำ เภอนคิ มน�ำ้ อนู เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ กรมชลประทานไดส้ รา้ งเขอ่ื นน�ำ้ อนู ทต่ี �ำ บลแร่ อ�ำ เภอ พังโคน ต�ำ บลนาใน อ�ำ เภอพรรณานคิ ม และต�ำ บลวารชิ ภมู ิ อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ ท�ำ ใหร้ าษฎรทอ่ี าศยั อยใู่ นเขตพื้นทนี่ �ำ้ ทว่ ม ตอ้ งอพยพขน้ึ ไปอยบู่ รเิ วณเชงิ เขาภพู าน ทต่ี �ำ บลหนองปลงิ และต�ำ บลนคิ มน�้ำ อนู อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ จงึ เกดิ เปน็ ชมุ ชนขน้ึ เมอื่ วนั ท่ี ๑๖ มถิ นุ ายน ๒๕๑๘ กระทรวงมหาดไทยไดป้ ระกาศตง้ั กงิ่ อ�ำ เภอนคิ มน�้ำ อนู ประกอบดว้ ย ต�ำ บลหนองปลงิ และต�ำ บลนคิ มน�้ำ อนู เมอ่ื วนั ท่ี ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ไดย้ กฐานะขน้ึ เปน็ อ�ำ เภอนคิ มน�้ำ อนู ประกอบดว้ ย ๔ ต�ำ บล คือ ต�ำ บลหนองปลงิ ต�ำ บลนิคมน้ำ�อนู ต�ำ บลสุวรรณคาม และตำ�บลหนองบวั อ�ำ เภอนคิ มน�ำ้ อูน อยู่ทางทศิ ตะวันตกของอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร มีพ้ืนท่ี ๑๖๒ ตารางกิโลเมตร หรอื ประมาณ ๑๐๑,๒๕๐ ไร่ ห่างจากเทศบาลนครสกลนครประมาณ ๕๙ กโิ ลเมตร โดยไปตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๑๓ ถงึ อ�ำ เภอภพู าน จากนน้ั เลยี้ วขวาตามเสน้ ทางอ�ำ เภอภพู าน - กดุ บาก ตามทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข ๒๒๑๘ แล้วจึงเดินทางเข้าสู่อำ�เภอนิคมนำ้�อูน อำ�เภอนิคมนำ้�อูน แบ่งพ้ื นท่ีการปกครอง ออกเปน็ ๔ ต�ำ บล ๒๙ หมบู่ า้ น มอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั เขต การปกครองขา้ งเคยี งดังต่อไปน้ี ทิศเหนือ ติดต่อกับเข่ือนน้ำ�อูน และอำ�เภอ พรรณานิคม จงั หวดั สกลนคร ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กบั อาํ เภอภพู าน และอาํ เภอเตา่ งอย จังหวดั สกลนคร ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำ�เภอพรรณานิคม และอ�ำ เภอกดุ บาก จังหวดั สกลนคร ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ จงั หวดั สกลนคร และอ�ำ เภอวังสามหมอ จังหวดั อดุ รธานี ๑๔๑ อบจ.สกลนคร
วดั ถ�ำ้ น�ำ้ หยาด วดั ตวั อยา่ งแหง่ ถนิ่ อสี าน จากการปฏปิ ทาของทา่ นพระครกู ติ ตสิ วุ รรณคณุ (พระอาจารย์สำ�ราญ กิตติภัทโท) ได้ปฏิบัติ มาตงั้ แตแ่ รกเรม่ิ จากพลกิ ฟ้นื ผนื ปา่ ฝา่ อปุ สรรค นานาประการ จากการไม่ต้อนรับ ไม่ยินดี ของผู้คนในพื้ นที่ จนมีพ้ื นท่ีวัดอยู่ได้ ๕๐ ไร่ ทา่ นพระครกู ติ ตสิ วุ รรณคณุ (พระอาจารยส์ �ำ ราญ กติ ตภิ ทั โท) ไดพ้ ัฒนาจนเปน็ ทยี่ อมรบั จากผคู้ น ในท้องถ่ิน เริ่มมีช่ือเสียงแผ่กระจายออกไป ทงั้ ขา้ ราชการและประชาชนเรม่ิ สนใจเขา้ มาปฏบิ ตั ธิ รรม กนั อยา่ งมากมาย อกี ทงั้ บรเิ วณวดั ฯ ยงั จดั ในรปู แบบ ที่สามารถพั กผ่อน คลายจิตใจ ชมนก ชมไม้ เป็นเพื่ อนกาย แก่กันและกัน อันก่อให้เกิดเป็น ดนิ แดนความรม่ เยน็ เปน็ สขุ เป่ยี มดว้ ยเมตตาธรรม อนั จะมสี ถานทที่ อ่ งเทยี่ วหลาย ๆ แหง่ ในบรเิ วณ วัดถ้ำ�นำ้�หยาดและยังพั ฒนาถาวรวัตถุ เพื่ อ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับ พุ ทธบริษัททั้ง ๔ ทจี่ ะไดเ้ ขา้ มาเพื่อปฏบิ ตั ธิ รรม พระกรรมฐาน ใหเ้ ปน็ พ้ืนฐานแหง่ ความศรทั ธาปสาทะและเคารพ เชอื่ มนั่ เขา้ ถงึ ธรรม และพระรตั นตรยั อยา่ งกวา้ งขวาง จนกระทง่ั วนั ท่ี ๒๗ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ไดร้ บั ประกาศจากส�ำ นกั นายกรฐั มนตรวี า่ วดั ดงภทู อง (วัดถำ้�นำ้�หยาด) ได้รับโปรดเกล้าพระราชทาน วิสุงคามสีมา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายวิษณุ เครอื งาม รองนายกรฐั มนตรี วดั ถ�้ำ น�้ำ หยาด (วดั ดงภทู อง) เปน็ สถานท่ี ปฏบิ ตั ธิ รรมแหง่ ท่ี ๗ ของจงั หวดั สกลนคร เปน็ จดุ ทสี่ งู ทสี่ ดุ ของอ�ำ เภอนคิ มน�้ำ อนู มเี จดยี ศ์ รสี วุ รรณ รปู ป้ นั พระโพธสิ ตั ยก์ วนอมิ และเปน็ จดุ ชมววิ ของ อ�ำ เภอนคิ มน�ำ้ อนู มองไปจะเหน็ สภาพปา่ ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ์ และมถี �ำ้ ทห่ี ลบภยั ของผรู้ ว่ มพัฒนาชาตไิ ทย โดยท่าน พระครูกิตติสุวรรณคุณ (พระอาจารยส์ �ำ ราญ กติ ตภิ ทั โท) เปน็ อดตี เจา้ อาวาส วดั ถ�ำ้ น�้ำ หยาด (วดั ดงภทู อง) มพี ระเถรานเุ ถระธดุ งค์ มาปฏบิ ตั ธิ รรมจ�ำ พรรษามาตลอดอยูจ่ �ำ พรรษา ๑ พรรษาบา้ ง ๒ พรรษาบา้ ง เลยพาญาตโิ ยม เรยี กขานนามถ�้ำ น�ำ้ หยาด เพราะมนี �้ำ หยดหยาด ลงมาจากบนหนิ และตงั้ อยบู่ นภเู ขามพี ้ืนท่ี ๕๐ ไร่ เขตอนรุ กั ษ์ ๕๘๕ ไร่ ๑๔๒อบจ.สกลนคร
ลานสาวเสยี ว ผาเตา่ ทอง ผาลมโชย VDO วัดถำ้�นำ้�หยาด อำ�เภอนิคมนำ้�อูน ต้ังอยู่บนยอดเขาถัดจากวัดถ้ำ�นำ้�หยาด เป็นหน้าผาสูง มีก้อนหินลักษณะพิ เศษ คลา้ ยรปู เตา่ มที วิ ทศั นส์ วยงาม เปน็ จดุ ชมววิ แหง่ ใหม่ ในอ�ำ เภอนิคมน้ำ�อนู ๑๔๓ อบจ.สกลนคร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170