Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ทดสอบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ v9 MiniQ

ทดสอบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ v9 MiniQ

Published by สกลนคร แชแนล, 2022-06-13 02:13:14

Description: ทดสอบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ v9 MiniQ

Search

Read the Text Version

นางประไพ ศรีนเู ดช สมาชกิ สภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั สกลนคร เขตอำ�เภอกุดบาก นางสาววารณุ ี งอยผาลา สมาชกิ สภาองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั สกลนคร เขตอำ�เภอเต่างอย ๔๒อบจ.สกลนคร

นายจิระศักด์ิ สรอ้ ยคำ� สมาชิกสภาองค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั สกลนคร เขตอ�ำ เภอนคิ มน้�ำ อนู นายคำ�เพียง อนิ ทะวงษ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวดั สกลนคร เขตอ�ำ เภอเจริญศลิ ป์ นายชติ พล สุระเสียง สมาชิกสภาองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดสกลนคร เขตอำ�เภอส่องดาว ๔๓ อบจ.สกลนคร

เมืองสกลนอำ�คเภรอ ๔๕๔๔ อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอเมืองสกลนคร การศกึ ษา - จบ ม.ศ.๕ โรงเรียนสกลราชวทิ ยานกุ ูล ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ - ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธริ าช - ปรญิ ญาโท รฐั ประศาสนศาสตร์มหาบัณฑติ มหา วิทยาลยั เวสเทริ์น - จบหลกั สตู รนายอ�ำ เภอ รนุ่ ท่ี ๕๙ ประวตั กิ ารท�ำ งาน พ.ศ.๒๕๒๖ รบั ราชการทหารคา่ ยพระยอดเมอื ง ขวาง อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั นครพนม พ.ศ.๒๕๓๕ ผู้ช่วยนายทะเบียน อำ�เภอโพธ์ิชัย จงั หวดั รอ้ ยเอด็ จา่ สบิ เอกค�ำ นึง พรหมพิมพ์ พ.ศ.๒๕๓๗ ปลดั อ�ำ เภอปทมุ รตั น์ จงั หวดั รอ้ ยเอด็ นายอำ�เภอเมืองสกลนคร พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๔๓ ปลัดอำ�เภอวานรนิวาส จังหวัด สกลนคร พ.ศ.๒๕๔๑ ปลดั อ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ จงั หวดั สกลนคร พ.ศ.๒๕๔๗ ปลดั อ�ำ เภอคอ้ วงั จงั หวดั ยโสธร พ.ศ.๒๕๔๙ ปลดั อ�ำ เภอพังโคน จงั หวดั สกลนคร พ.ศ.๒๕๕๓ ปลดั อ�ำ เภอวารชิ ภมู ิ จงั หวดั สกลนคร พ.ศ.๒๕๕๔ จา่ จงั หวดั สกลนคร พ.ศ.๒๕๕๗ นายอ�ำ เภอเตา่ งอย จงั หวดั สกลนคร พ.ศ.๒๕๕๘ นายอ�ำ เภออากาศอำ�นวย จงั หวัด สกลนคร พ.ศ.๒๕๖๑ นายอ�ำ เภอพังโคน จงั หวดั สกลนคร พ.ศ.๒๕๖๔ นายอ�ำ เภอเมอื งสกลนคร ๔๕ พ.ศ.๒๔๙๙ ไดม้ พี ระราชบญั ญตั เิ ลกิ ภาค และใหแ้ ตล่ ะจงั หวดั ปกครองตนเองโดยมผี วู้ า่ ราชการจงั หวดั เปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบ ขน้ึ ตรงตอ่ กระทรวงมหาดไทย และใหแ้ บง่ เขตการปกครองภายในจงั หวดั ออกเปน็ อ�ำ เภอ และ อ�ำ เภอเมอื งสกลนครเปลย่ี นอ�ำ เภอ ธาตเุ ชงิ ชมุ เปน็ อ�ำ เภอเมอื งสกลนคร มาจนถงึ ปจั จบุ นั เป็นอำ�เภอหน่ึงของจังหวัดสกลนครต้ังอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียง เหนือของประเทศไทย เป็นทร่ี าบสูง ลอ้ มรอบด้วยภเู ขาและป่าไม้ เสน้ รุ้งที่ ๑๖ องศา ๔๕ ลปิ ดาถงึ ๑๘ องศา ๑๕ ลปิ ดาเหนอื และเสน้ แวงท่ี ๑๐๓ องศา ๑๕ ลปิ ดา ถงึ ๑๐๔ องศา ๓๐ ลปิ ดาตะวนั ออก มขี นาดพ้ืนทปี่ ระมาณ ๙๐๔ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๖๕,๕๐๓ ไร่ ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ ๖๔๗ กิโลเมตร ทางรถยนต์ หา่ งจากสะพานมติ รภาพไทย - ลาว แหง่ ที่ ๒ จงั หวดั มกุ ดาหาร ประมาณ ๑๒๐ กโิ ลเมตร และสะพาน มติ รภาพไทย - ลาว แห่งท่ี ๓ จงั หวดั นครพนม ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ซึง่ เป็นเขตแดนระหวา่ งประเทศไทย กบั สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว จงั หวดั สกลนครมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั เขตจงั หวดั ดงั ตอ่ ไปน้ี ทศิ เหนอื ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอกสุ มุ าลย์ และอ�ำ เภอโพนนาแกว้ จงั หวดั สกลนคร ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอภพู าน และอ�ำ เภอเตา่ งอย จงั หวดั สกลนคร ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอโพนนาแกว้ และอ�ำ เภอโคกศรสี พุ รรณ จงั หวดั สกลนคร ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอกดุ บาก และอ�ำ เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร ประชากร : รวมทั้งสน้ิ ๑๔๘,๕๗๙ คน ชาย ๗๒,๘๕๑ คน หญิง ๗๕,๗๓๔ คน ๕๓,๖๖๗ ครัวเรือน นับถอื ศาสนาพุ ทธและศาสนาคริสต์ การปกครอง : มี ๑๕ ต�ำ บล ๑๗๓ หมบู่ า้ น มอี งคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ๑๘ แหง่ อบจ.สกลนคร

อำ�เภอเมืองสกลนครน้นั ได้ชอ่ื วา่ \"เมอื ง ๓ ธรรม\" สามคั คี เปน็ น�ำ้ หนง่ึ ใจเดยี วมาจนถงึ ทกุ วนั น้ี จงึ เปน็ ทม่ี าของ กล่าวคอื อ�ำ เภอเมืองสกลนคร มบี ูรพาจารยท์ ่เี ป็นอรยิ สงฆ์ \"เมืองแห่งวฒั นธรรม\" อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้รับความเลื่อมใสและการ สกั การบชู ามิเส่อื มคลาย รวมท้งั มสี ถานทส่ี �ำ คัญทางศาสนา อ�ำ เภอเมอื งสกลนคร ประกอบดว้ ยแหลง่ ทอ่ งเทีย่ ว จงึ มพี ุทธศาสนกิ ชนและประชาชนทว่ั ไปมาเทย่ี วชมอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ท่ีสำ�คญั ดังน้ี ดงั น้ัน จึงได้ชอื่ วา่ เป็น \"เมืองแห่งธรรมะ\" - แหลง่ ท่องเท่ยี วธรรมะ ไดแ้ ก่ วัดพระธาตุเชงิ ชุม และจากการที่มีภูมิประเทศสวยงามอุดมสมบูรณ์ วดั ปา่ สทุ ธาวาส วดั ถ�ำ้ ผาแดน่ ปราสาทพระธาตนุ ารายณเ์ จงเวง ด้วยพืชพันธ์ุท่ีหลากหลายของเทือกเขาภูพาน อันเป็นท่ีตั้ง พระธาตุดมุ ของอุทยานแห่งชาติภพู าน นอกจากนั้นยังมหี นองหาร เป็น แหล่งนำ้�จืดที่กว้างใหญ่ เป็นอันดับ ๒ ของประเทศไทย - แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วธรรมชาติ ไดแ้ ก่ หนองหาร อทุ ยาน มีขนาดพื้นท่ี ๑๒๓ ตารางกิโลเมตร ประกอบดว้ ยเกาะต่างๆ แห่งชาตภิ พู าน น�้ำ ตกคำ�หอมและโคง้ ป้ ิงงู กวา่ ๒๐ เกาะ เหลา่ นจ้ี งึ ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ \"เมอื งแหง่ ธรรมชาต\"ิ - แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ววฒั นธรรม ไดแ้ ก่ ศนู ยว์ ฒั นธรรม เปน็ เมอื งทมี่ แี หลง่ ชมุ ชนตงั้ แตส่ มยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ จังหวัดสกลนคร สะพานขอม หรอื สะพานหิน และเปน็ เมอื งเกา่ แก่ มชี นเผา่ พ้ืนเมอื ง ไดแ้ ก่ เผา่ ภไู ท เผา่ ญอ้ ไทโส้ ไทกะเลิง ไทลาวอีสาน และ ๒ เช้ือชาติ คือ คนไทย ๔๖อบจ.สกลนคร เชื้อสายจีน คนไทยเชื้อสายเวียดนาม และอีกประการหนึ่ง ก็คือ แต่ละเช้ือชาติมีวัฒนธรรมท่ีโดดเด่นสืบทอดและ ยึดม่ันจากรุ่นสู่รุ่นเร่ือยมา และอยู่ด้วยกันด้วยความรัก

งานประเพณีทีส่ �ำ คัญ นมสั การองคพ์ ระธาตเุ ชงิ ชมุ และหลวงพ่อพระองคแ์ สน จัดขึน้ ในวันขน้ึ ๙ ค�ำ่ ถึง ๑๕ ค�ำ่ เดอื นย่ขี องทุกปี ณ วดั พระธาตุเชิงชุม วรวหิ าร ภายในวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารน้ัน มีพระวิหารซ่ึงประดิษฐาน หลวงพ่ อพระองค์แสน ซ่ึงเป็นพระพุ ทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน ขดั สมาธริ าบกอ่ อฐิ ถอื ปนู ลงรกั ปดิ ทอง หนา้ ตกั กวา้ ง ๒ เมตร สงู จากฐาน ถงึ พระเมาลี ๓.๒๐ เมตร ประทับน่งั บนแทน่ สูง ๑.๓๕ เมตร หันพระพักตร์ ไปทางทิศตะวันออก หันพระปฤศฎางค์เข้าหาองค์พระธาตุเชิงชุม เป็น พระพุ ทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร คู่มากับพระธาตุเชิงชุม ประดิษฐานเป็ นพระประธานอยู่ภายในพระวิหารเป็ นพระพุ ทธรูปที่ มี ความศักดส์ิ ทิ ธม์ิ ากอกี องคห์ นง่ึ ของประเทศ ๔๗ อบจ.สกลนคร

ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ งและแข่งขัน เรือยาว การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟา้ มหาจักรีสิรินธร จัดขึน้ ในช่วงออกพรรษา ระหวา่ ง วนั ขน้ึ ๑๒ - ๑๕ ค�่ำ เดอื น ๑๑ ของทกุ ปี มกี ารจดั การแขง่ ขนั เรือยาวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟา้ มหาจักรีสิรินธร บริเวณหนองหาร และในตอนกลางคืนของวนั ขน้ึ ๑๓ คำ่� ก่อนวันทำ�การแห่ขบวนปราสาทผึ้ง ชาวคุ้มต่างๆ จะนำ� ปราสาทผง้ึ ของตนทต่ี กแตง่ สวยงามประดบั โคมไฟหลากสี มาตงั้ ประกวดแขง่ ขนั กนั ณ สนามมง่ิ เมอื ง เพ่ือใหป้ ระชาชน ได้ชมความสวยงามอย่างใกล้ชิด สำ�หรับวันข้ึน ๑๔ ค่ำ� จะเป็ นวันแห่ขบวนปราสาทผ้ึ งที่ ตกแต่งอย่างวิจิตร สวยงามของคมุ้ วัดตา่ งๆ ไปตามถนนในเขตเทศบาล ไปสู่ วดั พระธาตเุ ชงิ ชมุ วรวหิ าร ปราสาทผงึ้ แตล่ ะขบวนจะน�ำ มา ต้ังไว้เป็นพุ ทธบูชา ณ บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม ด้วย ความศรทั ธาของชาวอสี าน ทเี่ ชอ่ื วา่ ในเทศกาลออกพรรษา พระพุ ทธเจ้าจ ะ เ ส ด็ จ ล ง ม า จ า ก ส ว ร ร ค์ ช้ั น ด า ว ดึ ง ส์ เพ่ื อมาโปรดเวไนยสัตวใ์ นโลกมนุษย์ใหพ้ ้นทกุ ข์ ประเพณีลอยพระประทีปพระราชทาน “สบิ สองเพ็ งไทสกล” จัดข้ึน ณ บริเวณสระพังทอง โดยเปน็ สระน�้ำ โบราณซงึ่ กอ่ สรา้ งพรอ้ มกนั กบั พระธาตเุ ชงิ ชมุ เพอ่ื ประกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ ทงั้ นี้จงั หวดั สกลนครเปน็ จงั หวดั หนงึ่ ทไี่ ดร้ บั พระราชทานพระประทปี และกระทงพระราชทาน จาก พระบรมวงศานุวงศ์ ทุกปี มีการเร่ิมต้นขบวนอัญเชิญ พระประทีปพระราชทาน จากรอบตัวเมืองสกลนครไปยัง สวนสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ โดยขา้ ราชการชน้ั ผใู้ หญจ่ ะเปน็ ผนู้ ง่ั บนรถขบวนแหอ่ ญั เชญิ พระประทปี หลงั จากนนั้ จะมกี าร อัญเชิญกระทงพระราชทานไปประดิษฐานท่ีแท่นรองรับ ทจี่ ดั ไวห้ น้าพระบรมฉายาลักษณ์ทุกพระองค์ ณ บริเวณ มลฑลพิ ธี สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดสกลนคร มีการกล่าวคำ�บูชาพระประทีปและกระทง และผู้อัญเชิญ จะอัญเชิญพระประทีปจากทุกพระองค์ลอยลงสระพั งทอง ตามลำ�ดบั ๔๘อบจ.สกลนคร

ประเพณีแห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร จดั ขนึ้ เป็นประจำ�ทกุ ปี ในช่วงเทศกาลคริสตม์ าส เพ่ือเฉลมิ ฉลองการเกิดมา ของพระเยซเู จา้ โดยจะมกี ารประดบั ตกแตง่ รถแหด่ าว อยา่ งสวยงามตระการตา กวา่ ๒๐๐ คนั ในวนั ท่ี ๒๓ และ ๒๔ ธันวาคม จะเริม่ แหร่ อบชมุ ชนท่าแร่ ซง่ึ เปน็ ชมุ ชนชาวครสิ ตน์ กิ ายโรมนั คาทอลกิ ทใี่ หญท่ สี่ ดุ ในประเทศไทย มกี จิ กรรมตา่ งๆ มากมาย อาทิ ซมุ้ ประดษิ ฐด์ าว ถนนคนเดนิ การแสดงละครเทวดาการแหด่ าว แบบดงั้ เดมิ ของชมุ ชนทา่ แรด่ ว้ ยการถอื ดวงดาวนอ้ ยใหญอ่ ยใู่ นมอื พิธบี ชู ามสิ ซา ณ อาสนวหิ ารอคั รเทวดามคี าแอล นอกจากนนั้ ยงั มกี จิ กรรมนงั่ รถรางชมเมอื ง สมั ผัสบรรยากาศตะวันรอนที่หนองหาร ชมสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือน เก่าแบบโคโรเนียลทีป่ ระดับตกแตง่ ด้วยดวงดาวระยิบระยับสวยงาม สว่ นในวนั ท่ี ๒๕ ธนั วาคม จะจดั ขน้ึ ในตวั เมอื งสกลนคร โดยเรม่ิ จาก บริเวณหน้าลานพระบรมรูป รัชกาลท่ี ๕ ศูนย์ราชการจังหวัดสกลนคร แหร่ อบตวั เมอื งไปยงั บรเิ วณจดั งาน ณ ส�ำ นกั มสิ ซงั โรมนั คาทอลกิ ทา่ แร-่ หนองแสง (โรงเรยี นเซนตย์ อแซฟสกลนคร) ซึง่ ภายในงานจะมกี ารแสดงดนตรบี นเวที การสาธิตท�ำ ดาว การจำ�หน่ายอาหารและสนิ ค้าผลิตภณั ฑ์ชมุ ชน การแสดง นิทรรศการขององค์กร หน่วยงาน และชุมชนต่างๆ พร้อมชมการแสดง ละครเทวดาวนั ครสิ ตส์ มภพ จนิ ตลลี าประกอบเพลงการรอ้ งเพลงประสานเสยี ง เพลงคริสต์มาส และชมพลุไฟเฉลมิ ฉลองเทศกาลคริสตม์ าสอันตระการตา เป็นท่ปี ระทับใจของนักทอ่ งเทยี่ ว ๔๙ อบจ.สกลนคร

๕๐อบจ.สกลนคร

๔๗ ตรษุ ไทสกล คนจนี เวยี ดนาม จดั เป็นประจำ�ทุกปีในช่วงเทศกาลวนั ตรุษจีน เป็นการเฉลิมฉลองวันข้ึนปีใหม่ของชาวจีน และเวยี ดนาม และสบื ทอดวฒั นธรรมประเพณี พิ ธีกรรมของพ่ี น้องชาวไทยเช้ือสายจีนและ เวยี ดนาม ใหย้ งั ด�ำ รงสบื เนอื่ งตอ่ ไป โดยมกี จิ กรรม ภายในงาน ไดแ้ ก่ พิธไี หวเ้ จา้ เสรมิ มงคลปใี หมจ่ นี พิ ธีไหว้เจ้าแม่กวนอิม ขบวนแห่วัฒนธรรม ท่สี วยงามตระการตา การเชดิ สิงโตมงั กรที่ ตื่นตาตื่นใจ การแสดงศิลปวัฒนธรรม ๓ เชื้อชาติ พร้อมอ่ิมอร่อยในถนนอาหาร วัฒนธรรมสานสมั พันธ์ ๓ เชอ้ื ชาติ ไทย จนี เวยี ดนาม ๕๑ อบจ.สกลนคร

๔๘ พิ พิ ธภัณฑ์อาจารย์ม่ัน ภูริทัตโต ตั้งอยู่ใน วดั ปา่ สทุ ธาวาส อ.เมอื งสกลนคร ตรงขา้ มศนู ยร์ าชการจงั หวดั พพิ ธิ ภณั ฑม์ ลี กั ษณะการกอ่ สรา้ งแบบสถาปตั ยกรรมสมยั ใหมป่ ระยกุ ต์ สรา้ งดว้ ยกระเบอ้ื งดนิ เผา ภายในพิ พิ ธภัณฑ์มีรูปหล่อเหมือน องค์ของพระอาจารย์ม่ั น ในทา่ นง่ั สมาธิ และมตี กู้ ระจกบรรจุ อฐั ขิ องทา่ นทแ่ี ปรสภาพเปน็ แกว้ ผลกึ ใสสขี าว ยกฐานสงู พ้ืนปดู ว้ ย หนิ ออ่ น พรอ้ มทงั้ ตแู้ สดงเครอ่ื งอฐั บรขิ าร รวมทงั้ ประวตั คิ วาม เปน็ มาของทา่ นตง้ั แตเ่ กดิ จนมรณภาพ พระอาจารยม์ น่ั ก�ำ เนดิ ใน สกลุ แกน่ แกว้ ทตี่ ำ�บลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บรรพชา เปน็ สามเณรเมอ่ื อายุ ๑๔ ปี และอปุ สมบทเมอื่ อายุ ๒๒ ปี ทวี่ ดั เลยี บ จงั หวดั อบุ ลราชธานี ทา่ นเปน็ พระทยี่ ดึ มนั่ ในปฏมิ าธดุ งด์ กรรมฐานเปน็ วตั ร มพี ระในสายเดยี วกบั ทา่ นอกี หลายองคท์ ่ีได้เข้ามาปฏิบัติและฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวของท่าน เช่น หลวงปฝู่ ้ นั อาจาโร, หลวงปขู่ าว อาลนาโย, หลวงปแู่ หวน สจุ นิ ตโ์ น เปน็ ตน้ ตอ่ มาทา่ นไดย้ า้ ยจากการธดุ งคก์ รรมฐานเขา้ มา จำ�พรรษาท่ีวัดป่าสุทธาวาส และมรณภาพเมอื่ วนั ที่ ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ภายในบรเิ วณวดั รม่ รนื่ ดว้ ยตน้ ไมใ้ หญ่ มี พระอโุ บสถทสี่ วยงาม เดน่ เปน็ สงา่ ซงึ่ พระอโุ บสถหลงั นเี้ คยเปน็ กฏุ ทิ พี่ ระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ ไดม้ รณภาพ และยงั เปน็ ทใี่ ชใ้ นการ ประชมุ เพลงิ พระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ ภายในพระอโุ บสถมพี ระพุทธรปู ประจ�ำ วดั อาคารหลงั นใี้ ชเ้ ปน็ สถานทใี่ นการประกอบพิธี ทางศาสนาตา่ งๆ ซง่ึ สถานทแี่ หง่ นมี้ คี วามส�ำ คญั และสวยงามมากๆ นอกจากน้ันยังมี พิ พิ ธภัณฑ์หลวงปู่ หลุย จันทสาโร ต้ังอยู่ในวัดป่าสุทธาวาส สร้างข้ึนเพ่ือบรรจุอัฐิธาตุหลวงปหู่ ลุย (๒๔๔๔-๒๔๓๒) ซง่ึ เปน็ พระเถระชน้ั ผ้ใู หญ่สายวิปสั สนาศิษย์ของ พระอาจารยม์ น่ั หลวงปหู่ ลยุ เปน็ ผทู้ ม่ี ปี ฏปิ ทาชอบจารกิ ไปในทต่ี า่ งๆ จนถงึ วาระ สดุ ทา้ ยแหง่ ชวี ติ ทา่ น เมอ่ื ทา่ นมรณภาพและพระราชทาน เพลงิ ศพแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ ทรงมพี ระราชกระแส วา่ \"ควรสรา้ งเจดยี ท์ วี่ ดั ปา่ สทุ ธาวาส อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั สกลนคร ทวี่ ดั นมี้ อี ฐั ธิ าตขุ องพระอาจารยม์ น่ั ภูริทัตตเถระ ท่านจะได้อยู่ใกล้กัน\" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ทรงพระกรณุ า โปรดเกลา้ ฯ รา่ งแบบเจดยี อ์ งคน์ ด้ี ว้ ยพระองคเ์ อง ๕๒อบจ.สกลนคร

วดั ถ�้ำ ผาแดน่ ตงั้ อยรู่ ะหวา่ ง เทอื กเขาภพู าน และภผู ายล ใกลห้ มบู่ า้ นดงนอ้ ย ต�ำ บลดงมะไฟ อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั สกลนคร อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ๑๗ กม. เชื่อกันว่าในอดีตน้ันเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตและคณะครูบาอาจารย์ สายวดั ป่ากรรมฐาน เคยธุดงค์มาปักกลด บ�ำ เพ็ญเพียร เมือ่ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดดเดน่ ดว้ ยรปู ป้ นั องคพ์ ญานาคปรกขนาดใหญ่ ภาพแกะสลกั บนหน้าผาหินมีเอกลักษณ์วิจิตรงดงาม พญาเต่าภูผาแด่นงดงาม อลังการ ตัววัดต้ังอยู่บนภูเขาสูงท่ามกลางธรรมชาติร่มร่ืน มีการ จดั สวนดว้ ยดอกไมส้ สี นั สดใส ตน้ ไมต้ า่ งๆ และน�ำ้ ตกจ�ำ ลอง มรี า้ นกาแฟ ให้นั่งพัก สัมผัสธรรมชาติท่ีร่มรื่น สามารถชมทิวทัศน์มองเห็นวิว ภูเขาเขยี วขจไี ดแ้ บบพาโนรามาอีกด้วย การเดนิ ทางมาท่ี วดั ถ�ำ้ ผาแดน่ ตอ้ งจอดรถไวท้ ล่ี านจอดดา้ นลา่ ง จากนนั้ ใชบ้ รกิ ารรถสองแถวของทางชมุ ชน คา่ บรกิ ารคนละ ๒๐ บาท (ไป-กลบั ) มรี ถออกตลอดทงั้ วนั เมอื่ มาถงึ ดา้ นหนา้ จะผา่ นปา้ ยชอื่ วดั และสวนแมกไม้ใบไม้มอสตะไคร่น้ำ�สวยงามและโดดเด่นตลอดทาง ได้ยินเสยี งน�้ำ ไหล นกร้อง เหมือนภาพในสารคดปี ่าเขตร้อนช้นื ภายในวัดถ้ำ�ผาแด่น ยังมีแลนด์มาร์คสำ�คัญท่ีหลายๆ คน ต้ังใจเดินทางมาเพื่ อเย่ียมชม น่ันก็คือ ภาพแกะสลักหน้าผาหิน บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในพระพุ ทธศาสนา และด้านบนประดิษฐาน เจดยี ก์ อ้ นหนิ สที องขนาดใหญท่ ม่ี องเหน็ ไดจ้ ากระยะไกล เปน็ สอ่ื แทน ถึงยอดเขาพระสุเมรุ นอกจากน้ี ยงั มรี อยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ ตงั้ อยตู่ รงกลางพนื้ ของทางวดั ใหป้ ระชาชนไดม้ าสกั การะบชู า และทถ่ี อื ไดว้ า่ เปน็ จดุ แลนดม์ ารค์ สำ�คัญของวัดถำ้�ผาแด่น นั่นคือ องค์พญานาคปรกขนาดใหญ่ ทม่ี รี ปู ป้ นั องคพ์ ระสมั มาสมั พุ ทธเจา้ ประดษิ ฐานอยใู่ ตเ้ ศยี รพญานาค เป็นจดุ ถ่ายรูปสวยงาม นา่ เกรงขามเป็นอย่างยิ่ง ๕๓ อบจ.สกลนคร

พิ พิ ธภัณฑ์ภูพาน เป็นแหล่งเรียนรู้เก่ียวกับ จงั หวดั สกลนคร ทเี่ รยี กวา่ เปน็ ดนิ แดนแหง่ ธรรม ๓ ธรรม ไดแ้ ก่ ธรรมะ วฒั นธรรม และธรรมชาติ ภายในจดั แสดงแบง่ เปน็ ๙ โซน คอื โซนที่ ๑ โหมโรง : ชมวดิ ที ศั น์ \"เปดิ เรอ่ื ง\" น�ำ เสนอ อตั ลกั ษณข์ องจงั หวดั สกลนครวา่ \"เมอื งแหง่ ๓ ธรรม\" และ ความเปน็ \"เมอื งนา่ อยู่ นา่ เทยี่ ว\" ผคู้ นเป่ยี มดว้ ยอธั ยาศยั ไมตรี ใช้ชีวิตบนพื้ นฐานของความพอเพี ยงหลากหลายชาติพั นธุ์ อยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ โซนท่ี ๒ นิทรรศการมหัศจรรย์ภูพาน : ภูพาน มหัศจรรย์ขุนเขาแห่งชีวิต ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เมอ่ื หลายพันปขี องสงิ่ มชี วี ติ และไดโนเสารย์ คุ ครเี ทเซยี ส รอ่ งรอยบนแผน่ หนิ อายุ ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปี ภาพเขยี นศลิ าขนาดใหญ่ โซนท่ี ๓ หอ้ งปา่ บงุ่ ปา่ ทาม ปา่ พรอุ สี าน : เปน็ บรเิ วณทร่ี าบน�้ำ ทว่ มถงึ รมิ ฝ่ งั แมน่ �ำ้ เกดิ จากการทบั ถมดนิ ตะกอนตามธรรมชาติ จนเกดิ ความอดุ มสมบรู ณข์ องผนื ปา่ และแหลง่ น�้ำ โซนที่ ๔ หอ้ งหนองหารกบั การตง้ั เมอื งสกลนคร : แหลง่ น�้ำ จดื ขนาดใหญข่ องจงั หวดั สกลนครทสี่ �ำ คญั ในการด�ำ รงชวี ติ ของชาวสกลนคร มคี วามอดุ มสมบรู ณพ์ ืชพรรณอาหารพ้ืนบา้ นเปน็ บอ่ เกดิ หลากหลายวฒั นธรรมอนั ดงี ามมาหลายชวั่ อายคุ น โซนท่ี ๕ หอ้ งคนสกลนคร : ประกอบดว้ ย ๖ กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ ไดแ้ ก่ ภไู ท ไทยอ้ ไทโยย้ ไทกะเลงิ ไทลาว ไทโส้ และ ๒ เชอ้ื ชาติ คนไทยเชอื้ สายจนี และคนไทยเชอื้ สายเวยี ดนาม โซนท่ี ๖ หอ้ งอาศริ วาทองคร์ าชนั องคร์ าชนิ ี : พระบาทยาตราจงั หวดั สกลนคร ในการเสดจ็ พระราชด�ำ เนนิ เยอื นจงั หวดั สกลนครของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๙ และสมเดจ็ พระนางเจา้ พระบรมราชนิ นี าถ ทที่ รงมพี ระมหากรณุ าธคิ ณุ แกพ่ สกนกิ รทกุ หมเู่ หลา่ โซนท่ี ๗ หอ้ งนทิ รรศการเทดิ พระเกยี รตฯิ : เปน็ การอญั เชญิ กระแสพระราชด�ำ รสั \"เศรษฐกจิ พอเพียง\" ทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๙ ทรงพระราชทานแกป่ วงชนชาวไทยเพ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางในการด�ำ เนนิ ชวี ติ อยา่ งมคี วามสขุ โซนท่ี ๘ หอ้ งดนิ แดนแหง่ ธรรม : สกลนคร คอื แหลง่ สปั ปายะแหง่ พระสายวดั ปา่ คอื สถานทเ่ี ออ้ื ตอ่ การอบรมขดั เกลาจติ โดยมีพระอาจารย์ม่ัน ภูริทัตโต ได้วางรากฐานแนวทางปฏิบัติด้านธุดงค์กรรมฐาน เพ่ื อประโยชน์การบำ�เพ็ ญสมณธรรม ใหบ้ รรลธุ รรมชนั้ สงู โซนท่ี ๙ ประตมิ ากรรม ณ ลานกลางแจง้ : นทิ รรศการกลางแจง้ ทน่ี �ำ เสนอดว้ ยงานประตมิ ากรรม ทส่ี ะทอ้ นวถิ ชี วี ติ และ วฒั นธรรมของคนในทอ้ งถนิ่ สอื่ ความหมายถงึ \"ดนิ แดนแหง่ ๓ ธรรม\" คอื ธรรมชาติ ธรรมะ และวฒั นธรรม ๕๔อบจ.สกลนคร

VDO อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างข้ึนเม่ือ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่ อเป็นแหล่งรวบรวมบัวพั นธุ์ต่างๆ และ รองรับการประชุมวิชาการบัวนานาชาติปี พ.ศ.๒๕๕๓ ที่จัด ขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร นอกจากนย้ี งั เปน็ สถานทศ่ี กึ ษา คน้ ควา้ ของ นสิ ติ นักศึกษา และประชาชนท่วั ไป รวมท้ังยังเป็นแหล่งพัก ผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ของจังหวัด สกลนคร ปัจจุบันอทุ ยานบัวแบง่ ออกเป็น ๓ ส่วนดังน้ี สว่ นรวบรวมพันธบุ์ วั เป็นการรวบรวมพันธ์ุบวั ทง้ั ในและตา่ งประเทศทง้ั หมด ๓๔ สายพันธุ์ เชน่ บวั กระด้ง บัวสาย บวั ผนั -เผอ่ื น และบวั ฝรงั่ รวบรวมไวใ้ นรปู แบบสระบวั บนพ้ืนท่ี ๑๐ ไร่ โดยมที างเดนิ ทส่ี ามารถเดนิ ลงไปชมบวั ได้ อยา่ งใกลช้ ดิ สว่ นแสดงพันธบ์ุ วั โดยน�ำ บวั พันธจ์ุ �ำ นวน ๗๔ สายพันธม์ุ าจดั โชวบ์ นกระถาง เพ่ือใหผ้ สู้ นใจไดใ้ กลช้ ดิ กบั บวั มากขนึ้ สว่ นนทิ รรศการ ไดจ้ ดั แสดงไวใ้ นชน้ั ลา่ งของอาคารวจิ ยั และพัฒนา ซง่ึ เปน็ นทิ รรศการความรแู้ ละความเปน็ มาของ บวั พันธต์ุ า่ ง ๆ เหมาะแกก่ ารศกึ ษาคน้ ควา้ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ซงึ่ ภายในหอ้ งนทิ รรศการประกอบดว้ ยขอ้ มลู เกยี่ วกบั บวั ตา่ งๆ ดงั น้ี ๑.การจ�ำ แนกพันธบ์ุ วั ๒.ประวตั บิ วั ในไทย ๓.การปลกู บวั ๔.การดแู ลรกั ษา ๕.โรคและศตั รทู สี่ �ำ คญั ๖.การปรับปรงุ พันธุ์ ๗.การท�ำ นาบวั ๘.ประโยชน์จากบัว ๕๕ อบจ.สกลนคร

สว่างแดนอดำ�เภนิ อ ๕๖อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอสว่างแดนดนิ วา่ ท่รี ้อยตรีรวยรุ่ง ใครบตุ ร สว่างแดนดิน เป็นอำ�เภอหนึ่ง นายอ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ ของจังหวัดสกลนคร เดิมมาจากเมืองสว่างแดนดิน การศกึ ษา จึงเปลย่ี นชื่อมาเป็น อ�ำ เภอสว่างแดนดิน การอบรม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ไดย้ า้ ยทว่ี า่ การอ�ำ เภอมาจาก ประวตั ิการท�ำ งาน บา้ นหนั มาตั้ง ณ หมู่ท่ี ๑๑ ต�ำ บลสว่างแดนดนิ ซ่งึ พ.ศ. .................... เป็นที่ตั้งในปัจจุบัน อำ�เภอสว่างแดนดินมีระยะห่าง พ.ศ. .................... จากตวั จงั หวัดสกลนคร ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร มี พ้ืนที่กว้างขวางถึง ๙๗๐ ตารางกิโลเมตร มีพ้ืนที่ ครอบคลมุ ๑๖ ต�ำ บล ๑๘๙ หมู่บ้าน อำ�เภอสว่างแดนดินต้ังอยู่ทางทิศตะวันตก ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครอง ขา้ งเคยี งดงั ตอ่ ไปน้ี ทิศเหนือ ติดต่อกับอำ�เภอบ้านดุง (จังหวัด อดุ รธาน)ี และอ�ำ เภอเจริญศลิ ป์ ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอวานรนวิ าสและ อำ�เภอพั งโคน ทิศใต้ ติดต่อกับอำ�เภอวาริชภูมิ อำ�เภอ สอ่ งดาว และอ�ำ เภอไชยวาน (จงั หวดั อดุ รธาน)ี ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำ�เภอหนองหาน อำ�เภอทงุ่ ฝน และอ�ำ เภอบ้านดงุ (จังหวัดอดุ รธาน)ี ประชากร : รวมทัง้ ส้นิ ๔๖,๔๓๐ ครวั เรือน ประชากรทั้งหมดประมาณ ๑๕๐,๓๔๘ คน แยกเป็น ประชากรชายประมาณ ๗๔,๖๐๓ คน ประชากรหญงิ ประมาณ ๗๕,๗๔๕ คน มหี นว่ ยงานราชการทสี่ �ำ คญั ทตี่ ง้ั อยใู่ นเขตพื้นท่ี อาทิ ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน สำ�นักงานอัยการ จังหวัดสว่างแดนดิน และโรงพยาบาลสมเด็จพระ ยพุ ราชสว่างแดนดิน เป็นตน้ ๕๗ อบจ.สกลนคร

ปราสาทขอมบา้ นพั นนา ตง้ั อยทู่ บี่ า้ นพันนา อยหู่ า่ งจากตวั จงั หวดั ประมาณ ๗๐ กโิ ลเมตร ในเสน้ ทางสายสกลนคร-อดุ รธานลี กั ษณะของปราสาท มยี อดเดยี ว ฐานสเี่ หลยี่ มผนื ผา้ สรา้ งดว้ ยศลิ าแลง บรเิ วณใกลก้ บั ตัวปราสาทมสี ระน�้ำ รูปส่เี หลีย่ มจตุรัส กอ่ ด้วยศลิ าแลงเป็นชน้ั ๆ มนี �ำ้ ขงั ตลอดปี เชอื่ วา่ สรา้ งสมยั เดยี วกบั ปราสาทพระธาตภุ เู พ็ก ปราสาทบางสว่ นยงั คงสภาพสมบรู ณ์ ก่พู ันนา เป็นศาสนสถานประจ�ำ สถานพยาบาลเรียกวา่ \"อโรคยศาล” สร้างขึ้นในราวพุ ทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยพระเจ้า ชยั วรมนั ที่ ๗ แหง่ อาณาจกั รขอม ประกอบดว้ ย ปราสาทประธาน ทรงสเี่ หลยี่ มกอ่ มขุ ทางดา้ นหนา้ หรอื ดา้ นทศิ ตะวนั ออก และวหิ าร ท่ีตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ท่ีมุขด้านหน้าก่อด้วย ศิลาแลงและหินทรายล้อมรอบด้วยกำ�แพงศิลาแลง มีโคปุระ หรอื ประตซู มุ้ ขนาดใหญท่ างดา้ นทศิ ตะวนั ออก นอกก�ำ แพงดา้ น ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใตม้ สี ระน�ำ้ รปู สเี่ หลย่ี มผนื ผา้ กรดุ ว้ ย ศลิ าแลง จากการขุดแต่งในปี ๒๕๔๒ พบโบราณวัตถุที่สำ�คัญ ไดแ้ กเ่ ศยี รพระวชั รธร ชิน้ สว่ นพระโพธสิ ตั วว์ ชั รปราณที รงครฑุ พระยมทรงกระบอื พบชนิ้ สว่ นพระกรพระโพธสิ ตั วอ์ วโลกเิ ตศวร ประติมากรรมเหล่านี้เป็นรูปเคารพ ในพุ ทธศาสนาลัทธิมหายาน รปู แบบเขมรแบบบายน (ราว พ.ศ. ๑๗๒๐-๑๗๘๐) กรมศลิ ปากร ประกาศ \"กู่พันนา\" เป็นโบราณสถานของชาติเม่ือ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ และประกาศขอบเขต เมอ่ื วันท่ี ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ พ้ืนท่ี ๔ ไร่ ๑ งาน ๓๓ ตารางวา นอกจากนท้ี บ่ี า้ นพันนา ต�ำ บลพันนา อ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ ยงั พบเครอื่ งป้ นั ดนิ เผายคุ บา้ นเชยี ง เปน็ จ�ำ นวนมากในชนั้ เหนอื ดนิ ขนึ้ มา พบภาชนะดนิ เผาและโบราณวตั ถุ สมยั ทวาราวดี และสมยั ลพบรุ ี จนมาถึงสมยั ลา้ นช้างในพุ ทธศตวรรษที่ ๒๓ ๕๘อบจ.สกลนคร

วัดใหม่บ้านตาล (พระบรมธาตุเจดียศ์ รมี งคล) วดั ใหมบ่ า้ นตาล ต�ำ บลโคกสี อ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ จงั หวดั สกลนคร พระบรมธาตเุ จดยี น์ ้ี หลวงปคู่ �ำ บอ่ ฐติ ปญั โญ ไดน้ �ำ ชาวบา้ นตาลและชาวบา้ นใกลเ้ คยี ง คณะศษิ ยานศุ ษิ ยแ์ ละพุทธศาสนกิ ชน ทม่ี คี วามศรทั ธาในพระพุทธศาสนา รว่ มกนั สรา้ งขน้ึ เมอื่ วันอังคารท่ี ๑๕ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕ แรม ๑๐ ค่ำ�เดือน ๖ ปีมะโรง และแล้วเสร็จเม่ือวันศุกร์ท่ี ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ขน้ึ ๑๒ ค�่ำ เดอื น ๑๒ ปวี อก รวมระยะเวลาในการกอ่ สรา้ ง ๔ ปี ๕ เดอื น ๒๗ วนั เปน็ พระบรมธาตุ ๙ ยอด (โลกสตุ รธรรม ๙) ฐานสเี่ หลยี่ มทรงระฆงั คว�่ำ ขนาดกวา้ ง ๓๖.๕๐× ยาว ๓๙.๕๐ × สงู ๔๑.๙๑ เมตรประดษิ ฐาน ณ วดั บ้าน ตาล ต�ำ บลโคกสี อำ�เภอสว่างแดนดิน จงั หวดั สกลนคร แบ่งเป็น ๓ ชน้ั ชั้ นบนสุด มเี จดยี ป์ ระธาน ขนาดกวา้ ง ๑๔.๙๐ × ยาว ๑๔.๙๐ × สงู ๒๕.๙๐ เมตรและเจดยี บ์ รวิ ารทง้ั ๔ ทิศ ใตฐ้ าน เจดีย์ประธานเป็นห้องมณฑปจตุรมุข ภายในประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตบุ นบุษบกไม้สกั ทอง ช้ันกลาง มีเจดีย์บริวาร ๔ ทิศ ภายในเป็ นห้องมี ทางเดนิ โดยรอบ ชนั้ ลา่ ง เปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานพระประธานสมเดจ็ พระโลกนาถ ศาสดา (พระศาสดาผู้เป็นที่พ่ึ งของสัตว์โลก) หน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว สูง ๑๓๒ น้ิว ปางสมาธิทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ประดับด้วยทอง พลอย และคริสตัล ท่ีฐานพระประธาน โดยมีรูปเหมือนครูบาอาจารย์ เช่น หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มน่ั ภรู ิทัตโต เป็นต้น และใชเ้ ป็นสถานที่ปฎบิ ัติธรรม ๕๙ อบจ.สกลนคร

บ้านพั นนา เป็นหมู่บ้านที่มีประเพณี วัฒนธรรมที่ยาวนาน สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ปรากฎหลักฐานทาง ประวตั ิศาสตร์ เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ทีแ่ ตกต่างจากหมบู่ ้านอนื่ ๆ ในต�ำ บลเดียวกัน ได้แก่ ปราสาทขอม ศิวลึงค์ และมกี ารขดุ พบเครอื่ งป้ นั ดนิ เผา ลายเขยี นสี หว่ งคอ ก�ำ ไลสมั ฤทธใิ์ นยคุ แหง่ วฒั นธรรมบา้ นเชยี ง มปี ระเพณบี ญุ ขา้ วจยี่ กั ษท์ ี่ ใหญท่ ส่ี ดุ ในโลก มภี าษาพู ดทช่ี าวบา้ นเรยี กวา่ ภาษา \"ศรภี มู \"ิ วถิ ชี วี ติ ของคนในหมบู่ า้ นมคี วามผกู พันพ่ึงพาอาศยั กนั ปฏบิ ตั ิ ตอ่ กนั ในชมุ ชนอยา่ งจรงิ ใจและมคี ณุ คา่ สบื สานวฒั นธรรมอนั ดงี ามตงั้ แตอ่ ดตี จวบจนถงึ ปจั จบุ นั ดงั ค�ำ ขวญั ของบา้ นพัน นาทง้ั สามหมูบ่ า้ น การแต่งกาย แตง่ กายด้วยเส้อื ผา้ ฝ้ายของชนเผ่าลาวอสี าน ภาษา ชาวพันนาเป็นสงั คมแบบโบราณ มีภาษาพู ดที่โดดเด่น แตกต่างจากหมบู่ ้านอื่นๆ เรยี กวา่ \"ภาษาศรภี มู \"ิ อาหาร เป็นอาหารพื้นถิ่นทวั่ ไป เชน่ ข้าวเหนยี ว ปลา ไก่ ผักพ้ืนบ้าน ท่อี ยอู่ าศัย อาศัยในชุมชน ๓ หม่บู ้าน ประชากรและครวั เรอื นคอ่ นข้างหนาแน่น ๖๐อบจ.สกลนคร

วอำ�าเภนอรนวิ าส ๖๑ อบจ.สกลนคร

นางสาวจิราภรณ์ เบิกบานดี อ�ำ เภอวานรนวิ าส นายอ�ำ เภอวานรนวิ าส การศกึ ษา การอบรม - หลักสตู ร ปลดั อ�ำ เภองานทะเบียนและบัตร - มหาวทิ ยาลยั รามคำ�แหง (ปรญิ ญาตรี ) - หลักสตู ร ปลัดอ�ำ เภองานทอ้ งถ่นิ ร่นุ ท่ี ๒ - สถาบันบณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ - หลกั สตู ร ปลัดอ�ำ เภองานการขา่ ว - หลักสูตร สบื สวน สอบสวน พนกั งานฝ่าย หรือ NIDA (ปริญญาโท) ปกครอง รุน่ ท่ี ๖ , ๑๐ - หลกั สตู ร ปลดั อ�ำ เภอ รุ่นท่ี ๑๒๕ - หลักสตู ร นายอ�ำ เภอ ร่นุ ท่ี ๖๕ ลำ�ดบั ท่ี ๑๐ ประวัตกิ ารทำ�งาน - ปลดั อ�ำ เภอบงึ กาฬ จงั หวดั บงึ กาฬ (เดมิ จงั หวดั หนองคาย) - ปลดั อำ�เภอหนองหาน จงั หวดั อุดรธานี - ปลดั อำ�เภอทุ่งฝน จงั หวดั อดุ รธานี - ปลัดอำ�เภอบ้านดุง จงั หวัดอดุ รธานี - ผูช้ ว่ ยป้องกันจงั หวดั อดุ รธานี - ปลดั อ�ำ เภอหวั หนา้ กลมุ่ งานบรหิ ารปกครอง (ปลดั อาวโุ ส) อ�ำ เภอพังโคน จงั หวดั สกลนคร - ปลดั อ�ำ เภอหวั หนา้ กลมุ่ งานบรหิ ารปกครอง (ปลดั อาวโุ ส) อ�ำ เภอวานรนวิ าส จงั หวดั สกลนคร ๖๒อบจ.สกลนคร

อำ�เภอวานรนิวาส พ.ศ.๒๓๗๘ พระสนุ ทรราชวงษา เจา้ เมอื งนครพนม ได้เสร็จราชการสงครามแล้ว จึงกลับเมืองยโสธร ตามเดิม ท้าวจันโสมซึ่งเป็นเพี้ย(ข้าราชการอีสานโบราณ) บา้ นมว่ งรมิ ยาม ซงึ่ คงจงรกั ภกั ดตี อ่ พระสนุ ทรราชวงษามาก ไดห้ าสมคั ร พรรคพวกไดป้ ระมาณพันคนเศษตามพระสนุ ทร ราชวงษา เจ้าเมืองยโสธร ไปต้ังครอบครัวที่บ้านกุดลิง แขวงเมอื งยโสธร โดยค�ำ วา่ \"กดุ \" หมายถงึ ล�ำ น�ำ้ ทไี่ หลไมห่ ยดุ ส่วน \"ลงิ \" หมายถงึ ต้นหูลิง (มิใชม่ ลี งิ อยู่มาก) ตอ่ มา ทา้ วจนั โสมเหน็ วา่ บา้ นกดุ ลงิ คบั แคบ ล�ำ บาก ในการท�ำ มาหากนิ และพระสนุ ทรราชวงษา(ทา้ วฝา่ ย) เจา้ นาย อสญั กรรมจงึ หมดความผกู พันธ์ อกี ทงั้ คดิ ถงึ ญาตพิ ี่นอ้ ง ชาวโยย้ เดมิ ทบ่ี า้ นมว่ งรมิ ยาม จงึ ไดอ้ พยพกลบั มาใกลบ้ รเิ วณเดมิ ทบ่ี า้ นทา่ แร(่ ตำ�บลแร่ อำ�เภอพังโคนในปัจจุบัน) และคงช่อื \"บา้ นกดุ ลงิ \" ตามเดมิ แตภ่ ายหลงั เกดิ ภยั แลง้ จงึ อพยพมาอยู่ บา้ นชมุ แสงหวั นา (บา้ นและต�ำ บลวานรนวิ าสในปจั จบุ นั ) และ ยังคงใช้ชือ่ บา้ นกดุ ลิงเชน่ เดิม จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ ยนชื่ อ เมอื งสกลทวาปขี องชาวยอ้ เปน็ \"เมอื งสกลนคร\" เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๓๘๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านกุดลิงของ ชาวโย้ยให้เป็นเมืองน้องของเมืองสกลนคร โดยมีชื่อ คลอ้ งจองกนั วา่ เมอื งวานรนวิ าส เมอ่ื วนั จนั ทร์ แรม ๑ ค�่ำ เดอื น ๘ ปีระกา ตรีศก จ.ศ.๑๒๒๓ ตรงกับวันจนั ทร์ที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ และทรงตั้งทา้ วจันโสมเป็นหลวง ประชาราษฎร์รกั ษา(ฉมิ ศรถี าพร) เป็นเจ้าเมอื งคนแรก ๖๔ อบจ.สกลนคร

วานรนิวาส เปน็ อ�ำ เภอหนงึ่ ในจงั หวดั สกลนคร เป็ นอำ�เภอช้ั นสอง มีตราประจำ�อำ�เภอเป็ นตราหนุมาน มีโรงเรยี นมัธยมวานรนวิ าสเป็นโรงเรียนประจ�ำ อำ�เภอ มีพ้ืนท่ี ประมาณ ๑,๑๑๑ ตารางกโิ ลเมตร หรอื ประมาณ ๖๒๕,๖๒๕ ไร่ อ�ำ เภอวานรนวิ าส ตง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ตกคอ่ นไปทางทศิ เหนอื ของจงั หวดั หา่ งจากตวั จงั หวดั สกลนคร ๘๒ กโิ ลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ ๗๘๐ กโิ ลเมตร ลักษณะพ้ื นท่ีโดยท่ัวไป เป็นพ้ื นราบลุ่ม อยู่สูงกว่า ระดบั น�้ำ ทะเลโดยเฉลย่ี ๑๗๐ เมตร ทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของอำ�เภอเป็นป่าดงอีบ่า ป่าดงค�ำ พู ล สว่ นทางทิศตะวนั ตก เฉยี งเหนอื เป็นป่าดงผาลาทางทศิ เหนือ มีสภาพเป็นพ้ืนที่สงู ในบริเวณบางส่วนเป็นลูกคล่ืนลอนลาดสลับท่ีราบบางส่วน พ้ื นท่ีส่วนใหญ่เหมาะแก่การทำ�นา มีอาณาเขตติดต่อกับเขต การปกครองข้างเคียงดังน้ี ทศิ เหนอื ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอบา้ นมว่ งและอ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกับอำ�เภออากาศอำ�นวย ทิศใต้ ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอพรรณานคิ มและอ�ำ เภอพังโคน ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ และอ�ำ เภอ เจรญิ ศลิ ป์ ประชากร : รวมทง้ั สนิ้ ๑๒๐,๑๗๗ คน เปน็ ชาย ๕๙,๙๗๔ คน หญงิ ๖๐,๒๐๓ คน ประชากรจ�ำ นวน ๒๗,๙๕๑ ครวั เรือน นบั ถือศาสนาพุ ทธร้อยละ ๙๕.๑ ศาสนาคริสตร์ อ้ ย ละ ๔.๘ ศาสนาอิสลามร้อยละ ๐.๑ การปกครอง แบง่ ออกเป็น ๑๔ ต�ำ บล ๑๘๓ หมบู่ ้าน พระมหาธาตุเจดีย์ หลวงตาแตงอ่อน กลั ยาณธัมโม เป็นทีป่ ระดิษฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ และ เพื่ อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลที่ ๙ พระมหาธาตเุ จดยี อ์ งคน์ ี้ มขี นาดกวา้ ง ๓๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สูง ๔๕ เมตร จำ�นวน ๓ ช้ัน ยอดของพระเจดีย์ ท�ำ ดว้ ยทองค�ำ งบประมาณคา่ กอ่ สรา้ งประมาณ ๕๐ ลา้ นบาท ระยะเวลากอ่ สร้าง ๒ ปี ประกอบดว้ ยรายละเอียดดงั นี้ ช้ันที่ ๑ เป็นสถานท่ีประกอบพิ ธีกรรมทางพระพุ ทธ ศาสนา และเป็นสถานทีป่ ฏบิ ตั ิธรรม ชั้นท่ี ๒ เป็นท่ีประดิษฐานอัฐิธาตุ พระบูรพาจารย์ พระธดุ งคก์ รรมฐาน เปน็ ทปี่ ระดษิ ฐานรปู เหมอื นพระบรู พาจารย์ พระธดุ งคก์ รรมฐาน ๕ องค์ ไดแ้ ก่ ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั โต พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พั นธุโล) หลวงปู่ฝ้ ัน อาจาโร หลวงปสู่ ลี า อสิ สโร และหลวงตาแตงออ่ น กลั ยาณธมั โม รวมทงั้ เป็นพิพิธภณั ฑห์ ลวงตาแตงออ่ น กลั ยาณธัมโม ช้นั ท่ี ๓ เป็นทปี่ ระดิษฐานพระบรมสารีรกิ ธาตุ ๖๕อบจ.สกลนคร

พระใหญห่ ลวงพ่ อตะเคยี นทอง วดั เสบญุ เรอื ง อ�ำ เภอวานรนวิ าส จงั หวดั สกลนคร เปน็ พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั ท�ำ จากไมต้ ะเคยี นทอง สรา้ งเมอ่ื ปีพ.ศ. ๒๔๖๐ สร้างโดยพระอาจารย์สงค์ ผู้ทรงพุ ทธอาคม ได้ร่วมกับชาวบ้านสร้าง เพ่ื อเป็น เครอ่ื งยึดเหนย่ี วจิตใจของพุ ทธศาสนิกชน โดยได้แกะสลักจากต้นตะเคียนใหญ่ ขนาด ๕ คนโอบ อายุหลายร้อยปี ใช้ระยะเวลาแกะสลกั อยู่ ๓ เดือน พอทำ�เสรจ็ ได้ทำ�การเคลอ่ื นย้ายจากป่า มาทีว่ ัดเสบุญเรอื ง โดยเวลา ๑๕ วันจึงมาถึงวดั และทำ�พิธีพุ ทธาภิเษก ๓ วัน ๓ คนื ตอ่ มา ทางวดั ไดท้ �ำ การบรู ณะเพราะเหน็ วา่ องคพ์ ระมกี ารช�ำ รดุ ทรดุ โทรม ไปตามกาลเวลา โดยสร้างพระพุ ทธองค์ใหม่ เป็นแบบปูนป้ ันครอบองค์เดิมไว้ ดงั ท่ีมองเห็นในปัจจุบัน ทอ่ งเทยี่ วเชงิ วถิ ชี วี ติ บา้ นกดุ จกิ ชมบา้ นโบราณศนู ยก์ ารเรยี นรชู้ มุ ชน พักโฮมสเตยช์ มุ ชน ทย่ี งั คงมกี ลนิ่ อายวถิ ชี วี ติ คนสมยั กอ่ น ท่ีนิยมเล้ียงสัตว์ไว้ ใตถ้ นุ บา้ น มชี านบา้ นยน่ื ออกมาจากตวั บา้ นสาํ หรบั พักผอ่ นและรบั แขก ตลอดจน หอ้ งครวั ขนาดเลก็ ทแ่ี ยกออกมาจากตวั บา้ น สามารถเขา้ ไปถา่ ยรปู แลว้ มองเหน็ ภาพ การดํารงชีวิตของคนสมัยก่อนได้เป็นอยา่ งดี ๖๗ อบจ.สกลนคร

พรรณานอคิ ำ�เภมอ ๖๘อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอพรรณานคิ ม การศกึ ษา - พ.ศ. ๒๕๔๓ ศลิ ปศาสตรบณั ฑติ (รฐั ศาสตร)์ เกยี รตนิ ยิ มอนั ดบั ๒ มหาวทิ ยาลยั รามค�ำ แหง - พ.ศ. ๒๕๖๔ รฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร ประวัติการทำ�งาน - พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๖๐ ปลัดอำ�เภอกุดบาก จงั หวัดสกลนคร - พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๒ ปลัดอำ�เภอ หัวหน้า กลมุ่ งานบรหิ ารงานปกครอง อ�ำ เภอบา้ นมว่ ง จังหวดั สกลนคร - พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ปลัดอำ�เภอ หัวหน้า กลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำ�เภอเมือง นายวชิ าญ อิทธฤิ กษ์มงคล สกลนคร จังหวัดสกลนคร - พ.ศ. ๒๕๖๔-ปัจจุบัน นายอำ�เภอโพนนาแก้ว ปลัดอำ�เภอ (เจา้ พนกั งานปกครองช�ำ นาญการพิเศษ) จังหวดั สกลนคร รกั ษาราชการแทนนายอ�ำ เภอพรรณานคิ ม เมอ่ื ปี ขาล พ.ศ. ๒๓๘๕ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระราชทานยศถาบรรดาศกั ด์ิ ใหเ้ จา้ ลเี ปน็ พระเสนาณรงค์ เจ้าเมืองพรรณานิคม และแต่งตั้งเจ้านวลเป็นอาชญา อุปฮาด เมอ่ื พระเสนาณรงค(์ ล)ี ตน้ สกลุ แกว้ กา่ ถงึ แก่ กรรม เจ้านวลผูเ้ ป็น อาชญาอปุ ฮาด ได้รบั แตง่ ตง้ั เป็น พระเสนาณรงค์คนท่ี ๒ เมื่อพระเสนาณรงค์(นวล) ถึงแก่กรรมลง เจ้าคำ�ขันธ์(เป็นบุตรเจ้าลุน หลานพระ เสนาณรงค(์ ล)ี ไดร้ บั แตง่ ตง้ั เปน็ พระเสนาณรงค์ คนท่ี ๓ ตอ่ มาในสมัยรชั กาลท่ี ๕ พ.ศ.๒๔๔๕ ได้มีการ เปลยี่ นแปลงระบอบการปกครอง หวั เมอื งตา่ งๆ ถกู ยบุ เป็นอำ�เภอ โดยเมืองพรรณานิคม เปลี่ยนเป็นอำ�เภอ พรรณานคิ ม ขน้ึ กบั จงั หวดั สกลนคร โดยพระเสนาณรงค์ คนท่ี ๔ (ลกู ของเจา้ อนิ ทร์ ผเู้ ปน็ พ่ีชายของพระเสนาณรงค์ (นวล)ได้รับแต่งต้ังเป็นนายอำ�เภอคนแรกของอำ�เภอ อ�ำ เภอพรรณานคิ ม พรรณานิคม ตง้ั อยทู่ างตอนกลางของจงั หวดั มอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั เขตการ ปกครองขา้ งเคยี งดงั ตอ่ ไปน้ี ทิศเหนอื ติดต่อกบั อำ�เภออากาศอ�ำ นวย จงั หวัดสกลนคร และอ�ำ เภอนาหว้า จงั หวดั นครพนม ทศิ ใต้ ติดตอ่ กบั อำ�เภอกุดบาก และอำ�เภอนิคมน�้ำ อนู จงั หวดั สกลนคร ทศิ ตะวันออก ติดต่อกับ อำ�เภอเมอื ง จงั หวดั สกลนคร ทศิ ตะวันตก ตดิ ต่อกับ อ�ำ เภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ประชากร : จ�ำ นวนประชากรทง้ั ส้ิน รวม ๗๙,๙๖๔ คน ประชากรชาย รวม ๓๗,๙๗๐ คน ประชากรหญิง รวม ๓๘,๕๔๗ คน การปกครอง : ออกเป็น ๑๐ ตำ�บล ๑๒๓ หมูบ่ ้าน ๖๙ อบจ.สกลนคร

บา้ นคําข่า หมทู่ ี่ ๔ ตาํ บลไร่ อาํ เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร เมอ่ื ประมาณ ๒๐๐ กวา่ ปี ชาวภไู ทอพยพมาจาก เมืองน้ำ�น้อยอ้อยหนู อยู่ ๑๒ จไู ท ในอาณาเขต สบิ สองปันนาใกลป้ ระเทศจีน เกดิ ภยั แลง้ เกิดโรคระบาดอย่างรนุ แรง จงึ อพยพมาอยเู่ วียงจันทร์ ตอ่ มาย้ายไปอาศัยอยูเ่ มอื งวัง (เมืองไชยบุร)ี และต่อมาในสมัยรชั กาลที่ ๓ ไดอ้ พยพมาอยฝู่ ่ ังไทย และกลุม่ ของตาเพชร ตาเพ สองพ่ีนอ้ งไดพ้ ากันมาตั้งบ้านอยใู่ นบริเวณหนองน�้ำ ท่มี ีน�้ำ ซมึ ไหลออกมาตลอดเวลา โบราณ เรียกว่านำ้�คํา หรอื นำ้�ซับ บรเิ วณริมหนองน�ำ้ มสี มุ ทมุ พุ่มไม้และมีตน้ ขา่ จํานวนมาก จงึ ตง้ั ช่อื หมู่บ้านตามลักษณะเด่นของท่ี ตง้ั หมบู่ า้ น ชื่อ บา้ นคําข่าตง้ั แต่น้นั เป็นตน้ มา มีนายประวิทย์ จุลณีย์ เป็นผ้ใู หญบ่ า้ น คนปัจจุบนั บ้านคำ�ขา่ น้อย จัดตง้ั หมบู่ ้าน เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นหมู่บ้าน ท่ีแยกออกมาจากบ้านคำ�ข่า หมู่ท่ี ๔ ตำ�บลไร่ อำ�เภอ พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ห่างจากท่ีว่าการอำ�เภอ พรรณานคิ ม ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร บา้ นค�ำ ขา่ ต�ำ บลไร่ อ�ำ เภอพรรณานคิ ม สงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธปิ์ ระจ�ำ หมบู่ า้ นค�ำ ขา่ ทช่ี าวบา้ นศรทั ธาคอื หลกั ชยั ใจบา้ นทเ่ี ปรยี บเหมอื น ศาลหลักเมืองประจำ�หมู่บ้าน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว ท่ีมาเยอื น ด้วยการฟอ้ นรำ�พ้ืนบ้านสวยงาม ชุมชนแห่งนี้มีกลุ่มแม่บ้านทอผ้าฝ้ายเข็นมือ นักท่องเที่ยว สามารถเลอื กซือ้ ผลติ ภัณฑผ์ า้ ครามทอมือ ชมุ ชนทอ่ งเทย่ี ว OTOP นวตั วถิ บี า้ นคาํ ขา่ มผี ลติ เดน่ คอื ผา้ ยอ้ มครามมผี ลติ ภณั ฑ์ ๗๐อบจ.สกลนคร

พิ พิ ธภัณฑ์อาจารย์ฝ้ ัน อาจาโร ต้ังอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร ตําบลพรรณา อำ�เภอ พรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร ลกั ษณะพิพิธภณั ฑ์ เป็นรูปเจดยี ์ฐานกลมกลบี บัวสามชั้น ความเป็นมาในการสร้างเจดีย์พิ พิ ธภัณฑ์ พระอาจารย์ฝ้ ัน อาจาโร ไดม้ พี ระราชกระแสรบั สัง่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลท่ี ๙ ภายหลงั จากการสรงน�ำ้ ศพพระอาจารยฝ์ ้ นั อาจาโร วา่ \"ในฐานะทเี่ ราเปน็ ลกู ศษิ ยข์ องพระอาจารย์ ขอให้ ทกุ คนได้สามคั คกี นั อยา่ ให้เกดิ ความแตกแยกและ ขอใหย้ ดึ มน่ั ในค�ำ สอนของทา่ นไวใ้ หม้ น่ั คง ขอใหเ้ กบ็ อัฐิของท่านพระอาจารย์ไว้แห่งเดียวกัน เครื่อง อฐั บรขิ ารของทา่ นอาจารย์ ถา้ สามารถเกบ็ รวมรกั ษาไว้ เป็นทีเ่ ดียวกนั ก็จะดี\" ภายในพิ พิ ธภัณฑ์มีรูปป้ ั น พระอาจารย์ฝ้ ั น มขี นาดเทา่ รปู จรงิ ในทา่ นง่ั หอ้ ยเทา้ และถอื ไมเ้ ทา้ ไวใ้ นมอื มตี ้กู ระจกบรรจุอฐั ิ และแสดงเครอ่ื งอัฐบริขารทท่ี า่ นใช้ เม่ือยามมีชีวิต รวมทั้งประวัติความเป็นมาตั้งแต่เกิด จนมรณภาพ พระอาจารย์ฝ้ ั น อาจาโร กําเนิดใน \"สกลุ สวุ รรณรงค\"์ เมอ่ื วนั ที่ ๒๐ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ทบี่ า้ นมว่ งไข่ อําเภอพรรณานิคม และได้บรรพชาเป็น สามเณรเมอ่ื อายุ ๑๙ ปี ณ วดั โพนทอง จนอายคุ รบ ๒๐ ปี จึงอุปสมบทในพุ ทธ ศาสนาฝ่ ายมหานิกาย ต่อมา ไดถ้ วายตวั เปน็ ลกู ศษิ ย์ ตดิ ตามพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั โต ความเป็นมาเจดีย์พิ พิ ธภัณฑ์พระอาจารย์ฝ้ ัน อาจาโร ในคนื วนั ที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ พระอาจารยฝ์ ้นั ได้มรณภาพท่ีวัดป่าอุดมสมพร รวมอายุได้ ๗๘ ปี และหลังจากพระราชทานเพลิงศพท่านเม่ือวันท่ี ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ทวี่ ดั ปา่ อดุ มสมพร ต�ำ บลพรรณา อ�ำ เภอพรรณานคิ ม จงั หวดั สกลนคร เปน็ ทเี่ รยี บรอ้ ยแลว้ คณะศิษย์ท้ังฝ่ายบรรพชิตและฆราวาสได้มีการประชุม ปรกึ ษาจะสรา้ งสง่ิ กอ่ สรา้ งเปน็ เครอ่ื งระลกึ ถงึ พระอาจารยฝ์ ้ นั ผเู้ ปน็ พระปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ โดยสรา้ งเจดยี พ์ ิพิธภณั ฑ์ ตรงบริเวณท่พี ระราชทานเพลงิ ศพของท่าน ๗๑ อบจ.สกลนคร

วดั ถ�ำ้ ขาม หรอื ภขู าม ชาวบา้ นมกั เรยี กวา่ \"ภูค�ำ ขาม\" อย่ใู นเขตบา้ นคำ�ป่า ตัง้ อยูบ่ นภขู าม ซึง่ เป็น เขาลูกหน่ึงบนเทือกเขาภูพาน วัดถ้ำ�ขามนี้เดิมเป็น ที่ปฏิบัติธรรมของ พระอาจารย์ฝ้ ั นอาจาโร ท่านได้ จ�ำ พรรษาอยทู่ ว่ี ดั นจ้ี นถงึ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ ทา่ นอาพาธ จงึ ไดไ้ ปจ�ำ พรรษาทว่ี ดั ปา่ อดุ มสมพร นอกจากนย้ี งั เปน็ วัดหนึง่ ท่ีเก็บอัฐิของพระอาจารยเ์ ทศก์ เทศรงั สี ซ่งึ มี ผู้คนยงั เดนิ ทางมาสักการะบูชาอยเู่ ป็นประจ�ำ วัดถ้ำ�ขาม เป็นวัดที่พระอาจารย์ฝ้ ัน อาจาโร เป็นผู้สร้างขึ้น ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน ตำ�บลไร่ อำ�เภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ตามเส้นทาง สายสกลนคร-อุดรธานี (ถนนนิตโย) ก่อนถึงอำ�เภอ พรรณานิคมเล็กน้อย มีทางเข้าได้หลายเส้นทาง เช่น เสน้ ทางเข้าพระธาตภุ ูเพ็ก ทางบา้ นไร่ วดั คำ�ประมง ต�ำ บลสวา่ ง อ�ำ เภอพรรณานคิ ม จังหวดั สกลนคร เดมิ น้ัน วดั คำ�ประมงยังไมเ่ จริญ ต้อง ขดุ น�้ำ ไฟฟา้ ยาไมม่ ี กฏุ ชิ าวบา้ นกม็ าชว่ ยกนั ปกั เสา เลอ่ื ยไม้ ท�ำ กฏุ ิจำ�นวน ๕ หลงั มงุ หญ้า ฝาทำ�ดว้ ยใบตองตงึ และ ถงุ ปนู พระสงฆพ์ อจ�ำ พรรษาไดจ้ �ำ นวน ๕ รปู เมอ่ื ออกพรรษา เหลอื ทา่ นเพียงรปู เดยี ว ตอ่ มาไดด้ �ำ เนนิ การสรา้ งอโุ บสถ แลว้ เสรจ็ ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ วัดคำ�ประมง มีอโรคยศาล (THAI HERBAL NURSING HOME) หรือ สถานอภิบาลพั กฟ้ นื ผู้ป่วย ดว้ ยสมุนไพรตามธรรมชาติ ไปจนกว่าอาการของผ้ปู ่วย จะทเุ ลาเบาบางลงไป หรอื หมดไปสน้ิ ไปดว้ ยวถิ แี หง่ ธรรมะ และธรรมชาตบิ ำ�บดั และหรือการแพทย์แบบองค์รวม ๗๒อบจ.สกลนคร

ออ�ำ าเภกอ าศอ�ำ นวย ๗๓ อบจ.สกลนคร

นายกานต์ กาญจนวงศส์ กลุ อ�ำ เภออากาศอ�ำ นวย นายอําเภออากาศอํานวย ๗๔อบจ.สกลนคร

อําเภออากาศอํานวย เป็นกงิ่ อําเภอในจงั หวัดสกลนคร เม่อื วันท่ี ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๐๖ และ เมื่อวันท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๘ กระทรวงมหาดไทย ประกาศยกฐานะกง่ิ อาํ เภออากาศอํานวย ข้นึ เป็นอําเภออากาศอาํ นวย อยู่ห่างจากจังหวัดสกลนคร ๕๗ กิโลเมตร มีพ้ืนที่ประมาณ ๕๕๕ ตารางกิโลเมตร เป็นท่ีราบลุ่ม มีลําน้ํายามและลําน้ํา สงครามไหลผา่ น อาชพี สว่ นใหญข่ องชาวอ�ำ เภออากาศอ�ำ นวย ประกอบอาชพี ดา้ นการเกษตรเปน็ หลกั (นาปี นาปรงั ยางพารา แตงโม ประมง ปศุสตั ว)์ การหตั ถกรรม (การทอผา้ จักสาน) และการแปรรปู ผลิตภณั ฑจ์ ากการย้อมคราม (ผา้ ยอ้ มคราม และเครอ่ื งประดบั ต่างๆ) อ�ำ เภออากาศอ�ำ นวย มีอาณาเขตตดิ ตอ่ ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กบั อําเภอเซกา จังหวดั บงึ กาฬ อาํ เภอนาทม จังหวัดนครพนม ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กับอําเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ทิศตะวันออก ตดิ ตอ่ กบั อาํ เภอศรีสงคราม อําเภอนาหว้า จงั หวัดนครพนม ทศิ ตะวันตก ตดิ ตอ่ กบั อําเภอวานรนวิ าส อาํ เภอคาํ ตากล้า จงั หวดั สกลนคร ประชากร : รวมทง้ั สน้ิ ๗๒,๐๑๖ คน ชาย ๓๕,๙๗๗ หญิง ๓๖,๐๓๙ คน ๒๔,๐๖๕ ครวั เรือน มี ๓ ชนเผา่ ไดแ้ ก่ ไทโยย้ ไทลาว และไทญอ้ นบั ถอื ศาสนาพุทธเปน็ สว่ นใหญ่ และศาสนาคริสต์ รายได้เฉลี่ยประมาณ ๗๓,๑๐๒ บาท ตอ่ คน/ต่อปี การปกครอง : มี ๙ การองคก์ ร ปกครองท้องถิ่ น ๖ เทศบาลตำ�บล ๓ องค์การบรหิ ารส่วนตำ�บล มี ๘ ตำ�บล ๙๔ หมู่บา้ น ๗๕ อบจ.สกลนคร

ประเพณีบุญเดือนอ้าย ไหว้พระธาตุเมือง อากาศ บุญมหาชาติ บญุ ประทายเขา้ เปลอื ก และ ประเพณบี ุญตูบ เป็นประเพณที ่ชี าวไทโยย้ ทถ่ี อื ปฏบิ ตั ิ สบื ทอดกนั มาตงั้ แตโ่ บราณกาล และถอื ปฏบิ ตั ติ อ่ เนอื่ งเปน็ ประจ�ำ ทกุ ปี หลงั จากเสรจ็ จากฤดกู าลเกบ็ เกีย่ วขา้ ว ท�ำ ไรท่ �ำ นาเสรจ็ เดอื นธนั วาคม-เมษายน ในชว่ งนเ้ี ปน็ ชว่ งเทศกาล ประเพณี บญุ ตบู ตามแต่โอกาสจะเออื้ อ�ำ นวย สว่ นมากจะเรม่ิ ในเดอื น มกราคม-กุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงข้าวใหมป่ ลามัน ปู-ปลา อาหารตา่ งๆ กย็ งั อดุ มสมบรู ณห์ าไดง้ า่ ย น�้ำ กนิ น�้ำ ใชต้ ามแหลง่ น�้ำ ต่างๆ ก็ยังไม่เหือดแห้ง ข้ันตอนของการจัดงานบุญตูบ (เอาบญุ ตบู -บญุ มหาชาติ ประจำ�ปี-หรือ บญุ พระเวสสนั ดร) ซง่ึ ชาวไทโยย้ เรยี กชอ่ื งานบญุ นไ้ี ดห้ ลายชอ่ื ดงั กลา่ วขา้ งตน้ เช้าของวันรวมบุญ(ม้ือโฮมบุญ) ชาวกลุ่มต่างๆ เรยี กวา่ เจา้ ภาพศรทั ธาจะตอ้ งตกแตง่ สถานท(่ี ตบู ) ทส่ี รงน�ำ้ พระ ใหเ้ รยี บรอ้ ย แลว้ แบง่ งานชว่ ยกนั ใหน้ �ำ เสอ่ื สาด อาสนะ น�้ำ ดม่ื หมากพลู บุหร่ี รองรับด้วยขันหมากเบ็ง ออกไปรอรับ พระคณุ เจ้า และญาติโยมท่จี ะเดนิ ทางมาอยู่ทท่ี ุ่งนาทา้ ยบ้าน ซ่ึงได้ก�ำ หนดนดั หมายทา่ นไว้กอ่ นแล้ว ตอนทไ่ี ปสง่ ฉลากบอกบญุ และกป็ เู สอ่ื รอทร่ี ม่ ไมช้ ายทงุ่ ท่ีเหน็ ว่าเหมาะสม เมอ่ื ท่านมาถึงก็จะได้นิมนต์ ท่านเขา้ พักใน ที่จดั ไว้ และพักชว่ั คราวกอ่ นทจี่ ะนมิ นตเ์ ขา้ วดั และน�ำ เขา้ ทพ่ี ัก ตบู นั้นเอง กึ่งกลางระหว่างห้องพระกับห้องญาติโยมน้ัน เป็นท่ีแขวนตะกร้า ส�ำ หรับบรรจุขนมข้าวต้มมัด ข้าวต้มป่น เป็นภาษาพื้นบ้านเรยี กกนั ช่วงบ่ายของวันรวมบุญ จะมีการแห่พระเวสสันดร ซึ่งคณะกรรมการชาวบ้านได้จัดทำ�เป็นแท่นระแนงไม้ไผ่อย่าง แขง็ แรง สามารถทานน�ำ้ หนกั พระคณุ เจา้ ได้ ๒ องค์ ภาษาพ้ืนบา้ นเรยี กฮา้ นพระเวสสนั ดรหรอื หอพระเวสสนั ดร เพราะรอบสด่ี า้ น จะตอ้ งนำ�แผ่นผ้าท่เี ขียนเป็นรปู ระบายสี เรื่องราวพระเวสสันดรชาดก ท้งั ๔ กณั ฑบ์ รบิ รู ณ์ ขบวนแหจ่ ะแหร่ อบโบสถ(์ สมิ ) หรอื ศาลาการเปรยี ญ(หวั แจก) ๓ รอบเสรจ็ สนิ้ ขบวนอนั เชญิ แหพ่ ระเวสสนั ดรกจ็ ะแยกยา้ ยกนั ท�ำ บญุ ตามอธั ยาศยั ซง่ึ จดั ไวเ้ ปน็ แผนกรบั บรจิ าค มบี าตรสวรรค์ บาตรประจ�ำ วนั เกดิ บาตรตอ่ อายุ เซยี มซเี สย่ี งทาย เสย่ี งพระ และยังมีแผนกรบั บรจิ าคข้าวเปลือกดว้ ย มหรสพสมโภช ตอนกลางคืนก็จะมีคณะหมอลำ� และอื่นๆ ตามแต่จะหาได้ เพื่อให้งานคึกครื้นร่ืนเริง พอสมควร สมัยก่อนนับย้อน ๕๐ ปี เม่ือปี พ.ศ. ๒๔๙๓ มีการจัดมวยชก มีรถไต่ถัง ซ่ึงถือว่าเป็นการจัดงานดัง และยิ่งใหญ่มาก ในคร้งั นน้ั VDO ๗๖อบจ.สกลนคร

ประเพณีบุญขา้ วสาก แข่งเรือ และไหลเรอื ไฟ ในอดตี ของอ�ำ เภออากาศอ�ำ นวย เดอื นสบิ เพ็งหรอื ขน้ึ ๑๕ ค�่ำ เดอื น ๑๐ ของทกุ ปชี าวโยย้ บา้ นอากาศ จะมกี จิ กรรมที่ ส�ำ คญั ขนึ้ อยู่ ๒ กจิ กรรม คือ ประเพณีบญุ ขา้ วสาก(สลากภตั ต์) เป็นพิธีกรรมของทางพุ ทธ ศาสนา ประเพณบี ญุ ไหลเรอื ไฟ (ชาวโยย้ พู ดเฮอื ไพ หรอื หา้ นบชู าไฟ) ซง่ึ เปน็ ประเพณที ส่ี บื ทอดกนั มาตง้ั แต่ บรรพบรุ ษุ ตามความศรทั ธา และความเชือ่ อย่างเหนยี วแน่นจนถงึ ปัจจบุ นั ประเพณีบุญข้าวสาก(สลากภัตต์) ชาวโย้ยปฏิบัติกันอย่าง เครง่ ครดั เพ่ือเป็นการทำ�บุญอุทศิ สว่ นบุญสว่ นกุศลไปให้แก่ผู้ท่ลี ่วง ลบั ไปแล้วใหไ้ ดร้ ับผลทานที่อทุ ิศไปให้นั้น ในคืนวนั ข้นึ ๑๔ คำ่� เดอื น ๑๐ ชาวคมุ้ วดั จะชกั ชวนกนั ไปรวมกนั ทว่ี ดั เพื่อคบงนั ตน้ กลั ปพฤกษ์ บญุ ขา้ วสาก พอเวลา ๖ โมงเชา้ ของวนั ขนึ้ ๑๕ ค�่ำ กจ็ ะน�ำ พาขา้ วครวั เรือนละ ๑ พา มาท�ำ บญุ ตักบาตรทว่ี ัด พาข้าว ประกอบด้วย อาหาร หวาน คาว หมาก พลู บหุ รี่ ผลไม้ ขนม ขา้ วตม้ ตามก�ำ ลงั ศรทั ธาของ แต่ละครวั เรือน ทีส่ ำ�คญั ในพาข้าวแตล่ ะพาน้นั จะตอ้ งมีสลากเปน็ ก ระดาษแผน่ เลก็ ๆ เขยี นขอ้ ความอทุ ศิ สว่ นกศุ ลผลบญุ ทไ่ี ดก้ ระท�ำ อทุ ศิ ใหแ้ กใ่ ครและขอใหผ้ ลบญุ นน้ั ค�ำ้ จนุ ใหพ้ ้นจากทกุ ข์ ใหไ้ ดร้ บั ความสขุ จาก นนั้ น�ำ ถวายพระ เสรจ็ จากถวายภตั ตาหารเชา้ กจ็ ะนง่ั ฟงั เทศนต์ ลอด ท้ังวัน จนถึง ๒ - ๓ ทุ่ม แต่ละคุ้มวัดก็จะเวียนกันไปทอดถวาย ต้นกัลปพฤกษ์ตามวัดต่างๆ จนครบทุกวัด โดยวิธีเดินเท้า พร้อมเครื่ องดนตรี กลองเลงประโคมไปด้วยสนุกสนานมาก เปน็ อนั วา่ เสรจ็ พิธกี รรมบญุ ขา้ วสากของปนี นั้ ในวนั ขน้ึ ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๑๐ ชาวโย้ยเรียกวา่ มื่อโฮม ภาคกลางวัน วัยหนุ่ม- สาวชาวโย้ยจะมีกิจกรรมท่ีสร้าง ความสามัคคีและความสนุกสนานร่วมกัน คือ การแข่งขันเรือพาย ในล�ำ น�้ำ ยาม เรือทใ่ี ชใ้ นการแข่งขนั จคุ นไดแ้ ตล่ ะลำ�ไม่เกนิ ๑๐ คน มี คนหนงึ่ ตกี ลองเปน็ จงั หวะการพาย แขง่ ขนั กนั ระหวา่ งคมุ้ วดั วดั ใด ชนะก็ได้รบั คำ�ชมเชยมรี างวัลให้ คอื เหลา่ โท (สาโท) แข่งขนั กนั เสร็จ กพ็ ากนั กลบั บา้ นเรอื น เพ่ือเตรยี มไปชมเรอื ไฟหรอื ไปรว่ มไหลเรอื ไฟ ในภาคกลางคืน ๗๗ อบจ.สกลนคร

ภาคกลางคืน พระภิกษุ สามเณร หลัง จากสวดมนตเ์ ยน็ (ท�ำ วตั รเยน็ ) เสรจ็ เตรยี มอปุ กรณ์ เรือไฟไปท่ีท่านำ้� ผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่ม ชาวคุ้มวัด ตา่ งกพ็ ากนั ไปประดบั ตกแตง่ เรอื ไฟคมุ้ วดั ของตนเอง เคร่ืองประดับตกแต่งบนเรือไฟ ประกอบด้วย กา้ นจู้ กา้ นกลว้ ย ตน้ ออ้ ย กงิ่ ไผ่ เพื่อแขวนกลว้ ย ขนม ข้าวต้ม เหมือนต้นกัลปพฤกษ์ บ้ังไฟ มี บั้งไฟหาง บง้ั ไฟตะไล (บ้งั ไฟกง) บง้ั ไฟนกขุ่ม เตรียมอุปกรณ์ลงเรือไปที่ท่าน้ำ�วัดเหนือ (วัด จอมแจ้งในปัจจุบัน บริเวณปากอุปคุต เคร่อื ง ดนตรปี ระโคมหรอื กลองเลง) พอถงึ เวลา ๑๙.๐๐ น. กเ็ รมิ่ ท�ำ พิธปี ลอ่ ย แมว่ อง ผเู้ ปน็ ผเู้ ชญิ กจ็ ะกลา่ วเพ่ือขอขมาแมค่ งคา และอัญเชิญผีเงือกทั้งหลายให้กลับไปยังแม่น้ำ� สายใหญ่ ซึ่งต่อไปลำ�น้ำ�สายนี้ก็จะแห้งลง เมื่อ กลา่ วเสรจ็ ปลอ่ ยแมว่ องใหไ้ หลลง แลว้ ตามดว้ ย เรอื ไฟของค้มุ วัดท้ัง ๖ คมุ้ วดั ในบางปี ๒ วดั ร่วมกันทำ�เรือไฟ ๑ ลำ�ก็มี เนื่องจากไม่มีการ ประกวด ไมม่ รี างวลั เมอื่ เรอื ไฟล�ำ สดุ ทา้ ยไหลเรอื ลงมาเสรจ็ ชาวบา้ นทีม่ าชมกพ็ ากนั เดนิ ทางกลบั บ้านเรอื นโดยไม่มมี หรสพคบงันแต่อย่างใด ๗๘อบจ.สกลนคร

กลองเลงชาวโย้ยบ้านอากาศ มมี าตง้ั แตส่ มยั โบราณแตไ่ มม่ กี ารบนั ทกึ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรไว้ แตเ่ คยมผี เู้ ฒา่ ผแู้ ก่ เล่าว่า กลองเลงทำ�ด้วยไม้ประดู่ มีลักษณะเป็นกลองสองหน้า หมุ้ ดว้ ยหนงั ววั หนงั ควาย กลองเลงใชต้ ใี นงานบญุ มหาชาติ งานบญุ พระเวสสันดร (บญุ ตูบ) เวลาตใี ช้ไม้หามสองคนหนั หนา้ เขา้ หากัน ตีคนละหน้าไปตามจังหวะ ตมึ ตึบ ตึมตึบ ตึมตบึ … การเล่นกลองเลงจะนิยมเล่นในก่อนวันรวมบุญ ๑ วัน พอค�่ำ ลงเวลาประมาณ ๑ ทมุ่ กจ็ ะมหี วั หนา้ ไปชกั ชวนกนั หลายๆ คนมารวมกนั แล้วก็จะพากันน�ำ กลองเลงไปเลน่ ตามหมูบ่ ้านหรอื ชุมชนใกล้เคียงเพื่ อแผ่ปัจจัย ข้าวต้ม ขนม สุรา สาโท เป็นต้น การเลน่ กลองเลงจะเลน่ ไปเรอื่ ย ๆ ทกุ หลงั คาเรอื น โดยจะมหี วั หนา้ พาเซิ้งไปตามจังหวะ “โอ้ โฮะ๊ โอ สา โอ้ โฮะ๊ โอ” ในสมัยก่อน การ เลน่ กลองเลงจะเลน่ จนสวา่ ง แลว้ น�ำ เอาปจั จยั ทง้ั หลายไปถวายวดั ในตอนเชา้ ของวันรวมบญุ จงึ แยกย้ายกนั กลับบา้ น เมอ่ื ถงึ เวลาประมาณ ๙-๑๐ โมงเชา้ จะน�ำ เอา กลองเลง มาเลน่ อกี หรอื ตไี ปแตล่ ะตบู ไปเรอ่ื ยๆ จนถงึ เวลาแหพ่ ระเวสสนั ดร แล้วจึงไปแห่พระเวสสันดรเข้าสู่วัด โดยเวลาแห่มาตามถนน จะมีการฟอ้ นตามจังหวะกลองเลงทง้ั ชายหญิง การแสดงทา่ ประกอบดนตรกี ลองเลง เดมิ ไมม่ กี ารก�ำ หนด ทา่ ร�ำ แตอ่ ยา่ งใด ใครใครจะออกแขน ออกขา ออกเทา้ อยา่ งไรกไ็ ด้ ตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเอาความสนุกเข้าว่า ต่อมาทาง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยได้ให้มีการฟ้นื ฟูศิลปวัฒนธรรม ท้องถ่ิน อำ�เภออากาศอำ�นวย ได้นำ�เอาประเพณีวัฒนธรรมการ เล่นกลองเลงออกไปแสดงท่ีงานฉลองครบรอบ ๑๕๐ ปี จังหวัดสกลนครด้วย ปรากฎว่า ได้รับความชื่นชมมาก ในด้านเสียงดนตรี แต่ท่ารำ�ประกอบยังขาดรูปขบวน ขาดความเป็นหน่ึง อันเนื่องจากแต่ละคนรำ�ตามถนัด ทาง ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด จึงขอให้ศูนย์วัฒนธรรมอำ�เภอช่วยหารูปแบบแสดงความเป็นหน่งึ เดียวของการแสดงท่ารำ� จึง ได้ศึกษาหาข้อมูลประวัติความเป็นของการเล่นกลองเลงทราบว่ามีมาตั้งแต่บรรพบุรุษจากฮ่อมท้าวฮูเซ ซึ่งปรากฏอยู่ใน บทกลอนล�ำ เกรนิ่ กอ่ นเลน่ กลองเลง บท “กลอนล�ำ ” นีล้ �ำ ดบั โดยผใู้ หญอ่ ทุ ร ใยแกว้ ผสู้ บื เชือ้ สายโยย้ โดยตรงจากบรรพบรุ ษุ สว่ นทา่ ร�ำ ประกอบนน้ั ไมม่ ลี กั ษณะเฉพาะ จงึ ใหค้ ณะกลองเลงร�ำ ทา่ ฟรสี ไตล์ (Free style) ใหด้ แู ลว้ จงึ จบั “ทา่ ร�ำ ” ทม่ี ผี สมผสาน อยใู่ นทา่ ฟรสี ไตลน์ น้ั ออกมาทลี ะทา่ โดยอาจารยพ์ รรณนภา ชายกวด (อาจารยส์ อนอยโู่ รงเรยี นบา้ นอากาศ) อาจารยป์ ระดษิ ฐ์ คอิ นิ ธิ (อาจารยส์ อนอยโู่ รงเรยี นบ้านอากาศ) และอาจารย์พนา วริ ยิ ะเจรญิ กิจ (อาจารยส์ อนอยโู่ รงเรียนบา้ นอากาศ) เป็นแม่แบบ ก�ำ หนดทา่ ให้แล้วน�ำ ไปประยุกต์เขา้ กับความเป็นอยู่ในชีวติ ประจ�ำ วนั ๗๙ อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอ บา้ นม่วง ๘๐อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอบ้านมว่ ง การศกึ ษา การอบรม ประวตั กิ ารทำ�งาน พ.ศ. .................... พ.ศ. .................... นายคเณศวร เกษอนิ ทร์ นายอำ�เภอบา้ นมว่ ง บ้านมว่ ง เป็นหมบู่ ้านท่ตี งั้ ขึน้ มาประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ชนกลุ่มแรกที่มาอาศัยอยทู่ ี่บ้านมว่ ง อพยพมาจากท้องที่อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ส่วนมากเป็นเผ่าภูไท ที่ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า \"บ้านม่วง\" เพราะขณะทมี่ าตงั้ หมบู่ า้ นครงั้ แรกมตี น้ มะมว่ งขนาดใหญ่ จาํ นวน ๓ ตน้ อยใู่ นบรเิ วณทตี่ งั้ หมบู่ า้ น เดมิ บา้ นมว่ ง เป็นทีต่ ้ังของเมือง \"จาํ ปา น้าํ พ่น\" ชว่ งประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๐ มีพระบํารงุ นคิ มเขตเป็นเจา้ เมือง ประมาณว่า ตั้ งอยู่ได้ ๑๐ ปี จึงได้ย้ายเมืองไปต้ังที่ บ้านนาเหมือง อําเภอพั งโคนปั จจุบัน) ต่อมาทางราชการ ได้ประกาศตั้งอําเภอวานรนิวาส บ้านม่วงจึงเป็นหมู่บ้านหน่ึงของ ตําบลมาย ข้ึนตรงต่ออําเภอวานรนิวาส เนอ่ื งจากตาํ บลมายมอี าณาเขตกวา้ งขวาง และอยไู่ กลจากทตี่ ง้ั ทว่ี า่ การอาํ เภอวานรนวิ าส ประมาณ ๔๐ กโิ ลเมตร โดยเฉพาะการตดิ ตอ่ คมนาคมกบั อาํ เภอเปน็ ไปดว้ ยความยากลาํ บาก ดว้ ยสาเหตุ ดงั กลา่ ว ในวนั ท่ี ๒๐ มนี าคม ๒๕๑๑ กระทรวงมหาดไทยจงึ ไดต้ ัง้ กง่ิ อาํ เภอบา้ นมว่ งขนึ้ ตอ่ มากระทรวงมหาดไทย ไดป้ ระกาศยกฐานะเปน็ อําเภอบา้ นม่วง เม่อื วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ เป็นต้นมา ๘๑ อบจ.สกลนคร

บา้ นมว่ ง เปน็ อาํ เภอหนงึ่ ในจาํ นวน ๑๘ อาํ เภอ ของจงั หวัดสกลนคร พื้นทส่ี ่วนใหญอ่ ย่บู นทรี่ าบสูงของ เทือกเขาภูพาน อากาศร้อนในฤดูร้อน ฝนตกปานกลาง ในฤดฝู น และอากาศหนาวจัดในฤดหู นาว มีพ้ืนที่ท้ังหมด ๔๔๒,๓๕๓.๑๒ ไร่ หรอื ๗๗๑.๗๖๕ ตารางกโิ ลเมตร คดิ เปน็ ร้อยละ ๘.๐๓๔ ของพื้ นท่ีท้ังหมดของจังหวัดสกลนคร ห่างจากตัวจังหวดั สกลนคร ๑๒๐ กิโลเมตร แบง่ พ้ืนที่ การปกครองออกเป็น ๙ ตำ�บล ๙๘ หมบู่ ้าน มีองค์กร ปกครองสว่ นท้องถ่นิ ๑๐ แห่ง สภาพพ้ืนท่ี เป็นที่ล่มุ ที่ดอนสลบั กนั มพี ื้นทสี่ งู ต่ํา เปน็ ปา่ ไร่ ทนี่ าและแหลง่ นาํ้ ธรรมชาติ ปา่ สว่ นใหญเ่ ปน็ ปา่ เตง็ รงั ด้านทศิ ตะวนั ตกและทิศเหนอื ของอําเภอ มีลาํ นาํ้ สงคราม เปน็ แนวแบง่ เขต บรเิ วณพ้ืนทต่ี ดิ ลาํ นาํ้ จะเปน็ ทร่ี าบลมุ่ นา้ํ ทว่ มถงึ มลี าํ หว้ ยนอ้ ยใหญเ่ ปน็ จาํ นวนมาก พ้ืนทสี่ ว่ นใหญ่ ใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เหมอื งเกลอื อ�ำ เภอบา้ นมว่ ง ตง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื สดุ ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้าง เคยี งดงั ตอ่ ไปน้ี ทิศเหนือ ติดต่อกับอำ�เภอโซ่พิ สัยและอำ�เภอ พรเจรญิ (จังหวดั บึงกาฬ) ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กบั อ�ำ เภอพรเจรญิ (จงั หวดั บึงกาฬ) และอ�ำ เภอค�ำ ตากลา้ ทิศใต้ ติดต่อกับอำ�เภอวานรนิวาสและอำ�เภอ เจรญิ ศิลป์ ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำ�เภอบ้านดุง (จังหวัด อดุ รธานี) และอ�ำ เภอเฝ้าไร่ (จงั หวัดหนองคาย) ๘๒อบจ.สกลนคร

พระธาตุพุ ทธนิมิตเจดีย์ หรือ วัดป่ าดงหวาย ลักษณะ องค์พุ ทธนิมิตเจดีย์มีรูปทรงแปดเหล่ียม มีความหมายว่า มรรคมีองค์แปด มคี วามสงู ๗๒ เมตร หมายเอาอาการ ๓๒ ของคนเรา ประตูทั้งสท่ี ศิ หมายถึง อริยสัจส่ี บันไดข้ึนสามทิศ หมายถึง ไตรลักษณะสาม ในอนาคตข้างหน้า เมื่ อพระพุ ทธศาสนาเสื่ อมลง พระภิกษุไม่รักษาศีล ไม่นั่ งสมาธิภาวนา การทำ�บุญกับพระเช่นน้ี จึงมีอานิสงค์น้อยกว่าได้ไปกราบพระเจดีย์ท่ีบรรจุ พระบรมสารรี กิ ธาตุ ขององคส์ มเดจ็ สมั มาสมั พุทธเจา้ พระอาจารยศ์ รธี าตุ ฐานรโต พระลูกชายหลวงปู่รวบรวม เมื่อวนั ท่ี ๘ กุมภาพันธ์ พุ ทธศักราช ๒๕๖๐ พระอฐั ฐิ าตหุ ลวงป่แู ฟบ็ สุภัทโท มีนามเดิมว่า ญาติ กุลวงศ์ เกิดเม่ือ วนั ท่ี ๑ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๕ ตรงกบั วนั อาทติ ย์ ขน้ึ ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๒ ปจี อ ณ บา้ นค�ำ ชะอี อำ�เภอคำ�ชะอี จังหวัดนครพนม(จังหวัดมุกดาหารในปัจจุบัน) โยมบิดา-โยมมารดาช่ือ นายพรหมมา และ ทมุ มา กลวงศ์ ครอบครวั ประกอบอาชพี ท�ำ ไรท่ �ำ นา ตามวถิ ชี วี ติ ชาวชนบทอสี าน มพี ่ีนอ้ งรว่ มบดิ ามารดาเดยี วกนั ทั้งหมด ๗ คน ทา่ นเป็นบุตรคนที่ ๕ เพราะเหตุบางประการ ในการแจง้ ชอ่ื ในทะเบยี นทหารกองเกนิ เมอ่ื ชว่ งอายุ ๑๗-๑๘ ปี ท�ำ ใหต้ อ้ งเปลย่ี นชอ่ื เปน็ \"แฟบ้ \" และวันเวลาเกิดกผ็ ิดพลาดไปดว้ ย จงึ ต้องใชช้ อ่ื วนั และเวลาเกิดใหม่จากน้ันเป็นต้นมา ต่อมา ลูกศิษยล์ ูกหาไดเ้ รยี กชื่อเพี้ยนเป็นหลวงปู่ \"แฟบ้ \" หรอื \"แฟบ็ \" ไป หลวงปู่เป็นพระกัมมัฏฐานท่ีวัตรเรียบง่ายปฏิปทาอันงดงาม ด้วยครองตนอยู่ใน ผ้ากาสาวพั สตร์อย่างสมถะ ไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ มักน้อย ถือสันโดษ มีเมตตาธรรมสูง จนเปน็ ทเ่ี ลอื่ มใสศรทั ธาของผไู้ ดพ้ บเหน็ และเปน็ รม่ โพธท์ิ องของบรรดาพุทธศาสนกิ ชนทง้ั หลาย ๘๓ อบจ.สกลนคร

ศูนย์ศิลปาชีพบา้ นจาร อําเภอบา้ นมว่ ง ไดด้ ําเนนิ การพัฒนากลมุ่ อาชีพตา่ งๆ ท้งั ทอผ้าไหม ทาํ ผ้าย้อมคราม หตั ถกรรมจกั สาน และอน่ื ๆ อกี ทง้ั ยงั สง่ เสรมิ ใหก้ ลมุ่ อาชพี ตา่ งๆ ผลติ สนิ คา้ ใหไ้ ดม้ าตรฐานผลติ ภณั ฑเ์ พ่ือเพิ่มมลู คา่ ใหก้ บั ผลติ ภณั ฑแ์ ละให้ตรงความต้องการของตลาด พร้อมทั้งส่งเสริมการตลาดโดยการให้กลุ่มอาชีพต่างๆ เข้าร่วมจําหน่าย ตลาดประชารัฐ ตลาดนดั ชมุ ชนและร่วมจาํ หนา่ ยในงานทห่ี น่วยงานราชการจดั ขนึ้ ทาํ ให้รายไดช้ มุ ชนเพ่ิมสงู ขึ้น ๘๔อบจ.สกลนคร

งานประเพณบี ญุ เดอื น ๓ อาํ เภอบา้ นมว่ ง งานประเพณบี ญุ เบกิ ฟา้ เดอื น ๓ ตรงกบั วนั ขน้ึ ๓ ค�่ำ เดอื น ๓ ของทุกปี คนชนเผ่าพื้ นเมืองและเผ่าภูไท ถือว่าเป็นวันมงคล มกี ารยกบา้ นใหมแ่ ละเปน็ ปใี หมอ่ งชาวภไู ทหรอื ตรษุ จนี ภไู ทกว็ า่ ได้ จะมกี ารส่ขู วัญ ผูกแขนให้ผ้เู ฒา่ ผู้แก่ทม่ี อี ายุตัง้ แต่ ๕๐ ขน้ึ ไป เปน็ การระลกึ ถงึ บญุ คณุ พ่อแม่ อวยพรใหพ้ ่อแมอ่ ายมุ น่ั ขวญั ยนื เป็นร่มโพธิร์ ่มไทรของลูกหลาน ซึ่งจดั เป็นประจำ�ทุกปี ๘๕ อบจ.สกลนคร

วดั ป่าดงหมอ้ ทอง(ศลิ าอาสน์) บา้ นดงหมอ้ ทอง ตําบลดงหม้อทองใต้ อําเภอบา้ นมว่ งจังหวดั สกลนคร สถานท่ที อ่ งเทยี่ ว ๑.วดั ปา่ ดงหมอ้ ทอง หรือศิลาอาสน เป็นสถานที่รวมใจ ของชาวอําเภอบา้ นมว่ งและอาํ เภอใกลเ้ คยี ง มีหม้อทองคาํ ถาํ้ พระ ถา้ํ เสอื ถาํ้ งู มโี ขดหนิ สงู ใหญ่ เปน็ ตน้ นา้ํ หว้ ยหนิ พนามสี ตั วป์ า่ นานาชนดิ และสถานปฏบิ ตั ธิ รรม ๒.น้ําตกแก่งเต่า เป็นน้ําตกท่ีเป็นทางไหลผ่านของแม่น้ํา สงคราม-ยามอนู ซงึ่ ถกู สายนา้ํ กดั เซาะเปน็ โขดหนิ สวยงามคลา้ ยเตา่ ตัวใหญ่อยู่กลางลําน้ําสงคราม หัวไปทางจังหวัดหนองคาย ซึ่ง แกง่ เตา่ นม้ี ผี คู้ นไปเทย่ี วมาก ทง้ั ทางจงั หวดั หนองคายและสกลนคร มีน้ําท่ีใสน่าลงเล่น แม่นํ้าสงครามเป็นแม่นํ้าท่ีก้ันระหว่างจังหวัด หนองคายกับสกลนคร อยทู่ างด้านทศิ เหนือของจังหวัดสกลนคร ๓.หล่ีผีโขดหินขวางแม่น้ําสงคราม เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะเดือนเม ษายนของทุกปี จะมีประชาชนมาเที่ยวกันเป็น จํานวนมาก ๘๖อบจ.สกลนคร

อำ�เภอ พังโคน ๘๗ อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอพงั โคน นายบรรลือ สัมฤทธ์จิ นิ ตนา นายอําเภอพั งโคน ๘๘อบจ.สกลนคร

อ�ำ เภอพงั โคน เดิมคือ เมือง”จัมปาชนบท” อันเป็นนามของดอกไม้ (บา้ นจมั ปา ซึง่ ปัจจบุ ันคือ บา้ นนาเหมือง หมู่ ๒ ต�ำ บลพังโคน) โดยมที า้ วแกว้ เปน็ หวั หนา้ ตอ่ มาปี พ.ศ. ๒๔๒๐ รชั กาลท่ี ๕ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กบา้ นจมั ปาขนึ้ เปน็ เมอื งจมั ปาชนบท ขน้ึ ตรงกบั เมอื งสกลนคร และโปรดเกลา้ ฯแตง่ ตงั้ ให้ ทา้ วแกว้ วงศป์ ระทมุ เปน็ \"พระบ�ำ รงุ นคิ มเขต\" เจ้าเมืองจัมปาชนบท เป็นผู้มองกาลไกล จึงได้ชักชวนชาวบ้าน กรมการทอี่ ยใู่ นเขตแดนเมอื งจมั ปาชนบทใหท้ �ำ นาเปน็ อาชพี ตวั ทา่ น และครอบครวั กท็ �ำ นาเปน็ ตวั อยา่ งแกร่ าษฎรทง้ั หลาย ทน่ี าของทา่ น อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือของ \"หนองสิม\" เรียกว่า \"ทงุ่ นาเหมอื ง\" มาจนถงึ ปจั จบุ นั ตอ่ มา มกี ารยบุ เมอื งใหเ้ ปน็ อ�ำ เภอ เจา้ เมอื งเปลยี่ นเปน็ นายอ�ำ เภอ อปุ ราชหรอื อปุ ฮาด เปน็ ปลดั อ�ำ เภอ ราชวงศ์ เปน็ สมหุ บ์ ญั ชอี �ำ เภอ และราชบตุ ร เปน็ เสมยี นอ�ำ เภอ เมอ่ื พระบ�ำ รงุ นคิ มเขต(แกว้ )ถงึ แกก่ รรม (เปน็ ตน้ ตระกลู \"วงศป์ ระทมุ \") ทา้ วค�ำ ไข ต�ำ แหนง่ อปุ ราช(อปุ ฮาด) ไดร้ บั พระกรณุ า โปรดเกลา้ ฯใหเ้ ปน็ เจา้ เมอื งจมั ปาชนบท ในบรรดาศกั ดทิ์ พ่ี ระบ�ำ รงุ นคิ มเขต (ค�ำ ไข) สบื ตอ่ มา เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๔๔๕ มหาอ�ำ มาตยโ์ ท พระยามหาอ�ำ มาตยาธบิ ดี ปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยได้มาตรวจราชการ จึงได้สง่ั เปลยี่ นแปลงเขตการปกครองหวั เมอื งใหม่ คอื ใหย้ บุ ลงเปน็ อ�ำ เภอ หรอื ยบุ ไปขน้ึ กบั อ�ำ เภอทม่ี อี าณาเขตใกลช้ ดิ กนั เมอื งจมั ปาชนบท จงึ ถกู ยบุ โอนขนึ้ กบั อ�ำ เภอพรรณนานคิ ม เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๑๑ กระทรวงมหาดไทยไดป้ ระกาศจดั ตง้ั กง่ิ อ�ำ เภอพังโคน โดยแบง่ ทอ้ งทต่ี �ำ บลมว่ งไข่ ต�ำ บลแร่ และต�ำ บล ไฮหยอ่ ง แยกจากอ�ำ เภอพรรณนานคิ ม ทง้ั นม้ี พี ่อคา้ ประชาชนชาว อ�ำ เภอพังโคนไดร้ ว่ มบรจิ าคเงนิ ซอื้ ทด่ี นิ จ�ำ นวน ๓๕ ไร่ ใหเ้ ปน็ สถานทตี่ งั้ ทว่ี า่ การอ�ำ เภอ และศนู ยร์ าชการกง่ิ อ�ำ เภออยหู่ า่ งจากสแ่ี ยก ๒ วา ไปทางทศิ ตะวนั ตกประมาณ ๑ กโิ ลเมตร เมอื่ ทอ้ งทกี่ ง่ิ อ�ำ เภอพังโคน เจริญขนึ้ ทางราชการจึงมีพระราชกฤษฎีกา ยกฐานะกงิ่ อำ�เภอ พังโคน เปน็ “อ�ำ เภอพังโคน” โดยแบง่ เขตการปกครอง ออกเปน็ ๕ ต�ำ บล บ้านพงั โคน มีประวัติเล่ามาว่า เมื่อวันเดือนปีใดไม่ปรากฏ นครเวียงจันทน์เกิดกบฏ พวกกบฏ ไดป้ ลอ่ ยชา้ งมงคลหรอื พลายค�ำ ม่งิ ตวั ผูม้ ีงากบั ชา้ งดอ ชือ่ ม่ิงมงคล ไมม่ ีงา และช้างพั ง ชอื่ โคน รวม ๓ เชอื ก ของ เจา้ นครเวียงจนั ทนข์ ้ามโขงมาฝ่ ังของไทย เมืองเจา้ นครเวียงจันทนไ์ ปปราบกบฏเป็นทีเ่ รียบรอ้ ยแล้ว จึงสั่งใหบ้ รรดา ควาญชา้ งตน้ ขา้ มโขงมาตามเอาชา้ งม่งิ มงคลทปี่ ลอ่ ยมานน้ั คนื ไดต้ ดิ ตามมาพบชา้ งทรี่ มิ หนองอนี าง เขตทอ้ งทอี่ �ำ เภอ พรรณานิคม จงึ พากนั จับชา้ งดอชอื่ ม่ิงมงคลทหี่ นองอีนางน่ันเอง สว่ นอีก ๒ เชือก คือพลายค�ำ ม่งิ กับพั งโคนตามไปพบทีด่ อนตมู ซึง่ อยกู่ ลางทุ่งนา มตี ้นตูมขนึ้ อยมู่ ากใกล้กบั หมบู่ า้ นจมั ปา จึงจบั พลายคำ�ม่งิ ได้ สว่ นชา้ งพั งทชี่ อื่ โคนจบั ไม่ได้ จึงลงความเหน็ ว่าต้องใชป้ ืนยงิ ทเี่ ทา้ ใหเ้ จ็บเสียก่อน จึงจะจับได้ เม่ือถูกยิงแทนที่จะจับได้กลับอาละวาดเป็นการใหญ่ บรรดาควาญช้างจึงลงความเห็นควรจะจับตาย จงึ ใช้ปืนยิงให้ตายแล้วจึงนำ�ซากช้างพั งที่ชื่อโคนมาฝังไว้บริเวณดอนตูมแห่งนี้ แล้วจึงพากันนำ�ช้าง ๒ เชือก กลับนครเวยี งจันทน์ ตอ่ มาชาวบา้ นจงึ พากนั เรยี กดอนตมู แหง่ นว้ี า่ \"ดอนพั งโคน\" ตามนามของชา้ งทช่ี อื่ \"พั งโคน\" และบรเิ วณดอน อนี างกเ็ รยี กวา่ \"บา้ นชา้ งม่งิ \" ตามนามชา้ ง ตลอดจนทกุ วนั น้ี (บา้ นชา้ งม่งิ ปจั จบุ นั คอื ต�ำ บลชา้ งม่งิ อ�ำ เภอพรรณานคิ ม เป็นชุมชนชาวครสิ ต์อีกชุมชนหนึง่ ในสกลนคร) ๘๙ อบจ.สกลนคร

พงั โคน เปน็ อ�ำ เภอทตี่ งั้ อยเู่ กอื บกงึ่ กลางจงั หวดั สกลนคร และเปน็ อ�ำ เภอทม่ี คี วามเจรญิ มากอกี อ�ำ เภอหนง่ึ รองจาก อ�ำ เภอเมืองสกลนคร และอ�ำ เภอสวา่ งแดนดนิ ถอื เป็นศูนย์กลาง ทางดา้ นการคา้ และการคมนาคมขนสง่ ทางตอนกลางของจงั หวดั อำ�เภอพังโคนตงั้ อย่ทู างตอนกลางค่อนไปทางทิศตะวัน ตกของจงั หวดั มอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั เขตการปกครองขา้ งเคยี ง ดังตอ่ ไปน้ี ทิศเหนือ ตดิ ต่อกบั อำ�เภอวานรนิวาส ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกับ อำ�เภอพรรณานิคม ทศิ ใต้ ติดต่อกบั อำ�เภอพรรณานคิ มและอำ�เภอวารชิ ภูมิ ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อำ�เภอสว่างแดนดนิ แบง่ พ้ืนทก่ี ารปกครองออกเป็น ๕ ตำ�บล ๗๐ หมบู่ ้าน องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น ๖ แห่ง ๙๐อบจ.สกลนคร

ผา้ ยอ้ มมลู ควาย ผ้าย้อมมูลควายบ้านนาเชือก รวมกลมุ่ กนั ทอผา้ มชี อ่ื วา่ “กลมุ่ ทอผา้ ยอ้ มสธี รรมชาตบิ า้ นนาเชอื ก (มลู ควาย)” บา้ นนาเชอื ก หมทู่ ี่ ๙ ต�ำ บลแร่ อ�ำ เภอพงั โคน จงั หวดั สกลนคร ก่อต้ังข้ึนเม่ือวันท่ี ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยมี คุณสายสุณี ไชยหงษา ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านนาเชือก (มูลควาย) มีสมาชิกในกลุ่มเร่ิมแรก ๑๒ คน มีการลงทุนกัน หุ้นละ ๑๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๒๐๐ บาท นำ�เงินท่ีได้ไปซื้อวัสดุมาทอผ้า ทางกลุ่มได้ช่วยกันผลิตสินค้า ท�ำ เปน็ ชนิ้ งานตา่ งๆ ไมไ่ ดค้ ดิ คา่ แรง โดยน�ำ มลู ควายมายอ้ มสเี สน้ ดา้ ย นำ�มาทอเป็นผ้าผืนและตัดเย็บพั ฒนาแบบเป็นเสื้อผ้า ตุ๊กตา จำ�หน่ายภายใต้แบรนด์ “ก็ฝ้าย” ก่อให้เกิดธุรกิจสร้างรายได้ ใหใ้ ห้ชมุ ชน ขน้ึ แทน่ สินค้าโอทอป ๕ ดาว ในการสง่ ประกวด เพี ยงคร้ังแรก และก่อให้เกิดเป็นธุรกิจในชุมชนสร้างรายได้ ไมน่ อ้ ย ไมน่ า่ เชอ่ื ว่า มลู ควายจะน�ำ มาใชป้ ระโยชน์และสามารถ สรา้ งรายไดใ้ หก้ บั ชมุ ชนอกี ดว้ ย ซง่ึ ชาวบา้ นนาเชอื กน�ำ มลู ควาย มายอ้ มเปน็ สขี องผา้ ได้ แถมใหส้ ที เี่ ปน็ ธรรมชาตปิ ราศจากสารเคมี ไอเดยี นเี้ กดิ จากการรว่ มมอื ระหวา่ งพระสงฆก์ บั ชาวบา้ นชว่ ยกนั คดิ ชว่ ยกนั ท�ำ แตเ่ ดมิ ชาวบา้ นทนี่ สี่ ว่ นใหญจ่ ะเลยี้ งววั เลยี้ งควาย เพราะทตี่ งั้ ของหมบู่ า้ นสภาพแวดลอ้ มเป็นที่ราบสูงไม่สามารถ ปลูกข้าวได้ ลูกหลานบางคนจึงต้องย้ายถ่ินฐานไปทำ�งาน ในกรุงเทพฯ พระอาจารย์ฉัฐกรณ์ มหาปุญโญ เจ้าอาวาส วดั ปา่ ภมู ธิ นารกั ษธ์ รรมาราม อ�ำ เภอพังโคน จงั หวดั สกลนคร ซง่ึ ทา่ นเปน็ ทง้ั นกั คดิ และนกั พัฒนาจบสถาปตั ยด์ า้ นดไี ซน์ มีความคิดอยากให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยความสามารถของตนเอง และใช้ของที่มีอยู่ในหมู่บ้าน จึงนำ� เอาประสบการณ์ทเ่ี คยทำ�งานมาแนะนำ�ให้ชาวบา้ นลองน�ำ ประโยชน์จากมูลควาย มาทำ�เป็นสินค้าเพ่ือหารายไดเ้ ข้าชุมชน VDO ๙๑ อบจ.สกลนคร

น�้ำ ตกแมอ่ ูน (น�้ำ ตกเสยี สาว) หลงั จากทม่ี ฝี นตกลงสม�่ำ เสมอในพ้ืนทจ่ี งั หวดั สกลนคร ท�ำ ใหม้ นี �้ำ ไหลเขา้ สเู่ ขอ่ื นน�ำ้ อนู เป็นจำ�นวนมาก ส่งผลให้น้ำ�ตกแม่อูน ซ่ึงเป็นน้ำ�ตกท่ีรับน้ำ�ไหลมาจากเข่ือนน้ำ�อูน มีปริมาณน้ำ�สูงข้ึน ดึงดูดนักท่องเท่ียว ใหเ้ ขา้ มาเทย่ี วในชว่ งวนั หยดุ สดุ สปั ดาห์ น�้ำ ตกแมอ่ นู ตง้ั อยทู่ ใ่ี ตส้ นั เขอ่ื นน�ำ้ อนู พ้ืนทบ่ี า้ นหนองไฮนอ้ ย หมู่ ๗ ต�ำ บลแร่ อ�ำ เภอ พั งโคน จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดสกลนคร โดยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ท่ีผ่านมามีนักท่องเท่ียวจำ�นวนมาก ท้ังที่มาเป็นครอบครัว และมากับกลุ่มเพ่ือนฝูงเดินทางมาท่องเท่ยี วเล่นน้ำ�คลายร้อน พรอ้ มดม่ื ด�ำ่ บรรยากาศธรรมชาติ เนอ่ื งจากน�้ำ ตกแมอ่ นู มที ศั นยี ภาพทส่ี วยงามรม่ รนื่ มโี ขดหนิ มากมาย เหมาะแกก่ ารพักผอ่ น เป็นอย่างมาก จงึ ไดร้ บั ความนยิ มจากนกั ทอ่ งเที่ยวที่มักพาครอบครวั มานง่ั รบั ประทานอาหารในช่วงวันหยดุ เขอ่ื นน�ำ้ อนู ตัง้ อยทู่ อ่ี �ำ เภอพังโคน จงั หวัดสกลนคร เป็นเขอ่ื นดนิ กนั้ แม่น้�ำ อนู ซง่ึ เป็นสายหนง่ึ ของแมน่ �้ำ สงคราม ซึ่งมีต้นน้ำ�มาจากเทือกเขาภูพาน ลักษณะการใช้ประโยชน์ของเขื่อนเพื่ อเก็บกักน้ำ�ไว้ใช้ในการชลประทานบรรยากาศทั่วไป เหมาะสำ�หรับการพั กผ่อนหย่อนใจ สภาพโดยท่ัวไปเป็นพ้ื นที่กว้างใหญ่รายล้อมด้วยเทือกเขาภูพานและป่าไม้ท่ีสวยงาม บรเิ วณใกลก้ บั สนั เขอื่ นเปน็ น�ำ้ ตกขนาดเลก็ ทีเ่ กดิ จากการระบายน�้ำ ออกจากเขือ่ น หา่ งจากตวั จงั หวดั ประมาณ ๕๔ กโิ ลเมตร เก็บนำ้�ได้ ๕๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้ประโยชน์เพ่ื อการเพาะปลูกในฤดูฝน ๑๘๕,๘๐๐ ไร่ ในฤดูแล้ง ๖๓,๐๐๐ไร่และ ช่วยบรรเทาอุทกภัยในลุ่มนำ้�อูน เขื่อนนำ้�อูน เป็นเขื่อนดิน สรา้ งกน้ั ล�ำ น�้ำ อนู ซง่ึ เปน็ สายหนงึ่ ของ แมน่ �้ำ สงคราม มตี น้ น�ำ้ มาจากเทอื กเขา ภพู าน ลกั ษณะการใชป้ ระโยชนข์ องเขอื่ น เพ่ื อเก็บกักนำ้�ไว้ใช้ในการชลประทาน บรรยากาศทว่ั ไปเหมาะส�ำ หรบั การพกั ผอ่ น หย่อนใจ สภาพโดยท่ัวไป เป็นพ้ื นที่ กวา้ งใหญ่ รายลอ้ มดว้ ยเทอื กเขาภพู าน และป่าไม้ท่ีสวยงาม บริเวณใกล้กับ สันเขอ่ื นเปน็ น�ำ้ ตกขนาดเล็กทเ่ี กิดจาก การระบายน�ำ้ ออกจากเขอ่ื น ใชร้ ะยะเวลา ๑๕ ปี (ปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๒๔) ในการ กอ่ สร้างจนเสร็จ ๙๒อบจ.สกลนคร

เซ้งิ ผีโขน บา้ นไฮหย่อง แหผ่ ีโขนหรือผีวดู เู มอื งไทย การละเล่น เซงิ้ ผโี ขนโดยสว่ นมากคนมกั เขา้ ใจผดิ มกั เรยี กวา่ \"ผตี าโขน\" เหมอื นกนั กบั อำ�เภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่จริงๆแล้วต่างกัน การละเล่นเซิ้งผีโขน บา้ นไฮหยอ่ งสนั นษิ ฐานวา่ ไดม้ าจากการเลน่ ผโี ขนในเมอื งสกลนคร ตง้ั แต่ สมัยเจ้าเมืองสกลนครคนแรก โดยจะมีการแห่ผีโขนไปตามคุ้มต่างๆ ในชว่ งเดอื น ๖ อนั เปน็ เทศกาลบญุ มหาชาติ (เทศกาลงานบญุ พระเวส) เพอื่ เรย่ี ไรเงนิ ในการน�ำ ไปท�ำ บญุ ตามวดั ทส่ี �ำ คญั ดงั ปรากฎวา่ บรรดาผมี เหสกั ข์ หลกั เมอื ง ในบา้ นไฮหยอ่ งมชี อื่ วา่ \"ผจี นั ต\"์ อยใู่ นกลมุ่ ผรี ะดบั สงู ทเี่ ขา้ รว่ ม ขบวนแหพ่ ระเวสสนั ดร การแต่งกายของผีโขนทพ่ี ังโคน มีลักษณะคล้ายคลึงกับผีวูดู ของพวกฝรง่ั มลี กั ษณะของใบหนา้ ยาว ใหญ่ จมกู โตยาว ใบหกู างยาว คางยน่ื ยาว ปากกวา้ งใหญม่ องดนู า่ เกลยี ด นา่ กลวั บรเิ วณใบหนา้ ของ หน้ากาก มีการตกแต่งสีให้น่ากลัวยิ่งข้ึน โดยได้นำ�เอาไม้ง้ิวหรือไม้นุ่น มาตดั ใหม้ ขี นาดกวา้ ง ๓๐ เซนตเิ มตร ยาว ๕๐ เซนตเิ มตร แลว้ แกะสลกั ใหม้ คี วามนา่ กลวั ทส่ี ดุ ตามจนิ ตนาการของแตล่ ะคนวา่ รปู รา่ งหนา้ ตาของผี จะตอ้ งเปน็ อยา่ งนหี้ รอื อยา่ งนนั้ ตอ่ จากนนั้ มกี ารเอาปนู ขาวและดนิ หมอ้ มาทาใหเ้ กิดลวดลายพอสวยงาม ในสมัยตอ่ มา เม่อื เทคโนโลยเี จริญขึน้ มสี วี ทิ ยาศาสตรม์ ากมายผลติ ออกมาจ�ำ หนา่ ย ผคู้ นเลยใชส้ เี หลา่ นนั้ มาระบาย ใหด้ สู วยงามและแปลกตาออกไปอกี ส่วนเครอ่ื งแต่งกาย ผ้ทู จ่ี ะเล่นต้องไปขอผ้าจีวรเก่าทไ่ี ม่ใช้แล้ว จากพระภกิ ษสุ งฆต์ ามวดั วาอารามตา่ งๆ มาตดั เปน็ เสอ้ื รมุ่ รา่ มยาวคลมุ ถงึ นอ่ ง เสน้ ผมใชก้ าบกลว้ ยแหง้ มาถกั ใหย้ าวตกถงึ นอ่ ง และตดิ กบั หนา้ กากโขน หนวดเครา ใชเ้ ครอื หกู (เศษผา้ จากการทอผา้ พน้ื บา้ น)มาท�ำ เปน็ หนวดเครายาวๆ อาวธุ ของผี มดี าบ หนา้ ไม้ และอวยั วะเพศเทยี มทที่ �ำ จากไมน้ นุ่ งานบญุ มหาชาตแิ ละบญุ บง้ั ไฟ อาํ เภอพังโคน จดั ขนึ้ ในเขตเทศบาลตาํ บลพังโคน ในสปั ดาหแ์ รก ของเดอื นพฤษภาคมของทกุ ปี กจิ กรรมประกอบดว้ ย การประกวดบง้ั ไฟทางไกล เทศนม์ หาชาติ เทศกาลอาหารแซบ พังโคน และการประกวดขบวนแห่บงั้ ไฟ ประชาชนอำ�เภอพังโคน ท้งั ๕ ต�ำ บล ไดต้ กแตง่ บ้งั ไฟและขบวนแห่ เขา้ ประกวดแขง่ ขนั กนั อยา่ งคกึ คกั ซึง่ แตล่ ะขบวนแตง่ กายดว้ ยเสือ้ ผา้ อาภรณย์ อ้ นยคุ อยา่ งสวยงาม ท�ำ ให้ บรรยากาศเปน็ ไปอยา่ งสนกุ สนาน ทา่ มกลางความสนใจของผชู้ มซึง่ มที งั้ ชาวไทยและชาวตา่ งชาติ แตล่ ะขบวน ประดับประดาบ้ังไฟกนั อยา่ งสดุ ฝีมือ VDO ๙๓ อบจ.สกลนคร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook