1
ก คำนำ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสอนเสริม ประจาภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา ๒๕๖3 ของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอปราสาท จัดทาขึ้นเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสอนเสริม ตามแผนการลงทะเบียนเรียน ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา ๒๕๖3 หลักสูตรการศึกษานอก ระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซ่ึงเป็นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชา จานวน 2 วิชา ได้แก่ วิชาภาษาไทย (พท21001) และวิชาโครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการ เรยี นรู้ (ทร02006) ซึ่งมีรายละเอียดประกอบไปด้วย ตารางการวิเคราะห์เนื้อหา แผนการจัดการเรียนรู้สอน เสริม และใบความรู้ ในการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้สอนเสริม ฉบับนี้ ได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างดีย่ิงจาก ผู้บริหาร ข้าราชการ ครูอาสาสมัครฯ ครู กศน. ตาบล และ ครู ศรช. ร่วมกันแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยน เรียนรู้จนเกิดกิจกรรมการเรียนรู้ครบถ้วนตามตัวชี้วัด ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของสถานศึกษา ขอขอบคุณ คณะผบู้ รหิ าร ข้าราชการครู ทใ่ี ห้ความรู้ คาแนะนา ทาให้แผนการจดั การเรยี นรู้ สอนเสริม ในครงั้ นี้ ประสบความสาเรจ็ เป็นรปู เลม่ สมบรู ณ์ คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิง่ ว่าเอกสารเล่มน้ีจะเปน็ ประโยชนส์ าหรับผูน้ าไปใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพต่อไป คณะผ้จู ดั ทำ ศนู ย์กำรศึกษำนอกระบบและกำรศกึ ษำตำมอัธยำศยั อำเภอปรำสำท
สำรบัญ ข เรื่อง หนำ้ ก คำนำ ข สำรบัญ 3 แผนการจดั การเรยี นรู้แบบสอนเสริมวชิ าภาษาไทย 23 47 แผนการจดั การเรียนรู้แบบสอนเสรมิ วิชาโครงงานเพ่อื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ 48 เอกสำรอำ้ งอิง คณะผู้จัดทำ
1 แผนกำรจัดกิจกรรมกำรเรยี นรู้แบบสอนเสริม วชิ ำ ภำษำไทย (พท21001)
2 ตำรำงวิเครำะหเ์ น้ือหำ หลกั สตู รกำรศึกษำนอกระบบระดับกำรศึกษำขน้ั พืน้ ฐำน พุทธศกั รำช ๒๕๕๑ ระดับมัธยมศกึ ษำตอนต้น ภำคเรียนท่ี 1 ปีกำรศึกษำ ๒๕๖3 สำระควำมรู้พืน้ ฐำน รำยวชิ ำภำษำไทย รหัส พท 21001 จำนวน 4 หนว่ ยกติ กศน.อำเภอปรำสำท สำนักงำน กศน.จงั หวัดสุรินทร์ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ กำรฟัง กำรดู 1. สามารถสรุปความ จับประเด็นสาคญั ของเร่ืองที่ฟังและดู 2. วเิ คราะห์ แยกแยะขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ คิดเห็นและจดุ ประสงคข์ อง เรื่องท่ีฟงั และดู 3. สามารถแสดงทรรศนะและ ความคิดเห็นต่อผพู้ ูด อยา่ งมีเหตุผล 4. มีมารยาทในการฟัง และดู กำรพดู 1. สามารถพูดนาเสนอความรู้ แสดงความคดิ เห็น สร้างความเขา้ ใจ โนม้ น้าวใจ ปฏิเสธเจรจา ต่อรองดว้ ยภาษากิรยิ าท่าทางทีส่ ภุ าพ ในโอกาสต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม 2. มมี ารยาทในการพูด กำรอำ่ น 1. สามารถอา่ นได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 2. จับใจความสาคัญ แยกข้อเทจ็ จรงิ และข้อคิดเห็นจากเร่ืองท่ีอา่ น 3. สามารถอ่านหนงั สือและส่ือสารสนเทศไดอ้ ย่างกว้างขวาง เพือ่ พฒั นาตนเอง 4. มมี ารยาทในการอ่านและนิสัยรกั การอ่าน กำรเขียน 1. สามารถเลอื กใชภ้ าษาในการนาเสนอตามรปู แบบของงานเขียนประเภทต่างๆ ได้อยา่ งสร้างสรรค์ 2. สามารถใช้แผนภาพความคดิ จัดลาดบั ความคดิ เพื่อพัฒนา งานเขียน 3. สามารถแต่งบทร้อยกรองตามความสนใจไดถ้ ูกตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์และลักษณะคาประพนั ธ์ 4. สามารถเขยี นสอ่ื สารเรอ่ื งราวตา่ งๆ ได้ 5. มีมารยาทในการเขียนและนสิ ัยรกั การเขยี น หลกั กำรใช้ภำษำ 1. รู้และเข้าใจชนดิ และหน้าท่ีของคา พยางค์ วลี ประโยค และสามารถอ่าน เขยี นได้ถูกต้องตาม หลักเกณฑข์ องภาษา 2. สามารถใช้เครื่องหมายวรรคตอน อักษรย่อ คาราชาศัพท์ 3. สามารถวิเคราะหค์ วามแตกต่างระหวา่ งภาษาพูดและภาษาเขยี น 4. รูแ้ ละเข้าใจสานวน สภุ าษติ คาพังเพยในการพูดและเขียน วรรณคดี วรรณกรรม รแู้ ละเข้าใจความแตกตา่ งของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ ันและวรรณกรรมท้องถ่นิ ตลอดจนเห็น คณุ คา่
3 เนือ้ หำง่ำย เน้อื หำ เนอ้ื หำยำก หมำย ที่ ตัวช้ีวัด เนือ้ หำ ดว้ ยตนเอง ปำนกลำง นำมำสอน เหตุ (กรต) (พบกลุ่ม) เสรมิ (ส.ส) 1 การฟงั การดู 1. สรปุ ความ จบั ประเด็น 1. สรปุ ความ จบั ประเด็นสาคญั √ สาคญั ของเร่ืองที่ฟังและดู ของเรอ่ื งที่ฟังและ ดู 2. วิเคราะห์ความน่าเช่อื ถือ 2. หลกั การจบั ใจความสาคัญ √ จากการฟัง และดสู ื่อ ของเร่ืองที่ฟงั และดู โฆษณาและข่าวสาร 3. การวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ √ ประจาวนั อย่างมีเหตผุ ล ขอ้ เทจ็ จรงิ ข้อคิดเห็น 3. วเิ คราะห์ วิจารณ์การใช้ และสรุปความ น้าเสียง กิริยาท่าทาง 4. การมมี ารยาทในการฟัง √ ถ้อยคาของ ผู้พดู อยา่ งมี และดู เหตุผล 4. ปฏบิ ัติตนเป็นผู้มีมารยาท ในการฟัง และดู 2 การพูด 1. พูดนาเสนอความรู้ 1. สรปุ ความ จบั ประเด็นสาคัญ √ ความคิดเหน็ สร้างความ ของเรื่องที่พูดได้ เข้าใจ โน้มนา้ วใจ 2. การพูดนาเสนอความรู้ √ ปฏเิ สธ เจรจา ความคิดเหน็ และ การพูด ต่อรอง ด้วยภาษา ในโอกาสต่างๆ เช่น กริ ิยาทา่ ทางท่ีสภุ าพ - พูดแนะนาตนเอง 2. ปฏิบัตติ นเป็นผ้มู ี - พดู กล่าวต้อนรับ มารยาท ในการพูด - พูดกลา่ วขอบคณุ - พูดโนม้ นา้ วใจ - พดู ปฏเิ สธ - พูดเจรจาตอ่ รอง - พูดแสดงความคิดเห็น 3. การมมี ารยาทในการพดู √ 3 การอ่าน 1. อ่านในใจไดค้ ลอ่ งและเร็ว 1. หลักการอ่านในใจจากสือ่ √ 2. อ่านออกเสียงและอ่าน ประเภทต่างๆ
4 เน้ือหำง่ำย เนอื้ หำ เน้ือหำยำก หมำย ท่ี ตวั ชวี้ ัด เนือ้ หำ ดว้ ยตนเอง ปำนกลำง นำมำสอน เหตุ (กรต) (พบกลุ่ม) เสริม (ส.ส) ทานองเสนาะได้อยา่ ง 2. หลกั การอ่านออกเสยี ง √ ถกู ตอ้ งตามลกั ษณะคา ที่เปน็ ท้ังร้อยแกว้ และ ร้อย ประพันธ์ กรอง 3 3. เลือกอา่ นหนังสือและ 3. หลักการเลือกอา่ นหนงั สอื √ ส่อื สารสนเทศ เพื่อพฒั นา และสอ่ื สารสนเทศ ตนเอง 4. หลกั การอ่านจับใจความ √ 4. วิเคราะห์ วิจารณ์ สาคญั แยกแยะข้อเท็จจรงิ 5. หลกั การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ √ ข้อคิดเหน็ และ 6. มารยาทในการอ่านและ √ จดุ มุ่งหมายของเร่ืองท่ี นสิ ัยรกั การอ่าน อา่ น 5. ปฏบิ ัตติ นเปน็ ผูม้ ี มารยาทในการอา่ นและ มีนสิ ัยรกั การอ่าน 4 การเขียน 1. เลือกใช้ภาษาในการ 1. หลกั การเขียน การใช้ √ นาเสนอตามรูปแบบของ ภาษาในการเขียน งานเขียนประเภทร้อย 2. หลกั การเขียนแผนภาพ √ แก้วและ ร้อยกรองได้ ความคดิ อย่างสรา้ งสรรค์ 3. หลกั การเขียนเพ่ือการ √ 2. ใช้แผนภาพความคิด ส่อื สารประเภทตา่ ง ๆ จดั ลาดับความคิดกอ่ น เชน่ การเขยี นเรยี งความ การเขยี น ยอ่ ความ เขยี นชีแ้ จง 3. แต่งบทร้อยกรอง เขียนแสดงความคิดเหน็ ประเภทกลอนสี่ กลอน คาขวัญ คาคม คาโฆษณา สุภาพ เขียนรายงานการคน้ คว้า 4. เขยี นบทร้อยแกว้ ประเภท การกรอกแบบพิมพแ์ ละใบ ประวตั ิ ตนเอง อธบิ าย สมคั รงาน ความ ย่อความ ขา่ ว 4. การปฏบิ ัตติ นเป็นผ้มู ี √ 5. เขียนรายงานการคน้ ควา้ มารยาทในการเขียนและมี
5 เนื้อหำง่ำย เนอ้ื หำ เนอื้ หำยำก หมำย ท่ี ตัวช้ีวดั เนอื้ หำ ดว้ ยตนเอง ปำนกลำง นำมำสอน เหตุ (กรต) (พบกลุ่ม) เสริม (ส.ส) สามารถอ้างอิงแหล่ง นิสยั รกั การเขยี น ความรู้ ได้ถูกตอ้ ง 6. กรอกแบบรายการตา่ งๆ 7. ปฏบิ ัติตนเป็นผมู้ ี มารยาทในการเขียน และมี การจดบนั ทึกอยา่ ง สม่าเสมอ 5 หลกั การใชภ้ าษา 1. อธบิ ายความแตกตา่ ง 1. ความหมายของคา √ ของคา พยางค์ วลี พยางค์ วลี ประโยค และ ประโยค การ การ สะกดคา สะกดคาได้ถูกต้อง 2. หลกั ในการสะกดคา √ 2. ใช้เคร่ืองหมายวรรค 3. การใชเ้ ครื่องหมายวรรค √ ตอน อักษรย่อ คาราชา ตอน อักษรย่อ คาราชา ศพั ท์ได้ถูกต้อง ศัพท์ และการใช้เลขไทย 3. อธบิ ายความแตกตา่ ง 4. การใช้คาและการสร้างคา √ ระหว่างภาษาพูดและ ในภาษาไทย ภาษาเขียน - การสร้างคาไทย 4. อธิบายการใช้ ความ - คาประสม แตกตา่ ง และ - คาซ้อน ความหมายของสานวน - คาซ้า สุภาษติ คาพงั เพย และ - คาสมาส คาสนธิ นาไปใช้ใน - หลักการสงั เกตคาภาษา ชวี ิตประจาวันได้ถกู ตอ้ ง อื่นๆ ท่ใี ช้ในภาษาไทย 5. อธิบายหลักการและ 5. ชนดิ ของประโยค √ สามารถแตง่ คาประพนั ธ์ 6. การใช้ระดบั ภาษาที่เปน็ √ ประเภทตา่ งๆ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ 7. การใชส้ านวน สภุ าษติ √ คาพังเพย 8. หลักการแต่งคาประพันธ์ √
6 ท่ี ตวั ชี้วดั เน้ือหำ เนือ้ หำงำ่ ย เนอ้ื หำ เนอ้ื หำยำก หมำย ด้วยตนเอง ปำนกลำง นำมำสอน เหตุ 6 วรรณคดี วรรณกรรม ประเภทตา่ ง ๆ เช่น อธิบายความแตกตา่ ง - กาพยย์ านี 11 (กรต) (พบกลุ่ม) เสรมิ (ส.ส) และคุณค่าของวรรณคดี - กาพย์ฉบัง 16 วรรณกรรมปจั จุบนั และ - กลอน วรรณกรรมท้องถ่นิ - ฯลฯ 1. หลกั การพิจารณา √ วรรณคดี √ 2. หลกั การพนิ จิ วรรณกรรม √ 3. ประวตั คิ วามเป็นมา √ ลักษณะและคณุ คา่ ของ เพลงพ้ืนบา้ น เพลงกล่อม เด็ก 4. หลกั การพินิจวรรณคดี ดา้ นวรรณศิลป์ และดา้ น สังคม - สามกก๊ - ราชาธิราช - กลอนเสภาขุนชา้ ง ขุนแผน - กลอนบทละครเรื่อง รามเกียรติ์
แผนกำรจดั กำรเรีย สำระควำมรูพ้ ืน้ ฐำน ระดับมัธยมศกึ ษำตอนต้น วิชำภำ หลักสตู รกำรศกึ ษำนอกระบบ ระดบั กำร วนั ท่ี เดือน ปี ตัวชีว้ ัด เน้ือหา กำรอ่ำน 4. วเิ คราะห์ วิจารณ์ แยกแยะข้อเทจ็ จรงิ 5. หลกั การวิเคราะห์ ข้อคิดเห็นและจุดมงุ่ หมายของเรือ่ งที่อ่าน วิจารณ์ 5. ปฏบิ ตั ิตนเป็นผูม้ ีมารยาทในการอา่ น และมนี ิสยั รักการอ่าน 6. มารยาทในการอ่าน นสิ ยั รกั การอา่ น
7 ยนรู้แบบสอนเสริม ำษำไทย รหัสวิชำ พท21001 ภำคเรียนที่ 1/25๖3 รศกึ ษำขัน้ พน้ื ฐำน พทุ ธศักรำช 2551 กิจกรรม หมำยเหตุ(สื่อ) ขนั้ ที่ ๑ กำหนดสภำพปญั หำ (โดยวทิ ยากรและครู กศน. ๑) ครูกล่าวทักทายผ้เู รยี นและอธบิ ายหลกั การ ตาบล ) วิเคราะห์ วจิ ารณ์ ๑.หอ้ งสมดุ นและ ข้นั ที่ ๒ ขั้นแสวงหำข้อมูล ๒.อนิ เตอรเ์ น็ต - ครอู ธบิ ายเกี่ยวกบั การวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ ๓.ใบความรู้ แยกแยะข้อเทจ็ จรงิ ข้อคิดเห็นและจุดมงุ่ หมาย ๔.กศน.ตาบล ของเรื่องท่ีอา่ น ๕.ผูร้ ู้ - ครอู ธิบายถงึ มารยาทในการอา่ นและนสิ ัยรัก การอา่ น การปฏบิ ตั ิตนเปน็ ผู้มีมารยาทในการ อ่านและมนี สิ ยั รักการอา่ น ขน้ั ท่ี ๓ กำรปฏิบัตินำไปใช้ - ผู้เรียนฝึกทาแบบฝกึ หัดเพิ่มเติม ขัน้ ที่ ๔ กำรประเมินผลกำรเรยี นรู้ - ครูประเมนิ ผลการเรยี นรตู้ ามเนอ้ื หาและ ตัวช้ีวัด
8 ใบควำมรู้สอนเสริม วิชำ ภำษำไทย รหัสวิชำ พท21001 ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนตน้ เร่ือง กำรอ่ำน หลักกำรวิเครำะห์วิจำรณ์เรอ่ื งที่ฟงั และดู การวิเคราะห์วิจารณเ์ รื่องท่ฟี งั และดู สงั คมปจั จบุ นั ชอ่ งทางการนาเสนอขอ้ มลู ให้ดแู ละฟังจะมีมากมาย ดงั นน้ั ผ้เู รยี นควรรู้จกั เลือกท่ีจะดู และฟัง เมื่อไดร้ ับรู้ข้อมลู แล้ว การรู้จกั วิเคราะห์ วจิ ารณ์ เพ่ือนาไปใชใ้ นทางสร้างสรรค์ เป็นสงิ่ จาเปน็ เพราะ ผลทตี่ ามมาจากการดูและฟังจะเปน็ ผลบวกหรอื ลบแกส่ ังคม กข็ ึ้นอยู่กบั การนาไปใช้น่เี อง นัน่ คอื ผลดจี ะเกดิ แก่สงั คมกเ็ ม่ือผดู้ แู ละฟังนาผลท่ไี ด้นน้ั ไปใช้อยา่ งสร้างสรรค์ หรอื ในปัจจุบันจะมีสานวนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เมอ่ื รู้จักหลักในการดแู ละฟังแลว้ ควรจะร้จู กั ประเภทเพ่ือแยกแยะในการนาไปใช้ประโยชน์ ซ่งึ อาจ สรุปประเภทได้ดังน้ี 1. สื่อโฆษณา สื่อประเภทน้ีผ้ฟู ังตอ้ งรูจ้ ุดมงุ่ หมาย เพราะส่วนใหญ่จะเปน็ การส่ือให้คล้อยตาม อาจ ไมส่ มเหตุสมผล ผู้ฟงั ต้องพจิ ารณาไตร่ตรองก่อนซื้อหรอื ก่อนตัดสินใจ 2. สือ่ เพือ่ ความบนั เทงิ เชน่ เพลง, เรอื่ งเล่า ซงึ่ อาจมีการแสดงประกอบดว้ ย เชน่ นทิ าน นยิ าย หรอื สือ่ ประเภทละคร ส่อื เหลา่ นีผ้ ู้รับสารต้องระมดั ระวงั ใช้วิจารณญาณประกอบการตดั สินใจก่อนทีจ่ ะซื้อหรือทา ตาม ปัจจุบนั รายการโทรทศั นจ์ ะมีการแนะนาว่าแตล่ ะรายการเหมาะกบั กลมุ่ เปา้ หมายใด เพราะเช่อื กนั ว่าถ้า ผู้ใดขาดความคิดในเชงิ สรา้ งสรรค์แลว้ สือ่ บนั เทงิ อาจสง่ ผลรา้ ยต่อสงั คมได้ เชน่ ผดู้ ูเอาตัวอย่างการจี้, ปล้น, การขม่ ขนื กระทาชาเรา และแมแ้ ตก่ ารฆ่าตัวตาย โดยเอาอยา่ งจากละครท่ดี กู ็เคยมมี าแลว้ 3. ขา่ วสาร สอ่ื ประเภทนี้ผู้รบั สารต้องมีความพร้อมพอสมควร เพราะควรต้องร้จู ักแหลง่ ขา่ ว ผูน้ า เสนอข่าว การจบั ประเดน็ ความมีเหตมุ ผี ล รูจ้ กั เปรยี บเทยี บเนื้อหาจากท่ีมาของข่าวหลาย ๆ แห่ง เปน็ ตน้ 4. ปาฐกถา เนอื้ หาประเภทนผี้ รู้ ับสารต้องฟังอยา่ งมสี มาธิเพอื่ จับประเด็นสาคัญให้ได้ และก่อน ตดั สินใจเช่ือหรอื นาข้อมลู สว่ นใดไปใชป้ ระโยชนต์ อ้ งมีความรูพ้ ืน้ ฐานในเร่ืองนนั้ ๆอยู่บ้าง 5. สุนทรพจน์ สอื่ ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะไมย่ าว และมใี จความท่เี ข้าใจง่าย ชัดเจน แต่ผูฟ้ งั จะต้องร้จู ัก กล่นั กรองสงิ่ ท่ดี ีไปเปน็ แนวทางในการปฏิบัติ สรุปการฟงั อยา่ งสรา้ งสรรค์นี้จะต้อง – รจู้ ุดม่งุ หมายของสารทดี่ ูและฟังนั้น – รบั ฟังและดูอย่างตั้งใจและทาความเข้าใจ – ร้จู กั สรปุ และเลอื กนาไปใชป้ ระโยชน์ หลกั และแนวทำงกำรฟงั และดูอย่ำงสร้ำงสรรค์ 1. ต้องเขา้ ใจความหมาย หลักเบอื้ งตน้ จองการจับใจความของสารที่ฟังและดูนั้น ต้องเข้าใจ ความหมายของคา สานวนประโยคและข้อความทบี่ รรยายหรืออธบิ าย 2. ต้องเขา้ ใจลักษณะของข้อความ ข้อความแตล่ ะข้อความตอ้ งมีใจความสาคญั ของเรื่องและใจความ สาคญั ของเร่อื งจะอย่ทู ่ปี ระโยคสาคญั ซึง่ เรยี กวา่ ประโยคใจความ ประโยคใจความจะปรากฏอย่ใู นตอนใด ตอนหนงึ่ ของข้อความ โดยปกติจะปรากฏอยู่ในตอนต้น ตอนกลาง และตอนทา้ ย หรืออยูต่ อนต้นและ ตอนทา้ ยของข้อความผ้รู บั สารต้องรู้จักสังเกต และเข้าใจการปรากฏของประโยคใจความในตอนต่าง ๆ ของ ข้อความ จึงจะชว่ ยให้จับใจความได้ดียิ่งข้ึน
9 3. ต้องเข้าใจในลักษณะประโยคใจความ ประโยคใจความ คือข้อความทเ่ี ป็นความคิดหลัก ซึง่ มักจะ มีเนอื้ หาตรงกับหวั ข้อเร่อื ง เช่น เรอื่ ง “สนุ ัข” ความคิดหลักคอื สนุ ัขเป็นสตั ว์เล้ียงทร่ี ักเจา้ ของ แต่การฟัง เร่ืองราวจากการพดู บางทีไม่มีหวั ขอ้ แต่จะพูดตามลาดับของเนอื้ หา ดังนน้ั การจับใจความสาคญั ต้องฟงั ให้ ตลอดเรอื่ งแลว้ จับใจความวา่ พูดถึงเร่ืองอะไร คือจบั ประเดน็ หัวเรอ่ื ง และเรอื่ งเปน็ อย่างไรคือ สาระสาคัญ หรอื ใจความสาคญั ของเร่ืองนั่นเอง 4. ต้องรจู้ กั ประเภทของสาร สารทีฟ่ งั และดูมีหลายประเภท ต้องร้จู ักและแยกประเภทสรปุ ของสาร ไดว้ ่า เป็นสารประเภทข้อเท็จจริง ขอ้ คดิ เห็นหรือเป็นคาทักทายปราศรยั ข่าว ละคร สารคดี จะได้ประเด็น หรือใจความสาคญั ได้งา่ ย 5. ตอ้ งตคี วามในสารได้ตรงตามเจตนาของผูส้ ่งสาร ผู้ส่งสารมเี จตนาท่ีจะสง่ สารต่าง ๆ กบั บางคน ต้องการให้ความรู้ บางคนต้องการโนม้ นา้ วใจ และบางคนอาจจะตอ้ งการส่งสารเพอื่ สื่อความหมายอ่นื ๆ ผูฟ้ ัง และดูต้องจบั เจตนาให้ได้ เพื่อจะไดจ้ บั สารและใจความสาคัญได้ 6. ตั้งใจฟงั และดูให้ตลอดเร่ือง พยายามทาความเข้าใจใหต้ ลอดเรอ่ื ง ย่ิงเร่ืองยาวสลับซับซ้อนย่ิง ตอ้ งต้ังใจเป็นพเิ ศษและพยายามจบั ประเดน็ หัวเรื่อง กรยิ าอาการ ภาพและเครือ่ งหมายอ่นื ๆ ดว้ นความต้ังใจ 7. สรุปใจความสาคัญ ขน้ั สุดท้ายของการฟังและดูเพอ่ื จบั ใจความสาคัญกค็ ือสรุปให้ไดว้ ่า เรือ่ งอะไร ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไรและทาไม หรอื บางเรือ่ งอาจจะสรุปได้ไม่ครบท้ังหมดท้ังน้ียอ่ มขึ้นกับสารท่ี ฟังจะมีใจความสาคญั ครบถ้วนมากน้อยเพียงใด วจิ ำรณญำณในกำรฟังและดู พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถานไดใ้ ห้ความหมายของ วิจารณญาณไวว้ ่า ปญั ญาทส่ี ามารถรหู้ รอื ให้ เหตผุ ลท่ถี ูกต้อง คานม้ี าจากคาวา่ พิจารณ์ หรือวิจารณ์ คาหน่งึ ซึ่งแปลวา่ การคดิ ใครค่ รวญโดยใช้เหตุผลและ คาว่า ญาณ คาหน่งึ ซ่ึงแปลว่าปญั หาหรือ ความรู้ในช้นั สงู วจิ ารณญาณในการฟังและดู คอื การรบั สารให้เข้าใจเนอ้ื หาสาระใชป้ ญั ญาคิดใคร่ครวญโดยอาศยั ความรู้ ความคดิ เหตุผล และประสบการณ์ประกอบแลว้ สามารถนาไปใช้ได้อย่างเหมาะสม การฟงั และดูใหเ้ กิดวิจารณญาณนน้ั มีขั้นตอนในการพฒั นาเปน็ ลาดบั บางทกี ็อาจเป็นไปอย่างรวดเรว็ บางทกี ็ต้องอาศยั เวลา ทัง้ นย้ี ่อมขนึ้ อยกู่ ับพ้ืนฐานความรู้ ประสบการณ์ของบคุ คลและความย่งุ ยากซับซ้อน ของเรื่องหรือสารที่ฟัง ข้ันตอนกำรฟงั และดูอย่ำงมีวิจำรณญำณมีดังน้ี 1. ฟังและดใู ห้เขา้ ใจเรื่อง เมือ่ ฟังเรือ่ งใดก็ตามผฟู้ ังจะต้องตั้งใจฟังเรอ่ื งนน้ั ใหเ้ ขา้ ใจตลอดเรื่อง ใหร้ ู้ ว่าเนอ้ื เร่ืองเปน็ อย่างไร มีสาระสาคญั อะไรบ้าง พยายามทาความเขา้ ใจรายละเอยี ดทง้ั หมด 2. วเิ คราะหเ์ รอื่ ง จะต้องพิจารณาวา่ เร่อื งเป็นเร่ืองประเภทใดเป็นข่าว บทความ เร่ืองสัน้ นิทาน นิยาย บทสนทนา สารคดี ละคร และเปน็ รอ้ ยแก้วหรือร้อยกรอง เปน็ เร่ืองจรงิ หรือแตง่ ข้ึนตอ้ งวิเคราะห์ ลกั ษณะของตังละคร และกลวธิ ใี นการเสนอสารของผู้ส่งสารใหเ้ ข้าใจ 3. วนิ ิจฉยั เรอื่ ง คือการพิจารณาเรื่องท่ีฟังว่าเปน็ ข้อเท็จจริง ความรสู้ กึ ความคิดเหน็ และผู้ส่งสาร หรือผู้พูดผแู้ สดงมเี จตนาอย่างไรในการพูดการแสดง อาจจะมเี จตนาท่จี ะโน้มน้าวในจรรโลงหรือแสดงความ คิดเหน็ เปน็ เร่อื งท่ีมเี หตมุ ีผลมีหลักฐานนา่ เช่อื ถือหรอื ไม่และมคี ุณค่ามีประโยชน์เพียงใด
10 สำรทใี่ หค้ วำมรู้ สารท่ใี หค้ วามรบู้ างครง้ั ก็เขา้ ใจงา่ ย แต่งบางคร้ังทีเ่ ป็นเรื่องสลบั ซับซ้อนก็จะเข้าใจยาก ต้องใชก้ าร พนิ จิ พเิ คราะห์อยา่ งลกึ ซึง้ ท้ังน้ีย่อมขึน้ กับเรอื่ งทเี่ ข้าใจงา่ ยหรือเขา้ ใจยาก ผูร้ ับมพี นื้ ฐานในเรื่องที่ฟังเพยี งใด ถ้าเปน็ ขา่ วหรอื บทความเก่ยี วหบั เกษตรกรผู้มีอาชีพเกษตรยอ่ มเข้าใจง่าย ถา้ เปน็ เรื่องเกี่ยวกับธรุ กิจนกั ธุรกจิ ก็ จะไดเ้ ขา้ ใจง่ายกวา่ ผู้มอี าชีพเกษตร และผู้พดู หรอื ผสู้ ง่ สารกม็ ีสว่ นสาคัญ ถ้ามีความรูใ้ นเร่อื งน้ันเปน็ อย่างดรี ู้ วิธเี สนอ กจ็ ะเขา้ ใจได้งา่ ย ขอ้ แนะนำในกำรรบั สำรทีใ่ ห้ควำมรู้โดยใช้วิจำรณญำณมีดงั นี้ 1. เมอ่ื ได้รับสารที่ให้ความรู้เรอ่ื งใดต้องพจิ ารณาวา่ เร่ืองนั้นมีคุณค่าหรอื มีประโยชนค์ วรแกก่ ารใช้ วิจารณญาณมากนอ้ ยเพียงใด 2. ถ้าเรอ่ื งทตี่ อ้ งใช้วิจารณญาณไม่วา่ จะเปน็ ข่าว บทความ สารคดี ข่าว หรือความรเู้ รื่องใดก็ตาม ต้องฟังด้วยความตัง้ ใจจบั ประเด็นสาคญั ใหไ้ ด้ ต้องตีความหรอื พนิ ิจพจิ ารณาวา่ ผู้สง่ สารตอ้ งการส่งสารถงึ ผูร้ บั คืออะไร และตรวจสอบหรือเปรยี บเทยี บกับเพ่อื น ๆ ท่ีฟงั ร่วมกันมาวา่ พิจารณาไดต้ รงกนั หรือไม่อย่างไร หาก เห็นว่าการฟังและดขู องเราต่างจากเพ่ือนด้อยกว่าเพื่อนจะได้ปรบั ปรงุ แก้ไขให้มีปะสทิ ธิภาพการฟังพัฒนาขึ้น 3. ฝึกการแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น เจตคติของผู้พดู หรือแสดงที่มตี ่อเร่ืองท่ีพดุ หรือแสดงและ ฝกึ พิจารณาตัดสนิ ใจว่าสารท่ีฟังและดนู ้ันเชื่อถือไดห้ รือไม่ และเชื่อถือได้มากน้อยเพยี งใด 4. ขณะที่ฟังควรบนั ทึกสาระสาคัญของเรอ่ื งไว้ ตลอดท้ังประเดน็ การอภิปรายไวเ้ พ่ือนาไปใช้ 5. ประเมนิ สารทใ่ี ห้ความรวู้ ่า มคี วามสาคญั มีคุณค่าและประโยชน์มากน้อยเพียงใด มีแงค่ ดิ อะไรบ้าง และผสู้ ง่ สารมกี ลวธิ ีในการถา่ ยทอดที่ดนี ่าสนใจอยา่ งไร 6. นาคุณค่าประโยชน์ข้อคิด ความรแู้ ละกลวิธีตา่ ง ๆ ท่ีได้จากการฟังไปใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ิตประจาวัน การประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาชมุ ชนและสังคมได้อย่างเหมาะสม สำรทโ่ี น้มน้ำวใจ สารทโ่ี น้มนา้ วใจเป็นสารทเ่ี ราพบเห็นประจาจากสือ่ มวลชน จากการบอกเล่าจากปากหนึ่งไปสูป่ าก หนงึ่ ซง่ึ ผู้สง่ สารอาจจะมจี ดุ มุ่งหมายหลายอยา่ งท้งั ท่ีดี และไมด่ ี มีประโยชนห์ รอื ใหโ้ ทษจุดมุ่งหมายท่ีให้ ประโยชนก์ ค็ อื โนม้ นา้ วใจให้รักชาตบิ ้านเมือง ให้ใชจ้ ่ายอยา่ งประหยดั ให้รักษาสิ่งแวดล้อม ให้รักษาสาธารณ สมบตั แิ ละประพฤติแต่สงิ่ ทดี่ ีงาม ในทางตรงข้ามผู้ส่งสารอาจจะมจี ดุ มุ่งหมายให้เกดิ ความเสยี หาย มุ่งหมายที่ จะโฆษณาชวนเชื่อหรือปลกุ ป่ัน ยยุ งให้เกดิ การแตกแยก ดังน้นั จงึ ต้องมวี ิจารณญาณ คิดพิจารณาให้ดีกว่าสาร นนั้ เป็นไปในทางใด กำรใชว้ จิ ำรณญำณสำรโน้มน้ำวใจควรปฏบิ ตั ดิ ังนี้ 1. สารน้ันเรียกร้องความสนใจมากน้อยเพยี งมด หรอื สร้างความเช่อื ถือของผู้พูดมากนอ้ ยเพียงใด 2. สารทนี่ ามาเสนอนั้น สนองความต้องการพ้ืนฐานของผ้ฟู ังและดุอย่างไรทาใหเ้ กดิ ความปรารถนา หรือความว้าวนุ่ ขนึ้ ในใจมากน้อยเพียงใด 3. สารได้เสนอแนวทางท่สี นองความต้องการของผ้ฟู ังและดูหรอื มีส่งิ ใดแสดงความเห็นว่าหากผู้ฟัง และดูยอมรบั ข้อเสนอน้นั แลว้ จะไดร้ บั ประโยชนอ์ ะไร 4. สารทน่ี ามาเสนอนั้นเร้าใจให้เชื่อถือเก่ียวกบั สิ่งใด และต้องการใหค้ ดิ หรือปฏบิ ตั ิอย่างไรต่อไป 5. ภาษาท่ใี ช้ในการโนม้ นา้ วใจน้ันมีลักษณะทาใหผ้ ฟู้ งั เกิดอารมณ์อย่างไรบา้ ง
11 สำรที่จรรโลงใจ ความจรรโลงใจ อาจไดจ้ ากเพลง ละคร ภาพยนตร์ คาประพันธ์ สนุ ทรพจน์ บทความบางชนดิ คา ปราศรยั พระธรรมเทศนา โอวาท ฯลฯ เม่อื ไดร้ ับสารดงั กล่าวแล้วจะเกดิ ความรสู้ ึกสบายใจ สขุ ใจ คลายเครียด เกิดจินตนาการ มองเหน็ ภาพและเกิดความซาบซงึ้ สารจรรโลงใจจะช่วยยกระดับจติ ใจมนษุ ยใ์ ห้สงู ขน้ึ ประณีต ข้ึน ในการฝึกให้มีวิจารณญาณในสารประเภทน้ีควรปฏบิ ัตดิ งั น้ี 1. ฟงั และดูดว้ ยความตง้ั ใจ แตไ่ มเ่ ครง่ เครยี ดทาใจให้สบาย 2. ทาความเข้าใจในเนื้อหาที่สาคัญ ใช้จนิ ตนาการไปตามจุดประสงค์ของสารนั้น 3. ตอ้ งพจิ ารณาวา่ ส่ิงฟังและดูใหค้ วามจรรโลงในด้านใด อย่างไรและมากน้อยเพียงใด หากเรอ่ื งนั้น ต้องอาศยั เหตผุ ล ต้องพิจารณาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ 4. พิจารณาภาษาและการแสดง เหมาะสมกับรูปแบบเนื้อหาและผูร้ บั สารหรือไมเ่ พยี งใด กำรวเิ ครำะหแ์ ละวิจำรณ์สำร ควำมหมำยของกำรวิเครำะห์ กำรวินิจและกำรวิจำรณ์ การวเิ คราะห์ หมายถงึ การท่ีผู้ฟงั และผู้ดูรับสารแล้วพิจารณาองค์ประกอบออกเป็นสว่ น ๆ นามา แยกประเภทลักษณะ สาระสาคัญของสาร กลวกี ารเสนอและเจตนาของผสู้ ่งสาร การวินจิ หมายถึง การพิจารณาสารดว้ ยความเอาใจใส่ ฟงั และดูอย่างไตรตรองพิจารณาหาเหตุผล แยกแยะข้อดขี ้อเสีย คุณคา่ ของสาร ตีความหมายและพจิ ารณาสานวน ภาษา ตลอดจนน้าเสียงและการแสดง ของผสู้ ่งสาร พยายามทาความเข้าใจความหายท่ีแท้จรงิ เพื่อให้ได้ประโยชนต์ ามวัตถุประสงค์ของผูว้ ินิจ การวิจารณ์ หมายถงึ การพิจารณาเทคนิคหรอื กลวธิ ีที่แสดงออกมานน้ั ให้เห็นว่า นา่ คดิ น่าสนใจ น่า ตดิ ตาม มีชนั้ เชิงยอกย้อนหรือตรงไปตรงมา องคป์ ระกอบใดมีคุณค่านา่ ชมเชย องค์ประกอบใดน่าทว้ งติงหรือ บกพร่องอย่างไร การวิจารณ์สิ่งใดกต็ ามจึงตอ้ งใช้ความรู้มเี หตมุ ผี ล มีหลักเกณฑ์และมคี วามรอบคอบดว้ ย ตามปกติแล้ว เม่ือจะวจิ ารณ์ส่งิ ใด จะตอ้ งผ่านข้ันตอนและกระบวนการของการวิเคราะห์สาร วนิ จิ สาร และ ประเมนิ ค่าสาร ใหช้ ัดเจนเสียกอ่ นแลว้ จึงวิจารณ์แสดงความเห็นออกมาอย่างมเี หตมุ ีผลให้นา่ คิด นา่ ฟังและ เปน็ คาวิจารณ์ทีเ่ ชื่อถือได้ การวิจารณ์ ท่ีรบั ฟังมาก็เช่นเดยี วกัน ตอ้ งผ่านการวเิ คราะห์ วินิจ และประเมนิ คา่ สารน้ันมาก่อนและ การวิจารณ์แสดงความคิดเห็นทีจ่ ะทาได้อยา่ งมรเหตุมผี ลนา่ เชื่อถือนั้น ผู้รับสารจะต้องรู้หลกั เกณฑ์การวจิ ารณ์ แสดงความคดิ เหน็ ตามชนิดของสารเพราะสารแต่ละชนิดย่อมมีองค์ประกอบเฉพาะตวั เช่น ถา้ เป็นข่าวต้อง พิจารณาความถูกตอ้ งตามความเป็นจริง แตถ่ ้าเป็นละครจุดคู วามสมจริง และพจิ ารณาโครงเร่อื ง เนือ้ เร่ือง ฉาก ตวั ละคร ภาษาที่ใช้ บาบาทการแสดง ฯลฯ นอกจากรู้หลกั เกณฑแ์ ลว้ จะต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อย ๆ และ อ่านตัวอย่างงานวจิ ารณข์ องผู้อืน่ ทีเ่ ชย่ี วชาญให้มาก กจ็ ะช่วยให้การวจิ ารณ์ดีมเี หตุผลและนา่ เชอ่ื ถือ สรปุ 1. วจิ ารณญาณในการฟังและดู หมายถงึ การรบั สารใหเ้ ข้าใจตลอดเรื่องแล้วใช้ปญั ญาคิดไตรตรอง โดยอาศัยความรู้ ความคิด เหตุผล และประสบการณเ์ ดมิ แลว้ สามารถนาสาระตา่ ง ๆ ไปใช้ในการดาเนินชีวติ ได้ อยา่ งเหมาะสม โดยมีขัน้ ตอนดงั นี้ 1.1 ฟังและดใู หเ้ ข้าใจตลอดเร่ือง 1.2 วิเคราะห์เรื่อง ว่าเปน็ เร่ืองประเภทใด ลักษณะของเร่อื งและตัวละครเปน็ อย่างไร มี กลวธิ ใี นการเสนอเร่ืองอย่างไร
12 1.3 วนิ จิ ฉยั พจิ ารณาเรอื่ งทฟี่ งั เป็นขอ้ เท็จจริง ความคิดเห็น เจตนาของผูเ้ สนอเปน็ อย่างไร มเี หตุผลนา่ เช่ือถือหรอื ไม่ 1.4 การประเมินค่าของเร่ือง ผ่านข้ันตอน 1 – 3 แล้ว ก็ประมาณวา่ เร่ืองหรือสารนนั้ ดี หรอื ไม่ดี มีอะไรท่จี ะนาไปใช้ให้เป็นประโยชนไ์ ด้ 1.5 การนาไปใช้ประโยชน์ ผ่านข้นั ตอนท่ี 1 – 4 แล้ว ขน้ั สดุ ทา้ ยคอื นาคุณค่าของเรื่องท่ี ฟังและดไู ปใช้ไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและบคุ คล 2. การวเิ คราะห์ หมายถงึ การแยกแยะประเภท ลกั ษณะ สาระสาคญั และการนาเสนอพรอ้ มท้งั เจตนาของผู้พดู หรือผู้เสนอ กำรวินิจ หมายถงึ การพจิ ารณาเร่ืองอยา่ งไตรตรอง หาเหตุผลข้อดีข้อเสยี และคุณคา่ ของสาร กำรวิจำรณ์ หมายถงึ การพิจารณาอย่างมหี ลกั เกณฑ์ในเร่ืองท่ีฟงั และดู ว่ามีอะไรนา่ คดิ นา่ สนใจ น่า ติดตาม น่าชมเชย นา่ ชื่นชมและมไี รบกพร่องบ้าง กำรวจิ ำรณ์สำรหรือเร่ืองทีไ่ ด้ฟงั และดู เม่ือได้วิเคราะหแ์ ละวินิจและใช้วิจารณญาณในการฟังและดู เร่ืองหรือสารที่ได้รับแล้วก็นาผลมารายงานบอกกล่าวแสดงความคดิ เหน็ ต่อสง่ิ นัน้ อยา่ งมีเหตผุ ล มหี ลักฐาน ประกอบ และเป็นสิง่ สร้างสรรค์ หลกั กำรฟังอยำ่ งวิจำรณญำณ กำรฟังอยำ่ งวจิ ำรณญำณมหี ลักปฏิบัติดังนี้ ผู้ฟงั พิจารณาว่า ฟงั เร่ืองอะไรเป็นการฟงั ประเภทบทความ บทสัมภาษณ์การเลา่ เรื่องสรุปเหตกุ ารณ์ ใครเปน็ คนพดู คนสมั ภาษณ์ ใครเป็นคนเขยี นบทความ และหัวขอ้ น้นั มีคุณค่าแก่การฟงั หรอื ไม่ 1.1 พิจารณาผ้สู ง่ สารว่ามจี ดุ มงุ่ หมาย และมีความจรงิ ใจในการส่งสารน้นั เพยี งใด 1.2 พิจารณาผ้สู ง่ สารวา่ มีความรู้ ประสบการณ์หรือความใกลช้ ิดกบั เร่ืองราวในสารน้นั เพียงใด 1.3 พิจารณาผูส้ ง่ สารว่าใชก้ ลวิธีในการส่งสารนัน้ อย่างไร คอื วธิ กี ารธรรมดาหรือยอกยอ้ นซ่อนปม อย่างไร 1.4 พจิ ารณาเน้อื หาของสารวา่ ส่วนใดเป็นข้อเท็จจรงิ ส่วนใดเปน็ ข้อคดิ เห็น 1.5 พิจารณาสารวา่ เปน็ ไปได้ และควรเช่ือเพียงใด 1.6 ผูฟ้ ังควรประเมินวา่ สงิ่ ท่ีฟังมปี ระโยชนแ์ ละมีคุณค่ามากนอ้ ยเพยี งไร หลักกำรแยกข้อคดิ เห็นและขอ้ เทจ็ จรงิ ในการรับฟังสาร นอกจากจะจับใจความสาคัญของเรอื่ งท่ฟี ังแล้ว นักเรยี นจะต้องแยะแยะได้วา่ ใจความตอนใดเป็นข้อคิดเหน็ ส่วนตัวของผู้พดู ซึง่ จะมลี ักษณะเม่ือพจิ ารณาความถูกต้องได้ยาก และตอนใดเป็น ขอ้ เท็จจรงิ ซ่ึงเป็นเรื่องทสี่ ามารถพสิ จู น์ความถูกต้องได้ การแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นมีดังน้ี 1. การแยกข้อเท็จจริง เปน็ ข้อมลู ท่สี ามารถพสิ จู น์ได้ เห็นวา่ เปน็ จริงหรือเปน็ เทจ็ ไดจ้ ากตวั เลขเชงิ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ีมีอยู่ซึง่ ทาการตรวจสอบได้ดังน้ี เช่นประชา หนกั 50 กิโลกรมั ,โอภาสสงู กวา่ เสกสรรค์ 2. ความคดิ เห็นเปน็ เร่อื งของการคาดคะเนหรือการทานายโดยอาศยั เหตผุ ลสว่ นตวั ซึง่ ควรจะเปดิ โอกาสใหม้ ี การโต้แย้งหรือสนับสนุน เช่นของเก่าดีกว่าของใหม่ มีเงนิ ดีกวา่ มีเกยี รติ
แผนกำรจัดกำรเรยี สำระควำมรพู้ ้ืนฐำน ระดับมัธยมศึกษำตอนตน้ วิชำภำ หลักสูตรกำรศกึ ษำนอกระบบ ระดบั กำร วนั ที่ เดือน ปี ตวั ชว้ี ัด เน้อื หา กำรเขยี น 3. หลักการเขียนเพ่ือกา 3. แต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนสี่ ส่อื สารประเภทต่าง ๆ เช กลอนสภุ าพ เขยี นเรยี งความ ย่อความ 4. เขยี นบทรอ้ ยแก้วประเภทประวตั ิ ชแี้ จง เขียนแสดงคว ตนเอง อธบิ ายความ ยอ่ ความ ข่าว คิดเห็น คาขวัญ คาคม ค 5. เขยี นรายงานการคน้ ควา้ สามารถ โฆษณา เขยี นรายงานกา อ้างองิ แหล่งความรู้ ไดถ้ ูกตอ้ ง ค้นคว้า การกรอกแบบพ 6. กรอกแบบรายการตา่ งๆ ใบสมคั รงาน 7. ปฏิบตั ติ นเป็นผู้มีมารยาทในการเขยี น 4. การปฏบิ ตั ติ นเป็นผูม้ และมีการจดบนั ทึกอย่างสม่าเสมอ ในการเขยี น และมีนิส เขียน
13 ยนรู้แบบสอนเสรมิ ำษำไทย รหสั วชิ ำ พท21001 ภำคเรียนท่ี 1/25๖3 รศึกษำขั้นพืน้ ฐำน พทุ ธศักรำช 2551 กจิ กรรม หมำยเหตุ(สื่อ) ขั้นท่ี ๑ กำหนดสภำพปัญหำ (โดยวทิ ยากรและครู าร ๑) ครกู ล่าวทกั ทายผเู้ รยี นและอธิบายการ กศน.ตาบล ) ช่น การ ม เขยี น เขยี นบทรอ้ ยกรอง ประเภทกลอนส่ี กลอน ๑.หอ้ งสมุด วาม คา สภุ าพ ๒.อินเตอร์เน็ต ขัน้ ที่ ๒ ขั้นแสวงหำข้อมูล ๓.ใบความรู้ - ครอู ธิบายเก่ยี วกบั หลักการเขียนเพ่ือการ ๔.กศน.ตาบล ส่อื สารประเภทต่าง ๆ เชน่ การเขยี น ๕.ผู้รู้ าร เรียงความ ยอ่ ความ เขยี นช้แี จง เขยี นแสดง พิมพ์และ ความคดิ เหน็ คาขวญั คาคม คาโฆษณา เขียน รายงานการค้นควา้ การกรอกแบบพิมพ์และใบ มีมารยาท สมคั รงาน สยั รักการ - ครอู ธิบายถงึ การปฏิบัติตนเปน็ ผมู้ มี ารยาทใน การเขยี น และมนี สิ ยั รักการเขียน ข้ันท่ี ๓ กำรปฏิบัตนิ ำไปใช้ - ผูเ้ รียนฝึกทาแบบฝกึ หดั เพิ่มเตมิ ข้ันที่ ๔ กำรประเมินผลกำรเรยี นรู้ -ครูประเมินผลการเรยี นรตู้ ามเนอื้ หาและ ตัวช้วี ดั
14 ใบควำมรู้สอนเสริม วชิ ำ ภำษำไทย รหสั วิชำ พท21001 ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนต้น เร่ือง กำรเขียน ควำมหมำยของกำรเขียน การเขียน คือการถ่ายทอดความรสู้ ึก ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ จนิ ตนาการ และขา่ วสารโดยใช้ ตวั หนงั สอื และเครอื่ งหมายตา่ ง ๆ เปน็ สญั ลกั ษณ์ การเขยี นเปน็ ทักษะหน่ึงในสี่ทกั ษะทมี่ ีความสาคัญยิง่ ต่อชวี ิต เพราะเป็นเครอื่ งมือบนั ทึกและถา่ ยทอด เรื่องราวตา่ ง ๆ ทัง้ สาหรับตนเองและผู้อื่นอย่างเป็นลายลักษณอ์ ักษร จดุ เรมิ่ ตน้ ของการเขยี นอยู่ท่ีความคิด เพราะฉะน้นั ประสทิ ธภิ าพของการเขยี นย่อมขนึ้ อยู่กบั สมรรถภาพทางความคิด นอกจากนี้ความสามารถในเชงิ ภาษาก็เปน็ สิ่งสาคัญย่งิ เพราะถ้ามีความคิดทดี่ ีแต่ไม่สามารถใช้ภาษาในการสอื่ ความคิดไดต้ รงตามทต่ี ้องการ ก็ ไม่เกิดประโยชนอ์ ันใด ดังนัน้ จึงควรใชภ้ าษาทีส่ ามารถถา่ ยทอดความคดิ ให้ผู้อา่ นเข้าใจตรงตามความต้องการ ของผู้เขียน จดุ ประสงค์ของการเขียน กำรเขยี นทัว่ ไปมีจุดประสงค์ดงั นี้ 1. เพ่ือบอกเลา่ เรอื่ งราว เชน่ เหตุการณ์ ประสบการณ์ ประวตั ิ ฯลฯ 2. เพื่ออธิบายความหรอื คา เช่น การออกกาลงั กาย การทาอาหาร คานยิ ามตา่ งๆ ฯลฯ 3. เพ่ือโฆษณาจูงใจ เชน่ โฆษณาสินคา้ ภาพยนตร์ รายการโทรทศั น์ ฯลฯ 4. เพื่อปลุกใจ เชน่ บทความ สารคดี เพลงปลกุ ใจ ฯลฯ 5. เพื่อแสดงความคดิ เห็น 6. เพื่อสรา้ งจินตนาการ เชน่ เร่ืองสัน้ นยิ าย นวนิยาย ฯลฯ 7. เพื่อลอ้ เลียน เช่น บทความการเมือง เศรษฐกจิ ฯลฯ 8. เพ่ือประกาศแจ้งให้ทราบ เช่น ประกาศของทางราชการ ประกาศรบั สมัครงาน ฯลฯ 9. เพ่ือวิเคราะห์ เช่น การเขยี นวเิ คราะหส์ ถานการณบ์ า้ นเมือง วิเคราะหว์ รรณกรรม ฯลฯ 10. เพอื่ วิจารณ์ เช่น วจิ ารณ์การทางานของรัฐบาล วิจารณภ์ าพยนตร์ วิจารณ์หนังสือ ฯลฯ 11. เพอ่ื เสนอข่าวสารและเหตุการณ์ท่นี ่าสนใจ 12. เพื่อกจิ ธรุ ะต่าง ๆ เช่น จดหมาย ธนาณตั ิ การกรอกแบบรายการ ฯลฯ จุดประสงคข์ องการเขียนคือสิ่งทีผ่ ู้เขียนต้องคานึงว่า ในการเขยี นงานเขียนแต่ละคร้ังนน้ั ต้องการเขยี น เพ่อื สื่อเร่อื งใด โดยผเู้ ขียนตอ้ งใช้ความรแู้ ละประสบการณ์ รวมทงั้ หลักการเขียนประกอบการเขียน เพอื่ ให้การ เขยี นเพื่อการสื่อสารน้นั ๆ บรรลจุ ดุ ประสงค์ทต่ี ั้งไว้ หลักกำรเขียน เนอ่ื งจากหลักการเขียนเป็นทักษะทีต่ ้องเอาใจใสฝ่ ึกฝนอย่างจริงจัง เพ่ือให้เกิดความรคู้ วามชานาญ และป้องกันความผดิ พลาด ดังนั้น ผเู้ ขยี นจึงจาเป็นตอ้ งใช้หลกั ในการเขียน ดังต่อไปนี้ 1. มคี วามถกู ต้อง คือ ข้อมูลถูกต้อง ใช้ภาษาได้ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ 2. มคี วามชัดเจน คือ ใช้คาที่มคี วามหมายชัดเจน รวมถงึ ประโยคและถอ้ ยคาสานวน เพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ตรงตามจุดประสงค์
15 3. มคี วามกระชับและเรียบงา่ ย คอื รจู้ กั เลอื กใช้ถ้อยคาธรรมดาเข้าใจง่าย ไม่ฟุม่ เฟือย เพื่อให้ได้ ใจความชดั เจน กระชบั ไม่ทาใหผ้ อู้ ่านเกิดความเบื่อหน่าย 4. มีความประทับใจ โดยการใช้คาใหเ้ กดิ ภาพพจน์ อารมณ์และความรู้สึกประทบั ใจ มีความหมาย ลกึ ซง้ึ กินใจ ชวนติดตามให้อ่าน 5. มคี วามไพเราะทางภาษา คอื ใชภ้ าษาสุภาพ มีความประณตี ท้ังสานวนภาษาและลักษณะเนื้อหา อ่านแล้วไมร่ ้สู ึกขัดเขนิ 6. มคี วามรบั ผิดชอบ คือ ต้องแสดงความคดิ เห็นอยา่ งสมเหตุสมผล มุ่งให้เกดิ ความรู้และทศั นคติอนั เป็นประโยชน์แกผ่ ู้อ่นื นอกจากหลกั การเขยี นท่จี าเป็นตอ่ การเขียนแลว้ ส่ิงทมี่ ีความจาเปน็ อีกประการหนึ่งคือกระบวกการ คิดกับกระบวนการเขยี นท่ีจะตอ้ งดาเนนิ ควบค่ไู ปกบั หลักการเขยี น เพ่ือทจ่ี ะทาให้สามารถเขียนไดด้ ีย่งิ ขน้ึ จดุ มงุ่ หมำยของกำรเขียน ๑. การเขียนเพ่ือเล่าเรื่อง คือการเขียนเพ่อื ถา่ ยทอดความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผูเ้ ขียนประสบ มาด้วยตนเอง เชน่ การเขยี นเพ่อื ถา่ ยทอดเรือ่ งราวชีวิตของตนเองท่ีเรยี กวา่ อัตชีวประวตั ิ การเขยี นเพื่อ ถา่ ยทอดเรอ่ื งราวชวี ติ ของบุคคลอื่นทเ่ี รยี กวา่ ชีวประวัติ การเขยี นข่าว และการเขยี นสารคดีต่าง ๆ เป็นตน้ วธิ ี เขยี นเขียนเพือ่ เลา่ เรื่อง ผู้เขียนต้องเลา่ เร่ืองตามลาดับเหตุการณ์ท่เี กิดขึน้ และใหข้ ้อมูลถูกตอ้ งตามความเปน็ จรงิ ๒. การเขียนเพ่ืออธิบาย คอื การเขยี นเพ่อื บอกวิธที าส่งิ ใดสิ่งหน่ึง เชน่ การเขียนอธบิ ายวธิ ปี ระดษิ ฐ์ ส่ิงของ เคร่ืองมือตา่ ง ๆ วธิ ใี ชย้ า หรือการเขยี นเพ่ือช้ีแจง ไขความ ตอบปัญหาความรู้ หรือความคดิ ที่เข้าใจยาก เช่น การเขียนอธิบายศัพท์ ข้อธรรมะตา่ ง ๆ เปน็ ตน้ วธิ ีเขียนเพ่อื อธิบาย ผูเ้ ขยี นต้องลาดับเรอ่ื งราวตามขน้ั ตอน โดยใช้ภาษาให้รัดกุมและชัดเจน ในการเขียนควรแบ่งเป็นย่อหนา้ ย่อย ๆ หรือเป็นข้อๆเพ่ือให้ผู้อา่ นเขา้ ใจและ จาไดง้ า่ ย ๓. การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น คอื การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นของผเู้ ขยี นในเร่ืองต่าง ๆ เช่น ในเรอ่ื งการศกึ ษา การเมือง เศรษฐกจิ สังคม เปน็ ต้น วิธเี ขียนเพอื่ แสดงความคิดเหน็ จาเปน็ ต้องแสดง ข้อเทจ็ จริง ชแ้ี จงเหตผุ ล ข้อดีข้อเสียอย่างชดั เจน เพ่ือให้ความคดิ เหน็ ของผเู้ ขียนมีนา้ หนักและน่าเชื่อถือ ๔. การเขียนเพ่ือโฆษณา คอื การเขียนเพ่อื โนม้ นา้ ว จูงใจ หรอื เชญิ ชวนให้ผอู้ ่านสนใจสงิ่ ท่ีเขียน แนะนา เชน่ การเขยี นคาโฆษณา คาขวญั เป็นตน้ วธิ ีเขียนเพอื่ โฆษณาควรเขียนให้ส้ัน ใชค้ าคลอ้ งจอง แปลก ใหม่ ซึ่งสามารถแสดงลักษณะของสนิ ค้าที่ต้องการเน้นอย่างชดั เจน เพ่อื ใหผ้ อู้ ่านจดจาได้ในเวลาอนั รวดเรว็ ๕. การเขียนเพ่ือสร้างจนิ ตนาการ คอื การเขียนเพอ่ื ถ่ายทอดอารมณ์ ความรสู้ กึ จนิ ตนาการ ใหผ้ ้อู า่ น เกิดความรู้สกึ และเหน็ ภาพตามผ้เู ขยี น เชน่ การเขยี นเรื่องส้ัน นวนิยาย บทละคร กวีนพิ นธ์ เปน็ ตน้ วธิ เี ขยี น เพ่อื สรา้ งจนิ ตนาการ ผ้เู ขียนต้องเลือกใชภ้ าษาอย่างประณตี ละเอยี ดลออ ลึกซึ้ง ใชภ้ าษาท่ที าให้เกดิ ภาพพจน์ เป็นต้น การเขียนทด่ี นี อกจากจะตอ้ งคานึงถึงความมงุ่ หมายของการเขียนแล้ว ยงั ต้องพิจารณาดว้ ยวา่ ผู้อ่าน ขอ้ เขียนน้นั ๆเป็นใคร ท้ังนี้เพ่ือจะไดใ้ ช้ถ้อยคา ภาษา สานวน รวมทงั้ การนาเสนอขอ้ มลู ใหเ้ หมาะกับวัย ระดับ ความรู้ ประสบการณ์ และความสนใจของผ้อู ่าน
16 องค์ประกอบของกำรเขียน ๑. เนื้อหา คอื เน้ือเร่ืองหรือเร่ืองราวทผี่ ู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านไดร้ ับทราบ อาจจะเปน็ เรอ่ื งของ บุคคล เหตกุ ารณ์ สถานที่ หรืออาจจะเปน็ ข้อคิดเห็น จินตนาการ อารมณ์ ความร้สู ึก ฯลฯ อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ หรือหลายอยา่ งประกอบกนั ก็ได้ ๒. ภาษา คือ ถอ้ ยคา สานวน โวหารต่าง ๆ ซึ่งมที ้ังรูปแบบตามหลกั ภาษา และตามความนิยมของผใู้ ช้ ภาษา ในการเขยี นเพื่อถา่ ยทอดเร่ืองราวตา่ ง ผู้เขียนควรคานึงถึงการใชภ้ าษาใหเ้ หมาะสมกบั เพศ วยั อายุ ระดับการศกึ ษา ความสนใจของผู้อ่าน รวมทั้งคานึงถึงกาลเทศะและรูปแบบในการนาเสนอดว้ ย นอกจากนี้ ผู้เขยี นควรใหค้ วามสาคญั กับเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ ท่ีใชใ้ นการเขียน เพราะ เคร่อื งหมายเหลา่ นี้จะช่วยให้ผ้อู ่านอ่านไดส้ ะดวก และเป็นการปอ้ งกนั ความเข้าใจผดิ ได้อกี ด้วย เคร่ืองหมาย วรรคตอนบางชนิดเม่ือใชแ้ ล้วจะสามรถสื่ออารมณ์และความร้สู กึ ไดด้ ีขน้ึ เช่น การใชเ้ ครื่องหมายปรัศนีย์ และ อศั เจรีย์ เปน็ ต้น แต่ทัง้ นค้ี วรใชอ้ ย่างระมัดระวงั และเหมาะสมกบั เนื้อหาและรปู แบบ ๓. รปู แบบ รปู แบบในการเขยี นแบง่ เป็นประเภทใหญ่ๆได้ ๒ ประเภท คอื ๓.๑. รูปแบบร้อยแก้ว เชน่ เรียงความ บทความ บันทกึ จดหมาย รายงาน เปน็ ตน้ การ เขยี นในรูปแบบ รอ้ ยแกว้ น้ี ผเู้ ขยี นจะไม่ถูกจากัดดว้ ยลักษณะบงั คับทางฉนั ทลกั ษณ์ แตใ่ นการนาถ้อยคามาเรียบเรยี งให้เปน็ ประโยคหรือข้อความนั้น จะอย่ใู นแบบ ( FORM ) ท่กี าหนดหรอื ตามความนิยม ๓.๒. รูปแบบร้อยกรอง เช่น โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน เป็นตน้ การเขยี นในรูปแบบรอ้ ย กรองน้ีนอกจาก ผเู้ ขยี นจะต้องมีศิลปะในการใช้ถอ้ ยคาแลว้ ยงั จะตอ้ งนาคาเหลา่ น้นั มาเรียบเรยี งให้ถูกตอ้ งตามกฎเกณฑ์ของ ฉันทลกั ษณ์แตล่ ะชนดิ อกี ด้วย กำรเขียน คอื การส่ือสารเรือ่ งราว ความตอ้ งการ ความรู้สึก ผา่ นตวั อกั ษร มำรยำทในกำรเขยี น - เขยี นด้วยลายมอื บรรจง สวยงาม เรียบรอ้ ย - เลอื กใชก้ ระดาษสีขาว สะอาด หรือสที สี่ ุภาพ - ใช้หมึกปากกาสีดา หรอื สนี า้ เงนิ ไมค่ วรใช้หมึกปากกาสฉี ดู ฉาด - เขยี นสะกดคาให้ถูกตอ้ ง - เขยี นคาสุภาพ ถูกกาลเทศะ - วางสระ วรรณยกุ ต์ ตัวการนั ต์ และเคร่ืองหมายต่าง ๆ ให้ถกู ที่ - ใชไ้ ม้บรรทัดในการขีดเสน้ ต่าง ๆ แทนการใช้มอื - เขียนความจรงิ ไม่เขยี นให้ร้ายผอู้ ืน่ - เขียนเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง - หากเขียนผดิ ควรลบให้สะอาด ไมค่ วรขีดทบั หรือ ขูด ฆา่ - รกั ษาความสะอาดในการเขียน - ไม่ขีดเขยี นในเอกสารของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต - หากนางานเขยี นของผู้อื่นมาใช้ ควรเขียนอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าให้ชัดเจน - ไม่ขีดเขียนในท่สี าธารณะ เชน่ กาแพง ประตู หนา้ ต่าง บนโตะ๊ เปน็ ต้น - มคี วามรับผิดชอบในงานเขยี นของตน
แผนกำรจดั กำรเรยี สำระควำมร้พู ืน้ ฐำน ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนต้น วิชำภำ หลกั สูตรกำรศกึ ษำนอกระบบ ระดับกำร วันที่ เดอื น ปี ตวั ชีว้ ัด เนือ้ หา หลักการใช้ภาษา 4. การใชค้ าและการสรา้ งคาใน 3. อธบิ ายความแตกต่าง ภาษาไทย - การสร้างคาไทย ระหว่างภาษาพูดและ - คาประสม ภาษาเขียน - คาซ้อน - คาซ้า - คาสมาส คาสนธิ - หลักการสงั เกตคาภาษา อืน่ ๆ ที่ใช้ในภาษาไทย 5. ชนิดของประโยค 6. การใชร้ ะดับภาษาทเี่ ป็น ทางการและไมเ่ ป็นทางการ
17 ยนรู้แบบสอนเสริม ำษำไทย รหัสวชิ ำ พท21001 ภำคเรยี นที่ 1/25๖3 รศึกษำขน้ั พื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 กิจกรรม หมำยเหตุ(สื่อ) วิทยากรในโครงการสอน น ข้นั ท่ี 1 กำหนดสภำพปัญหำกำรเรยี นรู้ เสริมความรู้พ้ืนฐานวชิ า 1.ครูทบทวนความรู้เดิม ภาษาไทย ภาคเรียนที่ 2.ครสู รา้ งความค้นุ เคยกับผ้เู รียนทาความเข้าใจ 1/2563 เน้ือหาวิชาภาษาไทย 3.ครทู ักทายกล่าวนาอธิบายการกาหนด เปา้ หมายการวางแผนการเรียนร้เู กณฑ์ในการ จดั การเรียนการสอน ขั้นท่ี 2 แสวงหำขอ้ มูลและกิจกรรมกำร เรียนรู้ 1.ครแู ละผเู้ รียนวางแผนวธิ ีเรียนรเู้ นอ้ื หาเร่อื ง การใช้คาและการสรา้ งคาในภาษาไทย - การสรา้ งคาไทย - คาประสม - คาซ้อน - คาซ้า - คาสมาส คาสนธิ
วนั ท่ี เดอื น ปี ตัวช้วี ดั เน้อื หา
18 กจิ กรรม หมำยเหตุ(สื่อ) - หลกั การสงั เกตคาภาษาอนื่ ๆ ท่ใี ชใ้ น ภาษาไทย 2.ครแู บง่ กลมุ่ ผูเ้ รียนศึกษาขอ้ มูลเพิ่มเติมจาก ครูสอน สรุปลงในสมุดบันทึก 3.แต่ละกล่มุ ส่งตัวแทนนาเสนอเร่อื งที่ไดร้ ับ หนา้ ชัน้ เรยี น 4.ครแู ละผู้เรียนรว่ มแสดงความคิดเห็นอธบิ าย เพ่มิ เติมในแต่ละหัวข้อ ขั้นท่ี 3 กำรปฏิบตั ิและนำไปใช้ ครแู ละผเู้ รียนร่วมกนั สรปุ องค์ความรู้ท่ีไดจ้ าก การเรียน ข้ันที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้ 1.ประเมินจากงานที่ไดร้ ับมอบหมาย 2.ประเมนิ จากสมดุ บนั ทกึ การเรยี นรู้
แผนกำรจัดกำรเรีย สำระควำมร้พู ้ืนฐำน ระดับมธั ยมศึกษำตอนตน้ วิชำภำ หลักสูตรกำรศึกษำนอกระบบ ระดับกำร วนั ที่ เดอื น ปี ตวั ช้ีวดั เน้อื หา 4. อธบิ ายการใช้ ความแตกต่าง 7. การใช้สานวน สุภาษติ ค และความหมายของสานวน พังเพย สุภาษติ คาพงั เพย และ นาไปใช้ในชวี ิตประจาวันได้ 8. หลักการแต่งคาประพันธ์ ถูกต้อง ประเภทต่าง ๆ เชน่ 5. อธบิ ายหลักการและสามารถ - กาพย์ยานี 11 แต่งคาประพนั ธป์ ระเภท - กาพย์ฉบงั 16 ตา่ งๆ - กลอน - ฯลฯ
19 ยนรู้แบบสอนเสรมิ ำษำไทย รหสั วชิ ำ พท21001 ภำคเรียนที่ 1/25๖3 รศกึ ษำข้นั พ้นื ฐำน พุทธศักรำช 2551 กจิ กรรม หมำยเหตุ(สื่อ) คา ขน้ั ท่ี 1 กำหนดสภำพปัญหำกำรเรยี นรู้ วทิ ยากรในโครงการสอน 1.ครูทบทวนความรูเ้ ดิม เสริมความร้พู ้ืนฐานวชิ า 2.ครูสร้างความคนุ้ เคยกบั ผเู้ รียนทาความเข้าใจ ภาษาไทย ภาคเรียนที่ เนอ้ื หาวิชาภาษาไทย 1/2563 3.ครทู ักทายกลา่ วนาอธบิ ายการกาหนด เป้าหมายการวางแผนการเรียนรู้เกณฑ์ในการ จดั การเรียนการสอน ขนั้ ท่ี 2 แสวงหำขอ้ มลู และกิจกรรมกำร เรียนรู้ 1.ครูและผเู้ รียนวางแผนวิธีเรยี นรเู้ นอ้ื หาเร่ือง 1.1 การใชส้ านวน สภุ าษิต คาพังเพย 1.2 หลักการแต่งคาประพันธป์ ระเภทต่าง ๆ เช่น - กาพย์ยานี 11 - กาพย์ฉบัง 16 - กลอน - ฯลฯ
วนั ท่ี เดอื น ปี ตัวช้วี ดั เน้อื หา
กิจกรรม 20 หมำยเหตุ(สื่อ) 2.ครูแบง่ กลุม่ ผเู้ รยี นศึกษาข้อมูลเพิม่ เติมจาก ครสู อน สรุปลงในสมุดบันทึก 3.แตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนนาเสนอเร่ืองที่ได้รบั หนา้ ชนั้ เรียน 4.ครูและผเู้ รยี นรว่ มแสดงความคิดเหน็ อธิบาย เพิม่ เติมในแตล่ ะหัวข้อ ข้นั ท่ี 3 กำรปฏบิ ตั แิ ละนำไปใช้ ครูและผเู้ รยี นร่วมกนั สรปุ องค์ความรทู้ ่ไี ด้จาก การเรยี น ขน้ั ที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้ 1.ประเมนิ จากงานที่ไดร้ ับมอบหมาย 2.ประเมนิ จากสมดุ บนั ทกึ การเรยี นรู้
21 แผนกำรจัดกจิ กรรมกำรเรียนรู้แบบสอนเสรมิ วิชำ โครงงำนเพื่อพัฒนำทักษะกำรเรียนรู้ (ทร02006)
22 ตำรำงวเิ ครำะห์เน้อื หำ หลักสตู รกำรศึกษำนอกระบบระดบั กำรศกึ ษำข้ันพ้นื ฐำน พทุ ธศกั รำช ๒๕๕๑ ระดบั มธั ยมศึกษำตอนตน้ ภำคเรยี นที่ 1 ปีกำรศกึ ษำ ๒๕๖3 สำระทกั ษะกำรเรยี นรู้ รำยวิชำโครงงำนเพ่ือพฒั นำทกั ษะกำรเรียนรู้ รหสั ทร02006 จำนวน 3 หน่วยกิต กศน.อำเภอปรำสำท สำนกั งำน กศน.จังหวดั สรุ นิ ทร์ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ มคี วามร้คู วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคตทิ ี่ดีต่อการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง ท่ี ตวั ชวี้ ดั เน้ือหำงำ่ ย เน้อื หำ เนอ้ื หำยำก หมำย เนอื้ หำ ดว้ ยตนเอง ปำนกลำง นำมำสอน เหตุ (กรต) (พบกลุ่ม) เสรมิ (ส.ส) 1. มีความรู้ 1. หลักการและแนวคิดของ √ ความเข้าใจ หลกั การ โครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการ และแนวคดิ โครงงาน เรียนรู้ ความหมายของ 2. ความหมายของโครงงานเพอ่ื √ โครงงานเพื่อพัฒนา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะการเรยี นรู้ 3. การเตรยี มการทาโครงงานเพอ่ื √ ประเภทของโครงงาน พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ การเตรียมการทา 4. ทักษะและกระบวนการทจ่ี าเปน็ √ โครงงาน ทักษะและ ในการทาโครงงานเพื่อพฒั นา กระบวนการในการ ทกั ษะการเรยี นรู้ (การหาข้อมูล ทาโครงงาน การ การเลือกใชข้ ้อมลู การจดั ทาข้อมูล ดาเนินการในการทา การนาเสนอข้อมูล การพฒั นาตอ่ โครงงาน ยอดความรู้) 2. มีความสามารถใน 5. การดาเนินการในการทา √ การดาเนินการทา โครงงาน เชน่ การพัฒนาแหล่ง โครงงาน และ เรยี นรู้ การทาไดอาร่ี ออนไลน์ สะท้อนความคิดเหน็ 6. การสะทอ้ นความคิดเหน็ ต่อ √ ตอ่ โครงงาน โครงงาน 3.มเี จตคตทิ ดี่ ตี ่อการ ทาโครงงานและเหน็ คุณคา่ ของโครงงาน
แผนกำรจดั กำรเรีย สำระทักษะกำรเรยี นรู้ ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนต้น วิชำโครงงำนเพ่อื พ หลกั สูตรกำรศึกษำนอกระบบ ระดบั กำร วนั ที่ เดือน ปี ตวั ชว้ี ดั เน้ือหำ 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจ หลกั การและ 3. การเตรียมการทาโครง แนวคดิ โครงงานความหมายของ ทักษะการเรียนรู้ โครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการเรียนรู้ 3.1 การพจิ ารณาเลือก ประเภทของโครงงานการเตรียมการทา 3.2 การวางแผนทาโค โครงงาน ทกั ษะและกระบวนการในการ ขนั้ ตอนกระบวนการทาโค ทาโครงงาน การดาเนินการในการทา โครงงาน
23 ยนรู้แบบสอนเสริม พฒั นำทักษะกำรเรยี นรู้ รหัสวชิ ำ ทร02006 ภำคเรียนท่ี 1/25๖3 รศึกษำขัน้ พื้นฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 งงานเพื่อพฒั นา กิจกรรม หมำยเหตุ(สื่อ) ขน้ั ท่ี ๑กำหนดสภำพปัญหำกำรเรียนรู้ กโครงงาน -ครูและผ้เู รียนร่วมกนั สนทนาเกย่ี วกับความรู้ (โดยครู กศน.) ครงงานและ 1.หนังสอื เรียน ครงงาน พนื้ ฐานที่ผ้เู รยี นไดเ้ คยเรยี นรู้การเตรียมการทา 2.ห้องสมดุ 3.อินเตอร์เนต็ โครงงานเพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ว่ามี 4.กศน.ตาบล 5.ผูร้ ู้ ความรู้เดมิ มากน้อยเพยี งใด -ครซู กั ถามผ้เู รยี นเก่ยี วกบั โครงงานวา่ ผูเ้ รยี นมี ความสนใจอยากทาโครงงานหรอื ไม่ ขัน้ ที่ ๒แสวงหำขอ้ มูลและกิจกรรมกำรเรียนรู้ ๑.แบ่งผู้เรยี นออกเป็นกลุ่มๆละ 4 คน ๒.ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศกึ ษารายละเอียดการ เตรียมการทาโครงงานเพ่ือพัฒนาทกั ษะการ เรียนรู้ ๓.ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรปุ ความรทู้ ี่ไดเ้ ป็น Concept Map หรือ Mind Mapping ๔.ให้ผเู้ รยี นแตล่ ะกลุม่ ลองคิดโครงงานออกมา แลว้ มานาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น 5.ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรปุ ความรู้ที่ได้
วนั ที่ เดอื น ปี ตวั ชี้วดั เนื้อหำ 4. ทักษะและกระบวนกา การทาโครงงานเพื่อพัฒน เรยี นรู้ (การหาข้อมูล การ การจดั ทาข้อมูล การนาเ การพฒั นาต่อยอดความร 4.1 ทักษะด้านการจ สารสนเทศ 4.2 ทักษะการคดิ อย
24 กิจกรรม หมำยเหตุ(ส่ือ) ข้ันท่ี ๓ กำรปฏิบัตนิ ำไปใช้ 3.1 ผเู้ รียนนาความรู้ทไี่ ด้รบั ไปปฏบิ ตั ใิ ชใ้ นการ ทางาน การทาโครงงาน 3.2 ผเู้ รียนรวบรวมผลการปฏบิ ตั ิ สรปุ และ องค์ความรู้ ขน้ั ที่ ๔ กำรประเมินผลกำรเรยี นรู้ 4.1 ครแู ละผเู้ รยี นรว่ มกนั สรุปองค์ความรู้จาก การนาเสนอผลงาน ของผเู้ รยี น 4.2 ผเู้ รียนนาความร้ทู ไ่ี ด้จากการสรุปองค์ ความรู้ไปใชใ้ นการปรบั ปรงุ แก้ไข ข้อบกพร่อง ของตนเอง 4.3 ครปู ระเมนิ ผลการเรียนรู้ของผูเ้ รียนจาก ผลงาน เอกสารรายงาน ใบงาน ตามสภาพ ความเป็นจริง และธรรมชาติของผเู้ รียน ารที่จาเป็นใน ขัน้ ท่ี ๑กำหนดสภำพปญั หำกำรเรยี นรู้ (โดยครู กศน.) นาทักษะการ -ครูและผเู้ รยี นร่วมกันสนทนาเกี่ยวกบั ทักษะ 1.หนังสือเรียน รเลือกใช้ข้อมูล และกระบวนการที่จาเปน็ ในการทาโครงงาน 2.หอ้ งสมุด เสนอขอ้ มูล เพ่ือพฒั นาทักษะการเรยี นรู้ 3.อินเตอรเ์ น็ต รู้ -ครูซกั ถามผูเ้ รยี นเก่ยี วกบั ทกั ษะก้านตา่ งๆ 4.กศน.ตาบล จัดการข้อมูล เกยี่ วกับการโครงงานเพื่อพฒั นาทกั ษะการ 5.ผู้รู้ เรยี นรู้ ยา่ งเป็นระบบ
วนั ท่ี เดอื น ปี ตวั ช้วี ัด เนื้อหำ 4.3 ทกั ษะกระบวนก วิทยาศาสตร์ 4.4 ทกั ษะการนาเสน 4.5 ทกั ษะการพฒั น ความรู้
25 กิจกรรม หมำยเหตุ(ส่ือ) ขน้ั ท่ี ๒แสวงหำขอ้ มลู และกิจกรรมกำรเรยี นรู้ การทาง ๑.แบง่ ผูเ้ รยี นออกเป็นกลุ่มๆละ 4 คน ๒.ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศกึ ษารายละเอียด นอ นาต่อยอด - ทกั ษะด้านการจดั การข้อมูลสารสนเทศ - ทักษะการคิดอย่างเปน็ ระบบ - ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ - ทักษะการนาเสนอ - ทักษะการพัฒนาตอ่ ยอดความรู้ ๓.ผ้เู รยี นแตล่ ะกล่มุ สรุปความรู้ท่ีได้เปน็ Concept Map หรือ Mind Mapping ๔.ให้ผเู้ รยี นแตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนองานหนา้ ชนั้ เรียน ทีก่ ลมุ่ ตนเองได้รบั ๕.ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรปุ ความรทู้ ่ีได้ ข้นั ที่ ๓ กำรปฏิบตั ินำไปใช้ 3.1 ผเู้ รยี นนาความรทู้ ่ไี ดร้ บั ไปปฏิบตั ใิ ชใ้ นการ ทางาน การทาโครงงาน 3.2 ผเู้ รียนรวบรวมผลการปฏิบตั ิ สรุป และ องค์ความรู้ ขัน้ ท่ี ๔ กำรประเมินผลกำรเรยี นรู้ 4.1 ครูและผูเ้ รียนร่วมกนั สรุปองค์ความรจู้ าก การนาเสนอผลงาน ของผูเ้ รยี น 4.2 ผู้เรยี นนาความรู้ที่ไดจ้ ากการสรุปองค์ ความรู้ไปใชใ้ นการปรับปรุง แกไ้ ข ข้อบกพร่อง
วนั ท่ี เดือน ปี ตวั ชีว้ ดั เนือ้ หำ 2. มีความสามารถในการดาเนินการทา 5. การดาเนนิ การในการท โครงงาน และสะท้อนความคิดเหน็ ต่อ โครงงาน เชน่ การพฒั นา โครงงาน การทาไดอาร่ี ออนไลน์
26 กิจกรรม หมำยเหตุ(ส่ือ) ของตนเอง 4.3 ครปู ระเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนจาก ผลงาน เอกสารรายงาน ใบงาน ตามสภาพ ความเป็นจรงิ และธรรมชาตขิ องผเู้ รยี น ทา ขั้นท่ี ๑กำหนดสภำพปญั หำกำรเรียนรู้ (โดยครู กศน.) าแหล่งเรียนรู้ -ครูและผ้เู รยี นรว่ มกันสนทนาเก่ียวการทา 1.หนังสือเรียน โครงงานเพื่อพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ 2.ห้องสมุด -ครซู กั ถามผเู้ รียนเกีย่ วกบั ปัจจัยและขนั้ ตอนใน 3.อนิ เตอรเ์ น็ต การทาโครงงาน 4.กศน.ตาบล ขัน้ ท่ี ๒แสวงหำขอ้ มูลและกิจกรรมกำรเรยี นรู้ 5.ผรู้ ู้ ๑.แบง่ ผเู้ รยี นออกเป็นกลมุ่ ๆละ 4 คน ๒.ให้นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มจัดทาโครงงานทต่ี นเอง สนใจอยากจะทา ๓.ผ้เู รียนแต่ละกลุ่มกลมุ่ ออกมานาเสนองาน หน้าชั้นเรยี น เกีย่ วกับโครงงานทตี่ นเองจะทา ๕.ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ และใหค้ วามรู้ เพิม่ เติมเกี่ยวกับโครงงานทีผ่ เู้ รยี นอยากทา ข้ันที่ ๓ กำรปฏบิ ัตินำไปใช้ 3.1 ผู้เรยี นนาความรทู้ ่ีไดร้ บั ไปปฏบิ ตั ใิ ช้ในการ ทางาน การทาโครงงาน 3.2 ผ้เู รยี นรวบรวมผลการปฏิบตั ิ สรปุ และ องค์ความรู้
วนั ที่ เดอื น ปี ตัวช้วี ัด เน้ือหำ 3.มีเจตคติที่ดีต่อการทาโครงงานและ 6. การสะทอ้ นความคิดเห เหน็ คณุ ค่าของโครงงาน 6.1 แนวคิดเรื่องการ ความคดิ 6.2 ความสาคัญของ ความคดิ 6.3 การประเมินโคร พัฒนาโครงงานจากข้อบก
27 กจิ กรรม หมำยเหตุ(ส่ือ) ขน้ั ท่ี ๔ กำรประเมินผลกำรเรียนรู้ 4.1 ครูและผเู้ รยี นรว่ มกันสรุปองค์ความรู้จาก การนาเสนอผลงาน ของผเู้ รยี น 4.2 ผูเ้ รยี นนาความรทู้ ไ่ี ด้จากการสรปุ องค์ ความรไู้ ปใช้ในการปรบั ปรุง แก้ไข ข้อบกพร่อง ของตนเอง 4.3 ครปู ระเมนิ ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนจาก ผลงาน เอกสารรายงาน ใบงาน ตามสภาพ ความเป็นจรงิ และธรรมชาติของผเู้ รียน หน็ ต่อโครงงาน ขั้นท่ี ๑กำหนดสภำพปัญหำกำรเรียนรู้ (โดยครู กศน.) รสะท้อน -ครูและผู้เรยี นรว่ มกันสนทนาเกีย่ วกับการ 1.หนังสือเรียน สะท้อนความคิดเห็นต่อโครงงาน 2.ห้องสมุด งการสะท้อน -ครูซกั ถามผู้เรียนเก่ยี วกบั 3.อนิ เตอรเ์ น็ต 4.กศน.ตาบล รงงานและการ - แนวคดิ เรอ่ื งการสะท้อนความคดิ 5.ผรู้ ู้ กพร่องตา่ งๆ - ความสาคัญของการสะทอ้ นความคดิ - การประเมนิ โครงงานและการพัฒนา โครงงานจากข้อบกพร่องต่างๆ ขั้นที่ ๒แสวงหำข้อมลู และกิจกรรมกำรเรยี นรู้ ๑.แบง่ ผเู้ รยี นออกเปน็ กลุ่มๆละ 4 คน ๒.ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มศกึ ษารายละเอียด - แนวคดิ เรือ่ งการสะท้อนความคิด
วนั ท่ี เดอื น ปี ตัวช้วี ดั เน้อื หำ
28 กิจกรรม หมำยเหตุ(ส่ือ) - ความสาคญั ของการสะท้อนความคิด - การประเมินโครงงานและการพฒั นา ๓.ผูเ้ รียนแต่ละกลมุ่ สรุปความรูท้ ่ีได้เป็น Concept Map หรือ Mind Mapping ๔.ให้ผเู้ รยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนองานหนา้ ชนั้ เรยี น ที่กลมุ่ ตนเองได้รบั ๕.ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปความรูท้ ่ไี ด้ ข้ันที่ ๓ กำรปฏบิ ัตินำไปใช้ 3.1 ผู้เรียนนาความรู้ท่ีได้รบั ไปปฏบิ ตั ใิ ชใ้ นการ ทางาน การทาโครงงาน 3.2 ผู้เรยี นรวบรวมผลการปฏบิ ตั ิ สรปุ และ องค์ความรู้ ขน้ั ที่ ๔ กำรประเมนิ ผลกำรเรียนรู้ 4.1 ครแู ละผเู้ รยี นรว่ มกนั สรุปองค์ความรจู้ าก การนาเสนอผลงาน ของผู้เรยี น 4.2 ผู้เรียนนาความร้ทู ี่ไดจ้ ากการสรปุ องค์ ความรู้ไปใช้ในการปรบั ปรุง แกไ้ ข ข้อบกพร่อง ของตนเอง 4.3 ครูประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรยี นจาก ผลงาน เอกสารรายงาน ใบงาน ตามสภาพ ความเป็นจรงิ และธรรมชาติของผ้เู รียน
29 ใบควำมรู้สอนเสริม วิชำโครงงำนเพื่อพัฒนำทักษะกำรเรยี นรู้ รหสั ทร02006 ระดับมัธยมศกึ ษำตอนต้น เรื่อง กำรเตรยี มกำรวำงแผนและขั้นตอนกระบวนกำรทำโครงงำนเพ่อื พัฒนำทักษะกำรเรียนรู้ 3.1.กำรพิจำรณำเลือกโครงงำน การพจิ ารณาเลอื กโครงงานสาหรับการทาโครงงานประเภทตา่ งๆ มแี นวคดิ กว้างๆ ให้ผ้เู รียนไดใ้ ชเ้ ปน็ กรอบความคิดในการตัดสินใจ พิจารณาเลือกหัวข้อในการทา โครงงานจากเร่ืองปัญหาใกล้ๆ ตัวเร่ืองท่ีต่อ ยอดจากบทเรียนที่เรยี นมาแล้วโดยมวี ิธกี ารคิด ดงั น้ี 1) ใหส้ งั เกตสิ่งแวดลอ้ มใกล้ตัวที่เป็นปัญหำ ในการสังเกตสิ่งแวดล้อมท่ัวไปรอบๆ ตัวผู้เรียนที่เป็นปัญหา เช่น สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา สงิ่ แวดล้อมรอบบ้าน สิ่งแวดล้อมท่ัวไป เช่น ในสถานศึกษามีขยะเยอะ มีเศษไม้ เศษหญ้า หรือวัสดุต่างๆ ท่ีไม่ สามารถนากลับมาใชป้ ระโยชนไ์ ด้แลว้ คิดหาวิธีใหส้ ามารถนากลบั มาใช้ให้เกดิ ประโยชนอีกครงั้ 2) ใหส้ ำรวจปญั หำที่เกิดจำกอำชพี ในชมุ ชนหรือทอ้ งถิ่น ในการประกอบอาชพี ในชมุ ชนหรอื ท้องถนิ่ ว่ามีปัญหาเกดิ ข้ึนอย่างไรบ้าง เช่น ปัญหาจากแมลงศัตรูพืช วชั พชื ต่างๆ หาวิธกี าจัดศตั รพู ืชวัชพชื ต่างๆ หรือนาสง่ิ เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือวิธีในการเพ่ิมจานวน ผลผลติ ของอาชีพต่างๆ หาวิธใี นการลดค่าใช้จา่ ยในการผลิต หาวิธีในการลดเวลา จานวนต้นทุน ฯลฯ 3) สำรวจปัญหำของอำชพี เสริม ในการสารวจปญั หาจากการประกอบอาชีพเสริมของตัวผู้เรียนเอง ชุมชนหรือท้องถิ่นโดยการหาวิธีใน การเพ่มิ ปรมิ าณ ผลผลติ คุณภาพของผลผลิต หรอื ปรบั ปรงุ วธิ กี ารตา่ งๆ ใหม้ ีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน เช่น การเลี้ยง ปลาสวยงาม ให้คดิ หาวิธีในการทาใหป้ ลามีสสี วยโดยคดิ วิธหี าสตู รอาหาร วธิ ใี นการเพาะพนั ธุ์ปลาเป็นต้น 4) สำรวจควำมเชอ่ื ของคนในชุมชนหรอื ท้องถน่ิ ผู้เรียนสารวจความเชื่อต่างๆ ของคนในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความเชื่อในเร่ือง ตา่ งๆ หรอื ที่เคยปฏบิ ตั ิสบื ตอ่ ๆกนั มา มาพสิ จู น์หาขอ้ เท็จจรงิ วา่ ที่คนในชมุ ชนท้องถ่ินกระทานั้น เป็นจริงหรือไม่ เช่นความเชื่อในเร่ืองฟันผุมีสาเหตุมาจากแมงกินฟันจริงหรือความเช่ือในเร่ืองห้ามหญิงมีครรภ์เย็บปักถักร้อย ฯลฯ แลว้ นามาคิดหาแนวคดิ ในการทาโครงงาน 5) ศึกษำคน้ ควำ้ จำกหนงั สอื ตำรำทเี่ กย่ี วขอ้ งหรือหนังสอื พิมพ์ ในการท่ีจะได้หัวข้อของโครงงาน การศึกษาหาความรู้จากหนังสือหรือตาราท่ีเก่ียวข้อง หรือ หนังสือพิมพ์ที่ได้นาเสนอเก่ียวกับการทาโครงงาน ซ่ึงเราจะนาแนวคิดต่างๆ ที่ได้มาจากหนังสือพิมพ์นามา ดัดแปลงหรือคดิ เป็นหวั ข้อโครงงานได้ 6) ชม ฟัง รำยกำรวทิ ยหุ รอื โทรทศั น์ รายการวิทยุหรือโทรทัศน์หลายรายการ ได้นาเสนอเก่ียวกับการทาโครงงานที่ได้จัดทาประสบ ความสาเรจ็ ไดน้ ามาเสนอสู่สายตาบุคคลท่วั ไปโดยแนวคิดตา่ งๆ มาปรบั ปรุงเพอ่ื คดิ เปน็ หัวขอ้ โครงงานได้ 7) ศกึ ษำจำกนทิ รรศกำรหรอื โครงงำนของผูอ้ นื่ ในการเข้าศึกษาดูงานจากนิทรรศการต่างๆ ตามหน่วยงานหรือสถาบันทางการศึกษาได้จัดข้ึนเช่น ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือหน่วยงานของทางราชการหรือเอกชน จะมีการนาโครงงานประเภทต่างๆ เข้ามา ประกวดหรอื แข่งขัน แล้วนาแนวคิดทีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษามาปรบั ปรุงคดิ เปน็ หัวข้อโครงงานของเราได้ 8) ผ้เู รยี นสำมำรถสนทนำแลกเปลยี่ นควำมรจู้ ำกผู้ร้หู รือครปู ระจำกลมุ่ ในเรอ่ื งท่เี ราสนใจเพอ่ื หาแนวความคดิ กว้างๆ หรือวิธีในการตัดสินใจในการเลือกคดิ ทาหัวขอ้ โครงงาน
30 3.2 กำรวำงแผนทำโครงงำนและขนั้ ตอนกระบวนกำรทำโครงงำน การทาโครงงานมขี น้ั ตอนกระบวนการ ดงั นี้ 1) การคิดและการเลือกหัวเร่ือง ผู้เรียนจะต้องคิดและเลือกหัวเร่ืองของโครงงานด้วยตนเองว่า อยากจะ ศกึ ษาอะไรทาไมจึงอยากศึกษาหัวเร่ืองของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คาถามหรือความ อยากรู้ อยาก เหน็ เก่ียวกบั เรื่องตา่ งๆ ของผเู้ รียนเองหัวเร่อื งของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เม่ือใครได้อ่าน ชอ่ื เรือ่ งแล้ว ควรเข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานน้ีทาจากอะไรและควรคานึงถึงประเด็นความเหมาะสมของระดับ ความรคู้ วามสามารถของผ้เู รยี น วสั ดอุ ปุ กรณท์ ่ใี ช้งบประมาณ ระยะเวลาความปลอดภัยและแหล่งความรู้ เป็น ตน้ 2) การวางแผนการทาโครงงาน จะรวมถงึ การเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซ่ึงต้องมีแนวคิดที่กาหนดไว้ ล่วงหน้า เพื่อให้การดาเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนาเสนอต่อครูประจากลุ่มหรือ ครูทีป่ รกึ ษา เพ่ือขอความเห็นชอบก่อนดาเนนิ การข้ันต่อไป การเขียนเค้าโครงของโครงงานโดยทั่วไป เขียนเพ่ือ แสดงแนวคิด แผนงาน และข้ันตอนการทาโครงงานซึง่ ควรประกอบดว้ ยหวั ข้อตอ่ ไปนี้ 2.1) ชื่อโครงงาน : เป็นช่ือเรื่องที่ผู้เรียนจะทาการศึกษาค้นคว้า เพ่ือหาคาตอบหรือหา แนวทางใน การแก้ปัญหา การต้ังชื่อเร่ือง ควรส่ือความหมายให้ได้ว่าเป็นโครงงานที่จะทาอะไร เพ่ือใคร /อะไร ควรเป็น ขอ้ ความที่กะทัดรัดชดั เจนสื่อความหมายได้ตรง .2) ชื่อผู้ทาโครงงาน : เป็นการระบชุ อ่ื ของผ้ทู าโครงงาน ถ้าเป็นโครงงานกลุ่มให้ระบุช่ือผู้ทา โครงงาน ทุกคนพรอ้ มเขยี นรายละเอยี ดงานหรือหนา้ ทีค่ วามรบั ผดิ ชอบ ในการทาโครงงานของแตล่ ะคนให้ ชัดเจน 2.3) ช่ือท่ีปรึกษาโครงงาน : เป็นการระบุช่ือผู้ที่ให้คาปรึกษา ให้คาแนะนาในการทาโครงงาน ของ ผูเ้ รยี น 2.4) หลักการและเหตุผลของโครงงาน : เป็นการอธิบายว่า เหตุใดจึงเลือกทาโครงงานเร่ืองน้ี มี ความสาคัญอย่างไรมีหลักการหรือทฤษฎีอะไรท่ีเก่ียวข้อง เรื่องท่ีทาเป็นเร่ืองใหม่ หรือมีผู้อื่นได้ศึกษาค้นคว้า เร่ืองน้ีไว้บ้างแล้ว ถ้ามีได้ผลอย่างไร เร่ืองท่ีทาได้ขยายผลเพ่ิมเติม ปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทาไว้อย่างไร หรือ เปน็ การทาช้าเพ่ือตรวจสอบผล 2.5) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ : ควรมีความเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดได้เป็นการ บอก ขอบเขตของงานท่ีจะทาให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์มักเขียนว่าศึกษา. เพ่ือเปรียบเทียบ. เพ่ือผลิต. เพื่อทดลอง. หรือ เพื่อสารวจ. ซึ่งจุดประสงค์ของโครงงานที่จะบ่งบอกว่าเป็นโครงงานประเภทใด (ตาม เนื้อหาบทที่ 2) และจดุ มง่ หมายของโครงงานจะเป็นทิศทางในการกาหนดวธิ กี ารดาเนนิ โครงการ 2.6) สมมตฐิ านในการทาโครงงาน (ถา้ ม)ี : สมมตฐิ านเปน็ คาตอบหรือคาอธิบายที่คาดไว้ ล่วงหน้า ซึ่ง อาจจะถูกหรือไม่ก็ได้การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่สาคัญ คือ เป็น ข้อความท่ีมองเห็นแนวทางในการดาเนินการทดสอบได้โครงงานวิจัยท่ีกาหนดสมมุติฐานควรเป็น โครงงาน ประเภททดลอง ซ่ึงมกั จะต้องกาหนดตัวแปรในกระบวนการทดลอง นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ ระหว่างตัว แปรอิสระ (ต้น) และตัวแปรตาม ตัวแปรแทรกซ้อน ซึ่งตัวแปรท่ีเก่ียวข้อง : ตัวแปรอิสระ (ต้น) ส่ิงท่ี เป็นเหตุ ของปญั หา ตวั แปรตาม คือส่ิงที่เปน็ ผล ตัวแปรแทรกซ้อนคือส่ิงที่อาจมีผลต่อตัวแปรตามโดยผู้วิจัยไม่ ต้องการ ใหเ้ กิดเหตกุ ารณ์นน้ั ขน้ึ 2.7) วิธีดาเนินงานและขั้นตอนการดาเนินงาน : เป็นการเขียนให้เห็นข้ันตอนของการ ทาโครงงาน ตั้งแต่เร่ิมต้นจนสิ้นสุดการทางาน โดยเขียนให้ชัดเจนว่าจะต้องทาอะไรทาเม่ือไหร่ ท่ีไหน ให้ละเอียด ทุก ขัน้ ตอนและกจิ กรรม
31 2.8) แผนปฏบิ ัตงิ าน : เปน็ การนาข้ันตอนการทาโครงงานมาเขยี นในรูปของปฏิทินตาราง กาหนดการ ทางานในแตล่ ะขัน้ ตอน 2.9) ผลที่คาดว่าจะได้รับ : เป็นการเขียนให้เห็นถึงประโยชน์และผลที่คาดว่าจะได้รับจากการ ทา โครงงาน โดยให้ระบุวา่ จะเกดิ ประโยชน์แก่ใครเกิดข้ึนอย่างไร ท้ังโดยทางตรงหรอื ทางอ้อมและ ผลที่คาดว่า จะ ได้รับจะตอ้ งสอดคล้องกบั จดุ มุ่งหมายหรือวัตถปุ ระสงค์ 2.10) เอกสารอ้างอิง : รายชื่อเอกสารที่นามาอ้างอิงเพื่อประกอบการทาโครงงาน ตลอดจน การ เขียนรายงานการทาโครงงานควรเขียนตามหลักการทน่ี ยิ ม 3) การดาเนนิ งานเมอื่ ทป่ี รึกษาโครงงานใหค้ วามเหน็ ชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นลง มือปฏิบัติงานตามข้ันตอนที่ระบุไว้ผู้เรียนต้องพยายามทาตามแผนงานที่วางไว้เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานท่ี ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คานึงถึงความประหยัดและความปลอดภัยในการทางาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทาอะไรไปบ้างได้ผลอย่างไรมีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายาม บันทกึ ให้เป็นระเบยี บและครบถว้ น 4) การเขียนรายงานเก่ียวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งท่ีจะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการดาเนินงานผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ จากการศึกษาค้นคว้าต้ังแต่ต้นจนจบ การ เขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงานส่วนประกอบของหัวข้อในรายงานต้อง เหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับช้ันของผู้เรียนองค์ประกอบของการเขียนรายงานโครงงาน แบ่ง กว้างๆ เป็น 3 สว่ น ดังนี้ 4.1) ส่วนปกและส่วนตน้ ประกอบด้วย (1) ชอ่ื โครงงาน (2) โครงงาน ระดบั สถานศกึ ษา และวันเดอื นปีทจ่ี ัดทา (3) ชื่อครูประจากลุม่ อาจารยท์ ี่ปรกึ ษา (4) คานา (5) สารบัญ (6) สารบญั ตาราง หรือภาพประกอบ (ถา้ มี) (7) บทคดั ยอ่ สน้ั ๆ ท่บี อกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซึ่งประกอบดว้ ย เรื่อง วตั ถุประสงค์ วิธี การศึกษา ระยะเวลา และสรปุ ผล (8) กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคณุ บุคคล หรอื หนว่ ยงานท่ีให้ ความ ชว่ ยเหลือหรือมีส่วนเกีย่ วขอ้ ง 4.2) ส่วนเนอ้ื เรือ่ ง ประกอบด้วย (1) บทนาบอกความเปน็ มา ความสาคัญของโครงงาน บอกเหตุผล หรอื เหตจุ งู ใจใน การเลือกหวั ขอ้ โครงงาน (2) วัตถปุ ระสงค์ของโครงงาน (3) สมมตฐิ านของการศกึ ษาคน้ ควา้ (4) การดาเนินงานอาจเขยี นเป็นตาราง แผนผังโครงงานเพ่อื ให้การดาเนนิ งาน เปน็ ไป ตามหัวขอ้ เร่ือง ตรงตามวตั ถุประสงโครงงานและพสิ ูจน์คาตอบ (สมมติฐาน) (5) สรปุ ผลการศกึ ษาเป็นการอธิบายคาตอบท่ีได้จากการศึกษาคน้ คว้าตามหัวขอ้ ย่อยที่ตอ้ งการทราบวา่ เป็นไปสมมตฐิ านหรอื ไม่
32 (6) อภปิ รายผล บอกประโยชน์หรอื คุณคา่ ของผลงานท่ีได้และบอกข้อจากดั หรือ ปญั หา อุปสรรค (ถา้ มี) พรอ้ มทั้งบอกขอ้ เสนอแนะในการศกึ ษาคน้ คว้าโครงงานลักษณะใกล้เคียงกัน 4.3) ส่วนท้าย ประกอบด้วย (1) บรรณานุกรมหรือเอกสารอา้ งองิ หรอื เอกสารที่ใชค้ น้ ควา้ ซึง่ มหี ลายประเภท เช่น หนังสือ ตารา บทความ หรือคอลัมน์ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น หนังสือ ชื่อ นามสกุล ช่ือหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สานักพิมพ์, ปีที่พิมพ์บทความในวาสารชื่อผู้เขียน \"ชื่อบทความ\" ชื่อวารสาร. ปีที่ หรือเล่มที่ : หน้า ; วัน เดือน ปี. คอลัมน์จากหนังสือพิมพ์ช่ือผู้เขียน \"ช่ือคอลัมน์ : ชื่อเรื่องในคอลัมน์\" ชื่อ หนังสอื พิมพ.์ วัน เดอื น ป.ี (2) ภาคผนวก เชน่ โครงรา่ งโครงงาน ภาพกิจกรรม แบบสอบถาม บทสัมภาษณ์ 5) การนาเสนอผลงานการนาเสนอผลงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทาโครงงาน และเข้าใจถึง ผลงานน้ัน การนาเสนอผลงานอาจทาได้หลายรูปแบบ ข้ึนอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทของโครงงาน เน้ือหา เวลา ระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติการเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์ จาลอง การสาธิต การจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจมีท้ังการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคาพูดหรือการรายงานปาก เปล่า การบรรยาย สิ่งสาคัญคือ พยายามทาให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจงา่ ย และมีความถกู ต้องของเนอ้ื หา
33 ใบควำมรู้สอนเสริม วิชำโครงงำนเพ่อื พัฒนำทกั ษะกำรเรียนรู้ รหสั ทร02006 ระดับมัธยมศกึ ษำตอนต้น เรือ่ ง ทกั ษะที่จำเป็นในกำรทำโครงงำนเพ่ือพัฒนำทักษะกำรเรยี นรู้ 4.1.ทักษะด้านการจดั การข้อมลู สารสนเทศ “ ข้อมูล (Data)”หมายถงึ กลุ่มตัวอกั ขระท่ีเมือ่ นามารวมกันแลว้ มีความหมายอย่างใดอย่างหนึง่ และ มคี วามสาคัญควรคา่ แก่การจัดเกบ็ เพ่ือนาไปใชใ้ นโอกาสต่อๆ ไป ข้อมูลมักเปน็ ข้อความท่ีอธิบายถงึ สง่ิ ใดสิง่ หน่ึง อาจเปน็ ตัวอักษร ตวั เลขหรือสญั ลกั ษณ์ใดๆ ที่สามารถนาไปประมวลผลดว้ ยคอมพวิ เตอรไ์ ด้ (www.itdestination.) “ขอ้ มูล (Data)” หมายถึง ขา่ วสาร เอกสาร ขอ้ เทจ็ จรงิ เก่ียวกบั บคุ คล สงิ่ ของหรอื เหตุการณใ์ น รูปแบบของตัวเลข ภาพ ตัวอักษรและสญั ลักษณต์ า่ งๆ เช่น คะแนนสอบวชิ าภาษาไทย ราคาสินค้า จานวน ผู้เรยี นในโรงเรยี น (www.thaigoodview.) “ขอ้ มลู ”หมายถงึ ข้อเทจ็ จริงตา่ งๆ ทมี่ ีอยู่ในธรรมชาติ เปน็ กลมุ่ สญั ลกั ษณ์แทนปริมาณ หรือการ กระทาตา่ งๆ ท่ียงั ไม่ผ่านการวิเคราะห์ หรอื การประมวลผล ขอ้ มลู อยู่ในรูปของตัวเลข ตัวหนังสอื รปู ภาพ แผนภูมิ เป็นตน้ (www.internationalschool.) “สารสนเทศ (Information)” หมายถึง ข้อมลู ต่างๆ ท่ีได้ผา่ นการเปลีย่ นแปลงหรอื มกี ารประมวลผล หรือวเิ คราะห์สรปุ ผลดว้ ยวธิ ีการตา่ งๆ แลว้ เก็บรวบรวมไว้ เพอื่ นามาใช้ประโยชน์ตามต้องการการประมวลผล (Data Processing) เป็นการนาข้อมลู จากแหลง่ ต่างๆ ท่เี ก็บรวบรวมไว้มาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อแปร สภาพขอ้ มลู ให้เปน็ ระบบและอยู่ในรปู แบบทตี่ อ้ งการ (www.thaigoodview.) สารสนเทศ”หมายถงึ ข้อมลู ท่ผี า่ นการเปลย่ี นแปลง หรอื จัดกระทาเพ่ือผลของการเพิ่มความรู้ ความ เขา้ ใจของผู้ใช้ ลักษณะของสารสนเทศจะเป็นการรวบรวมข้อมูลหลายๆ อยา่ ง ที่เกีย่ วข้องกันเพ่ือจุดมงุ่ หมาย อย่างใดอย่างหนงึ่ (internationalschool. eduzones.) “แหลง่ ข้อมลู ”หมายถงึ สถานทีห่ รือแหลง่ ท่ีเกดิ ข้อมูลแหล่งข้อมลู จะแตกต่างกันไปตามข้อมลู ท่ี ต้องการ เช่น บ้านเป็นแหลง่ ข้อมูลที่เก่ียวกบั ผ้เู รยี น โดยบนั ทกึ ข้อมูลไว้ในทะเบียนบา้ น ห้องสมุดเปน็ แหล่งขอ้ มูลเกย่ี วกับความร้ตู ่างๆ ข้อมูลบางอย่างเราอาจจะนามาจากแหล่งข้อมูลหลายแหล่งได้ เชน่ ราคาของ เล่นชนดิ เดียวกัน เราอาจจะหาข้อมลู จากแหลง่ ข้อมูลซ่ึงได้แก่รา้ นค้าหลายๆ รา้ นได้ และข้อมูลหรอื ราคาที่ได้ อาจจะแตกต่างกันไป หนังสอื พมิ พ์เปน็ แหลง่ ข้อมลู ที่มที งั้ ข้อความ ตวั เลข รปู ภาพ เลอื กใชข้ ้อมลู (www.202. 143. 159. 117) การเลือกใช้ขอ้ มูลในการตัดสนิ ใจเป็นสิ่งท่มี ปี ระโยชนม์ าก เพราะในการดารงชวี ติ ของคนเรามัก เกีย่ วขอ้ งกบั เหตุการณต์ ่างๆ มากมาย จึงจาเป็นตอ้ งอาศัยการตดั สินใจอย่างมรี ะบบระเบยี บ มีหลักมเี กณฑ์ และมีเหตุผล โดยนาปจั จัยตา่ งๆ มาพจิ ารณาก่อนทีจ่ ะตัดสินใจ เพอ่ื ให้ทางเลือกท่ีดที สี่ ดุ ซ่ึงต้องอาศยั ท้ังความรู้ ประสบการณ์ ข้อมลู ขา่ วสารตา่ งๆ เปน็ ส่วนประกอบ เพ่ือไมใ่ ห้เกดิ ความผดิ พลาดหรือโอกาสที่จะผดิ พลาดมี น้อยที่สุด กำรจดั ทำขอ้ มูลให้เปน็ สำรสนเทศ (www.krutong.) การจัดทาข้อมลู ให้เปน็ สารสนเทศทจ่ี ะเปน็ ประโยชน์ต่อการใช้งาน จาเป็นตอ้ งอาศัยเทคโนโลยเี ข้ามาชว่ ยใน การดาเนนิ การ เริ่มตงั้ แต่การรวบรวมและตรวจสอบขอ้ มลู การดาเนนิ การประมวลผลข้อมลู ให้กลายเป็น สารสนเทศ และการดแู ลรักษาสารสนเทศเพื่อการใชง้ าน ดังตอ่ ไปนี้
34 ก. กำรรวบรวมและตรวจสอบขอ้ มลู 1) การเก็บรวบรวมข้อมลู เป็นเร่ืองของการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ซง่ึ มจี านวนมาก และต้องเกบ็ ให้ได้อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรยี น ขอ้ มลู ประวตั ิบุคลากร ปัจจบุ ันมีเทคโนโลยีช่วยในการ จดั เก็บอยู่เป็นจานวนมาก เช่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การอา่ นข้อมูลจากรหัสแทง่ การตรวจใบ ลงทะเบียนท่ีมีการฝนดินสอดาในตาแหน่งตา่ งๆ เปน็ วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เช่นกัน 2) การตรวจสอบข้อมูล เม่ือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแลว้ จาเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อความถูกต้อง ขอ้ มูลท่เี ก็บเขา้ ในระบบต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบทีผ่ ิดพลาดต้องแก้ไขการตรวจสอบ ข้อมูลมีหลายวธิ ี เช่น การใช้ผปู้ อ้ นข้อมูลสองคนป้อนข้อมลู ชดุ เดียวกนั เขา้ คอมพิวเตอรแ์ ล้วเปรียบเทยี บกนั ข. กำรประมวลผลขอ้ มลู แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) การประมวลผลด้วยมือ วิธนี ้เี หมาะกบั ข้อมลู จานวนไม่มากและไมซ่ บั ซ้อน อุปกรณ์ในการ คานวณได้แก่ เครื่องคิดเลข ลกู คดิ 2) การประมวลผลดว้ ยเคร่ืองจักร วิธนี ีเ้ หมาะกับขอ้ มูลจานวนปานกลาง และไม่จาเปน็ ต้อง ใช้ผลในการคานวณทนั ทีทันใด เพราะต้องอาศัยเครือ่ งจกั รและแรงงานคน 3) การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ วิธนี ้ีเหมาะกับงานท่ีมีจานวนมาก ไม่สามารถใช้ได้ และ งานมีการคานวณท่ยี ุง่ ยากซับซ้อน การคานวณดว้ ยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ จะใหผ้ ลลพั ธท์ ีถ่ กู ตอ้ งแมน่ ยาและ รวดเรว็ ลำดบั ขั้นตอนในกำรประมวลผลขอ้ มลู มดี งั นี้ 1) การจดั แบ่งกลมุ่ ข้อมูล ข้อมลู ทเ่ี ก็บจะตอ้ งมกี ารแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อเตรยี มไว้สาหรับการใช้ งาน การแบ่งแยกกลุ่มมวี ิธกี ารทชี่ ดั เจน เชน่ ข้อมูลในโรงเรียนมกี ารแบ่งเป็นแฟ้มประวัตินักเรยี น และแฟม้ ลงทะเบยี น สมดุ โทรศัพท์หน้าเหลืองมีการแบ่งหมวดสนิ ค้าและบริการ เพ่ือความสะดวกในการค้นหา 2) การจัดเรยี งข้อมูล เมื่อจัดแบ่งกลมุ่ เปน็ แฟ้มแล้ว ควรมีการจัดเรยี งข้อมูลตามลาดบั ตวั เลขหรอื ตวั อกั ษร เพื่อให้เรียกใชง้ านได้งา่ ยประหยัดเวลา ตวั อยา่ งการจดั เรียงขอ้ มลู เชน่ การจดั เรยี งบัตร ขอ้ มลู ผูแ้ ต่งหนงั สือในตูบ้ ตั รรายการของห้องสมดุ ตามลาดับตัวอกั ษร การจัดเรียงช่ือคนในสมดุ รายนามผใู้ ช้ โทรศพั ท์ทาให้ค้นหาไดง้ ่าย 3) การสรปุ ผล บางครัง้ ข้อมลู ทีจ่ ัดเกบ็ มเี ป็นจานวนมาก จาเป็นตอ้ งมีการสรปุ ผลหรอื สร้าง รายงานยอ่ เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ข้อมลู ทีส่ รปุ ได้นีอ้ าจส่ือความหมายไดด้ ีกว่า เชน่ สถติ ิจานวนนักเรยี นแยก ตามระดับแตล่ ะระดับการศึกษา 4) การคานวณ ข้อมูลที่เก็บมีเป็นจานวนมาก ข้อมลู บางส่วนเปน็ ขอ้ มลู ตวั เลขทสี่ ามารถ นาไปคานวณเพ่ือหาผลลพั ธ์บางอยา่ งได้ ดงั นน้ั การสรา้ งสารสนเทศจากข้อมลู จึงอาศัยการคานวณข้อมลู ทีเ่ ก็บ ไว้ด้วย ค. กำรจัดเก็บและดูแลรักษำข้อมูล ประกอบด้วย 1) การเกบ็ รักษาข้อมลู หมายถงึ การนาข้อมลู มาบนั ทึกเก็บไว้ในส่ือบนั ทึกต่างๆ เช่น แผ่น บันทึกข้อมูล นอกจากนีย้ ังรวมถึงการดูแล และการทาสาเนาข้อมลู เพ่ือใหใ้ ช้งานต่อไปในอนาคตได้ 2) การค้นหาข้อมูล ข้อมลู ทีจ่ ัดเกบ็ ไวม้ จี ดุ ประสงค์ทีจ่ ะเรยี กใชง้ านได้ตอ่ ไป การคน้ หาข้อมลู จะต้องคน้ ไดถ้ กู ต้องแมน่ ยา รวดเรว็ จงึ มีการนาคอมพิวเตอร์เข้ามามสี ว่ นช่วยในการทางาน ทาใหก้ ารเรยี กคน้ กระทาไดง้ า่ ยและทนั เวลา 3) การทาสาเนาข้อมลู การทาสาเนาเพ่ือทจ่ี ะนาข้อมูลเกบ็ รักษาไว้ หรอื นาไปแจกจา่ ยใน ภายหลงั จงึ ควรจัดเก็บข้อมูลใหง้ า่ ยตอ่ การทาสาเนา หรือนาไปใช้อีกคร้ังได้โดยงา่ ย
35 5) การสอื่ สารข้อมูล ต้องกระจายหรอื สง่ ตอ่ ไปยงั ผูใ้ ช้งานท่ีห่างไกลไดง้ ่าย การสื่อสารข้อมลู จงึ เป็นเรอื่ งสาคัญ และมีบทบาทท่สี าคัญย่ิงทจี่ ะทาให้การสง่ ขา่ วสารไปยงั ผู้ใชท้ าไดร้ วดเร็ว และทนั เวลา ปจั จบุ นั ผ้บู รหิ ารตอ้ งสามารถปฏิบตั งิ านให้รวดเรว็ เพือ่ ตอบสนองตอ่ การแขง่ ขนั ตลอดจนการผลกั ดันของ สังคมท่มี ีการใชร้ ะบบสอื่ สารข้อมลู ทท่ี ันสมัย การแขง่ ขันในเชงิ ธรุ กิจจึงมากข้ึนตามลาดบั มกี ารใช้เทคนคิ ทาง คอมพวิ เตอร์มาวเิ คราะห์ แยกแยะ และจดั สรรข้อมลู ใหเ้ ป็นสารสนเทศ เพ่ือการตัดสนิ ใจความกา้ วหน้าทาง เทคโนโลยี ทาให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขน้ึ มีขนาดเลก็ ลงและราคาถูกลง การนาคอมพวิ เตอรม์ าใช้ งานจงึ แพรห่ ลายอย่างรวดเรว็ ตลอดจนระบบส่ือสารกา้ วหน้ายงิ่ ขน้ึ ซงึ่ เป็นผลทาให้ระบบขอ้ มลู ขององคก์ ารที่ ใชเ้ ทคโนโลยเี หลา่ นมี้ ีประสิทธภิ าพมากข้นึ แนวทางการดาเนนิ การใหไ้ ดร้ ะบบสารสนเทศเพื่อการจดั การจะเริ่ม จากการวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการ การวเิ คราะหน์ ้จี ะไดจ้ ากการสอบถาม ซึง่ จะทาให้ทราบว่าควรจะจดั โครงสรา้ ง ข้อมลู นั้นไว้ในระบบหรือไม่ ถ้าจดั เกบ็ จะประกอบด้วยข้อมูลอะไร มีรายละเอียดอะไรตอบสนองการใช้งานได้ อย่างไร ลกั ษณะของสารสนเทศที่ดีต้องประกอบไปดว้ ยรายละเอยี ด ดงั น้ี 1) ความเทยี่ งตรง (Accuracy) หมายถงึ ปราศจากความเอนเอียง สารสนเทศทีด่ ีต้องบอก ลกั ษณะความเปน็ จรงิ ทีเ่ กดิ ข้ึน ไมช่ ี้นาไปทางใดทางหน่งึ 2) ตรงตามความตอ้ งการของผใู้ ช้ (Relevancy) หมายถึง มีเน้ือหาตรงกับเรื่องที่ตอ้ งการใช้ ของผู้ใชแ้ ต่ละคน 3) ทนั ต่อเวลา (Timeliness) หมายถึง สามารถนาสารสนเทศท่ตี อ้ งการไปใช้ได้ทันต่อ เหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดข้ึน การจดั เตรียมสารสนเทศใหท้ นั ต่อเวลาทต่ี ้องการใชม้ ี 2 ลกั ษณะ คือ การจดั ทาสารสนเทศ ลว่ งหนา้ ตามกาหนดเวลาทเ่ี หตุการณจ์ ะเกิดในอนาคต และการจดั ทาสารสนเทศอยา่ งรวดเรว็ เพ่อื นาไปใช้ใน เหตุการณ์ท่ีกาลังเกิดขน้ึ 4.2.ทักษะกำรคิดอยำ่ งเป็นระบบ ผู้เรยี นทกุ คนต้องมปี ระสบการณใ์ นการคิดเร่อื งใดๆ มาบ้างแล้ว แตม่ ขี ้อสงั เกตวา่ บางคนอาจจะไม่เคย ตอบตนเองวา่ ความคิดคืออะไร ซงึ่ ราชบณั ฑิตสถานไดใ้ หค้ วามหมายของคาวา่ ”คดิ ” หมายความวา่ ทาให้ ปรากฏเปน็ รูปหรอื ประกอบให้เป็นรปู หรือเป็นเร่ืองขนึ้ ในใจ ใครค่ รวญ ไตรต่ รอง คาดคะเน คานวณ ม่งุ จูงใจ ตั้งใจ” ซึ่งสรปุ ไดว้ ่าการคดิ เป็นหน้าที่หนึง่ ของจิต ในขณะที่ข้อมลู ทางการแพทย์ค้นพบว่ามนษุ ยใ์ ช้สมองในการ คดิ และสมองซีกซา้ ยคิดในเร่ืองของการมเี หตผุ ล และสมองซกี ขวาคิดในเร่อื งทเี่ ป็นอารมณ์ความรสู้ กึ การทา ความเข้าใจเกีย่ วกบั การคดิ มีขอบข่ายของการเรียนรู้เรื่องความคิดไวโ้ ดยจัดมิติของการคิด (Dimension ofThinking) ไวเ้ ป็นมติ ติ ่างๆ (เสน่ห์ จุ้ยโต) ได้แก่ 1. มิตเิ น้อื หาทใ่ี ช้ในการคิด ซึ่งประกอบดว้ ยสาระเก่ยี วกบั ข้อมลู เกยี่ วกบั ตนเอง ขอ้ มลู เก่ียวกับสงั คม และสิ่งแวดลอ้ ม และข้อมลู วชิ าการ วชิ าชีพ 2. มิติด้านคุณสมบตั ิท่เี อ้ืออานวยต่อการคิด ซ่ึงประกอบด้วยสาระเกี่ยวกับคณุ ลักษณะของความเป็น คนใจกว้าง และเปน็ ธรรมกระตือรือรน้ ใฝเ่ รยี นใฝร่ ู้ ช่างวิเคราะหแ์ ละบรู ณาการ มงุ่ มัน่ ส่คู วามสาเร็จและมี มนุษยสัมพันธ์ น่ารักนา่ คบ 3. มติ ดิ า้ นทักษะการคดิ ซง่ึ ประกอบดว้ ยสาระเกย่ี วกบั ทักษะส่ือความหมาย (การฟัง การอ่าน การ จดจา การบรรยาย การทาให้กระจ่าง การพดู การเขียน) และทกั ษะที่เปน็ แกน (การสงั เกตการสารวจ การซัก คาถาม การจาแนกแยกแยะ การเปรยี บเทียบการเชื่อมโยง และการสรปุ รวบยอด)
Search