ก า ร ห า ย ใ จ มี 2 แ บ บ 1. การหายใจด้วยกล้ามเนื้ อซี่โครง (COSTAL หรือ CHEST BREATHING) คือ เวลาที่เราหายใจเข้าไป หน้าอกจะขยายตัว และหน้าท้องจะยุบ ส่วนเวลาหายใจออกนั้น หน้าอกจะยุบ และหน้าท้องจะขยายตัวหรือพองออก ซึ่งเวลาที่เราวิ่งเร็ว ๆ และวิ่งนาน ๆ จะทำให้จุกเสียดชายโครงได้ง่าย 2. การหายใจด้วยกล้ามเนื้ อกะบังลม (ABDOMINAL BREATHING) คือ เวลาที่เราหายใจเข้า กล้ามเนื้ อกะบังลมจะเคลื่ อนตัวลง ทำให้ลมเข้าไปในปอด หน้าท้องจะพองหรือขยายตัว และเมื่อเราหายใจออก กล้ามเนื้ อกะบังลมจะเคลื่ อนตัวขึ้น พุงจะยุบวิธีการหายใจแบบนี้จะไม่ทำให้จุกเสียดชายโครงเวลาที่วิ่งนาน ๆ ตามปกติแล้วเมื่อวิ่งไปได้สักพัก จังหวะการหายใจของเรา จะปรับเข้ากับจังหวะการวิ่งได้เอง ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่เรารู้สึกว่าลงตัวและรู้สึกสบาย โดยจังหวะในการวิ่งและการหายใจ 2 แบบ ที่นักวิ่งหน้าใหม่ควรรู้มีดังต่อไปนี้ จั ง ห ว ะ ก า ร วิ่ ง 2 – 2 หายใจเข้าพร้อมกับก้าวเท้าขวานับ 1 เท้าซ้ายลงพื้นนับ 2 หายใจออกพร้อมกับเท้าขวาลงพื้นนับ 1 ซ้ายลงนับ 2 เท้าขวาลงอีกครั้งนับ 1 คือรอบจังหวะการ หายใจต่อไป จะเห็นได้ว่าการหายใจเข้า – ออก จะลงที่เท้าขวา ทุกครั้ง จังหวะแรงกระแทกที่ส่งจากช่วงล่าง จากเท้าที่กระทบพื้นสู่ช่วงลำตัวและกล้ามเนื้ อ กะบังลม (DIAPHRAGM) ขณะยืดหดตัวนั้นก็ มาจากเท้าขวา ทุกครั้งที่หายใจเราก็ได้รับแรง จากด้านขวาเพียงข้างเดียว จั ง ห ว ะ ก า ร วิ่ ง 3 – 2 จังหวะที่ก้าวเท้าขวาลง และหายใจเข้านับ 1 ขาซ้ายก้าวนับ 2 ขาขวาก้าวนับ 3 ขาซ้ายก้าว และหายใจออกนับ 1 ขาขวาก้าวนับ 2 ขาซ้ายลง และหายใจเข้านับ 1 คือรอบจังหวะการหายใจต่อไป การสร้างจังหวะวิ่ง แบบ 3 – 2 หรือช่วงจังหวะหายใจเข้าจะลงเท้า 3 ครั้ง และหายใจออก 2 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ดีขึ้น เพราะช่วงที่เราหายใจอยู่นั้น กล้ามเนื้ อจะมี การยืดหด และจะเห็นได้ว่าจังหวะหายใจเข้า จะสลับกันระหว่างซ้ายและขวา ทำให้กะบังลม ไม่ต้องรับแรงกระแทกอยู่ที่ข้างใดข้างหนึ่งนั่นเอง แต่ในการนำไปใช้ช่วงแรกควรลองฝึก หายใจ โดยการเดินวอร์มอัพเบา ๆ ก่อน เพื่อปรับตัวให้คุ้นเคยกับการหายใจและจังหวะ ลงของเท้า ที่มา : ชีวจิต 5 3 2
Search
Read the Text Version
- 1 - 1
Pages: