22 16 5 7 90 22 หน่วยที่ ๓ สถติ ิและความนา่ จะเปน็ เบือ้ งตน้ ฝ.๓.๑/ผ.๑ 3. การเดนิ ทางมาโรงเรียนของนกั เรียนโรงเรียนใจรักษ์ จํานวน (คน) 260 240 220 200 180 160 140 120 การเดนิ ทาง 0 เดนิ นั่งรถโดยสาร นัง่ รถยนต์ ขีจ่ ักรยาน 1) นักเรียนเดนิ ทางมาโรงเรยี นโดย นง่ั รถโดยสาร มากท่ีสดุ จํานวน 260 คน 2) นักเรียนข่จี ักรยานมาโรงเรียน (มากกวาหรอื นอ ยกวา ) มากกวา่ นกั เรียนที่ เดินมาโรงเรยี น 160 – 140 = 20 คน 3) นกั เรยี นทน่ี งั่ รถยนตมาโรงเรียนนอยกวา นักเรยี นท่ีน่งั รถโดยสารมา 260 – 180 = 80 คน 4) นกั เรียนท่นี งั่ รถโดยสารมาโรงเรียนมากกวา นักเรยี นท่ีเดนิ มาโรงเรียน 260 – 140 = 120 คน 5) โรงเรียนแหงนม้ี นี ักเรียนทั้งหมด 140 + 260 + 180 + 160 = 740 คน 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๙๓
01 57 22 ฝ.๓.๒/ผ.๒ 9 4 หนว่ ยท่ี ๓ สถิตแิ ละความนา่ จะเป็นเบือ้ งต้น แบบฝกึ หัด 3.2 จากแผนภมู แิ ทง่ ทก่ี าำ หนดให้ ตอบคำาถามต่อไปน้ี พ.ศ. 2551 1. เนอ้ื ที่ปาไมของประเทศไทย พ.ศ. 2551 และ 2560 พ.ศ. 2560 เนอ้ื ที่ (รอ ยละ) ภาค 60 56.04 52.45 50 40 33.01 27.0324.02 ภาคใต้ 30 16.3214.94 21.01 22.34 29.81 20 10 0 ภาคเหนอื ภาคตะวนั ออก ภาคตะวันออก ภาคกลาง เฉยี งเหนือ ทีม่ า : สํานกั จดั การท่ีดินปา ไม กรมปา ไม 1) ภาคใดมเี นือ้ ทีป่ าไมมากท่ีสุด และภาคใดมีเนอ้ื ที่ปา ไมนอยที่สดุ ตอบ ภาคเหนอื มีเนอ้ื ทปี่ า ไมม้ ากทีส่ ุดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนอื้ ที่ปาไมน้ อ้ ยท่ีสดุ 2) พ.ศ. 2560 ภาคใดมีเนือ้ ทีป่ าไมล ดลงจาก พ.ศ. 2551 และลดลงเทา ไร ตอบ ภาคเหนือมเี นือ้ ท่ีปา ไม้ลดลงร้อยละ 56.04 – 52.45 = 3.59 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนอ้ื ท่ปี าไม้ลดลงรอ้ ยละ 16.32 – 14.94 = 1.38 และภาคใตม้ เี นอ้ื ท่ีปา ไมล้ ดลงร้อยละ 27.03 – 24.02 = 3.01 3) พ.ศ. 2560 ภาคใดมเี นือ้ ท่ีปาไมเพม่ิ ข้นึ จาก พ.ศ. 2551 และเพิม่ ข้นึ เทาไร ตอบ ภาคตะวนั ออกมเี นอื้ ท่ปี าไม้เพ่ิมขึ้นรอ้ ยละ 22.34 – 21.01 = 1.33 และภาคกลางมีเนื้อท่ีปาไมเ้ พม่ิ ขน้ึ ร้อยละ 33.01 – 29.81 = 3.2 1 6 5 4 7 9 0๙๔ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๒/ผ.๒ 22 16 22 หนว่ ยที่ ๓ สถิติและความน่าจะเป็นเบื้องตน้ 2. จํานวนประชากรของประเทศไทยแยกตามภาคในป 2561 จํานวน (พันคน) 11,000 10,751 9,134 9,463 ชาย 10,000 9,339 หญงิ 9,000 ภาค 8,000 7,000 6,000 5,514 5,723 5,000 4,006 4,254 4,461 4,589 4,000 0 กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนอื ภาคตะวันออก ภาคใต้ เฉยี งเหนือ ท่มี า : สถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล หมายเหตุ ขอมูลท่นี าํ เสนอภาคกลางไมรวมกรงุ เทพมหานคร 1) ประชากรเพศหญิงในภาคใดมากกวา 10 ลานคน และเปน จํานวนก่คี น ตอบ ภาคกลางและเปน็ จาำ นวน 10,751,000 คน 2) ประชากรเพศชายและเพศหญิงในภาคใดมีจาํ นวนใกลเ คียงกันมากท่ีสดุ และตางกันเทาใด ตอบ ภาคใตแ้ ละต่างกนั 4,589,000 – 4,461,000 = 128,000 คน 3) ในป 2561 ทุกภาคเม่อื เปรียบเทยี บประชากรเพศชายและเพศหญงิ จะพบวา เปน อยา งไร ตอบ ทกุ ภาคประชากรเพศหญิงมากกวา่ เพศชาย 4) เรียงลาํ ดับภาคท่มี ีประชากรจากนอ ยไปมาก ตอบ กรงุ เทพมหานคร ภาคใต้ ภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ภาคกลาง 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๙๕
01 57 22 9 4 หนว่ ยท่ี ๓ สถิตแิ ละความน่าจะเป็นเบือ้ งต้น ฝ.๓.๒/ผ.๒ 3. จาํ นวนนักทองเที่ยวทเ่ี ดินทางเขามาในประเทศไทย พ.ศ. 2560 และ 2561 จาํ นวน (คน) 1,800,000 1,612,647 1,709,070 พ.ศ. 2560 1,600,000 1,439,5110,544,3218,464,200 พ.ศ. 2561 1,400,000 1,388,020 1,200,000 934,497 967,5510,028,077 1,000,000 830,220 800,000 0 ลาว เวยี ดนาม สิงคโปร์ ญีป่ ุน เกาหลี ประเทศ ทม่ี า : กองเศรษฐกิจการทองเท่ยี วและกีฬา 1) พ.ศ. 2561 นักทอ งเทย่ี วจากประเทศใดเดนิ ทางเขา มามากทส่ี ุดและจํานวนก่คี น ตอบ นักท่องเทยี่ วจากประเทศเกาหลี จาำ นวน 1,709,070 คน 2) พ.ศ. 2560 นกั ทอ งเท่ียวจากประเทศใดเดนิ ทางเขามานอ ยท่ีสุดและจํานวนก่ีคน ตอบ นักท่องเทย่ี วจากประเทศเวียดนาม จาำ นวน 830,220 คน 3) เม่อื เปรียบเทียบนกั ทองเทีย่ วในป 2560 และ 2561 นกั ทอ งเทยี่ วจากประเทศใด เดนิ ทางเขา มาในประเทศไทยเพ่มิ ขึน้ มากท่สี ุด และเปนจํานวนก่ีคน ตอบ นักทอ่ งเที่ยวจากประเทศเกาหลี และเพิ่มข้ึนเปน็ จาำ นวน 1,709,070 – 1,464,200 = 244,870 คน 4) เมอื่ เปรยี บเทียบนกั ทองเทย่ี วในป 2560 และ 2561 นักทอ งเทยี่ วจากประเทศใด เดนิ ทางเขามาในประเทศไทยเพ่ิมขนึ้ นอ ยท่สี ดุ และเปนจาํ นวนกคี่ น ตอบ นกั ท่องเท่ียวจากประเทศสิงคโปร์ และเพิ่มขึ้นเปน็ จำานวน 1,028,077 – 967,550 = 60,527 คน 1 6 5 4 7 9 0๙๖ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
22 16 57 90 22 แบบฝึกหดั 3.3 หน่วยท่ี ๓ สถิตแิ ละความนา่ จะเป็นเบ้ืองตน้ ฝ.๓.๓/ผ.๓ เขียนแผนภมู ิแท่งท่มี แี กนย่นระยะ จากตารางต่อไปนี้ 1. ปรมิ าณนํ้าที่กกั เก็บไดท ้ังประเทศ ต้ังแต ป 2556 ถงึ ป 2560 ป 2556 2557 2558 2559 2560 ปริมาณนาำ้ 51,644 44,851 39,752 49,228 58,160 (ล้านลูกบาศก์เมตร) ที่มา : สถานตี รวจอากาศ กรมอุตนุ ยิ มวทิ ยา เฉลย ปริมาณนา้ำ ที่กักเก็บไดท้ งั้ ประเทศ ตง้ั แต่ ป 2556 ถงึ ป 2560 ปริมาณ (ลานลกู บาศกเมตร) 60,000 58,160 55,000 50,000 51,644 49,228 45,000 40,000 44,851 35,000 39,752 0 2556 2557 2558 2559 2560 ป ทีม่ า : สถานตี รวจอากาศ กรมอตุ ุนิยมวิทยา หรอื ดลุ ยพินจิ ของครู 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๙๗
01 5 7 22 9 4 ฝ.๓.๓/ผ.๓ หน่วยที่ ๓ สถติ ิและความนา่ จะเป็นเบอื้ งต้น 2. ราคาสนิ คาทป่ี ระเทศไทยสงออกในป 2560 รายการสินคา้ วัตถดุ ิบ น้ำามนั และ เคมภี ัณฑ์ สินคา้ จำานวนเงิน เช้อื เพลิง อุตสาหกรรม (ลา้ นบาท) 439,604.55 278,291.34 749,803.39 693,925.04 ที่มา : กรมศลุ กากร (ประมวลผลโดยธนาคารแหง ประเทศไทย) เฉลย ราคาสินค้าที่ประเทศไทยสง่ ออก ในป 2560 จํานวนเงิน (ลานบาท) 750,000 749,803.39 693,925.04 650,000 550,000 439,604.55 450,000 278,291.34 350,000 250,000 วตั ถดุ บิ น้ำามันและ เคมภี ัณฑ์ สนิ คา้ อตุ สาหกรรม รายการสินคา เช้อื เพลงิ 0 ท่ีมา : กรมศลุ กากร (ประมวลผลโดยธนาคารแหงประเทศไทย) หรือดุลยพนิ จิ ของครู 1 6 5 4 7 9 0๙๘ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
22 16 57 90 22 แบบฝึกหดั 3.4 หนว่ ยที่ ๓ สถิติและความนา่ จะเป็นเบ้อื งตน้ ฝ.๓.๔/ผ.๔ เขียนแผนภูมแิ ทง่ เปรยี บเทียบ จากข้อมลู ทกี่ าำ หนด 1. ปรมิ าณของเสยี ทเี่ กิดข้ึนและปรมิ าณการนํากลับมาใชป ระโยชน ตง้ั แต ป 2556 - 2560 ป 2556 2557 2558 2559 2560 ปรมิ าณของเสยี ทเ่ี กิดขน้ึ 13.22 13.25 13.60 13.87 17.42 (ลา้ นตัน) ปริมาณการนำากลบั มาใช้ประโยชน์ 8.44 8.82 8.20 9.93 11.87 (ลา้ นตนั ) ท่ีมา : กรมควบคุมมลพษิ เฉลย ปริมาณของเสียทเี่ กิดขึน้ และปริมาณการนำากลบั มาใช้ประโยชน์ ปรมิ าณ (ลา นตัน) ต้งั แต่ ป 2556 - 2560 ปริมาณของเสีย ที่เกิดขึน้ 18 17.42 ปริมาณการนำา 16 11.87 กลับมาใชป้ ระโยชน์ 14 13.22 12 13.25 13.60 13.87 10 8.44 8 8.82 9.93 8.20 6 4 2 0 2558 2559 ป 2556 2557 หรอื ดุลยพินิจของครู 2560 ทม่ี า : กรมควบคุมมลพิษ 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๙๙
01 57 22 9 4 หนว่ ยที่ ๓ สถติ ิและความนา่ จะเปน็ เบ้ืองตน้ ฝ.๓.๔/ผ.๔ 2. ปริมาณของสารอนั ตรายทางการเกษตรทน่ี ําเขา ป 2556 - 2560 2560 ดังตารางตอไปนี้ ประเภทของวตั ถุอันตราย 2556 2557 2558 2559 สารกำาจัดแมลง 21,485.943 13,911.544 12,927.521 16,056.069 16,288.33 สารปอ งกันและ 10,350.010 10,988.225 11,088.374 12,915.972 14,323.84 กำาจัดโรคพชื ท่ีมา : กรมวชิ าการเกษตร เฉลย ปรมิ าณของสารอันตรายทางการเกษตรท่นี ำาเขา้ ตั้งแต่ ป 2556 - 2560 ปรมิ าณ (ตัน) สารกาำ จดั แมลง 22,000 สารปอ งกนั และกำาจดั โรคพืช 20,000 21,485.943 18,000 16,000 16,056.069 16,288.33 14,000 12,000 13,911.544 14,328.84 10,000 12,927.521 12,915.972 0 11,088.374 10,350.010 10,988.225 2556 2557 2558 2559 2560 ป ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ หรอื ดุลยพนิ จิ ของครู 1 6 5 4 7 9 0๑๐๐ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
22 16 57 90 22 แบบฝึกหัด 3.5 หนว่ ยที่ ๓ สถิติและความนา่ จะเปน็ เบื้องตน้ ฝ.๓.๕/ผ.๕ เขียนแผนภมู ิแท่งเปรียบเทียบ จากขอ้ มลู ทก่ี าำ หนด 1. ปรมิ าณฝนเฉลย่ี ทต่ี กในภาคตะวนั ออกและภาคใต ตงั้ แต ป 2555 ถงึ ป 2559 ขอ มลู จาก สถานีตรวจอากาศ กรมอตุ นุ ยิ มวิทยา ดงั น้ี ภาค ป 2555 2556 2557 2558 2559 ตะวนั ออก (มิลลิเมตร) 1,921 2,236 1,617 1,607 1,790 ใต้ (มลิ ลิเมตร) 2,268 2,257 2,030 1,802 2,158 ที่มา : สถานตี รวจอากาศ กรมอุตนุ ิยมวทิ ยา เฉลย ปริมาณฝนเฉล่ียท่ตี กในภาคตะวันออกและภาคใต้ ตั้งแต่ ป 2555 ถงึ ป 2559 ปริมาณ (มลิ ลเิ มตร) 2,300 2,268 2,236 2,257 ภาคตะวนั ออก 2,200 ภาคใต้ 2,100 2,030 2,158 2,000 1,921 1,900 1,802 1,800 1,790 1,700 1,617 1,607 1,600 0 2555 2556 2557 2558 2559 ป ท่ีมา : สถานีตรวจอากาศ กรมอุตุนยิ มวทิ ยา หรอื ดุลยพินจิ ของครู 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๐๑
01 57 22 9 4 หน่วยที่ ๓ สถติ ิและความนา่ จะเปน็ เบอื้ งต้น ฝ.๓.๕/ผ.๕ 2. จํานวนและอตั ราตายตอ ประชากร 100,000 คน ของอุบัตเิ หตุ โรคหวั ใจ และโรคเบาหวาน ตั้งแต ป 2557 ถงึ ป 2560 สาเหตุ ป 2557 2558 2559 2560 อบุ ตั ิเหตุ (ร้อยละ) โรคหวั ใจ (รอ้ ยละ) 31.847 14.516 15.458 15.716 24.995 19.417 21.008 20.746 โรงเบาหวาน (รอ้ ยละ) 11.389 12.621 14.487 14.322 ท่ีมา : ระบบฐานขอมูลดา นสังคมและคณุ ภาพชวี ิต เฉลย จาำ นวนและอัตราตายตอ่ ประชากร 100,000 คน ของอบุ ัติเหตุ โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน ตง้ั แต่ ป 2557 ถงึ ป 2560 อตั ราตาย (รอยละ) อบุ ตั เิ หตุ โรคหวั ใจ 32.000 31.847 โรคเบาหวาน 28.000 24.000 24.995 21.008 ป 20.000 16.000 19.417 20.746 12.000 8.000 14.516 12.621 15.458 14.487 15.716 14.322 11.389 0 2557 2558 2559 2560 ทีม่ า : ระบบฐานขอมลู ดานสังคมและคุณภาพชีวติ หรอื ดุลยพนิ ิจของครู 1 6 5 4 7 9 0๑๐๒ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๕/ผ.๕ 22 16 22 หนว่ ยท่ี ๓ สถิตแิ ละความน่าจะเป็นเบ้อื งต้น 3. ปริมาณของสารอันตรายทางการเกษตรทน่ี าํ เขาตั้งแต ป 2556 ถงึ ป 2560 ขอมูลจากกรมวิชาการเกษตร ดงั นี้ ประเภทของ 2556 2557 2558 2559 2560 วัตถุอนั ตราย สารควบคุม 1,390.307 1,600.430 2,242.581 2,708.208 2,858.57 การเจรญิ เตบิ โตของพชื สารรมควันพิษ 1,249.481 1,480.959 1,384.395 1,331.432 697.85 สารกาำ จดั ไร 1,000.261 1,296.700 1,395.320 1,693.234 1,366.56 เฉลย ปริมาณของสารอนั ตรายทางการเกษตรทีน่ าำ เขา้ ตัง้ แตป่ 2556 ถึง ป 2560 ปริมาณ (ตนั ) สารควบคมุ การเจริญเตบิ โตของพชื สารรมควันพษิ 3,000 สารกาำ จัดไร 2,500 2560 ป 2,000 1,500 1,000 500 0 2556 2557 2558 2559 ทีม่ า : กรมวิชาการเกษตร หรอื ดลุ ยพินิจของครู 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๐๓
01 57 22 ฝ.๓.๖/ผ.๖ 9 4 หน่วยท่ี ๓ สถติ ิและความน่าจะเปน็ เบือ้ งต้น แบบฝกึ หดั 3.6 จากกราฟเส้นที่กาำ หนดให้ ตอบคาำ ถามตอ่ ไปนี้ 1. ราคาตอลิตรของนํา้ มนั เบนซนิ 95 ตัง้ แต ป 2556 ถงึ ป 2560 ราคา (บาท) 50 46.32 46.30 45 40 34.26 35 34.05 31.53 2560 ป 30 0 2556 2557 2558 2559 ทม่ี า : บริษัท ปตท. จาํ กดั (มหาชน) กระทรวงพาณิชยและกระทรวงพลงั งาน 1) ราคาของนา้ํ มันเบนซนิ 95 ตอ ลติ ร ปใ ดราคาสงู สดุ และเปน เงนิ กี่บาท ปใดราคาตํา่ สุด และเปน เงนิ กบ่ี าท ตอบ ป 2556 ราคาสูงสดุ ลติ รละ 46.32 บาท และป 2559 ราคาตำา่ สดุ ลิตรละ 31.53 บาท 2) ราคาของนํ้ามันเบนซนิ 95 ตอ ลิตร จากป 2558 ถงึ ป 2559 เพ่ิมขึ้นหรือลดลงก่บี าท ตอบ จากป 2558 ถึงป 2559 ราคาของนำ้ามันเบนซนิ 95 ลดลงลิตรละ 34.05 – 31.53 = 2.52 บาท 3) ราคาของนํา้ มนั เบนซิน 95 ตอ ลิตร จากป 2559 ถึงป 2560 เพ่ิมข้นึ หรือลดลงก่ีบาท ตอบ จากป 2559 ถงึ ป 2560 ราคาของนำ้ามันเบนซิน 95 เพม่ิ ขนึ้ ลิตรละ 34.26 – 31.53 = 2.73 บาท 4) ชวงปใ ดที่ราคาของน้าํ มันเบนซิน 95 ตอลิตร ลดลงมากทสี่ ุดและเปน เงนิ กบี่ าท ตอบ จากป 2557 ถึงป 2558 ราคาของนำ้ามันเบนซิน 95 ลดลงมากท่ีสุด และลดลงลติ รละ 46.30 – 34.05 = 12.25 บาท 1 6 5 4 7 9 0๑๐๔ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๖/ผ.๖ 22 16 22 หนว่ ยท่ี ๓ สถติ แิ ละความนา่ จะเปน็ เบือ้ งต้น 2. จํานวนเงินท่ีไดจากการจําหนายอาหารของศูนยอาหารสถานีบานทับชางตั้งแต วนั จนั ทรถ ึงวนั อาทติ ย จาํ นวนเงนิ (บาท) 26,000 24,000 22,000 20,000 18,000 วนั 0 จันทร์ อังคาร พุธ พฤหสั บดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 1) วันใดขายอาหารไดนอ ยทส่ี ุด เปน จํานวนเงินก่บี าท ตอบ วนั องั คาร เป็นเงนิ 19,000 บาท 2) วนั ใดขายอาหารไดม ากทส่ี ดุ เปนจํานวนเงินกีบ่ าท ตอบ วนั ศุกร์ เปน็ เงิน 26,000 บาท 3) วันศกุ รขายอาหารไดมากกวา วนั จันทรเ ปน เงนิ ก่บี าท ตอบ เปน็ เงนิ 26,000 – 21,000 = 5,000 บาท 4) เรียงลาํ ดับวนั ท่ีขายอาหารไดเงนิ นอยไปมาก ตอบ วนั องั คาร วันจันทร์ วันพธุ วันอาทติ ย์ วนั พฤหสั บดี วันเสาร์ วันศกุ ร์ 5) ตง้ั แตวนั จันทรถงึ วันอาทิตย รานคา แหงนีข้ ายอาหารไดเ งนิ ทง้ั หมดเทา ไร ตอบ ขายอาหารไดเ้ งินทง้ั หมด 21,000 + 19,000 + 22,000 + 24,000 + 26,000 + 25,000 + 23,000 = 160,000 บาท 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๐๕
01 57 22 9 4 หน่วยที่ ๓ สถิติและความนา่ จะเปน็ เบ้อื งตน้ ฝ.๓.๖/ผ.๖ 3. ปรมิ าณขยะทนี่ าํ กลบั มาใชป ระโยชนต ง้ั แต ป 2555 ถงึ ป 2560 ปริมาณ (ลานตนั ) 9 8.52 8 5.81 4.82 4.94 7 6 5.28 5.15 5 4 3 0 2555 2556 2557 2558 2559 2560 ป ที่มา : กรมควบคมุ มลพษิ 1) ปใ ดมีการนาํ ขยะกลบั มาใชประโยชนมากทส่ี ดุ จาํ นวนเทา ไร ตอบ ป 2560 จำานวน 8.52 ลา้ นตนั 2) ปใดมีการนาํ ขยะกลบั มาใชป ระโยชนนอยที่สดุ จํานวนเทา ไร ตอบ ป 2557 จำานวน 4.82 ล้านตนั 3) ป 2558 มีการนาํ ขยะกลับมาใชประโยชนน อ ยกวาป 2559 จาํ นวนเทาไร ตอบ นอ้ ยกว่าเป็นจำานวน 5.81 – 4.94 = 0.87 ลา้ นตัน 4) ป 2555 มีการนําขยะกลบั มาใชป ระโยชนมากกวาป 2556 จํานวนเทาไร ตอบ มากกว่าเป็นจาำ นวน 5.28 – 5.15 = 0.13 ล้านตัน 5) หลงั จากปใ ด ท่ีมกี ารนาํ ขยะกลับมาใชประโยชนเ พ่ิมขึน้ ตอบ ป 2557 6) ตงั้ แตป 2555 ถึง ป 2560 มีการนําขยะกลบั มาใชป ระโยชนเ ปนปริมาณท้งั หมดเทาไร ตอบ ปรมิ าณท้ังหมด 5.28 + 5.15 + 4.82 + 4.94 + 5.81 + 8.52 = 34.52 ลา้ นตนั 1 6 5 4 7 9 0๑๐๖ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
22 16 57 90 22 แบบฝกึ หดั 3.7 หน่วยท่ี ๓ สถิติและความน่าจะเป็นเบอ้ื งตน้ ฝ.๓.๗/ผ.๗ เขียนกราฟเส้นจากข้อมลู ทกี่ ำาหนด 2561 1. มลู คาของเลนของเดก็ ทโี่ รงงานสขุ สันตสง ออกไปขายตางประเทศ 6.4 ตั้งแต พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2561 ดงั นี้ พ.ศ. 2556 2557 2558 2559 2560 มูลค่า (ล้านบาท) 5.0 4.2 3.6 4.8 5.5 เฉลย มูลคา่ ของเลน่ ของเด็กทีโ่ รงงานสุขสันต์สง่ ออกไปขายต่างประเทศ ตง้ั แต่ พ.ศ. 2556 ถงึ พ.ศ. 2561 มูลคา (ลา นบาท) 6.5 2558 2559 2560 2561 พ.ศ. 6.0 5.5 หรือดลุ ยพนิ จิ ของครู 5.0 4.5 4.0 3.5 3.0 0 2556 2557 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๐๗
01 57 22 ฝ.๓.๗/ผ.๗ 9 4 หนว่ ยท่ี ๓ สถติ ิและความนา่ จะเปน็ เบอ้ื งต้น 2. ปริมาณการนําเขา ของสารกําจดั หอยและหอยทากเปน ตนั ตั้งแต ป 2556 ถงึ ป 2560 ขอ มูลจากกรมวชิ าการเกษตร ประเภทของวัตถุ ปรมิ าณการนำาเขา้ (ตัน) อนั ตราย 2556 2557 2558 2559 2560 สารกำาจัดหอย 149.064 212.046 205.018 206.000 549.35 และหอยทาก เฉลย ปรมิ าณการนาำ เขา้ ของสารกำาจัดหอยและหอยทาก ตง้ั แต่ป 2556 ถงึ ป 2560 ปรมิ าณ (ตัน) 600 2558 2559 2560 ป 500 400 300 200 100 0 2556 2557 ทีม่ า : กรมวชิ าการเกษตร หรอื ดุลยพนิ จิ ของครู 1 6 5 4 7 9 0๑๐๘ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
22 16 57 90 22 แบบฝกึ หัด 3.8 หน่วยที่ ๓ สถติ แิ ละความนา่ จะเป็นเบ้ืองตน้ ฝ.๓.๘/ผ.๘ แสดงวิธีหาคาำ ตอบ จากคำาถามในแตล่ ะขอ้ 1. คา่ เฉล่ียของปริมาณขยะมลู ฝอยของ 6 เขต ในกรงุ เทพมหานคร ป 2560 ปริมาณ (ตัน/วัน) 400 394.90 380 360 340 326.91 320 315.71 317.98 300 292.28 299.66 280 0 เขต วฒั นา บางขนุ เทียน บางกะป ปทมุ วนั จตจุ ักร คลองเตย ทีม่ า : กองจดั การขยะ ของเสยี อนั ตรายและสิง่ ปฏกิ ูล 1) เรยี งลาํ ดับเขตทม่ี ีคาเฉลยี่ ของปริมาณขยะมูลฝอยจากมากไปนอย ตอบ เขตจตุจกั ร เขตบางกะป เขตคลองเตย เขตบางขุนเทยี น เขตปทมุ วนั เขตวัฒนา 2) เขตที่มีคาเฉลี่ยของปริมาณขยะมูลฝอยมากท่ีสุดกับเขตท่ีมีคาเฉลี่ยของปริมาณขยะมูลฝอย นอยทสี่ ดุ มีคา เฉล่ียของปริมาณขยะตา งกันเทา ไร ตอบ คาเฉลย่ี ของปรมิ าณขยะมูลฝอยทีม่ ากทส่ี ดุ กับนอ ยที่สดุ ตา งกัน 394.90 – 292.28 = 102.62 ตนั ตอวัน 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๐๙
01 57 22 9 4 หน่วยที่ ๓ สถติ ิและความนา่ จะเป็นเบ้ืองต้น ฝ.๓.๘/ผ.๘ 3) ถานโยบายของประเทศตองการลดปริมาณขยะมูลฝอยใหได 0.05 เทาของปริมาณ ขยะมลู ฝอยประมาณ 23 ลา นตนั ตอ ป จะตอ งลดปรมิ าณขยะมลู ฝอยเทา ไร และเหลอื ปรมิ าณ ขยะมลู ฝอยประมาณเทาไร ตอบ ตองลดปริมาณขยะมลู ฝอย 0.05 x 23 = 1.15 ลานตันตอ ป และเหลอื ปรมิ าณ ขยะมูลฝอย 23 – 1.15 = 21.85 ลา นตันตอ ป 1 6 5 4 7 9 0๑๑๐ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๘/ผ.๘ 22 16 22 หนว่ ยที่ ๓ สถิตแิ ละความน่าจะเปน็ เบ้ืองต้น 2. ปรมิ าณการนาำ เขา้ สารเคมภี าคอุตสาหกรรม ต้งั แต่ ป 2556 ถงึ ป 2560 ปรมิ าณ (ตัน) 4,000,000 3,638,229 3,459,683 2,979,398 3,639,001 2,765,014 3,000,000 2,000,000 1,000,000 0 ป 2556 2557 2558 2559 2560 ทีม่ า : กรมโรงงานอุตสาหกรรม 1) ปใ ดนําเขา สารเคมภี าคอุตสาหกรรมมากที่สดุ จํานวนเทา ไร ตอบ ป 2559 นาํ เขา สารเคมีภาคอุตสาหกรรม จํานวน 3,639,001 ตนั 2) เรียงลาํ ดบั ปทน่ี าํ เขา สารเคมภี าคอุตสาหกรรมจากนอ ยไปมาก ตอบ ป 2560 ป 2558 ป 2557 ป 2556 ป 2559 3) จากป 2558 การนําเขา สารเคมภี าคอตุ สาหกรรมในป 2559 เพ่มิ ขนึ้ เทาไร ตอบ มีการนําเขา สารเคมีภาคอุตสาหกรรมเพม่ิ ขนึ้ จากป 2558 จาํ นวน 3,639,001 – 2,977,398 = 659,603 ตนั 4) จากป 2559 การนาํ เขา สารเคมีภาคอตุ สาหกรรมในป 2560 ลดลงเทา ไร ตอบ มกี ารนาํ เขา สารเคมีภาคอุตสาหกรรมลดลง จากป 2559 จาํ นวน 3,639,001 – 2,765,014 = 873,987 ตนั 5) ปรมิ าณการนาํ เขา สารเคมีภาคอุตสาหกรรม ต้งั แตป 2556 ถึงป 2560 โดยเฉลย่ี เปนเทาไร ตอบ ปริมาณการนําเขาสารเคมีภาคอุตสาหกรรม ตั้งแตป 2556 ถึงป 2560 โดยเฉลี่ย (3,638,229 + 3,459,683 + 2,979,398 + 3,639,001 + 2,765,014) ÷ 5 = 16,481,325 ÷ 5 = 3,296,265 ตัน 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๑๑
01 57 22 ฝ.๓.๙/ผ.๙ 9 4 หฝน.่ว๓ย.ท๙่ี ๓/ผ.๙สถิติและความน่าจะเปน็ เบ้ืองตน้ แบบฝึกหัด 3.9 แสดงวธิ หี าคาำ ตอบ 1. ไขเลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งมียุงลายเปนพาหะโดยยุงลายจะกัดคนท่ีเปน ไขเลอื ดออกกอน แลวจึงไปกดั คนขางเคียงซ่งึ อยูในรศั มีไมเกิน 400 เมตร กจ็ ะแพรเชอื้ ใหค นอืน่ ๆ ตอ ไป ยงุ ลายชนิดนช้ี อบเพาะพนั ธตุ ามแหลงนาํ้ ในบรเิ วณบา นและเปนยงุ ที่ กดั คนในเวลากลางวัน ใน พ.ศ. 2559 และ พ.ศ. 2560 ไดมกี ารสํารวจจํานวนคนท่ีเปน ไขเลือดออกในไตรมาส 1, 2, 3, 4 โดยสํานักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ไดข อมูลดังน้ี จาำ นวนคนที่เป็นไขเ้ ลอื ดออกตง้ั แตไ่ ตรมาส 1 ถึง ไตรมาส 4 ใน พ.ศ. 2559 และ 2560 จาํ นวน (คน) พ.ศ. 2559 พ.ศ. 2560 27,000 14,840 12,936 25,744 8,020 7,874 20,995 ไตรมาส 23,000 15,473 19,000 11,238 15,000 11,000 7,000 0 ไตรมาส 3 ไตรมาส 4 ไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ท่มี า : สํานักระบาดวทิ ยา กระทรวงสาธารณสขุ หมายเหตุ ไตรมาสท่ี 1 หมายถึง เดือน มกราคม กมุ ภาพันธ มีนาคม ไตรมาสที่ 2 หมายถึง เดือน เมษายน พฤษภาคม มถิ นุ ายน ไตรมาสท่ี 3 หมายถึง เดือน กรกฎาคม สิงหาคม กนั ยายน ไตรมาสท่ี 4 หมายถงึ เดือน ตลุ าคม พฤศจิกายน ธันวาคม 1 6 5 4 7 9 0๑๑๒ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๙/ผ.๙ 22 16 22 หนว่ ยที่ ๓ สถติ แิ ละความน่าจะเป็นเบ้อื งต้น 1) เมอื่ เปรยี บเทยี บจาํ นวนคนที่เปนไขเลอื ดออกใน พ.ศ. 2559 และ 2560 จาํ นวนคนที่ เปนไขเลือดออกลดลงจากป 2559 ในไตรมาสใด และจํานวนเทาใด ไตรมาสใดลดลง มากที่สุด ไตรมาส 1 ลดลง 14,840 – 8,020 = 6,820 คน ไตรมาส 3 ลดลง 25,744 – 20,995 = 4,749 คน ไตรมาส 4 ลดลง 15,473 – 11,238 = 4,235 คน ซง่ึ ไตรมาส 1 ลดลงมากทสี่ ดุ 2) จํานวนคนที่เปนไขเลือดออกตั้งแตไตรมาส 1 ถึง ไตรมาส 4 ใน พ.ศ. 2559 และ พ.ศ. 2560 ปละกีค่ น ปใ ดมากกวา และมากกวากันเทา ไร พ.ศ. 2559 จาำ นวน 14,840 + 7,874 + 25,744 + 15,473 = 63,931 คน พ.ศ. 2560 จำานวน 8,020 + 12,936 + 20,995 + 11,238 = 53,189 คน จำานวนคนทีเ่ ป็นไข้เลอื ดออก ใน พ.ศ. 2559 มากกวา่ พ.ศ. 2560 63,931 - 53,189 = 10,742 คน 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๑๓
01 57 22 9 4 หน่วยท่ี ๓ สถิติและความนา่ จะเปน็ เบื้องตน้ ฝ.๓.๙/ผ.๙ 2. โรคหดั เปน โรคตดิ ตอซึง่ เกดิ จากเชื้อไวรัสชนดิ หน่งึ เช้ือหดั อยูในนํา้ มูกน้าํ ลายของผูปว ย สามารถแพรกระจายไดโดยการไอ จาม หายใจรดกัน การสัมผัสถูกมือหรือส่ิงของ เคร่ืองใชท่ีเปอนเชื้อหัด จึงเปนโรคท่ีติดตอกันไดงายเหมือนไขหวัด ระยะฟกตัวของโรค ประมาณ 9 - 11 วนั โรคหัดพบมากในเดก็ ท่มี ีอายรุ ะหวาง 2 - 14 ป ในปจจบุ นั มีวคั ซนี ท่ีใชฉีดปองกันโรคหัดอยางไดผลแลว ในป 2559 และ 2560 สํานักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสขุ ไดสํารวจจํานวนเด็กท่ีเปนโรคหดั ไดขอมูลดังน้ี จาำ นวนเด็กท่เี ปน็ โรคหดั ในป 2559 และ ป 2560 ตงั้ แตไ่ ตรมาส 1 ถึง ไตรมาส 4 จาํ นวน (คน) พ.ศ. 2559 พ.ศ. 2560 1,400 1,398 1,200 ไตรมาส 1,000 800 711 466 591 370 600 271 485 400 221 200 0 ไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ไตรมาส 4 ท่ีมา : สาํ นักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข 1 6 5 4 7 9 0๑๑๔ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๙/ผ.๙ 22 16 22 หนว่ ยท่ี ๓ สถติ ิและความนา่ จะเปน็ เบอื้ งตน้ 1) เมอื่ เปรยี บเทยี บจาํ นวนเดก็ ทเ่ี ปน โรคหดั ไตรมาสใดมเี ดก็ ทเ่ี ปน โรคหดั ลดลงจากป 2559 กค่ี น ไตรมาส 4 จำานวนเด็กทีเ่ ป็นโรคหัดลดลงจาก ป 2559 730 – 485 = 245 คน 2) แนวโนม ที่เดก็ จะเปน โรคหัดในปตอไป ควรเปนอยางไร เพราะเหตุใด แนวโนม้ ที่เดก็ จะเป็นโรคหดั ในปต่อไป ควรจะลดลง เพราะมกี ารฉดี วัคซีนปองกัน 3) การปองกันโรคหดั ควรทําอยา งไร ล้างมอื บ่อยๆ ไมอ่ ยใู่ นทแี่ ออดั ฉดี วัคซนี ปองกันโรคหัด 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๑๕
01 57 22 ฝ.๓.๑๐/ผ.๑๐ 9 4 หนว่ ยที่ ๓ สถิตแิ ละความนา่ จะเปน็ เบื้องตน้ แบบฝึกหัด 3.10 แสดงวิธีหาคาำ ตอบ 1. ในบรรยากาศมีไอน้ํา ฝุนละออง กาซตาง ๆ ไดแก ออกซิเจน คารบอนไดออกไซด คารบอนมอนนอกไซด ปจจุบันในอากาศมีฝุนละอองมากมาย ซึ่งเกิดจากการกอสราง การเผาขยะ การปลอยควันดาํ จากรถยนต รถโดยสาร เน่ืองจากการเผาไหมไ มส มบรู ณ ซง่ึ ฝนุ ละอองมผี ลตอ สขุ ภาพ ทาํ ใหส ขุ ภาพทรดุ โทรมได กรมควบคมุ มลพษิ ไดว ดั คา เฉลย่ี ฝุนละอองขนาดไมเกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ซ่ึง PM 2.5 คืออะไร PM 2.5 คือ ฝุนละอองขนาดเล็กไมเกิน 2.5 ไมครอน เปรียบเทียบไดวา มีขนาดประมาณ 1 สวน ใน 25 สวนของเสนผานศูนยกลางของเสนผมมนุษย ขนจมูกของมนุษยไมสามารถ กรองได จึงสามารถแพรกระจายเขาสูทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมเขาสู กระบวนการทํางานของอวัยวะตางๆในรางกาย ทําใหเพิ่มความเส่ียงการเปนโรคเร้ือรัง และมะเรง็ ซง่ึ องคก ารอนามยั โลกไดม คี าํ เตอื นไว กรมควบคมุ มลพษิ กระทรวงทรพั ยากร ธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ไดวัดคาเฉล่ียฝุนละอองขนาดไมเกิน 2.5 ไมครอน จากสถานตี รวจวดั บรเิ วณเคหะชมุ ชนดนิ แดง กรงุ เทพมหานคร ตงั้ แต ป 2557 ถงึ ป 2559 ดงั นี้ 1 6 5 4 7 9 0๑๑๖ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๑๐/ผ.๑๐ 22 16 22 หน่วยท่ี ๓ สถติ ิและความน่าจะเปน็ เบื้องตน้ ค่าเฉล่ยี ฝนุ ละอองขนาดไม่เกนิ 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตง้ั แต่ป 2557 ถงึ ป 2559 ปริมาณ (ไมโครกรมั ตอลูกบาศกเ มตร) 44 43 43 42 41 40 39 38 37 36 36 36 35 0 ป 2557 2558 2559 ทีม่ า : กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม 1) ปใดทคี่ า เฉลย่ี ฝนุ ละอองขนาดไมเกนิ 2.5 ไมครอน (PM 2.5) เทากนั และเปน เทาไร ป 2557 และป 2558 มี PM 2.5 ปริมาณ 36 ไมโครกรัมต่อลูกบาศกเ์ มตร 2) ป 2559 มีคาเฉลี่ยฝุนละอองขนาดไมเ กนิ 2.5 ไมครอน (PM 2.5) เทาไร และมากกวา ป 2557 และป 2558 เทาไร ป 2559 มี PM 2.5 ปรมิ าณ 43 ไมโครกรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ มตร ซง่ึ มากกวา่ ป 2557 และป 2558 เทา่ กับ 43 – 36 = 7 ไมโครกรมั ตอ่ ลกู บาศก์เมตร 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๑๗
01 57 22 9 4 หน่วยที่ ๓ สถิติและความน่าจะเป็นเบื้องต้น ฝ.๓.๑๐/ผ.๑๐ 3) นกั เรยี นคดิ วา ในอนาคต ปรมิ าณคา เฉลยี่ ฝนุ ละอองขนาดไมเ กนิ 2.5 ไมครอน (PM 2.5) จะเพ่มิ ขึ้นหรือลดลง เพราะเหตุใด ในอนาคตปรมิ าณคา่ เฉลี่ยฝนุ ละอองขนาดไมเ่ กนิ 2.5 ไมครอน (PM 2.5) จะเพมิ่ ข้ึน เน่ืองจากประชากรเพม่ิ ขน้ึ ทำาให้การคมนาคมขนสง่ เพม่ิ ขึน้ การขยายด้านอุตสาหกรรมมากขน้ึ ความต้องการในการใช้ไฟฟา เพิ่มขนึ้ ทาำ ใหต้ อ้ งผลติ ไฟฟา มากขนึ้ ตลอดจนความหนาวเยน็ ของอากาศและความช้นื ในบรรยากาศ ซง่ึ อาจทำาให้ฝุน ละอองสะสมและมีปรมิ าณมากขนึ้ 4) นักเรียนคิดวาจะลดปริมาณคาเฉลี่ยฝุนละอองขนาดไมเกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ไดอยางไร ไม่เผาขยะมูลฝอยในท่ีโลง่ ตรวจสภาพเครื่องยนตข์ องรถยนต์และรถโดยสาร ไมใ่ ห้ปล่อยควนั ดาำ ช่วยกันประหยดั ไฟฟา หมายเหตุ การปองกนั PM 2.5 ทําไดโดยสวมหนากากมาตรฐาน N95 ซึง่ ปองกันฝุนขนาด 0.3 ไมครอน ไดอยา งนอย 95% 1 6 5 4 7 9 0๑๑๘ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
5 7 90 ฝ.๓.๑๐/ผ.๑๐ 22 16 22 หน่วยท่ี ๓ สถติ ิและความน่าจะเป็นเบอื้ งตน้ 2. นํ้าเปนสวนประกอบสําคัญในรางกายของคนเรา เพราะรางกายมีน้ําเปนสวนประกอบ สําคัญอยูถึง 75 สวนใน 100 สวน จึงมีคํากลาววา “ท่ีใดไมมีน้ําท่ีนั่นยอมไมมีชีวิต” ถาเม่ือใดทรี่ างกายเกิดภาวะขาดนา้ํ จะสง ผลใหการทาํ งานของเซลลใ นรา งกายผิดปรกติ และจะนาํ ไปสกู ารเกดิ โรคตา ง ๆ ได ดงั นน้ั การใชน าํ้ อยา งประหยดั จะชว ยใหป ระเทศไทย มีนํ้าเพียงพอสําหรับทุกคน กรมชลประทานและการไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย ไดสํารวจปริมาณนํ้ากักเก็บวันส้ินป (ลานลูกบาศกเมตร) ในเขื่อนขนาดใหญ ตั้งแต ป 2555 ถงึ ป 2560 ดังนี้ ปรมิ าณนำ้ากกั เกบ็ วนั ส้นิ ปในเขื่อนขนาดใหญ่ ตงั้ แต่ ป 2555 ถงึ ป 2560 ปรมิ าณ (ไมโครกรมั ตอ ลูกบาศกเ มตร) 60,000 58,160 55,000 50,000 51,644 45,000 40,000 48,479 35,000 44,851 49,228 0 39,752 2555 2556 2557 2558 2559 2560 ป ที่มา : กรมชลประทานและการไฟฟา ฝา ยผลิตแหง ประเทศไทย 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๑๙
01 57 22 9 4 หนว่ ยที่ ๓ สถิติและความนา่ จะเปน็ เบื้องต้น ฝ.๓.๑๐/ผ.๑๐ 1) ในปใ ดปริมาณน้าํ กักเก็บวนั ส้ินปในเขอื่ นขนาดใหญกกั เกบ็ น้ําไดมากท่สี ดุ จาํ นวนเทา ไร และกักเก็บนํ้าไดน อยที่สดุ ในปใด จาํ นวนเทา ไร ในป 2560 มจี าำ นวน 58,160 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร และกกั เกบ็ นาำ้ ไดน้ อ้ ยทส่ี ดุ ในป 2558 มีจาำ นวน 39,752 ลา้ นลูกบาศก์เมตร 2) ในป 2556 และป 2560 ปริมาณน้าํ กกั เกบ็ วนั สิน้ ปใ นเขื่อนขนาดใหญตางกันเทาไร ปริมาณน้ำากักเก็บวนั สนิ้ ปใ นเข่ือนขนาดใหญ่ต่างกนั 58,160 – 51,644 = 6,516 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตร 3) ในป 2560 ถาปริมาณน้ํากักเก็บวันส้ินปในเข่ือนขนาดใหญ ใหนํามาใชเพียงคร่ึงหน่ึง ของปริมาณนํ้าท้ังหมดและจํานวนประชากรท้ังประเทศ 66,234,000 คน โดยเฉล่ีย แตล ะคนจะใชน ํ้าไดกล่ี ูกบาศกเ มตร ปริมาณนำ้ากักเก็บวันสิ้นป 2560 ในเขอื่ นใหญค่ รงึ่ หนึ่งเท่ากับ 58,160 ÷ 2 = 29,080 ลา้ นลกู บาศก์เมตร และจำานวนประชากร ท้งั ประเทศ 66,234,000 คน โดยเฉล่ยี แตล่ ะคนจะใชน้ ้ำาได้ 29,080,000,000 ÷ 66,234,000 ≈ 439.05 ลกู บาศก์เมตร 1 6 5 4 7 9 0๑๒๐ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ ทกั ษะและ กระบวนการทางคณติ ศาสตร์
2 1 6 5 7 90 2 21ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) 6 5กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ 4 7ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ 9(ฉบบั ปรบั ปรงุ )0 ๑๒๓ 2 แบบประเมนิ ทักษะและกระบวนกำรทำงคณติ ศำสตร์ : ดำ้ นกำรให้เหตุผล กลุ่มสำระกำรเรยี นรคู้ ณิตศำสตร์ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ที่ ….…… หน่วยยอ่ ยท่ี ……… เร่ือง ……………….………………………………………... ชน้ั ………………………..… ภำคเรียนที่………….…ปีกำรศึกษำ ………….… วัน เดอื น ปที ี่บนั ทกึ ……………………………………………… ช่อื ผู้บันทึก ………….……………………………………..……. คำชแี้ จง จงบันทึกการปฏิบัตหิ รอื การแสดงพฤติกรรมของนักเรียนแตล่ ะคนท่ีสะท้อนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในด้านต่อไปน้ี โดยทาเครอ่ื งหมาย ลงในช่องทีต่ รงกับ ระดบั คณุ ภาพทน่ี กั เรยี นแสดงออกและเกิดขึน้ จริง เกณฑก์ ำรประเมิน นกั เรียนตอ้ งได้คะแนนรวมต้งั แต่ร้อยละ ๖๐ จงึ ผา่ นเกณฑ์ (ประมาณ ๔ คะแนนข้ึนไป) ระดบั คณุ ภำพ ดีเย่ยี ม ดี ผ่ำน ไม่ผำ่ น เกณฑ์กำรพิจำรณำ ได้คะแนนรวม ๖ คะแนน ได้คะแนนรวม ๕ คะแนน ไดค้ ะแนนรวม ๔ คะแนน ได้คะแนนรวม ๒-๓ คะแนน พฤติกรรมท่แี สดงออก / ระดบั คณุ ภำพ เลขที่ ชือ่ - สกลุ นำควำมรทู้ ีเ่ รยี นมำใช้ประกอบกำรให้เหตุผล ใหเ้ หตผุ ลประกอบกำรตัดสนิ ใจ คะแนนรวม ผลกำรประเมิน ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ และสรุปผลได้เหมำะสม (๖) ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ (๓) (๒) (๑) (๓) (๒) (๑) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๑๒๔ 1ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู 6(สาํ หรบั ครผู สู อน) 5กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร 4ภาคเรยี นท่ี7๑ 9ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ 0(ฉบบั ปรบั ปรงุ ) แบบประเมนิ ทักษะและกระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์ : ดำ้ นกำรแกป้ ญั หำ 01 9 กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้คณติ ศำสตร์ หนว่ ยกำรเรียนรู้ที่ ….…… หนว่ ยยอ่ ยที่ ……… เรอ่ื ง ……………….………………………………………... ช้นั ………………………..… ภำคเรียนที่………….…ปกี ำรศึกษำ ………….… วัน เดอื น ปที บี่ นั ทกึ ……………………………………………… ช่อื ผู้บนั ทึก ………….……………………………………..……. คำชีแ้ จง จงบนั ทกึ การปฏบิ ัตหิ รอื การแสดงพฤตกิ รรมของนักเรียนแต่ละคนท่สี ะท้อนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรใ์ นดา้ นต่อไปนี้ โดยทาเครอื่ งหมาย ลงในชอ่ งทีต่ รงกับ ระดบั คุณภาพทนี่ ักเรยี นแสดงออกและเกดิ ข้นึ จริง เกณฑ์กำรประเมิน นักเรียนตอ้ งได้คะแนนรวมตัง้ แต่รอ้ ยละ ๖๐ จงึ ผา่ นเกณฑ์ (ประมาณ ๔ คะแนนข้ึนไป) ระดับคณุ ภำพ ดเี ย่ียม ดี ผำ่ น ไมผ่ ่ำน เกณฑก์ ำรพิจำรณำ ไดค้ ะแนนรวม ๖ คะแนน ได้คะแนนรวม ๕ คะแนน ได้คะแนนรวม ๔ คะแนน ได้คะแนนรวม ๒-๓ คะแนน พฤติกรรมที่แสดงออก / ระดับคุณภำพ เลขที่ ช่ือ - สกลุ เข้ำใจปญั หำที่ผู้สอนกำหนด แสดงวธิ ีกำรแกป้ ัญหำได้ครบถว้ นสมบรู ณ์ คะแนนรวม ผลกำรประเมิน 5 47 (๖) ๑ ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ๒ (๓) (๒) (๑) (๓) (๒) (๑) ๓ ๔ 2 2๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
2 1 6 5 7 90 2 21ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) 6 5กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ 4 7ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ 9(ฉบบั ปรบั ปรงุ )0 ๑๒๕ 2 แบบประเมนิ ทกั ษะและกระบวนกำรทำงคณติ ศำสตร์ : ด้ำนกำรสอ่ื สำรและกำรสือ่ ควำมหมำยทำงคณิตศำสตร์ กล่มุ สำระกำรเรยี นรคู้ ณิตศำสตร์ หนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี ….…… หน่วยยอ่ ยท่ี ……… เรอื่ ง ……………….………………………………………... ชน้ั ………………………..… ภำคเรยี นที่………….…ปกี ำรศกึ ษำ ………….… วนั เดอื น ปีทบี่ นั ทกึ ……………………………………………… ชอ่ื ผู้บนั ทึก ………….……………………………………..……. คำช้แี จง จงบนั ทึกการปฏิบัตหิ รอื การแสดงพฤติกรรมของนกั เรียนแตล่ ะคนทสี่ ะท้อนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในด้านต่อไปนี้ โดยทาเครื่องหมาย ลงในชอ่ งทตี่ รงกับ ระดับคุณภาพทนี่ กั เรียนแสดงออกและเกดิ ข้นึ จริง เกณฑก์ ำรประเมิน นกั เรียนตอ้ งไดค้ ะแนนรวมตั้งแต่รอ้ ยละ ๖๐ จึงผา่ นเกณฑ์ (ประมาณ ๔ คะแนนข้นึ ไป) ระดบั คุณภำพ ดเี ยีย่ ม ดี ผ่ำน ไม่ผำ่ น เกณฑก์ ำรพจิ ำรณำ ไดค้ ะแนนรวม ๖ คะแนน ได้คะแนนรวม ๕ คะแนน ได้คะแนนรวม ๔ คะแนน ไดค้ ะแนนรวม ๒-๓ คะแนน พฤตกิ รรมที่แสดงออก / ระดบั คุณภำพ ใช้ภำษำและสญั ลักษณ์ในกำรสือ่ สำรและ นำเสนอแนวคิด/ควำมคิดเห็นท่ีเหมำะสม คะแนนรวม ผลกำรประเมิน (๖) เลขที่ ชอ่ื - สกลุ กำรส่อื ควำมหมำยทำงคณติ ศำสตร์ไดถ้ ูกต้อง กับปัญหำ ๑ ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ ๒ ๓ (๓) (๒) (๑) (๓) (๒) (๑) ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
๑๒๖ 1ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู 6(สาํ หรบั ครผู สู อน) 5กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร 4ภาคเรยี นท่ี7๑ 9ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ 0(ฉบบั ปรบั ปรงุ ) แบบประเมินทักษะและกระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์ : ดำ้ นกำรเช่อื มโยง 01 9 กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้คณิตศำสตร์ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ….…… หน่วยยอ่ ยท่ี ……… เร่อื ง ……………….………………………………………... ช้ัน ………………………..… ภำคเรยี นที่………….…ปกี ำรศึกษำ ………….… วัน เดอื น ปีทบี่ นั ทกึ ……………………………………………… ชือ่ ผู้บันทึก ………….……………………………………..……. คำชี้แจง จงบันทกึ การปฏบิ ัติหรือการแสดงพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคนทีส่ ะท้อนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในด้านต่อไปนี้ โดยทาเครื่องหมาย ลงในช่องทต่ี รงกับ ระดับคุณภาพท่นี กั เรียนแสดงออกและเกดิ ข้ึนจริง เกณฑก์ ำรประเมิน นักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนรวมตั้งแต่รอ้ ยละ ๖๐ จงึ ผ่านเกณฑ์ (ประมาณ ๔ คะแนนขึน้ ไป) ระดบั คุณภำพ ดเี ยีย่ ม ดี ผำ่ น ไมผ่ ำ่ น เกณฑ์กำรพจิ ำรณำ ไดค้ ะแนนรวม ๖ คะแนน ไดค้ ะแนนรวม ๕ คะแนน ได้คะแนนรวม ๔ คะแนน ไดค้ ะแนนรวม ๒-๓ คะแนน พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออก / ระดับคุณภำพ เลขท่ี ช่ือ - สกลุ เชือ่ มโยงควำมรู้ในสำระคณิตศำสตรห์ รือสถำนกำรณ์ในชีวิตจริง คะแนนรวม ผลกำรประเมนิ 5 47 (๖) ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง (๖) (๔) (๒) 22
22 แบบประเมนิ ทักษะและกระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์ : ดำ้ นกำรคดิ สร้ำงสรรค์ กลุม่ สำระกำรเรียนรูค้ ณิตศำสตร์ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ….…… หนว่ ยยอ่ ยที่ ……… เร่อื ง ……………….………………………………………... ชัน้ ………………………..… ภำคเรยี นที่………….…ปีกำรศึกษำ ………….… วนั เดอื น ปีทีบ่ นั ทกึ ……………………………………………… ชือ่ ผู้บันทกึ ………….……………………………………..……. 1 6 5 7 90 1ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) 6 5กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ 4 7ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ 9(ฉบบั ปรบั ปรงุ )0 ๑๒๗ คำช้ีแจง จงบันทกึ การปฏบิ ัตหิ รือการแสดงพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคนท่สี ะท้อนทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรใ์ นด้านต่อไปนี้ โดยทาเคร่ืองหมาย ลงในช่องทีต่ รงกบั ระดับคุณภาพทีน่ ักเรียนแสดงออกและเกิดขน้ึ จริง เกณฑก์ ำรประเมิน นกั เรียนตอ้ งได้คะแนนรวมต้ังแต่รอ้ ยละ ๖๐ จงึ ผ่านเกณฑ์ (ประมาณ ๔ คะแนนขึ้นไป) ระดบั คณุ ภำพ ดีเยี่ยม ดี ผ่ำน ไม่ผ่ำน เกณฑ์กำรพิจำรณำ ไดค้ ะแนนรวม ๖ คะแนน ไดค้ ะแนนรวม ๕ คะแนน ไดค้ ะแนนรวม ๔ คะแนน ได้คะแนนรวม ๒-๓ คะแนน พฤติกรรมทแี่ สดงออก / ระดบั คณุ ภำพ เลขที่ ช่ือ - สกลุ คิดแปลกใหม่/ ดัดแปลง/ ประยกุ ต์ แตกตำ่ งจำกเดิม และนำไปใช้ไดถ้ ูกต้อง คะแนนรวม ผลกำรประเมนิ (๖) ดี พอใช้ ควรปรบั ปรุง (๖) (๔) (๒) 22
01 9 5 47 22 คณะผจู้ ัดทาำ ท่ปี รกึ ษามูลนิธกิ ารศกึ ษาทางไกลผ่านดาวเทยี ม ในพระบรมราชูปถมั ภ์ พลเอกดาวพงษ รัตนสุวรรณ ประธานกรรมการบรหิ ารมูลนธิ กิ ารศึกษาทางไกลผานดาวเทียม รองศาสตราจารยน ราพร จันทรโอชา ในพระบรมราชูปถมั ภ รองประธานกรรมการบริหารมลู นิธิการศึกษาทางไกลผาน ดาวเทียมในพระบรมราชปู ถมั ภ นายอนสุ รณ ฟเู จรญิ ผูชวยเลขาธิการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผานดาวเทียม ในพระบรมราชปู ถัมภ ทป่ี รึกษาสำานกั งานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า ฯ นายสมเกียรติ ชอบผล ที่ปรกึ ษาสํานกั งานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ นายสุชาติ วงศสุวรรณ ขา ราชการบํานาญ อดีตผตู รวจราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร ทปี่ รกึ ษาสำานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน นายบญุ รกั ษ ยอดเพชร เลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน นายณรงค แผวพลสง รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน นางสาวอษุ ณยี ธโนศวรรย รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน นางสุกัญญา งามบรรจง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน นายอมั พร พินะสา รองผชู วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน นายสนทิ แยม เกษร รองผชู ว ยเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ทีป่ รกึ ษากลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศาสตราจารย ดร.ชกู ิจ ลมิ ปจ าํ นงค ผูอํานวยการสถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ดร.กุศลิน มุสิกลุ ผชู ว ยผูอ าํ นวยการสถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ดร.ศรเทพ วรรณรัตน ผอู ํานวยการสํานกั คณิตศาสตรและเทคโนโลยี สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี นายสมเกยี รติ เพ็ญทอง ผอู าํ นวยการสาขาคณติ ศาสตรประถมศกึ ษา สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 1 6 5 4 7 9 0๑๒๘ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
1 6 5 7 90 22 22ผู้รับผิดชอบโครงการ นางนิรมล ตจู นิ ดา ผเู ชยี่ วชาญดานพฒั นาหลักสตู รและการเรยี นรู ขา ราชการบํานาญ สพฐ. คณะทาำ งานกลุ่มสาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์ รศ.ดร.สิรพิ ร ทิพยคง ขาราชการบาํ นาญ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร นายณัฐ จั่นแยม ขา ราชการบาํ นาญ โรงเรียนไชยฉิมพลีวทิ ยาคม นางสาวจนิ ดา พอคา ชาํ นาญ ขาราชการบาํ นาญ โรงเรียนศึกษานารีวิทยา นางสาวทองระยา นัยชดิ ขา ราชการบํานาญ โรงเรียนวดั ถนน นางคนงึ นติ ย ชาญวฒุ ธิ รรม ขาราชการบํานาญ โรงเรยี นคลองทรงกระเทียม นายสมเกียรติ เพญ็ ทอง สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ดร.ภัทรวดี หาดแกว สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี นางณัตตยา มังคลาสิริ สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี นางสาวคงขวญั ทพิ ยอกั ษร สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี คณะบรรณาธิการกจิ แหยมแสง ขาราชการบํานาญ มหาวิทยาลยั รามคําแหง มังคลาสริ ิ สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี รศ.ดร.นพพร นางณตั ตยา ฝายสนับสนนุ วิชาการ นางสาวละออ เจริญศรี สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ออกแบบรูปเล่ม องคการคา ของ สกสค. 1 6 5 4 7 9 0ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู (สาํ หรบั ครผู สู อน) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๕ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) ๑๒๙
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138