สอบถามความพงึ พอใจของนกั เรยี นท่มี ีต่อรปู แบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถในการคดิ แกป้ ญั หาอย่างมี วิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 กับกลุ่มตวั อยา่ ง จำนวน 30 คน ภาพท่ี 3.10 ขนั้ ตอนการสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรยี นท่ีมีตอ่ รปู แบบการเรยี น การสอน ข้ันตอนท่ี 3 การใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนาความสามารถในการคดิ แก้ปัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เร่ือง การแยกสารผสม กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ในขน้ั ตอนการนำไปใช้ ผวู้ จิ ยั ได้นำรูปแบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถใน การคดิ แก้ปญั หาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรอื่ ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ไปใช้กับกลมุ่ ตวั อย่าง เป็นการใชจ้ ริง หลังพัฒนารปู แบบการเรียนการสอน โดยมลี ำดบั ของการวิจัยดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ขอบเขตด้านเน้อื หา ศกึ ษาผลการจดั การเรียนรตู้ ามรูปแบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถใน การคดิ แก้ปญั หาอยา่ งมวี จิ ารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 จำนวน 16 แผน จำนวน 18 ชัว่ โมง 2. ขอบเขตดา้ นแหล่งข้อมูล นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2/3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2566 โรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดตันตยาภิรม) สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง จำนวน 44 คน ซึ่งได้มาโดย วธิ สี ุ่มแบบกลมุ่ (Cluster Random Sampling) 3. ตัวแปรวิจยั ไดแ้ ก่ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ดา้ นทักษะการคิดแก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณ และด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. แบบแผนการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ประเภทการทดลองกึ่งทดลอง (Pre Experimental Design) ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design ซ่งึ มีรูปแบบดงั ตารางที่ 3.6
ตารางท่ี 3.6 แบบแผนการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลงั T1 X T2 สัญลกั ษณท์ ่ีใชใ้ นการทดลอง T1 แทน การทดสอบกอ่ นการสอนดว้ ยรูปแบบการสอน T2 แทน การทดสอบหลังการสอนด้วยรูปแบบการสอน 4. เน้อื หา เนื้อหาท่นี ำมาจัดทำแผนการสอน ตามรูปแบบการเรยี นการสอน เพ่ือการพฒั นา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การ แยกสารผสม กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศกึ ษา 2566 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 และหลักสูตร สถานศึกษาโรงเรยี นเทศบาล ๖ (วัดตันตยาภิรม) หนว่ ยที่ 2 เร่อื ง การแยกสารผสม 5. ระยะเวลาท่ใี ช้การนำไปใช้ การนำไปใช้ดว้ ยการนำไปทดลองสอนตามรูปแบบการเรยี นการสอน เพื่อการพัฒนา ความสามารถในการคิดแกป้ ัญหาอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เรอ่ื ง การ แยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีแผนการจัดการ เรียนรู้ จำนวน 16 แผน สอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้น 18 ช่วั โมง ไม่รวมเวลาทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น ดงั ตารางที่ 3.7 ตารางท่ี 3.7 กำหนดการสอนแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว 22101) ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2566 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 การแยกสารผสม
สปั ดาห์ที่ วนั ที่ เนอ้ื หา เวลา ตวั ช้ีวดั / คะแนน หมายเหต/ุ 9 10-14 ก.ค.66 ผลการเรยี นรู้ บรู ณาการ ภาษาอังกฤษ 11 24-28ก.ค. 66 การแยกสาร 3 ว 2.1 ม.2/1 อธบิ าย การแยกสาร 8 เทคโนโลยี 12 31 ก.ค.-4 ส.ค.66 ผสม โดยการ ผสม โดยการระเหยแห้งการตก ภาษาองั กฤษ 13 7-11 ส.ค.66 เทคโนโลยี 14 14-18 ส.ค.66 ระเหยแหง้ การ ผลกึ การกลัน่ อย่างงา่ ยโครมาโทก ภาษาองั กฤษ กลั่นอย่างงา่ ย ราฟี แบบกระดาษ การสกดั ดว้ ยตวั เทคโนโลยี ทำละลายโดยใช้หลักฐาน เชิง ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี ประจกั ษ์ ภาษาอังกฤษ การแยกสาร 3 ว 2.1 ม.2/1 อธบิ าย การแยกสาร 3 เทคโนโลยี ผสม โดย โคร ผสม โดยการระเหยแห้งการตก มาโทกราฟี ผลกึ การกล่นั อย่างง่ายโครมาโทก ราฟี แบบกระดาษ การสกดั ดว้ ยตวั ทำละลายโดยใชห้ ลักฐาน เชงิ ประจกั ษ์ ทดลองการกลั่น 3 ว 2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการ 3 ดว้ ยไอนำ้ ระเหยแหง้ การตกผลกึ การกลนั่ อย่างง่ายโครมาโทกราฟี แบบ กระดาษ การแยกสาร 3 ว 2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการ 3 ผสม โดย การ ระเหยแหง้ การตกผลึกการกลัน่ ตกผลกึ การ อยา่ งง่ายโครมาโทกราฟี แบบ สกดั ดว้ ยตัวทำ กระดาษ ละลาย การแยกสารใน 3 ว 2.1 ม.2/3 นำวธิ กี าร แยกสารไป 3 ชวี ิตประจำวัน ใช้ แกป้ ัญหา ในชวี ิตประจำวนั โดยบูรณาการ วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เทคโนโลยีและ วศิ วกรรมศาสตร์ เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย 1. แผนการจัดการเรยี นรู้ เร่อื ง การแยกสารผสม จำนวน 16 แผน 2. แบบประเมนิ ความสามารถในการเรยี นรู้ประกอบด้วย 2.1 ด้านผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 2.2 ด้านทกั ษะการคดิ แก้ปญั หาอยา่ งมวี ิจารณญาณ 2.3 ด้านทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั ตอนการดำเนินการทดลอง ผวู้ ิจยั ได้นำรูปแบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปญั หา อยา่ งมวี จิ ารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ทส่ี ร้างขน้ึ ไปใช้กับนกั เรยี น ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนเทศบาล ๖ (วดั ตันตยาภริ ม) จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 44 คนโดยมผี ูว้ จิ ยั เป็นผู้สอนเอง และมีวธิ ีการดำเนินการ ดงั น้ี 1. ก่อนการทดลองผู้วิจัยได้ชี้แจงหลักการ เหตุผล และประโยชน์ของการวิจัยให้กับ นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับนักเรียนเก่ียวกับวิธีการเรียนการสอนด้วย รูปแบบการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ไฟฟ้าและการเปลีย่ นแปลงของโลก เรื่อง ไฟฟ้าและการเปลยี่ นแปลงของโลก กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด 2. นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น แบบทดสอบวดั การคดิ แก้ปญั หาอย่างมี วิจารณญาณ และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่สร้างขึ้นไปทดสอบก่อน เรียนกบั นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 /3 ท่เี ปน็ กล่มุ ตวั อย่าง 3. ดำเนนิ การทดลองใชร้ ปู แบบการเรยี นการสอน การพฒั นาความสามารถในการคิด แกป้ ญั หาอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เรอื่ ง การแยกสารผสม กล่มุ สาระการ เรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โดยการจัดการเรยี นการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรูท้ ก่ี ำหนดไว้ ใช้เวลาในการสอน จำนวน 16 ช่ัวโมง โดยไมน่ ับวนั ท่ที ดสอบก่อนเรียน และหลงั เรียน 4. หลังจากดำเนินการทดลองส้นิ สุดลง ผวู้ จิ ัยทดสอบหลังเรยี นโดยใชแ้ บบทดสอบชุด เดิมกับก่อนเรียน นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ประมวลผลด้วยวิธีการทางสถิติเพื่อการตอบ คำถามวิจยั ให้เป็นไปตามสมมตฐิ านและวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งน้ี จากขน้ั ตอนการนำรูปแบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการ เรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 6 ไปใช้สรปุ เป็นลำดับข้ันตอน ดังตารางท่ี 3.8
ตารางที่ 3.8 ขัน้ ตอนการนำรปู แบบการเรียนการสอน การพฒั นาความสามารถในการคดิ แก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เรอื่ ง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการ เรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2ไปใช้ วัตถุประสงค์ วิธกี าร กลุ่มเปา้ หมาย เคร่ืองมือ/การ ผลท่ไี ด้ วเิ คราะหข์ ้อมูล เพอื่ นำไปใช้รปู แบบการ 1.ทดสอบวัดผล นกั เรียนช้นั 1) รปู แบบการ ไดร้ ปู แบบ เรียนการสอน เพ่ือสง่ เสรมิ สมั ฤทธิ์ทักษะการ มธั ยม ปี เรียนการสอน การเรยี นการ ความ สามารถในการคดิ คิด ทักษะ ที่ 2/3 โรงเรยี น ประกอบด้วย สอน แกป้ ัญหาอยา่ งมี กระบวน การ เทศบาล ๖ แผนการจัดการ เพือ่ สง่ เสรมิ วจิ ารณญาณ ทางวทิ ยาศาสตร์ (วดั ตนั ตยาภริ ม) เรยี นรู้ ความสามารถ โดยใช้รปู แบบการสอน ก่อนเรยี น ภาคเรียนที่ 2 2) เครอื่ งมือท่ี ในการคดิ 6 STEPS เรอื่ ง การ 2.ดำเนินการ ปีการศึกษา ใชใ้ นการ แกป้ ญั หาอยา่ ง แยกสารผสม กลุม่ สาระ ทดลองใช้รูปแบบ 2566 จำนวน 1 รวบรวมข้อมลู / มีวจิ ารณญาณ การเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละ การเรียนการสอน หอ้ งเรยี น ค่ารอ้ ยละ, 6 STEPS เทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปี โดยจดั การเรียน จำนวน 44 คน คา่ เฉลย่ี เรื่อง การแยก ที่ 2 การสอนตาม สารผสม แผนการจดั การ สว่ นเบี่ยงเบน เรยี นร้ทู ่กี ำหนด มาตรฐาน กลุม่ สาระการ 3.หลังการ ทดสอบค่าที เรียนรู้ ดำเนินการ (t – test) วิทยาศาสตร์ช้ัน ทดลองส้นิ สดุ ลง มธั ยมศึกษาปที ่ี ทดสอบวัดผล 2 สมั ฤทธิ์ทกั ษะ การคดิ ทักษะ กระบวน การทาง วิทยาศาสตร์ หลังเรยี น
ข้นั ตอนท่ี 4 ประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรียนที่มตี ่อการพฒั นาความสามารถใน การคิดแกป้ ญั หาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เร่อื ง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 1. ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา ศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นทม่ี ีต่อรูปแบบการเรียน การพฒั นา ความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การ แยกสารผสม กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 2. ขอบเขตด้านแหลง่ ข้อมูล นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2/3 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2566 โรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดตันตยาภิรม) สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง จำนวน 44 คน ซึ่งได้มาโดย วิธสี มุ่ แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 4. สง่ิ ท่ีสนใจศกึ ษา ได้แก่ ความพงึ พอใจของนักเรียนที่มีตอ่ รูปแบบการเรียนการสอน การพัฒนาความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย แบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรียนท่ีมตี ่อรูปแบบการเรยี นการสอนการพฒั นา ความสามารถในการคดิ แก้ปัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การ แยกสารผสม กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ขัน้ ตอนการดำเนนิ การทดลอง เม่อื นกั เรยี นกลมุ่ ตัวอย่างได้เรียนร้คู รบทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี น แบบทดสอบวัดการคดิ แกป้ ญั หาอย่างมีวจิ ารณญาณ และแบบทดสอบวดั ทกั ษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์ทีก่ ำหนดและบันทึกคะแนนไว้ และให้ นักเรยี นกลุม่ ตวั อย่างตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอ่ รปู แบบการเรยี นการการพัฒนา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมวี จิ ารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เร่ือง การ แยกสารผสม กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 การวิเคราะห์ข้อมลู 1. เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวจิ ารณญาณโดยภาพรวม ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลงั ดำเนนิ การทดลองจนเสรจ็ ส้ิน (Posttest) โดยใชก้ ารทดสอบค่าที (t-test) 2. เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จสิ้นแลว้ (Posttest) โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test)
3. เปรียบเทียบคะแนนทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนการทดลอง (Pretest) และดำเนนิ การทดลองจนเสรจ็ ส้ินแลว้ (Posttest) โดยใชก้ ารทดสอบคา่ ที (t-test) 4. เปรียบเทียบคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสรจ็ สิน้ แลว้ (Posttest) โดยใช้การทดสอบคา่ ที (t-test) 5. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การพฒั นา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรอ่ื ง การ แยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โดยใช้ค่าเฉลี่ย และ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน สถติ ิท่ใี ช้ในการวิจัย 1. วิเคราะห์ข้อมูลความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยภาพรวม ก่อนการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จสิ้นแลว้ (Posttest) ด้วยค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้การทดสอบคา่ ที (t-test) 2. วเิ คราะห์ข้อมลู ผลการทดสอบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น กอ่ นการทดลอง (Pretest) และหลังดำเนนิ การทดลองจนเสร็จสนิ้ แล้ว (Posttest) ดว้ ยคา่ เฉลย่ี ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และค่าที (t-test) 3. วิเคราะหข์ ้อมลู ผลการทดสอบวัดทักษะการคิดแก้ปญั หาอย่างมวี ิจารณญาณก่อนการ ทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จส้นิ แลว้ (Posttest) การวิเคราะห์เน้อื หา 4. วิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนการ ทดลอง (Pretest) และหลังดำเนินการทดลองจนเสร็จส้นิ แลว้ (Posttest) ด้วยคา่ เฉลี่ย ( X ) ค่าความ เบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และคา่ ที (t-test) 5. วเิ คราะหข์ อ้ มลู ผลการสอบถามความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมีตอ่ รปู แบบการเรยี นการ การพัฒนาความสามารถในการคดิ แก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STE เรือ่ ง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 สตู รทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู 1. คา่ รอ้ ยละ ใช้สูตร (สมนึก ภทั ทยิ ธนี, 2555 : 260) P = f 100 n เม่อื P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถ่ีหรอื คะแนนที่ต้องการแปลงใหเ้ ปน็ ร้อยละ n แทน จำนวนเตม็ 2. คา่ เฉล่ยี ใชส้ ตู ร (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี, 2555 : 237) X = n เม่ือ X แทน คา่ เฉลย่ี ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด แทน จำนวนคนทั้งหมด n แทน 3. ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ใช้สตู ร (สมนึก ภัททยิ ธนี, 2555 : 249) S= ( − )2 n −1 เมอื่ S แทน ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน X แทน คา่ ของขอ้ มูลแต่ละตัว X แทน ค่าเฉล่ีย n แทน จำนวนนกั เรียนท้ังหมด 4. คา่ ความสอดคลอ้ ง (IOC) เพอ่ื วดั ความเทย่ี งตรง (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี, 2555 : 220) IOC = R Ν ในที่น้ี IOCแทน ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างเนือ้ หาในข้อคำถาม กบั เนื้อหาตามจุดประสงค์ R แทน คะแนนของผู้เชยี่ วชาญแต่ละคน R แทน ผลรวมของคะแนนผู้เช่ียวชาญ N แทน จำนวนผู้เชยี่ วชาญ 5. ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยวิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟา ของ ครอนบาค (Cronbach’s alpha coefificient) (สมนกึ ภัททยิ ธนี, 2555 : 225)
= n 1 − S2 − 1 n 1 S2 = สัมประสิทธ์ิของความเช่อื ม่ัน จำนวนข้อของแบบสอบถาม n= คะแนนความแปรปรวนของแบบสอบถามแตล่ ะขอ้ คะแนนความแปรปรวนของแบบสอบถามทง้ั ฉบบั 2=S i S2 = 6. หาประสิทธภิ าพของเอกสารประกอบการเรียนตามเกณฑ์ 80/80 ใชส้ ตู ร (ประสาท เนืองเฉลิม, 2556 : 214) X N E1 = A 100 เมอื่ E1 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ X แทน คะแนนรวมที่ไดจ้ ากแบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี น A แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝกึ หัดทา้ ยบทเรยี นรวมกัน N แทน จำนวนนกั เรยี น E2 = y เมอ่ื E2 BN 100 Y แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์ B แทน N แทน แทน ผลรวมคะแนนของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรยี นหลงั เรียนของนักเรยี นทุกคน คะแนนเต็มแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรยี น จำนวนนักเรียน 7. การหาค่าความยากงา่ ยของแบบทดสอบ (Difficulty) ใช้สูตรดังนี้ (สมนึก ภทั ทยิ ธน,ี 2555 : 195) P = R N เมอ่ื P แทน ค่าความยากของข้อสอบ R แทน จำนวนคนตอบถูก
N แทน จำนวนคนทง้ั หมด 8. การหาค่าอำนาจจำแนกใชส้ ตู ร ((เยาวดี รางชยั กุล วิบูลย์ศรี, 2553 : 146-148) r = Ru − RL N เมอื่ r แทน ค่าอำนาจจำแนก RU แทน จำนวนนกั เรยี นในกลุ่มสงู ท่ีตอบถูก (กล่มุ สงู ใช้ ประมาณร้อยละ 25 ของนักเรียนทงั้ หมด) RL แทน จำนวนนักเรียนในกลมุ่ ตำ่ ทต่ี อบถูก (กลุ่มต่ำใช้ ประมาณร้อยละ 25 ของนักเรยี นทัง้ หมด) N แทน จำนวนนกั เรยี นในกลมุ่ สงู หรือกลมุ่ ต่ำ 9. ค่าความเช่ือมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน จากสตู ร KR-20 (สมนึก ภัททิยธน,ี 2555 : 223) rtt = n 1 1 − pq n− S2 เมื่อ rtt แทน ค่าความเชือ่ ม่นั แบบทดสอบทั้งหมด n แทน จำนวนข้อของในแบบทดสอบ p แทน สัดส่วนของคนท่ีทำขอ้ นัน้ ได้ q แทน สัดส่วนของคนท่ที ำข้อนนั้ ไมไ่ ด้หรือ 1-p S2 แทน คา่ ความแปรปรวนของคะแนนทงั้ หมด 10. ค่าสมั ประสทิ ธสิ์ หสมั พนั ธเ์ พียรส์ ัน (Pearson correlation coefficient ) สนิ พันธุพ์ ินจิ (2555 : 241) r = n ΧY− Χ Y n X2 − ( Γ)2 − ( Y) 2 เมอ่ื r แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อถือได้ของเครื่องมือที่ใช้ วดั
n แทน จำนวนผูต้ อบ x แทน คะแนนทีว่ ัดได้แตล่ ะข้อจากการจัดคร้ังแรก y แทน คะแนนที่วดั ได้แตล่ ะข้อจากการวัดครั้งหลงั 11. การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ และด้านทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนกับหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างใช้สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองค่าจากกลุ่ม ตัวอย่างกล่มุ เดียว (t-test for Paired Samples) (บญุ ชุม ศรีสะอาด, 2553 : 133) ใชส้ ูตรดังน้ี t= D ; df = n-1 nD2 − ( D)2 n −1 เมอ่ื t แทน ค่าสถติ ิของการทดสอบ t-test D แทน ผลตา่ งระหว่างคู่คะแนนก่อนเรียนและหลงั เรยี น n แทน จำนวนกลมุ่ ตวั อยา่ งหรือจำนวนคคู่ ะแนน D แทน ผลรวมของผลตา่ งคะแนนสอบกอ่ นและหลงั การทดลอง D2 แทน ผลรวมกำลังสองของผลตา่ งคะแนนสอบก่อนและหลัง df แทน การทดลอง ชน้ั แหง่ ความอิสระ (n-1)
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล การวจิ ยั เรอ่ื ง การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถในการคดิ แก้ปัญหาอยา่ งมวี จิ ารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการ เรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 เป็นการวจิ ัยและพฒั นา (Research and Development) โดยมีนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 /3โรงเรยี นเทศบาล ๖ (วัดตันตยาภริ ม) สังกดั สำนักการศึกษา เทศบาลนครตรงั จำนวน 44 คน ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2566 เป็นหนว่ ย การวเิ คราะห์ (Unit of Analysis) ซง่ึ มผี ลของการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาข้อมูลพน้ื ฐานในการพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอนเพ่ือชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ตอนที่ 2 ผลการออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพอ่ื การพฒั นา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การ แยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ตอนท่ี 3 ผลการใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนเพ่ือการพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาอย่างมีวจิ ารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรอ่ื ง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการ เรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ตอนท่ี 4 ผลการประเมินความพึงพอใจของนกั เรยี นที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การพฒั นาความสามารถในการคดิ แกป้ ญั หาอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ตอนที่ 1 ผลการศกึ ษาข้อมูลพนื้ ฐานในการพัฒนารปู แบบการเรียนการสอนการ พัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ผลจากการวจิ ัย / วิเคราะหข์ ้อมูลนโยบาย จดุ หมายการจัดการศกึ ษาจาก พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน แผนการศึกษาแหง่ ชาติ และข้อมลู ความตอ้ งการรปู แบบการเรยี นการสอน เพ่อื สง่ เสรมิ ความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาอย่างมี วิจารณญาณ ตามสภาพท่ีคาดหวังและสภาพปัจจบุ ัน ที่เกย่ี วกบั การจัดการเรียนการสอนของผสู้ อน และ การเรียนรู้ของผเู้ รียน รวมท้ังการศกึ ษา / วเิ คราะห์เอกสาร แนวคดิ ทฤษฎี งานวิจัยเกยี่ วกบั การวิจัย และพฒั นา การออกแบบระบบการเรียนการสอน การคดิ แกป้ ญั หาอย่างมวี ิจารณญาณ รวมถึงการสัมภาษณ์ ศึกษานิเทศก์ผรู้ ับผดิ ชอบงานการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ครูผสู้ อน วทิ ยาศาสตร์ ครผู ู้สอนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนในสังกัดสำนกั การศึกษา เทศบาลนครตรงั
และนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดตันตยาภิรม) เกย่ี วกบั การเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ ผูว้ จิ ัยได้ใชว้ ิธีการวเิ คราะหเ์ นอื้ หา แบบสมั ภาษณ์ และค่าเฉล่ีย แบบสอบถาม สรปุ ได้ ดงั น้ี 1. การศึกษา วเิ คราะหข์ ้อมูลสภาพท่ีความคาดหวังและสภาพปัจจบุ ัน ทเี่ กี่ยวกับการจัด การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ จากการศึกษาวิเคราะห์เอกสารข้อมูลเชิงนโยบาย ปรัชญา นโยบาย วัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอน พบว่า สภาพที่คาดหวัง มุ่งปฏิรูปการเรียนรู้ โดยยึดหลักผู้เรียน เป็นสำคัญ ยึดหลักการเรียนรู้ด้วยตนเองและหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นพลังความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนิสัยรักการอ่าน การจัดให้มีห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนและสื่อการเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ อย่างทั่วถึงให้พัฒนาคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการพึ่งพาตนเองและเพิ่มสมรรถนะใน ระดบั นานาชาติ โดยให้สถานศึกษาจัดกจิ กรรมการเรยี นร้แู บบวิทยาศาสตร์ในทกุ ระดบั การศึกษา สว่ นการ คิดได้กำหนดนโยบายไว้ว่า ให้มีการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ ความคิดและ คุณธรรมของคน โดยมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนมที ักษะในการคิด การวิเคราะห์และการแก้ปัญหา มีจุดหมายพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิดการแก้ ปัญหา การใช้ เทคโนโลยีและทักษะชีวิต สำหรับหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เน้นสมรรถนะสำคัญ ด้านการคิดมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมี วิจารณญาณและคิดเป็นระบบ นอกจากนี้จากการวิเคราะห์หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษา คน้ ควา้ หาความรู้ และแก้ปญั หาอย่างเปน็ ระบบ คดิ อย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดวเิ คราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์และ จิตวิทยาศาสตร์ ใหพ้ ฒั นากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา การจัดการ ทักษะในการสือ่ สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ ในสว่ นของสภาพปจั จุบนั คือ ผลการประเมนิ นักเรียนสว่ นใหญย่ ังไมผ่ ่านผลการประเมนิ ดา้ น การคิด การจัดการเรียนการสอนด้านการคิดและวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา ยังไม่บรรลุ เป้าหมายตามสภาพที่คาดหวัง การจัดการเรียนการสอนยังยึดครูเป็นศูนย์กลาง มุ่งสอนเนื้อหาวิชา เป็นหลัก ใช้เทคนิควิธีสอนทีไ่ ม่สง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นได้ฝึกทกั ษะกระบวนการคิด ขาดการค้นควา้ หาขอ้ มูล ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่มีการฝึกแก้ปัญหา ไม่ได้ฝึกการกำกับการเรียนรู้ของตน ไม่ สามารถนำความร้ไู ปประยกุ ต์ใชใ้ นสถานการณ์จริง ครสู ่วนใหญ่ใช้การบรรยายเน้นความรู้ ความจำ ไม่ เน้นการทดลอง ไม่ฝึกการคิดที่มีเหตุผล การที่ผู้เรียนไม่ได้ฝึกทักษะในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เป็นเหตุให้ผู้เรียนขาดทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ไม่เข้าใจหลักการแนวคิดตามทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เรียนวิทยาศาสตร์แบบท่องจำ ไม่มีเหตุผล เรียนแล้วก็ลืมง่าย ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในชวี ติ ประจำวัน 2. การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการรูปแบบการเรียนการสอนจากการสัมภาษณ์ ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และสอบถามนักเรียน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับความต้องการในการจัดการเรียน
การสอนวิทยาศาสตร์ พบว่า ครูมีความจำเป็นและมีความต้องการด้านการจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตรแ์ ละการสอนคิดหลายด้าน ได้แก่ ต้องการความรูใ้ นการจดั การเรยี นการสอนและวิธีการ จัดการเรียนการสอนคิดแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ต้องการแนวการสอนวิทยาศาสตร์ทีท่ ำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูง ต้องการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการปฏิบัติจริงและเรียนรู้ ทักษะตามลำดับขั้นตอน ต้องการวิธีสอนที่เร้าความสนใจในการเรียน ต้องการให้นักเรียนศึกษาเรียนรู้ด้วย ตนเองเป็นสำคญั นอกจากน้ี ดา้ นการเรยี นการสอน นักเรียนมคี วามตอ้ งการจดั การเรียนโดยครูผู้สอน ทัง้ ในหอ้ งเรยี นและนอกห้องเรยี น ผู้เรยี นลงมอื ปฏิบตั ิดว้ ยตนเองในระดับกลุ่ม และรูปแบบการสอนที่ หลากหลาย โดยมสี ่อื การเรยี นการสอนทต่ี อบสนองความตอ้ งการของผูเ้ รียน ตอนท่ี 2 ผลการออกแบบและพฒั นารูปแบบการเรยี นการสอน การพัฒนารูปแบบ การเรียนการสอนการพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปญั หาอย่างมีวจิ ารณญาณ โดยใช้ รปู แบบการสอน 6 STEPS เร่อื ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 การหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการการพัฒนารูปแบบการเรยี นการสอนการ พัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปญั หาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ปรากฏผล ดังตารางที่ 4.1- 4.3
ตารางท่ี 4.1 คะแนนเฉลี่ยระหวา่ งเรียนด้วยรูปแบบการเรยี นการสอนเพือ่ การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอ การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปญั หาอย่างมวี จิ ารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เร่ือง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 คะแนนทดสอบย่อยระหวา่ งเรียน (แบบฝกึ ละ 10 คะแนน) รวม คนท่ี ไฟฟ้า กระบวนการเปลยี่ นแปลงของโลก คะแนน 1234 5 1234 5 6 110 1 8878 7 7788 7 7 82 2 10 9 9 10 9 10 9 9 10 9 9 103 3 8778 7 7878 9 8 84 4 8888 7 8988 7 7 86 5 7888 8 9988 7 7 87 6 7796 8 8788 8 9 85 7 9 10 9 9 9 10 9 10 10 10 10 105 8 7878 7 7878 9 7 83 9 8898 9 9989 9 9 95 10 7 7 9 7 6 7 7 7 8 8 8 81 11 8 7 8 9 8 7 8 9 8 8 9 89 12 9 9 10 8 9 10 9 8 8 8 9 97 13 7 7 8 8 8 7 7 8 7 7 6 80 14 8 8 8 8 9 9 10 8 7 8 7 90 15 8 7 7 8 7 7 8 7 8 7 9 83 16 8 8 7 7 7 7 6 7 8 6 7 78 17 8 9 9 8 9 9 8 8 9 10 8 95 18 8 9 8 9 10 9 9 9 10 9 9 99 19 9 10 10 10 9 10 10 9 10 10 8 105 20 8 8 8 7 9 8 7 8 8 9 10 90 21 8 7 8 7 8 7 8 8 8 7 8 84 22 8 7 8 8 7 6 8 7 7 9 8 83 23 7 7 8 8 7 8 7 8 7 7 7 81
ตารางที่ 4.1 (ตอ่ ) คนท่ี 2 คะแนนทดสอบย่อยระหวา่ งเรียน (แบบฝึกละ 10 คะแนน) 6 รวม 1 คะแนน ไฟฟา้ กระบวนการเปลยี่ นแปลงของโลก 110 34512345 24 8 9 8 9 9 10 8 8 9 10 8 96 25 7 7 6 7 8 7 7 6 7 8 8 78 26 8 8 9 10 9 8 9 9 10 8 8 96 27 9 9 9 10 10 10 9 10 10 9 10 105 28 8 9 10 8 9 9 10 9 9 9 9 99 29 9 10 10 9 9 10 10 9 10 10 10 106 30 9 9 8 9 9 9 8 9 10 8 9 97 31 8 9 8 9 9 10 8 8 9 10 8 96 32 7 7 6 7 8 7 7 6 7 8 8 78 33 8 8 9 10 9 8 9 9 10 8 8 96 34 9 9 9 10 10 10 9 10 10 9 10 105 35 8 9 10 8 9 9 10 9 9 9 9 99 36 9 10 10 9 9 10 10 9 10 10 10 106 37 9 9 8 9 9 9 8 9 10 8 9 97 38 10 9 9 10 9 10 9 9 10 9 9 103 39 8 7 7 8 7 7 8 7 8 9 8 84 40 8 8 8 8 7 8 9 8 8 7 7 86 41 7 8 8 8 8 9 9 8 8 7 7 87 42 7 7 9 6 8 8 7 8 8 8 9 85 43 9 10 9 9 9 10 9 10 10 10 10 105 44 7 8 7 8 7 7 8 7 8 9 7 83 รวม 8 8 9 8 9 9 9 8 9 9 9 95 เฉลีย่ 8.03 8.13 8.30 8.23 8.23 8.30 8.27 8.13 8.50 8.33 8.27 90.73 ร้อย ละ 80.33 81.33 83.00 82.33 82.33 83.00 82.67 81.33 85.00 83.33 82.67 82.48(E1) จากตารางที่ 4.1 พบว่า คะแนนทดสอบยอ่ ยระหวา่ งเรยี น คะแนนเต็ม 110 คะแนน ไดค้ ะแนนเฉล่ยี เทา่ กบั 90.73 คดิ เป็นรอ้ ยละ 82.48
ตารางที่ 4.2 คะแนนทดสอบผลสมั ฤทธ์ิหลังเรียน คะแนนทดสอบการคิดแกป้ ญั หาอยา่ งมี วิจารณญาณและคะแนนทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คะแนน คะแนน คะแนนทดสอบการ คะแนนทดสอบวดั คนท่ี ทดสอบ ทดสอบ คิดแก้ปญั หาอยา่ งมี ทักษะกระบวนการ รวม กอ่ นเรยี น หลังเรียน วจิ ารณญาณ (40) ทางวิทยาศาสตร์ (120) (120) (40) (40) 88 101 1 60 29 31 28 85 88 2 78 32 35 34 86 87 3 59 28 30 27 116 84 4 59 30 29 29 101 86 5 65 29 32 25 88 101 6 64 30 31 26 90 92 7 91 39 39 38 89 93 8 62 31 29 24 103 103 9 85 35 34 32 115 106 10 68 30 31 25 93 92 11 69 29 30 29 91 12 82 33 33 35 13 72 29 31 30 14 70 31 32 29 15 72 30 29 30 16 66 32 30 31 17 90 34 33 36 18 91 35 35 33 19 96 39 38 38 20 86 34 36 36 21 59 32 32 29 22 59 30 31 31 23 63 30 29 32
ตารางที่ 4.2 (ตอ่ ) คะแนน คะแนนทดสอบ คะแนนทดสอบ รวม ทดสอบ การคดิ แกป้ ัญหา วดั ทักษะ คะแนน หลังเรยี น 105 ทดสอบ (40) อย่างมี กระบวนการทาง 93 คนท่ี กอ่ นเรยี น วจิ ารณญาณ วิทยาศาสตร์ 108 (120) 33 (40) 117 31 (40) 37 106 24 85 34 35 32 115 25 57 39 30 37 103 26 76 35 37 39 86 27 90 38 39 35 87 28 68 33 36 39 116 29 90 29 38 36 84 30 74 30 34 25 101 31 65 39 32 26 86 32 64 31 31 38 88 33 91 35 39 24 101 34 62 30 29 32 90 35 85 29 34 25 92 36 68 33 31 29 89 37 69 29 30 35 93 38 82 31 33 30 103 39 72 30 31 29 103 40 70 32 32 30 2925 41 72 34 29 31 97.50 42 66 35 30 36 10.25 43 90 974 33 33 81.25 (E2) 44 91 32.47 35 962 รวม 2206 3.20 989 32.07 เฉลยี่ 73.53 81.17 32.97 4.46 S.D. 12.19 3.18 80.17 รอ้ ยละ 56.56 82.42
จากตารางท่ี 4.2 พบว่า คะแนนทดสอบก่อนเรียน คะแนนเต็ม 120 คะแนน ไดค้ ะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 73.53 คิดเป็นร้อยละ 56.56 คะแนนทดสอบหลงั เรียน คะแนนทั้งหมดเต็ม 120 คะแนน ได้ คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 97.50 คิดเป็นร้อยละ 81.25 จำแนกได้ดังนี้ คะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังเรียน คะแนนเต็ม 40 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.47 คิดเป็นร้อยละ 81.17 และคะแนนทดสอบการคิด แกป้ ญั หา อยา่ งมีวิจารณญาณ คะแนนเต็ม 40 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 32.97 คิดเป็นร้อยละ 82.42 คะแนนทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คะแนนเต็ม 40 คะแนน ได้คะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 32.07 คดิ เปน็ ร้อยละ 80.17 ตารางที่ 4.3 ผลการหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอน การพฒั นารูปแบบการเรียนการสอ การพฒั นาความสามารถในการคิดแกป้ ญั หาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรอื่ ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ผลการทดลอง คะแนนเตม็ X ร้อยละ ของคะแนนเตม็ คะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบย่อยระหวา่ งเรยี น (E1) 110 90.73 82.48 คะแนนเฉลี่ยการทดสอบหลังเรียน (E2) 120 97.50 81.25 จากตารางท่ี 4.3 พบวา่ คะแนนเฉลี่ยระหวา่ งเรียนเทา่ กับ 90.73 จากคะแนนเต็ม 110 คดิ เป็นร้อยละ 82.48 และคะแนนเฉลีย่ จากการทดสอบหลังเรยี นเทา่ กับ 97.50 จากคะแนน เตม็ 120 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละ 81.25 ดงั น้ัน รปู แบบการเรียนการพฒั นารปู แบบการเรยี น การสอนการพัฒนาความสามารถในการคิดแกป้ ญั หาอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 มปี ระสทิ ธภิ าพเท่ากบั 82.48/ 81.25 ซึง่ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ทีต่ งั้ ไว้ ตอนที่ 3 ผลการใชร้ ูปแบบการเรยี นการสอนเพอื่ การพัฒนารปู แบบ การเรยี นการสอนการพฒั นาความสามารถในการคิดแก้ปญั หาอย่างมีวจิ ารณญาณ โดยใช้ รปู แบบการสอน 6 STEPS เรอื่ ง การแยกสารผสม กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ผู้วิจยั ศึกษาผลการใช้รปู แบบการเรยี นการสอนการพฒั นารูปแบบการเรยี น การสอนการพัฒนาความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เร่อื ง การแยกสารผสม กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 โดยการเปรียบเทียบความสามารถในการคดิ แกป้ ญั หาอย่างมวี จิ ารณญาณด้านผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
ด้านทกั ษะการคิดแก้ปญั หาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และดา้ นทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์กอ่ นเรยี นและ หลังเรียน โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนการพฒั นารูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนา ความสามารถในการคดิ แก้ปัญหาอย่างมีวจิ ารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เร่ือง การ แยกสารผสม กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2 โดยวเิ คราะห์ หา ค่าเฉลยี่ ( X ) ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และทำการทดสอบนัยสำคญั ของความแตกตา่ ง (Test significance of differences) ระหว่างค่าเฉล่ยี ของคะแนนกอ่ นเรยี นและคะแนนทดสอบหลังเรยี น โดยใช้สถติ เิ ปรยี บเทียบค่าเฉลีย่ สองคา่ จากกลมุ่ ตวั อย่างกลมุ่ เดียว (t-test for Paired Samples) ปรากฏผลดงั ตารางที่ 4.4 ตารางท่ี 4.4 การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรยี นและหลงั เรียนของนกั เรยี นท่เี รยี น ดว้ ยรปู แบบการเรียนการสอน การพัฒนารปู แบบการเรยี น การสอนการพฒั นาความสามารถในการคิดแกป้ ญั หาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการ สอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ัน มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 คะแนนทดสอบ nX S.D. t กอ่ นเรยี น 30 73.53 12.19 19.860** หลังเรียน 30 97.50 10.25 **มีนยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .01 จากตารางที่ 4.4 พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 73.53 จากคะแนนเต็ม 120 คิดเป็นร้อยละ 56.56 (S.D =12.19) และได้คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 97.50 จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.25 (S.D =10.25) แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ การเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการ สอน 6 STEPS เร่อื ง การแยกสารผสม กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 2 มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ ดา้ นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านทักษะ การคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ และด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อนก่อน เรยี นอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .01 ตอนที่ 4 ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรียนทมี่ ีตอ่ รูปแบบการเรียนการสอน การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การแยกสารผสม กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ผู้วิจัยวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการการพัฒนา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การ
แยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ปรากฏผลดงั ตารางที่ 4.5 ตารางท่ี 4.5 ความพงึ พอใจของนักเรียนทีม่ ีตอ่ รูปแบบการเรียนการการพฒั นาความสามารถในการ คดิ แกป้ ัญหาอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เรอ่ื ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระ การเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ขอ้ คำถาม ระดบั ความพึงพอใจ ด้านครผู ้สู อน X S.D. แปลความ ลำดับท่ี 1. ครูแนะนำและขยายผลการปฏิบัตกิ ารคิดทุกข้ันตอน 4.83 0.38 มากที่สดุ 1 2. ครูอธบิ ายให้ความรอู้ ย่างชดั เจน 4.66 0.61 มากทีส่ ดุ 2 3. ครจู ดั ชัน้ เรยี นเหมาะสมกับสภาพกจิ กรรม 4.50 0.63 มากท่ีสดุ 5 4. ครเู ตรยี มสือ่ อุปกรณ์ลว่ งหน้าและเหมาะสม 4.33 0.66 มาก 6 5. ครชู มเชย ใหก้ ำลังใจในการเรยี น 4.63 0.61 มากท่สี ุด 3 6. ครมู ีความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการคิดและ การจัดการเรียนการสอนอย่างแท้จรงิ 4.60 0.62 มากท่สี ดุ 4 7. ครกู ระตุ้นใหผ้ ู้เรียนมงุ่ มั่นในการพัฒนาตนเอง 4.63 0.61 มากทส่ี ุด 3 รวม 4.60 0.44 มากท่ีสุด - ดา้ นกจิ กรรมการเรยี นการสอน 8. มีการเรียงเนอ้ื หาและกิจกรรมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 4.67 0.55 มากทส่ี ดุ 1 9. ผเู้ รียนเรียนรจู้ ากการปฏบิ ตั กิ ารคิดดว้ ยเองและ ร่วมกนั เรยี นรกู้ ับผ้อู ืน่ 4.60 0.56 มากที่สดุ 2 10. ผู้เรยี นมปี ฏิสมั พนั ธแ์ ละแสวงหาขอ้ มูลจากแหลง่ การเรยี นรู้ทห่ี ลากหลาย 4.27 0.69 มาก 4 11. สรปุ ความรเู้ ช่ือมโยงนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้ 4.43 0.77 มาก 3 รวม 4.49 0.40 มาก - ด้านวดั และประเมินผล 12. วดั ผลและประเมนิ ผลดว้ ยวิธกี ารที่หลากหลาย 4.50 0.68 มาก 1 13. ผเู้ รยี นทราบความก้าวหนา้ ในการเรยี น 4.03 0.61 มาก 4
ตารางท่ี 4.5 (ต่อ) ขอ้ คำถาม ระดับความพึงพอใจ 14. ประเมินผลท้ังระหวา่ งเรียนและสน้ิ สดุ การเรียน X S.D. แปลความ ลำดบั ที่ 15. ประเมนิ ผลทั้งการคดิ ทักษะกระบวนการ 4.17 0.83 มาก 3 ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละความรขู้ องผเู้ รยี น รวม 4.40 0.72 มาก 2 ดา้ นประโยชน์ของรปู แบบการเรยี นการสอน 4.28 0.43 มาก - 16. รูปแบบการเรียนการสอนสอดคลอ้ งกับเนอื้ หาวิชา 4.30 0.84 มาก 5 และผเู้ รียน 17. รูปแบบการเรียนการสอนนท้ี ำให้เข้าใจเนอื้ หา สามารถคิด 4.63 0.67 มากทส่ี ุด 1 4.50 0.78 มาก 2 แก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณและสง่ เสริมทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 4.33 0.55 มาก 4 18. รปู แบบการเรยี นการสอนนีท้ ำใหเ้ กดิ ความสนุกสนาน 19. รปู แบบการเรียนการสอนน้ีส่งเสริมการเรยี นรู้ 4.37 0.56 มาก 3 ด้วยตนเอง 4.43 0.34 มาก - 20. รูปแบบการเรยี นการสอนนี้น่าสนใจเหมาะสมกบั 4.47 0.67 มาก - การเรยี นรู้ รวม เฉลีย่ รวม จากตารางท่ี 4.5 พบว่า ความพึงพอใจของนกั เรยี นทมี่ ตี ่อรปู แบบการเรยี นการสอน การ พัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ใน ระดบั มาก โดยมคี า่ เฉล่ียเท่ากบั 4.47 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทา่ กบั 0.67 ดา้ นตัวครูผู้สอนนักเรียน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.44 ด้านกิจกรรมการเรยี นการสอนอยู่ในระดับมาก มคี า่ เฉลยี่ เท่ากบั 4.49 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 0.40 ด้านวัดและประเมินผล มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.28 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.43 และด้านประโยชน์ของรูปแบบการเรียนการสอน มีระดับความ คดิ เห็นอยใู่ นระดับมาก มีคา่ เฉลยี่ เทา่ กับ 4.43 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 0.34
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ การวจิ ยั คร้ังนี้มวี ัตถุประสงค์1) เพ่อื ศกึ ษาข้อมูลพนื้ ฐานในการพัฒนาความสามารถในการคิด แกป้ ญั หาอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการ เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 2) เพ่ือออกแบบและการพัฒนาความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่ม สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 3) เพอื่ ศึกษาผลการใช้รูปแบบ การเรียน การสอนการพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี ่อรูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนาความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กล่มุ ตัวอย่างตามขอบเขตการวิจัย มดี ังน้ี ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนาความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วยศึกษานิเทศก์ สำนัก การศึกษาเทศบาลนครตรัง ผู้รับผิดชอบการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 1 คน เลือกแบบ เฉพาะเจาะจง ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์โรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครตรัง เลือกแบบ เจาะจงเฉพาะครูสอนวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 7 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง 44 คนได้มาโดยสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ตอนที่ 2 การออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนาความสามารถในการคิด แกป้ ัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ปู แบบการสอน 6 STEPS เร่ือง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน โดย กำหนดเกณฑ์ในการเลือก คือ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอน มี ประสบการณด์ ้านการบรหิ าร ตอนท่ี 3 การใช้รูปแบบการเรียนการสอนการพฒั นาความสามารถในการ คดิ แกป้ ญั หาอย่างมีวจิ ารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล ๖ (วดั ตันตยาภิรม) สังกัดสำนกั การศกึ ษาเทศบาล นครตรงั จังหวัดตรงั จำนวน 30 คน ซ่ึงได้มาโดยวธิ ีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) และ ตอนที่ 4 การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนา ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การ
แยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการเรียนการสอนประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 16 แผน 2) แบบทดสอบวัด ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3) แบบวัดทักษะการ แกป้ ญั หาอยา่ งมีวจิ ารณญาณเปน็ แบบทดสอบอตั นัย โดยกำหนดรายการ จำนวน 2 ข้อ 4) แบบทดสอบ วัดทกั ษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตรเ์ ปน็ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จำนวน 40 ขอ้ 5) แบบ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองค่าจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว (t-test for Paired Samples) และการ วเิ คราะหเ์ นอ้ื หา สรปุ ผล 1. ผลการศึกษาข้อมูลพ้นื ฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน พบวา่ 1.1 สภาพปัจจุบัน นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ผ่านการประเมินด้านการคิด การจัดการเรียนการ สอนด้านการคิดและวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามสภาพที่คาดหวัง การจดั การเรียนการสอนยงั ยดึ ครเู ป็นศนู ยก์ ลาง มงุ่ สอนเนื้อหาวชิ าเป็นหลกั ใช้เทคนคิ วิธีสอนทีไ่ ม่สง่ เสรมิ ให้ ผู้เรียนไดฝ้ ึกทักษะกระบวนการคิด ขาดการค้นคว้าหาข้อมลู ความรู้จากแหลง่ ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่มีการ ฝึกแกป้ ัญหา ไม่ได้ฝกึ การกำกับการเรยี นรู้ของตน ไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ครูส่วน ใหญ่ใช้การบรรยายเน้นความรู้ ความจำ ไม่เน้นการทดลอง ไม่ฝึกการคิดที่มีเหตุผล การที่ผู้เรียนไม่ได้ฝึก ทักษะในการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เป็นเหตุให้ผู้เรียนขาดทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ไม่เข้าใจ หลักการแนวคิดตามทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เรียนวิทยาศาสตร์แบบทอ่ งจำ ไม่มีเหตผุ ล เรยี นแลว้ กล็ ืมงา่ ย ไม่สามารถนำความรู้ไปใชไ้ ด้จริงในชีวิตประจำวนั 1.2 ความต้องการรูปแบบการเรียนการสอน ครูมีความจำเป็นและมีความต้องการด้านการ จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และการสอนคิดหลายด้าน ได้แก่ ต้องการความรู้ในการจัดการเรียนการ สอนและวิธีการจัดการเรียนการสอนคิดแก้ปัญหา ที่ถูกต้อง ต้องการแนวการสอนวทิ ยาศาสตรท์ ี่ทำให้เกิดผล สัมฤทธ์ิทางการเรยี นสงู ต้องการพัฒนาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท์ ีเ่ นน้ การปฏิบัตจิ ริงและเรียนรู้ ทกั ษะตามลำดับขั้นตอน ต้องการวธิ ีสอนทเ่ี ร้าความสนใจในการเรียน ต้องการให้นักเรยี นศกึ ษาเรยี นรู้ด้วย ตนเองเป็นสำคัญ นักเรียนมีความต้องการให้จัดการเรียนโดยครูผู้สอนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเองในระดับกลุ่ม และรูปแบบการสอนที่หลากหลาย โดยมีสื่อการเรียนการสอน ที่ ตอบสนองความตอ้ งการของผู้เรียน 2. ออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน พบว่า การพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปญั หาอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยใชร้ ูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.48/81.25 สูงกว่า เกณฑ์ 80/80
3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการเรยี นการสอน การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มี ความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณทั้ง 3 ด้าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกัน อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01 4. ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียน การสอน การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยใู่ นระดับมาก มคี า่ เฉล่ีย 4.47 อภปิ รายผล การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้ รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น มัธยมศึกษาปที ่ี 2 มีประเดน็ นา่ สนใจที่นำมาอภปิ รายผลตามวัตถปุ ระสงค์ในการวิจัยดังตอ่ ไปน้ี 1. รูปแบบการเรียนการสอนได้พัฒนาโดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R & D) การวจิ ัยแบบนเ้ี ป็นลักษณะหน่งึ ของการวิจยั เชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซง่ึ ผู้วิจัยได้ใช้กระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งพัฒนาทางเลือกหรือวิธีการให้ เพื่อใช้ ใน การส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดตันตยาภริ ม) โดยใช้แนวคิดของ เควิน ครูส (Kevin Kruse, 2007 : 1) หรือ “ADDIE Model” ประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน ได้แก่ 1) ขน้ั ผลการวเิ คราะห์ (Analysis) เปน็ การวเิ คราะหแ์ ละ ประเมนิ ความตอ้ งการจำเปน็ ในการพฒั นาหรือแก้ปัญหา 2) ข้ันตอนการออกแบบ (Design) เปน็ การ ระบุกิจกรรมการเรียนรู้ วิธีการเรียนการสอน หรือการเลือกสื่อและวิธีประเมินผลการเรียนรู้ 3) ขั้นตอนพัฒนาหรือการเลือกสื่อและวิธีประเมินผลการเรียนรู้ 3) ขั้นตอนพัฒนา (Development) เป็นการพฒั นาเคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการเรยี นการสอน ไดแ้ ก่ แผนการจดั การเรยี นรู้ การพฒั นานวัตกรรม และ พัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผล 4) ขั้นนำไปใช้ (Implementation) เป็นการนำนวัตกรรม ไปใชใ้ นสถานการณ์จรงิ และขนั้ ที่ 5) เป็นการประเมนิ ผล (Evaluation) เปน็ การประเมินความก้าวหน้าของ ผ้เู รียน อย่างไรก็ดีในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้พัฒนา “ADDIE Model” ของ เควิน ครูส (Kevin Kruse, 2007 : 1) จาก 5 ขนั้ ตอน ให้เหลือ 4 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ 1) ขั้นตอนการวเิ คราะห์ข้อมูลโครงการ ศึกษาจากศกึ ษานเิ ทศกผ์ ู้รับผิดชอบการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ โรงเรยี นในสงั กัดสำนกั การศึกษา เทศบาล นครตรงั จำนวน 1คน ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครตรงั จำนวน 6 คน และศึกษาความต้องการในการพัฒนาการเรียนการสอนจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
เทศบาลนครตรงั (วดั ตันตยาภิรม) จำนวน 30 คน ทำใหก้ ารวิเคราะหข์ ้อมูลในขนั้ ตอนน้ี ตรงกับความตอ้ งการ ของผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสยี 2) ข้นั ตอนท่ี 2 การออกแบบพัฒนาและหาประสิทธิภาพ ข้ันตอนนี้ได้นำรูปแบบ การเรียนการสอนไปหาประสิทธิภาพแบบ 1 : 3 และ 1 : 10 เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์พบว่า ยังไม่ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 จึงปรับปรุงและพัฒนาแผนการจัด การเรียนรู้ โดยการนำเอา รูปแบบการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน แบบโมเดลซิปปา แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ แบบ อุปนัย และแบบอริยสัจ 4 รูปแบบดังกล่าวผู้วิจัยนำมาสังเคราะห์เป็น Model ของผู้วิจัย โดยมี ขั้นตอนการเรียนการสอนหลัก 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมความพร้อมและกระตุ้น แรงจูงใจในการเรียน ขั้นที่ 2 เป็นขั้นเรียนรู้กระบวนการคิดโดยครูแนะนำมี 4 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นกำหนด ปัญหา 2) ขั้นต้งั สมมติฐาน 3) ข้นั ทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล และ 4) ขน้ั วิเคราะหข์ อ้ มลู ขั้นตอนหลักท่ี 3 เป็นขั้นจัดระเบียบความรู้ ขั้นที่ 4 ประยุกต์ใช้การคิดและแก้ปัญหา ขั้นท่ี 5 เป็นขั้นสรุปโดยให้ นักเรยี นช่วยกันสรุปผล และข้ันท่ี 6 ขั้นประเมินผล เมื่อผู้วิจยั ไดป้ รับปรุง พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เป็น Model ของผู้วจิ ยั เองแล้ว ได้นำ แผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง ได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 จากนั้นนำไป ทดลองใช้แบบภาคสนามกับนักเรียน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มเก่ง 10 คน กลุ่มปานกลาง 10 คน และ กลุ่มอ่อน 10 คน เมื่อนำมาวเิ คราะห์ข้อมูลพบว่า รูปแบบมีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเม่ือ นำไปใช้ในสถานการณ์จริง จึงมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.48/81.25 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 นอกจากนี้ กิดานันท์ มลิทอง (2548 : 10) ได้กล่าวถึงการออกแบบการเรียนการสอนที่มี ประสิทธิภาพว่าองค์ประกอบของรูปแบบประการสำคญั คือ ผู้เรียน ต้องมีการพิจารณาลักษณะของ ผ้เู รียนทีพ่ ึงประสงค์ เพอ่ื การออกแบบท่ีเหมาะสม ตงั้ วัตถุประสงคว์ ่าจะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งใดบ้าง มีการกำหนดวธิ ีการและกิจกรรมในการเรียนรทู้ ่ีเหมาะสม การวิจัยครัง้ น้ีสอดคลอ้ งกับผลการวิจยั ของ อารยา ช่ออังชัญ (2553 : 120 -203) ได้พัฒนา รูปแบบการเรยี นการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระ การ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระหลัก สิ่งที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ระบบสังคม หลักการตอบสนองและสิ่งสนับสนุนรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น มีกระบวนการ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเตรยี มความพร้อม และกระต้นุ จูงใจในการเรียน 2) ขนั้ เรยี นรู้โดยการคดิ โดยการฝึกปฏิบัติ 3) ขั้นจัดระเบียบความรู้ 4) ขั้นประยุกต์ใช้กระบวนการคิด 5) ขั้นสรุป และ 6) ขั้นประเมินผล รูปแบบการ เรยี นการสอนท่ีสรา้ งขน้ึ มปี ระสิทธิภาพเทา่ กบั 86.11/87.67 ประสิทธภิ าพสงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 2. ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยรูปแบบการเรียนการสอน การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดย ใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดแก้ปัญหาอย่างมี วิจารญาณและทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากการวิจัยพบว่า 2.1 ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยการพัฒนาความสามารถใน การคดิ แกป้ ัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ โดยรปู แบบการเรียนการสอน 6 STEPS เรอื่ ง การแยกสารผสม สูง กวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 ทงั้ นี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้วิจัยไดก้ ำหนดหลักการไว้ว่า ในการพัฒนาการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณให้พัฒนาไปพร้อมกับเนื้อหา การแยกสารผสม เนื่องจากการพัฒนา ทุกกระบวนการคิดจำเป็นต้องอาศัย แนวคดิ หลักการ ทฤษฎที เี่ กี่ยวข้องกับการ คิดมาใช้ ซึ่งคลอสไมเออร์ (Klausmeier, 1985 : 105) กล่าวว่า กระบวนการประมวลข้อมูลเริ่มต้น จากการที่มนุษย์รบั สิ่งเร้า เข้ามาทางประสาททั้ง 5 สิ่งเร้าที่มาจะได้รับการบันทึกไว้ความจำระยะ สั้น ซึ่งการบันทึกนี้จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการ คือ การรู้จัก (Recognition) และความใส่ใจ (Attention) ของบุคคลที่รับส่งิ เร้า บคุ คลจะเลอื กรบั ส่ิงเรา้ ทต่ี นรู้จกั หรอื สนใจ สงิ่ เรา้ น้ันจะได้รับการ บันทึก ลงในความจำระยะสั้น (Short-term memory) ดังนั้น การจัดการเรียนการสอน เรื่อง การแยกสารผสม ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบการเรียนการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม เป็น องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอนซึ่งเป็นสิ่งเร้าให้เกิดความจำ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ใช้เทคนิคการ เรยี นท่ีหลากหลาย ซ่ึงนักเรียนได้ร่วมกันคิดตามขั้นตอนของกระบวนการเรียนการสอน ซึ่ง บรูเนอร์ (วัชรา เล่าเรียนดี, 2553 : 31-32) ได้เสนอแนะว่า การจัดนักเรียนให้ได้ร่วมมือกันเรียนรู้ (Cooperative Learning Strategies) เป็นเทคนคิ การเรียนรูแ้ ละเปน็ วธิ ที ี่ดที สี่ ุดวธิ ีหน่งึ ที่จะส่งเสริม การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ต้องเตรียมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดีในสภาพแวดล้อมที่ร่วมมือกัน เรียนรู้อย่างแท้จริง นักเรียนจะมีความกระตือรือร้นแสดงความคิดเห็นโดยการสนับสนุนให้ข้อมูล ยอ้ นกลบั ระหว่างนักเรียนดว้ ยกัน และระหวา่ งครกู บั นักเรยี น 2.2 ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหา ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยขั้นตอนของอริยสัจ 4 การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน ทั้งนี้ เนื่องจากผู้วิจัยจัดทำรูปแบบการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมทักษะและ ความสามารถในการคดิ โดยตรง โดยใช้รูปแบบสอนตามขน้ั ตอนของอริยสจั 4 ซ่ึงประกอบ ดว้ ย 4 ขนั้ ตอน กลา่ วคือ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นต้งั สมมตฐิ าน ขนั้ ทดลองและเก็บขอ้ มูล และขั้นที่ 4 เป็นข้ันวิเคราะห์ ขอ้ มลู สาโรช บวั ศรี (ทิศนา แขมมณี, 2555 : 300) กลา่ วว่า การสอนแบบอรยิ สัจ 4 เปน็ วิธีการเรียนที่ ผู้เรียนไดป้ ระสบและทราบวิธีการแก้ปัญหา ช่วยให้ผู้เรียนคิดเปน็ แก้ปัญหาด้วยตนเอง ในปัจจุบัน และอนาคตหากมีการใชว้ ิธีสอนเช่นน้ี จะทำให้ผเู้ รียนคิดเปน็ แกป้ ัญหาเป็น จึงเป็นบทบาทและ หน้าที่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนย่อมเป็นสิ่งคู่กัน ผู้เรียนมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้
ผู้เรียนมีหน้าที่ในการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง แต่สิ่งที่สำคัญคือ บทบาท ที่เป็นปัจจัยชี้ขาด ความสำเร็จของการจัดการเรียนการสอนที่จะกระตุ้นให้ถึงระดับของการเรียนรู้ (Threshold of learning) ผู้สอนต้องปรับการสอนให้ตนเองเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียน ได้ออกแบบ ประสบการณ์การเรยี นรู้ที่มีคุณคา่ จัดบรรยากาศให้มีการแลกเปล่ยี นเรยี นรรู้ ่วมมือกนั กับผู้อ่ืน ซ่ึงโดย ลำพังผู้เรียนกับผู้สอนไม่อาจทำให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำเร็จได้ ท้ังนี้ ต้องอาศัยความ ร่วมมือจากหลายภาคส่วน ในการผลักดันและขับเคลื่อนให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้น สอดคลอ้ งกบั การวจิ ัยของจริ าภรณ์ พมิ พใ์ จใส (2553 : บทคัดยอ่ )ได้พฒั นารปู แบบการเรียนการสอน ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ เพอ่ื ส่งเสริมความสามารถในการเรยี นรู้ของนกั ศึกษาพยาบาล ผลการวจิ ัย พบว่า ความสามารถในการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนตาม ทฤษฎีการสร้างความรู้ ด้านการแก้ปัญหาของนักเรียนพยาบาลในช่วงระหว่างการเรียนการสอนด้วย รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกบั การวิจัยของ อารยา ช่ออังชัญ (2553 : 120-203) ได้พัฒนารูปแบบ การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 5 ด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นยั สำคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 2.3 ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณด้านทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วย ขั้นตอนของอริยสัจ 4 การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้ รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทั้งนี้ เนื่องจากทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะที่เกิดจากการฝึกจนชำนาญ จนมี ความสามารถในการใช้กระบวนการคิด ซึ่งเป็นทักษะทางปัญญาเพื่อค้นคว้าหาความรู้ รวมท้ัง แก้ปัญหา ซึ่งพิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2557 : 13) อธิบายว่า ทักษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์ เป็นทักษะทาง สตปิ ัญญา (Intellectual Skills) เปน็ ทกั ษะทีน่ ักวทิ ยาศาสตร์และผู้นำวิธีการวทิ ยาศาสตร์มาแก้ปัญหา ใช้ในการศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาต่าง ๆ สอดคล้องกับการวิจัยของ อารยา ช่อ องั ชญั (2553 : 120-203) ไดพ้ ัฒนารปู แบบการเรียนการสอนเพ่ือส่งเสรมิ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา อย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ทักษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตรห์ ลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05 สอดคล้องกับผลการศึกษาของ มุกดาพร พนาสนั และประสาท เนืองเฉลิม (2553 : บทคัดย่อ)ทีไ่ ด้ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการเรียนโดยใช้โครงงานและการเรียนแบบสืบเสาะ กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้โครงงานและการสอนแบบสืบเสาะ มีทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่แตกต่างกันที่ระดับ .05 และครูสามารถใชก้ ารสอนทั้งสองวิธีน้ีในการจัด กจิ กรรม การเรยี นรู้เพอ่ื ส่งเสรมิ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นได้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การพัฒนาความสามารถในการ คดิ แก้ปญั หาอยา่ งมวี จิ ารณญาณ โดยใช้รปู แบบการสอน 6 STEPS เร่อื ง การแยกสารผสม กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 อยู่ในระดบั มาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้วิจยั ได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานให้มีความสอดคล้องกับบริบทของ ผู้เรียน โดยใช้สอบถามความคิดเห็นของศึกษานิเทศก์ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการเรียนการสอน กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครตรัง และได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ เอกสารแผนการศึกษาแหง่ ชาติ เอกสารทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับการเรยี นการสอน เช่น แผนพัฒนาการศึกษา ของเทศบาลนครตรงั แผนพฒั นาการศึกษาของโรงเรยี นเทศบาล ๖ (วดั ตันยาภิรม) ทำให้ได้ข้อมูลที่ เปน็ ความคาดหวงั ในวัตถปุ ระสงคข์ องการจัดการศึกษา ผ้วู จิ ยั ได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับ รปู แบบการเรยี นการสอน ได้แก่ หลักการแนวคิด ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วข้องกับการวิจยั พัฒนาหลกั การแนวคิด เกี่ยวกับการออกแบบการเรียนการสอน หลักการแนวคิดเกี่ยวกับชุดกิจกรรม แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการ คิดแก้ปญั หาอย่างมวี จิ ารณญาณ และนำมาใช้เป็นข้อมลู พ้ืนฐานเพ่ือพัฒนารูปแบบการเรยี นการสอน ข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้ รูปแบบการสอน 6 STEPS เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ัน มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ผูว้ จิ ัยมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใชแ้ ละเพอ่ื การวิจยั ครง้ั ตอ่ ไปดังนี้ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. จากผลการวจิ ัยพบวา่ รูปแบบการเรียนการสอนชว่ ยใหน้ กั เรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนสงู ขน้ึ สามารถพัฒนาทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้เป็น อย่างดี ดังนั้น เมื่อนำรูปแบบการเรียนการสอนไปใช้ ครูควรศึกษาทำความเข้าใจในองค์ประกอบของ รูปแบบ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้และทักษะความสามารถ สิ่งที่สง่ เสรมิ การเรียนรู้ และสิ่ง สนับสนุนตามรูปแบบการเรียนการสอน พร้อมทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้ครบถ้วน และ มีความ พร้อมใช้ นอกจากน้ตี ้องฝึกนักเรยี นให้เกดิ การเรยี นรู้ โดยครคู อยดูแล แนะนำชว่ ยเหลอื ในการเรยี นรู้ ให้เป็นไปตามขั้นตอนของการเรียนการสอน อีกทั้งส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกคิดแก้ปัญหา ทดลองเป็นกลุ่ม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นประธานกลุ่ม เลขา และการเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี ครู ควรแนะนำขยายความเขา้ ใจในการคดิ ทุกขั้นตอน กระต้นุ เสรมิ แรงให้ผู้เรียนพฒั นาตนเอง ชมเชยเม่ือ ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในกาเรียนมากขึ้นจากเดิม ประเมินผลการเรียนระหว่างเรียนและสิ้นสุดการ เรียนครูต้องจัดเนื้อหาให้ บูรณาการเชื่อมโยงกัน และจัดการเรียนการสอน ที่ถูกต้อง จากข้อค้นพบใน
การวิจยั ครง้ั นี้พบว่า นักเรียนบางคนไม่กลา้ แสดงออก ครูต้องแนะนำและให้กำลังใจ ตลอดจนให้เพ่ือน ๆ ในกลุ่มคอยชว่ ยเหลอื จึงควรใช้วิธเี สรมิ แรงและให้กำลงั ใจ 2. การประเมินผลการเรียนรู้ ควรใช้เครื่องมือและวิธีการทีห่ ลากหลายเพื่อให้เกิดความเป็น ธรรมแก่ผู้เรียน สะท้อนพัฒนาการทั้งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ทักษะและความรู้ที่ผู้เรียนต้องรู้ ควรรู้และรู้ไว้ใช่ว่า ซึ่งการประเมินต้องเป็นไปตามสภาพจริง โดยมีผลต่อการพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอน เน้นการประเมินกระบวนการทักษะควบคู่กับพุทธิพิสัยที่จำเป็นต่อการนำไปใช้ ดำรงชีวิต นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถประเมนิ ได้จากตัวอย่างผลงานของผู้เรียน แสดงถงึ บันทึกของ กระบวนการเรียนรขู้ องผู้เรยี นในส่ิงที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ และยังทำให้ผู้เรียนได้ทบทวนการทำงานเพ่ือใช้ เป็นแรงจูงใจในการเรียนและส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน โดยอาจสะท้อนภาพความคิดที่ผู้เรียน แสดงต่อผลงานและเรียนรู้ที่จะประเมินตนเอง ผู้สอนอาจจะประเมินการเรียนรู้กระบวนการทำงาน กลุ่มผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการปรบปรุงคุณภาพการเรียนการสอน การ สมั ภาษณ์ พดู คยุ ถงึ ความรู้สกึ ท่ีมีตอ่ การเรยี นการสอนได้เช่นกนั ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. รูปแบบการเรยี นการสอน สามารถพฒั นาทัง้ การคดิ ผลสัมฤทธิ์ ทักษะในการคิดแก้ปญั หา และ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดงั นั้น ควรนำไปพัฒนาหนว่ ยการเรยี นรู้อ่ืน ๆ ในกล่มุ สาระ การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ตอ่ ไป 2. รูปแบบการเรียนการสอนนี้ได้ศึกษาตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่าง มีวจิ ารณญาณซงึ่ ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ทักษะการคดิ แก้ปญั หาอย่างมวี ิจารณญาณ และ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ดังนั้นในการวจิ ัยคร้ังต่อไปควรศึกษาเพมิ่ เติมเก่ียวกับระดบั ความแตกต่างของตวั แปร เช่น นักเรียนท่ี มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน จะมีทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณและทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ตกตา่ งกนั ดว้ ย 3. ควรศึกษาความคงทนในการเรียนรู้และเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบ การเรยี นการสอน
บรรณานกุ รม
บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ : ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด. กาญจนา คณุ ารักษ.์ (2553). พ้นื ฐานการพัฒนาหลักสตู ร. นครปฐม : โรงพมิ พม์ หาวิทยาลัย ศิลปากร. กิดานันท์ มลิทอง. (2548). เทคโนโลยแี ละการส่อื สารเพื่อการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : อรณุ การพิมพ.์ จิระ ดีชว่ ย. (2554). การพฒั นารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎดี อนสตรกั ดิวซิ ึมร่วมกบั การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณเพื่อเสริมสรา้ งมโนทัศน์ทางชีววทิ ยาและความสามารถ ในการสรา้ งองคค์ วามร้ขู องนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานพิ นธศ์ ึกษาศาสตร ดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาหลกั สูตรและการสอน บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. จริ าภรณ์ พมิ ใจใส. (2553). การพฒั นารปู แบบการเรยี นการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ เพ่ือสง่ เสริมความสามารถในการเรียนรู้ของนกั ศึกษาพยาบาล. วิทยานิพนธ์ ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. ชนาธิป พรกลุ . (2554). การสอนกระบวนการคิด ทฤษฎีและการนำไปใช้. พิมพค์ รัง้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2549). เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยกี ารศึกษา หน่วยท่ี 1-5. กรุงเทพฯ : สำนักงานเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. ชยั วฒั น์ สุทธริ ตั น.์ (2552). 80 นวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ทเ่ี น้นผู้เรียนเปน็ สำคญั . พิมพ์คร้งั ที่ 5. กรุงเทพฯ : แดเนก็ ซ์ อินเตอรค์ อรป์ คอเรช่ัน. ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน.์ (2557). คุณภาพศิษย์สะท้อนคณุ ภาพครู. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรงุ เทพฯ : ซโี นพับลิชชิ่ง แอนด์ แพคเกจจ้งิ . ไชยยศ เรืองสวุ รรณ. (2553). การออกแบบพัฒนาโปรแกรมบทเรียนและบทเรยี นบนเว็บ. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. ณฐั พรหม อนิ ทุยศ. (2553). จิตวทิ ยาการศกึ ษา. เพชรบรู ณ์ : สถาบันการพลศึกษา วทิ ยาเขต เพชรบูรณ.์ ทองสุข รวยสงู เนนิ . (2552). โครงสร้างทักษะการคิด. พิมพ์ครงั้ ท่ี 2. กรุงเทพฯ : สถาบนั พัฒนา ความก้าวหนา้ . ทศิ นา แขมมณ.ี (2554). รปู แบบการเรยี นการสอนทางเลือกทีห่ ลากหลาย. พิมพค์ รั้งท่ี 7. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
______. (2555). ศาสตรก์ ารสอน. พิมพ์ครง้ั ท่ี 15. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทศิ นา แขมมณี และคณะ. (2554). วทิ ยาการดา้ นการคิด. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. นรินทร์ สงั ขร์ ักษา. (2555). การวจิ ยั และพัฒนาทางการศกึ ษา. พมิ พ์คร้ังที่ 3. นครปฐม : มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. นฤมล คำชมภู. (2551). การพัฒนาชุดการสอนภาษาองั กฤษเพื่อการส่ือสาร เรื่อง Food and Health สำหรับนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5. วทิ ยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค.์ บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2557). ชดุ การสอน [Online]. เข้าถึงไดจ้ าก http://www.st.ac.th/av/inspackage.html. 2554. (วนั ทีส่ ืบค้น 5 มีนาคม 2557) บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบ้อื งต้น. พมิ พ์คร้ังที่ 8. กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาสน์ . บุญชัย ใจเยน็ . (2557). คิดแบบอัจฉริยะนักวทิ ยาศาสตร์ กาลเิ ลโอ. กรุงเทพฯ : ปราชญ์. ปรณัฐ กจิ รงุ่ เรือง. (2554). การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้กรณีศกึ ษาทางศาสตร์การเรียน การสอนเพ่อื ส่งเสริมความสามารถด้านการคดิ อย่างมีวิจารณญาณของนกั ศกึ ษาวิชาชีพ ครู. วิทยานพิ นธ์ศึกษาศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าหลกั สูตรและการสอน บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศิลปากร. ประสาท เนืองเฉลมิ . (2558). การเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ______. (2556). วิจัยการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประสาท อิศรปรีดา. (2549). สารถะจติ วทิ ยาการศึกษา. พิมพ์คร้ังท่ี 6. ขอนแก่น : คลังนานา วทิ ยา. ปรียาพร วงศอ์ นุตรโรจน์. (2551). จติ วิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศนู ย์สือ่ เสรมิ . พระธรรมปฏิ ก (ประยกุ ย์ ปยุตโต). (2543). พุทธวิธใี นการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรงุ เทพฯ : สหธรรมมิก. พชิ ิต ฤทธ์ิจรญู . (2551). หลกั การวดั และประเมนิ ผลการศกึ ษา. พมิ พค์ รงั้ ที่ 9. กรงุ เทพฯ : เฮา้ ออฟเคอร์มิสท์. พิมพันธ์ เดชะคปุ ต์. (2557). การจดั การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ภาคผนวก การตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื
ตารางภาคผนวก 1 ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวิเคราะหเ์ อกสาร (IOC) ผลการประเมนิ จากผู้เช่ียวชาญ ประเด็นการประเมิน คนท่ี คนท่ี คนท่ี คนท่ี R IOC 1 2 3 4 คนที่ 5 1. แนวการจัดการศึกษา ของหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ท่ี 1 1 1 1 1 5 1.00 เกย่ี วข้องกบั การพฒั นา รปู แบบการเรยี น การสอน 2. แนวการจดั การศึกษา ของแผนการศึกษา แห่งชาติ 2552-2559 ที่ 1 1 1 1 1 5 1.00 เกีย่ วขอ้ งกบั การพัฒนา รูปแบบการเรยี น การสอน 3. แนวการจดั การศึกษา ของพระราชบญั ญัติ การศกึ ษาแหง่ ชาติ 1 1 1 1 1 5 1.00 2542 ท่เี ก่ียวขอ้ งกับ การพฒั นารปู แบบการ เรยี นการสอน 4. ประเด็นอ่นื ๆ ที่ เก่ียวขอ้ งกบั การพัฒนา 1 1 1 1 1 5 1.00 รปู แบบการเรียน การสอน ดชั นีความสอดคล้องเทา่ กับ (IOC) = 1.00 ตารางภาคผนวก 2 ค่าดัชนคี วามสอดคล้องของแบบสัมภาษณ์ศกึ ษานิเทศก์ และครผู ้สู อน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 (IOC)
ผลการประเมนิ จากผูเ้ ชีย่ วชาญ ประเดน็ การประเมนิ คนที่ คนท่ี คนที่ คนท่ี R IOC 1 2 3 4 คนที่ 5 1. ความสอดคลอ้ งของ ประเดน็ สมั ภาษณ์ เกี่ยวกับสถานภาพ 1 1 1 1 1 5 1.00 ข้อมลู ท่ัวไปของผู้ให้ สมั ภาษณ์ 2. ความสอดคลอ้ งของ ประเดน็ สมั ภาษณ์ เกยี่ วกบั เนื้อหากิจกรรม 1 1 1 1 1 5 1.00 การเรยี นการสอนการ วดั ประเมนิ ผล 3. ความสอดคล้องของ ประเดน็ การสัมภาษณ์ เกี่ยวกับความสามารถ 1 1 1 1 1 5 1.00 ในการคดิ แกป้ ญั หา อย่างมวี ิจารณญาณ 4. ความสอดคล้องของ ประเด็นสัมภาษณ์ 1 1 1 1 1 5 1.00 เกี่ยวกับปญั หา อปุ สรรคตา่ ง ๆ ดัชนคี วามสอดคล้องเท่ากบั (IOC) = 1.00
ตารางภาคผนวก 3 ค่าดชั นีความสอดคล้องของแบบสอบถามความตอ้ งการนกั เรยี น ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 (IOC) ข้อท่ี ผลการประเมนิ จากผ้เู ช่ยี วชาญ R IOC คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนที่ 3 คนท่ี 4 คนที่ 5 1 1 1 1 1 1 5 1.00 2 1 1 1 1 1 5 1.00 3 1 1 1 1 1 5 1.00 4 1 1 1 1 1 5 1.00 5 1 1 1 1 1 5 1.00 ดัชนคี วามสอดคลอ้ งเทา่ กับ (IOC) = 1.00
ตารางภาคผนวก 4 คา่ ดัชนคี วามสอดคล้องของรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพฒั นาความสามารถ ในการคิดแก้ปญั หาอย่างมวี ิจารณญาณ เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 (IOC) ผลการประเมินจากผเู้ ชี่ยวชาญ ประเดน็ การประเมิน คน คน คน คน คน R IOC ที่ 1 ท่ี 2 ท่ี 3 ที่ 4 ท่ี 5 1 หลักการของรูปแบบการสอนตาม ทฤษฎเี พื่อพัฒนาความสามารถในการ คดิ แก้ปัญหาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ เร่อื ง การแยกสารผสม กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 มี ความสอดคล้องกบั ทฤษฎแี ละแนวคดิ พน้ื ฐาน 1 1 1 1 1 5 1.00 2 ขน้ั ตอนการสอนในรูปแบบการสอน เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการคิด แก้ปญั หาอย่างมีวิจารณญาณ เร่ือง การแยกสารผสม กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 มี ความสอดคล้องกับทฤษฏีและแนวคดิ พนื้ ฐาน 1 1 1 1 1 5 1.00 3 แผนการจัดการเรยี นรู้ มีความ สอดคลอ้ ง 1 1 1 1 1 5 1.00 4 รูปแบบการสอนแตล่ ะเรื่องมีความ หลากหลายและเอือ้ ต่อการเรยี นรู้ 1 0 1 1 1 4 0.80 5 การนำรูปแบบการสอนไปใช้ มคี วาม สอดคล้องกับทฤษฎีและแนวคิดพ้ืนฐาน 1 1 1 1 1 5 1.00 6 ตัวชว้ี ดั การเรยี นการสอน ตามรูปแบบ มีความสอดคลอ้ งกบั ทฤษฎแี ละแนวคิด พ้นื ฐาน 1 1 1 1 1 5 1.00
ผลการประเมินจากผูเ้ ชี่ยวชาญ ประเดน็ การประเมิน คน คน คน คน คน R IOC ท่ี 1 ท่ี 2 ท่ี 3 ท่ี 4 ท่ี 5 7 ขน้ั ตอนการสอนสอดคลอ้ งกับ วัตถุประสงค์ 1 1 1 1 0 4 0.80 8 การวดั และประเมินผลของการสอน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 1 1 1 1 1 5 1.00 9 ขน้ั ตอนการเตรียมความพร้อมมคี วาม เหมาะสมท่ีจะใชใ้ นการเตรยี มความ พร้อม นักเรียนให้สนใจกับการเรยี นได้ เปน็ อยา่ งดี 1 1 1 1 1 5 1.00 10 ขนั้ ตอนเรียนรู้กระบวนการคิดโดยครู แนะนำมีความเหมาะสม สอดคลอ้ งกับ ลกั ษณะกระบวนการคิดแก้ปัญหาอยา่ ง มีวจิ ารณญาณ สำหรับนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 1 1 1 1 1 5 1.00 11 ข้ันจัดระเบยี บความรคู้ วามสามารถทำ ใหน้ กั เรียนเสริมต่อความรู้ ความคิดจน เข้าใจขัน้ ตอนกระบวนการคดิ แก้ปญั หา อยา่ งมวี จิ ารณญาณตามเน้ือหา วทิ ยาศาสตร์ 1 1 1 1 1 5 1.00 12 ขน้ั ประยกุ ต์ใชส้ ามารถทำใหน้ ักเรียน คิดเชือ่ มโยงความรู้เดิมกบั ความรใู้ หม่ แล้วนำมาใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม 1 0 1 1 1 4 0.80 13 ข้ันสรุปทำให้นกั เรยี นเกิดความเขา้ ใจ ในการเรียนร้อู ย่างชดั เจน 1 1 1 0 1 4 0.80 14 ข้ันประเมนิ ผลสามารถวดั ผลการเรียนรู้ ได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงคใ์ นการเรียนรู้ 1 1 1 1 1 5 1.00 15 หลักการตอบสนองของครูผู้สอนมี ความเหมาะสม 1 1 1 1 1 5 1.00
ผลการประเมนิ จากผเู้ ช่ยี วชาญ ประเด็นการประเมนิ คน คน คน คน คน R IOC ที่ 1 ที่ 2 ท่ี 3 ท่ี 4 ท่ี 5 16 สิ่งสนับสนนุ ที่ครูตอ้ งการจัดเตรียม จัดหาวสั ดอุ ุปกรณ์มคี วามเหมาะสมกบั การเรียนรู้ 1 1 1 1 1 5 1.00 ดัชนคี วามสอดคลอ้ งเทา่ กบั (IOC) = 0.95
ตารางภาคผนวก 5 ผลการหาประสิทธภิ าพของรปู แบบการเรียนการสอน เพอ่ื พฒั นา ความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ เร่ือง การแยกสารผสม กลมุ่ สาระการ เรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 แบบเดยี่ ว (1 : 3) นักเรียนคนท่ี เร่อื งที่ 1 เรือ่ งท่ี 2 เรอ่ื งท่ี 3 คะแนนระหวา่ งเรียน (E1) เรอื่ งท่ี 7 เรอ่ื งที่ 8 เรอื่ งที่ 9 (10) (10) (10) (10) (10) (10) 1 เรือ่ งท่ี 4 เรอ่ื งที่ 5 เรอ่ื งที่ 6 2 7 8 7 (10) (10) (10) 8 8 7 3 รวม 6 7 6 876 6 7 7 776 5 6 5 665 5 6 7 18 21 18 21 20 17 19 21 21 เฉล่ยี 6.00 7.00 6.00 7.00 6.67 5.67 6.33 7.00 7.00 รอ้ ยละ 60.00 70.00 60.00 70.00 66.67 56.67 63.33 70.00 70.00 ตารางภาคผนวก 5 (ตอ่ ) คะแนนระหว่างเรยี น (E1) เร่ืองท่ี 10 เร่อื งที่ 11 คะแนนหลงั เรยี น (E2) นกั เรยี นคนที่ (10) (120) (10) รวม (110) 1 78 81 95 2 67 72 73 3 66 63 65 รวม 19 21 216 233 เฉลี่ย 6.33 7.00 72.45 77.67 ร้อยละ 63.33 70.00 65.45 64.72 คา่ ประสิทธภิ าพ (E1/ E2) = 65.45/64.72
ตารางภาคผนวก 6 ผลการหาประสทิ ธิภาพของรปู แบบการเรียนการสอน เพ่ือพฒั นา ความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาอย่างมีวจิ ารณญาณ เรื่อง การแยกสารผสม กลุ่มสาระการ เรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 แบบกลุ่มย่อย (1 : 10) คะแนนระหว่างเรยี น (E1) นกั เรียนคนที่ เร่ืองที่ 1 เรือ่ งที่ 2 เร่อื งที่ 3 เรอื่ งที่ 4 เรือ่ งท่ี 5 เร่ืองที่ 6 เรื่องท่ี 7 เร่อื งท่ี 8 เรือ่ งท่ี 9 (10) (10) (10) (10) (10) (10) (10) (10) (10) 1 9 9 10 9 10 9 10 8 9 2 10 9 8 9 9 10 9 9 10 3 10 9 10 9 9 9 9 10 9 4 778888987 5 788787878 6 888788878 7 787778777 8 667666766 9 667666768 10 7 6 7 6 5 5 6 6 7 รวม 9 9 10 9 10 9 10 8 9 เฉล่ยี 7.70 7.60 8.00 7.40 7.60 7.60 8.00 7.40 7.90 รอ้ ยละ 77.00 76.00 80.00 74.00 76.00 76.00 80.00 74.00 79.00
ตารางภาคผนวก 6 (ต่อ) คะแนนระหว่างเรยี น (E1) คะแนนหลังเรยี น (E2) (120) นกั เรยี นคนที่ เร่ืองที่ 10 เรื่องที่ 11 รวม (10) (10) (110) 100 105 1 9 9 120 98 95 2 9 9 118 85 95 3 10 10 122 93 80 4 8 7 102 87 77 5 8 8 99 915.00 6 8 8 104 91.50 76.25 7 8 7 96 8 6 7 80 9 6 7 85 10 6 7 81 รวม 78 79 1007 เฉลี่ย 7.80 7.90 100.70 รอ้ ยละ 78.00 79.00 77.46 ค่าประสิทธภิ าพ (E1/ E2) = 77.46 / 76.25
ตารางภาคผนวก 7 คา่ ดชั นีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่องการแยกสารผสม กลุ่ม สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 (หลังการพฒั นารปู แบบกอ่ นทดลองครั้ง3) ประเด็นการประเมนิ ผลการประเมินจากผเู้ ช่ียวชาญ คนท่ี คนที่ คนท่ี คนท่ี คนที่ R IOC 1. แผนการจดั การเรยี นรมู้ อี งค์ประกอบครบถ้วน 12345 2. จุดประสงคก์ ารเรยี นรูค้ รอบคลุม ท้ัง 1 1 1 1 1 5 1.00 ความรู้ ทักษะ/กระบวนการและ 1 1 1 1 1 5 1.00 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 3. กิจกรรมการเรียนรสู้ อดคล้องกบั 1 1 1 1 1 5 1.00 จุดประสงค์การเรยี นรู้ เนอ้ื หา สาระและ 1 1 1 1 1 5 1.00 เวลาทจ่ี ดั กิจกรรม 1 1 1 1 1 5 1.00 4. เน้ือหาชดั เจน ไมส่ บั สน 5. กระบวนการเรยี นสอดคลอ้ ง และสัมพนั ธ์ 1 1 1 1 1 5 1.00 กบั กรอบความคิดในการวจิ ัย 1 1 1 1 1 5 1.00 6. ขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู้ประกอบด้วย 6 1 1 1 1 1 5 1.00 ขั้นตอน คอื 1) ขน้ั เตรียมความพรอ้ มและ 1 1 1 1 1 5 1.00 กระตุ้นแรงจงู ใจในการเรยี น 2) ขัน้ เรียนรู้ 1 1 1 1 1 5 1.00 กระบวนการคิด โดยครแู นะนำโดยใช้ ขน้ั ตอนอริยสัจ 4 3) ข้นั จัดระเบียบความรู้ ดัชนคี วามสอดคล้องเทา่ กับ (IOC) : 1.00 4) ขน้ั ประยกุ ตใ์ ชก้ ระบวนการคดิ 5) ขนั้ สรปุ องคค์ วามรู้ และ 6) ขั้นประเมนิ ผล 7. สอ่ื การเรยี นสอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการเรียน การสอน 8. สอื่ แหลง่ เรยี นรเู้ หมาะสมกับเน้อื หา 9. กาวัดผลสอดคลอ้ งกบั เนอื้ หาในชุดกิจกรรม 10. การวดั และประเมนิ ครอบคลุมดา้ นความรู้ ทักษะและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ตารางภาคผนวก 8 ผลการหาประสทิ ธิภาพของรปู แบบการเรียนการ เพ่อื พฒั นาความสามารถใน การคิดแก้ปญั หาอย่างมวี จิ ารณญาณ โดยรแู บบการสอน 6 STEPS เรือ่ ง การแยกสารผสม กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ทดลองแบบภาคสนาม (1 : 30) นักเรียนคนที่ เร่ืองท่ี 1 เรอ่ื งท่ี 2 คะแนนระหว่างเรียน (E1) (10) (10) เรื่องที่ 3 เรือ่ งที่ 4 เร่อื งที่ 5 เร่ืองท่ี 6 เรื่องท่ี 7 เร่อื งท่ี 8 เรอื่ งที่ 9 (10) (10) (10) (10) (10) (10) (10) 1 9 9 9 9 9 10 9 10 8 2 10 9 9 10 9 10 9 9 10 3 9 10 8 9 9 10 9 10 9 4 9 9 10 8 7 9 9 9 9 5 10 9 10 9 8 9 10 9 10 6 6 56777867 7 8 79888989 8 10 8 9 8 9 9 8 7 8 9 8 89889979 10 10 8 9 9 9 8 9 9 8 11 8 9 10 9 9 10 9 9 9 12 8 7 8 8 7 7 6 7 7 13 7 7 6 6 7 7 7 8 7 14 8 8 9 8 9 10 10 9 8 15 9 8 9 8 8 7 8 9 10 16 9 8 9 8 10 9 9 10 8 17 7 6 8 7 7 6 7 8 9 18 8 9 8 9 9 9 9 9 10 19 9 9 10 8 9 9 10 9 9 20 8 7 8 7 7 8 7 8 8
ตารางภาคผนวก 8 (ตอ่ ) นักเรียนคนท่ี เรือ่ งที่ 1 เรอ่ื งที่ 2 คะแนนระหว่างเรยี น (E1) (10) (10) เร่ืองท่ี 3 เรอื่ งท่ี 4 เร่อื งท่ี 5 เรอ่ื งท่ี 6 เรอ่ื งท่ี 7 เรือ่ งท่ี 8 เรื่องที่ 9 (10) (10) (10) (10) (10) (10) (10) 21 9 9 9 8 9 9 10 9 10 22 9 9 10 9 9 9 10 9 8 23 8 7 8 7 7 7 6 8 8 24 8 9 9 9 9 10 8 8 9 25 10 9 10 9 9 10 9 9 9 26 7 7 8 7 6 8 8 7 9 27 8 8 9 10 9 9 9 10 7 28 8 9 10 9 9 9 10 9 9 29 9 8 8 9 9 10 9 9 8 30 9 10 9 10 9 9 9 10 10 รวม 255 245 263 250 250 261 259 258 259 เฉลยี่ 8.50 8.17 8.77 8.33 8.33 8.70 8.63 8.60 8.63 ร้อยละ 85.00 81.67 87.67 83.33 83.33 87.00 86.33 86.00 86.33
ตารางภาคผนวก 8 (ต่อ) คะแนนระหว่างเรยี น (E1) รวม คะแนนหลังเรยี น (E2) นกั เรียนคนที่ (110) (120) เรอ่ื งท่ี 9 120 เร่อื งท่ี 8 (10) 125 105 (10) 118 98 10 116 112 1 10 10 121 108 2 10 8 86 100 39 9 110 85 49 10 113 107 59 5 112 95 68 10 114 115 79 9 118 100 89 9 91 97 9 10 8 95 95 10 8 9 111 80 11 8 5 114 104 12 8 7 115 95 13 9 8 100 112 14 8 9 117 87 15 9 9 121 110 16 9 8 101 105 17 10 9 90 18 9 9 19 10 8 20 8
ตารางภาคผนวก 8 (ตอ่ ) นกั เรยี นคนที่ คะแนนระหว่างเรยี น (E1) เรือ่ งท่ี 8 เรื่องท่ี 9 รวม คะแนนหลงั เรียน (E2) (10) (10) (110) (120) 117 21 9 9 100 113 22 9 9 120 90 98 23 8 9 99 100 85 24 10 8 115 98 106 25 10 9 122 95 115 26 8 9 100 3000 27 9 10 115 100.00 83.33 28 8 9 118 29 10 9 118 30 9 9 121 รวม 269 259 3363 เฉลยี่ 8.97 8.63 112.10 ร้อยละ 89.67 86.33 86.23 ค่าประสทิ ธิภาพ (E1/ E2) = 86.23 / 83.33
ตารางภาคผนวก 9 ผลการวิเคราะหค์ า่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC) แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี น โดยผเู้ ชย่ี วชาญ 3 คน ระดบั ขอ้ สอบ คะแนนความคิดเห็นของผูเ้ ชี่ยวชาญ รวม IOC ความหมาย พฤติกรรม ข้อที่ 123 3 1.00 นำไปใช้ 1 111 3 1.00 นำไปใช้ 2 111 2 0.67 นำไปใช้ 3 101 3 1.00 นำไปใช้ 4 111 3 1.00 นำไปใช้ 5 111 3 1.00 นำไปใช้ 6 111 3 1.00 นำไปใช้ 7 111 3 1.00 นำไปใช้ 8 111 1 0.33 คดั ออก 9 010 3 1.00 นำไปใช้ 10 111 3 1.00 นำไปใช้ 11 111 3 1.00 นำไปใช้ 12 111 3 1.00 นำไปใช้ 13 111 3 1.00 นำไปใช้ 14 111 2 0.67 นำไปใช้ 15 101 3 1.00 นำไปใช้ 16 111 3 1.00 นำไปใช้ 17 111 3 1.00 นำไปใช้ 18 111 3 1.00 นำไปใช้ 19 111 3 1.00 นำไปใช้ 20 111 3 1.00 นำไปใช้ 21 111 3 1.00 นำไปใช้ 22 111 1 0.33 คดั ออก 23 1 -1 1 3 1.00 นำไปใช้ 24 111 3 1.00 นำไปใช้ 25 111
ตารางภาคผนวก 9 (ต่อ) ระดับ ข้อสอบ คะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ช่ยี วชาญ รวม IOC ความหมาย พฤตกิ รรม ขอ้ ที่ 123 26 110 2 0.67 นำไปใช้ 27 111 3 1.00 นำไปใช้ 28 111 3 1.00 นำไปใช้ 29 111 3 1.00 นำไปใช้ 30 011 2 0.67 นำไปใช้ 31 111 3 1.00 นำไปใช้ 32 111 3 1.00 นำไปใช้ 33 111 3 1.00 นำไปใช้ 34 111 3 1.00 นำไปใช้ 35 111 3 1.00 นำไปใช้ 36 111 3 1.00 นำไปใช้ 37 111 3 1.00 นำไปใช้ 38 111 3 1.00 นำไปใช้ 39 110 2 0.67 นำไปใช้ 40 111 3 1.00 นำไปใช้ 41 111 3 1.00 นำไปใช้ 42 111 3 1.00 นำไปใช้ 43 111 3 1.00 นำไปใช้ 44 111 3 1.00 นำไปใช้ 45 010 1 0.33 คัดออก 46 111 3 1.00 นำไปใช้ 47 111 3 1.00 นำไปใช้ 48 111 3 1.00 นำไปใช้ 49 111 3 1.00 นำไปใช้ 50 111 3 1.00 นำไปใช้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161