เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๑ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดม าซง่ึ สมาชิกวฒุ สิ ภา (๒) พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยคณะกรรมการการเลอื กตัง้ (๓) พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง (๔) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสยี งประชามติ (๕) พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยวิธพี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (๖) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยวธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๗) พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยผูต รวจการแผน ดิน (๘) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต (๙) พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยการตรวจเงินแผนดิน มาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญจะเสนอไดก แ็ ตโดย (๑) คณะรฐั มนตรี (๒) สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรจาํ นวนไมน อ ยกวาหนงึ่ ในสบิ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวาหน่งึ ในสบิ ของจาํ นวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทาทมี่ ีอยขู องทั้งสองสภา หรอื (๓) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองคก รนน้ั เปน ผูรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนนั้ มาตรา ๑๔๐ การพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผูแทนราษฎรและวฒุ ิสภาใหกระทาํ เปนสามวาระ ดังตอไปนี้ (๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หน่ึงขั้นรับหลักการ และในวาระท่ีสองขั้นพิจารณาเรียงลาํ ดับมาตรา ใหถอื เสียงขา งมากของแตล ะสภา (๒) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ตองมีคะแนนเสียงเห็นชอบดวยในการท่ีจะใหออกใชเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา ใหนําบทบญั ญัติในหมวด ๖ สว นที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาใชบังคับกับการพิจารณารา งพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญดว ยโดยอนโุ ลม
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๒ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๑๔๑ เม่อื รัฐสภาใหค วามเหน็ ชอบกับรา งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแลวกอนนําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใหสงศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบดวยรัฐธรรมนญู ซ่ึงตองกระทําใหแ ลวเสร็จภายในสามสบิ วันนบั แตว นั ทไ่ี ดร ับเรอ่ื ง คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยวารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดมขี อความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ใหขอความท่ีขัดหรือแยงนั้นเปนอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยวาขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตราข้ึนโดยไมถูกตองตามบทบญั ญัตแิ หง รฐั ธรรมนญู ใหรางพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู น้ันเปน อนั ตกไป ในกรณีที่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําใหขอความที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญเปนอันตกไปตามวรรคสอง ใหสงรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ันกลับคืนสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับ ในกรณีเชนวาน้ี ใหสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณาแกไขเพิ่มเติมเพ่ือมิใหขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญได โดยมติในการแกไขเพ่ิมเติมใหใชคะแนนเสียงมากกวากึ่งหน่ึงของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา แลวใหนายกรัฐมนตรีดําเนินการตามมาตรา ๙๐ และมาตรา ๑๕๐ หรอื มาตรา ๑๕๑ แลว แตก รณี ตอไป สว นท่ี ๗ การตราพระราชบญั ญัติ มาตรา ๑๔๒ ภายใตบงั คับมาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญัตจิ ะเสนอไดกแ็ ตโ ดย (๑) คณะรฐั มนตรี (๒) สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรจาํ นวนไมน อ ยกวา ยีส่ ิบคน (๓) ศาลหรือองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายท่ีเก่ียวกับการจัดองคกรและกฎหมายท่ีประธานศาลและประธานองคก รนัน้ เปนผรู ักษาการ หรือ (๔) ผมู ีสทิ ธิเลอื กตง้ั จํานวนไมน อ ยกวาหนึ่งหม่ืนคนเขา ชือ่ เสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๓ ในกรณีท่ีรางพระราชบัญญัติซึ่งมีผูเสนอตาม (๒) (๓) หรือ (๔) เปนรางพระราชบัญญัติเกยี่ วดว ยการเงินจะเสนอไดกต็ อ เมอ่ื มคี าํ รบั รองของนายกรฐั มนตรี
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๓ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ในกรณีท่ีประชาชนไดเสนอรางพระราชบัญญัติใดตาม (๔) แลว หากบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)ไดเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการเดียวกับรางพระราชบัญญัติน้ันอีก ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๖๓วรรคสี่ มาใชบ ังคับกับการพจิ ารณารา งพระราชบญั ญตั นิ ัน้ ดว ย รางพระราชบัญญตั ใิ หเสนอตอ สภาผแู ทนราษฎรกอ น ในการเสนอรางพระราชบัญญัติตามวรรคหน่ึงตองมีบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางพระราชบัญญัติเสนอมาพรอ มกบั รางพระราชบญั ญตั ิดว ย รางพระราชบญั ญัตทิ ่เี สนอตอรฐั สภาตอ งเปดเผยใหป ระชาชนทราบและใหประชาชนสามารถเขาถึงขอ มลู รายละเอียดของรา งพระราชบญั ญัตนิ น้ั ไดโ ดยสะดวก มาตรา ๑๔๓ รา งพระราชบญั ญัตเิ กี่ยวดว ยการเงนิ หมายความถงึ รางพระราชบัญญัติวาดวยเรื่องใดเรอื่ งหน่ึง ดงั ตอ ไปนี้ (๑) การต้งั ขึน้ ยกเลิก ลด เปลยี่ นแปลง แกไข ผอ น หรือวางระเบยี บการบังคบั อันเกีย่ วกับภาษีหรืออากร (๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจายเงินแผนดิน หรือการโอนงบประมาณรายจายของแผน ดนิ (๓) การกูเงนิ การคํา้ ประกนั การใชเ งนิ กู หรือการดาํ เนินการทผ่ี กู พันทรัพยสินของรฐั (๔) เงินตรา ในกรณีทเ่ี ปน ที่สงสยั วารา งพระราชบัญญตั ิใดเปน รางพระราชบัญญัติเก่ยี วดวยการเงินท่ีจะตองมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม ใหเปนอํานาจของที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผแู ทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธกิ ารสามัญของสภาผแู ทนราษฎรทุกคณะ เปนผูวนิ ิจฉยั ใหประธานสภาผูแทนราษฎรจัดใหมีการประชุมรวมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสอง ภายในสบิ หา วนั นับแตว นั ท่ีมกี รณดี งั กลาว มติของที่ประชุมรวมกันตามวรรคสอง ใหใชเสียงขางมากเปนประมาณ ถาคะแนนเสียงเทากันใหประธานสภาผแู ทนราษฎรออกเสยี งเพมิ่ ขน้ึ อกี เสียงหนง่ึ เปน เสียงช้ีขาด มาตรา ๑๔๔ รางพระราชบัญญัติใดที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนผูเสนอและในข้ันรับหลักการไมเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน แตสภาผูแทนราษฎรไดแกไขเพิ่มเติม และประธานสภาผแู ทนราษฎรเห็นวา การแกไ ขเพ่ิมเติมนั้นทําใหมีลักษณะเปนรางพระราชบัญญัติเก่ียวดวยการเงิน ใหประธานสภาผแู ทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไวกอน และภายในสิบหาวันนับแตวันท่ีมี
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษากรณีดังกลาว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสงรางพระราชบัญญัตินั้นไปใหที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุกคณะเปนผูวนิ จิ ฉัย ในกรณีที่ท่ีประชุมรวมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยวาการแกไขเพิ่มเติมน้ัน ทําใหรางพระราชบญั ญตั ินนั้ มลี ักษณะเปน รา งพระราชบัญญัติเกย่ี วดวยการเงนิ ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสงรา งพระราชบญั ญัตนิ ้ันไปใหน ายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีทีน่ ายกรัฐมนตรีไมใหคํารับรอง ใหสภาผูแทนราษฎรดาํ เนนิ การแกไ ขเพอื่ มใิ หรางพระราชบัญญตั นิ นั้ เปน รางพระราชบญั ญตั เิ กย่ี วดวยการเงนิ มาตรา ๑๔๕ รางพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไวในนโยบายท่ีแถลงตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ วาจําเปนตอการบริหารราชการแผนดิน หากสภาผูแทนราษฎรมีมติไมใหความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไมใหความเห็นชอบไมถึงกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทัง้ หมดเทาทม่ี อี ยู คณะรัฐมนตรีอาจขอใหร ัฐสภาประชุมรว มกันเพ่ือมีมติอีกครั้งหน่ึง หากรัฐสภามีมติใหความเห็นชอบใหต้ังบุคคลซ่ึงเปนหรือมิไดเปนสมาชิกของแตละสภามีจํานวนเทากันตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ประกอบกันเปนคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภาเพ่ือพิจารณารางพระราชบัญญัตินั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภารายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีไดพิจารณาแลว ตอ รัฐสภา ถารัฐสภามมี ตเิ ห็นชอบดวยรา งพระราชบัญญัติน้ัน ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถา รัฐสภามมี ติไมใ หค วามเห็นชอบ ใหร า งพระราชบัญญัตินน้ั เปนอนั ตกไป มาตรา ๑๔๖ ภายใตบังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อสภาผูแทนราษฎรไดพิจารณารางพระราชบัญญัติทเ่ี สนอตามมาตรา ๑๔๒ และลงมตเิ ห็นชอบแลว ใหสภาผูแทนราษฎรเสนอรา งพระราชบัญญัตินั้นตอวุฒิสภา วุฒิสภาตองพิจารณารางพระราชบัญญัติท่ีเสนอมานั้นใหเสร็จภายในหกสิบวัน แตถารางพระราชบัญญัติน้ันเปนรางพระราชบัญญัติเก่ียวดวยการเงิน ตองพิจารณาใหเสร็จภายในสามสิบวันทง้ั น้ี เวนแตวฒุ สิ ภาจะไดลงมติใหข ยายเวลาออกไปเปน กรณีพเิ ศษซ่งึ ตองไมเกนิ สามสิบวนั กําหนดวันดังกลาวใหห มายถงึ วนั ในสมัยประชุม และใหเ ริม่ นับแตวันทร่ี า งพระราชบญั ญตั นิ ัน้ มาถงึ วุฒสิ ภา ระยะเวลาดังกลาวในวรรคหนึ่ง ไมใหนับรวมระยะเวลาท่ีอยูในระหวางการพิจารณาของศาลรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๑๔๙ ถาวุฒิสภาพจิ ารณารา งพระราชบัญญัตไิ มเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหน่ึง ใหถือวาวุฒิสภาไดใ หค วามเห็นชอบในรา งพระราชบญั ญตั ินั้น
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๕๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา ใ น ก ร ณี ท่ี ส ภ า ผู แ ท น ร า ษ ฎ ร เ ส น อ ร า ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ เ กี่ ย ว ด ว ย ก า ร เ งิ น ไ ป ยั ง วุ ฒิ ส ภ าใหประธานสภาผูแทนราษฎรแจงไปดวยวารางพระราชบัญญัติท่ีเสนอไปน้ันเปนรางพระราชบัญญัติเก่ยี วดว ยการเงิน คาํ แจงของประธานสภาผูแทนราษฎรใหถอื เปน เดด็ ขาด ในกรณีทีป่ ระธานสภาผแู ทนราษฎรมไิ ดแจง ไปวารา งพระราชบัญญัติใดเปน รา งพระราชบัญญัติเกีย่ วดว ยการเงิน ใหถอื วารา งพระราชบญั ญตั ินัน้ ไมเ ปนรางพระราชบัญญัติเก่ยี วดวยการเงิน มาตรา ๑๔๗ ภายใตบ ังคบั มาตรา ๑๖๘ เมือ่ วุฒิสภาไดพ จิ ารณารา งพระราชบัญญัตเิ สรจ็ แลว (๑) ถา เหน็ ชอบดว ยกับสภาผแู ทนราษฎร ใหด ําเนินการตอ ไปตามมาตรา ๑๕๐ (๒) ถา ไมเหน็ ชอบดวยกับสภาผแู ทนราษฎร ใหย ับยัง้ รางพระราชบญั ญัติน้ันไวกอน และสงรา งพระราชบญั ญตั นิ ั้นคืนไปยังสภาผแู ทนราษฎร (๓) ถาแกไขเพ่ิมเติม ใหสงรางพระราชบัญญัติตามท่ีแกไขเพ่ิมเติมน้ันไปยังสภาผูแทนราษฎรถาสภาผูแทนราษฎรเห็นชอบดวยกับการแกไขเพ่ิมเติม ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ถาเปนกรณีอ่ืน ใหแตละสภาตั้งบุคคลซ่ึงเปนหรือมิไดเปนสมาชิกแหงสภาน้ัน ๆ มีจํานวนเทากันตามท่ีสภาผูแทนราษฎรกําหนด ประกอบเปนคณะกรรมาธิการรวมกันเพ่ือพิจารณารางนั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกนั รายงานและเสนอรา งพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพิจารณาแลวตอสภาทั้งสอง ถาสภาทั้งสองตางเห็นชอบดวยรางพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพจิ ารณาแลว ใหดําเนนิ การตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถาสภาใดสภาหน่ึงไมเห็นชอบดวย ก็ใหยับยั้งรางพระราชบญั ญัตนิ ้ันไวก อน คณะกรรมาธกิ ารรว มกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงขอเท็จจริงหรอื แสดงความคิดเหน็ ในการพิจารณารางพระราชบญั ญตั ไิ ด และเอกสิทธท์ิ ี่บัญญตั ไิ วในมาตรา ๑๓๐ นน้ัใหค ุมครองถงึ บคุ คลผูก ระทําหนา ท่ีตามมาตราน้ีดว ย การประชมุ คณะกรรมาธิการรวมกันตองมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไมนอยกวากงึ่ หน่งึ ของจํานวนกรรมาธิการทงั้ หมดจงึ จะเปน องคประชมุ และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๓๗ มาใชบังคบั โดยอนโุ ลม ถาวุฒิสภาไมส ง รางพระราชบญั ญตั คิ ืนไปยังสภาผูแทนราษฎรภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๔๖ใหถือวา วฒุ สิ ภาไดใ หความเหน็ ชอบในรา งพระราชบัญญตั ินั้น และใหดาํ เนนิ การตามมาตรา ๑๕๐ ตอ ไป มาตรา ๑๔๘ รางพระราชบัญญัติที่ตองยับย้ังไวตามมาตรา ๑๔๗ นั้น สภาผูแทนราษฎรจะยกข้ึนพิจารณาใหมไดตอเม่ือเวลาหนึ่งรอยแปดสิบวันไดลวงพนไปนับแตวันที่วุฒิสภาสง
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๕๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษารางพระราชบัญญัติน้ันคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร สําหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๒)และนับแตวันทส่ี ภาใดสภาหน่งึ ไมเห็นชอบดว ย สาํ หรับกรณกี ารยับยัง้ ตามมาตรา ๑๔๗ (๓) ในกรณีเชนวาน้ี ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยันรางเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวยคะแนนเสยี งมากกวาก่ึงหน่ึงของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรแลว ใหถือวารา งพระราชบัญญตั นิ ั้นเปน อันไดรบั ความเหน็ ชอบของรฐั สภา และใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารางพระราชบัญญัติท่ีตองยับย้ังไวเปนรางพระราชบัญญัติเก่ียวดวยการเงิน สภาผูแทนราษฎรอาจยกรางพระราชบัญญัตินั้นข้ึนพิจารณาใหมไดทันที ในกรณีเชนวานี้ ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยนั รา งเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวยคะแนนเสียงมากกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแ ทนราษฎรแลว ใหถือวารางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันไดรับความเหน็ ชอบของรัฐสภา และใหด าํ เนนิ การตอ ไปตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๔๙ ในระหวางท่ีมีการยับย้ังรางพระราชบัญญัติใดตามมาตรา ๑๔๗คณะรฐั มนตรหี รือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการอยางเดียวกันหรือคลา ยกันกับหลักการของรางพระราชบัญญตั ทิ ตี่ อ งยบั ยง้ั ไวม ไิ ด ในกรณีท่ีสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นวารางพระราชบัญญัติท่ีเสนอหรือสงใหพิจารณานนั้ เปนรา งพระราชบญั ญตั ทิ ี่มหี ลกั การอยา งเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติที่ตองยับย้ังไว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาสงรางพระราชบัญญัติดังกลาวใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาเปนรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการอยางเดียวกันหรือคลา ยกนั กับหลักการของรา งพระราชบญั ญัติท่ีตอ งยบั ย้งั ไว ใหรา งพระราชบญั ญตั ินัน้ เปนอันตกไป มาตรา ๑๕๐ รา งพระราชบัญญัติท่ีไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนําข้ึนทูลเกลาทูลกระหมอมถวายภายในยี่สิบวันนับแตวันที่ไดรับรางพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย และเม่ือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปน กฎหมายได มาตรา ๑๕๑ รางพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมอ่ื พนเกา สบิ วนั แลวมไิ ดพ ระราชทานคืนมา รัฐสภาจะตองปรึกษารางพระราชบัญญัติน้ันใหม ถารัฐสภามมี ติยนื ยันตามเดิมดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของท้ังสองสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนํารางพระราชบัญญัตินั้นข้ึนทูลเกลาทูลกระหมอมถวายอกี ครง้ั หนึง่ เมื่อพระมหากษตั ริยม ิไดท รงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๗ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาใหนายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบังคับเปนกฎหมายไดเสมือนหนง่ึ วา พระมหากษัตรยิ ไดท รงลงพระปรมาภไิ ธยแลว มาตรา ๑๕๒ การพิจารณารางพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผูแทนราษฎรวินิจฉัยวามีสาระสําคัญเก่ียวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผูสูงอายุ หรือผูพิการหรือทุพพลภาพ หากสภาผูแทนราษฎรมิไดพจิ ารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ใหส ภาผแู ทนราษฎรตัง้ คณะกรรมาธิการวิสามัญข้ึนประกอบดวยผูแทนองคการเอกชนเกี่ยวกบั บุคคลประเภทนั้นมีจํานวนไมน อยกวา หน่ึงในสามของจํานวนกรรมาธิการทง้ั หมด ทั้งน้ี โดยมสี ดั สวนหญงิ และชายทใี่ กลเ คยี งกนั มาตรา ๑๕๓ ในกรณีท่ีอายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎรรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมหรือบรรดารางพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยหรือเมือ่ พนเกา สบิ วันแลวมไิ ดพ ระราชทานคนื มา ใหเปนอันตกไป ในกรณีท่ีอายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร ภายหลังการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอันเปนการเลือกต้ังท่ัวไป รัฐสภา สภาผูแทนราษฎร หรือวุฒิสภาแลวแตกรณี จะพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม หรือรางพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิไดใหความเห็นชอบตอไปได ถาคณะรฐั มนตรีท่ีตงั้ ขนึ้ ใหมภ ายหลงั การเลือกตง้ั ท่วั ไปรองขอภายในหกสิบวันนับแตวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบดวย แตถาคณะรัฐมนตรีมิไดรองขอภายในกําหนดเวลาดังกลาว ใหรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมหรือรางพระราชบัญญัตินั้นเปน อันตกไป การพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมหรือรางพระราชบัญญัติตอไปตามวรรคสองใหเ ปน ไปตามขอบังคบั การประชมุ สภาผูแทนราษฎร วฒุ สิ ภา หรอื รฐั สภา แลวแตก รณี สวนท่ี ๘ การควบคมุ การตรากฎหมายท่ขี ดั หรือแยงตอ รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ รางพระราชบัญญัติใดท่ีรัฐสภาใหความเห็นชอบแลว กอนท่ีนายกรัฐมนตรีจะนาํ ขน้ึ ทลู เกลาทลู กระหมอมถวายเพ่อื พระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือรา งพระราชบัญญตั ใิ ดท่รี ัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนํารางพระราชบัญญัตินนั้ ข้ึนทูลเกลา ทูลกระหมอมถวายอกี ครงั้ หนึ่ง
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๘ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา (๑) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในสิบของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่ีมีอยูของท้ังสองสภา เห็นวารางพระราชบัญญัติดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญน้ี หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภาหรอื ประธานรฐั สภา แลวแตก รณี แลวใหประธานแหงสภาที่ไดรับความเห็นดังกลาวสงความเห็นน้ันไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพอื่ วนิ จิ ฉยั และแจงใหน ายกรัฐมนตรที ราบโดยไมชักชา (๒) หากนายกรัฐมนตรีเห็นวารางพระราชบัญญัติดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงตอรฐั ธรรมนญู นี้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี ใหสงความเห็นเชนวานั้นไปยังศาลรฐั ธรรมนญู เพื่อวินิจฉัย และแจง ใหป ระธานสภาผแู ทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไมชักชา ในระหวางท่ีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ใหนายกรัฐมนตรีระงับการดําเนินการเพอ่ื ประกาศใชรางพระราชบญั ญัติดังกลา วไวจนกวา ศาลรฐั ธรรมนูญจะมคี ําวินิจฉัย ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวารางพระราชบัญญัติน้ันมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญน้ีหรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี และขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญใหร า งพระราชบญั ญัตินน้ั เปน อันตกไป ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวารางพระราชบัญญัตินั้นมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้แตม ิใชก รณตี ามวรรคสาม ใหขอ ความท่ีขัดหรอื แยงน้นั เปนอนั ตกไป และใหนายกรัฐมนตรีดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ หรอื มาตรา ๑๕๑ แลวแตกรณี ตอไป มาตรา ๑๕๕ บทบัญญตั มิ าตรา ๑๕๔ ใหน ํามาใชบังคับกับรา งขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎรรางขอบังคับการประชุมวุฒิสภา และรางขอบังคับการประชุมรัฐสภา ท่ีสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภาหรือรฐั สภา แลวแตก รณี ใหความเหน็ ชอบแลว แตย งั มิไดประกาศในราชกจิ จานุเบกษาดวยโดยอนโุ ลม สว นที่ ๙ การควบคมุ การบรหิ ารราชการแผน ดนิ มาตรา ๑๕๖ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรใี นเรื่องใดเกย่ี วกับงานในหนาทไ่ี ด แตรฐั มนตรยี อมมสี ิทธิที่จะไมตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวาเรือ่ งน้ันยังไมค วรเปดเผยเพราะเก่ียวกบั ความปลอดภัยหรือประโยชนส ําคญั ของแผนดนิ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๕๙ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๑๕๗ การบริหารราชการแผน ดนิ เรือ่ งใดทเี่ ปนปญหาสําคัญท่ีอยูในความสนใจของประชาชน เปนเร่ืองท่ีกระทบถึงประโยชนของประเทศชาติหรือประชาชน หรือท่ีเปนเร่ืองเรงดวนสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรอาจแจงเปน ลายลักษณอักษรตอประธานสภาผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนนั้ วาจะถามนายกรัฐมนตรหี รอื รัฐมนตรีผูรับผิดชอบในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้นโดยไมตอ งระบุคาํ ถาม และใหประธานสภาผแู ทนราษฎรบรรจุเรือ่ งดังกลาวไวในวาระการประชมุ วนั น้ัน การถามและการตอบกระทูตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดสัปดาหละหนึ่งคร้ัง และใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นต้ังกระทูถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผนดินนั้นไดเรื่องละไมเกนิ สามครงั้ ท้งั น้ี ตามขอ บงั คบั การประชมุ สภาผูแทนราษฎร มาตรา ๑๕๘ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาช่ือเสนอญัตติขอเปดอภิปรายท่ัวไปเพ่ือลงมติไมไวว างใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกลาวตองเสนอช่ือผูสมควรดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซ่ึงเปนบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ดวย และเมื่อไดมีการเสนอญัตติแลว จะมีการยุบสภาผแู ทนราษฎรมไิ ด เวน แตจ ะมีการถอนญตั ตหิ รอื การลงมตินน้ั ไมไดคะแนนเสยี งตามวรรคสาม การเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถาเปนเร่ืองที่เก่ียวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติ สอไปในทางทุจริตตอหนาท่ีราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไมมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา ๒๗๑กอนมิได และเมื่อไดมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา ๒๗๑ แลว ใหดําเนินการตอไปไดโดยไมตองรอผลการดําเนนิ การตามมาตรา ๒๗๒ เมื่อการอภปิ รายทั่วไปสิน้ สุดลงโดยมิใชด วยมตใิ หผา นระเบียบวาระเปด อภิปรายน้ันไปใหสภาผูแ ทนราษฎรลงมตไิ ววางใจหรือไมไววางใจ การลงมติในกรณีเชนวานี้มิใหกระทําในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิน้ สดุ มติไมไววางใจตอ งมคี ะแนนเสยี งมากกวา กึง่ หนึง่ ของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของสภาผแู ทนราษฎร ในกรณีที่มติไมไวว างใจมคี ะแนนเสียงไมม ากกวา กึง่ หนึง่ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายนั้น เปนอันหมดสิทธิท่จี ะเขา ชื่อเสนอญัตตขิ อเปดอภปิ รายทวั่ ไปเพือ่ ลงมติไมไววางใจนายกรฐั มนตรอี ีกตลอดสมัยประชมุ นน้ั
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๐ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ในกรณีท่ีมติไมไววางใจมีคะแนนเสียงมากกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร ใหประธานสภาผูแทนราษฎรนําชื่อผูที่ไดรับการเสนอช่ือตามวรรคหน่ึงกราบบงั คมทลู เพ่อื ทรงแตงตง้ั ตอไป และมิใหนาํ มาตรา ๑๗๒ มาใชบ งั คับ มาตรา ๑๕๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหกของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเปนรายบุคคล และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม รัฐมนตรีคนใดพนจากตําแหนงเดิมแตยังคงเปนรัฐมนตรีในตําแหนงอื่นภายหลังจากวันท่ีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาชื่อตามวรรคหนึ่ง ใหรัฐมนตรีคนนั้นยังคงตองถูกอภิปรายเพื่อลงมติไมไววางใจตามวรรคหนงึ่ ตอไป ใหน ําความในวรรคสองมาใชบงั คับกบั รัฐมนตรีผซู ึง่ พนจากตําแหนงเดิมไมเกินเกาสิบวันกอนวันที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาช่ือตามวรรคหนึ่ง แตยังคงเปนรัฐมนตรีในตําแหนงอ่ืนดวยโดยอนโุ ลม มาตรา ๑๖๐ ในกรณีท่ีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่มิไดอยูในพรรคการเมืองท่ีสมาชิกในสังกดั ของพรรคนัน้ ดาํ รงตําแหนง รัฐมนตรมี จี าํ นวนไมถ ึงเกณฑที่จะเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรดังกลา วทั้งหมดเทาทีม่ ีอยมู ีสิทธิเขา ช่ือเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเปนรายบุคคลตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ไดเมือ่ คณะรัฐมนตรีไดบ ริหารราชการแผนดนิ มาเกินกวา สองปแลว มาตรา ๑๖๑ สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่ีมีอยูของวุฒิสภา มีสิทธิเขาชื่อขอเปดอภิปรายท่ัวไปในวุฒิสภาเพื่อใหคณะรัฐมนตรีแถลงขอเทจ็ จรงิ หรอื ชแ้ี จงปญ หาสําคญั เกีย่ วกบั การบริหารราชการแผนดนิ โดยไมมีการลงมติ การขอเปดอภปิ รายทั่วไปตามมาตราน้ี จะกระทาํ ไดครั้งเดยี วในสมัยประชมุ หน่ึง มาตรา ๑๖๒ ในกรณที ่มี กี ารประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพ่อื ตัง้ กระทูถามในเรื่องใดเก่ียวกับงานในหนาท่ี หรือการอภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูใด ใหเปนหนาที่ของนายกรฐั มนตรีหรือรัฐมนตรีผูนั้นตองเขารวมประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อช้ีแจงหรือตอบกระทูถามในเร่ืองนั้นดวยตนเอง เวนแตมีเหตุจําเปนอันมิอาจหลีกเล่ียงไดทําใหไมอาจเขาชี้แจง
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๑ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาหรือตอบกระทู แตตองแจงใหประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาทราบกอนหรือในวนั ประชมุ สภาในเรอ่ื งดงั กลาว สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรมอี สิ ระจากมตพิ รรคการเมืองในการต้ังกระทูถาม การอภิปราย และการลงมติในการอภปิ รายไมไ ววางใจ หมวด ๗ การมีสว นรว มทางการเมอื งโดยตรงของประชาชน มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผูม ีสทิ ธิเลอื กตงั้ ไมนอ ยกวาหนึ่งหม่นื คน มสี ทิ ธิเขาชอ่ื รองขอตอประธานรฐั สภาเพื่อใหรฐั สภาพิจารณารางพระราชบญั ญตั ติ ามทก่ี าํ หนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนูญนี้ คํารอ งขอตามวรรคหนึ่งตอ งจัดทํารา งพระราชบญั ญัติเสนอมาดวย หลักเกณฑแ ละวิธีการเขาชอ่ื รวมท้งั การตรวจสอบรายชอ่ื ใหเ ปนไปตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ ในการพจิ ารณารางพระราชบัญญตั ติ ามวรรคหนง่ึ สภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภาตองใหผูแทนของประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นช้ีแจงหลักการของรางพระราชบัญญัติและคณะกรรมาธิการวิสามัญเพ่ือพิจารณารางพระราชบัญญัติดังกลาวจะตองประกอบดวยผูแทนของประชาชนผมู ีสิทธเิ ลอื กต้ังที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดดว ย มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผมู สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ จาํ นวนไมนอยกวาสองหม่ืนคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาเพอื่ ใหวุฒิสภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตําแหนงได คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําความผิดเปนขอ ๆ ใหชดั เจน หลกั เกณฑ วธิ ีการ และเงือ่ นไขในการทปี่ ระชาชนจะเขาชื่อรอ งขอตามวรรคหน่ึง ใหเปนไปตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยการปองกันและปราบปรามการทุจรติ มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผูม ีสิทธิเลือกตงั้ ยอ มมีสทิ ธิออกเสยี งประชามติ การจดั ใหม กี ารออกเสียงประชามติใหก ระทาํ ไดในเหตุ ดังตอ ไปน้ี (๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นวากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษา
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๒ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษาประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได (๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบญั ญตั ิใหมีการออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพ่ือมีขอยุติโดยเสียงขางมากของผมู ีสิทธอิ อกเสยี งประชามตใิ นปญ หาที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ หรือเปนการออกเสียงเพ่อื ใหค ําปรกึ ษาแกคณะรฐั มนตรกี ็ได เวน แตจะมกี ฎหมายบัญญัตไิ วเปน การเฉพาะ การออกเสยี งประชามติตองเปนการใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการตามที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรอื เกีย่ วกับตวั บุคคลหรอื คณะบคุ คล จะกระทํามิได กอนการออกเสียงประชามติ รัฐตองดําเนินการใหขอมูลอยางเพียงพอ และใหบุคคลฝา ยท่ีเห็นชอบและไมเห็นชอบกบั กจิ การนนั้ มีโอกาสแสดงความคิดเหน็ ของตนไดอยางเทาเทยี มกนั หลักเกณฑแ ละวิธีการออกเสยี งประชามตใิ หเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการออกเสียงประชามติ ซึง่ อยางนอยตองกําหนดรายละเอียดเก่ียวกับวิธีการออกเสียงประชามติระยะเวลาในการดาํ เนินการ และจํานวนเสียงประชามติ เพอื่ มขี อยุติ หมวด ๘ การเงิน การคลงั และงบประมาณ มาตรา ๑๖๖ งบประมาณรายจายของแผน ดนิ ใหท ําเปนพระราชบัญญัติ ถาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปง บประมาณออกไมท ันปงบประมาณใหม ใหใชกฎหมายวาดว ยงบประมาณรายจายในปง บประมาณปกอ นนน้ั ไปพลางกอน มาตรา ๑๖๗ ในการนําเสนอรางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณตอ งมเี อกสารประกอบซง่ึ รวมถงึ ประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค กิจกรรม แผนงาน โครงการในแตละรายการของการใชจายงบประมาณใหชัดเจน รวมท้ังตองแสดงฐานะการเงินการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการใชจายและการจัดหารายได ประโยชนและการขาดรายไดจ ากการยกเวน ภาษเี ฉพาะรายในรูปแบบตาง ๆ ความจําเปนในการต้ังงบประมาณผูกพัน
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๓ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษาขามป ภาระหนีแ้ ละการกอหนี้ของรัฐและฐานะการเงนิ ของรัฐวสิ าหกิจ ในปท ีข่ ออนุมัติงบประมาณน้ันและปง บประมาณทผี่ า นมาเพื่อใชประกอบการพจิ ารณาดวย หากรายจา ยใดไมส ามารถจัดสรรงบประมาณใหแกหนวยราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหนวยงานอืน่ ใดของรฐั ไดโ ดยตรง ใหจัดไวในรายการรายจายงบกลาง โดยตองแสดงเหตุผลและความจําเปนในการกําหนดงบประมาณรายจา ยงบกลางนั้นดว ย ใหมีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพ่ือกําหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซ่ึงรวมถึงหลักเกณฑเกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได การกําหนดแนวทางในการจดั ทาํ งบประมาณรายจายของแผนดิน การบริหารการเงินและทรัพยสิน การบัญชี กองทุนสาธารณะการกอหน้ีหรือการดําเนินการท่ีผูกพันทรัพยสินหรือภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑการกําหนดวงเงนิ สํารองจายเพอ่ื กรณฉี กุ เฉนิ หรือจําเปน และการอืน่ ท่ีเกี่ยวของ ซ่ึงจะตอ งใชเ ปนกรอบในการจดั หารายได กํากับการใชจายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอยางยั่งยืน และความเปนธรรมในสงั คม มาตรา ๑๖๘ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจา ยเพ่ิมเติม และรา งพระราชบญั ญัติโอนงบประมาณรายจาย สภาผูแทนราษฎรจะตองวิเคราะหและพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหน่ึงรอยหาวันนับแตวันท่ีรางพระราชบัญญัติดังกลาวมาถึงสภาผแู ทนราษฎร ถาสภาผูแทนราษฎรพิจารณารางพระราชบัญญัตินั้นไมแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ใหถือวาสภาผูแทนราษฎรไดใหความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัติน้ันและใหเสนอรา งพระราชบัญญตั ิดงั กลา วตอ วุฒิสภา ในการพิจารณาของวฒุ ิสภา วุฒิสภาจะตอ งใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบภายในย่ีสิบวันนับแตวันท่ีรางพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา โดยจะแกไขเพ่ิมเติมใด ๆ มิไดถา พน กําหนดเวลาดงั กลาวใหถอื วาวุฒิสภาไดใ หค วามเห็นชอบในรา งพระราชบญั ญตั ินัน้ ในกรณีเชนนี้และในกรณที วี่ ุฒิสภาใหค วามเหน็ ชอบ ใหด าํ เนนิ การตอ ไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารางพระราชบัญญัติดังกลาววุฒิสภาไมเห็นชอบดวย ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๔๘ วรรคสองมาใชบังคับโดยอนุโลม ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจา ยเพิม่ เติม และรางพระราชบญั ญัตโิ อนงบประมาณรายจาย สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาจะแปรญัตติเพ่ิมเติมรายการหรอื จาํ นวนในรายการมไิ ด แตอาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจายซ่งึ มใิ ชร ายจายตามขอผูกพันอยางใดอยางหนงึ่ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) เงนิ สงใชต นเงินกู (๒) ดอกเบยี้ เงนิ กู (๓) เงินท่กี าํ หนดใหจ า ยตามกฎหมาย ในการพจิ ารณาของสภาผแู ทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรอื การกระทําดว ยประการใด ๆ ท่ีมีผลใหสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา หรอื กรรมาธิการมสี วนไมว า โดยทางตรงหรือทางออ มในการใชงบประมาณรายจา ย จะกระทํามไิ ด ในกรณีที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจาํ นวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของแตละสภา เห็นวามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัติตามวรรคหกใหเสนอความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันนับแตวันท่ีไดรับความเห็นดังกลาว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัตติ ามวรรคหก ใหก ารเสนอ การแปรญตั ตหิ รือการกระทําดงั กลา วสนิ้ ผลไป รัฐตองจัดสรรงบประมาณใหเพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญศาลยตุ ิธรรม ศาลปกครองและองคกรตามรฐั ธรรมนญู ในการพิจารณางบประมาณรายจายของรัฐสภา ศาล และองคกรตามวรรคแปด หากหนวยงานน้ันเห็นวางบประมาณรายจายที่ไดรับการจัดสรรใหนั้นไมเพียงพอ ใหสามารถเสนอคําขอแปรญัตติตอคณะกรรมาธิการไดโ ดยตรง มาตรา ๑๖๙ การจายเงินแผนดินจะกระทําไดก็เฉพาะท่ีไดอนุญาตไวในกฎหมายวา ดวยงบประมาณรายจา ย กฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเก่ียวดวยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายวาดวยเงินคงคลงั เวนแตใ นกรณีจําเปนเรงดวนรัฐบาลจะจายไปกอนก็ได แตตองเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกฎหมายบัญญัติ ในกรณีเชนวาน้ีตองตั้งงบประมาณรายจายเพ่ือชดใชเงินคงคลังในพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจาย พระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพ่ิมเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณถัดไป ท้ังนี้ ใหกําหนดแหลงท่ีมาของรายไดเพ่อื ชดใชร ายจายทีไ่ ดใชเ งนิ คงคลังจา ยไปกอนแลวดวย
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ในระหวางเวลาทีป่ ระเทศอยูใ นภาวะสงครามหรือการรบ คณะรัฐมนตรีมีอํานาจโอนหรือนํารายจายท่ีกําหนดไวสําหรบั หนว ยราชการหรือรฐั วิสาหกิจใดไปใชในรายการท่ีแตกตางจากท่ีกําหนดไวในพระราชบญั ญัตงิ บประมาณรายจายประจําปไ ดทนั ที และใหร ายงานรัฐสภาทราบโดยไมช กั ชา ในกรณีทม่ี ีการโอนหรอื นาํ รายจายตามงบประมาณท่ีกําหนดไวในรายการใดไปใชในรายการอื่นของหนวยราชการหรือรัฐวิสาหกจิ ใหร ฐั บาลรายงานรฐั สภาเพ่ือทราบทุกหกเดือน มาตรา ๑๗๐ เงินรายไดของหนวยงานของรัฐใดที่ไมตองนําสงเปนรายไดแผนดินใหหนวยงานของรัฐนั้นทํารายงานการรับและการใชจายเงินดังกลาว เสนอตอคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปงบประมาณทุกป และใหคณะรฐั มนตรีทาํ รายงานเสนอตอสภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภาตอไป การใชจ า ยเงินรายไดตามวรรคหนง่ึ ตอ งอยูภายใตก รอบวนิ ัยการเงนิ การคลงั ตามหมวดนี้ดวย หมวด ๙ คณะรฐั มนตรี มาตรา ๑๗๑ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไมเกินสามสิบหาคน ประกอบเปนคณะรัฐมนตรี มีหนาท่ีบริหารราชการแผนดินตามหลักความรับผิดชอบรว มกัน นายกรฐั มนตรีตองเปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรซ่ึงไดร บั แตงต้ังตามมาตรา ๑๗๒ ใหประธานสภาผแู ทนราษฎรเปนผลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการแตงตัง้ นายกรัฐมนตรี นายกรฐั มนตรจี ะดํารงตาํ แหนงตดิ ตอ กนั เกนิ กวา แปดปม ิได มาตรา ๑๗๒ ใหส ภาผแู ทนราษฎรพิจารณาใหค วามเห็นชอบบุคคลซ่ึงสมควรไดรับแตงต้ังเปนนายกรัฐมนตรีใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเปนคร้ังแรกตามมาตรา ๑๒๗ การเสนอชื่อบุคคลซึง่ สมควรไดรับแตง ตั้งเปน นายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมนอยกวา หนึง่ ในหา ของจาํ นวนสมาชิกทง้ั หมดเทาท่มี ีอยูข องสภาผแู ทนราษฎรรับรอง มติของสภาผูแทนราษฎรท่ีเห็นชอบดวยในการแตงตั้งบุคคลใดใหเปนนายกรัฐมนตรีตองมคี ะแนนเสียงมากกวา ก่ึงหน่งึ ของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทา ท่มี ีอยูของสภาผแู ทนราษฎร การลงมติในกรณีเชนวานใ้ี หกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปด เผย
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๑๗๓ ในกรณีที่พนกําหนดสามสิบวันนับแตวันท่ีมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดมาประชุมเปนครั้งแรกแลว ไมปรากฏวามีบุคคลใดไดรับคะแนนเสียงเหน็ ชอบใหไดรับแตงตั้งเปน นายกรฐั มนตรีตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม ใหป ระธานสภาผูแทนราษฎรนําความขนึ้ กราบบงั คมทลู ภายในสบิ หา วนั นับแตว ันทพ่ี น กําหนดเวลาดงั กลาวเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแตงตง้ั บุคคลซึง่ ไดรบั คะแนนเสียงสูงสุดเปน นายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๔ รัฐมนตรีตองมคี ุณสมบตั แิ ละไมม ีลักษณะตองหา ม ดงั ตอ ไปน้ี (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มอี ายไุ มต า่ํ กวา สามสิบหา ปบริบูรณ (๓) สาํ เร็จการศึกษาไมต า่ํ กวาปรญิ ญาตรีหรอื เทียบเทา (๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑)(๑๒) (๑๓) หรอื (๑๔) (๕) ไมเคยตองคาํ พพิ ากษาใหจําคกุ โดยไดพนโทษมายังไมถึงหาปกอนไดรับแตงต้ัง เวนแตในความผิดอนั ไดก ระทําโดยประมาทหรอื ความผิดลหุโทษ (๖) ไมเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแลวยังไมเ กนิ สองปน ับถงึ วนั ทไ่ี ดร บั แตงต้งั เปน รัฐมนตรี มาตรา ๑๗๕ กอนเขารับหนาท่ี รัฐมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยดวยถอ ยคาํ ดงั ตอไปน้ี “ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพ่ือประโยชนของประเทศและประชาชน ทง้ั จะรักษาไวและปฏิบตั ติ ามซึง่ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยทุกประการ” มาตรา ๑๗๖ คณะรัฐมนตรีทจ่ี ะเขาบรหิ ารราชการแผน ดินตอ งแถลงนโยบายตอรัฐสภาและชแ้ี จงการดาํ เนินการตามแนวนโยบายพ้นื ฐานแหงรัฐตามมาตรา ๗๕ โดยไมมีการลงมติความไววางใจทง้ั น้ี ภายในสิบหา วันนับแตวันเขารับหนาที่ และเมื่อแถลงนโยบายตอรัฐสภาแลวตองจัดทําแผนการบริหารราชการแผนดนิ เพื่อกําหนดแนวทางการปฏบิ ัตริ าชการแตละปตามมาตรา ๗๖ กอนแถลงนโยบายตอรัฐสภาตามวรรคหน่ึง หากมีกรณีท่ีสําคัญและจําเปนเรงดวนซึ่งหากปลอยใหเน่ินชาไปจะกระทบตอประโยชนสําคัญของแผนดิน คณะรัฐมนตรีที่เขารับหนาท่ีจะดําเนินการไปพลางกอ นเพียงเทาที่จําเปนก็ได
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๗ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๑๗๗ รัฐมนตรยี อ มมสี ทิ ธเิ ขาประชมุ และแถลงขอเท็จจรงิ หรือแสดงความคดิ เห็นในท่ปี ระชมุ สภา และในกรณีที่สภาผแู ทนราษฎรหรอื วุฒิสภามีมติใหเขาประชุมในเร่ืองใด รัฐมนตรีตองเขา รวมประชมุ และใหนาํ เอกสิทธท์ิ ีบ่ ัญญัติไวใ นมาตรา ๑๓๐ มาใชบงั คับโดยอนโุ ลม ในการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร ถารฐั มนตรผี ใู ดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในขณะเดียวกันดวยหามมิใหรัฐมนตรีผูน้ันออกเสียงลงคะแนนในเรื่องท่ีเกี่ยวกับการดํารงตําแหนง การปฏิบัติหนาที่หรือการมีสว นไดเ สียในเร่อื งนัน้ มาตรา ๑๗๘ ในการบริหารราชการแผนดิน รัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายท่ีไดแถลงไวตามมาตรา ๑๗๖ และตองรับผิดชอบตอสภาผูแทนราษฎรในหนาที่ของตน รวมท้ังตองรับผิดชอบรวมกันตอรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๙ ในกรณีที่มีปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินที่คณะรัฐมนตรีเหน็ สมควรจะฟง ความคิดเหน็ ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจงไปยังประธานรัฐสภาขอใหมีการเปดอภปิ รายทั่วไปในทีป่ ระชมุ รว มกนั ของรัฐสภาก็ได ในกรณีเชนวานี้รัฐสภาจะลงมติในปญ หาทอี่ ภิปรายมไิ ด มาตรา ๑๘๐ รฐั มนตรที งั้ คณะพน จากตาํ แหนง เมื่อ (๑) ความเปนรัฐมนตรขี องนายกรัฐมนตรสี ิน้ สดุ ลงตามมาตรา ๑๘๒ (๒) อายสุ ภาผูแ ทนราษฎรสนิ้ สดุ ลงหรือมกี ารยบุ สภาผูแทนราษฎร (๓) คณะรัฐมนตรลี าออก ในกรณีทค่ี วามเปน รัฐมนตรีของนายกรฐั มนตรสี ิน้ สดุ ลงตามมาตรา ๑๘๒ (๑) (๒) (๓) (๔)(๕) (๗) หรือ (๘) ใหด าํ เนินการตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนโุ ลม มาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนง ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งข้ึนใหมจะเขารับหนาท่ี แตในกรณีพนจากตําแหนงตามมาตรา ๑๘๐ (๒)คณะรัฐมนตรแี ละรฐั มนตรจี ะปฏิบัตหิ นาทีไ่ ดเ ทาที่จาํ เปน ภายใตเงือ่ นไขที่กาํ หนด ดังตอไปนี้ (๑) ไมกระทําการอันเปนการใชอํานาจแตงต้ังหรือโยกยายขาราชการซ่ึงมีตําแหนงหรือเงนิ เดือนประจํา หรอื พนกั งานของหนว ยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกิจ หรือกิจการท่ีรัฐถือหุนใหญ หรือใหบคุ คลดังกลาวพน จากการปฏบิ ัตหิ นาทห่ี รอื พนจากตําแหนง หรือใหผูอ่ืนมาปฏิบัติหนาท่ีแทน เวนแตจะไดรับความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกอ น
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๘ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา (๒) ไมก ระทําการอันมผี ลเปนการอนุมตั ิใหใชจ า ยงบประมาณสาํ รองจายเพอ่ื กรณีฉกุ เฉนิ หรือจําเปน เวน แตจ ะไดร ับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตง้ั กอน (๓) ไมกระทําการอันมีผลเปนการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเปนการสรางความผกู พนั ตอ คณะรฐั มนตรีชดุ ตอ ไป (๔) ไมใชทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดซ่ึงจะมีผลตอการเลือกต้ังและไมก ระทาํ การอันเปนการฝา ฝนขอหา มตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลอื กตัง้ กาํ หนด มาตรา ๑๘๒ ความเปนรฐั มนตรีสน้ิ สุดลงเฉพาะตวั เมอ่ื (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ตอ งคาํ พิพากษาใหจ ําคุก แมคดนี ้นั จะยังไมถ งึ ที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีทค่ี ดยี ังไมถึงที่สดุ หรอื มกี ารรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรอื ความผิดฐานหมน่ิ ประมาท (๔) สภาผูแ ทนราษฎรมมี ตไิ มไ ววางใจตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ (๕) ขาดคุณสมบตั หิ รือมีลกั ษณะตองหามตามมาตรา ๑๗๔ (๖) มพี ระบรมราชโองการใหพน จากความเปนรฐั มนตรีตามมาตรา ๑๘๓ (๗) กระทาํ การอนั ตอ งหา มตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ หรือมาตรา ๒๖๙ (๘) วฒุ ิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถ อดถอนออกจากตาํ แหนง นอกจากเหตุที่ทําใหความเปนรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหน่ึงแลว ความเปนรฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรสี ิ้นสดุ ลงเมอ่ื ครบกาํ หนดเวลาตามมาตรา ๑๗๑ วรรคส่ี ดว ย ใหน าํ บทบญั ญัติมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาใชบงั คับกับการส้ินสุดของความเปนรัฐมนตรีตาม (๒) (๓) (๕) หรอื (๗) หรือวรรคสอง โดยใหคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูสงเร่ืองใหศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉยั ไดด วย มาตรา ๑๘๓ พระมหากษัตรยิ ท รงไวซ งึ่ พระราชอํานาจในการใหร ัฐมนตรพี นจากความเปนรัฐมนตรีตามที่นายกรฐั มนตรีถวายคําแนะนํา มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพ่ือประโยชนในอันท่ีจะรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปองปดภัยพิบัติสาธารณะพระมหากษัตรยิ จะทรงตราพระราชกาํ หนดใหใชบังคับดงั เชนพระราชบญั ญตั กิ ไ็ ด
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๙ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ใหกระทําไดเฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวาเปนกรณีฉกุ เฉนิ ที่มีความจาํ เปน รบี ดว นอนั มอิ าจจะหลีกเลย่ี งได ในการประชุมรัฐสภาคราวตอไป ใหคณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นตอรัฐสภาเพ่ือพิจารณาโดยไมชักชา ถาอยูนอกสมัยประชุมและการรอการเปดสมัยประชุมสามัญจะเปนการชักชาคณะรฐั มนตรตี องดาํ เนนิ การใหมกี ารเรยี กประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพ่ือพิจารณาอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนดโดยเร็ว ถาสภาผูแทนราษฎรไมอนุมัติ หรือสภาผูแทนราษฎรอนุมัติแตวุฒิสภาไมอนมุ ตั ิและสภาผแู ทนราษฎรยืนยนั การอนมุ ัตดิ วยคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นตกไป แตท้ังนี้ไมกระทบกระเทือนกจิ การทไี่ ดเ ปนไปในระหวา งทใ่ี ชพระราชกาํ หนดนนั้ หากพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเปนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแหงกฎหมายใด และพระราชกําหนดน้ันตองตกไปตามวรรคสาม ใหบทบัญญัติแหงกฎหมายที่มีอยูกอนการแกไขเพม่ิ เตมิ หรอื ยกเลกิ มีผลใชบ ังคับตอไปนบั แตวันที่การไมอนมุ ัติพระราชกาํ หนดนั้นมีผล ถาสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกําหนดนั้น หรือถาวุฒิสภาไมอนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยืนยนั การอนมุ ัตดิ วยคะแนนเสียงมากกวา ก่งึ หน่งึ ของจํานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทาทม่ี ีอยขู องสภาผูแทนราษฎร ใหพ ระราชกําหนดน้นั มผี ลใชบังคับเปน พระราชบญั ญตั ิตอ ไป การอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนด ใหนายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาในกรณีไมอนมุ ตั ิ ใหมีผลตง้ั แตว นั ถดั จากวันประกาศในราชกิจจานเุ บกษา การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผูแทนราษฎรและของวุฒิสภาในกรณียืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด จะตองกระทําในโอกาสแรกทม่ี กี ารประชมุ สภานนั้ ๆ มาตรา ๑๘๕ กอนท่ีสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะไดอนุมัติพระราชกําหนดใดตามมาตรา ๑๘๔ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจาํ นวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาช่ือเสนอความเห็นตอประธานแหงสภาทีต่ นเปน สมาชิกวาพระราชกําหนดนั้นไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง และใหประธานแหงสภาน้ันสงความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับความเห็นเพ่ือวนิ ิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินจิ ฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแหงสภาท่สี งความเหน็ นนั้ มา
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๗๐ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา เ ม่ื อ ป ร ะ ธ า น ส ภ า ผู แ ท น ร า ษ ฎ ร ห รื อ ป ร ะ ธ า น วุ ฒิ ส ภ า ไ ด รั บ ค ว า ม เ ห็ น ข อ ง ส ม า ชิ กสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งแลว ใหร อการพจิ ารณาพระราชกําหนดน้ันไวกอนจนกวาจะไดร ับแจงคําวินิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ตามวรรคหนึ่ง ในกรณที ่ีศาลรัฐธรรมนญู วนิ จิ ฉัยวา พระราชกาํ หนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ใหพระราชกาํ หนดนน้ั ไมมผี ลบังคับมาแตต น คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวาพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ตองมคี ะแนนเสยี งไมนอ ยกวา สองในสามของจาํ นวนตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ทัง้ หมด มาตรา ๑๘๖ ในระหวางสมัยประชุม ถามีความจําเปนตองมีกฎหมายเก่ียวดวยภาษีอากรห รื อ เ งิ น ต ร า ซึ่ ง จ ะ ต อ ง ไ ด รั บ ก า ร พิ จ า ร ณ า โ ด ย ด ว น แ ล ะ ลั บ เ พ่ื อ รั ก ษ า ป ร ะ โ ย ช น ข อ ง แ ผ น ดิ นพระมหากษัตรยิ จ ะทรงตราพระราชกําหนดใหใ ชบ ังคบั ดังเชน พระราชบัญญัติก็ได พระราชกําหนดทไ่ี ดต ราขน้ึ ตามวรรคหน่งึ จะตองนําเสนอตอ สภาผแู ทนราษฎรภายในสามวันนับแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๘๔ มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๘๗ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไมขัดตอกฎหมาย มาตรา ๑๘๘ พระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการประกาศใชและเลิกใชกฎอยั การศกึ ตามลักษณะและวธิ กี ารตามกฎหมายวา ดวยกฎอยั การศึก ในกรณีที่มีความจําเปนตองประกาศใชกฎอัยการศึกเฉพาะแหงเปนการรีบดวน เจาหนาที่ฝายทหารยอ มกระทําไดตามกฎหมายวาดวยกฎอยั การศกึ มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงครามเม่ือไดรับความเห็นชอบของรฐั สภา มติใหค วามเหน็ ชอบของรัฐสภาตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกท้งั หมดเทา ท่มี ีอยูของทั้งสองสภา ในระหวา งท่ีอายสุ ภาผูแ ทนราษฎรส้นิ สดุ ลงหรอื สภาผแู ทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รฐั สภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหน่ึง และการลงมตติ องมคี ะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทงั้ หมดเทาทม่ี ีอยู
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๑ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพสญั ญาสงบศึก และสัญญาอ่ืน กบั นานาประเทศหรือกบั องคก ารระหวา งประเทศ หนงั สอื สัญญาใดมีบทเปล่ียนแปลงอาณาเขตไทย หรอื เขตพ้ืนทน่ี อกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสทิ ธิอธปิ ไตยหรอื มเี ขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรอื ตามกฎหมายระหวางประเทศ หรือจะตองออกพระราชบัญญตั ิเพื่อใหก ารเปน ไปตามหนงั สือสัญญา หรอื มีผลกระทบตอความม่ันคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยา งกวา งขวาง หรือมีผลผกู พนั ดา นการคา การลงทุน หรอื งบประมาณของประเทศอยางมีนัยสําคัญ ตองไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะตองพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวนั นับแตวันทไ่ี ดร บั เร่ืองดงั กลาว กอ นการดําเนินการเพ่ือทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองคการระหวางประเทศตามวรรคสอง คณะรฐั มนตรีตองใหข อ มลู และจดั ใหม กี ารรับฟง ความคดิ เห็นของประชาชน และตองช้ีแจงตอ รัฐสภาเกีย่ วกบั หนงั สอื สัญญานัน้ ในการนี้ ใหคณะรัฐมนตรเี สนอกรอบการเจรจาตอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบดวย เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแลว กอนที่จะแสดงเจตนาใหมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีตองใหประชาชนสามารถเขาถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาน้ัน และในกรณีท่ีการปฏบิ ตั ิตามหนังสือสญั ญาดังกลาวกอใหเกิดผลกระทบตอประชาชนหรือผูประกอบการขนาดกลางและขนาดยอม คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการแกไขหรือเยียวยาผูไดรับผลกระทบนั้นอยางรวดเร็วเหมาะสม และเปนธรรม ใหมีกฎหมายวาดวยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบตอความมน่ั คงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยางกวางขวาง หรือมผี ลผกู พนั ดานการคา หรือการลงทุนอยางมีนัยสําคัญ รวมท้ังการแกไขหรือเยียวยาผูไดรับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกลาวโดยคํานึงถึงความเปนธรรมระหวางผูที่ไดประโยชนกับผูท่ีไดรับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนงั สอื สญั ญานัน้ และประชาชนทวั่ ไป ในกรณที ม่ี ปี ญหาตามวรรคสอง ใหเปน อํานาจของศาลรฐั ธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยใหนาํ บทบัญญัตติ ามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใชบ ังคับกบั การเสนอเรือ่ งตอ ศาลรัฐธรรมนูญโดยอนโุ ลม มาตรา ๑๙๑ พระมหากษตั ริยทรงไวซง่ึ พระราชอาํ นาจในการพระราชทานอภัยโทษ มาตรา ๑๙๒ พระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และเรียกคืนเครอ่ื งราชอิสรยิ าภรณ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๒ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๑๙๓ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งขาราชการฝายทหารและฝายพลเรือน ตําแหนงปลดั กระทรวง อธบิ ดี และเทียบเทา และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแตกรณีท่ีพนจากตําแหนงเพราะความตาย มาตรา ๑๙๔ ขาราชการและพนักงานของรัฐซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจําและมิใชขา ราชการการเมือง จะเปนขา ราชการการเมืองหรอื ผูด าํ รงตําแหนงทางการเมอื งอ่ืนมไิ ด มาตรา ๑๙๕ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกย่ี วกับราชการแผนดิน ตองมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เวนแตที่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรฐั ธรรมนญู น้ี บทกฎหมายทีท่ รงลงพระปรมาภไิ ธยแลวหรอื ถือเสมือนหนึ่งวาไดทรงลงพระปรมาภิไธยแลวใหป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษาโดยพลัน มาตรา ๑๙๖ เงินประจําตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นขององคมนตรีประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ใหกําหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซง่ึ ตองกําหนดใหจ ายไดไ มกอ นวนั เขารับหนา ท่ี บําเหน็จบํานาญหรือประโยชนตอบแทนอยางอ่ืนขององคมนตรีซึ่งพนจากตําแหนงใหก าํ หนดโดยพระราชกฤษฎีกา หมวด ๑๐ ศาล สวนท่ี ๑ บททว่ั ไป มาตรา ๑๙๗ การพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดเี ปน อํานาจของศาลซึง่ ตองดาํ เนนิ การใหเปนไปโดยยตุ ิธรรม ตามรัฐธรรมนญู ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษตั ริย ผูพ พิ ากษาและตลุ าการมีอิสระในการพจิ ารณาพิพากษาอรรถคดีใหเ ปนไปโดยถูกตอง รวดเร็วและเปน ธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๗๓ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา การโยกยายผูพิพากษาและตุลาการโดยไมไดรับความยินยอมจากผูพิพากษาและตุลาการน้ันจะกระทํามิได เวน แตเ ปนการโยกยายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ เปนการเลื่อนตําแหนงใหสูงขึ้นเปนกรณีที่อยูในระหวางถูกดําเนินการทางวินัยหรือตกเปนจําเลยในคดีอาญา เปนกรณีท่ีกระทบกระเทือนตอความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจําเปนอื่นอนั ไมอาจกา วลว งได ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูพ พิ ากษาและตลุ าการจะเปน ขา ราชการการเมอื งหรอื ผดู าํ รงตําแหนงทางการเมอื งมไิ ด มาตรา ๑๙๘ บรรดาศาลท้ังหลายจะตั้งขึ้นไดกแ็ ตโ ดยพระราชบัญญตั ิ การตั้งศาลขึ้นใหมเพ่ือพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหน่ึงหรือคดีท่ีมีขอหาฐานใดฐานหน่ึงโดยเฉพาะแทนศาลท่มี อี ยูตามกฎหมายสําหรบั พิจารณาพิพากษาคดนี ้ัน จะกระทาํ มิได การบัญญตั ิกฎหมายใหม ผี ลเปน การเปล่ียนแปลงหรอื แกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวยธรรมนูญศาลหรือวิธพี จิ ารณาเพ่อื ใชแกคดใี ดคดีหน่ึงโดยเฉพาะ จะกระทาํ มไิ ด มาตรา ๑๙๙ ในกรณีที่มีปญหาเก่ียวกับอํานาจหนาที่ระหวางศาลยุติธรรม ศาลปกครองศาลทหาร หรือศาลอืน่ ใหพ จิ ารณาวินจิ ฉัยชข้ี าดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซ่ึงประกอบดวยประธานศาลฎกี าเปนประธาน ประธานศาลปกครองสงู สุด ประธานศาลอื่น และผูท รงคุณวฒุ ิอน่ื อีกไมเกินสี่คนตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ เปนกรรมการ หลกั เกณฑก ารเสนอปญหาตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งผูพิพากษาและตุลาการ และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแตก รณที พ่ี น จากตาํ แหนงเพราะความตาย การแตง ต้งั และการใหผ ูพิพากษาและตลุ าการในศาลอืน่ นอกจากศาลรฐั ธรรมนญู ศาลยุติธรรมศาลปกครอง และศาลทหาร พนจากตําแหนง ตลอดจนอํานาจพิพากษาคดีและวิธีพิจารณาของศาลดังกลาว ใหเ ปนไปตามกฎหมายวา ดว ยการจดั ต้ังศาลนั้น มาตรา ๒๐๑ กอนเขารับหนาท่ี ผูพิพากษาและตุลาการตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยด วยถอ ยคําดงั ตอไปน้ี “ขาพระพุทธเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาท่ีในพระปรมาภิไธยดวยความซื่อสัตยสุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อใหเ กิดความยุตธิ รรมแกป ระชาชน และความสงบสขุ แหง ราชอาณาจักร ท้ังจะรักษาไวและ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๔ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาปฏบิ ัติตามซ่งึ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ” มาตรา ๒๐๒ เงินเดือน เงนิ ประจาํ ตาํ แหนง และประโยชนต อบแทนอืน่ ของผพู ิพากษาและตุลาการ ใหเ ปน ไปตามที่กฎหมายบญั ญัติ ท้ังน้ี จะนาํ ระบบบัญชเี งินเดือนหรือเงินประจําตําแหนงของขา ราชการพลเรือนมาใชบ ังคับมไิ ด ใหนําความในวรรคหน่งึ มาใชบังคับกับกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ และกรรมการตรวจเงนิ แผนดนิ ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๐๓ บุคคลจะดํารงตําแหนงกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการในคณะกรรมการตุลาการของศาลอ่ืนตามกฎหมายวาดวยการน้ัน ในเวลาเดียวกันมิได ท้ังนี้ ไมวาจะเปนกรรมการโดยตําแหนงหรือกรรมการผทู รงคณุ วุฒิ สว นที่ ๒ ศาลรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๐๔ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหน่ึงและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่ืนอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากบุคคลดังตอไปนี้ (๑) ผูพพิ ากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศ าลฎีกาโดยวธิ ีลงคะแนนลบั จาํ นวนสามคน (๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งไดรับเลือกโดยท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสงู สุดโดยวิธลี งคะแนนลับ จาํ นวนสองคน (๓) ผูทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตรซ่ึงมีความรูความเช่ียวชาญทางดานนิติศาสตรอยางแทจริงและไดร ับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จํานวนสองคน (๔) ผูทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร รัฐประศาสนศาสตร หรือสังคมศาสตรอ่ืน ซึ่งมีความรูความเชย่ี วชาญทางดานการบรหิ ารราชการแผน ดนิ อยางแทจ รงิ และไดร บั เลอื กตามมาตรา ๒๐๖ จํานวนสองคน
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๗๕ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ในกรณีท่ีไมมีผูพิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดไดรับเลือกตาม (๑)หรือ (๒) ใหท่ีประชุมใหญศาลฎีกาหรือท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แลวแตกรณีเลอื กบคุ คลอ่ืนซ่งึ มคี ุณสมบตั แิ ละไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ และมีความรู ความเช่ียวชาญท า ง ด า น นิ ติ ศ า ส ต ร ท่ี เ ห ม า ะ ส ม จ ะ ป ฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ป น ตุ ล า ก า ร ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ใ ห เ ป น ตุ ล า ก า รศาลรัฐธรรมนญู ตาม (๑) หรือ (๒) แลวแตก รณี ใหผูไดรับเลือกตามวรรคหน่ึง ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานศาลรฐั ธรรมนญู แลวแจงผลใหประธานวุฒสิ ภาทราบ ใหประธานวุฒิสภาเปนผลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการแตง ตง้ั ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๐๕ ผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ตองมีคุณสมบัติและไมมีลกั ษณะตอ งหาม ดังตอไปน้ี (๑) มีสญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด (๒) มีอายไุ มต า่ํ กวาส่สี บิ หาปบรบิ ูรณ (๓) เคยเปนรัฐมนตรี ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุด กรรมการการเลือกตั้งผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดินหรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือเคยรับราชการในตําแหนงไมตํ่ากวารองอัยการสูงสุดอธิบดีหรือผูดํารงตําแหนงทางบริหารในหนวยราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตาํ แหนง ไมตาํ่ กวาศาสตราจารย หรอื เคยเปนทนายความท่ีประกอบวิชาชีพอยางสมํ่าเสมอและตอเนื่องไมนอ ยกวา สามสิบปนบั ถงึ วันที่ไดรับการเสนอชอ่ื (๔) ไมมีลักษณะตอ งหา มตามมาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗)(๑๓) หรือ (๑๔) (๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง สมาชิกสภาทองถ่ินหรอื ผูบริหารทอ งถ่นิ (๖) ไมเปนหรือเคยเปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอ่ืนของพรรคการเมือง ในระยะสามปกอ นดาํ รงตําแหนง (๗) ไมเปนกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหงชาติ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๒๐๖ การสรรหาและการเลือกตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ(๔) ใหด าํ เนนิ การดังตอ ไปนี้ (๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบดวยประธานศาลฎกี า ประธานศาลปกครองสงู สุด ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร และประธานองคก รอสิ ระตามรฐั ธรรมนญู ซึง่ เลอื กกันเองใหเหลือหน่ึงคน เปนกรรมการ ทําหนาที่สรรหาและคดั เลอื กผทู รงคุณวฒุ ติ ามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ใหแ ลว เสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุทําใหตองมีการเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว แลวใหเสนอรายชื่อผูไดรับเลือกพรอมความยินยอมของผูนั้นตอประธานวุฒิสภา มติในการคัดเลือกดังกลาวตองลงคะแนนโดยเปดเผยและตองมีคะแนนไมนอยกวาสองในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู ในกรณีท่ีไมมีกรรมการในตาํ แหนง ใด หรือมแี ตไมส ามารถปฏิบตั ิหนา ทีไ่ ด ถากรรมการท่เี หลอื อยนู ั้นมจี ํานวนไมนอ ยกวา กึ่งหน่ึงใหคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยกรรมการท่ีเหลืออยู ทั้งนี้ ใหนําบทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑๑๓ วรรคสองมาใชบ งั คบั โดยอนุโลม (๒) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติใหความเห็นชอบบุคคลผูไดรับการคดั เลอื กตาม (๑) ภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรบั รายชอื่ การลงมติใหใชว ิธีลงคะแนนลบั ในกรณที ่ีวฒุ สิ ภาใหค วามเห็นชอบ ใหประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงต้ังตอไป ในกรณีที่วฒุ ิสภาไมเ ห็นชอบในรายชื่อใด ไมวา ทัง้ หมดหรือบางสวน ใหสงรายช่ือนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนญู พรอมดวยเหตผุ ลเพื่อใหดําเนินการสรรหาใหม หากคณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญไมเห็นดวยกับวุฒิสภาและมีมติยืนยันตามมติเดิมดวยคะแนนเอกฉันท ใหสงรายช่ือนนั้ ใหประธานวุฒิสภานาํ ความกราบบังคมทลู เพื่อทรงแตงตั้งตอ ไป แตถามติท่ียืนยันตามมติเดิมไมเปน เอกฉนั ท ใหเร่มิ กระบวนการสรรหาใหม ซ่ึงตอ งดาํ เนนิ การใหแลวเสรจ็ ภายในสามสิบวันนบั แตวนั ทม่ี ีเหตใุ หตอ งดําเนินการดังกลา ว ในกรณีท่ีไมอาจสรรหาผูทรงคุณวุฒิตาม (๑) ไดภายในเวลาที่กําหนด ไมวาดวยเหตุใด ๆใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาแตงต้ังผูพิพากษาในศาลฎีกาซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาผูพิพากษาศาลฎีกาจํานวนสามคน และใหที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดแตงต้ังตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจาํ นวนสองคน เปนกรรมการสรรหาเพื่อดาํ เนินการตาม (๑) แทน มาตรา ๒๐๗ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตอง (๑) ไมเปน ขา ราชการซง่ึ มตี าํ แหนง หรอื เงินเดอื นประจาํ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๗ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา (๒) ไมเปนพนักงานหรือลกู จางของหนว ยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ หรือราชการสวนทองถิ่นหรอื ไมเ ปน กรรมการหรือท่ปี รกึ ษาของรฐั วิสาหกิจหรอื ของหนว ยงานของรฐั (๓) ไมดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการท่ีดําเนินธุรกิจโดยมุงหาผลกาํ ไรหรือรายไดมาแบง ปน กนั หรือเปน ลกู จางของบุคคลใด (๔) ไมประกอบวชิ าชีพอิสระอ่ืนใด ในกรณที ท่ี ปี่ ระชุมใหญศ าลฎกี าหรือท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกบุคคลหรอื วฒุ ิสภาใหความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดร บั ความยินยอมของบคุ คลนน้ัผูไดร ับเลอื กจะเร่ิมปฏบิ ัติหนาทีไ่ ดตอ เมือ่ ตนไดลาออกจากการเปนบุคคลตาม (๑) (๒) หรอื (๓) หรือแสดงหลักฐานใหเปนที่เช่ือไดวาตนไดเลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกลาวแลว ซ่ึงตองกระทําภายในสบิ หา วันนับแตวันท่ีไดรบั เลอื กหรอื ไดรับความเหน็ ชอบ แตถาผูน้ันมิไดลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาท่ีกําหนด ใหถือวาผูนั้นมิไดเคยรับเลือกหรือไดรับความเห็นชอบใหเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และใหนําบทบัญญัตมิ าตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แลว แตกรณี มาใชบ ังคับ มาตรา ๒๐๘ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดํารงตําแหนงเกาปน บั แตว ันทพ่ี ระมหากษัตรยิ ทรงแตงตงั้ และใหด ํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดยี ว ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงพนจากตําแหนงตามวาระ ใหปฏิบัติหนาท่ีตอ ไปจนกวา ประธานศาลรฐั ธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงไดรับแตงตั้งใหมจะเขารับหนา ที่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปนเจาพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๐๙ นอกจากการพน จากตาํ แหนงตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญพนจากตาํ แหนง เมื่อ (๑) ตาย (๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปบ ริบรู ณ (๓) ลาออก (๔) ขาดคุณสมบตั ิหรือมลี กั ษณะตองหา มตามมาตรา ๒๐๕ (๕) กระทาํ การอนั เปนการฝาฝน มาตรา ๒๐๗ (๖) วุฒสิ ภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถ อดถอนออกจากตําแหนง
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๘ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา (๗) ตองคําพพิ ากษาใหจ าํ คุก แมค ดนี ั้นจะยังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีทค่ี ดยี ังไมถ งึ ทีส่ ดุ หรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผดิ ฐานหมิ่นประมาท เม่อื มกี รณตี ามวรรคหน่ึง ใหตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่ีเหลืออยูปฏิบัติหนาท่ีตอไปไดภายใตบังคบั มาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๑๐ ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนงตามวาระพรอมกันทั้งหมด ใหเร่ิมดําเนินการตามมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวนั นับแตวนั ที่พน จากตาํ แหนง ในกรณีท่ปี ระธานศาลรฐั ธรรมนญู หรอื ตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญพนจากตําแหนงนอกจากกรณีตามวรรคหน่ึง ใหดาํ เนนิ การดังตอ ไปน้ี (๑) ในกรณีที่เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาใหดาํ เนนิ การตามมาตรา ๒๐๔ ใหแลว เสรจ็ ภายในสามสบิ วันนบั แตวนั ทีพ่ น จากตาํ แหนง (๒) ในกรณีท่ีเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงไดรับเลือกโดยท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสดุ ใหดาํ เนนิ การตามมาตรา ๒๐๔ ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันท่ีพนจากตําแหนง (๓) ในกรณที เ่ี ปน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) หรือ (๔) ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๖ใหแลวเสรจ็ ภายในสามสิบวันนบั แตว ันท่พี นจากตําแหนง ในกรณที ตี่ ุลาการศาลรัฐธรรมนญู พนจากตาํ แหนงไมว าทั้งหมดหรือบางสวนนอกสมัยประชุมของรัฐสภา ใหด าํ เนนิ การตามมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวันนบั แตว ันเปดสมัยประชมุ ของรัฐสภา ในกรณีท่ีประธานศาลรัฐธรรมนูญพนจากตาํ แหนง ใหนาํ บทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามมาใชบงั คับ มาตรา ๒๑๑ ในการที่ศาลจะใชบทบัญญตั ิแหง กฎหมายบังคับแกคดีใด ถาศาลเห็นเองหรือคูค วามโตแยง พรอ มดว ยเหตผุ ลวาบทบัญญัตแิ หง กฎหมายนั้นตองดวยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เก่ียวกับบทบัญญัตินั้น ใหศาลสงความเห็นเชนวาน้ันตามทางการเพือ่ ศาลรฐั ธรรมนญู จะไดพ จิ ารณาวินิจฉัย ในระหวางนั้นใหศาลดําเนินการพิจารณาตอไปไดแตใหร อการพพิ ากษาคดีไวชั่วคราว จนกวาจะมคี ําวินจิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๙ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ในกรณที ศี่ าลรฐั ธรรมนูญเหน็ วาคาํ โตแ ยงของคูค วามตามวรรคหน่ึงไมเปนสาระอันควรไดรับการวนิ ิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไมรบั เรื่องดังกลาวไวพจิ ารณากไ็ ด คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหใชไดในคดีทั้งปวง แตไมกระทบกระเทือนถึงคําพิพากษาของศาลอันถึงท่ีสุดแลว มาตรา ๒๑๒ บุคคลซงึ่ ถกู ละเมดิ สทิ ธิหรอื เสรีภาพทร่ี ัฐธรรมนญู น้รี ับรองไวมีสิทธิย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพอ่ื มคี ําวินจิ ฉัยวาบทบญั ญตั แิ หง กฎหมายขดั หรือแยง ตอ รฐั ธรรมนูญได การใชสิทธิตามวรรคหน่ึงตองเปนกรณีที่ไมอาจใชสิทธิโดยวิธีการอื่นไดแลว ท้ังน้ี ตามท่ีบัญญัตไิ วใ นพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ในการปฏิบัติหนาที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เก่ียวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหพนักงานสอบสวนหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ดําเนินการใดเพื่อประโยชนแหง การพจิ ารณาได ศาลรฐั ธรรมนูญมอี ํานาจแตง ต้งั บคุ คลหรอื คณะบุคคลเพอ่ื ปฏิบัตหิ นา ที่ตามทม่ี อบหมาย มาตรา ๒๑๔ ในกรณีท่ีมีความขัดแยงเกี่ยวกับอํานาจหนาท่ีระหวางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองคกรตามรัฐธรรมนญู ที่มิใชศาลตง้ั แตสององคก รขน้ึ ไป ใหป ระธานรฐั สภา นายกรัฐมนตรี หรือองคก รน้นั เสนอเร่ืองพรอมความเหน็ ตอ ศาลรัฐธรรมนูญเพือ่ พิจารณาวินจิ ฉัย มาตรา ๒๑๕ ในกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญเห็นวาเร่ืองใดหรือประเด็นใดท่ีไดมีการเสนอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เปนเรื่องหรือประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญไดเคยพิจารณาวินิจฉัยแลวศาลรฐั ธรรมนูญจะไมร ับเรื่องหรอื ประเด็นดังกลาวไวพจิ ารณาก็ได มาตรา ๒๑๖ องคคณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการน่ังพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัย ตอ งประกอบดว ยตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ไมนอยกวาหาคน คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหถ ือเสียงขา งมาก เวนแตจะมีบญั ญัตเิ ปน อยางอ่นื ในรัฐธรรมนญู นี้ ตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญซึ่งเปน องคค ณะทุกคนจะตองทําความเห็นในการวินิจฉัยในสวนของตนพรอมแถลงดว ยวาจาตอท่ีประชมุ กอนการลงมติ คําวินจิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู และความเห็นในการวนิ จิ ฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนใหป ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๐ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยางนอยตองประกอบดวยความเปนมาหรือคํากลาวหาสรุปขอเทจ็ จริงทไี่ ดม าจากการพจิ ารณา เหตุผลในการวนิ ิจฉัยในปญหาขอ เทจ็ จริงและขอกฎหมาย และบทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญและกฎหมายทย่ี กขน้ึ อา งองิ คาํ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองคกรอ่นื ของรฐั วิธีพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญใหเ ปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๑๗ ศาลรัฐธรรมนูญมีหนวยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญที่เปนอิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนญู เปนผบู ังคับบัญชาขน้ึ ตรงตอประธานศาลรัฐธรรมนญู การแตงต้ังเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตองมาจากการเสนอของประธานศาลรัฐธรรมนูญและไดรับความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอืน่ ทัง้ น้ี ตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ สวนที่ ๓ ศาลยุติธรรม มาตรา ๒๑๘ ศาลยุติธรรมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เวนแตคดีที่รัฐธรรมนูญน้ีหรอื กฎหมายบญั ญตั ใิ หอ ยใู นอาํ นาจของศาลอ่ืน มาตรา ๒๑๙ ศาลยตุ ิธรรมมสี ามชน้ั คอื ศาลช้นั ตน ศาลอุทธรณ และศาลฎีกา เวนแตท่ีมีบญั ญตั ไิ วเ ปนอยา งอื่นในรฐั ธรรมนญู น้ีหรอื ตามกฎหมายอื่น ศาลฎกี ามีอํานาจพจิ ารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหเสนอตอศาลฎีกาไดโดยตรง และคดีที่อุทธรณหรือฎีกาคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาลชั้นตนหรือศาลอุทธรณตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ เวน แตเ ปนกรณีท่ีศาลฎีกาเห็นวาขอกฎหมายหรือขอเท็จจริงท่ีอุทธรณหรือฎีกานั้นจะไมเปนสาระอันควรแกการพิจารณา ศาลฎีกามีอํานาจไมรับคดีไวพิจารณาพิพากษาได ท้ังน้ีตามระเบยี บที่ทป่ี ระชุมใหญศ าลฎีกากาํ หนด
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๑ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ใหศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดที ่ีเก่ียวกบั การเลือกต้งั และการเพกิ ถอนสิทธเิ ลอื กต้ังในการเลอื กต้งั สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และใหศาลอุทธรณมีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีท่ีเก่ียวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังในการเลือกต้ังสมาชิกสภาทองถิ่นและผูบริหารทองถ่ิน ทั้งน้ี วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีใหเปนไปตามระเบียบท่ีท่ีประชมุ ใหญศาลฎีกากําหนด โดยตอ งใชระบบไตสวนและเปน ไปโดยรวดเรว็ ใหมีแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองคคณะผูพิพากษาประกอบดวยผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดาํ รงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกาหรือผูพิพากษาอาวุโสซ่ึงเคยดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาผูพิพากษาศาลฎีกาจํานวนเกาคน ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธลี งคะแนนลบั และใหเ ลือกเปนรายคดี อํานาจหนาที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ใหเปนไปตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ีและในพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยวธิ พี ิจารณาคดอี าญาของผดู ํารงตําแหนงทางการเมือง มาตรา ๒๒๐ การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาในศาลยุติธรรมพนจากตําแหนง ตองไดรับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกอ น แลว จึงนําความกราบบังคมทลู การเลอ่ื นตาํ แหนง การเลือ่ นเงินเดือน และการลงโทษผูพิพากษาในศาลยุติธรรม ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาลยุติธรรม ในการนี้ใหคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแตงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นช้ันศาลละหน่ึงคณะ เพ่ือเสนอความคิดเห็นในเรื่องดังกลาวเพอ่ื ประกอบการพิจารณา การใหความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสองตอ งคาํ นึงถงึ ความรูค วามสามารถและพฤตกิ รรมทางจริยธรรมของบคุ คลดงั กลา วดว ย เปน สําคัญ มาตรา ๒๒๑ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบดวยบคุ คลดังตอไปน้ี (๑) ประธานศาลฎีกาเปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิในแตละช้ันศาล ไดแก ศาลฎีกาหกคน ศาลอุทธรณสี่คนและศาลช้ันตนสองคน ซึ่งเปนขาราชการตุลาการในแตละช้ันศาล และไดรับเลือกจากขาราชการตุลาการในแตละช้นั ศาล (๓) กรรมการผูทรงคณุ วุฒจิ ํานวนสองคน ซึ่งไมเ ปนขาราชการตลุ าการ และไดรับเลือกจากวฒุ สิ ภา คณุ สมบตั ิ ลกั ษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูท รงคณุ วุฒิ ใหเปนไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๒ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา ในกรณีที่ไมมีกรรมการผูทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแตไมครบสองคนถาคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจํานวนไมนอยกวาเจ็ดคนเห็นวามีเรื่องเรงดวนท่ีตองใหความเห็นชอบ ใหคณะกรรมการตลุ าการศาลยตุ ธิ รรมจํานวนดงั กลาวเปน องคประกอบและองคประชุมพจิ ารณาเร่อื งเรงดว นน้นั ได มาตรา ๒๒๒ ศาลยุติธรรมมีหนวยธุรการของศาลยุติธรรมท่ีเปนอิสระ โดยมีเลขาธิการสาํ นักงานศาลยตุ ิธรรมเปนผูบ ังคับบัญชาขนึ้ ตรงตอ ประธานศาลฎกี า การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม ตองมาจากการเสนอของประธานศาลฎีกาและไดร บั ความเห็นชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาลยุติธรรมตามท่ีกฎหมายบัญญัติ สาํ นักงานศาลยุตธิ รรมมอี ิสระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ท้ังนี้ตามทกี่ ฎหมายบัญญัติ สว นท่ี ๔ ศาลปกครอง มาตรา ๒๒๓ ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหวางหนวยราชการหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนา ทข่ี องรฐั กบั เอกชน หรอื ระหวา งหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั รฐั วิสาหกิจ องคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ หรอื องคก รตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาท่ีของรัฐดวยกัน อันเน่ืองมาจากการใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเน่ืองมาจากการดําเนินกิจการทางปกครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐทง้ั น้ี ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ รวมทั้งมีอํานาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหอยูใ นอํานาจของศาลปกครอง อํานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไมรวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององคกรตามรัฐธรรมนูญซ่งึ เปน การใชอาํ นาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนูญขององคก รตามรฐั ธรรมนญู นัน้ ใหมศี าลปกครองสงู สุดและศาลปกครองช้นั ตน และจะมีศาลปกครองชัน้ อทุ ธรณดวยก็ได มาตรา ๒๒๔ การแตงตั้งและการใหตุลาการในศาลปกครองพนจากตําแหนง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามท่ีกฎหมายบัญญัติกอน แลวจึงนําความกราบบงั คมทลู
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๓ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา ผูทรงคณุ วฒุ ิสาขานิติศาสตรและผูทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผนดินอาจไดรับแตงตั้งใหเ ปน ตลุ าการในศาลปกครองสูงสุดได การแตง ตัง้ ใหบุคคลดงั กลาวเปนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดใหแตงตง้ั ไมนอ ยกวา หนง่ึ ในสามของจาํ นวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด และตอ งไดร บั ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติและไดรับความเห็นชอบจากวุฒสิ ภากอน แลว จึงนําความกราบบังคมทลู การเลื่อนตําแหนง การเล่ือนเงินเดือน และการลงโทษตุลาการในศาลปกครอง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ ตลุ าการศาลปกครองในช้ันศาลใดจะมีจํานวนเทาใด ใหเปนไปตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองกําหนด มาตรา ๒๒๕ การแตงต้ังตุลาการในศาลปกครองใหดํารงตําแหนงประธานศาลปกครองสูงสุดน้ัน เม่ือไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองและวุฒิสภาแลวใหนายกรัฐมนตรนี าํ ความกราบบงั คมทูลเพื่อทรงแตงตัง้ ตอไป มาตรา ๒๒๖ คณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองประกอบดวยบุคคล ดังตอ ไปนี้ (๑) ประธานศาลปกครองสูงสดุ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูท รงคณุ วุฒิจํานวนเกาคนซึ่งเปนตุลาการในศาลปกครองและไดรับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองดว ยกนั เอง (๓) กรรมการผทู รงคุณวฒุ ซิ ง่ึ ไดรับเลือกจากวุฒสิ ภาสองคน และจากคณะรัฐมนตรีอีกหนึง่ คน คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธกี ารเลอื กกรรมการผทู รงคุณวุฒิ ใหเ ปนไปตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ ในกรณีที่ไมมีกรรมการผูทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแตไมครบสามคนถา คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจํานวนไมนอยกวาหกคนเห็นวาเปนเร่ืองเรงดวนที่ตองใหความเห็นชอบ ใหคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจํานวนดังกลาวเปนองคประกอบและองคประชุมพิจารณาเรือ่ งเรงดว นนัน้ ได มาตรา ๒๒๗ ศาลปกครองมีหนวยธุรการของศาลปกครองท่ีเปนอิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลปกครองเปน ผูบงั คบั บัญชาข้ึนตรงตอ ประธานศาลปกครองสงู สดุ การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง ตองมาจากการเสนอของประธานศาลปกครองสงู สดุ และไดรับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญตั ิ
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา สาํ นักงานศาลปกครองมอี ิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นทั้งนี้ ตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ สวนท่ี ๕ ศาลทหาร มาตรา ๒๒๘ ศาลทหารมอี ํานาจพิจารณาพพิ ากษาคดอี าญาซึง่ ผกู ระทําผิดเปนบุคคลที่อยูในอาํ นาจศาลทหารและคดอี ืน่ ทง้ั นี้ ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ การแตงตง้ั และการใหต ุลาการศาลทหารพนจากตําแหนง ใหเปน ไปตามท่ีกฎหมายบัญญัติ หมวด ๑๑ องคกรตามรฐั ธรรมนญู สวนท่ี ๑ องคกรอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ ๑. คณะกรรมการการเลือกตงั้ มาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบดวย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอน่ื อีกสค่ี น ซง่ึ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งมีความเปนกลางทางการเมอื งและมีความซ่ือสตั ยสจุ ริตเปนที่ประจักษ ใหประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงต้ังประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหน่ึง มาตรา ๒๓๐ กรรมการการเลือกต้ังตอ งมคี ณุ สมบัตแิ ละไมมลี ักษณะตอ งหา ม ดงั ตอ ไปนี้ (๑) มีอายุไมต ่ํากวาสส่ี บิ ปบ ริบูรณ (๒) สาํ เร็จการศกึ ษาไมต ่ํากวาปริญญาตรีหรอื เทยี บเทา (๓) มีคุณสมบตั แิ ละไมม ีลักษณะตองหา มตามมาตรา ๒๐๕ (๑) (๔) (๕) และ (๖)
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา (๔) ไมเ ปน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงนิ แผน ดนิ หรือกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ ใหนําบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๐๗ มาใชบ งั คบั กบั กรรมการการเลอื กตั้งดว ยโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๑ การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกต้ังใหดาํ เนินการดงั นี้ (๑) ใหม ีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกต้ังจํานวนเจ็ดคน ซ่ึงประกอบดวย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญศาลฎีกาคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน และบุคคลซง่ึ ท่ปี ระชุมใหญต ุลาการในศาลปกครองสงู สุดคัดเลอื กจํานวนหนง่ึ คน เปน กรรมการ ทําหนาท่ีสรรหาผมู คี ุณสมบัตติ ามมาตรา ๒๓๐ ซึง่ สมควรเปน กรรมการการเลือกตงั้ จํานวนสามคน เสนอตอประธานวฒุ สิ ภา โดยตองเสนอพรอ มความยนิ ยอมของผูไดร บั การเสนอช่ือน้ัน มติในการสรรหาดังกลาวตองมีคะแนนเสยี งไมนอยกวาสองในสามของจาํ นวนกรรมการทั้งหมดเทาท่ีมีอยู ในกรณีท่ีไมมีกรรมการในตาํ แหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบตั หิ นาทไี่ ด ถากรรมการทเ่ี หลอื อยนู ั้นมจี ํานวนไมน อ ยกวาก่ึงหน่ึงใหค ณะกรรมการสรรหากรรมการการเลอื กตัง้ ประกอบดวยกรรมการท่ีเหลืออยู ทั้งน้ี ใหนําบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม บุคคลซึ่งท่ีประชุมใหญศาลฎีกาและที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกตามวรรคหนง่ึ ตองมใิ ชผพู พิ ากษาหรอื ตุลาการ และตองไมเปนกรรมการสรรหาผูดํารงตําแหนงในองคกรตามรฐั ธรรมนูญอ่ืนในขณะเดยี วกัน (๒) ใหท ปี่ ระชมุ ใหญศ าลฎกี าพิจารณาสรรหาผมู คี ุณสมบตั ติ ามมาตรา ๒๓๐ ซ่ึงสมควรเปนกรรมการการเลือกต้ังจํานวนสองคน เสนอตอประธานวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยินยอมของผนู ้ัน (๓) การสรรหาตาม (๑) และ (๒) ใหกระทาํ ภายในสามสบิ วันนับแตวนั ที่มีเหตุท่ีทําใหตองมีการเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว ในกรณีที่มีเหตุท่ีทําใหไมอาจดําเนินการสรรหาไดภายในเวลาท่ีกําหนดหรือไมอาจสรรหาไดครบจาํ นวนภายในเวลาทก่ี ําหนดตาม (๑) ใหทีป่ ระชุมใหญศาลฎีกาพิจารณาสรรหาแทนจนครบจาํ นวนภายในสบิ หา วนั นบั แตว นั ทค่ี รบกาํ หนดตาม (๑)
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา (๔) ใหป ระธานวฒุ สิ ภาเรยี กประชมุ วุฒิสภาเพือ่ มีมตใิ หความเห็นชอบผไู ดร ับการสรรหาตาม(๑) (๒) หรือ (๓) ซึ่งตองกระทําโดยวิธลี งคะแนนลบั (๕) ในกรณีท่ีวุฒิสภาใหความเห็นชอบใหดําเนินการตาม (๖) แตถาวุฒิสภาไมเห็นชอบในรายช่ือใด ไมวาท้ังหมดหรือบางสวน ใหสงรายช่ือนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกต้งั หรือที่ประชุมใหญศาลฎกี า แลว แตก รณี เพื่อใหด าํ เนนิ การสรรหาใหม หากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งหรือที่ประชุมใหญศาลฎีกา ไมเห็นดวยกับวุฒิสภา และมีมติยืนยันตามมติเดิมดว ยคะแนนเอกฉันทหรือดวยคะแนนไมนอยกวาสองในสามของที่ประชุมใหญศาลฎีกา แลวแตกรณีใหด ําเนินการตอ ไปตาม (๖) แตถา มตทิ ย่ี นื ยนั ตามมติเดิมไมเปนเอกฉันทหรือไมไดคะแนนตามท่ีกําหนดใหเร่ิมกระบวนการสรรหาใหม ซ่ึงตองดําเนินการใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุใหตองดําเนนิ การดงั กลาว (๖) ใหผูไดรับความเห็นชอบตาม (๔) หรือ (๕) ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานกรรมการการเลอื กต้ัง และแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ และใหประธานวุฒิสภานําความกราบบงั คมทูลเพือ่ ทรงแตงต้งั ตอ ไป มาตรา ๒๓๒ กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดํารงตําแ หนงเจ็ดปนับแตวัน ท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตง้ั และใหด าํ รงตาํ แหนง ไดเ พยี งวาระเดียว กรรมการการเลือกตงั้ ซง่ึ พน จากตาํ แหนงตามวาระ ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาท่ีตอไปจนกวากรรมการการเลือกตงั้ ซงึ่ ไดรับแตง ตง้ั ใหมจ ะเขารบั หนา ที่ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และการขาดคุณสมบัติและมีลกั ษณะตอ งหามตามมาตรา ๒๓๐ มาใชบังคับกับการพนจากตําแหนงของกรรมการการเลือกต้ังดวยโดยอนโุ ลม มาตรา ๒๓๓ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานรัฐสภาวากรรมการการเลือกต้ังคนใดคนหน่ึงขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหาม หรือกระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๓๐ และใหประธานรัฐสภาสงคํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนญู ภายในสามวันนบั แตวันทีไ่ ดรบั คาํ รอ ง เพอ่ื ใหศ าลรัฐธรรมนูญวนิ ิจฉยั
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๗ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา เมอื่ ศาลรฐั ธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยไปยังประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลือกตั้ง ใหน าํ บทบญั ญตั ิมาตรา ๙๒ มาใชบังคบั กับการพน จากตําแหนง ของกรรมการการเลือกตั้งดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๔ ในกรณีท่ีกรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงตามวาระพรอมกันทั้งคณะใหดาํ เนนิ การสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ภายในเกา สิบวนั นบั แตวนั ท่พี นจากตาํ แหนง ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระใหดําเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันท่ีมีเหตุดังกลาว และใหผ ูไดรบั ความเห็นชอบอยใู นตาํ แหนงเพียงเทาวาระท่ีเหลอื อยขู องผซู ง่ึ ตนแทน มาตรา ๒๓๕ คณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูควบคุมและดําเนินการจัดหรือจัดใหมีการเลือกต้งั หรอื การสรรหาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น และผูบริหารทอ งถิน่ แลวแตกรณี รวมทงั้ การออกเสยี งประชามติ ใหเ ปนไปโดยสจุ รติ และเท่ียงธรรม ประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผรู กั ษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตงั้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายวาดวยการเลือกต้งั สมาชกิ สภาทองถ่นิ หรอื ผูบรหิ ารทองถนิ่ และเปนนายทะเบยี นพรรคการเมือง ใหม ีสาํ นักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังเปนหนวยงานที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอนื่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๓๖ คณะกรรมการการเลือกต้ังมอี ํานาจหนา ที่ ดงั ตอไปนี้ (๑) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการท้ังหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง รวมท้ังวางระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและการดําเนินการใด ๆของพรรคการเมือง ผูสมัครรับเลือกต้ัง และผูมีสิทธิเลือกต้ัง เพื่อใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและกําหนดหลักเกณฑการดําเนินการของรัฐในการสนับสนุนใหการเลือกต้ังมีความเสมอภาค และมีโอกาสทัดเทียมกนั ในการหาเสยี งเลอื กตงั้
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๘ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา (๒) วางระเบียบเก่ียวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขณะอยูในตําแหนงเพ่ือปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๑๘๑ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึงความสจุ รติ เทยี่ งธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกนั ในการเลือกต้งั (๓) กาํ หนดมาตรการและการควบคมุ การบริจาคเงินใหแ กพรรคการเมือง การสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวมท้ังการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจายเงินหรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลอื กตั้ง (๔) มีคําส่ังใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาท่ีอ่ืนของรัฐ ปฏิบัติการท้ังหลายอันจําเปนตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง (๕) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอ เท็จจริงและวินิจฉัยช้ีขาดปญหาหรือขอโตแยงที่เกิดข้ึนตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง (๖) สง่ั ใหมีการเลือกต้ังใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกต้ังใดหนวยเลือกตั้งหน่ึงหรือทุกหนวยเลือกต้ัง เมื่อมีหลักฐานอันควรเช่ือไดวาการเลือกต้ังหรือการออกเสียงประชามติในหนว ยเลอื กตัง้ นัน้ ๆ มไิ ดเปน ไปโดยสุจรติ และเทย่ี งธรรม (๗) ประกาศผลการเลือกตง้ั ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ (๘) สงเสริมและสนับสนุนหรือประสานงานกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรฐั วสิ าหกิจ หรือราชการสวนทอ งถน่ิ หรือสนับสนนุ องคก ารเอกชน ในการใหก ารศึกษาแกประชาชนเกี่ยวกบั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมุข และสง เสรมิ การมสี ว นรว มทางการเมืองของประชาชน (๙) ดําเนนิ การอืน่ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ ในการปฏบิ ัติหนา ที่ คณะกรรมการการเลือกต้งั มีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เก่ียวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถ่ิน ดําเนินการเพื่อประโยชนแหงการปฏบิ ตั หิ นา ที่ การสบื สวน สอบสวน หรอื วินิจฉัยชี้ขาด
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๙ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา คณะกรรมการการเลือกต้ังมีอํานาจแตงตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผูแทนองคการเอกชนเพือ่ ปฏบิ ตั ิหนา ท่ีตามท่มี อบหมาย มาตรา ๒๓๗ ผูสมัครรับเลือกตั้งผูใดกระทําการ กอ หรือสนับสนุนใหผูอื่นกระทําการอันเปน การฝา ฝนพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทําใหการเลือกต้ังมิไดเปนไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรม ใหเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของบุคคลดังกลาวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซ่ึงสมาชิกวฒุ ิสภา ถาการกระทําของบุคคลตามวรรคหน่ึง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวาหัวหนาพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผูใด มีสวนรูเห็น หรือปลอยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทาํ นั้นแลว มิไดยับยั้งหรือแกไขเพ่ือใหการเลือกตั้งเปนไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรม ใหถือวาพรรคการเมืองน้ันกระทําการเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ีตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําส่ังใหยุบพรรคการเมืองนั้น ใหเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหนาพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกลาวมีกําหนดเวลาหา ปน ับแตวนั ที่มีคําสง่ั ใหย บุ พรรคการเมือง มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ตองดาํ เนินการสืบสวนสอบสวนเพ่ือหาขอเท็จจริงโดยพลันเมือ่ มกี รณีใดกรณหี นงึ่ ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูมีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ ผสู มัครรบั เลือกตง้ั หรือพรรคการเมอื งซึ่งมีสมาชิกสมคั รรับเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง คัดคานวาการเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งนั้นเปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดว ยกฎหมาย (๒) ผูเขารับการสรรหา หรือสมาชิกขององคกรตามมาตรา ๑๑๔ วรรคหน่ึง คัดคานวาการสรรหาสมาชกิ วุฒิสภานน้ั เปนไปโดยไมถูกตองหรอื ไมช อบดวยกฎหมาย (๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวา กอนไดรับเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น ผูใดไดกระทําการใด ๆ โดยไมสุจริตเพ่ือใหต นเองไดร ับเลอื กตัง้ หรอื สรรหา หรือไดรบั เลอื กตง้ั หรือสรรหามาโดยไมสุจริตโดยผลของการท่ีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดไดกระทําลงไปโดยฝาฝนหลักเกณฑตามพระราชบัญญัติประกอบ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๐ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษารั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว า ด ว ย ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง ส ม า ชิ ก ส ภ า ผู แ ท น ร า ษ ฎ ร แ ล ะ ก า ร ไ ด ม า ซ่ึ ง ส ม า ชิ ก วุ ฒิ ส ภ าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง หรือกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบรหิ ารทองถ่ิน (๔) ปรากฏหลักฐานอันควรเช่ือไดวาการออกเสียงประชามติมิไดเปนไปโดยชอบดวยกฎหมาย หรือผูมีสิทธิเลือกตั้งคัดคานวาการออกเสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งใดเปนไปโดยไมถ กู ตอ งหรือไมชอบดวยกฎหมาย เม่อื ดาํ เนนิ การตามวรรคหนึง่ เสร็จแลว คณะกรรมการการเลือกต้ังตองพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน มาตรา ๒๓๙ ในกรณที ค่ี ณะกรรมการการเลอื กตัง้ วินิจฉยั ใหมีการเลือกตงั้ ใหมหรอื เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกอ นการประกาศผลการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒสิ ภา ใหค าํ วินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกต้ังเปนที่สดุ ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกต้ังแลว ถาคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวาควรใหมีการเลือกตั้งใหมห รอื เพิกถอนสทิ ธเิ ลือกตัง้ สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูใด ใหย่ืนคํารองตอ ศาลฎกี าเพือ่ วินจิ ฉยั เม่อื ศาลฎกี าไดร ับคาํ รองของคณะกรรมการการเลือกต้ังแลว สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูนั้นจะปฏิบัติหนาท่ีตอไปไมได จนกวาศาลฎีกาจะมีคําส่ังยกคํารองใ น ก ร ณี ที่ ศ า ล ฎี ก า มี คํ า ส่ั ง ใ ห มี ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง ใ ห ม ใ น เ ข ต เ ลื อ ก ตั้ ง ใ ด ห รื อ เ พิ ก ถ อ น สิ ท ธิ เ ลื อ ก ตั้ งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูใด ใหสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลอื กต้ังนัน้ สิ้นสุดลง ในกรณที บ่ี ุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหนาที่ตอไปไมได มิใหนับบุคคลดังกลาวเขาในจํานวนรวมของสมาชกิ เทา ทีม่ อี ยขู องสภาผแู ทนราษฎรหรอื วฒุ ิสภา แลวแตกรณี ใหนําความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใชบังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นและผูบริหารทองถิ่นดวยโดยอนุโลม โดยการยื่นคํารองตอศาลตามวรรคสองใหย่ืนตอศาลอทุ ธรณ และใหค ําสงั่ ของศาลอทุ ธรณเปน ท่ีสุด มาตรา ๒๔๐ ในกรณที ม่ี ีการคดั คานวา การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผูใดเปนไปโดยไมถูกตองหรอื ไมชอบดวยกฎหมาย หรือปรากฏหลกั ฐานอันควรเชื่อไดวากอนไดรับการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาผใู ดกระทาํ การตามมาตรา ๒๓๘ ใหคณะกรรมการการเลอื กตัง้ ดําเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลนั
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๑ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไดวินิจฉัยส่ังการเปนอยางใดแลว ใหเสนอตอศาลฎีกาเพือ่ พิจารณาวินิจฉยั โดยพลัน และใหนาํ ความในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบ งั คบั กับการทีส่ มาชิกวฒุ สิ ภาผูน ้นั ไมอาจปฏิบตั หิ นา ทตี่ อ ไปได โดยอนุโลม ในกรณที ี่ศาลฎกี ามีคําส่ังใหเพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาผูใดใหส มาชกิ ภาพของสมาชกิ วฒุ ิสภาผนู ้นั ส้ินสุดลงนับแตวันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และใหดําเนินการสรรหาสมาชกิ วุฒสิ ภาใหมแทนตาํ แหนงทว่ี า ง ในการดาํ เนนิ การตามวรรคหนง่ึ หรือวรรคสองประธานกรรมการการเลอื กตั้งจะรวมดําเนินการหรอื วินจิ ฉัยสั่งการมิได และใหคณะกรรมการการเลือกต้ังมีองคป ระกอบเทาท่มี อี ยู การคัดคานและการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกต้ัง ใหเปนไปตามท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวฒุ สิ ภา มาตรา ๒๔๑ ในระหวางทพ่ี ระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ประกาศใหมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือประกาศใหมีการออกเสียงประชามติมีผลใชบังคับ หา มมิใหจบั คุมขัง หรอื หมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทําการสอบสวน เวนแตในกรณที ี่ไดรับอนญุ าตจากคณะกรรมการการเลอื กต้งั หรือในกรณีท่ีจบั ในขณะกระทาํ ความผดิ ในกรณีทีม่ ีการจับกรรมการการเลอื กต้งั ในขณะกระทําความผิด หรือจับ หรือคุมขังกรรมการการเลือกต้งั ในกรณีอน่ื ใหร ายงานไปยงั ประธานกรรมการการเลือกต้ังโดยดวน และประธานกรรมการการเลือกต้ังอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได แตถาประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผูถูกจับหรือคุมขังใหเปน อาํ นาจของคณะกรรมการการเลอื กตง้ั เทาที่มีอยเู ปนผูดาํ เนนิ การ ๒. ผูตรวจการแผน ดิน มาตรา ๒๔๒ ผตู รวจการแผนดนิ มีจํานวนสามคน ซ่งึ พระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของวฒุ ิสภา จากผูซ่งึ เปนทีย่ อมรับนับถอื ของประชาชน มคี วามรอบรูและมปี ระสบการณใ นการบรหิ ารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกันของสาธารณะ และมีความซ่ือสัตยสุจริตเปน ทปี่ ระจักษ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๒ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ใหผูไดรับเลือกเปนผูตรวจการแผนดินประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานผตู รวจการแผน ดินแลว แจงผลใหป ระธานวฒุ ิสภาทราบ ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานผูตรวจการแผนดนิ และผูตรวจการแผน ดิน คุณสมบตั ิและลักษณะตองหา มของผูตรวจการแผนดนิ ใหเ ปน ไปตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยผตู รวจการแผนดิน ผตู รวจการแผน ดินมีวาระการดาํ รงตาํ แหนง หกปนับแตวันท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพยี งวาระเดยี ว ใหมีสํานักงานผูตรวจการแผนดินเปนหนวยงานท่ีเปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดําเนินการอ่ืน ทั้งนี้ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๔๓ การสรรหาและการเลือกผูตรวจการแผนดินใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๖และมาตรา ๒๐๗ มาใชบงั คับโดยอนโุ ลม โดยใหมีคณะกรรมการสรรหาจํานวนเจ็ดคนประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎรผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร บุคคลซ่ึงท่ีประชุมใหญศาลฎีกาคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจํานวนหน่ึงคน และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๓๑ (๑) วรรคสอง มาใชบ งั คบั ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๔๔ ผตู รวจการแผน ดินมอี ํานาจหนาท่ี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) พิจารณาและสอบสวนหาขอ เท็จจริงตามคาํ รอ งเรยี นในกรณี (ก) การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาท่ีตามกฎหมายของขาราชการ พนักงาน หรอื ลูกจางของหนว ยราชการ หนว ยงานของรฐั หรือรฐั วิสาหกจิ หรอื ราชการสวนทองถ่ิน (ข) การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาท่ีของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั หรอื รัฐวสิ าหกิจ หรอื ราชการสวนทองถ่ิน ท่ีกอใหเกิดความเสียหายแกผ ูร อ งเรียนหรอื ประชาชนโดยไมเปน ธรรม ไมว าการนั้นจะชอบหรอื ไมชอบดวยอาํ นาจหนา ที่ก็ตาม (ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาท่ีหรือการปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคก รในกระบวนการยุติธรรม ท้ังน้ี ไมรวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๙๓ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา (ง) กรณีอ่ืนตามท่กี ฎหมายบัญญัติ (๒) ดาํ เนินการเก่ียวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๐ (๓) ตดิ ตาม ประเมนิ ผล และจดั ทาํ ขอเสนอแนะในการปฏบิ ตั ิตามรัฐธรรมนญู รวมตลอดถึงขอ พิจารณาเพ่อื แกไขเพิม่ เตมิ รฐั ธรรมนญู ในกรณีทีเ่ หน็ วาจาํ เปน (๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาท่ีพรอมขอสังเกตตอคณะรัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ท้ังนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปด เผยตอสาธารณะดว ย การใชอํานาจหนาที่ตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการเม่ือมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีท่ีผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผลกระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพ่ือคุมครองประโยชนสาธารณะ ผูตรวจการแผนดินอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไมม กี ารรองเรียนได มาตรา ๒๔๕ ผูตรวจการแผนดินอาจเสนอเรื่องตอศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองไดเม่ือเห็นวา มีกรณีดังตอไปน้ี (๑) บทบัญญัติแหงกฎหมายใดมีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ ใหเสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ และใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ทั้งนี้ตามพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยวธิ พี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู (๒) กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอ่ืนใดของบุคคลใดตามมาตรา ๒๔๔ (๑) (ก) มีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ใหเสนอเร่ืองพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครองและใหศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ท้ังนี้ ตามพระราชบัญญัติวาดวยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดปี กครอง ๓. คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แหงชาติ มาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประกอบดวยประธานกรรมการคนหน่ึงและกรรมการอ่ืนอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวฒุ ิสภา
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๙๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติตองเปนผูซึ่งมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษแ ละมคี ณุ สมบัตแิ ละไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเปนรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดินหรือเคยรับราชการในตําแหนงไมต่ํากวาอธิบดีหรือผูดํารงตําแหนงทางบริหารในหนวยราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตําแหนงไมต่ํากวาศาสตราจารย ผูแทนองคการพัฒนาเอกชน หรือผูประกอบวิชาชีพที่มีองคกรวิชาชีพตามกฎหมายมาเปนเวลาไมนอยกวาสามสิบปซึ่งองคการพัฒนาเอกชนหรอื องคก รวิชาชีพนั้นใหการรับรองและเสนอชอื่ เขาสูกระบวนการสรรหา การสรรหาและการเลอื กกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง ชาติ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม โดยใหมีคณะกรรมการสรรหาจาํ นวนหา คนประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผแู ทนราษฎร และผูนําฝายคานในสภาผูแ ทนราษฎร ใหป ระธานวฒุ สิ ภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหงชาติ ใหม ีกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตประจําจังหวัด โดยคุณสมบัติ กระบวนการสรรหา และอํานาจหนาที่ ใหเปนไปตามท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต มาตรา ๒๔๗ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีวาระการดํารงตําแหนงเกา ปนบั แตวนั ที่พระมหากษัตริยท รงแตง ตั้ง และใหด ํารงตําแหนงไดเพยี งวาระเดยี ว กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติซ่ึงพนจากตําแหนงตามวาระ ตองปฏิบัติหนาทีต่ อไปจนกวากรรมการซงึ่ ไดร บั แตงตง้ั ใหมจะเขา รับหนาท่ี การพนจากตําแหนง การสรรหา และการเลือกกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาตแิ ทนตําแหนงท่วี าง ใหนาํ บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ มาใชบงั คบั โดยอนโุ ลม มาตรา ๒๔๘ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทัง้ หมดเทาที่มอี ยขู องสภาผแู ทนราษฎร หรอื ประชาชนผมู ีสิทธิเลอื กตง้ั ไมนอ ยกวา สองหม่ืนคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาวากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใดกระทํา
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษาการขาดความเท่ียงธรรม จงใจฝา ฝน รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือมีพฤติการณที่เปนการเสื่อมเสียแกเกยี รติศักดขิ์ องการดํารงตาํ แหนง อยา งรา ยแรง เพอื่ ใหว ุฒิสภามมี ตใิ หพ น จากตําแหนง มติของวุฒิสภาใหกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติพนจากตําแหนงตามวรรคหนึ่ง ตอ งมคี ะแนนเสียงไมน อยกวา สามในสีข่ องจํานวนสมาชกิ ทัง้ หมดเทา ท่มี อี ยขู องวฒุ สิ ภา มาตรา ๒๔๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของท้ังสองสภามีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาช่ือรองขอตอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใดรํ่ารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาท่ี หรือกระทําความผิดตอตาํ แหนงหนาทีร่ าชการ คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําการตามวรรคหน่ึงเปนขอ ๆ ใหชัดเจน และใหยื่นตอประธานวุฒิสภา เม่ือประธานวุฒิสภาไดรับคํารองแลว ใหสงคํารองดังกลาวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองเพ่ือพิจารณาพิพากษา กรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูถูกกลาวหา จะปฏิบัติหนาท่ีในระหวางน้ันมิได จนกวาจะมีคําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหย กคํารอ งดังกลาว ในกรณีที่กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดตามวรรคสาม และมีกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเหลืออยูนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติทั้งหมด ใหประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดรวมกันแตงตั้งบุคคลซ่ึงมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามเชนเดียวกับกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ทําหนาที่เปนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหงชาติเปนการช่ัวคราว โดยใหผูท่ีไดรับแตงต้ังอยูในตําแหนงไดจนกวากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติท่ีตนดํารงตําแหนงแทนจะปฏิบัติหนาท่ีได หรือจนกวาจะมีคาํ พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผูดํารงตําแหนง ทางการเมืองวา ผูน น้ั กระทําความผิด มาตรา ๒๕๐ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจหนาที่ดงั ตอ ไปน้ี
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา (๑) ไตส วนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมท้ังทําความเห็นเก่ียวกับการถอดถอนออกจากตาํ แหนง เสนอตอวฒุ ิสภาตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม (๒) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสาํ นวนพรอ มทง้ั ทาํ ความเหน็ เกี่ยวกับการดาํ เนินคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๕ (๓) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาท่ีของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่งดํารงตาํ แหนงตงั้ แตผอู าํ นวยการกองหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาท่ีหรือกระทาํ ความผดิ ตอ ตาํ แหนงหนาทร่ี าชการ หรือความผิดตอ ตาํ แหนงหนาที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดาํ เนนิ การกบั เจาหนาท่ีของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาท่ีรวมกระทําความผิดกับผูดํารงตําแหนงดังกลา วหรอื กับผดู ํารงตาํ แหนง ทางการเมือง หรือทกี่ ระทําความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นสมควรดําเนินการดวย ท้ังนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ (๔) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมท้ังความเปลี่ยนแปลงของทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนงตามมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๔ ตามบัญชีและเอกสารประกอบท่ีไดย่ืนไว ท้ังนี้ ตามหลกั เกณฑและวิธกี ารท่คี ณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหง ชาติกําหนด (๕) กํากบั ดแู ลคุณธรรมและจรยิ ธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๖) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะรัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ท้ังน้ี ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปด เผยตอ สาธารณะดว ย (๗) ดําเนินการอืน่ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ใหนําบทบญั ญัตมิ าตรา ๒๑๓ มาใชบ งั คับกบั การปฏิบตั หิ นาทีข่ องคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหงชาตดิ ว ยโดยอนุโลม ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติและกรรมการปองกันและปราบปรามการทจุ ริตแหงชาตเิ ปน เจาพนักงานในการยุตธิ รรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๕๑ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีหนวยธุรการของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติที่เปนอิสระ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการ
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๗ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษาปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนผูบังคับบัญชาข้ึนตรงตอประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ การแตงต้งั เลขาธกิ ารคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง ชาติ ตอ งไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหงชาตแิ ละวุฒสิ ภา ใหม ีสาํ นักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนหนวยงานท่ีเปนอสิ ระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอื่น ท้ังนี้ ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ ๔. คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน ดิน มาตรา ๒๕๒ การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินท่ีเปนอิสระและเปนกลาง คณะกรรมการตรวจเงินแผน ดิน ประกอบดว ย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษตั รยิ ท รงแตง ต้ังจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงินแผนดินการบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงนิ การคลัง และดา นอนื่ การสรรหาและการเลือกกรรมการตรวจเงินแผนดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนโุ ลม เวน แตองคประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเปนไปตามมาตรา ๒๔๓ ใหป ระธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผน ดินและผวู า การตรวจเงินแผนดนิ กรรมการตรวจเงินแผนดินมีวาระการดํารงตําแหนงหกปนับแตวันท่ีพระมหากษัตริยทรงแตง ต้ัง และใหด ํารงตาํ แหนง ไดเพยี งวาระเดียว คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และการพนจากตําแหนงของกรรมการตรวจเงินแผนดินและผวู าการตรวจเงนิ แผนดิน รวมท้ังอํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน ผูวาการตรวจเงินแผนดิน และสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ใหเ ปนไปตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงนิ แผนดนิ
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๙๘ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ก า ร กํ า ห น ด คุ ณ ส ม บั ติ แ ล ะ วิ ธี ก า ร เ ลื อ ก บุ ค ค ล ซึ่ ง จ ะ ไ ด รั บ ก า ร แ ต ง ต้ั ง เ ป น ก ร ร ม ก า รตรวจเงนิ แผน ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน จะตองเปนไปเพื่อใหไดบุคคลท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมมคี วามซ่อื สตั ยสจุ ริตเปนท่ีประจักษ และเพอื่ ใหไ ดหลักประกนั ความเปนอิสระในการปฏิบัติหนาที่ของบุคคลดังกลาว มาตรา ๒๕๓ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดินมีอํานาจหนาที่กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเก่ยี วกบั การตรวจเงนิ แผนดนิ ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจเงินแผน ดนิ และมอี ํานาจแตง ต้งั คณะกรรมการวนิ ัยทางการเงนิ และการคลังที่เปนอิสระเพื่อทําหนาที่วินิจฉัยการดําเนินการท่ีเก่ียวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีท่ีพิพาทเกี่ยวกับคาํ วินิจฉยั ของคณะกรรมการวนิ ัยทางการเงินและการคลังในเรื่องดังกลาวเปนคดีที่อยูในอาํ นาจของศาลปกครอง ใหผูวาการตรวจเงินแผนดินมีอํานาจหนาท่ีเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระและเปนกลาง มาตรา ๒๕๔ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดินมีหนวยธุรการของคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินท่ีเปนอิสระ โดยมีผูวาการตรวจเงินแผนดินเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานกรรมการตรวจเงินแผนดิน ใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอ่ืน ทั้งนี้ ตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ สวนท่ี ๒ องคก รอืน่ ตามรัฐธรรมนญู ๑. องคก รอยั การ มาตรา ๒๕๕ พนักงานอัยการมีอํานาจหนาที่ตามท่ีบัญญัติในรัฐธรรมนูญน้ีและตามกฎหมายวาดว ยอํานาจและหนาทีข่ องพนกั งานอัยการและกฎหมายอืน่ พนกั งานอยั การมอี ิสระในการพจิ ารณาสงั่ คดีและการปฏิบัตหิ นา ทใ่ี หเปนไปโดยเที่ยงธรรม
เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๙ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา การแตงตั้งและการใหอัยการสูงสุดพนจากตําแหนงตองเปนไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และไดรับความเห็นชอบจากวุฒสิ ภา ใหประธานวฒุ ิสภาเปนผลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการแตง ตั้งอยั การสงู สุด องคกรอัยการมีหนวยธุรการท่ีเปนอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนนิ การอ่ืน โดยมอี ัยการสงู สดุ เปนผูบ ังคบั บญั ชา ท้ังน้ี ตามที่กฎหมายบญั ญัติ พนักงานอัยการตองไมเปนกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอ่ืนของรัฐในทํานองเดียวกันเวนแตจะไดรับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ทั้งตองไมประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือกระทํากจิ การใดอนั เปนการกระทบกระเทือนถึงการปฏบิ ตั หิ นา ที่ หรอื เส่อื มเสยี เกียรติศักด์ิแหงตําแหนงหนาท่ีราชการ และตองไมเปนกรรมการ ผูจัดการ หรือท่ีปรึกษากฎหมาย หรือดํารงตําแหนงอ่ืนใดที่มีลักษณะงานคลา ยคลงึ กันนนั้ ในหางหนุ สวนบรษิ ทั ใหนาํ บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๒ มาใชบังคบั โดยอนโุ ลม ๒. คณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหงชาติ มาตรา ๒๕๖ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวย ประธานกรรมการคนหนง่ึ และกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษตั รยิ ท รงแตง ตัง้ ตามคาํ แนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงมีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนที่ประจักษ ท้ังน้ี โดยตองคาํ นงึ ถึงการมีสว นรวมของผูแ ทนจากองคก ารเอกชนดานสทิ ธิมนษุ ยชนดว ย ใหประธานวฒุ สิ ภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การถอดถอน และการกําหนดคาตอบแทนกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ ใหเปน ไปตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ กรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาตมิ วี าระการดาํ รงตาํ แหนงหกปนับแตว นั ทพี่ ระมหากษัตริยทรงแตงต้งั และใหด าํ รงตาํ แหนง ไดเพยี งวาระเดียว ใหน าํ บทบญั ญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาตรา ๒๐๖ มาตรา ๒๐๗ และมาตรา ๒๐๙ (๒)มาใชบ งั คับโดยอนโุ ลม เวน แตองคประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเ ปน ไปตามมาตรา ๒๔๓
เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๑๐๐ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ใ ห มี สํ า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น แ ห ง ช า ติ เ ป น ห น ว ย ง า น ท่ี เ ป น อิ ส ร ะ ใ นการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดําเนนิ การอืน่ ทัง้ นี้ ตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๕๗ คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงชาตมิ ีอํานาจหนาท่ี ดงั ตอไปนี้ (๑) ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทํา อันเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไมเ ปน ไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคีและเสนอมาตรการการแกไขทีเ่ หมาะสมตอ บุคคลหรอื หนวยงานที่กระทําหรือละเลยการกระทําดังกลาวเพือ่ ดําเนนิ การ ในกรณีที่ปรากฏวาไมม ีการดําเนินการตามที่เสนอ ใหร ายงานตอรัฐสภาเพือ่ ดาํ เนนิ การตอ ไป (๒) เสนอเร่อื งพรอ มดวยความเห็นตอ ศาลรฐั ธรรมนญู ในกรณีท่ีเห็นชอบตามท่ีมีผูรองเรียนวาบทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ ตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยวธิ พี ิจารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ (๓) เสนอเรอื่ งพรอ มดว ยความเหน็ ตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผูรองเรียนวากฎ คําส่ัง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนญู หรอื กฎหมาย ท้ังน้ี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง (๔) ฟอ งคดตี อศาลยตุ ธิ รรมแทนผเู สยี หาย เมื่อไดรบั การรองขอจากผูเสียหายและเปนกรณีที่เห็นสมควรเพ่อื แกไขปญหาการละเมิดสิทธมิ นุษยชนเปน สว นรวม ทั้งน้ี ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ (๕) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎ ตอรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรเี พื่อสงเสรมิ และคมุ ครองสิทธิมนษุ ยชน (๖) สงเสริมการศึกษา การวจิ ัย และการเผยแพรความรูดานสทิ ธมิ นษุ ยชน (๗) สง เสริมความรว มมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการ องคการเอกชน และองคการอื่นในดา นสิทธิมนุษยชน (๘) จัดทํารายงานประจําปเพ่ือประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและเสนอตอรฐั สภา (๙) อํานาจหนา ท่ีอ่ืนตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ ในการปฏบิ ัติหนาที่ คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติตองคํานึงถึงผลประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127