Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Constitution2550

Constitution2550

Published by ssingto27, 2017-07-04 23:23:59

Description: Constitution2550

Search

Read the Text Version

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๑ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดม าซง่ึ สมาชิกวฒุ สิ ภา (๒) พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยคณะกรรมการการเลอื กตัง้ (๓) พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง (๔) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสยี งประชามติ (๕) พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยวิธพี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (๖) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยวธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๗) พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยผูต รวจการแผน ดิน (๘) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต (๙) พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยการตรวจเงินแผนดิน มาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญจะเสนอไดก แ็ ตโดย (๑) คณะรฐั มนตรี (๒) สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรจาํ นวนไมน อ ยกวาหนงึ่ ในสบิ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวาหน่งึ ในสบิ ของจาํ นวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทาทมี่ ีอยขู องทั้งสองสภา หรอื (๓) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองคก รนน้ั เปน ผูรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนนั้ มาตรา ๑๔๐ การพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผูแทนราษฎรและวฒุ ิสภาใหกระทาํ เปนสามวาระ ดังตอไปนี้ (๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หน่ึงขั้นรับหลักการ และในวาระท่ีสองขั้นพิจารณาเรียงลาํ ดับมาตรา ใหถอื เสียงขา งมากของแตล ะสภา (๒) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ตองมีคะแนนเสียงเห็นชอบดวยในการท่ีจะใหออกใชเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา ใหนําบทบญั ญัติในหมวด ๖ สว นที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาใชบังคับกับการพิจารณารา งพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญดว ยโดยอนโุ ลม

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๒ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๑๔๑ เม่อื รัฐสภาใหค วามเหน็ ชอบกับรา งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแลวกอนนําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใหสงศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบดวยรัฐธรรมนญู ซ่ึงตองกระทําใหแ ลวเสร็จภายในสามสบิ วันนบั แตว นั ทไ่ี ดร ับเรอ่ื ง คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยวารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดมขี อความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ใหขอความท่ีขัดหรือแยงนั้นเปนอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยวาขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตราข้ึนโดยไมถูกตองตามบทบญั ญัตแิ หง รฐั ธรรมนญู ใหรางพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู น้ันเปน อนั ตกไป ในกรณีที่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําใหขอความที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญเปนอันตกไปตามวรรคสอง ใหสงรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ันกลับคืนสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับ ในกรณีเชนวาน้ี ใหสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณาแกไขเพิ่มเติมเพ่ือมิใหขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญได โดยมติในการแกไขเพ่ิมเติมใหใชคะแนนเสียงมากกวากึ่งหน่ึงของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา แลวใหนายกรัฐมนตรีดําเนินการตามมาตรา ๙๐ และมาตรา ๑๕๐ หรอื มาตรา ๑๕๑ แลว แตก รณี ตอไป สว นท่ี ๗ การตราพระราชบญั ญัติ มาตรา ๑๔๒ ภายใตบงั คับมาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญัตจิ ะเสนอไดกแ็ ตโ ดย (๑) คณะรฐั มนตรี (๒) สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรจาํ นวนไมน อ ยกวา ยีส่ ิบคน (๓) ศาลหรือองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายท่ีเก่ียวกับการจัดองคกรและกฎหมายท่ีประธานศาลและประธานองคก รนัน้ เปนผรู ักษาการ หรือ (๔) ผมู ีสทิ ธิเลอื กตง้ั จํานวนไมน อ ยกวาหนึ่งหม่ืนคนเขา ชือ่ เสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๓ ในกรณีท่ีรางพระราชบัญญัติซึ่งมีผูเสนอตาม (๒) (๓) หรือ (๔) เปนรางพระราชบัญญัติเกยี่ วดว ยการเงินจะเสนอไดกต็ อ เมอ่ื มคี าํ รบั รองของนายกรฐั มนตรี

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๓ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ในกรณีท่ีประชาชนไดเสนอรางพระราชบัญญัติใดตาม (๔) แลว หากบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)ไดเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการเดียวกับรางพระราชบัญญัติน้ันอีก ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๖๓วรรคสี่ มาใชบ ังคับกับการพจิ ารณารา งพระราชบญั ญตั นิ ัน้ ดว ย รางพระราชบัญญตั ใิ หเสนอตอ สภาผแู ทนราษฎรกอ น ในการเสนอรางพระราชบัญญัติตามวรรคหน่ึงตองมีบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางพระราชบัญญัติเสนอมาพรอ มกบั รางพระราชบญั ญตั ิดว ย รางพระราชบญั ญัตทิ ่เี สนอตอรฐั สภาตอ งเปดเผยใหป ระชาชนทราบและใหประชาชนสามารถเขาถึงขอ มลู รายละเอียดของรา งพระราชบญั ญัตนิ น้ั ไดโ ดยสะดวก มาตรา ๑๔๓ รา งพระราชบญั ญัตเิ กี่ยวดว ยการเงนิ หมายความถงึ รางพระราชบัญญัติวาดวยเรื่องใดเรอื่ งหน่ึง ดงั ตอ ไปนี้ (๑) การต้งั ขึน้ ยกเลิก ลด เปลยี่ นแปลง แกไข ผอ น หรือวางระเบยี บการบังคบั อันเกีย่ วกับภาษีหรืออากร (๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจายเงินแผนดิน หรือการโอนงบประมาณรายจายของแผน ดนิ (๓) การกูเงนิ การคํา้ ประกนั การใชเ งนิ กู หรือการดาํ เนินการทผ่ี กู พันทรัพยสินของรฐั (๔) เงินตรา ในกรณีทเ่ี ปน ที่สงสยั วารา งพระราชบัญญตั ิใดเปน รางพระราชบัญญัติเก่ยี วดวยการเงินท่ีจะตองมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม ใหเปนอํานาจของที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผแู ทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธกิ ารสามัญของสภาผแู ทนราษฎรทุกคณะ เปนผูวนิ ิจฉยั ใหประธานสภาผูแทนราษฎรจัดใหมีการประชุมรวมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสอง ภายในสบิ หา วนั นับแตว นั ท่ีมกี รณดี งั กลาว มติของที่ประชุมรวมกันตามวรรคสอง ใหใชเสียงขางมากเปนประมาณ ถาคะแนนเสียงเทากันใหประธานสภาผแู ทนราษฎรออกเสยี งเพมิ่ ขน้ึ อกี เสียงหนง่ึ เปน เสียงช้ีขาด มาตรา ๑๔๔ รางพระราชบัญญัติใดที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนผูเสนอและในข้ันรับหลักการไมเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน แตสภาผูแทนราษฎรไดแกไขเพิ่มเติม และประธานสภาผแู ทนราษฎรเห็นวา การแกไ ขเพ่ิมเติมนั้นทําใหมีลักษณะเปนรางพระราชบัญญัติเก่ียวดวยการเงิน ใหประธานสภาผแู ทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไวกอน และภายในสิบหาวันนับแตวันท่ีมี

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษากรณีดังกลาว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสงรางพระราชบัญญัตินั้นไปใหที่ประชุมรวมกันของประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุกคณะเปนผูวนิ จิ ฉัย ในกรณีที่ท่ีประชุมรวมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยวาการแกไขเพิ่มเติมน้ัน ทําใหรางพระราชบญั ญตั ินนั้ มลี ักษณะเปน รา งพระราชบัญญัติเกย่ี วดวยการเงนิ ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสงรา งพระราชบญั ญัตนิ ้ันไปใหน ายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีทีน่ ายกรัฐมนตรีไมใหคํารับรอง ใหสภาผูแทนราษฎรดาํ เนนิ การแกไ ขเพอื่ มใิ หรางพระราชบัญญตั นิ นั้ เปน รางพระราชบญั ญตั เิ กย่ี วดวยการเงนิ มาตรา ๑๔๕ รางพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไวในนโยบายท่ีแถลงตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ วาจําเปนตอการบริหารราชการแผนดิน หากสภาผูแทนราษฎรมีมติไมใหความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไมใหความเห็นชอบไมถึงกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทัง้ หมดเทาทม่ี อี ยู คณะรัฐมนตรีอาจขอใหร ัฐสภาประชุมรว มกันเพ่ือมีมติอีกครั้งหน่ึง หากรัฐสภามีมติใหความเห็นชอบใหต้ังบุคคลซ่ึงเปนหรือมิไดเปนสมาชิกของแตละสภามีจํานวนเทากันตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ประกอบกันเปนคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภาเพ่ือพิจารณารางพระราชบัญญัตินั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภารายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีไดพิจารณาแลว ตอ รัฐสภา ถารัฐสภามมี ตเิ ห็นชอบดวยรา งพระราชบัญญัติน้ัน ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถา รัฐสภามมี ติไมใ หค วามเห็นชอบ ใหร า งพระราชบัญญัตินน้ั เปนอนั ตกไป มาตรา ๑๔๖ ภายใตบังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อสภาผูแทนราษฎรไดพิจารณารางพระราชบัญญัติทเ่ี สนอตามมาตรา ๑๔๒ และลงมตเิ ห็นชอบแลว ใหสภาผูแทนราษฎรเสนอรา งพระราชบัญญัตินั้นตอวุฒิสภา วุฒิสภาตองพิจารณารางพระราชบัญญัติท่ีเสนอมานั้นใหเสร็จภายในหกสิบวัน แตถารางพระราชบัญญัติน้ันเปนรางพระราชบัญญัติเก่ียวดวยการเงิน ตองพิจารณาใหเสร็จภายในสามสิบวันทง้ั น้ี เวนแตวฒุ สิ ภาจะไดลงมติใหข ยายเวลาออกไปเปน กรณีพเิ ศษซ่งึ ตองไมเกนิ สามสิบวนั กําหนดวันดังกลาวใหห มายถงึ วนั ในสมัยประชุม และใหเ ริม่ นับแตวันทร่ี า งพระราชบญั ญตั นิ ัน้ มาถงึ วุฒสิ ภา ระยะเวลาดังกลาวในวรรคหนึ่ง ไมใหนับรวมระยะเวลาท่ีอยูในระหวางการพิจารณาของศาลรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๑๔๙ ถาวุฒิสภาพจิ ารณารา งพระราชบัญญัตไิ มเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหน่ึง ใหถือวาวุฒิสภาไดใ หค วามเห็นชอบในรา งพระราชบญั ญตั ินั้น

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๕๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา ใ น ก ร ณี ท่ี ส ภ า ผู แ ท น ร า ษ ฎ ร เ ส น อ ร า ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ เ กี่ ย ว ด ว ย ก า ร เ งิ น ไ ป ยั ง วุ ฒิ ส ภ าใหประธานสภาผูแทนราษฎรแจงไปดวยวารางพระราชบัญญัติท่ีเสนอไปน้ันเปนรางพระราชบัญญัติเก่ยี วดว ยการเงิน คาํ แจงของประธานสภาผูแทนราษฎรใหถอื เปน เดด็ ขาด ในกรณีทีป่ ระธานสภาผแู ทนราษฎรมไิ ดแจง ไปวารา งพระราชบัญญัติใดเปน รา งพระราชบัญญัติเกีย่ วดว ยการเงิน ใหถอื วารา งพระราชบญั ญตั ินัน้ ไมเ ปนรางพระราชบัญญัติเก่ยี วดวยการเงิน มาตรา ๑๔๗ ภายใตบ ังคบั มาตรา ๑๖๘ เมือ่ วุฒิสภาไดพ จิ ารณารา งพระราชบัญญัตเิ สรจ็ แลว (๑) ถา เหน็ ชอบดว ยกับสภาผแู ทนราษฎร ใหด ําเนินการตอ ไปตามมาตรา ๑๕๐ (๒) ถา ไมเหน็ ชอบดวยกับสภาผแู ทนราษฎร ใหย ับยัง้ รางพระราชบญั ญัติน้ันไวกอน และสงรา งพระราชบญั ญตั นิ ั้นคืนไปยังสภาผแู ทนราษฎร (๓) ถาแกไขเพ่ิมเติม ใหสงรางพระราชบัญญัติตามท่ีแกไขเพ่ิมเติมน้ันไปยังสภาผูแทนราษฎรถาสภาผูแทนราษฎรเห็นชอบดวยกับการแกไขเพ่ิมเติม ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ถาเปนกรณีอ่ืน ใหแตละสภาตั้งบุคคลซ่ึงเปนหรือมิไดเปนสมาชิกแหงสภาน้ัน ๆ มีจํานวนเทากันตามท่ีสภาผูแทนราษฎรกําหนด ประกอบเปนคณะกรรมาธิการรวมกันเพ่ือพิจารณารางนั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกนั รายงานและเสนอรา งพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพิจารณาแลวตอสภาทั้งสอง ถาสภาทั้งสองตางเห็นชอบดวยรางพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพจิ ารณาแลว ใหดําเนนิ การตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถาสภาใดสภาหน่ึงไมเห็นชอบดวย ก็ใหยับยั้งรางพระราชบญั ญัตนิ ้ันไวก อน คณะกรรมาธกิ ารรว มกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงขอเท็จจริงหรอื แสดงความคิดเหน็ ในการพิจารณารางพระราชบญั ญตั ไิ ด และเอกสิทธท์ิ ี่บัญญตั ไิ วในมาตรา ๑๓๐ นน้ัใหค ุมครองถงึ บคุ คลผูก ระทําหนา ท่ีตามมาตราน้ีดว ย การประชมุ คณะกรรมาธิการรวมกันตองมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไมนอยกวากงึ่ หน่งึ ของจํานวนกรรมาธิการทงั้ หมดจงึ จะเปน องคประชมุ และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๓๗ มาใชบังคบั โดยอนโุ ลม ถาวุฒิสภาไมส ง รางพระราชบญั ญตั คิ ืนไปยังสภาผูแทนราษฎรภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๔๖ใหถือวา วฒุ สิ ภาไดใ หความเหน็ ชอบในรา งพระราชบัญญตั ินั้น และใหดาํ เนนิ การตามมาตรา ๑๕๐ ตอ ไป มาตรา ๑๔๘ รางพระราชบัญญัติที่ตองยับย้ังไวตามมาตรา ๑๔๗ นั้น สภาผูแทนราษฎรจะยกข้ึนพิจารณาใหมไดตอเม่ือเวลาหนึ่งรอยแปดสิบวันไดลวงพนไปนับแตวันที่วุฒิสภาสง

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๕๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษารางพระราชบัญญัติน้ันคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร สําหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๒)และนับแตวันทส่ี ภาใดสภาหน่งึ ไมเห็นชอบดว ย สาํ หรับกรณกี ารยับยัง้ ตามมาตรา ๑๔๗ (๓) ในกรณีเชนวาน้ี ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยันรางเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวยคะแนนเสยี งมากกวาก่ึงหน่ึงของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรแลว ใหถือวารา งพระราชบัญญตั นิ ั้นเปน อันไดรบั ความเหน็ ชอบของรฐั สภา และใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารางพระราชบัญญัติท่ีตองยับย้ังไวเปนรางพระราชบัญญัติเก่ียวดวยการเงิน สภาผูแทนราษฎรอาจยกรางพระราชบัญญัตินั้นข้ึนพิจารณาใหมไดทันที ในกรณีเชนวานี้ ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยนั รา งเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวยคะแนนเสียงมากกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแ ทนราษฎรแลว ใหถือวารางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันไดรับความเหน็ ชอบของรัฐสภา และใหด าํ เนนิ การตอ ไปตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๔๙ ในระหวางท่ีมีการยับย้ังรางพระราชบัญญัติใดตามมาตรา ๑๔๗คณะรฐั มนตรหี รือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการอยางเดียวกันหรือคลา ยกันกับหลักการของรางพระราชบัญญตั ทิ ตี่ อ งยบั ยง้ั ไวม ไิ ด ในกรณีท่ีสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นวารางพระราชบัญญัติท่ีเสนอหรือสงใหพิจารณานนั้ เปนรา งพระราชบญั ญตั ทิ ี่มหี ลกั การอยา งเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติที่ตองยับย้ังไว ใหประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาสงรางพระราชบัญญัติดังกลาวใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาเปนรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการอยางเดียวกันหรือคลา ยกนั กับหลักการของรา งพระราชบญั ญัติท่ีตอ งยบั ย้งั ไว ใหรา งพระราชบญั ญตั ินัน้ เปนอันตกไป มาตรา ๑๕๐ รา งพระราชบัญญัติท่ีไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนําข้ึนทูลเกลาทูลกระหมอมถวายภายในยี่สิบวันนับแตวันที่ไดรับรางพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภาเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย และเม่ือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปน กฎหมายได มาตรา ๑๕๑ รางพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมอ่ื พนเกา สบิ วนั แลวมไิ ดพ ระราชทานคืนมา รัฐสภาจะตองปรึกษารางพระราชบัญญัติน้ันใหม ถารัฐสภามมี ติยนื ยันตามเดิมดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของท้ังสองสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนํารางพระราชบัญญัตินั้นข้ึนทูลเกลาทูลกระหมอมถวายอกี ครง้ั หนึง่ เมื่อพระมหากษตั ริยม ิไดท รงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๗ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาใหนายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบังคับเปนกฎหมายไดเสมือนหนง่ึ วา พระมหากษัตรยิ ไดท รงลงพระปรมาภไิ ธยแลว มาตรา ๑๕๒ การพิจารณารางพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผูแทนราษฎรวินิจฉัยวามีสาระสําคัญเก่ียวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผูสูงอายุ หรือผูพิการหรือทุพพลภาพ หากสภาผูแทนราษฎรมิไดพจิ ารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ใหส ภาผแู ทนราษฎรตัง้ คณะกรรมาธิการวิสามัญข้ึนประกอบดวยผูแทนองคการเอกชนเกี่ยวกบั บุคคลประเภทนั้นมีจํานวนไมน อยกวา หน่ึงในสามของจํานวนกรรมาธิการทง้ั หมด ทั้งน้ี โดยมสี ดั สวนหญงิ และชายทใี่ กลเ คยี งกนั มาตรา ๑๕๓ ในกรณีท่ีอายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎรรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมหรือบรรดารางพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยหรือเมือ่ พนเกา สบิ วันแลวมไิ ดพ ระราชทานคนื มา ใหเปนอันตกไป ในกรณีท่ีอายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร ภายหลังการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอันเปนการเลือกต้ังท่ัวไป รัฐสภา สภาผูแทนราษฎร หรือวุฒิสภาแลวแตกรณี จะพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม หรือรางพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิไดใหความเห็นชอบตอไปได ถาคณะรฐั มนตรีท่ีตงั้ ขนึ้ ใหมภ ายหลงั การเลือกตง้ั ท่วั ไปรองขอภายในหกสิบวันนับแตวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบดวย แตถาคณะรัฐมนตรีมิไดรองขอภายในกําหนดเวลาดังกลาว ใหรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมหรือรางพระราชบัญญัตินั้นเปน อันตกไป การพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมหรือรางพระราชบัญญัติตอไปตามวรรคสองใหเ ปน ไปตามขอบังคบั การประชมุ สภาผูแทนราษฎร วฒุ สิ ภา หรอื รฐั สภา แลวแตก รณี สวนท่ี ๘ การควบคมุ การตรากฎหมายท่ขี ดั หรือแยงตอ รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ รางพระราชบัญญัติใดท่ีรัฐสภาใหความเห็นชอบแลว กอนท่ีนายกรัฐมนตรีจะนาํ ขน้ึ ทลู เกลาทลู กระหมอมถวายเพ่อื พระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือรา งพระราชบัญญตั ใิ ดท่รี ัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนํารางพระราชบัญญัตินนั้ ข้ึนทูลเกลา ทูลกระหมอมถวายอกี ครงั้ หนึ่ง

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๕๘ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา (๑) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในสิบของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่ีมีอยูของท้ังสองสภา เห็นวารางพระราชบัญญัติดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญน้ี หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภาหรอื ประธานรฐั สภา แลวแตก รณี แลวใหประธานแหงสภาที่ไดรับความเห็นดังกลาวสงความเห็นน้ันไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพอื่ วนิ จิ ฉยั และแจงใหน ายกรัฐมนตรที ราบโดยไมชักชา (๒) หากนายกรัฐมนตรีเห็นวารางพระราชบัญญัติดังกลาวมีขอความขัดหรือแยงตอรฐั ธรรมนญู นี้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี ใหสงความเห็นเชนวานั้นไปยังศาลรฐั ธรรมนญู เพื่อวินิจฉัย และแจง ใหป ระธานสภาผแู ทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไมชักชา ในระหวางท่ีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ใหนายกรัฐมนตรีระงับการดําเนินการเพอ่ื ประกาศใชรางพระราชบญั ญัติดังกลา วไวจนกวา ศาลรฐั ธรรมนูญจะมคี ําวินิจฉัย ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวารางพระราชบัญญัติน้ันมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญน้ีหรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี และขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญใหร า งพระราชบญั ญัตินน้ั เปน อันตกไป ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวารางพระราชบัญญัตินั้นมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้แตม ิใชก รณตี ามวรรคสาม ใหขอ ความท่ีขัดหรอื แยงน้นั เปนอนั ตกไป และใหนายกรัฐมนตรีดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ หรอื มาตรา ๑๕๑ แลวแตกรณี ตอไป มาตรา ๑๕๕ บทบัญญตั มิ าตรา ๑๕๔ ใหน ํามาใชบังคับกับรา งขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎรรางขอบังคับการประชุมวุฒิสภา และรางขอบังคับการประชุมรัฐสภา ท่ีสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภาหรือรฐั สภา แลวแตก รณี ใหความเหน็ ชอบแลว แตย งั มิไดประกาศในราชกจิ จานุเบกษาดวยโดยอนโุ ลม สว นที่ ๙ การควบคมุ การบรหิ ารราชการแผน ดนิ มาตรา ๑๕๖ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีสิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรใี นเรื่องใดเกย่ี วกับงานในหนาทไ่ี ด แตรฐั มนตรยี อมมสี ิทธิที่จะไมตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวาเรือ่ งน้ันยังไมค วรเปดเผยเพราะเก่ียวกบั ความปลอดภัยหรือประโยชนส ําคญั ของแผนดนิ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๕๙ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๑๕๗ การบริหารราชการแผน ดนิ เรือ่ งใดทเี่ ปนปญหาสําคัญท่ีอยูในความสนใจของประชาชน เปนเร่ืองท่ีกระทบถึงประโยชนของประเทศชาติหรือประชาชน หรือท่ีเปนเร่ืองเรงดวนสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรอาจแจงเปน ลายลักษณอักษรตอประธานสภาผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนนั้ วาจะถามนายกรัฐมนตรหี รอื รัฐมนตรีผูรับผิดชอบในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้นโดยไมตอ งระบุคาํ ถาม และใหประธานสภาผแู ทนราษฎรบรรจุเรือ่ งดังกลาวไวในวาระการประชมุ วนั น้ัน การถามและการตอบกระทูตามวรรคหนึ่งใหกระทําไดสัปดาหละหนึ่งคร้ัง และใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นต้ังกระทูถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผนดินนั้นไดเรื่องละไมเกนิ สามครงั้ ท้งั น้ี ตามขอ บงั คบั การประชมุ สภาผูแทนราษฎร มาตรา ๑๕๘ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาช่ือเสนอญัตติขอเปดอภิปรายท่ัวไปเพ่ือลงมติไมไวว างใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกลาวตองเสนอช่ือผูสมควรดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซ่ึงเปนบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ดวย และเมื่อไดมีการเสนอญัตติแลว จะมีการยุบสภาผแู ทนราษฎรมไิ ด เวน แตจ ะมีการถอนญตั ตหิ รอื การลงมตินน้ั ไมไดคะแนนเสยี งตามวรรคสาม การเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถาเปนเร่ืองที่เก่ียวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติ สอไปในทางทุจริตตอหนาท่ีราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไมมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา ๒๗๑กอนมิได และเมื่อไดมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา ๒๗๑ แลว ใหดําเนินการตอไปไดโดยไมตองรอผลการดําเนนิ การตามมาตรา ๒๗๒ เมื่อการอภปิ รายทั่วไปสิน้ สุดลงโดยมิใชด วยมตใิ หผา นระเบียบวาระเปด อภิปรายน้ันไปใหสภาผูแ ทนราษฎรลงมตไิ ววางใจหรือไมไววางใจ การลงมติในกรณีเชนวานี้มิใหกระทําในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิน้ สดุ มติไมไววางใจตอ งมคี ะแนนเสยี งมากกวา กึง่ หนึง่ ของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาที่มีอยูของสภาผแู ทนราษฎร ในกรณีที่มติไมไวว างใจมคี ะแนนเสียงไมม ากกวา กึง่ หนึง่ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายนั้น เปนอันหมดสิทธิท่จี ะเขา ชื่อเสนอญัตตขิ อเปดอภปิ รายทวั่ ไปเพือ่ ลงมติไมไววางใจนายกรฐั มนตรอี ีกตลอดสมัยประชมุ นน้ั

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๐ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ในกรณีท่ีมติไมไววางใจมีคะแนนเสียงมากกวาก่ึงหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร ใหประธานสภาผูแทนราษฎรนําชื่อผูที่ไดรับการเสนอช่ือตามวรรคหน่ึงกราบบงั คมทลู เพ่อื ทรงแตงตง้ั ตอไป และมิใหนาํ มาตรา ๑๗๒ มาใชบ งั คับ มาตรา ๑๕๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหกของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายท่ัวไปเพื่อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเปนรายบุคคล และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม รัฐมนตรีคนใดพนจากตําแหนงเดิมแตยังคงเปนรัฐมนตรีในตําแหนงอื่นภายหลังจากวันท่ีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาชื่อตามวรรคหนึ่ง ใหรัฐมนตรีคนนั้นยังคงตองถูกอภิปรายเพื่อลงมติไมไววางใจตามวรรคหนงึ่ ตอไป ใหน ําความในวรรคสองมาใชบงั คับกบั รัฐมนตรีผซู ึง่ พนจากตําแหนงเดิมไมเกินเกาสิบวันกอนวันที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาช่ือตามวรรคหนึ่ง แตยังคงเปนรัฐมนตรีในตําแหนงอ่ืนดวยโดยอนโุ ลม มาตรา ๑๖๐ ในกรณีท่ีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่มิไดอยูในพรรคการเมืองท่ีสมาชิกในสังกดั ของพรรคนัน้ ดาํ รงตําแหนง รัฐมนตรมี จี าํ นวนไมถ ึงเกณฑที่จะเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรดังกลา วทั้งหมดเทาทีม่ ีอยมู ีสิทธิเขา ช่ือเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเปนรายบุคคลตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ไดเมือ่ คณะรัฐมนตรีไดบ ริหารราชการแผนดนิ มาเกินกวา สองปแลว มาตรา ๑๖๑ สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่ีมีอยูของวุฒิสภา มีสิทธิเขาชื่อขอเปดอภิปรายท่ัวไปในวุฒิสภาเพื่อใหคณะรัฐมนตรีแถลงขอเทจ็ จรงิ หรอื ชแ้ี จงปญ หาสําคญั เกีย่ วกบั การบริหารราชการแผนดนิ โดยไมมีการลงมติ การขอเปดอภปิ รายทั่วไปตามมาตราน้ี จะกระทาํ ไดครั้งเดยี วในสมัยประชมุ หน่ึง มาตรา ๑๖๒ ในกรณที ่มี กี ารประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพ่อื ตัง้ กระทูถามในเรื่องใดเก่ียวกับงานในหนาท่ี หรือการอภิปรายไมไววางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูใด ใหเปนหนาที่ของนายกรฐั มนตรีหรือรัฐมนตรีผูนั้นตองเขารวมประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อช้ีแจงหรือตอบกระทูถามในเร่ืองนั้นดวยตนเอง เวนแตมีเหตุจําเปนอันมิอาจหลีกเล่ียงไดทําใหไมอาจเขาชี้แจง

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๑ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาหรือตอบกระทู แตตองแจงใหประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาทราบกอนหรือในวนั ประชมุ สภาในเรอ่ื งดงั กลาว สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรมอี สิ ระจากมตพิ รรคการเมืองในการต้ังกระทูถาม การอภิปราย และการลงมติในการอภปิ รายไมไ ววางใจ หมวด ๗ การมีสว นรว มทางการเมอื งโดยตรงของประชาชน มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผูม ีสทิ ธิเลอื กตงั้ ไมนอ ยกวาหนึ่งหม่นื คน มสี ทิ ธิเขาชอ่ื รองขอตอประธานรฐั สภาเพื่อใหรฐั สภาพิจารณารางพระราชบญั ญตั ติ ามทก่ี าํ หนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนูญนี้ คํารอ งขอตามวรรคหนึ่งตอ งจัดทํารา งพระราชบญั ญัติเสนอมาดวย หลักเกณฑแ ละวิธีการเขาชอ่ื รวมท้งั การตรวจสอบรายชอ่ื ใหเ ปนไปตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ ในการพจิ ารณารางพระราชบัญญตั ติ ามวรรคหนง่ึ สภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภาตองใหผูแทนของประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นช้ีแจงหลักการของรางพระราชบัญญัติและคณะกรรมาธิการวิสามัญเพ่ือพิจารณารางพระราชบัญญัติดังกลาวจะตองประกอบดวยผูแทนของประชาชนผมู ีสิทธเิ ลอื กต้ังที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดดว ย มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผมู สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ จาํ นวนไมนอยกวาสองหม่ืนคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาเพอื่ ใหวุฒิสภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตําแหนงได คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําความผิดเปนขอ ๆ ใหชดั เจน หลกั เกณฑ วธิ ีการ และเงือ่ นไขในการทปี่ ระชาชนจะเขาชื่อรอ งขอตามวรรคหน่ึง ใหเปนไปตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยการปองกันและปราบปรามการทุจรติ มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผูม ีสิทธิเลือกตงั้ ยอ มมีสทิ ธิออกเสยี งประชามติ การจดั ใหม กี ารออกเสียงประชามติใหก ระทาํ ไดในเหตุ ดังตอ ไปน้ี (๑) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นวากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสียของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษา

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๒ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษาประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได (๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบญั ญตั ิใหมีการออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพ่ือมีขอยุติโดยเสียงขางมากของผมู ีสิทธอิ อกเสยี งประชามตใิ นปญ หาที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ หรือเปนการออกเสียงเพ่อื ใหค ําปรกึ ษาแกคณะรฐั มนตรกี ็ได เวน แตจะมกี ฎหมายบัญญัตไิ วเปน การเฉพาะ การออกเสยี งประชามติตองเปนการใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการตามที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรอื เกีย่ วกับตวั บุคคลหรอื คณะบคุ คล จะกระทํามิได กอนการออกเสียงประชามติ รัฐตองดําเนินการใหขอมูลอยางเพียงพอ และใหบุคคลฝา ยท่ีเห็นชอบและไมเห็นชอบกบั กจิ การนนั้ มีโอกาสแสดงความคิดเหน็ ของตนไดอยางเทาเทยี มกนั หลักเกณฑแ ละวิธีการออกเสยี งประชามตใิ หเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยการออกเสียงประชามติ ซึง่ อยางนอยตองกําหนดรายละเอียดเก่ียวกับวิธีการออกเสียงประชามติระยะเวลาในการดาํ เนินการ และจํานวนเสียงประชามติ เพอื่ มขี อยุติ หมวด ๘ การเงิน การคลงั และงบประมาณ มาตรา ๑๖๖ งบประมาณรายจายของแผน ดนิ ใหท ําเปนพระราชบัญญัติ ถาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปง บประมาณออกไมท ันปงบประมาณใหม ใหใชกฎหมายวาดว ยงบประมาณรายจายในปง บประมาณปกอ นนน้ั ไปพลางกอน มาตรา ๑๖๗ ในการนําเสนอรางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณตอ งมเี อกสารประกอบซง่ึ รวมถงึ ประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค กิจกรรม แผนงาน โครงการในแตละรายการของการใชจายงบประมาณใหชัดเจน รวมท้ังตองแสดงฐานะการเงินการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการใชจายและการจัดหารายได ประโยชนและการขาดรายไดจ ากการยกเวน ภาษเี ฉพาะรายในรูปแบบตาง ๆ ความจําเปนในการต้ังงบประมาณผูกพัน

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๓ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษาขามป ภาระหนีแ้ ละการกอหนี้ของรัฐและฐานะการเงนิ ของรัฐวสิ าหกิจ ในปท ีข่ ออนุมัติงบประมาณน้ันและปง บประมาณทผี่ า นมาเพื่อใชประกอบการพจิ ารณาดวย หากรายจา ยใดไมส ามารถจัดสรรงบประมาณใหแกหนวยราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหนวยงานอืน่ ใดของรฐั ไดโ ดยตรง ใหจัดไวในรายการรายจายงบกลาง โดยตองแสดงเหตุผลและความจําเปนในการกําหนดงบประมาณรายจา ยงบกลางนั้นดว ย ใหมีกฎหมายการเงินการคลังของรัฐเพ่ือกําหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง ซ่ึงรวมถึงหลักเกณฑเกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได การกําหนดแนวทางในการจดั ทาํ งบประมาณรายจายของแผนดิน การบริหารการเงินและทรัพยสิน การบัญชี กองทุนสาธารณะการกอหน้ีหรือการดําเนินการท่ีผูกพันทรัพยสินหรือภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑการกําหนดวงเงนิ สํารองจายเพอ่ื กรณฉี กุ เฉนิ หรือจําเปน และการอืน่ ท่ีเกี่ยวของ ซ่ึงจะตอ งใชเ ปนกรอบในการจดั หารายได กํากับการใชจายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอยางยั่งยืน และความเปนธรรมในสงั คม มาตรา ๑๖๘ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจา ยเพ่ิมเติม และรา งพระราชบญั ญัติโอนงบประมาณรายจาย สภาผูแทนราษฎรจะตองวิเคราะหและพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหน่ึงรอยหาวันนับแตวันท่ีรางพระราชบัญญัติดังกลาวมาถึงสภาผแู ทนราษฎร ถาสภาผูแทนราษฎรพิจารณารางพระราชบัญญัตินั้นไมแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ใหถือวาสภาผูแทนราษฎรไดใหความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัติน้ันและใหเสนอรา งพระราชบัญญตั ิดงั กลา วตอ วุฒิสภา ในการพิจารณาของวฒุ ิสภา วุฒิสภาจะตอ งใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบภายในย่ีสิบวันนับแตวันท่ีรางพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา โดยจะแกไขเพ่ิมเติมใด ๆ มิไดถา พน กําหนดเวลาดงั กลาวใหถอื วาวุฒิสภาไดใ หค วามเห็นชอบในรา งพระราชบญั ญตั ินัน้ ในกรณีเชนนี้และในกรณที วี่ ุฒิสภาใหค วามเหน็ ชอบ ใหด าํ เนนิ การตอ ไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารางพระราชบัญญัติดังกลาววุฒิสภาไมเห็นชอบดวย ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๔๘ วรรคสองมาใชบังคับโดยอนุโลม ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจา ยเพิม่ เติม และรางพระราชบญั ญัตโิ อนงบประมาณรายจาย สมาชิกสภาผูแทนราษฎร

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาจะแปรญัตติเพ่ิมเติมรายการหรอื จาํ นวนในรายการมไิ ด แตอาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจายซ่งึ มใิ ชร ายจายตามขอผูกพันอยางใดอยางหนงึ่ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) เงนิ สงใชต นเงินกู (๒) ดอกเบยี้ เงนิ กู (๓) เงินท่กี าํ หนดใหจ า ยตามกฎหมาย ในการพจิ ารณาของสภาผแู ทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรอื การกระทําดว ยประการใด ๆ ท่ีมีผลใหสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา หรอื กรรมาธิการมสี วนไมว า โดยทางตรงหรือทางออ มในการใชงบประมาณรายจา ย จะกระทํามไิ ด ในกรณีที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจาํ นวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของแตละสภา เห็นวามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัติตามวรรคหกใหเสนอความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันนับแตวันท่ีไดรับความเห็นดังกลาว ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัตติ ามวรรคหก ใหก ารเสนอ การแปรญตั ตหิ รือการกระทําดงั กลา วสนิ้ ผลไป รัฐตองจัดสรรงบประมาณใหเพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญศาลยตุ ิธรรม ศาลปกครองและองคกรตามรฐั ธรรมนญู ในการพิจารณางบประมาณรายจายของรัฐสภา ศาล และองคกรตามวรรคแปด หากหนวยงานน้ันเห็นวางบประมาณรายจายที่ไดรับการจัดสรรใหนั้นไมเพียงพอ ใหสามารถเสนอคําขอแปรญัตติตอคณะกรรมาธิการไดโ ดยตรง มาตรา ๑๖๙ การจายเงินแผนดินจะกระทําไดก็เฉพาะท่ีไดอนุญาตไวในกฎหมายวา ดวยงบประมาณรายจา ย กฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเก่ียวดวยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายวาดวยเงินคงคลงั เวนแตใ นกรณีจําเปนเรงดวนรัฐบาลจะจายไปกอนก็ได แตตองเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกฎหมายบัญญัติ ในกรณีเชนวาน้ีตองตั้งงบประมาณรายจายเพ่ือชดใชเงินคงคลังในพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจาย พระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพ่ิมเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณถัดไป ท้ังนี้ ใหกําหนดแหลงท่ีมาของรายไดเพ่อื ชดใชร ายจายทีไ่ ดใชเ งนิ คงคลังจา ยไปกอนแลวดวย

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ในระหวางเวลาทีป่ ระเทศอยูใ นภาวะสงครามหรือการรบ คณะรัฐมนตรีมีอํานาจโอนหรือนํารายจายท่ีกําหนดไวสําหรบั หนว ยราชการหรือรฐั วิสาหกิจใดไปใชในรายการท่ีแตกตางจากท่ีกําหนดไวในพระราชบญั ญัตงิ บประมาณรายจายประจําปไ ดทนั ที และใหร ายงานรัฐสภาทราบโดยไมช กั ชา ในกรณีทม่ี ีการโอนหรอื นาํ รายจายตามงบประมาณท่ีกําหนดไวในรายการใดไปใชในรายการอื่นของหนวยราชการหรือรัฐวิสาหกจิ ใหร ฐั บาลรายงานรฐั สภาเพ่ือทราบทุกหกเดือน มาตรา ๑๗๐ เงินรายไดของหนวยงานของรัฐใดที่ไมตองนําสงเปนรายไดแผนดินใหหนวยงานของรัฐนั้นทํารายงานการรับและการใชจายเงินดังกลาว เสนอตอคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปงบประมาณทุกป และใหคณะรฐั มนตรีทาํ รายงานเสนอตอสภาผูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภาตอไป การใชจ า ยเงินรายไดตามวรรคหนง่ึ ตอ งอยูภายใตก รอบวนิ ัยการเงนิ การคลงั ตามหมวดนี้ดวย หมวด ๙ คณะรฐั มนตรี มาตรา ๑๗๑ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไมเกินสามสิบหาคน ประกอบเปนคณะรัฐมนตรี มีหนาท่ีบริหารราชการแผนดินตามหลักความรับผิดชอบรว มกัน นายกรฐั มนตรีตองเปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรซ่ึงไดร บั แตงต้ังตามมาตรา ๑๗๒ ใหประธานสภาผแู ทนราษฎรเปนผลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการแตงตัง้ นายกรัฐมนตรี นายกรฐั มนตรจี ะดํารงตาํ แหนงตดิ ตอ กนั เกนิ กวา แปดปม ิได มาตรา ๑๗๒ ใหส ภาผแู ทนราษฎรพิจารณาใหค วามเห็นชอบบุคคลซ่ึงสมควรไดรับแตงต้ังเปนนายกรัฐมนตรีใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเปนคร้ังแรกตามมาตรา ๑๒๗ การเสนอชื่อบุคคลซึง่ สมควรไดรับแตง ตั้งเปน นายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมนอยกวา หนึง่ ในหา ของจาํ นวนสมาชิกทง้ั หมดเทาท่มี ีอยูข องสภาผแู ทนราษฎรรับรอง มติของสภาผูแทนราษฎรท่ีเห็นชอบดวยในการแตงตั้งบุคคลใดใหเปนนายกรัฐมนตรีตองมคี ะแนนเสียงมากกวา ก่ึงหน่งึ ของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทา ท่มี ีอยูของสภาผแู ทนราษฎร การลงมติในกรณีเชนวานใ้ี หกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปด เผย

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๑๗๓ ในกรณีที่พนกําหนดสามสิบวันนับแตวันท่ีมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดมาประชุมเปนครั้งแรกแลว ไมปรากฏวามีบุคคลใดไดรับคะแนนเสียงเหน็ ชอบใหไดรับแตงตั้งเปน นายกรฐั มนตรีตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม ใหป ระธานสภาผูแทนราษฎรนําความขนึ้ กราบบงั คมทลู ภายในสบิ หา วนั นับแตว ันทพ่ี น กําหนดเวลาดงั กลาวเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแตงตง้ั บุคคลซึง่ ไดรบั คะแนนเสียงสูงสุดเปน นายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๔ รัฐมนตรีตองมคี ุณสมบตั แิ ละไมม ีลักษณะตองหา ม ดงั ตอ ไปน้ี (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มอี ายไุ มต า่ํ กวา สามสิบหา ปบริบูรณ (๓) สาํ เร็จการศึกษาไมต า่ํ กวาปรญิ ญาตรีหรอื เทียบเทา (๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑)(๑๒) (๑๓) หรอื (๑๔) (๕) ไมเคยตองคาํ พพิ ากษาใหจําคกุ โดยไดพนโทษมายังไมถึงหาปกอนไดรับแตงต้ัง เวนแตในความผิดอนั ไดก ระทําโดยประมาทหรอื ความผิดลหุโทษ (๖) ไมเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแลวยังไมเ กนิ สองปน ับถงึ วนั ทไ่ี ดร บั แตงต้งั เปน รัฐมนตรี มาตรา ๑๗๕ กอนเขารับหนาท่ี รัฐมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยดวยถอ ยคาํ ดงั ตอไปน้ี “ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพ่ือประโยชนของประเทศและประชาชน ทง้ั จะรักษาไวและปฏิบตั ติ ามซึง่ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยทุกประการ” มาตรา ๑๗๖ คณะรัฐมนตรีทจ่ี ะเขาบรหิ ารราชการแผน ดินตอ งแถลงนโยบายตอรัฐสภาและชแ้ี จงการดาํ เนินการตามแนวนโยบายพ้นื ฐานแหงรัฐตามมาตรา ๗๕ โดยไมมีการลงมติความไววางใจทง้ั น้ี ภายในสิบหา วันนับแตวันเขารับหนาที่ และเมื่อแถลงนโยบายตอรัฐสภาแลวตองจัดทําแผนการบริหารราชการแผนดนิ เพื่อกําหนดแนวทางการปฏบิ ัตริ าชการแตละปตามมาตรา ๗๖ กอนแถลงนโยบายตอรัฐสภาตามวรรคหน่ึง หากมีกรณีท่ีสําคัญและจําเปนเรงดวนซึ่งหากปลอยใหเน่ินชาไปจะกระทบตอประโยชนสําคัญของแผนดิน คณะรัฐมนตรีที่เขารับหนาท่ีจะดําเนินการไปพลางกอ นเพียงเทาที่จําเปนก็ได

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๗ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๑๗๗ รัฐมนตรยี อ มมสี ทิ ธเิ ขาประชมุ และแถลงขอเท็จจรงิ หรือแสดงความคดิ เห็นในท่ปี ระชมุ สภา และในกรณีที่สภาผแู ทนราษฎรหรอื วุฒิสภามีมติใหเขาประชุมในเร่ืองใด รัฐมนตรีตองเขา รวมประชมุ และใหนาํ เอกสิทธท์ิ ีบ่ ัญญัติไวใ นมาตรา ๑๓๐ มาใชบงั คับโดยอนโุ ลม ในการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร ถารฐั มนตรผี ใู ดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในขณะเดียวกันดวยหามมิใหรัฐมนตรีผูน้ันออกเสียงลงคะแนนในเรื่องท่ีเกี่ยวกับการดํารงตําแหนง การปฏิบัติหนาที่หรือการมีสว นไดเ สียในเร่อื งนัน้ มาตรา ๑๗๘ ในการบริหารราชการแผนดิน รัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายท่ีไดแถลงไวตามมาตรา ๑๗๖ และตองรับผิดชอบตอสภาผูแทนราษฎรในหนาที่ของตน รวมท้ังตองรับผิดชอบรวมกันตอรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๙ ในกรณีที่มีปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินที่คณะรัฐมนตรีเหน็ สมควรจะฟง ความคิดเหน็ ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจงไปยังประธานรัฐสภาขอใหมีการเปดอภปิ รายทั่วไปในทีป่ ระชมุ รว มกนั ของรัฐสภาก็ได ในกรณีเชนวานี้รัฐสภาจะลงมติในปญ หาทอี่ ภิปรายมไิ ด มาตรา ๑๘๐ รฐั มนตรที งั้ คณะพน จากตาํ แหนง เมื่อ (๑) ความเปนรัฐมนตรขี องนายกรัฐมนตรสี ิน้ สดุ ลงตามมาตรา ๑๘๒ (๒) อายสุ ภาผูแ ทนราษฎรสนิ้ สดุ ลงหรือมกี ารยบุ สภาผูแทนราษฎร (๓) คณะรัฐมนตรลี าออก ในกรณีทค่ี วามเปน รัฐมนตรีของนายกรฐั มนตรสี ิน้ สดุ ลงตามมาตรา ๑๘๒ (๑) (๒) (๓) (๔)(๕) (๗) หรือ (๘) ใหด าํ เนินการตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนโุ ลม มาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนง ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งข้ึนใหมจะเขารับหนาท่ี แตในกรณีพนจากตําแหนงตามมาตรา ๑๘๐ (๒)คณะรัฐมนตรแี ละรฐั มนตรจี ะปฏิบัตหิ นาทีไ่ ดเ ทาที่จาํ เปน ภายใตเงือ่ นไขที่กาํ หนด ดังตอไปนี้ (๑) ไมกระทําการอันเปนการใชอํานาจแตงต้ังหรือโยกยายขาราชการซ่ึงมีตําแหนงหรือเงนิ เดือนประจํา หรอื พนกั งานของหนว ยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกิจ หรือกิจการท่ีรัฐถือหุนใหญ หรือใหบคุ คลดังกลาวพน จากการปฏบิ ัตหิ นาทห่ี รอื พนจากตําแหนง หรือใหผูอ่ืนมาปฏิบัติหนาท่ีแทน เวนแตจะไดรับความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกอ น

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๖๘ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา (๒) ไมก ระทําการอันมผี ลเปนการอนุมตั ิใหใชจ า ยงบประมาณสาํ รองจายเพอ่ื กรณีฉกุ เฉนิ หรือจําเปน เวน แตจ ะไดร ับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตง้ั กอน (๓) ไมกระทําการอันมีผลเปนการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเปนการสรางความผกู พนั ตอ คณะรฐั มนตรีชดุ ตอ ไป (๔) ไมใชทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดซ่ึงจะมีผลตอการเลือกต้ังและไมก ระทาํ การอันเปนการฝา ฝนขอหา มตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลอื กตัง้ กาํ หนด มาตรา ๑๘๒ ความเปนรฐั มนตรีสน้ิ สุดลงเฉพาะตวั เมอ่ื (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ตอ งคาํ พิพากษาใหจ ําคุก แมคดนี ้นั จะยังไมถ งึ ที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีทค่ี ดยี ังไมถึงที่สดุ หรอื มกี ารรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรอื ความผิดฐานหมน่ิ ประมาท (๔) สภาผูแ ทนราษฎรมมี ตไิ มไ ววางใจตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ (๕) ขาดคุณสมบตั หิ รือมีลกั ษณะตองหามตามมาตรา ๑๗๔ (๖) มพี ระบรมราชโองการใหพน จากความเปนรฐั มนตรีตามมาตรา ๑๘๓ (๗) กระทาํ การอนั ตอ งหา มตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ หรือมาตรา ๒๖๙ (๘) วฒุ ิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถ อดถอนออกจากตาํ แหนง นอกจากเหตุที่ทําใหความเปนรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหน่ึงแลว ความเปนรฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรสี ิ้นสดุ ลงเมอ่ื ครบกาํ หนดเวลาตามมาตรา ๑๗๑ วรรคส่ี ดว ย ใหน าํ บทบญั ญัติมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาใชบงั คับกับการส้ินสุดของความเปนรัฐมนตรีตาม (๒) (๓) (๕) หรอื (๗) หรือวรรคสอง โดยใหคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูสงเร่ืองใหศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉยั ไดด วย มาตรา ๑๘๓ พระมหากษัตรยิ ท รงไวซ งึ่ พระราชอํานาจในการใหร ัฐมนตรพี นจากความเปนรัฐมนตรีตามที่นายกรฐั มนตรีถวายคําแนะนํา มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพ่ือประโยชนในอันท่ีจะรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปองปดภัยพิบัติสาธารณะพระมหากษัตรยิ จะทรงตราพระราชกาํ หนดใหใชบังคับดงั เชนพระราชบญั ญตั กิ ไ็ ด

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๖๙ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ใหกระทําไดเฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวาเปนกรณีฉกุ เฉนิ ที่มีความจาํ เปน รบี ดว นอนั มอิ าจจะหลีกเลย่ี งได ในการประชุมรัฐสภาคราวตอไป ใหคณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นตอรัฐสภาเพ่ือพิจารณาโดยไมชักชา ถาอยูนอกสมัยประชุมและการรอการเปดสมัยประชุมสามัญจะเปนการชักชาคณะรฐั มนตรตี องดาํ เนนิ การใหมกี ารเรยี กประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพ่ือพิจารณาอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนดโดยเร็ว ถาสภาผูแทนราษฎรไมอนุมัติ หรือสภาผูแทนราษฎรอนุมัติแตวุฒิสภาไมอนมุ ตั ิและสภาผแู ทนราษฎรยืนยนั การอนมุ ัตดิ วยคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเทาท่ีมีอยูของสภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นตกไป แตท้ังนี้ไมกระทบกระเทือนกจิ การทไี่ ดเ ปนไปในระหวา งทใ่ี ชพระราชกาํ หนดนนั้ หากพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งมีผลเปนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแหงกฎหมายใด และพระราชกําหนดน้ันตองตกไปตามวรรคสาม ใหบทบัญญัติแหงกฎหมายที่มีอยูกอนการแกไขเพม่ิ เตมิ หรอื ยกเลกิ มีผลใชบ ังคับตอไปนบั แตวันที่การไมอนมุ ัติพระราชกาํ หนดนั้นมีผล ถาสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกําหนดนั้น หรือถาวุฒิสภาไมอนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยืนยนั การอนมุ ัตดิ วยคะแนนเสียงมากกวา ก่งึ หน่งึ ของจํานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทาทม่ี ีอยขู องสภาผูแทนราษฎร ใหพ ระราชกําหนดน้นั มผี ลใชบังคับเปน พระราชบญั ญตั ิตอ ไป การอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนด ใหนายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาในกรณีไมอนมุ ตั ิ ใหมีผลตง้ั แตว นั ถดั จากวันประกาศในราชกิจจานเุ บกษา การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผูแทนราษฎรและของวุฒิสภาในกรณียืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด จะตองกระทําในโอกาสแรกทม่ี กี ารประชมุ สภานนั้ ๆ มาตรา ๑๘๕ กอนท่ีสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะไดอนุมัติพระราชกําหนดใดตามมาตรา ๑๘๔ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจาํ นวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาช่ือเสนอความเห็นตอประธานแหงสภาทีต่ นเปน สมาชิกวาพระราชกําหนดนั้นไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง และใหประธานแหงสภาน้ันสงความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับความเห็นเพ่ือวนิ ิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินจิ ฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแหงสภาท่สี งความเหน็ นนั้ มา

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๗๐ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา เ ม่ื อ ป ร ะ ธ า น ส ภ า ผู แ ท น ร า ษ ฎ ร ห รื อ ป ร ะ ธ า น วุ ฒิ ส ภ า ไ ด รั บ ค ว า ม เ ห็ น ข อ ง ส ม า ชิ กสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งแลว ใหร อการพจิ ารณาพระราชกําหนดน้ันไวกอนจนกวาจะไดร ับแจงคําวินิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ตามวรรคหนึ่ง ในกรณที ่ีศาลรัฐธรรมนญู วนิ จิ ฉัยวา พระราชกาํ หนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ใหพระราชกาํ หนดนน้ั ไมมผี ลบังคับมาแตต น คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวาพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ตองมคี ะแนนเสยี งไมนอ ยกวา สองในสามของจาํ นวนตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ทัง้ หมด มาตรา ๑๘๖ ในระหวางสมัยประชุม ถามีความจําเปนตองมีกฎหมายเก่ียวดวยภาษีอากรห รื อ เ งิ น ต ร า ซึ่ ง จ ะ ต อ ง ไ ด รั บ ก า ร พิ จ า ร ณ า โ ด ย ด ว น แ ล ะ ลั บ เ พ่ื อ รั ก ษ า ป ร ะ โ ย ช น ข อ ง แ ผ น ดิ นพระมหากษัตรยิ จ ะทรงตราพระราชกําหนดใหใ ชบ ังคบั ดังเชน พระราชบัญญัติก็ได พระราชกําหนดทไ่ี ดต ราขน้ึ ตามวรรคหน่งึ จะตองนําเสนอตอ สภาผแู ทนราษฎรภายในสามวันนับแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๘๔ มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๘๗ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไมขัดตอกฎหมาย มาตรา ๑๘๘ พระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการประกาศใชและเลิกใชกฎอยั การศกึ ตามลักษณะและวธิ กี ารตามกฎหมายวา ดวยกฎอยั การศึก ในกรณีที่มีความจําเปนตองประกาศใชกฎอัยการศึกเฉพาะแหงเปนการรีบดวน เจาหนาที่ฝายทหารยอ มกระทําไดตามกฎหมายวาดวยกฎอยั การศกึ มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงครามเม่ือไดรับความเห็นชอบของรฐั สภา มติใหค วามเหน็ ชอบของรัฐสภาตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกท้งั หมดเทา ท่มี ีอยูของทั้งสองสภา ในระหวา งท่ีอายสุ ภาผูแ ทนราษฎรส้นิ สดุ ลงหรอื สภาผแู ทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รฐั สภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหน่ึง และการลงมตติ องมคี ะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทงั้ หมดเทาทม่ี ีอยู

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๑ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพสญั ญาสงบศึก และสัญญาอ่ืน กบั นานาประเทศหรือกบั องคก ารระหวา งประเทศ หนงั สอื สัญญาใดมีบทเปล่ียนแปลงอาณาเขตไทย หรอื เขตพ้ืนทน่ี อกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสทิ ธิอธปิ ไตยหรอื มเี ขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรอื ตามกฎหมายระหวางประเทศ หรือจะตองออกพระราชบัญญตั ิเพื่อใหก ารเปน ไปตามหนงั สือสัญญา หรอื มีผลกระทบตอความม่ันคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยา งกวา งขวาง หรือมีผลผกู พนั ดา นการคา การลงทุน หรอื งบประมาณของประเทศอยางมีนัยสําคัญ ตองไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะตองพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวนั นับแตวันทไ่ี ดร บั เร่ืองดงั กลาว กอ นการดําเนินการเพ่ือทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองคการระหวางประเทศตามวรรคสอง คณะรฐั มนตรีตองใหข อ มลู และจดั ใหม กี ารรับฟง ความคดิ เห็นของประชาชน และตองช้ีแจงตอ รัฐสภาเกีย่ วกบั หนงั สอื สัญญานัน้ ในการนี้ ใหคณะรัฐมนตรเี สนอกรอบการเจรจาตอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบดวย เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแลว กอนที่จะแสดงเจตนาใหมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีตองใหประชาชนสามารถเขาถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาน้ัน และในกรณีท่ีการปฏบิ ตั ิตามหนังสือสญั ญาดังกลาวกอใหเกิดผลกระทบตอประชาชนหรือผูประกอบการขนาดกลางและขนาดยอม คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการแกไขหรือเยียวยาผูไดรับผลกระทบนั้นอยางรวดเร็วเหมาะสม และเปนธรรม ใหมีกฎหมายวาดวยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบตอความมน่ั คงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยางกวางขวาง หรือมผี ลผกู พนั ดานการคา หรือการลงทุนอยางมีนัยสําคัญ รวมท้ังการแกไขหรือเยียวยาผูไดรับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกลาวโดยคํานึงถึงความเปนธรรมระหวางผูที่ไดประโยชนกับผูท่ีไดรับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนงั สอื สญั ญานัน้ และประชาชนทวั่ ไป ในกรณที ม่ี ปี ญหาตามวรรคสอง ใหเปน อํานาจของศาลรฐั ธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยใหนาํ บทบัญญัตติ ามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใชบ ังคับกบั การเสนอเรือ่ งตอ ศาลรัฐธรรมนูญโดยอนโุ ลม มาตรา ๑๙๑ พระมหากษตั ริยทรงไวซง่ึ พระราชอาํ นาจในการพระราชทานอภัยโทษ มาตรา ๑๙๒ พระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และเรียกคืนเครอ่ื งราชอิสรยิ าภรณ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๒ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๑๙๓ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งขาราชการฝายทหารและฝายพลเรือน ตําแหนงปลดั กระทรวง อธบิ ดี และเทียบเทา และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแตกรณีท่ีพนจากตําแหนงเพราะความตาย มาตรา ๑๙๔ ขาราชการและพนักงานของรัฐซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจําและมิใชขา ราชการการเมือง จะเปนขา ราชการการเมืองหรอื ผูด าํ รงตําแหนงทางการเมอื งอ่ืนมไิ ด มาตรา ๑๙๕ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกย่ี วกับราชการแผนดิน ตองมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เวนแตที่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรฐั ธรรมนญู น้ี บทกฎหมายทีท่ รงลงพระปรมาภไิ ธยแลวหรอื ถือเสมือนหนึ่งวาไดทรงลงพระปรมาภิไธยแลวใหป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษาโดยพลัน มาตรา ๑๙๖ เงินประจําตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นขององคมนตรีประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ใหกําหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซง่ึ ตองกําหนดใหจ ายไดไ มกอ นวนั เขารับหนา ท่ี บําเหน็จบํานาญหรือประโยชนตอบแทนอยางอ่ืนขององคมนตรีซึ่งพนจากตําแหนงใหก าํ หนดโดยพระราชกฤษฎีกา หมวด ๑๐ ศาล สวนท่ี ๑ บททว่ั ไป มาตรา ๑๙๗ การพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดเี ปน อํานาจของศาลซึง่ ตองดาํ เนนิ การใหเปนไปโดยยตุ ิธรรม ตามรัฐธรรมนญู ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษตั ริย ผูพ พิ ากษาและตลุ าการมีอิสระในการพจิ ารณาพิพากษาอรรถคดีใหเ ปนไปโดยถูกตอง รวดเร็วและเปน ธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๗๓ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา การโยกยายผูพิพากษาและตุลาการโดยไมไดรับความยินยอมจากผูพิพากษาและตุลาการน้ันจะกระทํามิได เวน แตเ ปนการโยกยายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ เปนการเลื่อนตําแหนงใหสูงขึ้นเปนกรณีที่อยูในระหวางถูกดําเนินการทางวินัยหรือตกเปนจําเลยในคดีอาญา เปนกรณีท่ีกระทบกระเทือนตอความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจําเปนอื่นอนั ไมอาจกา วลว งได ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูพ พิ ากษาและตลุ าการจะเปน ขา ราชการการเมอื งหรอื ผดู าํ รงตําแหนงทางการเมอื งมไิ ด มาตรา ๑๙๘ บรรดาศาลท้ังหลายจะตั้งขึ้นไดกแ็ ตโ ดยพระราชบัญญตั ิ การตั้งศาลขึ้นใหมเพ่ือพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหน่ึงหรือคดีท่ีมีขอหาฐานใดฐานหน่ึงโดยเฉพาะแทนศาลท่มี อี ยูตามกฎหมายสําหรบั พิจารณาพิพากษาคดนี ้ัน จะกระทาํ มิได การบัญญตั ิกฎหมายใหม ผี ลเปน การเปล่ียนแปลงหรอื แกไขเพ่ิมเติมกฎหมายวาดวยธรรมนูญศาลหรือวิธพี จิ ารณาเพ่อื ใชแกคดใี ดคดีหน่ึงโดยเฉพาะ จะกระทาํ มไิ ด มาตรา ๑๙๙ ในกรณีที่มีปญหาเก่ียวกับอํานาจหนาที่ระหวางศาลยุติธรรม ศาลปกครองศาลทหาร หรือศาลอืน่ ใหพ จิ ารณาวินจิ ฉัยชข้ี าดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซ่ึงประกอบดวยประธานศาลฎกี าเปนประธาน ประธานศาลปกครองสงู สุด ประธานศาลอื่น และผูท รงคุณวฒุ ิอน่ื อีกไมเกินสี่คนตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ เปนกรรมการ หลกั เกณฑก ารเสนอปญหาตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๐๐ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งผูพิพากษาและตุลาการ และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแตก รณที พ่ี น จากตาํ แหนงเพราะความตาย การแตง ต้งั และการใหผ ูพิพากษาและตลุ าการในศาลอืน่ นอกจากศาลรฐั ธรรมนญู ศาลยุติธรรมศาลปกครอง และศาลทหาร พนจากตําแหนง ตลอดจนอํานาจพิพากษาคดีและวิธีพิจารณาของศาลดังกลาว ใหเ ปนไปตามกฎหมายวา ดว ยการจดั ต้ังศาลนั้น มาตรา ๒๐๑ กอนเขารับหนาท่ี ผูพิพากษาและตุลาการตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยด วยถอ ยคําดงั ตอไปน้ี “ขาพระพุทธเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาท่ีในพระปรมาภิไธยดวยความซื่อสัตยสุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อใหเ กิดความยุตธิ รรมแกป ระชาชน และความสงบสขุ แหง ราชอาณาจักร ท้ังจะรักษาไวและ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๔ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษาปฏบิ ัติตามซ่งึ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ” มาตรา ๒๐๒ เงินเดือน เงนิ ประจาํ ตาํ แหนง และประโยชนต อบแทนอืน่ ของผพู ิพากษาและตุลาการ ใหเ ปน ไปตามที่กฎหมายบญั ญัติ ท้ังน้ี จะนาํ ระบบบัญชเี งินเดือนหรือเงินประจําตําแหนงของขา ราชการพลเรือนมาใชบ ังคับมไิ ด ใหนําความในวรรคหน่งึ มาใชบังคับกับกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ และกรรมการตรวจเงนิ แผนดนิ ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๐๓ บุคคลจะดํารงตําแหนงกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการในคณะกรรมการตุลาการของศาลอ่ืนตามกฎหมายวาดวยการน้ัน ในเวลาเดียวกันมิได ท้ังนี้ ไมวาจะเปนกรรมการโดยตําแหนงหรือกรรมการผทู รงคณุ วุฒิ สว นที่ ๒ ศาลรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๐๔ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหน่ึงและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่ืนอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากบุคคลดังตอไปนี้ (๑) ผูพพิ ากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศ าลฎีกาโดยวธิ ีลงคะแนนลบั จาํ นวนสามคน (๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งไดรับเลือกโดยท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสงู สุดโดยวิธลี งคะแนนลับ จาํ นวนสองคน (๓) ผูทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตรซ่ึงมีความรูความเช่ียวชาญทางดานนิติศาสตรอยางแทจริงและไดร ับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จํานวนสองคน (๔) ผูทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร รัฐประศาสนศาสตร หรือสังคมศาสตรอ่ืน ซึ่งมีความรูความเชย่ี วชาญทางดานการบรหิ ารราชการแผน ดนิ อยางแทจ รงิ และไดร บั เลอื กตามมาตรา ๒๐๖ จํานวนสองคน

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๗๕ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ในกรณีท่ีไมมีผูพิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดไดรับเลือกตาม (๑)หรือ (๒) ใหท่ีประชุมใหญศาลฎีกาหรือท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แลวแตกรณีเลอื กบคุ คลอ่ืนซ่งึ มคี ุณสมบตั แิ ละไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ และมีความรู ความเช่ียวชาญท า ง ด า น นิ ติ ศ า ส ต ร ท่ี เ ห ม า ะ ส ม จ ะ ป ฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ป น ตุ ล า ก า ร ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ใ ห เ ป น ตุ ล า ก า รศาลรัฐธรรมนญู ตาม (๑) หรือ (๒) แลวแตก รณี ใหผูไดรับเลือกตามวรรคหน่ึง ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานศาลรฐั ธรรมนญู แลวแจงผลใหประธานวุฒสิ ภาทราบ ใหประธานวุฒิสภาเปนผลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการแตง ตง้ั ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๐๕ ผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ตองมีคุณสมบัติและไมมีลกั ษณะตอ งหาม ดังตอไปน้ี (๑) มีสญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด (๒) มีอายไุ มต า่ํ กวาส่สี บิ หาปบรบิ ูรณ (๓) เคยเปนรัฐมนตรี ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารสูงสุด กรรมการการเลือกตั้งผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดินหรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือเคยรับราชการในตําแหนงไมตํ่ากวารองอัยการสูงสุดอธิบดีหรือผูดํารงตําแหนงทางบริหารในหนวยราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตาํ แหนง ไมตาํ่ กวาศาสตราจารย หรอื เคยเปนทนายความท่ีประกอบวิชาชีพอยางสมํ่าเสมอและตอเนื่องไมนอ ยกวา สามสิบปนบั ถงึ วันที่ไดรับการเสนอชอ่ื (๔) ไมมีลักษณะตอ งหา มตามมาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗)(๑๓) หรือ (๑๔) (๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง สมาชิกสภาทองถ่ินหรอื ผูบริหารทอ งถ่นิ (๖) ไมเปนหรือเคยเปนสมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอ่ืนของพรรคการเมือง ในระยะสามปกอ นดาํ รงตําแหนง (๗) ไมเปนกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหงชาติ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๒๐๖ การสรรหาและการเลือกตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ(๔) ใหด าํ เนนิ การดังตอ ไปนี้ (๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบดวยประธานศาลฎกี า ประธานศาลปกครองสงู สุด ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร และประธานองคก รอสิ ระตามรฐั ธรรมนญู ซึง่ เลอื กกันเองใหเหลือหน่ึงคน เปนกรรมการ ทําหนาที่สรรหาและคดั เลอื กผทู รงคุณวฒุ ติ ามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ใหแ ลว เสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุทําใหตองมีการเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว แลวใหเสนอรายชื่อผูไดรับเลือกพรอมความยินยอมของผูนั้นตอประธานวุฒิสภา มติในการคัดเลือกดังกลาวตองลงคะแนนโดยเปดเผยและตองมีคะแนนไมนอยกวาสองในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู ในกรณีท่ีไมมีกรรมการในตาํ แหนง ใด หรือมแี ตไมส ามารถปฏิบตั ิหนา ทีไ่ ด ถากรรมการท่เี หลอื อยนู ั้นมจี ํานวนไมนอ ยกวา กึ่งหน่ึงใหคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยกรรมการท่ีเหลืออยู ทั้งนี้ ใหนําบทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑๑๓ วรรคสองมาใชบ งั คบั โดยอนุโลม (๒) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติใหความเห็นชอบบุคคลผูไดรับการคดั เลอื กตาม (๑) ภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรบั รายชอื่ การลงมติใหใชว ิธีลงคะแนนลบั ในกรณที ่ีวฒุ สิ ภาใหค วามเห็นชอบ ใหประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงต้ังตอไป ในกรณีที่วฒุ ิสภาไมเ ห็นชอบในรายชื่อใด ไมวา ทัง้ หมดหรือบางสวน ใหสงรายช่ือนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนญู พรอมดวยเหตผุ ลเพื่อใหดําเนินการสรรหาใหม หากคณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญไมเห็นดวยกับวุฒิสภาและมีมติยืนยันตามมติเดิมดวยคะแนนเอกฉันท ใหสงรายช่ือนนั้ ใหประธานวุฒิสภานาํ ความกราบบังคมทลู เพื่อทรงแตงตั้งตอ ไป แตถามติท่ียืนยันตามมติเดิมไมเปน เอกฉนั ท ใหเร่มิ กระบวนการสรรหาใหม ซ่ึงตอ งดาํ เนนิ การใหแลวเสรจ็ ภายในสามสิบวันนบั แตวนั ทม่ี ีเหตใุ หตอ งดําเนินการดังกลา ว ในกรณีท่ีไมอาจสรรหาผูทรงคุณวุฒิตาม (๑) ไดภายในเวลาที่กําหนด ไมวาดวยเหตุใด ๆใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาแตงต้ังผูพิพากษาในศาลฎีกาซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาผูพิพากษาศาลฎีกาจํานวนสามคน และใหที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดแตงต้ังตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจาํ นวนสองคน เปนกรรมการสรรหาเพื่อดาํ เนินการตาม (๑) แทน มาตรา ๒๐๗ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตอง (๑) ไมเปน ขา ราชการซง่ึ มตี าํ แหนง หรอื เงินเดอื นประจาํ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๗ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา (๒) ไมเปนพนักงานหรือลกู จางของหนว ยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ หรือราชการสวนทองถิ่นหรอื ไมเ ปน กรรมการหรือท่ปี รกึ ษาของรฐั วิสาหกิจหรอื ของหนว ยงานของรฐั (๓) ไมดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการท่ีดําเนินธุรกิจโดยมุงหาผลกาํ ไรหรือรายไดมาแบง ปน กนั หรือเปน ลกู จางของบุคคลใด (๔) ไมประกอบวชิ าชีพอิสระอ่ืนใด ในกรณที ท่ี ปี่ ระชุมใหญศ าลฎกี าหรือท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกบุคคลหรอื วฒุ ิสภาใหความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดร บั ความยินยอมของบคุ คลนน้ัผูไดร ับเลอื กจะเร่ิมปฏบิ ัติหนาทีไ่ ดตอ เมือ่ ตนไดลาออกจากการเปนบุคคลตาม (๑) (๒) หรอื (๓) หรือแสดงหลักฐานใหเปนที่เช่ือไดวาตนไดเลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกลาวแลว ซ่ึงตองกระทําภายในสบิ หา วันนับแตวันท่ีไดรบั เลอื กหรอื ไดรับความเหน็ ชอบ แตถาผูน้ันมิไดลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาท่ีกําหนด ใหถือวาผูนั้นมิไดเคยรับเลือกหรือไดรับความเห็นชอบใหเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และใหนําบทบัญญัตมิ าตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แลว แตกรณี มาใชบ ังคับ มาตรา ๒๐๘ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดํารงตําแหนงเกาปน บั แตว ันทพ่ี ระมหากษัตรยิ ทรงแตงตงั้ และใหด ํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดยี ว ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงพนจากตําแหนงตามวาระ ใหปฏิบัติหนาท่ีตอ ไปจนกวา ประธานศาลรฐั ธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงไดรับแตงตั้งใหมจะเขารับหนา ที่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปนเจาพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๐๙ นอกจากการพน จากตาํ แหนงตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญพนจากตาํ แหนง เมื่อ (๑) ตาย (๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปบ ริบรู ณ (๓) ลาออก (๔) ขาดคุณสมบตั ิหรือมลี กั ษณะตองหา มตามมาตรา ๒๐๕ (๕) กระทาํ การอนั เปนการฝาฝน มาตรา ๒๐๗ (๖) วุฒสิ ภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถ อดถอนออกจากตําแหนง

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๘ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา (๗) ตองคําพพิ ากษาใหจ าํ คุก แมค ดนี ั้นจะยังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีทค่ี ดยี ังไมถ งึ ทีส่ ดุ หรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผดิ ฐานหมิ่นประมาท เม่อื มกี รณตี ามวรรคหน่ึง ใหตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่ีเหลืออยูปฏิบัติหนาท่ีตอไปไดภายใตบังคบั มาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๑๐ ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนงตามวาระพรอมกันทั้งหมด ใหเร่ิมดําเนินการตามมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวนั นับแตวนั ที่พน จากตาํ แหนง ในกรณีท่ปี ระธานศาลรฐั ธรรมนญู หรอื ตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญพนจากตําแหนงนอกจากกรณีตามวรรคหน่ึง ใหดาํ เนนิ การดังตอ ไปน้ี (๑) ในกรณีที่เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาใหดาํ เนนิ การตามมาตรา ๒๐๔ ใหแลว เสรจ็ ภายในสามสบิ วันนบั แตวนั ทีพ่ น จากตาํ แหนง (๒) ในกรณีท่ีเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงไดรับเลือกโดยท่ีประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสดุ ใหดาํ เนนิ การตามมาตรา ๒๐๔ ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันท่ีพนจากตําแหนง (๓) ในกรณที เ่ี ปน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) หรือ (๔) ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๖ใหแลวเสรจ็ ภายในสามสิบวันนบั แตว ันท่พี นจากตําแหนง ในกรณที ตี่ ุลาการศาลรัฐธรรมนญู พนจากตาํ แหนงไมว าทั้งหมดหรือบางสวนนอกสมัยประชุมของรัฐสภา ใหด าํ เนนิ การตามมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวันนบั แตว ันเปดสมัยประชมุ ของรัฐสภา ในกรณีท่ีประธานศาลรัฐธรรมนูญพนจากตาํ แหนง ใหนาํ บทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามมาใชบงั คับ มาตรา ๒๑๑ ในการที่ศาลจะใชบทบัญญตั ิแหง กฎหมายบังคับแกคดีใด ถาศาลเห็นเองหรือคูค วามโตแยง พรอ มดว ยเหตผุ ลวาบทบัญญัตแิ หง กฎหมายนั้นตองดวยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เก่ียวกับบทบัญญัตินั้น ใหศาลสงความเห็นเชนวาน้ันตามทางการเพือ่ ศาลรฐั ธรรมนญู จะไดพ จิ ารณาวินิจฉัย ในระหวางนั้นใหศาลดําเนินการพิจารณาตอไปไดแตใหร อการพพิ ากษาคดีไวชั่วคราว จนกวาจะมคี ําวินจิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๗๙ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ในกรณที ศี่ าลรฐั ธรรมนูญเหน็ วาคาํ โตแ ยงของคูค วามตามวรรคหน่ึงไมเปนสาระอันควรไดรับการวนิ ิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไมรบั เรื่องดังกลาวไวพจิ ารณากไ็ ด คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหใชไดในคดีทั้งปวง แตไมกระทบกระเทือนถึงคําพิพากษาของศาลอันถึงท่ีสุดแลว มาตรา ๒๑๒ บุคคลซงึ่ ถกู ละเมดิ สทิ ธิหรอื เสรีภาพทร่ี ัฐธรรมนญู น้รี ับรองไวมีสิทธิย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพอ่ื มคี ําวินจิ ฉัยวาบทบญั ญตั แิ หง กฎหมายขดั หรือแยง ตอ รฐั ธรรมนูญได การใชสิทธิตามวรรคหน่ึงตองเปนกรณีที่ไมอาจใชสิทธิโดยวิธีการอื่นไดแลว ท้ังน้ี ตามท่ีบัญญัตไิ วใ นพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ในการปฏิบัติหนาที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เก่ียวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหพนักงานสอบสวนหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ดําเนินการใดเพื่อประโยชนแหง การพจิ ารณาได ศาลรฐั ธรรมนูญมอี ํานาจแตง ต้งั บคุ คลหรอื คณะบุคคลเพอ่ื ปฏิบัตหิ นา ที่ตามทม่ี อบหมาย มาตรา ๒๑๔ ในกรณีท่ีมีความขัดแยงเกี่ยวกับอํานาจหนาท่ีระหวางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองคกรตามรัฐธรรมนญู ที่มิใชศาลตง้ั แตสององคก รขน้ึ ไป ใหป ระธานรฐั สภา นายกรัฐมนตรี หรือองคก รน้นั เสนอเร่ืองพรอมความเหน็ ตอ ศาลรัฐธรรมนูญเพือ่ พิจารณาวินจิ ฉัย มาตรา ๒๑๕ ในกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญเห็นวาเร่ืองใดหรือประเด็นใดท่ีไดมีการเสนอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เปนเรื่องหรือประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญไดเคยพิจารณาวินิจฉัยแลวศาลรฐั ธรรมนูญจะไมร ับเรื่องหรอื ประเด็นดังกลาวไวพจิ ารณาก็ได มาตรา ๒๑๖ องคคณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการน่ังพิจารณาและในการทําคําวินิจฉัย ตอ งประกอบดว ยตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ไมนอยกวาหาคน คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหถ ือเสียงขา งมาก เวนแตจะมีบญั ญัตเิ ปน อยางอ่นื ในรัฐธรรมนญู นี้ ตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญซึ่งเปน องคค ณะทุกคนจะตองทําความเห็นในการวินิจฉัยในสวนของตนพรอมแถลงดว ยวาจาตอท่ีประชมุ กอนการลงมติ คําวินจิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู และความเห็นในการวนิ จิ ฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนใหป ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๐ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยางนอยตองประกอบดวยความเปนมาหรือคํากลาวหาสรุปขอเทจ็ จริงทไี่ ดม าจากการพจิ ารณา เหตุผลในการวนิ ิจฉัยในปญหาขอ เทจ็ จริงและขอกฎหมาย และบทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญและกฎหมายทย่ี กขน้ึ อา งองิ คาํ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองคกรอ่นื ของรฐั วิธีพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญใหเ ปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๑๗ ศาลรัฐธรรมนูญมีหนวยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญที่เปนอิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนญู เปนผบู ังคับบัญชาขน้ึ ตรงตอประธานศาลรัฐธรรมนญู การแตงต้ังเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตองมาจากการเสนอของประธานศาลรัฐธรรมนูญและไดรับความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอืน่ ทัง้ น้ี ตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ สวนที่ ๓ ศาลยุติธรรม มาตรา ๒๑๘ ศาลยุติธรรมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เวนแตคดีที่รัฐธรรมนูญน้ีหรอื กฎหมายบญั ญตั ใิ หอ ยใู นอาํ นาจของศาลอ่ืน มาตรา ๒๑๙ ศาลยตุ ิธรรมมสี ามชน้ั คอื ศาลช้นั ตน ศาลอุทธรณ และศาลฎีกา เวนแตท่ีมีบญั ญตั ไิ วเ ปนอยา งอื่นในรฐั ธรรมนญู น้ีหรอื ตามกฎหมายอื่น ศาลฎกี ามีอํานาจพจิ ารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหเสนอตอศาลฎีกาไดโดยตรง และคดีที่อุทธรณหรือฎีกาคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาลชั้นตนหรือศาลอุทธรณตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ เวน แตเ ปนกรณีท่ีศาลฎีกาเห็นวาขอกฎหมายหรือขอเท็จจริงท่ีอุทธรณหรือฎีกานั้นจะไมเปนสาระอันควรแกการพิจารณา ศาลฎีกามีอํานาจไมรับคดีไวพิจารณาพิพากษาได ท้ังน้ีตามระเบยี บที่ทป่ี ระชุมใหญศ าลฎีกากาํ หนด

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๑ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ใหศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดที ่ีเก่ียวกบั การเลือกต้งั และการเพกิ ถอนสิทธเิ ลอื กต้ังในการเลอื กต้งั สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และใหศาลอุทธรณมีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีท่ีเก่ียวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังในการเลือกต้ังสมาชิกสภาทองถิ่นและผูบริหารทองถ่ิน ทั้งน้ี วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีใหเปนไปตามระเบียบท่ีท่ีประชมุ ใหญศาลฎีกากําหนด โดยตอ งใชระบบไตสวนและเปน ไปโดยรวดเรว็ ใหมีแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองคคณะผูพิพากษาประกอบดวยผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดาํ รงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกาหรือผูพิพากษาอาวุโสซ่ึงเคยดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาผูพิพากษาศาลฎีกาจํานวนเกาคน ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธลี งคะแนนลบั และใหเ ลือกเปนรายคดี อํานาจหนาที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ใหเปนไปตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ีและในพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยวธิ พี ิจารณาคดอี าญาของผดู ํารงตําแหนงทางการเมือง มาตรา ๒๒๐ การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาในศาลยุติธรรมพนจากตําแหนง ตองไดรับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกอ น แลว จึงนําความกราบบังคมทลู การเลอ่ื นตาํ แหนง การเลือ่ นเงินเดือน และการลงโทษผูพิพากษาในศาลยุติธรรม ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาลยุติธรรม ในการนี้ใหคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแตงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นช้ันศาลละหน่ึงคณะ เพ่ือเสนอความคิดเห็นในเรื่องดังกลาวเพอ่ื ประกอบการพิจารณา การใหความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสองตอ งคาํ นึงถงึ ความรูค วามสามารถและพฤตกิ รรมทางจริยธรรมของบคุ คลดงั กลา วดว ย เปน สําคัญ มาตรา ๒๒๑ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบดวยบคุ คลดังตอไปน้ี (๑) ประธานศาลฎีกาเปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิในแตละช้ันศาล ไดแก ศาลฎีกาหกคน ศาลอุทธรณสี่คนและศาลช้ันตนสองคน ซึ่งเปนขาราชการตุลาการในแตละช้ันศาล และไดรับเลือกจากขาราชการตุลาการในแตละช้นั ศาล (๓) กรรมการผูทรงคณุ วุฒจิ ํานวนสองคน ซึ่งไมเ ปนขาราชการตลุ าการ และไดรับเลือกจากวฒุ สิ ภา คณุ สมบตั ิ ลกั ษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูท รงคณุ วุฒิ ใหเปนไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๒ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา ในกรณีที่ไมมีกรรมการผูทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแตไมครบสองคนถาคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจํานวนไมนอยกวาเจ็ดคนเห็นวามีเรื่องเรงดวนท่ีตองใหความเห็นชอบ ใหคณะกรรมการตลุ าการศาลยตุ ธิ รรมจํานวนดงั กลาวเปน องคประกอบและองคประชุมพจิ ารณาเร่อื งเรงดว นน้นั ได มาตรา ๒๒๒ ศาลยุติธรรมมีหนวยธุรการของศาลยุติธรรมท่ีเปนอิสระ โดยมีเลขาธิการสาํ นักงานศาลยตุ ิธรรมเปนผูบ ังคับบัญชาขนึ้ ตรงตอ ประธานศาลฎกี า การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม ตองมาจากการเสนอของประธานศาลฎีกาและไดร บั ความเห็นชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาลยุติธรรมตามท่ีกฎหมายบัญญัติ สาํ นักงานศาลยุตธิ รรมมอี ิสระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ท้ังนี้ตามทกี่ ฎหมายบัญญัติ สว นท่ี ๔ ศาลปกครอง มาตรา ๒๒๓ ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหวางหนวยราชการหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนา ทข่ี องรฐั กบั เอกชน หรอื ระหวา งหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั รฐั วิสาหกิจ องคกรปกครองสว นทอ งถน่ิ หรอื องคก รตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาท่ีของรัฐดวยกัน อันเน่ืองมาจากการใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเน่ืองมาจากการดําเนินกิจการทางปกครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐทง้ั น้ี ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ รวมทั้งมีอํานาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหอยูใ นอํานาจของศาลปกครอง อํานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไมรวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององคกรตามรัฐธรรมนูญซ่งึ เปน การใชอาํ นาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนูญขององคก รตามรฐั ธรรมนญู นัน้ ใหมศี าลปกครองสงู สุดและศาลปกครองช้นั ตน และจะมีศาลปกครองชัน้ อทุ ธรณดวยก็ได มาตรา ๒๒๔ การแตงตั้งและการใหตุลาการในศาลปกครองพนจากตําแหนง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามท่ีกฎหมายบัญญัติกอน แลวจึงนําความกราบบงั คมทลู

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๓ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา ผูทรงคณุ วฒุ ิสาขานิติศาสตรและผูทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผนดินอาจไดรับแตงตั้งใหเ ปน ตลุ าการในศาลปกครองสูงสุดได การแตง ตัง้ ใหบุคคลดงั กลาวเปนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดใหแตงตง้ั ไมนอ ยกวา หนง่ึ ในสามของจาํ นวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด และตอ งไดร บั ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติและไดรับความเห็นชอบจากวุฒสิ ภากอน แลว จึงนําความกราบบังคมทลู การเลื่อนตําแหนง การเล่ือนเงินเดือน และการลงโทษตุลาการในศาลปกครอง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ ตลุ าการศาลปกครองในช้ันศาลใดจะมีจํานวนเทาใด ใหเปนไปตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองกําหนด มาตรา ๒๒๕ การแตงต้ังตุลาการในศาลปกครองใหดํารงตําแหนงประธานศาลปกครองสูงสุดน้ัน เม่ือไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองและวุฒิสภาแลวใหนายกรัฐมนตรนี าํ ความกราบบงั คมทูลเพื่อทรงแตงตัง้ ตอไป มาตรา ๒๒๖ คณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองประกอบดวยบุคคล ดังตอ ไปนี้ (๑) ประธานศาลปกครองสูงสดุ เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูท รงคณุ วุฒิจํานวนเกาคนซึ่งเปนตุลาการในศาลปกครองและไดรับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองดว ยกนั เอง (๓) กรรมการผทู รงคุณวฒุ ซิ ง่ึ ไดรับเลือกจากวุฒสิ ภาสองคน และจากคณะรัฐมนตรีอีกหนึง่ คน คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธกี ารเลอื กกรรมการผทู รงคุณวุฒิ ใหเ ปนไปตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ ในกรณีที่ไมมีกรรมการผูทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแตไมครบสามคนถา คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจํานวนไมนอยกวาหกคนเห็นวาเปนเร่ืองเรงดวนที่ตองใหความเห็นชอบ ใหคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจํานวนดังกลาวเปนองคประกอบและองคประชุมพิจารณาเรือ่ งเรงดว นนัน้ ได มาตรา ๒๒๗ ศาลปกครองมีหนวยธุรการของศาลปกครองท่ีเปนอิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลปกครองเปน ผูบงั คบั บัญชาข้ึนตรงตอ ประธานศาลปกครองสงู สดุ การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง ตองมาจากการเสนอของประธานศาลปกครองสงู สดุ และไดรับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญตั ิ

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานเุ บกษา สาํ นักงานศาลปกครองมอี ิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นทั้งนี้ ตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ สวนท่ี ๕ ศาลทหาร มาตรา ๒๒๘ ศาลทหารมอี ํานาจพิจารณาพพิ ากษาคดอี าญาซึง่ ผกู ระทําผิดเปนบุคคลที่อยูในอาํ นาจศาลทหารและคดอี ืน่ ทง้ั นี้ ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ การแตงตง้ั และการใหต ุลาการศาลทหารพนจากตําแหนง ใหเปน ไปตามท่ีกฎหมายบัญญัติ หมวด ๑๑ องคกรตามรฐั ธรรมนญู สวนท่ี ๑ องคกรอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ ๑. คณะกรรมการการเลือกตงั้ มาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบดวย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอน่ื อีกสค่ี น ซง่ึ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งมีความเปนกลางทางการเมอื งและมีความซ่ือสตั ยสจุ ริตเปนที่ประจักษ ใหประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงต้ังประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหน่ึง มาตรา ๒๓๐ กรรมการการเลือกต้ังตอ งมคี ณุ สมบัตแิ ละไมมลี ักษณะตอ งหา ม ดงั ตอ ไปนี้ (๑) มีอายุไมต ่ํากวาสส่ี บิ ปบ ริบูรณ (๒) สาํ เร็จการศกึ ษาไมต ่ํากวาปริญญาตรีหรอื เทยี บเทา (๓) มีคุณสมบตั แิ ละไมม ีลักษณะตองหา มตามมาตรา ๒๐๕ (๑) (๔) (๕) และ (๖)

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา (๔) ไมเ ปน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงนิ แผน ดนิ หรือกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ ใหนําบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๐๗ มาใชบ งั คบั กบั กรรมการการเลอื กตั้งดว ยโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๑ การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกต้ังใหดาํ เนินการดงั นี้ (๑) ใหม ีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกต้ังจํานวนเจ็ดคน ซ่ึงประกอบดวย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญศาลฎีกาคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน และบุคคลซง่ึ ท่ปี ระชุมใหญต ุลาการในศาลปกครองสงู สุดคัดเลอื กจํานวนหนง่ึ คน เปน กรรมการ ทําหนาท่ีสรรหาผมู คี ุณสมบัตติ ามมาตรา ๒๓๐ ซึง่ สมควรเปน กรรมการการเลือกตงั้ จํานวนสามคน เสนอตอประธานวฒุ สิ ภา โดยตองเสนอพรอ มความยนิ ยอมของผูไดร บั การเสนอช่ือน้ัน มติในการสรรหาดังกลาวตองมีคะแนนเสยี งไมนอยกวาสองในสามของจาํ นวนกรรมการทั้งหมดเทาท่ีมีอยู ในกรณีท่ีไมมีกรรมการในตาํ แหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบตั หิ นาทไี่ ด ถากรรมการทเ่ี หลอื อยนู ั้นมจี ํานวนไมน อ ยกวาก่ึงหน่ึงใหค ณะกรรมการสรรหากรรมการการเลอื กตัง้ ประกอบดวยกรรมการท่ีเหลืออยู ทั้งน้ี ใหนําบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม บุคคลซึ่งท่ีประชุมใหญศาลฎีกาและที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกตามวรรคหนง่ึ ตองมใิ ชผพู พิ ากษาหรอื ตุลาการ และตองไมเปนกรรมการสรรหาผูดํารงตําแหนงในองคกรตามรฐั ธรรมนูญอ่ืนในขณะเดยี วกัน (๒) ใหท ปี่ ระชมุ ใหญศ าลฎกี าพิจารณาสรรหาผมู คี ุณสมบตั ติ ามมาตรา ๒๓๐ ซ่ึงสมควรเปนกรรมการการเลือกต้ังจํานวนสองคน เสนอตอประธานวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยินยอมของผนู ้ัน (๓) การสรรหาตาม (๑) และ (๒) ใหกระทาํ ภายในสามสบิ วันนับแตวนั ที่มีเหตุท่ีทําใหตองมีการเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว ในกรณีที่มีเหตุท่ีทําใหไมอาจดําเนินการสรรหาไดภายในเวลาท่ีกําหนดหรือไมอาจสรรหาไดครบจาํ นวนภายในเวลาทก่ี ําหนดตาม (๑) ใหทีป่ ระชุมใหญศาลฎีกาพิจารณาสรรหาแทนจนครบจาํ นวนภายในสบิ หา วนั นบั แตว นั ทค่ี รบกาํ หนดตาม (๑)

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๘๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา (๔) ใหป ระธานวฒุ สิ ภาเรยี กประชมุ วุฒิสภาเพือ่ มีมตใิ หความเห็นชอบผไู ดร ับการสรรหาตาม(๑) (๒) หรือ (๓) ซึ่งตองกระทําโดยวิธลี งคะแนนลบั (๕) ในกรณีท่ีวุฒิสภาใหความเห็นชอบใหดําเนินการตาม (๖) แตถาวุฒิสภาไมเห็นชอบในรายช่ือใด ไมวาท้ังหมดหรือบางสวน ใหสงรายช่ือนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกต้งั หรือที่ประชุมใหญศาลฎกี า แลว แตก รณี เพื่อใหด าํ เนนิ การสรรหาใหม หากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งหรือที่ประชุมใหญศาลฎีกา ไมเห็นดวยกับวุฒิสภา และมีมติยืนยันตามมติเดิมดว ยคะแนนเอกฉันทหรือดวยคะแนนไมนอยกวาสองในสามของที่ประชุมใหญศาลฎีกา แลวแตกรณีใหด ําเนินการตอ ไปตาม (๖) แตถา มตทิ ย่ี นื ยนั ตามมติเดิมไมเปนเอกฉันทหรือไมไดคะแนนตามท่ีกําหนดใหเร่ิมกระบวนการสรรหาใหม ซ่ึงตองดําเนินการใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุใหตองดําเนนิ การดงั กลาว (๖) ใหผูไดรับความเห็นชอบตาม (๔) หรือ (๕) ประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานกรรมการการเลอื กต้ัง และแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ และใหประธานวุฒิสภานําความกราบบงั คมทูลเพือ่ ทรงแตงต้งั ตอ ไป มาตรา ๒๓๒ กรรมการการเลือกตั้งมีวาระการดํารงตําแ หนงเจ็ดปนับแตวัน ท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตง้ั และใหด าํ รงตาํ แหนง ไดเ พยี งวาระเดียว กรรมการการเลือกตงั้ ซง่ึ พน จากตาํ แหนงตามวาระ ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาท่ีตอไปจนกวากรรมการการเลือกตงั้ ซงึ่ ไดรับแตง ตง้ั ใหมจ ะเขารบั หนา ที่ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และการขาดคุณสมบัติและมีลกั ษณะตอ งหามตามมาตรา ๒๓๐ มาใชบังคับกับการพนจากตําแหนงของกรรมการการเลือกต้ังดวยโดยอนโุ ลม มาตรา ๒๓๓ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไมนอยกวาหน่ึงในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานรัฐสภาวากรรมการการเลือกต้ังคนใดคนหน่ึงขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหาม หรือกระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๓๐ และใหประธานรัฐสภาสงคํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนญู ภายในสามวันนบั แตวันทีไ่ ดรบั คาํ รอ ง เพอ่ื ใหศ าลรัฐธรรมนูญวนิ ิจฉยั

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๗ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา เมอื่ ศาลรฐั ธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยไปยังประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลือกตั้ง ใหน าํ บทบญั ญตั ิมาตรา ๙๒ มาใชบังคบั กับการพน จากตําแหนง ของกรรมการการเลือกตั้งดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๔ ในกรณีท่ีกรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงตามวาระพรอมกันทั้งคณะใหดาํ เนนิ การสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ภายในเกา สิบวนั นบั แตวนั ท่พี นจากตาํ แหนง ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระใหดําเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันท่ีมีเหตุดังกลาว และใหผ ูไดรบั ความเห็นชอบอยใู นตาํ แหนงเพียงเทาวาระท่ีเหลอื อยขู องผซู ง่ึ ตนแทน มาตรา ๒๓๕ คณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูควบคุมและดําเนินการจัดหรือจัดใหมีการเลือกต้งั หรอื การสรรหาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น และผูบริหารทอ งถิน่ แลวแตกรณี รวมทงั้ การออกเสยี งประชามติ ใหเ ปนไปโดยสจุ รติ และเท่ียงธรรม ประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผรู กั ษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตงั้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายวาดวยการเลือกต้งั สมาชกิ สภาทองถ่นิ หรอื ผูบรหิ ารทองถนิ่ และเปนนายทะเบยี นพรรคการเมือง ใหม ีสาํ นักงานคณะกรรมการการเลือกต้ังเปนหนวยงานที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอนื่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๓๖ คณะกรรมการการเลือกต้ังมอี ํานาจหนา ที่ ดงั ตอไปนี้ (๑) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการท้ังหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง รวมท้ังวางระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและการดําเนินการใด ๆของพรรคการเมือง ผูสมัครรับเลือกต้ัง และผูมีสิทธิเลือกต้ัง เพื่อใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและกําหนดหลักเกณฑการดําเนินการของรัฐในการสนับสนุนใหการเลือกต้ังมีความเสมอภาค และมีโอกาสทัดเทียมกนั ในการหาเสยี งเลอื กตงั้

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๘ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา (๒) วางระเบียบเก่ียวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขณะอยูในตําแหนงเพ่ือปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๑๘๑ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึงความสจุ รติ เทยี่ งธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกนั ในการเลือกต้งั (๓) กาํ หนดมาตรการและการควบคมุ การบริจาคเงินใหแ กพรรคการเมือง การสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวมท้ังการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจายเงินหรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลอื กตั้ง (๔) มีคําส่ังใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาท่ีอ่ืนของรัฐ ปฏิบัติการท้ังหลายอันจําเปนตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง (๕) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอ เท็จจริงและวินิจฉัยช้ีขาดปญหาหรือขอโตแยงที่เกิดข้ึนตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง (๖) สง่ั ใหมีการเลือกต้ังใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกต้ังใดหนวยเลือกตั้งหน่ึงหรือทุกหนวยเลือกต้ัง เมื่อมีหลักฐานอันควรเช่ือไดวาการเลือกต้ังหรือการออกเสียงประชามติในหนว ยเลอื กตัง้ นัน้ ๆ มไิ ดเปน ไปโดยสุจรติ และเทย่ี งธรรม (๗) ประกาศผลการเลือกตง้ั ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ (๘) สงเสริมและสนับสนุนหรือประสานงานกับหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรฐั วสิ าหกิจ หรือราชการสวนทอ งถน่ิ หรือสนับสนนุ องคก ารเอกชน ในการใหก ารศึกษาแกประชาชนเกี่ยวกบั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมุข และสง เสรมิ การมสี ว นรว มทางการเมืองของประชาชน (๙) ดําเนนิ การอืน่ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ ในการปฏบิ ัติหนา ที่ คณะกรรมการการเลือกต้งั มีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เก่ียวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถ่ิน ดําเนินการเพื่อประโยชนแหงการปฏบิ ตั หิ นา ที่ การสบื สวน สอบสวน หรอื วินิจฉัยชี้ขาด

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๘๙ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา คณะกรรมการการเลือกต้ังมีอํานาจแตงตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผูแทนองคการเอกชนเพือ่ ปฏบิ ตั ิหนา ท่ีตามท่มี อบหมาย มาตรา ๒๓๗ ผูสมัครรับเลือกตั้งผูใดกระทําการ กอ หรือสนับสนุนใหผูอื่นกระทําการอันเปน การฝา ฝนพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทําใหการเลือกต้ังมิไดเปนไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรม ใหเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของบุคคลดังกลาวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซ่ึงสมาชิกวฒุ ิสภา ถาการกระทําของบุคคลตามวรรคหน่ึง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวาหัวหนาพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผูใด มีสวนรูเห็น หรือปลอยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทาํ นั้นแลว มิไดยับยั้งหรือแกไขเพ่ือใหการเลือกตั้งเปนไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรม ใหถือวาพรรคการเมืองน้ันกระทําการเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ีตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําส่ังใหยุบพรรคการเมืองนั้น ใหเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหนาพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกลาวมีกําหนดเวลาหา ปน ับแตวนั ที่มีคําสง่ั ใหย บุ พรรคการเมือง มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ตองดาํ เนินการสืบสวนสอบสวนเพ่ือหาขอเท็จจริงโดยพลันเมือ่ มกี รณีใดกรณหี นงึ่ ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ผูมีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ ผสู มัครรบั เลือกตง้ั หรือพรรคการเมอื งซึ่งมีสมาชิกสมคั รรับเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง คัดคานวาการเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งนั้นเปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดว ยกฎหมาย (๒) ผูเขารับการสรรหา หรือสมาชิกขององคกรตามมาตรา ๑๑๔ วรรคหน่ึง คัดคานวาการสรรหาสมาชกิ วุฒิสภานน้ั เปนไปโดยไมถูกตองหรอื ไมช อบดวยกฎหมาย (๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวา กอนไดรับเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น ผูใดไดกระทําการใด ๆ โดยไมสุจริตเพ่ือใหต นเองไดร ับเลอื กตัง้ หรอื สรรหา หรือไดรบั เลอื กตง้ั หรือสรรหามาโดยไมสุจริตโดยผลของการท่ีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดไดกระทําลงไปโดยฝาฝนหลักเกณฑตามพระราชบัญญัติประกอบ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๐ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษารั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว า ด ว ย ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง ส ม า ชิ ก ส ภ า ผู แ ท น ร า ษ ฎ ร แ ล ะ ก า ร ไ ด ม า ซ่ึ ง ส ม า ชิ ก วุ ฒิ ส ภ าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง หรือกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบรหิ ารทองถ่ิน (๔) ปรากฏหลักฐานอันควรเช่ือไดวาการออกเสียงประชามติมิไดเปนไปโดยชอบดวยกฎหมาย หรือผูมีสิทธิเลือกตั้งคัดคานวาการออกเสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งใดเปนไปโดยไมถ กู ตอ งหรือไมชอบดวยกฎหมาย เม่อื ดาํ เนนิ การตามวรรคหนึง่ เสร็จแลว คณะกรรมการการเลือกต้ังตองพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน มาตรา ๒๓๙ ในกรณที ค่ี ณะกรรมการการเลอื กตัง้ วินิจฉยั ใหมีการเลือกตงั้ ใหมหรอื เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกอ นการประกาศผลการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒสิ ภา ใหค าํ วินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกต้ังเปนที่สดุ ในกรณีที่ประกาศผลการเลือกต้ังแลว ถาคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวาควรใหมีการเลือกตั้งใหมห รอื เพิกถอนสทิ ธเิ ลือกตัง้ สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูใด ใหย่ืนคํารองตอ ศาลฎกี าเพือ่ วินจิ ฉยั เม่อื ศาลฎกี าไดร ับคาํ รองของคณะกรรมการการเลือกต้ังแลว สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูนั้นจะปฏิบัติหนาท่ีตอไปไมได จนกวาศาลฎีกาจะมีคําส่ังยกคํารองใ น ก ร ณี ที่ ศ า ล ฎี ก า มี คํ า ส่ั ง ใ ห มี ก า ร เ ลื อ ก ตั้ ง ใ ห ม ใ น เ ข ต เ ลื อ ก ตั้ ง ใ ด ห รื อ เ พิ ก ถ อ น สิ ท ธิ เ ลื อ ก ตั้ งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูใด ใหสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลอื กต้ังนัน้ สิ้นสุดลง ในกรณที บ่ี ุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหนาที่ตอไปไมได มิใหนับบุคคลดังกลาวเขาในจํานวนรวมของสมาชกิ เทา ทีม่ อี ยขู องสภาผแู ทนราษฎรหรอื วฒุ ิสภา แลวแตกรณี ใหนําความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใชบังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นและผูบริหารทองถิ่นดวยโดยอนุโลม โดยการยื่นคํารองตอศาลตามวรรคสองใหย่ืนตอศาลอทุ ธรณ และใหค ําสงั่ ของศาลอทุ ธรณเปน ท่ีสุด มาตรา ๒๔๐ ในกรณที ม่ี ีการคดั คานวา การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผูใดเปนไปโดยไมถูกตองหรอื ไมชอบดวยกฎหมาย หรือปรากฏหลกั ฐานอันควรเชื่อไดวากอนไดรับการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาผใู ดกระทาํ การตามมาตรา ๒๓๘ ใหคณะกรรมการการเลอื กตัง้ ดําเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลนั

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๑ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไดวินิจฉัยส่ังการเปนอยางใดแลว ใหเสนอตอศาลฎีกาเพือ่ พิจารณาวินิจฉยั โดยพลัน และใหนาํ ความในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบ งั คบั กับการทีส่ มาชิกวฒุ สิ ภาผูน ้นั ไมอาจปฏิบตั หิ นา ทตี่ อ ไปได โดยอนุโลม ในกรณที ี่ศาลฎกี ามีคําส่ังใหเพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาผูใดใหส มาชกิ ภาพของสมาชกิ วฒุ ิสภาผนู ้นั ส้ินสุดลงนับแตวันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และใหดําเนินการสรรหาสมาชกิ วุฒสิ ภาใหมแทนตาํ แหนงทว่ี า ง ในการดาํ เนนิ การตามวรรคหนง่ึ หรือวรรคสองประธานกรรมการการเลอื กตั้งจะรวมดําเนินการหรอื วินจิ ฉัยสั่งการมิได และใหคณะกรรมการการเลือกต้ังมีองคป ระกอบเทาท่มี อี ยู การคัดคานและการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกต้ัง ใหเปนไปตามท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวฒุ สิ ภา มาตรา ๒๔๑ ในระหวางทพ่ี ระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ประกาศใหมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือประกาศใหมีการออกเสียงประชามติมีผลใชบังคับ หา มมิใหจบั คุมขัง หรอื หมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทําการสอบสวน เวนแตในกรณที ี่ไดรับอนญุ าตจากคณะกรรมการการเลอื กต้งั หรือในกรณีท่ีจบั ในขณะกระทาํ ความผดิ ในกรณีทีม่ ีการจับกรรมการการเลอื กต้งั ในขณะกระทําความผิด หรือจับ หรือคุมขังกรรมการการเลือกต้งั ในกรณีอน่ื ใหร ายงานไปยงั ประธานกรรมการการเลือกต้ังโดยดวน และประธานกรรมการการเลือกต้ังอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได แตถาประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผูถูกจับหรือคุมขังใหเปน อาํ นาจของคณะกรรมการการเลอื กตง้ั เทาที่มีอยเู ปนผูดาํ เนนิ การ ๒. ผูตรวจการแผน ดิน มาตรา ๒๔๒ ผตู รวจการแผนดนิ มีจํานวนสามคน ซ่งึ พระมหากษัตริยทรงแตงต้ังตามคําแนะนําของวฒุ ิสภา จากผูซ่งึ เปนทีย่ อมรับนับถอื ของประชาชน มคี วามรอบรูและมปี ระสบการณใ นการบรหิ ารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกันของสาธารณะ และมีความซ่ือสัตยสุจริตเปน ทปี่ ระจักษ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๒ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานุเบกษา ใหผูไดรับเลือกเปนผูตรวจการแผนดินประชุมและเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานผตู รวจการแผน ดินแลว แจงผลใหป ระธานวฒุ ิสภาทราบ ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานผูตรวจการแผนดนิ และผูตรวจการแผน ดิน คุณสมบตั ิและลักษณะตองหา มของผูตรวจการแผนดนิ ใหเ ปน ไปตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยผตู รวจการแผนดิน ผตู รวจการแผน ดินมีวาระการดาํ รงตาํ แหนง หกปนับแตวันท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพยี งวาระเดยี ว ใหมีสํานักงานผูตรวจการแผนดินเปนหนวยงานท่ีเปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดําเนินการอ่ืน ทั้งนี้ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๔๓ การสรรหาและการเลือกผูตรวจการแผนดินใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๖และมาตรา ๒๐๗ มาใชบงั คับโดยอนโุ ลม โดยใหมีคณะกรรมการสรรหาจํานวนเจ็ดคนประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎรผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร บุคคลซ่ึงท่ีประชุมใหญศาลฎีกาคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจํานวนหน่ึงคน และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๓๑ (๑) วรรคสอง มาใชบ งั คบั ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๔๔ ผตู รวจการแผน ดินมอี ํานาจหนาท่ี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) พิจารณาและสอบสวนหาขอ เท็จจริงตามคาํ รอ งเรยี นในกรณี (ก) การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาท่ีตามกฎหมายของขาราชการ พนักงาน หรอื ลูกจางของหนว ยราชการ หนว ยงานของรฐั หรือรฐั วิสาหกจิ หรอื ราชการสวนทองถ่ิน (ข) การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาท่ีของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนว ยราชการ หนวยงานของรฐั หรอื รัฐวสิ าหกิจ หรอื ราชการสวนทองถ่ิน ท่ีกอใหเกิดความเสียหายแกผ ูร อ งเรียนหรอื ประชาชนโดยไมเปน ธรรม ไมว าการนั้นจะชอบหรอื ไมชอบดวยอาํ นาจหนา ที่ก็ตาม (ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาท่ีหรือการปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคก รในกระบวนการยุติธรรม ท้ังน้ี ไมรวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๙๓ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา (ง) กรณีอ่ืนตามท่กี ฎหมายบัญญัติ (๒) ดาํ เนินการเก่ียวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๐ (๓) ตดิ ตาม ประเมนิ ผล และจดั ทาํ ขอเสนอแนะในการปฏบิ ตั ิตามรัฐธรรมนญู รวมตลอดถึงขอ พิจารณาเพ่อื แกไขเพิม่ เตมิ รฐั ธรรมนญู ในกรณีทีเ่ หน็ วาจาํ เปน (๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาท่ีพรอมขอสังเกตตอคณะรัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ท้ังนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปด เผยตอสาธารณะดว ย การใชอํานาจหนาที่ตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการเม่ือมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีท่ีผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผลกระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพ่ือคุมครองประโยชนสาธารณะ ผูตรวจการแผนดินอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไมม กี ารรองเรียนได มาตรา ๒๔๕ ผูตรวจการแผนดินอาจเสนอเรื่องตอศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองไดเม่ือเห็นวา มีกรณีดังตอไปน้ี (๑) บทบัญญัติแหงกฎหมายใดมีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ ใหเสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ และใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ทั้งนี้ตามพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยวธิ พี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู (๒) กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอ่ืนใดของบุคคลใดตามมาตรา ๒๔๔ (๑) (ก) มีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ใหเสนอเร่ืองพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครองและใหศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ท้ังนี้ ตามพระราชบัญญัติวาดวยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดปี กครอง ๓. คณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แหงชาติ มาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประกอบดวยประธานกรรมการคนหน่ึงและกรรมการอ่ืนอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวฒุ ิสภา

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๙๔ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติตองเปนผูซึ่งมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษแ ละมคี ณุ สมบัตแิ ละไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเปนรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดินหรือเคยรับราชการในตําแหนงไมต่ํากวาอธิบดีหรือผูดํารงตําแหนงทางบริหารในหนวยราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตําแหนงไมต่ํากวาศาสตราจารย ผูแทนองคการพัฒนาเอกชน หรือผูประกอบวิชาชีพที่มีองคกรวิชาชีพตามกฎหมายมาเปนเวลาไมนอยกวาสามสิบปซึ่งองคการพัฒนาเอกชนหรอื องคก รวิชาชีพนั้นใหการรับรองและเสนอชอื่ เขาสูกระบวนการสรรหา การสรรหาและการเลอื กกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง ชาติ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม โดยใหมีคณะกรรมการสรรหาจาํ นวนหา คนประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผแู ทนราษฎร และผูนําฝายคานในสภาผูแ ทนราษฎร ใหป ระธานวฒุ สิ ภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหงชาติ ใหม ีกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตประจําจังหวัด โดยคุณสมบัติ กระบวนการสรรหา และอํานาจหนาที่ ใหเปนไปตามท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต มาตรา ๒๔๗ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีวาระการดํารงตําแหนงเกา ปนบั แตวนั ที่พระมหากษัตริยท รงแตง ตั้ง และใหด ํารงตําแหนงไดเพยี งวาระเดยี ว กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติซ่ึงพนจากตําแหนงตามวาระ ตองปฏิบัติหนาทีต่ อไปจนกวากรรมการซงึ่ ไดร บั แตงตง้ั ใหมจะเขา รับหนาท่ี การพนจากตําแหนง การสรรหา และการเลือกกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาตแิ ทนตําแหนงท่วี าง ใหนาํ บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ มาใชบงั คบั โดยอนโุ ลม มาตรา ๒๔๘ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทัง้ หมดเทาที่มอี ยขู องสภาผแู ทนราษฎร หรอื ประชาชนผมู ีสิทธิเลอื กตง้ั ไมนอ ยกวา สองหม่ืนคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาวากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใดกระทํา

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๕ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษาการขาดความเท่ียงธรรม จงใจฝา ฝน รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือมีพฤติการณที่เปนการเสื่อมเสียแกเกยี รติศักดขิ์ องการดํารงตาํ แหนง อยา งรา ยแรง เพอื่ ใหว ุฒิสภามมี ตใิ หพ น จากตําแหนง มติของวุฒิสภาใหกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติพนจากตําแหนงตามวรรคหนึ่ง ตอ งมคี ะแนนเสียงไมน อยกวา สามในสีข่ องจํานวนสมาชกิ ทัง้ หมดเทา ท่มี อี ยขู องวฒุ สิ ภา มาตรา ๒๔๙ สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของท้ังสองสภามีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาช่ือรองขอตอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใดรํ่ารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาท่ี หรือกระทําความผิดตอตาํ แหนงหนาทีร่ าชการ คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําการตามวรรคหน่ึงเปนขอ ๆ ใหชัดเจน และใหยื่นตอประธานวุฒิสภา เม่ือประธานวุฒิสภาไดรับคํารองแลว ใหสงคํารองดังกลาวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองเพ่ือพิจารณาพิพากษา กรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูถูกกลาวหา จะปฏิบัติหนาท่ีในระหวางน้ันมิได จนกวาจะมีคําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหย กคํารอ งดังกลาว ในกรณีที่กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดตามวรรคสาม และมีกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเหลืออยูนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติทั้งหมด ใหประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดรวมกันแตงตั้งบุคคลซ่ึงมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามเชนเดียวกับกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ทําหนาที่เปนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหงชาติเปนการช่ัวคราว โดยใหผูท่ีไดรับแตงต้ังอยูในตําแหนงไดจนกวากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติท่ีตนดํารงตําแหนงแทนจะปฏิบัติหนาท่ีได หรือจนกวาจะมีคาํ พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผูดํารงตําแหนง ทางการเมืองวา ผูน น้ั กระทําความผิด มาตรา ๒๕๐ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจหนาที่ดงั ตอ ไปน้ี

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๖ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษา (๑) ไตส วนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมท้ังทําความเห็นเก่ียวกับการถอดถอนออกจากตาํ แหนง เสนอตอวฒุ ิสภาตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม (๒) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสาํ นวนพรอ มทง้ั ทาํ ความเหน็ เกี่ยวกับการดาํ เนินคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๕ (๓) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาท่ีของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่งดํารงตาํ แหนงตงั้ แตผอู าํ นวยการกองหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาท่ีหรือกระทาํ ความผดิ ตอ ตาํ แหนงหนาทร่ี าชการ หรือความผิดตอ ตาํ แหนงหนาที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดาํ เนนิ การกบั เจาหนาท่ีของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาท่ีรวมกระทําความผิดกับผูดํารงตําแหนงดังกลา วหรอื กับผดู ํารงตาํ แหนง ทางการเมือง หรือทกี่ ระทําความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นสมควรดําเนินการดวย ท้ังนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ (๔) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมท้ังความเปลี่ยนแปลงของทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนงตามมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๔ ตามบัญชีและเอกสารประกอบท่ีไดย่ืนไว ท้ังนี้ ตามหลกั เกณฑและวิธกี ารท่คี ณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหง ชาติกําหนด (๕) กํากบั ดแู ลคุณธรรมและจรยิ ธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๖) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะรัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ท้ังน้ี ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปด เผยตอ สาธารณะดว ย (๗) ดําเนินการอืน่ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ใหนําบทบญั ญัตมิ าตรา ๒๑๓ มาใชบ งั คับกบั การปฏิบตั หิ นาทีข่ องคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหงชาตดิ ว ยโดยอนุโลม ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติและกรรมการปองกันและปราบปรามการทจุ ริตแหงชาตเิ ปน เจาพนักงานในการยุตธิ รรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๕๑ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีหนวยธุรการของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติที่เปนอิสระ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการ

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๗ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกจิ จานเุ บกษาปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนผูบังคับบัญชาข้ึนตรงตอประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหง ชาติ การแตงต้งั เลขาธกิ ารคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง ชาติ ตอ งไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการปองกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหงชาตแิ ละวุฒสิ ภา ใหม ีสาํ นักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนหนวยงานท่ีเปนอสิ ระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอื่น ท้ังนี้ ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ ๔. คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน ดิน มาตรา ๒๕๒ การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินท่ีเปนอิสระและเปนกลาง คณะกรรมการตรวจเงินแผน ดิน ประกอบดว ย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษตั รยิ ท รงแตง ต้ังจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงินแผนดินการบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงนิ การคลัง และดา นอนื่ การสรรหาและการเลือกกรรมการตรวจเงินแผนดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนโุ ลม เวน แตองคประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเปนไปตามมาตรา ๒๔๓ ใหป ระธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผน ดินและผวู า การตรวจเงินแผนดนิ กรรมการตรวจเงินแผนดินมีวาระการดํารงตําแหนงหกปนับแตวันท่ีพระมหากษัตริยทรงแตง ต้ัง และใหด ํารงตาํ แหนง ไดเพยี งวาระเดียว คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และการพนจากตําแหนงของกรรมการตรวจเงินแผนดินและผวู าการตรวจเงนิ แผนดิน รวมท้ังอํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน ผูวาการตรวจเงินแผนดิน และสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ใหเ ปนไปตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงนิ แผนดนิ

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๙๘ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ก า ร กํ า ห น ด คุ ณ ส ม บั ติ แ ล ะ วิ ธี ก า ร เ ลื อ ก บุ ค ค ล ซึ่ ง จ ะ ไ ด รั บ ก า ร แ ต ง ต้ั ง เ ป น ก ร ร ม ก า รตรวจเงนิ แผน ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน จะตองเปนไปเพื่อใหไดบุคคลท่ีมีคุณสมบัติเหมาะสมมคี วามซ่อื สตั ยสจุ ริตเปนท่ีประจักษ และเพอื่ ใหไ ดหลักประกนั ความเปนอิสระในการปฏิบัติหนาที่ของบุคคลดังกลาว มาตรา ๒๕๓ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดินมีอํานาจหนาที่กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเก่ยี วกบั การตรวจเงนิ แผนดนิ ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจเงินแผน ดนิ และมอี ํานาจแตง ต้งั คณะกรรมการวนิ ัยทางการเงนิ และการคลังที่เปนอิสระเพื่อทําหนาที่วินิจฉัยการดําเนินการท่ีเก่ียวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีท่ีพิพาทเกี่ยวกับคาํ วินิจฉยั ของคณะกรรมการวนิ ัยทางการเงินและการคลังในเรื่องดังกลาวเปนคดีที่อยูในอาํ นาจของศาลปกครอง ใหผูวาการตรวจเงินแผนดินมีอํานาจหนาท่ีเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระและเปนกลาง มาตรา ๒๕๔ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดินมีหนวยธุรการของคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินท่ีเปนอิสระ โดยมีผูวาการตรวจเงินแผนดินเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานกรรมการตรวจเงินแผนดิน ใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดาํ เนนิ การอ่ืน ทั้งนี้ ตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ สวนท่ี ๒ องคก รอืน่ ตามรัฐธรรมนญู ๑. องคก รอยั การ มาตรา ๒๕๕ พนักงานอัยการมีอํานาจหนาที่ตามท่ีบัญญัติในรัฐธรรมนูญน้ีและตามกฎหมายวาดว ยอํานาจและหนาทีข่ องพนกั งานอัยการและกฎหมายอืน่ พนกั งานอยั การมอี ิสระในการพจิ ารณาสงั่ คดีและการปฏิบัตหิ นา ทใ่ี หเปนไปโดยเที่ยงธรรม

เลม ๑๒๔ ตอนท่ี ๔๗ ก หนา ๙๙ ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา การแตงตั้งและการใหอัยการสูงสุดพนจากตําแหนงตองเปนไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และไดรับความเห็นชอบจากวุฒสิ ภา ใหประธานวฒุ ิสภาเปนผลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการแตง ตั้งอยั การสงู สุด องคกรอัยการมีหนวยธุรการท่ีเปนอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนนิ การอ่ืน โดยมอี ัยการสงู สดุ เปนผูบ ังคบั บญั ชา ท้ังน้ี ตามที่กฎหมายบญั ญัติ พนักงานอัยการตองไมเปนกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอ่ืนของรัฐในทํานองเดียวกันเวนแตจะไดรับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ทั้งตองไมประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือกระทํากจิ การใดอนั เปนการกระทบกระเทือนถึงการปฏบิ ตั หิ นา ที่ หรอื เส่อื มเสยี เกียรติศักด์ิแหงตําแหนงหนาท่ีราชการ และตองไมเปนกรรมการ ผูจัดการ หรือท่ีปรึกษากฎหมาย หรือดํารงตําแหนงอ่ืนใดที่มีลักษณะงานคลา ยคลงึ กันนนั้ ในหางหนุ สวนบรษิ ทั ใหนาํ บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๒ มาใชบังคบั โดยอนโุ ลม ๒. คณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหงชาติ มาตรา ๒๕๖ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ประกอบดวย ประธานกรรมการคนหนง่ึ และกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษตั รยิ ท รงแตง ตัง้ ตามคาํ แนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงมีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนที่ประจักษ ท้ังน้ี โดยตองคาํ นงึ ถึงการมีสว นรวมของผูแ ทนจากองคก ารเอกชนดานสทิ ธิมนษุ ยชนดว ย ใหประธานวฒุ สิ ภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติ คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม การถอดถอน และการกําหนดคาตอบแทนกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ ใหเปน ไปตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ กรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง ชาตมิ วี าระการดาํ รงตาํ แหนงหกปนับแตว นั ทพี่ ระมหากษัตริยทรงแตงต้งั และใหด าํ รงตาํ แหนง ไดเพยี งวาระเดียว ใหน าํ บทบญั ญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาตรา ๒๐๖ มาตรา ๒๐๗ และมาตรา ๒๐๙ (๒)มาใชบ งั คับโดยอนโุ ลม เวน แตองคประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเ ปน ไปตามมาตรา ๒๔๓

เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก หนา ๑๐๐ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา ใ ห มี สํ า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น แ ห ง ช า ติ เ ป น ห น ว ย ง า น ท่ี เ ป น อิ ส ร ะ ใ นการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดําเนนิ การอืน่ ทัง้ นี้ ตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๕๗ คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหงชาตมิ ีอํานาจหนาท่ี ดงั ตอไปนี้ (๑) ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทํา อันเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไมเ ปน ไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคีและเสนอมาตรการการแกไขทีเ่ หมาะสมตอ บุคคลหรอื หนวยงานที่กระทําหรือละเลยการกระทําดังกลาวเพือ่ ดําเนนิ การ ในกรณีที่ปรากฏวาไมม ีการดําเนินการตามที่เสนอ ใหร ายงานตอรัฐสภาเพือ่ ดาํ เนนิ การตอ ไป (๒) เสนอเร่อื งพรอ มดวยความเห็นตอ ศาลรฐั ธรรมนญู ในกรณีท่ีเห็นชอบตามท่ีมีผูรองเรียนวาบทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ ตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยวธิ พี ิจารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ (๓) เสนอเรอื่ งพรอ มดว ยความเหน็ ตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผูรองเรียนวากฎ คําส่ัง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเก่ียวกับความชอบดวยรัฐธรรมนญู หรอื กฎหมาย ท้ังน้ี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง (๔) ฟอ งคดตี อศาลยตุ ธิ รรมแทนผเู สยี หาย เมื่อไดรบั การรองขอจากผูเสียหายและเปนกรณีที่เห็นสมควรเพ่อื แกไขปญหาการละเมิดสิทธมิ นุษยชนเปน สว นรวม ทั้งน้ี ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ (๕) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎ ตอรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรเี พื่อสงเสรมิ และคมุ ครองสิทธิมนษุ ยชน (๖) สงเสริมการศึกษา การวจิ ัย และการเผยแพรความรูดานสทิ ธมิ นษุ ยชน (๗) สง เสริมความรว มมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการ องคการเอกชน และองคการอื่นในดา นสิทธิมนุษยชน (๘) จัดทํารายงานประจําปเพ่ือประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและเสนอตอรฐั สภา (๙) อํานาจหนา ท่ีอ่ืนตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ ในการปฏบิ ัติหนาที่ คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติตองคํานึงถึงผลประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook