โรคในระบบประสาท NERVOUS SYSTEM DISEASE จัดทำโดย นางสาว ชลธิชา หมายมั่น 23 เสนอ อาจารย์อนนต์ ละอองนวล
คำนำ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาพยาธิ วิทยา เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องโรคทางระบบ ประสาท เพื่อใช้ประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดจำหวัง ว่า รายงานเล่มนี้จะสามารถใช้เป็นประโยชน์กับผู้ที่ มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้หากผิดพลาด ประการใดผู้จัดทําขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย จัดทำโดย ชลธิชา หมายมั่น
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke รหัสICD-10 I63.9 สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการมีไขมันไปเกาะผนังหลอดเลือดด้านในหลอดเลือด สมอง หรือมีลิ่มเลือดขนาดเล็กที่ลิ้นหัวใจและผนังหัวใจหลุดลอยตาม กระแสเลือดไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง ซึ่งมักพบในผู้ป่วยโรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจโต ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ผนังหัวใจรั่ว หรือ เกิดจากการฉีกของผนังหลอดเลือดด้านในทำให้เส้นเลือดอุดตัน รวมถึงการแข็งตัวของเลือดที่เร็วเกินไป หรือเกล็ดเลือดมากเกินไป ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้
อาการของโรคหลอดเลือดในสมอง สัญญาณอันตรายสู่การเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ – อัมพาต) ซึ่งอาจจะแสดงอาการออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีอาการ หลายอย่างพร้อมกัน โดยสามารถสังเกตอาการได้ ดังนี มีอาการชาครึ่ง ซีก •อ่อนแรงและหน้าเบี้ยว หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย พูด ลำบาก หรือฟังไม่เข้าใจ •เวียนศีรษะ การทรงตัวไม่ดี เดินเซ กลืนลำบาก ปวดศีรษะ (บางครั้งจะมี อาการปวดศีรษะรุนแรง) •พูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจ หรือพูดไม่ชัด ทันทีทันใด •ตาข้างใดข้างหนึ่งมัว หรือมองไม่เห็น เห็นภาพซ้อน หรือมีอาการคล้าย ม่านบังตาที่เป็นฉับพลัน •ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน ชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน •งุนงง เวียนศีรษะ หรือเสียการทรงตัว เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดร่วมกับอา การอื่นๆ ข้างต้น
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง ในการตรวจเพื่อยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง มีขั้นตอนดังนี้ 1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการรักษา อาการ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจร่างกาย ทางระบบประสาท 2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจเลือดต่างๆ 3. การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) เพื่อดูว่าสมองมี ลักษณะของการขาดเลือดหรือเกิดเลือดออกในสมองหรือไม่ การรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด ในปัจจุบัน โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดสามารถให้การรักษาได้ โดย ความรวดเร็วในการรักษาถือเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้จะ ทาให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น จาเป็นต้องได้รับการรักษาภายใน ระยะเวลา 3-4.5 ชั่วโมงยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาได้แก่ - ยาละลายลิ่มเลือด ใช้เพื่อละลายลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ ซึ่งจะทาให้ เลือดไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น ยิ่ง ได้รับเร็วประสิทธิภาพในการรักษาก็จะยิ่งดีขึ้น - ยาต้านเกล็ดเลือด เป็นยาที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของเกล็ดเลือด ทาให้การอุดตันลดลง ยาในกลุ่มนี้ที่ นิยมใช้ ได้แก่ ยาแอสไพรินใช้ใน กรณีที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในระยะเวลาที่เกิน 4.5 ชั่วโมง และให้เพื่อ ป้องกันการ เกิดซ้าของโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดในระยะยาว - ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ใช้ในผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิด ปกติเพื่อป้องกันการเกิดการกลับเป็น ซ้าในระยะยาว หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาการของผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้น ตามลาดับ และอาจกลับมาเป็นปกติได้ ภายใน 6 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ กับความเสียหายของสมอง และในระหว่างการพักฟื้ นผู้ป่วยจะต้องได้ รับการ กายภาพบาบัดเพื่อฟื้ นฟูความสามารถในการสื่อสาร และการ เคลื่ อนไหวเพื่ อให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด
โรคอัลไซเมอร์ รหัสICD-10 G30 สาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ สาเหตุสำคัญของภาวะสมองเสื่อมชนิดที่ไม่สามารถรักษาได้ในผู้ สูงอายุ เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ถึงร้อยละ 60-80 โดยส่วนใหญ่ อาการของโรคจะปรากฏหลังอายุ 60-65 ปีไปแล้ว เว้นแต่ในผู้ที่มี ความผิดปกติทางพันธุกรรมซึ่งอาจเป็นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พบ ได้ไม่บ่อยนัก
อาการของโรคอัลไซเมอร์ อาการแรกเริ่มที่สำคัญของผู้ป่วยอัลไซเมอร์คือการสูญเสีย ความจำระยะสั้น ซึ่งเป็นอาการที่ใกล้เคียงกับภาวะความจำเสื่อม ตามธรรมชาติในผู้สูงอายุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยร้อยละ 80- 90 จะมีอาการทางพฤติกรรมหรือทางจิตเวชร่วมด้วย ซึ่งอาการ ทางพฤติกรรมนี่เองที่ทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบาก มากขึ้น โดยเฉพาะรายที่มีอาการก้าวร้าว การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาก ารหลงลืม ขั้นตอนแรกของการ วินิจฉัยโรคคือดูว่าผู้ป่วยเข้าข่ายมีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่โดย แพทย์จะซักประวัติจากผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ดูแลที่สามารถให้ข้อมูล ที่สำคัญเกี่ยวกับความสามารถในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมที่ บ่งบอกถึงความถดถอยด้านการทำงานของสมอง พร้อมทั้งให้ ผู้ป่วยเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของสมองโดยการตอบ คำถามเกี่ยวกับความจำ สมาธิ การตัดสินใจ ทิศทาง การใช้ภาษา และการคำนวณ เป็นต้น จากนั้นจึงเป็นการตรวจคัดกรองหา สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมว่ามาจากโรคที่รักษาได้หรือไม่ โดย การเจาะเลือดตรวจ และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (MRI) หากไม่พบสาเหตุอื่ นประกอบกับผู้ป่วยมีอาการและการทดสอบ ทางสมองเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ จึงจะวินิจฉัย ได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้แพทย์ยังสามารถระบุแยกย่อยออกไปได้อีกว่า ผู้ป่วย เป็นโรคภาวะสมองเสื่อมอื่นๆ ที่รักษาไม่หายขาดนอกเหนือจา กอัลไซเมอร์หรือไม่ ซึ่งโรคเหล่านี้มีอาการแตกต่างกัน แต่การ รักษาไม่ต่างกัน เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเตรียมตัวได้ว่าจะต้อง เจอกับอาการอย่างใดบ้าง
การรักษาโรคอัลไซเมอร์ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด สมองจะ ค่อยๆ เสื่อมลงไปโดยไม่สามารถฟื้ นคืนกลับมาได้ แต่การนำผู้ป่วย มาพบแพทย์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยยืดระยะเวลาการดำเนินโรค สำหรับวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยมี 2 รูปแบบ คือ การรักษาด้วยการใช้ยา โดยเป็นยาที่ช่วยควบคุมอาการต่างๆ ให้ น้อยลงชั่วคราวแต่อาจไม่ช่วยในเรื่องของความจำมากนัก ยาดัง กล่าวจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่มาทำลายสารสื่อประสาทอะซีติลโคลีน เพื่อเพิ่มหรือปรับระดับของสารแอซิติลโคลีนไม่ให้ลดลงมากจนเกิน ไป ผู้ป่วยจึงสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ มีความสุขสดชื่นขึ้น ขณะเดียวกันผู้ดูแลก็ดูแลได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมี อาการทางพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น ก้าวร้าวมาก แพทย์ อาจพิจารณาให้ยาทางจิตเวชควบคู่กันไปด้วย การรักษาโดยไม่ใช้ยา เป็นการดูแลสมองและสุขภาพโดยรวมของผู้ ป่วย อาทิ 1.จัดให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการศึกษาพบ ว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (cardio exercise) ที่ เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด เช่น การ เดิน วันละ 20 นาที 4 วันต่อสัปดาห์จะช่วยให้สมองสดชื่นและ ยืดระยะเวลาการดำเนินโรคได้ 2.มีกิจกรรมให้ผู้ป่วยได้ออกไปนอกบ้านเป็นระยะๆ เพื่อพบปะ ผู้คน พูดคุยกับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องคนอื่นๆ นอกเหนือจาก สมาชิกในบ้าน 3. ดูแลให้ผู้ป่วยได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพตามสุขลักษณะการ นอน เช่น ไม่ดื่มสารคาเฟอีนในช่วงเย็นหรือก่อนนอน ไม่ออก กำลังกายใกล้กับเวลานอน เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลา ปรับ ความสว่างในห้องนอนให้มืดพอดี เพราะหากวงจรการนอนไม่ดี จะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ความดันโลหิต น้ำหนัก และ รวมถึงความจำด้วย 4.ดื่มน้ำให้พอเพียง เพื่อป้องกันภาวะเลือดหนืดหรือเลือดข้นซึ่ง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก สมองไม่สดชื่น หากไม่มีข้อห้าม เช่น มีโรคหัวใจหรือโรคไต ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่าง น้อย
โรคปวดศีรษะ สาเหตุโรคปวดศีรษะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อดนอน เครียด ใช้สมองหรือสายตาเป็น เวลานานๆ การปวดมีลักษณะตึงๆ ตื้อๆบางคนอาจปวดจี๊ดๆ ร่วมด้วย มัก ปวดที่ขมับหน้าผากหรือรอบศีรษะ (ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้) อาการปวดมัก จะเริ่มตอนสายๆ หรือบ่าย หรือ เมื่อเริ่มเคร่งเครียดกับงานนานๆ แล้วมักจะ ปวดต่อไปทั้งวัน อาจไม่รุนแรงแต่พอรำคาญ อาการโรคปวดศีรษะ อาการ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ความรุนแรง ตลอด 24 ชั่วโมง ปวดศีรษะจากการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และมีอาการ คลื่นไส้ ตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะเมื่อ ไอ จาม หรือมีการก้มตัว หรือ เบ่ง อุจจาระ ปวดศีรษะเฉียบพลันในผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง การรักษาโรคปวดศีรษะ ยารักษาโรคที่อาจ ช่วยลดอาการปวดศีรษะรวมถึงแอสไพริน พาราเซตามอล และไอบูโพรเฟน การพักผ่อนในห้องที่มืดอาจช่วยได้เช่นกัน คำเตือนเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก: หากคุณคิดว่าอาจเป็นโรคไข้เลือดออก โปรดไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน การวินิจฉัยโรคปวดศีรษะ จำเป็นอย่างยิ่งที่แพ ทย์ต้องอาศัยการซักประวัติโดยละเอียดว่า ปวดลักษณะ แบบใด ปวดรุนแรงเพียงใด ปวดถี่บ่อยแค่ไหน และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ รหัสICD-10 G43
โรคภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง รหัสICD-10 G91 สาเหตุโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีสาเหตุ หรือ เกิดขึ้นตามหลัง สาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยเส้นเลือดสมอง โป่งพอง และเกิดการแตก มีเลือดคั่งในโพรงสมอง มีเส้นเลือด สมองตีบ จนเกิดอาการคล้ายเป็นอัมพฤกษ์ จึงเริ่มพบภาวะน้ำคั่งใน โพรงสมองตามมา หรือเกิดภายหลังจากประสบอุบัติเหตุ ทางสมอง อย่างรุนแรง ซึ่งสามารถพบในผู้ป่วยอายุน้อยได้ หรือเกิดภายหลัง จากการเป็นเนื้องอกของสมอง แล้วรับการผ่าตัดซึ่งทำให้เกิดน้ำคั่ง ในโพรงสมองตามมาได้ หากผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษา อย่างทันท่วงที จะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยหายกลับมาเป็นปกติได้
อาการโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง การภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง มักมีความคล้ายคลึงกับโรคสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ ซึ่ง จะมีอาการหลงลืม พูดจาสับสน มีความคล้ายคลึงกับอาการของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยจะ มีปัญหาเรื่องการก้าวเดิน ตอบสนองช้า ร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทำให้คนใกล้ชิดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคที่ รักษาไม่หาย จึงไม่พาผู้ป่วยมาพบแพทย์ ส่งผลให้ผู้ป่วยพลาด โอกาสจะกลับมาใช้ชีวิตดังเดิมได้ ดังนั้น หากสังเกตอาการคน ใกล้ชิดแล้วไม่แน่ใจ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียดจะ เป็นการดีที่สุด การรักษาโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง แพทย์จะทำการเจาะและใส่อุปกรณ์ถาวารเพื่อระบายน้ำที่ คั่งในโพรงสมอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถปรับระดับแรงดันใน การระบายให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย ได้จากภายนอกร่างกาย ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำใหม่เหมือนในอดีต อุปกรณ์ที่ใช้ปรับจะมีขนาด เล็กๆ มาประกบที่ศีรษะแล้วส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปปรับแรง ดันของอุปกรณ์ภายใน ผู้ป่วยจะปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ใช้เวลาใน การปรับไม่เกิน 1 นาที จึงไม่จำเป็นต้องนอน โรงพยาบาล ทำใน ลักษณะผู้ป่วยนอกได้
การวินิจฉัยโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง ในการวินิจฉัย แพทย์จะทำการซักประวัติ ดูอาการผิดปกติ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองหรือ CT Scan หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง หรือ MRI จะ พบโพรงน้ำในสมองมีขนาดใหญ่ และพบร่องผิวสมองบริเวณ ส่วนบนของศีรษะ และบริเวณแนวกลางสมองมีลักษณะแคบ และแน่น ร่วมกับมีความผิดปกติของการเดิน
โรคหมอนรองกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท รหัสICD-10 G55.1 สาเหตุโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้ การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อยๆ น้ำหนักตัวที่ มากเกินไป นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องนานๆ อุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลัง
อาการโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท • อาการปวดหลัง สะโพกและปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างรุนแรง อาการปวดมากขึ้นเวลาไอ หรือจาม • อาการอ่อนแรงกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อสะโพกกล้าม เนื้อในการกระดูกข้อเท้าและ ปลายนิ้วหัวแม่เท้า • อาการชาบริเวณปลายเท้า โดยเฉพาะบริเวณง่ามนิ้วหัวแม่ เท้ากับนิ้วเท้าที่ 2 • อาการผิดปกติของระบบขับถ่าย ในบางรายที่มีอาการรุนแร งมากๆ จะมีความผิดปกติของระบบขับถ่ายร่วมด้วย เช่น ไม่ สามารถควบคุมการอุจจาระหรือปัสสาวะได้ ซึ่งจำเป็นต้อง ผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นระบบขับถ่ายอาจไม่สามารถ ฟื้ นคืนได้ตามปกติ
การรักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท 1. รักษาโดยการลดน้ำหนักและ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ เกิดอาการเพิ่มขึ้น ได้แก่ - การยกของหนัก - การนั่งรถยนต์นานๆ - หลีกเลี่ยงอาการท้องผูกหรือเบ่ง ถ่ายอุจจาระแรงๆ เป็นต้น เนื่องจากทำให้เกิดแรงดันในหมอนรองกระดูกสูง เป็นสาเหตุให้หมอนรองกระดูกทนแรงดันไม่ได้ เกิดการ แตกของหมอนรองกระดูกตามมา 2. ยาต้านการอักเสบ NSAIDS, ยาคลายกล้ามเนื้อ 3. กายภาพบำบัดและใช้เสื้อพยุงหลัง ช่วยในการลดอาการ ปวด และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ได้ปกติ เร็วขึ้นหลักการของการใส่เสื้อพยุงหลัง ในผู้ป่วย โรคหมอน รองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท คือ การทำให้หน้าท้อง กระชับขึ้นจะช่วยลดแรงดันในหมอนรองกระดูกสันหลังได้ ร่วมกับจำกัดความเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ทำให้อาการ ปวดลดลง 4. การผ่าตัด ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดมีดังนี้ 1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดมากจนทนไม่ได้ แม้จะรักษาโดยรับ ประทานยา พักและกายภาพบำบัดเต็มที่แล้วก็ยังไม่ สามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ 2. มีอาการชา อ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อขาลีบอย่างชัดเจน 3. มีปัญหาระบบขับถ่ายผิดปกติชัดเจน จากความผิดปกติ ของเส้นประสาท เช่น กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้
การวินิจฉัยโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท โดยปกติแล้วจะใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการ ตรวจเอกซเรย์พิเศษหรือ การทำ MRI เพื่อประเมินภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง และมีสัญญาณของการกดทับของเส้นประสาท เช่น มีอาการ ชา กล้ามเนื้อลีบ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
โรคปลายประสาทอักเสบ จากโรคเบาหวานหรือ แอลกอฮอล์พิษ จากเหล้าหรือโลหะหนัก รหัสICD-10 G02.1 สาเหตุโรคปลายประสาทอักเสบ โรคปลายประสาทอักเสบ พบได้ในคนที่มีอายุเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไป และ กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ทำงานหนักพักผ่อนน้อย ดื่มสุราหรือแอลกอฮอลล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด เช่น บี 1 บี 6 และ บี 12 รับประทานยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อเส้นประสาท
อาการโรคปลายประสาทอักเสบ อาการปลายประสาทอักเสบ มีอาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีอาการเหน็บและชาตามมือและเท้า มีอาการแสบ หรือเจ็บแปลบบริเวณที่ได้รับผลกระทบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่เท้า เสียการทรงตัวและการประสานงานของอวัยวะใน ร่างกาย การรักษาโรคปลายประสาทอักเสบ การรักษาปลายประสาทอักเสบ ก ารรักษาปลายประสาทอักเสบ มีเป้า หมายเพื่อรักษาโรคหรือภาวะที่เป็นสาเหตุและบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น การ ใช้ยารักษา การวินิจฉัยโรคปลายประสาทอักเสบ แพทย์จะเริ่มจากการสอบถามปร ะวัติอาการที่เกิดขึ้น และตรวจ ร่างกายในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจมีการตรวจประสาทสัมผัส ความแข็งแรงและระบบประสาทอัตโนมัติรีเฟล็กซ์ของร่างกาย นอกจาก นั้น แพทย์อาจให้ตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุ เช่น โรคเบาหวาน หรือการ ขาดวิตามิน บี 12 ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องพบนักประสาทวิทยาเพื่อ ตรวจเพิ่มเติม
โรคลมชัก Epilepsy รหัสICD-10 G40 สาเหตุโรคลมชัก โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ในทั้งขณะหลับและขณะตื่น โดยมี ความถี่ในการเกิดแตกตต่างกันไป พบมากในช่วงที่มีปัจจัยกระตุ้น เช่น อดนอน ไข้ ดื่มแอลกอฮอล ความเครียด ออกกําลังกายอย่างหนัก มี แสงกะพริบ เสียงดังมีรอบเดือน อาการโรคลมชัก อาการชักมีหลายชนิด แสดงแตกต่างกัน อาการชักแบบเหม่อ อาการชักแบบวูบหมดสติทันที อาการแบบทําอะไรไม่รู้ตัว อาการแบบ เกร็งกระตุกทั้งตัว ลมบ้าหมู การรักษาโรคลมชัก หากตรวจพบสาเหตุของโรคลมชัก ต้องรักษาตามสาเหตุที่พบร่วม กับการควบคุมอาการชัก หรือหากไม่พบสาเหตุต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ ทําให้เกิดอาการชัก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและ ระบบประสาทจะ พิจารณาการรักษาการรับประทานยากันชัก หรือการผ่าตัดซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ ป่วยแต่ละราย
โรคสมองฝ่อ รหัสICD-10 G31.0 สาเหตุโรคสมองฝ่อ เกิดจากพันธุกรรม : ทําใก้บางคนเป็นแต่กําเนิด หรือเป็นตอนอายุ ค่อนข้างมาก เกิดจากการใช้ชีวิตประจําวัน : การทานอาหารในปริมาณมากเกินไป การอดอาหาร การพักผ่อนไม่เพียง พอ และการสูบบุหรี่ดื่มแอลกอ ฮอล เกิดจากปจจัยอื่น : โรคร้ายบางชนิด เช่น โรคติดเชื้อหรือโรคหลอด เลือดสมอง การเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผล ต่อสมอง การรับสารพิษ และ การขาดออกซิเจน อาการโรคสมองฝ่อ เกิดอาการหลงลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือสมองเสื่อม มี พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถดูแลตนเองได้เหมือนเมื่อก่อน ผู้ ป่วยโรคสมองฝ่อบางรายอาจเกร็งกล้ามเนื้อแขนและขา การรักษาโรคสมองฝ่อ การรักษาสามารถรักษาได้ตามสาเหตุที่ทําให้เกิดโรคสมองฝ่อร่ว มกับการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมในชีวิตประจําวัน รวมถึงปรับสถานที่ อยู่อาศัยให้เหมาะและสะดวกกับผู้ป่วยโรคนี้มากยิ่งขึ้น หากเป็นโรคราย นี้จากการเสื่อมสภาพให้ดูแลผู้ป่วยมากขึ้นในทุกด้านเพื่อชะลอการ เสื่อมสภาพ
โรคมัลติเพิล สเกลอโรซิส รหัสICD-10 G35 อาการโรคมัลติเพิล สเกลอโรซิส อาการของโรคเอ็มเอสมีได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับ ตำแหน่งของระบบประสาทส่วนกลางหรือเส้นประสาทสมองบาง ส่วนที่เกิดการอักเสบทำลาย ผู้ป่วยแต่ละคนจึงมีอาการที่แตกต่าง กันไป โดยไม่มีอาการใดอาการหนึ่งที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเป็นโรคเอ็ม เอส การรักษาโรคมัลติเพิล สเกลอโรซิส โรคเอ็มเอสเป็นโรคที่ยังไม่มีการรักษาให้หายขาด การรักษา ต่างๆ จึงเป็นไปเพื่อควบคุมความรุนแรงและการกำเริบของโรค เพื่อป้องกันการเกิดภาวะทุพพลภาพในระยะยาว เพื่อให้คุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยดีขึ้นและสามารถอยู่กับโรคเอ็มเอสได้อย่างมีความสุข
โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก รหัสICD-10 G51.0 อาการโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก เมื่อดื่มน้ำจะมีน้ำไหลออกมาจากมุมปาก ปากเบี้ยว มุมปากตก พูดไม่ชัด หลับตาได้ไม่สนิท เปลือกตาล่างเปิดออก ยักคิ้วไม่ขึ้น อาจมีอาการปวดหู และได้ยินเสียงดังมากผิดปกติระยะแรก ชาบริเวณใบหน้าครึ่งซีก ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ หรือมีเศษอาหารตกค้างอยู่บริเวณ กระพุ้งแก้มข้างที่มีอาการ การรักษาโรหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มีตั้งแต่การรักษาด้วยการใช้ยาแก้อักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ การให้ยา ฆ่าเชื้อไวรัส การกายภาพบำบัด โดยการฝึกหรือกระตุ้นให้กล้ามเนื้อ ใบหน้าที่อ่อนแรงได้ทำงาน เพื่อรอการฟื้ นตัวของเส้นประสาท โดยการ กายภาพบำบัด
อ้างอิง https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/a rtic le_detail/Brain-Atrophy https://www.bumrungrad.com/th/conditions/mult iple- sclerosis https://www.princsuvarnabhumi.com/en/โรคหมอน รอง กระดูกเคลื่อน/ https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/a rtic le_detail/Hydrocephalus-cause-of-Dementia https://www.phyathai.com/article_detail/2719/th/ พิษสุราเรื้อรัง_ภัยร้ายที่คุณสร้างขึ้น
Search
Read the Text Version
- 1 - 23
Pages: