91 การจดั การเรียนรู้สาํ หรับเดก็ ทมี ีความสามารถพเิ ศษ บทนํา การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสําคญั ทีสุด กระบวนการจัดการศึกษา สง่ เสริมให้ผ้เู รียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ จากสาระสําคญั ของมาตรา 22 ให้ความสําคญั เกียวกบั ศกั ยภาพและความสามารถของผ้เู รียนแตล่ ะคนทีมีอย่อู ยา่ งหลากหลาย และ มีความเชือวา่ แตล่ ะบคุ คลมีความสามารถแตล่ ะด้านไม่เท่ากนั ความสามารถทีผสมผสานกนั ออกมา ทําให้เด็กแต่ละคนมีแบบแผน ซึงเป็ นเอกลกั ษณ์เฉพาะหรือความสามารถพิเศษ (Talented) และถ้า เดก็ บางคน มีความสามารถพเิ ศษตงั แต่ 2 ด้านขนึ ไป ซงึ จะจดั อยใู่ นเดก็ ปัญญาเลิศ (Gifted) หากเ ด็กไ ด้ รั บ การส่ง เ ส ริ ม ที เ หม าะ ส ม กับความ ส าม าร ถข อง เ ข าจ ะ ส าม ารถพัฒ น า ความสามารถทีตนมีอยู่ให้เต็มตามศกั ยภาพได้ เป็ นลักษณะพิเศษเฉพาะของ บุคคลเด็กแต่ละคน มีความสามารถและความถนดั และวิธีการเรียนรู้มีความแตกตา่ งกนั ไม่มีใครทีสามารถเรียนรู้ได้ทกุ สิง ทกุ อย่างทีจะต้องเรียน แตท่ กุ คนสามารถเลือกเรียนสิงทีต้องการ การจดั การศกึ ษาควรจะตอบสนอง ควา ม แ ตก ต่า ง ระ หว่ าง บุค คล โดย กา รอ อก แ บ บกิ จ กร รม ข อ ง แ ต่ล ะ ส า ระ กา รเ รี ยน ร้ ู ที ตอ บส นอ ง ความสามารถสว่ นบคุ คลทีเหมาะกบั ชีวิตและวฒั นธรรมท้องถินของผ้เู รียน ความหมาย ลักษณะเด็กทีมีความสามารถพิเศษในธรรมชาติของมนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 9 ด้าน ทีมาจากกระบวนการคิดพืนฐานของสติปัญญาของมนุษย์ทีแตกตา่ งกนั ซึงมากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันไป บางคนอาจมีปัญญาหรือความสามารถสูงมากทงั 9 ด้าน แตบ่ างคนอาจจะมีเพียง หนงึ หรือ 2 ด้าน ด้านอืนๆ ไมส่ งู มากนกั ซึง โฮเวิร์ดการ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ได้ให้ความหมาย
92 ของปัญญาวา่ เป็ นความสามารถทางชีวจิตวิทยา (Biopsychological Potential) ซึงเป็ นกระบวนการ ได้มาของแตล่ ะบคุ คล โดยแสดงออกในบริบทของวฒั นธรรมทีอาศยั อยเู่ พือแก้ปัญหาและสร้างผลงาน ทีมีคุณค่าแก่สังคม จากความสามารถทีหลากหลายของแต่ละบุคคล ปัญญาหรือความสามารถ ทีส่งผลตอ่ การเรียนรู้ของผู้เรียน ได้แก่ ด้านภาษา ด้านตรรกะคณิตศาสตร์ ด้านดนตรี ด้านร่างกาย และการเคลือนไหว ด้านมิติ ด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล ด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล ด้านความเข้าใจตนเอง ด้านธรรมชาติ และด้านจติ นิยมหรือการดํารงอยขู่ องชีวติ ลักษณะเดก็ ทีมีความสามารถพเิ ศษ ตามแนวคดิ ของการ์ดเนอร์ 9 ด้าน ดงั นี 1. ด้านภาษา (Linguistic Intelligence) มีความสามารถสูงในการใช้ภาษา เข้าใจคําสงั และความหมายของคํา ชอบอ่านเขียน เล่าเรือง อธิบายได้ชัดเจน ชอบสอนชอบเรียนรู้ได้ดี ถ้ามีโอกาสได้พูด ฟังและเห็น มีอารมณ์ขัน ความจําดี วนั เดือน ปี การจดั กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะจะพฒั นาเป็ นบุคคลทีมีความสามารถ เป็ น นกั เลา่ นทิ าน นกั พดู นกั การเมือง นกั เขียนบทละคร บรรณาธิการ นกั หนงั สือพิมพ์ นกั ประดษิ ฐ์ 2. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical – Mathematical Intelligence) มีความสามารถสงู ในการใช้ตวั เลข การเห็นความสมั พนั ธ์แบบแผนตรรกวิทยา การคดิ เชงิ นามธรรมและการคดิ เป็นเหตเุ ป็ นผล (cause - effect) การคิดคาดการณ์ (if - then) สามารถจําสิง ทีเป็นแบบแผนทีเป็นนามธรรมได้ มีเหตผุ ลเชิงสรุปความ สามารถเชือมโยงความสมั พนั ธ์ของสิงตา่ งๆ ชอบทําการทดลองค้นหาคําตอบด้านรูปแบบ และหาความสมั พนั ธ์ เรียนรู้ได้ดีโดยการจดั หมวดหมู่ แยกประเภท การจัดกิจกรรม ทีเหมาะสมจะมีลักษณะเด่นเป็ นนักคิด นักตรรกศาสตร์ นกั วิทยาศาสตร์ นกั คณิตศาสตร์ นกั สถิตแิ ละนกั จดั ทําโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3. ด้านดนตรี (Musical Intelligence) มีความสามารถสูงด้านดนตรี ชอบร้ องเพลง ฟังเพลง ชอบเล่นดนตรี ตอบสนอง ต่อเสียงเพลง แยกแยะจําทํานอง เรียนรู้จังหวะดนตรี จังหวะเสียงได้ดี รู้จักโครงสร้ างของดนตรี
93 ไวตอ่ เสียง คิดท่วงทํานองจงั หวะได้ การจดั กิจกรรมทีสง่ เสริมศกั ยภาพด้านนีจะพฒั นาเป็ นนกั ดนตรี นกั แตง่ เพลง วาทยกร นกั วจิ ารณ์ดนตรี 4. ด้านร่างกาย – การเคลือนไหว (Bodily – Kinesthetic Intelligence) มีความสามารถสูงในการใช้ร่างกายของตนเองแสดงความคิด ความรู้สึก สามารถ ควบคมุ การเคลือนไหวของร่างกาย รู้จกั ส่วนต่างๆ ของร่างกายและสามารถแสดงออกได้ ชอบการ เคลือนไหว สมั ผสั พดู และใช้ภาษาทางกาย (Body Language) ทํากิจกรรมทีต้องใช้ร่างกาย เชน่ กีฬา เต้นรํา การแสดง และการประดิษฐ์ได้ดี ความสามารถในการแสดงท่าทางเรียนรู้ได้ดี ถ้ามีโอกาส สมั ผสั เคลือนไหวและมีการปฏิบตั ิ สมั พนั ธ์กับพืนทีว่างและการสมั ผสั เช่น นกั ประดิษฐ์ นกั เต้นรํา นกั กีฬา ศลั ยแพทย์ นกั แสดง 5. ด้านมิติ (Spatial Intelligence) มีความสามารถสูงในการมองเห็นความสัมพันธ์ของพืนที มองเห็นแง่มุมต่างๆ ได้ สามารถแสดงออกด้วยภาพ มองเห็นรูปลกั ษณ์ของสิงตา่ งๆ สามารถหาทิศทางได้ จดั รูปฟอร์มตา่ งๆ ในสมองได้ดี มีจินตนาการดีมองเห็นการเปลียนแปลงอ่านแผนทีแผนภมู ิได้ดี การเรียนรู้ได้ดีถ้าได้ใช้ จินตนาการ มีโอกาสคิดอย่างอิสระ ทํางานด้วยสีและภาพ ชอบการวาด สร้ างออกแบบ ภาพนิง ภาพยนตร์และการทดลองกับเครืองจกั รกล การพฒั นาความสามารถทีเหมาะสมจะเป็ นนกั เดินเรือ นกั บนิ ประตมิ ากร ศลิ ปิน นกั วาดภาพและสถาปนกิ 6. ด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล – มนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal) มีความสามารถสงู ในการเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก ความคดิ และเจตนาของผ้อู ืน ทงั นี รวมถึงความไวในการสงั เกตนําเสียง ใบหน้า ท่าทาง เข้าใจผ้อู ืน นําผ้อู ืน จดั กลุ่ม สือสาร การจดั การ ความขดั แย้งได้ดี ทํางานเป็ นกลุ่ม แยกแยะความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถสือสารได้ไม่ใช้ คําพดู ชอบมีเพือนมาก ชอบพูดและสงั สรรค์กับคนอืน เรียนรู้ได้ดี ถ้ามีโอกาสแบง่ ปัน ทํางานร่วมกับ บคุ คลอืน เปรียบเทียบสมั พนั ธ์ ให้ความร่วมมือ ทงั ยงั มีความสามารถสงู ในการรู้ถึงลกั ษณะตา่ งๆ ของ
94 การสร้ างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล การเรียนรู้ทีเหมาะจะพัฒนาเป็ นครู นักสังคมสงเคราะห์ นกั แสดง นกั การเมือง นกั จิตวิทยา พนกั งานขายของ 7. ด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) มีความสามารถสงู ในการรู้จกั ตนเองและจะสามารถประพฤตติ นได้ดีจากการรู้จกั ตนนี มีสมาธิดี เป็นคนมีจติ ใจออ่ นโยน มีความเข้าใจตนเอง ชอบฝันและหมกมนุ่ กบั ความรู้สกึ ความคดิ ของ ตนเอง ใช้สญั ชาตญาณเป็ นเครืองนําทาง ตระหนกั และแสดงความรู้สึกเกียวกับตนเอง มีความคิด ระดบั สงู มีเหตมุ ีผล ชอบทํางานคนเดียว สนใจและติดตามสิงทีตนสนใจเป็ นพิเศษ จะเรียนรู้ได้ดีถ้ามี โอกาส ใช้ ทํางานตามลําพงั ทําโครงการเดยี วๆ การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ทีเหมาะสมจะพฒั นาให้เป็ น นกั จิตวิทยา ผ้นู ําทางศาสนา นกั ปรัชญา 8. ด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) มีความสามารถสูง การเข้าใจการเปลียนแปลงของธรรมชาติและปรากฏการณ์ ธรรมชาติ เข้าใจความสําคญั ของตนเองกับสิงแวดล้อม ตระหนกั ถึงความสามารถของตนทีจะมีส่วน ร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เข้าใจพฒั นาการของมนษุ ย์และการดํารงชีวิตของมนุษย์ตงั แตเ่ กิดจน ตาย จดจําเข้ าใจ จําแนกหาความสัมพันธ์ของสิงทีเหมือนและต่างกัน เข้ าใจการหมุนเวียน เปลียนแปลงของสสาร การจดั กิจกรรมทีเหมาะสมจะพฒั นาให้เป็ นนักวิทยาศาสตร์ นกั ธรรมชาติ นกั สิงแวดล้อม 9. ด้านจิตนิยมหรือการดาํ รงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence) ความสามารถไวเกียวกับการจบั ประเด็นคําถามเกียวกบั การดํารงอยู่ของมนุษย์ เช่น ความหมายของชีวิต ระบบคณุ ค่าของชีวิต ทําไมคนเราจึงตาย เรามาอยู่ทีนีได้อย่างไร เรียนรู้บริบท ของการดํารงอยู่ของมนุษย์จะใช้คําถามว่า ทําไมเราอยู่ทีนี เรามีบทบาทอะไรบ้างในโลกนี เข้าใจ ความสัมพนั ธ์ของโลกทีเป็ นกายภาพและโลกของจิตใจ มีความรักเมตตาให้ผู้อืน การตืนตวั ในการ แสดงออกตอ่ สถานการณ์บางอย่าง การเข้าใจวฒั นธรรม แสดงออกในด้านอารมณ์ สงั คม วฒั นธรรม
95 เข้าใจหลกั ปรัชญา หลกั ของศาสนาตา่ งๆ เข้าใจทีลึกซึงเกียวกบั ตวั เอง ความเข้าใจความสมั พนั ธ์ของ ร่างกาย จติ ใจและจติ วิญญาณ เข้าใจสจั ธรรมของโลกและชีวิต เป็นนกั คดิ นกั มนษุ ยนิยม ลกั ษณะความสามารถพิเศษของผ้เู รียนทีมีความหลากหลาย การจดั การศกึ ษาจะต้อง ตระหนักและให้ความสําคัญเพือการเสริมสร้ างความสามารถหรือศักยภาพของผู้เรียนให้ปรากฏ โดดเดน่ ออกมาเพือสร้างสรรคส์ งิ ทีเป็นประโยชน์แก่สงั คม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทีส่งเสริมเดก็ ทีมีความสามารถพเิ ศษ การเรียนรู้จะกระทําได้ดีเมือผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทงั ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา โดยลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง การออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้ควรเน้นการปฏิบตั ิกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ปฏิบตั ิจริง ทดลอง ค้นคว้า ด้วยตนเอง การเรียนรู้ ควรเป็ นการเรียนรู้ตามสภาพจริงสอดคล้องกบั ชีวิตจะเป็ นความรู้ทีผู้เรียนเข้าใจความหมาย และเป็ น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ควรเป็ นการเรียนรู้ทีเป็ นการพฒั นาผู้เรียนเป็ นรายบุคคล โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทุกๆ ด้าน เพือผู้เรียนจะได้มีโอกาสค้นพบความสามารถ และวธิ ีการเรียนรู้ของตน การเรียนรู้ทีดีควรจดั ให้ผ้เู รียนได้ร่วมทํางานกบั ผ้อู ืนหรือการทํางานเป็ นกลมุ่ สร้างโอกาสให้ผ้เู รียน ได้แลกเปลียนเรียนรู้ การวิเคราะห์อารมณ์ ความคดิ ความรู้สกึ ของตนเอง จะทํา ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สาระและเข้าใจตนเองมากขึน การเรียนรู้ทีดีควรให้ผู้เรียนสรุปและสร้ าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึงผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจะเป็ นสิงทีมีความหมายคงทน คือ การจํา และสามารถนําไปประยุกต์ใช้ ในการเรี ยนต่อและการแก้ ไขปั ญหาทีเหมาะสมกับสภาพแวดล้ อม การประเมินผลควรเป็นตามสภาพจริง นําผลการประเมินมาพฒั นาผ้เู รียนอยา่ งตอ่ เนือง การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ทีมีประสิทธิภาพเป็ นหวั ใจของการจดั การเรียนรู้ซงึ กระบวนการ เรียนรู้ของแต่ละบุคคลมีความหลากหลาย และแตกตา่ งกันไปตามประสบการณ์และความสามารถ พืนฐานของบคุ คลนนั
96 บรรณานุกรม วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2543). กระบวนทัศน์ใหม่การจัดการศกึ ษาเพือพฒั นาศักยภาพ ของบุคคล. กรุงเทพมหานคร: เอสอาร์พรินตงิ . สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2545). พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพมิ เตมิ (ฉบับที 3) พ.ศ.2553. กรุงเทพมหานคร : พริกหวาน กราฟฟิ ค. Conell, Dianal J. (2005). Brain Based Strategies to Research Every Learner. New York : Scholastic Inc. Ec, Jessic, Agnes Chang and Oon – Seng Tan. (2504). Thinking about Thinking What Educators Need to Know. Singapore : McGraw Hill. Gardner, Howard. (1999). Intelligence Reframed Multiple Intelligence for the 21th Century. New York : Member of the Peruses Book Group. ข้อมูลบรรณานุกรมบทความ วิชยั วงษ์ใหญ่. (2550). “เดก็ ทีมีความสามารถพิเศษ”. สารานุกรมวชิ าชีพครู เฉลมิ พระเกียรติ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว เนืองในโอกาสฉลองสิริราชสมบัตคิ รบ 60 ปี . กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. หน้า 171 – 176.
97 การพฒั นาหลักสูตรแบบครบวงจร ความหมายของหลักสูตร หลกั สตู ร (Curriculum) เป็ นคําทีมีรากศพั ท์มาจากคําในภาษาลาตินว่า “race – course” หมายถึง เส้นทางทีใช้วิงแข่งขัน เนืองมาจากเป้ าหมายของหลักสูตรทีมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถ เจริญเติบโตเป็ นผู้ใหญ่ทีมีคณุ ภาพและประสบความสําเร็จในการดํารงชีวิตอยู่ในสงั คมแห่งอนาคต ซึงการนิยามความหมายของหลักสูตรในปัจจุบันได้ให้ ความหมายของหลักสูตรว่าหมายถึง มวลประสบการณ์ทางการเรียนรู้ทีกําหนดไว้ในรายวิชา กลมุ่ วิชา เนือหาสาระ รวมทงั กิจกรรมตา่ งๆ ทีได้ดาํ เนนิ การจดั การเรียนรู้ให้กบั ผ้เู รียนอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ความสาํ คัญของหลักสูตร หลักสูตรมีความสําคญั ต่อการจัดการศึกษาทุกระบบ เนืองจากข้อกําหนดต่างๆ ของ หลกั สตู รจะเป็ นมาตรฐานในการจดั การศกึ ษาของแตล่ ะกลุ่มเป้ าหมาย ซึงทําให้เป็ นแนวทางนําไปสู่ การกําหนดเป้ าหมายของการเรียนรู้สําหรับผ้เู รียนในแตล่ ะช่วงวยั อีกทงั ยงั เป็ นแนวทางสําหรับผ้สู อน ในการดําเนินการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้ าหมายทังในด้านความรู้ในเนือหาสาระ ทักษะ กระบวนการเรียนรู้และการคิด ทกั ษะทางสงั คมและทีสําคญั คือคณุ ภาพทางด้านคณุ ธรรมจริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ นอกจากนีความสําคัญของหลักสูตรยังมีต่อการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ด้วยทีจะต้องตอบคาํ ถามได้ว่าการจดั การศกึ ษานนั บรรลคุ วามคาดหวงั ของหลกั สตู รหรือไม่ ซงึ จะเป็นข้อมลู สารสนเทศสําหรับการปรับปรุงหลกั สตู รตอ่ ไปดงั แผนภาพ 1
98 หลกั สตู ร การจดั การ การวดั และ เรียนรู้ ประเมินผล การ สะท้อนผล แผนภาพ 9 ความสําคญั ของหลกั สตู รทีสง่ ผลตอ่ การจดั การเรียนรู้ การวดั และประเมนิ ผล และการสะท้อนผลเพือปรับปรุงหลกั สตู ร องค์ประกอบของหลักสูตร หลักสูตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ นรูปแบบใดหรือใช้กับกลุ่มเป้ าหมายใดจะมีองค์ประกอบที สําคญั 4 ประการดงั นี 1. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หมายถึง คุณภาพของผู้เรียนเมือเรียนรู้จบหลักสูตร ประกอบด้วยความรู้ในเนือหาสาระ ทกั ษะกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิดขนั สูง และคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ มอนั พงึ ประสงค์ 2. เนือหาสาระ หมายถึง สาระการเรียนรู้ วิชาความรู้ รวมทงั ประสบการณ์ตา่ งๆ ทีผ้เู รียน ต้องเรียนรู้ไปตามลําดบั ขนั ตอนเพือให้มีความรู้ความสามารถตามจดุ มงุ่ หมายทีหลกั สตู รกําหนดไว้ 3. การจดั การเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการใช้หลกั สตู รกบั ผ้เู รียนในเชิงบรู ณาการซึงเป็ น หน้าทีของผ้สู อนทีจะต้องดาํ เนนิ การจดั การเรียนรู้ในเนือหาสาระตา่ งๆ ให้ผ้เู รียนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถนําไปประยกุ ต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถกู ต้องและเหมาะสม รวมทงั มีทกั ษะในการ เรียนรู้ มีกระบวนการคดิ ทีมีประสิทธิภาพและมีพฤตกิ รรมทีงดงาม
99 4. การวัดและประเมินผล หมายถึง กระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของ ผู้เรียนภายหลงั การจดั การเรียนรู้ การประเมินคณุ ภาพการจัดการเรียนรู้รวมทังการประเมินความ เหมาะสมของจดุ มงุ่ หมายและเนือหาสาระของหลกั สตู ร การพัฒนาหลักสูตรแบบครบวงจร การพัฒนาหลักสูตรมีลักษณะเป็ นกระบวนการทีมีความเป็ นระบบและเป็ นวงจรทีมี ความสมั พนั ธ์กนั ระบบการพฒั นาหลกั สตู รแบบครบวงจรประกอบด้วย ระบบการร่างหลกั สตู ร ระบบ การใช้หลกั สตู รและระบบการประเมินหลกั สตู ร โดยแตล่ ะระบบมีรายละเอียดดงั นี ระบบการพัฒนาหลักสูตร ประกอบด้วย การศกึ ษาสิงกําหนดหลกั สตู ร การกําหนด รูปแบบหลกั สตู ร การตรวจสอบคณุ ภาพหลกั สตู รและการปรับปรุงหลกั สตู ร ระบบการใช้หลักสูตร ประกอบด้วย การขออนุมตั ิใช้หลกั สูตร การประชาสมั พนั ธ์ หลกั สูตร การวางแผนการใช้หลักสูตร การกําหนดงบประมาณ / ทรัพยากร และการบริหาร นิเทศ กํากบั ดแู ล ระบบการประเมินหลักสูตร ประกอบด้วย การวางแผนการประเมิน การเก็บรวบรวม ข้อมลู การวิเคราะห์ข้อมลู และการรายงานผลการประเมนิ ระบบการพัฒนาหลกั สตู รทงั 3 ระบบทีดีจะต้องมีความสมั พนั ธ์เชือมโยงซึงกันและกัน เพือให้กระบวนการพฒั นาหลกั สูตร การใช้หลกั สูตรและการประเมินหลกั สตู รมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกบั กลมุ่ เป้ าหมายหรือผ้ใู ช้หลกั สตู ร ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งระบบทงั สาม ดงั แผนภาพ 2
100 ระบบ การพฒั นาหลกั สตู ร ระบบ การปรับปรุงหลกั สตู ร ระบบ ระบบ การใช้หลกั สตู ร การประเมนิ หลกั สตู ร แผนภาพ 10 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งระบบการพฒั นาหลกั สตู ร ระบบการใช้หลกั สตู ร และระบบการประเมนิ หลกั สตู รตามแนวคดิ การพฒั นาหลกั สตู รแบบครบวงจร ขันตอนการพัฒนาหลักสูตร ทาบา (Hilda Taba. 1962) ได้กําหนดขนั ตอนการพฒั นาหลกั สตู รไว้ 8 ขนั ตอนดงั นี 1. การวินิจฉยั ความต้องการจําเป็นของการพฒั นาหลกั สตู ร (Diagnosing Needs) 2. การกําหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องหลกั สตู ร (Formulating Specifics Objectives) 3. การคดั เลือกเนือหาสาระ (Selecting content) 4. การจดั ลําดบั เนือหาสาระ (Organizing Content) 5. การคดั เลือกประสบการณ์การเรียนรู้ (Selecting Learning Experiences) 6. การจดั ลําดบั ประสบการณ์การเรียนรู้ (Organizing Learning Experiences) 7. การกําหนดแนวทางการวดั และประเมนิ ผล (Evaluating) 8. การตรวจสอบความสมดลุ และลําดบั (Checking for Balance and Sequence)
101 รูปแบบหลักสูตร 1. หลกั สตู รรายวิชา (Subject Curriculum) เป็ นหลกั สูตรทีเน้นเนือหาสาระซึงจดั หมวดหมู่ในรูปของรายวิชา ซึงสิงทีถกู นํามาจดั หมวดหมู่ได้แก่ ความคิดรวบยอด ทกั ษะ หลกั เกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถตามมาตรฐานทีกําหนด จากการเรียนรู้รายวิชาทีกําหนดไว้ในหลกั สตู ร 2. หลกั สตู รสมั พนั ธ์วชิ า (Correlated Curriculum) เป็นหลกั สตู รทีออกแบบเนือหาสาระในแตล่ ะกลมุ่ วิชาหรือหมวดวิชามีความสอดคล้อง เชือมโยงสมั พนั ธ์กนั กนั ตลอดหลกั สตู ร 3. หลกั สตู รประสบการณ์ (Experience Curriculum) เป็ นหลกั สตู รทีเน้นให้ผ้เู รียนได้รับประสบการณ์ทีเหมาะสมกบั เนือหาสาระ ความถนดั และความสนใจ การจดั เนือหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวดั และประเมินผล มีความม่งุ หมายเพือ ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็ นสําคัญ มีความสอดคล้องกับวิถีการดํารงชีวิต ผู้เรียนมี บทบาทในการคดั สรรประสบการณ์ทางการเรียนรู้ทีต้องการภายใต้กรอบความมงุ่ หมายของหลกั สตู ร 4. หลกั สตู รบรู ณาการ (Integrated Curriculum) เป็ นหลกั สูตรทีผสมผสานเนือหาสาระและประสบการณ์ต่างๆ ทีมีความเกียวข้องกัน อยา่ งสมดลุ แล้วจดั เป็นหนว่ ยการเรียนรู้เพือให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนรู้แบบองค์รวม 5. หลกั สตู รองิ มาตรฐาน (Standard – based Curriculum) เป็ นหลกั สูตรทีกําหนดมาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละระดบั ไว้อย่างชดั เจน ได้แก่ มาตรฐานของเนือหาสาระทีผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ (Content Standard) และมาตรฐานของ ความสามารถในการปฏิบตั ิงานหรือสิงทีผ้เู รียนสามารถทีจะทําได้ (Performance Standard) ผ้เู รียน จะจบหลกั สตู รก็ตอ่ เมือมีคณุ ภาพตามมาตรฐานหลกั สตู ร
102 6. หลกั สตู รเสริม (Enrichment Curriculum) เป็ นหลักสูตรทีพัฒนาขึนเพือจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึงโดยเฉพาะเจาะจง มีระยะเวลาในการใช้หลกั สตู รไมม่ ากนกั เน้นการเสริมสร้างสมรรถนะในการปฏิบตั งิ านในหน้าที หรือ พฒั นาศกั ยภาพในการเรียนรู้ของผ้เู รียนเฉพาะด้าน การประยกุ ต์ใช้ การพัฒนาหลักสูตรจะต้ องพัฒนาผู้เรียนไปสู่โลกแห่งอนาคตซึงเป็ นโลกทีมีการ เปลียนแปลงอยา่ งรวดเร็วไมว่ า่ จะเป็นองคค์ วามรู้ตา่ งๆ โดยเฉพาะอยา่ งยิงทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี การเปลียนแปลงทางด้านสงั คมวฒั นธรรมและวิถีการดํารงชีวิต เศรษฐกิจ และการเมือง ดงั นนั หลกั สตู รทีดีจะต้องมงุ่ พฒั นาผ้เู รียนให้สามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีคณุ ภาพ เตรียมผ้เู รียนไปสู่ โลกอนาคต การพฒั นาหลักสูตรเพืออนาคตนีควรให้ความสําคญั กับสิงต่างๆ ได้แก่ ก) ความรู้ทีเป็ น สากล เชน่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและภาษาตา่ งประเทศ ข) ความรู้ทีเป็ นเอกลกั ษณ์ ของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิน ค) ทกั ษะกระบวนการคดิ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคดิ แก้ปัญหา การคดิ วิจารณญาณ ง) ทักษะทางสังคม เช่น การทํางานร่วมกับผู้อืน จิตสาธารณะ และ จ) คุณธรรม จริยธรรมอนั ดงี าม สําหรับการใช้หลกั สตู รหรือการจดั การเรียนรู้ควรเป็ นไปในเชิงบรู ณาการ ไม่วา่ หลกั สตู รจะ ถกู ออกแบบมาเป็ นหลกั สูตรบรู ณาการหรือไม่ก็ตามซงึ แนวทางการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการนนั มี หลายวิธี เช่น บูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว บูรณาการแบบคู่ขนาน บูรณาการแบบสหวิทยาการ หรือการบรู ณาการแบบโครงการ หากผ้สู อนสามารถจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการจะทําให้ผ้เู รียนเกิด การเรียนรู้แบบองค์รวมมากขึน มีการเชือมโยงความรู้ตา่ งๆ มากขึน จนทําให้สามารถนําความรู้ทีมี นนั ไปใช้ในการแก้ปัญหา การคดิ และตดั สนิ ใจได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
103 สว่ นการประเมนิ ผลการใช้หลกั สตู รควรเน้นทีคณุ ภาพผ้เู รียนเป็ นสําคญั เพราะหลกั สตู รจะ ประสบความสําเร็จได้ก็ต่อเมือผู้เรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ตามทีกําหนดไว้ การประเมินคณุ ภาพ ผู้เรียนควรมีความครอบคลุมในทุกมิติของการเรียนรู้และเป็ นการประเมินอย่างเป็ นระบบต่อเนือง รวมทงั ใช้เครืองมือการประเมินทีมีคณุ ภาพ สามารถสะท้อนข้อมลู คณุ ภาพของผ้เู รียนได้อย่างชดั เจน และมีการวิเคราะห์ผลการประเมินเพือนําไปสู่การปรับปรุงแก้ไขหลกั สูตรให้ทนั ตอ่ การเปลียนแปลง ในอนาคตตอ่ ไป
104 บรรณานุกรม วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2533). การพฒั นาหลักสูตรแบบครบวงจร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . Reis M. Sally. and Renzulli S. Joseph. (2008). Enriching curriculum for all students. 2nd California : Corwin Press Inc. Taba, Hilda. (1962). Curriculum development : theory and practice. New York : Harcourt, Brace and World, Inc. Wiles, Jon W. and Bondi, C. Joseph. (2011). Curriculum development a guide to practice. 8th ed. Boston : Pearson. ข้อมูลบรรณานุกรมบทความ วิชยั วงษ์ใหญ่. (2552). “หลกั สตู ร”.สารานุกรมวิชาชีพครูเฉลมิ พระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เนืองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. หน้า 469 – 474.
105 หลักสูตรการศึกษากบั การพฒั นาประเทศ บทนํา หลักสูตรการศึกษากับการพัฒนาประเทศ หมายถึง แผนการจัดการศึกษาเกียวกับ ประมวลประสบการณ์ กิจกรรมต่างๆ โดยมีองค์ประกอบสําคญั ได้แก่ ความมุ่งหมาย เนือหาสาระ และการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ สือการเรียนการสอน การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ เพือให้ผ้เู รียน มีพัฒนาการต่างๆ ตามความมุ่งหมายทีกําหนดไว้ ทีสอดคล้องกับบริบทของสงั คมและมาตรฐาน การศกึ ษาของชาติ ความเป็ นมาของหลักสูตร หลักสูตร (Curriculum) มีรากศพั ท์มาจากภาษาลาตินว่า currere หมายถึง “race – course” หรือเส้ นทางทีใช้วิงแข่งขัน เมือนํามาใช้ ในบริบทของการศึกษาจึงหมายถึง running sequence of courses or learning experience เปรียบเสมือนเส้นทางทีผ้เู รียนจะต้องเรียนรู้และฝึ ก ประสบการณ์นําไปสเู่ ป้ าหมายความสําเร็จ การจดั หลกั สตู ร three R’s การอา่ นเขียนคดิ เลข เป็นพืนฐานการเรียนรู้ทีสําคญั และจําเป็ น สําหรับผู้เรียนระดับประถมศึกษา ได้แก่ การอ่าน (reading) การเขียน (writing) และเลขคณิต (arithmetic) ซงึ จะต้องได้รับการพฒั นาเพือเป็นเครืองมือสําหรับการเรียนรู้สาระตา่ งๆ ในระดบั ทีสงู ขนึ ในสมัยกลาง การจัดการศึกษาชนั สงู ประกอบด้วย วิชาทงั 7 วิชา คือ ไตรศิลปะศาสตร์ (trivium) ได้แก่ ไวยากรณ์ ตรรกศาสตร์ และวาทศาสตร์ รวมทงั จตศุ ิลปะศาสตร์ (quadrivium) ได้แก่ เลขคณิต เรขาคณิต ดนตรี และดาราศาสตร์ ปั จจุบันศิลปะศาสตร์เน้ นทีภาษา วรรณคดี
106 สนุ ทรียศาสตร์ สงั คมศาสตร์ มนษุ ยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คณิตศาสตร์ และพฒั นามาเป็ น กลมุ่ รายวชิ าการศกึ ษาทวั ไปของหลกั สตู รระดบั อดุ มศกึ ษา ประวัติความเป็ นมาของหลักสูตรไทยในอดีตสถานศึกษาก็คือวัด ครูก็คือพระ นักเรียน ในสมัยนันก็จะเป็ นบุตรหลานของเจ้าขุนมูลนาย สิงทีเรียนก็จะเป็ นการอ่าน การเขียน ภาษาไทย ภาษาบาลี สนั สกฤต ศาสนา และการคดิ เลข นอกจากนียงั มีการศกึ ษาอีกลกั ษณะหนงึ คือการศกึ ษาวิชาชีพ ผ้สู นใจก็ต้องไปเรียนกบั ผ้รู ู้ เชน่ เรียนชา่ งก็ต้องไปเรียนทีบ้านของนายชา่ ง ต่อมาได้ มีการประกาศใช้ หลักสูตรในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ าเจ้ าอยู่หัว มีผ้ใู ห้ความสนใจและให้ความสําคญั กบั การศกึ ษา เริมมีโรงเรียน การศกึ ษามีบทบาทมากขึน จงึ ต้อง พฒั นาหลกั สตู รให้เหมาะสมกับผู้เรียนทุกระดบั และประเภทและสอดคล้องกับเหตกุ ารณ์มากทีสุด อนงึ ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีทําให้การจดั หลกั สตู รการเรียนการสอนเปลียนแปลงไปมาก เพือให้ ผ้เู รียนก้าวทนั เหตกุ ารณ์และก้าวทนั โลก ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสือสาร การเปลียนแปลง ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทําให้หลักสูตรมีการเปลียนแปลงไป ลักษณะหลักสูตรจะต้อง ตอบสนองความต้องการของผ้เู รียน สงั คม เศรษฐกิจ การบริหารจดั การหลกั สตู รและการเรียนรู้มงุ่ ให้ ผ้เู รียนได้รับความสะดวกยืดหยนุ่ และเสริมสร้างกระบวนการคดิ คณุ ธรรมจริยธรรม จิตอาสา รวมทงั ตระหนกั ถึงความรับผิดชอบตอ่ สิงแวดล้อมและสงั คม ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษามุ่งพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ เพือให้ผู้เรียน มีคณุ ภาพ มีศกั ยภาพ มีวิธีการเรียนรู้ และมีคณุ ภาพชีวิตทีดี สามารถเป็ นกลไกสําคญั ในการพฒั นา ประเทศให้มีสมรรถนะและขีดความสามารถในการแขง่ ขนั เพมิ ขนึ ทงั ในระดบั ภมู ิภาค และระดบั โลก
107 กระบวนทศั น์ใหม่ทางการศึกษาจะต้องมุ่งสู่คุณภาพของคนตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจ และสงั คมแหง่ ชาตแิ ละยทุ ธศาสตร์การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาดงั กลา่ ว จะต้องกําหนดคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ในความหมายของความเป็ นมนษุ ย์ ความเป็ นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือ ปัจจยั ชีขาดของความเป็นชนชาตทิ ีจะอยรู่ อด การพัฒนาผู้เรียนให้เป็ นผู้ทีเฝ้ าระวังผลประโยชน์ของประเทศชาติ การจัดการศึกษา เพือให้ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ความยุติธรรมกับการเมืองทีดี ระบบนิติรัฐกับการเมือง และผ้นู ําทางการเมือง การมีสว่ นร่วมของประชาชน เพือประโยชน์สว่ นรวมมากกวา่ ประโยชน์สว่ นตน ปรับเปลียนฐานคิดเกียวกับการศกึ ษา ฐานคิดเดิม การศึกษาคือ กระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษา ผู้สอนและผู้เรียน ฐานคิด ใหม่ การศึกษาคือ การเรียนรู้ เป็ นสิงทีจะเสริมสร้ างให้ ทุกคนมีวิธีการเรียนรู้อย่างต่อเนือง โดยปรับเปลียนปัจจยั 3 ด้าน คอื 1. วัฒนธรรมการเรียนรู้ ปรับเปลียนจากการเรียนรู้แบบรับเป็ นแบบรุก การสร้ าง ความรู้ การจดั การความรู้ เป็นความรู้ทีมีพลงั กอ่ เกิดมาจากการเรียนรู้ด้านใน 2. ปรับเปลียนฐานคดิ วา่ ทกุ คนมีศกั ยภาพทีจะเรียนรู้และพฒั นาได้ การจดั การศกึ ษา ต้องให้ทกุ คนมีพืนทีทีสามารถเข้าถึงการศกึ ษาได้ทกุ รูปแบบ มงุ่ เน้นให้ผ้เู รียนมีวิธีการเรียนรู้แสวงหา ความรู้ด้วยตนเอง นําความรู้ไปสร้างสรรค์สิงทีเป็นประโยชน์ตอ่ บคุ คล ชมุ ชน และสงั คม 3. ปรับเปลียนบรรยากาศการเรียนรู้ไปส่กู ารเรียนรู้ในสถานการณ์จริง สามารถเรียนรู้ ได้ทกุ เวลา ทกุ สถานที เรียนรู้จากการปฏิบตั ิ เกิดการเปลียนแปลง ไม่ยึดตําราเป็ นหลกั การจดั การ ศกึ ษาต้องมีวิสยั ทศั น์ทีชดั เจนเพือให้บคุ คลมีความสามารถในการสร้างสรรค์งาน และอาชีพ
108 การจัดการศึกษาสู่ความเป็ นเลศิ ต้องมุ่งเน้นทีผู้เรียนเป็ นสาํ คัญ การออกแบบหลักสูตรจะต้องคํานึงถึงผู้เรียนเป็ นตัวตัง โดยวิเคราะห์ความต้องการ ความสนใจของผู้เรียน รวมทังการเตรียมผู้เรียนไปสู่สังคมในอนาคต มีความรู้และทกั ษะทีจําเป็ น ตอ่ การดํารงชีวิตและการทํางานของโลกยคุ ใหม่ ทกั ษะทีจําเป็นได้แก่ 1. การรู้หนงั สือพืนฐาน (Basic Literacy) 2. การรู้ทางวิทยาศาสตร์พืนฐาน (Scientific Literacy) 3. การรู้ทางเทคโนโลยีพืนฐาน (Technological Literacy) 4. การรู้ทางทศั นศลิ ป์ พืนฐาน (Visual Literacy) 5. การรู้ทางขา่ วสารข้อมลู พืนฐาน (Information Literacy) 6. การรู้ทางพหวุ ฒั นธรรมพืนฐาน (Multi Cultural Literacy) 7. ความตระหนกั และเข้าใจสงั คมโลก (Global Awareness) 8. ความสามารถปรับตวั และจดั การกบั สงิ ทีซบั ซ้อน (Adaptability / Managing Complexity) 9. ความสามารถกําหนดเป้ าหมายของตนเอง (Self - Decision) 10. ความสนใจใฝ่ รู้ (Curiosity) 11. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) 12. ความกล้าเสียง (Risk Taking) 13. ความคิดระดบั สงู และมีเหตผุ ล (Higher – Order Thinking and Sound Reasoning) 14. การสือสารทีมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) 15. การทํางานเป็นทีม (Teaming and Collaboration) 16. ทกั ษะเข้าใจตนเองและผ้อู ืน (Interpersonal Skills)
109 17. มีความรับผิดชอบ (Personal Responsibility) 18. เป็นพลเมืองดีและรับผิดชอบตอ่ สงั คม (Social and Civic Responsibility) 19. มีปฏิสมั พนั ธ์การสือสาร (Interactive Communication) 20. การจดั ลําดบั วางแผน และการบริหารมงุ่ ผล (Prioritizing Planning, and Managing for Results) 21. สามารถใช้เครืองมือทีเป็ นปัจจบุ นั (Effective Use of Real – World Tools) 22. สามารถผลิตผลงานทีมีคณุ ภาพสงู (Ability to Produced Relevant, High – Quality Product) นอกจากความรู้และทกั ษะ หลกั สตู รจะต้องเสริมสร้างคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์เป็ นสิงที จําเป็นจะต้องบม่ เพาะ ได้แก่ การรู้คดิ คณุ ธรรมจริยธรรม และจิตอาสา บรู ณาการเข้ากบั กระบวนการ เรียนรู้กบั องค์ประกอบของหลกั สตู รและกระบวนการเรียนรู้ รวมทงั การประเมินผล ตามสภาพจริง ตามหลักการของการประเมิน ได้แก่ มีผู้ประเมินหลายๆ คน ใช้เครืองมือวดั หลายๆ ชนิด รวมทัง การประเมินหลายช่วงเวลา เพือให้ได้สารสนเทศการประเมินในการพัฒนาผู้เรียนและปรับปรุง กระบวนการเรียนการสอน การเรียนการสอนโดยใช้กรณีศกึ ษาควบคไู่ ปกับการวิจยั โดยผ้เู รียนจะลงไปปฏิบตั ิงาน จริงในพืนที เป็ นการจดั การศกึ ษาแก่ผู้เรียนเพือพฒั นาศกั ยภาพให้ได้สงู สดุ เพือทีผู้เรียนจะได้เติบโต ขึนเป็ นคนดีและเป็ นพลเมืองทีมีคณุ ค่า ความรู้ คือความสามารถในการโยงความสมั พนั ธ์ เนืองจาก ผ้เู รียนแตล่ ะบคุ คลมีประสบการณ์ทีแตกตา่ งกนั ดงั นนั บรรดาข้อมลู ตา่ งๆ เมือได้ฟังหรือได้อ่านมาแล้ว จําเป็ นต้องผ่านกระบวนการย่อยและเชือมต่อให้เข้ากับประสบการณ์ของแต่ละคนจึงจะเข้าใจ และระลกึ ได้ตลอดไป
110 การพฒั นาผู้เรียนเต็มศกั ยภาพทกุ มิติ และเจริญชีวิตตามศกั ดิศรีของความเป็ นมนุษย์ ทีเต็มและภาคภูมิ โดยใช้กระบวนการบูรณาการศาสนา วัฒนธรรม บริบทสงั คม และกระบวนการ เรียนรู้กับการดํารงชีวิต การเรียนรู้อย่างมีความสุขของแต่ละบุคคล รวมทังการพัฒนาคุณภาพ สิงแวดล้อม สงั คม และชีวติ ของผ้เู รียนแตล่ ะคนอยา่ งกลมกลืนและยงั ยืน การศกึ ษาด้านในเป็ นคุณภาพและคุณค่าทีแท้จริง การพฒั นาผ้เู รียนอยา่ งแท้จริง เริมต้นเมือผู้เรียนใช้อิสรภาพภายในตนและได้รับเสรีภาพ จากภายนอก โดยใช้จิตตปัญญาศึกษา (Contemplation education) เป็ นการเรียนรู้ทีสร้างกระบวน ทศั น์ใหม่ต่อชีวิตและความเป็ นมนุษย์ เน้นการปลกู ฝังความตระหนกั รู้ภายในตน ความเมตตาและ จติ สํานกึ ตอ่ สว่ นรวม การนําปรัชญาและศาสนาธรรมมาพฒั นาจิต ฝึ กปฏิบตั ิจนมีสติและเกิดปัญญา สามารถ เชือมโยงศาสตร์ตา่ งๆ มาประยกุ ตใ์ ห้เกิดแก่ตน ผ้อู ืน และสงั คม กระบวนการเรียนรู้สกู่ ารเปลียนแปลง (Transformation of learning) คือการเรียนรู้ทีสําคญั ทีสุด เพือให้ผู้เรียนเข้าใจตวั เอง สามารถดึง ศกั ยภาพออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความปรารถนา และตอบสนองความต้องการของสงั คม กรอบมาตรฐานคุณวุฒสิ าํ หรับหลักสูตรระดบั อุดมศึกษา กรอบแนวคดิ ในการผลิตบณั ฑิตให้มีคณุ ภาพตามทีม่งุ หวงั โดยการกําหนดผลการเรียนรู้ (Learning outcome) ของบณั ฑิตทีได้รับคุณวุฒิแต่ละระดบั และองค์ประกอบต่างๆ ทีเกียวข้อง เพือให้สถาบนั อดุ มศึกษามีเป้ าหมายในการผลิตบณั ฑิตอย่างชดั เจน สามารถนํากรอบมาตรฐาน ไป ใช้เป็ นหลักในการออกแบบหลักสูตรและจัดกระบวนการเรียนการสอนตลอดจน การวัดและ ประเมินผลได้อย่างมนั ใจว่า บณั ฑิตจะบรรลุกลุ่มมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามทีกําหนดไว้ในแต่ละ คณุ วฒุ ิ
111 กลมุ่ มาตรฐานผลการเรียนรู้ในแตล่ ะระดบั การศกึ ษาสาขาวิชาตา่ งๆ จะต้องกําหนดกล่มุ ผลการเรียนรู้ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้าน ซึงจะมีระดบั ความซบั ซ้อนของการเรียนรู้และทักษะ เพิมขนึ ตามระดบั คณุ วฒุ ิ 1. คุณธรรมจริยธรรม หมายถึง การพัฒนานิสัยในการประพฤติอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ด้วยความรับผิดชอบทังในส่วนตนและส่วนรวม สามารถปรับวิถีชีวิตอย่างสร้ างสรรค์ ในความขดั แย้งทางค่านิยม พฒั นานิสยั และการปฏิบตั ิตนอย่างมีศีลธรรม ยึดฐานคิดทางศีลธรรม ทงั ในเรืองสว่ นตวั และสงั คม 2. ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจ การนึกคิด และการนําเสนอข้อมูล การวิเคราะห์และจําแนกข้อเท็จจริงในหลกั การ ทฤษฎี ตลอดจนกระบวนการต่างๆ และสามารถ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ 3. ทักษะทางปัญญา หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์และ ประยกุ ต์ความรู้ ความเข้าใจในแนวคิด หลกั การ ทฤษฎี และกระบวนการตา่ งๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ และแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์เมือต้องเผชิญกบั สถานการณ์ใหมๆ่ ทีไมค่ าดคดิ มาก่อน 4. ทกั ษะความสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ หมายถึง ความสามารถ ในการทํางานเป็ นกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภาวะผ้นู ํา มีความรับผิดชอบ ต่อตนเองและสงั คม มีความสามารถในการวางแผนและรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง 5. ทกั ษะการวิเคราะห์ การสือสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง ความสามารถ ในการสือสารอยา่ งมีประสิทธิภาพ ทงั การพดู การฟัง การเขียน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สือสาร รวมถึงความสามารถในการใช้เทคนิคพืนฐานทางคณิตศาสตร์และสถิติ
112 การจดั การศกึ ษาจะต้องสอดคล้องกับความเป็ นจริงทางสงั คม การปรับปรุงและพัฒนา หลกั สตู รให้ตรงกบั ความต้องการของสงั คม เพือเป็ นเครืองมือการพฒั นาประเทศ กระบวนการเรียนรู้ จะต้องม่งุ เน้นบทบาทหน้าทีเหนียวรังวฒั นธรรมทางจิตวิญญาณ อนั เป็ นสิงหลอ่ เลียงคณุ คา่ ความดี เพือฉดุ รังสงั คมให้สามารถมีภมู ิค้มุ กนั จากกระแสไหลเชียวของการสือสารไร้พรหมแดน อยา่ งรู้เทา่ ทนั และมีสติ การจดั หลกั สตู รการเรียนรู้ต้องมงุ่ เน้นความต้องการของผ้เู รียน และความต้องการของชมุ ชน รวมทังการประเมินผลทีสะท้อนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิสําหรับหลักสูตรระดับอุดมศึกษา จึงจะ สามารถผลิตบณั ฑติ เพือพฒั นาประเทศได้อยา่ งสมั ฤทธิผล ปัจจัยทีส่งเสริมการประกันคุณภาพหลักสูตร 1. การส่งเสริมสนบั สนนุ พฒั นาคณุ ภาพผ้เู รียน ครู อาจารย์ และบคุ ลากร ทางการศกึ ษา รวมทังประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การเพิมโอกาส ทางการศกึ ษา การผลติ และพฒั นากําลงั คน เทคโนโลยีทางการศกึ ษา และการเรียนรู้ ตลอดชีวติ 2. พัฒนาวิชาชีพครูให้เป็ นวิชาชีพทีมีคุณค่า สามารถคัดสรรคนดี เก่ง และมีใจรัก มาเป็นครู อาจารย์ ได้อยา่ งยงั ยืน ภายใต้ระบบการบริหารจดั การทีมีประสทิ ธิภาพ 3. พัฒนาผู้เรียนยุคใหม่ทีมีนิสัยใฝ่ เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง แสวงหาความรู้ อยา่ งตอ่ เนือง และมีนิสยั รักการอา่ น 4. ส่งเสริมสนบั สนุนงบประมาณ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพือการศกึ ษา รวมทงั แหลง่ เรียนรู้ 5. การจัดหลักสูตรการศึกษาทีต่อเนืองและเชือมโยงกันทุกระดบั ตังแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษาซึงผู้เรียนสามารถเปลียนเส้ นทางการศึกษา ได้ตลอดเวลา
113 สรุป โลกยคุ สงั คมแห่งความรู้ โลกาภิวตั น์ และยคุ แห่งการเปลียนแปลง การจดั หลกั สตู รและการ เรียนรู้ทีควบคกู่ บั การมีภาคีเครือข่าย จะทําให้บคุ คลมีความหลากหลายในวิธีคิด ทํางานร่วมกนั อย่าง สร้างสรรค์ เกิดนวตั กรรมหลกั สตู รและการเรียนรู้ ธรรมชาติของการเปลียนแปลงทําให้มีการอนรุ ักษ์ สิงแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสงั คมทีมีประสิทธิผล (effectiveness) ประสิทธิภาพ(efficiency) และ ผลผลติ (productivity) อยา่ งสร้างสรรค์อนั เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมและประเทศชาติ
114 บรรณานุกรม วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2550). “หลกั สตู รสถานศกึ ษา” สารานุกรมวชิ าชีพครู : เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว เนืองในโอกาสฉลองสิริราชสมบัตคิ รบ 60 ปี . กรุงเทพฯ : สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2551). “หลกั สตู ร” สารานุกรมวิชาชีพครู : เฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เนืองในมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2551). “ความรู้” สารานุกรมวชิ าชีพครู : เฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เนืองในมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. สํานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา. (2552). กรอบมาตรฐานคุณวุฒริ ะดบั อุดมศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2552 (Thai Qualifications Framework for Higher Education : TQF:HEd). กรุงเทพมหานคร : สํานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา. สํานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2552). ยุทธศาสตร์การพฒั นาคุณภาพการศึกษา : ระเบียบ วาระแห่งชาติ (พ.ศ.2551 – พ.ศ.2555). กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค จํากดั . Cheryl Lemke and others. (2007). enGauge 21st Century Skills Literacy in the Digital Age. Metiri Group Los Angles. Oers V. Bert. (2008). The Transformation of Learning : Advance in Cultural-Historical Activity Theory. Cambridge ; New York : Cambridge University Press. Warnod, Helen. (2002). Integrated Curriculum : Designing Curriculum in the Immersion Classroom. The Bridge : From Research to Practice. May (1 – 8).
115 การพฒั นาหลักสูตรแบบมีฐานมาจากโรงเรียน บทนาํ สคิลเบ็ค (Skilbeck.1984) ได้นิยามความหมายและกําหนดขนั ตอนเกียวกบั การพฒั นา หลกั สตู รทีมีฐานมาจากโรงเรียนว่า การวางแผน การออกแบบ การนําไปใช้เพือให้บงั เกิดผลและการ ประเมินติดตามข้อกําหนดการเรียนรู้ของผ้เู รียน โดยสถาบนั การศกึ ษา ซึงนกั เรียนเหลา่ นีเป็ นสมาชิก อยู่ การพฒั นาหลกั สตู รทีมีฐานมาจากโรงเรียน เป็ นหลกั สตู รทีเกิดจากภายในและเป็ นส่วนหนึงของ โรงเรียนนัน ไม่ใช่เป็ นสิงกําหนดให้มีขึนจากภายนอก โรงเรียนต้องเข้าใจบทบาทของตนเองในการ พัฒ นา หลักสูตร ใน ลักษ ณะ กา รมี ส่ว นร่ ว มสํ าห รั บ ชี แ จง กับส ถา บัน หรื ออ งค์ ก รตัวแ ทน ใน สัง ค ม สคลิ เบค็ ได้เสนอรูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รแบบมีฐานมาจากโรงเรียนดงั แผนภาพตอ่ ไปนี วิเคราะห์สถานการณ์ นิยามจดุ ประสงค์ ออกแบบโปรแกรมการเรียนการสอน การขยายความและการนําหลกั สตู รไปใช้ การประเมินผลการเรียนรู้และประเมนิ หลกั สตู ร แผนภาพ 11 รูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รแบบมีฐานมาจากโรงเรียน
116 การวเิ คราะห์สถานการณ์และนิยามจุดประสงค์ การวิเคราะห์สถานการณ์ (analyses the situation) โดยการศกึ ษาความจําเป็ นหรือความ ต้องการในเรืองหลกั สูตรทีโรงเรียนมีอะไรบ้าง ปัญหาการใช้หลกั สูตรของเราทีโรงเรียนมีอะไรบ้าง เราจะตอบสนองสิงเหล่านีได้อย่างไร คําถามหลกั ๆ สําหรับใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์หรือการ พิจารณาหลกั สตู รภายในโรงเรียน เมือพิจารณาสภาพภายในโรงเรียน และสภาพแวดล้อมทีกว้าง ออกไปจะได้ดงั นี ภายในโรงเรียน 1. หลกั สตู รทีกําลงั ใช้อยเู่ ป็ นอยา่ งไร รวมทงั กฎระเบียบของโรงเรียน ขนบธรรมเนียม ประเพณี และคา่ นยิ ม 2. นกั เรียนได้รับประสบการณ์อะไรบ้างจากหลกั สตู ร 3. อะไรคือบริบททางหลักสูตรภายในโรงเรียน เช่น บรรยากาศทางสังคม แผนการ ปฏิบตั งิ าน 4. สมรรถภาพและความเข้มแข็งของคณะทํางานทีเกียวข้องกบั หลกั สตู รเป็นอยา่ งไร 5. ทรัพยากรทีจําเป็นสําหรับการใช้หลกั สตู รมีอะไรบ้าง สภาพแวดล้อมทีกว้างออกไป 1. ชมุ ชน สงั คมทีโรงเรียนกําลงั ให้และรับบริการเป็นอยา่ งไร 2. นโยบายสําคญั ทางการศึกษาทีโรงเรียนต้องดําเนินการให้บรรลุเป็ นอย่างไรบ้าง และมีอะไรบ้าง 3. ทรัพยากรหรือการสนบั สนนุ อะไรบ้างทีจะนํามาใช้ได้กบั หลกั สตู ร เช่น หน่วยงาน การศึกษาระดับท้องถิน ชุมชน ศนู ย์บริการ สถาบนั ฝึ กหดั ครู มีสภาพการพัฒนาเป็ นอย่างไรบ้าง ทีจะนํามาใช้ ให้ เป็ นประโยชน์
117 การนิยามจุดประสงค์ (define objectives) การวิเคราะห์สถานการณ์จะนําไปสู่การ อภิปรายในจดุ ประสงค์ให้ชดั เจนในปัญหาและความต้องการในประเดน็ ตอ่ ไปนีคอื 1. จุดประสงค์ของหลักสูตรควรจะเขียนขึนในลักษณะการเรียนรู้ทีพึงปรารถนา ของนักเรียน และในลักษณะของการกระทําหรือการสอนของครู รวมทังสิงต่างๆ ทีสัมพันธ์กับครู ทีจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ จุดประสงค์เหล่านีจําเป็ นต้องชัดเจน รัดกุม และอยู่ในวิสัยทีผู้เรียน สามารถเข้าใจได้ด้วยตนเอง 2. จดุ ประสงค์มีทศิ ทาง เพราะต้องมีการทบทวน วิจารณ์ แก้ไข ถ้าจําเป็ นต้องกําหนด ขนึ ใหมใ่ ห้ดียิงขนึ เพือสะท้อนกระบวนการเรียนการสอน 3. จุดประสงค์จะต้องมีความสัมพันธ์อย่างเป็ นระบบกับจุดมุ่งหมายทัวไป และมี ความเหมาะสมในการปฏิบตั กิ ารเรียนการสอน 4. จุดประสงค์มีหลายชนิด เป็ นจุดประสงค์ทีกว้ าง คือจุดประสงค์ทัวไป กับจุดประสงค์เฉพาะและระดบั ของจุดประสงค์ในขันสูงกับขันตําเช่นเดียวกับข้อมูลหรือความจํา จดุ ประสงคร์ ายวชิ ากบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ คณะกรรมการพฒั นาหลกั สตู รระดบั โรงเรียนจําเป็ นต้อง พจิ ารณาเลือกและกําหนดจดุ ประสงค์ในแตล่ ะชนิดให้มีความสอดคล้องกนั 5. การกําหนดจดุ ประสงค์ของหลกั สตู ร จําเป็ นต้องร่วมมือกันหลายฝ่ ายทีเกียวข้อง ในรูปคณะกรรมการซงึ มีองคป์ ระกอบ เชน่ นกั เรียน ครู ผ้บู ริหาร นกั วิชาการ ผ้ปู กครอง และชมุ ชน การออกแบบโปรแกรมการเรียนการสอน การขยายความและการนาํ หลักสูตรไปใช้ การออกแบบโปรแกรมการเรียนการสอน (design the teaching – learning program) การออกแบบการสอนและการเรียนรู้จะเกียวข้องกบั สงิ ตอ่ ไปนี 1. ข้อมลู พืนฐานหรือทิศทางของหลกั สตู ร เชน่ กลมุ่ ของประสบการณ์ในหลกั สตู รแกน วิชาเลือกทีเปิดให้เลือกตามความสนใจ หรือความชํานาญพเิ ศษด้านวชิ าการ
118 2. การรวบรวมสาระของวิชาและการจดั กลมุ่ 3. การจัดกลุ่มนักเรียน ได้แก่ การให้เด็กเก่งและเด็กอ่อนเรียนรวมกัน หรือจดั กลุ่ม ตามความสนใจพิเศษ 4. ความสมั พนั ธ์ของการเรียนรู้ของกลมุ่ วิชาทีแตกตา่ งกนั กบั จดุ ประสงค์ของหลกั สตู ร ทงั หมด สิงนีเป็นเรืองสําคญั มกั จะถกู ละเลยในการวางแผนการเรียนการสอน 5. ขอบเขตโครงสร้างของเนือหาสาระ การเรียงลําดบั กอ่ นหลงั 6. ทรัพยากร วสั ดุ เครืองมือ และสถานที 7. การนําเสนอวธิ ีการสอนและกระบวนการเรียนรู้ 8. การจดั คณะทํางาน และแตง่ ตงั ตามความจําเป็น 9. การจดั ตารางการปฏิบตั งิ านและกําหนดรายการกิจกรรมและการประเมินผล การขยายความและการนําหลักสูตรไปใช้ (Interpret and implement the program) วตั ถุประสงค์การวางแผนหลกั สูตร คือ การทําให้หลกั สูตรบงั เกิดผลในพืนทีใดพืนทีหนึงโดยเฉพาะ จะพบได้ในการสอนและการเรียนรู้ทีนา่ พอใจทีได้เกิดขึน การพฒั นาหลกั สตู รโดยโรงเรียน ควรทีจะทํา ให้แนใ่ จวา่ แผนหลกั สตู รทีออกแบบและจดั ทําขนึ ให้บงั เกิดผลโดยโรงเรียนได้นําไปใช้จริง มีเหตผุ ลทีดี และเกิดการยอมรับว่า หลกั สตู รได้วางแผนและออกแบบในรายละเอียดโดยผ้ทู ีอยโู่ รงเรียนร่วมกบั ครู ซึงมีความรู้และทราบข้อมูลเกียวกับสิงทีนกั เรียนสนใจหรือตงั ใจ เพือให้แน่ใจว่าคุณลกั ษณะตา่ งๆ ของนักเรียนกับความต้องการนันมีความสอดคล้องและเหมาะสมกัน และตกลงใจในการทีจะ รับผดิ ชอบร่วมกนั การกําหนดรายละเอียดในเชงิ ปฏิบตั แิ ละความเหมาะสมกบั สมรรถภาพของครู การ ตีความหลกั สตู รและการนําหลกั สตู รไปใช้ โดยคณะครูในแบบแผนหลกั สตู รทีครูได้ร่วมกนั คดิ ขึนมาจะ ดีกวา่ รูปแบบอืนๆ ของการพฒั นาหลกั สตู ร
119 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้และการประเมินหลักสูตร (assessment and curriculum evaluation) ไม่เหมือนกันแต่มีความสัมพันธ์กัน การประเมินผลการเรียนรู้เป็ นกระบวนการตดั สิน คุณค่าของศักยภาพการเรียนรู้และการปฏิบตั ิของนักเรียน ส่วนการประเมินหลักสูตร หมายถึง การรวบรวมข้อมูลหลักฐานและตดั สินคณุ คา่ เกียวกับหลกั สูตร ประกอบด้วยกระบวนการของการ วางแผนหลกั สูตร การออกแบบหลกั สูตร การนําหลกั สูตรไปใช้ และการประเมินหลกั สูตร ก็ไม่ควร ละเลยการปฏิบตั ิหรือการแสดงออกของนกั เรียน เพราะว่าระหว่างการปฏิบตั ิเหล่านีก็เป็ นส่วนหนึง ของกระบวนการหลกั สตู รในลกั ษณะทีเกิดประสบการณ์มาแล้ว คณุ ภาพของการปฏิบตั จิ ะบง่ ชีถึงบาง สิงบางอยา่ งเกียวกบั คณุ ภาพของหลกั สตู รได้เชน่ กนั สําหรับกระบวนการปฏิบตั ทิ งั สองอยา่ งจะแยกจากกนั การวดั และประเมินผลการเรียนหรือ ประเมินผลการปฏิบตั ขิ องนกั เรียนเป็ นเรืองเกียวกบั การนิยามและการเห็นด้วยในมาตรฐานทีต้องการ บรรลถุ ึงเกณฑ์ การกําหนดชินงาน การสงั เกตและการบนั ทึกการทํางาน การสอนและการรายงานผล จากทศั นภาพของหลกั สตู ร การประเมินผลการเรียนรู้ทีกระทําอย่างเป็ นระบบและตอ่ เนือง สามารถ นํามาทบทวนและวิจารณ์หลักสูตรซึงครูจะต้องเน้ นการประเมินย่อยอย่างต่อเนืองมากกว่า การประเมินรวบยอด ซึงเป็ นการประเมินเชิงวินิจฉยั เกียวกับผ้เู รียนและผ้อู อกแบบหลกั สตู ร ส่วนการ ประเมินหลกั สูตรเป็ นการประเมินหลกั สตู รทงั ระบบทีแสดงถึงลกั ษณะสําคญั ของหน้าทีและบทบาท ของการประเมินหลักสูตร โดยเน้นทีการอภิปราย การสะท้อนกลับ หรือการไตร่ตรองใคร่ครวญ การปฏิบตั ซิ งึ ทําให้เกิดความเป็ นระบบและตอ่ เนืองในวงจรของการวางแผนหลกั สตู รทงั หมด เป็ นการ ทดลองพฒั นาซงึ ทําให้เกิดความตอ่ เนืองในวงจรธรรมชาตขิ องรูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รแบบมีฐาน มาจากโรงเรียน
120 การวจิ ัยและพัฒนาหลักสูตรระดบั โรงเรียน ศรีสมร พุ่มสะอาด (2537) ได้ศกึ ษารูปแบบการพฒั นาคณุ ภาพโรงเรียนในโครงการขยาย โอกาสทางการศึกษาของกองวิจยั ทางการศกึ ษา กรมวิชาการ โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพือค้นหาแนวทาง และวิธีการใหมๆ่ ทีมีประสทิ ธิภาพและสง่ เสริมสนบั สนนุ ให้โรงเรียนใช้แนวทางใหม่ๆ พฒั นาการศกึ ษา ของโรงเรียนให้มีคณุ ภาพได้อย่างมีระบบ ซึงเน้นให้โรงเรียนใช้กระบวนการพฒั นาการจดั การศกึ ษา ของโรงเรียนด้วยตนเอง กองการวิจัยทางการศึกษา ได้ศึกษาวิเคราะห์ค้นหารูปแบบและทดลองใช้ รูปแบบการพฒั นาคณุ ภาพโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในปี พ.ศ. 2535 และต่อเนืองในปี พ.ศ. 2536 กบั โรงเรียนขยายโอกาสทางการศกึ ษา 24 โรงเรียน เพือเป็ นการทดลองนําร่องและเป็ น ต้นแบบแกโ่ รงเรียนขยายโอกาสอืนๆ ทวั ประเทศ รูปแบบของการพฒั นาประกอบด้วยขนั ตอนสําคญั ๆ ทีโรงเรียนปฏิบตั ดิ งั นี 1. วเิ คราะห์ปัญหาข้อบกพร่องและความต้องการพฒั นาของโรงเรียน 2. สร้างภาพงานของโรงเรียน กําหนดเป้ าหมายและแนวปฏิบตั ติ า่ งๆ 3. ดาํ เนินงานตามเป้ าหมาย 4. ประเมินผลเป็นระยะๆ และปรับปรุงแก้ไข 5. ให้บริการและเผยแพร่งานทีเป็นประโยชน์ โรงเรียนจะวางแผนการทํางานตา่ งๆ ของโรงเรียนตลอดทงั ปี ผ้วู างแผนสามารถรู้และทราบ งานทีจะต้องทําตงั แตเ่ ริมต้นจนทํางานนันสําเร็จ เรียกว่า การมองภาพตลอดแนว รายละเอียดของ รูปแบบการวางแผนอยา่ งมียทุ ธศาสตร์หรือรูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รท้องถิน ดงั แผนภาพตอ่ ไปนี
121 ศกึ ษาวเิ คราะห์ข้อมลู 4 ด้าน การวางแผนหลกั สตู ร 1. แนวโน้มการพฒั นาสงั คม 2. แนวทางการจดั การศกึ ษา การนาํ หลกั สตู รไปใช้ 3. ความต้องการของชมุ ชน การประเมนิ หลกั สตู ร 4. ศกั ยภาพของโรงเรียน สร้างภาพของงานพฒั นา เป้ าหมาย องค์ประกอบ แนวปฏิบตั ิ โครงการ ลงมอื ปฏิบตั งิ านพฒั นา ตามโครงการ การควบคมุ ตดิ ตาม การประเมินผลการดาํ เนินงาน แก้ไขปรับปรุงด้วยความชืนชม สรุปผลงาน ให้บริการ และเผยแพร่ แผนภาพ 12 รูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รท้องถินของศรีสมร พมุ่ สะอาด
122 บรรณานุกรม ศรีสมร พมุ่ สะอาด. (2537). รูปแบบการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในโครงการขยายโอกาส ทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. Kyriacou, Chris. (2009). Effective teaching in schools : theory and practice. 3rd ed. Cheltenham : Nelson Thornes. McNeil, John D. (2003). Curriculum the teacher’s initiatives. 3rd ed. New Jersey : Merrill Prentice Hall. Skilbeck, Malcolm.(1984). Evaluating the Curriculum in the Eighties. London: Hodder and Stoughton.
123 หลักสูตรสถานศึกษา บทนาํ การกระจายอํานาจทางการศึกษาให้สถานศึกษาเปิ ดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมพฒั นา ภารกิจ ร่วมตดั สินใจ จดั สรรสิงอํานวยความสะดวก เพือส่งเสริมคณุ ภาพการศึกษาไปสู่มาตรฐาน การศกึ ษา ทีพงึ ประสงค์ เกียวกบั หลกั สตู รและการจดั การเรียนรู้ พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และทีแก้ไขเพิมเติม (ฉบบั ที 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 27 ระบุว่า ให้คณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐานกําหนดหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา ขันพืนฐานเพือความเป็ นไทย ความเป็ นพลเมืองดีของชาติ การดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพือการศึกษาตอ่ และในวรรคทีสองของมาตรานีระบุวา่ ให้สถานศึกษาขนั พืนฐานมีหน้าที จดั ทําสาระของหลกั สตู รตามวตั ถปุ ระสงค์ในวรรคหนึง ในส่วนทีเกียวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชน และสังคม ภูมิปัญญาท้องถิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพือเป็ นสมาชิกทีดีของครอบครัว ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ หลักสูตรสถานศึกษาเป็ นหลักสูตรทีมีหุ้นส่วนการทํางานร่วมกันของบุคคลภายใน สถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชนทีมีการวางแผนและออกแบบหลักสูตร ทีครอบคลุมภาระงานการจดั การศกึ ษาขนั พืนฐานทกุ ด้านของสถานศึกษา การกําหนดคณุ ลกั ษณะ อนั พงึ ประสงค์ของผ้เู รียนจงึ เป็นเป้ าหมายของคณุ ภาพการศกึ ษา อนั เป็ นแนวทางการจดั กระบวนการ เรียนรู้ทีสอดคล้องกบั ภมู สิ งั คม คอื สงั คมวฒั นธรรมและสิงแวดล้อมของชมุ ชน เป็ นมวลประสบการณ์ ทีจะเกิดขนึ กบั ผ้เู รียนตามศกั ยภาพ ของแตล่ ะบคุ คล
124 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์จะเป็ นหลักยึดในการออกแบบหลกั สูตร คุณลกั ษณะอันพึง ประสงค์ หมายถึง การแสดงลักษณะเฉพาะทีเด่นของผู้เรียนเมือสําเร็จการศึกษาตามหลักสูตร เป็นลกั ษณะทีจะต้องบม่ เพาะผ้เู รียน เชน่ การคิด การใฝ่ รู้ การตรงตอ่ เวลา ความมีวินยั จิตสาธารณะ โดยเฉพาะคณุ ลกั ษณะด้านความซือสตั ย์สุจริต ดงั พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความวา่ “ความซือสตั ย์สจุ ริตเป็ นพืนฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึ กฝนอบรมให้เกิดมีขึน ในตนเอง เพือจกั ได้เตบิ โตขนึ เป็นคนดมี ีประโยชน์และมีชีวิตทีสะอาดทีเจริญมนั คง” พระพระตําหนกั จิตรลาดารโหฐาน 18 พ.ย. 2530 คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์เหลา่ นีจะถกู บม่ เพาะและหลอมรวมเป็ นบคุ ลิกภาพของผ้เู รียน แตล่ ะบคุ คลผา่ นกระบวนการบริหารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา ลักษณะของหลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รสถานศกึ ษาประกอบด้วย 1) วิสยั ทศั น์ 2) พนั ธกิจ 3) คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 4) จดุ หมาย 5) โครงสร้าง 6) คําอธิบายสาระการเรียนรู้ 7) หนว่ ยการเรียนรู้ 8) กิจกรรมพฒั นาผ้เู รียน 9) ระเบียบการวดั และประเมินผล 10) คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รสถานศกึ ษา เอกสารส่วนนี เรียกว่าหลักสูตรฉบับโรงเรียน (Curriculum) ซึงเป็ นสิงทีสถานศึกษาคาดหวงั เกียวกับคณุ ภาพ การศกึ ษา ส่วนทีจะทําให้คณุ ภาพการศกึ ษาเป็ นไปตามทีสถานศึกษาคาดหวงั คือ หลักสูตรฉบับ ครูผู้สอนหรือการเรียนการสอน (Instruction) ซึงประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์ 2)พันธกิจ 3) คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 4) จดุ หมาย 5) โครงสร้าง 6) คาํ อธิบายสาระการเรียนรู้ (เฉพาะทีผ้สู อน
125 รับผิดชอบในการจัดการเรียนรู้) 7) หน่วยการเรียนรู้ (ทีสมบูรณ์พร้ อมทีจะนําไปสอนจริงรวมทัง เครืองมือการวดั และประเมินผลแตล่ ะหนว่ ย) 8) คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รสถานศกึ ษา หน่วยการเรียนรู้ หมายถึง ความรู้ทีครบวงจรในเรืองหนึง ซึงเกิดจากการจําแนกสาระ การเรียนรู้ออกเป็นเรือง การออกแบบและจดั กิจกรรมการเรียนรู้ทีสอดคล้องกบั ผลการเรียนรู้ทีกําหนด และตรงกบั ความต้องการความสนใจหรือปัญหาทีผู้เรียนต้องการทราบ โดยผู้สอนเป็ นผู้เอืออํานวย ความสะดวกในการเรียนรู้ โดยบรู ณการการคิดกบั กระบวนการเรียนรู้แตล่ ะขนั โดยทีหนว่ ยการเรียนรู้ มีองค์ประกอบดังนี 1) ผลการเรียนรู้ 2) ความคิดรวบยอดหลัก 3) หัวข้อสาระการเรียนรู้ 4) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5) จุดประสงค์การเรียนรู้ 6) การออกแบบการวัดและประเมินผล 7) กิจกรรมการเรียนรู้ 8) สือการเรียนรู้ 9) การวดั และประเมินผล 10) บนั ทกึ หลงั การจดั การเรียนรู้ ขณะดําเนินกิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้สอน กระตุ้นความสนใจ การสํารวจตรวจสอบ การอธิบาย การขยายความรู้และการประเมิน เป็ นการสร้างความสมดลุ ระหว่างผู้เรียนกบั หลกั สตู ร และผ้ ูเรี ยนได้ ทราบขอบเขตของสาระทีจะเรี ยนล่วงหน้ าและเตรี ยมตัววางแผนหาความร้ ู เพิมเติม ด้วยตนเอง องค์ประกอบของหนว่ ยการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) สาระ ระดบั ชนั ภาคเรียนที หน่วยเรือง เวลา 2) ผลการเรียนรู้ 3) ความคดิ รวบยอดหลกั 4) หวั ข้อของสาระ 5) คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ทีสอดคล้องกบั หน่วยการเรียนรู้ 6) จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 7) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 8) สือ การเรียนรู้ 9) การประเมินผลประกอบด้วยวิธีการและเครืองมือวดั 10) บนั ทกึ หลงั การจดั การเรียนรู้ ประโยชน์ของการบนั ทึกหลงั การสอนจะทําให้ผู้สอนมีสารสนเทศนําไปพัฒนาผู้เรียนหรือปรับปรุง การจดั การเรียนรู้และการทําวจิ ยั ในชนั เรียนทีสอดคล้องกบั วถิ ีชีวติ การทํางานของผ้สู อน
126 ความเชือมโยง (Alignment) คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์กับมาตรฐานสาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ช่วงชนั สาระการเรียนรู้รายปี คําอธิบายรายวิชาและหน่วยการเรียนรู้ จะสะท้อนให้ เห็นการจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษาจากจุดเน้นของพระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 27 ทีคณะกรรมการศกึ ษาขนั พืนฐานกําหนดหลกั สตู รแกนกลาง และสถานศกึ ษาจดั ทําสาระของหลกั สตู ร ทีสอดคล้องกับสภาพปัญหาในชมุ ชน ภมู ิปัญญาท้องถิน คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์เพือเป็ นสมาชิก ทีดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึงสถานศึกษาตังอยู่ในท้องถิน ความงดงาม ของหลักสูตรทีมีความหลากหลายตามสภาพและบริบทของท้องถินทีแตกต่างกัน แต่ก็มีความ เชือมโยงกบั สาระการเรียนรู้จากหลกั สตู รแกนกลางดงั แผนภาพตอ่ ไปนี คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ มาตรฐานสาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้รายปี คําอธิบายรายวชิ า หนว่ ยการเรียนรู้ แผนภาพ 13 ความเชือมโยงระหวา่ งคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคก์ บั มาตรฐานสาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ชว่ งชนั สาระการเรียนรู้รายปี คาํ อธิบายสาระการเรียนรู้ และหนว่ ยการเรียนรู้
127 การประเมนิ หลักสูตรสถานศกึ ษา หลกั สูตรสถานศกึ ษามีความจําเป็ นอย่างยิงทีจะต้องได้รับการประเมินและปรับปรุงให้มี คุณภาพมากยิงขึนตลอดเวลา ทังนีเพือให้การจัดการศึกษาของแต่ละสถานศึกษามีประสิทธิภาพ และประสทิ ธิผลสงู สดุ การประเมินหลกั สตู รสถานศกึ ษามีเหตผุ ลทีสําคญั ดงั นี 1. เพือรักษาและปรับปรุงคณุ ภาพทางวิชาการ 2. เพือวางแผนปรับปรุงหรือจดั ทําหลกั สตู รใหม่ 3. เพือจดั หาและจดั สรรงบประมาณ 4. เพือยืนยนั ตอ่ ประชาชนและองคก์ รภายนอกวา่ สถานศกึ ษามีการควบคมุ ดแู ล และตดิ ตามผลการใช้หลกั สตู รอยา่ งใกล้ชิด กระบวนการประเมินหลกั สตู รทีมีประสิทธิภาพสถานศกึ ษาจําเป็ นต้องดําเนินการประเมิน หลกั สตู รในทกุ มิตหิ รือประเมนิ อยา่ งครบวงจร ซงึ มีมติ ขิ องการประเมนิ ดงั นี 1. ประเมนิ กระบวนการการพฒั นาหลกั สตู ร เชน่ - ความสอดคล้องกบั หลกั สตู รแกนกลาง - ความครบถ้วนตามสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ - การวเิ คราะห์ความต้องการของผ้เู รียน ชมุ ชน และประเทศชาติ 2. ประเมินเนือหาสาระของหลกั สตู ร เชน่ - ความเหมาะสมกบั วิสยั ทศั น์ เป้ าหมาย - ความทนั สมยั เป็นประโยชน์และจําเป็นตอ่ ผ้เู รียน - ความความสอดคล้องกบั ธรรมชาตขิ องผ้เู รียน
128 3. ประเมินกระบวนการใช้หลกั สตู ร เชน่ - ระบบการบริหารหลกั สตู ร - บริการสนบั สนนุ ทางด้านวชิ าการแก่ผ้สู อน - ระบบการจดั การเรียนรู้ - ระบบการบริหารงานกิจกรรมพฒั นาผ้เู รียน 4. การประเมนิ คณุ ภาพผ้เู รียน เชน่ - คณุ ภาพตามทีสถานศกึ ษากําหนดไว้ - คณุ ภาพตามทีกําหนดไว้ในหลกั สตู รการศกึ ษาขนั พืนฐาน - คณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ การประเมินหลกั สตู รสถานศกึ ษาถือวา่ เป็ นภาระหน้าทีรับผิดชอบของสถานศกึ ษาทกุ แหง่ ทีจะต้องดําเนินการให้เป็ นระบบและมีความต่อเนือง ด้วยกระบวนการประเมินทีมีประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรในแต่ละสถานศึกษา ซึงผลการประเมินหลกั สูตรจะทําให้ สถานศกึ ษามีข้อมลู และสารสนเทศประกอบการตดั สนิ ใจทงั ผ้บู ริหารสถานศกึ ษา และผ้สู อน ตลอดจน คณะกรรมการสถานศกึ ษา ทีจะดําเนินการพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แกผ่ ้เู รียน
129 สรุป หลักสูตรสถานศึกษาเป็ นหัวใจสําคัญสําหรับการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ผู้เรียนมี คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ การพัฒนาหลกั สูตรสถานศกึ ษาต้องใช้ความร่วมมือ ร่วมใจของบุคคล ทีเกียวข้องทุกฝ่ าย ทังผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ชุมชน ตลอดจนตัวผู้เรียน ส่วนการใช้หลักสูตร สถานศึกษาก็จะต้องมีระบบการควบคมุ คณุ ภาพในด้านการจดั การเรียนรู้และกระบวนการวัดและ ประเมินผลผู้เรียนให้เป็ นไปตามทีหลกั สูตรสถานศกึ ษากําหนดไว้ สุดท้ายคือการประเมินหลักสูตร สถานศึกษาทีต้องดําเนินการอย่างต่อเนืองเป็ นระบบครบวงจรและนําผลการประเมินมาปรับปรุง และพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษาให้มีคณุ ภาพมากยิงขนึ
130 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ กรมวิชาการ. (2544). หลักสูตรการศึกษาขันพืนฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์องค์การรับสง่ สินค้าและพสั ดภุ ณั ฑ์ (รสพ.). สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ (2545). พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทีแก้ไขเพมิ เตมิ (ฉบับที 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิ ค. Armstrong, David G. (2003). Curriculum Today. Upper Saddle River, New York : Merrill Prentice. Ec, Jessic, Agnes Chang and Oon – Seng Tan. (2504). Thinking about Thinking What Educators Need to Know. Singapore : McGraw Hill. Moc, Gilchrist, Kate Myess and Jane Reed. (2004). The Intelligent School. London : SAGE Publication. ข้อมูลบรรณานุกรมบทความ วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2550). “หลกั สตู รสถานศกึ ษา”. สารานุกรมวชิ าชีพครู เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เนืองในโอกาสฉลองสริ ิราชสมบัตคิ รบ 60 ปี . กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. หน้า 425 – 430.
131 บูรณาการ บทนาํ การบูรณาการ คือ การผสมผสานทีกลมกลืนกันอย่างมีดลุ ยภาพ ระหว่างองค์ประกอบ หรือปัจจยั ตา่ งๆ ทงั รูปธรรมและนามธรรมทีมีเป้ าหมายตรงกนั เพือให้ได้มาซึงสิงใหม่หรือสภาพใหม่ ทีมีคณุ ค่าและสมบูรณ์แบบ โดยมีอัตราส่วนผสมทีมอบหมายภายใต้สภาพแวดล้อมทีเอืออํานวย และด้วยวธิ ีการทีมีประสทิ ธิภาพ จะได้ประโยชน์จากการบรู ณาการสชู่ ีวิตและการเรียนรู้ ลักษณะหลักสูตรบูรณาการ แบง่ ได้หลายประเภทดงั นี 1. หลักสูตรแบบสัมพันธ์วชิ า (Correlated Curriculum) การบรู ณาการโดยการนําวิชาทีใกล้เคียงกนั ตงั แต่ 2 รายวิชามารวมกนั เช่น วิทยาศาสตร์ กบั คณิตศาสตร์ ภาษากบั ประวตั ิศาสตร์ ใช้กระบวนการและมมุ มองอีกสาขาหนงึ เพือทําความเข้าใจ เนือหาสาระในสาขาวิชาหนึง แต่ยงั ไม่บรู ณาการเนือหาเข้าด้วยกัน เพือสร้างวิชาใหม่ หรือกระบวน ทศั น์ใหม่ 2. หลักสูตรแบบกว้างโดยรวมสาระจากรายวชิ าเป็ นหัวเรือง (Broad Field and Emerging Curriculum) การบูรณาการโดยนําสาระหลกั ๆ ของรายวิชาต่างๆ มารวมกันเป็ น 1 เรือง เช่น สังคม ศึกษา ประกอบด้วยสาระหลกั จากรายวิชา ประวตั ิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ กฎหมาย และมานษุ ยวิทยา การจดั หลกั สตู รเป็ นลกั ษณะหวั เรือง (Thematic Approach) หรือเป็ นลักษณะของปัญหา (Problem based) การเน้นชุมชนเป็ นหลัก (Community based)
132 การเน้นประสบการณ์เป็ นหลัก (Experiences based) ผู้เชียวชาญแต่ละสาขาวิชาทํางานร่วมกัน อยา่ งใกล้ชดิ โดยแตล่ ะคนจะเสนอมมุ มองเฉพาะสาขาวชิ าของตน เพือการศกึ ษาเรืองใดเรืองหนงึ 3. หลักสูตรแบบสหวิทยาการและการข้ามสาขาวิชา (Interdisciplinary and Trandisciplinary Curriculum) การบรู ณาการในลกั ษณะสหสาขาวิชา เพือหลอมรวมเป็ นสาขาใหม่ เชน่ ประชากรศกึ ษา สุนทรียศาสตร์ ซึงประกอบด้วย หลกั การของสุนทรียศาสตร์ โดยนําสาระหลกั จากดนตรี นาฏศิลป์ ทศั นศลิ ป์ และวรรณคดี มาบรู ณาการกนั การบูรณาการแบบสหสาขาวิชาจะหลอมรวมตงั แต่ 2 สาขาวิชาหรือมากกว่า แล้วเป็ น รายวชิ าใหม่ ซงึ ดเู หมือนจะไมใ่ ห้ความสําคญั และละเลยลกั ษณะวชิ าในแตล่ ะศาสตร์ไป เช่น หลกั สตู ร ไทยคดศี กึ ษา หลกั สตู รทีเน้นสมรรถภาพ หลกั สตู รทีเน้นปัญหา หลกั สตู รทีเน้นประสบการณ์ หลกั สตู ร พฒั นศกึ ษาศาสตร์ เน้นการรวมแนวเรืองหรือประเดน็ ตา่ งๆ จากหลายสาขาวิชา เพือใช้เป็ นมิตใิ นการ วิเคราะห์สงั เคราะห์ เพือให้ผู้เรียนเข้าใจปรากฏการณ์ตา่ งๆ ได้มากขึน เป็ นการบูรณาการระดบั สูง มีการทํางานร่วมกันของอาจารย์ทีมาจากต่างสาขามากขึน อาจจะเป็ นลักษณะวิชาใหม่ทีเริม ผสมผสานจากวชิ าการเดมิ ทีแยกกนั อยคู่ นละสาขา ให้เกิดประสบการณ์ทีมีความหมายใหม่ การบูรณาการการสอน (Instructional Integration) การบูรณาการการสอน คือ การเชือมโยงระหว่างวิชาต่างๆ ในหลักสูตรจะช่วยให้ ผู้เรียนตระหนกั ว่าสิงทีได้เรียนรู้ มีประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยการออกแบบ การสอนในลกั ษณะ หน่วยบูรณาการ (Thematic Approach) จะกระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนรู้ คือ เรียนรู้อย่างมีความหมาย เกิดองค์ความรู้ ความคิดแบบองค์รวมหรือการคิดทีเป็ นระบบ เห็นความ เชือมโยง เกิดประสบการณ์ ลดความซําซ้อนของเนือหาสาระและลดเวลา
133 ลักษณะการบูรณาการการสอน 4 แบบ 1. การสอดแทรก (Infusion) การบรู ณาการแบบเชือมโยงโดยผู้สอนคนเดียว วิธีการสอดแทรกนีผู้สอนวิชาใดวิชาหนึง จะนําวิชาอืนๆ มาบูรณรการกับวิชาทีตนเองสอน และสามารถเชือมโยงสาระการเรียนรู้ต่างๆ ให้เชือมโยงกับหวั เรือง ชีวิตจริง หรือภาระการเรียนรู้ทีกําหนดขึนมา มีลกั ษณะกลมกลืนกัน จดั เป็ น หวั เรือง (Theme) 2. คู่ขนาน (Parallel) วิธีการนีผู้สอนหลายคนมาจากหลายวิชามาวางแผนร่วมกนั เพือรวมความคิดรวบยอด หลกั (main concept) และนํามาจดั เป็ นหวั เรือง (Theme) แนวคิด (Concept) หรือปัญหา (Problem) แล้วผ้สู อนแตล่ ะคน แตล่ ะวิชาแยกกนั ทําการสอนค่ขู นานกนั และการกําหนดชินงานขึนอย่กู ับผู้สอน แตจ่ ะต้องสะท้อนถงึ หวั เรือง แนวคดิ หรือปัญหาทีกําหนดไว้ร่วมกนั การบรู ณาการแบบคขู่ นานในการ สอน ผู้สอนอาจตกลงกนั ว่าจะยึดเกียวกบั หวั ข้อเรืองใดเรืองหนึง ทีสอดคล้องกบั สภาพจริง และวิถี ชีวิต ทีมีการเชือมโยงคขู่ นาน เชน่ ผ้สู อนวิทยาศาสตร์จะสอนเรืองเงา ผ้สู อนศลิ ปะอาจจะให้ผ้เู รียนรู้ เทคนิคการวาดรูปทีมีแสงเงา โดยกําหนดให้ผ้เู รียนทําชนิ งานเพียงหนงึ ชินใน 2 รายวชิ า 3. พหวุ ทิ ยาการ (Multidisciplinary) วิธีการนีผู้สอนหลายคนมาจากหลายวิชา มาวางแผนร่วมกันทีจะสอนเกียวกับหวั เรือง (Theme) แนวคิด (Concept) หรือปัญหา (Problem) และกําหนดภาพรวมของโครงการร่วมกัน ให้ออกมาเป็ นชินงาน แบง่ โครงการออกเป็ นโครงการยอ่ ย ผ้สู อนแตล่ ะรายวิชาแยกกนั สอนให้ผ้เู รียน ปฏิบัติตามโครงการย่อย การบูรณาการในหลานสาขาผู้สอนร่วมมือกันสอนเป็ นแบบโครงการ
134 (Project - based) โดยใช้องค์ความรู้จากหลายๆ สาขาวิชา ทําให้ผ้เู รียนสามารถวางแผนสร้างสรรค์ โครงการของตนเองขนึ มาได้ โดยใช้เวลาการเรียนตอ่ เนืองได้หลายชวั โมง 4. ข้ามวิชาหรือการสอนเป็ นทมี (Transdisciplinary) วิธีการข้ามวิชาหรือสอนเป็ นทีมนี ผู้สอนแตล่ ะรายวิชามาวางแผนร่วมกนั ในองค์ประกอบ ของหัวเรือง แนวคิด หรือปัญหา กําหนดเป็ นโครงการขึนมา และร่วมกันสอนเป็ นคณะ ผู้เรียนได้ แลกเปลียนเรียนรู้กับกลุ่มเพือน และแนวคิดจากผู้สอนในทีม เป็ นการฝึ กกระบวนการคิดและทกั ษะ ทางสงั คม ภาพรวมของรูปแบบการบรู ณาการ วิธีการประเมินผล และผลการเรียนรู้ แสดงได้ดงั ตาราง ตอ่ ไปนี ตาราง 2 ภาพรวมของรูปแบบการบรู ณาการ วิธีการประเมินผล และผลการเรียนรู้ การบูรณาการ วธิ ีการ / กิจกรรม การประเมนิ ผลการเรียนรู้ สอดแทรก ผ้สู อนกําหนดหวั เรือง ประเมินจากงานที ผ้เู รียนมองเหน็ ความ และสอดแทรกสาระ มอบหมายตามเกณฑ์ สมั พนั ธ์ระหวา่ งวิชา จากวชิ าอืนๆ เข้ามาในวชิ า ทกี ําหนด และเรียนรู้อยา่ งมี ของตน และมอบหมาย ความหมาย เกิดความคดิ งานให้ผ้เู รียนตามทกี ําหนด เชือมโยง
135 ตาราง 2 ภาพรวมของรูปแบบการบรู ณาการ วิธีการประเมินผล และผลการเรียนรู้ (ตอ่ ) การบูรณาการ วธิ ีการ / กจิ กรรม การประเมนิ ผลการเรียนรู้ คขู่ นาน ผ้เู รียนสามารถนาํ ความรู้ ผ้สู อนหลายคนวางแผนร่วมกนั ประเมินชินงาน โครงงาน จากวชิ าตา่ งๆ มาสร้าง พหวุ ทิ ยาการ สรรค์งานได้ และเรียนรู้ โดยกําหนดหวั เรือง (Theme) ทมี อบหมายตามเกณฑ์ อยา่ งมีความหมาย และเกิดความคดิ ความคดิ รวบยอด ปัญหา ทีกําหนด สงั เคราะห์และสร้างสรรค์ สถานการณ์ ผ้สู อนแตล่ ะคน ผ้เู รียนสามารถนาํ ความรู้ จากวชิ าตา่ งๆ มาสร้าง สอนในวชิ าของตนภายในหวั เรือง สรรค์งานได้ และเรียนรู้ อยา่ งมคี วามหมาย เดยี วกนั และมอบหมายงาน มีประสบการณ์ และเกิดความคดิ โครงการทาํ ร่วมกนั เป็ นโครงงาน สงั เคราะห์และสร้างสรรค์ ยอ่ ย ของแตล่ ะรายวชิ าให้กบั ผ้เู รียน ผ้สู อนหลายคนวางแผนการสอน ประเมนิ ชินงาน โครงงาน ร่วมกนั โดยกําหนดหวั เรือง ทมี อบหมายตามเกณฑ์ ความคิดรวบยอด ปัญหา ผ้สู อน ทกี ําหนด ตา่ งแยกกนั สอนภายในหวั เรือง เดียวกนั โดยร่วมกนั กําหนด ชินงาน โครงงานโดยเชือมโยง กบั รายวิชาตา่ งๆ มอบหมายงาน หรือโครงงานให้ผ้เู รียนทาํ ร่วมกนั เป็ นโครงงานยอ่ ยๆ ของแตล่ ะ รายวิชา
136 ตาราง 2 ภาพรวมของรูปแบบการบรู ณาการ วธิ ีการประเมนิ ผล และผลการเรียนรู้ (ตอ่ ) การบูรณาการ วิธีการ / กจิ กรรม การประเมิน ผลการเรียนรู้ ข้ามวิชา หรือ ผ้สู อนหลายคนวางแผนร่วมกนั ประเมินชินงาน โครงงาน ผ้เู รียนมีความรู้ สอนเป็ นทมี สอนเป็ นทีม โดยกําหนดหวั เรือง ทีมอบหมายตามเกณฑ์ ความสามารถในการ ความคดิ รวบยอด จดุ ประสงค์ ทกี ําหนด เชือมโยงสาระสําคัญของ ปัญหา สาระ สถานการณ์ สาขาวชิ าตา่ งๆ โดยร่วมกนั สอนเป็ นทีมในเรือง นาํ ความรู้มาสร้างสรรค์ เดยี วกนั ตามแผนทีกําหนดให้ ชินงานโครงงานได้ กบั ผ้เู รียนกลมุ่ เดียวกนั ผ้สู อน และเรียนรู้อยา่ งมี กําหนดชินงาน โครงงาน ความหมาย ให้ผ้เู รียนทาํ ร่วมกนั เป็ นงานใหญ่ มปี ระสบการณ์ ชินเดียว มีกิจกรรมการแสวงหา เกิดความคิดทีเป็ นองค์รวม ความรู้การปฏิบตั งิ านร่วมกนั หรื อการคิดทีเป็ นระบบ และเกิดทกั ษะทางสงั คม การเรียนรู้บรู ณาการมีวตั ถปุ ระสงค์เพือปรับปรุงคณุ ภาพการศกึ ษาให้สอดคล้องกบั สภาพ ความเป็ นจริง โดยการประสานเนือหาวิชาจาก 2 รายวิชา หรือมากกว่า เข้าด้วยกัน เพือลดความ ซําซ้อนของเนือหาและลดเวลาเรียน การจดั ลําดบั การเรียนรู้และประสบการณ์ทีตอ่ เนือง โดยลําดบั การรวมสาระทีมีธรรมชาตวิ ชิ าทีแยกกนั อยแู่ ตล่ ะสาขาให้เกิดมวลประสบการณ์ทีมีความหมายใหมข่ ึน และอาจจะรวมถึงสาระวิชาทีมีธรรมชาติต่างกัน มาอยู่ในหน่วยการเรียนการสอนเดียวกัน (Interdisciplinary unit) หรือรายวิชาเดียวกัน (Interdisciplinary course) เพือวตั ถุประสงค์เฉพาะ อยา่ ง และจดั สอนโดยทีอาจารย์ทีมาวางแผนร่วมกนั และจดั กระบวนการเรียนการสอนร่วมกนั ผ้เู รียน
137 จะได้เรียนรู้ พัฒนากระบวนการคิด และเห็นคุณค่าทีเป็ นแบบอย่าง (role model) หลายด้าน จากผู้สอน พร้ อมกับการเน้นเป้ าหมายทีชัดเจนของการบูรณาการ เช่น การสร้ างโครงสร้ างของ ความคิดใหม่ การจัดระบบความสมั พนั ธ์ของสาระวิชาใหม่ มองเห็นภาพรวมเป็ นการฝึ กให้คิดเป็ น ระบบ รวมทงั ได้เรียนรู้ การมีมมุ มอง และความร่วมมือจากผ้สู อนตา่ งสาขาวิชาเพิมมากขนึ ชีวิตคนเรามิได้อยู่ในสภาพทีเป็ นส่วนๆ วิชาการทีแยกจากกัน เหตกุ ารณ์ต่างๆ ทีเกิดขึน ในสังคม เปลียนแปลงตลอดเวลา การเปลียนแปลงนันอาจทําให้เกิดปัญหาทําให้สูญเสียทาง เศรษฐกิจทีไม่สอดคล้องกับการจัดการศึกษา ซึงอาจมีผลกระทบต่อชีวิตบุคคล การบูรณาการ โดยเชือมโยงความรู้ ทกั ษะในหลายๆ สาขาวิชาเข้าด้วยกนั ในบริบทของสภาพจริง จะช่วยสร้างเสริม ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เห็นคุณค่าการเรียนรู้ทีสมั พันธ์กับสภาพจริง สามารถ เชือมโยงความคิดรวบยอดสําคญั ๆ (main concept) จากสาระวิชาต่างๆ จะมีผลอย่างมากทีทําให้ ผ้เู รียนเกิดการคดิ การถ่ายโอนการเรียนรู้เชือมโยงและบรู ณาการเข้ากบั ชีวิตทําให้การคดิ และมมุ มอง เป็ นองค์รวม ซึงจะเป็ นประโยชน์เมือออกไปดําเนินชีวิตจริง เมือพบปัญหาอะไรจะมองในภาพรวม ก็จะทําให้ง่ายตอ่ กระบวนการแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์และดาํ เนนิ ชีวิตอยา่ งมีคณุ ภาพ
138 บรรณานุกรม Fogarty, R., and Stoehr, J. (1991). Integrating Curricula with Multiple Intelligences: Teams, Themes, and Threads. Palatine, IL: Skylight Publishing, Inc. Warnod, Helen. (2002). Integrated Curriculum : Designing Curriculum in the Immersion Classroom. The Bridge : From Research to Practice. May (1 – 8). Wiles, Jon W. and Bondi, C. Joseph. (2011). Curriculum development a guide to practice. 8th ed. Boston : Pearson.
139 การเรียนรู้ทใี ช้ปัญหาเป็ นฐาน ความหมาย การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นฐาน (Problem – Based Learning หรือ PBL) หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนทีใช้ปัญหาเป็ นตวั กระต้นุ ให้ผ้เู รียนเกิดความสนใจและต้องการทีจะค้นคว้า หาข้อมลู มาช่วยแก้ปัญหา หรือทําให้ปัญหานนั กระจา่ ง มองเห็นแนวทางแก้ไข ทําให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถทีจะผสมผสานความรู้นนั ๆ เก็บกกั ไว้ในความทรงจําเป็นระยะเวลายาวนาน ผ้เู รียนจะนํา ความรู้นนั ไปประยกุ ต์ใช้ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ประเดน็ หลักของการเรียนรู้ทใี ช้ปัญหาเป็ นหลัก 1. กระบวนการจดั การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นตวั กระต้นุ 2. ให้ผ้เู รียนค้นคว้าหาข้อมลู ด้วยตนเอง ทําให้ปัญหากระจา่ ง มองเห็นแนวทางแก้ไข 3. ผ้เู รียน 7 – 8 คน แบง่ เป็นกลมุ่ ยอ่ ย ชว่ ยกนั ศกึ ษา อภิปรายปัญหาทียงั ไมช่ ดั เจน หรือไมเ่ ข้าใจ โดยนําข้อมลู หรือประสบการณ์ ทีทกุ คนมีอยมู่ าวเิ คราะห์อยา่ งมีวิจารณญาณ 4. ความรู้ใหมท่ ีได้จะถกู กกั เก็บไว้ในความทรงจํายาวนาน และสามารถนํามาประยกุ ต์ ใช้ได้ (Transfer of Learning) ในสถานการณ์ตา่ งๆ ได้ 5. การฝึกปฏิบตั ติ ามวงจรของการเรียนรู้อยา่ งสมําเสมอ จะเสริมสร้างให้ผ้เู รียน เกิดการใฝ่ เรียนรู้
140 กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก 1. ทาํ ความเข้าใจแนวความคดิ หรือข้อความให้กระจ่าง (Clarify terms and concepts) ศึกษาสถานการณ์ (Scenario) ผู้เรียนต้องทําความเข้าใจกับแนวความคิดหรือ ข้อความให้กระจา่ งเสียก่อน โดยอาศยั พืนฐานความรู้ของสมาชิกในกลุ่มหรือจากเอกสารตําราอืนๆ ทีมีอยู่ เพือตีความเกียวกบั นิยาม คําสงั / ให้คิด / ทําเรืองใด ขอบเขต และเวลา บทบาทของผู้ช่วย หรือกลุ่มหรือผู้อํานวยความสะดวกในการเรียนรู้ (facilitator) จะทําหน้าทีฟังและคอยช่วยชีแนะ แนวทางให้กลมุ่ และศกึ ษาปฏิสมั พนั ธ์ของสมาชิกภายในกลมุ่ ไปพร้อมกนั 2. กาํ หนดปัญหาให้ชัดเจน (Define the Problem) ผ้เู รียนกําหนดขอบเขตของปัญหา ทกุ คนในกลมุ่ ต้องมีความเข้าใจตรงกนั วา่ อะไรคือ ปัญหาทีต้องการแก้ไข เพือกําหนดขอบเขตของปัญหา โดยการระบปุ ระเดน็ ปัญหา ซึงผ้เู รียนจะต้อง หาข้อมลู มายืนยนั เพือให้เห็นปัญหาอย่างชดั เจน ขนั ตอนการระบปุ ัญหา เป็ นขนั ตอนแรกและสําคญั ทีสดุ บทบาทของผ้เู อืออํานวยความสะดวกในการเรียนรู้จะต้องมอบข้อมลู ทีมีอยู่ หรือข้อชีแนะตา่ งๆ ให้ผ้เู รียนจนหมดด้วยวิธีการอนั เหมาะสมเพือผ้เู รียนจะได้นําไปวิเคราะห์ตอ่ ในขนั ตอนตอ่ ไปได้ 3. การวเิ คราะห์ปัญหา (Analysis the Problem) ผู้เรียนวิเคราะห์ปัญหาจะทําให้รู้สาเหตทุ ีมาของปัญหา ความคิดและข้อสนบั สนุน เกียวกับโครงสร้างของปัญหา ซึงจะเกิดในขนั ตอนนี การวิเคราะห์ปัญหาต้องอาศยั กระบวนการคิด อย่างเป็ นระบบ มีเหตผุ ล และความรู้พืนฐานเดิมของผู้เรียน โดยจะทําให้กลุ่มสามารถสรุปรวบรวม ความคดิ เหน็ และแนวความคดิ ตา่ งๆ เป็นข้อมลู ในการวิเคราะห์ปัญหา การวิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหา ต้องทําอยา่ งละเอียดรอบคอบมากทีสดุ เพือให้ได้มาซงึ สาเหตทุ ีแท้จริงทงั หมดของปัญหากลมุ่ อาจจะ ใช้การระดมพลังสมอง (brain storming) เป็ นกลวิธีวิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหาก็ได้ บทบาทของ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196