141 ผ้ ูเอืออํ านวยความสะดวกในการเรี ยนร้ ู จะนังฟั งและคอยช่วยชีแนะแนวทางให้ กลุ่มและศึกษา ปฏิสมั พนั ธ์ของสมาชกิ ภายในกลมุ่ ไปพร้อมๆ กนั 4. การตังสมมตฐิ าน (Formulate Hypothesis) จากความรู้พืนฐานเดิมของผ้เู รียน รวมทงั ความคิดอย่างเป็ นระบบ มีเหตผุ ล ในการ สรุปรวบรวมความคิดเห็น ความรู้และแนวความคิดเห็นของสมาชิกภายในกลุ่ม จะช่วยกันอภิปราย สรุปรวบยอด เกียวกับกระบวนการ กลไกทีเป็ นไปได้ในการแก้ปัญหา นันคือ พยายามทีจะสร้ าง สมมติฐาน ทีสมเหตสุ มผลเกียวกบั ปัญหานนั ๆ สมมตฐิ าน คือ ความน่าจะเป็ นของสาเหตขุ องปัญหา ช่วยชีแนวทางในการเรียนรู้และช่วยกําหนดขอบเขตของการเรียนรู้ให้ เฉพาะเจาะจงมากขึน สมมตฐิ านทีดีจะต้องช่วยชีนําส่งข้อมลู ทีต้องการ และวิธีการวิเคราะห์ข้อมลู นนั การเขียนสมมติฐาน ไม่จําเป็ นต้องนําเอาตวั แปรอิสระ (independent variable) ทีเป็ นต้นเหตุ และตวั แปรตามทีเป็ นผล (dependent variable) มาเขียนประกอบด้วย ขันตอนที 3 และ 4 มกั จะดําเนินการสืบเนืองกัน บทบาทของผ้อู ํานวยความสะดวกในการเรียนรู้จะนงั ฟังและคอยช่วยชีแนะแนวทางให้กลมุ่ และศกึ ษา ปฏิสมั พนั ธ์ของสมาชิกกลุ่มเพราะขนั ตอนนีเป็ นขนั ตอนทีสําคญั ของกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็ นหลกั ในขนั ตอนนีจะต้องชว่ ยสมาชิกในกลมุ่ โดยกระต้นุ ให้คดิ กําหนดให้การอภิปรายอย่ใู นกรอบ ไมใ่ ห้ออกนอกเรืองให้ข้อมลู เพิมเตมิ เมือจําเป็น 5. การจัดลาํ ดบั ความสาํ คัญของสมมตฐิ าน (Identify the priority of hypothesis) ผู้เรียนต้องนําสมมติฐานทีได้มา จดั ลําดบั ความสําคญั โดยอาศยั ข้อมูลสนบั สนุน จากข้อมลู ความจริงและความรู้จากสมาชิกภายในกล่มุ สมมตฐิ านทีเป็ นไปไมไ่ ด้หรือไม่ถกู ต้องจะถกู พิจารณาคดั ออก คงเหลือไว้เฉพาะสมมติฐานทีมีเหตผุ ลและเป็ นไปได้ บทบาทของผ้เู อืออํานวยความ สะดวกในการเรียนรู้ จะนังฟังและคอยช่วยแนะแนวทางให้กลุ่ม และศึกษาปฏิสมั พันธ์ของสมาชิก ภายในกลมุ่ ไปพร้อมๆ กนั
142 6. กาํ หนดวัตถปุ ระสงค์ของการเรียนรู้ เพือนาํ ไปศึกษาด้วยตนเอง (Formulate learning objectives) ผ้เู รียนต้องกําหนดวตั ถุประสงค์ขึนมาให้ได้วา่ ต้องการเรียนรู้เรืองใดบ้าง เพือนําไป วางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง และนําข้อมลู หรือความรู้ทีได้เพิมเติมมาพิสจู น์สมมติฐานทีกําหนดไว้ (การกําหนดเวลาการเรียนรู้ด้วยตนเอง ประมาณสปั ดาห์ละ 1 ปัญหา และผู้เรียนต้องบริหารจดั การ เวลาในการเรียนรู้ด้วยตนเอง) บทบาทของผ้เู อืออํานวยความสะดวกในการเรียนรู้ จะนงั ฟังและคอย ชว่ ยแนะแนวทางให้กลมุ่ และศกึ ษาปฏิสมั พนั ธ์ของสมาชกิ ภายในกลมุ่ ไปพร้อมๆ กนั 7. การแสวงหาความรู้หรือข้อมูลเพมิ เตมิ (Collect additional information outside the group) ขนั ตอนนีผ้เู รียนจะใช้เวลามากทีสดุ ประมาณ 2 – 3 สปั ดาห์ หรืออยา่ งน้อย 1 วนั เพือให้สมาชิกทุกคนทีได้รับมอบหมายหน้าทีไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิมเติมจากเอกสาร ตํารา ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิทีเกียวข้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ทีกําหนดไว้ กระบวนการศึกษาจะเป็ นรายบุคคล หรือเป็ นกลุ่มเล็กก็ได้ ขึนอยู่กบั เงือนไขและการมอบหมายจากกลุ่ม บทบาทของผู้เอืออํานวยความ สะดวกในการเรียนรู้ ประสานงานกับผู้ทรงคุณวุฒิ เพือให้ผู้เรียนได้ไปปรึกษา รวมทังจัดแหล่ง ทรัพยากรการเรียนรู้ไว้ลว่ งหน้า ให้ผ้เู รียนได้ใช้ศกึ ษาค้นคว้า 8. การสังเคราะห์ข้อมูลแล้วนํามาพสิ ูจน์สมมตฐิ าน (Synthesize and test the newly acquired information) สมาชิกของกลุ่มแต่ละคนจะนําข้อมูลทีแสวงหามาได้ นําเสนอต่อกลุ่มในการ รวบรวมข้อมูล ดูว่าข้อมูลเพียงพอต่อการพิสูจน์สมมติฐานหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอต้องให้สมาชิก ในกลมุ่ ไปหาเพิมเติม ถ้าเพียงพอก็ต้องชว่ ยกนั แก้ไขและสรุปรวบยอดให้ถกู ต้องสําหรับการแก้ปัญหา บทบาทของผ้เู อืออํานวยความสะดวกในการเรียนรู้จะเข้าร่วมสงั เกตและประเมินความก้าวหน้าของ
143 การเรียนรู้ ว่าเพิมขึนกว่าเดิมหรือไม่ และประเมินความสามารถของวิธีการแสวงหาความรู้เพิมเติม ของผ้เู รียนด้วย 9. การกาํ หนดหลักการและแนวทางการแก้ปัญหา (Identify generalizations and principle derived from studying this problem) สมาชิกในกลุ่มสามารถหาข้ อมูลได้ เพี ยงพอต่อการพิสูจน์ สมมติฐานทังหมดได้ และสามารถสรุปหลกั การต่างๆ ทีได้จากการศึกษาปัญหานี รวมทังเห็นแนวทางในการนําความรู้ และหลกั การนีไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ทัวไปได้ บทบาทของผู้เอืออํานวยความสะดวก ในการเรียนรู้จะกระต้นุ ผู้เรียนแต่ละคนให้ประเมินตนเอง (ประเมินทกั ษะการแก้ปัญหา) และมีส่วน ชว่ ยกลมุ่ อยา่ งไร (ประเมนิ การทํางานเป็นกลมุ่ ) และให้ผ้เู รียนเป็นผ้แู ก้ไขและปรับปรุงตนเอง สรุปกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก ขนั ตอนที 1 , 2 , 3 , 4 , 5 การเรียนรู้เป็นกลมุ่ ยอ่ ย ขนั ตอนที 6 การศกึ ษาด้วยตนเอง ขนั ตอนที 7 , 8 , 9 การเรียนรู้เป็นกลมุ่ ยอ่ ย ขนั ตอนสดุ ท้าย ผ้เู รียนแตล่ ะคนประเมนิ สงิ ตอ่ ไปนี 1. ทกั ษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2. ทกั ษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. ทกั ษะการทํางานเป็นกลมุ่
144 กระบวนการเรียนรู้ทัง 9 ขันตอนผู้เรียนจะต้องได้รับการฝึ กปฏิบัติอย่างสมําเสมอ เป็นวงจรทีเป็นระบบดงั นี ทําความเข้าใจแนวความคิดหรือข้อความให้กระจา่ ง กําหนดปัญหาให้ชดั เจน การวเิ คราะห์ปัญหา การตงั สมมตฐิ าน การจดั ลําดบั ความสําคญั ของสมมตฐิ าน กําหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการเรียนรู้ การแสวงหาความรู้หรือข้อมลู เพิมเตมิ การสงั เคราะห์ข้อมลู แล้วนํามาพสิ จู น์สมมตฐิ าน การกําหนดหลกั การและแนวทางการแก้ปัญหา แผนภาพ 14 วงจรกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
145 บทบาทของผู้เอืออาํ นวยความสะดวกในการเรียนรู้ 1. เป็ นทีปรึกษาและให้คะแนะนําเกียวกับประเด็นตา่ งๆ ได้แก่ ตําราการเรียนรู้ทีผู้เรียน จะใช้ค้นคว้า (learning materials) วิทยากร / บคุ คลทีจะให้ความรู้แก่ผ้เู รียนได้ (human resource) ข้อมลู ทกุ อยา่ งในมือจะต้องมอบให้ผ้เู รียนจนหมด โดยให้ด้วยวิธีการทีเหมาะสมแนบเนียน 2. เป็ นผ้กู ระต้นุ ให้เกิดความอยากรู้ ให้แสวงหาข้อมลู เพิมเติม เพือนํามาพิจารณาอีกครัง กระต้นุ ให้เกิดการเรียนรู้ตามทีกําหนดไว้ 3. เป็นผ้ปู ระเมนิ ผ้เู รียนเกียวกบั ปฏิสมั พนั ธ์ภายในกล่มุ กระบวนการทํางานกล่มุ ประเมิน ความรู้ เจตคติ และทกั ษะ ประเมิน Triggers, Scenario 4. อธิบายให้กลุ่มเข้าใจบทบาทหน้าทีของสมาชิกโดยเฉพาะเลขานุการและประธาน และจะต้องให้ผ้เู รียนหมนุ เวียนกนั เป็นประธานและเลขานกุ าร 5. ช่วยเหลือวางระเบียบการประชมุ และคอยสงั เกตพฤติกรรมผู้เรียน และนํากลุ่มเข้าสู่ ประเดน็ ถ้าอภิปรายนอกประเดน็ 6. ชว่ ยเหลือกลมุ่ ให้สนใจในเรืองเดยี วกนั เพือแก้ปัญหาและให้แก้ปัญหาทีละเรือง 7. พยายามให้ทกุ คนในกลมุ่ มีสว่ นร่วมในการเรียนรู้อยา่ งก้าวหน้าได้ราบรืน 8. ชว่ ยป้ องกนั สมาชิกจากการถกู โจมตีขม่ ขคู่ กุ คามและดถู กู เหยียดหยามจากสมาชกิ 9. ชว่ ยจดั การให้สมาชกิ ทีมีพฤตกิ รรมไมเ่ หมาะสม ปรับตวั เข้าหากลมุ่ 10. ชว่ ยจดั ระเบยี บการสือความหมายในกลมุ่ ให้มีความเข้าใจและคลมุ ประเดน็ 11. ไมพ่ ดู มากเกินความจําเป็นและมีทกั ษะในการฟัง 12. วางตวั เป็นกลางอยา่ งเคร่งครัด และมีทา่ ทีทีอบอนุ่ เป็นมติ ร 13. ชว่ ยขจดั ข้อขดั แย้งของกลมุ่ (ในกรณีทีประธานไมส่ ามารถควบคมุ ได้) 14. ต้องรู้ขันตอนของการจัดการเรียนการสอน และศึกษาจุดประสงค์ของการเรียนรู้ อยา่ งแจม่ ชดั และทําความค้นุ เคยกบั แผนการศกึ ษาอยา่ งดี รวมทงั ศกึ ษาสถานการณ์
146 15. ต้องฝึ กฝนวิธีการตังคําถาม เพือการชีแนะให้ผู้เรียนคิดหรือนําไปสู่จุดประสงค์ การเรียนรู้และแนวคดิ หลกั ของการเรียนรู้ บทบาทหน้าทีของผู้เรียน 1. ร่วมกนั วิเคราะห์ปัญหา และอภิปรายปัญหาทีได้รับมอบหมาย 2. ระดมพลังสมองร่วมกับกลุ่ม (ห้ ามฝากสมอง) เพือหาสาเหตุของปั ญหาและ ตงั สมมตฐิ านอยา่ งมีเหตผุ ล และชว่ ยทําให้กระบวนการกลมุ่ ดําเนินไปได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ 3. แลกเปลียนข้อมลู ทีแสวงหามาได้ อภิปรายสรุปรวบยอด เป็ นข้อมลู ทีเรียนรู้และจดั เก็บ ข้อมลู ไว้อยา่ งเป็นระบบ 4. กําหนดจดุ ประสงค์การเรียนรู้ เพือการศกึ ษาด้วยตนเอง 5. ต้องพยามยามอา่ นตาํ รา เอกสาร ในส่วนทีตรงกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ และควรอา่ น ตาํ ราเลม่ ลา่ สดุ และหาข้อมลู จาก internet 6. ต้องพยายามผสมผสาน ประมวลความรู้ทีได้ เพือนํามาประยกุ ตใ์ ช้ 7. ประเมนิ ความรู้ความสามารถของตนเอง ด้วยใจทีเป็นกลาง และเทียงตรง คุณสมบัตขิ องผู้เรียน 5C ผู้สอนทีใช้ การเรี ยนรู้ทีใช้ ปั ญหาเป็ นฐาน ควรมีคุณสมบัติ 5 ประการดังนี 1) Competence ความสามารถในการปฏิบตั ิงาน 2) Communicativeness ความสามารถในการ ตดิ ตอ่ สือสารกบั ผ้อู ืน3) Concern การตระหนกั ถึงความสําคญั ของงานทีได้รับมอบหมาย และความมี นําใจต่อเพือนร่วมงาน 4) Courage ความกล้าในการแสดงความคิดเห็น กล้าตดั สินใจ กล้าพูด กล้าทํา แสดงออกอยา่ งเหมาะสม และ 5) Creativity ความคดิ ริเริมสร้างสรรค์ทีผ้แู ก้ปัญหาจะเป็ นการ ชว่ ยแก้ปัญหาได้อยา่ งดี
147 ข้อดีของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก 1. ผ้เู รียนรู้จกั ยอมรับการให้ข้อมลู ย้อนกลบั (feedback) จากผ้อู ืน มองเพือนร่วมเรียน ด้วยความรู้สกึ เทา่ เทียม (I am OK., You are OK) ยอมรับความคดิ เหน็ ของผ้อู ืน เป็นคนใจกว้าง 2. รู้จกั ชว่ ยเหลือผ้อู ืน ไมม่ องตนเองวา่ เก่งกวา่ ผ้อู ืน มีประสบการณ์ทางวชิ าการสงู 3. เป็ นบคุ คลกระฉบั กระเฉง (active) มีความคดิ ริเริมสร้างสรรค์ มีโลกทศั น์กว้างกล้าคิด และแสดงออกอย่างเหมาะสม มีความคิดเป็ นระบบ มองปัญหาทกุ ๆ ด้าน มีความสามารถในการ สร้างทีมงาน ทํางานเป็นทีมได้ 4. ได้รับประสบการณ์จากกระบวนการกลุ่ม ได้แก่ รู้บทบาทหน้าทีประธาน เลขานกุ าร และสมาชิกของกลุ่ม รู้จกั การบริหารเวลาให้งานสําเร็จทนั กําหนด รู้จกั การจดั การกับอารมณ์ของคน และการจัดการความขัดแย้ง มีการตดั สินใจทีเหมาะสม วิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็ นระบบ ใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอืน นําเสนอข้อคิดเห็นและการแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จกั วิธีการแสวงหาความรู้ และเป็นบคุ คลแหง่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต เครืองมือทใี ช้ประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก 1. แบบประเมิน 3 ขนั (Triple jump exercise) เป็ นเครืองมือประเมินผลทีสร้ างโดย มหาวิทยาลยั แมคมาสเตอร์ ประเทศแคนนาดา มีลกั ษณะเป็ นการสอบปากเปล่าทีมีโครงสร้างแบง่ ออกเป็น 3 ขนั ได้แก่ ขนั ที 1 ประเมินการตงั สมมติฐาน การรวบรวมข้อมลู ระบปุ ัญหาทีนา่ จะเป็ นการ กําหนดหวั ข้อความรู้ทีจะไปแสวงหาความรู้เพมิ เตมิ (ประเมนิ ขนั ที 1-7) ขนั ที 2 ประเมินความสามารถ ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (ประเมินขันที 8 - 9) ขันที 3 ประเมินความสามารถในการ สงั เคราะห์ข้อมลู การระบปุ ัญหาทีแท้จริงและการประเมนิ ผลความสามารถตนเอง (ประเมนิ ขนั ที 9) วตั ถปุ ระสงค์ของเครืองมือวดั คณุ ลกั ษณะหลกั ได้แก่ ความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา การแสวงหาความรู้ และการนําความรู้ไปใช้แก้ปัญหา
148 จุดเด่น ให้ประโยชน์แก่ผู้เรียน การประเมินครังเดียวสามารถประเมินคณุ ลกั ษณะได้ หลายอยา่ ง ให้ข้อมลู ป้ อนกลบั แกผ่ ้เู รียนขณะประเมนิ มีความสะดวกในการใช้ เนืองจากสามารถใช้ได้ ทกุ สถานการณ์ ทกุ ระดบั ทกุ ชนั ปี จุดอ่อน เครืองมือนีต้องใช้ผู้ประเมินทีมีความสามารถสูงหรือผู้ทีผ่านการอบรม มาอย่างดี การประเมินแต่ละครังต้องใช้ผู้ประเมินจํานวนมาก คือ ผ้ปู ระเมิน 1 คนต่อผ้เู รียน 1 คน และต้องใช้เวลาอยา่ งน้อย 1 ชวั โมงตอ่ ผ้เู รียน 1 คน 2. แบบทดสอบอตั นยั ประยุกต์ (Modified Essay Questions. MEQ) แบบทดสอบที เสนอกรณีศกึ ษาตามลําดบั เหตกุ ารณ์ แล้วแทรกคาํ ถามเป็นระยะๆ ผ้สู อบควรใช้ข้อมลู ทีมีอยู่ เพือคิด หาคําตอบอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ บนพืนฐานของการปฏิบตั ิจริง สร้างขึนเพือให้ผู้สอบได้ แสดงความสามารถในการประยุกต์ความรู้ต่างๆ มาแก้ปัญหาซึงการใช้สถานการณ์จริง จํานวน ข้อสอบควรมีตงั แต่ 5 – 35 ข้อ การสร้างข้อสอบ MEQ แล้วทําการเฉลยและกําหนดการตรวจให้ คะแนนนนั โดยการให้ผ้ทู รงคณุ วฒุ ิประมาณ 12 คน เป็ นผ้ทู ําข้อสอบ เพือหาคําตอบทีเป็ นไปได้และ กําหนดเกณฑ์ในการตรวจให้คะแนน ผ้ทู รงคณุ วฒุ คิ วรได้มีโอกาสพบกนั เพืออภิปรายคําตอบทีควรจะ เป็ น คําตอบใดทีผู้ทรงคุณวุฒิตอบน้อยก็ควรให้นําหนักคะแนนน้อย การใช้ผู้ทรงคณุ วุฒิทีมีความ เชียวชาญและมีประสบการณ์จะชว่ ยให้ข้อสอบ MEQ มีความตรง เครืองมือนีวดั คุณลกั ษณะหลกั ทางเหตผุ ลและการแก้ปัญหา คณุ ลกั ษณะรอง ได้แก่ วดั ความรู้ เนือหาวิชา กระบวนการแก้ปัญหา และนําความรู้ไปใช้ จดุ เดน่ ของข้อสอบ MEQ สร้างง่าย คล้ายกบั ข้อสอบอตั นยั ใช้ประเมินผู้เรียนได้ทุกระดบั เนือหาของข้อสอบสามารถผสมผสานหลายๆ สาขาวิชาเข้าด้วยกนั ใช้เป็ นเครืองมือประเมินความก้าวหน้า และประเมินผลรวม ประเมินผ้เู รียนได้ ครังละจํานวนมาก
149 จดุ อ่อน มีความยุ่งยากในการกําหนดเกณฑ์การให้คะแนน ความครอบคลุมเนือหา ไมไ่ ด้กว้างเหมือนข้อสอบอตั นยั การสอบไม่อนญุ าตให้ผ้เู รียนกลบั มาแก้ไขคําตอบในข้อต้นๆ เมือได้ ทําข้อสอบผา่ นมาแล้ว ใช้เวลาตรวจข้อสอบคอ่ นข้างมาก ผ้เู รียนไมท่ ราบวา่ ต้องตอบลกึ ซงึ เพียงใด 3. แบบประเมินผลการสอน (The tutorial evaluation) เป็ นวิธีการประเมินผลทีพฒั นา โดยมหาวิทยาลยั แมคมาสเตอร์ ประเทศแคนนาดา และคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยแม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีลกั ษณะเป็ นการประเมินโดยการสงั เกต ใช้แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ เป็ น เครืองมือประเมิน โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพือให้ข้อมลู ย้อนกลบั (feedback) ความก้าวหน้าทางการเรียน ของผู้เรียน เป็ นข้อมูลเอกสารทีบันทึกเกียวกับพฤติกรรมการทํางานกลุ่มของผู้เรียนแต่ละคน กลุ่มผู้เรียนและผู้สอน เพือใช้ประกอบการประเมินผลรวม เมือสินสุดการสอบ และการประเมินผล แบบนีจะให้ประสบการณ์แก่ผ้เู รียนในด้านการประเมินตนเองและเพือนร่วมงาน จุดเด่น คือ สามารถให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีในการประเมินผู้เรียน เพือนร่วมงาน และผู้สอนใช้เป็ นการประเมินความก้าวหน้าทางการเรียนและผลการเรียนรู้โดยรวมได้ ในส่วนของ แบบมาตราส่วนประมาณคา่ ซงึ เป็ นเครืองมือทีสามารถสร้างได้ง่าย ใช้เวลาน้อย สะดวกในการตอบ สามารถวดั คณุ ลกั ษณะตา่ งๆ ได้หลายชนดิ จุดอ่อน คือ การประเมินแบบนีต้องการผู้สอนทีมีคุณภาพสูง กล่าวคือ มีความรู้ เกียวกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้และผู้เรียนเป็ นอย่างดี มีความสามารถทีจะ ประเมินผู้เรียนว่าบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์หรือไม่ ในส่วนของแบบมาตราส่วนประมาณค่า การให้คะแนน ขึนอยู่กบั ผู้ประเมิน ซึงอาจมีความลําเอียงในการให้คะแนน การใช้ภาษาหรือคําถามในแบบมาตรา สว่ นประมาณคา่ และพฤตกิ รรมของผ้ตู อบ อาจจะทําให้เกิดความคลาดเคลือนได้
150 บรรณานุกรม ทองจนั ทร์ หงส์ลดารมภ์. (2531). ทักษะการแก้ปัญหากับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก. กรุงเทพมหานคร: หนว่ ยแพทย์ศาสตรศกึ ษา จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . ผอ่ งศรี เกียรตเิ ลศิ นภา. (2536). การพฒั นารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็ นหลัก ทางการศกึ ษาพยาบาล. ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (การวจิ ยั และพฒั นาหลกั สตู ร) กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. ยวุ ดี ฤาชา. (2536). การพัฒนาหลักสูตรฝึ กอบรมการจัดการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็ นหลัก สาํ หรับอาจารย์พยาบาล. ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (การวจิ ยั และพฒั นาหลกั สตู ร) กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ. Brandford, John., Ann L. Brown, and Rodney R. Cocking, editors; (1999). How People Learn; brain, mind, experience, and school. Washington, D.C., National Academy Press. Woods. D. (1994). Problem – Based Learning. Ontario McMaster University.
151 การออกแบบการเรียนรู้ย้อนกลับนวัตกรรมการเรียนรู้ บทนาํ การออกแบบการเรียนรู้ย้อนกลบั หมายถึง การวางแผนการจดั การเรียนรู้มุ่งเน้นทีผ้เู รียน มีความรู้ความเข้าใจฝังลึก (deep knowledge) โดยกําหนดผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั จากมาตรฐาน การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือคําอธิบายรายวิชาของหลักสูตร เพือกําหนดพฤติกรรม ทีพึงประสงค์ และเป็ นแนวทางในการกําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบการวัดและ ประเมนิ ผล รวมทงั การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนอยา่ งเป็นขนั ตอน กระชบั เกิดประสบการณ์ การเรียนได้สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ การวดั และประเมินผล วิงกินส์และแม็คไทธ์ (Wiggins and McTighe. 1998) ได้พฒั นารูปแบบการจดั การเรียนรู้ ย้อนกลบั แสดงขนั ตอนการจดั การเรียนรู้ การกําหนดเป้ าหมายของการเรียนรู้ทีต้องการให้เกิดขึนกบั ผ้เู รียน จากนนั จึงวิเคราะห์ย้อนกลบั มาส่จู ุดประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบการวดั และประเมินผล ประกอบด้วย 3 ขนั ตอน ดงั นี 1. กําหนดความรู้ ความสามารถหรือผลลพั ธ์ของการเรียนรู้ทีต้องการให้เกิดกบั ผ้เู รียน 2. กําหนดพฤติกรรมหรือหลักฐานทีสําคัญทีแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนได้บรรลุผล การเรียนรู้ตามทีกําหนด 3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมนิ ผลสอดคล้องกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
152 ขันตอนที 1 กาํ หนดความรู้ความสามารถหรือผลลัพธ์ของการเรียนรู้ หมายถึง การกําหนดผลการเรียนรู้ (Learning outcome) ทีมงุ่ หวงั ให้เกิดขึนกบั ผ้เู รียน (Identify desired results) ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของกล่มุ สาระการเรียนรู้หรือคําอธิบายรายวิชา ในหลักสูตร การกําหนดผลการเรียนรู้ทีคาดหวังควรคํานึงถึงผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจและ ความสามารถอะไรบ้าง ความรู้และความสามารถทีมีคณุ คา่ ต่อการเรียนรู้ของผ้เู รียนคืออะไร ความรู้ และความสามารถทีคงทนทีต้องการให้ดํารงอยกู่ บั ผ้เู รียนคอื อะไร ความรู้และความสามารถทีคงทนเป็นสงิ สําคญั ของการกําหนดผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั ซงึ จะต้องวิเคราะห์ให้ชดั เจนวา่ แตล่ ะหนว่ ยการเรียนรู้มีความสามารถทีคงทนอะไรบ้างทีจะต้องให้เกิด ขึนกับผู้เรียน จําเป็ นต้องพฒั นาให้เกิดขึนอย่างเป็ นลําดบั ขนั ตอน ได้แก่ 1) การกระต้นุ ความรู้เดิม ทีสร้างให้ผ้เู รียนค้นุ เคยกบั ความรู้ใหม่ 2) การเสริมสร้างความรู้และทกั ษะทีสําคญั ทีจะไปเสริมความรู้ ใหม่ และ 3) การผสมผสานเชือมโยงให้เป็นความรู้และความสามารถทีคงทนดงั แผนภาพ 1 การกระต้นุ ความรู้เดิม ทีจะสร้างให้ค้นุ เคยกบั ความรู้ใหม่ การเสริมสร้ างความร้ ูและ ทกั ษะทสี าํ คญั ทจี ะเสริมความรู้ใหม่ ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ ทคี งทน แผนภาพ 15 ลําดบั ขนั ตอนการจดั การเรียนรู้เพือพฒั นาความรู้ความสามารถทีคงทน (ปรับจาก Wiggins and McTighe, 1998)
153 องค์ประกอบของผลการเรียนรู้ทีคาดหวังสามารถกําหนดได้โดยการวิเคราะห์ความคิด รวบยอดหลกั (main concept) หรือ (deep knowledge) ทีปรากฏอยู่ในคําอธิบายรายวิชา โดยมี องค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ความคดิ รวบยอดหลกั ทีเป็ นความรู้ความสามารถ 2) ความคดิ ขนั สงู 3) คณุ ธรรมจริยธรรม และ 4) ทกั ษะกระบวนการเรียนรู้ ซึงจะสะท้อนการพฒั นาศกั ยภาพผ้เู รียน เป็นองคร์ วม ดงั แผนภาพ 2 ทกั ษะการเรียนรู้ ความคิด รู้ถกู ต้อง รู้ชดั เจน รวบยอดหลกั รู้ลกึ ซงึ นาํ ไปใช้ได้ ผลการเรียนรู้ คณุ ธรรมจริยธรรม การแสวงหาความรู้ ความคดิ ขนั สงู ความซอื สตั ย์สจุ ริต การถกั ทอเชือมโยงความรู้ ความอดทน การแบง่ ปัน การสร้ างความร้ ู ความรับผิดชอบ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ การประเมินคา่ การสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา แผนภาพ 16 องค์ประกอบของการกําหนดผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั 4 ด้าน ทีสะท้อนการพฒั นาศกั ยภาพผ้เู รียนเป็นองค์รวม
154 ขันตอนที 2 การกาํ หนดพฤตกิ รรมหรือหลักฐานทีสําคัญทีแสดงให้เห็นว่าผู้เรียน บรรลุผลการเรียนรู้ตามทีกาํ หนด หลังจากทีผู้เรียนได้เรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ทีกําหนดไว้ การออกแบบการจัดการ เรียนรู้จะต้องตอบคาํ ถามให้ได้สําหรับขนั ตอนนีคอื จะทราบได้อยา่ งไรว่าผ้เู รียนมีความรู้ความสามารถ ตามผลการเรียนรู้ทีกําหนดไว้ การแสดงออกของผ้เู รียนเป็ นอยา่ งไรจงึ จะยอมรับได้ว่าผ้เู รียนมีความรู้ ความสามารถตามทีกําหนดไว้ การกําหนดตวั บง่ ชีความสําเร็จทางการเรียนรู้อย่างเป็ นรูปธรรมโดย การวิเคราะห์คําสําคญั (keywords) ในผลการเรียนรู้แล้วเขียนเป็ นจุดประสงค์การเรียนรู้ต้องระบุ พฤตกิ รรมทีชดั เจน สามารถวดั และประเมินผลได้ การกําหนดจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้มีหลกั การดงั นี 1. มีความสอดคล้องกบั ผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั 2. เป็นพฤตกิ รรมทีสามารถวดั และประเมนิ ผลได้ 3. เป็นความรู้และความสามารถทีคงทนหรือความรู้ฝังลกึ (deep knowledge) 4. แนะแนวทางสกู่ ารออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รวมทงั การวดั และประเมนิ ผล 5. ผ้เู รียนสามารถใช้เป็นแนวทางการเรียนรู้สําหรับตนเองได้ สําหรับวิงกินส์และแม็คไทธ์ได้กําหนดพฤติกรรมทีแสดงถึงความรู้ความสามารถและ ความรู้สกึ ไว้ 5 ประการ ดงั นี 1. อธิบายสงิ ตา่ งๆ ให้เข้าใจได้โดยง่าย 2. แปลความหมายสงิ ตา่ งๆ ในบริบททีมีความเฉพาะเจาะจงได้อยา่ งชดั เจน 3. ประยกุ ต์ความรู้หรือวธิ ีการตา่ งๆ เพือใช้งานตามสถานการณ์ทีแตกตา่ งกนั ได้ 4. เชือมโยงประเดน็ สําคญั หรือการแก้ปัญหาด้วยเหตผุ ล 5. มีความรู้ความเข้าใจเป็นของตนเอง
155 ขันตอนที 3 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เป็ นการกําหนดวิธีการวัดและเครืองมือวัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้รวมทงั การกําหนดเกณฑ์การประเมินทีมีความชดั เจน การวดั และประเมินผล การเรียนรู้ทีเป็ นความรู้ความเข้าใจทีคงทน (Enduring understanding) ของผู้เรียน วิธีการประเมิน ทีเหมาะสมคือ วิธีการประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) ซึงควรดําเนินการควบค่ไู ป กบั การจดั การเรียนรู้อยา่ งตอ่ เนืองและยดึ หลกั การประเมนิ ดงั นี 1. ใช้วิธีการทีหลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การทดสอบ หรือการ รายงานตนเอง 2. ใช้ผ้ปู ระเมินทีหลากหลาย เชน่ ผ้สู อน ผ้เู รียนประเมินตนเอง และเพือนประเมิน 3. ใช้ระยะเวลาทีหลากหลาย เชน่ กอ่ นเรียน ระหวา่ งเรียน และหลงั การเรียน ขันตอนการพัฒนาเครืองมือสาํ หรับการวัดและประเมินตามสภาพจริง ได้แก่ 1. ศึกษาคําสําคัญทีต้ องการวัดและประเมินจากผลการเรี ยนรู้ ทีคาดหวัง หรือจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ จากนนั ศกึ ษาความหมายทีชดั เจนจากเอกสารทีเกียวข้องและนํามากําหนด คาํ นยิ ามปฏิบตั กิ าร 2. ระบพุ ฤตกิ รรมบง่ ชีทีนําไปสกู่ ารสร้างเครืองมือวดั 3. จดั ทําเครืองมือวดั ทีมีความครอบคลมุ นิยามปฏิบตั ิการและพฤติกรรมการเรียนรู้ ทีกําหนดไว้ 4. กําหนดเกณฑ์การประเมินโดยพิจารณาจากความสามารถของผู้เรียน ความยาก งา่ ยของสาระสําคญั และบริบทตามสภาพจริง
156 เมือดําเนินการดังกล่าวข้างต้นแล้วจึงนํามาออกแบบการสร้ างเครืองมือวัดดังตาราง ตอ่ ไปนี ตาราง 3 การออกแบบพมิ พ์เขียวการวดั และประเมินผลเพือนําไปสร้างเครืองมือวดั ทีสมบรู ณ์ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการวดั เครืองมือวดั แหลง่ ข้อมลู เกณฑ์ คาํ สาํ คญั ทีวเิ คราะห์ สอดคล้องกบั - แบบทดสอบ ผ้เู รียน พิจารณาจาก จากผลการเรียนรู้ทคี าดหวงั จดุ ประสงค์ - แบบสงั เกต ชินงาน - ความสามารถ หรือจดุ ประสงค์การเรียนรู้ หรือตวั ชีวดั พฤติกรรม ของผ้เู รียน มาเขยี นเป็ นตวั ชีวดั - แบบตรวจชินงาน แบบฝึ กหดั - ความยากงา่ ย ของสาระสาํ คญั - บริบทจากสภาพจริง เมือดําเนินการออกแบบวิธีการวดั และประเมินผลเรียบร้อยแล้วจึงออกแบบกิจกรรมการ เรียนรู้ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ ลักษณะของความรู้ทีลึกซึงบางประเด็นอาจจะไม่เป็ นรูปธรรม ทีชัดเจน หรือเป็ นความรู้ทีผู้เรียนเข้าใจค่อนข้างยากและอาจจะนําไปสู่ความเข้าใจทีไม่ชัดเจน หรือเข้าใจสบั สน ผ้สู อนจะต้องตระหนกั และให้ความสําคญั ในการออกแบบกิจกรรมซงึ บางครังอาจจะ ต้องใช้เวลาการฝึ กทักษะพืนฐาน การค้นพบ การสงสัย สังเกต สัมผัส สํารวจ สืบค้น สังสม และ สรุปผล การเลือกสือเพือชว่ ยให้ผ้เู รียนเข้าถึงความรู้อยา่ งถกู ต้องชดั เจน
157 การวางแผนการจดั การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้คือ ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถ ทีครบวงจรในเรืองใดเรืองหนึงเป็ นผลจากการวิเคราะห์ความคิดรวบยอดหลกั หรือความรู้ทีลึกซึง (deep knowledge) จากคําอธิบายรายวิชาหรือมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระ แล้วนํามา จัดลําดับรวมกันเป็ นแต่ละหน่วยการเรียนรู้เพือความเหมาะสมและออกแบบกิจกรรมการเรียน การสอนทีสอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจของผู้เรียนรวมทงั การพฒั นาคุณลกั ษณะอนั พึง ประสงค์ การเรียนรู้ทีลึกซึง (deep learning) ทีจะเกิดขึนกับผู้เรียน ผู้สอนจะต้องตอบคําถาม 2 ข้อ ก่อนการวางแผนการจดั การเรียนรู้ 1) การวางแผนหน่วยการเรียนรู้นีมีวัตถุประสงค์อะไร 2) ความเข้าใจทีคงทนทีจะเกิดขนึ กบั ผ้เู รียนคือเรืองใด การตอบคําถาม 2 ข้อนีจะชว่ ยให้การออกแบบ และการจดั กิจกรรมการเรียนรู้เกิดขึนกับผู้เรียนทีพึงประสงค์ (on task) เพือป้ องกันไม่ให้ผู้เรียน มีกิจกรรมมากแต่ไม่เกิดการเรียนรู้ทีพึงประสงค์ และไม่สอดคล้องกับสิงทีจะประเมิน การวางแผน การจดั การเรียนรู้ควรคาํ นงึ ถงึ สิงตอ่ ไปนี 1. การกําหนดประเดน็ ทีชดั เจนจะชว่ ยให้ผ้เู รียนรู้วา่ การเรียนรู้ครังนีจะไปสทู่ ิศทางใด 2. การดําเนนิ กิจกรรมจะตรึง (hook) ความสนใจของผ้เู รียนไว้ได้ด้วยวธิ ีใด 3. การสร้างโอกาสให้ผู้เรียนคิดใคร่ครวญ คิดวิพากษ์ตนเอง (self critical) ทบทวน และพฒั นางานของตนให้มีคณุ ภาพ มีความประณีตได้อยา่ งไร 4. จดั เวทีให้ผู้เรียนได้นําเสนอความรู้ความเข้าใจและได้รับข้อมูลย้อนกลบั จากการ ประเมนิ ตนเองจากเพือนและผ้สู อนได้อยา่ งไร 5. ผู้สอนจะสามารถปรับวิธีการและกิจกรรมให้เหมาะกับความต้องการความสนใจ ทีมีความหลากหลายแตกตา่ งกนั ได้อยา่ งไร
158 6. จะสนบั สนนุ ผ้เู รียนให้สามารถจดั การเรียนรู้ของตนเองเพือนําไปสกู่ ารค้นพบความ เข้าใจได้อยา่ งไร เมือดําเนินการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การวางแผนการจดั การเรียนการสอน การวดั และประเมินผลเรียบร้ อยแล้ว จึงดําเนินการเขียนหน่วยการเรียนรู้หรือเขียนแผนการจดั การเรียนรู้ ให้สมบรู ณ์ มีคณุ ภาพ และพฒั นาเครืองมือวดั และประเมินผลการเรียนรู้ตอ่ ไป หน่วยการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง 2) ความคิดรวบยอดหลัก 3) หวั ข้อ 4) คณุ ธรรมจริยธรรม / คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 5) จุดประสงค์การเรียนรู้ 6) การ ออกแบบการวดั และประเมินผล 7) กิจกรรมการเรียนรู้ 8) สือการเรียนรู้ 9) การวดั และประเมินผล 10) บนั ทกึ หลงั การจดั การเรียนรู้ การเรียนรู้ตามสภาพจริง กระบวนการเรียนรู้ตามข้อมูลทีเกียวข้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน สาระและกิจกรรมทีนํามาใช้ ควรเป็ นเรืองทีผู้เรียนสนใจ อยากค้นคว้า แสวงหาคําตอบ เรียนรู้จาก ความรู้ทีสร้ างขึนมาโดยตรงและเปรียบเทียบกับข้ อมูลใหม่กับประสบการณ์เดิม แล้ วสร้ าง ประสบการณ์หรือความรู้ใหมต่ อ่ ขนึ ไปเรือยๆ จนเกิดปัญญา สรุป การออกแบบการเรียนรู้ย้อนกลบั สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนรู้ได้กบั ทุก กลมุ่ สาระ ผู้สอนควรยึดหลกั การ วิธีการ โดยเริมต้นจากการกําหนดผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั กําหนด พฤตกิ รรมทีแสดงวา่ ผ้เู รียนได้บรรลเุ ป้ าหมายนนั แล้วจงึ ดาํ เนนิ การออกแบบการวดั และประเมนิ ผล
159 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เน้นการป้ องกนั ไม่ให้ผู้เรียนมีกิจกรรมมากเกินไปแต่ไม่ บรรลกุ ารเรียนรู้ทีพงึ ประสงค์ การประเมินผลตามสภาพจริงมีความเหมาะสมกบั ความรู้ความเข้าใจ ทีคงทนของผ้เู รียนและสามารถนําไปใช้เชือมโยงในการเรียนรู้ตอ่ ไปหรือการดาํ เนนิ ชีวิต อนึงผู้สอนจะต้องไม่ลืมว่าการพฒั นาคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์เป็ นสิงทีจะต้องบม่ เพาะ บูรณาการกับผลการเรียนรู้ การดําเนินกิจกรรมและการวดั และประเมินผล เพราะการเรียนรู้คือการ เปลียนแปลงพฤตกิ รรมทงั ด้านนอกและด้านในควบคไู่ ปพร้อมกนั การออกแบบการเรียนรู้ย้อนกลบั มีความเหมาะสมกบั การจดั เวลาทียืดหย่นุ เพราะแต่ละ หน่วยการเรียนรู้จะใช้เวลาเป็ นช่วงๆ (block) ความรู้ความเข้ าใจทีคงทนจึงจะเกิดกับผู้เรียน การจดั การเรียนรู้ต้องยดึ เป้ าหมายคณุ ภาพผ้เู รียนเป็ นสําคญั ได้แก่ 1) มีความรู้ความสามารถทีคงทน 2) มีความคิดขนั สงู 3) มีคณุ ธรรมจริยธรรม และ 4) มีทกั ษะกระบวนการเรียนรู้ ส่วนเทคนิควิธีการ จดั การเรียนรู้นนั ปรับตามสาระและธรรมชาตขิ องผ้เู รียน เพือการเปลียนแปลงทงั ภายในและภายนอก
160 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2545). หลักสูตรการศึกษาขันพืนฐาน พุทธศักราช 2544. พิมพ์ครังที 3. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ครุ ุสภาลาดพร้าว. พระธรรมปิฎก. (2547). พุทธวิธีในการสอน. กรุงเทพฯ : ธรรมสภาและสถาบนั บนั ลือธรรม. วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2542). พลังการเรียนรู้ : ในกระบวนทศั น์ใหม่. กรุงเทพฯ : SR. Printing limited Partnership. วิชยั วงษ์ใหญ่ และมารุต พฒั ผล. (2550). การออกแบบการเรียนรู้ย้อนกลับ (Backward design learning). เอกสารประกอบการบรรยาย. โครงการพฒั นาครูสํานกั งานเขตพืนที การศกึ ษาชยั ภมู เิ ขต 3. Department of Education Tasmania. (2007) “Principles of Backward Design” From www. Ltag.education.tas.gov.au/Planning/models/princbackdesign.htm Retrieved May 26, 2007. Digital Literacy. “Backward design process” From www.digitalliteracy.mwg.org/curriculum /curriculum/process.html Retrieved May 26, 2007 Wiggins Grant and McTighe Jay. (1998). Understanding by design. Prentice Hall, Inc. ข้อมูลบรรณานุกรมบทความ วิชยั วงษ์ใหญ่. (2552). “การออกแบบการเรียนรู้ย้อนกลบั ”.สารานุกรมวชิ าชีพครู เฉลมิ พระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เนืองในโอกาสมหามงคล เฉลมิ พระชนมพรรษา 80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. หน้า 141 – 148.
161 ครูนักวิจัย บทนาํ กระบวนทศั น์ใหม่ของครูนกั วิจยั คือ “การทํางาน การจดั การเรียนการสอนและการวิจยั เป็ นสิงเดียวกัน ไม่คิดแยกส่วน มีเป้ าหมายเพือพัฒนาคุณภาพการศึกษา” การวิจัยในชันเรียน เป็ นการวิจยั ขนาดเล็ก ทีครูมุ่งแก้ปัญหาหรือการแสวงหาความรู้ใหม่ในการเรียนการสอนการวิจยั เพือพัฒนาการเรียนรู้ทีมีพลงั คือ คณะครูทงั โรงเรียนร่วมมือกันทําการวิจยั เพือพฒั นาการเรียนรู้ ของผ้เู รียน ดําเนินการอยา่ งเป็นกระบวนการ เป็นไปตามขนั ตอน มีระบบ คุณลักษณะหรือสมรรถนะของครูนักวิจัย (Teacher as Researcher) 1. การทํางานของครูมีการวิจยั เป็นพืนฐานรวมอยดู่ ้วย 2. ในการเรียนการสอนของครูใช้กระบวนการวิจยั มาใช้ในการจดั กระบวนการเรียนรู้ 3. ในกระบวนการเรียนการสอน ครูจะแสวงหาวธิ ีปฏิบตั กิ ารแก้ปัญหา การปรับปรุงการเรียนการสอน การพฒั นาวธิ ีการเรียนรู้ของผ้เู รียนอยา่ งสมําเสมอ เป็นระบบและตอ่ เนือง ครูนักวิจัยมีบทบาท 2 อย่างในการสอน Two side of Teaching คือ การดําเนินการวิจยั ควบคู่ ไปกบั กิจกรรมการเรียนการสอน 1. มีความสามารถด้านการสอนและด้านการวจิ ยั 2. มีการแสวงหาความรู้ 3. มีความตระหนกั อยากจะชว่ ยเหลือลกู ศษิ ย์ อยากจะพฒั นาการเรียนการสอน ค้นหาวธิ ีการ เทคนิคใหม่ ทําให้การสอนและการทํางานมีประสทิ ธิภาพ
162 4. การเปลียนแปลงพฤตกิ รม การปฏิบตั งิ านด้านการเรียนการสอนอยา่ งมีคณุ ภาพ 5. ผ้เู รียนสามารถรับรู้และตงั คาํ ถามเมือเหน็ ถนนเปี ยกนํา 5.1 ถนนเปี ยกนําเพราะฝนอาจจะตก 5.2 ภารโรงรดนําต้นไม้อาจจะกระเดน็ มาเปี ยกถนน 5.3 ทอ่ นําประปาอาจจะรัวนําไหลมาเปี ยกถนน กระบวนการมีจติ นักวิจัย (Research mind) ประกอบด้วย 5 ประการ 1) การบริโภคหรือใช้งานวิจยั ในการเรียนรู้และการทํางาน 2) การมี ส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย 3) การลงมือหรือทําการวิจัย 4) การมีจิตใจนักวิจัย 5) การสือสาร แลกเปลียนหรือเผยแพร่งานวิจยั วงจรการวจิ ัยของครูนักวจิ ัย กระบวนการวิจยั ของครูนกั วิจยั มีลกั ษณะเฉพาะทีเป็ นวงจรระบบ ได้แก่ 1) การวางแผนการ วิจยั ทีมีความเป็ นระบบ สะท้อนปัญหาทีแท้จริง 2) การปฏิบตั ิการวิจยั ทีรวดเร็ว เชือถือได้ สอดคล้อง กับบริบทตามสภาพจริง 3) การตรวจสอบผลการปฏิบตั ิการวิจัยด้วยเครืองมือทีใช้เก็บข้อมูลทีมี คณุ ภาพ 4) การสะท้อนผลสกู่ ารปรับปรุงและพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในอนาคต วงจรการวิจยั นีไม่มีทีสินสดุ ผู้สอนสามารถทําวิจยั ได้ตลอดเวลา เรียกว่า สอนไปด้วยทําวิจยั ไปด้วย ใช้ระยะเวลาดําเนนิ การอนั สนั สามารถแสดงได้ดงั แผนภาพตอ่ ไปนี
163 แผนภาพ 17 วงจรการวจิ ยั ของครูนกั วจิ ยั รูปแบบของการวิจัยมีความผสมผสานกลมกลืนกับการจัดการเรียนรู้ ใช้ทรัพยากร ด้านงบประมาณ เวลา อยา่ งค้มุ คา่ ประหยดั เป็ นการวิจยั ทีม่งุ แก้ไขปัญหา พฒั นาผ้เู รียน องค์ความรู้ และนวตั กรรมจากการวจิ ยั ถือวา่ เป็นปัญญาทีเกิดจากการปฏิบตั จิ ริง ซึงผ้สู อนสามารถนํามาใช้ในการ ปรับปรุงการจดั การเรียนรู้ของตนเองให้มีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผลสงู สดุ
164 บรรณานุกรม ราชกิจจานเุ บกษา. (2553). พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และทีแก้ไขเพิมเตมิ (ฉบบั ที 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: Ambrose, Susan A. and other. (2010). How learning works : 7 research – based principles for smart teaching. San Francisco : Josey – Bass. Healey, M. (2005). “Linking research and teaching : exploring disciplinary spaces and the role of inquiry – based learning”, in Barnett, R. (Ed). Reshaping the University : new relationships between research, scholarship and teaching, p. 30 – 42. Maidenhead, McGraw – Hill.
165 ความรู้สู่นวัตกรรม บทนํา ความรู้ หมายถึง สิงทีสังสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทงั ความสามารถเชิงปฏิบตั ิและทกั ษะ ความเข้าใจหรือสารสนเทศ ทีได้รับมาจากประสบการณ์ สิงทีได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบตั ิองค์วิชาในแต่ละสาขารวมทังสารสนเทศ ทีผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชือมโยงกับความรู้อืนจนเกิดเป็ นความเข้าใจและนําไปใช้ ประโยชน์ในการสรุปและตดั สินใจในสถานการณ์ตา่ งๆ โดยไมจ่ ํากดั ชว่ งเวลา ความสาํ คัญของความรู้ อํานาจความรู้ความจริงในยุคข้อมูลข่าวสาร ความรู้เริมมีอิทธิพลและบทบาทในการ ตดั สินใจและสนบั สนุนการวางแผนการแข่งขันมากขึนในปัจจุบนั ซึงในอดีตเราให้ความสําคญั กับ ข้อมูลมาก และเชือว่าใครมีข้อมูลมาก คนนนั เป็ นผู้คมุ อํานาจ แต่ปัจจุบนั ช่องทางการเข้าถึงข้อมูล ทําได้รวดเร็วและสะดวกมากขึน มีระบบอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข้อมลู ช่วยให้บคุ คลเข้าถึงข้อมูล ได้รวดเร็วและง่ายขึน การมีข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็ นจุดแข็งแต่ประการใด สิงสําคัญคือ ต้องสามารถนําข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจัยและพฒั นา นํามาประยุกต์ใช้ให้เป็ นประโยชน์ ต่อบุคคลและองค์กร ความรู้ทีเกิดประโยชน์และใช้ได้จริง เหมาะกับบริบทของสังคมวัฒนธรรม การพัฒนาความรู้ทีเหนือกว่าการวิจัย คือ การทําให้เกิดปัญญา ซึงมาจากกระบวนการเรียนรู้ และประสบการณ์ทีประกอบด้วย การแสวงหาความรู้ การทําความเข้าใจกับความรู้ การแปล ความหมาย และการประยกุ ต์ใช้ความรู้ ทําให้เรามีมมุ มองใหม่ ความรู้มีหลายระดับตังแต่ระดับบุคคล องค์กร และเครือข่าย การสร้ างพันธมิตรด้าน ความรู้ (knowledge alliance) โดยบคุ คลหรือหน่วยงานทีมีความสนใจแตกต่างกนั มาร่วมกนั สร้าง
166 และใช้ความรู้ โดยสง่ เสริมให้มีการให้และการรับสําหรับพนั ธมิตรหรือเครือข่ายมาร่วมกนั สร้างและใช้ ความรู้จะชว่ ยให้เกิดการเรียนรู้และความรู้ใหมข่ ยายกรอบความคดิ ของตนเอง เป็ นการกระต้นุ การคิด แบบนอกกรอบทีเน้นการเชือมโยงสิงต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีเหตุผลอันจะนําไปสู่การสร้ างความ ตระหนกั เกียวกบั ความคิดสร้างสรรค์และนวตั กรรม ซึงปัจจุบนั นีถือเป็ นกลยุทธ์ในการพฒั นาบุคคล และองคก์ ร ข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ และปัญญา ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึน อาจจะเป็ นตัวเลข ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ข้อมูลทีดีจะต้องมีความถูกต้องแม่นยําและเป็ นปัจจุบัน เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชือ ทีอยู่ เบอร์โทรศพั ท์ คะแนนของนกั เรียน การบนั ทึกกิจกรรมทีเกิดขึนสามารถอธิบาย เป็นข้อมลู ได้ ธรรมชาตขิ องข้อมลู มีลกั ษณะทวั ไปยงั ไมส่ ามารถนําไปใช้ประกอบการตดั สินใจได้ สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลทีผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพือนํามาใช้ประโยชน์ในการบริหารจดั การ การตดั สนิ ใจ สารสนเทศจะอิงกบั บริบท มีเป้ าหมายในการ เปลียนแปลงพฤตกิ รรมการเรียนรู้บางสงิ ซงึ มีผลตอ่ การตดั สนิ ใจ การวางแผน การควบคมุ สถานการณ์ เพือให้การบริหารงานมีระบบ และเกิดประสิทธิภาพ ลกั ษณะของสารสนเทศจะอิงอยู่กับบริบท ท้องถิน ทีมีความเฉพาะเจาะจง สามารถนําไปใช้ประกอบการตดั สินใจได้ แตย่ งั สรุปอ้างอิงเป็ นหลกั ทวั ไปได้ ความรู้ (Knowledge) หมายถึง สารสนเทศทีผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ เปรียบเทียบ สงั เคราะห์เชือมโยงกบั ความรู้อืนหรือประสบการณ์ เกิดเป็ นความเข้าใจและนําไปใช้ประโยชน์ เป็ นสิง ทีสามารถสรุปอ้างองิ ไปยงั บริบทตา่ งๆ ได้ ซงึ แบง่ ได้ 2 ประเภท ได้แก่
167 1. ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็ นความรู้ทีอย่ใู นตวั ของแตล่ ะบคุ คล เกิดจาก ประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ ซึงสือสารถ่ายทอดในรูปแบบของตัวเลข สูตร หรือ ลายลักษณ์อักษรได้ยาก ความรู้ประเภทนีพัฒนาและแบ่งปันกันได้และเป็ นความรู้ทีก่อให้เกิด ประโยชน์ความได้เปรียบในการแขง่ ขนั 2. ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็ นความรู้ทีเป็ นเหตุเป็ นผล สามารถ รวบรวมและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบตา่ งๆ ได้ เช่น เอกสาร คมู่ ือ หนงั สือ ตํารา รายงาน ซึงบคุ คล สามารถเข้าถึงได้ง่าย ปัญญา (Wisdom) หมายถึง การเชือมโยงองค์ความรู้ต่างๆ สอดคล้องกับสภาพความ เป็นจริงผา่ นการปฏิบตั จิ ริง เป็นยิงกวา่ ความรู้ เพราะมีความคดิ ทีถกู ต้องแยบคายอยเู่ บืองหลงั กระบวนการสร้ างความรู้ตามแนวโยนิโสมนสิการในพระพุทธศาสนา ซึงมีขันตอนและ พฒั นาการของข้อมูลผ่านการสังเคราะห์เชือมโยงเป็ นสารสนเทศ ความรู้ และเป็ นปัญญาในทีสุด ความรู้ทีเรามีอยนู่ นั ล้วนได้มาจากการเรียนรู้จากปัจจยั ภายนอกด้วยวิธีการตา่ งๆ เชน่ การอา่ นหนงั สือ การถามผ้รู ู้ การรับฟังคําสอน หรือคําบอกกล่าวจากบคุ คลอืน นนั คือ สุตมยปัญญา แตถ่ ้าเราได้นํา ความรู้ทีเรามีมาทดลองปฏิบตั ิให้เกิดผลเห็นจริงกบั ตวั เรา ความรู้นนั จะพฒั นาเป็ น ปัญญา เพราะ เป็ นทงั ความรู้และประสบการณ์ทีเราได้รับจากปฏิบตั ิจริง เป็ น ภาวนามยปัญญา หรือปัญญาทีเกิด จากการปฏิบตั ิ ผ่านการเชือมโยงและสงั เคราะห์ข้อมลู สารสนเทศ และความรู้ตา่ งๆ เพือนํามาใช้ใน การทํางาน การแก้ปัญหา ตลอดจนการสร้างสรรคส์ ิงใหม่ ดงั แผนภาพตอ่ ไปนี
168 แผนภาพ 18 การสงั เคราะห์ข้อมลู สารสนเทศและความรู้ สกู่ ารเกิดปัญญา ปัญญาคือความรู้ทีฝังอยู่ในตัวบุคคล ความรู้ทีอยใู่ นตวั บคุ คลนํามาวางแผนการบริหารจดั การทําให้เกิดปัญญาดงั ตวั อยา่ ง - ศนู ย์บริหารจิตเจริญปัญญาแห่งหนึงมีการเก็บข้อมูลจากผู้มาใช้บริการจากศูนย์ ในชว่ งเวลา 12 เดือน สงิ ทีได้จากการเก็บกิจกรรมการบริการจากศนู ย์ถือเป็น “ข้อมลู ” - เมือนําข้อมูลมาวิเคราะห์พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ทีเข้ามาใช้บริการพัฒนาจิตเป็ นกลุ่ม นกั เรียนระดบั มธั ยมศกึ ษาปี ที 1 กบั มธั ยมศกึ ษาปี ที 4 และนกั ศกึ ษาชนั ปี ที 1 ระดบั อดุ มศกึ ษา ข้อมลู ทีผ่านกระบวนการวิเคราะห์ ถือเป็ น “สารสนเทศ” ทีสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนบริหาร จดั การศนู ย์ได้
169 - ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ผ้บู ริหารตดั สินใจปรับเปลียนตารางบริการลกู ค้าใหม่ โดยจดั ตารางกิจกรรมการพฒั นาจิตสําหรับกลุ่มนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาปี ที 1 ปี ที 4 และนกั ศึกษาชนั ปี ที 1 สําหรับบริการกล่มุ นีในช่วง 3 เดือน คือ เดือนเมษายน ถึงเดือนมิถนุ ายน ส่วนเวลาทีเหลืออีก 9 เดือน สําหรับบริการกลุ่มเป้ าหมายอืนๆ การตัดสินใจของผู้บริหารกําหนดตารางเวลาดงั กล่าวจัดเป็ น “ความรู้” ได้จากการนําสารสนเทศมาใช้ หลังจากประสบความสําเร็ จในการบริ การและการจัดกิจกรรมของศูนย์แล้ วได้ ทําการ วิเคราะห์พฤตกิ รรมการทํากิจกรรมทีศนู ย์รวมทงั กิจกรรมสนบั สนนุ อืนๆ พร้อมกนั ส่งผลให้จํานวนผ้มู า พฒั นาจิตเพิมขึน การบริหารจัดการดําเนินไปได้อย่างราบรืน ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ การที ผ้บู ริหารนําความรู้เกียวกบั พฤตกิ รรมของผ้มู าใช้บริการกบั ชว่ งเวลา ผ้บู ริหารสามารถนําความรู้นีไปใช้ ในการวางแผนกบั กิจกรรมอืนๆ และประสบความสําเร็จ ทําให้ผู้บริหารเกิด “ปัญญา” ว่าพฤติกรรม และช่วงเวลาของผู้มาใช้บริการเป็ นปัจจยั สําคญั จะต้องนํามาวิเคราะห์และใช้ในการวางแผนบริหาร จดั การการจัดตารางเวลาทีเหมาะสมกับช่วงจังหวะของผู้มาใช้บริการ การนําความรู้มาใช้จนเกิด ปัญญา ซึงสามารถนําไปประยุกต์ใช้กับเรืองอืนๆ ต่อไป เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียน ก่อนออกแบบกิจกรรมพฒั นาผ้เู รียน ความรู้และการพัฒนานวัตกรรม 1. ความหลากหลายของความรู้ ทําให้เกิดการสร้ างความคิด การผสมผสานรูปแบบ ความคดิ ทีแตกตา่ งกนั ทําให้มีความรู้ทีหลากหลายและสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ 2. การคดั เลือกแนวความคดิ เป็นกระบวนการคดั กรองเพือเลือกแนวความคดิ ทีดที ีสดุ 3. ความต่อเนืองของกระบวนการ มีการจดั แผนผงั ความรู้ (knowledge map) เพือคดั แยกความรู้ซึงจะช่วยให้การตัดสินใจว่าจะเก็บหรือจะแบ่งปันความรู้ และการผสมผสานเข้ากับ ระบบงานและมีการสือสารกบั ให้ทวั ถงึ เพือหลีกเลียงความซําซ้อน
170 4. การร่วมคิดร่วมทํา การกําหนดมาตรฐานการสร้างเครือข่ายและห้นุ ส่วน ซึงร่วมกนั คิด ทําให้องค์กรมีความได้เปรียบ 5. การละทิงแนวความคดิ เดมิ เมือเผชิญกบั สถานการณ์ใหมเ่ ป็นตวั บง่ ชีความสามารถการ เปลียนแปลงขององค์กร การตงั คําถามกบั ความรู้แบบเดิมเพือพิสจู น์วา่ ความรู้นนั ยงั เกียวข้องและมี ประโยชน์ มีความจําเป็นอยหู่ รือไม่ 6. ความเรียบง่าย การมีกฎเกณฑ์ทีไมซ่ บั ซ้อน มียทุ ธศาสตร์ทีชดั เจน 7. ความพยายามประหยัดด้วยวิธีการสร้ างสรรค์ความรู้ทีแท้และวิธีการระยะเวลา ดําเนนิ การต้องไมช่ ้าหรือเร็วเกินไป 8. ความรู้เป็นเครืองมือทีสําคญั ทีจะชว่ ยให้ตดั สนิ ใจและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความรู้หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความรู้แจ้ ง (insight) ข้ อมูลข่าวสาร(information) และความคิด (ideas) ซึงนําไปสู่การตดั สินใจหรือการแก้ไขปัญหา เมือความรู้เป็ นสิงทีแยกจาก บคุ คลไมไ่ ด้ จงึ ต้องมีการจดั สภาพแวดล้อม เพือให้บคุ คลแลกเปลียนความรู้เพือการสร้างนวตั กรรม 9. นวตั กรรม เป็ นสิงให้เกิดการเปลียนแปลง การสร้างนวตั กรรมจึงประกอบด้วยการจดั บรรยากาศ และสิงแวดล้อม และขจดั อุปสรรคทงั หลาย เพือทําให้บคุ คลมีความสามารถทีจะทําได้ (able to) ยอมให้ทํา (allowed to) กล้าทํา (dare to) จําเป็ นต้องทํา (have to) และต้องการทํา (want to) 10.ความรู้และนวตั กรรมจะนําไปสู่การเปลียนแปลง เริมจากการมีส่วนร่วมหรือสัมผัส นวตั กรรม การตระหนกั รู้ถึงความสําคญั ความเข้าใจ การทดสอบความรู้ การยอมรับ และการนําไปใช้ การทําให้เป็นระบบทียงั ยืน
171 สรุป อํานาจความรู้ ความจริง ในยคุ ข้อมลู ข่าวสาร เป็ นเครืองมือระดมความรู้ในตวั บคุ คล และ ความรู้ชัดแจ้งรวมถึงความรู้ของกลุ่มและองค์กร ทําให้การปฏิบัติงานมีคณุ ภาพ บุคลากรทุกคน กลายเป็ นบคุ คลแห่งการเรียนรู้ทงั องค์กร สง่ ผลให้องค์กรมีความคดิ สร้างสรรค์และนวตั กรรมสําหรับ การเปลียนแปลงองคก์ ร
172 บรรณานุกรม นําทิพย์ วิภาวิน. (2547). การจัดการความรู้กับคลังความรู้. กรุงเทพฯ: ศนู ย์หนงั สือจฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . ประเวศ วะสี. (2550). การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และความสุข. พิมพ์ครังที 2. กรุงเทพฯ : กลินปัญญาญาณ. ราชบณั ฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ: นานมีบ๊คุ ส์พบั บลิเคชนั . วิจารณ์ พานิช. (2548). “การจดั การความรู้”. สืบค้นเมือ 22 กนั ยายน 2551, จาก http : // kmi.trf.or.th/Document/AboutKM/KM-Article.pdf ข้อมูลบรรณานุกรมบทความ วชิ ยั วงษ์ใหญ่. (2552). “ความรู้”. สารานุกรมวชิ าชีพครูเฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เนืองในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สํานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. หน้า 181 – 184.
173 การบริหารคนเก่ง: การรักษาประสทิ ธิภาพขององค์กร บทนํา ทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะกลุ่มคนเก่ง ถือว่าเป็ นหนึงในปัจจยั หลกั ทีมีสว่ นส่วนเสริมให้ผล ประกอบการขององค์กรดีขึน องค์กรหลายแห่งจึงเริมสนใจและให้ความสําคญั กับการลงทุนเพือ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ได้บุคลากรทีมีศกั ยภาพสูง แต่ในองค์กรต่างๆ ประกอบด้วยบุคลากร หลากหลายรูปแบบ มีทงั ทีมีผลงานการปฏิบตั ทิ ีดี ไมด่ ี และกลมุ่ ทีไมพ่ งึ ปรารถนาขององค์กร ทรัพยากรมนษุ ย์ทีมีศกั ยภาพสงู หรือ คนเก่ง (Talent people) คือ ปัจจยั หลกั ทีมีส่วนสง่ เสริม องคก์ รให้สามารถบรรลเุ ป้ าหมาย องคก์ รใดสามารถสร้างคนเก่งและให้คนเก่งได้ปฏิบตั งิ านอย่างเต็ม ความสามารถ ย่อมส่งผลต่อความประสบความสําเร็จขององค์กร การบริหารจดั การคนเก่ง (Talent Management) เป็ นหวั ใจของการบริหารงานบุคคลทีให้ความสําคญั กับศกั ยภาพของบุคลากรหรือ กลมุ่ กล่มุ คนทีมีศกั ยภาพในการสร้างสรรค์ผลงานและสร้างเสริมความก้าวหน้าให้กบั องค์กร เป็ นกล ยุทธ์การพฒั นาองค์กรให้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทันต่อการเปลียนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคม เทคโนโลยีสารสนเทศและสงั คมฐานความรู้ (information and knowledge – based society) ใน ปัจจบุ นั การบริหารคนเก่งเป็นการรักษาประสิทธิภาพขององค์กร ลดความสญู เสียบคุ ลากรทีมีความรู้ และประสบการณ์ นํามาซงึ ความได้เปรียบในการแขง่ ขนั ความหมายของ “คนเก่ง” คนเก่ง หมายถึง บคุ คลหรือกลมุ่ บคุ คลในองค์กรทีมีความคิดริเริมสร้างสรรค์ มีความสามารถ และศกั ยภาพ มีความสามารถทางด้านสติปัญญา หรือความสามารถตามธรรมชาติ (natural ability) รวมทังพรสวรรค์ (gifts) ด้านใดด้านหนึงอย่างโดดเด่น โดยสะท้อนถึงการมีศักยภาพสูง (High
174 Potential) จากผลการปฏิบัติงานทีประสบความสําเร็จเป็ นทีประจักษ์และยอมรับของบุคคลอืน รวมทงั มีความต้องการความก้าวหน้าในการทํางาน การเรียนรู้และพฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนือง คุณลักษณะและความสามารถของคนเก่ง คุณลักษณะอันโดดเด่นของคนเก่ง เป็ นตัวบ่งชีได้ว่าองค์กรจะมีผลงานทีมีคุณภาพ ความได้เปรียบในการแขง่ ขนั (Competitive Advantage) ทีเกิดจากบคุ ลากรทีมีความรู้ความสามารถ ซงึ องค์กรอืนไมม่ ี คนเกง่ ต้องมีคณุ ลกั ษณะพืนฐาน 4 ประการ ดงั นี 1. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง การมีความรู้ในเนือหาสาระเกียวกบั งานทีปฏิบตั ิ อยา่ งแมน่ ยําและลมุ่ ลกึ รวมทงั ความรู้อืนๆ ทีเกียวข้องอยา่ งกว้างขวาง 2. ทกั ษะ (Skills) หมายถึง ความสามารถในการปรับประยุกต์ความรู้มาใช้ในการ ทํางาน และการแก้ปัญหาอย่างสร้ างสรรค์ รวมถึงทักษะในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง รวมทัง พฒั นาเพือนร่วมงานอยา่ งตอ่ เนือง 3. บุคลิกภาพ (Personality) หมายถึง ความสามารถในการปรับตวั สามารถแสดง พฤตกิ รรมทีเอือตอ่ การปฏิบตั งิ านได้อยา่ งเป็นตวั ของตวั เอง รวมทงั การมีเจคตทิ ีดีตอ่ การปฏิบตั งิ าน 4. การปฏิสมั พนั ธ์ (Interpersonal) หมายถงึ การแสดงปฏิกิริยาตอบสนองตอ่ สิงตา่ งๆ รอบตวั ตลอดชว่ งเวลาการปฏิบตั งิ าน การบริหารคนเก่ง การบริหารคนเก่ง (Talent Management) หมายถึง การบริหารบคุ คลทีม่งุ เน้นการให้คนเก่ง หรือคนทีมีความรู้ความสามารถ มาทําหน้าทีเป็ นผู้นําของกล่มุ และพร้อมทีจะพฒั นาเพือนร่วมงาน ให้มีความรู้ความสามารถสูงขึนได้เหมือนตนเอง ตอบสนองความต้องการขององค์กรทงั ในปัจจบุ นั
175 และอนาคต การบริหารคนเก่งจะทําให้องค์กรมีคนเก่งมากขึน สามารถเพิมขีดความสามารถในการ ปฏิบตั งิ านให้บรรลเุ ป้ าหมายขององค์กร วิวัฒนาการของการบริหารคนเก่ง การบริหารคนเก่งมีวิวัฒนาการมาตามลําดับขันตอนตังแต่การบริหารระดับส่วนบุคคล ทีมงุ่ เน้นการบริหารในเชิงบทบาท โดยการจา่ ยเงินเดือนและผลประโยชน์ตอบแทนตา่ งๆ แก่บคุ ลากร จากนันได้พัฒนาการมาเป็ นการบริหารในเชิงกลยุทธ์ทีมีมุ่งเน้นมิติการเป็ นหุ้นส่วน (partnership) มากขึน ให้ความสําคญั กบั การสรรหาบุคลากร การจัดระบบองค์กร การให้เงินเดือนและสวัสดิการ ในรูปแบบตา่ งๆ และในปัจจบุ นั ได้พฒั นามาเป็ นการบริหารคนเก่ง ทีม่งุ เน้นการบริหารเชิงบรู ณาการ มีการบริหารสมรรถนะและศกั ยภาพของบคุ ลากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การวางแผนคนเก่งทีจะมา สืบทอดตาํ แหนง่ สําคญั ในองคก์ ร ดงั แผนภาพตอ่ ไปนี การบริหารส่วนบุคคล การบริหารเชิงกลยทุ ธ์ การบริหารคนเก่ง - การจา่ ยเงินเดอื น - การสรรหาบคุ ลากร - การบริหารสมรรถนะ - การให้ผลตอบแทนตา่ งๆ - การจดั ระบบองค์กร - การบริหารศกั ยภาพ - การให้สวสั ดิการตา่ งๆ - การวางแผนผ้สู บื ทอดตาํ แหนง่ มุ่งเน้น มุ่งเน้น การบริหารเชงิ หุ้นส่วน การบริหารเชงิ บูรณาการ มุ่งเน้น การบริหารเชิงบทบาท แผนภาพ 19 ววิ ฒั นาการของการบริหารคนเกง่
176 ความสาํ คัญของการบริหารคนเก่ง การบริหารคนเกง่ ก่อให้เกิดประโยชน์ทงั ในระดบั องค์กรและระดบั บคุ คลดงั นี ประโยชน์ในระดบั องค์กร 1. องค์กรสามารถขบั เคลือนภารกิจให้บรรลเุ ป้ าหมายอย่างยังยืน ซึงเป็ นผลจาก การทีมีคนเกง่ อยใู่ นองคก์ ร และคนเกง่ เหลา่ นีได้สร้างคนเก่งเพิมมากขนึ ภายในองค์กร 2. องค์กรจะมีความรู้และนวตั กรรมเป็ นของตนเอง จากการทีคนเก่งได้สร้างสรรค์ ผลผลิตของงานอยา่ งตอ่ เนือง 3. องค์กรมีคนเก่งมากยิงขึน จากการทีคนเก่งได้พฒั นาบคุ คลรอบข้างในสายงาน เดียวกันผ่านกระบวนการปฏิบตั ิงานร่วมกันจนทําให้เกิดการเรียนรู้ในทีทํางาน (learning at the workplace) สง่ ผลให้มีคนเก่งมากขนึ 4. องค์กรมีการสืบสานวัฒนธรรมและค่านิยมทีดีงามผ่านกระบวนการสืบทอด ตําแหนง่ และจากผ้นู ําไปยงั ผ้บู ริหารในระดบั รองลงมาจนถงึ ระดบั ผ้ปู ฏิบตั งิ าน ประโยชน์ในระดับบุคล 1. ได้รับโอกาสและภารกิจทีท้าทายความสามารถมากขนึ อยเู่ สมอ ซึงเป็ นประโยชน์ตอ่ การเพมิ พนู ศกั ยภาพและความก้าวหน้าในระยะยาว 2. เรียนรู้ทีจะบริหารตนเองให้ประสบผลสําเร็จ ภายใต้การสนบั สนุนขององค์กร ผ้บู งั คบั บญั ชา พีเลียง รวมถงึ ทีมงาน 3. เกิดความพึงพอใจในการทํางาน เนืองจากตระหนกั ถึงคณุ คา่ และการดแู ลเอาใจใส่ จากองคก์ ารและผ้บู งั คบั บญั ชาอยา่ งใกล้ชิด รวมทงั ทราบความก้าวหน้าในอาชีพอยา่ งชดั เจน
177 ระบบการบริหารคนเก่ง ระบบการบริหารคนเก่ง คือ กระบวนการค้นหา พัฒนา ให้ผลตอบแทน และรักษาคนทีมี ความสามารถและศกั ยภาพไว้กบั องค์กร ดงั นี 1. การระบคุ นเก่ง (identification) หมายถึง การค้นหาคนเก่งด้านตา่ งๆ ทีอยใู่ นองค์กรด้วย กระบวนการทีเป็ นระบบ เพือให้ทราบว่าในองค์กรใครคือคนเก่ง และเก่งในด้านใด ทําให้สามารถ บริหารความเก่งรวมทังการกําหนดนโยบายสร้ างผลการปฏิบตั ิงานทีดีให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร โดยการกําหนดเป้ าหมายสูงสุดขององค์กร แล้วแปลงเป้ าหมายขององค์กรมาสู่เป้ าหมายของแตล่ ะ หน่วยงาน แล้วกําหนดคุณสมบัติและคุณลักษณะของคนเก่งทีสอดคล้องกับความต้องการของ หน่วยงาน จากนนั จึงประเมินบุคลากรในหน่วยงานเพือค้นหาคนเก่งทีมีคณุ สมบตั ิและคณุ ลกั ษณะ สอดคล้องกบั ทีหนว่ ยงานต้องการ 2. การจัดบุคลากร (staffing) หมายถึง การจัดบุคลากรให้เหมาะสมกับตําแหน่งงาน ประกอบด้วยการสรรหาบุคลากร การเลือนตําแหน่ง การเปลียนสายงาน การวางแผนบุคลากร การจดั การความหลากหลายของบคุ ลากร 3. การจัดระบบงาน (organizing) หมายถึง การจัดโครงสร้ างองค์กร การกําหนดภารกิจ ของแต่ละหน่วยงานในภาพรวมไปสู่งานย่อยและกิจกรรม รวมทังการจัดรูปแบบหน่วยงาน ความเชือมโยงของแตล่ ะหนว่ ยงาน การกําหนดทีมงาน การออกแบบงานและการสือสาร 4. การฝึ กอบรมและพฒั นาคนเก่ง (Training and Development) หมายถึง การเพิมพนู ความรู้ ทกั ษะและความสามารถ การวางแผนพฒั นาสว่ นบคุ คล การฝึ กอบรมควบคกู่ บั การปฏิบตั งิ าน (On the job training) การประเมินความสามารถผลการปฏิบตั ิงาน และศกั ยภาพของบคุ ลากร เพือให้ทราบวา่ ใครคือคนเกง่ ขององคก์ รแล้วดาํ เนินการฝึกอบรมและพฒั นาเตมิ เต็มให้มีความสมบรู ณ์ ทังด้านความรู้ ทักษะการปฏิบตั ิงาน ความชํานาญหรือความเชียวชาญเฉพาะด้านตามทีองค์กร คาดหวงั ไว้ เพือสง่ เสริมและสนบั สนนุ ให้คนเก่งสามารถปฏิบตั ิงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพสงู สดุ เช่น
178 การสอนงาน (Coaching) การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) การมอบหมายงานเร่งด่วนหรืองาน พิเศษ (Interim and Emergency Assignment) การมอบหมายงาน (Task Force Assignment) การฝึกอบรมนอกสถานที (Off – site training) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self - learning) 5. การบริหารผลการปฏิบตั ิ (Performing) หมายถึง การบริหารจดั การผลการปฏิบตั ิงานของ บุคลากรและองค์กร ได้แก่ การตงั เป้ าหมายขององค์กรและมอบหมายให้กับหน่วยงานทีรับผิดชอบ กําหนดทีมงานและบุคคล การกําหนดวิธีการปฏิบัติงาน บทบาทหน้าที รวมทังความคาดหวังใน ผลสําเร็จ แนวทางการประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ าน การสะท้อนผลการปฏิบตั งิ าน 6. การจ่ายคา่ ตอบแทนและให้รางวลั (Compensation and Rewarding) หมายถึง การให้ เงินเดือน เงินโบนสั หรือคา่ ตอบแทนอืนๆ รวมทงั สวสั ดกิ ารซงึ มีการออกแบบการจา่ ยคา่ ตอบแทนและ รางวลั อย่างเท่าเทียมและยุติธรรม ทังต่อคนเก่งและบุคลากรทัวไป มุ่งเน้นการให้ความสําคญั กับ ความสมดลุ ระหวา่ งชีวิตการทํางานและชีวติ สว่ นตวั นอกเหนือจากการมอบสงิ จงู ใจในรูปตวั เงิน 7. การรักษาคนเก่งไว้กบั องค์กร (Retention) หมายถงึ การปฏิบตั ติ อ่ คนเก่งด้วยความเคารพ และให้เกียรติเพือให้คนเก่งมีความจงรักภักดีและยึดมนั ต่อองค์กร รักองค์กร พร้ อมทีจะใช้ความรู้ ความสามารถทีมีอยู่มาปฏิบัติงานให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้า เช่น การสร้ างโอกาสก้าวหน้า ในอาชีพ (Career Path)การกําหนดแผนการสืบทอดตําแหนง่ (Succession Planning) การให้โอกาส ในการพฒั นา เชน่ การจา่ ยคา่ ตอบแทนและสวสั ดกิ ารทีสร้างสรรค์ การให้รางวลั และการตระหนกั ถึง ความสําคญั ของบคุ ลากร การบริหารผลการปฏิบตั งิ าน การปรับเป้ าหมายของบคุ ลากรให้สอดคล้อง กับเป้ าหมายขององค์การ กลยุทธ์การเพิมความพึงพอใจของบุคลากร การวดั ความพึงพอใจ ของบคุ ลากร การวางแผนสายอาชีพ กลยทุ ธ์ความสมดลุ ระหว่างงานและชีวิตส่วนตวั การสร้าง ข้อผกู มดั ในการจ้างงาน กลยทุ ธ์การบริหารขีดความสามารถ คํานึงถึงความต้องการของบคุ ลากร การพฒั นาบคุ ลากรด้วยระบบพีเลียง กําหนดวฒั นธรรมองค์การ ระบบสอนงาน
179 การพฒั นาโดยมุ่งเน้นจากภายใน คนเก่งจะมีความสามารถในการมองอนาคต เห็นทังโอกาสและภัยคุกคาม และมี ความสามารถทีจะดงึ คนอืนตามไปด้วย คนเก่งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ สามารถบริหารคนอืนอีก 60 เปอร์เซน็ ต์ อยากทํางาน ดงึ เอาความเป็ นเลิศของบคุ คลอืนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็ นการพฒั นา บุคคลโดยมุ่งเน้นจากภายใน คนเก่งมีความคิดสร้ างสรรค์ มีความคิดทีแตกต่างจากบุคคลอืน เป็ นบุคคลทีกระหายอยากรู้ อยากพัฒนา และแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ความรู้และทักษะเป็ นเพียง พืนฐาน แตพ่ ลงั ความคดิ สร้างสรรค์ การใฝ่ รู้ และการพฒั นาเป็นเรืองทีสําคญั กว่า ลกั ษณะเฉพาะอีก ประการหนงึ ของคนเกง่ คอื ความสามารถในการเอาชนะอปุ สรรค รู้จกั แก้ไขปัญหาด้วยปัญญา รวมทงั มีการควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมกบั ปัญหาทีจะเกิดขึน คณุ ลกั ษณะและความสามารถจึงนํา บคุ คลอืนและองคก์ รสร้างสรรค์และเปลียนแปลง สรุป คนเก่งหรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในองค์กรทีมีความคิดริเริมสร้ างสรรค์มีความสามารถ และศกั ยภาพสงู การบริหารคนเก่งให้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงาน นวตั กรรม ให้คนเก่งได้พฒั นาตนเอง และเพือนรวมงานให้มีความเก่งยิงขึน จะทําให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยังยืน เป็ นองค์กรทีมีองค์ความรู้และนวัตกรรม การบริหารคนเก่งทีประกอบด้วย การจดั บุคลากร การจดั ระบบงาน การเรียนรู้ การบริหารผลการปฏิบตั ิ และการจา่ ยคา่ ตอบแทน รวมทงั กระบวนการบริหาร คนเก่ง 4 ขนั ตอน ได้แก่ การระบุคนเก่ง การฝึ กอบรมและพฒั นาคนเก่ง การจา่ ยคา่ ตอบแทนและให้ รางวลั และการรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร จึงเป็ นปัจจยั สําคญั ทีจะทําให้องค์กรมีคนเก่งจํานวนมาก และเพิมมากขนึ เรือย สง่ ผลให้องค์กรเป็นองคก์ รทีมีคณุ ภาพในระยะยาว
180 บรรณานุกรม พรรัตน์ แสดงหาญ. (2553). “คนเกง่ รักษ์องค์กร องคก์ รรักษ์คนเก่ง” (Talent Management)” Human Resource Focus. มกราคม – กมุ ภาพนั ธ์. หน้า 80 – 84. Berger, A. L. and Berger, R. D. (2004). The Talent Management Handbook : Creating Organizational Excellence by Identifying Developing and Promoting Your Best People. New York : McGraw-Hill. Gubman, L. E. (1998). The Talent Solution : Alignment Strategy and People to Achieve Extraordinary Results. New York : McGraw – Hill. Michaels, E. Jones and Axelrod, B. (2001). The War for Talent. United States of America : McKinsey & Company. Roberson, A. and Abby, G. (2003). Mapping talented people. Britain : Pearson Education.
181 ดรรชนีคาํ สาํ คัญ ที คาํ สาํ คญั หน้า 1 กระบวนการคดิ 10,21,33,51,52,55,65,72,74,91,98,102,106, 134,137,140,165,166 2 กระบวนการเรียนรู้ 3,6,12-14,21,32-33,35,37-39,42-43,47-49, 51,56,60,62,64,71-73,77,95,97-98,109-110, 3 กระบวนทศั น์ 112,118,123,125,140-141,144,153,158-159, 161,165 4 การคิดระดบั สงู 1,4,12,26,28,35,38,40,49,58,70,79,82,107, 5 การจดั การความรู้ 110,131,161 6 การจดั การเรียนรู้ 24-25,27,49 67,107 7 การจดั การศกึ ษาเพือความเป็ นพลเมอื งอาเซยี น 6,12,15-16,26-27,48,71,74-75,77-79,87-88, 8 การถกั ทอความรู้ 91,95,97-99,102,123,125,128,139, 9 การบริหารคนเกง่ 151-152,154,157-159,162-163 10 การบรู ณาการ 12 11 การบรู ณาการการสอน 72 12 การปฏิรูปการเรียนรู้ 173-177,179 13 การปฏิรูปการศกึ ษา 35,102,110,131-137 14 การประเมนิ ตามสภาพจริง 132-133 15 การประเมินผลการเรียนรู้ 33,41,47-48,60,63,78,80,81 11,42-43,62,65 16,27,88-89,155 49,74,115,119
182 หน้า 127-129 ที คาํ สาํ คญั 37 16 การประเมนิ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 38 17 การประสานพลงั 32,37,59,60 18 การพฒั นาแบบองค์รวมเชงิ บรู ณาการ 13,107 19 การพงึ พาตนเอง 21,27,50,52 20 การมสี ว่ นร่วมของประชาชน 62,73-74,111,158,163 21 การเรียนเพอื รู้ 52 22 การเรียนรู้ของตนเอง 52 23 การเรียนรู้ทจี ะเป็ น 56 24 การเรียนรู้ทจี ะอยรู่ ่วมกนั 51 25 การเรียนรู้ทสี มดลุ ของสมองสองซกี 77-78,80 26 การเรียนรู้ทสี มดลุ และมีความสขุ 21 27 การเรียนรู้แนวราบ 2,162 28 การเรียนรู้ในศตวรรษที 21 48,51,53 29 การเรียนรู้ในอนาคต 21-22,27 30 การเรียนรู้เป็ นอริยทรัพย์ในตน 21-22,27 31 การเรียนรู้เพอื ชีวติ 21-22,27,51-52 32 การเรียนรู้เพือทจี ะอยรู่ ่วมกนั 65 33 การเรียนรู้เพือปฏบิ ตั ไิ ด้จริง 49 34 การเรียนรู้ยคุ ใหม่ 110 35 การเรียนรู้สกู่ ารคิดระดบั สงู 24,26-27,77,87 36 การเรียนรู้สกู่ ารเปลยี นแปลง 37 การแลกเปลยี นเรียนรู้
183 ที คําสาํ คญั หน้า 38 การวดั และประเมนิ ผล 12,15,17,27,80,88-89,97-101,105,110,119, 124-125,129,151,154-156,158 39 การสร้างสามคั คีธรรม 29,34 40 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 10,15,48,73,125,154-155,158-159 41 การออกแบบโปรแกรมการเรียนการสอน 117 42 การออกแบบหลกั สตู ร 108,110,119,124 43 คนเกง่ 45,48,79,173-177 44 ครูนกั วิจยั 161-163 45 ความเข้าใจทีลกึ ซงึ 72 46 ความคดิ รวบยอดหลกั 3,26,125,133,153,157-158 47 ความคดิ สร้างสรรค์ 3,22,25,49,51,55-56,65-66,68-69,108,166, 171,179 48 ความเชือมโยง 6,68,72,126,132,177 49 ความเป็ นธรรม 4 50 ความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมและสงิ แวดล้อม 24,27 51 ความรู้ความเข้าใจทคี งทน 155,159 52 ความรู้ชดั แจ้ง 167,171 53 ความรู้ฝังลกึ 154,167 54 ความสามารถในการปรับตวั 2,50,174 55 ความสามารถในการสอื สาร 2,49,65,111 56 ความสามารถในวธิ ีการเรียนรู้ 50 57 คา่ นยิ มในการตดั สนิ ใจ 50
184 หน้า 3 ที คาํ สาํ คญั 4-5,106,123-124,136,161 58 คณุ คา่ ทีแท้จริงของการเรียนรู้ 8 59 คณุ ภาพการศกึ ษา 4,22-23,83,107,109,123-126,129,157,158,159 60 คณุ ลกั ษณะของพลเมืองอาเซยี น 45,47 61 คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 110 62 เครือขา่ ยการเรียนรู้ของชมุ ชน 162 63 จิตตปัญญาศกึ ษา 22,53,83,85-86,124 64 จิตนกั วิจยั 29,32-33 65 จิตสาธารณะ 83-89,106,109 66 จิตสาํ นกึ การพงึ ตนเอง 29,37-38,60,83 67 จิตอาสา 91-92,95-96 68 ชมุ ชนเข้มแขง็ 91 69 เด็กทีมคี วามสามารถพิเศษ 65,173 70 เดก็ ปัญญาเลศิ 25 71 ทรัพยากรมนษุ ย์ 24,26-27,50,52,66,97,102,134,136 72 ทกั ษะการรู้ขนั พืนฐาน 2 73 ทกั ษะทางสงั คม 13-14,34,38 74 ทกั ษะทจี ําเป็ นในโลกอนาคต 2,12,24,35,50,68-69,79,113,151,163,165-166, 75 ทนุ ทางสงั คม 169-171,176,179 76 นวตั กรรม 12 52,73-75,107 77 บทบาทของผ้สู อนยคุ ใหม่ 11,13,24,35,41-42,47,52,60,62,75,147,171 78 บรรยากาศการเรียนรู้ 11 79 บคุ คลแหง่ การเรียนรู้ 80 บคุ คลแหง่ ความรู้
ที คาํ สาํ คญั 185 81 ปฏิญญาวา่ ด้วยความร่วมมอื อาเซยี น 82 ประชาคมความมนั คง หน้า 83 ประชาคมเศรษฐกิจ 9 84 ประชาคมสงั คมและวฒั นธรรม 9 85 ประชาธิปไตย 9 86 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 9 87 ภมู ิปัญญา 4-7,27,41,46,48,107 88 ผลการเรียนรู้ 29-30,32-33,59 13-14,34-36,38-39,41,43-44,60,102,126 89 ผ้เู รียนเป็ นสาํ คญั 13,15,49,74-75,105,110-111,119,125,134-136, 90 พลโลกศกึ ษา 147,149,151-156,158-159 91 ภาคีเครือขา่ ยความร่วมมือ 26,42,47,71,75,79,101,103,108,159 92 ระบบการใช้หลกั สตู ร 10 93 ระบบการประเมินหลกั สตู ร 46 94 ระบบการพฒั นาหลกั สตู ร 99-100 95 ระบบการเรียนรู้ 99-100 96 ระบบคณุ คา่ 99-100 97 วงจรการวิจยั 44 98 วฒั นธรรมทีเออื ตอ่ การเรียนรู้ 39,41,43-44,60,94 99 วิธีการเรียนรู้ 162-163 63 16,21,24-25,27,41-42,45,47,50,52,59,60, 65-66,68-69,73,75,77-78,80,91,95,106,107
186 ที คําสาํ คญั หน้า 100 ศกั ยภาพ 8,10-11,1524,33,36,39,40,49-50,55- 56,66,71,77-81,88,91,93,95,102,106-107, 101 สงั คมแหง่ การเรียนรู้ 109-110,119,121,123,153,173,175-177,179 102 สเี สาหลกั ของการเรียนรู้ 13,42-43,45,62 103 หนว่ ยการเรียนรู้ 21-24 104 หลกั สตู รฉบบั ครูผ้สู อน 101,124-126,149,152,154,157-159 105 หลกั สตู รฉบบั โรงเรียน 124 106 หลกั สตู รบรู ณาการ 124 107 หลกั สตู รประสบการณ์ 101-102,131 108 หลกั สตู รรายวชิ า 101 109 หลกั สตู รสมั พนั ธ์วชิ า 101 110 หลกั สตู รเสริม 101 111 หลกั สตู รองิ มาตรฐาน 102 112 องค์ประกอบ 3P 101 113 องค์ประกอบของหลกั สตู ร 16 114 อตั ลกั ษณ์ 3,98,109 115 อาเซยี นศกึ ษา 5,9 116 เอกลกั ษณ์ 8 5,39,91,102
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196