การพฒั นาทักษะการอา่ นและเขยี นคำพนื้ ฐานภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2561 นางกาญจนา ชลเกริกเกียรติ ตำแหนง่ ครู โรงเรียนวดั บ่อมะปริง สำนกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ์ านี เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
คำนำ การจัดทำรายงานการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึก ทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 ฉบับน้ี จัดทำขึ้นเพ่ือรายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนการอ่าน และเขียนคำพ้ืนฐานภาษาไทย ซ้งึ ผู้รายงานได้ศกึ ษาคน้ คว้าเอกสารงานวิจยั ตา่ ง ๆ เพอื่ นำความรูม้ าใช้ ในการพัฒนาการเรียนการสอนของตนเอง และพัฒนาการเรยี นรูข้ องนักเรยี น โดยพัฒนาสอื่ นวัตกรรม มาใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญซ่ึงได้ดำเนินการพัฒนาในภาคเรียนที่ 2 ปี การศกึ ษา 2561 ขอขอบพระคุณผู้เช่ียวชาญทุกท่านที่กรุณาให้ความรู้ คำปรึกษา คำแนะนำในกระบวนการ พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จนงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอบคุณคณะครู นักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 1 ท่ีเป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาครั้งน้ี หวังเป็นอย่างย่ิงว่า รายงานฉบับนี้จะ เป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อผู้ท่เี กี่ยวข้องกับการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนภาษาไทยไดอ้ ีกทางหนึง่ นางกาญจนา ชลเกริกเกียรติ
ก ช่ือเร่อื ง การพฒั นาทักษะการอา่ นและเขยี นคำพน้ื ฐานภาษาไทยโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2561 ผ้วู ิจัย นางกาญจนา ชลเกริกเกียรติ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ปกี ารศึกษา 2561 บทคัดย่อ การทำวิจยั ในชั้นเรียน เรอื่ ง การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้ แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขียนคำพ้ืนฐาน ภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพ่ือพัฒนาแบบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งน้ีเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 16 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบฝึก ทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพ้ืนฐาน จำนวน 6 แบบฝึก และแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธ์ิทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบแผนการทดลอง ใชแ้ บบกลุ่มเดียว (One Group Pre-test Post-test Design) สถิติท่ีใชค้ ือ ค่าเฉลี่ย คา่ ร้อยละและค่า ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ผลการศกึ ษาค้นคว้าพบว่า 1. การพฒั นาทักษะการอ่านและเขยี นคำพนื้ ฐานภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ80.51./83.33 ซ่ึงสูงกว่า เกณฑม์ าตรฐานท่ตี ง้ั ไว้ คอื 80/80 2. ผลทเี่ กดิ กับนักเรยี นหลงั การพัฒนาทกั ษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบ ฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่าน และเขียนดีข้ึน ซ่ึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน สูงข้นึ มีคา่ เฉล่ียรอ้ ยละ 83.33.
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการพัฒ นาทักษะการอ่านและเขียนคำพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึก ทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยคณะ ผูเ้ ช่ียวชาญ นายสาโรจน์ โกละกะ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ่อมะปริง นางลักขณา สุขปาน ครู ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดบ่อมะปริง นางจุฑาทิพย์เหมาะประมาณ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรยี น ชุมชนวัดจันทาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ที่กรุณาให้ คำปรึกษาชว่ ยเหลอื แนะนำตรวจสอบ แกไ้ ขข้อบกพร่องตา่ งๆ ผรู้ ายงานขอขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนโรงเรียนวัดบ่อมะปริง ท่ีให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวม ขอ้ มูลในการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในคร้ังน้ี คณุ ค่าและประโยชน์ของรายงานฉบับนี้ ผู้รายงานขอมอบเป็นเคร่ืองแสดงความกตัญญูต่อบิดา มารดา ที่ให้การศึกษา อบรมส่ังสอน ให้มีสติปัญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเป็นเคร่ืองมือนำไปสู่ ความสำเรจ็ ในชีวติ ของผู้รายงาน กาญจนา ชลเกริกเกยี รติ
ค สารบัญ เรอ่ื ง หน้า บทคดั ย่อ............................................................................................................................. ... ก กติ ตกิ รรมประกาศ................................................................................................................. ข บทท่ี 1 บทนำ......................................................................................................................... 1 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา........................................................... 3 1.2 วัตถุประสงค์..................................................................................................... 3 1.3 ขอบเขตของการศกึ ษา....................................................................................... 3 1.4 ตวั แปรท่ใี ชใ้ นการศกึ ษา................................................................................... 4 1.5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ............................................................................................... 4 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รบั ..................................................................................... 5 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง 6 2.1 หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551............................... 7 2.2 การเรยี นการสอนภาษาไทย.............................................................................. 11 2.3 การอา่ น............................................................................................................ 18 2.4 การเขยี น........................................................................................................... 20 2.5 แบบฝกึ ทกั ษะ................................................................................................... 29 2.6 งานวิจัยที่เกย่ี วข้อง........................................................................................... 32 บทท่ี 3 วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั 32 3.1 ประชาการและกลุม่ เป้าหมาย........................................................................... 32 3.2 เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษา............................................................................... 33 3.3 แบบแผนการทดลองและขั้นตอนการทดลอง.................................................. 33 3.4 การสร้างและหาคณุ ภาพของเครอื่ งมอื ............................................................. 36 3.5 การวิเคราะห์ขอ้ มลู ........................................................................................... 36 3.6 สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล.......................................................................
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 37 4.1 สญั ลักษณ์ท่ีใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ....................................... 37 4.2 ลำดบั ขนั้ ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล............................................. 37 4.3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล....................................................................................... 38 ตอนท่ี 1 การหาประสิทธภิ าพของแบบฝกึ ทักษะการอา่ นและการเขียนสะกดคำ กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 ตามเกณฑ์ 38 80/80................ ตอนท่ี 2 วิเคราะหห์ าความแตกตา่ งระหว่างคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและ 38 หลงั เรียน................................................................................................................ 39 บทท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ................................................................... 39 5.1 วตั ถุประสงค์ของการศึกษา............................................................................... 39 5.2 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง............................................................................... 39 5.3 เครื่องมือท่ีใช้ในการศกึ ษา............................................................................... 40 5.4 การดำเนินการศึกษา......................................................................................... 40 5.5 สรปุ ผลการศกึ ษา............................................................................................. 40 5.6 อภปิ รายผล....................................................................................................... 42 5.7 ขอ้ เสนอแนะ.................................................................................................... 43 47 บรรณานุกรม ภาคผนวก
สารบญั ตาราง เรื่อง แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test หนา้ ตารางที่ 1 Design................. 33 คะแนนเฉลี่ยและร้อยละ เพ่อื หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอา่ นและ ตารางท่ี 2 เขียนคำพื้นฐาน ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1........................................ 38 ตารางแสดงคะแนนเฉลย่ี และคา่ รอ้ ยละของคะแนนทดสอบกอ่ นเรียนและหลัง 38 ตารางที่ 3 เรียน.......................................................................................................... 48 คะแนนแบบฝกึ ทักษะเร่ืองการอ่านและเขียนคำพืน้ ฐาน ชัน้ ประถมศกึ ษา 49 ตารางที่ 4 ปที ่ี 1................................................................................................................. แบบบันทกึ คะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรียน นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1 ตารางท่ี 5 ปกี ารศึกษา 2561...........................................................................................
บทท่ี 1 บทนำ 1. ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาติ เปน็ สมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อใหเ้ กิดความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือสร้างความ เข้าใจ และความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงานและดำเนินชีวิตร่วมกันใน สังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ใน การพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นส่ือแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้าน วัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติ ไทยตลอดไป กระทรวงศึกษาธกิ าร (2551 : 37) ด้วยความสำคัญดังกล่าว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ กำหนดให้ภาษาไทยเป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสาร การ เรยี นรอู้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและเพ่อื นำไปใช้ในชวี ิตจริง กระทรวงศกึ ษาธิการ (2551 : 37) ดงั นั้น เด็กไทยทุกคนควรเรียนรูแ้ ละใช้ภาษาไทยไดอ้ ย่างถูกต้องทุกโอกาส ซ่งึ การเรยี นการสอน ภาษาไทยเป็นทกั ษะที่ตอ้ งฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการส่อื สาร การอ่านและการฟัง เป็นทักษะของการรับรู้เร่ืองราว ความรู้ ประสบการณ์ ส่วนการพูดและการเขียนเป็นทักษะของการ แสดงออกด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรูแ้ ละประสบการณ์ การเรียนภาษาไทยจงึ ต้องเรยี นเพ่ือการ ส่อื สาร ใหส้ ามารถรับรขู้ ้อมูลขา่ วสารไดอ้ ย่างพนิ ิจพิเคราะห์ สามารถนำความรู้ ความคิดมาเลือกใช้เรียบ เรียงคำมาใช้ตามหลักภาษาได้ถูกต้องตรงตามความหมาย กาลเทศะและใชภ้ าษาได้อย่างมีประสิทธภิ าพ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 80) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็น กำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็น พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมท้ังเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพ้ืนฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และ พฒั นาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 4)
2 ธรรมชาติของภาษาไทยเป็นเรื่องทักษะ จะแยกเนื้อหาสาระของทักษะแต่ละช้ันปีโดยเด็ดขาด ไม่ได้ จำเป็นจะต้องมีกระบวนการฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ต่อเนื่องกันไป เนื้อหา เช่น การอ่านและการเขียน สะกดคำ การอ่านจับใจความ การเลือกใช้คำให้ตรงตามความหมาย การเขียนแสดงความรู้สึก ความคิดประสบการณ์ ความต้องการ จินตนาการ การนำความรู้จากการอ่านไปใช้ในการตัดสินใจ การ แกป้ ัญหาและการดำเนินชวี ิต จำเป็นต้องสอนทกุ ชั้นในเรือ่ งของทกั ษะภาษา และแต่ละชน้ั จะมีเน้ือหาใน การฝึกทักษะที่เพ่ิมความซับซ้อนและยากมากขึ้น เช่น จำนวนคำเพิ่มมากขึ้น ประโยคที่ใช้ยาวและ ซบั ซอ้ นข้ึน เรื่องที่นำมาอ่านยาวข้นึ กรมวิชาการ (2544 : 22) กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประเมินสภาพการจัดการเรียน การสอนภาษาไทย ในโรงเรียนประถมศึกษาแล้วพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ สมรรถภาพท่ีมีปัญหาได้แก่ ทักษะการอ่านและการเขียน ปัญหา คือการออกเสียงพยัญชนะ สระ คำควบกล้ำไม่ชัดเจน การแจกลูกสะกดคำ การใช้หลักภาษาไทยไม่ ถูกต้อง การแจกลูกสะกดคำเปน็ เรือ่ งจำเป็นมากสำหรับผู้เร่ิมเรียน หากครูไมไ่ ด้สอนแจกลกู สะกดคำแก่ นกั เรียนในระยะเริม่ เรียน การอ่านของนักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์การประสมคำ เมื่ออ่านหนงั สือมากขึ้น ทำให้สับสนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือผิด ซ่ึงเป็นปัญหามากของนักเรียนไทยในปัจจุบัน ผลจาก การอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในวิชาอ่ืน ๆ ด้วย เพราะการ อา่ นเป็นเครอ่ื งมือสำหรบั การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง กรมวชิ าการ (2546 : 134) การสอนภาษาไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ สัมพันธ์กันทั้งการรับเข้ามา คือ การอ่านและการฟังกับทักษะการถ่ายทอดออกไป คือ การพูดและการ เขียน ในด้านการเขียน ถือเป็นทักษะท่ียุ่งยากซับซ้อนและเป็นทักษะถ่ายทอดท่ีสำคัญต่อการส่ือสาร อย่างยิง่ จากข้อมูลสภาพปัญหา ความสำคัญ และหลักการดังกล่าว ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ตัวครูผู้สอน ควรจะมีการศึกษาหาวิธีปรับปรุงพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ให้มี ประสิทธิภาพ ให้ท้งั ความรทู้ ักษะการคิด ความสนกุ สนานเพลดิ เพลินไปพร้อม ๆ กัน มีเทคนคิ การสอนที่ หลากหลาย ทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความแม่นยำ จดจำง่าย และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จัดระบบเช่ือมโยง ความคดิ ต่าง ๆ เขา้ ด้วยกัน ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยพร้อมท้ังวัดและ ประเมินผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนวัดบางน้ำจืดพบว่า นักเรียน มีปัญหาทางด้านการเขียนสะกดคำไม่ถูกต้องและอ่านไม่ออก ซึ่งข้อมูลการรายงานผลการประเมิน ความสามารถด้านการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียน (Readimg Tast :RT) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดบางน้ำจืด ปีการศึกษา 2559- 2560 ในด้านการอ่านออกเสียง การอ่านรู้เร่ือง การเขียนคำ คิดเป็นรอ้ ยละ 58.98 และ 62.42 ตามลำดบั (ฝ่ายวชิ าการโรงเรียนวัดบางนำ้ จืด: 2559 -2560) และจาก การรายงานผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียน ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง ดา้ นการเขยี นคำ นักเรยี นควรได้รับการพฒั นาปรบั ปรุง
3 (ฝ่ายวิชาการโรงเรียนวัดบ่อมะปริง 2560) และจากผลการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนท่ีกล่าวมาทำ ให้ผู้วิจัยทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ ซ่ึงหากนักเรียนไม่ได้รับการส่งเสริมการ เขียนสะกดคำย่อมส่งผลให้อ่านไม่ออกตามมาด้วย ส่ิงเหล่าน้ีเป็นสาเหตุให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ นักเรียนต่ำและการท่ีนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนสะกดคำไม่ถูกต้องยังมีผลกระทบต่อไปในการเรียนการ สอนในกลุม่ สาระการเรียนรูอ้ นื่ อีกด้วย ผู้วิจัยได้คิดหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ศึกษาหานวัตกรรมทั้งเก่าและใหม่นำมา แก้ปัญหา จึงพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะจะทำให้สามารถ แก้ปัญหาดงั กล่าวได้ ผ้วู ิจัยจึงไดศ้ ึกษาแนวคิด ทฤษฏีทเี่ ก่ียวข้องกับการพฒั นาแบบฝึกทักษะเพอ่ื พฒั นา ทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำของนักเรียนและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยให้มี ประสิทธภิ าพมากย่งิ ขน้ึ 2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั 2.1 เพอ่ื พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นและความสามารถในการอ่านและเขยี นคำพื้นฐาน ภาษาไทยของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 2.2 เพ่ือพัฒนาแบบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ให้มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3 ขอบเขตของการศึกษา 3.1 ประชากร ทีใ่ ช้ในการศกึ ษา ไดแ้ ก่ นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นวัดบอ่ มะปริง อำเภอท่าฉาง สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ์ านี เขต 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปี การศึกษา 2561 จำนวน 16 คน 3.2 ระยะเวลาในการศกึ ษา ระยะเวลาที่ใช้ในการศกึ ษา คอื ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2561 จำนวน 11 ช่วั โมง ทั้งน้ไี มร่ วมเวลาที่ใช้ในการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน 3.3 เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา เนื้อหาท่ีใช้ในการศึกษา ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการอ่านและการเขียนคำพน้ื ฐาน โดยใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 แบบฝึก 3.4 กล่มุ ตวั อยา่ งท่ใี ชใ้ นการศกึ ษา ได้แก่ นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2561 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษา สรุ าษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน 16 คน ซึง่ ได้มาโดยการเลอื กสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) 4 ตัวแปรที่ใชใ้ นการศกึ ษา - ตัวแปรต้น ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 - ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดา้ นการอ่านและการเขียนคำพ้ืนฐาน หลังเรียน กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1
4 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านและการเขียนคำพ้นื ฐาน หมายถงึ แบบฝึกทักษะการอา่ นและ การเขยี นคำพนื้ ฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ทผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขึน้ เพื่อใช้ ในการฝึกปฏบิ ตั ิด้านการอ่านและการเขียน จำนวน 6 แบบฝึก 5.2 ประสิทธิภาพของแบบฝึก หมายถึง แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ทมี่ ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉล่ียร้อยละของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ ทา้ ยบทเรียนของแบบฝกึ ทักษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคำ กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ทุกชุด 80 ตวั หลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละทไ่ี ด้จากการทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียน รู้ ภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 ครบทกุ ชุด 5.3 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถงึ ความรู้ ความสามารถในการเรียนภาษาไทยของนกั เรียน ท่ีเรียนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 โดยวัดได้จากคะแนนการทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนการอ่านและ การเขยี นสะกดคำ ท่ีผรู้ ายงานสรา้ งขน้ึ 5.4 นักเรียนหมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง สำนักงานเขต พ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎร์ธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 16 คน 5.5 แบบทดสอบหมายถึง แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง การอ่านและ การเขียนสะกดคำ ท่ผี ้รู ายงานสรา้ งขนึ้ เพือ่ ทดสอบนักเรียนก่อนเรยี นและหลังเรยี น 6 ประโยชน์ท่ไี ดร้ ับ 6.1 ได้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำพ้ืนฐานภาษาไทย ที่ผ่านการพัฒนาและหา ประสิทธิภาพจากผูเ้ ชีย่ วชาญเรียบรอ้ ยแล้ว
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใช้ แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดบ่อมะปริงผู้วิจัยได้ ศึกษาเอกสารวรรณกรรมและงานวิจยั ท่เี ก่ยี วข้อง ดงั ต่อไปน้ี 1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 2. การเรียนการสอนภาษาไทย 3. การอ่าน 3.1 ความหมายของการอ่าน 3.2 ความสำคัญของการอ่าน 3.3 การอ่านแจกลูกสะกดคำ 4. การเขียน 4.1 ปัญหาของการเขียน 4.2 ความสำคญั ของการเขียน 4.3 จุดมุ่งหมายของการเขยี น 5. แบบฝึกทักษะ 5.1 ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกึ ทักษะ 5.2 ลกั ษณะของแบบฝึกทกั ษะทีด่ ี 5.3 ประโยชนข์ องแบบฝกึ ทักษะ 5.4 หลกั การสร้างแบบฝึกทกั ษะ 5.5 ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะ 5.6 รปู แบบการสรา้ งแบบฝกึ ทักษะ 5.7 ขัน้ ตอนการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ 5.8 แนวคดิ หลกั การท่ีเกยี่ วข้องกบั แบบฝกึ ทักษะ 6 . งานวจิ ัยท่เี กย่ี วขอ้ ง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ
6 1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ทำไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณข์ องชาติเปน็ สมบตั ิทางวัฒนธรรมอนั ก่อใหเ้ กิดความเปน็ เอกภาพและเสริมสร้าง บคุ ลิกภาพของคนในชาติให้มีความเปน็ ไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อส่ือสารเพ่ือสร้างความเข้าใจและ ความสัมพันธ์ท่ดี ีตอ่ กนั ทำให้สามารถประกอบกจิ ธรุ ะ การงาน และดำรงชวี ติ ร่วมกนั ในสังคม ประชาธปิ ไตยได้อย่างสนั ตสิ ุข และเปน็ เคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณจ์ ากแหล่งข้อมลู สารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ พฒั นากระบวนการคิดวิเคราะห์ วจิ ารณ์ และสร้างสรรคใ์ ห้ทนั ต่อการ เปล่ียนแปลงทางสงั คม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา อาชพี ให้มคี วามม่นั คงทางเศรษฐกิจ นอกจากนยี้ งั เปน็ ส่ือแสดงภมู ปิ ญั ญาของบรรพบุรุษดา้ นวฒั นธรรม ประเพณี และสนุ ทรยี ภาพ เป็นสมบตั ิลำ้ คา่ ควรแก่การเรียนรู้ อนุรกั ษ์ และสืบสานให้คงอยู่คชู่ าติ ไทยตลอดไป เรยี นรูอ้ ะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะทีต่ ้องฝึกฝนจนเกดิ ความชำนาญในการใชภ้ าษาเพื่อการส่ือสาร การเรียนรอู้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ และเพ่อื นำไปใชใ้ นชีวิตจริง • การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่านในใจเพ่ือสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากส่ิงท่ีอ่าน เพ่ือนำไป ปรบั ใชใ้ นชวี ิตประจำวนั • การเขียน การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี การเขียนส่ือสารโดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่างๆ ของการเขียน ซ่ึงรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ • การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่างๆ อยา่ งเปน็ เหตุเป็นผล การพูดในโอกาสตา่ งๆ ท้ังเป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพ่อื โนม้ นา้ วใจ • หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบคุ คล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย • วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคดิ คณุ ค่าของงานประพนั ธ์ และความเพลิดเพลนิ การเรียนรูแ้ ละทำความเขา้ ใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพน้ื บา้ นทเ่ี ป็นภูมิปัญญาที่มคี ุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความร้สู ึกนึกคิด คา่ นิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพอ่ื ใหเ้ กิดความ ซาบซง้ึ และภมู ิใจในบรรพบรุ ุษท่ไี ดส้ งั่ สมสบื ทอดมาจนถึงปัจจุบัน
7 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระท่ี 1 การอา่ น มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรแู้ ละความคดิ เพื่อนำไปใชต้ ดั สินใจ แกป้ ัญหา ในการดำเนนิ ชวี ติ และมีนสิ ยั รักการอ่าน สาระที่ 2 การเขยี น มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสอื่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเรอ่ื งราว ในรปู แบบต่างๆ เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอยา่ ง มปี ระสทิ ธิภาพ สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลอื กฟังและดูอย่างมีวจิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคิด และ ความรสู้ ึกในโอกาสต่างๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์ สาระที่ 4 หลกั การใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ สาระท่ี 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คุณค่า และนำมาประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง 2. การเรยี นการสอนภาษาไทย 2.1 แนวการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนภาษาไทย อัมพร องั ศรพี วง (อา้ งในวมิ ลรัตน์ สนุ ทรโรจน์. 2549 : 94-95) ไดใ้ หแ้ นว การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยไว้ดงั น้ี 1. ฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนให้ถูกต้อง คล่องแคล่ว โดยการฝึก ทักษะแต่ละอย่างให้แม่นยำแล้วจึงฝึกทักษะท้ัง 5 ให้สัมพันธ์กันและส่งเสริมการคิด ตลอดจนความคิด สรา้ งสรรค์ 2. ฝึกทักษะทางภาษาซ้ำๆ และบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ และหม่ันฝึกฝน ทบทวนอยเู่ สมอ ครูผูส้ อนต้องส่งเสริมให้นักเรยี นฝกึ ทกั ษะเป็นรายบุคคลอย่างท่วั ถึง 3. ฝึกให้ผู้เรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาควบคู่ไปกับการใช้ภาษาและรู้จัก วฒั นธรรมทางภาษา 4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ และทักษะท่ีได้จากการเรียนภาษาไทยไปใช้ เปน็ เคร่อื งมือสือ่ สารในชวี ติ ประจำวัน และใชเ้ ปน็ พ้ืนฐานในการเรียนกลุ่มประสบการณ์อืน่ ๆ
8 5. ปลูกฝังเจตคติท่ีดีต่อการเรียนภาษาไทย โดยสอนให้เห็นคุณค่าและ ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย ทั้งในส่วนท่ีจำเป็นต้องใช้เพ่ือการส่ือสาร และในด้านการอนุรักษ์ มรดกทางวฒั นธรรมทส่ี ำคัญของชาติ 6. ส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจความงดงามของภาษาเพื่อให้เกิดความ จรรโลงใจ โดยใช้ธรรมชาติ บทร้อยแก้ว และร้อยกรองที่เหมาะสมกับวัยและระดับช้ันมาเป็นส่ือการ เรียนการสอน 7. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่หาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพ่ือประโยชน์ใน การดำรงชวี ติ 8. สอดแทรกคุณธรรมต่างๆ เช่น ความมีระเบียบวินัย ความขยัน ความอดทน ความ รบั ผดิ ชอบ 9. ฝึกให้ผู้เรียนเป็นคนช่างสังเกต จดจำ และจดบันทึกสิ่งต่าง ๆ เพ่ือเสริมสร้าง ประสบการณท์ างภาษา ได้รบั ความรู้ ความเพลดิ เพลิน และเปน็ การใชเ้ วลาว่างใหเ้ ปน็ ประโยชน์ 10. นำภาษาที่ใช้ในสังคมแวดล้อมมาเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนเพื่อใหส้ ัมพันธ์ กับการเรียนและสามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้จรงิ ในชวี ิตประจำวัน 11. ให้แบบอย่างท่ีดีแก่นักเรียน โดยเฉพาะเรื่องการใช้ภาษาและการส่ือสารของ ครผู ู้สอน 12. วัดและประเมนิ ผล โดยคำนึงถงึ วัย ระดับช้นั และพัฒนาการทางภาษาของนกั เรียน 13. ส่งเสริมให้นักเรียนประเมินผลการเรียนภาษาของตน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาให้ดี ยงิ่ ขน้ึ ตามลำดับ 14. ศึกษา ติดตามและแก้ไขข้อบกพร่องทางภาษาของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอและ ต่อเนอ่ื ง 15. จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนภาษาไทยด้วยความสนุกสนาน น่าสนใจ โดยใช้โปรแกรม เพลง รูปแบบการสอนอื่นๆ และส่ือการสอนท่ีหลากหลาย เพื่อให้นักเรียนเกดิ ความรัก ในการเรยี นภาษาไทย 16. จัดทำหนังสือที่เหมาะสมให้ผู้เรียนอ่านมากๆ หรือส่งเสริมการอ่านหนังสือใน ห้องสมดุ เพื่อให้นักเรยี นมคี วามรู้กวา้ งขวางขน้ึ 2.2 หลักในการเลือกกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย กจิ กรรมการเรียนการสอนมีมากมาย เราสามารถจัดได้ทุกระยะของการเรียนการสอน ต้ังแต่ข้ันนำเข้าสู่บทเรียน ข้ันสอน ขั้นสรุป และข้ันประเมินผล ครูเป็นผู้เลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับ บทเรียน โดยยดึ หลักดังน้ี
9 1. เลือกใหเ้ หมาะสมกับจุดประสงคข์ องบทเรียน 2. เลือกให้เหมาะสมกับผเู้ รยี น เช่น ความยงุ่ ยาก ระดบั ความรู้ 3. เลือกโดยพิจารณาความสามารถของผู้สอนด้วย เช่น ครูท่ีร้องเพลงไม่เก่งก็ จะใชเ้ ครื่องบนั ทึกเสยี งแทน 4. เลือกโดยพิจารณาสภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน เช่น ถ้าห้องเรียน แคบ การจัดให้เล่นเกมแข่งขันก็อาจจะเกิดเสยี งดังไปรบกวนห้องอ่ืน และการเคล่ือนไหวก็ไมส่ ะดวก ครู ใช้กิจกรรมอ่ืนแทน หรอื พานักเรยี นไปสนามหญา้ แทน 5. เลอื กกจิ กรรมใหค้ วามสนกุ สนาน ปฏบิ ตั งิ า่ ย ไม่ซบั ซ้อน และยืดหยนุ่ ได้ 6. เลือกกิจกรรมที่ให้แนวคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์และทกุ คนมีส่วนรว่ ม วรรณี โสมประยูร (2544 : 193-194) ได้อธิบายถึงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษาควรคำนึงถึงจุดประสงค์ความ พร้อมของผู้เรียนควรให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน และมีการฝึกฝนทาง ภาษา มีการบูรณาการสอนกับวิชาอ่ืนๆ ตามความเหมาะสม เปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมกิจกรรมการ เรียนการสอนมากที่สุด เน้นให้ผเู้ รยี นรจู้ ักคิดตดั สนิ ใจเอง ร้จู ักแก้ปัญหาด้วยตนเองอยเู่ สมอ ควรใช้การ สอนหลายๆ วิธี นอกจากนี้ครูควรสอดแทรกคุณธรรม และให้รู้จักการทำงานร่วมกับคนอ่ืนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การเรียนการสอนนอกจากจะมีความสำคัญในตัวมันเองแล้วยังเป็นปัจจัยสำคัญท่ีช่วยให้ ผเู้ รียนสามารถเรียนวชิ าอ่ืนๆ ได้อีก ดงั น้ันการเรียนการสอนภาษาไทยจึงไม่นา่ จำกัดอยู่เฉพาะในชั่วโมง ภาษาไทยเทา่ นนั้ ซึ่งการสอนภาษาไทยควรยดึ หลักดงั นี้ ด้านตัวผู้สอน ควรสอนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน ผู้สอนควรเป็น แบบอยา่ งท่ีดใี นการใช้ภาษาในการทำกจิ กรรมการเรียนการสอนควรสอนเร่อื งใกล้ตัวผู้เรียนและสอนให้ สมั พันธ์กบั วิชาอ่นื ๆ นอกจากนี้แล้วควรมีการประเมนิ ผลเปน็ ระยะ เพอ่ื ผู้เรียนจะได้ทราบความก้าวหน้า ทางการเรยี นของตวั เอง ด้านผู้เรียน ควรมีความพร้อมในการเรียนมีการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และมีการ ฝกึ ฝนอยูเ่ สมอ ด้านสือ่ การเรียนการสอน ควรมีการใชส้ ่ือการเรยี นการสอนเพอื่ ให้ผ้เู รียนร้คู ำ 2.3 ส่ือการเรยี นการสอนภาษาไทย ส่อื การเรียนการสอนภาษาไทยมคี วามสำคัญต่อการเรียนการสอนมาก เพราะส่ือ เป็นตัวกลางทจ่ี ะช่วยใหก้ ารสือ่ สารระหว่างครูกับนักเรยี นใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั และนักเรียนกส็ ามารถ ทำความเข้าใจกบั บทเรยี นได้ง่ายข้นึ ทำให้นักเรยี นมีความสนใจบทเรียนมากกว่าการสอนทม่ี แี ต่ครู อธบิ ายเพียงอยา่ งเดียว สื่อการเรยี นการสอนจะชว่ ยนำความมปี ระสิทธภิ าพมาสู่การเรียนการสอน และนำความสำเรจ็ มาสวู่ ัตถปุ ระสงค์ที่ต้ังไว้
10 ส่ือการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือ วิธีการ และกิจกรรมต่างๆ ที่ ครผู ู้สอนใช้ถ่ายทอดความรู้และประมวลประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียนอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ เพือ่ ให้บรรลุตาม จุดประสงค์ท่ตี ัง้ ไว้ พอจำแนกส่อื การสอนออกเปน็ 3 ประเภทดังน้ี 1. ส่ือประเภทวัสดุ (Materials) หรือบางทีเรียกว่าส่ือประเภทเบา (Software) หมายถงึ สอ่ื ทเี่ ก็บความรูอ้ ยูใ่ นตวั เอง ซ่ึงจำแนกย่อยออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื ก. ส่ือประเภทท่ีสามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องอาศัย อุปกรณ์อ่ืนช่วย เช่น แผนที่ ลกู โลก รูปภาพ หนุ่ จำลอง ฯลฯ ข. วัสดุท่ีไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้โดยตัวเองจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อื่น ชว่ ย เช่น แผ่นเสยี ง ฟิลม์ ภาพยนตร์ สไลด์ ฯลฯ 2. ส่ือประเภทอุปกรณ์หรือเครื่องมือ (Equipment) หมายถึง ส่วนที่เป็นตัวกลางหรือ ตัวผ่านทำให้ข้อมูลหรือความรู้ที่บันทึกไว้ในวัสดุ สามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน เช่น เครื่อง ฉายแผ่นภาพโปร่งใส เคร่ืองฉายสไลด์ เคร่ืองฉายภาพยนตร์ เคร่ืองรับโทรทัศน์ เครื่องเล่น แผ่นเสียง เป็นต้น 3. ส่อื ประเภทเทคนิคหรือวธิ กี าร (Techniques or methods) หมายถึง ส่ือที่มีลักษณะเป็นแนวคิดหรือรูปแบบขั้นตอนในการเรยี นการสอน โดยสามารถนำส่ือวัสดุและอุปกรณ์ มาช่วยในการสอนได้ เชน่ เกมและสถานการณ์จำลอง การสอนแบบจุลภาค การสาธิต เปน็ ต้น สื่อการเรยี นการสอนภาษาไทยมีหลายชนดิ ซ่งึ จะขอกล่าวดังน้ี 1. เกมต่างๆ การเล่นเปน็ ส่ิงท่ีเดก็ ๆ ชอบเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ผู้สอนสามารถ พลิกแพลงการเล่นแบบต่างๆ ของเด็กมาใช้เสริมทักษะทางภาษาของเด็กได้มากมาย เช่นการเล่นเกม กระซิบฝึกทักษะการฟัง การเล่นทักทายฝึกทักษะการพูด นอกจากนี้ยังมีเกมอีกมากมายที่ผู้สอนจะ ประยุกต์ให้เหมาะสมกับเน้ือหาท่ีจะสอน เกมต่างๆ สามารถใช้ได้ทุกข้ันตอนของการสอน ไม่ว่าจะเป็น ข้ันนำเข้าสู่บทเรียน ข้ันสอน ขั้นสรุปบทเรียน การเล่นเกมในแต่ละครั้งผู้สอนควรบอกจุดมุ่งหมายให้ ผู้เรียนทราบแน่ชัดว่าฝึกทักษะใด กำหนดกติกา และเวลาในการเล่นให้แน่นอน การเล่นเกมทั้งที่ไม่ต้อง ใช้วัสดุอุปกรณ์และต้องใช้ เกมที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ ผู้สอนต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า หรือให้ผู้เรียนเตรียม และเก็บให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเมื่อเล่นเสร็จ ตัวอย่างเกมต่างๆ เช่น เกมบิงโก แข่งเคร่ืองบิน ตกปลา ต่อบัตรคำ จา่ ยตลาด เกมกระซบิ เรียงคำ ย่สี บิ คำถาม ฯลฯ 2. บัตรคำ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ใช้ฝึกทักษะด้านการอ่านและการเขียน ได้ดีเปน็ สอ่ื ท่ีผสู้ อนนยิ มใชก้ ันมาก เพราะใช้ประกอบการเรยี นการสอนไดห้ ลายลักษณะ เช่น สอนคัดลายมือ สอนคำใหม่ สอนคำยาก สอนอ่านออกเสียง สอนอ่านในใจ เล่นเกมเสรมิ ทกั ษะต่างๆ 3. ปริศนาคำทาย เปน็ การเลน่ ของคนไทยมาแต่โบราณนิยมเล่นกันใน หมู่เด็กและผู้ใหญ่ การทายปัญหานั้นฝึกทักษะหลายด้าน ทั้งการฟัง การพูด การคิด ไหวพริบในการ แก้ปัญหา จินตนาการ การแสดงออกทางภาษา ปริศนาคำทาย มีการจัดหมวดหมู่ไวห้ ลายหมวดหมู่ เช่น ประเภทสตั ว์ ของใช้ พชื เปน็ ต้น
11 4. เทปบันทึกเสียง เป็นสื่อการเรียนการสอนที่โรงเรยี นจัดหามาไว้ให้ครผู ู้สอน เพราะใช้งา่ ย เคล่ือนย้ายได้สะดวก ราคาไมแ่ พง ครูใชเ้ ทปบนั ทกึ เสยี งประกอบการสอนภาษาไทย โดยใช้ สอนอา่ นทำนองเสนาะ สมั ภาษณ์ บันทกึ ขา่ ว นิทาน เป็นตน้ 5. แผ่นป้ายสำลี เหมาะสำหรับใช้เป็นส่ือการสอนในระดบั ช้ันเด็กเลก็ ช้นั ประถมศึกษา แต่ก็อาจนำไปใชใ้ นระดบั ชั้นมัธยมหรืออุดมศึกษาก็ได้ แผ่นป้ายสำลีสามารถใช้ ติดบัตรคำ บัตรภาพหรือรูปภาพได้ แต่เราต้องยอมรับว่าบัตรคำ หรือบัตรภาพที่ติดบนป้ายสำลีนั้น อาจจะไม่มน่ั คง อาจร่วงหลน่ ได้ 6. สไลด์ประกอบเสียง นำมาใช้ง่ายและสามารถนำมาเรียนแบบเอกัตบุคคล หรือประกอบการเรียนการสอนเป็นกลุ่ม สไลด์ประกอบเสียงชุดใดท่ีจัดทำอย่างดีก็จะให้คุณค่าต่อ กระบวนการเรียนรอู้ ย่างมาก 7. กระเปา๋ ผนงั เป็นแผ่นไม้บางๆ ท่ีเป็นรปู สเี่ หลย่ี มผืนผา้ ขนาดเท่ากับ แผ่นป้ายผ้าสำลีใช้กระดาษแข็งทำเป็นร่องหรือกระเป๋าขนาดใหญ่พอท่ีจะเสียบบัตรคำได้ วิธีใช้กระเป๋า ผนังกจ็ ะใช้คลา้ ยกับแผน่ ปา้ ยผนงั สำลี คอื ใช้กบั บัตรคำ บัตรขอ้ ความ บตั รภาพ 8. สถานการณ์จำลอง เปรียบเหมือนนามธรรมของชีวิตจริง หรือการทำให้ สภาพแวดล้อมหรือกระบวนการของชีวิตจริงให้ง่ายขึ้น โดยท่ัวไปสถานการณ์จำลองจะเป็นการแสดง บทบาทท่เี กย่ี วข้องกบั บคุ คลหรือสงิ่ แวดลอ้ มท่สี มมุติขึน้ เชน่ อาชพี ตา่ งๆ ความเป็นอยู่ ฯลฯ 3. การอา่ น การอ่านเปน็ ทักษะทางภาษาทีส่ ำคัญและจำเปน็ มากในการดำรงชีวิตของมนษุ ย์ ในชีวติ ประจำวนั ตอ้ งอาศัยการอ่านจงึ จะสามารถเข้าใจและสื่อความหมายได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ 3.1 ความหมายของการอ่าน นิรันดร์ สุขปรีดี (2540 : 1) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านคือ การเข้าใจ ความหมายของตัวละคร หรือสัญลักษณ์ ซ่ึงจะต้องอาศัยความสามารถในการแปลความ การตีความ การขยายความ การจบั ใจความสำคญั และการสรุปความ เรวดี อาษานาม (2537 : 77-78) ได้ให้ความหมายของการอา่ น ดังนี้ การอ่าน หมายถึง กระบวนการในการแบ่งความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ท่ีมีการจดบันทึก อย่างมีเหตุผลและเข้าใจความหมายของส่ิงที่อ่าน ตลอดจนการพิจารณาเลือกความหมายท่ีดีท่ีสุดข้ึนไป ใช้เป็นประโยชน์ด้วย จะเห็นได้ว่าการอ่านไม่ใช่การรับเอาความคิดจากหนังสือท่ีอ่านเฉยๆ ผู้อ่านไม่ใช่ ผู้รับแต่เป็นผู้กระทำ สรุปได้ว่าเป็นผู้ใช้ความคิดไตร่ตรองเร่ืองราวท่ีตนเองอ่านเสียก่อน แล้วจึงรับเอา ใจความของเร่ืองที่ตนอ่านไปเก็บไว้หรือนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ดังน้ันหัวใจของการอ่านจึงอยู่ที่ การเข้าใจความหมายของคำ
12 การอ่านในโรงเรียนประถมท่ีปรากฏก็คือการที่ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านประโยคหรือ ข้อความนำแลว้ ใหค้ นอ่ืนๆ อ่านตาม ผู้อา่ นนำตง้ั ใจอ่านใหเ้ สียงดังได้ยนิ ทั่วทั้งชั้นเพ่ือเพื่อนจะอ่านตามได้ ถูก ผู้อ่านตามมีหน้าท่ีอ่านอย่างเดียว ตาอาจจะมองสิ่งต่าง รอบตัวหูฟังเพื่อนคุย ฯลฯ อ่านแล้วจำไม่ได้ และไม่รู้ความหมายของข้อความที่อ่าน ถ้าวิเคราะห์ตามความหมายข้างต้นแล้ว ลักษณะแบบน้ียังไม่ เรยี กวา่ อ่านไดอ้ ย่างสมบรู ณ์ การที่คนเราจะอ่านหนังสือได้เร็วหรือช้าน้ัน องค์ประกอบอย่างหน่ึงของการอ่านคือ การเคล่ือนไหวสายตาในการอา่ นและความเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ ในการอ่านจะตอ้ งมีการฝึกอยู่ เสมอและถกู ตอ้ งตามวิธกี ารด้วย ความเข้าใจความหมายของการอ่านมีความหมายต่างๆ กัน เม่ือเอ่ยถึงการอ่านต้องมี ความเข้าใจมาเก่ียวข้องคือ เข้าใจในถ้อยคำท่ีอ่าน เช่น ถ้ามีเด็กเห็นคำว่า กา แล้วเปล่งเสียงว่ากา ก็ เขา้ ใจวา่ เป็นการอ่าน เช่นนี้เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกตอ้ ง เพราะเด็กอาจไม่เข้าใจ กา ทีเ่ ปล่งเสียงออกมานั้น หมายถึง นกชนดิ หนง่ึ ท่มี ีสดี ำ ร้อง กา กา กา หรืออาจหมายถึง กาที่ใชใ้ นการต้มน้ำ หรืออาจไม่เข้าใจทั้ง สองความหมายกไ็ ด้ เมื่อเปน็ เชน่ น้ี จงึ ยังไมเ่ รียกว่าการอ่าน แต่เป็นเพยี งการเปล่งเสียงเทา่ นัน้ ดงั นน้ั ส่ิงที่ นกั เรยี นควรเข้าใจกบั ความหมายของการอ่าน ถา้ เป็นการอ่านทตี่ อ้ งเขา้ ใจความหมายของคำ ซึ่งจะทำให้ นักเรียนสามารถอ่านเรื่องและสรุปเรื่องให้ถูกต้อง ประทีป วาทิกทินกร (2542 : 2) ได้ให้ความหมายของการอ่าน คือ การรับรู้ข้อความ ในข้อเขียนของตนเอง และของผู้อ่ืน รวมท้ังการรับรู้เครื่องหมายส่ือสารต่างๆ เช่น เครื่องหมายจราจร และเครอื่ งหมายที่แสดงในแผนภูมิตา่ งๆ สุนันทา ม่ันเศรษฐวิทย์ (2543 : 2) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็น ลำดบั ขั้นที่เกยี่ วข้องกับการทำความเข้าใจความหมายของคำ กลมุ่ คำ ประโยค ข้อความและเรอ่ื งราวของ สารที่ผอู้ น่ื สามารถบอกความหมายได้ วรรณี โสมประยูร (2544 : 121) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็น กระบวนการทางสมองที่ใชส้ ายตาสมั ผัสตัวอกั ษรหรือสงิ่ พิมพ์อื่นๆ รบั รู้และเขา้ ใจความหมายของคำหรือ สัญลักษณ์โดยแปลออกเป็นความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจ ตรงกันและผู้อ่านสามารถนำความหมายนน้ั ๆ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้ ฉวีวรรณ คูหาภนิ ันท์ (2545 : 1) ได้ให้ความหมายของการอ่านคอื ความเข้าใจ ในสญั ลักษณ์ เคร่อื งหมาย รูปภาพ ตัวอกั ษร คำและขอ้ ความทีพ่ ิมพ์หรือเขียนข้นึ มา ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 1) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า หมายถึง การอ่าน ตามตัวหนังสือ การออกเสียงตามตัวหนังสือ การดูหรือเข้าใจความจากหนังสือ สังเกตหรือพิจารณาดู เพ่อื ให้เข้าใจ การคิด การนบั ฉวลี กั ษณ์ บญุ กาญจน (2547 : 3) ได้ให้ความหมายของการอ่าน คือ การบริโภคคำ ที่ถูกเขยี นออกมาเป็นตวั หนังสอื หรอื สญั ลักษณ์ โดยมกี ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทเี่ ร่มิ จาก “แสง”
13 ท่ีถูกสะท้อนมาจากตัวหนังสือ ผ่านเลนส์นัยน์ตาและประสาทตา เข้าสู่เซลสมองไปเป็นความคิด (Idea) ความรับรู้ (Perception) และความจำ ท้งั ระยะส้นั และระยะยาว วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 95-96) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้หลายส่วน ดงั นี้ - ส่วนที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของกระบวนการ หมายถึง ลำดับขั้นที่เกี่ยวข้อง กับการทำความเขา้ ใจความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความและเร่ืองราวขา่ วสารท่ีผูอ้ ่านสามารถ บอกความหมายได้ - ส่วนที่เก่ียวข้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ หมายถึง การสอนอ่านจะต้องเข้าใจ หลักจิตวิทยาพัฒนาการทางภาษาของเด็กแต่ละวัย จัดสื่อการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและ ความสนใจของเด็ก - สว่ นที่เก่ยี วขอ้ งกบั ภาษาศาสตร์ หมายถงึ การสอนอ่านจะต้องเข้าใจ เสียงฐานที่เกิดเสียงของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เข้าใจหลักภาษาและการใช้ภาษา เพื่อนำหลักการ เหลา่ นนั้ มาสอนอ่านและเข้าใจความหมายได้ถกู ตอ้ ง - ส่วนทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั จิตวิทยาทางการศกึ ษา หมายถงึ การนำหลักจิตวิทยา มาใชท้ างการศกึ ษา เช่น ความพรอ้ มของการอ่าน ความสนใจ แรงจูงใจ การเสรมิ แรง และทฤษฎี ท่ีเก่ยี วขอ้ ง เพ่อื ใช้เป็นพ้ืนฐานในการพจิ ารณาการจดั กจิ กรรมการอา่ น - สว่ นท่ีเก่ียวขอ้ งกบั วิชาการศกึ ษา หมายถงึ การรูจ้ ักเลอื กวิธสี อนอา่ น ที่เหมาะสมกับวัย และระดับความสามารถในการอ่านของนักเรียน ท้ังน้ีให้เป็นไปตามข้ันพัฒนาการ เพอ่ื ให้นกั เรยี นประสบความสำเรจ็ ในการอ่าน - ส่วนที่เก่ียวข้องกับจิตวิทยาด้านการจำและการลืม หมายถึง การท่ีผู้อ่าน สามารถจำเร่ืองและเก็บไวใ้ นสมอง ถ้ามีโอกาสเล่าให้ผ้อู ่ืนฟงั ก็สามารถเล่าไดถ้ กู ต้อง แตก่ ารท่ีผู้อ่านจะจำ ข้อความที่อ่านได้ก็จะต้องเข้าใจความหมายของคำ รู้หน้าท่ีของคำ อีกทั้งสามารถแยกพยัญชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ ออกจากกันได้ อีกประการหนึ่งการที่ผู้อ่านจะจำเรื่องได้มากหรือน้อยนั้นยัง ขึน้ อยกู่ ับความสนใจของผ้อู ่านทม่ี ตี ่อเรื่องน้ันอกี ดว้ ย สรุปความหมายของการอ่าน หมายถึง การเข้าใจความหมายของคำ ประโยค ขอ้ ความ และเร่ืองทอ่ี ่าน และเรอ่ื งทีอ่ ่านมคี วามสำคญั ต่อประเทศชาตแิ ละพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า ผทู้ อี่ า่ นมากนอกจากได้รับความรู้อย่างกวางขว้างแล้ว ยงั ทำใหผ้ อ่ นคลายความเครยี ด ซ่งึ เป็นประโยชน์ที่ ได้รับจากการอา่ นน่ันเอง สรุปได้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองทต่ี ้องใช้สายตาสัมผัสตวั หนังสือ หรือส่ิงพิมพ์อนื่ ๆ รบั รู้และเข้าใจความหมายของคำ ที่ใช้ส่ือความคิด ความรู้ ความเขา้ ใจ ระหว่างผ้เู ขียน กับผอู้ า่ น ให้เขา้ ใจตรงกันและผู้อา่ นสามารถนำเอาความหมายนนั้ ๆ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
14 3.2 ความสำคัญของการอา่ น วรรณี โสมประยรู (2544 : 121-123) ได้อธบิ ายถงึ ความสำคัญของการอา่ นหนงั สอื มผี ลตอ่ ผู้อา่ น 2 ประการ คอื ประการแรก อา่ นแลว้ ได้ “อรรถ” ประการท่ีสอง อ่านแลว้ ได้ “รส” ถ้าผู้อ่านสำนึกอยู่ตลอดเวลาถึงผลสำคัญของสองประการน้ี ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จาก หนังสือตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนเสมอ การอ่านมีความสำคัญต่อทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกสาขา อาชพี ซ่ึงพอสรุปได้ดงั นี้ 3.2.1 การอ่านเป็นเคร่ืองมือท่ีสำคัญย่ิงในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียน จำเป็นต้องอาศัยทักษะการอ่านทำความเข้าใจเน้ือหาสาระของวิชาการต่างๆ เพ่ือให้ตนเองได้รับความรู้ และประสบการณต์ ามท่ตี ้องการ 3.2.2 ในชีวติ ประจำวันโดยทั่วไป คนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสาร เพ่ือ ทำความเข้าใจกับบุคคลอื่นร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการ ประกอบอาชพี การงานตา่ งๆ ในสังคม 3.2.3 การอ่านสามารถช่วยให้บุคคลสามารถนำความรแู้ ละประสบการณ์ จากสิ่งท่ีอ่านไปปรับปรุง และพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระทำอยู่ให้เจริญก้าวหน้าและ ประสบความสำเร็จได้ในท่สี ดุ 3.2.4 การอ่านสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคลในด้านต่างๆ ได้ เป็นอย่างดี เช่น ช่วยให้ความม่ันคงปลอดภัย ช่วยให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นท่ียอมรับของ สงั คม ชว่ ยใหม้ เี กยี รตยิ ศและชือ่ เสียง ฯลฯ 3.2.5 การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์ เพิ่มข้ึนอย่างลกึ ซ้ึงและกว้างขวาง ทำให้เป็นผู้รอบรู้ เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การบรรยายหรือ อภิปรายปญั หาตา่ งๆ นบั วา่ เป็นการเพม่ิ บคุ ลกิ ภาพและความนา่ เชอ่ื ถือใหแ้ ก่ตัวเอง 3.2.6 การอ่านหนังสือหรอื ส่ิงพิมพห์ ลายชนดิ นับว่าเป็นกิจกรรมนนั ทนาการที่ นา่ สนใจมาก เช่น อ่านหนังสือพมิ พ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยใหบ้ ุคคลรู้จัก ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กิดประโยชน์ และเกดิ ความเพลิดเพลินสนกุ สนานได้เป็นอยา่ งดี 3.2.7 การอ่านเร่ืองราวต่างๆ ในอดีต เช่น อ่านศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ เอกสารสำคัญ วรรณคดี ฯลฯ จะช่วยให้อนชุ นรนุ่ หลังรูจ้ ักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไว้ และสามารถพฒั นาให้เจริญรุ่งเรืองตอ่ ไปได้ สรุปความสำคัญของการอ่านว่าเป็นเครื่องมือท่ีสำคัญย่ิงในการแสวงหาความรู้ การเรียนรู้ และ พฒั นาสตปิ ัญญาของคนในสังคม พฒั นาไปสูส่ ่ิงท่ดี ที ่ีสดุ ในชวี ิต องค์ประกอบในการอ่าน อาจจะสรปุ ได้ดงั นี้
15 1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย 1.1 สายตา 1.2 ปาก 1.3 หู 2. องคป์ ระกอบทางด้านจติ ใจ 2.1 ความต้องการ 2.2 ความสนใจ 2.3 ความศรัทธา 3. องค์ประกอบทางด้านสตปิ ัญญา 3.1 ความสามารถในการรบั รู้ 3.2 ความสามารถในการนำประสบการณ์เดิมไปใช้ 3.3 ความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้อง 3.4 ความสามารถในการเรยี น 4. องคป์ ระกอบทางประสบการณพ์ ้นื ฐาน 5. องค์ประกอบทางวุฒิภาวะ อารมณ์ แรงจูงใจและบคุ ลกิ ภาพ 6. องค์ประกอบทางส่ิงแวดลอ้ ม มผี ู้ใหค้ วามสำคญั ของการอา่ นไว้หลายทา่ น ดงั นี้ สนุ ันทา ม่ันเศรษฐวิทย์ (2543 : 2) ได้อธิบายความสำคัญของการอ่านวา่ การอ่านเป็น เครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ การร้แู ละใชว้ ิธีอา่ นที่ถกู ต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพ้ืนฐานในการอ่านท่ีดี ทั้งจะช่วยให้เกิดความ ชำนาญและความรู้กว้างขวางด้วย ดังนั้นการท่ีนักเรียนจะเป็นผู้อ่านท่ีดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมท่ีครู เปน็ ผ้จู ัดเตรยี มให้ อีกท้งั ยงั ต้องผสมผสานกบั ความสนใจของผู้อ่าน เพ่ือเป็นแรงจูงใจท่ีช่วยใหน้ ักเรียนได้ อา่ นอย่างสม่ำเสมอ ฉววี รรณ คูหาภนิ นั ท์ (2545 : 2) ไดอ้ ธิบายความสำคัญของการอ่านวา่ การอ่าน มคี วามสำคญั ตอ่ ชีวติ มนษุ ย์ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชวี ติ และช่วยสนองความอยากรู้อยากเหน็ อนั เป็นธรรมชาติของมนุษย์ได้ทกุ เรื่อง ซึ่งมอี ยู่ในทรัพยากรสารนิเทศทุกประการโดยเฉพาะความอยากรู้ ขอ้ มูลขา่ วสารตา่ งๆ
16 3.3 การอ่านแจกลกู สะกดคำ วิมลรตั น์ สนุ ทรโรจน์ (2549 : 97-99) ไดอ้ ธิบายความหมายของการแจกลูก มคี วามหมาย 2 นัย คือ นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และกบ การแจกลูกจะเริ่มต้นการสอนให้จำ และออกเสียงพยัญชนะและสระให้ได้ก่อน จากน้ันจะ เร่ิมแจกลูกในมาตราแม่ ก กา จะใช้การสะกดคำไปทีละคำไล่ไปตามลำดับของสระ แล้วจึงอ่านโดยไม่ สะกดคำ จึงเรียกว่าแจกลูกสะกดคำ แล้วอ่านคำในมาตราตัวสะกดทุกมาตราจนคล่อง จากนั้นจะอ่าน เป็นเรือ่ งเพ่ือประยกุ ต์หลกั การอา่ นนำไปสู่การอ่านคำท่ีเป็นเรอ่ื งอย่างหลากหลาย นยั สอง หมายถึง การเทียบเสยี ง เป็นการแจกลกู วิธหี นงึ่ เม่อื นักเรียนอ่านคำได้แล้ว ให้ นำรูปคำมาแจกลูกโดยการเปล่ียนพยัญชนะต้นหรือพยัญชนะท้าย เช่น บ้าน สูตรของคำ คือ ให้เปล่ียน พยัญชนะตน้ เชน่ กา้ น ป้าน ร้าน ล้าน คา้ น เป็นตน้ หลกั การเทียบเสียง มีดังน้ี 1. อา่ นสระเสยี งยาวกอ่ นสระเสียงสัน้ 2. นำคำท่มี ีความหมายมาสอนกอ่ น 3. เปลีย่ นพยัญชนะที่เป็นพยัญชนะตน้ และพยัญชนะเสยี งท้าย 4. นำคำทอี่ า่ นมาจัดทำแผนภมู ิการอ่าน เชน่ กา มา พา ลา ยา ค้า มา้ ชา้ ลา้ น้า บ้าน กา้ น ป้าน รา้ น ค้าน วิธีอ่านจะไม่สะกดคำให้อา่ นเป็นคำตามสตู รของคำ เชน่ อ่าน กา สตู รของคำ คือ -า นำพยญั ชนะมาเตมิ และอา่ นเปน็ คำ เช่น ยา ทา หา นา ตา อา การสอนแบบการแจกลูกสำหรบั นกั เรียนแรกอ่าน (ชน้ั ป.1 และ ป. 2) มีหลักการสอนดงั น้ี 1. เริ่มจากสระท่งี ่ายทีส่ ดุ คือ สระ -า 2. ใช้แผนผังความคิดแจกลกู โดยเลอื กคำท่มี คี วามหมายก่อน 3. ผู้เรยี นอ่านออกเสียงคำและทำความเขา้ ใจความหมาย 4. นำคำจากแผนผังความคิดมาแต่งประโยค 5. อ่านประโยคทีแ่ ต่ง 6. เขียนประโยคท่แี ต่ง สรุป การแจกลูก ในรูปแบบเช่นนี้ สามารถท่ีจะแจกต่อไปได้อีก เช่น แจกสระ เ- แ- โ- ไ- ใ- เ-า ฯลฯ และนำมาแต่งประโยคโดยการบูรณาการกับคำท่ีประสมกับสระอ่ืน ซ่ึงจะ ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และสามารถนำไปแต่งประโยคท่ียากและซับซ้อนขึ้นได้ เพราะเป็นการ เรียนจากเรื่องที่ง่ายไปสู่เร่ืองท่ียากและยังได้ให้ความหมายของการสะกดคำ ดังน้ี การสะกดคำ หมายถงึ การอ่านโดยนำเสยี งพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดมาประสมเปน็ คำอ่าน การอา่ น สะกดมาประสมเป็นคำอ่าน การอ่านสะกดคำจะต้องให้นักเรียนสังเกตรูปคำพร้อมกับการอ่าน การสอน
17 อ่านสะกดคำพร้อมกับการเขียน ครูต้องให้อ่านสะกดคำแล้วเขียนคำไปพร้อมกัน การสอนสะกดคำโดย การนำคำท่ีมีความหมายมาสอนก่อน เมื่อสะกดคำจนจำได้แล้วจึงแจกคำ เพราะการสะกดคำจะเป็น เคร่ืองมือการอ่านคำใหม่โดยเร่ิมจากคำง่ายๆ แล้วบอกทิศทางการออกเสียงแล้วแจกคำโดยเปลี่ยน พยญั ชนะต้น เรวดี อาษานาม (2537 : 83 - 84 ) ได้อธิบายถึงการอ่านสำหรับเด็กที่ยังไม่เรียน หนังสือ ให้สามารถอ่านและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดหรือคำพูดออกมาเป็นตัวหนังสือ นับต้ังแต่เริ่มมี การสอนหนังสือไทยจนถงึ ปัจจุบนั ได้กล่าวถึง การอ่านแบบแจกลกู สะกดคำ ดังน้ี คือการสอนที่ถอื ว่าคำ ประกอบด้วยรปู และเสยี งของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ฯลฯ เวลาสอนอ่านแทนท่ีจะอ่านเป็น คำๆ มีความหมายเลยท่ีเดียว ก็ต้องไล่พยัญชนะสระ ฯลฯ ให้ออกเสียงได้ถูกต้องเป็นคำ ๆ อีกทีหนึ่ง เป็นการชว่ ยให้อ่านคำได้ เพราะผู้อ่านรจู้ ัก พยัญชนะ สระ ตวั สะกด แล้วชว่ ยพาไป เชน่ จาน นักเรียนสะกดคำวา่ จอ -า - จา - จา - นอ - จาน หรอื จ -า - น - จาน บ้าน นักเรียนสะกดคำวา่ บ -า - บา บา - น - บาน หรอื บาน - ้ - บ้าน วธิ ีนชี้ ว่ ยใหเ้ ด็กรจู้ ักหลกั เกณฑ์ของการเรียงลำดับตัวอกั ษรภายในคำหน่ึงๆ เพ่ือจะได้ออกเสียงได้ชดั เจน และเขยี นคำนนั้ ได้ถกู ต้อง กรมวิชาการ (2546 : 133 - 134) ได้อธิบายการอ่านแจกลูกและการสะกดคำเป็น กระบวนการขั้นพ้ืนฐานของการนำเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมเสียงกัน ทำให้ออกเสียงคำต่างๆ ท่ีมีความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคำบางครั้งรวมเรียกว่าการ แจกลูกสะกดคำจะดำเนินไปด้วยกันอยา่ งประสมกลมกลนื เพื่อใหน้ ักเรยี นไดห้ ลักเกณฑ์ทางภาษาทง้ั การ อา่ นและการเขียนไปพร้อมกัน และยังได้กลา่ วถึงความสำคัญของการแจกลูกสะกดคำ เป็นเรื่องที่จำเป็น มากสำหรับผู้เร่ิมเรียน หากครูไม่ได้สอนการแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนในระยะ เร่ิมเรียนการอ่าน นักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์การประสมคำ ทำให้เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้นจะสับสน อ่านหนังสือไม่ออก เขยี นหนังสอื ผิดซง่ึ เปน็ ปัญหามากของเด็กนกั เรียนไทยในปัจจบุ ัน ผลจากการอ่านไม่ออกเขียนไมไ่ ด้ ยอ่ ม สง่ ผลกระทบต่อการเรียนวิชาอื่นๆ ดว้ ย การอ่านเปน็ สง่ิ ท่มี ีความสำคัญตอ่ ทุกคนท่ีจำเป็นอย่างย่ิงที่ต้องนำไปใช้ชีวติ ประจำวัน สมควร นอ้ ยเสนา (2549 : 21 - 22) ไดส้ รปุ ความสำคญั ของการอา่ น ดังนี้ ความสำคัญของการอา่ นจะ เป็นสงิ่ ท่ีช่วยมนษุ ย์ดำรงชีวิตอยใู่ นสงั คมได้อยา่ งมคี วามสขุ นนั้ มี 4 ประการ คือ 1. ช่วยในการเรียนรู้ 2. เสรมิ สรา้ งประสบการณ์ใหม่ๆ 3. ชว่ ยใหเ้ กิดความเพลิดเพลิน 4. องค์ประกอบพื้นฐาน
18 ผู้อ่านจะประสบความสำเร็จทางการอ่านมากหรอื น้อยขนึ้ อยกู่ บั สิ่งต่อไปน้ี วุฒิภาวะ อายุ เพศ ประสบการณ์ สมรรถวสิ ัย ความบกพร่องทางร่างกาย และการจูงใจ 4. การเขยี น การสอนเขยี นในระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีจดุ มุง่ หมายเพ่อื ให้มที ักษะในการเขียน เขียน ไดถ้ ูกต้องสวยงาม สื่อความหมายได้ สามารถคดิ ลำดับเหตุการณเ์ กย่ี วกบั เรอ่ื งที่เขียน มีนิสัยทีด่ ีในการ เขียน รักการเขยี นและนำการเขยี นไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจำวัน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2550 : ภาคผนวก 2/8) ได้ให้ความหมายการเขียน ว่าหมายถึง การสื่อสารด้วยตัวอักษรเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ ข่าวสารและจิตนาการ โดยการใช้ภาษาท่ีถูกต้องเหมาะสมตามหลักการใช้ภาษาและตรงตามเจตนาของ ผู้เขยี น วรรณี โสมประยูร (2544 : 139) ให้ความหมายของการเขียนว่าเป็นเคร่ืองมือการ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพ่ือส่ือ ความหมายให้ผู้อ่ืนได้เข้าใจได้ เพราะการเขียนเป็นทักษะการส่งออกตามหลักของภาษาศิลป์จาก ความหมายของการเขียนดงั กล่าว ทำให้มองเหน็ ความสำคญั ของการเขียนว่ามีความจำเปน็ อยา่ งยิง่ ต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่นนักเรียนใช้การเขียนบันทึกความรู้ ทำแบบฝึกหัดและตอบข้อสอบ บุคคลทว่ั ไปใช้การเขียนเพอ่ื เขียนจดหมาย ทำสญั ญา พนิ ัยกรรม การค้ำประกัน เป็นตน้ การสะกดคำเป็นสาขาหน่ึงของการเขียนและเป็นทักษะท่ีสำคัญทางภาษาที่มีอิทธิพล ต่อการใชภ้ าษาของมนุษย์ซงึ่ ไพทูลย์ มูลดี (2546 : 25) ได้อธิบายความหมายของการเขียนสะกดคำคือ การจัดเรยี งพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต์ ให้เป็นคำท่ีมคี วามหมาย และถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราช บัณฑติ สถาน และสามารถนำคำดังกล่าวไปใชใ้ นการสื่อสารในชีวติ ประจำวนั ได้ นงเยาว์ เล่ียมขุนทด (2547 : 22) ได้ให้ความหมายของการเขียน คือกระบวนการคิด ทถี่ ่ายทอดออกมาเป็นลายลกั ษณ์อักษรและถกู ต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสามารถส่อื สารกนั ได้ การเขียนสะกดคำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และความเป็นอยู่ของ บุคคลในปัจจุบัน เพราะการเขียนสะกดคำที่ถูกจะช่วยให้ผู้เขียน อ่านและเขียนหนังสือได้ถูกต้อง ส่ือ ความหมายได้แจ่มชัดและมีความมั่นใจในการเขียนทำให้ผลงานที่เขียนมีคุณค่าเพิ่มข้ึน นอกจากน้ียัง อาจจะเป็นตวั บง่ ช้ถี ึงคุณภาพการศกึ ษาของบคุ คลน้ันอีกด้วย 4.1 ปัญหาของการเขยี น การเขียนสะกดคำ เป็นปญั หาท่ีสำคัญของนักเรียนและครูสอนภาษาไทยเป็นอย่างมาก และจากการศกึ ษาพบว่า สาเหตขุ องการเขียนสะกดคำผิดมี ดังนี้ กรรณิการ์ พวงเกษม (2533 : 31-33) ไดอ้ ธิบายถงึ ปัญหาในการสอนเขียน มีหลายลักษณะดงั น้ี
19 1. การเขียนพยัญชนะ สระและคำไม่ได้ มักเป็นนักเรียนที่เริ่มต้นเรียนได้แก่ ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 2. การสะกดคำผิด เช่น วางวรรณยุกต์ไม่ถูกท่ี คำพ้องเสียง เขียนคำที่ใช้ ตัวสะกดไม่ตรงมาตราตวั สะกดผิด เขียนคำท่ีมตี ัวการันต์ผิด คำที่สระเสยี งสั้นและเสียงยาวเขียนสลับกัน เขียนคำควบกล้ำผิด เขียนพยัญชนะบางตัวในคำเบียดกัน บางตัวห่างออกไป และเขียนคำท่ีมาจาก ภาษาต่างประเทศผิด 3. เว้นวรรคตอนย่อหน้าไม่ถูกต้อง 4. ใช้คำไม่เหมาะสม นำภาษาพดู มาใชเ้ ป็นภาษาเขียน 5. เขียนคำทีใ่ ช้อักษรยอ่ ไมถ่ ูกตอ้ ง 6. ลำดับความคิดในการเขยี นไม่ได้ 7. ลายมืออา่ นยาก 8. ไมม่ ีความคดิ ในการเขยี น จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่สำคัญของการเขียนสะกดคำผดิ ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนตัว นักเรียนเองและวธิ กี ารสอนของครู ดงั นั้นผู้ทเ่ี ก่ียวขอ้ งจึงควรตระหนกั ถงึ ปัญหาเหลา่ นั้นเป็นสำคญั เชน (Shane. 1961 : 71) ให้ความเห็นว่าสาเหตุการเขียนสะกดคำผิด มีปัญหา หลายทางและแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุ คือ ปัญหาโดยทั่วไป ซึ่งเก่ียวกับนักเรียนไม่พัฒนาความสามารถ ของตนเอง มีความสนใจน้อยและปัญหาเฉพาะบุคคลนั้นเก่ียวกับความบกพร่องทางสายตา ความสามารถในการอา่ นออกเสียง ความสามารถทางสมอง และใช้ภาษา 2 ภาษาในขณะเดยี วกนั พิทซเ์ จรลั ด์ (Fitzgerald. 1964 : 245) กล่าวถงึ สาเหตทุ ีท่ ำใหน้ ักเรยี นมีปญั หา ในการเขียนสะกดคำผิดว่า มีสาเหตุมาจากนักเรียนไม่สนใจต่อการสะกดคำและวิธีสอนของครูไม่มี ประสิทธภิ าพ เช่น ครไู มเ่ ตรียมการสอน นกั เรียนไมไ่ ด้รบั การสอนสะกดคำทถี่ กู ต้อง ไม่รู้วธิ ีการสะกดคำ จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยเกีย่ วกบั การเขยี นสะกดคำผดิ เกดิ จากหลายสาเหตุ สรุปได้ ดังน้ี 1. ความบกพร่องจากสภาพร่างกายของนักเรียน เช่น สขุ ภาพไมส่ มบูรณ์ มีความ บกพร่องด้านการไดย้ ิน การพูด และสายตา 2. นกั เรียนขาดการสังเกต ไม่พิจารณาถงึ หลักเกณฑ์การเขียนใหร้ อบคอบ 3. นักเรยี นพบเหน็ คำที่เขียนผิดบ่อยจากส่ือมวลชนต่าง ๆ 4. วุฒภิ าวะและสมองของนักเรยี น 5. นักเรียนเขยี นสะกดคำโดยเทยี บเสยี งกบั ภาษาถน่ิ ทำให้เขยี นสะกดผดิ 6. นักเรยี นไมร่ ู้หลักภาษาไทย ไมท่ ราบความหมายของคำ 7. ครขู าดความเอาใจใสใ่ นการตรวจงานเขียนของนักเรียน เมื่อพบคำผิดไมแ่ ก้ไขให้ 8. ครูไม่ตระหนกั ถึงความสำคัญในการสอนให้นกั เรยี นเขยี นสะกดคำ จงึ ทำให้นักเรียน ไมไ่ ด้รับแรงจงู ใจในการฝกึ เขียนสะกดคำ
20 4.2 ความสำคัญของการสอนเขียน การเขียนนับว่าเป็นส่ิงจำเป็นอย่างยิ่งในการสื่อความหมาย อย่างหน่ึงของมนุษย์ สามารถตรวจสอบไดแ้ ละคงทนถาวร ซง่ึ มีนกั การศึกษาไดใ้ หค้ วามสำคัญของการเขียนไวด้ งั นี้ เรวดี อาษานาม (2537 : 151) ได้สรุปความสำคัญของการเขียนไว้ ดังน้ี คือเด็กที่มี ความสามารถในการอ่านและประสบความสำเร็จในการเขียนมาก จะมีจินตนาการในการใช้ภาษาได้ดี เพราะได้มีโอกาสเรียนรู้แนวทางการใช้คำต่างๆ จากสำนวนภาษาในหนังสือต่างๆท่ีอ่านพบ โดยปกติครู มักสอนให้เด็กอ่านได้ก่อนจึงให้เขียนคำท่ีตนอ่านได้แต่ทักษะในการเขียนเป็นทักษะที่สลับซับซ้อนกว่า ทักษะอ่ืน เด็กจึงจำเป็นต้องมีความพร้อมโดยฝึกทักษะการฟัง การพูด และการอ่านได้ก่อนแล้วจึงเร่ิม ทกั ษะการเขยี น ในระดบั ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 1-2 มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานในการเขยี นและยั่วยใุ ห้เขียนด้วย ความสนกุ สนาน ไมเ่ บ่อื โดยจดั กจิ กรรมตา่ งๆ ใหฝ้ ึกจากงา่ ยไปหายากและใหส้ ัมพนั ธก์ บั การพูดและอ่าน 4.3 จุดมุ่งหมายของการเขียน วรรณี โสมประยูร (วิมลรัตน์ สนุ ทรโรจน์. 2549 : 103 ) ไดอ้ ธบิ าย จดุ ม่งุ หมาย การสอนภาษาไทย ดงั นี้ 1. เพื่อคดั ลายมอื หรือเขยี นให้ถูกต้องตามลักษณะตวั อักษรใหเ้ ปน็ ระเบียบชัดเจนหรือ เข้าใจงา่ ย 2. เพ่อื เป็นการฝกึ ทักษะการเขยี นให้พัฒนางอกงามขึ้นตามควรแกว่ ัย 3. เพ่ือให้การเขยี นสะกดคำถูกตอ้ งตามอักขรวิธี เขยี นวรรคตอนถูกตอ้ ง 4. เพื่อใหร้ ู้จกั ภาษาเขยี นทด่ี ี มคี ณุ ภาพเหมาะสมกบั บุคคลและโอกาส 5. เพอ่ื ให้สามารถรวบรวมและลำดับความคิด แลว้ จดบันทึก สรปุ และย่อใจความเร่ืองที่อ่านหรอื ฟงั ได้ 6. เพอ่ื ให้สามารถสงั เกตจดจำและเลอื กเฟ้นถอ้ ยคำหรอื สำนวนโวหารให้ถกู ต้อง 7. เพอื่ ให้มีทักษะการเขยี นประเภทตา่ งๆ 8. เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างใหเ้ กดิ ประโยชน์ 9. เพื่อให้เห็นความสำคญั และคุณคา่ ของการเขียนวา่ มีประโยชนต์ อ่ การประกอบอาชีพการศึกษาหา ความรูแ้ ละอ่นื ๆ 5. แบบฝกึ ทักษะ 5.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝกึ ทกั ษะ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 53) ได้สรุปความสำคัญของ แบบฝึกทักษะว่าแบบฝึกทักษะมีความสำคัญตอ่ ผเู้ รยี นไมน่ ้อย ในการที่จะช่วยส่งเสรมิ สร้างทกั ษะให้กับ ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วข้ึน ชัดเจนข้ึน กว้างขวางข้ึนทำให้การสอนของครูและการ เรียนของนกั เรียนประสบผลสำเร็จอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ไพทูลย์ มูลดี (2546 : 48) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะ คือชุดฝึกการเรียนรู้ ทีค่ รูสรา้ งขึ้นใหน้ กั เรียนไดท้ บทวนเนื้อหาทีเ่ รียนรู้มาแล้วเพือ่ สร้างความรคู้ วามเข้าใจ และชว่ ยเพมิ่ ทกั ษะ ความชำนาญและฝกึ กระบวนการคิดให้มากขึ้น ทัง้ ยังมีประโยชน์ในการลดภาระการสอนใหก้ ับครู อีกทั้ง
21 พัฒนาความสามารถของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของ ตนเองได้ คมขำ แสนกล้า (2547 : 32) ไดส้ รุปความสำคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกทกั ษะ เป็นส่วนสำคัญในการเรียนการสอน เพราะถ้าขาดแบบฝึกทักษะเพื่อใช้ในการฝึกฝนทักษะความรู้ต่างๆ หลังจากเรยี นไปแล้ว เด็กก็อาจจะลืมเลือนความรู้ท่ีเรียนไปได้ ซ่ึงอาจส่งผลให้นักเรยี นไม่มปี ระสิทธิภาพ เท่าทค่ี วร ฐานิยา อมรพลัง (2548 : 75) ได้สรุปถึงความหมายของแบบฝึกทักษะ คือ งาน กิจกรรมหรือประสบการณ์ท่ีครูจัดให้นักเรียนได้ฝึกหัดกระทำ เพื่อทบทวนฝึกฝนเน้ือหาความรู้ต่างๆ ท่ี ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความจำ จนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความชำนาญ และให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ใน ชวี ิตประจำวันได้ วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 40) ได้สรุปความหมายและความสำคัญของแบบฝึกได้ว่า แบบ ฝกึ คือ แบบฝึกหัด หรอื ชุดฝึกที่ครจู ัดให้นกั เรียน เพอื่ ให้มที กั ษะเพิ่มข้ึนหลังจากทไ่ี ด้เรียนรู้เรือ่ งน้ันๆ มา บา้ งแล้ว โดยแบบฝกึ ตอ้ งมที ศิ ทางตรงตามจุดประสงค์ ประกอบกิจกรรมท่นี า่ สนใจและสนุกสนาน อกนิษฐ์ กรไกร (2549 : 18) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก-ทักษะ หมายถึง ส่ือท่ีสร้างข้ึนเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้ นกั เรียนทำโดยมกี ารทบทวนส่ิงที่เรียนผ่านมาแล้วจากบทเรียน ให้เกิดความเข้าใจและเป็นการฝึกทักษะ และแกไ้ ขในจุดบกพร่องเพ่ือให้นักเรยี นได้มีความสามารถและศักยภาพยง่ิ ขน้ึ เข้าใจบทเรียนดีขน้ึ พินิจ จันทร์ซ้าย (2546 : 90) กล่าวถึงแบบฝึกทักษะว่า หมายถึง งาน กิจกรรม หรือ ประสบการณ์ท่ีครูผู้สอนจัดให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเพ่ือทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วนำมาปรับ ประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ประจำวัน ผู้วจิ ัยได้ศึกษาความหมายและความสำคญั ของแบบฝึกทกั ษะแลว้ พอสรปุ ไดว้ า่ แบบฝึก ทักษะ หมายถึง ชุดฝึกทักษะท่ีครูสร้างขึ้นให้นักเรียนได้ทบทวนเนื้อหาท่ีเรียนรู้มาแล้วเพื่อสร้างความ เขา้ ใจ และช่วยเพ่ิมทักษะความชำนาญและฝกึ กระบวนการคิดให้มากข้นึ ทำให้ครูทราบความเข้าใจของ นกั เรยี นท่ีมีต่อบทเรียน ฝึกให้เด็กมีความเช่ือม่ันและสามารถประเมินผลของตนเองได้ ทั้งยังมีประโยชน์ ชว่ ยลดภาระการสอนของครู และยังช่วยพัฒนาตามความแตกต่าง 5.2 ลกั ษณะของแบบฝึกทดี่ ี แบบฝึกเป็นเครือ่ งมอื ท่ีสำคัญทจี่ ะช่วยเสริมสรา้ งทกั ษะใหแ้ กผ่ ูเ้ รยี น การสร้างแบบฝึกให้มปี ระสทิ ธภิ าพจึงจำเปน็ จะตอ้ งศึกษาองคป์ ระกอบและลักษณะของแบบฝกึ เพ่ือใช้ให้เหมาะสมกบั ระดบั ความสามารถของนักเรียน สวุ ิทย์ มูลคำ และสุนนั ทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 60 -61) ไดส้ รุปลักษณะ ของแบบฝึกทีด่ คี วรคำนงึ ถงึ หลกั จิตวทิ ยาการเรยี นรผู้ ูเ้ รยี นได้ศึกษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม ความสอดคล้องกับเนอ้ื หา รปู แบบน่าสนใจ และคำสง่ั ชัดเจน และไดส้ รปุ ลักษณะของแบบฝกึ ไวด้ งั นี้
22 1. ใช้หลกั จิตวทิ ยา 2. สำนวนภาษาไทย 3. ให้ความหมายต่อชวี ิต 4. คดิ ได้เร็วและสนุก 5. ปลกุ ความนา่ สนใจ 6. เหมาะสมกบั วัยและความสามารถ 7. อาจศึกษาได้ด้วยตนเอง และได้แนะนำใหผ้ สู้ ร้างแบบฝึกให้ยดึ ลักษณะของแบบฝกึ ไว้ดังนี้ 1. แบบฝกึ หดั ที่ดีควรมีความชดั เจนท้งั คำสัง่ และวิธีทำคำสั่งหรอื ตัวอย่างวธิ ที ำท่ีใช้ไม่ ควรยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับใหง้ ่ายเหมาะสมกบั ผู้ใช้ทั้งนเ้ี พ่ือใหน้ ักเรยี นสามารถ ศกึ ษาดว้ ยตนเองไดถ้ ้าตอ้ งการ 2. แบบฝึกหดั ทด่ี คี วรมีความหมายตอ่ ผู้เรยี นและตรงตามจดุ มงุ่ หมายของการฝึกลงทุน นอ้ ยใช้ได้นานๆ และทนั สมัยอยู่เสมอ 3. ภาษาและภาพที่ใชใ้ นแบบฝึกหดั ควรเหมาะสมกบั วยั และพน้ื ฐานความรขู้ องผเู้ รยี น 4. แบบฝกึ หัดทีด่ คี วรแยกฝึกเปน็ เร่อื งๆ แตล่ ะเรอื่ งไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมกี ิจกรรม หลายรปู แบบ เพอ่ื เร้าใหน้ ักเรียนเกดิ ความสนใจและไมน่ า่ เบ่อื หนา่ ยในการทำ และเพ่ือฝึกทกั ษะใด ทกั ษะหนงึ่ จนเกิดความชำนาญ 5. แบบฝึกหัดที่ดคี วรมีทง้ั แบบกำหนดใหโ้ ดยเสรี การเลือกใชค้ ำ ข้อความหรือรูปภาพ ในแบบฝึกหัด ควรเป็นสง่ิ ทน่ี ักเรยี นคุ้นเคยและตรงกบั ความในใจของนกั เรยี นเพื่อว่าแบบฝกึ หดั ท่สี รา้ ง ขนึ้ จะได้ก่อใหเ้ กิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซ่งึ ตรงกบั หลักการเรยี นรู้ ไดเ้ รว็ ในการกระทำทกี่ ่อให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกหัดท่ดี ีควรเปิดโอกาสให้ผเู้ รียน ได้ศกึ ษาด้วยตนเองให้รู้จกั ค้นคว้ารวบรวม ส่งิ ทพี่ บเหน็ บ่อยๆ หรือท่ตี นเองเคยใช้จะทำใหน้ ักเรียนสนใจเร่อื งน้ันๆ มากยง่ิ ขน้ึ และจะรู้จักความรู้ใน ชีวติ ประจำวันอย่างถูกตอ้ ง มีหลกั เกณฑแ์ ละมองเห็นวา่ สง่ิ ทเี่ ขาไดฝ้ กึ ฝนนนั้ มคี วามหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝกึ หัดที่ดคี วรจะสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผเู้ รยี นแต่ละคนจะมีความ แตกตา่ งกันหลายๆด้าน เชน่ ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนนั้ การทำแบบฝึกหัดแต่ละเร่อื ง ควรจดั ทำให้มากพอและมีทกุ ระดบั ตัง้ แต่ง่าย ปานกลางจนถงึ ระดับค่อนขา้ งยาก เพ่ือวา่ ทั้งเดก็ เก่ง กลาง และอ่อนจะไดเ้ ลือกทำได้ตามความสามารถ ท้งั นเ้ี พ่ือใหเ้ ด็ก ทุกคนประสบความสำเรจ็ ในการทำแบบฝึกหดั 8. แบบฝกึ หดั ทด่ี คี วรสามารถเรา้ ความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแตห่ นา้ ปกไปจนถึงหนา้ สุดทา้ ย 9. แบบฝกึ หัดท่ีดีควรไดร้ ับการปรับปรุงไปคู่กับหนังสอื แบบเรยี นอยูเ่ สมอและควรใชไ้ ด้ ดีทงั้ ในและนอกบทเรยี น
23 10. แบบฝึกหัดทด่ี ีควรเปน็ แบบท่ีสามารถประเมิน และจำแนกความเจรญิ งอกงามของ เดก็ ไดด้ ้วย ฐานิยา อมรพลัง (2548 : 78) ได้เสนอลักษณะที่ดีของแบบฝึก คือ แบบฝึกที่เรียงลำดับจาก ง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มีรูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการ จัดกิจกรรมหรือจัดแบบฝึกใหส้ นุก ใชภ้ าษาเหมาะสมกบั วัย และ ระดับช้ันของนักเรียน มีคำสั่ง คำช้ีแจง สน้ั ชัดเจน เข้าใจงา่ ย มตี ัวอย่างประกอบ มกี ารจดั กิจกรรม การฝกึ ท่ีเร้าความสนใจ และแบบฝึกนน้ั ควร ทนั สมัยอยเู่ สมอ วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 43) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี คือ ควรมีความ หลากหลายรูปแบบ เพ่ือไม่ให้เกิดความเบ่ือหน่าย และต้องมีลักษณะที่เร้า ยั่วยุ จูงใจ ได้ให้คิดพิจารณา ได้ศึกษาค้นคว้าจนเกิดความรู้ ความเข้าใจทักษะ แบบฝึกควรมีภาพดึงดูดความสนใจเหมาะสมกับวัย ของผเู้ รียนตรงกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ มีเน้อื หาพอเหมาะ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 20) ได้อธิบายถึงลักษณะของแบบฝึกหัดและแบบฝึก ทกั ษะทดี่ ไี ว้วา่ ดังนี้ 1. จุดประสงค์ 1.1 จดุ ประสงค์ชัดเจน 1.2 สอดคลอ้ งกับการพฒั นาทกั ษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการ เรียนรขู้ องกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2. เนอื้ หา 2.1 ถูกต้องตามหลักวชิ า 2.2 ใช้ภาษาเหมาะสม 2.3 มคี ำอธิบายและคำส่ังทีช่ ัดเจน งา่ ยต่อการปฏบิ ัตติ าม 2.4 สามารถพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ นำผเู้ รียนสู่การสรปุ ความคดิ รวบยอด และหลกั การสำคญั ของกลมุ่ สาระการเรียนรู้ 2.5 เป็นไปตามลำดบั ขน้ั ตอนการเรียนรู้สอดคล้องกับวิธีการเรยี นรู้ และความ แตกตา่ งระหว่างบคุ คล 2.6 มีคำถามและกจิ กรรมที่ท้าทายส่งเสริมทักษะกระบวนการเรยี นรูข้ อง ธรรมชาตวิ ชิ า 2.7 มกี ลยุทธ์การนำเสนอและการตงั้ คำถามทีช่ ดั เจน นา่ สนใจปฏบิ ัตไิ ด้ สามารถให้ข้อมลู ย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรยี นได้อยา่ งต่อเน่อื ง ผู้วิจัยพอสรุปลักษณะของแบบฝึกท่ีดีได้ว่า แบบฝึกท่ีดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยทำให้นักเรียน ประสบความสำเรจ็ ในการฝึกทกั ษะได้เปน็ อย่างดี และแบบฝึกทดี่ ีเปรยี บเสมอื นผู้ช่วยที่สำคัญของครู ทำ ให้ครูลดภาระการสอนลงได้ ทำให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถของตนเพื่อความมั่นใจในการเรยี นได้เป็น อย่างดี ดังนั้นครูยังจำเป็นต้องศึกษาเทคนิควิธีการ ขั้นตอนในการฝึกทักษะต่างๆ มีประสิทธิภาพท่ีสุด
24 อันส่งผลให้ผเู้ รียนมีการพัฒนาทักษะตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเต็มท่ีและแบบฝึกที่ดีนั้นจะต้องคำนึงถึงองคป์ ระกอบ หลายๆด้าน ตรงตามเน้ือหา เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัญหาของ ผูเ้ รยี น 5.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ไพทลู ย์ มูลดี (2546 : 52) ไดอ้ ธิบายประโยชน์ของแบบฝกึ ไว้ดังนี้ คอื แบบฝึก มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้ดี ข้ึนสามารถจดจำเน้ือหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการ เรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ ทันท่วงที ซ่ึงจะมีผลทำให้ครปู ระหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก และยังให้นักเรียนนำภาษาไป ใชส้ ื่อสารไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพดว้ ย วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 41) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกช่วยในการฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ภาษาของนักเรียนสามารถนำมาฝึกซ้ำทบทวน บทเรียน และผู้เรียนสามารถนำไปทบทวนด้วยตนเอง จดจำเน้ือหาได้คงทน มีเจตคติท่ีดีต่อการเรียน ภาษาไทย แบบฝึกถือเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหน่ึงซึ่งสามารถทดสอบความรู้ วัดผลการเรียนหรือ ประเมนิ ผลการเรียนกอ่ นและหลงั เรยี นได้เปน็ อย่างดี ทำให้ครูทราบปัญหาข้อบกพรอ่ งของผเู้ รียนเฉพาะ จุดได้ นกั เรยี นทราบความกา้ วหน้าของตนเอง ครปู ระหยัดเวลา ค่าใชจ้ า่ ยและลดภาระไดม้ าก ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้อธิบายถงึ ประโยชน์ของแบบฝึกหัดและ แบบฝึกทักษะเป็นส่ือการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ ในหนว่ ยการเรียนรแู้ ละสามารถเรยี นรูไ้ ด้ โดยสรปุ ไดด้ ังน้ี 1. เป็นส่ือการเรียนรู้ เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ใหแ้ ก่ผ้เู รียน 2. ผเู้ รียนมีสอื่ สำหรับฝกึ ทักษะด้านการอา่ น การคดิ การคิดวิเคราะห์ และการเขยี น 3. เปน็ สอ่ื การเรียนรสู้ ำหรับการแกป้ ัญหาในการเรยี นรู้ของผเู้ รียน 4. พฒั นาความรู้ ทกั ษะ และเจตคติด้านต่างๆ ของผเู้ รยี น จากประโยชน์ของแบบฝึกที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกท่ีดีและมีประสิทธิภาพช่วยทำให้ นักเรยี นประสบผลสำเรจ็ ในการฝึกทกั ษะได้เปน็ อย่างดี สุวทิ ย์ มูลคำ และสุนนั ทา สุนทรประเสรฐิ (2550 : 53 - 54) ได้สรปุ ประโยชน์ ของแบบฝกึ ทักษะไดด้ งั นี้ 1. ทำใหเ้ ข้าใจบทเรยี นดีขึน้ เพราะเปน็ เครื่องอำนวยประโยชนใ์ นการเรยี นรู้ 2. ทำใหค้ รูทราบความเข้าใจของนกั เรยี นทมี่ ีตอ่ บทเรียน 3. ฝกึ ให้เดก็ มคี วามเชื่อมั่นและสามารถประเมนิ ผลของตนเองได้ 4. ฝกึ ให้เด็กทำงานตามลำพงั โดยมีความรบั ผิดชอบในงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
25 5. ช่วยลดภาระครู 6. ชว่ ยใหเ้ ดก็ ฝกึ ฝนไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ 7. ชว่ ยพัฒนาตามความแตกต่างระหวา่ งบุคคล 8. ช่วยเสรมิ ใหท้ กั ษะคงทน ซ่ึงลกั ษณะการฝกึ เพ่ือช่วยให้เกิดผลดังกลา่ วนั้นไดแ้ ก่ 8.1 ฝึกทันทีหลังจากท่เี ดก็ ไดเ้ รยี นรูใ้ นเรอื่ งนั้นๆ 8.2 ฝกึ ซำ้ หลายๆครัง้ 8.3 เนน้ เฉพาะในเร่ืองที่ผดิ 9. เปน็ เครือ่ งมือวัดผลการเรยี นหลงั จากจบบทเรียนในแตล่ ะครง้ั 10. ใช้เปน็ แนวทางเพ่ือทบทวนดว้ ยตนเอง 11. ช่วยให้ครูมองเหน็ จุดเด่นหรอื ปัญหาตา่ งๆของเดก็ ไดช้ ัดเจน 12. ประหยัดคา่ ใชจ้ ่ายแรงงานและเวลาของครู ผู้วิจัย ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของแบบฝึกทักษะแล้ว พอสรุปได้ว่าแบบฝึกมี ความสำคัญ และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนาน ในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของตนเอง และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชัดเจน สามารถนำ แบบฝึกทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและ นำไปปรบั ปรงุ ได้ทันท่วงที ซ่ึงจะมีผลทำให้ครูประหยดั เวลา ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ย 5.4 หลักการสร้างแบบฝึก วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 45) ได้สรุปหลกั การสร้างแบบฝกึ ทักษะดังนี้ 1. ความใกล้ชดิ คอื ถ้าใชส้ ่ิงเร้าและการตอบสนองเกิดข้ึนในเวลาใกลเ้ คียงกันจะสรา้ ง ความพอใจใหก้ ับผูเ้ รยี น 2. การฝึก คือ การให้นักเรยี นไดท้ ำซำ้ ๆ เพอื่ ช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจท่แี มน่ ยำ 3. กฎแห่งผล คือ การท่ีผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบจะ ช่วยให้ผู้เรยี นทราบข้อบกพรอ่ งเพือ่ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขและเปน็ การสรา้ งความพอใจแก่ผูเ้ รียน 4. การจูงใจ คือ การสร้างแบบฝึกเรียงลำดับ จากแบบฝึกง่ายและสั้นไปสู่แบบฝกึ เรื่อง ทีย่ ากและยาวข้ึน ควรมีภาพประกอบและมหี ลายรส หลายรูปแบบ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 54 - 55) ได้สรุปหลักในการ สร้างแบบฝึกว่าต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับข้ันตอนของทุก หน่วยการเรียนได้ ถ้านักเรียนได้เรียนตามอัตราการเรียนของตนก็จะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จ มากขึ้น 5.5 ส่วนประกอบของแบบฝึก สวุ ิทย์ มลู คำ และสนุ นั ทา สุนทรประเสรฐิ (2550 : 61 - 62) ได้กำหนด ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะได้ดังนี้
26 1. คูม่ ือการใชแ้ บบฝึก เปน็ เอกสารสำคญั ประกอบการใชแ้ บบฝึก ว่าใช้ เพอื่ อะไรและมวี ิธใี ชอ้ ยา่ งไร เชน่ ใช้เป็นงานฝกึ ท้ายบทเรยี น ใชเ้ ป็นการบา้ น หรือใช้สอนซอ่ มเสริม ประกอบดว้ ย - สว่ นประกอบของแบบฝึก จะระบวุ ่าในแบบฝึกชุดน้ี มแี บบฝกึ ทง้ั หมดกี่ชุด อะไรบา้ ง และมสี ว่ นประกอบอืน่ ๆ หรอื ไม่ เช่น แบบทดสอบ หรือแบบบนั ทึกผลการประเมนิ - ส่งิ ทคี่ รหู รือนักเรียนต้องเตรียม (ถา้ มี) จะเปน็ การบอกให้ครูหรือนักเรียน เตรียมตัวใหพ้ ร้อมลว่ งหน้าก่อนเรียน - จดุ ประสงค์ในการใช้แบบฝึก - ขน้ั ตอนในการใช้ บอกข้อตามลำดบั การใช้ และอาจเขยี นในรปู แบบของแนว การสอนหรอื แผนการสอนจะชดั เจนยง่ิ ข้นึ - เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 2. แบบฝึก เป็นสือ่ ท่ีสรา้ งขึ้นเพื่อให้ผเู้ รยี นฝึกทกั ษะ เพอ่ื ให้เกิดการเรียนรู้ ท่ถี าวรควรมอี งคป์ ระกอบ ดังนี้ - ชอื่ ชุดฝึกในแตล่ ะชุดย่อย - จุดประสงค์ - คำสัง่ - ตวั อยา่ ง - ชุดฝึก - ภาพประกอบ - ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน - แบบประเมนิ บนั ทึกผลการใช้ 5.6 รปู แบบการสร้างแบบฝึก สวุ ิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 62 - 64) ได้เสนอแนะรปู แบบ การสร้างแบบฝึก โดยอธิบายว่าการสร้างแบบฝึกรูปแบบก็เป็นสิ่งสำคัญในการท่ีจะจูงใจให้ผู้เรียนได้ ทดลองปฏิบัติแบบฝึกจึงควรมีรูปแบบท่ีหลากหลาย มิใช่ใช้แบบเดียวจะเกิดความจำเจน่าเบื่อหน่าย ไม่ ท้าทายให้อยากรู้อยากลองจึงขอเสนอรูปแบบท่ีเป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ส่วนผู้สร้างจะนำไปประยุกต์ใช้ ปรบั เปล่ียนรปู แบบอน่ื ๆ กแ็ ลว้ แต่เทคนิคของแตล่ ะคน ซ่ึงจะเรยี งลำดับจากงา่ ยไปหายาก ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกท่ีเป็นประโยคบอกเล่า ให้ผู้เรียนอ่านแล้วใส่เคร่ืองหมายถูก หรอื ผดิ ตามดลุ ยพินิจของผ้เู รยี น 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยตัวคำถามหรือตัวปัญหา ซึ่งเป็นตัวยืนไว้ใน สดมภ์ซ้ายมือ โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อเพ่ือให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับ คำถามให้สอดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรือรหัสคำตอบไปวางไว้ท่ีว่างหน้าข้อความหรือจะใช้การโยง เสน้ ก็ได้
27 3. แบบเติมคำหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกท่ีมีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่างไว้ให้ ผ้เู รียนเตมิ คำหรือข้อความท่ีขาดหายไป ซ่งึ คำหรอื ข้อความที่นำมาเตมิ อาจใหเ้ ติมอย่างอิสระหรอื กำหนด ตัวเลือกใหเ้ ตมิ ก็ได้ 4. แบบหมายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือส่วนท่ีเป็น คำถาม ซึ่งจะตอ้ งเป็นประโยคคำถามทีส่ มบูรณ์ ชดั เจนไมค่ ลุมเครอื ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลอื ก คอื คำตอบซึ่ง อาจจะมี 3-5 ตัวเลือกก็ได้ ตัวเลือกท้ังหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกท่ีสุดเพียงตัวเลือกเดียวส่วนที่เหลือเป็นตัว ลวง 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่ตัวคำถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบ อย่างเสรีตามความรู้ความสามารถ โดยไม่จำกัดคำตอบ แต่กำจัดคำตอบ แต่จำกัดในเร่ืองเวลา อาจใช้ คำถามในรปู ท่วั ๆ ไป หรอื เปน็ คำส่ังใหเ้ ขียนเรอื่ งราวตา่ งๆ กไ็ ด้ 5.7 ขั้นตอนการสรา้ งแบบฝึก สุวทิ ย์ มูลคำ และสนุ นั ทา สุนทรประเสรฐิ (2550 : 65) ได้เสนอแนะการสรา้ งแบบ ฝกึ วา่ ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก จะคล้ายคลงึ กับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอื่นๆ ซง่ึ มี รายละเอยี ดดังนี้ 1. วเิ คราะห์ปญั หาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น - ปญั หาทีเ่ กิดขึ้นในขณะทำการสอน - ปัญหาการผา่ นจุดประสงค์ของนกั เรยี น - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ - ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 2. ศกึ ษารายละเอยี ดในหลกั สูตร เพ่อื วิเคราะหเ์ นื้อหา จดุ ประสงค์และกิจกรรม 3. พจิ ารณาแนวทางแกป้ ญั หาทีเ่ กิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝกึ และเลอื ก เนือ้ หาในสว่ นท่ีจะสรา้ งแบบฝึกนน้ั ว่าจะทำเรื่องใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรือ่ งไว้ 4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝกึ จากเอกสารตัวอย่าง 5. ออกแบบชุดฝกึ แต่ละชดุ ให้มรี ูปแบบทีห่ ลากหลายนา่ สนใจ 6. ลงมอื สร้างแบบฝึกในแตล่ ะชดุ พรอ้ มท้ังขอ้ ทดสอบก่อนและหลงั เรยี นให้สอดคลอ้ ง กับเน้อื หาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. สง่ ให้ผู้เชย่ี วชาญตรวจสอบ 8. นำไปทดลองใช้ แลว้ บันทกึ ผลเพื่อนำมาปรับปรุงแกไ้ ขสว่ นทบ่ี กพร่อง 9. ปรับปรุงจนมีประสทิ ธิภาพตามเกณฑท์ ่ตี ้ังไว้ 10. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ตอ่ ไป ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ได้อธิบายขน้ั ตอนการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ ดงั นี้
28 1. ศกึ ษาเนื้อหาสาระสำหรบั การจัดทำแบบฝกึ หัด แบบฝึกทักษะ 2. วเิ คราะหเ์ นือ้ หาสาระโดยละเอยี ดเพื่อกำหนดจดุ ประสงค์ในการจัดทำ 3. ออกแบบการจดั ทำแบบฝึกหดั แบบฝกึ ทักษะตามจุดประสงค์ 4. สรา้ งแบบฝึกหดั และแบบฝกึ ทักษะและสว่ นประกอบอื่นๆ เชน่ 4.1 แบบทดสอบกอ่ นฝึก 4.2 บัตรคำส่งั 4.3 ขน้ั ตอนกิจกรรมท่ผี ู้เรยี นตอ้ งปฏิบัติ 4.4 แบบทดสอบหลงั ฝึก 5. นำแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะไปใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 6. ปรับปรงุ พัฒนาให้สมบูรณ์ 5.8 แนวคิดหลักการทเ่ี กี่ยวข้องกบั แบบฝึกทักษะ อกนษิ ฐ์ กรไกร (2549 : 17) ไดด้ ำเนินการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ ยึดหลักใหน้ ักเรียน ไดเ้ รียนรู้ดว้ ยตนเองตามศักยภาพของแตล่ ะบคุ คล ในความคาดหวงั ตอ้ งการให้เด็กท่ใี ชแ้ บบฝกึ ทกั ษะมี พฤติกรรม ดงั นี้ 1. Active Responding ให้นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในการเรยี นอย่างกระฉบั กระเฉง ไม่วา่ จะเป็นคิดในใจหรอื แสดงออกมาด้วยการพูดหรือเขียน นกั เรยี นอาจเขียนรูปภาพเติมคำแตง่ ประโยคหรอื หาคำตอบในใจ 2. Minimal Error ในการเรียนแต่ละคร้ังเราหวงั ว่า นักเรียนจะตอบคำถามได้ถกู ต้อง เสมอ แตใ่ นกรณีที่นักเรยี นตอบคำถามผิด นักเรียนควรมโี อกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในส่ิงท่เี ขาทำผิดเพอ่ื ไปสู่คำตอบที่ถูกต้องต่อไป 3. Knowledge of Results เมื่อนักเรียนสามารถตอบถูกต้องเขาควรได้รับเสริมแรง ถ้านกั เรยี นตอบผดิ เขาควรได้รับการช้แี จง และให้โอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้องเชน่ เดยี วกับประสบการณ์ท่ี เป็นความสำเรจ็ สำหรบั มนุษย์แลว้ เพียงได้รวู้ า่ ทำอะไรสำเร็จกถ็ อื เป็นการเสริมแรงในตัวเอง 4. Small Step การเรยี นจะตอ้ งเปิดโอกาสให้นักเรียนไดเ้ รียนรู้ไปทีละน้อยด้วยตนเอง โดยให้ความรูต้ ามลำดบั ขนั้ และเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นใคร่ครวญตามซึง่ จะเป็นผลดีตอ่ การเรียนรู้ของเด็ก อยา่ งมาก แม้ท่ีเรียนอ่อนกจ็ ะสามารถเรียนได้ สุวทิ ย์ มูลคำ และสุนนั ทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 54 - 55) ไดอ้ ธิบายแนวคดิ และหลักการสร้างแบบฝึกว่า การศึกษาในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ เป็นส่ิงท่ีผู้สร้างแบบฝึกมิควรละเลย เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องข้ึนอยู่กับปรากฏ การณ์ของจิตและพฤติกรรมที่ตอบสนอง นานาประการ โดยอาศัยกระบวนการท่ีเหมาะสมและเป็นวิธีที่ดีที่สุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จาก ข้อมูลท่ีนักจิตวทิ ยาได้ทำการค้นพบ และทดลองไวแ้ ลว้ สำหรับการสร้างแบบฝึกในสว่ นท่ีมีความสัมพันธ์ กันดงั นี้
29 1. ทฤษฎีการลองถกู ลองผิดของธอร์นไดค์ ซ่งึ ไดส้ รปุ เปน็ กฎเกณฑ์ การเรยี นรู้ 3 ประการ คอื 1.1 กฎความพร้อม หมายถงึ การเรยี นรูจ้ ะเกิดขึ้นเม่ือบคุ คลพรอ้ มท่ีจะกระทำ 1.2 กฎผลที่ไดร้ บั หมายถึง การเรยี นร้ทู ่ีเกิดขนึ้ เพราะบุคคลกระทำซำ้ งา่ ย 1.3 กฎการฝึกหัด หมายถึง การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ผู้ฝึกจะต้อง ควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ของตนเอง บคุ คลจะถูกกำหนดลักษณะพฤติกรรม ทแี่ สดงออก ดังนน้ั ผสู้ ร้างแบบฝึกจงึ จะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสงั่ ต่างๆ ใบแบบฝกึ ให้ผูฝ้ ึกได้แสดงพฤตกิ รรมสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์ทีผ่ สู้ ร้างตอ้ งการ 2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซ่ึงมีความเชื่อว่า สามารถควบคุมบุคคลให้ทำ ตามความประสงค์หรอื แนวทางท่ีกำหนดโดยไมต่ ้องคำนงึ ถึงความรสู้ กึ ทางดา้ นจิตใจของบคุ คลผนู้ ั้นวา่ จะ รู้สึกนึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ด้วยการกระทำโดยมีการเสริมแรง เป็นตัวการ เป็นบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาท่ีเหมาะสม สิ่งเร้านั้นจะรักษา ระดับหรอื เพิ่มการตอบสนองใหเ้ ข้มขึ้น 3. วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลำดับข้ัน และผู้เรียนจะต้อง เรียนรู้เน้อื หาทง่ี า่ ยไปหายาก การสร้างแบบฝกึ จึงควรคำนงึ ถึงการฝึกตามลำดบั จากงา่ ยไปหายาก 4. แนวคิดของบลูม ซ่ึงกล่าวถึงธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน ผู้เรยี นสามารถเรียนรเู้ นื้อหาในหนว่ ยย่อยตา่ งๆ ไดโ้ ดยใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกนั 6. งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง 6 .1 งานวิจัยในประเทศ มะลิ อาจวชิ ยั (2540 : บทคัดยอ่ ) ได้ทำการพฒั นาแบบฝึกภาษาไทย เรอ่ื ง การเขยี น สะกดคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด แม่กน แม่กด แม่กบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการทดลองพบว่า แบบฝึกทักษะภาษาไทยมีประสิทธิภาพ 84.02/80.26 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนภาษาไทยหลังเรียนสูง กวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ .01 พนมวัน วรดลย์ (2542 : บทคดั ย่อ) ไดศ้ กึ ษาการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะการเขยี นสะกดคำ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 87.74/82.11 และมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนสงู ขึ้น อย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .01 บรรจง จันทร์พันธ์ (2548 : 94-100) ได้พัฒนาแผนการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ ภาษาไทย เรื่องการสะกดคำไมต่ รงตามมาตราตัวสะกดสำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านโพธิ์งาม สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษารอ้ ยเอ็ด เขต 3 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2546 จำนวน 26 คน
30 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะภาษาไทย เร่ืองการสะกดคำไม่ตรงตาม มาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.98/82.75 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีตั้งไว้และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.692 ซ่ึงหมายความว่านักเรียนมีความรู้ เพ่ิมข้ึนร้อยละ 60.92 และนักเรียนมีความพอใจต่อแผนการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะภาษาไทย เร่ือง การสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตวั สะกด โดยรวมอย่ใู นระดับ ปานกลาง วิเศษ แปวไธสง (2547 : บทคดั ย่อ) ไดศ้ กึ ษาการพฒั นาแผนการจดั การเรยี นรู้และ แบบฝกึ ทักษะประกอบการเรียน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยแบบม่งุ ประสบการณท์ างภาษา เร่ือง ลูกอ๊อดหาแม่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสามัคคีคุรุราษฎร์บำรุง สำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาบุรีรัมย์เขต 4 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.85/85.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ท่ีต้ังไว้ แบบฝึกทักษะมีคุณภาพอย่ใู นระดับเหมาะสมมากท่ีสุด มีคะแนน เฉลยี่ หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติระดับ .05 ประวีณา เอ็นดู (2547 : บทคัดย่อ) ได้ศกึ ษาการพัฒนาแผนการจัดการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบ้านน้อย จังหวัดนครราชสมี า ผลการศึกษาคน้ คว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แผนการจดั การเรียนรู้ เรอ่ื ง การอา่ นและการเขยี นสะกดคำ โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ มปี ระสทิ ธภิ าพ 86.11/83.33 วงศ์เดอื น มีทรัพย์ (2547 : บทคดั ย่อ) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาแผนการจัดการเรยี นร้แู ละ แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 เรื่อง คร้งั หน่ึงยังจำได้ เครื่องมือท่ี ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบ แบบสอบถามความพึง พอใจ ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 87.09/85.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ท่ตี ้ังไว้ แบบฝึกทักษะมีค่าดชั นีประสทิ ธิผลเท่ากับ 0.74 และมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอย่าง มีนยั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05 นิลวรรณ อัคติ (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง การผันวรรณยุกต์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียน ชุมชนภูแล่นช้างคเชนทร์พิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 เคร่ืองมือท่ีใช้คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบและแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการศึกษา ค้นคว้าพบว่า แผนและแบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ 87.85/80.91 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ท่ีต้ังไว้ นักเรียนมคี วามพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนรดู้ ้วยแบบฝึกทักษะอยใู่ นระดบั มาก ผลการศึกษางานวิจัยในประเทศแสดงให้เห็นความสำคัญของการจัดกิจก รรมการ พัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำ เพราะแบบฝึกทักษะเป็นส่ิงสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ ทำให้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนประสบความสำเรจ็ ตามจุดมงุ่ หมายของหลกั สตู รอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
31 6 .2 งานวิจัยต่างประเทศ การ์เซีย (Garcia. 1998 : 3459-A) ได้ศึกษาเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธใิ์ นการอา่ นเขยี นสะกด คำจากรูปแบบการสอนสะกดคำ 2 รูปแบบ คอื การสอนสะกดคำแบบให้นักเรียนฝึกเองกับการสะกดคำ ตามหนังสือ โดยครูแต่ละกลุ่มจะสอนโดยใช้โปรแกรมการสอนอ่านเหมือนกัน และการสอนเขียนทุกวัน ตามเวลาทก่ี ำหนดไว้ การสอบใชก้ ารสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการศกึ ษาพบวา่ การสอนสะกดคำ แบบให้นักเรียนฝึกเองมีผลดีกว่าการสอนสะกดคำตามตำราในด้านการอ่านคำศัพท์และการวิเคราะห์ คำศัพท์ นักเรียนท้ังสองกลุ่มมีความแตกต่างกันในเรื่องจำนวนคำศัพท์ที่ใช้ในระดับที่สูงกว่าประถมหนึ่ง ความยาวของประโยคและจำนวนหน่วยคำนอกจากนี้นักเรียนสะกดคำโดยนักเรียนคิดเอง มีการอ่าน ทบทวน การเขียนคำ วิเคราะห์คำท่ีใช้ ตลอดจนมีการช่วยเหลือหรือซักถามเพื่อน เพ่ือช่วยในการสะกด คำบ่อยครั้งมากกว่านักเรียนอีกกลุ่มหนึ่ง และนักเรียนท่ีเรียนสะกดคำจากตำราใช้พจนานุกรมบ่อยคร้ัง มากกวา่ นักเรียนอีกกลมุ่ เบาชาร์ด (Bouchard. 2002 : Web Site) ไดศ้ ึกษาความรเู้ รอื่ งคำของนกั เรยี น ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 จากความผดิ พลาดในการอ่านกับการสะกดคำแมว้ ่าเขามีความพยายามอย่างมาก ระหว่างระหว่างการอ่านและการสะกดคำแต่การปฏิบัติงานการอ่านและการสะกดคำของนักเรียนก็ มักจะยังแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในความถูกต้องและความผิดพลาดของคำ การวิจัย ครั้งนี้ได้ศึกษาการสะกดคำตามความรู้เร่ืองคำเชิงพัฒนาใน 4 ด้าน ผลการวิเคราะห์พบว่าการ ปฏิบัติงานการอ่านของนักเรียนดีกว่าการปฏิบัติงานการสะกดคำอย่างมีนัยสำคัญและพบว่ามีผลของ รายงานอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับความรู้เรื่องของคำของนักเรียน ความผิดพลาดด้านการอ่านและการ เขียนสะกดคำของนักเรียนต่อไปพบว่า ความผิดพลาดเก่ียวข้องกับลักษณะทางอักขรวิธีท่ีเหมือนกันใน ทุกงานในท่ีสุด จากการศึกษาการให้คะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการสะกดคำและความรู้เร่ืองคำของทักษะ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ของครูพบว่า การให้คะแนนมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการปฏิบัติจริง ของนักเรียนในผลสัมฤทธ์ิทางการสะกดคำและความรู้เร่ืองคำ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรบั การตัดสินใจใน การสอน จากการศึกษาคน้ คว้างานวจิ ยั ท่เี กี่ยวข้องท่ีกลา่ วมาขา้ งต้น ทำใหท้ ราบวา่ ความสามารถ ในการอ่านและการเขยี นของนักเรยี น เกิดจากวิธสี อนของครแู ละสอ่ื การเรยี นการสอนท่ีชว่ ยให้นกั เรียน เกดิ การเรยี นรู้ไดด้ ียิ่งขน้ึ ผู้รายงานไดศ้ ึกษาค้นควา้ เพอื่ พัฒนาแบบฝึกทักษะการอา่ นและ การเขยี นสะกดคำ ใหน้ กั เรียนได้ฝึกทักษะการอ่านและการเขยี นใหม้ ีประสิทธิภาพยงิ่ ขน้ึ
32 บทที่ 3 วิธดี ำเนนิ การ การศึกษาในครั้งน้ี ผวู้ ิจยั ได้ดำเนนิ การรายงานการพฒั นาทักษะการอ่านและเขยี นคำ พ้นื ฐานภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ปีการศกึ ษา 2561 ซึง่ สรปุ ได้ดังน้ี 1. ประชากร 2. เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษา 3. การสรา้ งและการหาคุณภาพเครอ่ื งมือที่ใช้ในการศกึ ษา 4. การเก็บรวบรวมเคร่ืองมือ 5. การวเิ คราะห์ข้อมลู 6. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 1. ประชากร 1.1 ประชากรที่ใชใ้ นการวจิ ยั ในคร้ังนี้ ได้แก่ นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2561 โรงเรียนวัดบ่อมะปรงิ อำเภอทา่ ฉาง สำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา สุราษฎรธ์ านี เขต 2 จำนวน 1 หอ้ งเรียน มนี กั เรยี นทงั้ หมด 16 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน16ซ่ึงได้มาโดยการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling) 2. เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 2.1 แบบฝึกทกั ษะการอ่านและการเขียนคำพน้ื ฐานภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ทีผ่ รู้ ายงานสร้างขนึ้ เพ่อื ใชฝ้ ึกปฏิบัติดา้ นการอ่านและการเขียน จำนวน 6 ชุด 2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางด้านการอ่านและการเขียนคำพน้ื ฐาน กลุม่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1 เปน็ แบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 3 ตวั เลอื ก จำนวน 30 ขอ้
33 3. แบบแผนการทดลองและขนั้ ตอนการทดลอง 3.1 แบบแผนการวจิ ัย การวจิ ยั ครงั้ นี้ ไดใ้ ชแ้ บบแผนการวจิ ัยแบบ One Group Pre-test Post-test Design เสรมิ พงศ์ วงศ์กมลาไสย (2548 : 57) โดยมลี ักษณะการวจิ ัย ดงั ตารางท่ี 1 ตารางท่ี 1 แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pre-test Post-test Design กลมุ่ Pre-test Treatment Post-test ทดลอง T1 X T2 T1 หมายถงึ การทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test ) X หมายถึง การจดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยแผนการจดั การเรียนรู้ การอ่านและการเขียนสะกดคำ โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ T2 หมายถึง การทดสอบหลงั เรียน (Post-test) 3.2 ข้นั ตอนการดาเนินการ การดำเนินการวิจัยในคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง รายงาน การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนวัดบ่อ มะปรงิ อำเภอท่าฉาง สำนักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษา สุราษฎรธ์ านี เขต 2 จำนวน 16 คน ใช้เวลาในการดำเนินการ 11 ชวั่ โมง ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีลำดับขนั้ ตอน การดำเนนิ การ ดังนี้ 3.2.1 ทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test ) ด้วยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเร่ือง การอา่ นและเขียนคำพน้ื ฐานภาษาไทย ท่ีผู้วิจยั สร้างขึน้ จำนวน 30 ขอ้ กบั นักเรยี นกลมุ่ ตัวอยา่ ง 3.2.2 ดำเนินการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ตามแผนการจดั การเรียนรู้ ระหวา่ งการจัด กจิ กรรมการเรยี นการสอนได้บันทกึ คะแนนการทำกิจกรรมกลุ่มและการทำแบบฝึกทักษะไวท้ ุกคร้ัง 3.2.3 เม่อื ดำเนินการสอนครบทุกแผนแลว้ ทำการทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน หลังเรียน (Post-test) กบั นักเรยี นกล่มุ ตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบชดุ เดมิ กับก่อนเรียน 4. การสรา้ งและการหาคุณภาพเครือ่ งมือ ผูร้ ายงาน ได้ดำเนนิ การสร้างเคร่อื งมือในการศึกษาตามลำดับ ดงั นี้ 1. การสร้างแบบฝึกเสรมิ ทักษะการอ่านและเขยี นคำพ้นื ฐานภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ผรู้ ายงานได้ดำเนินการสรา้ งเครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั ดังนี้ 1.1 ศกึ ษาสภาพปัญหาการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย โรงเรียนวดั บอ่ มะปริง อำเภอท่าฉาง สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
34 1.2 ศกึ ษาหลักสูตร คน้ ควา้ ข้อมลู คมู่ ือการจดั การเรียนรู้ หลักสูตรโรงเรยี นวัดบ่อ มะปรงิ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 เกีย่ วกบั การจัดทำหนว่ ยการ เรยี นรู้ 1.3 ศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะการอา่ นและเขียนคำพ้นื ฐานภาษาไทย กลุม่ สาระ การเรยี นรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากเอกสารต่าง ๆ 1.4 ดำเนินการสรา้ งแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำพืน้ ฐานภาษาไทย สาระการ เรียนร้ภู าษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี จำนวน 6 ชุด 1.5 สรา้ งแบบประเมนิ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขยี นสะกดคำ กลุ่มสาระการ เรียนรภู้ าษาไทย ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 โดยถามครอบคลมุ องคป์ ระกอบของแบบฝกึ ทักษะ 5 ด้านคือ 1) จุดประสงค์ 2) เน้ือหา 3) รปู แบบ 4) การใชภ้ าษา 5) การวัดและประเมินผล 1.6 นำแบบฝกึ ทกั ษะพรอ้ มแบบประเมนิ ท่สี ร้างขึน้ เสนอตอ่ ผู้เช่ียวชาญ 3 ทา่ น เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะ ความถูกต้องของภาษา ซึ่งผ้เู ชีย่ วชาญประกอบด้วย 1. นายสาโรจน์ โกละกะ ผอู้ ำนวยการชำนาญการ โรงเรยี นวัดบอ่ มะปรงิ สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 2. นางจุฑาทพิ ย์ เหมาะประมาณ ครชู ำนาญการพเิ ศษ โรงเรยี นชมุ ชนวัดจนั ทาราม สำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 3. นางลกั ขณา สขุ ปาน ครู ชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นวัดบอ่ มะปริง สำนกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาศกึ ษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 1.7 นำแบบฝึกทักษะไปทดลองใช้กับนักเรียนท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ัน ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนวัดบางนำ้ จืด จำนวน3 คน เพ่ือดเู วลาท่ี ใช้ ความเหมาะสมของแบบฝกึ ทกั ษะ เร้าความสนใจของนกั เรียน สอดคล้องกับเนอ้ื หา 1.8 นำแบบฝกึ ทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐานภาษาไทยไปปรับปรุงแกไ้ ขแล้ว นำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนวัดบ่อมะปริง อำเภอท่าฉาง สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน 16 คน 2. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง การอ่านและการเขียนคำพ้ืนฐาน ภาษาไทย ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ ผรู้ ายงานได้ดำเนินการสร้างตามลำดับ ดงั น้ี 2.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักเกณฑ์และวิธีการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรยี นแบบองิ เกณฑ์ของบุญชม ศรสี ะอาด (2545 : 89-90)
35 2.2 ศึกษาหลักสูตร คู่มือการวัดผลและประเมินผลตามหลักสูตรโรงเรียนวดั บ่อมะปริง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 2.3 กำหนดเนื้อหาและกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ใหส้ อดคล้องกบั เนื้อหาสาระ 2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตวั เลอื ก จำนวน 30 ขอ้ 2.5 นำแบบทดสอบที่สร้างข้ึน เสนอผู้เช่ียวชาญชุดเดิมกับข้อ (1.6) เพ่ือพิจารณา ความเที่ยงตรงของเนื้อหา ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ และประเมินความสอดคล้องระหว่าง แบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยมเี กณฑ์การใหค้ ะแนน ดงั นี้ ใหค้ ะแนน +1 เมอื่ แนใ่ จว่า ขอ้ สอบนนั้ วัดตรงตามจดุ ประสงค์ ใหค้ ะแนน 0 เมอื่ ไมแ่ น่ใจวา่ ข้อสอบนน้ั วัดตรงตามจุดประสงค์ ใหค้ ะแนน -1 เมอ่ื แน่ใจวา่ ขอ้ สอบนน้ั วดั ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 2.6 นำคะแนนผลการพิจารณาของผู้เช่ียวชาญ มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง คำถามกับจุดประสงค์โดยใช้สูตรของโรวิเนลลีและแฮมแบลตัน (Rowinelli and Hambleton 1977, อา้ งใน บญุ ชม ศรสี ะอาด 2545 : 64-65) IOC = R N IOC = คา่ ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งข้อคำถามกับ จดุ ประสงค์ R = ผลรวมของคะแนนความคดิ เหน็ ของ ผเู้ ชี่ยวชาญ N = จำนวนผูเ้ ชย่ี วชาญ หลกั เกณฑก์ ารคัดเลอื กข้อคำถามมดี ังน้ี 1. ขอ้ คำถามที่มคี ่า IOC ต้งั แต่ 0.5-1.00 คัดเลือกไวใ้ ชไ้ ด้ 2. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตำ่ กว่า 0.5 ควรพิจารณาปรบั ปรุงหรอื ตัดทิง้ 2.7 นำแบบทดสอบไปทดลองใช้ (Try-Out) กบั นักเรียนที่ไมใ่ ช่กล่มุ ตัวอย่าง คอื นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2561 โรงเรยี นวดั บางน้ำจดื อำเภอท่าฉาง สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาสรุ าษฎรธ์ านี เขต 2 จำนวน 3 คน
36 5. การวิเคราะหข์ ้อมูล การศกึ ษาครั้งน้ี ผู้ศกึ ษาทำการวเิ คราะห์ข้อมูล โดยวิเคราะหข์ ้อมลู ดังน้ี 1. วิเคราะห์หาค่าเฉล่ยี และร้อยละของคะแนนเฉล่ียที่ไดจ้ ากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรียน 2. วิเคราะหห์ าประสทิ ธภิ าพของแบบฝกึ ทกั ษะ 3. วเิ คราะห์หาคะแนนเฉลยี่ และรอ้ ยละของคะแนนเฉล่ยี ท่ีได้จากการประเมินการทำแบบฝึก ทักษะระหวา่ งเรียน 6. สถิติท่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล 6.1 การวิเคราะห์แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น สถิติทใี่ ช้ ได้แก่ 6.1.1 รอ้ ยละ (Percentage ) ใช้สูตร P ของบุญชม ศรสี ะอาด ( 2545 : 104 ) สตู ร P = f 100 N เมอ่ื P แทน รอ้ ยละ f แทน ความถที่ ต่ี ้องการแปลงใหเ้ ป็นรอ้ ยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 6.1.2 ค่าเฉล่ีย (Arithmetic Mean) ของคะแนน โดยใช้สูตรของ บุญชม ศรี สะอาด ( 2545 : 105 ) สูตร X = X N เม่ือ X แทน คา่ เฉล่ยี X แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมดในกลุ่ม N แทน จำนวนนกั เรียน 6.1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation) โดยใช้สตู ร S.D. ของ บุญชม ศรีสะอาด ( 2545 : 106 ) ( )สูตร S.D. = N X 2− X 2 N(N −1) เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน x2 แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุม่ แทน ผลรวม
37 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู รายงานการพัฒนาทกั ษะการอ่านและเขยี นคำพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝกึ ทักษะสาระ ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 ในครง้ั น้ี ผู้รายงานไดเ้ สนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตามลำดับข้นั ดงั น้ี 1. สัญลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู 2. ลำดับขน้ั ในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 3. ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 1. สัญลกั ษณท์ ีใ่ ช้ในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ผ้รู ายงานได้กำหนดสัญลักษณ์ท่ใี ช้ในการแปลความหมายผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ดงั น้ี N แทน จำนวนกลุม่ เปา้ หมาย X แทน คะแนนเฉล่ยี X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด 2. ลำดับขั้นในการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ในการวิเคราะหข์ ้อมลู ผู้รายงานไดด้ ำเนนิ การตามลำดับขั้นตอน ดงั นี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธภิ าพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำพืน้ ฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดา้ นการอ่านและการเขยี นสะกดคำ กอ่ นเรยี นและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ
38 3. ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ตอนที่ 1 การหาประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขยี นคำพน้ื ฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 ปรากฏผลดงั ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 คะแนนเฉลยี่ และร้อยละ เพ่อื หาประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะการอา่ นและเขยี นคำ พ้ืนฐาน ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 แบบฝึกทกั ษะ คะแนนเตม็ X รอ้ ยละ แบบฝกึ ทักษะที่ 1 10 71.25 แบบฝึกทกั ษะท่ี 2 10 7.12 76.87 แบบฝกึ ทักษะที่ 3 10 7.68 86.25 แบบฝึกทกั ษะท่ี 4 10 8.62 81.25 แบบฝึกทักษะท่ี 5 10 8.12 83.12 แบบฝึกทกั ษะที่ 6 10 8.31 84.37 60 8.43 80.51 รวม 8.04 จากตารางที่ 1 แบบฝึกทักษะการอ่านและเขยี นคำพน้ื ฐานภาษาไทย ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 จำนวน 6 แบบฝกึ มคี ะแนนเฉล่ยี 8.04 คิดเปน็ รอ้ ยละ 80.51ดังนัน้ แบบฝึกทักษะท่ีสรา้ งข้ึนมี ประสทิ ธภิ าพเปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ทีต่ ั้งไว้ ตอนที่ 2 วิเคราะห์หาความแตกตา่ งระหว่างคะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลปรากฏดังในตารางท่ี 3 ดงั น้ี ตารางที่ 2 ตารางแสดงคะแนนเฉลีย่ และค่ารอ้ ยละของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนน จำนวน คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนนเฉล่ีย ร้อยละ นักเรียน กอ่ นเรยี น 16 30 315 19.68 65.62 หลังเรยี น 16 30 400 25 83.33 จากตารางท่ี 2 พบว่า คะแนนเฉลยี่ ความสามารถในการอา่ นและเขยี นคำพ้นื ฐานภาษาไทย จากการทดสอบก่อนเรียน เทา่ กับ 19.68คิดเป็นร้อยละ 65.62 ทดสอบหลังเรียน เทา่ กบั 25 คดิ เปน็ รอ้ ยละ83.33 แสดงให้เห็นว่านักเรยี นมีว่านักเรยี นมีความกา้ วหนา้ ในการอา่ นการเขยี นคำใน ภาษาไทยสงู ขึน้
39 บทท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาในครงั้ น้ี ผูร้ ายงานไดพ้ ัฒนาทกั ษะการอ่านและเขียนคำพ้นื ฐานภาษาไทย โดยใช้ แบบฝกึ ทักษะสาระภาษาไทย ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ซ่ึงสรุปได้ดงั นี้ 1. วตั ถุประสงค์ของการศึกษา 2. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง 3. เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการศกึ ษา 4. การดำเนนิ การศกึ ษา 5. สรุปผลการศกึ ษา 6. อภิปรายผล 7. ข้อเสนอแนะ 1. วัตถปุ ระสงคข์ องการศกึ ษา 1.1 เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน ภาษาไทย ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 1.2 เพ่ือพฒั นาแบบฝึกทักษะสาระภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 2.1 ประชากร ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1โรงเรียนวัดบ่อมะปริง อำเภอท่าฉาง สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2561 จำนวน 16 คน 2.2 กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นการศกึ ษา ได้แก่ นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2561 จำนวน 16 คน ซง่ึ ได้มาโดยการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3. เครอื่ งมือที่ใชใ้ นการศึกษา เครอ่ื งมือที่ใช้ในการศึกษาครง้ั นี้ ประกอบด้วย 3.1 แบบฝึกทกั ษะสาระภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 จำนวน 6 แบบฝกึ 3.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นด้านการอ่านและเขียนคำพนื้ ฐานภาษาไทยชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 เปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 3 ตัวเลอื ก จำนวน 30 ขอ้ 3.3 แผนการจัดการเรยี นรู้ จำนวน 11 แผน ๆ ละ 1 ช่วั โมง ใช้เวลา 11 ชวั่ โมง
40 4. การดำเนินการศึกษา การดำเนินการในคร้ังนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากการเลือกสุ่ม แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้รายงานได้เป็นผู้ดำเนินการเองโดยมีข้ันตอนในการดำเนินการ ดงั นี้ 4.1 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน ไปทดสอบ กอ่ นเรยี น (Pretest) กันนักเรียน จำนวน 16 คน 4.2 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 แบบฝึก 4.3 ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน (Posttest) ด้วย แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธช์ิ ุดเดียวกบั แบบทดสอบก่อนเรียน 5. สรปุ ผลการศึกษา การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการอา่ นและเขยี นคำพน้ื ฐาน ภาษาไทย ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 มีประสทิ ธภิ าพ 80.51./83.33 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑ์ 80/80 ท่ตี ัง้ ไว้ 6. อภิปรายผล จากการรายงาน ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขียน คำพื้นฐาน ภาษาไทย ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 พบประเด็นสำคัญที่ควรนำมาอภิปรายผล ดงั นี้ 6.1 แบบฝกึ ทักษะการอ่านและการเขยี นสะกดคำ กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 ทีผ่ ู้รายงานสร้างขึน้ จำนวน 6 แบบฝกึ มีประสทิ ธภิ าพ 80.51./83.33 หมายถึง นกั เรียนไดค้ ะแนนเฉลีย่ จากการทำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำพื้นฐานทงั้ 6 แบบฝึก คิดเป็น ร้อยละ 80.51 และได้คะแนนเฉล่ียจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนด้านการอ่าน และการเขียนคำพื้นฐาน คิดเปน็ ร้อยละ 83.33 แสดงว่าการจดั กิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านและการ เขียนคำพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ท่ี ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้อาจเน่ืองมาจากการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะท่ีผู้รายงานได้ศึกษาวิธีการและขั้นตอนการสร้างแบบฝึก ทักษะ ได้ผ่านการตรวจ แนะนำ แก้ไขข้อบกพร่องและประเมินความถูกต้องเหมาะสมจากผู้เช่ียวชาญ ผ่านการทดลองใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง ซ่ึงการทำแบบฝึก ทักษะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเน้ือหาได้ดีขึ้น จดจำความรู้ได้นานและคงทน รวมท้ังพัฒนาความรู้ทักษะ และเจตคติด้านต่าง ๆ ของนักเรียนให้ดีย่ิงข้ึน ผู้รายงานได้สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน สะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามแนวทางการสร้างแบบฝึกทักษะท่ี จัดไว้อย่างเป็นระบบ โดยเร่ิมศึกษาต้ังแต่ปัญหาและความต้องการ วิเคราะห์เนื้อหาและทักษะที่เป็น
41 ปัญหาออกเป็นเน้ือหาย่อยแล้วดำเนินการสร้างตามหลักการสร้างแบบฝึกทักษะท่ีดี ของสุวิทย์ มูลคำ และสนุ นั ทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 60-61) กล่าววา่ แบบฝึกทักษะที่ดีควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยา การเรียนรู้ ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ความ ครอบคลุม ความสอดคล้องกับเนื้อหา รูปแบบน่าสนใจ และคำส่ังชัดเจน และ ฐานิยา อมรพลัง (2548: 78) ได้เสนอลักษณะท่ีดีของแบบฝึก คือ แบบฝึกที่เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก มีรูปภาพ ประกอบ มีรูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการจัดกิจกรรมหรือจัดแบบ ฝึกให้สนุก ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัย มีการจัดกิจกรรมการฝึกที่เร้าความสนใจ และแบบฝึกนั้นควร ทันสมัยอยู่เสมอ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีผู้รายงานสร้างขึ้น เป็นแบบฝกึ ทักษะที่ใช้ร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีได้นำเอา กจิ กรรมตา่ ง ๆ มาจัดใหส้ อดคล้องกันในแต่ละแผน ซ่ึงประกอบด้วยเกม ภาพ เพื่อถา่ ยทอดเนื้อหาสาระ ในลักษณะท่ีจะส่งเสริมสนับสนุนซ่ึงกันและกัน โดยถือวา่ สื่อแต่ละอย่างใหค้ ุณค่าแตกต่างกัน จากเหตุผล ดงั กล่าวแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษา ปีท่ี 1 จึงเปน็ แบบฝึกทกั ษะการอ่านและการเขียนสะกดคำท่ีมีประสิทธิภาพซึ่งสอดคล้องกบั งานวิจัยของ พนมวัน วรดลย์ (2542 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 2 พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 87.74/82.11 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึนมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และตรงกับงานวิจัย ของนิลวรรณ อัคติ (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย เรื่องการผันวรรณยุกต์ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนภูแล่นช้าง คเชนทร์พิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษากาฬสนิ ธ์ุเขต 3 เคร่ืองมือท่ีใชค้ ือแบบทดสอบ แผนการ จัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะและแบบสอบถามความพึงพอใจ พบว่า แบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ 87.85/80.91 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ท่ีต้ังไว้ นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบ ฝกึ ทกั ษะอยู่ในระดับมาก เช่นเดยี วกับ สมใจ นาคศรสี ังข์ (2549 : บทคัดยอ่ ) ได้ศึกษาค้นควา้ เรอื่ ง การ สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำจากแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนตลาดเกาะแรต สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษานครปฐม เขต 2 ในปีการศึกษา 2549 จำนวน 21 คน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึนกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ แบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ 83.98/84.46 ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อแบบฝึกทักษะโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากทส่ี ุด 6.2 คะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรยี นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ี ระดบั .05 ซึง่ เปน็ ตามสมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไว้ แสดงให้เห็นวา่ การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทำให้ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี น ดา้ นการอ่านและการเขียนสะกดคำสงู ข้ึน อาจเนื่องมาจาก 6.2.1 แบบฝึกทกั ษะการอ่านและการเขยี นคำพ้นื ฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 ท่สี ร้างขนึ้ มปี ระสทิ ธภิ าพสงู กว่าเกณฑ์ 80/80 เปน็ สาเหตหุ นง่ึ ทที่ ำใหน้ กั เรยี นมี
42 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลงั เรียนสงู ข้นึ ไดเ้ รยี นรทู้ ีละนอ้ ยตามข้ันตอนท่คี รูเตรยี มการสอนมาแลว้ ทำให้ นักเรยี นมีกำลังใจทีจ่ ะเรยี นรเู้ นอื้ หาใหม่ต่อไป 6.2.2 การใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่านและการเขยี นคำพ้นื ฐานในการจดั กิจกรรมการ เรียนรู้ ไดย้ ึดหลักการสอนตามความต้องการของผู้เรยี น ใหผ้ ้เู รียนมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นตงั้ แต่ เรมิ่ ฟัง อา่ น พูด และเขียน ตลอดถงึ ข้ันตรวจผลงานด้วยตนเอง นักเรยี นเรยี นรดู้ ว้ ยความเข้าใจ ใช้ส่อื ท่ี เปน็ รปู ธรรมมากกว่าสง่ิ ท่ีเปน็ นามธรรมและประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง ทำงานร่วมกับเพื่อนเป็นกลมุ่ เพื่อใชใ้ ห้นกั เรยี นเข้าใจการเรียนรูแ้ บบประสบการณ์ เนอ้ื หาเหมาะสมกับความสามารถในการรับรขู้ อง นักเรียนระดบั ประถมศึกษา ทำใหน้ กั เรียนเกิดความเพลดิ เพลินสนุกสนาน มคี วามกระตือรอื ร้นท่จี ะ เรยี น เพราะการเรียนการสอนที่นา่ สนใจ ชว่ ยให้ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นการสอนสงู ขึ้น 7. ขอ้ เสนอแนะ 7.1 ขอ้ เสนอแนะในการนำไปใช้ 7.1.1 การเลอื กเน้ือหาทีน่ ำมาจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เป็นสิ่งสำคญั ควรคำนึงถึง ความเหมาะสมของ เพศ วัย และระดบั ความสามารถในการเรียนของนกั เรยี นดว้ ย หากเนื้อหาใด ท่นี ักเรียนสนใจ นกั เรียนจะเกิดความกระตอื รอื ร้นการเรียนร้เู พ่มิ มากขึ้น 7.1.2 ครผู ้สู อนภาษาไทยควรนำแบบฝึกทกั ษะการอ่านและการเขยี นสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นไปใช้ประกอบการสอน เนอ่ื งจากแบบฝึกทกั ษะนี้ มปี ระสทิ ธภิ าพสงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 ท่กี ำหนดไว้ 7.1.3 ในระหว่างการดำเนินการจัดกิจกรรม ครูควรสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่มี ความสามารถในการเรยี นต่ำ อาจจะไม่เข้าใจหรือเกดิ การเรียนรู้ช้า หรอื ต้องการความชว่ ยเหลือ ครูควร ใช้เทคนิคเสรมิ แรงกระตุน้ ใหน้ ักเรียนสนใจ หรอื อธิบายให้เขา้ ใจชดั เจนอกี ครงั้ 7.2 ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป 7.2.1 ควรมีการสร้างแบบฝึกทักษะในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เน้ือหาท่ีเข้าใจ ยาก หรือเน้ือหาที่เป็นปัญหาต่อการเรียนการสอนในกลุ่มทักษะภาษาไทยในแต่ละระดับชั้น เพื่อนำไป ทดลองหาประสิทธิภาพ 7.2.2 ควรมกี ารสร้างแบบฝกึ ภาษาไทย ในหน่วยการเรียนรู้อืน่ หรือในระดบั ช้ันอืน่ ๆ
43 บรรณานกุ รม กรมวชิ าการ. คู่มือการจดั การเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : องค์การรบั ส่ง สินค้า และพัสดภุ ณั ฑ์. 2544. ----------. คมู่ ือแนวการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสตู ร การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว, 2546. กรรณิการ์ พวงเกษม. ปญั หาและกลวิธกี ารสอนภาษาไทยในโรงเรยี นประถม. พิมพ์ครงั้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2533. กระทรวงศกึ ษาธิการ. กรมวิชาการ. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, 2551. คมขำ แสนกล้า. การพฒั นาแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่านและการเขยี น คำควบกลำ้ วิชาภาษาไทย ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 3. การศึกษาค้นคว้าอสิ ระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2547. ฉวีลักษณ์ บุญกาญจน. จิตวทิ ยาการอ่าน. กรุงเทพฯ : บริษัท 21 เซน็ จูรจ่ี ำกัด, 2547. ฉวีวรรณ คหู าภนิ นั ท์. การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. พิมพ์คร้งั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โสภณการพมิ พ์ 2545. ฐานยิ า อมรพลงั . การพัฒนาแผนการจดั การเรยี นรหู้ ลักภาษาไทย เรือ่ ง ไตรยางศ์ ด้วยแบบฝกึ เกม และเพลงสำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4. การศึกษาค้นคว้าอสิ ระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2548. ถวลั ย์ มาศจรสั และคณะ. แบบฝกึ หัด แบบฝกึ ทกั ษะเพ่ือพฒั นาการเรยี นรูผ้ ูเ้ รียนและการจดั ทำ ผลงานวิชาการของข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา. พมิ พ์ครงั้ ที่ 2. กรงุ เทพฯ : ธารอกั ษร, 2550. ทองคูณ หนองพร้าว. การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ ละบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัด ของเรา (บุรีรัมย)์ กลมุ่ สาระการเรยี นร้สู ังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4. การศึกษาคน้ คว้าอสิ ระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2547. นงเยาว์ เลยี่ มขุนทด. การพฒั นาแผนการเรียนรภู้ าษาไทย เร่อื งการอ่านและการเขียนสะกดคำโดย ใช แผนผงั ความคิด ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1. การศกึ ษาค้นควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2547. นิรนั ดร์ สขุ ปรดี ี. การศึกษาอัตราความเรว็ และความเขา้ ใจในการอ่านของนักเรยี น ชั้นประถมศกึ ษา ปที ี่ 4 ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2540. นิลวรรณ อัคติ. การพฒั นาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เร่ือง การผนั วรรณยุกต์ โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ กศ.ม.
Search