Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อ.โน้ต วิชาการศึกษา ภาค ข.

อ.โน้ต วิชาการศึกษา ภาค ข.

Published by ปัณณธร ละม้าย, 2019-08-13 09:31:46

Description: อ.โน้ต วิชาการศึกษา ภาค ข.

Search

Read the Text Version

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตติวเตอร์) วชิ าการศึกษา (Education) ในส่วน “วิชาการศึกษา” ตามท่ีคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้กาหนด เน้ือหาหลกั สูตร เพ่ือใช้สอบคดั เลือกบุคคลเขา้ รับราชการครูตาแหนง่ ครผู ชู้ ่วยนัน้ ได้แบ่งเน้ือหาสาระสาคัญทงั้ หมด 8 เร่อื ง ซ่ึงหนังสือเตรียมสอบเล่มน้ี ได้นาเสนอรายละเอียดท่ีเป็นสาระสาคัญพร้อมทั้งจุดเน้นประเด็นหลัก เพ่ือให้ผู้เข้าสอบเข้าใจ และจดจาง่าย และสามารพพิชติ การสอบแบบไมค่ ลาดเปา เน้อื หาท่ีวา่ น้ันจะประกอบด้วย เนอื้ หาในวชิ าการศึกษา หลกั สูตรและการพัฒนาหลกั สูตร การจัดการเรียนรู้ จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว การพัฒนาผู้เรียน การบริหารจดั การชนั้ เรยี น สื่อนวตั กรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา การวิจยั ทางการศึกษา การวัดและประเมินผลการศึกษา เพ่ือให้ง่ายต่อความเข้าใจและการจดจา จึงได้นาเสนอทั้งแบบภาพรวมและเน้ือหาแบบเจาะเน้น ทั้งน้ีเพ่ือเป็นการ ปูทางในการสอบ ผู้อ่านควรทาข้อสอบทบทวนเน้ือหาหลังจากอ่านแล้วและกลับมาทบทวนเน้ือหาอีกครั้ง ก่อนที่เราจะอ่าน เน้อื หาส่วนต่อไป คนชนเปา้ 1

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) “หลักสู ตร” (Curriculum) หมายพึง มวลประสบการณ์ท่ีจัดให้แก่ผู้เรียนเพ่ือการเรียนรู้ ทั้งในและนอก หอ้ งเรียน ที่มาของคาวา่ หลักสูตร ความหมายของหลักสูตร หลักสูตรมาจากคาในภาษาอังกฤษว่า “Curriculum” ซ่ึงมาจากคาในภาษาละตินว่า “race – course” ซ่งึ หมายพงึ เส้นทางทใี่ ชว้ ่ิงแขง่ ขนั หรือ “ลทู่ ี่นกั วิ่ง ว่งิ เขา้ สู่ชยั ชนะ”  หลกั สูตรเป็นส่ิงสาคัญในการจดั การศึกษา 3 ระดบั คอื 1. ระดบั ประเทศ เป็นการช้ีให้เห็นพึงแนวทางการจัดการศึกษาโดยภาพ และเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นแนวโน้ม สังคมกบั การจัดการศึกษาในอนาคต 2. ระดบั สถานศึกษา นับได้วา่ หลักสูตรเป็นหัวใจและจุดเดน่ ของการจดั การเรยี นการสอนในสพานศึกษา 3. ระดับหอ้ งเรียน มีความสาคัญต่อการนาไปสู่การปฏิบัติ เพ่ือจัดการเรยี นร้ทู ีเ่ กิดกับผูเ้ รยี นโดยตรง  หลักสูตรประกอบด้วย 1) ความมงุ่ หมาย (Objectives) คอื คุณภาพของผเู้ รยี นเม่อื เรียนรู้จนจบหลกั สูตร ประกอบดว้ ยความรู้ เน้อื หาสาระ ทกั ษะกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคดิ ขน้ั สูง และคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มอันพึงประสงค์ 2) เน้ือหา (Content) คือ สาระการเรียนรู้ วิชาความรู้ รวมท้ังประสบการณ์ต่างๆ ที่ผู้เรียนตอ้ งเรยี นรูไ้ ปตามลาดับข้นั ตอน เพ่ือให้มี ความรคู้ วามสามารพตามจดุ ม่งุ หมายทีห่ ลกั สูตรกาหนดไว้ 3) การนาหลกั สูตรไปใช้ (Curriculum Implementation) คือ กระบวนการใช้หลักสูตรกับผู้เรียนในเชิงบูรณาการ ซ่ึงเป็นหน้าที่ของผู้สอนท่ีต้องต้องดาเนินการจัดการ เรยี นรู้ในเน้อื หาสาระตา่ งๆ ใหผ้ ูเ้ รียนมคี วามรู้ความเข้าใจ สามารพใช้ประยกุ ต์ในสพานการณต์ า่ งๆ ได้ 4) การประเมินผล (Evaluation) คือ กระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของผู้เรียนภายหลังการจัดการเรียนรู้ การประเมินคุณภาพ การจดั การเรยี นรู้ รวมทั้งการประเมินความเหมาะสมของจุดม่งุ หมายและเน้อื หาสาระของหลักสูตร คนชนเป้า 2

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครูผชู้ ่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) รูปแบบหลักสูตร 1. หลักสูตรรายวชิ า (Subject Curriculum) เปน็ หลักสูตรที่เนน้ เน้อื หาสาระซ่ึงจดั หมวดหมู่ในรูปของรายวิชา ซ่งึ ส่ิงท่ีพูกนามาจัดหมวดหมู่ ได้แก่  ความคิดรวบยอด  ทกั ษะ  หลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารพตามมาตรฐานท่ีกาหนด จากการ เรียนรู้รายวิชาท่กี าหนดไว้ในหลักสูตร 2. หลักสูตรสัมพันธว์ ชิ า (Correlated Curriculum) เป็นหลักสูตรท่ีออกแบบเน้ือหาสาระในแต่ละกลุ่มวิชาหรือหมวดวิชามีความสอดคล้องเช่ือมโยงสัมพันธ์กันตลอด หลกั สูตร 3. หลักสูตรประสบการณ์ (Experience Curriculum) เป็นหลักสูตรท่ีเน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเน้ือหาสาระ ความพนัด และความสนใจ การจัด เน้ือหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ต้องจัดเพ่ือตอบสนองความต้องการของผู้เรียน เป็นสาคัญ มีความสอดคล้องกับวิพีการดารงชีวิต ผู้เรียนมีบทบาทในการคัดสรรประสบการณ์ทางการเรียนรู้ ทตี่ อ้ งการภายใต้กรอบความมุง่ หมายของหลกั สูตร 4. หลักสูตรบูรณาการ (Integrated Curriculum) เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานเน้ือหาสาระและประสบการณ์ต่างๆ ท่ีมีความเกี่ยวข้องกันอย่างสมดุลแล้วจัดเป็นหน่วย การเรียนรเู้ พ่ือใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรยี นรแู้ บบองคร์ วม 5. หลกั สูตรองิ มาตรฐาน (Standard –based Curriculum) เป็นหลักสูตรท่ีกาหนดมาตรฐานการเรียนรขู้ องผเู้ รียนในแต่ละระดบั ไว้อยา่ งชดั เจน ได้แก่  มาตรฐานของเน้ือหาสาระทีผ่ เู้ รยี นจะตอ้ งเรยี นรู้ (Content Standard)  มาตรฐานของความสามารพในการปฏิบตั งิ านหรือส่ิงทีผ่ ู้เรยี นสามารพทีจ่ ะทาได้ (Performance Standard) ผ้เู รยี นจะจบหลักสูตรก็ตอ่ เม่อื มคี ณุ ภาพตามมาตรฐานหลักสูตร 6. หลักสูตรเสริม (Enrichment Curriculum) เปน็ หลกั สูตรทีพ่ ัฒนาข้ึนเพ่ือจดุ ม่งุ หมายอยา่ งใดอย่างหน่ึงโดยเฉพาะเจาะจง มีระยะเวลาในการใช้หลักสูตรไม่มาก เนน้ การเสริมสรา้ งสมรรพนะในการปฏบิ ตั งิ านในหน้าที่ หรอื พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของผเู้ รียนเฉพาด้าน คนชนเป้า 3

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ูช้ ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ น๊ตตวิ เตอร์) ประเภทของหลกั สูตร 1. หลกั สูตรอาจจาแนกไดห้ ลายประเภท โดยอาศัยเกณฑ์ทีแ่ ตกต่างกันตามดงั นี้ 1) กล่มุ ท่จี าแนกตามหมวดหมเู่ นอื้ หาสาระ สามารพแยกหลักสูตรออกเปน็ 5 ประเภท ดังน้ี 1.1 หลักสูตรรายวิชา (curriculum) หลักสูตรประเภทน้ีจัดประสบการณ์ส่วนใหญ่เรียงลาดบั ความ ยากง่ายเป็นรายวิชาย่อยๆ แยกตา่ งหากจากกัน 1.2 หลกั สูตรสัมพันธ์วิชา (discrete curriculum) หลกั สูตรประเภทน้จี ัดประสบการณ์เป็นกลุม่ เลก็ ๆ โดยจดั รายวิชายอ่ ยที่มีความสัมพันธ์กันเขา้ ไวด้ ว้ ยกัน แตย่ งั คงความเปน็ รายวชิ าย่อยอยู่ 1.3 หลักสูตรหมวดวิชา (fused curriculum) หลักสูตรประเภทน้ีคล้ายกับหลักสูตรสัมพันธ์วิชา แต่ จัดรายวิชาทค่ี ดิ ว่าเป็นจาพวกเดยี วกนั เขา้ ไว้ด้วยกันเป็นกลุม่ ใหญ่ข้ึน 1.4 หลกั สูตรแกน (core curriculum) จะยกสาระจานวนหน่ึงในหลกั สูตรนน้ั ข้ึนเปน็ แกนในขณะท่สี าระอ่นื เปน็ ส่วนประกอบ 1.5 หลักสูตรบูรณาการ (integrated curriculum) จะรวมประสบการณ์ทุกรายวิชามาสัมพันธ์กันจนไม่ ปรากฏเด่นชัดว่าเป็นวิชาใด จัดเป็นประสบการณ์ต่อเน่ือง อาจอาศัยประเด็นหรือปั ญหาบางอย่างเป็นแกน แล้วรวมทุกวชิ าทีเ่ กยี่ วข้องเข้าไวด้ ว้ ยกัน 2) กลุ่มท่ีจาแนกตามบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน ให้ความสาคัญกับกระบวนการการเรียนการสอน แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท ดงั นี้ 2.1 หลักสูตรท่ีเน้นสาระวิชา (subject-centered curriculum) จะเน้นบทบาทของผู้สอนในการ พ่ายทอดสาระวชิ า คือ หากการสอนมปี ระสิทธภิ าพผเู้ รียนจะสามารพเรียนรู้ได้ 2.2 หลักสูตรที่เนน้ ผู้เรยี น (child-centered curriculum) จะเน้นบทบาทของผู้เรยี นในการเรียน คอื ผเู้ รียนจะเรียนรู้ไดด้ ีเม่อื เรยี นอย่างมสี ่วนรว่ ม ลงมอื ทาเอง เข้าหลัก Learning by doing 3) กลุ่มทจ่ี าแนกตามประสบการณท์ ่ยี ดึ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดงั นี้ 3.1 หลกั สูตรทีเ่ น้นกระบวนการทางสังคมและการดาเนินชวี ติ (curriculum base on social process and life function) เป็นหลกั สูตรบูรณาการโดยยึดสภาพการณ์ท่ีผเู้ รียนเผชิญอยู่ 3.2 หลักสูตรทีเ่ นน้ กิจกรรมและประสบการณ์ (the activity and experience curriculum) เป็นหลักสูตรบูรณาการสาระ แต่จะเนน้ ให้ผู้เรยี นได้ทากิจกรรม และมีประสบการณด์ ว้ ยตนเอง 3.3 หลักสูตรเอกัตภาพ (individualized curriculum) เป็นหลักสูตรบูรณาการสาระ แต่เป็นหลักสูตร ทีใ่ ห้ความสาคญั กับการเรียนเปน็ รายบุคคลเพ่ือใหพ้ ัฒนาตนเองอยา่ งอสิ ระ คนชนเปา้ 4

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) ปรัชญาการศึกษาหลกั สูตร ปรชั ญาการศึกษาหลักสูตร หรือทฤษฎที างการศึกษา มีท้งั หมด 6 ประการดังนี้ 1. ปรชั ญาการศึกษากลุ่มนริ นั ตรนิยม (เซนท์ โทมสั อะไควนสั ) เช่อื ว่า หลักการของความรู้จะตอ้ งมีลกั ษณะทย่ี ง่ั ยืนอย่างแท้จรงิ 2. ปรัชญาการศึกษากลมุ่ สารตั ถนิยม (วิลเลียม ซี แบกเลย์) เช่อื วา่ ความรู้เกิดจากญาณของตนเอง 3. ปรัชญาการศึกษากลุ่มพิพัฒนนยิ ม (จอหน์ ดวิ อี้) เช่อื วา่ ทุกส่ิงทกุ อยา่ งในโลกใบนอี้ ยู่ในสภาพท่เี ปล่ยี นแปลงอยเู่ สมอ ดังน้ัน จึงไม่มกี ารเน้นพึงความรู้ ที่มลี ักษณะพาวร 4. ปรัชญาการศึกษากล่มุ ปฏริ ูปนิยม (เบริ น์ ) เช่ือว่า เน้ือหาสาระและวธิ ีการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรยี นร้พู ึงความรบั ผดิ ชอบ ท่ีจะปฏิรปู และสรา้ ง สังคมใหมท่ ่ดี กี ว่า 5. ปรัชญาการศึกษากล่มุ อตั ถภิ าวนยิ ม (เดนนสิ ) เช่อื ว่า ความสนใจและผูกพันอยกู่ ับการตรวจสอบตนเองทอี่ ยูเ่ หนือเหตุผล 6. ปรัชญาการศึกษากลุ่มธรรมชาตินิยมเชิงจินตนยิ ม (นกั จติ วทิ ยาโดยส่วนใหญ่) เช่อื ว่า ผู้เรยี นสาคญั ทีส่ ุด จึงเนน้ ผ้เู รียนเปน็ ศูนย์กลาง คนชนเป้า 5

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผู้ช่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) การเปรียบเทยี บหลกั สูตร 2544 กับ หลักสูตร 2551 การกาหนดวสิ ัยทศั น์ หลกั สูตร 2551 หลกั สูตร 2544 หลกั สูตรกาหนด  วิสัยทศั น์ของหลกั สูตร หลักสูตรไม่ไดก้ าหนด  สมรรถนะท่ีสาคญั ของผเู้ รียน (5 ข้อ)  วสิ ัยทัศน์ของหลกั สูตร  สมรรพนะทีส่ าคญั ของผูเ้ รียน (ส่ือสาร คดิ แก้ ทกั ษะ เทคโน)  คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์  คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (8 ขอ้ ) 1) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 2) ซ่อื สัตย์ 3) มวี นิ ยั 4) ใฝ่เรยี นรู้ 5) อยอู่ ยา่ งพอเพียง 6) ม่งุ มนั่ ขยันทางาน 7) รกั ความเปน็ ไทย 8) มใี จสาธารณะ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน  มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลย์ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบ อาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือว่า ทุกคนสามารพเรียนรู้และ พัฒนาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศักยภาพ สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น 1. ความสามารพในการส่ือสาร 2. ความสามารพในการคดิ 3. ความสามารพในการแกป้ ัญหา 4. ความสามารพการใช้ทกั ษะชีวติ 5. ความสามารพในการใช้เทคโนโลยี คนชนเป้า 6

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ติวเตอร์) การกาหนดหลกั การของหลักสูตร หลกั สูตร 2551 หลกั สูตร 2544 โดยปรบั จากเดมิ 5 ขอ้ เป็น 6 ขอ้ ดังน้ี 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเปน็ เอกภาพของชาติ กาหนดหลักการของหลกั สูตร ดังนี้ (5 ข้อ) 1) เป็นการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีมาตรฐานการเรียนรู้ 2) เปน็ การศึกษาเพ่ือปวงชน 2) เปน็ หลกั สูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน 3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) เป็นหลักสูตรการศึกษาทกี่ ระจายอานาจให้สังคม 4) เปน็ หลกั สูตรทมี่ โี ครงสรา้ งยืดหยนุ่ ดา้ นสาระ 4) เป็นหลักสูตรการศึกษาทมี่ โี ครงสรา้ งยืดหยุ่น 5) เป็นหลกั สูตรท่ีจดั การศึกษาไดท้ ุกรปู แบบ 5) เป็นหลกั สูตรการศึกษาทีเ่ นน้ ผู้เรียนมีความสาคัญ 6) เป็นหลกั สูตรการศึกษาท่ีจัดการศึกษาได้ทุกรปู แบบ การกาหนดจุดหมายของหลักสูตร หลกั สูตร 2551 หลกั สูตร 2544 โดยจากจุดหมาย 9 ขอ้ เป็น 5 ขอ้ ดงั น้ี กาหนดจดุ หมายของหลักสูตร ดังนี้ (9 ขอ้ ) 1) มีคณุ ธรรมจริยธรรม และค่านยิ มทพี่ ึงประสงค์ตามหลกั 1) เห็นคณุ ค่าของตนเอง มีวินัยในตนเอง 2) มีความคิดสรา้ งสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรยี น รักการอา่ น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) มคี วามร้อู นั สากล รู้เทา่ ทนั การเปล่ียนแปลง 2) มคี วามรู้อนั เปน็ สากล 4) มที ักษะและกระบวนการโดยเฉพาะทางคณิตศาสตร์ 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ท่ดี ี 5) รักการออกกาลังกาย 4) มจี ติ สานกึ ในการเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก 6) มีประสิทธภิ าพในการผลิต และการบรโิ ภค 5) มีจติ สานกึ ในการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมภมู ิปัญญาไทย 7) เขา้ ใจในประวตั ศิ าสตรข์ องชาตไิ ทย 8) มจี ิตสานึกในการอนรุ กั ษ์ภาษาไทย 9) รักประเทศชาตแิ ละทอ้ งพน่ิ คนชนเปา้ 7

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครูผู้ช่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตติวเตอร์) โครงสรา้ งหลักสูตร หลักสูตร 2551 หลักสูตร 2544 โครงสร้างหลักสูตรกาหนดเปน็ 3 ระดบั ดังน้ี 1) ระดบั ประพมศึกษา (ป.1-6) โครงสรา้ งหลักสูตรกาหนดเป็น 4 ชว่ งชน้ั ดังนี้ 2) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ (ม.1-3) ช่วงช้ันที่ 1 ชนั้ ประพมศึกษาปีที่ 1-3 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) ช่วงช้ันที่ 2 ช้นั ประพมศึกษาปีท่ี 4-6 ช่วงชั้นที่ 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1-3 ชว่ งช้นั ท่ี 4 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4-6 การกาหนดกจิ กรรม หลักสูตร 2551 หลักสูตร 2544 กาหนดกิจกรรมผ้เู รียน แบง่ เปน็ 3 ลกั ษณะ คือ 1) กิจกรรมแนะแนว กาหนดกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน แบ่งเปน็ 2 ลักษณะ คอื 2) กิจกรรมนักเรยี น 1. กจิ กรรมแนะแนว 3) กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ 2. กจิ กรรมนกั เรียน การวัดผลประเมินผลและการจบหลักสูตร หลกั สูตร 2544 หลักสูตร 2551 การวดั และประเมินผล และการจบหลกั สูตร การวัดและประเมินผล และการจบหลักสูตร 1. หลักสู ตรกาหนดให้สพานศึ กษากาหนดเกณฑ์การจบ 1. หลักสูตรกาหนดเกณฑ์กลางการจบหลักสูตร การตัดสินผล หลักสูตรเอง รวมทั้งจดั ทาแนวทางการวัดและประเมินผลตาม การเรียน การให้ระดับผลการเรียน การรายงานผลการเรียน เกณฑ์ ทสี่ พานศึกษากาหนด และเอกสารหลักฐานการศึกษาที่กระทรวงควบคุม 2. การตดั สินผลการเรยี น 2. การตดั สินผลการเรียน - ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนตน้ - ระดับประถมศึกษา  ตดั สินผลการเรยี นเปน็ รายปี  ตดั สินผลการเรยี นเปน็ รายปี - ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย - ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ และตอนปลาย  ตัดสินผลการเรยี นเป็นรายภาค  ตดั สินผลการเรยี นเป็นรายภาค คนชนเปา้ 8

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ น๊ตตวิ เตอร์) สรปุ พัฒนาการหลกั ของหลักสูตรการศึกษาไทย ความเป็นมาของการศึกษาไทย ชว่ ยให้เห็นพัฒนาการดา้ นการศึกษาเป็นสาคญั เป็นเคร่ืองมอื ในการพัฒนาประเทศ จึงนาเสนอพัฒนาการของหลักสูตร ต้ังแต่พุทธศักราช 2503, 2521, 2533, 2544 และ 2551 ดงั นี้ หลกั สูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2503  มจี ดุ มุ่งหมายเพ่ือให้พลเมืองทุกคนได้รับการศึกษาตามควรแก่อตั ภาพ ได้รับการศึกษาอยู่ในโรงเรยี นจนอายุ 15 ปี บรบิ รู ณ์ เปน็ อยา่ งนอ้ ย  เน้อื หาสาระทจ่ี ดั ในแต่ละระดับ  ประพมศึกษาตอนต้น มี 6 หมวดใหญ่ คอื คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย ศิลปศึกษา พลานามัย  ประพมศึกษาตอนปลาย เพ่ิมหมวดวิชาภาษาอังกฤษและหัตพศึกษา  มัธยมศึกษาตอนต้น ทัง้ สายสามญั และสายอาชพี ตอ้ งเรียนเลขคณติ และพืชคณิตตลอดทงั้ 3 ปี  มัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็น 3 แผนก คอื แผนกทั่วไป วทิ ยาศาสตร์ และศิลปะ หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521  มีจุดมุ่งหมายเพ่ือ ให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีคุณธรรม ให้มีความรู้ความสามารพ มีความสุข รวมทั้งเป็นพลเมืองดีของ สังคมและประเทศชาติ  เน้ือหาสาระท่ีเรียนมี 4 กลุ่ม คือ กลุ่มทักษะ (ไทย-คณิต) กลุ่มประสบการณ์ชวี ิต กลุ่มลักษณะนิสัย และกลุ่มการ งานหลกั สูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรบั ปรุง 2533)  มีจดุ มุ่งหมายเพ่ือม่งุ พัฒนาผู้เรยี นใหส้ ามารพพัฒนาคณุ ภาพชีวิตให้พรอ้ มที่จะทาประโยชน์เพ่ือสังคมภายใต้ระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์เป็นประมุข  เน้ือหาสาระมี 5 กลุ่ม กลุ่มทักษะในหลักสูตร 2521 เปล่ียนเป็นกลุ่มทักษะท่ีเป็นเคร่ืองมือการเรียนรู้และเพิ่มกลุ่ม ประสบการณพ์ ิเศษ ส่วนหลกั สูตรมธั ยมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบบั ปรับปรงุ 2533) มีจดุ มงุ่ หมายเพ่ือพัฒนา คุณภาพชีวิตและการศึกษาต่อให้สามารพทาประโยชน์เพ่ือสังคมเน้ือหาสาระที่เรียนประกอบด้วยวิชาบังคับแกน (ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา พลานามัย และศิลปศึกษา) วชิ าบังคับเลือก วิชาเลือกเสรี และ กิจกรรม คนชนเป้า 9

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) หลกั สูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544  มีจุดมุ่งหมายมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ เป็นคนดี มีปั ญญา มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชีพ  แบ่งระดบั การศึกษาเป็น 4 ช่วงช้ัน  สาระการเรียนรู้มี 8 กลุ่มสาระ คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ และกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น  หลกั สูตรแนน่ เกนิ ไป เกิดปัญหาในการเทยี บโอน และปัญหาคณุ ภาพผูเ้ รยี นในดา้ นความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะ อันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551  เพ่ือให้เขตพ้ืนท่ีการศึกษา หน่วยงานระดับทอ้ งพิ่นและสพานศึกษานาไปเป็นกรอบและทิศทางพัฒนาหลักสูตรและ จดั การเรยี นการสอน  มีการกาหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรพนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวช้วี ัดทช่ี ดั เจน เพ่ือใช้เป็นทศิ ทางในการจัดทาหลักสูตร การพัฒนาหลกั สูตร “การพัฒนาหลกั สูตร” มนี กั การศึกษาหลายทา่ นไดใ้ ห้ความหมายไว้  กู๊ด (Carter V. Good) ได้ให้ความเห็นไว้ว่า การพัฒนาหลักสูตรเกิดข้ึนได้ 2 ลักษณะ คือ การปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงหลักสูตร การปรับปรุงหลักสูตรเป็นวิธีการพัฒนาหลักสูตรอย่างหน่ึง เพ่ือให้เหมาะกับโรงเรียนและ ระบบโรงเรียน จุดมุ่งหมายของการสอนวัสดุอุปกรณ์ วิธีสอนรวมท้ังการประเมินผล ส่วนคาว่าการเปลี่ยนแปลง หลักสูตร หมายพงึ การแก้ไขหลกั สูตรให้แตกตา่ งไปจากเดมิ เปน็ การสร้างโอกาสทางการเรยี นใหม่  วิชัย วงษ์ใหญ่ กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตร คือ การพยายามวางโครงการที่จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ตรงตาม จุดหมายที่กาหนดไว้ หรือการพัฒนาหลักสูตรและการสอนคือ ระบบโครงสร้างของการจัดโปรแกรมการสอน กาหนดจุดมุ่งหมาย เน้ือหาสาระ การปรับปรุงตารา แบบเรียน คู่มือครู และส่ือการเรียนต่างๆ การวัดและ ประเมินผลการใช้หลักสูตรการปรับปรุงแก้ไข และการให้ การอบรมครูผู้ใช้หลักสูตรให้เป็นไปตามวัตพุประสงค์ ของการพัฒนาหลกั สูตรและ การสอน รวมทั้งการบรหิ ารและบริการหลักสูตร  สงัด อทุ รานนั ท์ กล่าววา่ การพัฒนาหลักสูตร หมายพึง การดาเนินการจดั ทาหลักสูตรข้นึ มาใหม่ หรอื จดั ทาหลกั สูตร ท่ีมีอย่แู ลว้ ใหด้ ขี ้ึน จากแนวคิดข้างต้นจึงสรุปไดว้ า่ การพัฒนาหลักสูตร มี 2 ความหมายคอื 1. การนาหลกั สูตรทมี่ แี ลว้ มาปรบั ปรุงใหด้ ีข้ึน หรอื เรียกว่า “การปรบั ปรงุ หลกั สูตร” 2. การสรา้ งหลกั สูตรข้ึนมาใหม่โดยไม่มีหลักสูตรเดมิ อยู่ก่อน โดยใชก้ ระบวนการการพัฒนาหลกั สูตร คนชนเปา้ 10

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครูผู้ช่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) การจัดการเรียนรู้ สาระเน้ือหาส่วนท่ีสอง การจัดการเรียนรู้ (Instruction) มีรายละเอียดทส่ี าคัญเป็นประเด็นที่ออกขอ้ สอบอยู่หลาย จุด หากเราศึกษามาบ้างในระดับหน่งึ จะพบว่า เน้ือหาการจัดการเรยี นรยู้ ังมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีกมาก ดังน้ันเพ่ือให้ เราสามารพอา่ นให้เข้าใจและทันต่อการสอบ จงึ ต้องอา่ นประเดน็ หลักๆ ดงั นี้ ความรู้พื้นฐาน รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ เทคนิคและวธิ ีการจัดการเรียนรู้ คนชนเปา้ 11

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตตวิ เตอร์) ความรพู้ ้ืนฐานเกี่ยวกับการจดั การเรียนรู้ ฮู และดันแคน (Hough & Duncan) ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ว่า กิจกรรมของบุคคลซ่ึงมีหลัก และเหตุผล เป็นกิจกรรมท่ีบุคคลได้ใช้ความรู้ของตนเองอย่างสร้างสรรค์ เพ่ือสนับสนุนให้ผู้อ่ืนเกิดการเรียนรู้ และความผาสุก ดงั นัน้ การจดั การเรยี นรจู้ ึงเป็นกิจกรรมในแง่มุมตา่ งๆ 4 ดา้ น คอื 1. ด้านหลกั สูตร (Curriculum) 2. ดา้ นการจดั การเรียนรู้ (Instruction) 3. ด้านการวดั ผล (Measuring) 4. ดา้ นการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ (Evaluating) กดู๊ (Good) ให้ความหมายของการจัดการเรียนร้วู ่าการจัดการเรยี นรู้ว่า การกระทาอันเป็นการอบรมสั่งสอนผเู้ รยี น ในสพาบันการศึกษา ฮิลล์ (Hills) ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ว่า การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน ซ่ึงตอ้ งอาศัยปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งผู้สอนกบั ผเู้ รียน ดงั น้นั การจดั การเรยี นรู้ จึงหมายพึง กระบวนการปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งผสู้ อนกับผเู้ รยี น เพ่ือทจ่ี ะทาให้ผเู้ รียนเกิด การเรียนรู้ตามวัตพปุ ระสงคข์ องผู้สอน องค์ประกอบของการจดั การเรียนรู้ องคป์ ระกอบของการจดั การเรียนร้มู ี 3 ประการ คือ 1. ผเู้ รยี น 2. บรรยากาศทางจิตวิทยาทเี่ อ้อื อานวยต่อการเรียนรู้ 3. ปฏิสัมพันธร์ ะหว่างผ้เู รียนกบั บรรยากาศทางจิตวทิ ยาในช้ันเรยี น คนชนเป้า 12

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) ความหมายของการเรยี นรู้ การเรียนรู้ (Learning) หมายพึง กระบวนการที่บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ พัฒนาความคิด และความสามารพ โดยอาศัยประสบการณ์และปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งผเู้ รียนและสิ่งแวดล้อม โดยพฤติกรรมทเ่ี ปลี่ยนไปน้ันเป็น การเปลี่ยนแปลงทีค่ อ่ นข้างพาวร บลูม (Bloom) ไดจ้ าแนกการเรียนร้ไู ว้เป็น 3 ด้าน คือ 1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หมายพึง พัฒนาการด้านสติปั ญญาและความคิด แบ่งเป็น พฤติกรรมยอ่ ยได้ 6 ระดบั ได้แก่ (ใหจ้ าว่า จา ใจ ใช้ วิ สัง ประ) 1) ความรู้ความจา คอื ความสามารพในการเกบ็ รกั ษามวลประสบการณ์ต่างๆ จากการทไี่ ดร้ ับร้ไู ว้ 2) ความเข้าใจ คอื ความสามารพในการจับใจความสาคญั ของส่ือ และสามารพแสดงออกมาในรูปของ การแปลความ ตคี วาม คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทาอ่นื ๆ 3) การนาความรไู้ ปใช้ คอื ขน้ั ทผี่ เู้ รียนสามารพนาความรู้ ประสบการณ์ไปใชใ้ นกาแก้ปัญหา 4) การวิเคราะห์ คือ สามารพคดิ หรอื แยกแยะเร่อื งราวสิ่งตา่ งๆ ออกเป็นส่วนย่อย 5) การสังเคราะห์ คือ ความสามารพในการท่ีผสมผสานส่วนยอ่ ยๆ เข้าเปน็ เร่อื งราวเดียวกนั 6) การประเมินคา่ คอื ความสามารพในการตดั สิน ตรี าคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคณุ คา่ ของส่ิงตา่ งๆ 2. ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) หมายพึง พัฒนาการทางด้านคามรู้สึกนึกคิดความสนใจ ค่านิยม ความซาบซ้ึง การปรับตัวและเจตคติต่างๆ จะประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยๆ 5 ระดบั ได้แก่ 1) การรับรู้ คือ ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหน่ึงแล้วจะแสดงออกมา ในรูปของความรู้สึกท่ีเกดิ ข้ึน 2) การตอบสนอง คือ การกระทาที่แสดงออกมาในรปู ของความเตม็ ใจ ยนิ ยอม และพอใจต่อส่ิงเร้าน้ัน ซ่ึงเปน็ การตอบสนองทีเ่ กดิ จากการเลอื กสรรแลว้ 3) การเกิดค่านิยม คือ การเลือกปฏิบัติในสิ่งท่ีเป็นท่ียอมรับกันในสังคม ยอมรับนับพือในคุณค่าน้ันๆ แลว้ จึงเกิดทัศนคตทิ ี่ดใี นสิ่งนัน้ 4) การจดั ระบบ คือ การสรา้ งแนวคิด จดั ระบบของค่านยิ มทีเ่ กิดข้ึนโดยอาศัยความสัมพันธ์ 5) บคุ ลิกภาพ คือ การนาคา่ นิยมท่ียึดพอื มาแสดงพฤตกิ รรมทเ่ี ป็นนิสัยประจาตัว ใหป้ ระพฤตปิ ฏิบัติแต่ สิ่งที่พูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซ่ึงจะเริ่มจากการได้รับรู้จาก สิ่งแวดล้อม แลว้ จงึ เกิดปฏกิ ริ ยิ าโตต้ อบ ขยายกลายเป็นความรสู้ ึกดา้ นต่างๆ คนชนเป้า 13

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผชู้ ่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตตวิ เตอร์) 3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) หมายพงึ การพัฒนาทกั ษะในทางปฏบิ ตั ิ ได้แก่ ทกั ษะในการ ใช้อวัยวะต่างๆ เช่น การเคล่ือนไหว การลงมือทางาน การทาการทดลอง พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบดว้ ย พฤติกรรมย่อยๆ 5 ขน้ั ดังนี้ 1) การรับรู้ คอื การให้ผู้เรียนได้รบั รู้หลกั การปฏิบัตทิ พี่ ูกต้อง หรอื เปน็ การเลอื กหาตวั แบบทส่ี นใจ 2) กระทาตามแบบหรือเคร่ืองช้ีแนะ คือ พฤติกรรมท่ีผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจ และพยายามทาซ้า เพ่ือท่จี ะใหเ้ กดิ ทกั ษะตามแบบท่ีตนสนใจใหไ้ ด้ 3) การหาความถกู ต้อง คอื พฤตกิ รรมสามารพปฏบิ ัตไิ ด้ด้วยตนเอง 4) การกระทาอย่างตอ่ เนื่อง คอื การกระทาหลังจากตดั สินใจเลอื กรูปแบบท่เี ปน็ ของตัวเอง 5) การกระทาได้อยา่ งเป็นธรรมชาติ คือ พฤตกิ รรมที่ไดจ้ ากการฝกึ อย่างต่อเน่อื ง กาจเ์ ย (Gagne) ไดเ้ สนอเง่ือนไขของการเรยี นรู้ ไว้ 8 ประการ คอื 1. การเรียนร้เู ม่อื ได้รบั สัญญาณ (Signal Learning) 2. การเรยี นรู้ในลักษณะของการกระตุน้ -ตอบสนอง(Stimulus-Response Learning) 3. การเรียนรโู้ ดยการเช่อื มโยงการกระต้นุ -ตอบสนอง (Chaining) 4. การเรียนรู้โดยสรา้ งความสัมพันธ์กระตุน้ -ตอบสนองดว้ ยภาษา (Verbal Association) 5. การเรียนร้แู บบแยกแยะ (Discrimination Learning) 6. การเรยี นรใู้ นแนวความคดิ หลกั (Concept Learning) 7. การเรยี นรใู้ นกฎเกณฑ์ (Rule Learning) 8. การเรียนรเู้ ชงิ แกป้ ัญหา (Problem Solving) การเรียนรูต้ ามลาดบั ช้นั รปู กรวย เรียกว่า กรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) เป็นการประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนตามลาดับความสาคัญจากรูปธรรม (Concrete) ไปสู่นามธรรม (Abstract) ซ่ึง เอดการ์ เดล (Edgar Dale) นักการศึกษาชาวอเมริกันได้จัดลาดับความสาคัญของการให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนไว้ 10 พวก ดังน้ี 1. ประสบการณ์ตรง (Direct experience) คือ การเรียนรู้ท่ีต้องใช้ของจริงหรือการให้ผู้เรียนได้ลงมือ คน้ คว้า ทดลอง หรือปฏิบตั ดิ ้วยตนเอง 2. ประสบการณร์ อง (Contrived experience) คอื ผเู้ รียนได้สัมผสั ดว้ ยประสาทสัมผสั ทงั้ 5 3. ประสบการณ์นาฏการ (Dramatized experience) คือ การแสดงละครในห้องเรียนหรือที่เรียกว่า บทบาทสมมตุ ิ 4. การสาธิต (Demonstration) ได้แก่ การแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นเป็นลาดับข้ันไป เช่น การทดลอง วิทยาศาสตร์ 5. การศึกษานอกสพานท่ี (Fieldtrip) คอื การจัดประสบการณ์ทท่ี าให้ผ้เู รียนมีโอกาสได้ดู ได้เหน็ ได้ซกั พาม ไดใ้ ช้ประสาทสัมผสั ตา่ งๆ คนชนเปา้ 14

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครผู ูช้ ่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โน๊ตตวิ เตอร์) 6. นิทรรศการ (Exhibition) คือ การใหผ้ ู้เรยี นได้ร่วมหรือจัดนทิ รรศการ 7. ภาพยนตร์และโทรทัศน์ คือ ประสบการณ์ที่มีความเป็นรูปธรรมที่มีท้ังภาพและเสียงใกล้เคียงของจริง มากทีส่ ุด 8. การบันทึกเสียง วิทยุ และภาพนิ่ง คือ การจัดประสบการณ์ท่ีให้ผู้เรียนได้ใช้โสตสัมผัสผ่านทางส่ือการ เรียนรู้ ได้แก่ แผ่นเสียง แพบบันทึกเสียง วิทยุ สไลด์ ฟิล์มสตริป รูปภาพและอุปกรณ์ คือ การจัดให้ ผู้เรียนไดย้ ินเสียงหรือได้มองเห็นภาพอยา่ งใดอย่างหน่งึ ประสบการณข์ อ้ น้ีกท็ าให้ผูเ้ รียนสนใจได้ไมน่ อ้ ย ทีเดยี ว 9. ทัศนสัญลักษณ์ (Visual symbols) คือ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแผนท่ี แผนภูมิ ซ่ึงเปน็ สัญลกั ษณท์ ท่ี าให้ผูด้ เู กดิ ความเขา้ ใจอยา่ งรวดเรว็ ใช้ช่วยประกอบคาอธิบายของผสู้ อนใหแ้ จม่ แจ้ง 10. สัญลักษณ์ของภาษา หรือ วจนสัญลักษณ์ (Verbal symbol) ได้แก่ คาพูด และตัวหนังสือหรือภาษา เป็นประสบการณท์ ่ีเปน็ นามธรรมมากที่สุด แตก่ ย็ งั เป็นส่ิงจาเปน็ ในการจัดการเรยี นรจู้ ะท้ิงเสียมิได้ ดังนั้น ในปั จจุบันการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการบรรยายจึงยังเป็นสิ่งจาเป็นซ่ึงหากผู้สอนใช้เสริมกับการจัด ประสบการณอ์ ่ืนๆ ใหผ้ ู้เรยี นก็จะทาใหผ้ ้เู รียนเขา้ ใจไดด้ ียง่ิ ข้นึ กล่าวโดยสรุป การเรียนรู้ เป็นกระบวนการท่ีบุคคลเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิด และความสามารพ โดยอาศัยประสบการณแ์ ละปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่างผเู้ รียนและสิ่งแวดลอ้ ม โดยพฤติกรรมที่เปล่ียนไป น้นั เป็นการเปลยี่ นแปลงทคี่ ่อนข้างพาวร คนชนเป้า 15

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผชู้ ่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) กระบวนการจดั การเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นส่วนหน่ึงของการจัดการศึกษา ทาให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ตามรูปแบบและ ข้ันตอนที่ชัดเจน ผู้ที่เป็นผู้สอนจะต้องมคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกับระบบการจัดการเรียนรู้ ทั้งด้านความหมาย ความสาคญั องคป์ ระกอบและรูปแบบระบบการจัดการเรียนรขู้ องนักการศึกษาตา่ งๆ และการนาระบบการจดั การเรียนรู้ไปใช้ ความหมายของระบบการจัดการเรยี นรู้  ระบบการจัดการเรียนรู้ (Instructional System) เปน็ การจัดการเรยี นรทู้ น่ี าเอาแนวคดิ เร่อื งการจดั การระบบ ของการทางานเขา้ มาใช้ปรบั ปรุงคุณภาพทางการศึกษาและการจดั การเรียนรู้  ระบบการจัดการเรียนรู้ หมายพึง การจัดองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ไว้อย่างมีลาดับ มีข้ันตอนและ มีความสัมพันธก์ ัน เพ่ือสะดวกต่อการนาไปสู่จุดหมายปลายทางของการจัดการเรียนรู้ที่ได้กาหนดไว้ องค์ประกอบของระบบการจดั การเรียนรู้ ซ่ึงประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบ 4 ส่วน คือ 1. ข้อมูลสู่การจัดการเรียนรู้ (Input) ได้แก่ การวางแผนการจัดการเรียนรู้ ซ่ึงครอบคลุมทั้งด้านจุดประสงค์ การจัดการเรียนรู้ เน้ือหา การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ การใช้ส่ือการจัดการเรียนรู้และการวัดผล ประเมนิ ผล 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (Process) เป็นข้ันการดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ที่เขียนไว้ ต้ังแต่ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน ขั้นการจัดการเรียนรู้ ขั้นสรุป และข้ันวัดผลประเมินผลซ่ึงขั้นท่ีพือว่า สาคัญคือขัน้ การจัดการเรยี นรู้ 3. ผลการจัดการเรียนรู้ (Output) เป็นขั้นการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียนว่าเกิดผลสัมฤทธ์ิมากน้อย เพียงใด หลังจากทีไ่ ดผ้ า่ นกระบวนการจัดการเรยี นรไู้ ปแล้ว 4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นขั้นการวิเคราะห์ผลจากการจัดการเรียนการสอนว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร มีปัญหาอย่างไรบา้ ง โดยพิจารณาจากผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของผเู้ รยี น กล่าวโดยสรปุ ทาให้การจดั การเรียนรมู้ ีประสิทธภิ าพ ตามรปู แบบและข้นั ตอนทีช่ ัดเจน ผ้ทู เี่ ป็นผสู้ อนจะตอ้ ง มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับระบบการจัดการเรียนรู้ ทั้งด้านความหมาย ความสาคัญ องค์ประกอบและรูปแบบ ระบบการจัดการเรียนรู้ของนักการศึกษาต่างๆ และการนาระบบการจัดการเรียนรู้ไปใช้ โดยมีองค์ประกอบที่ สาคัญ 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลสู่การจัดการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ผลการจัดการเรียนรู้ และข้อมูล ย้อนกลับ คนชนเป้า 16

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ น๊ตติวเตอร์) รปู แบบระบบการจดั การเรยี นรู้ รูปแบบและระบบการจัดการเรยี นรู้ของนกั วชิ าการมี 5 รูปแบบ ได้แก่ ระบบการจดั การเรียนรู้ของไทเลอร์ (Tyler,1950) ระบบการจดั การเรยี นรขู้ องกลาสเซอร์ (Glasser, 1960) ระบบการจดั การเรยี นรู้ของคลอสเมียรแ์ ละริปเปลิ (Klausmeier and Ripple, 1971) ระบบการจัดการเรยี นรขู้ องบราวน์และคณะ (Brown and others, 1977) ระบบการจัดการเรียนรู้ของเกอลคั และอไี ล (Gerlach and Ely, 1980) ระบบการจัดการเรยี นรขู้ องไทเลอร์ (Tyler)  ประกอบดว้ นส่วนทส่ี าคญั 3 ส่วน คอื 1) จดุ มงุ่ หมายการจดั การเรียนรู้ 2) กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ 3) การประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ระบบการจัดการเรียนรขู้ องกลาสเซอร์ (Glasser)  มีความคล้ายคลึงกับระบบของไทเลอร์มาก แต่มีองค์ประกอบมากกว่า โดยท่ีได้กาหนดองค์ประกอบไว้ 5 ส่วน ได้แก่ 1) จุดประสงค์ของการจัดการเรยี นรู้ 2) การประเมนิ สพานะของผเู้ รยี นกอ่ นสอน 3) การจัดกระบวนการจัดการเรยี นรู้ 4) การประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้ 5) ข้อมลู ยอ้ นกลบั ระบบการจัดการเรยี นรู้ของคลอสเมยี รแ์ ละรปิ เปิล (Klausmeier and Ripple)  กาหนดองค์ประกอบของระบบการจดั การเรยี นรไู้ ว้ 7 ส่วน ดว้ ยกัน คอื 1) การกาหนดจุดมุ่งหมายของการจดั การเรยี นรู้ 2) การพิจารณาความพร้อมของผู้เรียน 3) การจดั เน้อื หาวิชา วสั ดอุ ปุ กรณป์ ระกอบการจัดการเรยี นรู้ 4) การจดั กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 5) การดาเนนิ การจดั การเรียนรู้ 6) การวดั และการประเมนิ ผลการจัดการเรียนรู้ 7) ผลสัมฤทธ์ิของผเู้ รียน คนชนเป้า 17

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ น๊ตตวิ เตอร์) ระบบการจดั การเรยี นรขู้ องบราวน์และคณะ (Brown and other)  กาหนดองคป์ ระกอบไว้ 4 ประการ ดังนี้ 1) จดุ มงุ่ หมาย 2) สภาพการณ์ 3) ทรพั ยากรหรือแหล่งวิชาการ 4) ผลลัพธ์ ระบบการจัดการเรียนรูข้ องเกอร์ลัคและอไี ล (Gerlach and Ely)  เปน็ ระบบการจัดการเรียนรู้ทีใ่ ชก้ นั อย่างแพร่หลายท่ัวไป ซ่ึงมี 10 ข้ันตอน ไดแ้ ก่ 1) การกาหนดวัตพุประสงค์ 2) การกาหนดเน้อื หา 3) การกาหนดพฤติกรรมเบ้อื งต้น 4) การกาหนดกลยทุ ธของวธิ ีการจัดการเรยี นรู้ 5) การจัดแบง่ กลุ่มผ้เู รียน 6) การกาหนดเวลาเรยี น 7) การจดั สพานทเ่ี รยี น 8) การเลอื กสรรทรพั ยากร 9) การประเมนิ ผล 10) การวเิ คราะห์ข้อมูลยอ้ นกลบั กล่าวโดยสรุป รูปแบบและระบบการจัดการเรียนรู้ของนักวิชาการมี 5 รูปแบบ ได้แก่ ระบบการจัดการ เรียนรู้ของไทเลอร์ ระบบการจัดการเรียนรู้ของกลาสเซอร์ ระบบการจัดการเรียนรู้ของคลอสเมียร์และริปเปิล ระบบการจัดการเรียนรูข้ องบราวน์และคณะ และระบบการจัดการเรยี นรู้ของเกอลคั และอีไล ซ่ึงแต่ละรปู แบบจะ มลี ักษณะและหลกั การจดั การเรียนร้ทู ี่ต่างกนั ออกไป แต่ทง้ั ภาพรวมจะเป็นรูปแบบระบบทม่ี ีวัตพปุ ระสงค์เดยี วกัน คอื พัฒนากจิ กรรมการเรียนการสอนนัน่ เอง คนชนเปา้ 18

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครผู ูช้ ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) เทคนคิ และวิธกี ารจดั การเรียนรู้ จากแนวคิดของนักการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ จะเห็นได้ว่าผู้สอนจะต้องใช้รูปแบบกระบวนการเรียนและ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพ่ือให้ได้การจัดการเรียนรู้ประสบผลสาเร็จและบรรลุซ่ึงวัตพุประสงค์ จึงจาเป็น อยา่ งยงิ่ ทเี่ ราตอ้ งทบทวนเพ่ือทาความเขา้ ใจในเทคนคิ และวธิ ีการจัดการเรียนรู้ดงั นี้ ลาดบั เทคนคิ ผ้เู สนอแนวคิด หลกั การ การเรยี นรแู้ บบร่วมมือร่วมใจ (Cooperative Learning) 1. การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ สเปนเซอร์ คาเกน (Spenser Kagan) 1. การจดั กลมุ่ (Teams) (Cooperative Learning) นกั การศึกษาชาวสหรฐั อเมรกิ า 2. ความมงุ่ ม่นั (Will) 3. การจัดการ (Management) 4. ทักษะทางสังคม (Social Skills) 5. กฎพ้ืนฐาน 4 ขอ้ (4 Basics Principles : PIES) 6. รูปแบบของกิจกรรม (Structures) 2. เทคนิคร่วมดว้ ยช่วยกัน มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ เป็นการจัดการเรียนรทู้ ่ีมจี ดุ มุ่งหมายใน (Team Assisted การแก้ปัญหาการเรียนรายบุคคล และ Individualization : TAI) ช่วยแก้ปั ญหาเร่ืองความพร้อมของ ผูเ้ รยี นเรยี นอ่อน 3. เทคนคิ STAD (Student โรเบริ ์ต สลาวิน (Robert Slavin) เทคนคิ นเี้ หมาะสาหรับการส่งเสริม Teams Achievement และคณะ ในมหาวิทยาลัยจอห์น กระบวนการกลุ่ม เนน้ การทดสอบเปน็ Divisions) ฮ็อปก้ินส์ รายบุคคลแบบรว่ มมือในกลุม่ แทนการ ทดสอบแบบแขง่ ขนั กันเอง กิจกรรม 4. เทคนคิ TGT (Team – Games เดอวยี ์ (Devries) และคณะ การจดั การเรยี นรู้ - Tournaments) เทคนิคนีค้ ล้ายกบั เทคนิค STAD ยกเว้นแต่คะแนนการทดสอบ มี 4 ขนั้ ตอน คอื 1. ผสู้ อนนาเสนอเน้อื หา 2. จดั ผู้เรยี นเข้ากล่มุ 3. แข่งขนั /ทดสอบ 4. ให้รางวลั คนชนเปา้ 19

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครูผูช้ ่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) ลาดับ เทคนคิ ผู้เสนอแนวคิด หลักการ คาเกน (Kagen) ใช้ได้ดกี ับบทเรยี นที่มเี น้อื หามาก 5. เทคนิคร่วมมือรว่ มกลุ่ม เน้อื หามีหวั ขอ้ ย่อยมาก (Co-Op Co-Op) 6. เทคนคิ เติมเต็ม (Jigsaw) อารอนสัน (Aronson) และคณะ วิธีนใ้ี ช้กบั การเรียนในเน้อื หาที่เปน็ - ความรใู้ หม่และการทบทวนความรเู้ กา่ 7. เทคนคิ อศั วนิ โตะ๊ กลม เปน็ วิธีการท่สี ่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นพ่ึงพา (Round Table) - อาศัยซ่งึ กันและกันอย่างเท่าเทยี มกัน - บทเรยี นทีเ่ หมาะสมจะใชเ้ ทคนคิ อศั วนิ 8. เทคนคิ เพ่ือนคคู่ ดิ ชะแรน (Sharan) โต๊ะกลมมลี ักษณะดงั นี้คอื มีการ (Think pair share) - ยกตวั อยา่ งหรอื บอกรายละเอียดของ กล่มุ ชนดิ ประเภท บอกประโยชน์ 9. เทคนคิ เพ่ือนร่วมงาน โทษ คุณสมบัติ (Partners) เทคนคิ เพ่ือนคู่คิดเปน็ กิจกรรมที่ช่วย ฝึกทกั ษะการคดิ ส่งเสริมความคดิ 10. เทคนิคคน้ หาร่วมกัน สร้างสรรค์ (Group Investigation) เทคนคิ เพ่ือนรว่ มงานนี้เหมาะกบั การ จัดการเรยี นรู้บทเรยี นใหม่ การพัฒนา 11. เทคนคิ เครือข่ายความคิด แนวความคดิ และเพิ่มความจา (Team Word-Webbing) เป็นเทคนคิ การจดั การเรยี นรู้ท่ีเหมาะ กบั การแกป้ ัญหาหรอื หาคาตอบในสิ่งที่ ตนเองสนใจ เทคนคิ นีช้ ว่ ยพัฒนาแนวความคดิ ไดด้ ี คนชนเป้า 20

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โน๊ตตวิ เตอร์) ลาดบั เทคนคิ ผเู้ สนอแนวคดิ หลักการ การจดั การเรยี นรูแ้ บบโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizer) ช่วยใหม้ องเหน็ ภาพรวมของความคดิ และเคา้ โครงของความคิดในเรอ่ื งท่ี 12. แผนผงั ความคดิ - กาลังคิด เพ่ือสรา้ งความคดิ ใหก้ ระจ่างชดั (Mind Mapping) มองเหน็ ความสัมพันธข์ องความคดิ ทเี่ กีย่ วขอ้ งมลี กั ษณะคลา้ ยแผนผัง 13. แผนผังใยแมงมมุ (Web) - ความคิด (Mind mapping) แตจ่ ะ เขยี นในลักษณะของวงกลมและแขนง 14. แผนผงั รูปแบบเวนน์ - ของวงกลมโดยเขยี นหัวขอ้ หลกั ไวต้ รง (Venn Diagram) กลาง แลว้ เขียนหัวขอ้ รองที่มีความ สัมพันธ์กับหัวขอ้ หลกั ไวต้ ามแขนงของ 15. แผนผังความคิดแบบวงจร - วงกลม (The Circle) เปน็ การวเิ คราะห์หาความสัมพันธ์ของ ส่ิงของหรือแนวคดิ ต้งั แต่ 2 สิ่งข้นึ ไป 16. แผนผงั กา้ งปลา - ว่าส่วนใด ลกั ษณะใดท่ีมคี วามเหมือน หรอื ความต่างกนั (The Fish Bone) เปน็ การคดิ แบบเปน็ วงจรหรือวงกลม โดยในวงกลมจะไมม่ ีจดุ เริ่มต้นหรือจุด 17. แผนผังแบบจาแนกรายละเอียด - จบ เพ่ือเสนอขนั้ ตอนต่างๆ ทส่ี ัมพันธ์ เรยี งลาดบั เป็นวงกลม (The Grid) เป็นการคดิ หาสาเหตขุ องปัญหา 18. แผนผังความคดิ แบบ - เป็นการคิดแบบจาแนกรายละเอยี ด เปรยี บเทียบเรียงลาดับ ของสิ่งท่ีคดิ ฝกึ การมองให้เห็นพึง (The Ranking Ladder) รายละเอยี ดของสิ่งนน้ั เป็นการคดิ แบบเรียงลาดับ เชน่ มาก- น้อย ต่า-สูง กอ่ น-หลงั อ่อน-แก่ การ เรยี งลาดับมีทง้ั รูปธรรม นามธรรม คนชนเป้า 21

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) ลาดบั เทคนิค ผูเ้ สนอแนวคดิ หลักการ การจัดการเรยี นรู้แบบอนื่ ๆ เปน็ การจัดการเรยี นร้ทู เ่ี นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคัญและใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ 19. การจดั การเรยี นรแู้ บบศูนย์การ - ทใ่ี ชส้ ่ือประสมและกระบวนการกลุ่ม เปน็ สาคัญ เรียน เปน็ วิธสี อนท่ีฝกึ ให้ผู้เรียนรจู้ กั คน้ ควา้ หาความรู้ โดยใช้กระบวนการทาง (Learning Center) ความคิดหาเหตุผล จะคน้ พบความรู้ หรือแนวทางแก้ปัญหาที่พูกตอ้ งด้วย 20. การจดั การเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหา - ตนเอง ความรู้ เปน็ การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ (Inquiry Method) โดยเช่อื มโยงระหว่างประสบการณเ์ ดมิ และประสบการณใ์ หม่ และเป็น 21. การจดั การเรยี นรูแ้ บบบรู ณาการ - ประสบการณ์ตรงที่เช่อื มโยง (Integrating Method) ความสัมพันธใ์ นวชิ าการหลายๆ แขนง วชิ าในลกั ษณะสหวทิ ยาการ 22. การจดั การเรยี นร้แู บบพามตอบ - เป็นการจดั การเรยี นร้เู พ่ือส่งเสรมิ ให้ (Ask and Question Model) ผ้เู รียนรู้จกั คิดและรจู้ กั หาคาตอบดว้ ย ตนเอง 23. การจดั การเรียนรู้แบบซิปปา ดร.ทศิ นา แขมมณี เป็นหลกั การจดั การเรยี นร้ทู ี่มงุ่ เนน้ ให้ (CIPPA Model) ผู้เรียนมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมการ จัดการเรยี นรู้ มอี งค์ประกอบหลัก 5 ประการ คือ 1. การสรา้ งองค์ความรู้ (Constuct : C) 2. การมปี ฏสิ ัมพันธ์ (Interaction : I) 3. การมีส่วนร่วมทางกาย (Physical Participation : P) 4. การเรยี นรู้กระบวนการ (Process Learning : P) 5. การประยกุ ต์ใช้ (Application : A) คนชนเปา้ 22

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ติวเตอร์) ลาดับ เทคนิค ผเู้ สนอแนวคดิ หลกั การ การจดั การเรยี นรู้แบบอน่ื ๆ เปน็ การจัดการเรียนรรู้ ูปแบบหน่ึง ท่ีทา ให้ผู้เรยี นได้เรียนรดู้ ้วยตนเองจากการ 24. การจัดการเรียนรูแ้ บบโครงงาน - ลงมือปฏิบตั ิจริง ในลกั ษณะของ การศึกษา สารวจ ค้นควา้ ทดลอง (Project work) การเรียนเปน็ คู่ (Learning cell) คอื ปฏิสัมพันธเ์ ก่ยี วกับสิ่งทีเ่ รียนระหว่าง 25. การจดั การเรยี นรู้โดยการเรยี น - ผู้เรยี น 2 คน โดยที่ผู้เรียน 2 คน เปน็ คู่ กระทากจิ กรรมเรียนร้รู ว่ มกัน (Learning Cell) เป็นวิธสี อนทใ่ี ห้ผ้เู รียนไดศ้ ึกษาคน้ คว้า ดว้ ยตนเองจนเกิดความรู้ ความเข้าใจ 26. การจัดการเรยี นรแู้ บบทดลอง - เพ่ือพิสูจน์ข้อเท็จจริง พิสูจน์สมมติฐาน (Laboratory Method) หรือคน้ พบขอ้ ความตา่ งๆ เปน็ การจัดการเรียนรูท้ ี่ใหผ้ เู้ รยี นเปน็ 27. การจดั การเรยี นรู้แบบโครงการ - หม่หู รอื รายบคุ คลไดว้ างโครงการและ (Project Method) ดาเนนิ งานให้สาเร็จตามโครงการนน้ั เปน็ นวัตกรรมการออกแบบกจิ กรรม 28. การจดั การเรียนรแู้ บบ 4 MAT แมคคารธ์ ี (Mc Carthy) การเรียนรทู้ ีส่ อดคลอ้ งกบั แนวคิดใน “ทาไม” (Why ?) เร่อื งความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล การ “อะไร” (What ?) จดั การเรียนร้ทู ่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็น “พ้า” (If ?) ศูนยก์ ลาง รวมทง้ั การพัฒนา “อย่างไร” (How ?) ศักยภาพของผูเ้ รยี นใหเ้ ปน็ คนดี คน เกง่ และมคี วามสุข เน้นการพัฒนา 29. การจดั การเรยี นรู้แบบอภิปราย - สมองท้ังสองซีก (Discussion Method) เป็นการแลกเปลย่ี นความคดิ เห็นซ่ึงกนั และกันเพ่ือชว่ ยแกไ้ ขปัญหาอยา่ งใด อยา่ งหน่งึ ระหว่างผูส้ อนกบั ผู้เรยี น หรือระหว่างผูเ้ รียนดว้ ยกนั คนชนเปา้ 23

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครูผู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โน๊ตติวเตอร์) ลาดับ เทคนคิ ผู้เสนอแนวคิด หลกั การ การจดั การเรียนรู้แบบอน่ื ๆ เป็นรปู แบบการจัดการเรียนรทู้ ม่ี ุ่งเน้น พัฒนาความสามารพเฉพาะของผู้เรียน 30. การจดั การเรียนรู้แบบพัฒนา - แตล่ ะคน มุ่งพัฒนาทักษะ 5 ประการ คือ ความสามารพเฉพาะ 1. การคิดอย่างมผี ล 2. การส่ือสาร (Talents Unlimited : TU) 3. การเดาเหตกุ ารณห์ รือการพยากรณ์ 4. การวางแผน 31. การจัดการเรียนรแู้ บบบทบาท - 5. การตัดสินใจ สมมติ - เปน็ เคร่ืองมือในการจดั การเรยี นรูโ้ ดย (Role Playing) ทผี่ ู้สอนสร้างสพานการณส์ มมตแิ ละ บทบาทข้นึ มาให้ผ้เู รียนไดแ้ สดงออก 32. การจดั การเรียนรูแ้ บบ เป็นเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนพบปัญหา วิทยาศาสตร์ และคิดหาวธิ ีแกป้ ัญหา โดยขัน้ ทงั้ 5 (Scientific Method) ของวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ขน้ั ท่ี 1 กาหนดปัญหา 33. การจดั การเรยี นรแู้ บบใชเ้ ส้นเลา่ - ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ แยกปัญหา เร่อื ง ขน้ั ที่ 3 ลงมือแก้ปัญหาหรือการทดลอง (Story Line) ขัน้ ที่ 4 ขน้ั วิเคราะหข์ ้อมลู ขน้ั ที่ 5 ข้นั สรุปและประเมินผล 34. การจดั การเรียนรู้โดยใหฝ้ กึ และ - เป็นวิธกี ารจัดการเรียนรวู้ ธิ หี น่งึ ทจี่ ะจดั ปฏิบัติ เน้อื หาวิชาตา่ งๆ ในหลกั สูตรมาบรู ณา (Drill and Practice) การกนั โดยใชว้ ชิ าใดวชิ าหน่ึงเปน็ แกน เร่อื ง แล้วนาวิชาตา่ งๆ ในหลกั สูตรมา บูรณาการกัน เปน็ การจัดการเรียนรูท้ ใ่ี หผ้ ู้เรียนได้ ลงมอื ฝกึ ปฏบิ ตั ิจริงในส่ิงที่ได้เรยี นรู้ จากบทเรยี น อันเปน็ การเรยี นรจู้ าก ประสบการณ์ตรงเพ่ือใหเ้ กดิ ทักษะ ความชานาญ คนชนเป้า 24

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ติวเตอร์) ลาดับ เทคนคิ ผู้เสนอแนวคดิ หลกั การ การจดั การเรยี นรู้แบบอนื่ ๆ เปน็ กจิ กรรมการจดั การเรยี นรอู้ ย่าง เป็นขัน้ ตอน ใช้การอภปิ ราย ใช้ 35. การจัดการเรียนรู้โดยการศึกษา - กระบวนการกลุ่ม และการระดมพลงั สมองเพ่ือตัดสินใจเลือกแนวทาง กรณีตวั อยา่ ง แก้ปั ญหา เปน็ การจดั การเรยี นรจู้ ากรายละเอียด (Case study method) ปลีกย่อยไปหากฎเกณฑ์ เป็นการจัดการเรียนรู้ทเ่ี ร่ิมจากกฎ 36. การจดั การเรียนรแู้ บบอุปนัย - หรือ หลักการตา่ งๆ แลว้ ใหผ้ ้เู รยี นหา (Inductive Method) - หลักฐานเหตุผลมาพิสูจนย์ นื ยนั เปน็ การจัดการเรียนรูท้ เี่ ริ่มจากกฎ 37. การจัดการเรียนร้แู บบนิรนยั หรือ หลกั การตา่ งๆ แลว้ ให้ผูเ้ รยี นหา (Deductive Method) หลกั ฐานเหตุผลมาพิสูจน์ยืนยัน เปน็ เทคนิคการจดั การเรียนรู้ทสี่ ่งเสริม 38. การจดั การเรียนร้แู บบนริ นยั - ให้ผูเ้ รียนไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ดิ ้วยตนเอง (Deductive Method) ซ่งึ มแี นวคิด Constructivism เปน็ การจัดการเรยี นรทู้ ี่อาศัยโปรแกรม 39. การจัดเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน - ไฮเปอร์มเี ดยี ทีช่ ว่ ยในการสอน เปน็ วิธีคิดทมี่ ีมุมมองแบบ \"รอบดา้ น\" (Problem-based learning: PBL)  หมวกสีขาว เป็นสีท่ชี ใี้ ห้เหน็ พงึ 40. การจัดการเรียนรผู้ า่ นเวบ็ - ความเป็นกลาง (Web-Based Learning) เอ็ดเวิรด์ เดอ โบโน  หมวกสีแดง เปน็ สีทแี่ สดงพงึ 41. หมวกหกใบ อารมณแ์ ละความรสู้ ึก Six Thinking Hats  หมวกสีดา เป็นสีท่ีแสดงพงึ ความ โศกเศร้า  หมวกสีเหลอื ง คือ ความสดใส  หมวกสีเขยี ว คอื การเจริญเติบโต  หมวกสีฟา คือ ความรู้สึกสงบ คนชนเปา้ 25

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครูผชู้ ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) ลาดบั เทคนคิ ผู้เสนอแนวคดิ หลักการ พระพุทธเจา้ การจดั การเรียนรู้แบบอน่ื ๆ สรุปการสอนแบบอริยสัจ 4 ไดด้ ังน้ี 1. ขนั้ กาหนดปัญหา…(ขัน้ ทกุ ข)์ 42. การสอนแบบอรยิ สัจ 4 2. ขนั้ ตงั้ สมมุติฐาน…(สมทุ ัย) 3. ขน้ั การทดลอง….(นโิ รธ) หลกั แหง่ ความจริงอันประเสรฐิ 4. ขั้นสรปุ ผล…(มรรค) ผู้เรยี นเหน็ ภาพเร่อื งราวที่จะเรยี นรู้ 43. การแสดงละคร - เกดิ ความชัดเจนและการจดจา ผู้เรยี นเกิดความเข้าใจในเร่อื งราว (Dramatization) ตา่ งๆ เกย่ี วกบั บทบาททสี่ มมติ วิธีสอนที่ใชใ้ นการอภปิ รายโดยทันที 44. การแสดงบทบาท - ไมม่ ีใครกระตุน้ ใหผ้ ู้เรียนได้เข้าไปมปี ฏสิ ัมพันธก์ บั (Role Playing) สพานการณ์จนเกิดความเขา้ ใจ เนน้ ให้ผเู้ รยี นคน้ หาคาตอบ หรอื ความรู้ 45. ระดมพลังสมอง - ด้วยตนเอง จดั ผูเ้ รียนเข้ากลุม่ คละความสามารพ (Brainstorming) เป็นการจดั การเรียนรูท้ สี่ อดคลอ้ งกับ 46. สพานการณ์จาลอง - ธรรมชาติและการทางานของสมอง ของคนในทกุ ช่วงวยั โดยมกี ญุ แจ (Simulation) สาคญั 5 ดอก คอื กุญแจดอกท่ี 1. สนามเดก็ เลน่ 47. เรยี นรู้แบบคน้ พบ - กุญแจดอกท่ี 2. หอ้ งเรยี น กญุ แจดอกที่ 3. กระบวนการเรยี นรู้ (Discovery Method) กุญแจดอกที่ 4. หนงั สือเรียน กุญแจดอกที่ 5. ส่ือและนวัตกรรมการ 48. จิ๊กซอร์ - เรยี นรู้ เน้น “ปฏิสัมพันธ์” ลด “ความโดด (Jigsaw) เดย่ี ว” เพ่ือใหเ้ ด็กไดเ้ รียนรูอ้ ยา่ งเต็มที่ 49. การเรียนร้ตู ามหลกั การพัฒนาสมอง (Brain-Based Learning : BBL) 50. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) - Professional Learning Community คนชนเปา้ 26

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครูผูช้ ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) สรปุ เนอื้ หาสาคญั  GI = การสืบสวนสอยสวนเป็นทีม  LT = การเรยี นรรู้ ่วมกนั  STAD = การประสบความสาเร็จเป็นทมี  TAI = เพ่ือนช่วยเพ่ือนรายบคุ ล กลมุ่ รว่ มมอื ช่วยเหลือ  TGI = กลมุ่ ร่วมมอื แขง่ ขนั การแขง่ ขนั เปน็ ทมี  NHT = กล่มุ รว่ มกันคิด  CIRC = แบบรว่ มมือผสมผสานการอ่านและเขยี น เพ่ิมเติมคาศัพท์ การเรยี นรแู้ บบสืบคน้ Inquiry Method การเรยี นรแู้ บบคน้ พบ Discovery Method การเรียนรูแ้ บบอภปิ ราย Discussion Method การเรียนรแู้ บบนิรมัย Deductive Method การเรยี นรู้แบบอุปมยั Inductive Method การเรยี นรแู้ บบสาธิต Demonstration Method การแสดงบทบาทสมมติ Role Playing การแสดงละคร Dramatization สพานการณ์จาลอง Simulation คนชนเป้า 27

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครผู ้ชู ่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) แนวขอ้ สอบเรอื่ งการจดั การเรยี นรู้ เพ่ือทบทวนเน้อื หาบทเรยี นและเพ่ิมประสบการณ์จากเน้อื หาวชิ า 1. การจัดการเรยี นการสอนทเี่ น้นผู้เรยี นเป็นสาคญั กลา่ วไว้ในกฎหมายใด ก. รัฐธรรมนญู 2550 ข. พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ค. พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ง. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 2. หมวกสีใดแทนความคิดสร้างสรรค์ ก. แดง ข. เหลือง ค. เขยี ว ง. น้าเงนิ 3. ข้อใดเป็นคานิยามของคาวา่ การศึกษา ทถ่ี กู ตอ้ งท่ีสุด ก. กระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของสังคม โดยการพ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสาน ทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการ จัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรยี นร้แู ละปัจจยั เก้อื หนนุ ใหบ้ ุคคลเรียนรู้อยา่ งต่อเน่อื งตลอดชีวติ ข. กระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลโดยการพ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสาน ทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จ รรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรยี นรแู้ ละปัจจัยเก้อื หนนุ ให้บคุ คลเรยี นรอู้ ย่างตอ่ เน่อื งตลอดชีวิต ค. กระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการพ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรแู้ ละปัจจยั เก้อื หนนุ ง. กระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการพ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดลอ้ ม สังคม การเรยี นรู้และปัจจยั เก้อื หนุนใหบ้ ุคคลเรยี นรู้อย่างตอ่ เน่อื งตลอดชีวิต 4. ขอ้ ใดคือความหมายของคาวา่ การศึกษาตลอดชีวติ ก. การศึกษาท่ียดื หยนุ่ ให้กับทกุ วัย ทุกเวลา ทุกสพานท่ี ข. การศึกษาตามอธั ยาศัย สามารพเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ค. การศึกษาท่ีเกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาทุกวัย การศึกษานอกสพานที่ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพ่ือให้สามารพพัฒนาคณุ ภาพชีวิตไดอ้ ย่าง ตอ่ เน่อื งตลอดชีวติ ง. การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพ่ือใหส้ ามารพพัฒนาคุณภาพชีวติ ได้อยา่ งตอ่ เน่อื งตลอดชีวิต คนชนเป้า 28

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) 5. ข้อใดคอื ความหมายของการจดั การเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ผู้เรียนเป็นสาคญั ตามกฎหมายทบี่ ญั ญตั ิไว้ ก. ผ้เู รยี นสามารพเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ ข. ส่งเสริมการพัฒนาตามธรรมชาติ ค. ส่งเสรมิ การพัฒนาอยา่ งเต็มศักยภาพ ง. พกู ทุกขอ้ 6. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ จดุ เน้นของการจัดการเรียนรทู้ เี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคญั ก. ผเู้ รียนเรยี นรู้จากประสบการณข์ องตนเอง ข. ผเู้ รยี นเรยี นรู้แบบมสี ่วนร่วม ค. ผู้เรียนสร้างองคค์ วามร้ดู ้วยตนเอง ง. ผสู้ อนมบี ทบาทสาคัญทางการเรยี นรู้ 7. จุดมุ่งหมายของการเรยี นรแู้ ต่ละบทเรยี น ส่ิงท่ผี ู้เรียนจะไดร้ บั หลงั จากบทเรียนคือ ก. แนวคดิ รวบยอด ข. ทกั ษะและความสามารพ ค. เน้อื หาของบทเรียน ง. เทคโนโลยี 8. ข้อใด คอื การศึกษาเป็นรายบคุ คล ข. Person Study ก. Case Study ง. Education Study ค. Individual Study 9. ข้อใด คือ ICT ก. Information Computer Technology ข. Information and Computer Technology ค. Information Communication Technology ง. Information and Communication Technology 10. ข้อใด คอื Constructivism ข. ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ดว้ ยตนเอง ก. ทฤษฎกี ารสรา้ งความรู้ ง. ทฤษฎกี ารจดั การเรียนรู้ด้วยตนเอง ค. ทฤษฎีการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง 11. ขอ้ ใด คอื Co-operative Learning ข. การเรียนรแู้ บบกลุ่ม ก. การเรียนรู้แบบรว่ มมอื ง. การเรยี นรู้แบบค้นพบ ค. การเรยี นรูแ้ บบรับคาสั่ง 12. ข้อใดคอื แนวคดิ การจัดการเรยี นรู้แบบ Participation ก. วางเปาหมายรว่ มกัน ข. คน้ ควา้ ในเร่อื งท่ีตรงกับความพนัดความสามารพ ค. ประยุกต์ความรนู้ าไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตจริง ง. พกู ทกุ ขอ้ คนชนเป้า 29

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตตวิ เตอร์) 13. กิจกรรมท่ีผู้สอนให้ความสาคัญแก่ผู้เรียนในวามเป็นเอกัตบุคคล ผู้สอนยอมรับในความสามารถ ความคิดเหน็ ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลของผเู้ รียน มุ่งให้ผู้เรยี นได้พัฒนาตนเองให้เตม็ ศักยภาพมากกวา่ เปรยี บเทยี บแขง่ ขนั ระหวา่ งกันโดยมีความเช่ือม่นั ผเู้ รยี นทกุ คนมีความสามารถในการเรยี นรู้ได้ และมวี ธิ กี าร เรียนรู้ที่แตกต่างกนั ตรงกับขอ้ ใด ก. Good Habit ข. Happiness ค. Construct ง. Individualization 14. กิจกรรมที่ผเู้ รยี นได้ค้นพบสาระสาคัญหรือองค์การความรู้ใหม่ดว้ ยตนเอง อันเกิด จากการได้ศึกษาคน้ คว้า ทดลอง แลกเปล่ียนเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ทาให้ ผู้เรียนรักการอ่าน รักการศึกษาค้นคว้าเกิดทักษะ ในการแสวงหาความรู้ เหน็ ความสาคัญของการเรียนรู้ ซ่ึงนาไปสู่ การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ (Learning Man) ท่ีพึงประสงค์ ตรงกบั ข้อใด ก. Good Habit ข. Happiness ค. Construct ง. Individualization 15. กิจกรรมท่ีผู้เรียนได้เรียนอย่างมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดจาก ประการท่ีหน่ึง ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งท่ีตน สนใจสาระการเรียนรู้ ชวนให้สนใจใฝค่ ้นคว้าศึกษาท้าทาย ให้แสดง ความสามารถและให้ใช้ศักยภาพของ ตนอย่างเต็มท่ี ประการที่สองปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและระหว่างผู้เรียนกับ ผู้เรียน มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตร มีการช่วยเหลือ เกื้อกูลซ่ึงกันและกัน มีกิจกรรมร่วมด้วยช่วยกัน ทาให้ ผูเ้ รยี นรู้สึกมีความสุขและสนุกกับการเรียน ตรงกบั ขอ้ ใด ก. Good Habit ข. Happiness ค. Construct ง. Individualization 16. กิจกรรมท่ีผู้เรียนไดพ้ ัฒนาคุณลักษณะนิสัยท่ีดีงาม เช่น ความรับผิดชอบ ความเมตตา กรุณา ความมีน้าใจ ความขยัน ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ ฯลฯ และ ลักษณะนิสัยในการทางานอย่างเป็นกระบวนการ การทางานรว่ มกับผ้อู ่นื การยอมรับผอู้ น่ื และ การเหน็ คณุ ค่าของงาน เป็นตน้ ก. Good Habit ข. Happiness ค. Construct ง. Individualization 17. ข้อใดคอื จุดมุ่งหมายของ การประเมนิ การเรยี นรทู้ เ่ี นน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ก. การตดั สินคุณคา่ ของสาระการเรียนรู้ ข. การตดั สินพัฒนาการด้านความรู้ ค. การตดั สินทกั ษะคุณธรรมของผู้เรยี น ง. พกู ทุกขอ้ 18. Performance Assessment คือข้อใด ข. การประเมนิ ก่อนเรยี นรู้ ก. การประเมนิ ภาคปฏิบตั ิ ง. การประเมินเพ่ือตัดสินผลการเรียนรู้ ค. การประเมินผลงาน 19. Portfolio Assessment คอื ขอ้ ใด ข. การประเมนิ ก่อนเรียนรู้ ก. การประเมินภาคปฏิบตั ิ ง. การประเมินเพ่ือตดั สินผลการเรียนรู้ ค. การประเมนิ ผลงาน คนชนเป้า 30

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ น๊ตติวเตอร์) 20. ขอ้ ใดไมใ่ ชก่ ารสอนแบบ 4 MAT ก. Why ข. What ค. Where ง. How 21. ขอ้ ใดถูกต้องทสี่ ุด ก. การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความรู้และพัฒนาตนเองได้ และพือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้ผ้เู รียนสามารพพัฒนาตามกายภาพและเตม็ ตามศักยภาพ ข. การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความรู้และพัฒนาตนเองได้ และพือว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการ เรยี นรู้ กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผ้เู รยี นสามารพพัฒนาตามกายภาพและเตม็ ตามศักยภาพ ค. การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารพเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และพือว่าผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารพพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ ง. การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารพเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และพือว่าผู้เรียนมี ความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารพพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ 22. ข้อใดไม่ใช่แนวคิดสาคญั ในการจัดการเรยี นรู้จากแหล่งเรยี นรู้ ก. การเรียนรเู้ กิดทกุ ท่ที กุ เวลา ข. เรยี นรจู้ ากธรรมชาติ ค. แหลง่ เรียนรู้ที่ทันสมยั ง. สาคัญทกุ ขอ้ 23. การจัดการเรยี นรจู้ ากแหล่งเรียนรูข้ ้ันตอนใดท่ีเกดิ ประโยชน์สูงสุดต่อผเู้ รยี น ก. ข้ันสารวจ ข. ข้นั เรียนรู้ ค. ขนั้ นาไปใช้ ง. ขั้นเผยแพร่ผลงาน 24. ครผู ูส้ อนมบี ทบาทสาคญั ต่อการจัดการเรยี นรจู้ ากแหล่งเรยี นรดู้ ้านใดมากทส่ี ุด ก. ใหค้ าปรึกษา ข. จดั หาอปุ กรณ์การเรียน ค. ติดตามชว่ ยเหลือ ง. สรุปผลและประเมินผล 25. ส่ิงที่ครูผสู้ อนต้องจัดเตรียมเป็นอันดับแรกของการจดั การเรียนร้จู ากแหล่งเรยี นรู้ คอื ก. สารวจแหลง่ เรียนรู้ ข. จัดทาแผนการเรียนรู้ ค. เสนอโครงการตอ่ ฝ่ายบรหิ าร ง. วเิ คราะหห์ ลักสูตร 26. ขอ้ ใดคือ การกาหนดจดุ มุ่งหมายในการจดั การเรียนรู้จากแหลง่ เรยี นรู้ ก. เรียนร้อู ย่างไร ข. เรียนรูอ้ ะไร ค. เรียนร้ทู ่ไี หน ง. เรียนรู้วิธใี ด คนชนเป้า 31

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผชู้ ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) 27. ขอ้ ใดคือการประเมนิ ผลท่ดี ีท่ีสุดจากการจัดการเรียนรู้จากแหล่งเรยี นรู้ ก. การจดั นทิ รรศการ ข. การเขยี นรายงาน ค. การอภปิ ราย ง. พูกทุกขอ้ 28. ข้อใดตรงกับคาวา่ การจัดการเรียนรแู้ บบสร้างองคค์ วามรู้ ก. Knowledge Build ข. Constructivism ค. Learning by doing ง. Study centers 29. ข้อใดคือแนวคดิ ท่สี าคญั ของการจดั การเรยี นรู้แบบสรา้ งองค์ความรู้ ก. ผลการเรียนรูข้ ้นึ อยกู่ บั ประสบการณ์เดิมของผเู้ รียน ข. ผเู้ รียนสามารพเรยี นรู้ดว้ ยตนเองมากกว่าการรบั ฟัง ค. ผูเ้ รียนเปน็ ผ้รู ับผิดชอบการเรียนรู้ ง. พูกทุกขอ้ 30. ข้อใดคือข้นั แรกของการจัดการเรยี นร้แู บบสร้างองคค์ วามรู้ ก. Orientation ข. Elicitation of the prior knowledge ค. Application of ideas ง. Review 31. ขอ้ ใดคอื ข้นั สุดทา้ ยของการจัดการเรยี นรู้แบบสรา้ งองคค์ วามรู้ ก. Orientation ข. Elicitation of the prior knowledge ค. Application of ideas ง. Review 32. ขอ้ ใดคอื ข้นั การนาความคดิ ไปใช้ของการจดั การเรียนรู้แบบสร้างองคค์ วามรู้ ก. Orientation ข. Elicitation of the prior knowledge ค. Application of ideas ง. Review 33. ขอ้ ใดไมใ่ ชบ่ ทบาทของครูผสู้ อนในการจดั การเรียนรูแ้ บบสรา้ งองค์ความรู้ ก. สรา้ งแรงจงู ใจ ข. มีปฏิสัมพันธ์กบั ผู้เรียน ค. ชท้ี างการเรยี นรู้ ง. เปดิ โอกาสใหผ้ ้เู รียนสังเกต 34. การจัดการเรียนร้แู บบสรา้ งองคค์ วามรเู้ หมาะกับชว่ งช้ันใด ก. ช่วงช้นั ท่ี 2 ข. ช่วงชน้ั ท่ี 3 ค. ช่วงชน้ั ที่ 4 ง. ทุกช่วงช้ัน 35. การจดั การเรยี นรแู้ บบกระบวนการแกป้ ั ญหามีจุดเดน่ อย่างไร ก. กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นต้ังใจเรยี น ข. เห็นประโยชนต์ ่อการเรียนรู้ ค. ฝึกนสิ ัยความมเี หตุผล ง. พกู ทุกขอ้ คนชนเป้า 32

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) 36. ข้อใดไม่ใช่ข้นั ตอนของการจดั การเรยี นรู้แบบกระบวนการแก้ปั ญหา ก. การกาหนดสมมติฐาน ข. การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ค. การรวบรวมขอ้ มลู ง. เป็นขัน้ ตอนทุกขอ้ 37. STAD เป็นเทคนคิ การจดั การเรยี นร้ตู ามข้อใด ข. แบบการแข่งขนั เปฯ็ ทีม ก. แบบการเรียนรูร้ ่วมกัน ง. แบบการประสบความสาเร็จเปน็ ทมี ค. แบบสืบสวนสอบสวนเปน็ กลุ่ม 38. บทบาทของครผู ู้สอนทส่ี าคญั ในการจัดการเรียนรแู้ บบกระบวนการแกป้ ั ญหา คอื ก. กาหนดขน้ั ตอนกจิ กรรม ข. กาหนดสพานการณ์ ค. ให้คาปรกึ ษา ง. รวบรวมข้อมลู 39. ขอ้ ใดไมใ่ ช่วัตถปุ ระสงค์ ในการจัดการเรยี นรู้แบบกระบวนการแก้ปั ญหา ก. ผู้เรยี นมีการวางแผน ข. ผู้เรียนมที ักษะการทางานร่วมกัน ค. ผูเ้ รยี นมสี ่วนร่วมในการวเิ คราะห์ ง. ผ้เู รียนไดฝ้ ึกการเผชญิ กบั ปัญหาในชีวิตประจาวนั 40.ขอ้ ใดคือองค์ประกอบของความคิดสรา้ งสรรค์ ก. Fluency ข. Flexibility ค. Originality ง. Tuktukkor 41. แนวคดิ ทีเ่ ป็นการสรา้ งสรรค์สิ่งใหม่ หรือทฤษฎีใหม่ คือ ก. Innovation ข. Synthesis ค. Extension ง. Duplication 42. การผสมผสานแนวคดิ จากแหลง่ ตา่ งๆ คอื ก. Innovation ข. Synthesis ค. Extension ง. Duplication 43. การลอกเลียนจากความสาเรจ็ อน่ื ๆ คอื ก. Innovation ข. Synthesis ค. Extension ง. Duplication 44. อปุ สรรคทส่ี าคัญตอ่ การจดั การเรียนรู้แบบส่งเสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์คอื ก. ดา้ นการรับรู้ ข. ด้านอารมณ์ ค. ดา้ นวฒั นธรรม ง. พูกทุกขอ้ 45. ขอ้ ใดคอื รูปแบบการบรู ณาการเรยี นการสอนของการจัดการเรียนรู้แบบพหุปั ญญา ก. การบูรณาการภายในวิชา ข. การบูรณาการระหวา่ งวิชา ค. การบรู ณาการทุกวชิ า ง. ขอ้ ก และ ข 46. ขอ้ ใดคือการบูรณาการแบบสอดแทรก ข. Parallel Instruction ก. Infusion ง. Tran disciplinary Instruction ค. Multidisciplinary Instruction คนชนเป้า 33

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครูผู้ช่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) 47. ข้อใดคอื การบูรณาการแบบค่ขู นาน ข. Parallel Instruction ก. Infusion ง. Tran disciplinary Instruction ค. Multidisciplinary Instruction ข. Parallel Instruction 48. ขอ้ ใดคือการบูรณาการแบบสหวิทยาการ ง. Tran disciplinary Instruction ก. Infusion ค. Multidisciplinary Instruction ข. Parallel Instruction ง. Tran disciplinary Instruction 49. ขอ้ ใดคือการบรู ณาการแบบขา้ มวิชา ก. Infusion ข. ธีรชยั ปูรณโชติ ค. Multidisciplinary Instruction ง. ดร.ร่งุ แกว้ แดง 50. ใครคือเจา้ ของทฤษฎีพหปุ ั ญญา ก. Howard Garner ค. Bloom คนชนเป้า 34

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครูผู้ช่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารยโ์ นต๊ ติวเตอร์) จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว จิตวิทยาเป็นศาสตร์ท่ีศึกษาเก่ียวกบั พฤติกรรมมนุษย์ ดังนั้นผู้ศึกษาวิชาจิตวิทยาจึงสามารพนาเอาความรไู้ ปใชไ้ ด้ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือสพานที่ทางาน ตลอดจนมีความสาคัญต่อการประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งนี้เพราะ หลักการทางจิตวิทยาสามารพนาไปประยุกต์ใช้ได้กบั งานต่างๆ มากมาย ความสาคัญและคุณค่าของวิชาจติ วทิ ยา เก่ียวขอ้ ง กับชวี ติ มนุษยใ์ นด้านตา่ งๆ ดังต่อไปน้ี ศัพท์เกย่ี วจติ วทิ ยาการศึกษาและการแนะแนว พฤติกรรม Behavior = กิริยาอาการแสดงออกทุกรูปแบบของส่ิงมีชีวิต เพ่ือตอบสนองต่อส่ิงเร้าท้ังภายในและ ภายนอก  พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior)  Molar เปน็ พฤติกรรมที่สามารพสังเกตเห็นได้ เช่น การยมิ้ การเตน้ การหวั เราะ การรอ้ งไห้ เปน็ ตน้  Molecular เป็นพฤตกิ รรมที่ตอ้ งใช้เคร่ืองมอื ตรวจสอบ เชน่ ชีพจร ความดนั โลหติ เปนต้น  พฤติกรรมภายใน Covert Behavior สังเกตไมไ่ ด้ ใชเ้ คร่ืองมือวัดไม่ได้ เชน่ การจา ความฝันฯ จิตวทิ ยา (Psychology) มีรากศัพทม์ าจากภาษา กรกี 2 คา คือ Psyche + Logos  Psyche = จติ วิญญาณ  Logos = ศาสตร์, วิชา, วิทยาการ แปลได้วา่ เป็นวชิ าทศี่ ึกษาเกยี่ วกับจติ วญิ ญาณ ความหมายของจิตวิทยาตามนกั การศึกษากลา่ วไว้ แนะนาพอสังเขป ดงั น้ี จอห์น บี วัตสัน John B Watson กล่าวว่า เป็นวชิ าท่ศี ึกษาเกยี่ วกบั พฤติกรรม วลิ เล่ียม เจมส์ William James กลา่ ววา่ เปน็ วิชาทีว่ า่ ดว้ ยกิรยิ าอาการของมนษุ ย์ ฮิลการ์ด Hilgard กลา่ วว่า เปน็ การศึกษาในเร่อื งพฤตกิ รรมของมนุษย์และสัตว์ สรุปได้ว่า จิตวิทยา คือ วิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือกิริยาอาการของมนุษย์และสั ตว์โดยอาศัย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงข้อมูลดังกล่าวจะทาให้สามารพคาดคะเนหรือพยากรณ์ได้ ซ่ึงจะช่วยลด พฤติกรรมเบี่ยงเบนอนั กอ่ ให้เกดิ ปัญหาในอนาคต คนชนเปา้ 35

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผูช้ ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตติวเตอร์) วธิ ีการศึกษาทางจิตวิทยา 1. การตรวจสอบตนเอง (Introspection) เป็นวิธีการที่ให้บุคคลสารวจ ตรวจสอบตนเอง ด้วยการย้อนทบทวนการ กระทาและความรสู้ ึกนึกคิดของตนเองในอดตี ทผี่ า่ นมา 2. การสังเกต (Observation) เป็นการเฝาดูพฤตกิ รรมในสพานการณท์ ี่เป็นจรงิ อย่างมจี ดุ มุ่งหมาย มี 2 ลักษณะ คอื 2.1 การสังเกตอยา่ งมแี บบแผน (Formal) (การเตรียมตัว) 2.2 การสังเกตอยา่ งไมม่ ีแบบแผน (Informal) (ไมไ่ ด้เตรียมตัว) 3. การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี (Case Study) เป็นการศึกษารายละเอียดต่างๆ ท่ีสาคัญของบุคคล แต่ต้องใช้เวลา ศึกษาติดตอ่ กันเปน็ ระยะเวลาหน่งึ แล้วรวบรวมขอ้ มูลมาวเิ คราะหพ์ ิจารณา 4. การสัมภาษณ์ (Interview) เปน็ การสนทนาของบุคคลตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป ตามจุดมงุ่ หมาย 5. การทดสอบ (Testing) เปน็ การใช้เคร่ืองมือท่ีมีเกณฑใ์ นการวัดลกั ษณะของพฤติกรรมตา่ งๆ 6. การทดลอง (Experiment) เปน็ การรวบรวมข้อมูลทีเ่ ปน็ ระบบ มีขนั้ ตอนและวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ ปั จจบุ นั นักจิตวิทยาสามรถแบง่ ได้หลายแขนง ดังน้ี  จติ วทิ ยาสรรี ะ ม่งุ ศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างกระบวนการทางสรรี ะวิทยากับจติ ใจ  จิตวิทยาพัฒนาการ ศึกษาตั้งแต่เริ่มปฏสิ นธจิ นปิดฉากชีวิต  จิตวิทยาคลินกิ ศึกษาว่าบคุ คลเม่อื ประสบปัญหาแล้วจะมวี ิธกี ารแก้ปัญหาอยา่ งไร  จิตวทิ ยาการศึกษาในโรงเรยี น ประยุกต์เพ่ือใชแ้ กป้ ัญหาของเดก็ ชว่ ยใหค้ รผู ู้สอนเข้าใจเด็ก  จติ วทิ ยาอตุ สาหกรรม ศึกษาการทางานในระบบ คอื ความสามารพทางานรว่ มกบั คนอ่นื  จติ วิทยาการวดั ผลและการทดสอบ ศึกษาเกีย่ วกับเร่อื งข้อมลู และความเช่อื พอื  จิตวิทยาสังคม ศึกษาวธิ กี ารวดั ลักษณะส่วนใหญข่ องพฤติกรรมมนุษย์ จิตวิทยาการศึกษา  เปน็ ศาสตรท์ ศ่ี ึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้และพัฒนาการของผ้เู รียน ในสภาพการเรียนการสอนในชน้ั เรียน เพ่ือคิดคน้ ทฤษฎแี ละหลกั การทจ่ี ะนามาชว่ ยแกป้ ัญหาทางการศึกษา ความหมายจิตวิทยาการเรยี นรู้ ของนักศึกษา  คิมเบลิ การเรียนรู้ เปน็ การเปลย่ี นแปลงค่อนข้างพาวรในพฤติกรรมอนั เปน็ ผลมาจากการฝึกทไ่ี ด้รับการเสริมแรง  ฮิลการด์ และ เบาเวอร์ เปน็ กระบวนการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมอนั เปน็ ผลมาจากประสบการณแ์ ละการฝกึ ฝน  คอนบาค การเรยี นรเู้ ป็นการแสดงให้เหน็ พึงพฤตกิ รรมที่มกี ารเปล่ียนแปลงอนั เป็นผลเน่อื งมาจากประสบการณ์ สรุปได้ว่า การเรียนรู้ หมายพึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอันเน่ืองมาจากประสบการณ์และการฝึกหัด เป็นการ เปล่ียนแปลงทคี่ ่อนข้างพาวร คนชนเปา้ 36

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) บิดาแหง่ วงการจติ วิทยา ---------- ซิกมัน ฟรอยด์ ---------- ซกิ มัน ฟรอยด์  บดิ าแห่งจิตวทิ ยาโลก ---------- จอหน์ บี วตั สัน  บิดาแห่งจิตวทิ ยาวิเคราะห์ ---------- จอหน์ บี วัตสัน  บิดาแห่งจติ วิทยาแผนใหม่ ---------- วลิ เฮลม์ แมกซ์ วนุ้ ท์  บดิ าแห่งพฤตกิ รรมนยิ ม ---------- อลั เฟรด บเิ นต์  บดิ าแห่งจติ วิทยาการทดลอง ---------- ธอรน์ ไดด์  บดิ าแห่งสตปิ ัญญา ---------- แฟรงค์ พารส์ ัน  บิดาแหง่ จิตวทิ ยาการศึกษา  บดิ าแหง่ การแนะแนว กลวธิ านในการปรับตวั (Defense mechanism) 1) Rationalization ยกเหตผุ ลเขา้ ขา้ งตวั เอง เชน่ องุ่นเปรีย้ ว มะนาวหวาน 2) Projection โยนความผดิ ให้คนอ่นื เชน่ ราไม่ดีโทษปีโทษกลอง 3) Repression การเกบ็ กด เชน่ ลืมเร่อื งราวลืมความเจบ็ ปวด 4) Compensation การชดเชย เช่น เรียนไมเ่ กง่ ไปเล่นกีฬา 5) Sublimation การทดแทน 6) Decrease การทดพอย กลุ่มตา่ งๆ ทางจติ วิทยา มี 6 กลุม่ ดังนี้ 1) กลุ่มโครงสร้างทางจิต (Structuralism) แนวคิด การได้สัมผัสเป็นส่ิงสาคัญสาหรับการเรยี นรู้/ความรู้สึก (การตีความ,แปลความ)/มโนภาพ (การคิด ,วิเคราะห)์ นกั จติ วทิ ยา : วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นท์ 2) กลุม่ หน้าทท่ี างจติ (Functionalism) แนวคิด เกิดจากการรวมกนั ระหว่างทฤษฎีของ ชาลส์ ดาร์วนิ กบั ลัทธิปรัชญาทเ่ี น้นความสาคญั ของการปฏบิ ตั ิ จริง (Pragmatic Philosophy) มาจากกลุ่มปฏิบัตินิยม แนวคิดกลุ่มน้ีมีอิทธิมากต่อวงการศึกษา เน่ืองจากมี จุดมุ่งหมายให้มนษุ ย์ดารงชีวิตอยใู่ นสังคมด้วยความผาสุก มุ่งศึกษา ด้านหน้าที่ของจิต เป็นการเรียนรู้ การจูงใจ การแก้ไขปั ญหา จิตใจกับร่างกาย (จิตควบคุม กระบวนการในรา่ งกาย)/หรอื การทบี่ คุ คลต้องปรบั ตัวใหเ้ ข้ากับสังคม เป็นวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์, Learning by doing นกั จติ วิทยา : จอหน์ ดิวอ้ี, วลิ เลยี่ ม เจมส์, วูดเธอร์ แองเกลล์ คนชนเป้า 37

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) 3) กลมุ่ พฤติกรรมนิยม (Behaviorism) แนวคิด พฤติกรรมทุกอย่างต้องมีเหตุมากระตุ้นและสาเหตุน้ันมาจากส่ิงเร้าในรูปใดก็ได้ท่ีมากระทบ อาศัย แนวคดิ ของ พาฟลอฟ มีหลกั การ 3 ประการ คอื 1. การวางเง่อื นไขเป็นสาเหตุทที่ าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม 2. พฤติกรรมของคนทีป่ รากฏส่วนมาก เกดิ จากการเรียนรู้มากกวา่ ธรรมชาติ 3. การเรียนรขู้ องคนกบั สัตว์ไม่ต่างกนั มาก นักจติ วทิ ยา : จอหน์ บี วตั สัน 4) กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เป็นกลุ่มท่ีศึกษาเก่ียวกับจิตไร้สานึก (การกระทาท่ีไม่ต้ังใจ) แรงขับทางเพศ การพัฒนาบุคลิกภาพ ซ่ึงทาง กลุ่ม เช่อื วา่ พลังงานจติ ทาหนา้ ทค่ี วบคมุ พฤติกรรมมนุษย์ มี 3 ลักษณะ คือ 1. จิตสานกึ ภาวะท่ีจิตรูต้ ัวอย่ตู ลอดเวลา 2. จิตก่งึ สานึก ภาวะที่จติ ระลึกได้ 3. จติ ไรส้ านกึ ไม่อยูใ่ นภาวะท่รี ตู้ ัว โครงสร้างทางจิต 3 ส่วนสาคญั ของฟรอยด์ คือ 1. อดิ (Id) ตัณหา, ความต้องการของมนุษย์ยังไมไ่ ดข้ ัดเกลา 2. อโี ก้ (Ego) ส่วนท่คี วบคุมพฤติกรรมท่ีเกดิ จากความตอ้ งการของอดิ 3. ซุปเปอร์ อโี ก้ (Super Ego) มโนธรรมหรือจิตส่วนทไ่ี ดร้ ับการพัฒนาจากประสบการณ์ พัฒนาการบุคลิกภาพของ ฟรอยด์ 5 ขั้น 1. ข้ันปาก (Oral stage) แรกเกิด - 2 ขวบ เด็กจะมีความสุขความพอใจ จะอยู่ที่ได้รับการตอบสนองทาง ปาก เชน่ การดูดนม การสัมผสั ด้วยปาก 2. ข้ันทวารหนัก (Anal Stage) ช่วงอายุ 2 – 3 ขวบ มีลักษณะในความพอใจจะอยู่ทก่ี ารขับพ่าย 3. ข้ันอวัยวะเพศ (Phallic Stage) ช่วงอายุ 3 – 5 ขวบ มีความสนใจของเด็กจะอยู่ท่ีอวัยวะเพศ เด็กชาย หวงแม่ (Oedipus) เดก็ หญิงหวงพ่อ (Electra) 4. ข้ันแฝง (Latency Stage) ชว่ งอายุ 6 - 12 ขวบ ระยะกอ่ นเข้าวัยรุ่นจะสนใจในเพศเดียวกัน 5. ข้ันวัยรุ่น (Genital Stage) ช่วงอายุ 13 - 18 ขวบ เด็กผู้หญิงเร่ิมสนใจเด็กผู้ชาย เด็กผู้ชายเร่ิมสนใจ เดก็ ผ้หู ญิง ช่วงนีจ้ ะเป็นระยะทจี่ ะมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศอยา่ งแทจ้ รงิ นกั จิตวทิ ยา : ซิกมนั ด์ ฟรอยด์ คนชนเป้า 38

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครูผู้ช่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตติวเตอร์) 5) กลมุ่ จิตวทิ ยาเกสตอล (Gestalt Psychology) Gestalt มาจากภาษาเยอรมนั แปลวา่ ส่วนรว่ ม ภาพรวม แนวคิด การพิจารณาพฤติกรรมหรือประสบการณ์ของคน เป็นส่วนรวมซ่ึงส่วนรวมน้ัน มีค่ามากกว่าผลบวก ของส่วนย่อยๆ ตา่ งๆ รวมกัน หลกั สาคัญ การรับรแู้ ละการหยั่งเห็น, การเรียนรู้คอื การแก้ปัญหา, การเรยี นจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย นกั จติ วทิ ยา : แมกซ์ เวิทโฮเมอร์ ผรู้ ่วมงาน คอื เคทิ คอฟกา้ วลอ์ ฟแกง เคอเลอร์ 6) กลุม่ มนษุ ยนิยม (Humanism) มนษุ ย์พยายามปรบั ปรงุ ตัวให้มคี วามสมบรู ณ์ท่ีสุด ดงั นี้ 1. เช่อื วา่ มนษุ ย์เป็นสัตว์โลกประเภทหน่ึงทมี่ ีจิตใจ มคี วามต้องการความรกั 2. เช่อื วา่ มนษุ ย์เราทกุ คนต่างก็พยายามจะรูจ้ กั และเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง 3. มีความเช่อื วา่ มนุษยเ์ ราทกุ คนตา่ งกเ็ ข้าใจผู้อ่นื และยอมรับตนเองอยู่แลว้ 4. ให้คนมสี ิทธ์ิอสิ ระทีจ่ ะเลือกกระทา 5. มีความเห็นวา่ วธิ ีการค้นคว้าเสาะแสวงหาความรขู้ อ้ เท็จจริง เป็นสิ่งท่จี าเป็น นกั จติ วิทยา : อบั ราหัม มาสโลว์ และคารล์ อาร์ โรเจอร์ ทฤษฎคี วามต้องการพ้ืนฐาน 5 ข้ัน (Basic needs) ของ มาสโลว์ 1. ดา้ นร่างกาย (Physiological) 2. ดา้ นความมนั่ คงปลอดภัย (Security) 3. ดา้ นการติดตอ่ สัมพันธ์ (Affiliation) 4. ด้านการยอมรับและยกยอ่ งนับพอื จากผู้อ่นื (Esteem) 5. ดา้ นการใช้ความสามารพของตนเองใหเ้ ปน็ ประโยชนม์ ากทสี่ ุด (Self-actualization) การเรียนรู้  พฤตกิ รรมเดิมสู่พฤตกิ รรมใหม่ทพ่ี าวร  ผลมาจากการฝกึ ฝน  มิใช่มาจากการตอบสนองตามธรรมชาติ การเรยี นรขู้ ้นึ กบั ตัวแปร 3 ประการ  สิ่งเรา้ (Stimulus – S)  อินทรยี ์ (Organism – O)  การตอบสนอง (Response – R) คนชนเป้า 39

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) องคป์ ระกอบสาคญั ในการเรียนรู้  วุฒิภาวะ (Maturity) เป็นกระบวนการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ เป็นลาดับขั้นความเจริญเติบโต ทัง้ ร่างกาย จติ ใจ  ความพร้อม (Readiness) เปน็ สภาวะของบคุ คลท่จี ะเรยี นร้สู ่ิงใดสิ่งหน่งึ อย่างบงั เกดิ ผล  แรงจูงใจ (Motivation) เป็นพลังงานท่ีกระตุ้นให้มีพฤติกรรมนาไปสู่จุดมุ่งหมาย แยกเป็น 2 ประเภท คือ แรงจงู ใจภายในและแรงจูงใจภายนอก  การเสริมแรง (Reinforcement)  การพา่ ยโอนความรู้ (Transfer of learning) ทฤษฎีการเรียนรู้ 1) ทฤษฎีกลมุ่ ความรคู้ วามเข้าใจ (Cognitive Theories) 2) ทฤษฎีกลุ่มสัมพันธเ์ ช่อื มโยง (Associative Theories) ซ่งึ ปัจจบุ นั เรียกวา่ “พฤตกิ รรมนยิ ม” แบง่ เปน็ กลุ่มยอ่ ยได้ ดังน้ี 2.1 การวางเง่อื นไข (Conditioning Theories) - แบบคลาสสิค - แบบการกระทา 2.2 สัมพันธเ์ ช่อื มโยง (Connectionism Theories) - สัมพันธเ์ ช่อื มโยง - สัมพันธ์ตอ่ เน่อื ง การวางเง่ือนไขแบบคลาสสิคของ พาฟลอฟ  เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงเร้ากับการตอบสนองท่ีต้องวางเง่ือนไข การวางเง่ือนไขแบบคลาสสิค สามารพสรุปเป็นฏฎเกณฑ์ได้ 4 กฎ ดังนี้ 1. Law of extinction การลดภาวะ การลบพฤติกรรม 2. Law of spontaneous การฟ้ นื คืนสภาพหลงั จากการลบพฤตกิ รรม 3. Law of generalization การสรุปเกณฑร์ วม 4. Law of discrimination ความแตกตา่ งทแี่ ยกแยะได้  ทาการทดลอง (สุนัขกับกระดูก) เพ่ือศึกษาการเรียนร้ขู องสิ่งมีชีวิตเกิดจากการวางเง่ือนไข (Conditioning) ซ่ึงมี ลาดับข้นั ตอนดังนี้ 1. ก่อนวางเง่อื นไข UCS (อาหาร) + UCR (น้าลายไหล) + สิ่งเรา้ ทเี่ ป็นกลาง (เสียงกระดิง่ ) น้าลายไม่ไหล 2. ขณะวางเง่อื นไข CS (เสียงกระด่ิง) + UCS (อาหาร) UCR (น้าลายไหล) 3. หลังการวางเง่อื นไข CS (เสียงกระดิ่ง) CR (น้าลายไหล) คนชนเป้า 40

สอบขา้ ราชการ เตรียมสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) แบบคลาสสิคของ วตั สัน  ทาการทดลองกบั เดก็ ชายอายุ 11 เดือนและหนู มีหลักการดงั น้ี 1. การแผข่ ยายพฤติกรรม มีการตอบสนองการวางเง่ือนไขตอ่ สิ่งเรา้ คล้ายคลงึ กบั สิ่งเรา้ ทีเ่ ป็นเง่อื นไข 2. การลดภาวะหรือการดับสูญการตอบสนอง ให้สิ่งเร้าใหม่ท่ีตรงข้ามกับส่ิงเร้าเดิม เรียกว่า Counter– Conditioning ซ่ึงมลี าดับขนั้ ตอนของการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ยพ้ืนฐานสาคัญ 3 ข้นั ตอนคือ 1) ประสบการณ์ 2) ความเขา้ ใจ 3) ความนกึ คดิ ทฤษฎสี ัมพันธเ์ ชื่อมโยงของ ธอร์นไดด์  ทาการทดลองแมวกบั อาหารโดยแมวพูกขังอยใู่ นกรง  การเรียนร้เู กิดจากการลองผดิ ลองพกู นาไปสู่การเช่ือมโยงระหว่างสิ่งเร้ากบั การตอบสนอง ประกอบด้วย กฎแห่งความพรอ้ ม (Law of readiness) กฎแหง่ การฝึกหัด (Law of effect) การทผ่ี ูเ้ รียนไดฝ้ กึ หัดหรอื กระทาบ่อยๆ กฎแห่งความพอใจ (Connectionism) ทฤษฎีการวางเงอ่ื นไขแบบการกระทาของ สกินเนอร์  ทดลองใหห้ นอู ยู่ในกล่องเอาเทา้ กดคานอาหารกอ็ อกมา เรยี กการออกแบบน้วี า่ Skinner’s box  เน้นการกระทาของผูเ้ รยี น  การเรยี นรู้เกดิ จากการเสรมิ แรงทง้ั ทางบวกและทางลบ ทฤษฎกี ล่มุ ความรู้ความเข้าใจ  กลมุ่ เกสตัลท์ มผี ูน้ ากลุม่ คือ เวอรไ์ ทเมอร์, โคลเลอร์, คอฟกา, เลวิน  การเรยี นรู้เกดิ จากการจดั ประสบการณท์ งั้ หลายมารวมกัน หรือการรบั รู้เป็นส่วนรวมมากกวา่ ส่วนยอ่ ยรวมกัน  กลมุ่ เกสตัลท์ มีกฎ 6 ขอ้ ดงั น้ี ด้านการรบั รู้ 1. ความชัดเจน 2. ความคล้ายคลึง 3. ความใกล้ชดิ 4. ความต่อเน่อื ง 5. ความสมบรู ณ์ ดา้ นการหย่งั เหน็ (Insight) แนววิธีการทดลองโดยโคลเลอร์  ทฤษฎีสนามของเลวนิ การเรียนรเู้ กิดจากการจัดกระบวนการเรยี นร้แู ละกระบวนการคิดเพ่ือแกป้ ัญหา ครูต้องหาวชิ าท่ีทาใหต้ วั ครเู ขา้ ไปอยู่ใน life space ให้ได้ คนชนเปา้ 41

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ตวิ เตอร์) จิตวิทยาพัฒนาการ พัฒนาการ (Development) เป็นกระบวนการพัฒนาของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน ต้ังแต่จุดเร่ิมต้นของชีวิตจนกระทั่ง วาระสุดทา้ ย พัฒนาการ เปน็ การเปล่ยี นแปลงทเ่ี ป็นระบบ คาดคะเนได้ การเจริญเติบโต เป็นการเปล่ียนแปลงทเี่ ห็นพึงการเพิ่มข้นึ ดา้ นปริมาณ องค์ประกอบของพัฒนาการ วุฒภิ าวะ (Maturity) การเรียนรู้ (Learning) จุดมุ่งหมายของการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ เพ่ือใหเ้ กดิ แรงจูงใจ เข้าใจลกั ษณะของพัฒนาการ มีส่วนชว่ ยในการแกไ้ ขและเข้าใจปัญหาทเ่ี กิดข้ึน เพ่ือให้สามารพปรบั ตัวใหเ้ ข้ากับความยากลาบากของพัฒนาการแต่ละชว่ งอายุ การแบ่งวยั ระยะพัฒนาการ แบง่ ตามอายุได้ 8 ช่วง ดังนี้ 1) ระยะกอ่ นคลอดนบั ตง้ั แต่เรม่ิ ปฏสิ นธิจนพงึ คลอด 2) ระยะหลังคลอด 2.1 แรกเกิด, ทารก (คลอดพึง 2 ป)ี 2.2 เดก็ ตอนต้น (2 - 6 ป)ี 2.3 เดก็ ตอนกลาง (ชาย ช่วงอายุ 7-12 ปี และหญงิ ช่วงอายุ 6-10 ป)ี 2.4 ย่างสู่วยั รนุ่ (ชาย ชว่ งอายุ 13-15 ปี และหญิง ช่วงอายุ 12-13 ปี) 2.5 วัยรนุ่ (ตอนตน้ ช่วงอายุ 14-17 ปี และตอนปลายช่วงอายุ 17-20 ปี) 2.6 วยั ผ้ใู หญต่ อนตน้ (18 – 40 ปี) 2.7 วัยผูใ้ หญ่ตอนกลาง (40 – 60 ปี) 2.8 วัยชรา (มากกว่า 60 ปี) คนชนเปา้ 42

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารยศ์ รายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) ทฤษฎีจิตวทิ ยาพัฒนาการของ อริ คิ สัน  อธิบายพึงลักษณะการศึกษาไปข้างหน้า โดยเน้นพึงสังคม วัฒนธรรม และส่ิงแวดล้อม ที่มีผลต่อการพัฒนา บุคลกิ ภาพของคน เปน็ การพัฒนาของอโี ก้ มี 8 ข้ัน ดงั น้ี 1) ระยะทารก 0 – 2 ขวบ ขน้ั ไวว้ างใจและไมไ่ ว้วางใจผูอ้ ่ืน 2) วัยเร่มิ ต้น 2 – 3 ขวบ ขั้นมอี สิ ระกับความละอาย ความสงสัย เปน็ ตวั ของตัวเองหรอื ขั้นพลังจติ 3) ระยะก่อนไปโรงเรียน 3 – 6 ปี ขน้ั มคี วามคิดริเร่มิ กบั ความรู้สึกผดิ ขน้ั มีความมงุ่ ประสงค์ 4) ระยะเขา้ โรงเรียน 6 – 12 ปี ขนั้ เอาการเอางานข้ันสมรรพภาพกับความมปี มด้อย 5) ระยะวยั ร่นุ 12 – 20 ปี ขนั้ เขา้ ใจอตั ลกั ษณข์ องตนเอง และไม่เขา้ ใจตนเอง 6) ระยะต้นของวัยผู้ใหญ่ 20 – 40 ปี ขน้ั ใกลช้ ดิ สนทิ สนมกบั ความรสู้ ึกเปลา่ เปลย่ี ว ขนั้ ความรกั 7) ระยะผใู้ หญ่ 40 – 60 ปี การอนเุ คราะห์เก้อื กูลกบั การพะว้าพะวงตัวเอง ขน้ั เอาใจใส่ 8) ระยะสูงอายุ 60 ปขี ้ึนไป มคี วามม่ันคงทางจิตใจกับความสิ้นหวัง ขั้นบูรณาการ วัยชรา ทฤษฎีพัฒนาการของ เพียเจท์ 1) Sensorimotor แรกเกดิ – 2 ขวบ คอื การรบั รูด้ ้วยการเคล่อื นไหวและใช้ประสาทสัมผสั พัฒนาการทางความคดิ กอ่ นพูดได้ 2) Preoperational วยั 2 – 7 ปี คือ ขั้นก่อนการคดิ แบบมีเหตุผล ริเรมิ่ ความเขา้ ใจ เป็นวยั กอ่ นเข้าโรงเรยี นยังไม่สามารพใช้ปัญญาไดเ้ ต็มท่ี 3) Concrete วัย 7 – 11 ปี คอื ขัน้ การคดิ แบบมเี หตุผลเชงิ รปู ธรรม มกี ารจัดหมวดหมู่ 4) Formal วยั 11 – 15 ปี คอื ขั้นการคิดแบบมเี หตุผลเชิงนามธรรม ทฤษฎีการจดั ประเภททางปั ญญาของ บรเู นอร์ มี 3 แบบ 1) แบบใชก้ ารปฏิบัติ (Enactive) คอื รับรปู้ ระสบการณด์ ว้ ยการกระทา 2) แบบใชภ้ าพความคิด (Iconic) คอื เด็กจะเรมิ่ รับส่ิงแวดล้อมเข้ามาด้วยจนิ ตภาพ 3) แบบสัญลกั ษณ์ (Symbolic) คอื อธิบายลกั ษณะของวัตพดุ ้วยภาษา คนชนเปา้ 43

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครูผู้ช่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิดของ โคลเบิร์ก แบง่ เป็น 3 ขั้น 6 ข้อยอ่ ย ดังน้ี 1) ระดับก่อนกฎเกณฑ์ (Pre – Conventional) ช่วง 2-10 ปี เด็กจะสนองตามเกณฑ์ภายนอกมักเกี่ยวข้องกับ รา่ งกาย 1.1 หลีกเลีย่ งการพกู ลงโทษ เพราะเด็กกลัวความเจ็บปวด 1.2 ยนิ ยอมทาเพ่ือใหไ้ ดร้ างวลั ตลอดจนแลกเปล่ียนผลประโยชน์ 2) ระดับตามเกณฑ์ (Conventional) ช่วง 10-16 ปี ยอมรับความมุ่งหวังของครอบครัว พยายามปฏิบัติให้ เหมาะสม 2.1 เกณฑเ์ ดก็ ดี คลอ้ ยตามการชกั จงู ทาตามความคาดหวงั ของสังคม 2.2 ยึดพือกฎระเบียบขอ้ บงั คับของสังคม 3) ระดับเหนือเกณฑ์ (Post – Conventional) ชว่ ง 16 ปี ข้นึ ไป ระดบั การตัดสินขดั แยง้ ดา้ นจริยธรรม 3.1 การกระทาตามคามัน่ สัญญา 3.2 ยนิ ยอมทาตามเพ่ือหลีกเล่ยี งการตเิ ตยี นตนเอง มหี ลกั การทางจรยิ ธรรมสากล จติ วทิ ยาการแนะแนว (Guidance) คือ กระบวนการทางการศึกษาที่ช่วยให้บุคคลรู้จักเข้าใจตนเองและส่ิงแวดล้อม เลือกตัดสินใจได้อย่างพูกต้อง เหมาะสม เพ่ือ ปองกันปัญหา, แก้ไขปัญหา, ส่งเสรมิ และพัฒนา  เปาหมายของการแนะแนว  ปรัชญาของการแนะแนว 1. ผู้เรียนแตล่ ะคนย่อมมีความแตกต่างกนั 2. บุคคลเปน็ ทรัพยากรท่ีมีค่า 3. บคุ คลมกี ารเปล่ยี นแปลงทกุ ด้าน 4. พฤติกรรมทกุ อย่างย่อมมีสาเหตุ 5. บคุ คลยอ่ มมศี ักดแิ์ ละศรีและความตอ้ งการยอมรับ 6. ผ้คู นเม่อื อยรู่ ่วมกันยอ่ มต้องมกี ารพ่ึงพาอาศัยกนั  ขอบขา่ ยของการแนะแนว 3 ดา้ น 1. แนะแนวการศึกษา เปน็ กระบวนการที่มุ่งหวงั ให้ผูเ้ รียนพัฒนาการเรยี นได้เตม็ ศักยภาพ 2. แนะแนวอาชีพ เปน็ กระบวนการท่ีมงุ่ หวงั ใหผ้ เู้ รียนรจู้ ักตนเองและโลกของงาน 3. การแนะแนวส่วนตัว เปน็ การแนะแนวให้มชี วี ติ ความเป็นอยูท่ ีส่ มบรู ณ์ คนชนเป้า 44

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผชู้ ่วย อาจารย์ศรายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ติวเตอร์)  การบริการแนะแนวในสพานศึกษา 5 บริการ 1. รวบรวมขอ้ มลู ศึกษาเด็กเปน็ รายบคุ คล เปน็ การบันทึกประวัตนิ กั เรียน ทดสอบความพนัดและสารวจพฤติกรรม 2. บริการสารสนเทศ เป็นการบริการข้อมูลข่าวสารการศึกษา การเลือกอาชีพ 3. การบริการให้คาปรกึ ษา พอื ว่าเป็นหัวใจของการแนะแนว มี 5 ด้านยอ่ ย ดงั น้ี 3.1 การศึกษา 3.2 อาชพี 3.3 สังคม, ส่วนตัว 3.4 พัฒนานักศึกษา 3.5 วิชาการ 4. การจัดวางตัวบุคคล เปน็ ฝกึ ฝนประสบการณต์ รง การจดั หาทนุ การศึกษา 5. ติดตามผล และประเมินผล เชาว์ปั ญญา (สเติร์น)  IQ 140 – 170 อจั ฉรยิ ะ รอ้ ยละ 1 ฉลาดมาก ร้อยละ 11 120 – 139 ฉลาดปานกลาง ร้อยละ 18 ปานกลาง รอ้ ยละ 47 110 – 119 ต่ากวา่ ระดบั ปานกลาง ร้อยละ 15 เกอื บปัญญาออ่ น รอ้ ยละ 6 90 – 109 ปั ญญาอ่อน ร้อยละ 2 80 – 89 70 – 79 ต่ากวา่ 70 คนชนเป้า 45

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ชู้ ่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเริง (อาจารยโ์ นต๊ ตวิ เตอร์) แนวขอ้ สอบเรอื่ งจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว เพ่ือทบทวนเน้อื หาบทเรียนและเพิ่มประสบการณจ์ ากเน้ือหาวชิ า 1. ขอ้ ใดตรงกับความหมายของ จติ วทิ ยา (Psychology) มากท่ีสุดในปั จจุบัน ก. จติ วทิ ยา หมายพึง ศาสตรท์ วี่ า่ ดว้ ยเร่อื งจติ ข. จิตวิทยา หมายพงึ ศาสตร์ทศี่ ึกษาเร่อื งจิตและวญิ ญาณของมนุษยแ์ ละสัตว์ ค. จิตวทิ ยา หมายพึง ศาสตรท์ ว่ี า่ ด้วยเร่อื งความคิดของมนุษยแ์ ละกระบวนการทางจิต ง. จติ วิทยา หมายพงึ การศึกษาเร่อื งกระบวนการทางจติ และพฤติกรรมของมนษุ ยใ์ นเชงิ วิทยาศาสตร์ 2. ท่านคิดวา่ ข้อใดตอ่ ไปนี้ตรงกับความสาคญั ของ วชิ าจิตวทิ ยา ก. จติ วทิ ยาทาให้ตัวเราสามารพเขา้ ใจคนอ่นื ๆ ได้ชัดเจน ข. จติ วทิ ยาทาให้ตัวเราเขา้ ใจตวั เราได้ทง้ั จดุ ดี จุดดอ้ ยแล้วพัฒนาตนเองให้เตม็ ศักยภาพ ค. จติ วทิ ยาชว่ ยแกไ้ ขปัญหาของมนุษย์รวมทง้ั ทาใหเ้ ราเข้าใจตวั เราเองและเขา้ ใจผอู้ ่ืน ง. จิตวทิ ยาทาใหเ้ รามองคนอ่นื มีปัญหาและเราพร้อมท่จี ะเขา้ ไปชว่ ยเขาแกป้ ัญหา 3. ศาสตร์ใดต่อไปนี้สามารถประเมนิ ตดั สิน และพยากรณพ์ ฤติกรรมได้ตามหลกั การของวทิ ยาศาสตร์ ก. ปรัชญา ข. ชวี วทิ ยา ค. จิตวทิ ยา ง. พูกทกุ ขอ้ 4. บคุ คลกล่มุ ใดตอ่ ไปนเ้ี ช่ือว่าศูนยก์ ลางของความรู้สึกอยทู่ ีห่ วั ใจ ก. Aristotle and Plato ข. Rene Descartes ค. John Locke ง. Wilhelm Max Wundt 5. บคุ คลใดตอ่ ไปน้ีเป็นบิดาของจติ วิทยา ข. Sigmund Freud ก. Aristotle and Plato ง. Wilhelm Max Wundt ค. John Locke 6. ข้อใดคอื แนวคดิ ของกลมุ่ โครงสรา้ งของจติ (Structuralism) ก. จิต มรี ะดับในการทางานแตกต่างกันตามส่ิงเรา้ ข. จิต มีหน้าทแ่ี ละมขี ้นั การวิวฒั นาการทาใหเ้ กิดกระบวนการคดิ ค. จติ ธาตุ ประกอบดว้ ย การรบั สัมผัส ความรูส้ ึก และจติ นาการ ง. จติ ธาตุ มีองค์ประกอบ 3 ประการคอื ความคิด อารมณ์ การหาเหตผุ ล 7. ข้อใดคือวธิ ีการพิจารณาจติ หรือ การตรวจสอบทางจติ ของกลุ่มโครงสร้างทางจิต ก. การสังเกต ข. การทดลอง ค. การพินจิ จิต ง. ทาการบาบัด คนชนเป้า 46

สอบข้าราชการ เตรยี มสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) 8. กลุ่มแนวคิดใดท่ีมีความเชื่อที่ว่า ประสบการณ์ (Experience) เป็นสิ่งสาคัญสาหรับการปฏิบัติตนให้เข้ากับ ส่ิงแวดล้อม และสัญชาตญาณ (Instinct) เป็นสาเหตุสาคัญท่ที าให้คนเราปรบั ตวั กับส่ิงแวดลอ้ ม ก. กลุ่มโครงสรา้ งทางจติ (Structuralism) ข. กลุ่มหนา้ ทข่ี องจิต (Functionalism) ค. กลุ่มพฤติกรรมนยิ ม (Behaviorism) ง. กลมุ่ จติ วเิ คราะห์ (Psychoanalysis) 9. นกั จติ วทิ ยากลมุ่ ใดที่สนใจเรอื่ งจิตไร้สานึก (Unconsciousness) ก. กลมุ่ โครงสรา้ งทางจิต (Structuralism) ข. กลมุ่ หน้าทข่ี องจิต (Functionalism) ค. กลมุ่ พฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ง. กลุ่มจิตวเิ คราะห์ (Psychoanalysis) 10. นักจิตวิทยาคนใดต่อไปนี้ที่เขียนหนังสือ Principles of Psychology และถือว่าเป็นหนังสือจิตวิทยาเล่ม แรกของโลก ก. John Dewey ข. John B. Watson ค. William James ง. Sigmund Freud 11. วุฒภิ าวะ หมายถึงอะไร ก. กระบวนการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมทีเ่ กิดข้นึ ตามธรรมชาติ ข. กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมท่ีเกิดข้นึ จากการเรียนรู้ ค. กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมความเคร่งครัดระหวา่ งบุคคลจากสิ่งแวดล้อม ง. กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมความเคร่งครัดระหวา่ งบุคคลจากพฤตกิ รรม 12. การพัฒนาการคอื การเปลย่ี นแปลงที่มีผลมาจากข้อใด ก. พันธุกรรมและส่ิงแวดลอ้ ม ข. พันธกุ รรมและวฒุ ภิ าวะ ค. พันธกุ รรมและประสบการณ์ ง. วุฒิภาวะและประสบการณ์ 13. การแบง่ การพัฒนาทางสตปิ ั ญญาของเพียเจท์ (Piaget) ข้ันปฏบิ ัตโิ ดยใชน้ ามธรรมไดอ้ ายชุ ว่ งใด ก. 4-7 ปี ข. 5-9 ปี ค. 7-11 ปี ง. 11-17 ปี 14. ผคู้ ิดค้นเกณฑ์วดั ระดบั สตปิ ั ญญา (I.Q.) คือผ้ใู ด ข. สเตริ น์ (Stern) ก. บิเนต์ (Binet) ง. เพียจท์ (Piaget) ค. จอหน์ ดิวอี้ (John Dewey) 15. ขอ้ ใดเป็นความหมายของการแนะแนว ก. การช่วยใหน้ กั เรยี นได้มีความรู้ดขี ้นึ ข. การช่วยให้นกั เรียนรจู้ กั ชว่ ยตนเอง ปรับเขา้ กับส่ิงแวดล้อมได้ ค. การช่วยใหน้ กั เรยี นรู้จักผ่อนคลายอารมณ์ ง. การแกไ้ ขปัญหาทุกอยา่ งใหน้ กั เรยี น คนชนเป้า 47

สอบข้าราชการ เตรียมสอบ ครผู ู้ช่วย อาจารยศ์ รายทุ ธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตติวเตอร์) 16. หวั ใจของการแนะแนวคือขอ้ ใด ข. การบรกิ ารขอ้ มลู เกย่ี วกบั เดก็ ก. การบรกิ ารใหค้ าปรกึ ษา ง. การบรกิ ารสารสนเทศ ค. การบรกิ ารจดั วางตวั บคุ คล 17. เป้าหมายของการแนะแนวคอื ข้อใด ข. เด็กสามารพอยใู่ นสังคมได้ ก. เด็กเขา้ ใจปัญหาของตนทุกด้าน ง. เด็กสามารพชว่ ยเหลือตนเองไดอ้ ยา่ งดที ุกดา้ น ค. เด็กสามารพเลือกอาชพี ได้ 18. ข้อใดไมใ่ ชห่ ลกั ของการแนะแนว ข. ยึดเด็กเป็นศูนยก์ ลาง ก. จัดให้เด็กทุกคน ง. จัดบรกิ ารอย่างต่อเน่อื ง ค. จัดใหเ้ ด็กมีปัญหา 19. การจัดหาทุนการศึกษาใหน้ กั เรียนเป็นการบรกิ ารดา้ นใด ก. จัดวางตัวบคุ คล ข. การให้คาปรกึ ษา ค. การใหบ้ รกิ ารสารสนเทศ ง. การติดตามและประเมนิ ผล 20. ความสาเรจ็ ของการแนะแนวในสถานศึกษาตอ้ งอาศัยขอ้ ใด ก. นกั เรยี น ข. ครูประจาชน้ั ค. ผู้บริหารสพานศึกษา ง. ทกุ ๆ ฝ่ายรว่ มกัน คนชนเป้า 48

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผู้ช่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเรงิ (อาจารย์โนต๊ ติวเตอร์) การพัฒนาผ้เู รียน การพัฒนาการเรียนรแู้ ละการพัฒนานกั เรยี นเปน็ ปัจจยั หลกั ที่สาคัญในการจดั กระบวนการให้ผู้เรยี นเขา้ สู่มาตรฐาน และได้รับการพัฒนาตนเอง กระบวนการจดั การศึกษาตอ้ งยึดหลักวา่ ผู้เรียนทกุ คนมคี วามสามารพเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเอง และพือวา่ ผเู้ รียนมีความสาคญั ท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาตอ้ งส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รียนสามารพ พัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็ม ศักยภาพ ในหวั ข้อนเ้ี สมือนหน่งึ ทบทวนรายละเอียดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ซ่งึ มสี ่วนสาคญั ดงั รายละเอียด ต่อไปนี้ การพัฒนาด้านความสามารถและทกั ษะ 1) ชั้นประพมศึกษาปที ี่ 1 – ชั้นประพมศึกษาปีท่ี 3  อา่ นออกเขยี นได้ คดิ เลขเป็น มที ักษะการคิดพ้ืนฐาน ทกั ษะชีวติ ทกั ษะการส่ือสารอย่างสร้างสรรค์ 2) ชั้นประพมศึกษาปีท่ี 4 – ชนั้ ประพมศึกษาปที ี่ 6  อ่านคล่องเขียนคล่อง คดิ เลขคล่อง มที กั ษะการคิดพ้ืนฐาน ทักษะชวี ิต ทกั ษะการส่ือสารอย่างสร้างสรรค์ 3) ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 – ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3  แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ มีทักษะการคิดข้ันสูง ทักษะชีวิต และทักษะการ ส่ือสารอย่างสรา้ งสรรคต์ ามช่วงวัย 4) ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 – ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6  การแสวงหาความรู้เพ่ือแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) มีทักษะ การคิดขนั้ สูง ด้านคุณลักษณะ คณุ ลกั ษณะคือ ใฝ่ดี  จดุ เนน้ ตามชว่ งวัย คณุ ลกั ษณะคอื ใฝ่เรยี นรู้ ชัน้ ประพมศึกษาปที ่ี 1 – 3 คุณลักษณะคอื อยู่อยา่ งพอเพียง ชัน้ ประพมศึกษาปที ่ี 4 – 6 คุณลกั ษณะคอื มงุ่ มน่ั ในการทางาน ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 – 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 – 6 คนชนเปา้ 49

สอบขา้ ราชการ เตรยี มสอบ ครูผ้ชู ่วย อาจารย์ศรายุทธ ปานมะเริง (อาจารย์โน๊ตตวิ เตอร์) กาพัฒนาผูเ้ รียน ความสามารพในการปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม การพัฒนาทักษะชีวิต สุขภาพกาย และสุขภาพจิต ความเป็น ประชาธปิ ไตย ภมู ใิ จในความเปน็ ไทย การพัฒนาคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คณุ ภาพของผู้เรียนดา้ น คุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และจติ สานกึ ที่กาหนดข้นึ โดย พิจารณาจากสภาพของสังคม และการเปลยี่ นแปลงโลกยุคปัจจุบัน คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 8 ประการ 1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 2. ซ่อื สัตย์ สุจรติ 3. มีวินยั 4. ใฝ่เรยี นรู้ 5. อยูอ่ ย่างพอเพียง 6. มุ่งมัน่ ในการทางาน 7. รักความเปน็ ไทย 8. มีจติ สาธารณะ โครงสรา้ งกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน  ชน้ั ประพมศึกษาปที ี่ 1 – ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ปลี ะ 120 ชวั่ โมง  ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 – 6 รวม 3 ปี 360 ช่ัวโมง กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น ประกอบดว้ ยกิจกรรม 3 ลักษณะดังน้ี 1) กจิ กรรมแนะแนว  ส่งเสรมิ และพัฒนาผ้เู รียนให้รจู้ กั ตนเอง รรู้ ักษ์สิ่งแวดล้อม ตดั สินใจ คิดแก้ปัญหา กาหนดเปาหมาย วางแผน ชวี ติ 2) กิจกรรมนกั เรยี น  มงุ่ พัฒนาความมีระเบยี บวนิ ยั ความเป็นผนู้ าผู้ตามที่ดี รบั ผิดชอบทางานรว่ มกัน  ขอบขา่ ยกจิ กรรม 1. กิจกรรมลูกเสือ มีคติพจน์วา่ “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”  ลกู เสือสารอง (ป.1 – ป.3) มีคตพิ จนว์ า่ จงทาดี กองละ 2 – 6 หมู่ หมู่ละ 4 – 6 คน (6 – 10 ป)ี  ลูกเสือสามญั (ป.4 – ป.6) มีคตพิ จน์ว่า จงเตรยี มพรอ้ ม ลกู เสือ ตรี โท เอก กองละ 2 – 6 หมู่ หม่ลู ะ 6 – 8 คน (11 – 16 ป)ี  ลกู เสือสามญั รุนใหญ่ (ม.1 – ม.3) มีคติพจน์วา่ มองไกล ลูกเสือ โลก ช้ันพิเศษ หลวง กองละ 2 – 6 หมู่ หมลู่ ะ 4 – 8 คน (14 – 18 ป)ี  ลกู เสือวสิ ามัญ (ม.4 – ม.6) มคี ตพิ จนว์ า่ บริการ เตรียมลูกเสือวิสามญั สารวจตนเอง วิชาพิเศษ กองละ 2 – 6 หมู่ หมู่ละ 4–6 คน (16 – 25 ปี) คนชนเป้า 50


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook