90 2.3 กลุ่มใหญ่แรกที่รับนวัตกรรม (Early Majority) มีจำนวนมากถึง 34% กลุ่มนี้จะ ตัดสินใจได้จะต้องผ่านการพิจารณาหลายรอบ นวัตกรรมต้องมีลักษณะการใช้งานง่าย และมีประโยชน์ การ ตัดสินใจเลือกนวัตกรรมมักดูจากการตัดสินใจของสองกลุ่มแรก ลักษณะของคนกลุ่มนี้อาจเป็นคนวัยทำงาน หรือคนที่ไม่กล้าเสี่ยงกับนวัตกรรมหรือความเป็นไฮเทคโนโลยีทันที จนกว่าจะเห็นว่ามีความสำคัญหรือความ จำเป็นจรงิ ๆ 2.4 กลุ่มใหญ่หลังที่รับนวัตกรรม (Late Majority) ถือเป็นคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งมี จำนวนประมาณ 34% กลุ่มนี้จะมีใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมช้า และจะใช้เมื่อมีความจำเป็นต้องการใช้งาน จรงิ ๆ ซ่งึ กวา่ ทจี่ ะยอมรับนวัตกรรม เทคโนโลยนี ั้นอาจจะเร่ิมตกรุ่นไปแล้ว คนกลมุ่ น้อี าจยอมรับนวัตกรรมใหม่ เมอื่ สงั คมส่วนใหญ่ได้หมดความนยิ มในเทคโนโลยนี น้ั แล้ว 2.5 กลุ่มสุดท้ายผู้รับนวัตกรรม (Laggard) มีจำนวน 16% เป็นกลุ่มที่ต่อต้านนวัตกรรม ถ้าจะยอมรับก็ยอมรับอยา่ งเสียมิได้ หรืออาจจะไม่ยอมรับเลยตลอดไป คนกลุ่มน้ีเปน็ อาจอยู่ในกลุ่มของคนยคุ Baby Boomer คอื รนุ่ คุณตา คุณยาย หรือยุคพ่อ แมท่ ไี่ มไ่ ดใ้ สใ่ จและยอมรบั กับเทคโนโลยสี มัยใหม่ ทฤษฎนี ีแ้ สดงใหเ้ หน็ ถึงการกระจายตวั ของกลุ่มผ้ยู อมรับนวัตกรรม โดยกลุ่ม Innovators จะเป็น กลุ่มที่รับนวัตกรรมทันที คนกลุ่มนี้มีลักษณะกล้าเสี่ยง และมีความเป็นนักนวัตกรรมสูงจึงมีความพร้อมจะ ยอมรับ และมีศักยภาพที่จะรับได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีเพียง 2.5% ของคนทั้งหมดที่จะใชน้ วัตกรรมนั้น ต่อมา กลุ่ม Early Adopters กลุ่มนีเ้ ปน็ กลุ่มท่ียังมีความเชื่องช้าในการรบั นวัตกรรมกว่าพวกแรก แต่เป็นกลุ่มที่ยังไว ต่อการรับนวตั กรรม หลังจากทราบว่ามกี ลุ่ม Innovators ได้ยอมรับไปแล้ว กลุ่มนี้จะเป็นกลุม่ แรกๆ ตามมาที่ ยอมรบั นวตั กรรม ซง่ึ จะมีประมาณ 13.5% สว่ นกลุ่ม Early Majority และกลมุ่ Late Majority มกี ลมุ่ ละเท่าๆ กัน รวมกันเป็น 68% นั้น กลุ่มแรกจะรับนวัตกรรมก่อนกลุ่มหลัง แต่เมื่อรวมกันแล้วเป็นกลุ่มใหญ่ที่จะทำให้ เห็นนวัตกรรมได้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติในสังคม กลุ่มนี้จะดูทีท่าและทิศทางก่อน เมื่อเห็นว่าการยอมรับ นวัตกรรมจะเกิดประโยชน์จึงตัดสินใจยอมรับนวัตกรรมนั้น และกลุ่มสุดท้าย Laggards มีจำนวน 16% เป็น กลุ่มทตี่ อ่ ตา้ นนวตั กรรม ถ้าจะยอมรบั กย็ อมรบั อย่างเสียมิได้ หรืออาจจะไมย่ มรบั เลยตลอดไป ยกตัวอย่างความนิยมของ Social Networking พบว่ากลุ่มคนในสังคมที่ทำให้เกิดกระแสความ นิยมนั้นคือ กลุ่มผู้นำทางความคิด หรือ กลุ่มของคนที่มีชื่อเสียง (Early Adopters) อย่างดารา คนดัง ผ้เู ชยี่ วชาญ นกั การเมือง หรือท่นี ักการตลาดเรยี กคนกลมุ่ นว้ี า่ “ไอคอน” (Icon) เพราะคนกลุ่มนี้คือผูน้ ำในการ แพรก่ ระจายนวตั กรรมไปสู่กลมุ่ คนส่วนใหญข่ องสังคม แต่ทงั้ น้ี กม็ ใิ ช่ทกุ คนทจ่ี ะยอมรบั นวตั กรรมนี้ เพราะยังมี กลุ่มคนในสังคมอีกมากที่มีพฤติกรรมในการสื่อสาร และการชีวิตประจำวันที่ไม่ได้อาศัยประโยชน์จาก Social Networking (สภาวศิ วกร, 2553: Online) 3. ทฤษฎีอัตราการยอมรับ (The Theory of Rate of Adoption) เป็นการเผยแพร่นวัตกรรม ในช่วงเวลาอย่างเป็นแบบแผน เขียนกราฟเป็นรูปตัว S ทฤษฎีนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมจะได้รับการยอมรับ ผ่านช่วงของระยะเวลาอยา่ งช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป และจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะชะลอตัวอีก
91 ครั้งดังภาพรปู ตวั S ทฤษฎีนี้ยังเชื่ออีกว่าหลังจากผา่ นช่วงของการเตบิ โตอย่างรวดเร็วแล้วจะมีการชะลอตัวลง และคงทีอ่ ยู่ หรอื ตกลงมา ถ้าเปน็ สนิ คา้ ยอดขายจะลดลงอกี ดว้ ย INNOVATION GROWTH MATURITY 100 100 90 90 80 80 70 70 Percent Adoption 60 60 50 50 40 40 30 30 20 20 10 10 00 TIME ภาพที่ 6.2 อัตราการยอมรบั นวตั กรรมในแต่ละชว่ งเวลา ท่ีมา: Atanas Entchev (2005) จากภาพที่ 12.1 อธิบายปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของนวัตกรรมในสังคม โดยแกน Y แทน ประสิทธิภาพหรือเทียบจำนวนผู้ใช้ในสังคมก็ได้เช่นกัน ส่วนแกน X เป็นเวลา โดยสถานะที่ 1 (Innovator) เป็นช่วงเวลาของการประดิษฐ์คิดค้นจนประสบความสำเร็จออกมา และเริ่มทดสอบวางตลาด สถานะที่ 2 (Growth) เป็นช่วงเวลาท่ีเทคโนโลยหี รือนวัตกรรมมีการปฏสิ ัมพันธ์กบั คนในสังคมให้รบั รู้ว่ามีเทคโนโลยีนี้แล้ว และสังคมเรียนรู้ถึงเทคโนโลยีนี้ไปจนถึงการได้รับความนิยมจากคนในสังคม เกิดเป็นธุรกิจนวัตกรรมรุ่งเรือง อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีมีการพัฒนาประสิทธิภาพได้สูงขึ้นเรื่อยอย่างรวดเร็ว และพร้อมกับการเติบโตของ
92 จำนวนผูใ้ ช้ เปน็ ชว่ งเวลาทเี่ หมาะกบั การทำธรุ กจิ ที่สดุ และทุกคนอยากทำธรุ กิจในช่วงเวลานี้ และแนน่ อนท่ีสุด ผู้ที่มีนวัตกรรมใหม่ ควรจะเข้าสู่ตลาดในช่วงนี้ และสถานะที่ 3 (Maturity) เป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีอิ่มตัว ประสิทธิภาพการพัฒนาของเทคโนโลยีนั้นถึงขีดสุดของทรัพยากรที่ใช้ผลิตไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้แล้ว ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีจะมีใช้คงที่ โดยไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่มาทดแทน และเทคโนโลยีนี้ก็จะหายไปจากสังคม สรุปได้ว่า เวลาช่วงเริ่มต้นของการยอมรับนวัตกรรม จะมีการยอมรั บ นวัตกรรมนอ้ ย เสน้ กราฟจะอยตู่ ำ่ และค่อยๆ สูงขน้ึ และเม่ือถงึ ชว่ งเติบโตการยอมรับจะมีมากและเป็นไปอย่าง รวดเร็วด้วย หลังจากนั้นจะเริ่มช้าลง และมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการยอมรับลดลงอีกดว้ ย และถึงคราวที่ต้องมี นวตั กรรมเกิดใหม่เกดิ ขึ้นอีก เป็นอย่างน้ตี ่อๆ ไป และก็จะมีการเติบโตแบบตวั S เชน่ เดยี วกนั นีซ้ ้ำๆ ไปเร่ือยๆ 4. ทฤษฎีการยอมรบั ด้วยคุณสมบัติ (The Theory of Perceived Attributes) กลุม่ ผมู้ ศี ักยภาพ ในการยอมรับนวัตกรรมตัดสินใจรับ โดยใช้ฐานของการรับรู้รับทราบถึงคุณสมบัติของนวัตกรรม ซึ่งมีอยู่ ด้วยกนั 5 ประการ ไดแ้ ก่ 4.1 นวัตกรรมน้นั สามารถทดลองใช้ไดก้ อ่ นการจะยอมรับ (Trial Ability) 4.2 นวัตกรรมนัน้ สามารถสงั เกตผลทีเ่ กิดขน้ึ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน (Observability) 4.3 นวตั กรรมน้ันมีขอ้ ดีกวา่ หรอื เห็นประโยชน์ไดช้ ดั เจกว่าสิ่งอืน่ ๆ ท่มี ีอย่ใู นขณะน้ันหรือ สงิ่ ท่ีมีลกั ษณะใกล้เคยี งกนั (Relative Advantage) 4.4 ไม่มคี วามซับซอ้ น ง่ายต่อการนำไปใช้ (Complexity) 4.5 สอดคล้องกับการปฏิบัติและค่านิยมทเี่ ป็นอยู่ขณะนั้น (Compatibility) การเผยแพรแ่ ละการยอมรับนวัตกรรมทางการศึกษา กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2549: 610-612) กล่าวถึงการเผยแพร่และการยอมรับนวัตกรรมทาง การศึกษาเอาไว้ ดงั น้ี 1. การเผยแพร่ระบบการจัดการศกึ ษาใหม่ ซึ่งเรียกว่า “การปฏิรูปการศกึ ษา” เป็นการเผยแพร่ ให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบ มจี ุดมงุ่ หมายให้เปน็ การเปลีย่ นแปลงในระดับของ Macro Level โดยใช้กระบวนการแบบ Top Down หรอื สั่งการลงมาโดยใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายการศกึ ษาเป็น ตัวนา ผู้บริหารระดับสูงใช้วิธีการคิดแบบกลุ่ม Determinist และดาเนินการตามทฤษฏี Developer Based Theories และ Systemic Change Theories 2. การเผยแพร่วิธีการเรียนการสอนแบบ “ผู้เรียนเป็นสำคัญ” เป็นการเผยแพร่เพื่อหวังผลให้ เกิดขึ้นกับครูผู้สอนในห้องเรียน ซึ่งต้องการให้เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับ Micro level ในระยะแรกใช้ กระบวนการเผยแพร่หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบ Bottom Up ตามแนวคิดของกลุ่ม Instrumentalist
93 โดยใช้ทฤษฎี Adopter-based Theories และ Product Utilization Theories แต่ต่อมามีการอ้างบทบัญญัติ ของกฎหมายเป็นตัวนาในการเปลี่ยนแปลง และมีหลักแนวคิดเชื่อถือว่านวัตกรรมนี้เป็นสิ่งดีงามตามแบบของ Determinist และละทิ้งแนวคิดที่ยึดสภาพและความต้องการของบุคคลและสังคม คือ ครู นักเรียน โรงเรียน ทาให้แนวคิดของ Instrumentalist ไม่ได้รับการส่งเสริมและหันกลับไปดำเนินการตามทฤษฎี Developer- based Theories และ Systemic Change Theories และหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอน ท้ังหมดซ่ึงจะกลายเปน็ ระดบั มหภาค ซ่งึ ผดิ ธรรมชาตขิ องการเรยี นการสอนท่ีมกี ารวจิ ยั ยนื ยันช้าๆ แล้วว่า ไม่มี วธิ ีการสอนใดดีทีส่ ุดที่ใชไ้ ดด้ กี ับทุกเนื้อหา ทุกกลุ่มผู้เรยี น และในทุกสถานการณข์ องการเรยี นการสอน 3. การเผยแพร่นวัตกรรม “ห้องเรียนอัจฉริยะ” กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ให้ทุน วิจัยการเผยแพร่นวัตกรรม โดยการให้ดาเนินการทดลองใช้ห้องเรียนอัจฉริยะที่มีระบบคอมพิวเตอร์และเครือ ขา่ ยอินเตอรเ์ นต็ ช่วยในการเรียนรู้ของนกั เรยี น โครงการนไ้ี ด้ทดลองใช้ในจังหวัดนครพนม เป็นการเผยแพร่โดย ต้องการให้เกดิ ผลในระดบั Micro Level และสร้างแรงผลกั ดนั ให้เกิดการยอมรับนวัตกรรมน้ีในระดับล่างข้ึนมา หรือเป็น แบบ Bottom Up และให้ความสำคัญกับแนวคิดของกลุ่ม Instrumentalist ที่มองเทคโนโลยีเป็น เครื่องมือ การจะใช้หรือไม่ใช้เป็นการตัดสินใจอยู่บนความต้องการ และความพร้อมของบุคคล ไม่มีการบังคับ และไม่ใช้อำนาจกฎหมายเข้ามาเป็นตัวนำให้เกิดการยอมรับ เป็นการดำเนินการตามแบบ Adopter-based Theories และ Product Utilization Theories 4. การเผยแพรน่ วตั กรรม “ระบบทวภิ าค”ี กรมอาชวี ศึกษา ไดเ้ ผยแพร่การจดั การเรียนการสอน อาชีวศึกษา โดยนาเอาระบบ Dual System ของประเทศสหพันธรัฐเยอรมนีเข้ามาทดลองใช้ การเผยแพร่ ระบบทวิภาคีนี้ใช้แนวคิดแบบ Top Down สั่งการลงไปให้ปฏิบัติ ขณะเดียวกันพยายามสร้างความนิยมตาม แบบของ Determinist ว่า ระบบนี้ดีงามและได้ผลมาแล้วในสังคมอื่นโดยต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิง ระบบและโครงสร้างของการบริหารจัดการการอาชีวศึกษาของประเทศให้เป็นตามแบบ ประเทศสหพันธรัฐ เยอรมนี การดาเนินการเผยแพร่ใช้แนวคิดและวิธีการตามทฤษฎี Developer-based Theories และ Systemic Change Theories และใช้กระบวนการให้เกิดการยอมรับ 5 ขั้นตาม The Theory of Perceived Attributes แตอ่ ยา่ งไรก็ตามการยอมรับนน้ั มนี ้อยมาก และระบบสงั คมหรือ Social System ของประเทศไทย และประเทศสหพนั ธรฐั เยอรมนีตา่ งกนั จงึ ตดิ ขัดในเร่อื ง Compatibility 5. การเผยแพร่การใช้แป้นพิมพ์แบบ “ปัตตะโชติ” แป้นพิมพ์แบบนี้ได้รับการทดลองและยืนยัน ผลของการใช้พิมพด์ ว้ ยระบบสัมผัสจาก สภาวจิ ยั แห่งชาติวา่ รวดเรว็ กว่าแบบเกษมณี 28.6% แตอ่ ย่างไรก็ตาม แป้นพิมพ์แบบ “เกษมณี” ซึ่งใช้อยู่เดิมน้ันก็สามารถทางานได้ และคนก็เคยชินกับ “เกษมณี” แล้ว จึงยากต่อ การเปล่ียนแปลงท้ังๆ ท่ีใชก้ ารส่งั การแบบ Top Down ให้เปิดสอนรายวิชาพิมพด์ ีดดว้ ยแป้นพมิ พแ์ บบ “ปัตตะ โชติ” และใช้วิธีการสั่งซื้อเครื่องพิมพ์ที่มีแป้นพิมพ์แบบ “ปัตตะโชติ” ให้กับโรงเรียนที่สอนพิมพ์ดีด แต่ไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีคนกลุ่มหนึ่งใช้แป้นพิมพ์แบบนี้อยู่ แต่เป็นกลุ่มน้อยในประเทศ ไทย จะเหน็ ไดว้ ่าปญั หาการยอมรับอยู่ที่ Compatibility และ Relative Advantage เปน็ สาระสำคัญของการ ปฏิเสธนวัตกรรมนี้ เป็นการล้มเหลวในการใช้แนวคิดของกลุ่ม Determinist ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีกว่าจะทา
94 ให้เกิดการยอมรับและไปทดแทนเทคโนโลยีที่ ด้อยกว่า และดาเนินการตามทฤษฎี Developer-based Theories และ Systemic Change Theories ทไ่ี ม่เหน็ วา่ คน คือปจั จัยสำคัญในการที่จะทาให้เกดิ การยอมรับ และเปลีย่ นแปลง 6. การเผยแพร่ “ระบบประกันคุณภาพ” การเผยแพร่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบและ โครงสร้างของวิธีทางานใน ระดับ Macro level โดยใช้แนวทางของการสร้างความยอมรับในเชิงวิชาการว่าดี งามกอ่ นตามแนวของกลุ่ม Determinist หลงั จากพบว่า การสรา้ งความยอมรบั ให้เกิดข้ึนจาก Bottom Up ไม่ ได้ผลจึงหนั มาใช้วิธีการ Top Down สั่งการให้ดาเนินการจากผู้มีอำนาจ แล้วใชก้ ฎหมายเป็นตัวนาอีกเช่นเคย ส่วนนวัตกรรมอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกันในด้านของคุณภาพ ได้แก่ ระบบ QCC ระบบ ISO และรวมทั้ง 5ส มี ความพยายามให้เกิดผลในลักษณะ Bottom Up ในระดับ Micro level การยอมรับนวัตกรรมเหล่านี้มี ลักษณะเป็นรปู ตวั S ตามทฤษฎอี ัตราการยอมรับ (The Theory of the rate of Adoption) 7. การเผยแพร่เทคโนโลยีการเรียนแบบ “E-Learning” การเผยแพร่ใช้แนวคิดของ Instrumentalist เป็นฐาน ตามทฤษฎี Adopter-based Theories และพยายามทาใหเ้ กดิ ข้ึนในระดับ Micro Level ก่อน ตามความพร้อมของแต่ละสถานศึกษา ซึ่งเป็นแบบ Bottom Up การยอมรับเทคโนโลยีนี้มีการ ยอมรับตามทฤษฎีของความเป็นนวัตกรรมในเอกัตบุคคล (The Individual Innovativeness Theory) ซึ่งได้ แยกกลุ่มผ้ยู อมรับและผู้ใช้นวตั กรรมเป็น 5 กลุ่มตามทฤษฎนี ้ี และใช้กระบวนการเผยแพรต่ ามทฤษฎี Product Utilization Theories และใช้กระบวนการให้เกิดการยอมรับ 5 ขั้นตาม The Theory of Perceived Attributes 8. การเผยแพร่เทคโนโลยีในรูปของอุปกรณ์ เครื่องมือที่นำมาใช้ในการทำงานของนักเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์แบบ Laptop, PDA, CD, DVD, โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Phone) และ Flash Memory เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้มีกลุ่ม Utopian ในแนวของ Determinist เป็นผู้ยอมรับเทคโนโลยีประเภทนี้มาก แต่ก็ยังมีกลุ่ม Dystopian อยู่บ้าง ถึงจะมีจานวนไม่มากก็ตาม ซึ่งเป็นการดำเนินการเผยแพร่ตามทฤษฎี Developer-based Theories และ Product Utilization Theories สรุป นวัตกรรมอาจจะมาในรูปแบบของความคิด เทคนิค วิธีการ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาหรือ สร้างขึ้นมาเพื่อการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และตอบสนองความต้องการ ของผู้ที่ต้องการใช้มัน ซึ่งทุกวงการ เช่น แพทย์ พยาบาล ธนาคาร การก่อสร้าง อุตสาหกรรม การสื่อสาร โทรคมนาคม การสื่อสารมวลชน รวมทง้ั วงการการศกึ ษา อาจจะมกี ารสร้างนวตั กรรมท่ีแตกต่างกนั ออกไปตาม ความต้องการใชง้ าน หรือในบางครั้งนวัตกรรมอยา่ งเดยี วกันอาจจะถูกนำไปใชไ้ ดห้ ลากหลายวงการ เช่น ระบบ e-Learning สามารถนำไปใช้ได้กับเกือบทุกหน่วยงานหรือทุกองค์กรที่ต้องการพัฒนาความสามารถของ บุคลากรผ่านการเรียนการสอนแบบนี้ อาจจะเพื่อลดค่าใช้จ่าย เวลา สถานที่ หรือเพื่อความสะดวกในการ
95 เรียนรู้ นวัตกรรมใดก็ตามท่ีได้รับการพัฒนาออกมาใหม่ๆ จำเป็นต้องได้รบั การนำเสนอหรือเผยแพร่ออกไปให้ เป็นทีร่ จู้ กั และเม่อื เป็นที่รู้จักและถูกนำไปใช้กันอย่างแพรห่ ลายแลว้ นวัตกรรมนน้ั กจ็ ะกลายเป็นเทคโนโลยีใน ที่สุด แต่ในทางปฏิบัตมิ ักจะพบเจอคำว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ควบคู่กันอยู่เสมอๆ ก็ไม่ถือว่าผดิ แตอ่ ย่างใด เพราะการนำเอานวัตกรรมเขา้ มาใช้ก็จดั ไดว้ ่าเปน็ เทคโนโลยีด้วย และในการใชเ้ ทคโนโลยนี ้ถี า้ ทำให้ เกดิ วิธกี ารหรอื สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาสง่ิ น้ันก็เรยี กวา่ เป็นนวัตกรรมอีกครง้ั เชน่ กัน เอกสารอ้างอิง ชัยวฒั น์ สุทธิรัตน์. (2552). 80 นวตั กรรมการจดั การเรยี นรู้ทเ่ี น้นผูเ้ รียนเปน็ สำคัญ. กรุงเทพฯ: แดเน็กซ์ อนิ เตอร์คอร์ปอเรชน่ั . ชาญณรงค์ พรรงุ่ โรจน.์ (2546). ความคิดสร้างสรรค.์ กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2533). เทคโนโลยีการสอน: การออกแบบและพัฒนา. กรุงเทพฯ: โอเดยี น สโตร์. เชาวรตั น์ เตมียกุล. (ม.ป.ป.). การสรา้ งนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 4 พฤศจกิ ายน 2556, จาก http://www.kruchaow.com/swot/swot-12.pdf. ณฎั ฐพนั ธ์ เขจรนันท.์ (2551). การวเิ คราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: ซีเอด็ ยูเคชน่ั . ณมน จีรงั สวุ รรณ. (2555). หลกั การออกแบบและประเมิน. กรุงเทพฯ : ศนู ยผ์ ลิตตำราเรียน มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. วรวิทย์ นิเทศศิลป.์ (2551). สื่อและนวัตกรรมแห่งการเรยี นรู้. ปทุมธานี: สกายบกุ๊ ส.์
บทที่ 7 ความรูเ้ บือ้ งต้นด้านทรัพย์สินทางปญั ญา ทรพั ย์สนิ ทางปัญญา ความรเู้ บอ้ื งต้นเก่ียวกับทรัพยส์ นิ ทางปญั ญา ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ โดยไม่จำกัดชนิดของการ สรา้ งสรรค์หรอื วิธีในการแสดงออก ทรพั ย์สนิ ทางปัญญาอาจแสดงออกในรปู แบบของส่งิ ทีจ่ ับต้องได้ เชน่ สนิ ค้า ผลิตภัณฑ์ตา่ งๆ หรือในรูปแบบของส่ิงที่จบั ต้องไม่ไดเ้ ช่น บริการ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิต ทางอุตสาหกรรม เป็นตน้ (กรมทรัพย์สินทางปญั ญา, 2560) โดยหลกั สากลทรพั ยส์ ินทางปัญญาแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทรพั ย์สินทางอตุ สาหกรรม และลขิ สทิ ธิ์ โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1.1 ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property) หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของ มนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นี้อาจเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น กระบวนการ หรือเทคนิคในการผลิต ที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ทาง อุตสาหกรรม ที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องมือทางการค้า หรือ ยี่ห้อ ชื่อ ถิ่นที่อยู่ทางการค้า และแหล่งกำเนิด เพื่อป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทรัพย์สินทาง อุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภทคือ สิทธิบัตร แบบผังภูมิของวงจรรวม เครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า และสง่ิ บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีรายละเอยี ดดังนี้ (กรมทรพั ยส์ นิ ทางปัญญา, 2560) 1.1.1 สทิ ธบิ ัตร (Patent) เป็นการคุม้ ครองการคิดค้นสร้างสรรค์ท่เี ก่ียวกบั การประดิษฐ์ (Invention) หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Industrial Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด สามารถ จำแนกได้เป็น สทิ ธบิ ัตรการประดิษฐ์ อนสุ ทิ ธิบตั ร และสทิ ธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ดังนี้ 1) สิทธิบัตรการประดิษฐ์ (Invention Patent) หมายถึง การให้ความคุ้มครอง การคิดค้นเกี่ยวกับลักษณะองค์ประกอบโครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การ เกบ็ รักษา หรอื การปรบั ปรุงคุณภาพของผลติ ภัณฑ์ 2) อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) หมายถงึ การให้ความคุม้ ครองการประดิษฐ์จาก ความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก โดยอาจเป็นการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ หรือ ปรบั ปรงุ จากการประดษิ ฐ์ทีม่ ีอยู่กอ่ นเพยี งเล็กน้อย 3) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent) หมายถึง การให้ความ ค้มุ ครองความคิดสร้างสรรค์ท่เี กี่ยวกบั รูปรา่ ง ลักษณะภายนอกของผลติ ภัณฑ์ องค์ประกอบของลวดลายหรือสี ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑอ์ ุตสาหกรรม รวมถึงหัตถกรรมได้ และแตกต่างไปจาก เดิม
98 ภาพที่ 7.1 ตัวอยา่ งการจดสทิ ธิบตั รแต่ละประเภท ท่มี า : กรมทรพั ย์สนิ ทางปัญญา, 2562 1.1.2 แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout-Design of Integrated Circuits) หมายถึง แบบ แผนผัง หรือภาพที่ทำขึ้น ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบ หรือวิธีใดเพื่อแสดงถึงการจัดวางและการเชื่อมต่ อ ของวงจรไฟฟ้า เช่น ตวั นำไฟฟา้ หรือตวั ต้านทาน เปน็ ตน้ ภาพท่ี 7.2 ตัวอยา่ งแบบผงั ภูมขิ องวงจรรวม ทม่ี า : กระทรวงพาณชิ ย,์ 2562 1.1.3 เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือตรา ท่ี ใชก้ ับสนิ ค้าหรอื บริการ กฎหมายใหค้ วามค้มุ ครองเครอ่ื งหมายท้ังหมด 4 ประเภทคอื
99 1) เครื่องหมายการค้า หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับสินค้าเพื่อแสดงว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุ คคล อ่ืน เชน่ น้ำดมื่ ตราสงิ ห์ เอส แอนด์ พี กระทงิ แดง เอ็ม 150 มาม่า ไวไว เป็นตน้ 2) เครื่องหมายบริการ หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่อ งหมาย บรกิ ารของบคุ คลอืน่ เชน่ บริการสายการบิน การบินไทย นกแอร์ แอร์เอเชีย บริการธนาคาร ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณชิ ย์ เป็นตน้ 3) เครื่องหมายรับรอง หมายถึง เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้หรือ จะใช้กับสินค้าหรือบริการของบคุ คลอืน่ เพื่อเป็นการรับรองเกีย่ วกับสินค้า แหล่งกำเนิด ส่วนประกอบ วิธีการ ผลิต คุณภาพ หรือคุณลักษณะอื่นใดของสินค้านั้น หรือคุณลักษณะอื่นใดของบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม กรมวิชาการเกษตร ฮาลาล ธงฟา้ เปน็ ต้น 4) เครื่องหมายร่วม หมายถึง เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้ บริษัทกลุ่มเดียวกัน รัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่ม บคุ คล รวมถึงองค์กรอ่นื ใดของรัฐ เอกชน เช่น ตราชา้ งของบรษิ ทั ปูนซเี มนต์ไทย จำกดั (มหาชน) กลุม่ บริษทั ใน เครอื นำ้ ตาลมิตรผล เปน็ ต้น เครือ่ งหมายการคา้ เครอื่ งหมายบรกิ าร เคร่ืองหมายรบั รอง เครอื่ งหมายรว่ ม ภาพท่ี 7.3 เปรียบเทยี บเครื่องหมายการค้าแตล่ ะประเภท 1.1.4 ความลับทางการคา้ (Trade Secret) หมายถึง ขอ้ มูลการคา้ ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกัน โดยทั่วไป โดยเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ และมีการดำเนินการตาม สมควรเพื่อทำใหข้ อ้ มูลน้ันปกปดิ เปน็ ความลับ
100 1.1.5 ส่ิงบ่งชที้ างภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หมายถงึ ช่ือ สัญลักษณ์ หรือ สิ่งอื่นใดที่ใช้เรยี กหรอื ใช้แทนแหล่งภมู ิศาสตร์ และสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เป็น สินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าวเช่น ผ้าไหมแพรวากาฬสินธ์ุ ข้าวหอมมะลทิ งุ่ กุลาร้องไห้ ส้มโอนครชยั ศรี ไข่เค็มไชยา เป็นตน้ ผ้าไหมแพรวา จังหวดั กาฬสินธ์ ชามไก่ จงั หวดั ลำปาง ข้าวสงั ข์หยด จังหวัดพทั ลงุ ภาพท่ี 7.4 สงิ่ บ่งชีท้ างภูมิศาสตร์ของแตล่ ะจังหวัด 1.2 ลิขสิทธิ์ (Copyright) หมายถึง สิทธิแต่เพียงผูเ้ ดียวของผู้สร้างสรรค์ทีจ่ ะกระทำการใดๆ กับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น โดยประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศลิ ปกรรม ดนตรีกรรม โสตทศั นวสั ดุ ภาพยนตร์ สิง่ บันทึกเสยี ง งานแพรเ่ สยี ง แพรภ่ าพ หรือ งานอ่ืนใดในแผนวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือ
101 รูปแบบอย่างใด นอกจากนั้นกฎหมายลิขสิทธิ์ยังให้ความคุ้มครองถึงสิทธิของนักแสดงด้วย สำหรับการ คุ้มครองลิขสิทธิ์จะไม่ครอบคลุมถงึ ความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้ วิธีทำงาน แนวความคิด หลักการ การคน้ พบ ทฤษฎที างวทิ ยาศาสตรห์ รอื คณิตศาสตร์ ลิขสิทธ์ิและการใช้งานทเ่ี ปน็ ธรรม กฎหมายลิขสทิ ธภิ์ ายใต้พระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537 ทีเ่ ก่ยี วข้องกับเทคโนโลยสี ารสนเทศและ การใช้งานที่เป็นธรรม (Fair Use) ก็คือมาตรา 15 ที่มีสาระสำคัญในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ เชน่ สทิ ธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงงาน การเผยแพร่งานต่อสาธารณชน และให้เชา่ ต้นฉบับหรือสำเนางานบาง ประเภท เป็นต้น ดังนั้นลิขสิทธิ์จึงเป็นสิทธิแต่ผู้เดียว ของเจ้าของลิขสิทธิ์ อันเกิดจากงานสร้างสรรค์ที่ได้รับ ความคมุ้ ครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ นอกจากนกี้ ็มีมาตรา 32 ถงึ มาตรา 36 และมาตรา 43 ในหมวด 1 ส่วนท่ี 6 วา่ ดว้ ยขอ้ ยกเวน้ การละเมิดลิขสิทธ์ิ ให้สามารถนำข้อมูลของผู้อืน่ มาใช้ไดโ้ ดยไมต่ ้องขออนุญาต หรือเป็นการ ใชง้ านโดยธรรม ตอ้ งขน้ึ อยกู่ ับปัจจัย 4 ประการดังน้ี 1) พจิ ารณาว่าการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์การใชง้ านอย่างไร ลกั ษณะการนำไปใช้มิใช่ เป็นเชิงพาณิชย์ แต่ควรเป็นไปในลักษณะไม่หวังผลกำไร อาจใช้เพื่อการศึกษา หรือประโยชน์ส่วนตัว การใช้ เพ่อื การติชมหรือวจิ ารณ์ เปน็ ต้น 2) ลักษณะของข้อมูลที่จะนำไปใช้ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง เป็นความจริง อันเป็น สาธารณประโยชน์ ซึง่ ทกุ คนสามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้ 3) จำนวนและเน้อื หาท่ีจะคดั ลอกไปใช้เม่อื เปน็ สดั สว่ นกับขอ้ มูลทีม่ ลี ขิ สทิ ธิท์ ้ังหมด 4) ผลกระทบของการนำข้อมลู ไปใชท้ ี่มีต่อความเป็นไปได้ทางการตลาดหรือคุณค่าของงานท่ี มีลิขสทิ ธนิ์ ัน้ ดังนั้นผู้ให้บริการและผู้ใช้งานสารสนเทศดิจิทัลควรนำข้อมูลมาใช้งานอย่างระมัดระวัง เพราะปัจจุบันโลกของอินเทอร์เน็ตเปิดกว้างสำหรับทุกคนให้มีโอกาสในการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และ เสียค่าใช้จ่ายน้อย นอกจากนี้ การนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตไปใช้ก็สามารถกระทำได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็น รปู ภาพ เสยี ง คลิปวิดีโอ บทความหรอื บทประพันธ์ (Text) และซอฟตแ์ วร์ เปน็ ต้น กฎขอ้ บังคบั ในการนำข้อมูล ต่างๆ เผยแพรท่ างเว็บไซต์ก็เหมือนกบั ส่ือทวั่ ๆ ไป ตามกฎของการใช้เนื้อหา การขออนุญาตในการนำข้อมูลไป เผยแพร่ ควรจะต้องมีการตรวจสอบลิขสิทธิ์ที่เปิดไว้ให้ในการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ และเนื่องจากลิขสิทธิ์เป็น เรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดว่าผู้ที่ได้รับสิทธิ์หลักนั้นจะมีอำนาจในการตัดสินใจ แทนผู้เขียน ศิลปิน ผู้พัฒนา และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือไม่ สำหรับข้อยกเว้นการละเมิด ลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้งานโดยธรรมในมาตรา 35 ได้บัญญัติให้การกระทำแก่ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์อันมีลิขสทิ ธ์ิ มิให้ถอื วา่ เปน็ การละเมดิ ลิขสิทธิ์ หากไม่มีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือหากำไร ในกรณี ดังตอ่ ไปนี้ 1) วจิ ยั หรอื ศึกษาโปรแกรมคอมพวิ เตอร์นน้ั 2) ใชเ้ พื่อประโยชน์ของเจ้าของสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอรน์ ้ัน
102 3) ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรม คอมพิวเตอร์น้ัน 4) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ใน โปรแกรมคอมพิวเตอร์น้ัน 5) ทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควรโดยบุคคลผู้ซึ่งได้ซื้อหรือได้รับ โปรแกรมน้ันมาจากบคุ คลอ่ืนโดยถกู ตอ้ ง เพื่อเกบ็ ไว้ใชป้ ระโยชนใ์ นการบำรงุ รักษาหรอื ปอ้ งกนั การสญู หาย 6) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาล หรอื เจา้ พนกั งานซึ่งมอี ำนาจตามกฎหมาย หรอื ในการรายงานผลการพจิ ารณาดังกล่าว 7) นำโปรแกรมคอมพวิ เตอรน์ น้ั มาใชเ้ ป็นสว่ นหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ 8) ดดั แปลงโปรแกรมคอมพิวเตอรใ์ นกรณีท่ีจำเปน็ แก่การใช้ 9) จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สำหรับการอ้างอิง หรือค้นคว้า เพ่ือ ประโยชนข์ องสาธารณชน ในสว่ นของการใช้งานโดยธรรมในพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ิ พ.ศ. 2537 ทม่ี ีเนือ้ หาสาระสำคัญ ในการทำซ้ำ โดยมิถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากมีวัตถุประสงค์เพื่อมิได้แสวงหากำไร ในกรณีที่การทำซ้ำ เพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้บริการแก่ห้องสมุดอื่น และการทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่น เพ่ือ ประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา นอกจากนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์คือ พระราชบัญญัติจดแจ้งการ พิมพ์ พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายที่ใช้ควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ รวมถึงสิ่งพิมพ์ที่บันทึ กด้วยวิธี อิเล็กทรอนกิ สด์ ้วย โดยกำหนดใหส้ ิ่งพิมพ์ซ่ึงเปน็ หนังสือที่ไม่ใชห่ นังสือพิมพ์ และพิมพ์ข้นึ ในราชอาณาจักรต้อง แสดงข้อความตอ่ ไปนี้ 1) ช่ือของผู้พิมพ์ และทต่ี ้ังโรงพมิ พ์ 2) ช่ือและท่ตี งั้ ของผโู้ ฆษณา 3) เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสอื ท่หี อสมุดแห่งชาติได้ออกให้ หากพบว่ามีการละเมิดไม่ดำเนินการที่ถูกต้อง หรือมีการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งโดยประกาศในราชกิจจา นุเบกษา ห้ามสง่ หรอื นำเข้าเผยแพร่ในราชอาณาจกั ร ซ่ึงสิ่งพิมพใ์ ดๆ ทเี่ ปน็ การหมน่ิ ประมาท ดูหม่ิน หรอื แสดง ความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อันมีผลต่อ ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน พระราชบญั ญัติธรุ กรรมอิเล็กทรอนกิ ส์ในวิถดี ิจิทลั กฎหมายสว่ นใหญ่รับรองธรุ กรรมท่ีมลี ายมือชอื่ บนเอกสารทเ่ี ป็นกระดาษ ทำใหเ้ ปน็ ปัญหาตอ่ การ ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยจึงต้องสร้างกฎหมายใหม่ เพื่อให้การรองรับธุรกรรม
103 อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ทั้งนี้กฎหมายของประเทศส่วนใหญ่ถูกสร้างบนแม่แบบที่กำหนดโดยคณะทำงาน สหประชาชาติ (UNCITRAL) สำหรับประเทศไทยมีพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2551 เนื้อหาสำคญั เก่ียวกับการคา้ ของกฎหมายฉบบั น้ีมดี ังต่อไปน้ี 1. กฎหมายนี้รับรองการทำธุรกรรมด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น โทรสาร โทรเลข ไปรษณยี อ์ ิเล็กทรอนกิ ส์ โดยมาตรา 7 ระบุไวว้ ่า ห้ามมิใหป้ ฏเิ สธความมีผลผกู พันและการบงั คับใชท้ างกฎหมาย ของข้อความใด เพยี งเพราะเหตทุ ขี่ ้อความน้นั อยูใ่ นรปู ของข้อมลู อเิ ลก็ ทรอนิกส์ 2. ศาลจะต้องยอมรับฟังเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าศาลจะต้องเชื่อว่า ข้อความอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นข้อความที่ถูกต้อง โดยมาตรา 9 ระบุว่า ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อใน หนังสือใหถ้ ือวา่ ขอ้ มลู อิเลก็ ทรอนิกส์นน้ั มีการลงลายมือช่อื แล้ว ถา้ ใชว้ ิธีการทส่ี ามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้วา่ เจ้าของลายมือช่ือรบั รองข้อความในข้อมลู อิเล็กทรอนิกสน์ ้ันว่าเป็นของตน ซงึ่ จะเห็นว่า เจตจำนงของกฎหมายนี้ชี้ว่าศาลจะเชื่อหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของจริงเมื่อสามารถยืนยันตาม หลกั การทีน่ า่ เช่ือถือ (Authentication) และ เปน็ ทย่ี อมรับ (Non-Repudiation) ไดเ้ ทา่ น้นั ฉะนั้นเอกสารท่ีมี ระบบลายมอื ชือ่ ดิจทิ ลั จะเป็นวิธหี นึ่งในการสรา้ งหลักฐานทศ่ี าลจะเช่อื ว่าเป็นจริง 3. ปจั จุบันธุรกจิ จำเปน็ ต้องเกบ็ เอกสารทางการค้าท่เี ป็นกระดาษจำนวนมาก ทำให้เกิดค่าใช้จ่าย และความไม่ปลอดภัยข้ึน กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้ธุรกิจสามารถเก็บเอกสารเหล่านีใ้ นรูปไฟล์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ ได้ตามมาตรา 10 ที่กล่าวว่า ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้นำเสนอหรือเก็บรักษาข้อความใดในสภาพที่เป็นมา แต่เดิมอย่างเอกสารต้นฉบับ ถ้าได้นำเสนอหรือเก็บรักษาในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปน้ี ให้ถือว่าได้มีการนำเสนอหรือเก็บรักษาเป็นเอกสารต้นฉบับตามกฎหมายแล้ว ซึ่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไ ด้ใช้ วิธีการที่เชื่อถือได้ในการรักษาความถูกต้องของขอ้ ความตัง้ แต่การสร้างขอ้ ความจนเสร็จสมบูรณ์ และสามารถ แสดงขอ้ ความนน้ั ในภายหลังได้ความถูกต้องของข้อความตามมาตราท่ี 7 ใหพ้ ิจารณาถึงความครบถ้วนและไม่มี การเปลี่ยนแปลงใดของข้อความ เว้นแต่การรับรองหรือบันทึกเพิ่มเติม จะเห็นว่าประเด็นสำคัญของการเก็บ รกั ษาขอ้ มูลอิเล็กทรอนิกส์คือ การรักษาความถูกต้องของขอ้ มูล ซึง่ แฮชฟังก์ชน่ั (Hash Function) ที่เกิดข้ึนใน กระบวนการลายมอื ชื่อดจิ ทิ ัลสามารถนำมาใช้เพอ่ื การนไ้ี ด้เช่นกัน 4. ปกตกิ ารทำสัญญาบนเอกสารท่ีเป็นกระดาษจะมีการระบุวันเวลาที่ทำธุรกรรมนั้นด้วย ใน กรณีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้นได้ให้ข้อวินิจฉัยเวลาของธุรกรรมตามมาตรา 23 ที่ระบุว่า การรับข้อมูล อิเลก็ ทรอนิกส์ให้ถือวา่ มผี ลนับแต่เวลาทข่ี ้อมูลอิเล็กทรอนิกสน์ น้ั ได้เขา้ มาสู่ระบบข้อมูลของผู้รับขอ้ มูล หากผู้รบั ข้อมูลได้กำหนดระบบข้อมูลที่ประสงค์จะใช้ในการรบั ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไวโ้ ดยเฉพาะ ให้ถือว่าการรบั ข้อมูล อิเลก็ ทรอนิกส์มผี ลนับแต่เวลาที่ขอ้ มูลอเิ ล็กทรอนิกส์นั้นได้เข้าสู่ระบบข้อมูลที่ผรู้ ับขอ้ มลู ได้กำหนดไว้น้ัน แต่ถ้า ขอ้ มลู อเิ ลก็ ทรอนกิ สด์ งั กลา่ วไดส้ ง่ ไปยังระบบข้อมลู อื่นของผรู้ บั ข้อมลู ซ่ึงมิใชร่ ะบบข้อมูลทผ่ี ู้รับกำหนดไว้ ให้ถือ ว่าการรบั ข้อมลู อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์มผี ลนับแต่เวลาท่ีไดเ้ รียกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากระบบข้อมูลนัน้ จะเหน็ ว่าเวลา ของธุรกรรมเกิดขึ้นได้ 2 ช่วง ช่วงที่หนึ่งเวลาธุรกรรมเริ่มต้นเมื่อข้อมูลถูกส่งเข้าสู่ระบบของผู้รับ กรณีนี้มักใช้ กับการส่งคำสั่งซื้อโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบของผู้ขายโดยตรง ช่วงที่สองเวลาธุรกรรมเริ่มต้นเมื่อ
104 ผู้รับเปิดอ่านข้อความ กรณีนี้หมายถึง การที่ผู้ซื้อส่งเอกสารทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ขาย โดยผู้ขายใช้ บรกิ ารไปรษณีย์อเิ ลก็ ทรอนกิ สข์ องผใู้ ห้บริการอนิ เทอรเ์ นต็ (ISP) 5. มาตรา 25 ระบถุ งึ บทบาทของภาครัฐในการใหบ้ รกิ ารประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใ ห ้ อ ำ น า จ ห น ่ ว ย ง า น ร ั ฐ บ า ล ส า ม า ร ถ ส ร ้ า ง ร ะ บ บ ร ั ฐ บ า ล อ ิ เ ล ็ ก ท ร อ น ิ ก ส์ (e-Government) ในการให้บรกิ ารประชาชนได้ โดยตอ้ งออกประกาศ หรือกฎกระทรวงเพ่ิมเตมิ 6. ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์หรือลายมือชื่อดิจิทัลของผู้ประกอบถือเป็นสิ่งสำคัญและมีค่า เทยี บเท่าการลงลายมือชื่อบนเอกสารกระดาษ ดังนัน้ ผปู้ ระกอบการต้องเก็บรักษาใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์นี้ไว้ เป็นความลับ และมาตรา 27 ได้กำหนดหน้าท่ีของเจ้าของใบรับรองอิเล็กทรอนิกสด์ ังนี้ คือใช้ความระมัดระวงั ตามสมควรเพื่อมิให้มีการใช้ข้อมูลสำหรับใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต และแจ้งให้ บุคคลที่คาดหมายได้ โดยมีเหตุอันควรเชื่อว่า จะกระทำการใดโดยขึ้นอยู่กับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ ใหบ้ ริการเกยี่ วกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนกิ ส์ทราบโดยมิชักชา้ เมอื่ กรณีเจา้ ของลายมือช่ือรู้หรือควรได้รู้ว่าข้อมูล สำหรบั ใชส้ ร้างลายมือช่อื อิเลก็ ทรอนกิ สน์ ั้นสูญหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไข ถูกเปดิ เผย โดยมชิ อบหรอื ถูกลว่ งรู้โดย ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หรือกรณีเจ้าของลายมือช่ือรู้จากสภาพการณ์ที่ปรากฏว่ากรณีมีความเสี่ยงมาก พอทขี่ อ้ มลู สำหรบั ใช้สร้างลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ สูญหาย ถกู ทำลาย ถกู แกไ้ ข ถกู เปดิ เผยโดยมชิ อบ หรือถูก ลว่ งร้โู ดยไม่สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ สาเหตุที่ต้องมีพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เนื่องจาก ปัจจุบันกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่มีบทบัญญัตริ องรับในเรื่องตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ ซง่ึ เป็นส่งิ ทีส่ ามารถระบถุ ึงตวั ผทู้ ำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกสไ์ ด้เชน่ เดียวกับลายมือชื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ ทำให้เป็น อุปสรรค์ต่อการทำธุรกรรมที่ต้องมีการประทับตราในหนังสือเป็นสำคัญ ประกอบกับปัจจุบันธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้มีการใช้อย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องมีหน่วยงานธรุ การเพื่อทำหน้าที่กำกับดแู ลคือ สำนักงาน คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารทำหน้าที่แทน ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทาง อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และสามารถแขง่ ขันในเวทีการค้าระหวา่ งประเทศ ครเี อทฟี คอมมอนส์ (Creative Commons: CC) ครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons: CC) หรอื งานสร้างสรรคเ์ สรี หมายถงึ ชดุ สญั ญาอนุญาต ชื่อเดยี วกนั และองค์กรไมแ่ สวงหากำไรชื่อเดยี วกันทก่ี ่อตั้งโดย แลร่ี เลสสกิ (Larry Lessig) ซ่งึ ปจั จุบนั บรหิ ารงานโดย โจอิชิ อิโต (Joichi Ito) ทำกจิ กรรมทวี่ ่าดว้ ยการขยายรปู แบบของความคุ้มครองทรัพยส์ นิ ทาง ปัญญาใหม้ ีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการของเจ้าของผลงานมากขนึ้ โดยตง้ั อยบู่ นความเช่ือว่า ระบบลิขสทิ ธิ์ที่ “ดี” นนั้ ไมใ่ ช่ระบบท่ีปกป้องคุ้มครองเจา้ ของลขิ สิทธ์เิ พยี งอย่างเดียว แตเ่ ปน็ ระบบที่สรา้ ง “สมดุล” ระหวา่ งการคมุ้ ครองสทิ ธิของเจ้าของลขิ สทิ ธิ์ และการสง่ เสรมิ ให้คนนำงานชิ้นนั้นไปใช้เพื่อสร้างสรรค์
105 งานใหม่ๆ ชว่ ยใหผ้ ้สู ร้างงานสามารถปกป้องลิขสทิ ธ์ขิ องตนเอง แต่ในขณะเดยี วกันกอ็ นญุ าตใหค้ นอนื่ ใช้งานชน้ิ นนั้ ภายใต้เง่อื นไขท่ีผสู้ ร้างเป็นคนกำหนดเอง ตารางที่ 7.1 แสดงประเภทของการคมุ้ ครองทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา ลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางอตุ สาหกรรม - เป็นความคิดสรา้ งสรรคเ์ ก่ยี วกบั สินคา้ อตุ สาหกรรม -เปน็ สทิ ธแิ ตเ่ พียงผู้เดยี วท่ีจะกระทาการใดๆ ต่างๆ ที่ได้พัฒนาหรือคิดค้นขนใหม่ รวมถึงการ เกี่ยวกับงานทีผ่ สู้ รา้ งสรรค์ได้สร้างขึน้ โดยผู้ ออกแบบผลติ ภณั ฑ์ เครอื่ งหมาย การคา้ ฯลฯ สรา้ งสรรค์จะไดร้ บั ความคุ้มครองทนั ทีท่ี - ตวั อย่างทรัพย์สนิ ทางอตุ สาหกรรม ได้แก่ สทิ ธบิ ตั ร สรา้ งสรรค์โดยไมต่ ้องจดทะเบียน ความลบั ทางการคา้ เครื่องหมาย การค้า ฯลฯ - ตวั อย่างงานลิขสทิ ธ์ิ ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ ฯลฯ ชนดิ ของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แตเ่ ดิมการคุ้มครองทรัพยส์ ินทางปญั ญาจะมเี พียงแค่ 2 ประเภท คือ ให้มีลิขสิทธิค์ ุ้มครอง 100 เปอรเ์ ซ็นต์ (copyright) กบั ไม่มลี ขิ สิทธิ์ (public domain) เท่าน้นั แต่ครเี อทีฟคอมมอนส์ ไดข้ ยายรูปแบบ ของการคุม้ ครองให้หลากหลายข้ึน โดยมีหลกั การหลกั คือ “ยอมรบั สิทธิของผสู้ รา้ ง” (Attribution), “ไม่ใชเ้ พ่ือ การค้า” (Noncommercial), “ไม่แกไ้ ขต้นฉบบั ” (No Derivative Works), และ “ใชส้ ัญญาอนุญาตแบบ เดยี วกนั ” (Share Alike) ตวั อย่างเชน่ ภาพท่ี 7.6 สัญลักษณ์ของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ 1. สญั ญาอนญุ าตประเภทแสดงทม่ี า ไม่ใช้เพ่ือการคา้ และไมแ่ ก้ไขต้นฉบับ (by-nc-nd) เป็นสญั ญาท่ี อนุญาตให้ผู้อนื่ เผยแพร่งานของเจา้ ของผลงานได้ ตราบใดท่ีเขาใหเ้ ครดิตแก่เจา้ ของผลงานในฐานะผสู้ ร้าง ตน้ ฉบบั และลงิ ค์กลับไปทสี่ ญั ญาอนญุ าตของเจา้ ของ แต่ไม่อนญุ าตให้นำไปใช้เพอ่ื การค้าและดัดแปลงแก้ไขไม่ ว่าดว้ ยวธิ ีใด
106 2. สญั ญาอนญุ าตประเภทแสดงทม่ี า ไมใ่ ช้เพื่อการคา้ และอนุญาตแบบเดียวกนั (by-nc-sa) เป็น สญั ญาที่อนุญาตใหผ้ อู้ ื่นแก้ไข ดดั แปลง ตอ่ ยอดได้ ตราบใดท่ไี มน่ ำไปใช้เพอ่ื การค้า โดยต้องให้เครดิตแก่ เจา้ ของผลงานในฐานะผูส้ ร้างตน้ ฉบบั และต้องเผยแพร่งานท่ดี ดั แปลงไปแล้วน้ัน ภายใต้สัญญาอนญุ าต ประเภทเดียวกนั 3. สญั ญาอนุญาตประเภทแสดงท่มี า และไม่ใช้เพ่ือการค้า (by-nc) เปน็ สญั ญาท่ีอนุญาตใหแ้ ก้ไข ดดั แปลง ตอ่ ยอดได้ ตราบใดท่ไี ม่นำไปใช้เพ่อื การค้า โดยต้องใหเ้ ครดติ แกเ่ จ้าของผลงานในฐานะผู้สรา้ ง ตน้ ฉบบั แตต่ อ้ งไมเ่ ผยแพร่งานที่ดดั แปลงไปแล้วนนั้ ภายใต้สัญญาอนุญาตประเภทเดยี วกนั 4. สัญญาอนญุ าตประเภทแสดงท่มี า และไม่แก้ไขต้นฉบบั (by-nd) เปน็ สัญญาท่ีอนุญาตใหผ้ ู้อืน่ นำ ผลงานไปเผยแพร่ ไมว่ า่ เพื่อจุดประสงค์อะไร ตราบใดท่ีใหเ้ ครดิตแก่เจ้าของผลงานในฐานะผสู้ ร้างต้นฉบบั และ ไม่มีการแก้ไข ดัดแปลงหรือต่อเติมไม่ว่ากรณใี ด ๆ 5. สัญญาอนญุ าตประเภทแสดงทม่ี า และอนุญาตแบบเดียวกัน (by-sa) เป็นสญั ญาที่อนุญาตใหแ้ ก้ไข ดดั แปลง ตอ่ ยอดผลงานได้ ไมว่ ่าจะเพ่ือจุดประสงคใ์ ด ตราบใดท่ีใหเ้ ครดิตแกเ่ จ้าของผลงานในฐานะผ้สู ร้าง ตน้ ฉบับ และเผยแพรผ่ ลงานท่ดี ัดแปลงนั้นภายใตส้ ญั ญาอนุญาตประเภทเดยี วกัน
107 6. สญั ญาอนุญาตประเภทแสดงทมี่ า (by) เป็นสัญญาทีอ่ นุญาตให้แก้ไข ดดั แปลง ตอ่ ยอดผลงานได้ ไมว่ ่าจดุ ประสงค์ใด ตราบใดท่ีให้เครดิตแก่เจา้ ของผลงานในฐานะผู้สร้างต้นฉบบั นอกจากน้นั ยังมีสัญญาอนญุ าตแบบอน่ื ๆ ทเี่ ฉพาะเจาะจงมากขึน้ เช่น สญั ญาอนญุ าตแบบ Sampling+ ทอี่ นุญาตให้ผู้อ่ืนนำบางส่วนของผลงานไปสร้างงานใหม่ ไม่วา่ ดว้ ยจุดประสงค์ใด, คำอทุ ิศงานสู่ สาธารณะ ให้เจ้าของผลงานสละลขิ สทิ ธิ์ทง้ั หมดของตนเองไปสู่สาธารณะ, ลิขสิทธิ์ของผู้รเิ รม่ิ ให้เจา้ ของผลงาน อุทศิ งานส่สู าธารณะได้เม่ือเวลาผ่านไปแล้ว 14 หรือ 28 ปี, สญั ญาอนญุ าตแบ่งปนั ดนตรี สำหรับนกั ดนตรีท่ี ตอ้ งการแบง่ ปนั งานดนตรกี ับแฟนเพลง, สญั ญาอนุญาตสำหรบั ประเทศกำลังพฒั นา ทอี่ นุญาตใหผ้ ้นู ำผลงานไป ใช้มเี สรีภาพมากขึน้ หากเขาอาศัยอยู่ในประเทศกำลงั พัฒนา และ สญั ญาอนุญาตประเภท GNU GPL และ GNU LGPL สำหรับคนท่ีต้องการใชส้ ัญญาอนุญาตกบั ซอฟตแ์ วร์ ปัจจบุ นั มีงานสร้างสรรค์นับล้านๆ ชิ้นท่ีใช้สัญญาอนญุ าตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ และนับวนั กม็ ีแตจ่ ะ ย่ิงเพิม่ จำนวนขึ้นเร่ือยๆ เพราะครีเอทีฟคอมมอนสม์ ีประโยชน์ชัดเจนสำหรบั ผูส้ ร้างงานท่ีเชอ่ื ม่นั ในพลังของ การรว่ มมอื กัน และ “ต่อยอด” ความคดิ สรา้ งสรรค์ในอดีตออกไปเปน็ งานใหม่ๆ
108 เอกสารอ้างองิ กรมทรัพยส์ ินทางปัญญา. (2559). ค่มู ือการใช้งานลิขสิทธ์ิที่เป็นธรรม. กรมทรพั ย์สินทางปัญญา กระทรวง พาณิชย์. . (2560). ความรู้เบอ้ื งต้นดา้ นทรัพยส์ ินทางปัญญา. กรมทรพั ย์สนิ ทางปัญญา กระทรวงพาณชิ ย์. . (2562). สทิ ธิบตั ร/อนสุ ทิ ธบิ ัตร. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก http://www.ipthailand.go.th. (2562, มิถนุ ายน 6). กระทรวงพาณิชย.์ (2562). ความรเู้ บือ้ งตน้ เรื่อง แบบผงั ภูมขิ องวงจรรวม. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.moc.go.th/index.php/flower-service-all-13/item/42-281-copy- copy.html. (2562, มิถุนายน 6). ฐติ ยิ า เนตรวงษ์. (2557). ผู้ใหบ้ ริการสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: ศูนยห์ นังสอื มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต. วราภรณ์ วนาพิทกั ษ์ และศลิษา เพชรนอ้ ย. (2554). “กฎหมาย ผลกระทบ และจริยธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยสี ารสนเทศ”. เอกสารการสอนชดุ วิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเบอ้ื งต้น หน่วยที่ 8-15. สาขาวชิ าศิลปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118