38 9) Podcasting หรือ Podcast มาจากการรวมตัวของสองคา คือ “Pod” กับ “Broadcasting” เป็นการนาส่ือข้อมูลต่าง ๆ มารวมกันในรูปของภาพและเสียง โดยการบันทึกภาพ และเสียงแล้วนามาไวใ้ นเวบ็ เพจเพื่อเผยแพรใ่ ห้บุคคลภายนอกท่ีสนใจดาวนโ์ หลดเพื่อนาไปใช้งาน เช่น Dual Geek Podcast, Wiggly Podcast 10) Discuss/Review/Opinion เปน็ เวบ็ บอร์ดท่ผี ู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงความ คิดเห็น โดยอาจจะเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ประเด็นสาธารณะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เช่น Epinions, Moutshut, Pantip เป็นตน้ 3. Cloud คือ ระบบการประมวลผลแบบกลมุ่ เมฆ เป็นการนาเทคโนโลยมี าในการจดั เก็บ ข้อมูล หรือประมวลผล โดยอิงความต้องการจากผู้ใช้บริการ หรือถ้าหากจะพูดง่าย ๆ ก็คือ การท่ี ผู้ใช้บริการใช้ระบบซอฟต์แวร์ และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกาลังการประมวลผล เลือกทรัพยากรได้ตามความต้องการในการใช้งานซ่ึงทาให้ ผู้ใช้งานสามารถส่ือสารเข้าถึงข้อมูลบน Cloud ได้ทุกที่ ทุกเวลาแบบ Real time การจัดเก็บข้อมลู ไว้ บนคลาวด์จะแบ่งหมวดของการเข้าถึงข้อมูลไว้ 3 ประเภทคือ ส่วนบุคคล ใช้งานร่วมกันและแบบ สาธารณะซึ่งสามารถกาหนดสิทธิ์การสื่อสารให้กับผู้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายได้ สามารถประยุกต์ใช้ เครื่องมอื สื่อสาร ในการจดั เกบ็ สง่ ขอ้ มูล และการแบ่งปนั ข้อมลู ท้งั รูปแบบ ขอ้ ความ ภาพ เสียง หรือ วิดีโอ เชน่ Tiktok, Box, Googledrive, OneDrive, Dropbox และ Mega ภาพท่ี 3.3 ระบบคลาวด์ ทมี่ า: แอดมิน (2561) 4. Big Data และ AI ชุดข้อมูลการส่ือสารที่มีขนาดใหญ่ทุกชนิด ท่ีอยู่บนเครือข่าย ซ่ึงเข้ามาเก่ียวข้องการช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารกันด้วยข้อมูลที่ตรงกับความต้องการที่สุดโดยจะ ผนวกกับเทคโนโลยี AI เพ่ือเข้ามาช่วยคัดกรองข้อมูลในการสื่อสาร โดยมีระบบคัดกรองที่มี ประสิทธิภาพขึ้นท่ีสามารถเข้าไปจัดการแก้ปัญหา รวมถึงการรายงานความคิดเห็นของผู้ส่ือสารได้ แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในเรื่องของการส่ือสารที่ผิดพลาดและตอบข้อสงสัยได้ทันท่วงที เข้าใจผู้สื่อสารได้ดีขึ้น ด้วยข้อมูลท่ีผ่านการวิเคราะห์มาอย่างถูกต้อง เช่น การค้นหาข้อมูลด้วยเสียง หรอื ภาพจาก Google การพดู คุยกบั หุ่นยนตร์ (Chatbot) Data Personalization, AI
39 ภาพที่ 3.4 ส่ือสังคมออนไลน์ทมี่ ใี นปจั จุบัน ท่ีมา: Alex Melnichuk (2020) การสื่อสารแบบเสมือนจรงิ การติดตอ่ ส่อื สารระหวา่ งมนษุ ย์กับหุน่ ยนต์ การติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ (Human-robot interaction) เป็นศาสตร์ท่ี เกี่ยวข้องกับการทาให้มนุษย์ สามารถใช้งานควบคุมติดต่อส่ือสารกับหุ่นยนต์ ท่ีสร้างข้ึนมาได้อย่าง สะดวกและเป็นธรรมชาติ ซ่ึงมีความเกี่ยวข้องกับส่ิงต่าง ๆ คือ ความรู้ทางด้านวิทยาการหุ่นย นต์ ปัจจัยมนุษย์ การติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ การทาความเข้าใจ ภาษาธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการผสมผสานความรู้ดังกล่าวทาให้สามารถออกแบบระบบการ ติดตอ่ สื่อสาร เพ่อื ควบคุมการใชง้ านหุ่นยนตอ์ ย่างมีประสิทธภิ าพมากยง่ิ ข้นึ การติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ระยะแรกท่ีหุ่นยนต์เร่ิมมีบทบาท ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ เน่ืองจากงานของ หุ่นยนต์จะเน้นการหยิบจับ การวางหรือประกอบชน้ิ งานเป็นหลกั ผู้ใช้สามารถป้อนเป็นค่าตัวเลขของ ตาแหน่ง หรอื ควบคมุ การเคล่ือนที่ ของแต่ละขอ้ ต่อ ผ่านปมุ่ บนแป้นควบคุม จนปลายแขนถงึ ตาแหน่ง ท่ตี อ้ งการ แล้วสง่ั บันทึกค่ามุมของแต่ละข้อต่อนั้นไว้ หลังจากนั้น สามารถส่ังการให้หุน่ ยนต์เคลื่อนท่ีไป ยังตาแหนง่ ทีเ่ คยสอน และบันทึกไวไ้ ด้ การควบคมุ ลกั ษณะน้ี เหมาะกบั การใช้งานประเภทหยิบแล้ววาง นอกจากหุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซ่ึงทาหน้าท่ีทุ่นแรงในการหยิบจับ เช่ือม ตัด พ่นสี และ ประกอบชิ้นส่วนแล้ว ยังมีการพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถทางานได้หลากหลายด้านมากย่ิงขึ้น เช่น หนุ่ ยนต์สารวจและกูภ้ ัย หนุ่ ยนตใ์ ช้ในทางทหาร ห่นุ ยนต์ใชใ้ นการแพทย์ ห่นุ ยนต์เพ่ือการศึกษา รวมทั้ง หนุ่ ยนต์บรกิ ารท้งั ในสานักงานและทีบ่ ้าน จะเหน็ ได้วา่ หนุ่ ยนตเ์ ขา้ มามบี ทบาทในวิถชี วี ิตมนษุ ย์มาก รูปแบบการนาเทคโนโลยกี ารส่อื สารแบบเสมือนจรงิ มาใช้ 1. เทคโนโลยีเสมอื นจรงิ (Immersive Technology) เปน็ เทคโนโลยใี หม่ ท่ีผสานเอาโลก แห่งความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual) โดยผ่านอุปกรณ์ทางด้านฮาร์ดแวร์รวมกับการ ใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ทาให้สามารถมองเห็นภาพที่มีลักษณะเป็นวัตถุ (Object) แสดงผลในจอภาพ กลายเป็นวัตถุ 3 มิติ ลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง มีการแสดงผลท่ีแสดงวัตถุมีการเคล่ือนไหว ดูมีมิติ
40 มคี วามตน่ื เตน้ เร้าใจ โดยสามารถนารูปแบบใหม่ของการสื่อสารผ่านการนาเสนอรปู ภาพ หรือโมเดล 3 มิติ ลอยออกมานอกจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟน ซ่ึงเป็นการนาเสนอรูปแบบใหม่ในโลกสังคม ออนไลน์หรือการตลาดออนไลน์อีกทางหน่ึง ว่ากันว่า นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าส่ือยุคใหม่ เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) เป็นเทคโนโลยีโลกเสมือนที่ ออกแบบมาเพ่ือช่วยเสริมสร้างประสบการณ์เสมือนจริงให้แก่ผู้ใช้โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป ซ่ึงข้ึนอยู่กับลักษณะการใช้งาน (มนชนก ช่อศรีงาม, 2562) โดยที่ Augmented Reality คือ เทคโนโลยีการนาวัตถุเสมือนที่สามารถเป็นได้ท้ังภาพ วิดีโอ หรือเสียงเข้ามาผสานกับสภาพแวดล้อม จริงท่ีอยู่รอบ ๆ ตัวผ้ใู ชง้ าน เพือ่ นาเสนอเนื้อหาเกยี่ วกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้กับผู้บรโิ ภค โดยที่ ผู้บริโภคสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้โดยอาศัยโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ส่ือสารอย่างแท็บเล็ตหรือ ไอแพด เป็นตน้ ภาพที่ 3.5 เทคโนโลยเี สมือนจริง Immersive Technology ทม่ี า: Jamie Justice (2020) 2. หุ่นยนต์สนทนา (Chatbot) ยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจาวัน ของผู้ใช้งานมากข้ึน การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิง การส่ือสารออนไลน์ไม่ว่า จะเป็นทาง Website หรือ Social media ต่าง ๆ ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ว่าจะ เป็น Machine Learning หรือ Artificial Intelligence (AI) ทาให้ Chatbot เปน็ อกี หนึ่งเทคโนโลยีท่ี เข้ามามีบทบาทในการส่ือสารของมนุษย์มากขึ้นอย่างต่อเน่ือง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงธุรกิจ หรือสังคม ซึง่ ในปัจจุบนั Chatbot ได้ถูกนาเอาไปประยุกต์ใชด้ ้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอยา่ งแพรห่ ลาย อาทิ การสื่อสารข้อมูลของสานักข่าวในรูปแบบของการสนทนาออนไลน์ผ่านการ Chat กับ Bot ของสานัก ข่าว การซื้อขายสนิ ค้าออนไลน์ในรปู แบบของการสนทนากบั Chatbot ของร้านคา้ และการใหบ้ ริการ ข้อมูลกบั ลกู คา้ บนชอ่ งทางออนไลน์ในรปู แบบของการสนทนาผา่ น Chatbot ซึ่งสามารถเปน็ ไดท้ ้ังการ ส่ือสารผ่านตัวอักษร และผ่านเสียงพูดอย่างระบบ Call Center หรือแม้กระท่ังการส่ือสารภายใน องคก์ รกส็ ามารถนาเอา Chatbot ไปประยุกตใ์ ช้งานไดเ้ ช่นเดยี วกัน
41 หุ่นยนต์สนทนา (Chatbot) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จาลองบทสนทนาของมนุษย์ ท่ีสามารถสื่อสารผ่านข้อความหรือเสียงได้แบบ Real Time โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent: AI) ในการโต้ตอบกับผู้ส่ือสาร ซ่ึงตัวโปรแกรมจะถูกฝังตัวอยู่บนแม่ข่ายเว็บ หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยในปัจจุบัน Chatbot นั้นมีอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ (ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ, 2561) 1. Rule-Based Bot หรอื Script Bot เป็น Bot ท่ีทางานและใหผ้ ลลพั ธ์ตามที่ถูกกาหนด ในกฎและคีย์เวริ ์ดที่วางไว้ หากผู้ใช้งานพิมพ์ผิด แม้แต่ตัวอักษรเดียว หรือถามไม่ตรงกับสคริปหรือคีย์ เวิร์ดที่กาหนดไว้ จะไมส่ ามารถตอบคาถามหรอื อาจให้คาตอบทีผ่ ิดพลาดได้ 2. AI-Base Bot หรือ Intelligent Bot เป็น Bot ท่ีถูกพัฒนาด้วย Natural Language Processing (NLP) ซ่ึงจะมีการเรียนรู้ในคาพูด และสิ่งที่เขียน โดยใช้ Machine Learning อย่าง AI ทาให้การแสดงผลลัพธ์มีความยืดหยุ่นมากกว่า Rule-Based Bot ส่งผลให้ AI Bot ได้รับความสนใจ และความนิยมจากผใู้ ชเ้ ปน็ อยา่ งมาก ตวั อยา่ งของ Chatbot ประเภทน้ีได้แก่ Google Assistant, Siri หรือ Alexa เป็นต้น สรปุ โลกแห่งการส่ือสารในยุคดิจิทัลนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าและการ พัฒนาของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง เพ่ือตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น อันจะส่งผลกระทบต่อการเปล่ียนแปลงท่ีเป็นพลวัตร (Dynamic) อยู่ตลอดเวลา ส่ิงสาคัญประการ หน่ึงผู้สื่อสารควรเป็นผู้ท่ีกาหนดทิศทางของเทคโนโลยีทางการส่ือสารให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์ อยา่ งสูงสดุ กบั ตวั ผู้ใชง้ าน เพราะเทคโนโลยที างการสอื่ สารนนั้ ก่อใหเ้ กดิ ท้ังประโยชน์ และโทษไปพร้อม กัน ก็ขึ้นอยู่กับ “ผู้ใช้” เท่าน้ันท่ีเป็นผู้กาหนด การส่ือสารในยุคดิจิทัลไม่ใช่แค่การส่ือสารบุคคลกับ บุคคล หรือการส่ือสารบุคคลกับกลุ่มบุคคลขนาดใหญ่เพียงเท่าน้ัน แต่ยังรวมไปถึงการส่ือสารที่เกิด แบบเสมือนจริงโดยมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้สื่อสาร โต้ตอบกับคู่สนทนา ซึ่งทาให้การเข้าถึง ข้อมูล การปฏิสัมพันธ์ในด้านบริการข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว รวมถึงได้ข้อมูลจากการ สนทนาไปวิเคราะหจ์ ัดเปน็ ข้อมลู หรอื ประสบการณก์ ารสื่อสารใหม่ ๆ คาถามทบทวน 1. จงอธิบายรปู แบบการสือ่ สารดจิ ทิ ลั ตามการปฏสิ มั พนั ธข์ องมติ เิ วลา 2. จงยกตัวอยา่ ง Social Platform ที่ใช้ในการสอ่ื สารในปจั จุบันมา 2 ตัวอยา่ ง 3. จงอธิบายประเภทของเครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการเข้าใชง้ าน 4. จงอธบิ ายระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ พร้อมยกตวั อย่าง 5. จงบอกข้อดใี นการนา Big Data และ AI มาใชใ้ นการส่อื สาร
42 กจิ กรรมทบทวน 1. ให้นักศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบแอปพลิเคชันอย่างน้อย 3 แอปพลิเคชันท่ีมีใน ปัจจบุ ันทใี่ ช้ในด้านการสือ่ สารบอกคณุ สมบัติ ขอ้ ดี และขอ้ จากัด ของแอปพลิเคชันทเ่ี ลอื กมา 2. ให้นกั ศกึ ษาวเิ คราะห์ และเขียนแนวทางการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเสมือนจริงในการ สายงานท่ีเกยี่ วข้องกับสาขาวชิ าของนกั ศกึ ษา
43 เอกสารอ้างองิ ณัฐวุฒิ พงศ์สิริ. (2561, 10 สิงหาคม). การใช้ Chatbot ในงาน HR. https://www.thansettakij.com/ content/strategy/304966 ประภาส อยู่เย็น. (2564). บิดาแห่ง ‘เวิลด์ไวด์เว็บ’ เปิดขายโค้ดต้นฉบับ WWW ในรูปแบบ NFT คร้งั แรกในรอบ 30 ปี!. สืบค้นเมอื่ 2564 มถิ ุนายน 15, จาก https://www.beartai.com /brief/671274 วรวุฒิ อ่อนน่วม. (2555). ปรากฏการณ์ทางการสื่อสารยุคดิจิทัล. วารสารวิชาการสมาคม สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแหง่ ประเทศไทย (สสอท.) 18(2). ศุภศิลป์ กุลจิตต์เจือวงศ์. (2555). 2022 วิวัฒนาการการสื่อสารแห่งโลกอนาคต. Veridian E- Journal, S, 5(2) May - August 2012. สุชีรา พระมาลา และรุจเรข อัศวจิตต์ภักดี. (2559). การวิเคราะห์ประเภท รูปแบบ เน้ือหา และการ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ใช้กรณีศึกษา: มหาวิทยาลัยราชธานี. การประชุมวิชาการและ เสนอผลงานวจิ ยั ระดับชาติ ครัง้ ท่ี 3 กา้ วสทู่ ศวรรษท่ี 2: บูรณาการงานวจิ ยั ใชอ้ งค์ความรู้ สู่ความยั่งยืน”17 มิถุนายน 2559 ณ วิทยาลัยนครราชสีมา อาเภอเมือง จังหวัด นครราชสมี า แอดมนิ . (2561, 9 สิงหาคม). CLOUD คืออะไรในปจั จุบัน. https://hederatech.com/cloud Alex Melnichuk. (2020, 21 January). How Big Data and AI Work Together. https://ncube. com/blog/big-data-and-ai Jamie Justice. ( 2020, 13 March) . 2020: The Year of AR and VR for Education and Training. https://eonreality.com/2020-ar-vr-education-training-jamie-justice/
44
45 บทท่ี 4 การวิเคราะหอ์ ย่างร้เู ทา่ ทนั การส่อื สารในสภาพแวดลอ้ มที่หลากหลาย การวิเคราะหส์ าร การวเิ คราะหช์ อ่ งทาง ในสังคมท่หี ลากหลาย การสือ่ สารในสงั คม การวเิ คราะหผ์ สู้ ง่ สาร ท่ีหลากหลาย และผู้รบั สาร การวิเคราะห์อย่างรู้เทา่ ทนั การวิเคราะห์ปฏิกิรยิ า ในสงั คมท่หี ลากหลาย การสื่อสารในสภาพแวดลอ้ ม ตอบสนองในสงั คม แบบบันทกึ การสังเกตการวิเคราะห์ ทีห่ ลากหลาย ทหี่ ลากหลาย แบบทดสอบปรนัย CLO 1 การวเิ คราะหส์ ่งิ แวดล้อม สามารถวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบ ในสังคมที่หลากหลาย กระบวนการสอื่ สาร ภาพท่ี 4.1 การวเิ คราะห์อย่างร้เู ทา่ ทนั การส่ือสารในสภาพแวดลอ้ มทห่ี ลากหลาย เทคโนโลยกี ารสื่อสารทพ่ี ัฒนาอย่างรวดเรว็ ในปัจจุบันทาใหผ้ ู้คนในสังคมส่ือสารกันมากขึ้น มีข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาหาอยู่ตลอดเวลา กระบวนการสื่อสารเกิดขึ้นในทุกช่วงเวลา แต่น่าแปลกใจทั้งท่ีผู้คนใช้ทักษะการสื่อสารมากขึ้น น่าจะมีความชานาญในการสื่อสารมากขึ้น การสื่อสารน่าจะสัมฤทธิ์ผลมากข้ึน แต่กลับพบว่า มีปัญหาท่ีเกิดขึ้นจากการส่ือสารเพ่ิมขึ้นมากมาย สาเหตุหนึ่งของปัญหาดังกล่าว คือ การท่ีผู้สื่อสารท้ังผู้ส่งสารและผู้รับสารขาดความเข้าใจใน กระบวนการส่ือสารและขาดการวิเคราะห์องค์ประกอบของการสื่อสาร ดังน้ัน การศึกษาวิเคราะห์ อย่างรู้เท่าทันการส่ือสารในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเป็นทักษะที่จาเป็นย่ิงในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากจะช่วยทาให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารเกิดความรู้ ความเข้าใจในองค์ประกอบของกระบวนการ สื่อสาร สามารถคิดวิเคราะห์ปัจจัยหรอื สาเหตุของสงิ่ ท่ีปรากฏข้ึนในกระบวนการส่ือสาร และสามารถ คิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้ ซ่ึงจะช่วยพัฒนาทักษะการส่ือสารให้มีประสิทธิภาพและ ประสบความสาเร็จในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น ดังน้ัน ในบทนี้จึงกล่าวถึงการวิเคราะห์ผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สาร ช่องทางการสื่อสาร ปฏกิ ริ ิยาตอบสนองและสภาพแวดล้อมสือ่ สารท่ีหลากหลาย ดังนี้
46 การวิเคราะห์ผูส้ ง่ สารและผ้รู บั สารในสภาพแวดลอ้ มทีห่ ลากหลาย วิลเบอร์ ชแรมม์ (Wilbur Schramm) ได้นาแบบจาลองของแชนนอนและวีเวอร์ (Shannon & Weaver Communication Model) มาพัฒนา เป็นกระบวนการสื่อสารสองทาง (Janse, 2019) ดังภาพที่ 4.2 ขอบข่ายประสบการณ์ ขอบข่ายประสบการณ์ ผู้ส่งสาร ผู้เข้ารหัส สัญญาณ ผถู้ อดรหัส ผรู้ ับสาร ภาพที่ 4.2 แบบจาลองการส่ือสารของชแรมม์ ทมี่ า: Watson and Hill (2006) แบบจาลองการส่ือสารของชแรมม์ เร่ิมต้นจากผู้ส่งสารที่ทาหน้าที่เข้ารหัส โดยการแปลง สิง่ ท่คี ิดอยใู่ นสมอง ออกมาเปน็ สญั ลักษณ์หรอื ภาษา แล้วส่งไปยังผู้รบั สารทีท่ าหน้าท่ถี อดรหัส โดยการ แปลสัญลักษณ์หรือภาษาท่ีได้รับนั้นในสมองของผู้รับสาร การท่ีผู้ส่งสารและผู้รับสารจะเข้าใจกันได้ น้ัน ต้องอาศัยขอบข่ายประสบการณ์ของทั้งสองฝา่ ยที่ตรงกันหรอื ใกลเ้ คียงกัน ตัวอย่าง นาย ก คิดจะ บอกรักนางสาว ข เขาจึงเข้ารหัสโดยแปลงความคิด ความรู้สึกของตนเองออกมาเป็นภาษาพูดว่า “ฉันรักเธอ” ให้นางสาว ข ได้ยิน แต่นางสาว ข เป็นชาวต่างชาติท่ีไม่รู้จักภาษาไทย จึงไม่สามารถ ถอดรหัสหรือแปลความหมายของคาในภาษาไทยได้ แสดงให้เห็นว่านางสาว ข ไม่มีขอบข่าย ประสบการณ์รว่ มกบั นาย ก จึงทาใหก้ ารส่ือสารคร้ังนไี้ ม่สัมฤทธผ์ิ ล กระบวนการส่ือสารเป็นกระบวนการรับรู้ที่เริ่มต้นจากผู้รับสารรับรู้สิ่งเร้าหรือสาร ผ่าน ประสาทสัมผัสท้ัง 5 โดยสมองจะตีความเทียบเคียงส่ิงเร้าหรือสารน้ันกับขอบข่ายของประสบการณ์ หรือข้อมูลท่ีสะสมไว้ในสมองหรือความจา จากน้ันจึงเกิดความคิดรวบยอดจากการรับรู้สิ่งเร้านั้น ดังนั้น ขอบข่ายของประสบการณ์จึงเป็นส่ิงสาคัญท่ีทาให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารเกิดความเข้าใจกัน ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ขอบข่ายของประสบการณ์ของผู้ส่งสารและผู้รับสารเกิดข้ึนจากประเภทของ ผู้ส่งสารและผู้รับสาร ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ส่งสารและผู้รับสารที่มีส่วนท่ีเหมือนกันและส่วนที่ แตกตา่ งกนั ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้ 1. ประเภทของผู้สง่ สารและผรู้ บั สาร 1.1 ประเภทของผู้ส่งสาร การวิเคราะห์การสื่อสารน้ันผู้รับสารควรพิจารณาประเภท ของผสู้ ง่ สารเพ่ือคาดเดาวัตถปุ ระสงค์หรือเปา้ หมายของผสู้ ง่ สาร สามารถจาแนกประเภทผู้ส่งสารได้ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1) ปจั เจกบุคคล เปน็ คนแต่ละคนท่ีทาหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร และ 2) ตัวแทนของกลุ่มคน เป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนของกลุ่มคนหรือองค์กรในการทาหน้าที่เป็นผู้ส่งสารประเภท ของผสู้ ่งสารทแ่ี ตกต่างกนั จะมีเปา้ หมายในการสื่อสารที่อาจไมเ่ หมอื นกนั
47 1.2 ประเภทของผู้รับสาร การวิเคราะห์ผู้รับสารในกระบวนการส่ือสารต้องคานึงถึง ประเภทของผรู้ บั สาร โดยสามารถจาแนกประเภทผรู้ บั สารได้ 2 เกณฑ์ใหญ่ ๆ ดังน้ี 1.2.1 จาแนกตามจานวนของผู้รับสาร ได้แก่ ปัจเจกบุคคล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ และมวลชน ซง่ึ จานวนของผู้รับสารจะมผี ลต่อพฤตกิ รรมการส่ือสาร 1.2.2 จาแนกตามความสมัครใจของผู้รบั สาร ไดแ้ ก่ ผรู้ ับสารทสี่ มคั รใจหรือสนใจ ท่ีจะสื่อสารด้วยตนเอง และผู้รับสารที่ถูกบังคับหรือมอบหมายใหม้ ารับสาร ซ่ึงความสมัครใจจะส่งผล ต่อพฤตกิ รรมการส่ือสาร ระยะเวลาท่ีสนใจรับสารของผู้รบั สารที่แตกต่างกนั ก่อนที่จะเกิดกระบวนการส่ือสาร ผู้ส่งสารควรมีความรู้เกี่ยวกับผู้รับสารและให้ ความสาคัญกับการวิเคราะห์ประเภทของผู้รับสาร และลักษณะส่วนบุคคลของผู้รับสาร เพ่ือให้ สามารถสร้างสรรค์เน้ือหา เลือกช่องทางการสื่อสารได้เหมาะสมกับผู้รับสาร นอกเหนือจากนี้ยังมี องค์ประกอบการส่ือสารอน่ื ๆ อีกทต่ี ้องพิจารณาเพม่ิ เติม ซึ่งจะกลา่ วในเน้ือหาถดั ไป 2. ลักษณะส่วนบคุ คลของผู้สง่ สารและผ้รู ับสาร การวิเคราะห์ผู้ส่งสารและผู้รับสารต้องพิจารณาลักษณะส่วนบุคคลของท้ังสองฝ่าย เพราะหากผู้ส่งสารและผู้รบั สารมีลักษณะส่วนบคุ คลใกล้เคียงกันจะทาใหก้ ารสื่อสารมีแนวโน้มจะเกิด ประสิทธภิ าพมากกวา่ คนท่ีมลี กั ษณะสว่ นบคุ คลต่างกนั 2.1 คุณลักษณะทางกายภาพ หรือลักษณะทางประชากรศาสตร์และฐานะทาง เศรษฐกิจ ได้แก่ เพศ อายุ วัย รูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ สถานภาพ อาชีพ บทบาท หน้าที่ ตาแหน่ง ทางสังคม รายได้ ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษา สาขาการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ประสบการณ์ ภูมหิ ลงั ทางครอบครวั เป็นตน้ ลักษณะทางกายภาพของผู้สง่ สารหรือผู้รับสารดังกล่าวเป็นปัจจยั ทสี่ ่งผลต่อทักษะการ สอ่ื สาร (Communication of Skill) เป็นความสามารถหรือความชานาญด้านการสื่อสารของผู้ส่งสาร และผ้รู บั สาร ได้แก่ ทักษะการส่ือสารเชงิ วัจนภาษาและอวัจนภาษาท่ีประกอบด้วย ทักษะการเข้ารหัส ถอดรหัส และการตีความ ดังตารางท่ี 4.1 โดยทักษะการเข้ารหัสหรือการส่งสาร ได้แก่ การพูด การเขียน การวาดภาพ การแสดงท่าทาง ส่วนทักษะการถอดรหัสหรือการรับสาร ได้แก่ การฟัง การอ่าน การมองดู และทักษะการตีความ ได้แก่ การใช้เหตุผล และการตีความ ซึ่งทักษะการสื่อสาร เหล่าน้ีเป็นทักษะพ้ืนฐานของมนุษย์ที่ควรได้รับการพัฒนาศักยภาพเพ่ือให้สามารถส่ือสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งน้ี ความบกพร่องของทักษะการส่ือสารอย่างหน่ึงอาจส่งผลกระทบ ตอ่ ทักษะการสอ่ื สารอกี อย่างหนึ่งได้ ตารางท่ี 4.1 ทักษะการส่อื สารของผู้ส่งสารและผรู้ บั สาร ทกั ษะการสื่อสาร การส่ือสารเชิงวจั นะ การส่อื สารเชิงอวัจนะ การเข้ารหสั (การสง่ สาร) การพูด การเขียน การวาดภาพ การแสดงท่าทาง การถอดรหสั (การรับสาร) การฟัง การอา่ น การตีความ การมองดู การใช้เหตุผล การตีความ
48 บุคลิกภาพ คือ ลักษณะส่วนรวมของบุคคล ลักษณะนิสัย รูปแบบทางความคิด ความรู้สกึ การพฤติกรรมการแสดงออกต่อสิ่งแวดล้อมของแตล่ ะบุคคลทบี่ ่งบอกความแตกต่างระหว่าง บุคคล บุคลิกภาพ ประกอบด้วย 1) บุคลิกภาพทางกาย ได้แก่ รูปลักษณ์ภายนอก การแต่งกาย เป็นต้น 2) บุคลิกภาพทางอารมณ์และจิตวิทยา ได้แก่ อารมณ์ ความรู้สึก อุปนิสัย ความมั่นคงทาง อารมณ์ ความอดทนอดกลั้น ความใจกว้างหรือใจแคบ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง ความดื้อรั้น การรักความก้าวหน้าหรือเฉ่ือยชา ลักษณะเผด็จการหรือเป็นประชาธิปไตย การเปิดตัวหรือปิดตัว การพูดเก่งหรอื พูดนอ้ ย ความเชื่อม่นั ในตนเองหรอื ขาดความเชอ่ื มนั่ เปน็ ตน้ บทบาท หน้าที่ สถานภาพและวัฒนธรรมของผู้ส่งสารและผู้รับสารมีอิทธิพลต่อ 1) ทัศนคติและพฤติกรรมการสื่อสาร 2) วัตถุประสงค์การสื่อสารทักษะการส่อื สาร 3) การเลือกใช้สื่อ หรือรับสอื่ ของผู้ทาการสอื่ สาร ท้งั น้ี บคุ คลทีม่ ีบทบาท หน้าท่ี สถานภาพ และวฒั นธรรมท่แี ตกต่างกัน มกั จะมพี ฤตกิ รรมการสอ่ื สารทแี่ ตกตา่ งกนั 2.2 คุณลักษณะทางจิตวิทยาเป็นสิ่งท่ีอยู่ภายในตัวของผู้ส่งสารและผู้รับสารท่ีทาให้ เกิดสาร คณุ ลกั ษณะทางจติ วิทยาทส่ี าคัญ ไดแ้ ก่ ทศั นคติ และความรู้ 2.2.1 ทัศนคติ (Attitude) คือ ความรู้ ความรู้สึก ความคิด ความเข้าใจของ บุคคลทม่ี ีต่อสิ่งหนึง่ สง่ิ ใด ทศั นคตขิ องผู้ส่งสารและผู้รับสารมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการส่ือสาร ทศั นคติ ที่เก่ียวข้องกับการสื่อสารแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังน้ี 1) ทัศนคติต่อตนเอง ของผู้ส่งสารหรือผู้รับ สาร หากทั้งสองมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง เช่ือมนั่ มนั่ ใจในตวั เองจะทาให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและ มีแนวโน้มท่ีการส่ือสารจะประสบความสาเร็จ 2) ทัศนคติต่อเร่ืองที่จะส่ือสาร หากผู้ส่งสารหรือผู้รับ สารมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเร่ืองท่ีจะสื่อสารหรือมีความรู้ไม่เพียงพอ ไม่มีความชานาญในเรื่องที่จะสื่อสาร จะส่งผลให้ผู้สื่อสารขาดความมั่นใจจึงทาการสื่อสารได้ไม่ดีเท่าที่ควร 3) ทัศนคติต่อผู้ส่งสารหรือผู้รับ สาร หากผู้ส่งสาร หรือผู้รับสารมีทัศนคติที่ดี หรือมีความน่าเชื่อถือหรือมีความจริงใจต่อผู้ที่ทาการ ส่ือสารด้วยจะทาให้การสื่อสารราบร่ืน เน่ืองจากทั้งสองฝ่ายใช้คาพูดท่ีเหมาะสมเพ่ือสร้างความพอใจ ให้แกก่ นั จงึ ทาให้การส่อื สารมปี ระสิทธภิ าพและมโี อกาสประสบความสาเรจ็ 2.2.2 ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ข้อมูลหรือส่ิงที่ส่ังสมอยู่ในตัวบุคคล ความรูส้ าหรบั การสอื่ สาร แบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั น้ี 2.2.2.1 ความรู้เร่ืองท่ีจะสื่อสาร หากผู้ส่งสารหรือผู้รับสารมีความรู้ความ เข้าใจในเรื่องท่ีจะส่ือสารมากก็จะทาให้การส่ือสารมีโอกาสประสบความสาเร็จมาก เน่ืองจากท้ังสอง ฝ่ายมีความรู้และความเข้าใจตรงกัน หากผู้ส่งสารหรือผู้รับสารมีความรู้เก่ียวกับเรื่องที่จะส่ือสารน้อย หรือไม่เขา้ ใจกจ็ ะทาให้การส่ือสารเกดิ ประสิทธิผลไดน้ ้อย 2.2.2.2 ความรู้เร่ืองกระบวนการสื่อสาร ผู้ส่งสารที่ดีนอกจากมีความรู้ใน เรื่องท่ีจะสื่อสารแล้วยังต้องมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการส่ือสารเพราะองค์ประกอบแต่ละตั วมี ความสาคัญและส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการสื่อสาร ผูส้ ่งสารควรรู้ว่าผู้รบั สารคือใคร มลี กั ษณะอย่างไร ควรใช้ภาษาระดับใด ใช้ส่ือหรือช่องทางการส่ือสารใด มีส่ิงรบกวนหรืออุปสรรคใดที่อาจจะเกิดใน กระบวนการสอื่ สารได้บา้ ง
49 ลักษณะส่วนบุคคลของผู้รับสารสามารถอธิบายได้ โดยอาศัยทฤษฎีต่าง ๆ ในการ อธิบายถึงปัจจยั ท่ีเปน็ สาเหตทุ ที่ าใหก้ ารสอ่ื สารไมส่ มั ฤทธ์ิผลได้ ดงั รายละเอยี ดของทฤษฎีต่อไปน้ี ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences Theory) ทฤษฎีน้ีได้ นามาประยุกต์ใช้อธิบายเก่ียวกับการสื่อสาร เดอเฟอร์ (De Fleur) เสนอไว้ว่า “สภาพแวดล้อมที่ แตกต่างกันทาให้บุคคลเรียนรู้แตกต่างกัน ทาให้บุคคลมีทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ บุคลิกภาพและ สภาพทางจิตวิทยาที่แตกต่างกัน บุคคลจึงมีการเรียนรู้จากสังคมแตกต่างกัน” จะเห็นได้ว่าส่ิงสาคัญที่ เป็นตวั กาหนดบุคลิกภาพของบุคคลคือสภาพเงื่อนไขทีแ่ ต่ละบุคคลได้รับจากสังคมหรือสภาพแวดล้อม เดอเฟอร์จึงสรุปว่า “ข่าวสารต่าง ๆ ในสังคมเปรียบเสมือนสิ่งเร้าที่ทาให้ผู้รับสารแต่ละคนมีการ ตอบสนองต่างกัน รวมท้ังสร้างลักษณะความแตกต่างของบุคคลด้วย” อิทธิพลของส่ือมีผลต่อบุคคลท่ี มีลักษณะส่วนบุคคลท่ีแตกต่างกัน ได้แก่ อายุ เพศ ระดับสติปัญญา ระดับฐานะทางเศรษฐกิจและ สังคม ภูมลิ าเนา ความรุนแรงในครอบครัว และลักษณะอ่นื ๆ ทางประชากรศาสตร์ (Adler, Rodman & Athena, 2017) ว่า ผู้รับสารที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันจะมีความสนใจต่อข่าวสารแตกต่างกัน ดังน้ัน การส่ือสารในแต่ละครั้งแม้จะสื่อสารด้วยเน้ือหาสารเดียวกัน แต่ผู้รับสารแต่ละคนอาจจะ ตีความแตกต่างกัน ตัวอย่าง เด็กที่พบเห็นความก้าวร้าวรุนแรงในครอบครัวอยู่เสมอจะแสดง พฤตกิ รรมกา้ วรา้ วรนุ แรงได้งา่ ยกวา่ เด็กท่ไี มเ่ คยพบเห็นความก้าวรา้ วรนุ แรงในครอบครวั ทฤษฎกี ารแบง่ กลุ่มทางสังคม (Social Categories Theory) ทฤษฎนี อี้ ธิบายว่าบุคคล ท่ีมีคุณลักษณะทางสังคมคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การศึกษา รายได้ อาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา อายุ เพศ ภมู ลิ าเนา เป็นตน้ จะมีพฤตกิ รรมการสื่อสารคล้ายคลงึ กันด้วย ไดแ้ ก่ การเปดิ รับสื่อ ความพอใจในสื่อ เปน็ ตน้ แม้วา่ ในสังคมปจั จบุ นั ผ้รู ับสารจะมีความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล แตท่ ฤษฎนี เ้ี ช่ือว่าผู้รับสารที่มี ลักษณะทางสังคมคล้ายคลึงกัน จะแลกเปล่ียนความคิดเห็นและอุปนิสัยการใช้ส่ือร่วมกัน ดังน้ัน ลักษณะกลุ่มทางสังคมจึงมีอิทธิพลอย่างย่ิงต่อกระบวนการส่ือสารของบุคคล (Adler, Rodman & Athena, 2017) ดังน้ัน การแบ่งกลุ่มทางสังคมจึงเป็นเสมือนการจัดกลุ่มผู้คนท่ีมีขอบข่ายของ ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันให้อยูใ่ นกลมุ่ เดยี วกัน เพ่ือให้ผู้ส่งสารสามารถสื่อสารกับคน กล่มุ นไ้ี ด้สะดวก ง่ายดายขนึ้ เน่อื งจากสามารถแบง่ ประเภทของสื่อแตล่ ะชนิดตามความสนใจของผู้รับ สาร เชน่ การแบง่ ประเภทรายการโทรทศั น์ วิทยุ เวบ็ ไซต์ ส่อื สงั คมออนไลน์ สือ่ ต่าง ๆ ไดต้ ามลกั ษณะ ทางสังคมของผู้รับสาร ทาให้สามารถสร้างสรรค์สาร ผลิตส่ือให้สอดคล้องกับคนแต่ละกลุ่ม ได้แก่ เวบ็ ไซต์เพลง ยทู ปู รายการทอ่ งเทีย่ ว รายการโทรทศั นส์ าหรบั เด็ก เกมออนไลน์สาหรบั วัยรนุ่ เปน็ ตน้ 3. คณุ สมบตั ิของผู้ส่งสาร ในกระบวนการส่งสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารน้ัน คุณสมบัติของผู้ส่งสารมีส่วน สาคัญท่ีจะทาใหก้ ารสอื่ สารครัง้ น้ันประสบความสาเร็จหรอื ลม้ เหลวได้ คุณสมบตั ิของผู้ส่งสารท่ีดีมดี ังน้ี 3.1 วัตถุประสงค์ชัดเจน ผู้ส่งสารต้องกาหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายหรือ ผลท่ีต้องการจากการสอื่ สารให้ชัดเจน เพอื่ ใหก้ ารเลือกใช้สารและสอ่ื ได้ตรงตามวัตถปุ ระสงคน์ ั้น 3.2 การมคี วามรู้และความเข้าใจในส่ิงท่ีต้องการส่ือสาร ผสู้ ่งสารควรมคี วามรู้เพียงพอ เกยี่ วกับเรือ่ งหรือเนอ้ื หาท่ตี ้องการส่งสาร เพอื่ ทาใหผ้ ้สู ่งสารมีความเชื่อม่ันในการส่ือสาร และผูร้ บั สาร ใหเ้ กดิ ความเช่อื ถอื ต่อตัวผสู้ ่งสาร
50 3.3 การมีบุคลกิ ภาพท่ดี ี ลักษณะทางกายภาพของผสู้ ่งสารท้ังกิริยาท่าทาง พฤติกรรม การส่อื สาร การแต่งกาย ส่งิ เหลา่ น้มี ผี ลต่อความนา่ เชือ่ ถอื ทผ่ี ู้รบั สารมตี อ่ ผู้สง่ สาร 3.4 การวิเคราะห์ผู้รับสารและการเลือกใช้วิธีการส่ือสารที่เหมาะสม ผู้ส่งสารควร วเิ คราะห์ผรู้ ับสาร เพ่ือให้กาหนดเน้ือหา ระดับภาษา ช่องทางการสอ่ื สารได้เหมาะสมกบั ผรู้ บั สาร 4. แนวคดิ หรอื ทฤษฎที ่เี กย่ี วขอ้ งกับการวิเคราะหผ์ สู้ ่งสาร ทฤษฎีการกาหนดวาระ (Agenda-setting Theory) เกิดในปี ค.ศ. 1972 จากแนวคดิ ของมัลคอล์ม แม็คคอมส์ และโดนัลด์ โชว์ ( Maxwell E. McCombs & Donald L. Shaw) ซ่ึงเป็นไปในทศิ ทางเดยี วกบั ลิพพม์ นั น์ (Lippmann, W.) ทเี่ สนอว่า “สื่อมวลชนมีบทบาทในการสร้าง ภาพต่าง ๆ ในสมองของเรา” และสอดคล้องกบั โคเฮน็ (Cohen, B.C.) ท่ีเสนอวา่ “สิ่งทส่ี ื่อต้องกระทา ให้ประชาชน โดยนาเสนอเร่ืองทป่ี ระชาชนควรรบั รู้” (Alvernia University, 2018) ทฤษฎีนมี้ ีมมุ มอง ว่า สื่อมวลชนมีบทบาทในการจัดข่าวสารที่มีจานวนมากมายให้เป็นระเบียบ คัดเลือก และจัดเรียง วาระตามลาดบั ความสาคัญก่อนนาเสนอ สอ่ื มวลชนจึงมอี ทิ ธพิ ลต่อบุคคลในการจัดกรอบความคิดของ คนในสังคม ให้คิดตามที่ส่ือเสนอหรือการสร้างประเด็นใหม่ขึ้นมาเอง (Agenda Building) จากสิ่งท่ีมี อยู่ในสงั คม เช่น การทจุ รติ ความยากจน ฯลฯ (กาญจนา แกว้ เทพ, 2556) ดังนนั้ สื่อมวลชนจงึ เปน็ ท้ัง ผู้ที่สะท้อนความเป็นจริง หรือเป็นผู้สร้างความจริงเทียม (Creating Pseudo Reality) โดยให้ ความสาคัญกับบางข่าวหรือข้อมูลโดยการให้พื้นท่ีในส่ือหรือนาเสนอบ่อย ๆ ทาให้ผู้รับสารเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสาคัญ ซ่ึงสามารถใช้แนวคิดนี้ในการกาหนดกรอบความคิดของมวลชน ไปในทิศทางทต่ี ้องการได้ ยอ่ มกระทบตอ่ อสิ รภาพการรับรู้ข่าวสารของประชาชน 5. แนวคดิ หรอื ทฤษฎีทีเ่ กีย่ วข้องกับการวเิ คราะหผ์ รู้ ับสาร การวิเคราะห์ผู้รับสาร (Audience Analysis) เป็นการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อ การรบั รู้และการตีความสารของผ้รู ับสาร เนือ่ งจากความหมายของสารไม่ไดข้ ึ้นอยทู่ ี่ตวั สาร แต่ขึ้นอยู่กับ การตีความของผู้รับสาร ยิ่งผู้ส่งสารมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคลของผู้รับสารมาก เทา่ ใด จะมีโอกาสที่จะสื่อสารได้ประสบความสาเร็จมากข้ึนเท่านั้น ผ้สู ง่ สารจงึ จาป็นต้องวเิ คราะห์ ผ้รู บั สาร โดยศึกษาแนวคิดหรือทฤษฎีที่ช่วยในการวิเคราะห์ผู้รบั สารเพื่อให้ผู้ส่งสารรเู้ ท่าทันผู้รับสาร เข้าใจ ลักษณะพฤติกรรมของผู้รับสาร ทาให้ผู้ส่งสารสามารถสร้างสรรค์สาร เรียบเรียงสาร และถ่ายทอดสาร น้ันได้เหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะของผู้รับสาร ทาให้การสื่อสารบรรลุเป้าหมาย จึงขอนาเสนอ แนวคิดและทฤษฎบี างสว่ นที่เกยี่ วขอ้ งกับการวิเคราะหผ์ ู้รับสารมาใหผ้ ู้เรยี นไดศ้ ึกษา ดังนี้ 5.1 ทฤษฎีการอบรมบ่มเพาะ (Cultivation Theory) ทฤษฎีน้ีเช่ือว่า โลกท่ีแวดล้อม ตัวบคุ คลมอี ยู่ 2 โลก ไดแ้ ก่ 1) โลกกายภาพ คอื โลกท่ีเกิดขน้ึ ตามธรรมชาติ และ 2) โลกทางสังคม คือ โลกที่เกิดข้ึนจากการทางานของสถาบันต่าง ๆ ในสังคม เช่น ครอบครัว โรงเรียน ศาสนา ที่ทางาน รัฐและส่ือมวลชน ซ่ึงสถาบันเหล่าน้ีปลูกฝัง อบรมบ่มเพาะส่ิงต่าง ๆ ให้คนในสังคม จึงทาให้การรับรู้ และพฤติกรรมของบุคคลแตกต่างกัน จากการศึกษาตามทฤษฎีน้ีพบว่า ผู้ที่ชมละครท่ีนาเสนอความ รนุ แรงอยเู่ ป็นประจา จะถกู ปลกู ฝังให้เชื่อในสิ่งที่เกินจริงว่าโลกมีความน่ากลวั และโหดร้าย นอกจากน้ี สื่อยังช่วยเสริมประสบการณ์ให้แก่บุคคล ตัวอย่าง ผู้รับสารได้รับข่าวหรือประสบการณ์จริงเร่ืองใด เร่ืองหนึ่ง อย่างน้อย 1 ครั้ง เมื่อได้รับข่าวสารหรือประสบการณ์เร่ืองแบบเดียวกันนั้นอีกในสื่อ จะเป็น การตอกย้าลงในใจของผู้รับสาร ทาใหเ้ กดิ การฝังลกึ ลงในจิตใจมากข้นึ (กาญจนา แกว้ เทพ, 2556)
51 5.2 ทฤษฎกี ารเรียนร้ทู างสังคม (Social Learning Theory) ตามท่อี ัลเบริ ต์ แบนดรู า (Albert Bandura) ไดท้ าการทดลองและสรุปวา่ เราเรียนรพู้ ฤติกรรมต่าง ๆ จากสงั เกตพฤตกิ รรมของ คนอ่ืน ทาให้เรารู้ว่าจะแสดงพฤติกรรมใหม่ ๆ อย่างไร และใช้ข้อมูลที่เรียนรู้และจดจาน้ีเป็นแนวทาง ในการแสดงพฤติกรรมใหม่นั้น ๆ (พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, 2556) ทั้งนี้ การเรียนรู้สามารถเกิดข้ึน ได้โดยไม่ต้องแสดงพฤติกรรมนั้นก็ได้ เนื่องจากผลของพฤติกรรมและปัญญามีบทบาทต่อการเรียนรู้ (สุพิทย์ กาญจนพันธุ์, 2016) ต่อมาได้มีการนาทฤษฎีนี้มาใช้อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่ ความ ก้าวร้าว การปรับเปล่ียนพฤติกรรม และศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากความรุนแรงทางโทรทัศน์ทีม่ ผี ล ต่อเด็กที่เกิดข้ึนในระยะยาว พบว่า บุคคลสังเกตและเรียนรู้จากสิ่งที่ส่ือมวลชนนาเสนอและเกิด พฤติกรรมเลยี นแบบ (กาญจนา แก้วเทพ, 2556) 5.3 ทฤษฎีการส่ือสารสองจังหวะ (Two-step Flow Theory) หรือทฤษฎีการไหล ของขา่ วสาร เกิดเมือ่ ปี ค.ศ. 1940 โดยพอล เอฟ ลาซารส์ เฟลด์ และอลิ กิ ู แคทซ์ (Paul F. Lazarsfeld & Eliku Katz) เช่อื วา่ ขา่ วสารจากแหล่งสารจะไหลไปยังผนู้ าความคิด (Opinion Leaders) เป็นผทู้ ี่มี ความกระตือรือร้นในการแสวงหาข่าวสาร จากนั้นผู้นาความคิดจะส่งต่อข่าวสารไปยังบุคคลอ่ืนใน ชุมชนหรือกลุ่ม ผ้นู าความคิดจึงมีอิทธิพลที่ต่อผู้รับสารทส่ี ่วนใหญ่มีลักษณะเช่ือง่าย และผ้นู าความคิด อาจเปลยี่ นแปลงข่าวสารให้เป็นไปตามความคดิ ของตน (Adler, Rodman & Athena, 2017) 5.4 ทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ (Uses& Gratifications Approach) ปี ค.ศ. 1959 คาทซ์ (Katz) เสนอว่า ส่ือจะมีอิทธิพลต่อคนที่ใช้สื่อน้ันเท่าน้ัน และการเลือกใช้ส่ือเกิด จากเหตุผลทางจิตวิทยาและความต้องการทางสังคมของแต่ละคน (Adler, Rodman & Athena, 2017) นอกจากนี้ แมคเควล และสเวน (McQuail & Windahl, 1993) เสนอว่า “ปัจเจกบุคคล ต้องการปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมกับผู้อื่น และพวกเขาเลือกใช้สื่อตามความพึงพอใจของตนเองเพื่อ ตอบสนองความต้องการของตนเอง ผู้รับสารจงึ มีลกั ษณะเปน็ ผู้กระทา (Active Person) บางครง้ั ผู้รับ สารอาจใชส้ ่ือเพือ่ ชดเชยบางอยา่ งทขี่ าดไปหรือหาไม่ไดใ้ นขณะนัน้ เช่น คลายเหงา ลดความเครยี ด ดังน้ัน การใช้สอ่ื จึงชว่ ยใหม้ นษุ ยเ์ กิดความสมดุล หรอื เพ่ือปรบั ตวั ให้เข้ากับสงิ่ แวดล้อม และความเปล่ียนแปลง มีศักยภาพในการทาหน้าที่ตามปกติได้ดียิ่งขึ้น และรักษาให้ระบบชีวิตของตน คงอยู่ไดอ้ ยา่ งปกติสขุ (กาญจนา แก้วเทพ, 2556) 5.5 ทฤษฎกี ารพง่ึ พาส่อื มวลชน (Media Dependency Theory) เปน็ ทฤษฎที เี่ ชื่อว่า บุคคลต้องการข่าวสารจึงทาให้ส่ือมวลชนมีอิทธิพลต่อบุคคลแต่ละคน แต่จะมีมากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่ กับลักษณะของโครงสร้างสังคมท่ีผู้รับสารอาศัยอยู่ หากเป็นโครงสังคมแบบอุตสาหกรรม เป็น ครอบครัวเด่ียว ผู้รับสารไม่มีแหล่งข่าวอ่ืน ๆ นอกจากส่ือมวลชน ผู้คนจะรับข่าวสารจากสื่อมวลชน เป็นหลัก จึงมีการพึ่งพาส่ือมวลชนมาก นอกจากน้ี ส่ือมวลชนยังทาหน้าที่ต่าง ๆ มากมายให้กับ ผู้รับสาร (กาญจนา แก้วเทพ, 2556) ได้แก่ 1) อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ 2) ช้ีนาผู้รับสารให้ปฏิบัติตาม 3) ทาให้บคุ คลเข้าใจโลก 4) ชว่ ยกาหนดรูปแบบความคาดหวัง 5) ช่วยผอ่ นคลายความเครยี ด
52 การวเิ คราะหส์ ารในสภาพแวดลอ้ มทห่ี ลากหลาย การวิเคราะห์สารเป็นวิธีการศึกษาเนื้อหาสารด้วยการแยกแยะแนวคิด ประเด็น รหัสของ สาร เนื้อหาของสาร การจัดสาร วัตถุประสงค์การส่ือสารออกจากสาร ทาให้ทราบโครงสร้าง ลาดับ ของเน้ือหา และขอบเขตของเน้ือหา เห็นความเปล่ียนแปลงของเน้ือหา สามารถแยกแยะเนื้อหา ออกเป็นหัวข้อหรือประเด็นต่าง ๆ ได้ การวิเคราะห์เน้ือหาในกระบวนการส่ือสาร โดยท่ัวไปผู้รับสาร มักจะวิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์ท่ีผู้ส่งสารต้องการเป็นหลัก หากผู้รับสารฝึกการวิเคราะห์เน้ือหาสาร อย่างสม่าเสมอก็จะทาให้ผู้รับสารรู้เท่าทันผู้ส่งสารและสาร การวิเคราะห์สารควรพิจารณา องค์ประกอบของสาร ประกอบดว้ ย รหสั ของสาร เน้ือหาของสาร และการจัดสาร มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. รหสั ของสาร รหัสของสาร (Message Code) คือ สัญลักษณ์ท่ีมนุษย์ใช้ส่ือความหมายแทนความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ รหัสของสาร ได้แก่ วัจนภาษา (ได้แก่ ภาษาพูด ภาษาเขียน) อวัจนภาษา (ได้แก่ ปริภาษา ระยะห่าง ส่ิงของ รูปร่าง หน้าตา กริยาอาการ การสื่อสารด้วยสายตา ความเงียบ กาลภาษา สัมผัส กล่ิน) เป็นต้น ผู้รับสารจะเข้าใจความหมายของสัญลกั ษณ์ต่าง ๆ ได้น้ัน ต้องถอดความหมายของสัญลักษณ์น้ัน โดยผู้ส่งสารและผู้รับสารต้องมีขอบเขตข่ายของประสบการณ์ ร่วมกันจึงจะเข้าใจกัน ตัวอย่าง เมื่อเราได้ยินชาวจีนพูดว่า หน่ีห่าว หากเราไม่รู้ความหมายก็จะไม่ เข้าใจ หากรคู้ วามหมายวา่ หมายถึง สวัสดี เรากจ็ ะทกั ทายกลับไป เปน็ ต้น 2. เนอ้ื หาของสาร เน้ือหาของสาร (Message Content) คือ ความรู้ ความคิดหรือสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการ ถ่ายทอดให้ผู้รับสาร เน้ือหาของสารจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร เช่น รายการสารคดีทาง โทรทศั น์นาเสนอประวัตคิ วามเปน็ มาของช้างไทย ปัญหาท่เี กดิ ขน้ึ กบั ช้างไทยในปัจจุบัน เพือ่ ใหค้ วามรู้ สร้างความเข้าใจและสง่ เสริมให้ผชู้ มตระหนกั ถงึ การอนุรกั ษช์ า้ งไทย เป็นตน้ 3. การจัดสาร การจัดสาร (Message Treatment) คือ การรวบรวม เรียบเรียงเนื้อหาของสารอย่าง เป็นระบบตามโครงสร้างเพ่ือให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจ ด้วยการเลือกใช้รหัสสารหรือภาษา ทเ่ี หมาะสม เชน่ โครงสร้างข่าว ได้แก่ พาดหวั ข่าว (Headline) ความนาข่าว (Leads) เน้ือขา่ ว (Body) การวิเคราะหช์ อ่ งทางการส่อื สารในสภาพแวดล้อมท่หี ลากหลาย ช่องทางการสื่อสารหรือส่ือ (Channel or Media) คือ พาหนะนาสารจากผู้ส่งสารไปยัง ผู้รับสาร เป็นองค์ประกอบการส่ือสารที่ต้องมีการวิเคราะห์เพ่ือทาให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารรู้ข้อดีและ ข้อจากัดของช่องทางแต่ละประเภท การเลือกช่องทางการส่ือสารต้องมีความรู้และเข้าใจเก่ียวกับ ประเภทและลักษณะของช่องทางการส่อื สาร ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
53 1. ประเภทของชอ่ งทางการสอื่ สาร เกณฑ์การแบ่งประเภทของช่องทางการส่ือสารสามารถแบ่งได้หลายเกณฑ์ในท่ีน้ีจะ กล่าวถงึ เฉพาะการจาแนกตามจานวนผูส้ ื่อสาร ดังน้ี 1.1 ช่องทางการส่ือสารระหว่างบุคคล เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวสารกันโดยตรง แบบตัวต่อตัว (Personal to personal) ระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ข้ึนไปท้ังแบบการสื่อสารระหว่าง บคุ คล การสื่อสารกลมุ่ เลก็ การสอื่ สารในองคก์ ร เปน็ การสือ่ สารแบบเห็นหน้าและแบบมสี ง่ิ ก้ัน ช่องทางการสื่อสารระหว่างบุคคล ได้แก่ จดหมาย วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ การส่ือสาร ออนไลน์ อเี มล เปน็ ตน้ เป็นช่องทางที่มีประสิทธภิ าพมากกว่าช่องทางการสื่อสารมวลชน เพราะผู้ทา การส่ือสารมีโอกาสแลกเปล่ียนข่าวสารกัน อีกทั้งผู้ส่งสารสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการส่ือสารหรือ เน้อื หาสารได้ในเวลาอนั รวดเร็วเพอื่ ให้ผรู้ บั สารเกดิ ความสนใจหรอื เขา้ ใจสารนัน้ 1.2 ช่องทางการส่ือสารมวลชน เป็นช่องทางส่ือสารจากแหล่งสารที่เป็นบุคคลหรือ กลุ่มบุคคลหรือองค์กรส่งสารไปยังผู้รับสารจานวนมาก ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ท่ีมีจานวนผู้รับสารจานวนมาก เป็นต้น โดยมีสื่อมวลชนทาหน้าท่ีเป็น ตัวกลางระหว่างแหล่งสารกับผู้รับสารมวลชนจานวนมาก ท่ีอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ต่างสถานท่ี กัน แต่รับสารในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ช่องทางการส่ือสารมวลชนเหมาะสาหรับส่งข้อมูล ขา่ วสารและความรู้ได้ดี แตไ่ มส่ ามารถเปล่ยี นแปลงทศั นคตทิ ฝี่ ังลกึ ได้ หากจาแนกประเภทช่องทางการสื่อสารตามลักษณะของส่ือ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) ส่ือออฟไลน์ (Offline) ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น 2) ส่ือ ออนไลน์ (Online) ได้แก่ เว็บไซต์ บล็อก ส่ือสังคมออนไลน์ (Social Media) ส่ือโทรศัพท์ติดตามตัว (Mobile Media) ส่ือ ณ เวลาจริง (Real-Time Media) ส่ือปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์สนทนา (Chat Bot) เป็นต้น ผูส้ ื่อสารทั้งผ้สู ่งสารและผู้รับสารควรเลือกใชช้ ่องทางการส่ือสารใหเ้ หมาะสม โดยคานึงถึง ลักษณะดังต่อไปน้ี คุณสมบัติของช่องทางการส่ือสาร ได้แก่ ลักษณะของการส่ือสาร การไหลของ ข่าวสาร ปริมาณของปฏิกิริยาตอบกลับในขณะท่ีทาการสื่อสาร ความสามารถในการลดการเลือกรับ สาร ความเร็วในการสง่ สารไปยังผูร้ บั สารจานวนมาก และผลทอ่ี าจเกดิ ข้ึน 2. ลักษณะของช่องทางการสอ่ื สาร ชอ่ งทางการสื่อสารเป็นองค์ประกอบการสอื่ สารท่ีมีความสาคัญต่อกระบวนการส่ือสาร ดงั นนั้ ผสู้ ่งสารจึงควรเลือกใชช้ อ่ งทางการสือ่ สารให้เหมาะสม โดยคานึงถึงลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้ 2.1 ความครอบคลุมพ้ืนที่ ช่องทางการสื่อสารแตล่ ะชนิดมศี ักยภาพในการครอบคลุม พ้ืนทห่ี รือสง่ สารไดแ้ ตกตา่ งกนั 2.2 การเข้าถึงช่องทางการสื่อสาร ผู้รับสารมีโอกาสในการเข้าถึงช่องทางการส่ือสาร ชนดิ นน้ั มากหรอื น้อย 2.3 ความน่าเช่ือถือ ผู้รับสารให้ความเชื่อถือช่องทางการสื่อสารแต่ละชนิดแตกต่างกัน ดงั น้นั การเลอื กชอ่ งทางการส่ือสารจึงตอ้ งคานงึ ถึงความน่าเชอื่ ถือของช่องทางดว้ ย
54 2.4 ปฏิกิริยาตอบกลับ ช่องทางการส่ือสารบางประเภทมีข้อจากัดในการสื่อสารกลับ หรือเปิดโอกาสให้ผู้รับสารมีปฏิกิริยาตอบกลับ เช่น การสื่อสารแบบเห็นหน้า (Face-to-face Communication) เอื้อต่อการแสดงปฏิกิริยาตอบกลับของผู้รับสารแบบทันทีทันใด สื่อสารมวลชน มขี อั จากดั ในการส่ือสารกลับของผ้รู ับสาร สือ่ สังคมออนไลนเ์ ปดิ โอกาสใหม้ กี ารสอื่ สารกลบั มากกวา่ 2.5 การเก็บรักษาสาร ช่องทางการส่ือสารมีระยะเวลาในการเก็บรักษาสารได้นาน ต่างกัน หรือความคงทนของสารต่างกัน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ การสื่อสารแบบเห็นหน้ามี ความคงทนของสารน้อย รับสารหรือชมหรือฟังแล้วจบไป ต้องมีการบันทึกเก็บไว้ ส่ือสิ่งพิมพ์มีความ คงทนของสารตามระยะเวลาการเผยแพรแ่ ละสามารถเก็บรักษาไวไ้ ด้นาน ลักษณะของช่องทางการส่ือสารดังกล่าวเป็นส่ิงที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารจะต้องคานึงถึง เพ่ือให้สามารถเลือกใชช้ ่องทางการสื่อสารได้อย่างเหมาะสมกับสารและผรู้ บั สาร ส่งผลให้การสอ่ื สารมี โอกาสสัมฤทธิ์ผลมากขึน้ การวเิ คราะหป์ ฏกิ ิรยิ าตอบสนองในสภาพแวดลอ้ มทหี่ ลากหลาย ปฏิกิริยาตอบสนอง (Feedback) คือ สารที่ผู้รับสารส่งไปให้ผู้ส่งสารหลังจากที่ได้ตีความ สารทร่ี บั การวิเคราะหป์ ฏิกิริยาตอบสนองกลับพจิ ารณาจากสิง่ ต่อไปน้ี 1. ประเภทของปฏกิ ิริยาตอบสนอง ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองกลบั จากผ้รู บั สารสง่ ไปถงึ ผรู้ บั สาร แบง่ เป็นประเภทได้ดังนี้ 1.1 ปฏิกิริยาตอบสนองแบบวัจนภาษาและอวัจนภาษา ปฏิกิริยาตอบสนองแบบ วัจนภาษา ได้แก่ ภาษาพูด ภาษาเขียน ส่วนปฏิกิริยาตอบสนองแบบอวัจนภาษา ได้แก่ กิริยา ท่าทาง สีหน้า แววตา นา้ เสยี ง ส่ิงของ เปน็ ตน้ 1.2 ปฏิกิรยิ าตอบสนองแบบตัง้ ใจและไม่ตั้งใจ ปฏกิ ริ ยิ าตอบสนองแบบตง้ั ใจ คอื สาร ท่ีผูร้ ับสารตั้งใจส่งไปยังผู้สง่ สาร เช่น การปรบมอื การพูดโตต้ อบ เปน็ ต้น สว่ นปฏิกิรยิ าตอบสนองแบบ ไม่ต้ังใจ เชน่ หนา้ แดงเพราะเขนิ อาย มอื สัน่ เพราะความตน่ื เตน้ เปน็ ตน้ 1.3 ปฏิกิริยาตอบสนองทางบวกและทางลบ ปฏิกิริยาตอบสนองทางบวกเป็นการ แสดงการยอมรบั หรือเหน็ ด้วย เชน่ การพยักหน้า การตอบรับ เปน็ ต้น ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองทางลบเป็น การปฏเิ สธหรือไม่เห็นดว้ ย เชน่ การส่ายหนา้ การทาหน้าบึง้ การตอบปฏเิ สธ เปน็ ต้น 1.4 ปฏิกิริยาตอบสนองแบบโดยตรงและโดยอ้อม ปฏิกิริยาตอบสนองโดยตรง คือ การท่ีผรู้ บั สารสง่ ปฏกิ ริ ิยาตอบสนองกลับมายังผสู้ ง่ สารแบบตรงไปตรงมา รูส้ กึ อย่างไรกส็ ื่อสารออกมา อย่างนั้น เช่น ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ ส่วนปฏิกิริยาตอบสนองโดยอ้อม คือ การท่ี ผู้รับสารไม่ต้องการให้ผู้ส่งสารรู้ปฏิกิริยาตอบสนองของตนเอง ไม่กล้าแสดงออกตรง ๆ เช่น ผู้รับสาร ไมก่ ลา้ ปฏิเสธจึงน่ิงเฉยแทน หรือเลย่ี งด้วยการเปล่ียนเร่ืองพดู เปน็ ตน้ 2. หลกั การให้ปฏิกริ ิยาตอบกลับเพอ่ื การพฒั นา การให้ปฏิกิริยาตอบกลับจากผู้รับสารไปยังผู้ส่งสารเป็นสิ่งท่ีผู้สง่ สารต้องให้ความใส่ใจ วิเคราะห์สารที่ผู้รับสารพยายามสื่อสารกลับ ท้ังโดยต้ังใจและโดยไม่ต้ังใจ เพื่อให้สามารถปรับเปล่ียน หรือปรับปรุงการส่ือสารให้เหมาะสมและเกิดผลสัมฤทธ์ิ ผู้รับสารสามารถให้ปฏิกิริยาตอบกลับที่เอ้ือ
55 ต่อการพัฒนาการสอ่ื สารได้โดยการสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ การใช้คาพูดและปรภิ าษา ที่จริงใจ ส่ือสารให้ชัดเจนตรงเร่ืองตรงประเด็น สื่อสารในกลับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น สื่อสารอย่างถูก กาลเทศะ ให้ข้อเสนอแนะเพ่ือปรับพฤติกรรมการส่ือสาร การสื่อสารเพื่อการเปล่ียนแปลงหรือพฒั นา ต้องอาศัยหลกั 1) เข้าใจคน เป็นการเข้าใจลกั ษณะของผรู้ ับสาร 2) เข้าถงึ ใจ โดยใชก้ ารส่ือสารเชงิ บวก เพอื่ การเปล่ียนแปลงโดยการใช้ทศั นคติเชงิ บวก ใจทเ่ี มตตา พฤติกรรมเชิงบวก และการฟงั ดว้ ยใจ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่หลากหลาย การศึกษาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมท่ีอยู่ในกระบวนการส่ือสาร ท่ีส่งผลกระทบหรือ มอี ทิ ธิพลต่อกระบวนการสื่อสาร ประเภทของสิ่งแวดล้อม ท้ังสงิ่ แวดล้อมท่คี วบคุมได้และควบคมุ ไม่ได้ รวมถึงสภาพแวดล้อมการสื่อสาร ได้แก่ สถานที่ การจัดสถานที่ บรรยากาศ โอกาส เวลา เหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ส่ือสารสามารถเลือกและปรับปรุงสภาพแวดล้อมการส่ือสารให้เหมาะสมได้ เช่น การเลอื กโอกาส เวลาและสถานทขี่ องการสอื่ สาร แต่สภาพแวดลอ้ มบางอย่างผูส้ ่ือสารไม่สามารถเลือก และปรบั ปรุงได้ เชน่ สภาพอากาศ เหตุการณ์ที่เกดิ ข้นึ ระหว่างการสอ่ื สาร เป็นตน้ สภาพแวดล้อมการ ส่ือสารท่ีเหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกัน ได้แก่ จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของ การสื่อสาร ความต้องการและความคาดหวังของผู้รับสารโอกาสและเหตุการณ์ท่ีเอื้ออานวยต่อการ สือ่ สาร ตลอดจนการคาดการณ์ตอ่ ผลกระทบที่อาจเกิดข้นึ และการควบคุมการส่ือสารอย่างถกู ทาง ตัวอย่าง การส่ือสารผ่านส่ือสังคมออนไลน์เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้ส่งสารไม่สามารถ ควบคมุ ส่ิงแวดล้อมในการสอื่ สารได้ เน่ืองจากผูร้ บั สารอยู่กนั อยา่ งกระจดั กระจาย ตา่ งสถานที่ อาจจะ ต่างเวลากัน ทาให้มีส่ิงรบกวนในการส่ือสารแตกต่างกัน ผู้รับสารบางรายอาจจะส่ือสารผ่านส่ือสังคม ออนไลน์อยู่ริมถนนทม่ี ีเสยี งสอดแทรกมากมาย ทาใหก้ ารรับสารขาดความชดั เจน ไม่ครบถ้วนได้ สรุป การศึกษาวิเคราะห์อย่างรู้เท่าทันการส่ือสารในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายจะช่วยทาให้ ผู้สื่อสารเกิดความรู้ ความเข้าใจ และสามารถวิเคราะห์ถึงปัจจัยหรือสาเหตุของส่ิงท่ีปรากฏข้ึนใน กระบวนการสื่อสารได้โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบการส่ือสารแต่ละองค์ประกอบ ได้แก่ 1) วเิ คราะห์ลกั ษณะสว่ นบุคคลของผูส้ ่งสารและผ้รู ับสาร ประกอบดว้ ย ประเภทของผู้ส่งและผู้รับสาร ลักษณะส่วนบุคคลของผู้สง่ สารและผู้รบั สาร คุณสมบัติของผู้ส่งสาร แนวคิดหรือทฤษฎที ี่เก่ียวข้องกับ การวิเคราะห์ผู้ส่งสารและผู้รับสาร ทักษะการสื่อสาร ทัศนคติ ความรู้ ลักษณะทางสังคมและ สภาพแวดล้อม ทั้งน้ี สามารถแยกการวิเคราะห์ออกเป็น 2) การวิเคราะห์สารในสภาพแวดล้อมท่ี หลากหลาย ได้แก่ องค์ประกอบของสาร และการวิเคราะห์เน้ือหา 3) การวิเคราะห์ช่องทางการ สื่อสารในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ได้แก่ ประเภทของช่องทางการส่ือสาร การเลือกช่องทางการ สื่อสาร 4) การวิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบสนองในสภาพแวดล้อมท่ีหลากหลาย ได้แก่ ประเภทของ ปฏกิ ริ ยิ าตอบสนอง และ 5) การวเิ คราะห์สภาพแวดล้อมทห่ี ลากหลาย
56 คาถามทบทวน 1. จงบอกลักษณะสว่ นบคุ คลของผู้ส่งสารและผู้รับสาร 2. จงอธิบายแนวคิดหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผู้ส่งสารและผู้รับสารมา 1 ทฤษฎพี รอ้ มยกตัวอยา่ ง 3. จงยกตวั อย่างขา่ ว 1 ข่าว พร้อมวเิ คราะห์สาร 4. จงบอกเกณฑ์การเลอื กชอ่ งทางการสื่อสาร 5. จงยกตัวอย่างประเด็นปัญหาการส่ือสารในสังคมมา 1 ปัญหาพร้อมวิเคราะห์ องค์ประกอบการสอื่ สาร กิจกรรมทบทวน 1. ผู้เรียนศึกษากรณศี ึกษา วเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบการสอื่ สารและหลกั การหรือแนวคดิ ทแี่ ฝงอยูใ่ นกรณีศึกษา 2. ผู้เรียนระดมสมอง ร่วมกันอภิปรายกลุ่มยอ่ ย โดยกระตุ้นให้ตรวจสอบความคิดของกัน และกนั เพ่ือให้เกิดความคิดที่รอบคอบ จากนัน้ จึงรว่ มกนั อภปิ รายกลุ่มใหญ่ 3. ผูเ้ รยี นสรุปเน้ือหาความรู้ที่ไดจ้ ากการเรยี นในสัปดาห์นี้
57 เอกสารอา้ งองิ กาญจนา แก้วเทพ. (2556). สื่อสารมวลชน: ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย.์ (2556). ทฤษฎจี ิตวทิ ยาพฒั นาการ. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . สุพิทย์ กาญจนพันธ์ุ. (2559, 17 มิถุนายน). ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยสังคม. http://jiraphorn1.blog spot.com/2006/06/social-learning-theory.html Adler, R., Rodman, G. & Athena, P. (2017). Mass Communication Understanding Human Communication. Oxford University. Alvernia University. (2018, February 19). The Agenda-Setting Theory in Mass Communication. https://online.alvernia.edu/articles/agenda-setting-theory/ Janse, B. (2019, July 12). Schramm Communication Model. https://www.toolshero.com/ communication-skills/schramm-communication-model/ McQuail D. & Windahl S. (1993). Communication Models. Longman. Watson, J. & Hill, A. (2006). Dictionary of media and communication studies. 7th. Hodder Education
58
59 บทที่ 5 การเขยี นทางวิชาการ ภาพท่ี 5.1 ความรู้พื้นฐานเก่ียวกับการเขียน “การเขียน อาจทาใหเ้ จบ็ ปวด แต่ใหผ้ ลตอบแทนอยา่ งเหลือเชอื่ Writing can feel painful, but it's incredibly rewarding.” (Oscar Wilde, 2021) จากคากล่าวข้างต้นของออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde) นักคิด นักเขียนผู้ลือนามของโลก ท่ีได้กล่าวถึงการเขียนไว้ข้างต้น ทาให้เห็นได้ว่าผู้เขียนจะต้องใช้กระบวนการคิดและทักษะทางภาษา เพื่อสร้างสรรค์ผลงานเขียนออกมาซ่ึงอาจจะทาให้ผู้เขียนเองต้องทางานอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซ่ึง ผลงานเขียนที่ดีมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ความพยายามทุ่มเทสร้างสรรค์งานเขียนออกมานั้นจะให้ ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าแก่ผู้เขียนอย่างแน่แท้ ดังน้ัน การเขยี นจงึ เปน็ ทักษะในการส่ือสารท่ีควรเรียนรู้ และฝึกฝนให้เกิดความชานาญ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อการดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียน และ การทางานในอนาคต ความหมายของการเขียนทางวชิ าการ มผี ูใ้ หน้ ิยามความหมายของการเขยี น ไวด้ ังน้ี พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน 2554 (2556, น. 212) ให้นิยามของคาว่า เขยี น ไวว้ ่า “ก. ขีดให้เปน็ ตวั หนังสอื หรอื เลข, ขีดให้เปน็ เส้นหรือรูปต่าง ๆ, วาด, แต่งหนังสือ.” สมพร มันตะสูตร แพง่ พิพัฒน์ (2540) กลา่ ววา่ “การเขยี น คือการส่ือสารความรู้ ความคิด ทศั นคติ และอารมณเ์ ป็นตวั อักษรจากผเู้ ขียนถงึ ผู้อา่ น”
60 สิริวรรณ นันทจันทูล (2543) ให้นิยามของ การเขียนเพื่อการส่ือสาร ไว้ว่า “เป็นการ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความต้องการ อารมณ์ความรู้สึกและประสบการณ์ของผู้เขียนไปยังผู้อ่าน ใหเ้ ข้าใจตรงตามจุดประสงคข์ องผเู้ ขียนโดยใช้ตัวอกั ษรในภาษาเป็นเคร่ืองมือ” กิตติชัย พินโน และอมรชัย คหกิจโกศล (2554) ให้นิยามไว้ว่า “การเขียน คือการ ถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ ประสบการณอ์ อกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแทนถอ้ ยคาในภาษาพดู ” โสภณ สาทรสัมฤทธ์ิผล (2554) กล่าวว่า “การเขียน หมายถึง ทักษะในการใช้ภาษาท่ีมุ่ง ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความรู้ และข้อมูลต่าง ๆ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบ จดุ ประสงคต์ ามเจตนาของผูเ้ ขียน” สนิท สัตโยภาส (2556) ให้นิยามของคาว่า การเขียน ไว้ว่าเป็น “การติดต่อส่ือสารอย่าง หนึ่งของมนุษย์ท่ีพยายามถ่ายทอดความรู้ความคิดความรู้สึกออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ผู้อื่น อา่ นแล้วเข้าใจตามท่ตี นตอ้ งการ” จากนิยามดังท่ีได้กล่าวมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่า “การเขียน” หมายถึง การส่งสารอย่าง หน่ึง โดยที่ผู้เขียนถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกไปสู่ผู้อ่าน โดยใช้ตัวอักษรเป็นสื่อกลางเพื่อให้ เกดิ ความเขา้ ใจทตี่ รงกนั เมื่อพิจารณาถึงความหมายของคาว่า “วิชาการ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554 (2556) ใหน้ ิยามของคาว่า วิชาการ ไว้วา่ “น. วิชาความรสู้ าขาใดสาขาหนงึ่ หรอื หลายสาขา เช่น บทความวิชาการ สัมมนาวิชาการ การประชุมวิชาการ.” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “academic” adj. relating to education especially at college or university level (Longman Dictionary, 2021) ลลิตา กิตติประสาร (2537) ให้นิยามของคาว่า “งานวิชาการ” ไว้ว่าเป็นงานเขียนเพ่ือ อธิบายเรื่องท่ีผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าหรือแสดงความคิดเห็น ให้คาแนะนาข้อคิดหรือข้อเตือนใจโดยมี ทฤษฎีหรอื หลกั การอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ สนับสนุน มแี หลง่ ขอ้ มูล แหล่งอา้ งอิง และวธิ คี ้นคว้าท่ีเป็นระบบ ในการนาเสนอผู้เขียนจะอธิบายเนื้อหาและขยายความอย่างชัดเจน เพ่ือให้ผู้อ่านเข้าใจเร่ืองนั้นได้ สว่ นใหญ่จะใช้ภาษาระดับทางการ พิเชษฐ์ พินิจ (2555) กล่าวถึง “งานเขียนเชิงวชิ าการ” ว่า คือองค์ความรู้เชิงวิชาการที่ได้ จากการตกผลึกทางความคดิ ของผู้เขียนท่ีต้องการถ่ายทอดหรือสื่อสารใหผ้ ู้อื่นไดร้ ับรู้ผ่านกระบวนการ เรียบเรียงโดยอาศัยการผสมผสานระหว่างตัวอักษรรูปภาพตารางและสัญลักษณ์ต่าง ๆ อย่างเป็น ระบบ ภาควชิ าภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร (2557) กล่าวถงึ “การเขียน เชิงวิชาการ” ว่า เปน็ การเขียนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ทีเ่ ป็นสาระทางวชิ าการซ่ึงได้แก่ข้อมูล ขอ้ สรปุ แนวคิดหรอื ทฤษฎีและความคดิ เห็นเกีย่ วกับเรื่องทางวิชาการสาขาตา่ ง ๆ ดังนั้น การเขียนทางวิชาการ จึงหมายถึง การเขียนผลงานเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิด เก่ียวกับการศึกษาสาขาใดสาขาหน่ึงหรือหลายสาขา มีการค้นคว้าอ้างอิงแหล่งข้อมูลเรียบเรียง และ ถา่ ยทอดอย่างเป็นระบบโดยใช้ภาษาระดบั ทางการ
61 องคป์ ระกอบของการเขยี น ผู้เขียนควรจะต้องคานึงถึงองค์ประกอบของการเขียนก่อนที่จะเร่ิ มเขียนงานแต่ละครั้ง องค์ประกอบสาคัญในการเขยี นมีดังน้ี (สริ ิมา เชยี งเชาวไ์ ว, 2563) 1. ผู้อ่าน เป็นปัจจัยที่สาคัญอย่างย่ิงในการเขียน เพราะเป็นบุคคลท่ีผู้เขียนควรจะ คานึงถึงเป็นบุคคลแรกเม่ือต้องการจะเขยี นงาน ผูเ้ ขยี นควรจะเลือกสรรถ้อยคาและกลวิธีการนาเสนอ สาร ให้เหมาะสมกับผ้อู า่ น โดยอาจพจิ ารณาถึงปัจจัยทางสังคมต่าง ๆ เช่น เพศ อายุ อาชีพ การศกึ ษา สถานภาพทางสงั คม ศาสนา ถิ่นทีอ่ ยู่ ฯลฯ เพือ่ ใหก้ ารสอ่ื สารคร้งั นัน้ ประสบความสาเร็จดว้ ยดี 2. เนื้อหา ผู้เขียนจะต้องพิจารณาว่า ตนเองมีความรู้ความสามารถในเร่ืองที่จะเขียนมาก น้อยเพียงใด เพราะจะส่งผลอย่างยิ่งต่อความเช่ือถือของผู้อ่าน หากเป็นเร่ืองที่ไกลตัวผู้เขียนหรือเป็น เร่อื งทผ่ี ้เู ขียนมีความรู้พ้นื ฐานหรือมีความคุ้นเคยน้อย ผเู้ ขียนจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องสืบคน้ เม่ือ ขอ้ มูล เพ่ิม วิธีการสืบค้นเมื่อ ข้อมูลมีหลายวิธี เช่น สืบค้น จากการอ่านท้ังท่ีเป็นส่ิงส่ิงพิมพ์และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ จากการสัมภาษณ์ผู้รู้หรือผู้ท่ีมีสว่ นเก่ียวข้อง จากการเข้าร่วมเหตุการณ์โดยการสังเกต ฯลฯ โดยผู้เขียนอาจจะใชห้ ลายชอ่ งทางรวมกันเพอ่ื ใหไ้ ดข้ ้อมลู ที่ถูกต้อง ชดั เจน และทนั สมยั มากทสี่ ดุ 3. ภาษา การเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับการเขียนนั้น เปรียบได้ดังการแต่งตัว กล่าวคือ ในการแต่งตัวแต่ละวัน เราจะต้องคานึงว่า วันน้ี เราจะไปทาธุระอะไร สถานที่ใด จะต้องพบ กับใครบ้าง เช่น หากวันน้ีจะต้องไปทาบุญท่ีวัด ผู้หญิงไม่ควรเลือกใส่เส้ือแขนกุด กระโปรงสั้น ชุดรัดรูป หรือกางเกงขาส้ันใส่ไปวัด ฯลฯ ในการเขียนก็เช่นกัน เราจะต้องรู้ว่าเรากาลังจะส่ือสารกับ “ใคร” โดยใช้ภาษา “ระดับใด” เชน่ นักศกึ ษาเขียนข้อความท่เี ป็นภาษาปากส่งให้เพ่ือนได้ แตไ่ ม่ควร เขียนรายงานวิชาการโดยใช้ภาษาปากส่งอาจารย์ ฯลฯ การรู้ความเหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควรเช่นน้ี สามารถกล่าวโดยใช้คาเพียงคาเดียวว่า “กาลเทศะ” หากผู้เขียนไม่ต้องการให้ผู้อ่านคิดว่าตนเป็น บุคคลที่ไม่รู้กาลเทศะหรือไม่มีมารยาท ผู้เขียนควรจะพิจารณาถึงประเภทของภาษาและระดับภาษา ใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์สือ่ สาร ตารางที่ 5.1 ตัวอย่างภาษาในแตล่ ะระดับ ระดับภาษา ภาษาปาก ภาษาก่งึ แบบแผน ภาษาแบบแผน อยาก ไมแ่ คร์ ไม่สน ต้องการ มคี วามประสงค์ เมล ไม่สนใจ ไมใ่ ห้ความสนใจ ไมใ่ หค้ วามสาคัญ หนเู รยี นจบตรสี วนดสุ ิต มไิ ด้ให้ความสนใจ มิไดใ้ ห้ความสาคัญ อีเมล ไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ ฉันเรียนจบปริญญาตรี ดิฉันสาเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี จาก ม.สวนดสุ ติ จากมหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต
62 4. ช่องทางการส่ือสาร ผู้เขียนจะต้องคานึงถึงช่องทางการส่ือสารเป็นสาคัญ เพราะ ช่องทางการสื่อสารน้ีมีผลต่อการเขียน โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ืองของการกาหนดระดับภาษาและ ความยาวของขอ้ ความ 4.1 ช่องทางการส่ือสารกาหนดระดับภาษา ผู้เขียนจะต้องพิจารณาว่า ช่องทางการ สือ่ สารน้นั มีความเปน็ ทางการหรือไม่ มากนอ้ ยเพียงใด อีกท้ังเป็นส่ือสาธารณะที่บุคคลท่วั ไปสามารถ เข้ามาอ่านได้หรือไม่ เช่น การเขียนจดหมาย การเขียนป้ายประกาศ การเขยี นอีเมล การเขียนโทรสาร ฯลฯ หากช่องทางนั้นมีความเป็นทางการสูงหรือเป็นสื่อสาธารณะท่ีนาไปสู่ผู้อ่านเป็นจานวนเขียน จะต้องตระหนักและระมัดระวังในการเลือกใช้ถ้อยคาสานวน วิธีการเขียนให้เป็นไปตามแบบแผนที่ หน่วยงานกาหนดไว้ และต้องสอดคล้องกับบริบทการส่ือสารในสังคมไทยที่เน้นเร่ืองกาลเทศะเป็น อยา่ งยง่ิ 4.2 ช่องทางการสื่อสารกาหนดความยาวของข้อความ ผู้เขียนจะต้องคานึงว่า พื้นที่ (Space) ของช่องทางส่ือสารน้นั มีขนาดมากน้อยเพียงใด มคี วามเหมาะสมกบั ข้อความทต่ี ้องการเขียน หรือไม่ เช่น การส่งสารทางข้อความสน้ั (SMS) ผู้เขียนจะต้องเลือกใชถ้ ้อยคาท่ีส้ัน กระชับ ได้ใจความ แต่ต้องสุภาพ ไม่ห้วนจนเกินไป หรือหากเป็นการเขียนเพื่อการประชาสัมพันธ์ทางโปสเตอร์ ซึ่งถึงแม้ จะมีพ้ืนท่ีมากกว่า แต่ก็ไม่ควรจะเขียนข้อมูลอัดแน่นมากจนเกินไป เพราะทาให้ดูอึดอัด ไม่น่าอ่าน ในขณะที่หากเป็นการส่งสารทางจดหมายหรืออีเมล ผู้เขียนอาจจะเขียนข้อความได้ค่อนข้างมากแต่ก็ ต้องคานึงถงึ ความชดั เจน กระชับ ได้ใจความ ตัวสะกดถูกต้องดว้ ยเชน่ กนั ทั้งนี้ นักศึกษาสามารถศึกษาเพ่ิมเติมเร่ืองวิธีการใช้พจนานุกรมให้ถูกต้องได้จากลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=eOroFcm2e5s หรือสแกนคิวอารโ์ คด้ ดา้ นลา่ งน้ี เพ่อื รับชมคลปิ นี้ ภาพที่ 5.2 คิวอารโ์ ค้ดคลิป “พจนานกุ รมฉบบั ไหน ใช้แลว้ รุ่ง” ทมี่ า: สริ มิ า เชียงเชาวไ์ ว (2564) ในรายวิชาทักษะการสื่อสารภาษาไทยนี้ จะกล่าวถึงการเขียนทางวชิ าการท่ีใชม้ ีประโยชน์ ต่อการเรียนของนักศึกษาทุกสาขาวิชา ได้แก่ การเขียนเรียงความ การเขียนรายงานวิชาการ และ การเขียนโครงการ
63 1. การเขียนเรียงความ เรียงความ คือ งานเขียนร้อยแก้วที่มีหัวข้อเร่ืองหรือแนวคิดกาหนดไว้ เรียงความ โดยทว่ั ไปจะมโี ครงเรื่อง 3 ส่วน ได้แก่ คานาหรอื บทนา เนื้อเรอ่ื งหรอื ตัวเรื่อง และบทสรปุ หรือบทส่งท้าย 1.1 ส่วนนา เป็นส่วนแรกที่จะนาผู้อ่านให้ก้าวไปสู่เนื้อหาในลาดับต่อไป การเขียนคา นามีหลายรปู แบบ เชน่ นาดว้ ยการอธบิ าย ให้คาจากดั ความ นาดว้ ยการตัง้ คาถาม หรอื ปัญหา นาดว้ ย การยกคาพังเพย สุภาษิต คาคม วาทะของบุคคลสาคัญ นาด้วยการเล่าเร่ืองสนุก ตื่นเต้น แปลกใหม่ เพือ่ สรา้ งความสนใจ ฯลฯ 1.2 ส่วนเน้ือเร่ือง เป็นสาคัญที่สุดในงานเขียน เป็นส่วนท่ีผู้เขียนรวมความคิด ข้อมูล จากการค้นคว้ามานาเสนออยา่ งเปน็ ระบบ ขั้นตอน ในสว่ นเนือ้ เรอื่ งนี้ควรมมี ากกว่า 1 ย่อหน้า 1.3 ส่วนสรุป เป็นส่วนสุดท้าย มีหลายวิธีการ เช่น สรุปโดยแสดงความคิดเห็นของ ผู้เขียน สรปุ โดยการชกั ชวนให้ปฏิบัตติ าม สรปุ โดยคาคม สภุ าษติ สรปุ ด้วยการฝากข้อคิดให้ผ้อู ่าน ฯลฯ เรียงความที่ดีมิใช่เพียงต้องเขียนให้ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนข้างต้นเท่าน้ัน แต่จะต้อง มลี ักษณะ 3 ประการน้ดี ้วย ดงั น้ี (จไุ รรตั น์ ลักษณะศิริ และบาหยนั อิม่ สาราญ, 2550) 1. มีเอกภาพ เนอื้ เรอื่ งจะต้องมเี นือ้ หาเป็นอันหน่ึงอันเดยี วกนั ไม่กล่าวนอกเรอื่ ง 2. มีสัมพนั ธภาพ เนื้อหาจะตอ้ งมคี วามสมั พันธ์ตอ่ เนอื่ งกันตลอดท้ังเรอ่ื ง 3. มสี ารัตถภาพ เรียงความแต่ละเรื่องจะต้องมสี าระที่สมบรู ณต์ ลอดท้ังเรอ่ื ง ความรู้เรื่องการเขียนเรียงความนี้มีประโยชน์ต่อการเรียนของนักศึกษาทุกสาขาวิชา เพราะนักศึกษาสามารถนาหลักและวิธีการเขียนเรียงความไปใช้เรียบเรียงความคิดเพื่อการเขียนงาน ประเภทต่าง ๆ ได้เป็นอยา่ งดี เชน่ นาไปใชใ้ นการเขยี นบทสุนทรพจน์ ดังตัวอยา่ งบทสนุ ทรพจน์รางวัล รองชนะเลิศ ระดับมหาวิทยาลัยและบุคคลท่ัวไป การประกวดสุนทรพจน์ภาษาญ่ีปุ่น ครั้งท่ี 44 (สมาคมนักเรียนเก่าญ่ปี นุ่ ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2560) ไม่ลองไมร่ ู้ นางสาวชนกนนั ท์ บญุ ญาอารยะวงศ์ คุณจะทาอย่างไรคะ ถ้าส่ิงที่คุณกาลังเรียนอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ส่ิงท่ีคุณต้องการ 1. ทนเรียน ต่อไป เพราะว่าเสียดายที่อุตส่าห์ลงทุนท้ังเงินและเวลา 2. เช่ือม่ันในความรู้สึกของตัวเองและเร่ิมต้น ชีวติ ใหม่ ถ้าเป็นคณุ จะเลอื กทางเดนิ แบบไหนกันคะ ชีวิตปกติของคนท่ัวไปมักจะมีประสบการณ์การเป็นนักศึกษาปี 1 เพียงแค่ครั้งเดียว แต่สาหรับฉัน เมื่อเพื่อนสมัยมัธยมปลายเรียนจบมหาวิทยาลัย ในขณะที่ฉันกาลังเข้าเรียนปี 1 ครั้งท่ี 3 กล่าวคือ ฉันลาออกจากมหาวิทยาลัยถึง 2 คร้ัง คร้ังแรก ฉันเข้าศึกษาต่อท่ีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะว่าชอบภาพพิมพ์ของญ่ีปุ่นที่เรียกว่า อุคิโยเอะ แต่ว่าถึงแม้ว่าจะชอบ วาดรูป แต่ฉันกลับไม่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ และฉันก็รู้ตัวว่า ความสามารถของฉันไม่ใช่ระดับที่ สามารถจะทางานหาเลี้ยงครอบครัวในฐานะศิลปินได้ อีกทั้งในตอนน้ันพ่อก็ลาออกจากงานท่ีทาอยู่ ด้วย จงึ ตัดสนิ ใจวา่ ควรจะเลิกเรียนมหาวิทยาลยั ที่เรียน 4 ปี แลว้ หนั มาเรียนมหาวิทยาลัยระยะส้ันที่ เรียน 2 ปีจะดีกว่า
64 ต่อมา จึงคิดว่าจะเลือกเรียนในสิ่งท่ีนาไปประกอบอาชีพได้อย่างม่ันคงในอนาคต ตัดสินใจ เลือกเรียนด้านอาหารเพราะคิดว่าทาเพ่ือครอบครัว เพ่ืออนาคตโดยไม่เกี่ยวกับความชอบไม่ชอบ ช่วงแรก คาดหวงั ว่าจะเป็นคาบเรียนที่ได้เรยี นทาอาหารเป็นหลัก แตก่ ลับเป็นการเรียนแต่ทฤษฎีไม่ค่อย ไดป้ ฏบิ ัติ จงึ คดิ วา่ ถา้ ปลอ่ ยไว้แบบน้ตี ่อไป คงจะไม่สามารถทาอาหารเก่งขึ้น แต่ครงั้ นเี้ ลิกลม้ ไม่ได้ง่าย ๆ อาจจะโดนคนอื่นหาว่าเหยียบข้ีไก่ไม่ฝ่อ จึงมุ่งหน้าตั้งใจเรียนต่ออีกคร้ัง แต่ถึงแม้ว่าผลการเรียนจะได้ เป็นอันดับ 1 กลับไม่ค่อยดีใจซักเท่าไหร่ พอได้ปรึกษาพ่อ พ่อบอกว่า ส่ิงท่ีทาอยู่ ไม่ใช่ส่ิงที่ตัวเองอยาก ทาจรงิ ๆ ใช่ไหม พอได้ยนิ แบบนน้ั เลยคดิ ได้ ฉันนึกถึงเร่ืองในตอนท่ีเรียนศิลป์ภาษาญี่ปุ่นตอนมัธยมปลาย ทุกวันท่ีไปเรียนฉันมี ความสุขมาก แต่พอคุณครูสอนภาษาญ่ีปุ่นท่ีฉันรักลาออกไปจึงทาให้ความสนใจในภาษาญ่ีปุ่นนอ้ ยลง แต่การมุ่งหน้าเรียนทาอาหารต่อไป อาจทาให้ฉันหยุดอยู่กับที่และทาให้เสียเวลา จึงตัดสินใจกลับมา เรียนภาษาญี่ปุ่นอีกครั้ง ตอนน้ัน ฉันเร่ิมต้นชีวิตใหม่ด้วยการเข้าศึกษาในสาขาภาษาญ่ีปุ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ตอนฉันอายุ 22 ปี สาหรับฉันในตอนน้ี การที่ได้ตรวจเช็กไวยากรณ์ หรอื ไดค้ น้ หาคันจิท่ีไมเ่ ขา้ ใจ เป็นเร่ืองท่สี นุกมากในการเรียนภาษาญ่ีปนุ่ พอได้เรียนร้ใู นเรื่องท่ีไม่เคยรู้ เป็นเรื่องท่ีน่าดีใจทุกวันฉันมีความสุขมากดังนั้น สิ่งที่เรียนอยู่ในตอนน้ีเป็นสิ่งท่ีฉันต้องการ คนเรา สามารถเลือกหนทางที่ผิดหวังได้ 2 คร้ัง แต่เราจะหาหนทางที่ดีที่สุดพบในคร้ังที่ 3 ด่ังตัวฉันในตอนน้ี ทีก่ าลังกล่าวสุนทรพจน์อยู่ เป็นสงิ่ ทีก่ าลังท้าทายความกลา้ ของฉนั หลายคนคิดว่าการเริม่ ต้นใหม่เป็นเร่ืองเสียเวลา การท้าทายอะไรใหม่ ๆ เป็นเรื่องน่ากลวั ไม่กลา้ ทาเพราะเกรงสายตาคนรอบข้าง แตช่ ีวิตคนเราไม่ได้มีเวลานานขนาดนั้น เรายงั เสียเวลาให้กับ สิ่งที่ไม่ชอบได้ แล้วทาไมเราจะเสียเวลาตามหาสิ่งที่เราอาจจะชอบไม่ได้ล่ะคะ ถ้าอย่างน้ัน จะดู เหมือนว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มท่ีเสียมากกว่า จงหาหนทางท่ีแท้จริงของตัวเอง และมุ่งหน้าเดินก้าว ไปอยา่ งเป็นมนุษย์ ฉันคดิ อย่างนน้ั ที่ญ่ีปุ่น มีสุภาษิตที่ว่า 「3度目の正直」 ทาให้นึกถึงตัวฉัน ท่ีพยายามถึง 3 คร้ัง จนเกดิ ผล แล้วทกุ ทา่ นล่ะคะ ไมล่ องมาพยายามจนถึง 3 คร้ังดูล่ะคะ นอกจากนี้ นักศึกษายังสามารถนาความรู้เร่ืองการเขียนเรียงความมาใช้ในการเขียนบท พดู ต่าง ๆ เช่น บทพูดเพื่อนาเสนองานหน้าชัน้ เรยี น บทพดู ในการโต้วาที ฯลฯ ประการสาคญั นกั ศึกษา สามารถนามาใช้ในการเขียนงานประจาภาคเรียนส่งอาจารย์ และใช้ในการเขียนตอบข้อสอบอัตนัยได้ ด้วย เพราะเปน็ การกระบวนการประมวลและเรยี บเรยี งความรู้ ความคดิ เพือ่ นาเสนอสารผา่ นตัวอักษร เช่นเดียวกัน ท้ังนี้ นักศึกษาสามารถศึกษาเพ่ิมเติมเร่ืองวิธีการเขียนตอบข้ อสอบอัตนัยได้ จากลงิ ก์ https://www.youtube.com/watch?v=FaOMC-MPdXg หรอื สแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้ เพ่อื รับชมคลิปนี้ ภาพที่ 5.3 คิวอารโ์ ค้ดคลิป “ตอบข้อสอบอตั นัยให้เป๊ะปัง” ท่มี า: สริ ิมา เชยี งเชาวไ์ ว (2563)
65 2. การเขียนรายงาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554 (2556, น. 999) ให้ความหมายของคาว่า รายงาน ไว้ว่า “รายงาน น. เรื่องราวที่ไปศึกษาค้นคว้า แล้วนามาเสนอที่ประชุม ครูอาจารย์หรือ ผู้บงั คบั บัญชา เป็นตน้ ก. บอกเรอ่ื งของการงาน เชน่ รายงานใหผ้ ู้บงั คบั บญั ชาทราบ” ส่วนรายงานวิชาการ หมายถึง ผลท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ ผ่านการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวลผลความคิด ความรู้ ข้อเท็จจริงน้ัน แล้วนามาเรียบเรียงอย่างมีระเบยี บ แบบแผน โดยมากจะจดั ทาโดยนิสติ นักศึกษาหรือผู้ที่มหี น้าทีร่ บั ผิดชอบเพ่ือเสนอตอ่ ครู อาจารย์ หรือ ผู้บังคับบญั ชา และอาจจะมีการเผยแพร่ไปส่สู าธารณชน รายงานวิชาการที่ดี คือ รายงานที่ผู้จัดทาตั้งใจทาขึ้นโดยเป็นผลมาจากการศึกษา ค้นคว้าข้อมูล แล้วนามาเรียบเรียงใหม่โดยใช้สานวนภาษาของผู้จัดทาเอง การจัดทาและเรียบเรียง รายงานโดยการคัดลอก ตัดตอน ดัดแปลงมาจากข้อเขียนของบุคคลอื่นอ่ืนน้ัน ไม่เรียกว่า “รายงาน” แต่เป็นการ “คัดลอก” ความคิดของผู้อ่ืนมา ซ่ึงเป็นการแสดงความไม่เคารพท้ังต่อเจ้าของผลงาน ผู้อา่ นรายงานและตัวของผู้จัดทาเอง ผอ่ งพรรณ ตรัยมงคลกูล และสภุ าพ ฉตั ราภรณ์ (2555) กล่าวว่า “โจรกรรมทางวิชาการ (Plagiarism)” คือ การแอบอ้างเอาความคิด เค้าโครงความคิด คาพูด ข้อมูล หรือข้อเขียนของผู้อื่นมานาเสนอเสมือนว่าเป็นของตนเอง ถือเป็นเรื่องใหญ่สาหรับงานเขียนทาง วิชาการ โดยเฉพาะในบทความวจิ ัยท่ีตีพิมพ์เผยแพร่ วิธีการป้องกันท่ีงา่ ยท่สี ุดคือผู้เขียนจะต้องอ้างองิ ให้ถูกต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการคัดลอกข้อความโดยตรง (Direct quotation) การเรยี บเรยี งขนึ้ จากเน้ือความเดิม (Paraphrase) หรอื การดดั แปลง ขั้นตอนการทารายงาน รายงานวิชาการ มีขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน ดังน้ี 1. เลือกหัวเร่ืองและตั้งช่ือเรื่องท่ีจะทารายงาน โดยอาจจะได้มาจากหน่วยงานเป็น ผู้กาหนดเร่ืองที่ควรเลือกมาศึกษาควรเป็นเร่ืองที่คิดว่าน่าสนใจและมีประโยชน์สามารถหาข้อมูลได้ มากเพยี งพอ หัวเร่ืองท่ีตงั้ ตอ้ งไมก่ วา้ งเกินไปหรือแคบเกนิ ไปจนทาให้ผลการศึกษาไม่น่าสนใจ 2. กาหนดจุดประสงค์และขอบเขตของการศึกษา เม่ือได้หัวเรื่องแล้วว่าจะศึกษาเร่ืองใด จากน้ันจึงมากาหนดจุดประสงค์และขอบเขตของการศึกษาว่าจะศึกษาอะไร ศึกษาทาไม และ จะศกึ ษาอยา่ งลกึ ซึ้งเพียงใด เพือ่ ให้ไดก้ รอบของการศกึ ษา 3. ค้นคว้าหาข้อมูล ข้อมูลท่ีศึกษาค้นคว้าอาจได้มาจากหลายทาง เช่น เอกสาร บุคคล หรือแหล่งอ้างอิงอ่ืน ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ข้อมูลที่จะนามาเสนอในรายงานน้ัน ผู้จัดทาควรตรวจสอบ ว่าถูกต้องสมบรู ณ์ทันต่อเหตุการณ์และมาจากแหล่งข้อมูลท่ีน่าเช่ือถือ เชน่ สถาบนั ท่ีได้รับการยอมรับ จากสังคมทั่วไปหรือจากหน่วยงานของรัฐบาล การใช้ข้อมูลท่ีไม่ถูกต้องหรือไม่น่าเชื่อถือจะทาให้เป็น ผลเสยี อยา่ งยิ่งต่อรายงาน 4. การวางโครงเร่ือง คือการจัดลาดับเรื่องราวว่าจะกล่าวถึงสิ่งใดก่อนหลัง หากเร่ืองมี ขนาดยาวอาจแบ่งเป็นบทเพ่ือให้รายงานน่าอ่านขึ้น การวางโครงเรื่องมีความสาคัญต่อการเขียน รายงานเพราะจะช่วยให้เขียนรายงานได้ง่ายขึ้น รายงานจะเปน็ เอกภาพและต่อเนื่องกนั ทาให้น่าอ่าน และนา่ สนใจมากขึน้ การวางโครงเร่อื งอาจทาได้ 2 ลักษณะคือ
66 ก. โครงเรื่องแบบเป็นหัวข้อ เขียนหัวข้อหรือประเด็นสาคัญเป็นข้อความส้ัน ๆ เพ่ือให้ เขา้ ใจความคิดไดโ้ ดยง่ายใชต้ ัวเลขหรือตวั อกั ษรกากับลาดบั หรือหวั ข้อต่าง ๆ ข. โครงเร่ืองแบบประโยค เขียนหัวข้อให้เป็นรูปประโยค เข้าใจง่าย จะมีรายละเอียด ชัดเจนกวา่ แบบหวั ข้อ ใชต้ ัวเลขกากบั ระบบเดียวกนั 5. เรียบเรียงเขียนเร่ือง ผู้จัดทาจะเขียนรายงานจากข้อมูลที่ประมวลมา นามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วเขียนด้วยภาษาท่ีเป็นของตนเอง มีการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อมูล ท้ังในรูปแบบของ ข้อความ ตาราง (ถ้าม)ี รูปภาพ (ถา้ มี) ให้ชดั เจนและถูกตอ้ งตามรปู แบบ 6. ตรวจทานและแก้ไข เมื่อเรียบเรียงรายงานเรียบร้อยแล้ว ควรได้มีการตรวจสอบและ แกไ้ ขให้ถกู ตอ้ งแลว้ จงึ เขา้ เล่ม ส่วนประกอบของรายงาน สว่ นประกอบของรายงาน มี 3 ส่วน ดงั น้ี 1. ส่วนประกอบตอนต้น ได้แก่ ปกนอก ปกใน คานา ประกาศคุณูปการหรือ กิตตกิ รรมประกาศ สารบญั สารบัญตาราง และสารบัญภาพประกอบ 2. ส่วนเน้ือเรื่อง ได้แก่ ส่วนที่เป็นเน้ือหาของเร่ือง และส่วนประกอบในเนื้อหา ได้แก่ อัญประภาษ เชงิ อรรถ ตาราง และภาพประกอบ 3. ส่วนประกอบตอนท้าย ได้แก่ บรรณานกุ รม และภาคผนวก รายละเอียดการเขียนของส่วนประกอบแตล่ ะส่วน มดี ังน้ี คานา คือ การกล่าวถึงความเป็นมา วัตถุประสงค์ของการทารายงาน และอาจจะมีการ กลา่ วขอบคณุ ผทู้ ีม่ ีส่วนช่วยเหลอื ในการจดั ทารายงาน ประกาศคุณูปการหรือกิตติกรรมประกาศ คือ การกล่าวขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ ในการทารายงาน โดยมากจะอยู่ในวิทยานิพนธ์ หากเป็นรายงานประจาวิชาเรียนอาจเขียนไว้ในส่วน ของคานา สารบัญ คือ บัญชีที่บอกว่าหัวข้อสาคัญของเนื้อหาท่ีเรียงลาดับการนาเสนอไว้แล้วนั้น ปรากฏอยทู่ ี่หนา้ ใด เพือ่ ใหค้ วามสะดวกในการอ่าน สารบัญตารางและสารบัญภาพประกอบ คือ บัญชีที่บอกว่าตารางและภาพประกอบน้ัน ปรากฏอยทู่ หี่ นา้ ใด เน้ือหา คือ เนื้อเร่ืองของรายงาน ซึ่งเรียบเรียงจากข้อมูลท่ีค้นคว้าได้ โดยจัดลาดับตาม หัวข้อที่ปรากฏในสารบัญ มักมีการอ้างอิงข้อความ (อัญประภาษ) จากคาพูดหรือข้อเขียนของ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ อาจารย์เพื่อให้เนื้อเร่ืองหนักแน่น น่าเชื่อถือ บางครั้งอาจมีตัวอย่างแผนภูมิ สถิติประกอบเพ่ือความชัดเจน ส่วนภาษาที่ใชใ้ นการเขียนมักเปน็ ภาษาท่ีเปน็ ทางการ ควรใชถ้ อ้ ยคาที่ เข้าใจง่าย มีเหตุผล ลาดับใจความเป็นระบบระเบียบ อาจจะแทรกการวิเคราะห์เน้ือหาของผู้จัดทาไว้ ด้วย การเขียนเน้ือหาน้ีโดยปกติมักจะแบ่งออกเป็นบทเป็นตอนอั นประกอบด้วย บทนา เนอ้ื เรอ่ื ง และบทสรุป แต่ถ้าเนอ้ื หามจี านวนมาก อาจแบง่ เปน็ บทที่ 1, 2, 3, 4, 5 ตามความเหมาะสม
67 อัญประภาษ คือ ข้อความท่ีคัดหรือยกมาจากคาพูดหรือข้อเขียนของผู้อื่น เพื่อนามา ประกอบเน้อื หาให้หนักแนน่ นา่ เช่อื ถอื อญั ประภาษ มี 2 ชนดิ คอื อัญประภาษแบบคัดลอกข้อความ เป็นอัญประภาษที่ใช้คัดลอกข้อความจากต้นฉบับ มาทุกประการทุกตัวอักษร โดยมากจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคากล่าวของบุคคลต่าง ๆ ระเบียบข้อบังคับ กฎหมายสถิติและข้อมูลท่ีเป็นข้อเท็จจริงท่ีเปล่ียนแปลงไม่ได้ผู้จัดทาจะต้องเขียนคัดลอกข้อความมา ทกุ ตวั อกั ษรโดยใสเ่ ครื่องหมายอญั ประกาศ อัญประภาษแบบถอดความและสรปุ ความ อัญประภาษแบบถอดความและสรปุ ความ น้ีจะใช้ภาษาเขียนในแบบฉบับของผู้จัดทารายงานเองเพ่ือถ่ายทอดข้อความหรือแนวคิดของผู้อื่นโดย ไมต่ ้องใส่เคร่ืองหมายอญั ประกาศ เชิงอรรถ คือ ขอ้ ความท่อี ยทู่ ้ายหน้ากระดาษมีไว้เพ่ืออธิบายว่าอัญประภาษท่ีคัดมานั้นมา จากทีใ่ ด และมีไว้เพื่ออธิบายคาหรอื ขอ้ ความในส่วนเนอ้ื หาเพิ่มเตมิ ตาราง การใช้ตารางแสดงข้อมูลจะช่วยให้ผู้อ่านได้ทราบผลการศึกษาค้นคว้าในเวลาสั้น ที่สุด ประหยัดเน้ือท่ี ลดการอธิบายยาว ๆ ท้ังยังช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นความสัมพันธ์หรือ การ เปรยี บเทยี บข้อมลู ที่นาเสนอได้ง่ายข้นึ อีกด้วย ผู้จดั ทาควรใส่ลาดับชอื่ และทีม่ าของตารางไวด้ ว้ ย ภาพประกอบ ดังคากล่าวท่ีว่า “ภาพเพียงภาพเดียว แทนคาพูดเป็นร้อยเป็นพันได้” ภาพประกอบจะช่วยเสริมหรอื ขยายขอ้ ความในรายงานให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย ช่วยกระตุ้นความสนใจของ ผู้อ่าน และช่วยอธิบายเรื่องราวข้อเท็จจริงหรือแนวความคิดได้ชัดเจนย่ิงขึ้น ทั้งน้ีผู้จัดทาควรจะ บรรยายสรุปให้เห็นถึงสัมพันธภาพระหว่างเน้ือหาและรูปภาพด้วย ไม่ควรใส่รูปภาพเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการบรรยายเชื่อมโยง ผูจ้ ดั ทาควรใส่ลาดับ ชือ่ และทีม่ าของรูปภาพไวด้ ้วย บรรณานุกรม คือ รายชื่อหนังสือ เอกสาร ตลอดจนวัสดุอ้างอิงต่าง ๆ ท่ีผู้จัดทาใช้ ประกอบการเขียนรายงานโดยจัดพิมพ์เรียงตามลาดับตัวอักษรตามพจนานุกรม บรรณานุกรมมี ความสาคัญเพราะทาให้ผู้อ่านทราบวา่ รายงานนั้นผู้จัดทาได้ค้นคว้ามาจากแหลง่ ใดบ้าง เป็นหลักฐาน ยืนยันว่าผู้จัดทาศึกษาข้อมูลมากน้อยกว้างขวางเพียงใด น่าเช่ือถือหรือไม่ และเพ่ืออานวยประโยชน์ แกผ่ ู้อา่ นท่ีต้องการจะศกึ ษาคน้ ควา้ ใหล้ ะเอียดลกึ ซึ้งยง่ิ ขึ้น ภาพท่ี 5.4 ควิ อารโ์ คด้ การอ้างอิงสารสนเทศ ตามแบบ APA7th ที่มา: ศนู ย์นวัตกรรมทางการศกึ ษา สื่อส่งิ พิมพ์ และสื่อออนไลน์ (2563)
68 APA เป็นการออกแบบมาตรฐานเพื่อการส่ือสารของนักวิชาการของสมาคมจิตวิทยา อเมริกัน (American Psychological Association) โดยจัดทาคู่มือการลงรายการอ้างอิงที่เรียกว่า “Publication Manual of the American Psychological Association” เพ่ือให้สะดวกต่อการสืบค้น ข้อมูลในการศึกษาคน้ คว้าต่อไป ซึ่งฉบบั ท่เี ป็นปจั จุบันท่ีสุดในขณะนีค้ ือ APA7th ภาคผนวก เป็นส่วนประกอบที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเร่ืองได้แจ่มชัดยิ่งข้ึน ส่ิงที่จะ เขียนลงไปในภาคผนวก เช่น ตาราง แผนภูมิ แผนที่ที่มีรายละเอียดมากจนไม่สามารถจะใส่ไว้ในส่วน เน้ือเรื่องได้ ภาพประกอบท่ีมีขนาดใหญ่มาก แบบสอบถาม บทศึกษาเฉพาะกรณี หรือข้อความที่ใช้ อธบิ ายหรอื เนื้อหาบางตอนเพิม่ เติมที่มีขนาดยาวมากจนไมส่ ามารถเขียนไว้ในสว่ นเชงิ อรรถได้ 3. การเขียนโครงการ โครงการ (Project) หมายถึง กลุ่มงาน เค้าโครงงาน หรือกิจกรรมที่กาหนดไว้ใน แผนงานเดียวกันเพ่ือนาไปปฏิบัติ โดยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน มุ่งสนองตอบเป้าหมายเดียวกัน มเี วลาเร่มิ ต้นและส้นิ สุดที่ชัดเจนเปน็ งานพิเศษต่างไปจากงานประจา (วรวรรธน์ ศรยี าภยั , 2560) โครงการจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้เห็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจนเป็ น ข้ันตอน เป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้า นอกจากน้ีโครงการยังสามารถช่วย บรรเทาหรือลดหรือขจัดปัญหาท่ีเกิดขึ้นท้ังในสภาวการณ์ปัจจุบันและในอนาคตได้ เนื่องจากในการ จัดทาโครงการน้ัน ผู้ท่ีมีหน้าท่ีรับผิดชอบมักนาประเด็นท่ีเป็นปัญหามาจัดทาโครงการเพื่อมุ่งหวังให้ เกิดการกระตุ้นเตือนตระหนกั ถึงความสาคัญ แก้ไข ป้องกัน และพัฒนาต่อยอด เช่น โครงการขุดลอก คูคลอง โครงการปลูกป่าชายเลน โครงการเสริมสร้างหนูน้อยนักอ่าน โครงการสัมมนาการเรียนการ สอนภาษาองั กฤษในศตวรรษท่ี 21 ฯลฯ การศึกษาในระดับอุดมศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าทดลอง เปิดประสบการณ์ เรยี นรอู้ ย่างหลากหลาย นกั ศกึ ษาจาเป็นจะต้องวางแผนงานอย่างรอบคอบ ชัดเจน เปน็ ระบบขั้นตอน ความรู้เร่ืองการเขียนโครงการน้ีจึงเป็นส่ิงสาคัญที่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถคิดและวางแผนงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ี การทากิจกรรมในมหาวิทยาลัยท้ังในและนอกห้องเรียนก็จาเป็นตอ้ ง วางแผนงานและนาเสนอโครงการต่ออาจารย์หรือมหาวทิ ยาลัยดว้ ยเชน่ กัน อีกทงั้ การทางานในองค์กร ตา่ ง ๆ มกั จะใชก้ ารจดั ทาโครงการเพื่อขบั เคลื่อนและพฒั นาองค์กรทั้งสน้ิ ดังท่ีกลา่ วไว้ข้างต้น องค์ประกอบและรายละเอียดในการเขียนโครงการ องค์กรท่ัวไปมักจะกาหนดรูปแบบ (Format) ของโครงการ จานวนหัวข้อ และการ เรียงลาดับหัวข้อ เป็นรูปแบบเฉพาะขององค์กรนั้น ๆ แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วจะมีหัวข้อท่ี สาคญั ดงั น้ี 1. ช่ือโครงการ ต้องน่าสนใจและชัดเจน เพ่ือให้ผู้อ่านหรือผู้พิจารณาได้ทราบทันทีว่า โครงการน้ันเก่ียวข้องกับเรื่องอะไร การต้ังช่ือโครงการที่ดีจึงควรเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน และชี้นาให้ ผู้อา่ นเห็นวา่ โครงการน้นั เกยี่ วข้องอย่างไรกับเน้อื หาและวธิ กี ารท่ีจะติดตามมาภายหลัง
69 โครงการวรรณกรรมสุนทรภู่ นา่ เชดิ ชูภาคภูมิใจ (ไม่ชดั เจน ไม่สอ่ื วา่ จะทาอะไร) ✓ โครงการตามรอยวรรณกรรมสุนทรภู่ ณ เมืองแกลง (ชัดเจน ทราบว่าเป็นการ ทัศนศกึ ษาจากคาว่า “ตามรอย”) โครงการสมั มนาโลกใหม่ (ไมช่ ดั เจน ไม่ทราบว่างานสัมมนานเ้ี ก่ยี วกับอะไร) ✓ โครงการสัมมนาอีสปอร์ต ยอดกีฬายุคใหม่ (ชัดเจน ทราบว่าเป็นการสัมมนา เก่ยี วกบั กีฬาอีสปอร์ต สรา้ งความน่าสนใจจากการสมั ผสั สระออ และคาว่า “ยอด”) 2. หลักการและเหตุผล ชี้แจงรายละเอียดและความสาคัญของปัญหาท่ีเกิดขึ้น ความ จาเป็นที่จะต้องแก้ไข โดยระบุถึงสภาพปัญหา ข้อมูล หลักการ ทฤษฎี และประโยชน์ท่ีจะได้รับจาก การทาโครงการ ควรแสดงให้เห็นวา่ โครงการนัน้ สอดคล้องกับนโยบายและแผนงานขององค์กร 3. วัตถุประสงค์ ระบุความต้องการท่ีจะให้เกิดผลลัพธ์ใดข้ึนในโครงการซ่ึงสามารถวัด และประเมินผลจริงได้ มักข้ึนต้นด้วยคาว่า “เพ่ือ” ถ้ามีวัตถุประสงค์หลายข้อ ให้ใส่เลขข้อ แต่ถ้ามี เพียงวตั ถปุ ระสงค์เดยี ว ไม่ตอ้ งใส่เลขข้อ 4. เป้าหมาย ระบุว่าสิ่งที่จะดาเนินการตามวัตถุประสงค์น้ัน จะสามารถทาได้มากน้อย เพียงใด โดยแสดงเป็นรูปตัวเลขหรือจานวนที่จะทาได้ และควรจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ โครงการ ซ่ึงเป้าหมายนี้มีท้ังเชิงคุณภาพ (ผลลัพธ์ การกระทา ฯลฯ) และเชิงปริมาณ (จานวน เปอรเ์ ซ็นต์ ฯลฯ) 5. ระยะเวลาดาเนินงาน ระบุวัน เดอื น ปี ทเี่ รมิ่ ตน้ และสิน้ สดุ โครงการ 6. วิธีการดาเนินงาน ระบุขั้นตอนของงานหรือกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติเพ่ือให้โครงการ บรรลุวัตถปุ ระสงค์ ควรจัดลาดบั กิจกรรมเป็นข้ัน และแตล่ ะกิจกรรมควรมีความเชอ่ื มโยงกนั อาจเขียน ในรูปแบบย่อหน้าหรือนาเสนอในรูปแบบตารางเวลา (Time table) หากเป็นกิจกรรมท่ีหลากหลาย และตอ่ เน่ือง 7. งบประมาณ ระบุจานวนเงิน งบประมาณค่าใช้จ่ายที่ต้องนามาใช้ในการดาเนิน โครงการ ว่ามีที่มาจากแหล่งใด และจาแนกคา่ ใชจ้ ่ายตา่ ง ๆ อยา่ งชดั เจน 8. การประเมินผลโครงการ ระบุแนวทางการประเมินผลว่าควรจะประเมินผลด้วยวิธีใด ใชเ้ คร่อื งมือชนดิ ใดในการประเมนิ ผล รวมถงึ ระยะเวลาในการประเมิน 9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ระบุผลที่จะได้รับเม่ือโครงการเสร็จสิ้นแล้วอย่างชัดเจน ใครเปน็ ผู้ได้รับผลประโยชนแ์ ละเกดิ ผลตอ่ หนว่ ยงานอย่างไร 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ ระบุชื่อ นามสกุล ตาแหน่ง หน่วยงานของผู้รับผิดชอบ โครงการหรอื เจา้ ของโครงการ และขอ้ มูลเพือ่ ตดิ ต่อกลบั เชน่ หมายเลขโทรศพั ท์ ท่อี ยอู่ เี มล ฯลฯ
70 ภาพที่ 5.5 ควิ อารโ์ ค้ดคลิป “มาค่ะ มาเขยี นโครงการกนั เถอะ” ท่มี า: สิรมิ า เชียงเชาวไ์ ว (2563) สรุป การเขียนทางวิชาการเป็นการเขียนท่ีมีระบบระเบียบในด้านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้าหาข้อมลู เรียบเรียงข้อมูล แสดงทักษะและชั้นเชิงทางภาษาทสี่ ละสลวย ถูกตอ้ ง ชัดเจน โดยมี รูปแบบและรายละเอียดแตกต่างกนั ไปตามประเภทของงานเขยี น ซ่งึ ในบทนี้ไดน้ าเสนอเป็นตัวอย่างไว้ ได้แก่ การเขยี นเรียงความ การเขยี นรายงาน และการเขียนรายงาน “เรียงความ” เปน็ ความเรียงทีผ่ ้เู ขียนต้องใชท้ ักษะการรวบรวมความคิด สรปุ ความ ขยาย ความ ประมวลผลข้อมูลและนาเสนอผ่านตัวอักษรอย่างมีช้ันเชิง ใช้ถ้อยคาสานวนที่ชัดเจน คมคาย สละสลวย จัดวางโครงเรื่องให้น่าสนใจ การฝึกฝนทักษะเขียนเรียงความมีประโยชน์ในการส่ือสาร ความคดิ ท้งั ในการเรียน เช่น การเขียนงานที่อาจารยม์ อบหมาย การตอบข้อสอบอัตนัย ฯลฯ และการ ทางานในอนาคต “รายงาน” เป็นผลงานการศึกษาค้นคว้าท่ีแสดงถึงทักษะการสืบค้นเม่ือ ประมวลผล และ เรียบเรียงข้อมูลอย่างเป็นระบบระเบียบ มีรูปแบบการเขียนท่ีชัดเจนตามลาดับต้ังแต่ปกหน้าจนถึง บรรณานุกรม การเขียนรายงานจึงเป็นเป็นการฝึกฝนกระบวนการคิดและทักษะการใช้ภาษาไทยได้ เป็นอย่างดี “โครงการ” เป็นแผนท่ีวางไว้เพื่อใช้ดาเนินงาน เป็นเคร่ืองมือที่ใช้เพื่อขับเคลื่อนการ ทางานของกลุ่มคน หนว่ ยงาน และองคก์ ร โดยมักจะกาหนดรูปแบบการเขียน จานวนหัวข้อ และการ เรียงลาดับหัวข้อเป็นรูปแบบเฉพาะขององค์กรน้ัน ๆ แตกต่างกันไป การเขียนโครงการจึงมี ความสาคัญทงั้ ต่อการทากจิ กรรมขณะเปน็ นกั ศกึ ษาและต่อการทางานในอนาคต การเขียนทางวิชาการนับว่าเป็นงานเขียนที่ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของ นักศึกษา ขอเพียงพยายามศึกษาทาความเข้าใจให้ถ่องแท้และหม่ันฝึกฝนการเขียนให้ก้าวหน้า จะทา ให้นักศึกษาสามารถเขียนงานได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และได้รับผลลัพธ์ท่ีคุ้มค่ากับความ พยายามอย่างแน่นอน
71 คาถามทบทวน 1. การเขยี นทางวิชาการคืออะไร แตกต่างจากการเขยี นทว่ั ไปอย่างไร 2. การเขียนทางวชิ ามปี ระโยชนต์ อ่ การเรียนและการทางานอยา่ งไร 3. “เรียงความ” คอื อะไร มีองค์ประกอบอะไร และมวี ิธีการเขียนอยา่ งไร 4. “รายงาน” คอื อะไร มีองค์ประกอบอะไร และมีวิธีการเขียนอยา่ งไร 5. “โครงการ” คอื อะไร มีองค์ประกอบอะไร และมวี ธิ กี ารเขียนอย่างไร กจิ กรรมทบทวน 1. ผู้เรียนนาเสนอโครงการท่ีนา่ สนใจท่พี บได้ในชวี ิตประจาวัน วเิ คราะห์องคป์ ระกอบของ โครงการตามหัวข้อทไ่ี ด้เรยี นมา พร้อมทง้ั จุดเด่นและข้อควรปรบั ปรงุ ของโครงการน้นั 2. ผู้เรียนนาเสนอโครงการท่ีเกี่ยวข้องกับสาขาวชิ าของผเู้ รยี น และฝึกเขียนโครงการตาม องคป์ ระกอบโดยใชเ้ ทคนิคการเขียนท่ีได้เรียนมา 3. ผู้เรียนสรปุ เนอ้ื หาความรทู้ ี่ได้จากการเรียนในบทนี้
72 เอกสารอ้างองิ กิตติชัย พินโน และ อมรชัย คหกิจโกศล. (2554). ภาษากับการสื่อสาร (พิมพ์คร้ังที่ 2). มหาวิทยาลัย ศลิ ปากร. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และ บาหยัน อ่ิมสาราญ. (2550). ภาษาไทยเพื่อการส่ือสาร (พิมพ์คร้ังท่ี 2). พ.ี เพรส. ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และสุภาพ ฉัตราภรณ์. (2555). การออกแบบการวิจัย. มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. พิเชษฐ์ พินิจ. (2555, 16 กรกฎาคม). งานเขียนเชิงวิชาการ. http://pichet-pinit.in.th/wp- content/uploads/2012/06/part_1-1_ContextOfWriting.pdf ภาควิชาภาษาไทย คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. (2557). การใชภ้ าษาไทย. มหาวิทยาลัย ศลิ ปากร. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (พิมพ์ครั้งที่ 2). ราชบณั ฑติ ยสถาน. ลลิตา กิตติประสาร. (2537). การอา่ นงานวชิ าการ. ใน เอกสารการสอนชุดวชิ าการอ่านภาษาไทย (น. 469). มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. วรวรรธน์ ศรยี าภยั . (2560). การเขียนเพ่อื พฒั นาองค์การ (พิมพ์ครงั้ ท่ี 4 ฉบับปรับปรุง). สมั ปชญั ญะ. ศูนย์นวัตกรรมทางการศึกษา ส่ือสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2563, 13 กรกฎาคม). การอ้างอิงสารสนเทศตาม “Publication Manual of the American Psychological Association” (7th Edition). ไทยโจ (THAIJO). https://so02.tci- thaijo.org/index.php/EDUCU/article/view/153329/111738 สนทิ สตั โยภาส. (2556). ภาษาไทยเพอื่ การสอ่ื สารและสืบค้น. (พิมพ์ครง้ั ที่ 2). ธารอักษร. สมพร มันตะสูตร แพ่งพิพฒั น.์ (2540). การเขยี นเพ่ือการสอื่ สาร. โอเดียนสโตร.์ สมาคมนักเรียนเก่าญ่ีปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์. (2560, 18 ธันวาคม). บทสุนทรพจน์รางวัลรองชนะ เลิศ ระดับมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป การประกวดสุนทรพจน์ภาษาญ่ีปุ่น คร้ังที่ 44. https://www.ojsat.or.th/main/speeches44chanoknan/ สิรมิ า เชียงเชาว์ไว. (2563). ภาษาเพอื่ การสอื่ สารในองคก์ ร. กราฟฟิกไซท์ มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต. สิริมา เชียงเชาว์ไว. (2563, 21 เมษายน). ตอบข้อสอบอัตนัยให้เป๊ะปัง. Learn Thai Lighten by Aj.Tong. https://www.youtube.com/watch?v=FaOMC-MPdXg สิริมา เชียงเชาว์ไว. (2563, 26 ตุลาคม). มาค่ะ มาเขียนโครงการกันเถอะ. Learn Thai Lighten by Aj.Tong. https://www.youtube.com/watch?v=SOqytx-KO4U สิริมา เชียงเชาว์ไว. (2564, 8 เมษายน). พจนานุกรมฉบับไหนใช้แล้วรุ่ง. Learn Thai Lighten by Aj.Tong. https://www.youtube.com/watch?v=eOroFcm2e5s สริ ิวรรณ นันทจันทูล. (2543). การเขียนเพ่อื การส่ือสาร 2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. โสภณ สาทรสมั ฤทธ์ผิ ล. (2554). ภาษาไทย 1. ทรปิ เพล้ิ เอด็ ดเู คชนั่ .
73 Ginny Mineo. ( 2014) . The Best Quotes from Oscar Wilde on Writing and Creativity. HubSpot. https://blog.hubspot.com/marketing/oscar-wilde-writing-quotes- slideshare Longman. (2021). Longman Dictionary. https://www.ldoceonline.com/dictionary/academic
74
75 บทท่ี 6 การเขียนเพื่อสือ่ สารในองคก์ ร ภาพที่ 6.1 ความรูพ้ ้ืนฐานเก่ียวกบั การเขียน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่จาเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน ต้องเข้าสังคมและอาศัยอยู่รวมกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชนต์ ่าง ๆ เช่น ขยายเผ่าพันธุ์ แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ ประสบการณ์ ระแวดระวงั ภัยให้แก่กัน และเพื่อช่วยกันทางานให้บรรลุตามเป้าหมายท่ีตั้งไว้ร่วมกัน โดยรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หน่วยงาน องค์กร เพื่อร่วมกันปฏิบัติตามพันธกิจขององค์กรนั้น ๆ ทักษะการติดต่อสื่อสารภายใน องค์กรท้ังการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน จึงเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยทาให้องค์กรมีความเข้าใจ ซ่ึงกันและกัน รวมกันเป็นปึกแผ่น และขับเคล่ือนไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างย่ิงทักษะ “การเขียน” เพราะเป็นการส่งสารแบบเป็นทางการท่ีใช้ท้ังภายในและภายนอกองค์กร ดังจะกล่าวถึง รายละเอียดตอ่ ไปน้ี ความหมายขององค์กร ราชบัณฑิตยสถาน (2556) ให้นิยามของคาว่า “องค์กร” ว่าหมายถึง “น. บุคคล คณะ บุคคล หรือสถาบันซ่ึงเป็นส่วนประกอบของหน่วยงานใหญ่ท่ีทาหน้าท่ีสัมพันธ์กันหรือขึ้นต่อกัน เช่น คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหารของรัฐ สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรของรัฐสภา ในบางกรณี องค์กร หมายความรวมถึงองค์การด้วย (อ. organ)” ในบางกรณีองค์กร หมายความรวมถึงองค์การด้วย เน่ืองจากคาว่า “องค์การ” หมายถึง “น. ศูนย์รวมกลุ่มบุคคลหรือกิจการท่ีประกอบกันข้ึนเป็น หน่วยงานเดยี วกัน เพ่อื ดาเนนิ กิจการตามวตั ถุประสงค์ที่กาหนดไว้ในกฎหมายหรือในตราสารจดั ตั้งซ่ึง อาจเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การของรัฐบาล หน่วยงานเอกชน เช่น บริษัทจากัด สมาคม หรือ หน่วยงานระหวา่ งประเทศ เช่น องคก์ ารสหประชาชาติ (อ. organization)” เอกวิทย์ มณีธร (2552) ให้ความหมายขององค์กรว่า หมายถึงกลุ่มของบุคคลหลายคนท่ี รว่ มกันดาเนินกจิ กรรมหรือภารกิจเพือ่ ให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ หรอื เปา้ หมายท่ตี ัง้ เอาไว้
76 พยอม วงศ์สารศรี (2552) ให้นิยามขององค์กรไว้ว่า เป็นกลุ่มคนท่ีรวมตัวกันเพื่อ จุดมุ่งหมายร่วมกันในการทากิจกรรมหรืองานอย่างใดอย่างหน่ึง โดยอาศัยกระบวนการจัดโครงสร้าง ของกิจกรรม หรืองานนั้นออกเป็นประเภทต่าง ๆ เพ่ือแบ่งงานให้แก่สมาชิก ในองค์กรดาเนินการ ปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย และได้อธิบายคาว่า “องค์การ” และ “องค์กร” ว่ามาจากรากศัพท์ ภาษาองั กฤษ วา่ “organ” และมกั ใช้คา 2 คาท่มี คี วามหมายคลา้ ยคลงึ และแตกตา่ งกันเล็กน้อย ท้งั นี้ แลว้ แต่วา่ จะเลือกใช้คาใด จากนิยามขา้ งต้นสรุปได้ว่า องคก์ ร หมายถงึ กลุ่มบุคคลท่ที าหน้าทส่ี ัมพนั ธ์กันหรือข้ึนตรง ต่อกนั อย่างเป็นระบบ เพื่อรว่ มกันดาเนนิ งานตามเป้าหมายทีต่ ้ังไว้ ความสาคญั ของภาษาไทยในการสือ่ สารในองคก์ ร ภาษาคือหัวใจของการส่ือสารในทุกบริบทของสังคมไทย และมีบทบาทอย่างย่ิงในบริบท การสื่อสารในองค์กร ความสาคัญของภาษาไทยในการส่ือสารในองค์กรมีดังนี้ (สิริมา เชียงเชาว์ไว, 2563) 1. ช่วยให้การงานต่าง ๆ สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยปราศจากความเข้าใจผิด หรือเกิด ปัญหาในการส่อื สาร เน่ืองจากการใช้ภาษาไทยทีถ่ กู ต้องเหมาะสมทั้งทางด้านอักขรวธิ ี ความสละสลวย และรูปแบบในการใช้งาน จะทาให้ผู้รับสารเข้าใจสารน้ันอย่างกระจ่างชัด ปราศจากข้อสงสัย และ ปัญหาในการติดต่อส่ือสาร ทงั้ น้ี ปัญหาในการส่ือสารส่วนใหญ่มักเกิดจากผสู้ ่งสารขาดทักษะในการใช้ ภาษาไทย ไม่รอบคอบในการเขียน ไม่ตรวจสอบผลงานก่อนส่ง จึงมักทาให้เกิดข้อผิดพลาดในการ สื่อสาร ดังน้ัน การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เหมาะสม จึงมีความสาคัญและมีบทบาทอย่างย่ิงในการ สอื่ สารในองค์กรทุกระดับชน้ั ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ 2. ช่วยลดข้ันตอนซ้าซ้อนในการทางาน เพราะหากผู้ส่งสารใช้ภาษาไทยอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม อาจทาให้ผู้รับสารอ่านแล้วไม่เข้าใจ จึงต้องเสียเวลาย้อนกลับมาถามข้อมูลอีกคร้ัง หรือ ผู้รับสารอ่านเข้าใจแต่จาเป็นต้องตีกลับงานชิ้นนั้น เพ่ือให้ผู้ส่งสารแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึง ส่งกลับไปใหม่ บางกรณีอาจมีการแก้ไขมากกวา่ 1 คร้งั ทาให้เสียเวลา การงานเกดิ ความลา่ ชา้ เสียหายได้ 3. ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ท่ีดีให้แก่ผู้ใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง ผู้ท่ีใช้ภาษาไทยได้อย่าง ถกู ต้อง สละสลวย ยอ่ มเปน็ ทป่ี ระทบั ใจของผู้ร่วมงานหรือผู้ทีต่ ิดต่อกจิ ธุระด้วย เพราะเมอ่ื อา่ นหรือฟัง ข้อความนั้นแล้ว สามารถเข้าใจได้ชัดเจน ตรงประเด็น อีกท้ังไพเราะ สละสลวย แสดงให้เห็นถึงความ ใสใ่ จในการกลน่ั กรอง เลอื กสรร และเรยี งร้อยถอ้ ยคามาเป็นอยา่ งดี 4. ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ท่ีดีให้แก่องค์กร หากสมาชิกในองค์กรตระหนักถึง ความสาคัญของภาษาไทย และใส่ใจพิถีพิถันในการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารท้ังภายในและนอก องค์กรแล้ว ย่อมจะทาให้การสื่อสารเกิดสัมฤทธิผล ทาให้องค์กรเจริญก้าวหน้า และเป็นท่ีประทับใจ แก่ผู้ท่ีมาติดต่อกิจธุระ ผู้มาใช้บริการหรือลูกค้า เกิดภาพลักษณ์ท่ีดีและน่าช่ืนชมต่อสาธารณชน ทั้งในระดบั ท้องถ่ินและระดบั ชาติ ในชีวิตการทางานน้ัน นักศึกษาจาเป็นจะต้องติดต่อสื่อสารกับบุคคลเป็นจานวนมากที่มี ความรู้ ความคิด ความเข้าใจและพื้นฐานทางภาษาท่ีแตกต่างกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร
77 ดังน้ัน นักศึกษาจึงจาเป็นต้องฝกึ ฝนการเลือกใช้ภาษาในการเขียนอย่างประณีตและสร้างสรรค์เพ่ือให้ การสื่อสารน้ันประสบความสาเร็จไปได้ด้วยดี โดยจะต้องคานึงถึงลักษณะสาคัญของภาษาในการ ปฏิบัตงิ าน การทางานในองคก์ รมกี ารเขียนที่หลากหลายเนื้อหาและรูปแบบ ซง่ึ ในบทนี้จะเปน็ กลา่ วถึง ประเภทของการเขียนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสานักงานทั่วไป คือ การเขียนจดหมาย การเขียน จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์ และการเขียนขอ้ ความทางแอปพลเิ คชนั ไลน์ 1. การเขยี นจดหมาย จดหมายเป็นเครื่องมือสาคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กรธุรกิจ หน่วยราชการ เอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษาที่นักศึกษากาลังศึกษาอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีด้าน โทรคมนาคมการส่ือสารได้พัฒนาไปไกลอย่างยิ่ง มีผู้ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทันสมัยออกมาหลาย ประเภท เช่น การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความส้ัน การใช้แอปพลิเคชันไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ฯลฯ แต่การใช้จดหมายในการติดต่อสื่อสารยังคงมีความจาเป็นอยู่เช่นเดิม เพราะจดหมายมี ข้อดหี ลายประการ คือ สะดวก ประหยดั เขา้ ถึงกลุ่มผู้รับสารไดท้ วั่ ถงึ ไดค้ วามรู้สึก และประการสาคัญ คือ ใช้เปน็ หลักฐานได้ ดงั น้ี (สิริมา เชียงเชาว์ไว, 2550) โดยท่วั ไปจดหมายมอี งค์ประกอบดงั นี้ 1. ส่วนหัวจดหมาย 1.1 หัวจดหมาย หัวจดหมายเป็นส่วนท่ีบอกแหล่งท่ีมาของจดหมาย หากเป็น หนว่ ยงานราชการโดยมากจะเปน็ ตราครุฑ หากเป็นหน่วยงานเอกชน บรษิ ทั หา้ งร้านตา่ ง ๆ มักจะระบุ ชื่อและท่ีต้ังของบริษัทโดยพิมพ์หัวจดหมายสาเร็จรูปไว้แล้ว มีตราบริษัท (Logo) หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรสาร และท่อี ยอู่ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-mail address) เพือ่ ความสะดวก 1.2 วัน เดือน ปี หากเป็นจดหมายธุรกิจมักจะลงเฉพาะตัวเลขวันที่ ชื่อเต็มของเดือน และตวั เลขของปีพทุ ธศักราช หน่วยงานเอกชนบางแหง่ อาจเขียนช่อื เดือนแบบย่อได้ หากเป็นจดหมาย ราชการอาจพมิ พค์ าว่า “พ.ศ.” ใสล่ งไปดว้ ย และโดยมากจะใชเ้ ลขไทย 1.3 เร่ือง เร่ือง หมายถึง ชื่อของจดหมาย เป็นสาระสาคัญสั้น ๆ ทาให้ทราบถึง จุดประสงค์ของการเขียนจดหมายในครั้งน้ัน ผู้เขียนจดหมายควรใช้ทักษะสรุปความให้ส้ัน กะทัดรัด ได้ใจความสาคัญชัดเจน และขึ้นต้นด้วยคากริยา เช่น ขอเชิญประชุม ขอประชาสัมพันธ์งานวัน ภาษาไทยแหง่ ชาติ ขออนุญาตใช้ห้องประชมุ ขอนาส่งเอกสารสินเชอ่ื 1.4 คาขึ้นตน้ โดยทัว่ ไปทั้งในงานราชการและงานเอกชนนยิ มใช้คาขนึ้ ต้นว่า “เรียน” ตาม ด้วยตาแหน่งหรือชือ่ นามสกุลของผู้รบั ส่วนคาขึ้นต้นว่า “กราบเรียน” ใช้กับผู้ดารงตาแหน่งการการเมือง เช่น ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ฯลฯ (สานักนายกรัฐมนตรี, 2548) หากผู้รับเป็น พระภิกษุสงฆ์ท่ัวไป พระราชคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ และสมเด็จพระราชาคณะ ใช้คาข้ึนต้นว่า “นมัสการ” หากผู้รับเป็น สมเด็จพระสังฆราช ให้ใช้คาขึ้นต้นวา่ “กราบทูล” หากผู้รบั เป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ให้ใช้คาข้ึนต้นว่า “ขอประทานกราบทูล” ทั้งนี้ ขอให้ผู้เขียนตรวจสอบ ตวั สะกด ตาแหนง่ ช่ือ สกุลทีเ่ ปน็ ปจั จบุ นั ของผรู้ บั เพ่ือแสดงถงึ การให้เกยี รติและใส่ใจผูร้ บั สาร
78 1.5 สิ่งที่ส่งมาด้วย ระบุถึงเอกสารที่ส่งมาด้วยพร้อมกับจดหมาย ทั้งนี้ รูปแบบ จดหมายขององค์กรบางแห่งอาจยกหัวข้อ “ส่ิงที่ส่งมาด้วย” น้ี ลงไปไว้ด้านล่างสุดของจดหมาย การ ระบุรายการของเอกสารที่ส่งมาด้วย หากมีหลายรายการ ให้เขียนแจกแจงเป็นข้อ พร้อมทั้งจานวน ฉบับ หากมีเพียงรายการเดียวไม่ต้องเขียนเลขข้อ หากเป็นเอกสารฉบับจริง ให้ระบุเป็นช่ือเอกสาร หากเป็น “สาเนา” ให้ระบุคาว่า “สาเนา” นาหน้าช่ือเอกสาร เช่น สาเนาบัตรประชาชน สาเนา ทะเบียนบ้าน ฯลฯ เช่นส่ิงท่สี ่งมาด้วย 1. ใบสมัครงาน จานวน 1 ฉบับ 2. สาเนาบตั รประชาชน จานวน 1 ฉบบั 3. รูปถา่ ยขนาด 1 นวิ้ จานวน 2 ใบ ท้ังนี้ วิธีการเซ็นชื่อเพ่ือรับรองสาเนาบัตรประชาชนที่ถูกต้องและปลอดภัยจาก มิจฉาชีพ มีหลกั ปฏิบัติตามภาพดา้ นล่างนี้ ภาพที่ 6.2 วธิ ีเซน็ รบั รองสาเนาบตั รประชาชน ท่ีมา: สวพ. FM 91 (2563) 2. สว่ นเนอื้ หา ส่วนเน้ือหา คือ เน้ือความ สาระสาคัญของจดหมาย ควรจะแบ่งเน้ือหาออกเป็นย่อ หน้า ๆ โดยภายในหน่งึ ย่อหน้านน้ั ควรมใี จความสาคัญเพยี งใจความเดยี วเพอื่ ให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย 1) ย่อหน้าแรกจะเป็นการกลา่ วถึง สาเหตุ ท่ตี ้องเขยี นจดหมาย พรอ้ มทั้งรายละเอียด ข้อมูลประกอบ มกั ข้ึนต้นย่อหน้าด้วยคาว่า “ด้วย” 2) ยอ่ หนา้ ถดั ไปจะเปน็ ผล ทตี่ อ้ งการใหผ้ ู้รับจดหมายปฏิบัติ ผู้เขยี นจะเขียนข้อความ ทต่ี นเองประสงคใ์ หผ้ ู้รบั จดหมายปฏิบัติตาม พร้อมรายละเอียดในการปฏิบตั นิ ้นั จดหมายหนึ่งฉบับจะมีจานวนย่อหน้าแล้วแต่ความเหมาะสมของประเภทจดหมาย และเนื้อหาของจดหมาย แต่ละย่อหน้าจะต้องมีการเรยี บเรียงใจความให้เป็นลาดบั ไม่ซ้าซ้อน และใช้ ภาษาใหช้ ดั เจน กระชบั ไมเ่ ย่ินเย้อ
79 3. ส่วนท้าย สว่ นทา้ ยของจดหมาย มีส่วนประกอบดงั น้ี 3.1 คาลงท้าย คาลงทา้ ยสามารถแบง่ ได้ดังน้ี 3.1.1 คาลงท้ายหนังสือภายใน หนังสือภายในคือหนังสือที่ใช้ส่งภายในองค์กร นั้น ๆ จะใช้คาลงท้ายเพื่อยืนยันวัตถุประสงค์ในการเขียนจดหมายฉบับนี้ เช่น จึงเรียนมาเพื่อโปรด พิจารณา จึงเรียนมาเพ่ือทราบ จึงเรียนมาเพื่อโปรดดาเนินการ ฯลฯ หรับนักศึกษาที่ต้องการส่ง จดหมายลากิจ ลาป่วยให้แก่อาจารย์ประจาวิชา หรือส่งจดหมายเพ่ือขอให้มหาวิทยาลัยดาเนินการ ตามคาขอของนกั ศกึ ษา ให้ใชค้ าลงท้ายวา่ “จงึ เรียนมาเพือ่ โปรดพิจารณา” 3.1.2 คาลงท้ายหนังสือภายนอก หนังสือภายนอกคือหนังสือท่ีใช้ส่งออกไปยัง หน่วยงานภายนอกหรอื องค์กรอื่น โดยมากจะลงท้ายวา่ “ขอแสดงความนับถือ” ในบรรทัดถัดไปจาก คาลงท้ายหนังสือภายใน สาหรับนักศึกษาที่ต้องการส่งจดหมายขอฝึกงาน จดหมายสมัครงาน หรือ จดหมายติดต่อไปยังหน่วยงาน องค์กร สถาบันอื่น ให้ลงท้ายว่า “ขอแสดงความนับถือ” ในบรรทัด ถดั ไปจากคาลงทา้ ยหนังสอื ภายใน 3.2 ลายมอื ชื่อ ลายมือชอ่ื คอื ลายเซน็ ของเจ้าของจดหมาย ควรเปน็ ลายเซ็นเดยี วกัน ตลอดการติดต่องานนั้น ๆ นักศึกษาสามารถเลือกออกแบบลายเซ็นของตนเป็นภาษาไทยหรือ ภาษาอังกฤษได้ และควรเซ็นชื่อด้วยปากกาสดี าหรือนา้ เงินเท่านั้น ไม่ควรเซ็นชื่อด้วยดนิ สอ อนงึ่ การ ออกแบบลายเซ็นเป็นเร่ืองปัจเจก แตกต่างกันไปตามรสนิยม ความชอบ ความถนัดของแต่ละบุคคล นอกจากลายเซ็นจะเป็นการยืนยันตัวตนแล้ว ลายเซ็นยังสามารถแสดงออกถึงบุคลิกลักษณะบาง ประการของเจ้าของลายเซ็นได้ด้วย 3.3 ชื่อเต็ม พิมพ์คานาหน้าบอกสถานภาพแบบเต็ม เช่น “นางสาว” ตามด้วยช่ือ นามสกุลของเจา้ ของลายมือช่ือ ในเครอ่ื งหมายนขลขิ ติ ✓ (นางสาวสขุ กาย สบายใจ) ( นางสาวสขุ กาย สบายใจ ) (นางสาว สขุ กาย สบายใจ) (น.ส.สุขกาย สบายใจ) 3.4 ตาแหน่งของเจา้ ของจดหมาย (ถ้าม)ี พิมพต์ าแหนง่ ในบรรทดั ถัดไปใต้ชือ่ เต็มของเจา้ ของจดหมาย โดยจดั ขอ้ 3.2 - 3.4 ให้มีระยะอย่ใู นรูปของพีระมดิ ทส่ี มมาตรทัง้ ซา้ ยและขวา เพอ่ื ความสวยงามของจดหมาย ตัวอย่าง การจัดรูปแบบข้อ 3.2 – 3.4 ภาพที่ 6.3 ตัวอยา่ งการจัดตาแหน่งลายเซ็น
80 ตวั อย่าง จดหมายลากจิ ภาพที่ 6.4 ตวั อยา่ งจดหมายลากจิ
81 ภาพท่ี 6.5 ตวั อยา่ งหนงั สอื ราชการภายนอก
82 2. การเขยี นจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์หรือที่นยิ มเรยี กกันว่า อเี มล (E-mail) นั้น คาว่าอีเมลเป็นคาย่อมา จากคาว่า “อิเล็กทรอนิกส์เมล” (Electronic Mail) ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ภาษาไทยใช้แทน คาดังกล่าวว่า “ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์” โดยอีเมล เป็นจดหมายที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์ ใช้ได้ท้ังใน เร่ืองส่วนตัวและเรื่องที่เป็นทางการ ขึ้นอยู่กับเนื้อหา การใช้ภาษาและรูปแบบของจดหมาย ผู้ส่ง สามารถเขียนจดหมายพร้อมท้ังแนบไฟล์เอกสาร และนาส่งได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ส่งจะต้องสมัครเข้า ใช้งานและตั้งชื่อท่ีอยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail address) ของตนเอง ข้อควรระวังคือ ในการ ติดต่อท่เี ป็นทางการ ผู้สง่ ควรจะตง้ั ชอ่ื ใหส้ ุภาพ โดยมากจะตั้งเปน็ ชอ่ื หรือนามสกุลเพื่อใหน้ ่าเช่ือถือ องค์กรท่ัวไปแทบทุกวงการนิยมใช้อีเมลเป็นเครื่องมือสอื่ สารที่สาคัญในการดาเนินงานท้ัง ภายในและภายนอกองค์กร ไม่เว้นแม้แต่วงการศึกษา อาจารย์อาจจะมอบหมายงานให้แก่นักศึกษา และกาหนดให้นักศึกษาส่งงานกลับทางอีเมล หรือนักศึกษาต้องเขียนอีเมลเพื่อติดต่อกับหน่วยงาน ภายนอกหรือบริษัทต่าง ๆ เพื่อขอฝึกงาน สมัครงาน เป็นต้น ดังน้ัน การเขียนอีเมลติดต่อกับอาจารย์ หรือผู้ใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ ใจความครบถ้วน ถูกต้อง สุภาพ จึงเป็นส่ิงสาคัญอย่างย่ิงสาหรับ นกั ศกึ ษาในยคุ ปจั จบุ ัน ภาพท่ี 6.6 ตัวอยา่ งการเขยี นอีเมลเพ่ือส่งงานอาจารย์
83 จากภาพขา้ งต้น จะเห็นได้ว่า การเขยี นอเี มลท่ีดมี หี ลกั ปฏิบัตดิ งั น้ี 1. ควรใชภ้ าษาแบบแผน สภุ าพ ตรวจสอบตัวสะกดใหถ้ กู ต้อง 2. จดั ยอ่ หน้าให้เป็นลาดับ อา่ นงา่ ย 3. ตรวจสอบอีเมลแอดเดรสของผู้รับให้ถูกต้อง เพราะหากสะกดผิดแม้เพียงตัวอักษร เดยี ว อีเมลก็จะไม่สง่ ไปที่ผ้รู ับ 4. ตรวจสอบการทาสาเนาส่งให้ผ้อู ื่น (ถ้ามี) นักศกึ ษาอาจทาสาเนาใหต้ นเองได้ 5. หากต้องต้ังช่ืออีเมลเอง ควรตั้งชื่อให้กระชับ ได้ใจความ โดยมากข้ึนต้นด้วยคากริยา เช่น ขอนาส่งงาน ในบางกรณอี าจารย์อาจกาหนดชอ่ื อีเมลมาให้ 6. แนบไฟล์งานให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตั้งช่ือไฟล์งานให้เหมาะสม ในบางกรณีอาจารย์อาจ กาหนดชอ่ื ไฟลง์ านมาให้ 7. ข้นึ ตน้ ด้วยคาวา่ “เรยี น” ตรวจสอบคานาหน้า ชอื่ นามสกุลของผู้รบั ใหถ้ ูกต้อง 8. เขยี น “เหตุ” เป็นการเทา้ ความท่ีมาของอีเมลฉบับนี้ โดยแนะนาตวั ชือ่ นามสกุล รหสั นกั ศึกษา ชือ่ วชิ า ตอนเรียน (อาจระบุภาคเรยี น ในกรณีติดต่องานยอ้ นหลงั ) และท่ีมาของงานชน้ิ นัน้ 9. เขียน “ผล” เป็นการแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดของอีเมลฉบับนี้ และระบุชนิด ของไฟลง์ านและจานวนไฟล์งานที่แนบไป หากแนบไฟลเ์ พียงไฟลเ์ ดยี วเทา่ น้ัน ไม่ตอ้ งใสเ่ ลขข้อ 10. ในทีน่ ้ี ใชค้ าลงทา้ ยวา่ “จงึ เรียนมาเพอื่ โปรดพิจารณา” 11. ลงช่ือ นามสกุล รหสั นกั ศกึ ษา หมายเลขโทรศพั ท์ เพอื่ ให้อาจารยต์ ดิ ตอ่ กลบั สะดวก ท้ังน้ี นักศึกษาสามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่องวิธีการเขียนอีเมลให้ถูกต้องและสุภาพได้จาก ลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=7ZtxDhupZO8 หรอื สแกนควิ อารโ์ คด้ ด้านล่างนี้ เพือ่ รบั ชมคลิปน้ี ภาพที่ 6.7 คิวอาร์โค้ดคลปิ “การเขยี นอเี มล” ทีม่ า: สริ ิมา เชยี งเชาวไ์ ว (2563) 3. การเขยี นขอ้ ความทางแอปพลิเคชนั ไลน์ แอปพลิเคชันไลน์ (Line) เป็นแอปพลิเคชันการสื่อสารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะใช้งานง่าย ติดต่อส่ือสารได้สะดวก รวดเร็ว สามารถส่งได้ท้ังข้อความ ไฟล์ภาพ และไฟล์เสียง ในการติดต่อส่ือสารด้วยไลน์นี้ ผู้ใช้งานควรคานึงถึงหลัก 5W 1H กล่าวคือ ใคร (Who) ทาอะไร (What) ที่ไหน (Where) เม่อื ไหร่ (When) ทาไม (Why) และ อย่างไร (How) ดังน้ี
84 ใคร ผู้ส่งสารและผู้รับสาร มีบทบาท หน้าที่และสัมพันธภาพต่อกันอย่างไร เด็ก-ผู้ใหญ่ นักศึกษา-อาจารย์ ผู้ใต้บังคับบัญชา-ผู้บังคับบัญชา เพ่ือนร่วมงาน-เพ่ือนร่วมงาน พนักงาน-ลูกค้า เป็นต้น เพอ่ื กาหนดระดับการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้รบั สาร ทาอะไร ผู้ส่งสารต้องตระหนักว่า กาลังส่งข้อความเพ่ือติดต่อธุระการงาน มิใช่การส่ง ขอ้ ความแบบกนั เองไปหาคนใกลช้ ดิ เพือ่ นหรือครอบครวั ดังน้ัน ต้องสง่ ดว้ ยความสภุ าพและประณีต ที่ไหน ในที่น้ี หมายถึง แอปพลิเคชันไลน์ ผู้ส่งสารจะต้องทราบท้ังข้อดีและข้อจากัดของ แอปพลิเคชนั ไลน์ โดยพงึ ระลกึ ไวเ้ สมอวา่ การส่งข้อความทางไลน์เพ่อื ติดตอ่ งาน เปน็ การติดตอ่ สอ่ื สาร แบบที่ไม่เห็นหน้ากัน ใช้เพียงตัวอักษรเป็นส่ือกลาง ดังนั้น ผู้ส่งสารควรจะพิมพ์ข้อความให้ชัดเจน สุภาพ ประการสาคัญ ผู้ส่งสารจะต้องคานึงถึง “เรื่อง” ที่กาลังติดต่อไป ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ อะไร มีความจาเป็นเร่งด่วนหรือไม่ เพียงใด หากเป็นเร่ืองที่ร้ายแรง เช่น การขอโทษในสิ่งท่ีได้ทา ผิดพลาดไป ผู้ส่งสารควรกล่าวขอโทษด้วยวธิ ีการอ่ืน เช่น ขอเข้าพบด้วยตนเอง หรือหากเป็นเรื่องท่ีมี ความจาเป็นเร่งด่วน มีระยะเวลาเป็นตัวกาหนดงาน ไม่สามารถจะรอให้ผู้รับสารเปิดไลน์อ่านเป็น ระยะเวลานานได้ ผ้สู ง่ สารควรเลือกใชว้ ิธีการตดิ ต่อสอ่ื สารวธิ อี ่ืนเชน่ กัน เมื่อไหร่ ผู้ส่งสารต้องตระหนักถึงเวลาในการส่งข้อความด้วย ถึงแม้การส่งข้อความไป อาจจะไม่ได้เป็นการรบกวนผู้รับเช่นการโทรศัพท์ แต่ก็ทาให้ผู้รับสารสามารถมองได้ว่าผู้สง่ สารไม่รู้จัก กาลเทศะ กาลังก้าวล่วงเวลาส่วนตัวหรือเวลาพักผ่อน ดังนั้น ผู้ส่งสารจึงควรรอเวลาที่เหมาะสม เสียก่อน หากเป็นเวลาเช้าเกินไปหรือดึกเกินไป หรือเป็นวันหยุด นอกเวลาทางานของบุคคลน้ัน ผู้ส่ง สารอาจรอให้ถึงเวลาทเ่ี หมาะสมก่อนแลว้ จึงส่งข้อความ ในกรณที ีจ่ าเปน็ ต้องติดต่อนอกเวลางาน ควร จะเขียนขออภยั พรอ้ มท้ังบอกเหตผุ ลที่จาเป็นต้องติดต่อมา ณ ขณะน้ันใหช้ ดั เจนดว้ ย ภาพท่ี 6.8 วิธีการเขยี นขอ้ ความทางไลน์ ท่ีมา: สริ มิ า เชยี งเชาว์ไว (2563) ทาไม ในการเรียนและการทางาน การติดต่อสื่อสารทางไลน์มักจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้าง สาคัญ เชน่ ในการเรยี น นกั ศึกษาอาจไลนไ์ ปหาอาจารย์เพ่ือต้องการสอบถามรายละเอียดเก่ียวกับการ เรยี น หรอื ในการทางาน พนกั งานอาจใช้ไลน์ไปหาเพ่ือนร่วมงานเพอื่ ประสานงานหรือไลนค์ ุยกบั ลูกค้า ที่ติดต่อมาเพื่อให้ข้อมูลสินค้า ดังนั้น ผู้ส่งสารควรพิมพ์ข้อความโดยคานึงถึงวัตถุประสงค์ของการ สอื่ สารเป็นสาคัญ
85 อยา่ งไร มีหลกั การพิจารณาและแนวทางการเขียน ดังนี้ 1) ผู้ส่งสารควรกลา่ วสวสั ดแี ละแนะนาตนเองก่อน แล้วจงึ กล่าวถงึ ธรุ ะท่ีตอ้ งการตดิ ตอ่ 2) หากเปน็ การตดิ ต่อกบั ผู้บงั คบั บญั ชา ผ้ใู หญห่ รอื อาจารย์ ควรพิมพข์ อ้ ความดว้ ยภาษาที่ เหมาะสม ตวั สะกดถูกตอ้ ง เชน่ คาวา่ “ครบั ” ไม่ควรพมิ พ์วา่ คบั คัฟ ค้าฟ ฮบั ฯลฯ คาวา่ “หนู” ไมค่ วรพมิ พ์ว่า นู๋ นุ ฯลฯ คาว่า “ไม่” ไม่ควรพมิ พว์ ่า มะ และควรหลกี เล่ียง อกั ษรยอ่ ทไี่ มเ่ ป็นทางการ เช่น “พน” ให้พมิ พ์คาเต็มวา่ พร่งุ นี้ “กลจ.” ใหพ้ มิ พค์ าเตม็ ว่า กาลังใจ 3) ควรพิมพ์เน้ือหาท้ังหมดให้จบกระบวนความและหมั่นเข้ามาตรวจสอบว่าผู้รับสารได้มี การตอบกลับมาหรือไม่ ไม่ควรถามแล้วทิ้งระยะเวลานาน ๆ ข้ามวันข้ามคืน เพราะจะทาให้ผู้รับสาร เข้าใจว่าผูส้ ง่ สารไม่ใส่ใจในการติดตอ่ นั้น 4) หากผ้รู บั สารตอบข้อความกลับมาแลว้ ผ้สู ง่ สารควรกล่าวคาตอบรบั ด้วย เชน่ รับทราบ ค่ะ ขอบคุณค่ะ ด้วยความยินดีค่ะ ฯลฯ โดยเฉพาะในไลน์กลุ่มแต่ละวิชา นักศึกษาควรมีการตอบรับ 2-3 คน เปน็ อย่างน้อย ไม่ควรอ่านข้อความแลว้ ไม่ตอบรบั ใด ๆ ทงั้ ห้อง 5) ประเดน็ การใชส้ ตกิ เกอร์ไลนเ์ ปน็ อีกส่งิ หนึง่ ทผ่ี ูส้ ่งสารควรระวัง เพราะสตกิ เกอรไ์ ลน์ท่ีผู้ ส่งสารเห็นว่า “น่ารัก” อาจไม่ใช่สติกเกอร์ไลน์ท่ี “เหมาะสม” ในการส่งไปหาผู้รับสารท่ีไม่ใช่บุคคล สนิทคุ้นเคย โดยเฉพาะกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใหญ่หรืออาจารย์ ดังนั้น ควรตอบกลับด้วยการพิมพ์เป็น ข้อความจะดูเหมาะสมมากกว่า ทั้งนี้ นักศึกษาสามารถศึกษาเพิ่มเติมและทบทวนความรู้เรื่องการ เขียนไลน์ติดต่องานกับอาจารย์และผู้ใหญ่ได้จากลิงก์ https://www.youtube.com/watch? v=QYHNS_NfcZ8 หรือสแกนคิวอารโ์ คด้ ดา้ นล่างนี้ ภาพที่ 6.9 คิวอาร์โคด้ คลปิ “พิมพไ์ ลน์ตดิ ต่องานกบั อาจารยแ์ ละผใู้ หญอ่ ยา่ งไรใหน้ ่ารัก” ที่มา: สิรมิ า เชียงเชาวไ์ ว (2563) สรุป การเขียนเพ่ือสื่อสารในองค์กรเป็นการเขียนท่ีมีวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ เพ่ือให้เกิดความ เข้าใจที่ตรงกันของผู้ส่งสารและผู้รับสาร ทาให้การดาเนินงานต่าง ๆ สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และเกิด ภาพลกั ษณท์ ี่ดที ัง้ ต่อตัวผสู้ ง่ สารเองและตอ่ องค์กรต้นสังกดั ของผู้ส่งสาร ดงั ทไ่ี ด้กลา่ วมาทัง้ หมดข้างต้น จะเห็นได้ว่าการเขียนเอกสารต่าง ๆ นั้นมีความจาเป็นและสาคัญอย่างย่ิงต่อการเรียน การติดต่องาน กับเพ่ือน อาจารย์ เจ้าหน้าท่ีของมหาวิทยาลัย ฯลฯ และในการทางานท้ังภาครัฐบาลและเอกชน
86 ดังน้ัน ผู้เขียนควรจะคานึงถึงวัตถุประสงค์ เน้ือหา รูปแบบ ตลอดจนกลวิธีในการนาเสนอสารให้ เหมาะสมและสอดคลอ้ งเปน็ เอกภาพ และจะต้องคานงึ ถงึ ผูอ้ า่ นเปน็ สาคัญ “จดหมาย” หรือในส่วนงานราชการเรียกวา่ “หนังสือราชการ” เป็นสื่อที่ได้รับความนิยม อย่างกว้างขวาง เป็นการติดต่อสื่อสารแบบลายลักษณ์อักษรท่ีมีความเป็นทางการสูง สามารถใช้เป็น หลกั ฐานในการปฏิบัติงานได้เปน็ อย่างดี ผเู้ ขียนควรเรยี บเรียงเนื้อหาให้กระชับ ชัดเจน ใช้ภาษาท่ีเป็น ทางการ และควรศึกษารูปแบบของจดหมายแต่ละประเภทให้ดี เพราะจดหมายแต่ละประเภทจะมี รายละเอียดปลีกย่อยท่ีแตกต่างกนั และองคก์ รแต่ละแหง่ อาจกาหนดรปู แบบของจดหมายไว้เป็นแบบ เฉพาะ “จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์” เปน็ จดหมายที่อยู่ในรูปแบบของส่ืออิเล็กทรอนิกส์ท่ีนิยมใช้กัน อยา่ งแพร่หลายเกือบทกุ องค์กร แม้อีเมลจะเปน็ สื่อทีท่ ันสมยั รวดเรว็ แต่ผ้เู ขยี นกจ็ ะต้องคานงึ ถงึ ความ ถูกต้องและครบถ้วนของเน้ือหา ภาษา รูปแบบของการสื่อสารเป็นสาคัญ หากมีไฟล์เอกสารแนบ ควร ตรวจสอบจานวนไฟล์และความถกู ต้องของไฟลด์ ้วย “การเขียนทางแอปพลิเคชันไลน์” ไลน์เป็นแอปพลิเคชันสื่อสารท่ีได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลาย ผู้ส่งสารควรจะคานึงถึงกาลเทศะในการไลน์ติดต่องานท้ังในเร่ืองเนื้อหา ภาษาที่ใช้และ เวลาท่ีติดต่อไป หากเป็นงานท่ีมีความสาคัญหรืองานท่ีเร่งด่วน ผู้ส่งสารควรพิจารณาใช้วิธกี ารสื่อสาร รปู แบบอน่ื เช่น การไปพบดว้ ยตนเอง การโทรศพั ท์ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนในสื่อประเภทใด ผู้เขียนควรตระหนักถึงภาษาที่ใช้ในการส่ือสารว่า จะตอ้ งถูกตอ้ ง ชัดเจน สละสลวย และสามารถชีแ้ จง อธิบาย โนม้ น้าวให้ผอู้ ่านคดิ เหน็ คล้อยตามไปใน แนวทางเดียวกับผู้เขียน การใช้ภาษาที่ดี มีกาลเทศะน้ันนอกจากจะทาให้การส่ือสารสัมฤทธิ์ผลแล้ว ยังเปน็ การแสดงให้ผู้อ่านไดเ้ ห็นถึงทกั ษะการคิด กระบวนการเรียบเรยี งข้อมลู อกี ทัง้ ยังสะท้อนให้เห็น ถึงตัวตนท่ีแท้จริงของผู้เขียนอีกด้วย ดังน้ัน นักศึกษาควรฝึกฝนทักษะในการส่ือสารท้ัง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยเฉพาะอย่างย่ิงทักษะการเขียน เพราะการเขียน คือ ด่าน สุดท้ายของหัวใจนักปราชญ์ อันจะเป็นแนวทางนาไปสู่ความรู้จริงและความสาเร็จในเป้าหมายทุก ระยะของชีวติ สุ (สตุ ะ) แปลวา่ ฟงั เพอ่ื เพมิ่ ข้อมลู ในสมอง จิ (จินตะ) แปลว่า คิด ใชป้ ัญญา จินตนาการ สร้างสรรค์ ปุ (ปุจฉา) แปลว่า ถาม ซกั ถาม ค้นคว้าหาขอ้ มูล ลิ (ลขิ ติ ) แปลวา่ เขียน จดบนั ทกึ เน้ือหาสาคัญ นาไปทบทวน ถ่ายทอด “การอ่านทาใหเ้ ปน็ คนเต็ม การสนทนาทาใหเ้ ปน็ คนพร้อม และ การเขียนทาใหเ้ ปน็ คนจริง” ฟรานซิส เบคอน (อ้างถึงใน พิมาน แจ่มจรัส, 2550)
87 คาถามทบทวน 1. การเขียนมคี วามสาคัญตอ่ องค์กรอยา่ งไร 2. การเขียนงานในองค์กรได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ใช้ ภาษาและภาพลกั ษณ์ขององค์กรได้อยา่ งไร 3. “จดหมาย” คอื อะไร มีองคป์ ระกอบอะไร และมีวิธกี ารเขยี นอยา่ งไร 4. “จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์” คอื อะไร มีองคป์ ระกอบอะไร และมีวิธีการเขยี นอยา่ งไร 5. “การเขียนข้อความทางแอปพลเิ คช่ันไลน์” คืออะไร มีองคป์ ระกอบอะไร และมวี ธิ กี าร เขียนอย่างไร กจิ กรรมทบทวน 1. ผู้เรียนสารวจการใช้ภาษาในองค์กรจากสื่อต่าง ๆ รอบตัว วิเคราะห์ลักษณะการใช้ ภาษา และสรุปมาเปน็ ประเด็น 2. ผู้เรียนจับคู่เขียนอีเมลส่งงานให้เพ่ือน ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบความถูกต้องของอีเมล ทไ่ี ดร้ บั จากเพื่อน และอภิปรายข้อเสนอแนะแลกเปล่ยี นกัน 3. ผู้เรยี นสรุปเนือ้ หาความรทู้ ่ีไดจ้ ากการเรยี นในบทน้ี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139