97
98 วจิ ัยพฒั นานวตั กรรม เร่อื ง การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้ เพ่ือพฒั นาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ ตามแนวคดิ PISA สำหรบั นักเรียนระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โดย ชอ่ื นางสาวพริ ดา นามสกุล แสงศรจี ันทร์ รหสั ประจำตัว 62031050160 สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุตรดิตถ์
99 บทที่ 1 บทนำ ทีม่ าและความสำคญั พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการศึกษาต้องยึด หลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ จัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพความตามมาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้ สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และความตาม มาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอน สามารถวจิ ัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทีเ่ หมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความตามมาตราดังกลา่ วถึงตีความ วา่ ภายหลังท่ีผสู้ อนจดั กิจกรรมการเรียนรสู้ าระการเรียนรู้ใด ๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธกี ารใดวิธีการหน่ึงแล้ว เม่อื ทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใดอย่างหน่ึงคือ จำนวนผู้เรียนทั้งชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของ ชั้นเรียนหรือผู้เรียนจำนวนส่วนน้อยของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดข้ึน ผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอน กำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระการเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัด กิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้นไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและ เทคนคิ การสอนวิธีใหม่ท่ีเหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของผู้เรยี น การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐาน ยืนยันว่า วิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบ เปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุ ดังกลา่ วจงึ ตอบคำถามว่า ทำไมผสู้ อนจงึ ต้องทำวจิ ัย ท้ังวิจัยเพ่ือพฒั นาและแก้ปัญหาผเู้ รียน (อิสระ ทับสีสด, 2564) ว 2.1 ม.2/4 กำหนดข้อความเฉพาะตัวชี้วัดว่า ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิด ตัวละลาย ชนิดตัวทำละลายอุณหภูมิที่มีต่อสภาพละลายได้ของสาร รวมทั้งอธิบายผลของความดันที่มีต่อสภาพ ละลายได้ของสาร โดยใช้สารสนเทศ สาระการเรียนรู้แกนกลางดังกล่าวกำหนดอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า สารละลาย หนงั สอื ดังกล่าวจดั ทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยหี รือ สสวท.
100 การจัดกิจกรรมการเรียนร้รู ายวชิ ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้กบั นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ที่เคยเป็นมาพบว่า เฉพาะเรื่อง สารละลาย ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ดังกล่าวจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E สว่ นการประเมินผลการเรียนรจู้ ะประเมิน 3 ดา้ นรวมกันคือ ดา้ นความรู้ (K) ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) และกำหนดระดับผลการการเรียนรู้ที่ ประเมินเป็น 4 ระดับตามเกณฑ์ประเมินของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ คือ ดีมาก มีร้อยละของค่าคะแนน เฉล่ีย 80 – 100 ดี ร้อยละ 65 – 79 กำลงั พฒั นา(ผ่าน) รอ้ ยละ 50 – 64 และต้องปรบั ปรุง (ไม่ผา่ น) ตำ่ กว่าร้อยละ 50 สำหรับเกณฑ์การประเมินผ่านเฉพาะรายบุคคลนั้น นักเรียนแต่ละคนต้องมีผลการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับ ดี สว่ นเกณฑ์การประเมินผ่านท้ังช้ันเรียนน้ัน ตอ้ งมีนกั เรียนอย่างน้อยร้อยละ 70 ของจำนวนท้ังหมด มีผลการเรียนรู้ ตง้ั แตร่ ะดับ ดี PISA หรือ Programme for International Student Assessment เป็นโครงการประเมินผลนักเรียน นานาชาติของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) โดยมีจุดประสงค์ เพื่อสำรวจว่าระบบการศึกษาของแต่ละ ประเทศได้เตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ ด้วยการ ประเมินกับนักเรียนที่มีอายุอยู่ในช่วง 15 ปี การประเมินดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ว่าคุณภาพของ การศึกษาเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ประเทศที่ การศึกษามีคุณภาพ ย่อมสามารถ สร้างเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ทำให้ประเทศนั้นมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจใน อนาคต ซึ่งตัวชี้วัด ว 2.1 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตัวทำ ละลาย อณุ หภมู ทิ ีม่ ตี อ่ สภาพละลายได้ของสาร รวมท้งั อธบิ ายผลของความดันท่ีมีต่อสภาพละลายได้ของสาร โดยใช้ สารสนเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ตรงกับสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม แนว PISA ด้านการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Evaluate and Design Scientific Enquiry) ในสมรรถนะนี้ จำเป็นต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะสำคัญของการสำรวจตรวจสอบทาง วิทยาศาสตร์ โดยผู้ท่ีมีสมรรถนะการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถ ทำสิ่งต่อไปนี้ 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาท่ีต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ 2. แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3. เสนอวิธีสำรวจ ตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ 4. ประเมินวิธีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ 5. บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันถึงความน่าเชือ่ ถือของข้อมูล และความเป็น กลางและการสรุปอ้างอิง จากคำอธิบาย และสมรรถนะด้านการแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานใน เชิงวิทยาศาสตร์ (Interpret Data and Evidence Scientifically) ในสมรรถนะนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทาง คณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์หรือสรุปข้อมูลและใช้ความสามารถในการใช้วิธีการพื้นฐานในการแปลงข้อมูลเป็นการ แสดงแทนในรูปแบบอื่น ๆ โดยผู้ที่มีสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและใช้ประจักษ์พยานเชิงวิทยาศาสตร์
101 สามารถทำสิ่งต่อไปนี้ 1. แปลงข้อมูลที่นำเสนอในรูปแบบหนึ่งไปสู่รูปแบบอื่น 2. วิเคราะห์และแปลความหมาย ขอ้ มลู ทางวิทยาศาสตร์ และลงขอ้ สรุป (อสิ ระ ทบั สีสด, 2563) ในการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ พบว่า ครูผู้สอนส่วนใหญ่ใช้วิธีการสอน แบบบรรยายตามหนังสือมากกว่าให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ โดยเน้นครูเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการ ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ครูผู้สอนมักจะออกแบบกิจกรรมให้นักเรียน โดยไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองออกแบบ กิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งทำให้นักเรียนขาดสมรรถนะด้านการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ทางวทิ ยาศาสตร์ และการแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้การประเมิน การเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ PISA ในปี 2018 พบว่า ผลคะแนนการรวู้ ิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทย คอื 426 คะแนน ซ่ึง อยู่ในชว่ งลำดับที่ 66 และตำ่ กว่าค่าเฉลี่ย OECD มากกว่าหน่ึงระดับและอยู่ในกลุ่มล่างหรือกลุ่มที่มีผลการประเมิน ตำ่ โดยตามเกณฑ์ ของ PISA ได้กำหนดให้ระดับ 2 เป็นระดบั พ้ืนฐานต่ำสดุ ที่ นักเรียนท่ีจบการศึกษาขั้นพื้นฐานควร จะมีและเป็นระดับที่แสดงว่าพอจะมีความรู้และทักษะวิทยาศาสตร์พอจะใช้ ประโยชน์ได้ในสถานการณ์ง่ายๆ ไม่ ซบั ซอ้ น แตส่ ำหรบั นักเรียนไทยได้มีการประเมนิ การรูว้ ิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับ 2 อยู่ 44% จากข้อมูลสะท้อนให้เห็น ว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถนำความรู้พื้นฐานมาใช้เพื่อระบุประเด็นทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถอธิบาย ปรากฏการณ์ ตีความข้อมูลหรือบอกปัญหาจากการทดลองง่ายๆ ไม่ซับซ้อนได้ ซึ่งในชีวิตประจำวันที่นักเรียนต้อง เผชิญกับปัญหาส่งผลให้นักเรียนไม่รู้ว่าปัญหาใดเป็นประเด็นทางวิทยาศาสตร์จึงทำให้ขาดโอกาสที่จะนำการเผชิญ ปัญหาในชีวิตประจำวันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ (กนิษฐกานต์ เบญจพลาภรณ์, สกนธ์ชัย ชะนูนันท์และจินตนา กล่ำเทศ, 2561, หนา้ 2-3) การออกแบบกิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ครูผสู้ อนควรออกแบบรูปแบบการสอนท่ีหลากหลาย เชน่ การ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E การใช้ปัญหาเป็นฐาน PBL การเรียนโดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้แบบ 7E โมเดลซิปปา เป็นต้น แต่ในการวจิ ยั ครั้งนี้ ใช้การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E ซึง่ สอดคลอ้ งกับแนวคิดของ PISA จากปัญหาการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของครผู ู้สอน และผลการประเมินการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ PISA ที่มีผลการประเมินต่ำ โดยตามเกณฑ์ของ PISA ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ส่งเสริมสมรรถนะ PISA ทางด้านสมรรถนะการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาท่ีต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ 2. แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3. เสนอวิธีสำรวจ ตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีกำหนดให้ 4. ประเมนิ วิธีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ 5. บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล และ ดา้ นสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและใช้ประจักษ์พยานเชิงวิทยาศาสตร์ 1. แปลงข้อมูลที่นำเสนอในรูปแบบ หนึ่งไปสู่รปู แบบอ่นื 2. วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวทิ ยาศาสตร์ และลงขอ้ สรปุ
102 ดว้ ยบทบาทหน้าท่ีของผู้สอน ตามพ.ร.บ. การศกึ ษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา ที่ 22 มาตรา ที่ 24 วงเล็บ 5 มาตราที่ 30 และจากข้อบกพร่องของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคิด PISA และความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สารละลาย ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะทำวิจัยสร้าง หรือพัฒนาการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA โดยทดลองใช้ กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ปีการศึกษา 2565 ผลการวิจยั จะทำใหน้ ักเรยี นระดับช้นั ดังกลา่ วมผี ลการเรียนรู้เร่ือง สารละลายเพิ่มข้ึน คำถามการวิจัย 1. การสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง วิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ของนกั เรยี นระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 2. ผลการศึกษาการทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง วิทยาศาสตรต์ ามแนวคดิ PISA กบั นกั เรียนระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 เป็นอยา่ งไร 3. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการทดลองใช้ กจิ กรรมการเรียนรู้ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ตามแนวคดิ PISA เปน็ อยา่ งไร วตั ถุประสงค์การวจิ ยั 1. เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง วิทยาศาสตร์ตามแนวคดิ PISA ของนักเรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวคิด PISA กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการทดลองใช้ กจิ กรรมการเรียนรู้ จัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พอื่ พฒั นาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวคิด PISA ผลและประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ บั 1. มีกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคดิ PISA ของนกั เรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 2. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ระดับดีขึ้นไป เม่อื จดั กิจกรรมการเรียนรเู้ พื่อพฒั นาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคิด PISA ระดับดขี ึ้นไป
103 ขอบเขตการวจิ ัย 1. ขอบเขตด้านแหลง่ ข้อมลู การวจิ ัย 1.1 ประชากร นกั เรียนระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จงั หวัดแพร่ ซึ่งเทียบเคียงประชากรที่มีจำนวนไมจ่ ำกัด (Infinite Population) 1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 18 คน วิธีการคัดเลือก เทียบเคียงกับใช้วิธี การสุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านักเรียนแต่ละคนของ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของแต่ละปีการศึกษา เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่า มาจากบริบทของชุมชน เดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความแตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous Population) สามารถคดั เลือกกลุ่มตัวอยา่ งโดยใชว้ ธิ ีการสุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย 2. ขอบเขตด้านตัวแปร 2.1 ตัวแปรอิสระ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA กับนักเรียน ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โดยทดลองใช้กจิ กรรมการเรียนรู้ 2.2 ตัวแปรตาม 1. ผลการเรียนรู้เร่ือง สารละลาย จากการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้กับนักเรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 2. ระดบั ความพึงพอใจของนักเรียนระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ท่มี ีตอ่ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ เรอื่ ง สารละลาย โดยทดลองใช้กจิ กรรมการเรยี นรู้ 3. ขอบเขตดา้ นเน้ือหา การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานท่ี ดำเนินการวิจัยภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ณ โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเมน่ จังหวดั แพร่
104 นิยามคำศพั ท์เฉพาะ 1. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านปงทา่ ขา้ ม (ปงประชานกุ ูล) อำเภอสูงเมน่ จงั หวดั แพร่ 2. กิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การปฏิบตั ิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกบั การจดั การเรียนรู้เพือ่ ให้การจัดการ เรียนรู้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธภิ าพ และการเรียนรู้ของนักเรียนบรรลุตามจุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ท่ี กำหนดไว้ 3. ผลการเรยี นรู้ หมายถงึ 3.1 สมรรถนะการเรียนรู้ด้านสมรรถนะการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ประกอบด้วย 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ท่ี กำหนดให้ 2. แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ 3. เสนอวธิ ีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่กี ำหนดให้ 4. ประเมินวิธสี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตรท์ กี่ ำหนดให้ 5. บรรยายและประเมนิ วิธีการตา่ ง ๆ ทนี่ กั วิทยาศาสตรใ์ ช้ในการยืนยันถึงความนา่ เชื่อถือของ ขอ้ มลู 6. แปลงขอ้ มูลท่นี ำเสนอในรปู แบบหนง่ึ ไปสรู่ ูปแบบอน่ื 7. วเิ คราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และลงข้อสรปุ 3.2 ค่าคะแนนเฉลย่ี รวมผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากผลการทดสอบ สมรรถนะการเรยี นรดู้ ้าน 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ กำหนดให้ 2. แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทาง วทิ ยาศาสตร์ 3. เสนอวิธสี ำรวจตรวจสอบปญั หาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ 4. ประเมนิ วธิ สี ำรวจตรวจสอบปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีกำหนดให้ 5. บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของ ข้อมูล 6. แปลงข้อมูลท่ีนำเสนอในรปู แบบหน่ึงไปสู่รูปแบบอ่นื
105 7. วิเคราะหแ์ ละแปลความหมายขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์ และลงขอ้ สรุปทีม่ อี ย่เู ดิมของนักเรียน ดว้ ยแบบทดสอบก่อนการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 3.3 ค่าคะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากผลการทดสอบ สมรรถนะการเรียนรดู้ า้ น 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ท่ี กำหนดให้ 2. แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีการทาง วทิ ยาศาสตร์ 3. เสนอวธิ สี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีกำหนดให้ 4. ประเมินวิธสี ำรวจตรวจสอบปญั หาทางวทิ ยาศาสตรท์ ก่ี ำหนดให้ 5. บรรยายและประเมนิ วธิ ีการต่าง ๆ ทนี่ ักวิทยาศาสตร์ใชใ้ นการยนื ยันถึงความนา่ เช่ือถือของ ขอ้ มลู 6. แปลงขอ้ มลู ท่นี ำเสนอในรูปแบบหน่งึ ไปสู่รูปแบบอื่น 7. วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และลงข้อสรุปที่เปลี่ยนแปลงของ นักเรยี นดว้ ยแบบทดสอบหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 4. ระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดับผลการเรียนรู้ที่กำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมินผลของ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน (2550) ดังนี้ ดีเยย่ี ม หรือ ระดับ 4.00 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลยี่ 80-100 ดีมาก หรอื ระดบั 3.50 มีค่ารอ้ ยละของคา่ คะแนนเฉลี่ย 75-79 ดี หรอื ระดบั 3.00 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลีย่ 70-74 ค่อนข้างดี หรือ ระดับ 2.50 มคี ่าร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 65-69 ปานกลาง หรือ ระดับ 2.00 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉล่ีย 60-64 พอใช้ หรอื ระดับ 1.50 มีคา่ ร้อยละของค่าคะแนนเฉลยี่ 55-59 ผา่ นเกณฑ์ขน้ั ต่ำ หรอื ระดบั 1.00 มคี า่ ร้อยละของค่าคะแนนเฉลยี่ 50-54 ตำกวา่ เกณฑ์ หรอื ระดบั 0.00 มีค่าร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ยน้อยกว่า 50 5. การพัฒนาผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้จากผล การทดสอบสมรรถนะการเรียนรดู้ า้ น 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ท่ี กำหนดให้ 2. แยกแยะไดว้ า่ ประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ 3. เสนอวธิ สี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตรท์ ี่กำหนดให้
106 4. ประเมินวธิ ีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่ีกำหนดให้ 5. บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของ ขอ้ มูล 6. แปลงข้อมลู ท่นี ำเสนอในรูปแบบหน่งึ ไปส่รู ูปแบบอืน่ 7. วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และลงข้อสรุปที่มีอยู่เดิมด้วย แบบทดสอบก่อนการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้กับค่าคะแนนเฉลย่ี รวมผลการเรียนรู้ จากผลการทดสอบสมรรถนะการเรยี นรู้ดา้ น 1. สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ท่ี กำหนดให้ 2. แยกแยะไดว้ ่าประเด็นปญั หาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ 3. เสนอวธิ สี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตรท์ ่ีกำหนดให้ 4. ประเมินวิธีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีกำหนดให้ 5. บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของ ขอ้ มูล 6. แปลงขอ้ มลู ทนี่ ำเสนอในรปู แบบหน่ึงไปส่รู ูปแบบอนื่ 7. วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และลงข้อสรุปที่เปลี่ยนแปลงของ นักเรียนด้วยแบบทดสอบหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อวิเคราะห์ เปรยี บเทยี บดว้ ย One – Sample t Test ท่ีระดับนัยสำคัญทางสถติ ิ 0.05 (α 0.05) 6. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สารละลาย โดยทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วยด้านบทบาทครู ด้านบทบาทนักเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการวดั และประเมินผล 7. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย เรียงลำดับจากระดับมากที่สุดถึงน้อยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มีความ พึงพอใจปานกลาง มคี วามพึงพอใจคอ่ นขา้ งน้อย และมีความพึงพอใจน้อยทส่ี ุด แตล่ ะระดับดังกล่าว กำหนดโดย เกณฑช์ ว่ งค่าเฉลย่ี ของบุญชม ศรสี ะอาด ดังนี้
107 ระดบั ความพึงพอใจ ระดบั คา่ เฉลย่ี คะแนนเฉลย่ี 4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจที่ระดับมากสดุ คะแนนเฉลยี่ 3.51 – 4.50 มคี วามพึงพอใจท่ีระดบั มาก คะแนนเฉลย่ี 2.51 – 3.50 มคี วามพึงพอใจทีร่ ะดับปานกลาง คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 มคี วามพงึ พอใจที่ระดับนอ้ ย คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.50 มีความพึงพอใจที่ระดบั น้อยสดุ สมมตฐิ านการวจิ ัย 1. สมมติฐานการวิจัยที่ 1 ผลการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคิด PISA เรื่อง สารละลาย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) มี สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ระดบั ดีขึน้ ไป 2. สมมติฐานการวจิ ยั ที่ 2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA มผี ลตอ่ ระดบั ความพงึ พอใจของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงทา่ ขา้ ม (ปงประชานุกลู )
108 บทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง การทำวิจัยพัฒนานวัตกรรมเรื่อง การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง วิทยาศาสตร์ ตามแนวคิด PISA สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวนเอกสาร และงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ งประกอบด้วยหวั ขอ้ หลกั ตามลำดบั ดังนี้ 1. การวิจัย 2. นวตั กรรมทางการศึกษา 3. กจิ กรรมการเรียนรเู้ พื่อพฒั นาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ตามแนวคดิ PISA 4. การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 5. การหาคณุ ภาพของนวตั กรรม 6. เครอื่ งมอื การวิจยั 7. ระดับความพึงพอใจ 8. สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ตามแนวคดิ PISA แตล่ ะหัวขอ้ หลักดังกลา่ ว นำเสนอรายละเอียดตามลำดบั ขั้น ดังน้ี การวิจัย 1. ความหมายของการวิจัย หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าความจริง ความรู้ที่เราสงสัย เพื่อหาคำตอบหรือข้อเท็จจริงท่ี ดำเนินไปอย่างมีระเบียบ และเป็นที่ยอมรับกันในทางวิชาการด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ ถูกต้องต่อปญั หาที่ตัง้ ไว้ (รัตนพร ทองรอด, 2557) 2. ความจำเปน็ ทค่ี รตู ้องทำการวิจัย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่า การจัดการ ศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศั กยภาพความตาม มาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และ ความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทง้ั ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้สอนสามารถวิจัยเพ่ือพฒั นาการเรยี นรู้ทเี่ หมาะสมกบั ผู้เรียนในแต่ละสถานศึกษา จากความ ตามมาตราดังกล่าวถึงตีความว่า ภายหลังที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ใด ๆ ด้วยวิธีและ เทคนคิ การสอนวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เม่อื ทำการวัดและประเมนิ ผลพบว่ามผี ลอย่างใดอย่างหนึ่งคือ จำนวน ผู้เรียนทั้งชั้นเรียน จำนวนผู้เรียนส่วนมากของชั้นเรียนหรือผู้เรียนจำนวนส่วนน้อยของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์
109 การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรุปว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดและถูกตัดสินให้ “ตก” ในสาระ การเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผ้สู อนนำมาใชจ้ ดั กิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้นไม่สอดคล้อง กบั ความถนดั และความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น ผสู้ อนจงึ ตอ้ งคน้ หาวธิ แี ละเทคนิคการสอนวธิ ใี หม่ท่ีเหมาะสมกับ ความถนัดและความสนใจของผู้เรยี น การทำวจิ ัยของผสู้ อนจะใชเ้ ปน็ หลักฐานยนื ยันวา่ วธิ แี ละเทคนิคการสอน วิธีใหม่ที่ผู้สอนนำมาใชจ้ ดั กจิ กรรมการเรียนรู้นั้นมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผูเ้ รียนหรือไม่อยา่ งไร เมื่อเปรียบเทียบ เปรียบเทียบกับวิธีและเทคนิคการสอนวิธเี ดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามวา่ ทำไมผู้สอน จึงต้องทำวิจัย ทัง้ วิจัยเพ่อื พัฒนาและแกป้ ญั หาผเู้ รียน 3. ประโยชน์/ความสำคัญของการวจิ ัย 3.1 การวิจยั สามารถใชแ้ ก้ปัญหาไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ถกู ตอ้ งและยตุ ิธรรม สามารถนำความรู้ที่ ไดจ้ ากการวิจยั ไปใช้ประโยชนใ์ นการปฏบิ ัติ หรอื แก้ปญั หาโดยตรง ชว่ ยทำใหผ้ ู้ปฏิบตั ไิ ด้เลือกวิธีปฏิบัติท่ีดีที่สุด ก่อใหเ้ กิดการประหยัด 3.2 การวิจัยจะช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และสามารถใช้ทำนาย ปรากฏการณแ์ ละพฤติกรรมตา่ ง ๆ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง และมีประสิทธภิ าพมากกวา่ การคาดคะเนแบบสามญั สำนึก 3.3 การวิจัยสามารถช่วยในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผนงาน การตัดสินปัญหาหรือการ วนิ จิ ฉัยสงั่ การของผู้บรหิ ารใหเ้ ป็นได้อย่างถูกต้อง และรวดเรว็ ช่วยในการกำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงาน ต่าง ๆ เปน็ ไปด้วยความถูกต้อง เหมาะสมและมีประสทิ ธภิ าพ 3.4 การวิจยั สามารถตอบคำถามทีย่ ังคลุมเครือให้กระจ่างชดั ยิง่ ข้ึน 3.5 การวิจัยจะช่วยกระตุ้นความสนใจของนักวิชาการ ให้มีการใช้ผลการวิจัยและทำงาน คน้ คว้าวิจยั ต่อไป 3.6 การวิจัยจะทำให้ทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งนำมาใชเ้ ป็นประโยชน์เพื่อการปรบั ปรุงหรือพัฒนา บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ให้เจริญกา้ วหนา้ ดยี ิง่ ขึ้น 3.7 ช่วยให้ค้นพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมี ความสขุ สบาย 3.8 การวิจยั ทำให้มผี ลงานวิจัยเพ่ิมมากขึ้น ซงึ่ จะช่วยเสริมใหท้ ราบข้อเทจ็ จริงได้กว้างขวางและชัด ยงิ่ ข้นึ ชว่ ยพยากรณผ์ ลภายหนา้ ของสถานการณ์ ปรากฏการณแ์ ละพฤติกรรมตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างถกู ต้อง 3.9 การวิจยั จะช่วยกระตุ้นบุคคลใหม้ ีเหตผุ ล รจู้ กั คิด และค้นคว้าหาความร้อู ยู่เสมอ 3.10 การวิจัยช่วยให้มีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอำนวย ความสะดวกสบายใหแ้ ก่มนษุ ยเ์ ป็นอยา่ งมาก (พิพษิ ณ์ สิทธศิ ักด,์ิ 2553)
110 นวตั กรรมทางการศึกษา 1. ความหมาย การนำเอาสิ่งใหมซ่ ่ึงอาจจะอยใู่ นรปู ของความคิดหรือการกระทำ รวมท้ังสงิ่ ประดิษฐ์กต็ ามเข้ามาใช้ ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาใน การเรียน (รัตนพร ทองรอด, 2557) 2. การจำแนกประเภท 1. นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ สภาพแวดล้อมในท้อง ถิ่น และตอบสนองความต้องการสอนบุคคลให้มากขึ้น เนื่องจากหลักสูตรจะต้องมี การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศและของโลก นวัตกรรมทางด้านหลักสูตรได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการ หลักสูตรรายบุคคล หลักสูตรกจิ กรรมและประสบการณ์ และหลักสูตรท้องถ่ิน 2. นวัตกรรมการเรียนการสอน เป็นการใช้วิธีระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอนแบบ ใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบมีส่วนร่วม การเรียนรู้แบบแก้ปัญหา การพัฒนาวิธีสอนจำเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจั ดการและ สนบั สนุนการเรยี นการสอน 3. นวัตกรรมสื่อการสอน เนื่องจากมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เครือข่ายและเทคโนโลยีโทรคมนาคม ทำให้นักการศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ใน การผลิตส่อื การ เรยี นการสอนใหม่ๆ จำนวนมากมาย ทงั้ การเรียนด้วยตนเอง การเรยี นเป็นกลุ่ม และการเรียน แบบมวลชน ตลอดจนสื่อท่ใี ช้เพือ่ สนบั สนนุ การฝกึ อบรมผ่านเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ 4. นวัตกรรมทางด้านการประเมินผล เป็นนวัตกรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการวัดผลและ ประเมินผลได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และทำได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษา การวิจัยสถาบัน ด้วยการประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์มาสนบั สนุนการวดั ผล ประเมนิ ผลของสถานศึกษา ครู อาจารย์ 5. นวัตกรรมการบริหารจัดการ เป็นการใช้นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศมาช่วยใน การบริหาร จัดการ เพอื่ การตดั สินใจของผู้บรหิ ารการศึกษา ให้มีความรวดเรว็ ทนั เหตกุ ารณ์ ทันต่อ การ เปลี่ยนแปลงของโลก นวัตกรรมการศึกษาที่นำมาใช้ทางด้านการบริหารจะเกี่ยวข้องกับระบบการจัด การ ฐานข้อมลู ในหนว่ ยงานสถานศึกษา (รัตนพร ทองรอด, 2557)
111 3. ความสำคญั 3.1 เพอื่ ใหท้ ันสมยั ต่อการเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสงั คมทีเ่ ปล่ียนแปลงไป 3.2 เพื่อแกไ้ ขปัญหาทางดา้ นการศึกษาบางอยา่ งทเ่ี กิดข้นึ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ 3.3 เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการศึกษาในบางเรื่อง เช่น ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับจำนวนผู้เรียนที่มากขึ้น การพัฒนาหลักสตู รให้ทนั สมัยการผลติ และพฒั นาสื่อใหม่ ๆ ข้ึนมา 3.4 เพือ่ ตอบสนองการเรียนรู้ของมนษุ ยใ์ หเ้ พ่มิ มากขนึ้ ดว้ ยระยะเวลาท่ีสนั้ ลง 3.5 การใช้นวัตกรรมมาประยุกต์ในระบบการบริหารจัดการด้านการศึกษาก็มีส่วนช่วยให้การใช้ ทรพั ยากรการเรยี นรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพ (จารวุ ฒั น์ เสนล้ิน, 2555) กิจกรรมการเรียนรเู้ พื่อพฒั นาสมรรถนะทางวิทยาศาสตรต์ ามแนวคิด PISA กล่าวโดยละเอยี ด ดังนี้ 1. แนวคิด/ทฤษฎ/ี หลกั การ/วิธกี าร ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ PISA 2021 จำแนกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ออกเป็น 3 องค์ประกอบคือ ความรูด้ ้านเนื้อหา หมายถึง ความรทู้ เี่ ก่ยี วกับปรากฏการณ์ธรรมชาตขิ องโลก (จำแนกเป็นกฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี ข้อเท็จจริงความจริง มโนมติ) และสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี ความรู้ด้านกระบวนการ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับวิธีการหรือกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ทา ง วิทยาศาสตร์ด้านเนื้อหา และความรู้เกี่ยวกับความรู้ที่สร้างขึ้น หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นจากระบวนการหา ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ ความเข้าใจเหตุผลพืน้ ฐานของกระบวนการสรา้ งความรู้ (อิสระ ทับสสี ด, 2563) 2. องคป์ ระกอบ/โครงสรา้ ง/ลำดบั ขน้ั ลาํ ดบั ขนั้ การจัดประสบการณ์เรยี นรู้ 1. ขน้ั สรา้ งความสนใจ - ขนั้ สังเกต - ขัน้ กาํ หนดปัญหา 2. ขั้นสํารวจและค้นหา-อธิบายและลงข้อสรปุ - ขัน้ กําหนดสมมตฐิ าน - ขน้ั รวบรวมข้อมูล - จดั กระทาํ และสือ่ ความหมายขอ้ มูล - ขน้ั วเิ คราะห์ อภิปราย และลงขอ้ สรุปข้อมูล 3. ขั้นขยายความรู้ 4. ข้ันประเมนิ ตนเอง 5. ขั้นนําเสนอข้อคน้ พบ (อิสระ ทบั สสี ด, 2563)
112 3. ข้อด/ี ข้อเสีย ข้อดี 1. นักเรียนสามารถระบุประเด็นของปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ 2. นักเรียนสามารถแยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหา หรือ คำถามใดสามารถตรวจสอบโดยวิธกี ารทาง วิทยาศาสตร์ 3. นกั เรยี นสามารถเสนอวิธกี ารตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ทกี่ ำหนดให้ 4. นกั เรยี นสามารถประเมนิ วธิ สี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ทกี่ ำหนดให้ 5.นักเรียนสามารถบรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันความ น่าเชอื่ ถอื ของขอ้ มลู ความเป็นกลาง และการสรุปอ้างอิง 6. นกั เรียนสามารถแปลงข้อมลู ท่ีนำเสนอในรปู แบบหนึง่ ไปสู่รปู แบบอื่น 7. นักเรียนสามารถการวิเคราะห์และแปลความหมายประจักษ์พยาน(ข้อมูล)ทางวิทยาศาสตร์และ ลงขอ้ สรุป ขอ้ เสยี - 4. วิธีการใช้ 1. ออกแบบวิธีการสงั เกต 2. เลือกวิธกี ารจัดกระทำข้อมูล 3. เลือกรปู แบบการสื่อความหมายข้อมลู 4. การลงขอ้ สรุปข้อมลู การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 1. ความหมาย ทิศนา แขมมณี (2557, หน้า 141) ได้กล่าวถึง การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การสอน ทผ่ี ู้สอนกระต้นุ ให้ผูเ้ รียนเกิดคำถาม เกดิ ความคิด และลงมือเสาะแสวงหาความรู้ เพอ่ื นำมาประมวลหาคำตอบ หรือข้อสรุปด้วยตนเองโดยที่ผู้สอนช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เช่น ในด้านการสืบค้นหาแหล่งความรู้การศึกษาข้อมูล การวิเคราะห์ การสรุปข้อมูล การอภิปรายโต้แย้งทาง วิชาการ และการทำงานร่วมกบั ผอู้ ืน่ เปน็ ตน้ 2. แนวคิด/ทฤษฎ/ี หลกั การ/วิธีการ การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ใน 5 ขั้นตอนนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่เ น้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสนับสนุนให้ผู้เรียนแสดงบทของ ตนเองให้เต็มท่เี พื่อสรา้ งองค์ความรดู้ ้วยตนเอง
113 3. องค์ประกอบ/โครงสรา้ ง/ลำดบั ข้นั สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้สรุปไว้ 5 ขนั้ ตอน ดงั นี้ ขนั้ ที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสบู่ ทเรียนซง่ึ อาจเกดิ ความสนใจ ความ สงสยั จากเหตกุ ารณ์ทกี่ ำลงั เกดิ ขนึ้ เปน็ การกระตุน้ ใหเ้ กดิ ความสนใจใครร่ ู้ นำไปสูป่ ระเด็นท่ีจะศกึ ษาคน้ คว้าให้ ชัดเจนย่ิงข้ึน ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ศึกษา วิธีการศึกษา อาจเป็นการตรวจสอบ การทดลอง การปฏิบัติ การสืบค้นความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างพอเพียงในการที่ จะใชใ้ นขั้นต่อไป ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) เป็นการนำข้อมูลข้อสนเทศท่ีไดม้ าวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอในรูปของภาพวาด ตาราง แผนภูมิ การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นการสนับสนุนหรือโต้แย้ง สมมตฐิ านก็ได้ ผลที่ได้สามารถสรา้ งความรู้และช่วยใหเ้ กิดการเรยี นร้ไู ด้ ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือ แนวคดิ ทไี่ ดค้ ้นควา้ เพ่ิมเติม หรือนำขอ้ สรปุ ไปอธิบายสถานการณเ์ หตุการณต์ า่ ง ๆ ทำให้เกดิ ความรู้ทก่ี ว้างขน้ึ ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่ามีความรู้ อะไรบ้าง ร้มู ากน้อยเพียงใดและนำไปประยุกต์ความร้สู เู่ รือ่ งอ่นื ๆ (ตะวัน ภาษธี รรม, 2555) 4. ขอ้ ด/ี ข้อเสยี ขอ้ ดีของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 1. นักเรียนมีโอกาสได้พัฒนาความคิดอย่างเต็มที่ ได้ศึกษาด้วยตนเองจึงมีความอยากรู้อยู่ ตลอดเวลา 2. นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกความคิด และฝึกการกระทำ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบความคิด และวิธีสืบเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองทำให้ความรู้คงทนและถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ กล่าวคือทำให้สามารถ จดจำได้นานและนำไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่อกี ดว้ ย 3. นกั เรียนเปน็ ศูนย์กลางของการเรียนการสอน 4. นกั เรยี นสามารถเรยี นรมู้ โนทัศน์และหลกั การทางวิทยาศาสตร์ได้เรว็ ข้ึน 5. นกั เรียนจะเป็นผมู้ เี จตคติทด่ี ีต่อการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ ข้อจำกดั ของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 1. ในการสอนแต่ละครัง้ ตอ้ งใช้เวลาในการสอนมาก 2. ถ้าสถานการณ์ที่ครูสรา้ งขึน้ ไม่ทำให้น่าสงสยั แปลกใจ จะทำใหน้ ักเรยี นเบ่ือหน่าย ถ้าครูไม่ เขา้ ใจบทบาทหน้าท่ีในการสอนวิธีนี้มุ่งควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนมากเกนิ ไปจะทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสได้ สืบเสาะหาความร้ดู ้วยตนเอง 3. ในกรณีที่นักเรียนมีระดับสติปญั ญาตำ่ และเนื้อหาคอ่ นข้างยาก นักเรียนอาจจะไมส่ ามารถ ศกึ ษาหาความรูด้ ้วยตนเองได้
114 4. นักเรียนบางคนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะศึกษาปัญหาและนักเรียนท่ี ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมาก ๆ อาจจะพอตอบคำถามได้ แต่นักเรียนไม่ ประสบความสำเร็จในการเรียนด้วยวิธนี ี้เทา่ ท่ีควร 5. การใช้สอนแบบนี้อยู่เสมอ อาจทำให้ความสนใจของนักเรียนในการศึกษาค้นคว้าลดลง (ภัทริยา, 2553) การหาคุณภาพของนวัตกรรม 1. การหาคุณภาพ 1.1 การหาคุณภาพเชงิ เหตผุ ล 1.1.1 ความหมาย กระบวนการนี้เป็นการหาประสิทธิภาพ โดยใช้หลักของความรู้และ เหตผุ ลในการตัดสินคณุ คา่ ของส่ือการเรยี นการสอน โดยอาศัยผเู้ ช่ียวชาญ (Panel of Experts) เป็นผู้พิจารณา ตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validiy) และความเหมาะสมในด้านความ ถูกต้องของการนำไปใช้ (Usability) (เผชิญ กิจระการ, มปป.) 1.1.2 วิธีการ ผลจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะนำมาหาประสิทธิภาพโดยใช้ สูตรดังน้ี ������������������ = 2������������ − 1 ������ เม่ือ CVR แทน ประสทิ ธภิ าพเชิงเหตผุ ล ������������ แทน จำนวนผเู้ ชยี่ วชาญทย่ี อมรบั N แทน จำนวนผู้เช่ียวชาญท้ังหมด 1.2 การหาคุณภาพเชงิ ประจักษ์ 1.2.1 ความหมาย วิธีการนี้จะนำสื่อไปทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย การหา ประสิทธิภาพของสื่อ ส่วนมากใช้วิธีการหาประสิทธิภาพด้วยวิธีนี้ ประสิทธิภาพที่วดั ส่วนใหญ่จะพิจารณาจาก เปอร์เซ็นต์การทำแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียน หรือแบบทดสอบย่อย โดยแสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น E1/E2 = 80/80, E1/E2 = 85/85, E1/E2 = 90/90 เป็นต้น (ไพโรจน์ คะเชนทร์, มปป.)
115 1.2.2 วธิ กี าร การหาคา่ E1 และ E2 ใช้สูตรดังน้ี ∑ ������ ������1 = ������ × 100 ������ เมื่อ ������1 แทน รอ้ ยละของคะแนนเฉลย่ี ทีน่ ักเรียนท้ังหมดทำแบบฝึกหัด หรือ แบบทดสอบย่อยทุกชดุ รวมกัน ∑ ������ แทน คะแนนของแบบฝึกหัดหรือของแบบทดสอบย่อยทุกชดุ รวมกนั ������ แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทกุ ชุดรวมกัน ������ แทน จำนวนนักเรียนท้งั หมด ∑ ������ ������2 = ������ × 100 ������ เมอื่ ������2 แทน ร้อยละของคะแนนเฉลีย่ ทน่ี กั เรียนทงั้ หมดทำแบบทดสอบหลังเรียน ∑ ������ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรยี น ������ แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรยี น ������ แทน จำนวนนกั เรียนทง้ั หมด
116 เครอื่ งมอื การวจิ ัย 1. ความหมาย หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์หรือเทคนิควิธีการที่ผู้วิจัยใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัย รวมทั้งโดย การพจิ ารณาเลือกใช้เครื่องมือและเทคนิควิธีการท่ีมีผู้เชี่ยวชาญ หรือนกั วชิ าการได้คิดสร้างไว้เพ่ือใช้ในการวิจัย (ชุนหลี, 2551) 2. การจำแนกประเภท แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยชุดของข้อคำถามที่ต้องการให้กลุ่ม ตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมายหรือเขียนตอบ หรือกรณีที่กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยาก อาจใชว้ ิธีสมั ภาษณต์ ามแบบสอบถาม นิยมถามเกย่ี วกบั ข้อเทจ็ จริง ความคดิ เห็นสว่ นบคุ คล (ชนุ หลี, 2551) แบบทดสอบ คือ ชุดของคำถามที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ถูกทดสอบแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ออกมาให้ผู้สอบสังเกตได้ และวัดได้ แบบทดสอบเป็นเครื่องมือวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ซึ่งถือว่าเป็น สตปิ ญั ญาของมนษุ ย์วา่ มคี วามรู้หรอื ไมเ่ พยี งใด (พีระพงษ์ เครอื่ งสนุก, 2558) 3. ข้นั ตอนการหาคุณภาพ 3.1 การหาคา่ ความเท่ียงตรงเชงิ เน้อื หา (Content Validity) 3.1.1 ความหมาย เนอื้ หาคำถามตรงตามกับสิ่งท่ีตอ้ งการจะวัด หรือวัตถุประสงค์และเป็นไป ตามสัดส่วนของความสำคัญในแต่ละเนื้อหาด้วย โดยการหาความสอดคล้องกันระหว่างข้อคำถามแต่ละข้อกบั จดุ ประสงค์ (Index of Item - Objective Congruence หรอื IOC) (บัวแสงใส, 2556) 3.1.2 วิธกี ารหาค่าความเทย่ี งตรง ใหผ้ ู้เช่ยี วชาญตัง้ แต่ 3 คนขน้ึ ไป ประเมินความสอดคล้อง ระหว่างขอ้ คำถามในเครือ่ งมอื กับเน้อื หาทตี่ อ้ งการวดั จากน้ันนำผลการประเมินมาคำนวณคา่ IOC โดยใชส้ ูตร ������������������ = ∑ ������ ������ เมอื่ ∑ ������ แทน ผลรวมของคะแนนจากผู้เช่ียวชาญ N แทน จำนวนผู้เชย่ี วชาญ 3.2 การหาค่าความเช่ือม่นั (Reliability) 3.2.1 ความหมาย ข้อมูลที่ทำการรวบรวมด้วยเครื่องมือย่างใดอย่างหนึ่ง วิธีการใดวิธี การหนึ่งมีความเชื่อมัน่ ว่าถูกต้อง ผลคือทำให้คำตอบของปัญหาทางวิทยาศาสตร์ทีท่ ำการสำรวจตรวจสอบนัน้ ถูกตอ้ ง และมีความเช่ือม่ันที่นำมาสกู่ ารสรุปอา้ งองิ (อิสระ ทบั สสี ด, 2563)
117 3.2.2 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่น ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปการทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้สูตรสัมประสิทธิแอลฟ่า ( Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) ดังน้ี (สมบตั ทิ า้ ยเรอื คำ, 2551) α = ������ ������ 1 (1 − ∑������������2���������2��� ) − โดยท่ี ������ คือ สมั ประสิทธแิ์ อลฟา K คอื จำนวนขอ้ คำถาม ∑ ���������2��� คือ ผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ ���������2��� คอื ความแปรปรวนของคะแนนรวม โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s alpha coefficient; α) ซึ่งการประเมินความเที่ยง สมั ประสทิ ธ์แิ อลฟาไดม้ ีการพจิ ารณาจากเกณฑ์การประเมนิ ความเท่ียงสัมประสิทธแิ์ อลฟาของครอน บาค ดังน้ี (ศริ ชิ ยั กาญจนวาสี, 2544) คา่ สัมประสิทธิ์แอลฟา (α) การแปลความหมายระดบั ความเท่ียง มากกวา่ .9 ดมี าก มากกวา่ .8 ดี มากกว่า .7 พอใช้ มากกว่า .6 ค่อนข้างพอใช้ มากกว่า .5 ตำ่ นอ้ ยกว่า หรอื เทา่ กับ .5 ไมส่ ามารถรับได้ ในการหาความเชื่อมั่นโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s alpha coefficient) ที่ค่าระดับ ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.96 ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับดีมากหมายถึงแบบสอบถามมีความ น่าเชื่อถือและสามารถนำไปศกึ ษากับกลุม่ ตัวอยา่ งจริงได้
118 ระดับความพึงพอใจ 1. ความหมาย หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อการทำงานในทางบวก เป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจาก การปฏิบตั ิงานและได้ผลตอบแทนคือ ผลที่เป็นความพึงพอใจที่ทำใหบ้ คุ คลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มีความ มุ่งมั่น และมีขวัญกำลังใจที่จะทำงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน รวมทง้ั ส่งผลตอ่ ความสำเร็จและการบรรลเุ ปา้ หมายขององค์กร (ปรยี าพร วงศ์อนตุ รโรจน์,2553) 2. เครอ่ื งมอื วดั ระดับความพึงพอใจ แบบวัดระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงทา่ ข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคดิ PISA 3. วธิ ีการสรา้ งเครือ่ งมือวดั ระดับความพึงพอใจ 3.1 ศกึ ษาวธิ ีการสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจเพื่อเป็นกรอบในการสรา้ งคำถาม 3.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจโดยใช้ข้อคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) และกำหนดเกณฑ์มาทำข้อมูลใน การประเมิน จำนวน 14 ข้อคำถาม ซ่งึ ประกอบด้วยความคิดเห็นเก่ียวกับด้านบทบาทครู ดา้ นบทบาทนักเรียน ด้านการจดั การเรยี นการสอน ด้านการวัดและประเมนิ ผล 3.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจเสนอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจความถูกต้องและเหมาะสม ของ แบบสอบถาม แล้วปรบั ปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะที่ไดจ้ ากผเู้ ชี่ยวชาญ (กรรณิการ์ อาภาภัสร์, 2559) 4. การประเมนิ ระดับความพงึ พอใจด้วยค่าเฉลยี่ ระดับความพงึ พอใจ ค่าเฉลยี่ ระดับความพงึ พอใจมากท่ีสุด ระดบั ความพงึ พอใจมาก คา่ เฉลี่ย 4.50 – 5.00 ระดับความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉล่ีย 3.50 – 4.49 ระดบั ความพงึ พอใจน้อย ค่าเฉลย่ี 2.50 – 3.49 ระดับความพงึ พอใจน้อยท่สี ุด คา่ เฉลีย่ 1.50 – 2.49 คา่ เฉล่ีย 1.00 – 1.49
119 สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวคดิ PISA 1. ความหมาย ความฉลาดร้ดู ้านวทิ ยาศาสตร์ 2. การจำแนกประเภท กรอบการประเมนิ ออกเป็น 3 สมรรถนะ ดงั นี้ 1. การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวทิ ยาศาสตร์ (Explain Phenomenon Scientifically) การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ EPS (Explaining Phenomena Scientifically) หมายถึง การอธิบายปรากฏการณ์โดยใช้ความรู้วิทยาศาสตรท์ ี่สมเหตุสมผลกับประจักษ์พยาน(ข้อมูล) ท่ีมีและ ยังรวมถึงความสามารถที่จะบรรยาย ตีความปรากฏการณ์ พยากรณ์จากประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการประเมินความสมเหตุสมผลของคำอธิบายปรากฏการณ์(หลักฐานอ้างอิงสนับสนุนคำอธิบาย) สมรรถนะด้านการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ จำแนกเป็น 5 สมรรถนะย่อย แต่ละสมรรถนะย่อย แทนดว้ ยสัญลักษณ์ A1-A5 ดงั น้ี 1.1 = A1 นำความรทู้ างวทิ ยาศาสตรม์ าสร้างคำอธบิ ายอย่างสมเหตุสมผล หมายถึง การรับรู้ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นและระบุประเด็นที่ต้อง การคำอธบิ ายใหก้ ับปรากฏการณ์น้ัน ประเมนิ ความร้ทู างวิทยาศาสตรเ์ ดมิ ทมี่ ีมากอ่ นพร้อมท้งั เสนอคำอธิบายท่ี สอดคลอ้ งกบั ประจักษพ์ ยาน (ขอ้ มลู ) ทางวทิ ยาศาสตรท์ ม่ี ี 1.2 = A2 ระบุ ใช้ สรา้ งตวั แบบ และนำเสนอข้อมูลเพ่อื ใช้ในการอภปิ ราย หมายถึง การระบุ หรือสร้างตัวแบบ (Model) เพื่อใช้ประกอบคำอธิบายปรากฏการณ์ใน เชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อคำอธบิ ายน้ันมลี ักษณะเป็นนามธรรม ดงั นน้ั ตัวแบบทม่ี ีอยู่จึงใช้สำหรับอ้างอิง หรือสนับสนุนการอธิบายนั้น ตัวอย่างคำอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น การอธิบายโครงสร้าง ของ DNA หรือ RNA ด้วยตวั แบบสามมิติ การอธิบายโครงสร้างโมเลกุลของน้ำด้วยตัวแบบสามมิติ เปน็ ตน้ 1.3 = A3 เสนอสมมติฐานเพอื่ ใชใ้ นการอธิบาย หมายถึง 1) ความสามารถที่จะอธิบาย/ให้เหตุผลกับการเกิดปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ท่ี พบว่ามีบางประเด็นที่แตกต่างจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีมาก่อน เมื่อประเด็นดังกล่าว “คาดว่าน่าจะ เป็นสาเหตุทำให้ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่นั้น” เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีมาก่อนคือ contractile vacuole ของ paramecium จะมีการยืดและหดตัวเพื่อปรับสมดุลของน้ำภายในเซลล์ ปรากฏการณ์ ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหมท่ ี่พบและมีประเด็นที่แตกต่างจากความรู้เดมิ ที่มีมาก่อนคือ สังเกตพบว่า contractile vacuole ของparamecium ที่เลี้ยงใน media ที่แตกต่างกัน จะมีอัตราการยืดและหดตัวของ contractile vacuole แตกตา่ งกัน ดังน้นั สมมติฐานที่นำเสนอเพ่อื อธบิ ายเหตผุ ลของปรากฏการณก์ ารยืดและ หดตัวของ contractile vacuole แตกต่างกันว่า เพราะ media ที่ใช้เลี้ยง paramecium มีความเข้มข้น แตกต่างกันจึงมีผลต่ออัตราการยืดและหดตัวของ contractile vacuole ซึ่งตามกฎของการแพร่ เมื่อสาร สารละลายมีความต่างศักย์ของความเข้มข้น อัตราการแพร่ของสารละลายเป็นปฏิภาคตรงกับความเข้มของ สารละลายน้ัน ข้อมลู การทดลองจะใช้อา้ งอิงเพื่อสนบั สนนุ หรอื ปฏเิ สธสมมติฐาน
120 2) การคาดคะเนปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ใหม่คาดว่าจะเกิดขึ้น เมื่อสังเกตพบว่า มีประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีมาก่อน และประเด็นดังกล่าวคาดวา่ น่าจะที่ทำให้ เกิดปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหมท่ ี่แตกต่างจากความรเู้ ดิมที่มมี าก่อน เช่น ความร้ทู างวิทยาศาสตร์เดิม ที่มีมาก่อนคือ ใบพืชทั่วไปจะมีสีเขียวเพราะสารที่เรียกว่าคลอโรฟิลล์ซึ่งทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่จากการสังเกตพบว่ามีใบพืชบางชนิดอาจจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมดของใบมีสีอื่นที่ไม่ใช่สีเขียว ผลการสังเกตดังกล่าวคือประเด็นใหม่ทีแ่ ตกต่างจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีมาก่อนและคาดว่าน่าจะมี ผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น สมมติฐานที่นำเสนอเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ การมีสีอื่นของใบของพืชบางชนิดว่า ใบของพืชที่ถึงแม้จะมีสีอื่น แท้จริงแล้วจะมีสีเขียวเป็นส่วนประกอบอยู่ ด้วย ใบของพืชมีหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น ถึงแม้จะมีสีอื่นย่อมต้องมีสีเขียวเป็นส่วนประกอบ เสมอ ข้อมลู การทดลองจะใชอ้ า้ งองิ เพื่อสนับสนุนหรือปฏเิ สธสมมตฐิ าน สมมติฐานที่นำเสนอเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าว มาแล้ว เมื่อนำเสนอแล้ว สมมติฐานน้ันต้อง: 1 ) ไม่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีมาก่อน 2) อ้างอิง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นความรู้เดิมมาก่อนเพื่อสนับสนุนสมมติฐานที่นำเสนอนั้น และ 3) ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์เดิมที่มาก่อนและนำมาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนสมมติฐานต้องสอดคล้องกับปรากฏการณ์ในเชิง วิทยาศาสตรใ์ หมท่ งั้ ที่เกดิ ข้ึนแลว้ หรือคาดว่าจะเกดิ 1.4 = A4 พยากรณก์ ารเปลี่ยนแปลงในเชงิ วทิ ยาศาสตร์โดยใช้ความเปน็ เหตุเป็นผลท่ีเป็นไปได้ หมายถึง การให้คำอธิบายกับปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยอ้างอิง ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เดมิ ทม่ี ีมาก่อนการพยากรณ์ จำแนกเป็น 2 ลกั ษณะ ลักษณะแรก เป็นการพยากรณ์เป็นข้อมูลการสงั เกต พยากรณ์โดยเชื่อมโยงขอ้ มูลการสงั เกต นั้นกับปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และมีเงื่อนไขของการเกิดเช่นเดียวกับข้อมูล การสังเกตที่อยู่ เช่น นายโชคดีรู้ว่า ทุกครั้งที่นายเสียสละชวนนายสมชายไปทานอาหารกลางวันที่ร้าน นายเสียสละเป็นฝ่ายจ่ายเงินทุกครั้ง (ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว) วันนี้โชคดีเห็น นายเสียสละชวนนายชมชายไปทานอาหารกลางวันเหมือนเดิม (ข้อมูลการสังเกตที่เป็นเงื่อนไขซึ่งจะนำมาสู่ การพยากรณ์) นายโชคดีนึกพยากรณ์ในใจว่า วันนี้นายเสียสละต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าอาหารเหมือนเดิม (คำพยากรณ์ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามเงื่อนไขของข้อมูลการสังเกตคือ นายเสียสละพานายสมชายไปทานอาหารกลางวนั ) ลักษณะที่สอง เป็นการพยากรณ์เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ พยากรณ์โดยใช้ความสัมพันธ์แบบ ฟังชันก์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม หรืออาจกล่าวว่า เป็นการพยากรณ์โดยใช้ข้อมูลจากกราฟโดย แกน x คือตัวแปรอิสระ ส่วนแกน y คือตัวแปรตาม ทุก ๆ ตำแหน่งบนเส้นกราฟล้วนมีค่าเชิงปริมาณอย่างใด อย่างหนึ่งทั้งหมดทีเ่ กิดจากความสัมพันธ์ระหวา่ งตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม ดังนั้น การพยากรณ์คือการระบุ ค่าใด ๆ ทมี่ ไิ ด้แสดงในกราฟนน้ั ความถกู ต้องของการพยากรณ์จึงอา้ งองิ ตามความสัมพนั ธแ์ บบฟงั ชันก์ระหว่าง ตัวแปรอสิ ระและตัวแปรตามทพ่ี บ 1.5 = A5 อธิบายถึงศกั ยภาพของความรู้ทางวทิ ยาศาสตรท์ ่สี ามารถนาํ ไปใช้เพื่อสังคม
121 2. การประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Evaluated and Design Scientific Enquiry) หมายถงึ ความสามารถในการอธบิ ายและประเมินคณุ ค่าของการสำรวจตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ และนำเสนอแนวทางพร้อมทั้งดำเนินการสำรวจตรวจสอบเพื่อตอบคำถามอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สมรรถนะ การประเมนิ และออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตรจ์ ำแนกเป็น 5 สมรรถนะย่อย แต่ละ สมรรถนะยอ่ ยแทนด้วยสญั ลักษณ์ B1-B5 ดังนี้ 2.1 = B1 สามารถระบุประเด็นของปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ เมื่ออ้างถึงปรัชญาวิทยาศาสตร์แนวใหม่ที่กล่าวว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่เกิด จากการสรา้ งสรรค์ของแตล่ ะบุคคลซ่ึงมีอิทธิพลมาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เดิมทีม่ ีมาก่อน และอิทธิพลจาก สิ่งแวดล้อมหรือบริบทของสังคม ดังนั้น สมรรถนะด้านความสามารถระบุประเด็นของปัญหาที่ต้องการสำรวจ ตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จึงหมายถึง ความสามารถในการค้นพบประเด็นใหม่ที่แตกต่างจาก ความรูท้ างวทิ ยาศาสตรเ์ ดิมท่ีมีมาก่อน และจากสง่ิ แวดล้อมหรือบริบทของสังคม ประเดน็ ใหมท่ ่ีค้นพบดังกล่าว จะถูกนำมากำหนดเป็นประเด็นของปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคำตอบหรือตรวจสอบโดยกระบวนการสื บเสาะหา ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ ผลจากรตรวจสอบหรอื คำตอบของปัญหาคือการต่อยอดความรทู้ างวิทยาศาสตร์เดิมท่ี มมี ากอ่ น 2.2 = B2 แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหา หรือ คำถามใดสามารถตรวจสอบโดยวิธีการทาง วทิ ยาศาสตร์ ถา้ วิเคราะห์แตล่ ะตัวช้ีวัดของกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์น้ันจะพบว่า เมอื่ ใช้แหล่งที่มาของ เป็นเกณฑ์ วิธีการสำรวจตรวจสอบประเด็นของปัญหาโดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์น้ัน จำแนกเป็น 3 ประเภทคือ ประเด็นของปัญหาที่ต้องตรวจสอบโดย: 1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ อาจเรียกว่า ปัญหา การทดลอง 2) การวดั นบั หรือการสังเกต อาจเรยี กว่าปัญหาการสำรวจ และ 3) การสืบคน้ เชน่ ขอ้ มลู จากเอกสาร จากวิทยากร หรือจากวิดีโอ เป็นต้น อาจเรียกว่าปัญหาการสืบค้น สำหรับประเด็นของปัญหาที่ต้องตรวจสอบโดย วิธีการทางวทิ ยาศาสตรน์ น้ั มลี ักษณะทสี่ ำคัญ คือ 1) สามารถเสนอสมมติฐานเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ท่ีเกิดแล้วหรือ ที่คาดวา่ จะเกิด ขอ้ มูลการทดลองจะเป็นหลักฐานเพื่อสนับสนนุ หรือปฏิเสธสมมติฐานทีน่ ำเสนอน้ัน 2) ตอ้ งมีการกำหนดและควบคุมตวั แปรของการทดลองคือ ตัวแปรอิสระ ตวั แปรตาม และ ตวั แปรทตี่ อ้ งควบคุม ทัง้ นีเ้ พอื่ ใหเ้ กดิ สภาพแวดล้อมการทดลองตามเง่ือนท่ีเปน็ ประเด็นของปัญหา 3) ข้อมูลการทดลองเกิดขึ้นจากการจัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็น ประเด็นของปัญหา หรือสอดคล้องกับตัวแปรอิสระ ข้อมูลการทดลองอาจเป็นเชิงปริมาณ (ข้อมูลจากการวัด หรือ นับ) หรือข้อมลู เชิงคุณภาพ (ข้อมูลจากการสังเกต)
122 2.3 = B3 เสนอวธิ ีการตรวจสอบปญั หาทางวิทยาศาสตร์ท่ีกำหนดให้ เมื่อวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่ี ต้องสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จำแนกเป็น 3 ประเภทเมื่อใช้แหล่งที่มาของข้อมูลเป็น เกณฑ์ ซงึ่ กล่าวถงึ แล้วในการกลา่ วถึงสมรรถนะด้าน B2 2.4 = B4 ประเมนิ วิธีสำรวจตรวจสอบปญั หาทางวิทยาศาสตรท์ กี่ ำหนดให้ วิธีสำรวจตรวจสอบของแต่ละปัญหาทางวิทยาศาสตร์ตามที่เลือกแล้วนั้น แม้วัตถุประสงค์ของ อย่างเดียวกัน แต่วิธีการสำรวจตรวจสอบนั้นสามารถออกแบบอย่างหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแนวคิดและ ความรู้ทีม่ ีของผู้ออกแบบ แตล่ ะรูปแบบท่ีออกแบบแล้วน้ันอาจมีข้อดี ขอ้ เสีย และสว่ นท่ีปรับปรุงแก้ไขแตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนลงมือปฏิบัติการสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ตามวิธีการที่เลือกและออกแบบ จึงควรมี การประเมินรูปแบบวิธีการที่ออกแบบโดยมีเกณฑ์การประเมินคือ รูปแบบที่ประเมินแล้วต้องมีปัจจัยจำกัดน้อย สุดแตใ่ ห้ผลการสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่ีกำหนดถูกต้องและแม่นยำมากทส่ี ดุ 2.5 = B5 บรรยายและประเมนิ วิธีการตา่ ง ๆ ท่ีนกั วทิ ยาศาสตร์ใชใ้ นการยืนยันความน่าเชื่อถือของ ข้อมูล ความเป็นกลาง และการสรปุ อ้างองิ เพื่อความเข้าใจขอ้ ความของสมรรถนะด้าน B5 ต้องเขา้ ใจแตล่ ะคำสำคัญท่ีปรากฏในข้อความ ดังสมรรถนะระบุ ดงั นี้ 1. ข้อมูล (ประจักษ์พยาน) หมายถึง สิ่งที่ใช้ในการยืนยนั สนับสนุน อ้างอิงผลการตรวจสอบ ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ทีก่ ำหนด ข้อมูลปรากฏอยู่ทุกหนทกุ แห่งเราสามารถรับข้อมูลด้วยเครื่องมือรับอย่างใด อย่างหนึ่งตามลักษณะของข้อมูลที่เราตอ้ งการ เกณฑ์สำหรับจำแนกประเภทของข้อมลู มี 3 เกณฑ์ที่สำคัญ คือ 1) จำแนกตามเกณฑ์เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ข้อมูลจำแนกเป็น 5 ประเภทคือ ข้อมูล การวัด การนับ การสังเกต ข้อมูลการทดลอง และข้อมลู จากแหลง่ สบื ค้น 2) จำแนกตามเกณฑ์แหลง่ ทมี่ าของข้อมลู ข้อมลู จำแนกเปน็ 2 ประเภทคอื ขอ้ มูลปฐม ภูมิ (Primary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ต้องการใช้รวบรวมด้วยตัวเองโดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และข้อมูล ทุติยภูมิ (Secondary Data) หมายถึง ข้อมูลที่มีผู้รวบรวมก่อนหน้าแล้ว ผู้ต้องการใช้ข้อมูลสามารถรับข้อมูล ประเภทนด้ี ้วยชอ่ งทางการส่ือสารต่างๆ 3) จำแนกตามเกณฑผ์ ลการรวบรวมข้อมูล จำแนกข้อมลู เปน็ 2 ประเภทคอื ข้อมูลเชิง ปริมาณ (Quantitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่มีหน่วยวัดหรือนับกำกับตัวเลขที่ได้จากการวัดหรือนับ และ ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่ไม่มีหน่วยวัดหรือนับกำกับ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ คุณลกั ษณะ การเปล่ยี นแปลง และสภาวะทดี่ ำรงอยู่ ณ เวลาท่ที ำการรวบรวมขอ้ มูล 2. วิธีการรวบรวมข้อมูล เมอ่ื อา้ งองิ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐานเป็นเกณฑ์ ปัญหา ทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจำแนกเป็น 3 ลักษณะดังกล่าวในสมรรถนะด้าน B2 แล้ว วิธกี ารรวบรวมขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์จำแนกเป็น
123 1) ข้อมูลเชิงคุณภาพและเป็นข้อมูลปฐมภูมิ ใช้วิธีการสังเกต วิธีการสัมภาษณ์ การสนทนากลมุ่ 2) ขอ้ มูลเชงิ ปริมาณและเปน็ ข้อมลู ปฐมภมู ิ ใชว้ ธิ ีการวัด นับ และการทดลอง 3) ข้อมูลจากแหล่งสืบค้นและเป็นข้อมูลทุติยภูมิ ใช้วิธีการสืบคน้ จากแหล่งสืบค้นจาก แหล่งสืบค้นตา่ งๆ 3. เครื่องมือรวบรวมข้อมูล หมายถึง เครื่องมือที่ใช้รับข้อมูล เครื่องมือรวบรวมมูลจะต้อง สอดคลอ้ งลกั ษณะของขอ้ มลู ที่ต้อง เครื่องมือรวบรวมรวมข้อมูลจำแนกตามลกั ษณะข้อมลู ดังนี้ 1) ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้เครื่องมือวัดและนับทุกชนิดซึ่งข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลด้วย เครอ่ื งมอื ประเภทนตี้ อ้ งมีหน่วยวัดและกำกบั เสมอ 2) ข้อมูลเชิงคุณภาพ การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือการสังเกตของผู้รวบรวมข้อมูล เป็นเคร่ืองมอื สำคัญสำหรับการรวบรวมขอ้ มูล การรวบรวมข้อมูลเชงิ คุณภาพทางวิทยาศาสตรบ์ างคร้ังอาจต้อง มีเครื่องมือช่วย เช่น กล้องจุลทรรศน์ ตัว indicator ต่าง ๆ และการสัมภาษณ์เป็นอีกเครื่องมอื ประเภทหน่งึ ท่ี สำคัญสำหรบั การใชร้ วบรวมเชงิ คุณภาพ 4. วธิ กี ารรวบรวมข้อมูล หมายถึง 1) การวางแผน 2) การปฏบิ ตั กิ ารรวบรวมข้อมลู ด้วยวิธีการ และเคร่อื งมอื รวบรวมมูลทเ่ี ลือกหรือออกแบบแลว้ และยังรวมถึงวธิ กี ารบันทึกข้อมูล 5. ความน่าเช่ือถือของข้อมูล หมายถึง ขอ้ มลู ที่ทำการรวบรวมดว้ ยเคร่อื งมอื อย่างใดอยา่ งหน่ึง วิธีการใดวิธีการหนึ่งมีความเชื่อมั่นว่าถูกต้อง ผลคือทำให้คำตอบของปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ทำการสำรวจ ตรวจสอบนั้นถูกตอ้ ง และมคี วามเชื่อมนั่ ท่ีนำมาสู่การสรปุ อ้างอิง แต่อย่างไรกต็ าม ในการดำเนนิ การตรวจสอบ ปัญหาทางวิทยาศาสตร์นั้น ข้อมูลที่ทำการรวบรวมอาจมีความคลาดเคลื่อนซึ่งมีผลต่อความน่าเชื่อถือของ ขอ้ มูล ความคลาดเคลอ่ื นของข้อมูลมาจากปัจจยั ทีส่ ำคญั 3 ประการคือ 1) จากเคร่ืองมือท่ีใช้รวบรวมข้อมลู สาเหตุความคลาดเคลื่อนมาจาก 1.1) ความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability หรือ Precision) เครื่องมือที่มีความ เชื่อมั่น หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วัด นับ สังเกต ของสิ่งเดียว แม้ทำซ้ำกันหลายครั้ง ยังคงให้ผลจากการวัด นับ หรือ สังเกตเหมอื นกันทุกคร้งั 1.2) ความถูกต้องของเครื่องมือ (Accuracy) เครื่องมือที่มีความถูกต้อง หมายถึง เมื่อ นำผลจากการวัด นบั ด้วยเคร่ืองมือท่ีอยู่ไปเทียบกับการเคร่ืองมือมาตรฐาน จะต้องให้ผลการวัดหรือนับนั้นเท่ากัน 1.3) ความไวของเครื่องมือ (Sensitivity) หมายถึง ค่าละเอียดหรือ scale ต่ำสุดท่ี เครื่องมือนั้นสามารถวัดหรือนับได้ ขอ้ มูลการวัดหรือนับจากเคร่ืองมือค่าละเอียดต่างกัน จะทำให้ผลการวัดและนับ แตกต่างกัน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ความไวของเครื่องมือ หมายถึง ความละเอียดลออในการสังเกตและการ สมั ภาษณ์
124 2) จากผู้ใช้เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจากผู้ใช้เครื่องมือ ประกอบดว้ ย 2.1) การเลือกใช้เครื่องมือที่วัด นับ หรือสังเกตไม่สอดคล้องกับลักษณะของหน่วย ข้อมลู ทีต่ ้องการวัดหรือนับ 2.2) ทกั ษะการใช้เคร่ืองมือเพื่อวดั นบั สังเกตหน่วยข้อมูลท่ีต้องการวัด นับ หรอื สงั เกต 2.3) ความละเอียดลออในการอ่านค่าท่ีเป็นผลจากการวัด นับ หรือสังเกต 2.4) ความเข้าใจในการวัดหรือนับหน่วยข้อมูลการวัด นับ ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า หนว่ ยขอ้ มูลลักษณะใดทเ่ี มื่อวัดหรือนับแล้วต้องแสดงผลดว้ ยคา่ เฉลีย่ ลักษณะใดท่ีไมต่ ้องแสดงผลด้วยค่าเฉลีย่ 2.5) ความเขา้ ใจวิธีการสุ่มหนว่ ยข้อมูลทตี่ ้องวัดเพื่อเปน็ ตัวแทนผลการวัดหรือนับกรณี ทีผ่ ลการวดั หรือนบั น้ันต้องใชค้ า่ เฉลยี่ 3) จากผลการคำนวณ ขอ้ มูลทใ่ี ช้สำหรับการตรวจสอบบางปัญหาทางวิทยาศาสตร์อาจต้อง นำเสนอในลักษณะที่เป็นผลจากการคำนวณด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ เช่น การคำนวณหาค่าเฉลี่ย หาค่าร้อยละ การกำหนดหนว่ ยทศนิยมทีเ่ ป็นผลจากการวัดหรือนับ เป็นตน้ 6. ความเป็นกลาง หมายถึง การยอมรับ หรือ ปฏิเสธข้อมูลที่เป็นผลจากการรวบรวมโดย ปราศจากอคติ หรือ ความคดิ เหน็ ใด ๆ ของผรู้ วบรวมข้อมูล 7. การสรุปอ้างอิง หมายถึง การนำสารสนเทศของข้อมูลชุดหนึ่งของปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ทำ การสำรวจตรวจสอบมาตีความ หรือขยายความ เปน็ ความรูว้ ทิ ยาศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง 3. การแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ (Interpret Data and Evidence Scientifically) การแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การให้คำอธิบาย ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้ข้อมูลและประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ (ซึ่งเป็นหลักฐานเชิง ประจักษ์อ้างอิงเพื่อสนับสนุนการให้คำอธิบายนั้น การแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานทาง วทิ ยาศาสตร์ จำแนกเป็นเปน็ 5 สมรรถนะยอ่ ย แตล่ ะสมรรถนะย่อยแทนด้วยสัญลักษณ์ C1-C5 ดงั นี้ 3.1 = C1 การแปลงขอ้ มูลท่ีนำเสนอในรูปแบบหน่ึงไปสรู่ ูปแบบอนื่ การแปลงข้อมูลที่นำเสนอหรอื ที่มจี ากรูปหนึง่ ไปสู่รปู แบบอื่นที่แตกต่างจากเดมิ มีจุดประสงค์ เพ่อื ให้เขา้ ใจขอ้ มูลนั้นงา่ ยขนึ้ ซ่งึ จะนำมาส่กู ารวิเคราะห์ ลงขอ้ สรุปและอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชงิ วทิ ยาศาสตร์ ตามความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้น การแปลงข้อมูลที่นำเสนอจะต้องกระทำเสมอเมื่อข้อมูลนั้นมาจากผลสำรวจ ตรวจสอบแต่ละปัญหาทางวิทยาศาสตร์ดว้ ยวธิ กี ารท่ีออกแบบนั้น กล่าวคือ ข้อมูลที่ทำการรวบรวมและบนั ทึก ในระยะแรกนั้นจัดเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) ขาดความเป็นระเบียบยากที่จะหาความสัมพันธ์อย่างใดอย่าง หนึ่งตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจตรวจสอบ ข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องนำมาจัดกระทำและสื่อความหมาย (Data Organization and Communication) ด้วยวิธีการและรูปแบบที่เหมาะสม เช่น จัดกระทำข้อมูลเช่น แปลงเปน็ ค่ารอ้ ยละ การหาค่าเฉลีย่ การบรรยายเขยี นใหม่ด้วยความเข้าใจของตนเอง โดยตอ้ งปราศจากความ
125 คิดเห็นส่วนตวั (logic approach) การจัดกลุ่ม การใช้สัญลักษณ์ เป็นต้น ส่วนรูปแบบการส่ือความหมาย เชน่ กราฟ ตาราง แผนภูมิรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงแผนผังความคิด เป็นต้น ส่วนข้อมูลรูปแบบอื่นนั้น การแปลง ข้อมูลที่นำเสนอจะใช้วิธีการและรูปแบบใด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ เช่น การแปลข้อมูลที่ ต้องการเสนอผลของความสัมพันธ์แบบฟังก์ชันระหว่างตัวแปรอิสระและตวั แปรตาม โดยการใช้กราฟจะทำให้ สื่อความหมายข้อมูลนัน้ ง่ายกวา่ การใชต้ าราง เป็นตน้ 3.2 = C2 การวิเคราะห์และแปลความหมายประจักษ์พยาน (ข้อมลู ) ทางวทิ ยาศาสตร์และลงข้อสรปุ การวิเคราะห์และแปลความหมายประจักษ์พยาน (ข้อมูล) ทางวิทยาศาสตร์และลงข้อสรุป หมายถึง การนำข้อมูลของปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่แปลอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อหาความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ค้นพบจะถูกนำมาอ้างอิงเพื่อลงข้อสรุปเป็นคำอธิบ าย ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีเกดิ จากข้อมูลนั้น เมื่อใช้กรอบของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เปน็ เกณฑ์ วิธีการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลจำแนกเป็น การคำนวณ การพยากรณ์ การเสนอสมมติฐาน การลงความคดิ เห็น และการตคี วามและลงข้อสรุป สำหรับการวเิ คราะห์และการแปลความหมายข้อมูลด้วยวิธี เสนอสมมติฐาน การพยากรณ์ PISA กำหนดให้เป็นสรรถนะ A3-A4 แล้ว ดังนั้นในที่นี้จึงขอกล่าวเฉพาะ การวิเคราะห์และแปลความหมายประจักษ์พยาน(ข้อมูล) ทางวิทยาศาสตร์และลงข้อสรุปด้วยวิธีการคำนวณ การลงความคดิ เห็น และการตีความ และลงขอ้ สรปุ ข้อมูลดังนี้ 1. การคำนวณ เป็นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณที่ใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ ส่วนจะใช้ วิธีใดขึ้นอยู่กับวตั ถุประสงคก์ ารวิเคราะห์คำตอบของวิธีการทางคณิตศาสตร์ท่ีใช้ คือผลลงข้อสรุปข้อมูล ซึ่งจะ อ้างอิงความถกู ต้องดว้ ยวิธกี ารทีน่ ำมาวเิ คราะห์และความถกู ตอ้ งของคดิ คำนวณ 2. การตีความและลงข้อสรปุ ข้อมูล ( interpreting data conclusion) มักเป็นการวิเคราะห์ ข้อมูลดิบอาจเป็นข้อมูลการทดลอง การวัด การสังเกต การนับ หรือ ที่ถูกแปลงเพื่อนำเสนอด้วยรูปแบบที่ เหมาะสม ผลการลงข้อสรุปข้อมูลคือปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์โดยอ้างอิงความสัมพันธ์ที่พบในชุดของ ข้อมูลนั้น ซึ่งก็คือสารสนเทศเฉพาะที่เป็นขอบเขตของข้อมูลที่ทำการวิเคราะห์ และข้อมูลบางชุดอาจต้องมี การตีความขยายสารสนเทศเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านเนื้อหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ความถูกต้องของ การตคี วามจะอา้ งอิงสารสนเทศของข้อมลู ทีท่ ำการวเิ คราะห์กอ่ นหน้าแลว้ 3. การลงความคิดเห็น (Inference) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการสังเกตของปรากฏการณ์ใน เชงิ วทิ ยาศาสตรอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนึง่ การรับร้ขู อ้ มูลอาจรับรูเ้ ฉพาะหนา้ หรือชอ่ งทางการสื่อสาร ผลการลงข้อสรุป ข้อมูลคือ การอธิบายปรากฏการณ์น้ันโดยอ้างอิงเหตุการณ์/ประสบการณ์เดิมที่สอดคล้องกับข้อมูลการสังเกต นั้น การลงความเห็นไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์เหมือนการนำเสนอสมมติฐาน ความถูกต้องของการลงความ คิดเห็นขึ้นอยูก่ ับความละเอียดลออของข้อมูลการสังเกตและเหตุการณ์/ประสบการณ์เดมิ ท่ีผู้ลงความคิดเหน็ มี มากอ่ น
126 3.3 = C3 ระบุขอ้ สนั นษิ ฐาน ประจกั ษพ์ ยาน และเหตผุ ลในเรอื่ งทีเ่ กี่ยวกบั วิทยาศาสตร์ PISA 2015 กล่าวถึง สมรรถนะด้าน C3 ว่า เป็นสมรรถนะการใช้ประจักษ์พยานทาง วิทยาศาสตรซ์ ึง่ ใชค้ ำย่อวา่ USE (Using Scientific Evidence) วัตถุประสงค์ของสมรรถนะต้องการให้นักเรียน รู้ความหมายและความสำคัญของสิ่งที่ค้นพบจากการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และนำมาใช้เป็นพื้นฐานของ การคิด การลงข้อสรุป การบอกเล่า และการสื่อสาร ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ต้องใช้ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ความรู้ด้านเน้ือหา หรอื ด้านกระบวนการ หรือทง้ั สองด้านรว่ มกัน ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Evidence) หมายถึง หลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ที่ใช้สำหรับอ้างอิงเพื่อที่จะสนับสนุนหรือปฏิเสธปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Theory) หรือสมมติฐานอาจเปล่ียนแปลงได้ถ้ามีประจักษ์พยานทาง วิทยาศาสตร์ที่ดีกว่า เช่น เมื่อก่อนเชื่อทฤษฎีว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เพราะประจักษ์พยานทาง วิทยาศาสตร์ ณ เวลานั้น สังเกตเห็นว่าโลกอยู่กับทีโ่ ดยมีดวงดาวและดวงอาทิตย์เคลื่อนที่รอบโลก แต่ต่อมามี ประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ใหม่เก่ียวกับการเคลื่อนที่ของจักวาลและโลกเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมกับ การเคลื่อนที่ของจักวาล ทฤษฎีเชื่อว่าว่าโลกเป็นศนู ย์กลางของจกั รวาลจึงถูกยกเลิก และการเคลื่อนที่ของโลก ถกู สร้างเป็นข้อเทจ็ จริงใหม่ เป็นต้น ประจักษพ์ ยานทางวิทยาศาสตร์ เกดิ ข้นึ จากขอ้ มูลทางวิทยาศาสตร์ท่ีสร้าง ขน้ึ ณ เวลาหนึ่ง และอาจเปล่ียนแปลงได้ถ้ามีประจักษ์พยานอ่ืนที่ดีกว่า ยกเวน้ ถ้าประจักษ์พยานนั้นเป็นความ จริง (Truth) ประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นจากการใช้: ข้อมูลการสังเกต ข้อเท็จจริง การให้เหตุผล แบบอุปนัย (Inductive Reasoning) การให้เหตุผลแบบนิรนัย (Deduction Reasoning) การสำรวจ ตรวจสอบ (testing) และการประเมิน (Evaluation) มาตรฐานของประจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ของ สาขาวิชาต่างกัน อาจต่างกัน ผลการวิเคราะห์ทางสถิติ (Statistical Analysis) ที่ถูกต้องและแม่นยำ ความสามารถของควบคุมทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Controls) เช่น ตัวแปรทางวิทยาศาสตร์จัดว่าเป็น ประจกั ษท์ างวทิ ยาศาสตรท์ น่ี ่าเช่ือถือมากที่สดุ 3.4 = C4 แยกแยะระหว่างข้อโตแ้ ย้งที่มาจากประจักษ์พยาน และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ กบั ที่มา จากพจิ ารณาส่งิ อน่ื 3.5 = C5 ประเมินข้อโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์และประจักษ์พยานจากแหล่งที่มาที่หลากหลาย (เชน่ หนงั สือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต และวารสาร) การโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การที่บุคคลพยายามที่จะสร้างสนับสนุน คัดค้าน หรือ ปรับปรุงข้อกล่าวอ้างทางวิทยาศาสตร์ (Scientific claim) เพื่อนำมาสู่การยืนยันความถูกต้องและการลง ขอ้ สรุปทีน่ ่าเช่ือถอื รวมถงึ ไดร้ บั การยอมรับของนักวิทยาศาสตรบ์ นพ้ืนฐานของประจกั ษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ องค์ประกอบของการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย ข้อกล่าวอ้าง (Claim) เหตุผล สนบั สนุนขอ้ กลา่ วอา้ ง (Warrant) หลักฐานสนบั สนนุ เหตผุ ล (Evidence) ขอ้ กล่าวอา้ งท่ตี ่างออกไป (Counter claim) และการโต้แย้งกลับ (Rebuttal) ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมี (เอกภูมิ จันทรขันต, 2559) ให้รายละเอียด แตล่ ะองคป์ ระกอบ ดงั นี้
127 1. ข้อกล่าวอ้าง (Claim) เป็นการนำเสนอผลที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า ทดลองหรือ เป็น การนำเสนอความคิดเหน็ ของตนเองต่อประเด็นซง่ึ กำลงั เปน็ ที่พจิ ารณา 2. เหตุผลสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง (Warrant) เป็นการใช้เหตุผลในการแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้า ทดลองกับข้อกล่าวอ้าง เพื่อสนับสนุนให้ข้อกล่าวอ้างที่นำเสนอมี ความนา่ เชือ่ ถอื ซึ่งเหตผุ ลสนับสนุนขอ้ กล่าวอา้ งนีอ้ าจได้รับการโตแ้ ยง้ หรอื คดั ค้านจากผอู้ นื่ กไ็ ด้ 3. หลักฐานสนับสนุนเหตุผล (Evidence) เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเพ่ือ ประกอบการอธิบายเหตผุ ลที่ใช้สนับสนุนข้อกล่าวอา้ ง เพื่อทำใหข้ อ้ กล่าวอา้ งนน้ั เป็นท่ียอมรบั โดยหลักฐานน้ัน อาจได้มาจากการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่เป็นไปได้ เชน่ สี กล่นิ รปู ร่าง สถานะ เป็นต้น รวมถึงข้อเท็จจริงหรอื ข้อมลู ได้จากการศึกษางานวจิ ัยหรือการทดลองอ่ืนที่ มีผู้เก็บรวบรวมไว้แล้ว ทั้งนี้หลักฐาน สนับสนุน เหตุผลจะต้องมาจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ สามารถทำการทดลองซ้ำแล้วให้ผลเช่นเดยี วกบั ผลที่นำเสนอ 4. ข้อกล่าวอ้างที่ต่างออกไป (Counter claim) เป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นจากการให้เหตุผลต่อ ข้อกล่าวอ้างที่มีผู้นำเสนอในตอนแรกซึ่งแตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือ เป็นการให้เหตุผลต่อข้อกล่าวอ้างจาก มมุ มองใหม่ ๆ ทีผ่ ู้นำเสนอข้อกล่าวอ้างไม่ได้กล่าวถึง หรือไมไ่ ดน้ ำมาพิจารณาไว้ในการนำเสนอข้อกล่าวอ้างใน ตอนแรก ทำให้ข้อกล่าวอ้างเดิมมีความน่าเชื่อถือน้อยลง เป็นกระบวนการที่นำมาใช้เพื่อหาทางขจัด ข้อผดิ พลาดของขอ้ กลา่ วอา้ งท่ีไดส้ ร้างข้นึ ไว้ในตอนแรก 5. การโต้แย้งกลับ (Rebuttal) เป็นการโต้แย้งเพื่อทำให้ข้อกล่าวอ้างที่ต่างออกไปจาก ข้อกลา่ วอา้ งเดิมมคี วามน่าเชื่อถือลดลงและตกไปในทส่ี ดุ โดยการหาพยานหลกั ฐานและการให้เหตุผลที่มีความ น่าเชอ่ื ถอื มากกว่ามาสนบั สนนุ 3. วธิ /ี เครอ่ื งมือวัดและประเมนิ ผล 1. การวัดผล เกณฑ์การให้คะแนนรูบริคแบบ formative rubric score สำหรับการวัดผล สมรรถนะจะให้คะแนนเป็นแต่รายประเด็นย่อย(Items) ของแต่ละสมรรถนะ ซึ่งแตกต่างกับการให้คะแนน โดยใชเ้ กณฑค์ ะแนนรูบริคแบบ holistic rubric score ซงึ่ เป็นการให้คะแนนแบบภาพรวมซึ่งมีความเป็นปรนัย (objective) น้อยกว่าแบบ formative rubric score ที่ทำให้คะแนนการวัดสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์มี คา่ ใกล้ความจรงิ มากกว่า สว่ นแตล่ ะประเด็นของแตล่ ะสมรรถนะจะมีกคี่ ะแนนขน้ึ อยู่กับดุลพนิ ิจของครู อาจให้ คะแนนเท่ากันทุกข้อ เช่น แต่ละประเด็นมี 4 คะแนนเป็นต้น แต่ขอเสนอแนะว่า แต่ละประเด็นไม่ควรกำหนด เปน็ 1-2 คะแนน เพราะการซอยคะแนนท่ีต่ำกวา่ 1 หรือ 2 คะแนนเปน็ ทศนยิ ม จะทำใหย้ ากลำบากต่อการให้ คะแนนและนำมาประเมินผลภายหลัง 2. เกณฑ์กำหนดระดับสมรรถนะ เมื่ออ้างอิงการกำหนดระดับคุณภาพเพื่อประเมินผล การเรียนรู้ของแต่ละตัวชี้วัดของนักเรียนนั้น ครูจะกำหนดกี่ระดับขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตนเอง ที่พบมักเป็น 3-4 ระดับ เช่น เมื่อกำหนดเป็น 4 ระดับ แต่ละระดับกำหนดชื่อเรียกประจำระดับเป็น ดีมาก ดี พอใช้ และต้อง ปรับปรุง เป็นต้น จากเกณฑ์กำหนดผลการเรียนรู้ของตัวชี้วัดดังกล่าว จึงใช้เป็นแนวทางในการสร้างเกณฑ์
128 กำหนดระดับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์จากแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยคะแนนแบบ formative rubric score ดงั น้ี 2.1 เกณฑ์กำหนดระดับสมรรถนะรวม หมายถึง เกณฑท์ ส่ี รา้ งขึ้นโดยไม่แยกสมรรถนะ เป็นรายดา้ น เม่อื กำหนดสมรรถนะเป็น 4 ระดับ แตล่ ะระดับเขยี นเกณฑก์ ำหนดระดับโดยแสดงชว่ งร้อยละของ คะแนนรูบริคเตม็ ของทกุ สมรรถนะรวมกนั ดงั ตวั อย่าง เกณฑ์กำหนดระดบั สมรรถนะรวมดว้ ยคะแนนรวมของรบู ริคแบบ formative rubric score มีคะแนนร้อยละ 80-100 ของคะแนนเต็ม นักเรยี นมีระดับคณุ ภาพสมรรถนะท่ีระดับ ดีมาก มีคะแนนร้อยละ 70-79 ของคะแนนเตม็ นักเรียนมรี ะดบั คุณภาพสมรรถนะท่ีระดบั ดี มีคะแนนร้อยละ 60-69 ของคะแนนเตม็ นักเรียนมีระดับคุณภาพสมรรถนะท่ีระดับ พอใช้ (ปานกลาง) มีคะแนนน้อยกวา่ ร้อยละ 60 ของคะแนน นกั เรยี นมีระดบั คุณภาพสมรรถนะท่ีระดับ ต้องปรบั ปรงุ 2.2 เกณฑ์กำหนดระดับสมรรถนะเป็นรายด้าน หมายถึง เกณฑ์ที่สร้างขึ้นโดยแยก สมรรถนะทป่ี ระเมนิ เป็นรายด้าน เม่อื กำหนดสมรรถนะเปน็ 4 ระดับ แต่ละระดบั เขียนเกณฑ์โดยแสดงช่วงร้อย ละของคะแนนรูบริคเต็มแตล่ ะสมรรถนะรวมกัน ส่วนการกำหนดช่วงระดับอาจใช้เกณฑ์เดียวกับเกณฑ์กำหนด ระดบั สมรรถนะรวม 3. เกณฑป์ ระเมินผลผ่านสมรรถนะ หมายถงึ เกณฑ์ท่สี ร้างข้ึนเพื่อตัดสินวา่ เมอ่ื ทำการประเมินผล แล้ว นักเรียนต้องมีสมรรถนะอย่างน้อยที่ระดับใดจึงจะถือว่า มีผลการประเมินผ่านสมรรถนะทางด้าน วิทยาศาสตร์ของแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ เกณฑ์การประเมินที่สร้างขึ้นแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ เกณฑ์การประเมนิ ผ่านสมรรถนะท้งั ชนั้ เรยี น และเกณฑ์ประเมนิ ผา่ นสมรรถนะนักเรยี นเป็นรายบุคคล ดงั นี้ 3.1 เกณฑ์ประเมินผา่ นสมรรถนะเป็นรายบคุ ล หมายถึง เกณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้ เห็นว่าเมื่อทำการประเมินผลแล้ว นักเรียนแต่ละคนมีผลการประเมินสมรรถนะที่ระดับใด และต้องมีผล การประเมินอย่างน้อยที่ระดับสมรรถนะใดจึงจะถือว่าผ่านการประเมิน เช่น ต้องมีผลการประเมินสมรรถนะ ตัง้ แต่ระดบั ดี จงึ จะถือว่าผ่านการประเมนิ ด้านสมรรถนะของแผนการจดั การเรยี นรนู้ ้นั 3.2 เกณฑ์ประเมินผลผา่ นสมรรถนะทงั้ ช้นั เรียน หมายถึง เกณฑ์ทส่ี ร้างขึ้นเพอ่ื แสดงให้ เห็นว่า เมื่อประเมินด้วยภาพรวมทั้งชั้นเรียนแล้ว จะต้องมีนักเรียนที่มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามระดับสมรรถนะที่กำหนดจำนวนร้อยละเท่าไรจึงจะถือว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้มีผลต่อการพัฒนา สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ดังที่ระบุในแผนการจัดการเรียนรู้ เช่น ต้องมีนักเรียนอย่างน้อยร้อยละ 80 มีผล การระดบั สมรรถนะตงั้ แตร่ ะดบั ดี เป็นตน้ (อสิ ระ ทับสสี ด, 2563)
129 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวจิ ัย การวจิ ยั เร่อื ง การออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้เพอื่ พัฒนาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวคดิ PISA สำหรบั นักเรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ผวู้ จิ ัยดำเนินการวิจยั ตามกรอบของหัวขอ้ ต่าง ๆ ดังนี้ ระเบยี บวธิ ีวิจัย ดำเนินการวิจยั โดยใชร้ ะเบยี บวธิ ีการวิจยั กึง่ ทดลอง (Quasi Experiment Research) รว่ มกบั วจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั ิการ (Action Research) วเิ คราะห์ข้อมูลจากข้อมูลเชงิ ปริมาณ (Qualitative Data) รว่ มกับข้อมลู เชิง คุณภาพ (Quantitative Data) แหล่งขอ้ มูลการวจิ ัย 1. ประชากร นักเรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบา้ นปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จังหวดั แพร่ เทียบเคยี งประชากรท่ีมจี ำนวนไมจ่ ำกัด (Infinite Population) 2. กลมุ่ ตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จังหวัด แพร่ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 18 คน วิธีการคัดเลือก เทียบเคียงกับใช้วิธีการสุ่มแบบอาศัย ความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านักเรียนแต่ละคนของระดับช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 2 ของแต่ละปีการศึกษาเมื่อวเิ คราะห์โดยภาพรวมแล้วพบวา่ มาจากบริบทของชุมชนเดียวกัน จึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความแตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous Population) สามารถคัดเลือกกลุ่มตัวอยา่ งโดยใช้วิธกี ารสมุ่ แบบอาศยั ความน่าจะเป็นอยา่ งงา่ ย เครอื่ งมอื การวจิ ยั 1. นวตั กรรม 1.1 เครือ่ งมอื ที่เปน็ นวัตกรรม นวัตกรรมที่สรา้ งหรือพฒั นาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิมเพื่อทดลองใช้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับการพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA สำหรับนักเรียนระดับ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 คือ การออกแบบกิจกรรมการเรียนร้เู พ่ือพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตรต์ ามแนวคิด PISA 1.2 วิธีการสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพ ดำเนนิ การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพทงั้ เชงิ เหตุผล(Rational Approach) และเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจระการ (2544) ดังน้ี
130 การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงเหตผุ ล ให้ดำเนินการตามลำดับขัน้ 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้องเพ่ือศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วธิ ีการท่ี เกี่ยวข้องกบั การสรา้ งการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตรต์ ามแนวคิด PISA ซึ่ง การวิจยั น้ีจะสร้างหรือพัฒนาโดยอ้างอิงตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธกี ารของอิสระ ทับสีสด (2563) 2. สร้างฉบับร่างการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคดิ PISA โดยอ้างอิงจากผลการศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้องดังกล่าวข้อ 1 กอ่ นหน้า 3. สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูเ้ พื่อพัฒนาสมรรถนะ ทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA เพ่ือให้ผู้เชียวชาญประเมนิ ประสิทธภิ าพเชิงเหตุผลแบบประเมินความเหมาะสมที่ สรา้ งแสดงแล้วในภาคผนวก 4. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence: IOC) ของแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อใหผ้ ู้เชยี วชาญทำการประเมินค่าความเท่ยี งตรงเชงิ เนือ้ หา (Content Validity) ของแตล่ ะข้อคำถาม (Item) ของแต่ละประเด็น แบบประเมินคา่ IOC กล่าวแลว้ ใน ภาคผนวก 5. นำแบบประเมินค่า IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมของการออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยี การศึกษา และด้านการวจิ ัยหรือการวดั ประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการประเมินความเทีย่ งตรงเชิงเนื้อหาของแต่ ละขอ้ คำถามของแตล่ ะประเด็น แตล่ ะขอ้ คำถามท่ีประเมินต้องมีค่าเฉลยี่ อย่างน้อย 0.5 หรือผู้เชย่ี วชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นวา่ มีความตรง จงึ จะตัดสินวา่ ข้อคำถามนน้ั มีความเทย่ี งตรง ผลการประเมินพบว่า แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมมีค่า IOC ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถาม เพื่อวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของ แบบสอบถามวดั ความเหมาะสมของนวตั กรรมแสดงแล้วดงั ภาคผนวก 6. นำการออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้เพื่อพฒั นาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ท่ี สร้างฉบับร่างแลว้ ไปใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญดา้ นเทคโนโลยีการศึกษา ด้านภาษา และดา้ นการวิจยั หรอื การวัดประเมินผล ดา้ นละ 1 คน รวมทง้ั สิน้ จำนวน 3 คน ทำการประเมินความเหมาะสมดว้ ยแบบประเมินแต่ละขอ้ คำถามของแตล่ ะ ประเดน็ ท่ีประเมินต้องมคี ่าเฉลี่ยอย่างน้อย 3.50 จงึ จะตัดสนิ วา่ ข้อคำถามทป่ี ระเมินมคี วามเหมาะสม 7. นำการออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ท่ี ผา่ นการประเมนิ ดงั กล่าวข้อ 6 มาแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของผเู้ ชี่ยวชาญ 8. จดั ทำรูปเลม่ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ตาม แนวคดิ PISA ท่ผี ่านการสร้างและหาคุณภาพเชงิ เหตผุ ลแล้ว
131 การสร้างและหาประสิทธภิ าพเชิงประจกั ษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธภิ าพเชิงเหตุผล 1. นำการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกลู ) อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มเป้าหมายการวิจัย การหาประสทิ ธภิ าพจะใชว้ ิธีการเทียบกบั เกณฑ์ประสทิ ธภิ าพ E /E = 75/75 เม่ือ 12 E หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อยระหว่าง 1 การทดลองใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ซึ่งเกณฑ์ ประเมนิ ผา่ นคือ ร้อยละ 75 E หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุดการทดลอง 2 ใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ซึ่งเกณฑ์ประเมินผ่าน คือ รอ้ ยละ 75 การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของ คะแนนที่คำนวณของ E = 75 ± 2.55 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 75 แต่ถ้ามากกว่า 11 หรือน้อยกว่า 75 ± 2.5 แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับนวัตกรรมให้ 1 เทา่ กบั เกณฑ์ทตี่ ้ังคือ 75 สว่ นการตัดสนิ ประสิทธิภาพของ E ทำเช่นเดยี วกับ E และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง 21 E และ E ต่างกนั มากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธิภาพของการออกแบบกิจกรรมการเรียนร้เู พื่อพัฒนาสมรรถนะ 12 ทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA มปี ระสทิ ธิภาพไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์ ตอ้ งทำการปรบั ปรุงใหม่ 2. จัดทำรูปเล่มการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคิด PISA พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมาย การวิจัย ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการคือ 1) โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) เปน็ โรงเรียนขนาดกลาง ซ่งึ สำหรบั นักเรียนระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 แลว้ เปิดการเรยี นการสอนเพยี งช้ันเรียน เดียวและมีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 219 คน 2) ขาดโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกัน 3) ขาดความยินยอมของ โรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกันที่จะให้ผู้วิจัยนำการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารละลาย ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 มาทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นเดียวกันเพื่อหาประสิทธิภาพเชิง ประจักษ์ (ระบุปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือมากกว่า 1 ปัจจัยร่วมกันตามความเป็นจริง) ดังนั้น ด้วยปัจจัยจำกัด ดังกล่าว จึงสร้างข้อตกลงว่า การทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของการจัด การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง สารละลาย ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การออกแบบกิจกรรม การเรยี นรูเ้ พ่ือพัฒนาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวคิด PISA ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2
132 2. เครอื่ งมือรวบรวมขอ้ มูล 2.1 ชนิดของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามวัดระดับความพึง พอใจ และแบบทดสอบ 2.2 วิธีการสรา้ งและหาประสิทธภิ าพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธภิ าพทง้ั เชิงเหตผุ ลและเชิง ประจกั ษ์ดงั นี้ การสร้างและหาประสิทธภิ าพเชิงเหตผุ ล ดำเนินการตามลำดับข้ัน 1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการท่ี เกีย่ วขอ้ งกบั การสร้างแบบสอบถามวดั ระดบั ความพงึ พอใจ และแบบทดสอบ เครื่องมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิด จะสรา้ งตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธกี ารต่าง ๆ ดังน้ี 1.1 แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการ ของอสิ ระ ทบั สีสด (2563) 1.2 แบบทดสอบสร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วธิ กี ารของอสิ ระ ทับสีสด (2563) 2. สร้างฉบับร่างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ และแบบทดสอบ โดยอ้างอิงผล การศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ งดังกลา่ วข้อยอ่ ยขอ้ 1ก่อนหนา้ 3. สร้างแบบประเมินค่า IOC เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา แต่ละ ข้อคำถามของแต่ละประเด็นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด แบบประเมินค่า IOC ของเครื่องมือ รวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนดิ กลา่ วแลว้ ในภาคผนวก 4. นำแบบประเมินค่า IOC ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดท่ีสร้างฉบับร่างไปให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อ คำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5 หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามี ความตรง จึงจะตัดสนิ วา่ ขอ้ คำถามนนั้ มคี วามเทีย่ งตรง ผลการประเมินพบวา่ 4.1 แต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบมีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แต่ละข้อของแบบทดสอบสอบมีความ เทีย่ งตรง ผลการประเมนิ ความเทย่ี งตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบแสดงแล้วดังภาคผนวก 4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมี ความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแตล่ ะข้อคำถามของแบบถามวัดระดับความพึงพอใจแสดงแล้วดัง ภาคผนวก 4.3 แต่ละข้อคำถามของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง วิทยาศาสตร์ PISA มีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึง ลงข้อสรปุ ว่า แบบสอบถามวัดระดบั ความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเท่ียงตรงของแต่ละข้อ คำถามของแบบถามวดั ระดับความพึงพอใจแสดงแลว้ ดังภาคผนวก
133 4.4 แต่ละข้อคำถามของแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ PISA มีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามวดั ระดบั ความพึงพอใจมีความเทยี่ งตรง ผลการประเมินความเทีย่ งตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบ ถามวดั ระดับความพึงพอใจแสดงแล้วดังภาคผนวก 5. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไขปรับปรุงตาม คำแนะนำของผเู้ ช่ียวชาญ 6. จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแล้วตามคำแนะนำของ ผเู้ ชย่ี วชาญ การสรา้ งและหาประสิทธภิ าพเชิงประจักษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล 1. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) โดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเมน่ จังหวัดแพร่ ซ่ึงเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มท่ีเป็นเป้าหมายการวจิ ัย การหาค่าความเชื่อม่ันใช้วธิ กี ารหา ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านทั้งฉบับที่ 0.7 ถ้าน้อยกวา่ ต้องทำการปรบั ปรุงเครือ่ งมือใหม่ 2. ปรับปรงุ เครอ่ื งมือรวบรวมข้อมูลแตล่ ะชนิดหากพบว่า ค่าสัมประสทิ ธิ์แอลฟาตำ่ กวา่ 0.7 3. ยกเว้นแบบทดสอบ จดั ทำรปู เล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิด พรอ้ มสำหรบั การนำไป ทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) อำเภอสูงเม่น จงั หวดั แพร่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายการวิจยั สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ก่อนนำไป ทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมายการวิจัย ต้องดำเนินการต่อจากข้อ 3 เพื่อ หาคา่ ความยากง่าย และค่าอำนาจ การจำแนกต่อดังน้ี 4. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS ข้อคำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี จันทร์ชะลอ. 2542) ถ้าเป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อา้ งถึงใน เยาวดี รางชัยกลุ วบิ ูลยศ์ ร. 2552) 5. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์คา่ อำนาจการจำแนกโดยใช้ SPSS แบบทดสอบที่มีคา่ อำนาจการจำแนกต้ัง 0.2 เปน็ แบบทดสอบท่ีสามารถใช้ได้ 6. จดั ทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พร้อมสำหรบั การนำไปทดลองใช้กับนักเรยี นระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านปงท่าข้าม (ปงประชานุกูล) จงั หวดั แพร่ ซงึ่ เปน็ กลุ่มเปา้ หมายการวจิ ัย ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเช่นเดียวกับดังกล่าวแล้วในหัวข้อ “วิธีการสร้าง และหาคุณภาพของนวัตกรรม” จึงสร้างข้อตกลงว่า การวิจัยครั้งน้ีจะละเว้นการหาประสิทธิภาพ เชิงประจักษ์ ซึ่งประกอบด้วย การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทุกชนิด การหาค่าความยากง่าย และ ค่าอำนาจการจำแนกซงึ่ เฉพาะสำหรบั แบบทดสอบ
134 การดำเนินการรวบรวมข้อมูล 1. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เกี่ยวการทดลองใช้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรเู้ ร่ือง สารละลาย กบั นกั เรียนระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 2. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง สารละลาย กับนักเรียนระดับช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยทดลองใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA 3. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภายหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง สารละลาย โดยทดลองใช้การออกแบบกิจกรรม การเรียนรเู้ พื่อพัฒนาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA 4. ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง สารละลาย โดยทดลองใช้การออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้เพ่ือพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวคิด PISA การวเิ คราะหข์ ้อมูล 1. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เพื่อหาคณุ ภาพและประสิทธภิ าพของเครอื่ งมือการวจิ ัย 1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยคา่ เฉลยี่ และ สว่ นเบ่ยี งเบน มาตรฐาน วธิ กี ารวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูป 1.2 ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์ ประสทิ ธภิ าพ E /E วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูป 12 1.3 ความเทยี่ งตรงเชงิ เน้ือหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนดิ วเิ คราะห์ด้วยค่าดรรชนี ความสอดคล้องหรือ IOC วธิ ีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป 1.4 ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค วิธกี ารวเิ คราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป 1.5 ความยากงา่ ยของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ วธิ กี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูป 1.6 คา่ อำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ วธิ ีการวิเคราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเรจ็ รปู
135 2. การวิเคราะห์ขอ้ มลู การวจิ ัย 2.1 ผลการเรียนรู้ของนักเรยี น วิเคราะห์ดว้ ยค่าคะแนนเฉลยี่ และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.2 ระดบั ผลการเรียนรู้ของนักเรียน วเิ คราะหโ์ ดยการเปรียบเทยี บร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ยกับ ระดบั ผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์ของ สพฐ. 2.3 ผลการทดลองใช้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม แนวคิด PISA วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติโดยใช้ One -Sample t Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรอื ทรี่ ะดับความเช่อื ม่ัน 95% วธิ กี ารวิเคราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูป 2.4 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเรจ็ รูป 2.5 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ ของบุญชม ศรีสะอาด การนำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู นำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลดว้ ยตาราง พรอ้ มท้ังบรรยายเปน็ ความเรยี งประกอบ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139