ตารางที่ 10 แผนการจัดกจิ กรรมอภปิ รายกลุม เพ่ือตั้งสมมติฐานคําตอบ ในหนว ยจดั ปชอ่ื หนวยจัดประสบการณ / จํานวนคาบเวลาเรยี นระดบั ช้ัน / รายชือ่ คณะครูผสู อนช่อื หนว ยเรียนรูบูรณาการ รหสั วชิ า สาระสาํ คญั รายวิชา กระทูที่ ชอ่ื กระทูท ่ีแทนสาระสหนวยท่ี ชอื่ ผสู อน
ประสบการณ ใบกจิ กรรมมอบหมายงานท่ี 2สําคัญรายวิชา ช้แี จงขั้นตอนการอภิปรายแลกเปลี่ยนคําถามอยากรแู ละตั้งสมมติฐานคาํ ตอบ ชีแ้ จงขั้นตอนการอภปิ รายกระทู เพื่อจดั กลุม คาํ ถามอยากรู จัดทําแผนผงั การสบื คน และการรายงานผล 91
ตารางท่ี 11 แผนผงั การเรยี นรู เพือ่ การสบื คน ทฤษฎคี วามรูพิสูจนสมมติฐานคําตอบ ใชอื่ หนวยจัดประสบการณ / จํานวนคาบเวลาเรยี นระดบั ชน้ัช่อื หนวยเรยี นรูบ ูรณาการ รหัสวชิ า ช่อื ผูสอน ชื่อกระทู คาํ ถ หนวยท่ี (สาระสาํ คัญ) (หวั เร่อื
ในหนว ยจัดประสบการณของคณะครูถามอยากรู สมมตฐิ านคาํ ตอบ บรรณานกุ รมและการอางอิง แหลงสบื คนองตามตัวชว้ี ัด) ใบความรทู ี่ 92
ตารางท่ี 12 แบบรายงานผลการอภิปรายกลุม ใบกจิ กรรมท่ี 2 สมมติฐานคาํ ตอบของชื่อหนว ยจัดประสบการณ / ระดับชั้นนกั เรยี นกลมุ ที่ / รายชื่อนักเรียนชอ่ื หนวยเรยี นรบู ูรณาการ กระททู ี่ คาํ ถามอยากรู สมมตฐิ านค หนว ยท่ี ชอื่ กระทู ทส่ี อดคลองกับกระทู จากการอภิป
งคําถามอยากรู และแผนผังการเรียนรูของนักเรียนคําตอบท่ีเปน ไปได รหัสวชิ า ขอ มูลกลมุ นักเรียนประกอบการตดิ ตามความกาวหนาการเรยี นรูปรายเหตผุ ลในกลมุ ชอ่ื ผูสอน ชนั้ /หอ ง เลขท/่ี ชื่อนักเรยี น การแบง งานในกลุมและวิธีการทาํ งาน ขอ คดิ ท่ีไดจ ากการทาํ งานกลุม 93
ตารางที่ 13 แผนการจดั กจิ กรรมมอบหมายงานสบื คน ทฤษฎคี วามรพู ิสูจนสมมติฐานคช่ือหนวยเรียนรบู รู ณาการ / จํานวนคาบเวลาเรยี นระดบั ชน้ั / รายชอื่ คณะครูผูสอนชือ่ หนวยเรียนรบู ูรณาการ รหัสวิชา ระดับขนั้ พฤติกรรม เอกสารประกอบใบกจิ กรหนว ยท่ี ช่อื ผูส อน ดา นพุทธิพสิ ัย ใบความรูที่ / บรรรานกุ รม /
คําตอบ ในหนวยเรียนรบู ูรณาการรรม ใบกจิ กรรมมอบหมายการทํางานที่ 3 / สื่อ ชแ้ี จงการวางแผนสืบคน ทฤษฎคี วามรพู ิสจู นสมมตฐิ านคําตอบ 94
ตารางที่ 14 แบบรายงานการจดั ประสบการณการสบื คน รวบรวมความรู ใบกิจกรรมทชอ่ื หนว ยเรยี นรบู รู ณาการ / หนว ยที่นักเรียนกลมุ ท่ี, ช้นั /หอ ง, รหสั นักเรยี น/รายชอื่ นกั เรียนรหสั วชิ า คําถามอยากรู สมมติฐานคาํ ตอบ บรรณานุกรม สถานท่ีสืบคน วัน เวลชอื่ ผสู อน (หัวเรอื่ งตามตัวชว้ี ัด)
ท่ี 3ลา ใชส บื คน ผลการสบื คน หลักฐานอา งองิ และขอ คิดเหน็ ทฤษฎีความรตู ามบรรณานกุ รม ขอ พสิ ูจนค ําตอบของสมมตฐิ าน นําไปใชประโยชนเ รอ่ื งอะไร 95
ตารางที่ 15 แผนการจัดกิจกรรมวัดผลประเมนิ ผลการเรียนรูภ าคทฤษฎีความรูชอื่ หนวยเรยี นรบู ูรณาการ / จํานวนคาบเวลาเรยี นชนั้ /หอ ง, รหสั นักเรียน, ชือ่ นักเรยี น/สกุลช้แี จงกจิ กรรมวัดผลประเมินผลความรูรหัสนกั เรียน / ช่ือ-สกุล / ชนั้ /หองรหสั วิชา ชอื่ รายวิชา การวัดผลประเมนิ ผล ระดบั ขั้นพฤติกรรมของตวั ชวี้ ัดดานพทุ ธพิ ิสยั คะแ (คําถามอยากรู) เต็ม
ลการเรยี นรูภาคทฤษฎีความรู ดา นพทุ ธพิ ิสัย (คะแนนเกบ็ ภาคทฤษฎคี วามร)ูแนน รายงานความรูตามระดบั ข้นั พฤตกิ รรมดา นความรู วิธีอ่นื (ระบ)ุได ขอพิสจู นสมมติฐานคําตอบ 96
ตารางที่ 16 บนั ทึกผลการวัดผลประเมนิ ผลดา นทฤษฎคี วามรเู ปนรายวชิ ารหสั วิชา / รายวชิ า / หนวยกติ / ระดับช้นั / โปรแกรมการเรียน / ผสู อนรหสั นกั เรยี น รายชือ่ นกั เรียน/สกุล ชือ่ มาตรฐาน ช่ือตัวช้ีวดั คะแนน
บนั ทึกวจิ ัยคุณภาพประเดน็ ชว ยเหลือพัฒนา ผลคุณภาพการพัฒนา 97
ตารางที่ 17 แผนการจดั กจิ กรรมการจดั ทาํ Project-Based Learning: PBL ในหนว ยช่ือหนว ยเรียนรบู รู ณาการ / จํานวนคาบเวลาเรียนระดับช้ัน ใบกิจกรรมที่ 4 มอบหมายการทาํ งานระดับหนว ยเรยี นรบู ูรณาการ รหสั วชิ า/ช่อื ผสู อน ระดับข้นั พฤติกรรมดา นทขัน้ ตอนการทาํ Project-Based Learning มอบหมายการทาํ กจิ กรรมแตล ะขัน้ ตอนข้ันทําความเขา ใจ การเรียนรูแบบโครงงานข้นั ตอนท่ี 1 เลอื กเรื่องท่ีนาสนใจ ผูเ รียนจะตองเลอื กเรื่องท่ีเขาสนใจโดยครูจะตองเปน ผกู ระตุน หรอื จดั กจิ กรรมเรา ใหผเู รียนคดิ เรอ่ื งท่จี ะทําไดมาจากปญ หาคําถาม หรือความอยากรู อยากเหน็ หัวขอโครงงาน ควรเปนเรื่องท่เี ฉพาะเจาะจงและชดั เจนวาทําอะไร ควรเนนเรอื่ งท่อี ยใู กลต วัและเกิดประโยชนข้นั ตอนท่ี 2 เตรยี มไปหาแหลง เรียนรู ผสู อนจะตอ งจัดเตรียมแหลงความรูที่จะตอ งใชคน ควาหาคําตอบจากเรือ่ งทเ่ี ขาสนใจและสงสยั ไดม องเหน็ ชองทางทีจ่ ะใชแหลง ความรูน ัน้ อยา งไรบาง และสามารถกําหนดแนวทางกวา ง ๆ ไดว า จะทาํ อะไรทาํ อยางไร ใชทรพั ยากรอะไร เพ่อื อะไรข้นั ตอนท่ี 3 เขาสูการวางแผนกอน ผเู รยี นวางแผนในการทํางาน ทาํ อะไรกอนหลง โดยการสรา งแผนท่ีความคดิ แลวนาํ มาจดั ทาํ เคา โครงของโครงงาน กาํ หนดเปนหวั ขอตาง ๆ ไดแก ชอื่ โครงงาน ช่ือผจู ดัทําโครงงาน ช่อื ทีป่ รึกษาโครงงาน ระยะเวลาดําเนนิ งาน เหตผุ ลทจ่ี ัดทาํ โครงานวตั ถุประสงคของการจดั ทาํ ข้ันตอนการดาํ เนนิ งาน ผลทค่ี าดวาจะไดร บั และแหลงความรูที่ใชใ นการศึกษาคน ควา
ยเรยี นรูบ รู ณาการใบกจิ กรรมท่ี 5 มอบหมายการทํางานระดับตวั ชีว้ ัดมาตรฐานรายวชิ าทักษะพสิ ัย และ จิตพิสยั ใบกิจกรรมมอบหมายงานเพ่มิ เติมของตัวชี้วัด ชื่อคณุ ลกั ษณะ ช่ือสมรรถนะ 98
ตารางที่ 17 แผนการจดั กจิ กรรมการจดั ทํา Project-Based Learning: PBL ในหนว ยช่อื หนวยเรียนรบู ูรณาการ / จาํ นวนคาบเวลาเรียนระดบั ช้ัน ใบกจิ กรรมที่ 4 มอบหมายการทํางานระดับหนว ยเรียนรูบรู ณาการ รหัสวิชา/ชื่อผสู อน ระดบั ขั้นพฤตกิ รรมดา นทข้นั ตอนการทํา Project-Based Learning มอบหมายการทาํ กิจกรรมแตละขั้นตอนขัน้ ตอนที่ 4 ทําตามขั้นตอนอยางสนุกสนาน ผูเรยี นดาํ เนนิ การตามขั้นตอนทว่ี างไวครดู ูแลและแนะนํา มกี ารจดบนั ทึกขอ มูลตามขัน้ ตอนเปน ระยะวา ทําอะไร ทําอยางไรไดผ ลอยา งไร เม่อื มีปญหาหรืออปุ สรรคไดแกไขอยา งไรข้นั ตอนท่ี 5 เขียนรายงานอยางมัน่ ใจ ผูเ รียนเขยี นบทนาํ เอกสารท่เี กย่ี วของการดําเนินการศกึ ษา ผลการศึกษา สรุปและขอ เสนอแนะ รวมทงั้ ภาคผนวกข้ันตอนที่ 6 นาํ เสนองานไดอ ยา งเหมาะสม ผูเรยี นนําผลการดําเนินงาน เนนความคิดรเิ รมิ่ สรา งสรรค ความรบั ผดิ ชอบเปน เอกสาร รายงาน ช้นิ งาน แบบจําลองและนําเสนอในรูปแบบทห่ี ลากหลาย เชนการจดั นิทรรศการ การแสดง การสาธิตการบรรยาย การจัดทําสอ่ื สิง่ พมิ พ การจดัทาํ สื่อมลั ตมิ เี ดยี
ยเรียนรบู รู ณาการ (ตอ)ใบกจิ กรรมท่ี 5 มอบหมายการทํางานระดบั ตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวชิ าทักษะพิสยั และ จิตพสิ ยั ใบกจิ กรรมมอบหมายงานเพ่ิมเตมิ ของตวั ช้ีวดั ช่อื คุณลกั ษณะ ช่อื สมรรถนะ 99
ตารางที่ 18 แบบรายงานการจดั ประสบการณข องนกั เรียนแบบกลมุ และรายบคุ คล ในรหัสนกั เรยี น/ช่อื -สกลุ , ชนั้ /หอ งปญ หาหรอื ประเด็นทีพ่ บ รหัสวชิ าและทฤษฎีความรูท่เี กีย่ วขอ ง เคา โครง และการวางแผนก บนั ทึกผลการเรยี นรู และผลตาในหนว ยจดั ประสบการณ และแหลง อางอิง เคาโครง และข้นั ตอน ช่ือเรื่อง ท่ปี รกึ ษาโครงงาน ระยะเวลา เหตผุ ลการจดั ทําตามชอื่ เร่อื ง วตั ถปุ ระสงคการจดั ทาํ สมมติฐาน ผลทค่ี าดวา จะไดร ับ แหลง ความรูท ใี่ ชศึกษาคนควา ข้ันตอนดําเนนิ งาน ไดแก
นการทํา Project-Basedการทํางาน ยกรา งการเขยี นรายงาน KM และวธิ ีการนาํ เสนอผลงานามขัน้ ตอบ ขอคดิ จากการทาํ ผลงาน ปญหา อุปสรรค และวธิ ีแกปญ หา 100
ตารางท่ี 19 แบบประเมนิ ระดับขน้ั พฤตกิ รรมดานทกั ษะพสิ ัย จติ พสิ ยั คุณลกั ษณะ แล ของนักเรียนชอ่ื หนว ยเรียนรบู ูรณาการ/หนวยท่ีรหัสนกั เรยี น, ชือ่ -สกุล, ช้นั /หอ งรหัสวิชา การประเมินผลคุณภาพผลงาน การประเมนิ ระดบั ขนั้ พฤ ชือ่ ผลงาน ความคิด ใชทฤษฎี การผลติ สรางงาน รวมระดบั ระดบั ขั้นพฤตกิ รรมดานทักษะพสิ ัย สรางสรรค บรู ณาการ เปน มิตร อาชีพ คะแนน ชื่อข้นั พฤติกรรม ขอคน พบคาํ ตอบ คะ
ละสมรรถนะ การจดั กิจกรรม Project-Based Learning ในหนวยเรยี นรูบูรณาการฤตกิ รรมตามตัวชีว้ ดั มาตรฐานรายวชิ า การประเมินระดับขน้ั พฤตกิ รรมดา นการดาํ รงชวี ิตระดับข้ันพฤติกรรมดานจิตพิสยั ชอ่ื คณุ ลกั ษณะ/ชอ่ื สมรรถนะ 1 2 3 4 5 เกณฑก ารประเมนิะแนน ชื่อข้นั พฤตกิ รรม ขอ คน พบคาํ ตอบ คะแนน 101
การประเมินผลคุณภาพผลงาน 1. ความคดิ เชิงสรางสรรค พัฒนาตอยอด หรอื สรางนวัตกรรม ทต่ี อบประโยชนเ พ ระดบั 5 พัฒนาตอยอด หรอื เกิดนวัตกรรม และใชง านไดจ รงิ ตอ ประโยชนข อง ระดับ 4 พฒั นาตอ ยอด หรอื เกิดนวัตกรรม แตย ังพบขอ บกพรอ งของการใชงา ระดบั 3 ผลงาน ผลติ และพฒั นาตามแบบที่มีอยูแลว แตไดแกขอบกพรองใหด ระดับ 2 ผลงาน ผลติ และพัฒนาตามแบบที่มอี ยูแลว แตย งั พบขอบกพรอ งอย ระดบั 1 ผลงาน ผลิตและพฒั นาไมตอบประโยชนท ีใ่ ชงานไดเพื่อสังคม 2. ขน้ั ตอนการผลติ ใชทฤษฎคี วามรตู ามตวั ช้วี ดั มาตรฐานรายวิชาไดอ ยา งบรู ณาก ระดับ 5 ผลงานอา งองิ ทฤษฎีความรไู ดอยา งชดั เจน ตั้งแต 5 วิชาขึ้นไป ระดบั 4 ผลงานอา งอิงทฤษฎีความรไู มชัดเจน ในบางรายวิชา ระดบั 3 ผลงานอางองิ ทฤษฎีความรูไมช ัดเจน ระดับ 2 ผลงานอา งอิงทฤษฎีความรไู มสอดคลองกับผลงาน ระดบั 1 ผลงานไมม ีการอางอิงการใชท ฤษฎคี วามรูจากรายวิชา 3. วัสดุ และวิธีการผลิตเหมาะสมและเปนมิตรกับธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ ม ระดับ 5 ระบอุ างองิ ที่มาไดสอดคลอ งกับทฤษฎคี วามรูไดช ัดเจน ระดับ 4 ระบอุ างองิ ที่มาไดส อดคลอ งกบั ทฤษฎคี วามรูไดช ัดเจนเพียงบางสว น ระดับ 3 ระบุอา งอิงที่มาทฤษฎคี วามรูสบั สนและไมชดั เจน ระดบั 2 ไมไดระบอุ างอิงทมี่ าของทฤษฎคี วามรแู ละยังมองเห็นผลกระทบ ระดับ 1 ไมไดร ะบอุ างอิงทีม่ าของทฤษฎีความรแู ละมองเห็นผลกระทบ
พ่ือสังคม และการใชง านไดจ รงิงสงั คมานเพ่ือประโยชนตอสงั คมดีข้ึนยูการน 102
4. การนําเสนอเผยแพรการใชง านนําไปสูช อ งทางการสรางงาน และพัฒนาอาชีพระดบั 5 นาํ เสนอส่ือสารไดด ีอยา งหลากหลาย และระบุมองเหน็ การสรางงานระดับ 4 นําเสนอส่ือสารไดด ีอยา งหลากหลาย แตไมร ะบุการพัฒนางานและอระดับ 3 นําเสนอสือ่ สารสับสน ถึงแมนจะระบุการพัฒนางานและอาชพีระดับ 2 นําเสนอส่อื สารสับสน และมองเห็นการพฒั นางานและอาชีพไมช ดัระดบั 1 นําเสนอส่ือสารสบั สน และไมระบกุ ารพฒั นางานและอาชีพแนวทางการประเมินระดบั ขั้นพฤติกรรมดานทักษะพิสัยแตละระดับพฤติกรรม ตามตวัระดับ 5 การปฏิบัตโิ ดยอตั โนมัตเิ ปน ธรรมชาติ (Naturalization) พฤติกระดบั 4 การปฏิบัติอยางตอเน่ืองและผสมผสาน (Articulation) พฤติกระดบั 3 การปฏิบัติไดถูกตองแมน ยํา (Precision) พฤติกระดับ 2 การปฏบิ ัติไดโดยลาํ พงั (Manipulation) พฤติกระดับ 1 การเลียนแบบ (Imitation) พฤติกแนวทางการประเมินระดบั ขนั้ พฤติกรรมดา นจติ พิสัยพิสัย ตามตัวชี้วดั มาตรฐานรายวชิระดบั 5 การสรา งลักษณะนิสัยตามคา นิยมที่ยดึ ถือ พฤติกระดับ 4 การจดั ระบบ พฤติกระดบั 3 สรางคา นยิ ม พฤติกระดบั 2 การตอบสนอง พฤติกระดับ 1 การรับรู พฤติก
พ และอาชพีอาชีพ.วชี้วัดมาตรฐานรายวชิ ากรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกชากรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแกกรรมแสดงออก ไดแก 103
ตารางที่ 20 แบบประเมนิ ระดับขั้นพฤตกิ รรมดานทักษะพสิ ัย จติ พิสยั คุณลกั ษณะ แลของคณะครูช่อื หนวยเรยี นรบู ูรณาการ/หนวยท่ีรหสั นักเรยี น ช่อื -สกุล นักเรยี น รหสั วชิ า ช่อื ครูผูสอน คุณภาพผลงาน การประเมินร คะแนน ช่ือระดบั ขน้ั พฤติกรรม เตม็ ได ดานทกั ษะพสิ ัย
ละสมรรถนะ การจัดกจิ กรรม Project-Based Learning ในหนวยเรียนรบู รู ณาการระดับข้ันพฤติกรรมตามตวั ช้วี ัดมาตรฐานรายวิชา การประเมินระดบั ขน้ั พฤตกิ รรมดา นการดํารงชวี ติคะแนน ชอื่ ระดบั ขนั้ พฤติกรรม คะแนน ชื่อคณุ ลกั ษณะ/ชื่อสมรรถนะ 1 2 3 4เต็ม ได ดา นจติ พสิ ัย เต็ม ได 104
แบบฟอรมการประมวลความงดงามทางจริยธรรมในศตวรรษท่ี 21ตารางท่ี 21 แผนการจดั กิจกรรมพฒั นาผูเรียนตามหลักสตู ร และเสรมิ หลกั สตู รชอื่ กจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น / จํานวนคาบเวลาเรยี นชื่อผสู อน ใบกิจกรรมที่ 6 มอบหมายการทาํ กจิ กรรมแตละข้นั ตอนขัน้ ช้ีแจง ทําความเขา ใจขอตกลงการทาํ กจิ กรรมข้นั ตอนที่ 1 เลอื กปญ หาและกาํ หนดเร่ืองที่สนใจขน้ั ตอนท่ี 2 เตรยี มขอมลู และแหลง เรยี นรูขน้ั ตอนท่ี 3 เขาสกู ารวางแผนขน้ั ตอนที่ 4 ทาํ ตามขั้นตอนข้นั ตอนที่ 5 เขียนรายงานขนั้ ตอนท่ี 6 นาํ เสนองานอยางเหมาะสม
ช่อื คุณลกั ษณะ ช่อื สมรรถนะ 105
ตารางที่ 22 แบบประเมินระดับขั้นพฤตกิ รรมดานคุณลักษณะ และสมรรถนะช่อื กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นรหัสนักเรยี น, ช่อิ -สกุล, ชั้น/หอง, เวลาเขารวมกจิ กรรม บันทกึ ผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม1. สถานการณข องปญหา หรือเร่ืองทีป่ ฏบิ ตั ิกจิ กรรม2. ความรูท่ีใชในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม และแหลงอา งอิง3. ข้นั ตอนทใ่ี ชปฏบิ ัตกิ ิจกรรม และผลการปฏบิ ัตติ ามขนั้ ตอน4. ความรูสึกท่ไี ดจ ากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
การประเมินระดับข้นั พฤตกิ รรมดานการดาํ รงชีวติช่อื คุณลกั ษณะ/ชื่อสมรรถนะ 5 4 3 2 1 เกณฑการประเมนิ 106
ภาคผนวก
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ขน้ั ตอนการจัดทําโครงงานจากประสบการณในการจัดการเรยี นรโู ดยใชโ ครงงาน ซงึ่ ไดนาํ มาประยุกตใ หเหมาะสมกบั เนือ้ หาวชิ า วฒุ ภิ าวะของนกั เรยี น และสภาพแวดลอ มทีโ่ รงเรยี น จงึ สามารถกําหนดขั้นตอนการจัดทําโครงงานได 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เลือกเรือ่ งทนี่ าสนใจ 2. เตรยี มไปหาแหลง ความรู 3. เขาสูก ารวางแผนกอน 4. ทําตามข้ันตอนอยางสนกุ สนาน 5. เขียนรายงานอยางมนั่ ใจ 6. นําเสนองานไดเหมาะสม ข้ันตอนที่ 1 เลือกเรื่องท่ีนาสนใจ : ขั้นตอนแรกนี้ผูเรียนจะตองเลือกเรื่องท่ีเขาสนใจ โดยครูจะตองเปน ผูกระตนุ หรือจัดกจิ กรรมเราใหผ เู รียนคดิ เรือ่ งทจ่ี ะทําดว ยความพอใจ หวั ขอ ของโครงงานอาจไดมาจากปญหา คําถาม หรือความอยากรู อยากเห็นในเรื่องตาง ๆ ของผูเรียน ซ่ึงเปนผลไดมาจากการไดอานหนังสือ การฟงการบรรยาย การทัศนศึกษาการไดพบเห็นสิ่งตาง ๆในชีวิตประจําวัน หัวขอโครงงาน ควรเปนเรื่องท่ีเฉพาะเจาะจงและชัดเจนวาทําอะไร ควรเนนเรื่องที่อยูใกลตัว และเกิดประโยชน ข้ันตอนที่ 2 เตรียมไปหาแหลงเรียนรู : ในข้ันนี้ผูสอนจะตองจัดเตรียมหรือช้ีแนะแหลงความรูตาง ๆ ท่ีผูเรียนจะตองใชคนควาหาคําตอบจากเร่ืองที่เขาสนใจและสงสัย อาจเปนประเภทเอกสาร ผูรูหรอื ผูเ ช่ียวชาญ สือ่ ประเภทโสตทศั น วสั ดุ อปุ กรณ ตาง ๆ ทีห่ ลากหลาย ผูเรียนจะตอ งไดร ับรวู า มีแหลงความรูใดบาง ไดมองเห็นชองทางที่จะใชแหลงความรูนั้น ๆ อยางไรบาง และสามารถกําหนดแนวทางกวาง ๆ ไดว า จะทําอะไร ทาํ อยางไร ใชท รัพยากรอะไร เพ่ืออะไร ฯลฯ ข้ันตอนท่ี 3 เขาสูการวางแผนกอน : เมื่อผูเรียนไดกําหนดแนวทางกวาง ๆ แลว จะตองนําแนวทางนั้นมาวางแผนในการทํางานวาจะทําอะไรกอนหลง โดยการสรางแผนท่ีความคิด แลวนํามาจัดทําเคาโครงของโครงงาน กําหนดเปนหัวขอตาง ๆ ไดแก ชื่อโครงงาน ช่ือผูจัดทําโครงงาน ช่ือที่ปรึกษาโครงงาน ระยะเวลาดําเนินงาน เหตุผลที่จัดทําโครงานวัตถุประสงคของการจัดทํา ข้ันตอนการดาํ เนินงาน ผลทคี่ าดวา จะไดร บั และแหลง ความรูที่ใชใ นการศกึ ษาคน ควา ขั้นตอนที่ 4 ทําตามขัน้ ตอนอยางสนุกสนาน : ขั้นตอนนผ้ี เู รียนจะตองดําเนนิ การตามขั้นตอนที่วางไว โดยอยูในความดูแลและแนะนําของครูผูสอน โดยผูเรียนจะตองปฏิบัติงานดวยความรอบคอบ มีการจดบนั ทึกขอมูลตาง ๆ ไวเปนระยะวาทําอะไร ทําอยา งไร ไดผลอยา งไร เมื่อมีปญ หาหรืออุปสรรคไดแกไขอยางไร ผูเรียนควรฝกทักษะจากกิจกรรม และแหลงความรูท่หี ลากหลาย ตามความสนใจ เกดิ การเรียนรูตามลําดับข้ันโดยการปฏิบัติจริงดวยตนเอง ไดสนุกเพลิดเพลินกับการทํางาน ไดทํางานอยางมีความสขุ เกดิ ความภูมิใจในผลงานทป่ี รากฎ และสามารถนาํ ความรนู ั้นไปใชไ ดอยา งเหมาะสม ขั้นตอนท่ี 5 เขียนรายงานอยางมั่นใจ : การดําเนินการตามข้ันตอนน้ี เปนการสรุปการรายงานผลจากการปฏิบัติงานที่ผานมา เพ่ือใหผูอ่ืนไดทราบแนวคิด วิธีดําเนินงาน ผลที่ไดรับ และขอเสนอแนะตาง ๆ ท่ีเกี่ยวกับโครงงานการเขียนรายงานควรใชภาษาท่ีเขาใจงาย กระชับ ชัดเจน และครอบคลุม 108
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ประเด็นสําคัญ ๆ อาจกําหนดเปนหัวขอตาง ๆ หรือรายบท ไดดังนี้ บทนํา เอกสารที่เกี่ยวของ การดําเนินการศึกษา ผลการศึกษา สรุป และขอเสนอแนะ รวมทั้งภาคผนวกที่ตองการนําเสนอในรายละเอียดดวย ขั้นตอนที่ 6 นาํ เสนองานไดอยา งเหมาะสม : นบั เปน ขตั้ อนสุดทายของการจดั ทําโครงงาน เปนการนําผลการดําเนินงานทั้งหมดมาเสนอใหผูอ่ืนไดทราบ โดยเนนความคิดริเร่ิม สรางสรรค ความรับผิดชอบ อาจมีลักษณะเปนเอกสาร รายงาน ช้ินงาน แบบจําลอง ฯลฯ ซ่ึงสามารถนําเสนอในรูปแบบท่หี ลากหลาย เชน การจดั นิทรรศการ การแสดง การสาธติ การบรรยาย การจัดทาํ ส่อื สิ่งพิมพ การจัดทําสอ่ื มัลตมิ ีเดยี ฯลฯ 109
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรยี นรูโดยใชโครงงานเปนฐาน (Project-based Learning : PBL) การนําโครงงานมาใชในการจัดการเรียนการสอนถือไดวาไมใชส่ิงใหมในการจัดการศึกษาอยางไรก็ตามในทศวรรษที่ผานมามีการนํามาใชแบบคอยๆ พัฒนาจนไดรับการยอมรับเปนกลวิธีการสอนอยางเปนทางการ การจัดการเรยี นรูด วยโครงงานไดเขา มามีสว นสาํ คัญในการเรียน เมอื่ มงี านวิจัยมาสนับสนุนสิ่งท่ีครูไดเช่ือมั่นมายาวนานกอนหนานี้วานักเรียนจะเกิดการเรียนรูไดดียิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสไดคนควาในสิ่งที่ซับซอน ทาทายหรือในบางครั้งเปนประเด็นปญหายุงยากท่ีเกิดขึ้นในชีวิตจริงได การเรียนรูดวยโครงงานจะเปนไปตามความสนใจของนักเรียน การออกแบบโครงงานท่ีดีจะกระตุน ใหเกิดการคนควา อยางกระตือรือรน และใชท ักษะการคิดขั้นสูง (Thomas, 1998) งานวิจยั เก่ยี วกับสมอง ไดใหความสําคัญกับกิจกรรมการเรียนรูในลักษณะนี้ ศักยภาพในการรับรูส่ิงใหมๆ ของนักเรียน จะถูกยกระดับข้ึนเม่ือไดมีสวนรวมในกิจกรรมการแกปญหาที่มีความหมาย และเม่ือนักเรียนไดรับ ความชวยเหลอื ใหเขา ใจวาความรกู ับทักษะเหลาน้ันสัมพนั ธก นั ดว ยเหตใุ ด เมื่อไหรและอยางไร 1. การเรียนรดู วยโครงงานคืออะไร การจัดการเรียนรูที่ใชโครงงาน เปนวิธีการจัดการเรียนรูท่ียึดผูเรียนเปนสําคัญวิธีการหน่ึงท่ีจะชวย พัฒนาผูเรียนท้ังดานความรูและทักษะผานการทํางานที่มีการคนควาและการใชความรูในชีวิตจริงโดยมีตัวผลงานและการแสดงออกถึงศักยภาพจากการเรียนรู การเรียนรูดวยโครงงานจะถูกขับเคลื่อนโดยมีคําถามกําหนดกรอบการเรียนรูที่เปนตัวเช่ือมโยงระหวางมาตรฐานการเรียนรูกับทักษะการคิดข้ันสูงเขาสู สถานการณที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หนวยการเรียนรูบูรณาการ จะใชไดดีกับแบบโครงงานจะประกอบไปดวยกลวิธีการสอนท่ีหลากหลายท่ีจะทําใหผูเรียนท้ังหมดเกิดการเรียนรู แมจะมีวิธีการเรียนรูท่ีตางกันก็ตาม นักเรียนสามารถขอความรวมมือจากผูเช่ียวชาญภายนอกหรือชุมชนเพื่อคลี่คลาย ปญหาหรือเนื้อหาความรูที่ลึกซ้ึง สวนการบูรณาการเทคโนโลยีและกระบวนการประเมินท่ีหลากหลายกจ็ ะเปนตัวชว ย เสริมใหผลงานของนักเรียนมคี ุณภาพสงู ยิ่งขึน้ การจัดการเรียนรดู ว ยโครงงานเปนรูปแบบวธิ ีสอนที่จะนํานักเรียนเขาสูการแกป ญหาที่ทาทายและสรางช้ินงานไดสาํ เร็จดวยตนเอง โครงงานท่ีจะมาชวยสรางสภาวะการเรียนรูภายในช้นั เรียนจะเกิดไดในหลายกลุมสาระการเรียนรู ในหลายเน้ือหาและในหลายระดับชวงชนั้ โครงงานจะเกิดขน้ึ บนความทาทายจากคําถามที่ไมสามารถตอบไดจากการทองจํา โครงงานจะสรางบทบาทหลากหลายข้ึนในตัวนักเรียนเปนผูที่แกปญหา คนท่ีตัดสินใจ นักคนควา นักวิจัย โครงงานจะตอบสนองตอวัตถุประสงคท ี่เฉพาะเจาะจงทางการศกึ ษา ไมใชส่ิงทแ่ี ปลกแยกหรอื เพิ่มเตมิ ลงไปในหลกั สตู รเนื้อหาท่ีแทจริง 2. แนวคดิ ในการจัดการเรียนรูแ บบโครงงาน 1. โครงงานเปนกิจกรรมการเรียนรูที่เช่ือมโยงกับบริบทจริง สามารถนําไปประยุกตใชในชวี ิตประจําวนั 2. การใหผูเรียนทําโครงงาน เปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดเขาสูกระบวนการสืบสอบ(process of inquiry) ซึง่ เปนการใชก ระบวนการคิดขัน้ สงู 3. การจัดการสอนโดยใชโ ครงงานเปนฐาน ชว ยใหผ เู รียนไดผ ลิตงานท่ีเปนรูปธรรมออกมา 4.การแสดงผลงานตอสาธารณชน สามารถสรางแรงจูงใจในการเรียนรู และการทํางานใหแกผูเ รยี นได 110
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 5. การใหผูเรียนทําโครงงานสามารถชวยดึงศักยภาพตาง ๆ ที่มีอยูในตัวของผูเรียนออกมาใชประโยชน 6. ผเู รียนไดศ ึกษาคน ควา และลงมอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมดว ยความสนใจ 7. ผูเรยี นเรียนรตู ามความถนดั และความสามารถของตนเอง 8. ใชก ระบวนการวิทยาศาสตรห รือกระบวนการอนื่ ๆ ทีเ่ ปนระบบ 9. หาคําตอบภายใตคําแนะนาของครูผูสอนหรือผูเ ชี่ยวชาญ 10. สอนไดท กุ ช้นั เปน รายบคุ คลหรอื รายกลุมก็ได ท้ังในเวลาเรยี นหรือนอกเวลาเรียนกไ็ ด 3. วัตถปุ ระสงคใ นการจดั การเรยี นรู 1. เพ่ือใหผูเรียนไดใชความรู ทักษะและประสบการณของตนเองในการศึกษาคนควาหาขอมูล จากแหลง เรียนรูต า ง ๆ 2. เพื่อใหผ ูเรยี นเกิดพลงั ความอยากรูอ ยากเห็น 3. เพื่อใหผเู รียนตัดสนิ ใจวา จะทําอะไร กบั ใคร อยางไร และเสรมิ สรา งความมั่นใจใหผ ูเรียนเปน ผูท ่ีมีความรคู วามชํานาญในเร่ืองทีเ่ ขาตองการคนหาคาํ ตอบ 4. เพอ่ื ใหผเู รยี นไดแสดงออกซึ่งความคดิ สรา งสรรค 4. ลกั ษณะสาํ คัญของการเรียนรูดว ยโครงงาน ประกอบดวย 1. เรื่องหรือประเด็นปญหาท่ีจะจัดเปนโครงงาน เปนเรื่องท่ีนักเรียนสนใจ สงสัย ตองการหาคาํ ตอบ 2. วิธีการหาคาํ ตอบ เปนการศกึ ษาดวยตนเอง ที่มลี ักษณะ 2.1 เปน กระบวนการ มรี ะบบ 2.2 มวี ธิ กี ารศกึ ษาหลายวิธี ซ่ึงครอบคลุมถึงการแลกเปล่ียนเรยี นรูกับผูอน่ื 2.3 มีการศึกษาจากแหลง การเรยี นรู / แหลง ขอ มลู ที่หลากหลาย 2.4 มีครเู ปน ท่ีปรกึ ษาตลอดกระบวนการทาํ งาน 3. คน พบองคความรู หรือขอ สรุป จากโครงงาน ซึง่ มีลกั ษณะท่ี 3.1 สามารถนาไปใชในชีวติ จรงิ ได 3.2 กระตนุ ใหต องการท่จี ะศึกษาหาคําตอบอยางตอเน่ือง 3.3 สามารถแลกเปล่ียนเรียนรูกับผูอนื่ ได 5. จดั กิจกรรมสนับสนนุ กระตุน ความคิด โดย - จัดกิจกรรมในบทเรียนท่ีทา ทาย - มอบหมายงานที่ไมซ ับซอ น - คิดหาคําตอบงา ยๆ โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร - จัดนทิ รรศการ - ศึกษานอกหอ งเรยี น 111
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 216. ข้ันตอนการจัดการเรียนรู1. เลือกหวั ขอ เรอื่ งหรือปญ หาท่ีจะศึกษา กจิ กรรมสนบั สนนุ ของครูผูสอนกจิ กรรมของผูเรยี น1. สํารวจความสนใจของตนเอง 1. จดั กจิ กรรมสาํ รวจความสนใจ1.1 สงั เกต ศกึ ษาขอมูล 1.1 สาํ รวจชมุ ชน1.2 ตดิ ตามขา ว เหตกุ ารณ 1.2 ใชคําถามกระตนุ ใหส นใจ1.3 เชอ่ื มโยงเร่อื งทเ่ี รยี น 1.3 ใชคาํ ถามเช่ือมโยงเหตกุ ารณ1.4 เช่อื มโยงโดยใช web 1.4 ใชส ื่อตา ง ๆหรือแผนภาพความคิด 1.5 ชวยเหลือนักเรียนเลือกเรื่อง/ปญหา เพื่อ ทาํ เปนโครงงาน 1.6 รวมกบั นักเรยี นกาํ หนดเรอื่ ง/ปญ หา 2. วางแผน กจิ กรรมสนับสนนุ ของครผู ูสอน กิจกรรมของผเู รยี น 1. ใชค าํ ถามใหน ักเรียนคดิ ถงึ ความตอ งการหรือ2.1 กาํ หนดจดุ ประสงค ประเด็นทต่ี องการศึกษา1. คดิ ทบทวน ไตรตรองหาเหตุผลประกอบใน 2. วเิ คราะหค วามเปนไปไดของจดุ ประสงค แสดง การตดั สินใจ ความคดิ เห็น ขอเสนอแนะ ใหค ดิ อยา ง2. เขียนส่ิงทตี่ นตองการ รอบคอบ3. พูดคุยกบั เพ่ือน ๆ เพ่ือใหเ กิดความมั่นใจ 3. ใหกําลงั ใจ2.2 ตั้งสมมตุ ิฐาน 1. ใชคําถามกระตุนใหนักเรียนคาดเดาคาตอบ1. พดู คยุ กบั เพอื่ นเพือ่ กําหนดคําตอบลว งหนา ลวงหนา วานา จะเปน อยา งไร นาจะมีผลอยา งไร2. เลือกคาํ ตอบท่เี หมาะสม 2. วิเคราะหค วามเปนไปได ใหความคดิ เหน็3. เขยี นสง่ิ ที่คาดเดาไวเพอื่ รอการพิสูจน 3. ถามย้ําใหนักเรียนคิดอยางรอบคอบและมั่นใจ ในคาตอบท่คี าดคะเน2.3 กาํ หนดวธิ ีการศึกษา 1. กระตนุ สงเสรมิ ใหค าปรกึ ษาเกีย่ วกับ1. รวมกบั นักเรยี นวางแผนโดย- หาวิธีการศกึ ษาเรือ่ งนั้น ๆ - คดิ วิธีการศกึ ษาที่หลากหลาย- เลอื กวธิ ีการทเี่ หมาะสม - เลือกการศึกษาท่ีสามารถทาํ ได- กําหนดข้ันตอน วิธีการ ระยะเวลา แหลง - เลอื กแหลง ขอมลู ทเ่ี หมาะสมเรยี นรู และวธิ ีการนาํ เสนอผลงาน - จดั ทําเคา โครงของโครงงาน2. จัดทาํ เคา โครงของโครงงาน - ชว ยประสานงานเพือ่ อาํ นวยความสะดวก 112
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 211. ลงมอื ปฏบิ ัติกิจกรรมของผูเรยี น กจิ กรรมสนบั สนนุ ของครผู สู อน1. ลงมือปฏิบตั ิตามขั้นตอนทีก่ าํ หนด 1. สังเกต จดบนั ทกึ พฤตกิ รรมนักเรยี น2. บันทึกขอมูลทกุ ข้ันตอน 2. ใหค วามชวยเหลือ ชว ยแกป ญหาเมื่อตองการ3. ปรกึ ษากับเพือ่ นและครเู พ่ือแลกเปลยี่ นเรียนรู 3. แนะนําแหลงเรียนรูเ พ่ิมเติม4. รวมกนั สรุปผลการปฏบิ ัติตามโครงงาน 4. จดั เวทีเพ่อื การแลกเปล่ียนเรียนรเู ปนระยะ 5. ใหแรงเสริม กําลงั ใจ 6. อํานวยความสะดวกตา ง ๆ แกผูเ รียน 4. เขียนรายงาน กจิ กรรมสนบั สนนุ ของครูผูสอน กิจกรรมของผูเรียน 1. ใหค าํ ปรึกษาในการเลือกรูปแบบการเขียน1. ศึกษารปู แบบการเขียนรายงานหลาย ๆ รายงาน2. รูปแบบ 2. แนะนา ติชมการเขียนรายงาน2. เลือกรปู แบบทีเ่ หมาะสม3. เขียนรายงานตามรูปแบบ4. จดั ทาเอกสารรปู เลม5. นาํ เสนอผลงานกจิ กรรมของผเู รียน กจิ กรรมสนบั สนนุ ของครผู ูส อน1. ศึกษาการนําเสนอทห่ี ลากหลาย 1. ใหค าํ ปรึกษาในการเลอื กวิธกี ารนาํ เสนอ2. เลอื กวิธีการทเี่ หมาะสม 2. จดั บรรยากาศ/เวทกี ารนาํ เสนอ3 เตรียมการนําเสนอผลท่ีไดจากการทําโครงงาน 3. ประเมนิ ผลการทําโครงงานคือ 4. สง ผลงานของผูเรียนเขารว มแสดง/ประกวด- กระบวนการศกึ ษา- ผลทีไ่ ดจากการศกึ ษา 113
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 การเรียนการสอนโดยใชโ ครงงานวิทยาศาสตร โครงงานวิทยาศาสตรเปนงานวิจัยเล็กๆ ของนักเรียนท่ีศึกษาทดลองเร่ืองใดเรื่องหน่ึงโดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการคนควาหาความรูดวยตนเอง อาจจัดในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียนก็ได เมื่อนักเรียนมีปญหาหรือขอสงสัยอยางใดอยางหน่ึงข้ึนมา นักเรียนนํา ปญหานั้นไปทดลองศึกษา แกปญหา โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร แลวนําผลงานมาเสนอวิเคราะห เชนนักเรียนสงสัยวาชวงใดที่เหมาะสมที่สุดในการกรีดยาง เพ่ือใหไดปริมาณนํ้ายางสูงสุด นักเรียนไดใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการทดลองจนไดรับคําตอบ การศึกษาดังกลาว คือ โครงงานวิทยาศาสตร ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร 1. ประเภทสํารวจรวบรวมขอ มลู 2. ประเภททดลอง 3. ประเภทส่ิงประดษิ ฐ 4. ประเภททฤษฎี 1. โครงงานประเภทสาํ รวจรวบรวมขอมูล การสํารวจรวบรวมขอมูลบางอยางหรือจําแนกเปนหมวดหมูโครงงานประเภทน้ีไมกําหนดตัวแปร ในการเก็บขอมูลอาจเปนการสํารวจในภาคสนามหรือในธรรมชาติ หรือนํามาศึกษาในหอ งปฏิบัติการ นอกจากนั้นการสาํ รวจรวบรวมขอมูลอาจบงชี้ท่ีมาของปญหา เพื่อนําไปใชศึกษาทดลองตอ ตัวอยางโครงงานประเภทนี้ เชน - การสาํ รวจพืชพันธุไ มใ นโรงเรยี น ในทอ งถิ่น - การสาํ รวจพฤตกิ รรมดา นตางๆ ของสตั ว - การสาํ รวจปญหาส่ิงแวดลอ มในชุมชน - การศกึ ษาลักษณะของอากาศในทองถิน่ 2. โครงงานประเภททดลอง โครงงานที่มีลักษณะการออกแบบทดลอง เพ่ือศึกษาผลของตัวแปรตัวหนึ่ง โดยควบคุมตัวแปรอ่ืน ๆ โครงงานประเภทน้ี นกั เรียนไดแ กป ญ หา ปฏิบัตจิ ริงกับปญหาหรอื ขอสงสยั ของนกั เรยี นดําเนินการอบรม ทดลองสรุปผล วิเคราะหผลท่ีไดออกมา ซ่ึงจะเปนการใชทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตรอยางสมบรู ณ เชน - ศกึ ษาการตดั ใบขาวโพดทม่ี ีผลกระทบตอการเจรญิ เตบิ โต และผลติ ผล - การทาํ ยากนั ยงุ จากพืชในทองถิ่น - การปอ งกันการเปนหนอนของปลาเค็ม โดยใชส ารสกัดจากพืชท่ีมรี สขม - การใชมลู ววั ปองกนั วัวกนิ ใบพชื - การบงั คบั ผลแตงโมเปนรปู สเ่ี หลยี่ ม 3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ โครงงานประเภทนี้ เปนการประดิษฐสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เคร่ืองมือ เคร่ืองใช หรืออุปกรณเพ่ือใชสอยตาง ๆ สิ่งประดิษฐอาจคิดขึ้นมาใหม ปรับปรุงหรือสรางแบบจําลอง โดยประยุกตหลักการทางวทิ ยาศาสตร ใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร มีการกําหนดตัวแปรทจี่ ะศึกษาและทดสอบประสิทธิภาพ 114
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ของช้ินงานดวย หากนักเรียนประดิษฐช้ินงานข้ึนมา โดยมิไดใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร ถือวาเปนส่งิ ประดิษฐไ มใ ชโครงงานวิทยาศาสตร ตวั อยา งโครงงานประเภทส่งิ ประดษิ ฐ เชน - กรงดกั แมลงวันและแมลงสาบ - เครอ่ื งตไี ขสําหรบั เด็ก - เครื่องโรยปุยยางพารา - จักรยานเกบ็ ขยะ - เครอื่ งกะเทาะเมลด็ ขา วโพดแบบมอื หมนุ การไดม าซึง่ โครงงานวทิ ยาศาสตร โครงงานวิทยาศาสตรไดมาจากปญหาหรือขอสงสัย ซ่ึงควรจะเปนปญหาใกลตัวของนักเรียนพยายามอยาใหนักเรียนคิดปญหาท่ีไกลตัวเกินความสามารถของเด็กท่ีจะทําได ตัวอยางการไดมาซ่ึงโครงงานวิทยาศาสตรข องนกั เรียน เชน 1. ปญหาใกลตัว ตัวอยางโครงงานวิทยาศาสตรเรื่อง “ศึกษาชวงเวลาที่เหมาะสมในการกรีดยางพารา เพ่ือใหไดปริมาณนํา้ ยางสูงสุด” โครงงานเรื่องนี้มาจากปญหาของตวั นักเรียนเองท่ีตองต่นื นอนในเวลาเชา มืด เพ่ือกรีดยางพาราในเวลาที่ไมแนนอน นักเรียนตองการตื่นนอนใหตรงเวลาในการกรีดยาง เพื่อใหไดนํ้ายางปริมาณสูงสดุ ในการออกแบบการทดลอง สมาชิกแตล ะคนกรีดยางพรอมกนั คนละ 10 ตน ใชเวลาตน ละประมาณ 30 วินาที แลวนํานํ้ายางมารวบรวมชั่งนาหนักในชวงเวลา 1-5 นาฬิกา ในการทดลองถาจาํ นวนตน ยางมากกวานี้ เวลาจะคลาดเคลื่อนไปมาก ผลของโครงงานวิทยาศาสตรน้ีทาํ ใหน ักเรยี นไดคิดทดลองตอ กบั ตนยางท่มี อี ายมุ ากกวา 7 ปข้นึ ไป และจะทดลองโดยวดั อุณหภมู ขิ องอากาศดวย 2. ความสงสัย อยากรอู ยากเหน็ ตัวอยางโครงงานวิทยาศาสตรเร่ือง “ศึกษาการตัดใบขาวโพดที่มีผลกระทบตอการเจริญเติบโตและผลผลิต” จากการที่นักเรียนไดเรยี นเรื่องยาฆา แมลงในบทเรียนไดรวมกันอภิปรายวาถา เกษตรกรจะไมใชยาฆาแมลงจะไดหรือไมมีการแสดงความคิดเห็นของนักเรียนคนหนึง่ วา ถาหนอนกัดกินใบพืชเพียงเล็กนอยจะทําใหผลผลิตตางกันหรือไม ใบพืชถูกทําลายมากแคไหนจึงมีผลกระทบตอการเจริญเติบโตและผลผลิต เมือ่ ทดลองปลูกขาวโพด โดยการตดั ปลายใบในกลมุ ทดลอง 7 กลมุ ตัง้ แต 10 - 70 % กลุมควบคุมไมตัดใบ นักเรียนสังเกตเห็นวา ตนขาวโพดท่ีตัดใบทุกระดับจะไมคอยมีแมลงศัตรูพืชรบกวน ซึ่งตางกับกลุมควบคุมท่ีไมตัดใบจะถูกทําลายเกือบทุกตน การตัดใบในระดับ 20 % ไมมีผลกระทบตอผลผลิต นกั เรียนไดน ําผลการทดลองไปใชกบั การปลูกขา วโพดทีบ่ านสวน ใบทต่ี ัดออกเอาไปใหววั กนิ 3. ปญหาทอ งถิ่น ตัวอยางโครงงานวิทยาศาสตรเรื่อง “เคร่ืองย่ํายางพารา”ชาวบานในหมูบานของนักเรียนมีอาชีพทําสวนยางพารามีข้ันตอนหนึ่งของการทํายางแผน ท่ีตองใสนํ้าสมยาง (กรดอะเซตกิ ) เพื่อใหน้ํายางแข็งตัว เม่ือเทจากตะกง (ภาชนะสี่เหลี่ยม) แลวตองใชเทาเหยียบเพื่อใหแผขยายออกเปนแผนกอนเขาเคร่ืองรีดนักเรียนสาํ รวจพบวาเทาของผเู หยียบยา่ํ ยางทุกคนจะพุพองเปอย เพราะกรดนาสมกดัเทานักเรียนจึงอยากจะชวยคุณยายใหมีเครื่องมือท่ีชวยกรีดยางพาราแทนการเหยยี บดวยเทา ออกแบบโดยใชทอพีวีซีขนาดเสนผาศูนยกลาง 15 ซม. สอดเหล็กแกนกลางสา หรับใชจับ บรรจุซีเมนตลงในทอ 115
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21เพ่ือใหมีนาหนัก เมื่อทดสอบประสิทธิภาพแลวรีดไดเร็วกวาใชเทาเหยียบ แตมีปญหาเกิดขึ้นเมื่อรีดหลายๆ แผน ผูใชจ ะรสู ึกเมือ่ ยลา เพราะตองกม ลงนักเรียนจึงตอ งแกปญหาตอ ไป 4. การสังเกต ตัวอยางโครงงาน เรื่อง “การใชสารสกัดจากบอระเพ็ดและฟาทลายโจรในการปองกันการเปนหนอนของปลาเค็ม” การกําจัดแมลงวันมีหลายวธิ ี นักเรียนคิดที่จะปองกันไมใหแมลงวันมาวางไขท่ีปลาเค็ม จากการสังเกตเห็นแมคาใชสารเคมีกับปลาเค็ม ซึ่งมีอันตรายมาก จึงคิดที่จะใชพืชที่มีรสขมแทนสารเคมี เพราะสังเกตวาพืชที่มีรสขมไมคอยมีแมลงรบกวน จากการทดลองใชสารเคมีรสขมมาทาท่ีตัวปลา เพ่ือไมใหแมลงวันวางไข พบวาสารสกัดจากบอระเพ็ดในอัตราสวนที่นอยที่สุด 2 กรัม : นํ้า 300ลกู บาศกเ ซนติเมตร : ปลาสลดิ 1 กโิ ลกรมั ปองกันการเปน หนอนของปลาเค็มได 5 วนั ไมมีรสขม 5. คาํ บอกเลา ตัวอยางโครงงาน เรื่อง “การทํายากันยุงจากดอกปาลม”นักเรียนไดทราบจากคุณปาวา ดอกปาลมตัวผู นํามาจุดปองกันยุงได จึงอยากนําเร่ืองนี้มาศึกษา โดยการทดลองเบ้ืองตนปรากฏวาเปนจริงจึงเกิดแนวคิดวาจะทําเปนธูปโดยผสมกับสารตางๆ ใหจุดไฟติดงายและศึกษาประสิทธิภาพจากการทดลองนําดอกปาลมตัวผูไปผ่ึงแดดใหแหง นํามาบดผสมข้ีเล่ือย ผงถาน แปงเปยก ในอัตราสวน 2 : 1 :1 :1 นกั เรียนหาวิธีการที่จะทาํ เปน กา นธูปหลายครั้งท่ีลมเหลว มาประสบผลสาเร็จเมื่อบรรจสุ ารลงไปในหลอดกาแฟ ใสกานมะพราวสอดดึงออกมาเปน กานธูป 6. การทดลองเลน ตัวอยางโครงงาน เรื่อง “เครื่องตีไขสําหรับเด็ก” นักเรียนชายช้ันประถมปที่ 6 นํามอเตอรของเด็กเลนท่ีท้ิงแลว มาตอสายไฟเขากับถานไฟฉาย แลวนําฝาเบียรมาตกแตงเปนใบพัด ใสแกนสอดเขาไปหมุนเลน วันตอมาเมื่อเรียนวิชาสรา งเสริมประสบการณชวี ิต เร่ืองสวนประกอบของไฟฉายจึงเกิดแนวคิดที่จะดัดแปลงของเลนชิ้นนั้น เขากับกระบอกไฟฉาย เปนเครื่องตีไขสําหรับเด็ก ใชแกนท่ีทําดวยลวด โดยออกแบบแกนหลายแบบ แลวนําไปทดสอบประสิทธิภาพสามารถตีไขไดสูงสุด 5 ฟอง ในเวลา1 นาที ตอมาไดนําใบพัดมาใสที่แกนก็จะไดสิ่งประดิษฐ เปนพัดลมมือถือไดอีกอยางหนึ่ง นักเรียนคิดตอไปท่จี ะออกแบบใหมีรูปทรงท่กี ะทัดรดั จะใหสภุ าพสตรไี วใ ชแทนพดั 7. ความสนใจสว นตวั ตัวอยางโครงงาน เร่ือง “การใชนํ้ามันปาลมทดแทนน้ํามันเตา ในการใหความรอนในโรงไฟฟาพลังความรอน” นักเรียน สนใจเกี่ยวกับพลังงานและความรอน มีความคิดที่จะหาสิ่งทดแทนพลังงานเมื่อไดศึกษาเอกสารแผนพับของการไฟฟาฝายผลิตเก่ียวกับการใช นามันเตาในโรงงานไฟฟาพลังความรอน เกดิ แนวคดิ วาจะใชนํ้ามนั ปาลม แทนนํา้ มันเตาไดห รือไม เพราะ นาํ้ มันปาลมเราสามารถปลูกไดมากเทาที่ตองการ ไมทําลายช้ันบรรยากาศ ไมมีสารพิษในการเผาไหม ในการศึกษาประสิทธิภาพของนํ้ามันปาลมโดยการตมน้ําเปรียบเทียบกับการใชน้ํามันเตา พบวา น้ํามันปาลมใหความรอนท่ีทา ใหน้ําระเหยไดเปนไอหมด จึงสามารถใชแทนนํ้ามันเตาได ในการทํางานมีปญหาเกิดข้ึนหลายข้ันตอน เชน ตองใชนํา้ มันกาด น้าํ มันโซลา ผสมจึงจุดไฟติด นักเรียนไดแกป ญหาไปตามข้นั ตอนการทดลอง 8. รวมบทคัดยอ หรอื โครงงานอนื่ ที่เคยมผี ูทาํ ไว นักเรียนอาจนําโครงงานที่ผูอื่นทําไวแลวมาปรับปรุงเปล่ียนใหมใหดีข้ึนกวาเดิม หรือขยายขอบเขตการศึกษาคนควาใหกวางขวางข้ึน เชน นกั เรียนกลุมหนึ่งศึกษาการคายนํ้าของหอยแครง คนอ่ืนอาจประยุกตวธิ ีการดงั กลาวมาใชกับหอยขม หรอื หอยชนิดอน่ื กไ็ ด 116
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 9. การตงั้ คาํ ถามของครู คําถามของครูมีสวนอยางมากที่จะยั่วยุใหนักเรยี นคิดโครงงานวิทยาศาสตรได ในบทปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร ในบทเรียนเมื่อนักเรียนเรียนจบไปแลว ครูควรต้ังคําถามใหนักเรียนคิดตอไป“ถาเปนอยางอ่ืนละ” “ถา .... ละ” เชน การทดลองเรื่อง นํ้ายาสับฆาหนอน เม่ือการทดลองในบทเรียนจบแลว หากครตู ง้ั คาํ ถามวา“ถา เปนหนอนชนิดอ่ืนละ” “ถา ความเขมขนของน้ํายาสับตางกันละ” ผลจะเปน อยา งไร หรือการทดลองเรื่องเซลไฟฟูาจากมะนาว“ถาเปนผลไมชนิดอน่ื ละ” “ถาเปนนํา้ จากใบพืชที่มีรสเปร้ียวละ” ผลจะเปน อยางไร แตกตางหรือเหมือนกัน นกั เรยี นที่สนใจสงสัยกต็ องทดลองดู วธิ ีทําโครงงานวิทยาศาสตร ข้ันตอนของการทํา โครงงานวิทยาศาสตร มดี ังนี้ 1. ตัง้ ปญ หา สมมติฐานเกีย่ วกบั ปญหาเพือ่ ตอบคาํ ถามของปญหานั้น 2. การกําหนดตัวแปร ตัวแปรตน หรือขอสงสัย ผลที่ตามมาจากการสงสัย คือตัวแปรตาม และจะตองควบคุมตวั แปรใดบา ง เพอ่ื ใหขอ มลู นา เชอ่ื ถือ คอื ตัวแปรควบคมุ 3. ออกแบบทดลอง เปนการบอกความสัมพันธระหวางตัวแปรทั้งหมดใหเปนรูปธรรมปฏิบัตไิ ดจ ริงๆ นาเช่ือถือ จะใชท กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใดบาง จะเกบ็ รวบรวมขอมูลอยางไรกลุมควบคุม กลุมทดลอง เปนอยางไร ในบางครั้งตอไปคนควาวามีผูทดลองแลวหรือไม ผลเปนอยางไรนักเรียนจะทดลองตออยา งไร มคี วามสมั พันธก นั หรือไม 4. ทดลอง คือ การปฏบิ ัติจริง ซงึ่ จะตอ งทดลองหลาย ๆ ครัง้ อยางนอ ยตอง 3 ครงั้ เพ่ือจะไดผลท่ีนาเช่ือถือ แตก ารทดลองบางครั้ง ผลการทดลองอาจขัดแยง กัน ตอ งเพิม่ การทดลองใหมากข้ึนเปน 5 ครัง้ หรือ 10 ครัง้ แลวจึงใชวิธีเฉลยี่ ขอมูล หรือเลือกคร้งั ทเี่ ปน ไปไดมากเปน ผลการทดลอง ขอมูลท่ีไดตองบันทึกและนําเสนอทั้งหมด มิใชเลือกเอาเฉพาะขอมูลท่ีเปนไปตามสมมติฐานเทาน้ัน หากครูที่ปรึกษาโครงงาน วิทยาศาสตร ใหนักเรียนนําเสนอแตเฉพาะขอมูลดังกลาวแลว จะเปนการผิดพลาดอยางมาก เพราะอาจสรางเดก็ ใหเปนคนทไ่ี มซอื่ สัตย ขาดเจตคติท่ีดที างวิทยาศาสตร 5. อภิปรายผล นําขอมูลท่ีไดจากการทดลอง นํามาประเมินผลอภิปรายโดยการศึกษาจากเอกสารหลักฐานมาประกอบวามีขอความแตกตางกันเพราะอะไร นักเรียนจะตองหาเหตุผลหรือขอ เสนอแนะใหไ ด 6. นําเสนอ นักเรียนนําเสนอขอมูล ความรูใหมกระบวนการทํางาน โดยการเขียนรายงานและจัดบอรด แสดงโครงงานวิทยาศาสตรท่ีไดจัดทํา อาจารยที่ปรึกษาควรติดตามการทํางานของนักเรียนอยางใกลชิด ใหคําปรึกษา ใหกําลังใจ อํานวยความสะดวกในการจัดหาอุปกรณ ตลอดจนคาํ นึงถงึ ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ขั้นตอนการเรียนการสอนโดยใชโ ครงงานวิทยาศาสตร 1. ครใู หความรเู ก่ียวกบั โครงงานวทิ ยาศาสตร 2. นักเรียนนาํ หัวขอเรื่อง/ปญหามาปรกึ ษาครู 3. คร-ู นกั เรียนวางแผนการทํา โครงงานออกแบบทดลอง 4. นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ ารทดลอง-ครตู ิดตามการทํางาน 5. นักเรียนสรุปผล อภปิ รายผล 117
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 6. ประเมินผล 7. จัดแสดงนทิ รรศการ ประยกุ ตในการจัดกิจกรรมการเรียนรู 1. ผูส อนและผูเรยี นอภิปรายปญหาตา ง ๆ รว มกนั และผเู รยี นเลอื กปญ หาท่ตี นสนใจ 2. ผูสอนช้ีแจงทําความเขาใจถึงวัตถุประสงคในการทําโครงงาน ความคาดหวัง วิธีการและกระบวนการในการดาเนินการ 3. ผเู รยี นรวมกันศกึ ษาหาความรูในเรอื่ งทีจ่ ะทําจากแหลง ความรูทห่ี ลากหลาย 4. ผเู รยี นรวมกันวางแผนการจดั ทําโครงงาน และเขยี นโครงการเสนอผูส อน 5. ผูเ รยี นดาํ เนินการตามแผนงานท่ีกาํ หนด 6. นาํ เสนอผลงานของผเู รยี นและรวมกันวพิ ากษว จิ ารณ และแลกเปล่ยี นความคิดเห็น 7. ผเู รียนปรบั ปรงุ ผลงานและเขยี นรายงาน 8. นําเสนอผลงานออกแสดงตอสาธารณชน 9. ผูเรียนและผูสอนรวมกันอภิปรายแลกเปล่ียนประสบการณ และสรุปผลการเรียนรูที่ไดจากการทาโครงงาน 10. ผูส อนวัดและประเมินผลทั้งดา นผลผลติ เนือ้ หาความรู และกระบวนการ ประโยชนของการเรียนรดู ว ยโครงงาน การเรียนรูดวยโครงงานจะมีประโยชนท่ีหลากหลายท้ังตอครูและนักเรียนในการที่จะชวยสรางองคความรู จากการคนความีผลงานวิจัยเพ่ิมมากข้ึนที่รับรองวาการเรียนรูดวยโครงงานจะทําใหนักเรียนมีสวนรวมลดการขาดเรียน เพิ่มทักษะในการเรียนรูแบบรวมมือและชวยยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน (George Lucas Educational Foundation, 2001) สําหรับนักเรียนแลว ประโยชนท่ีไดจากการเรียนรูดว ยโครงงาน มดี ังนี้ 1. เพ่ิมอัตราการเขาเรียน เสริมสรางความเชื่อม่ันในตนเอง และพัฒนาทัศนคติเชิงบวกตอการเรียนรู (Thomas, 2000) 2. เม่ือเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนรูแบบอื่นแลว ผลสัมฤทธ์ิมีคาเทากับหรือสูงกวา หากผูเ รยี นไดมีสว นรับผิดชอบในการทําโครงงาน (Boaler, 1997; SRI, 2000) 3. เปดโอกาสใหมีการพัฒนาทักษะท่ีซับซอน เชน ทักษะการคิดข้ันสูง การแกปญหา การทางานแบบรว มมอื และการสือ่ สาร (SRI, 2000) 4. ใหโอกาสที่เปดกวางตอการเรียนรูในช้ันเรียน มีการปรับใชกลวิธีเพื่อรองรับผูเรียนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Railsback, 2002) การเรียนรูดวยวิธีการแบบน้ีจะเปนท่ีนาสนใจสาหรับนักเรียนหลายๆ คนจากการที่ไดรับประสบการณตรง โดยจะไดรับบทบาทและใชพฤติกรรมของผูท ี่สวนเก่ียวของในเรื่องดังกลา วไมวาจะเปน การทําหนงั สารคดีเก่ียวกับอนรุ กั ษส ภาพแวดลอมการออกแบบแผนพับท่ีแนะนาํ แหลงทองเที่ยวท่ีสําคัญทางประวัติศาสตรของทองถ่ินหรือสรางงานนําเสนอเพ่ือแสดงขอดีขอเสียของการกอสรางหางสรรพสินคานักเรียนจะไดมีสวนรวมในสิ่งท่ีเกิดข้ึนในโลกจริงๆ ที่มีความสําคัญนอกชั้นเรียนประโยชนท่ีไดสําหรับครูที่นอกจากจะเปนการพัฒนาคุณภาพดานวิชาชีพแลวยังชวยใหเกิดการทํางาน 118
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21แบบรวมมือกับเพื่อนครูดวยกันรวมทั้งโอกาสที่จะไดสรางสัมพันธท่ีดีกับนักเรียนดวย (Thomas, 2000)นอกจากนั้นยังมีครูอีกมากท่ีรูสึกยินดีที่ไดคนพบรูปแบบวิธีสอนท่ีเหมาะสมกับความหลากหลายของนักเรียนดวยการเปดโอกาสในการเรียนรูในชั้นเรียนยังพบอีกวานักเรียนที่จะไดประโยชนจากวิธีเรียนดว ยโครงงานมักจะเปนนักเรยี นท่ีเรยี นดวยวิธีการแบบเดิมไมค อ ยไดผ ลดนี ัก (SRI, 2000) วิธีสอนนเ้ี ปล่ียนแปลงการสอนในหองเรียนแบบเดิมๆ อยางไรบาง โครงการพัฒนาคณุ ภาพวิชาชพี ครู Intel® Teach to the Future (2003) ไดกลา วในงานนาํ เสนอเพ่อื ชี้แจงโครงการวาหอ งเรยี นท่คี รใู ชว ิธกี ารจดั การเรยี นรูดว ยโครงงาน จะมี 1) คําถามทไี่ มม ีคาํ ตอบทถ่ี ูกตอ งคําตอบเดยี ว 2) มีบรรยากาศท่จี ะยอมรบั ขอผดิ พลาดและการเปล่ยี นแปลง 3) นักเรียนมกี ารตดั สนิ ใจโดยมีกรอบแนวคิด 4) นกั เรยี นไดออกแบบวิธกี ารท่จี ะแกไ ขปญหา 5) นกั เรยี นมีโอกาสท่จี ะประเมนิ กิจกรรมที่ทาํ 6) มกี ารประเมนิ เปนกระบวนการตอเนอื่ ง 7) มผี ลผลติ ในขั้นสดุ ทา ยและสามารถประเมินคณุ ภาพได สําหรับนักเรียนท่ีคุนเคยกับวิธีจัดการเรียนการสอนแบบเดิมๆ จะพบวาไดมีการเปล่ียนแปลงการทํางานจากทําตามส่ังมาเปนการทํางานที่กําหนดเปาหมายดวยตนเอง จากการเนนความจําและทํางานซาๆ มาเปนการคนควา การบูรณาการและการนําเสนอ จากการฟงและการตอบคาํ ถามมาเปน การสื่อสารและมีความรับผิดชอบ จากความรูเชิงขอเทจ็ จริงดานเน้ือหามาเปน ความเขาใจกระบวนการ จากการรทู ฤษฎีมาเปนการประยกุ ตใ ช จากการตอ งพึ่งพาครผู สู อนมาเปน การพ่ึงพาตนเอง(Intel, 2003) ครตู องเผชญิ หนา กบั ความทาทายอะไรบาง ครทู ่ีนาํ การจดั การเรยี นรดู ว ยโครงงานมาสูช้ันเรยี นจาํ เปน จะตองนําเอากลวธิ ีการสอนใหมๆ มาใชเ พื่อใหเ กดิ ความสําเร็จ นอกจากน้ี นักวชิ าการยังเห็นดวยวาครูควรปรับบทบาทจากผูสอนหรือถูกสอนมาเพื่อสอนมาเปนผูชี้แนะหรือผูจัดประสบการณดานการเรียนรูมากกวา การสอนโดยตรงท่ีตองพึ่งพาตําราเรียน การสอนแบบบรรยายและการสอบแบบเดิมๆ อาจไมไดผลตามท่ีคาดหากเทียบกับโลกแหงการเรียนรูดว ยโครงงานที่เปดกวา งและเชื่อมโยงกันหลายกลุมสาระ และถึงแมวาครูจะทําหนาท่ีเปนโคชใหคําแนะนาแนวทางมากกวาการบอกการสอนแตค รเู องกต็ อ งยอมรับขอบกพรองทีอ่ าจเกิดขณะทน่ี กั เรียนพยายามทําโครงงานใหส าเร็จ (Intel, 2003).ในขณะทําโครงงาน ตัวครูเองอาจพบวา ตัวเองก็กําลังเรียนรูไปพรอ มๆ กับนักเรียนไดเชนเดียวกัน ส่ิงทาทายทค่ี รตู อ งเผชญิ อาจรวมถึง 1) การจดจําถงึ สถานการณทอี่ าจนาํ มาทําเปน โครงงานที่ดี 2) ปญหาท่อี าจกอ ใหเกิดโอกาสในการเรยี นรู 3) การรวมมอื กับเพอื่ นครเู พื่อบูรณาการขามกลุม สาระ 4) การจดั การกระบวนการเรียนรู 5) การบรู ณาการเทคโนโลยีอยางเหมาะสม 6) การพฒั นาแนวทางในการประเมินตามสภาพจริง ท่ีจริงแลว ตัวครูเองก็อาจตองเผชิญกับความเสี่ยงในการท่ีจะเอาชนะความทาทายต้ังแตแรก การไดรับการสนับสนุนจากฝายบริหารจะชวยทําใหการนําไปใชจริงมีความยืดหยุนมากข้ึน 119
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21เชน การกําหนดระยะเวลาหรือการวางแผนรวมกัน และชวยใหโอกาสในการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพแกครู 1) สมรรถนะของผเู รยี นจากการเรยี นรแู บบโครงงาน 2) ความสามารถในการสื่อสาร 3) ความสามารถในการคิด 4) ความสามารถในการแกป ญหา 5) ความสามารถในการใชทักษะชวี ติ 6) ความสามารถในการใชเทคโนโลยี 7) พัฒนาทักษะทจี่ าํ เปนในศตวรรษท่ี 21 ขณะทําโครงงานนักเรียนจะเกิดการพัฒนาทักษะที่จําเปนของศตวรรษที่ 21 ซึ่งหลายทักษะเปนทต่ี องการของผวู า จา งในตลาดแรงงาน เชน ความสามารถในการ 1) ทาํ งานรว มกับผูอน่ื ไดเปน อยา งดี 2) ทาํ การตดั สนิ ใจไดอยางรอบคอบ 3) มคี วามคิดรเิ รม่ิ 4) แกไ ขปญ หาทซี่ บั ซอ นได 5) จดั การกับตนเองได 6) สื่อสารไดอ ยางมีประสิทธิภาพ ทกั ษะท่ีจาเปนในศตวรรษท่ี 21 ครอบคลมุ ทกั ษะดังตอ ไปนี้ 1) ความรับผิดชอบ และการปรับตัว – ฝกความรับผิดชอบตอตนเอง และมีความยืดหยุนตอบริบทของสถานประกอบการและชุมชน กําหนดมาตรฐานและเปาหมายขั้นสูงท้ังของตนเองและผูอ่ืนและดําเนนิ การใหบ รรลผุ ลตามมาตรฐานและเปา หมายท่กี าํ หนด อดทนตออปุ สรรคท้ังปวง 2) ทักษะการส่ือสาร – เขาใจ จัดการและสรางสรรควิธีการส่ือสารดวยการพูด การเขียนและมัลติมีเดีย ในรูปแบบและบริบทตา ง ๆ ไดอ ยา งมีประสิทธิภาพ 3) ความคิดสรางสรรคและความใฝรูใฝเรียน - พัฒนาไปใชและส่ือสารแนวคิดใหมๆ ไปสูผูอ่ืนเปด กวางรบั ฟง ตอบสนองตอมมุ มองท่ีหลากหลาย 4) การคิดอยางมีวิจารณญาณและคิดเปนระบบ – ฝกการแสดงเหตุผล เพื่อแสดงความเขาใจและสรางทางเลือกทีห่ ลากหลาย และเขา ใจการเชอื่ มโยงระหวางกันอยางเปน ระบบ 5) ทักษะการใชขอมูลสารสนเทศและสื่อ – วิเคราะห เขาถึง จัดการบูรณาการ ประเมินผลและสรางสรรคขอ มลู สารสนเทศในรปู แบบ และสือ่ ทหี่ ลากหลาย 6) ทักษะระหวางบุคคลและทักษะการทํางานรวมกัน – แสดงใหเห็นการทํางานเปนทีมและภาวะความเปนผูนําการปรับตัวตามบทบาทและความรับผิดชอบที่หลากหลาย การทางานอยางมีคุณภาพรวมกบั ผูอื่น ฝกความเห็นใจและเคารพในความคิดเหน็ ท่แี ตกตาง 7) การระบุกําหนด และแกปญหา – สามารถที่จะกําหนดขอบเขตของปญหา วิเคราะหและแกปญ หาได 8) การกํากับตนเอง – กํากับความตองการในการเรียนและความเขาใจของตนเอง ใชแหลงเรียนรูที่เหมาะสม ถา ยทอดสง่ิ ทเ่ี รยี นรสู ูผูอ่ืนได 120
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 9) ความรับผิดชอบตอสังคม – แสดงความใสใจและรับผดิ ชอบตอประโยชนข องสังคมสว นใหญแสดงพฤติกรรมท่ีเหมาะสมตอบคุ คล สถานทแี่ ละบริบทของสังคม 121
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 แหลง อางอิงhttp://journal.feu.ac.th/pdf/v6i2t4a12.pdf {._. วจิ ารณ พานิช. (2555). วถิ กี ารสรางการเรยี นรูเพื่อศษิ ย. (พิมพคร้ังติ์ 3).วิจารณ พานิช. วิถีสรา งการเรยี นรเู พ่ือศษิ ยใ นศตวรรษท่ี ๒๑.-- กรงุ เทพฯ : มลู นธิ ิสดศร-ี สฤษดว์ิ งศ,๒๕๕๕. ๔๑๖ หนา . ๑. การเรียนร.ู I. ช่อื เรอื่ ง.http://teacherweekly.wordpress.com/2013/09/25/21st-century-support-systems/http://www.ipesp.ac.th/learning/websatiti/chapter6/unit6_1_4.htmlhttp://www.krutermsak.in.th/index.php/2013-02-14-03-15-32/2-uncategorised/15-2013-02-22-05-58-53http://www.afaps.ac.th/~edbsci/pdf/km/pys3_pbl.pdfhttp://www.suplopburi.net/bussiness-M.S.5/project3.html 122
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148