แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21domain หลังจากที่ครูผูสอนรายวิชาวิเคราะหตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา จัดกลุมตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาจัดทําหนวยการเรียนรูและพิจารณารูปแบบและกระบวนการในหนวยบูรณาการของหนวยจัดประสบการระดับชั้น เพ่ือนําหนวยการเรยี นรไู ปวางไวในแตละหนว ยบูรณาการ ครูผสู อนจะตอ งหารอื กับทีมครูผูสอนท่ีนํากลุมตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชามารวมบูรณาการกันกําหนดใหนักเรียนจัดทําชิ้นงานผลงาน และผลจากทักษะการปฏิบัติตามตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชา ครูตองวิเคราะหความเชื่อมโยงสารเนื้อหาของตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาในวิชาที่สอนกับสถานการณของหนวยบูรณการ เพ่ือสรางแบบวัดคณุ ภาพและเกณฑการใหคะแนนของชิ้นงาน ผลงาน และผลจากทักษะการปฏบิ ัติตามตวั ชี้วัดมาตรฐานรายวิชา ซ่ึงหมายถึงชิ้นงาน และผลงานในหนวยบูรณาการครูผสู อนแตละคนจะตองนําสาระเน้ือหาของตวั ช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาท่ีผูสอนรับผิดชอบออกแบบใหนักเรียนจัดประสบการณและรายงานผลการจัดประสบการณตามตัวช้ีวดั มาตรฐานรายวิชา โดยพยายามไมเพ่ิมการทําช้ินงาน หรือผลงานโดยไมจําเปนดงั นั้นช้ินงาน หรือผลงาน 1 ช้ินจะถูกวัดและประเมินคุณภาพงานเทียบเกณฑการใหคะแนนไดมากกวา1 ตัวช้วี ดั มาตรฐานรายวิชา และมากกวา 1 รายวชิ า การวัดผลตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาดานจิตพิสัย หรือตัวช้ีวัดแบบ affectivedomain ผูสอนรายวิชาจะกําหนดกิจกรรมมอบหมายงานตามสถานการณของตัวชีว้ ัดมาตรฐานรายวิชาเพิ่มเติมจากกิจกรรมท่ีเปนไปตามกระบวนการของหนวยบูรณาการ พรอมกําหนดคาของคะแนนตามระดบั ข้นั การเกดิ พฤติกรรมดานจิตพสิ ัย และแจงกจิ กรรมการการเขียนรายงานผลการจัดประสบการณที่ดานจติ พิสยั ดงั นี้ ขน้ั การรับรู เปนความรูสกึ ที่เกิดข้ึนตอปรากฏการณ หรือสง่ิ เราอยางใดอยางหน่ึง ซึ่งเปนไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเรานั้นวาคืออะไร แลวจะแสดงออกมาในรูปของความรสู กึ ที่เกิดขึน้ การวัดจะใหน กั เรียนบอกสถานการณท่ไี ดร บั รูหรอื พบเห็นในการเขารวมกจิ กรรมหรือสืบคนจากแหลง สบื คนโดยแนบแหลงอา งอิงหรือบรรณานุกรมเปนหลักฐาน ขั้นการตอบสนอง เปนการกระทําท่ีแสดงออกมาในรูปของความเต็มใจยินยอม และพอใจตอสิ่งเรานั้น ซึ่งเปนการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแลว การวัดจะใหนักเรียนบอกการกระทําหรอื การแสดงออกในการเขาไปมสี วนเกยี่ วของกับสถานการณตามท่ีไดร ับรหู รือพบเห็น ขนั้ การสรางคานยิ ม เปนการเลือกปฏิบัติในส่งิ ท่ีเปนที่ยอมรบั กนั ในสงั คม ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปของการยอมรับนับถือในคุณคาน้ัน ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง จนกลายเปนความเช่ือ แลวจึงเกิดทัศนคติท่ีดีในส่ิงนั้น การวัดจะใหนักเรียนบอกหรือแสดงความรูสึกตอสถานการณทก่ี ระทําหรอื แสดงออกวาประทบั ใจชน่ื ชอบ หรอื ขัดแยงไมชน่ื ชอบอยางไร ขั้นการรวบรวมจัดระบบความคิดและการแสดงออก เปนการสรางแนวคิดและจัดระบบของคานิยมท่ีเกิดข้ึน ซ่ึงจะรวบรวมคานิยมเหลาน้ัน โดยอาศัยความสัมพันธกับสิ่งท่ียึดถือเพ่ือใชเปนหลักในการพิจารณาในเรื่องตาง ๆ ถาเขากันไดก็จะยึดถือตอไป แตถาขัดกันอาจไมยอมรับคานิยมใหม หรืออาจจะยอมรับคานิยมใหมโดยยกเลิกคานิยมเกาไปก็ได การวัดจะใหนักเรียนบอกกิจกรรมการกระทําหรือแสดงออกอยางย่ังยืน หรือยกเลิกในการนําเอาหลักการ หรือทฤษฎีความรูตาม 50
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21สถานการณที่มีความรูสึกชื่นชม หรือขัดแยงมาสนับสนุน หรือโตแยง พรอมแนบแหลงอางอิงที่นํามาสนบั สนนุ ข้ันการสรางลักษณะนิสัยตามคานิยมที่ยึดถือ เปนการนําคานิยมท่ียึดถือนั้นมาใช เปนตัวควบคุมพฤติกรรมที่เปนนิสัยประจําตัวของตน การวัดจะใหนักเรียนบอกการกระทํา หรือประพฤติการปฏิบัติในส่ิงที่ถูกตองดีงาม บอกแนวทางการนําไปใชประโยชน และประโยชนที่เกิดข้ึนตอตนเองและผอู น่ื การวัดผลตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาดานทักษะพิสัย หรือตัวชี้วัดแบบpsychomotor domain เปนการวดั การเรยี นรเู กยี่ วกบั การพัฒนาทักษะทางกาย เนนหนักดานการวางทาทางใหถูกตองและเหมาะสมกับการปฏิบัติงานแตละชนิด สามารถระบุพฤติกรรมท่ีแสดงออกไดจากการตีความทักษะหรือการปฏิบัติออกมาเปนพฤติกรรม ซ่ึงสังเกตไดจากความถูกตองแมนยํา ความวองไว คลองแคลว และสมํ่าเสมอ ผูสอนรายวิชาจะกําหนดกิจกรรมมอบหมายงานตามสถานการณของตัวชวี้ ัดมาตรฐานรายวิชาเพ่ิมเติมจากกิจกรรมทเ่ี ปนไปตามกระบวนการของหนวยบูรณาการ พรอมกําหนดคาของคะแนนตามระดับขั้นการเกิดพฤติกรรมดานทักษะพิสัย และแจงกิจกรรมการการเขียนรายงานผลการจดั ประสบการณด า นทกั ษะพสิ ัย โดยแบงไว 5 ข้ัน คือ ขั้นการเลียนแบบ (Imitation) เปนพฤติกรรมท่ีแสดงถึงการลอกเลียนแบบหรือการปฏิบัติการตามแบบอยางที่มีตนแบบ การวัดจะใหนักเรียนทําตามขั้นตอน หรือแบบท่ีใหเปนตัวอยา งโดยมีครแู ละเพอ่ื นแนะนาํ แกไขขอบกพรอ ง และฝกฝนทําซาํ้ จนไดตามแบบตวั อยาง ขั้นการปฏิบัติไดโดยลําพัง (Manipulation) เปนพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการกระทําไดดวยตนเองโดยลําพัง การวัดจะใหนักเรียนแสดงข้ันตอนการกระทําโดยไมตองดูตัวอยางหรอื ไมตอ งมคี รูและเพ่ือนคอยใหคําช้แี นะ ขั้นการปฏิบัติไดถูกตองแมนยํา (Precision) เปนพฤติกรรมท่ีแสดงออกถึงการปฏิบัติการอยางถูกตองแมนยํา ซ่ึงผานการฝกฝนมาแลว การวัดจะเปนการตรวจสอบคุณภาพความถูกตองและแมนยําของการปฏิบัติโดยลําพังท่ีฝกฝนมาจนเกิดความมั่นใจ ซึ่งสามารถใหแกตัวไดหลายคร้ัง ข้ันการปฏิบัติอยางตอเน่ืองและผสมผสาน (Articulation) เปนพฤติกรรมท่ีปฏิบัติงานหลาย ๆ ขั้นตอนไดอยางตอ เนื่องดว ยความถูกตอง การวดั จะเปนการตรวจสอบคุณภาพความกลมกลืน ตลอดจนการแกไ ขปญ หาไดต ามสถานการณทแ่ี ปรเปลย่ี นไปไดอยางราบรน่ื ข้ันการปฏิบัติโดยอัตโนมัติเปนธรรมชาติ(Naturalization) เปนพฤติกรรมท่ีแสดงออกอยางชัดเจนถึงความชํานาญ ความถูกตองและเที่ยงตรง การวัดจะเปนการตรวจสอบคุณภาพของผลของงานท่ีถูกปรับแกไขตามสภาพการณจนไดผลของงานตามขอกําหนดหรอื คุณลักษณะเฉพาะท่ีกาํ หนดไวใ นทุก ๆ ครง้ั ทที่ ํา 5. คําถามกระตุน ใชเปนเงื่อนไขการกระตุนใหนักเรียนเห็นความเชื่อมโยงสถานการณของแหลงเรียนรูตาง ๆ ของหนวยจัดประสบการณระดับชั้น กับสาระเนื้อหาของตัวชี้วัด 51
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21มาตรฐานรายวิชา และมองเห็นความเกี่ยวของกันระหวางคําถามอยากรูในแหลงจัดประสบการณระดับช้ันกบั ช่อื เรอื่ งท่ีเปน สาระสําคัญรายวิชา และหวั เรื่องท่ีเปน ตวั ชวี้ ัดมาตรฐานรายวชิ าในแตละวิชาที่จดั บูรณาการไวในแตล ะหนว ยบูรณาการ ซึ่งจะทําใหนักเรียนเขียนแผนผังความคดิ หรือ Mine map ในการเรียนรูและสรางองคความรูในภาพรวม ดังนั้นครูและคณะครูผูสอบในระดับชน้ั จึงตองไปสํารวจและลงพื้นท่ีจรงิ นําสถานการณที่พบและเก่ียวของกับสาระเน้ือหาของตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชามาเขียนเปนประเด็นคําถามกระตุนไวกอนลวงหนา แตตองระลึกเสมอวาสิ่งท่ีครูพบเห็นอาจจะไมตรงกับท่ีนักเรียนพบเห็นหรือสนใจซ่ึงถือเปนพ้ืนฐานความรู และพ้ืนฐานประสบการณทแตกตางกัน ซึ่งครูอาจเรียนรูไดจากนักเรียนไดอีกทางหน่ึง คําถามกระตุนจะถูกใชกระตุนในกรณีท่ีนักเรียนไมไดนําคําถามอยากรูมาอภิปรายภายใตกระทู และใหเปนกรอบการตรวจสอบคําถามอยากรูของนักเรียนมีครอบคลุมตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาหรอื ยงั 6. การเฉลยเร่ืองท่จี ะเรียนและหัวขอ ทีจ่ ะสบื คน ใชเ ปนแผนผงั มโนทัศนท ีแ่ สดงชอ่ื เรือ่ ง หวั เรือ่ งทจี่ ะใหนักเรียนเรียนรู สืบคนสรา งองคความรู โดยการใหน ักเรยี นนําคาํ ถามอยากรูและสมมตฐิ านคําตอบมาจดั มาจัดระบบตามช่ือเรอื่ ง และหัวเรือ่ งของแตละวิชาของครูผสู อน ในแตล ะหนวยบูรณาการยอย ๆ ดงั น้ันครูจึงตองเตรยี มผงั มโนทศั นของหนวยบูรณาการยอ ยไวก อนลว งหนาใหชดั เจนและใชป ระกอบารจดั กิจกรรมใหน กั เรยี นทาํ แผนผังความคิดในการเรยี นรู และสืบคน ทฤษฎีความรูมาสนบั สนุน หรือโตแ ยง สมมตฐิ านคําตอบของคําถามอยากรูเพอ่ื ยอมรบั เปน คําตอบขอเทจ็ จรงิ ท่ีถกู อา งอิงดว ยแหลง อา งองิ ทีเ่ ชือ่ ถอื ไดตอไป หนว ยท่ี 3 การเจาะลกึ ถงึ แกน ความรู 52
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เม่ือนักเรียนรูช่ือเร่ืองที่จะเรียนรูในแตละวิชาของหนวยบูรณาการ และรูหัวเร่ืองและขอสมมตฐิ านคําตอบท่ีเปน เพียงขอคดิ เห็นที่ไดจากประเด็นการอภิปรายกลุม นักเรยี นจะตองวางแผนการสืบคน รวบรวมเน้ือหาความรูจากแหลงสืบคนทั้งจากหองสมุดหนังสือ เอกสาร หรือจากหองสมุดอเิ ล็กทรอนิกสในรูปแบบ Online หรือ Offline หรือแมนแตผูเชี่ยวชาญเชิงประจักษเฉพาะทาง เพ่ือนําขอสรุปความรูท่ีเปนขอมูลสารสนเทศท่ีเช่ือถือไดมาอางอิงพรอมแนบบรรณานุกรม นํามายืนยันสนับสนุนสมมติฐานคําตอบใหเปนขอเท็จจริง สวนสมมติฐานคําตอบที่ถูกหักลางจากขอสรุปความรูท่ีมีสารสนเทศท่ีเชื่อถือมาโตแยง ก็จะถูกตัดท้ิงไปหรือเปนเพยี งความคิดเห็นยงั ไมใชขอเท็จจริงท่ีเปนคําตอบซ่ึงเปนการนําเอากระบวนการทางวิทยาศาสตรไปใชหาคําตอบที่มีการสนับสนุนดวยขอมูลสารสนเทศท่ีเช่อื ถือได ส่ิงที่สําคัญในกระบวนการข้ันนี้ก็คือครตู องกระตุนใหนักเรียนมีการวางแผนการสืบคนรวบรวมเนื้อหาความรู และใชกระบวนการกลุมแลกเปลี่ยนประสบการณความรูท่ีสืบคนมาได สรุปเปนคําตอบของสมมติฐานคาํ ตอบ ครแู ตละวชิ าตอ งมีตัวชวยกระตนุ หรอื ชี้แนะแนวทางไปหาแหลง สืบคนมิใชรบี บอกคําตอบใหกับนักเรียน ซ่ึงถึงแมนจะบอกคําตอบใหกับนักเรียนก็ตาม กระบวนการของหองเรียนกลับดานก็ยังถือวายังเปนเพียงความเห็น อาจเปนคําตอบที่ผิดไดนักเรียนตองนําความรูจากขอมูลสารสนเทศที่เชื่อถือได มาสนบั สนุนกอนจึงจะเปนที่ยอมรบั วาเปนคําตอบทเ่ี ปนขอเท็จจริง กระบวนการข้ันนี้จะใชใบความรูท่ีแนบดวยบรรณานุกรม ซึ่งครูควรมีการเตรียมการมากอนหนา ตั้งแตขั้นการจัดทําแผนการเรียนรู และใบความรูจะทําใหนักเรยี นไดข อมลู เบื้องตนทั้งท่ีเปนบริบทของทองถ่ินดานกายภาพดานชีวภาพ และดานวิถีชุมชน แตขอมูลโดยละเอียดจะถูกชี้แนะใหไปสืบคน ศึกษาเพ่ิมเติมโดยบรรณานุกรม ท้งั แบบบรรณานุกรมหนังสือสิ่งพิมพ หรือบรรณานุกรมอิเล็กทรอนกิ ส และสําหรบั เนื้อหาสาระของแตละตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชากส็ ามารถทําในรปู ใบความรูท่ีแนบบรรณานุกรมเชนกัน โดยครูจะทําการรวบรวมบรรณานุกรมท่ีเกี่ยวของกับสาระเน้ือหาของตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา ใชเปนตัวกระตุน หรือช้แี นะใหก บั นักเรยี นไปหาแหลงสืบคน ช่ือหนังสอื เอกสาร หรอื เวป็ ไซดท เ่ี ก่ยี วขอ งไดเ ปนอยางดี และถือวาเปนคณุ ภาพการเตรียมตัวจดั ทําแผนการเรียนรูของครู ประโยชนท่ีสาํ คัญอีกทางหนึ่งก็คือทําใหหัวหนากลุมสาระสามารถรวบรวมและแจงความตองการใหบรรณารักษหองสมุดสํารวจและจัดซื้อ จัดหาหนังสือ สิ่งพิมพเขาหองสมุด อีกท้ังฝายบริหารของสถานศึกษายังทราบความตองการใชครุภัณฑ อปุ กรณ และเทคโนโลยที ี่จะนาํ มาสนับสนุนใหเกดิ การสบื คนไดอ ยา งกวา งขวาง 53
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หนวยเรยี นรูบูรณาการ เปนหนวยยอย ๆ ในหนวยจัดประสบการณระดับชั้น นักเรียนจะรูไดจากการอภิปรายกลุมของนักเรียน จัดทําแผนผังการเรียนรู ซ่ึงจะแสดงชื่อหนวยบูรณาการ ชื่อรหัสวิชา ช่ือผูสอน ช่ือเร่ืองที่จะเรียน หรือสาระสําคัญรายวิชา ช่ือหัวเร่ือง หรือคําถามอยากรูที่จะทําการสืบคน สมมติฐานคําตอบท่ีจะพิสูจนคําตอบท่ีเปนจริง ช่ือบรรณานุกรมและการอางอิง และสถานที่แหลงสืบคน นักเรียนจะใชแผนผังการเรียนรูเขาสูกิจกรรมการสืบคน รวบรวมทฤษฎีความรู เพื่อพิสูจนสมมติฐานคําตอบโดยนําทฤษฎีความรู จากแหลงอางอิงท่ีเช่ือถือไดมาสนับสนุนหรือโตแยงสมมติฐานคําตอบจากการจัดกิจกรรมอภิปรายกลุม ซ่ึงครูจะตองจัดทําใบกิจกรรมมอบหมายการอภิปรายกลุมเพื่อใหนักเรียนนําเสนอหลักการ ทฤษฎีความรูที่แตละคนสืบคน รวบรวมมาไดจากแหลงอางอิงที่นาเช่ือถือท่ีนักเรียนตองแสดงใหเพื่อนเห็น พรอมกับใหเหตุผลสนับสนุน หรือโตแยงสมมติฐานคําตอบหรือสนับสนุนโตงแยงเหตุผลของเพ่ือนกอนท่ีจะสรุปสมมติฐานคําตอบใดเปนขอเท็จจริง สมติฐานคําตอบใดถูกโตแยงหลักลาง หรือไดขอคนพบคําตอบใหมที่มีสารสนเทศอางอิงเช่ือถือไดมาสรุปเปนคําตอบ การมอบหมายกิจกรรมอภิปรายกลุมควรใหนักเรียนสรุปนําเสนอเปนแผนภาพคําตอบ และมีคําอธิบายประกอบแผนภาพคําตอบในแตละชื่อเร่ืองที่เปนสาระสําคัญรายวิชา ตลอดจนใหนักเรียนใหขอเสนอแนวคิดการนําไปใชประโยชนตอตนเอง ชุมชน หรือภูมิลําเนาถ่ินฐานของนักเรียนเอง ซึ่งประเด็นแนวคิดการนําไปใชประโยชนนี้ ทีมคณะครูผูสอนในหนวยบูรณาการจะนําไปเช่ือมโยงกับใบมอบหมายกิจกรรมการทําช้ินงาน ผลงาน และรายงาน ท่ีครูผูสอนในแตละรายวิชาจะนําสาระเนื้อหาของตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาท่ีเปนดานจิตพิสัย และทักษะพิสัย จัดทํารายละเอียดในใบกิจกรรมการมอบหมายการทํางาน โดยนักเรียนจะใชเปนโจทยการบูรณาการเขาไปในช้ินงาน หรือผลงาน ที่จะนําเสนอรายงานผลตามทใี่ บมอบหมายงานกาํ หนดไว 54
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การใชบรรณานกุ รมนําทางสกู ารสืบคน จากใบความรูที่นําเสนอสาระเนื้อหาตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาของแตละวิชาในหนวยบูรณาการท่ีถกู แนบตอทายดวยบรรณานุกรมหรือการอางอิงแบบชนิดตาง ๆ ครูจะนําไปเชื่อมโยงกับใบกิจกรรมกลุมใชเปนประเด็นกระตุนใหนักเรียนหาขอสรุปจากการวางแผนการสืบคน รวบรวมหาขอเท็จจริง มาอภิปรายกลุมจําแนกประเด็นสารสนเทศที่เชื่อถือไดในเชิงสนับสนุนที่จะนําไปหาขอสรุปของสมมติฐานคําตอบของคําถามอยากรูที่เปนจริง และประเด็นสารสนเทศที่เช่ือถือไดในเชิงโตแยงสมมติฐานคําตอบของคาํ ถามอยากรู ทําใหส มมติฐานคาํ ตอบของคําถามอยากรตู กไปเปนเพียงขอคิดเห็นและเกิดความรูใหมหรือคําตอบอื่นเพ่ิมเติมจากเดิมจากการนําเสนอและอภิปรายกลุมท่ีเปนขอเท็จจริงของขอมูลสารสนเทศท่ีเช่ือถือไดมีอะไรบาง ซึ่งการมอบหมายการทํากิจกรรมจะรวมไปถึงการนําเสนอผลชิ้นงาน ผลงาน และรายงานคําตอบการสบื คนคาํ ตอบที่เปน จรงิ แบบหลากหลาย บรรณานุกรมแบบตาง ๆ จะชี้แนวทางใหนักเรียนเห็นทางเลือกการใชสถานที่สืบคนรวบรวมขอมูล ตามประเด็นของคําถามอยากรใู นการพิสูจนสมมติฐานของคําตอบ และกําหนดชวงเวลาการอา นศึกษาเรียนรู วิเคราะหสรปุ ประเด็นคําตอบ การวางแผนการสบื คนวเิ คราะหห าขอเทจ็ จรงิ การวางแผนการสืบคนขอเท็จจริง ในใบมอบหมายกิจกรรมการทํางานจะช้ีแจงใหนักเรียนจัดอภิปรายกลุมหารือในประเด็นคําถามอยากรู และชุดสมมติฐานคําตอบมีความเกี่ยวของกับสาระเน้ือหาของใบความรูใดบาง และมีการอางอิงแหลงสืบคนความรู หรือบรรณานุกรมอะไรบาง เพ่ือวิเคราะหแนวทางการกําหนดสถานท่ี และชวงเวลาการไปสืบคนรวบรวมศึกษาความรูตามชนิดของ 55
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21แหลงอา งอิง และบรรณานกุ รม กอ นทีจ่ ะใหครูผูส อนรายวิชาใหความเห็นและขอเสนอแนะมอบหมายใหไปทาํ กจิ กรรมการสืบคนรวบรวมความรู ความรูท่ีไดจากการสืบคน รวบรวมมาไดนักเรียนตองวิเคราะหเปนขอสรุปจําแนกเปนกรณีสนับสนุน หรือโตแยง รวมถึงขอคนพบใหมตามประเด็นของสมมติฐานคําตอบของคําถามอยากรูและบันทึกเปนแผนภาพคําตอบพรอมประเด็นขอความชี้แจงประกอบท่ีแนบแหลงอางอิงท่ีใช นําไปเสนอท่ีประชุมกลุมการอภิปรายตามการมอบหมายกิจกรรมการทํางาน เพ่ือหาขอสรุปของคําตอบท่ีมีสารสนเทศท่ีเชื่อถือไดยืนยัน สรุปเปนแผนภาพคําตอบ และยกรางโครงสรางการนําเสนอรายงานการเรยี นรูในแตล ะกระทูทใ่ี ชแ ทนชอื่ เรอื่ งที่ศกึ ษาเรียนรู การลงมือปฎิบัตพิ สิ จู นค วามจรงิ การนําขอสรุปคําตอบท่ีถูกยืนยันดวยสารสนเทศที่เชื่อถือไดจากแหลงอางอิง ครูในรายวิชาตาง ๆ ควรชี้แจงในใบหมอบหมายกิจกรรมการรายงานองคความรูในภาคทฤษฎีความรูใหนักเรียนยกรางโครงสรางการนําเสนอรายงานตามช่ือเรื่องของประเด็นกระทู โดยมีหัวเร่ืองเปนไปตามคําถามอยากรู สาระเน้ือหาเปนไปตามสมมติฐานคําตอบท่ีมีสารสนเทศจากแหลงอางอิงท่ีเชื่อถือไดบทสรุปของช่ือเรื่องจะเปนความคิดรวบยอดท่ีเปนภาพตัวแทนความรูที่ไดจากคําตอบทุกคําตอบ และประโยชนที่ไดจาการเรียนรูจะเปนขอคนพบที่จะนําไปใชพัฒนางานและคุณภาพชีวิตของตนเองครอบครัว สังคมถ่ินฐานของนักเรียน ตลอดจนอาชีพที่เกี่ยวของ สุดทายเปนการใชขอมูลหลักฐานประกอบกระบวนการเรยี นรู เชนแผนภาพ ภาพถาย วดี ีโอ และอ่ืน ๆ กอนที่จะยืนยันแหลงอางอิง ดวยเชิงอรรถ และบรรณานุกรม การวางแผนขน้ั ตอนการผลิตผลงานและนวตั กรรม จากวิธีการเรียนจากการใชปญหาเปนฐาน (Problem-based) เพ่ือการสรางทักษะข้ันสูงทางการคิด ซึ่งกระบวนการจัดการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 เนนไปที่การจัดการเรียนรูแบบ Project-Based Learning: PBL ท่ีใชพ้ืนฐานการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem-based) ดังนั้นการเนน 56
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21การจัดการเรียนรูแบบ Project-Based Learning: PBL จึงนํามาใชกับหนวยเรียนรูบูรณาการ ท่ีไดขอสรุปรายงานการเรียนรูกระบวนการนําทฤษฎีความรูไปสูกระบวนการตรวจสอบในขั้นปฏิบตั ิจริงใน 2ลักษณะ โดยมวี ัตถุประสงคเ พื่อใหนักเรยี นไดม ีการวางแผนการทํางานลงสูขั้นการปฏิบัติจริง จากการนําทฤษฎีความรูในบทสรุปภาคทฤษฎีความรูมาใชตรวจสอบยืนยันคําตอบ และพัฒนาไปสูการพิสูจนจนิ ตนาการในการสรา งนวตั กรรม ดังนี้ 1. ทฤษฎคี วามรูใ นเร่ืองที่คนพบและเรยี นรู เกิดข้ึนจริงในเชงิ ปฏิบัตหิ รอื ไม หรือเปน ไปตามกฎเกณฑของธรรมชาติจริงหรือไม หรือมีโอกาสเกิดขึ้นมากนอยเพียงใด ซ่ึงถือเปนกระบวนการทดลองขั้นปฏบิ ัตจิ ริงในการพิสูจนย ืนยันทฤษฎีความรู 2. ทฤษฎีความรูในเร่ืองท่ีคนพบในวิชาหลัก และวชิ าใน 8 กลุมสาระ เกิดความคิดเชิงบูรณาการนําไปสรางประโยชนในเรื่องอะไรในถ่ินฐาน และสังคมโลก นําไปสรางกระบวนการและขน้ั ตอนพิสูจนนําไปสูจินตนาการ สรา งนวัตกรรมขึ้นมาใชประโยชนในการดาํ รงชีวิต หรือพัฒนาตอยอดพัฒนาอาชีพในการสรางคุณภาพชีวิต โดยนักเรียนตองนําทฤษฎีความรูมาสรางข้ันตอนการทํางานตามกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร หรอื ตามตัวช้ีวดั มาตรฐานการเรยี นรู ว 8.1 หนว ยท่ี 4 การตกตะกอนความรูคคู วามภาคภูมิใจ การตกตะกอนความรูคูความภาคภูมิใจเปนขั้นตอนที่แสดงใหเห็นกระบวนการตอจากกระบวนการเรียนรูภาคทฤษฎีความรู ท่ีเกิดจากการนําทฤษฎีความรูในบทสรุปภาคทฤษฎีความรูมาใชตรวจสอบยืนยันคาํ ตอบ ในเร่ืองที่คนพบและเรยี นรูในเชิงปฏิบัติ หรือยืนยนั กฎเกณฑของธรรมชาติเปนจรงิ หรอื ไม หรือมโี อกาสเกิดขนึ้ มากนอ ยเพียงใด และนําไปสกู ารพิสจู นจินตนาการในการพฒั นาคุณภาพชีวิต และสรางนวัตกรรมที่จะเกิดประโยชนในถ่ินฐาน และสังคมโลก โดยนักเรียนตองนําทฤษฎีความรูมาสรางข้นั ตอนการทํางานตามกระบวนการทางวิทยาศาสตรห รือตามตวั ช้วี ดั มาตรฐานการเรยี นรู ว 8.1 57
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 การสรา งแรงบันดาลใจในประโยชนข องสงั คม การตวจสอบยืนยันผลลัพธที่มอี ยูกอนแลวตามขอคน พบของทฤษฎีความรู เปนการยืนยันทฤษฎีความรูที่มีผูพิสูจนหรือตรวจสอบยืนยันหลายคร้ังจนเกิดการยอมรับ ซึ่งในกระบวนการวิทยาศาสตรถือเปนข้ันทฤษฎีที่มีการพิสูจนมาแลว ในทุกรายวิชายอมมีหลักการ และทฤษฎี โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร และคณิตศาสตร จะมีทฎษฎีที่เปนสาระเนื้อหาใหนักเรียนไดเรียนรู ครูรายวิชาควรออกแบบใบกิจกรรมการทํางานใหส ืบคน และสรา งกระบวนการปฏบิ ัติ หรือทดลองตามแบบที่เคยมกี ารพิสูจนมาแลว เพื่อใหนักเรียนไดประสบการณจากการลอกเรียนแบบ ส่ิงที่นักเรียนไดก็คือทักษะการปฏิบัติท่ีนักเรียนจะตองรายงานผลการเรียนรูจากข้ันตอนการปฏิบัติในแตละขั้นตอนวามีการนําทฤษฎีความรูอะไรมาใช ขอ ควรระมดั ระวังในการลงมือปฏิบัติตองคําถงึ เรอ่ื งอะไร ดวยเหตุผลอะไร และส่ิงท่ไี ดอีกอยางคือเจตนคติตอการทํางานที่ตองสรางความชํานาญจากความคลองแคลวในการทํางานอยางตอ เนอื่ งกนั และเรียนรกู ารแกป ญ หาทยี่ ังคงเกิดความสมบูรณในข้นั การทดลอง และปฏิบัติไดเปนอยางดีอันจะมีผลนําไปสูการสรางแรงบันดาลใจในการสรางประโยชนตอสังคม ถิ่นฐาน มีการออกแบบการคิดและพฒั นาตอยอดไปสูการสรา งนวตั กรรมที่มปี ระโยชนตอบุคคลและสงั คมโลกตอไป การสรา งกระบวนการผลติ ผลงานและนวตั กรรม การพัฒนาตอยอดและพิสูจนจินตนาการในการสรางนวัตกรรม ในกระบวนการขั้นนี้การจัดการเรียนการสอนในประเทศไทยมักถูกละเลย จะสอนใหรูเพียงทฤษฎีความรถู ือเปนการเสร็จส้ินการสรางความรูแลว ซ่ึงเทากับการขาดการกระตุนการสรางจินตนาการของผูเรียนท่ีอยากนําทฎษฎีความรมู าสรา งกระบวนการพัฒนาตอยอด หรอื คดิ ประดิษฐน วัตกรรมท่ีนําไปใชประโยชนกับบคุ คล และสังคมโลก เน่ืองจากกระบวนการจัดการเรียนรูตามทฤษฎี QSCCS ถูกนําสถานการณบริบทสภาพแวดลอ มท่ีอยูใกลกับตัวนักเรียน และเคยรจู ักไดสัมผัสมากอนหนา แลวนําไปใชก ระตุน ใหนักเรียนตงั้ คําถามอยากรูใหมากที่สุด เกิดขอแลกเปลี่ยนความรูระดับความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ ตั้งเปนสมมติฐานคําตอบท่ีมีความเปนไปได ซึ่งครูไดนําไปสรางกระบวนการใหนักเรียนสืบคน รวบรวมสารสนเทศจากแหลงเช่ือถือไดท ี่ยืนยันดวยบรรณานกุ รม มาอภิปรายยืนยันสนับสนุนสมมติฐานกอนหนา เพื่อพิสูจนหาคําตอบท่ีเปนจริง และเปนเพียงความเชื่อขอคิดเห็นเทาน้ัน ตลอดจนไดขอคนพบใหมท่ีมีสารสนเทศท่ีเชื่อถือไดนํามาโตแยงสมมติฐานคําตอบในบางทฤษฎีความรู นํามาซึ่งการสืบคนและหาขอสนับสนุนอ่ืนเพ่ิมเติมสรางขอทฤษฎีความรูใหมข้ึนมา ในกระบวนการข้ันน้ีนักเรียนจะไดความรูตามประเด็นสารสําคัญรายวชิ าตามทห่ี ลกั สตู รกําหนด แตการเกดิ สมรรถนะ และคณุ ลักษณะตามหลกั สูตรกําหนดน้ันยังไมถูกตกผลึก ซึ่งเปนการเขาใจผิดของครูผูสอนวานักเรียน เรียนรูตามเนื้อหาสาระไดครบแลว แตถาครูลองนําสถานการณที่เปนบริบท และสภาพแวดลอม ตลอดจนลกั ษณะกลุมอาชีพในชมุ ชนถิ่นฐานของนกั เรียนใชเปนตวั กระตุนตอในการนําทฤษฎีความรทู ีไ่ ดเรยี นรูไปวเิ คราะหค วามสัมพันธเ กี่ยวของกับสง่ิ ที่เกิดข้ึนในรอบตัวนักเรียน ครอบครัว และชุมชน นักเรียนมีประเด็นที่จะนําไปใชประโยชนอยากเห็น 58
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21คุณภาพชีวิตของตนเอง สังคมถิ่นฐานยกระดับดีข้ึนในประเด็นใดบาง โดยครูออกเปนใบกิจกรรมการสรา งช้ินงาน และพัฒนาผลงานของนกั เรยี นรายบุคคล หรือกลมุ นกั เรียน เม่ือนักเรยี นไดป ระเด็นหวั เร่ืองก็จะอภิปรายหรือหาทฤษฎคี วามรูทเี่ ก่ียวของจากหลาย ๆ รายวิชามาสนับสนุนต้ังเปนสมมตฐิ านคําตอบท่ีดีท่ีสุด จากนั้นใหอภิปรายนําทฤษฎีความรูท ่ีเก่ียวของดังกลาวมาสรางข้ันตอนและกระบวนการพิสูจนสมมตฐิ านคาํ ตอบ ซึ่งนักเรียนตองระบทุ ฤษฎีท่เี กยี่ วขอ งกาํ กับไวทกุ ข้ันตอน และใหอ ภิปรายหารอื การใชวัสดุ อุปกรณ สถานท่ี ตลอดจนส่ิงท่ีเก่ียวของในการทํางานและปฏิบัติที่ตองใช และเขียนแผนภาพข้ันตอนและวิธกี ารโดยละเอียด เม่ือมีการทดลองปฏิบัติจริงในแตละขั้นตอนแลว ใหบ ันทึกผลที่เกิดขึ้นวาเปนไปตามทฤษฎีหรือไม เพ่ือยืนยันการออกแบบขั้นตอนและทฤษฎีที่ใชทุกขั้นตอน ผลท่ีไมไดตามทฤษฎีเปนเพราะการผิดพลาดทางทักษะและความชํานาญ หรือเปนผลจากเลือกใชทฤษฎียังไมตรง ซึ่งบนั ทึกในขั้นตอนน้ีใหศึกษาทฤษฎีความรูท่ีนํามาใชท่ีเหมาะสมใหม และทําซ้าํ ข้นั ตอนนั้นใหมจ นเสร็จสิ้นทุกข้ันตอนไดขอสรุปตามสมมติฐานคําตอบหรือไมอยางไร หรือไดขอ เรียนรูท ี่นําไปใชกับส่ิงใหมไดดีกวาใหเ ขียนเปน ขอสรุปและขอเสนอแนะ และสดุ ทา ยควรใหนักเรยี นเขียนความรูสึกที่มองเห็นและพัฒนาสิ่งที่อยากทํา ความประทับใจ ตลอดจนความคิดเห็นอื่น ๆ ท่ีมีกระบวนการในข้ันตอนเหลานี้จะทําใหนักเรียนคิดเปน ทําเปนและแกป ญหาเปน ตลอดจนเห็นคุณคาตอสภาพแวดลอมถ่ินฐานของตนเอง การออกแบบใบกิจกรรมการสรางช้ินงาน ผลงานของนักเรียนใหยึดมาตรฐาน ว 8.1 โดยที่หลักสูตรกาํ หนดใหบ รู ณาการใชก บั ทกุ รายวชิ าทุกกลุมสาระ มาตรฐาน ว 8.1 การใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การแกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดข้ึนสวนใหญมีรูปแบบท่ีแนนอนสามารถอธิบายและตรวจสอบได ภายใตขอมูลและเครื่องมือท่ีมีอยูในชวงเวลาน้ันๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และส่ิงแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนตนมตี ัวชี้วดั มาตรฐานรายวิชาดังนี้ 1. ตั้งคําถามท่ีกําหนดประเด็นหรือตัวแปรท่ีสําคัญในการสํารวจตรวจสอบหรือศึกษาคน ควา เรือ่ งท่ีสนใจไดอ ยางครอบคลมุ และเช่ือถือได 2. สรางสมมติฐานที่สามารถตรวจสอบไดและวางแผนการสํารวจตรวจสอบหลาย ๆวิธี 3. เลอื กเทคนิควิธีการสํารวจตรวจสอบทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพท่ีไดผลเที่ยงตรงและปลอดภัยโดยใชวสั ดุและเครื่องมอื ท่ีเหมาะสม 4. รวบรวมขอ มลู จัดกระทําขอมลู เชงิ ปริมาณและคุณภาพ 5. วิเคราะหและประเมินความสอดคลองของประจักษพยานกับขอสรุปท้ังที่สนับสนุนหรือขัดแยงกบั สมมติฐานและความผดิ ปกตขิ องขอมูลจากการสาํ รวจตรวจสอบ 6. สรางแบบจําลองหรอื รปู แบบท่อี ธบิ ายผลหรอื แสดงผลของการสาํ รวจตรวจสอบ 59
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 7. สรา งคําถามที่นําไปสูการสํารวจตรวจสอบในเร่ืองที่เกี่ยวของและนําความรูที่ไดไปใชในสถานการณใหมหรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการและผลของโครงงานหรือชิ้นงานใหผูอ่ืนเขาใจ 8. บันทึกและอธิบายผลการสังเกตการสํารวจตรวจสอบคนควาเพ่ิมเติมจากแหลงความรูตาง ๆใหไดขอมูลท่ีเช่ือถือได และยอมรับการเปล่ียนแปลงความรูท่ีคนพบเมื่อมีขอมูลและประจักษพยานใหมเ พ่มิ ข้ึนหรอื โตแยง จากเดิม 9. จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเก่ียวกับแนวคิดกระบวนการและผลของโครงงานหรือชนิ้ งานใหผอู นื่ เขาใจ มาตรฐาน ว 8.1 การใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การแกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดข้ึนสวนใหญมีรูปแบบท่ีแนนอนสามารถอธิบายและตรวจสอบได ภายใตขอมูลและเคร่ืองมือท่ีมีอยูในชวงเวลาน้ันๆ เขาใจวาวทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และสงิ่ แวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธก นั ในระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย มีตัวชว้ี ดั มาตรฐานรายวิชา ดังน้ี 1. ต้ังคําถามท่ีอยูบนพื้นฐานของความรูและความเขาใจทางวิทยาศาสตร หรือความสนใจหรอื จากประเด็นที่เกิดข้ึนในขณะนั้น ที่สามารถทําการสํารวจตรวจสอบหรือศึกษาคนควาไดอยางครอบคลุมและเชอื่ ถือได 2. สรางสมมติฐานท่ีมีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณส่ิงท่ีจะพบ หรือสรางแบบจําลองหรือสรา งรูปแบบ เพ่อื นาํ ไปสูการสํารวจตรวจสอบ 3. คนควา รวบรวมขอมลู ทตี่ อ งพิจารณาปจจยั หรอื ตัวแปรสําคัญ ปจจยั ท่ีมผี ลตอ ปจจัยอ่ืนปจจัยท่ีควบคุมไมได และจํานวนคร้ังของการสํารวจ ตรวจสอบเพื่อใหไดผลที่มีความเช่ือมั่นอยางเพยี งพอ 4. เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณท่ีใชในการสังเกต การวัดการสํารวจตรวจสอบอยางถกู ตอ งท้ังทางกวางและลกึ ในเชิงปรมิ าณและคุณภาพ 5. รวบรวมขอมูลและบันทึกผลการสํารวจตรวจสอบอยางเปนระบบถูกตองครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเปนไปได ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของขอมลู 6. จัดกระทําขอมูล โดยคํานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขท่ีมีระดับความถูกตองและนําเสนอขอมูลดว ยเทคนคิ วธิ ที ีเ่ หมาะสม 7. วิเคราะหขอมูล แปลความหมายขอมูล และประเมินความสอดคลองของขอสรุปหรือสาระสาํ คัญ เพอ่ื ตรวจสอบกบั สมมตฐิ านทต่ี ้ังไว 8. พิจารณาความนาเช่ือถือของวิธีการและผลการสํารวจตรวจสอบ โดยใชหลักความคลาดเคล่ือน ของการวดั และการสงั เกต เสนอแนะการปรับปรงุ วธิ ีการสาํ รวจตรวจสอบ 60
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 9. นําผลของการสํารวจตรวจสอบท่ีได ท้ังวิธีการและองคความรูที่ไดไปสรางคําถามใหม นําไปใชก ปญหาในสถานการณใ หมแ ละในชีวติ จริง 10. ตระหนักถึงความสําคัญในการท่ีจะตองมีสวนรวมรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น และการสรปุ ผลการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรท นี่ ําเสนอตอ สาธารณชนดวยความถูกตอ ง 11. บันทึกและอธิบายผลการสํารวจตรวจสอบอยางมีเหตุผลใชพยานหลักฐานอางอิงหรอื คนควาเพื่อเตมิ เพ่ือหาหลักฐานอางอิงท่เี ชื่อถือได และยอมรับวาความรูเ ดิม อาจมีการเปล่ียนแปลงได เมื่อมีขอมูลและประจักษ พยานใหมเพ่ิมเติมหรือโตแยงจากเดิม ซ่ึงทาทายใหมีการตรวจสอบอยางระมัดระวงั อันจะนํามาสูการยอมรบั เปน ความรใู หม 12. จัดแสดงผลงาน เขียนรายงานและ/หรืออธบิ ายเกี่ยวกับแนวคดิ กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานใหผ อู น่ื เขาใจ การจดั การความรู นาํ เสนอส่ือสาร ขอคนพบจาการพิสูจนสมมติฐานความจริง จากคําถามอยากรูท่ีทําใหสรางแรงบันดาลใจ การใชทษฎีความรูสรางข้ันตอน และกระบวนการทํางาน การปรับปรุงแกไขขอขัดแยงขอคิดเห็นท่ีไดจากการผลิตผลงานที่นําไปใชประตอสังคม นํามาจัดการความรู (KM) นําเสนอในรูปแบบท่ีหลากหลาย บันทึกจัดเก็นแบบสืออิเล็กทรอนิกส และแฟมสะสมงาน เพื่อใชเผยแพรความรู และเปนขอมลู ประกอบการตัดสินใจในการศึกษาตอของนกั เรยี น หนว ยที่ 5 การประมวลความงดงามทางจรยิ ธรรมในศตวรรษท่ี 21 61
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การวดั ผลประเมินผลความเจริญงอกงามดา้ นพทุ ธิพสิ ยั จิตพิสยั และทกั ษะพิสยั ความงดงามทางจริยธรรมในศตวรรษทื่ 21 เปนการตกผลึกการเกิดความรูความสามารถ สมรรมถนะ และคุณลักษณะตามหลักสูตรกําหนด และคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งความรูความสามารถในดานพุทธิพิสัย จะครอบคลุม ตั้งแตระดับความรูความจํา ความเขาใจ การประยุกตนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประมินคุณคา ในดานจิตพิสัยจะครบคลุมตั้งแตระดับการรับรู การตอบสนอง การสรางคานิยม การจัดระบบ และการสรางลักษณะนิสัยตามคานิยมท่ียึดถือ ในดานทักษะพิสัยครอบคุมระดับทักษะการเลียนแบบ (Imitation) การปฏิบัติไดโดยลําพัง(Manipulation) การปฏิบัติไดถูกตองแมนยํา (Precision) การปฏิบัติอยางตอเน่ืองและผสมผสาน(Articulation) และการปฏบิ ัตโิ ดยอตั โนมตั ิเปน ธรรมชาติ (Naturalization) พฤติกรรมดานพุทธิพิสัย จะเร่ิมเกิดในข้ันแลกเปลี่ยนประสบการณในขั้น Learn toQuestion แตยังไมใชแกนความรู เปนเพียงขอคิดเห็น หรือที่เรียกวา เปลือกความรู จะเกิดแบบเขาแกนความรูไดดีในขั้น Learn to Search ในขั้นการแสดงออกของพฤติกรรมการสืบคน รวบรวมขอมูล เพ่ือนํามาโตแยง หรือสนับสนุนสมมติฐานคําตอบ ในการพิสูจนความจริง ในขั้นนี้นักเรียนจะเขาถึงแกนทฤษฎีความรู ท่ีสามารถวัดผลประเมินผลความรูความสามารถไดโดยเคร่ืองมือแบบขอทดสอบ แบบอัตนัย ปรนัยแบบเลือกตอบ เติมคํา และจับคูจับคู แตในขั้นนี้ยังไมตกผลึกของความรูความสามารถอยางแทจริง จะเกิดอยางแทจริงในขั้น Learn to Construct ที่มีการพิสูจน และยืนยันโดยการทดลองทําและปฏิบัติจริง เพ่ือดผู ลท่เี กิดข้ึนเปนไปตามทฤษฎี หรือกระบวนการท่ีถูกกําหนดไว และจะเกดิ อยางมีคุณคาของการเรียนรูในศตวรรษท่ี 21 น้ันนักเรียนสามารถนําไปประยุกตตอยอดนําทฤษฎีความรูมาสรางขั้นตอนกระบวนการพิสูจนจิตนาการสรางผลงาน หรือนวัตกรรมท่ีเกิดแรงบันดาลใจในการใชประโยชนเพื่อสังคม ในรูปแบบการสรางการสงสาร การสื่อสารในขั้น Learn to Communicate ใน 2ขั้นนี้สามารถตรวจสอบวัดผลประเมินผลได โดยใชขอสอบมาตรฐาน เพ่ือตรวจสอบการคิดแบบมีวจิ ารณญาณ เชิงการวิเคราะห สังเคราะห การประยกุ ตในตางสถานการณ และการประเมินทางเลือกที่ดีดงั น้ันการทดสอบความรูความสามารถจงึ ตองระมัดระวงั วาจะวัดแคเพียงความรูท ี่ไดจ ากการแลกเปล่ียนความคิดเหน็ หรือความรูท่ีไดสืบคน พิสจู นขอเทจ็ จรงิ หรอื ข้ันการตกผลกึ การดาํ เนนิ วิถชี ีวิตซึง่ ขน้ั สดุ ทายตอ งใชข อทดสอบมาตรฐาน เพ่ือตรวจสอบผลการเขา สสู าขาการศึกษาตอ ดา นทฤษฎคี วามรู พฤติกรรมดานจติ พิสยั เปนพฤติกรรมเร่มิ ตน ของกระบวนการเรียนรู จะเริ่มเกิดข้ึนจากระดับการรับรู ในขั้น Learn to Question โดยนักเรียนไดรับรูบริบท สภาพแวดลอมของ ชุมชน ถ่ินฐาน เกิดคําถามอยากรู มีการแลกเปล่ียนประสบการณความรูต้ังเปนสมมติฐานคําตอบ และพฤติกรรมระดับการตอบสนอง ในขั้น Learn to Search นักเรียนไดล งมือปฏบิ ัตสิ ืบคน รวบรวมความรู จากแหลงอางอิงท่ีเช่ือได ใชกระบวนการคิดอยางมีวิจารณญาณ เชิงสนับสนุน โตแยงยืนยันสมมติฐานคําตอบหรือไดขอคน พบใหม การใชเครื่องมือวัดระดับคุณภาพการเกิดทักษะการปฏิบัติจะทําใหอางอิงเช่ือมโยงไปสู พฤติกรรมระดับการตอบสนองของดานจติ พิสัย สําหรับพฤติกรรมระดับการสรางคานยิ มจะเกิดขึ้น 62
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ในขั้น Learn to Construct โดยนักเรียนมีความตองการท่ีจะพิสูจนยืนยันความจริงตามทฤษฏีความรูขอคนพบทน่ี ักเรียนไดคําตอบ จะทําใหส รา งความม่ันใจในส่ิงที่คนพบใหมเกิดกระบวนทัศนใหมที่ยึดเปนองคความรู และเมื่อนักเรียนมกี ารจัดระบบองคค วามรตู าง ๆ จากท่ีคนพบในหลาย ๆ วิชาหลัก มองเห็นความเกี่ยวของเช่ือมโยงกับวิถีการดํารงชีวิต และเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตอยอด พัฒนากระบวนการทํางาน สรางผลิตภัณฑ หรือพัฒนานวัตกรรม ในขั้น Learn to Communicate ก็จะเช่ือมโยงการเกิดพฤติกรรมระดับการจัดระบบการสรางคานิยม และเม่ือมีการทํางานรวมกับผูอ่ืน ไดคนพบกระบวนการพัฒนา ไดผลิตภัณฑ หรอื นวัตกรรมท่ีใชประโยชนตอบุคคลในสังคมเกิดคุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น เกิดความรูสึกท่ีดี หรือโตแยงอยางหนึ่งอยางใด ก็จะเทียบเคียงและเชื่อมโยงไปสูการเกิดพฤติกรรมระดบั การสรางลกั ษณะนิสัยตามคานยิ มทยี่ ึดถอื ได สาํ รับข้นั Learn to Service ซงึ่ การเกิดในขั้นน้ีจะถูกนําไปปฎบิ ัติในวิถีชีวติ ของบุคคล โดยไมมีเงื่อนไขการถูกบังคับหรือแลกดวยผลตอบแทนใด ๆซ่ึงการเกิดระดับของพฤติกรรมดานจิตพิสัยจะถูกนําไปประเมินผลการส่ังสมคุณลักษณะอันพึงประสงคและคุณลักษณะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งครูที่สอนรายวิชาจะตองมีการระบุชนิดของคณุ ลักษณะไวตั้งแตก ารออกแบบกิจกรรมการเรียนรูของแตละหนวยการเรียนรูบูรณาการ และตองระบุชนิดคุณลักษณะเชนเดียวกันกับครูที่รับผิดชอบการมอบหมายกิจกรรมพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตร โดยเฉพาะการเขารวมกิจกรรมวันสําคัญของชาติ และของทุกศาสนา จะตองระบุชนิดคุณลักษณะใหชัดเจน และตองระมัดระวังวาคุณลักษณะที่ระบุชนิดไวน้ัน จะไมเกิดขึ้นในเง่ือนไขที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมระดับการรับรู และระดับการตอบสนอง จะใชแทนดวยคุณภาพ 0 และจะเริ่มเกิดคุณลักษณะตามท่ีระบไุ วในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู โดยพฤติกรรมในระดับคานิยม จะแทนดัวยคุณภาพ 1 ระดับการจัดระบบคานิยม แทนดวยคุณภาพ 2 และระดับการสรางลักษณะนิสัยตามคานิยมที่ยดึ ถือ แทนดว ยคุณภาพ 3 สําหรับการวัดผลประเมนิ การใหผลคะแนนตามประเภทของตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชาท่ีเปนการวัดดานจิตพิสัย หรือ affective domain ครูจะวัดผลโดยการแทรกใบมอบหมายกิจกรรมการทํางานพรอ มการใหรายงานผลการทํางานและขอคิดเห็นท่ีเปนประเดน็ ความรูสึกตามสถานการท่ีปรากฎตามตัวช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา แทรกเขาไปในใบกิจกรรมมอบหมายใหนักเรียนทาํ งานในขั้นตอนของ QSCCS ที่มกี ารมอบหมายงาน พฤติกรรมดานทกั ษะพสิ ัย จะเริ่มเกิดพฤตกิ รรมดานทักษะพิสัยไปพรอ มกับพฤตกิ รรมการตอบสนองของดานจิตพิสัย โดยนักเรียนทํากิจกรรมแลกเปล่ียนคําถามอยากรู และต้ังสมมติฐานคําตอบ ตอจากพฤติกรรมระดับการรับรูของดานจิตพิสัยในข้ัน Learn to Question และพฤติกรรมดานทักษะพิสัยจะเกิดข้ึนอยางตอเนื่องในการทํากิจกรรมสืบคน รวบรวม ทฤษฎีความรู เพ่ือสนับสนุนโตแยง สมมติฐานคําตอบในการพิสูจนหาคําตอบท่ีเปนจริง ในข้ัน Learn to Search ซึ่งพฤติกรรมท้ังสองข้ันนี้ จัดเปนทักษะการเรียนรูและนวัตกรรม ตามตัวแบบของทักษะแหงอนาคตในศตวรรษท่ี 21 ที่ทําใหคนเรียนรูเทาทันสารสนเทศจากแหลงที่เช่ือถือได ในการสรางกระบวนทัศนใหม ที่เปนทฤษฎีความรู แตพฤติกรรมทักษะพิสัยท่ีเกิดข้ึนทั้ง 2 ขน้ั ดงั กลาวยังไมเกิดชัดเจนตามระดับการเกิดดานทักษะพิสยั ต้ังแตระดับทักษะการเลียนแบบ (Imitation) การปฏิบัติไดโดยลําพัง (Manipulation) การปฏิบัติ 63
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ไดถูกตองแมนยํา (Precision) การปฏิบัติอยางตอเนื่องและผสมผสาน (Articulation) และการปฏิบัติโดยอัตโนมัติเปนธรรมชาติ (Naturalization) โดยจะเกิดชัดเจนในข้ัน Learn to Construct ซึ่งในข้ันนี้กลุมนักเรียนจะรวมกันลงมือทดลองปฏิบัติตามขั้นตอน ของตัวทฤษฎีความรู เพื่อพิสูจน ยืนยันความเปนจริง ซึ่งนักเรียนจะมีพฤติกรรมการแสดงออกในดานทักษะพิสัยท่ีแตกตางกันไปในแตละบุคคล เม่ือเทียบกับ 5 ระดับของดานทักษะพิสัย ครูควรช้ีแนะ ชวยเหลือใหนักเรียนไดเลียบแบบไปกอน และใหทาํ ซํา้ ใหปฏิบัติไดต ามลําพัง และทําซํา้ จนปฏิบัตไิ ดถกู ตองแมน ยํา เปน อยา งนอย แตถามีการฝกฝนทําซํ้าจนเกิดปฏิบตั ิอยางตอเนอ่ื งและผสมผสาน และไดตามอตั โนมัติเปนธรรมชาติ ถือวานักเรียนมที ักษะพสิ ัยดีมาก แตทักษะการดํารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ยังตองการมากกวานี้ คือทักษะการสรางผลงานผลิตภัณฑ หรือนวัตกรรม จากการจินตนาการที่ตอยอดจากการรูและประยุกตใชทฤษฎีความรู อันจะนําไปสูคานิยมการเปนผูผลิตใช มากกวาผูใชและผูซ้ือเพียงอยางเดียว ซ่ึงจะเกิดข้ึนในขั้น Learn toCommunicate ครูควรปลูกฝงใหนักเรียนใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร ตามมาตรฐานตัวชี้วัดรายวิชา ว 8.1 นําทฤษฎีความรูสรางขั้นตอน พิสูจนสมมติฐานของคําถามที่ตองการคําตอบท่ีจะทําใหเกดิ ประโยชนใชเพ่ือสังคม นักเรียนรวมกันวางแผนการทํางาน และทดลองปฏิบัติตามขั้นตอน พรอมกับปรับปรุงแกปญหาท่ีเกิดข้ึน ทั้งจากการออกแบบการใชทฤษฎี หรือทักษะความชํานาญการใชอุปกรณเคร่ืองมือ ครูควรใชระดับพฤติกรรมดานทักษะพิสัย และกระบวนการทางวิทยาศาสตรตรวจติดตามความกาวหนา และใหขอแนะนํา การทํางานและสรางผลงานของนักเรียน ดังน้ันทักษะการปฏิบติดานทักษะพิสัยจึงเกิดอยางชเดนชัดในขั้น Learn to Search และข้ัน Learn to Construct ครูควรสรางเครอ่ื งมอื วัดระดับทักษะการทํางานดานทักษะพิสัย เพื่อวัดระดับพฤติกรรมการแสดงออกในแตระระดับของดานทักษะพิสัย เปนคาของคะแนนการปฏิบัติตามท่ีตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาตองการวัดในดานpsychomotor domain และการใหคาคะแนนสําหรับการวัดผลประเมินผลตัวผลงาน หรือผลิตภัณฑจะตองมีเคร่ืองมือวัดระดับคุณภาพท่ีตอบความเปนศตวรรษที่ 21 ในเรื่ององคประกอบของงาน และการบูรณาการใชประโยชนเพื่อสังคม ซ่ึงจะนําไปเทียบเปนคาของคะแนนจากคะแนนเต็มของผลงานหรือผลติ ภัณฑ ดงั นี้ 1. ความคิดเชิงสรางสรรค พัฒนาตอยอด หรือสรางนวัตกรรม ที่ตอบประโยชนเพ่ือ สงั คม และการใชง านไดจ รงิ ระดับ 5 พัฒนาตอยอด หรือเกิดนวัตกรรม และใชงานไดจริงตอประโยชนของ สังคม ระดับ 4 พัฒนาตอยอด หรือเกิดนวัตกรรม แตยังพบขอบกพรองของการใชงานเพ่ือ ประโยชนตอ สังคม ระดับ 3 ผลงาน ผลติ และพฒั นาตามแบบทม่ี อี ยูแ ลว แตไดแกขอ บกพรองใหดีข้ึน ระดบั 2 ผลงาน ผลติ และพฒั นาตามแบบทม่ี อี ยูแ ลว แตยังพบขอบกพรองอยู ระดับ 1 ผลงาน ผลติ และพัฒนาไมต อบประโยชนท่ใี ชง านไดเพือ่ สงั คม 64
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 2. ขน้ั ตอนการผลิตใชทฤษฎคี วามรูตามตวั ชวี้ ดั มาตรฐานรายวชิ าไดอ ยา งบูรณาการ ระดับ 5 ผลงานอา งองิ ทฤษฎคี วามรูไ ดอ ยา งชดั เจน ตงั้ แต 5 วิชาข้นึ ไป ระดบั 4 ผลงานอา งองิ ทฤษฎีความรูไมช ดั เจน ในบางรายวิชา ระดบั 3 ผลงานอางอิงทฤษฎีความรไู มชดั เจน ระดับ 2 ผลงานอางอิงทฤษฎคี วามรูไมสอดคลองกับผลงาน ระดับ 1 ผลงานไมม ีการอา งอิงการใชท ฤษฎคี วามรูจ ากรายวิชา 3. วัสดุ และวิธกี ารผลิตเหมาะสมและเปน มิตรกบั ธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม ระดับ 5 ระบุอา งอิงท่ีมาไดสอดคลองกบั ทฤษฎีความรไู ดช ดั เจน ระดับ 4 ระบุอา งอิงที่มาไดสอดคลอ งกบั ทฤษฎคี วามรไู ดชดั เจนเพยี งบางสวน ระดับ 3 ระบอุ างอิงที่มาทฤษฎคี วามรูส ับสนและไมช ัดเจน ระดับ 2 ไมไดระบอุ า งองิ ทีม่ าของทฤษฎีความรแู ละยังมองเห็นผลกระทบ ระดับ 1 ไมไ ดระบุอา งองิ ทีม่ าของทฤษฎีความรูและมองเห็นผลกระทบ 4. การนําเสนอเผยแพรการใชงานนําไปสูชองทางการสรา งงาน และพฒั นาอาชีพ ระดับ 5 นําเสนอส่ือสารไดดีอยางหลากหลาย และระบุมองเห็นการสรางงาน และอาชีพ ระดบั 4 นําเสนอสือ่ สารไดดีอยา งหลากหลาย แตไมร ะบกุ ารพฒั นางานและอาชีพ ระดับ 3 นาํ เสนอสื่อสารสบั สน ถึงแมน จะระบกุ ารพัฒนางานและอาชีพ ระดับ 2 นาํ เสนอส่ือสารสบั สน และมองเหน็ การพฒั นางานและอาชพี ไมชดั ระดบั 1 นําเสนอสื่อสารสบั สน และไมระบุการพัฒนางานและอาชีพ การพัฒนาคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคข องสถานศึกษา กําหนดการพัฒนาไว ๒ ลักษณะคือ 1. การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงคในหองเรียน กําหนดใหเปนหนาท่ีของครูผูสอนแตละรายวิชาทุกกลุมสาระการเรียนรูดําเนินการพัฒนา ประเมินผล และแกไขปรับปรุงผูเรยี นในระหวางการจัดกิจกรรมการเรียนรู ทีมครูผูสอนประจําหนวยบูรณาการณ จะวิเคราะหกระบวนการทํางานจากใบมอบหมายกิจกรรมการทํางาน เพ่ือกําหนดคุณลักษณะท่ีจะเกิดข้ึนมีคุณลักษณะใดบางแลวสรางเครือ่ งมือวัดระดบั คุณภาพการแสดงออกของพฤตกิ รรม 2. การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงคนอกหองเรียน กําหนดใหเปนหนาที่ของครูที่ปรึกษาชุมนุม ลูกเสือ ยุวกาชาด เนตรนารี และครูแนะแนว ตลอดจนคณะครูผูรับผิดชอบโครงการวันสาํ คัญของชาติ และทุกศาสนา โครงการท่โี รงเรยี นกําหนดขึ้นมาเพอื่ พัฒนาคุณลักษานิสัย รวมกันพัฒนาประเมินผล และปรับปรุงแกไขผูเรียนอยางตอเนื่อง ท้ังในขณะท่ีรว มกิจกรรม ดําเนินชีวิตประจําวัน ท้ังใน และนอกสถานศกึ ษ 65
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ทกั ษะ และคา นยิ ม จากกิจกรรมตามหลักสูตร และเสรมิ หลกั สูตร การเขา รวมกจิ กรรมตามหลกั สูตร ไดแกกิจกรรมชุมนมุ กิจกรรมลกู เสือ ยุวกาชาด และเนตรนารี และกจิ กรรมแนะแนว เปนกจิ กรรมพฒั นาผเู รียน ท่ีสามารถตรวจสอบ ติดตามการตกผลึกของความรู ทักษะกระบวนการ และคานิยมจากส่ิงท่ีนักเรียนไดสั่งสมมาจากการเรียนรูในรายวิชาพื้นฐานและวิชาพ่ิมเติมของโปรแกรมการเรียน ซึ่งครูท่ีปรึกษากิจกรรม และครูแนะแนวจะตองมีเคร่ืองมือวัดระดบั คณุ ภาพการเกิดทักษะ และคานยิ ม กจิ กรรมชุมนนุ โรงเรียนควรใหน ักเรียนไดเ ลือกตามความสนใจ และความถนัดจากการไดร บั รู และเรยี นรูในวิชาเรยี น 8 กลุมสาระการเรียนรู ท้ังความรู ทักษะการปฏิบตั ิ และการสรางคานิยมใหมจากการเรียนรู โรงเรียนควรเปดอิสระใหนักเรียนรวมกลุมกันตั้งแตมัธยมศึกษาปที่ 1 ถึงปที่ 6 จัดกิจกรรมที่สะทอนการพัฒนาทักษะการดํารงชีวิต และการประกอบอาชีพที่ทํางานกันเปนทีม เชนจัดในรปู บริษัทจํากัด ใหมีการจําลอง และจัดกระบวนการเสมือนบริษัทจริง ต้ังแตต้ังบริษัท ทุนประเดิม แผนและกลยุทธการทําธุรกิจ การทํางานเชิงธุรกิจสรางรายได บัญชีรายรับรายจาย และการรายงานผลประกอบการ ซึ่งการเรยี นรูใ นศตวรรษที่ 21 ตอ งการใหมีการเรียนรูการเปน ผปู ระกอบการ พฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนถาเปนไปตามเงื่อนไขการถูกบังคับหรือแลกดวยผลตอบแทนระดับการเกิดดานจิตพิสัยจะเกิดไดเพียงข้ันรับรู และข้ันการตอบสนอง ดานทักษะพิสัยจะเกิดไดเพียงข้ันการเลียนแบบ และข้ันปฏิบัติไดตามลําพังท่ียังขาดความถูกตองแมนยํา ซ่ึงสวนใหญนักเรียนของสถานศึกษาในประเทศไทยสวนใหญทําไดเพียงเทาน้ี สถานศึกษาสวนใหญยังไมตระหนักการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูใหเกิดดานจิตพิสัยในขั้นการสรางคานิยม การจัดระบบ และการสรางลักษณะนิสัยตามคานิยม ในดานทักษะพสิ ัยยังไมเกิดข้ันการปฏบิ ัติไดถูกต้ังแมนยําตามลําพัง การปฏิบัติอยางตอ เน่ืองผสมผสาน และการปฏบิ ตั โิ ดยอตั โนมัติเปนธรรมชาติ กจิ กรรมการปลูกฝงทักษะพิสัย และจิตพสิ ัย ในระดับสูง ครูผูจัดกิจกรรมพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรควรจัดทําใบกิจกรรมมอบหมายการทํางาน และมอบหมายการใหรายงานการประเมินความรูสึกที่ตัวนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงหรือไมเปลี่ยนแปลงจากการไดรับรู และตอบสนองการปฏิบัติตามกิจกรรมมอบหมายงาน กิจกรรมท่ีครูมอบหมายนั้น จะตองระบุช่ือของพฤติกรรมท่ีจะตองการปลูกฝงเพื่อใชประกอบการประเมินระดับขั้นการเกดิ พฤตกิ รรม โดยตอ งใหนักเรียนรายงานโดยบอกหรืออางอิงจากแหลงอางอิงท่นี ักเรียนยดึ ถือเปนหลกั ยดึ ในใจ และใหบอกพฤติกรรมท่ีมีตอกจิ กรรมท่ีนกั เรยี นแสดงออกอยางตอเน่ืองในการใชหลักยึดดังกลาว โดยครูจะใชเปนรองรอยหลักฐานการประเมินคณุ ลักษณะ และสมรรถนะ ดังตอ ไปน้ี ระดบั ข้นั การประเมินคุณลักษณะ ระดบั ที่ 1 รับรูสถานการณแ ละสภาพแวดลอ มที่จะปฏิบัตกิ จิ กรรม ระดับท่ี 2 ตอบสนอง ลงมอื ปฏบิ ัตติ ามกิจกรรมท่ไี ดรับมอบหมาย ระดบั ท่ี 3 เกดิ ความรูสกึ และบอกขอ ความรูอ ะไรบางทใี่ ชยดึ ถือตอการแสดงออกที่ดี 66
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ระดับที่ 4 จัดระบบการแสดงออก จากการบอกพฤติกรรมในการเขารวมกิจกรรมใน ลักษณะท่ีใกลเคยี งกบั ขอ ความรูทใี่ ชย ึดถือตอการแสดงออกทดี่ ี ระดับที่ 5 นําไปใชใ นวถิ ีชวี ิตประจําวนั ดวยการบอกพฤติกรรมท่แี สดงออกในการทําใน ลักษณะการทาํ เปนลักษณะนสิ ัย ระดบั ข้นั การประเมินสมรรถนะ ระดบั ที่ 1 ปฏิบัติกิจกรรมตามการมอบหมาย โดยมกี ารแกไ ขจากขอ หารือของครู ระดับท่ี 2 ปฏบัติกิจกกรมการมอบหมาย ไดราบรื่นและแกไขขอขัดของไดเปาหมาย งานตามมอบหมาย ระดับที่ 3 ปฏิบตั กิ ิจกรรมไดง านอยางมคี ุณภาพ ระดับที่ 4 ปฏิบัติกิจกรรมไดงานอยางมีคุณภาพ และเคารพสิทธ์ิของผูอ่ืน และส่ิงท่ี เกี่ยวขอ ง ระดบั ที่ 5 ปฏิบตั ิกจิ กรรมไดอยางมคี ุณภาพ และนาํ ไปประยุกตใ ชกับกจิ กรรมอน่ื ไดด ี การจดั ทาํ แฟมสะสมงานสเู สนทางการศกึ ษาตอและการประกอบอาชีพ จากผลการวัดผลดานความรูความสามารถ หรือพุทธิพิสัย ที่เปนคะแนนเก็บตามตังช้ีวัดมาตรฐานรายวิชา และท่ีเปน คะแนนสอบกลางภาค และปลายภาคในการวัดผลตัวชี้วดั มาตรฐานรายวชิ าที่สําคัญ และคะแนนเก็บท่ีเปนตัวชี้วัดมาตรฐานรายวิชาดานจิตพิสัย และทักษะพิสัย ซ่ึงถูกเก็นไวในปพ. 5 น้ัน ถูกนํามาวิเคราะหจัดเก็บเปนระดับผลการเรียนเฉล่ีย (GPA) และระดับผลการเรียนเฉล่ียในกลุมวิชาเพิ่มเติมดานสาขาวิชาที่ใชศึกษาตอดานอาชีพ นําไปจัดเก็บเขาสูแฟมสะสมงานของนักเรียนรายบุคคล สวนผลงานตลอดจนผลรางวัลก็จะถูกจัดเก็บไวดวยเชนกัน สําหรับรดบขันพฤติกรรมดานคณุ ลักษณะ และสมรรถนะ ท่ีไดมาจากกาประเมินของครูผูสอนรายวิช และครูที่ปรึกษากิจกรรมพัฒนาผเู รียนท้ังกิจกรรมตามหลักสูตร และกิจกรรมเสริมหลักสูตร จะถูกสงมารวบรวมท่ีครูท่ีปรึกษาหองเรียนนําผลระดับคุณภาพท่ีถูกประเมินมาดังกลาว นํามาวิเคราะหเปนภาพรวมในแตละชื่อคุณลักษณะ และช่ือสมรรถนะ ตามหลักสูตร และตามชื่อคุณลักษณะผูเรียนในศตวรรษที่ 21 จะทําใหรูวานักเรียนแตละคนมีปริมาณการเกิดคุณลักษณะ และสรรถนะ แตละอยางมีปริมาณมากนอยแตกตางกันไป ซ่ึงจะสามารถนาํ ไปรายงานไวใ น ปพ. 8 และเกน็ เขาสูแ ฟมสะสมงานของนักเรยี นรายบุคคล นอกจากนั้นยังนําผลการประเมินตามมาตรฐานดานความถนัดรายวิชาของสาขาอาชีพ และความถนัดดานอาชีพ รวมถึงผลการวัดดานบคุ ลิกภาพดานอาชีพ ก็จะถกู จัดเกบ็ เขา แฟมสะสมงานของนักเรียนรายบุคคลเชน เดยี วกนั 67
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ภาคผนวกขน้ั ตอนการจดั ทาํ โครงงานจากประสบการณในการจัดการเรียนรูโ ดยใชโครงงาน ซึ่งไดน ํามาประยุกตใหเหมาะสมกับเน้อื หาวชิ า วุฒภิ าวะของนักเรียน และสภาพแวดลอ มท่โี รงเรียน จึงสามารถกําหนดขั้นตอนการจัดทําโครงงานได 6 ขั้นตอน ดงั น้ี 1. เลือกเรอ่ื งท่นี าสนใจ 2. เตรียมไปหาแหลง ความรู 3. เขาสูการวางแผนกอน 4. ทาํ ตามขั้นตอนอยางสนุกสนาน 5. เขียนรายงานอยา งมนั่ ใจ 6. นาํ เสนองานไดเ หมาะสม ข้ันตอนท่ี 1 เลือกเร่ืองที่นาสนใจ : ขั้นตอนแรกน้ีผูเรียนจะตองเลือกเร่ืองท่ีเขาสนใจ โดยครูจะตองเปน ผูกระตนุ หรือจัดกิจกรรมเราใหผเู รียนคิดเรอ่ื งที่จะทาํ ดว ยความพอใจ หัวขอของโครงงานอาจไดมาจากปญหา คําถาม หรือความอยากรู อยากเห็นในเร่ืองตาง ๆ ของผูเรียน ซึ่งเปนผลไดมาจากการไดอานหนังสือ การฟงการบรรยาย การทัศนศึกษาการไดพบเห็นส่ิงตาง ๆในชีวิตประจําวัน หัวขอโครงงาน ควรเปนเรื่องที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจนวาทําอะไร ควรเนนเรื่องท่ีอยูใกลตัว และเกิดประโยชน ขั้นตอนท่ี 2 เตรียมไปหาแหลงเรียนรู : ในขั้นนี้ผูสอนจะตองจัดเตรียมหรือช้ีแนะแหลงความรูตาง ๆ ท่ีผูเรียนจะตองใชคนควาหาคําตอบจากเรื่องที่เขาสนใจและสงสัย อาจเปนประเภทเอกสาร ผูรูหรือผูเช่ยี วชาญ สื่อประเภทโสตทศั น วัสดุ อปุ กรณ ตา ง ๆ ทีห่ ลากหลาย ผูเรียนจะตอ งไดรบั รวู า มีแหลงความรูใดบาง ไดมองเห็นชองทางท่ีจะใชแหลงความรูน้ัน ๆ อยางไรบาง และสามารถกําหนดแนวทางกวาง ๆ ไดวาจะทําอะไร ทาํ อยางไร ใชทรัพยากรอะไร เพอื่ อะไร ฯลฯ ข้ันตอนท่ี 3 เขาสูการวางแผนกอน : เม่ือผูเรียนไดกําหนดแนวทางกวาง ๆ แลว จะตองนําแนวทางนั้นมาวางแผนในการทํางานวาจะทําอะไรกอนหลง โดยการสรางแผนท่ีความคิด แลวนํามาจัดทําเคาโครงของโครงงาน กําหนดเปนหัวขอตาง ๆ ไดแก ชื่อโครงงาน ชื่อผูจัดทําโครงงาน ชื่อท่ีปรึกษาโครงงาน ระยะเวลาดําเนินงาน เหตุผลที่จัดทําโครงานวัตถุประสงคของการจัดทํา ข้ันตอนการดําเนินงาน ผลท่คี าดวา จะไดร บั และแหลง ความรทู ใ่ี ชในการศกึ ษาคนควา ขนั้ ตอนที่ 4 ทําตามขั้นตอนอยางสนุกสนาน : ขั้นตอนน้ีผูเรียนจะตองดาํ เนินการตามข้ันตอนที่วางไว โดยอยูในความดูแลและแนะนําของครูผูสอน โดยผูเรียนจะตองปฏิบัติงานดวยความรอบคอบ มีการจดบันทึกขอมูลตาง ๆ ไวเปนระยะวาทําอะไร ทําอยางไร ไดผลอยางไร เมื่อมีปญหาหรืออุปสรรคไดแกไขอยางไร ผูเรียนควรฝก ทักษะจากกิจกรรม และแหลงความรทู ่ีหลากหลาย ตามความสนใจ เกิดการเรียนรูตามลําดับขั้นโดยการปฏิบัติจริงดวยตนเอง ไดสนุกเพลิดเพลินกับการทํางาน ไดทํางานอยางมีความสขุ เกดิ ความภมู ใิ จในผลงานท่ปี รากฎ และสามารถนาํ ความรูน ัน้ ไปใชไ ดอยา งเหมาะสม ขัน้ ตอนที่ 5 เขียนรายงานอยางม่ันใจ : การดําเนินการตามข้ันตอนนี้ เปนการสรปุ การรายงานผลจากการปฏิบัติงานท่ีผานมา เพื่อใหผูอื่นไดทราบแนวคิด วิธีดําเนินงาน ผลท่ีไดรับ และขอเสนอแนะ 68
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21ตาง ๆ ที่เก่ียวกับโครงงานการเขียนรายงานควรใชภาษาที่เขาใจงาย กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมประเด็นสําคัญ ๆ อาจกําหนดเปนหัวขอตาง ๆ หรือรายบท ไดดังนี้ บทนํา เอกสารท่ีเก่ียวของ การดําเนินการศึกษา ผลการศึกษา สรุป และขอเสนอแนะ รวมท้ังภาคผนวกที่ตองการนําเสนอในรายละเอยี ดดว ย ข้นั ตอนท่ี 6 นาํ เสนองานไดอ ยางเหมาะสม : นับเปนข้ัตอนสุดทา ยของการจัดทําโครงงาน เปนการนําผลการดําเนินงานทั้งหมดมาเสนอใหผูอ่ืนไดทราบ โดยเนนความคิดริเริ่ม สรางสรรค ความรบั ผิดชอบ อาจมีลักษณะเปนเอกสาร รายงาน ช้ินงาน แบบจําลอง ฯลฯ ซ่ึงสามารถนําเสนอในรูปแบบทห่ี ลากหลาย เชน การจัดนทิ รรศการ การแสดง การสาธติ การบรรยาย การจัดทําสอื่ สิ่งพมิ พ การจดั ทําสื่อมัลตมิ เี ดยี ฯลฯ 69
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรยี นรโู ดยใชโ ครงงานเปนฐาน (Project-based Learning : PBL) การนําโครงงานมาใชในการจัดการเรียนการสอนถือไดวาไมใชสิ่งใหมในการจัดการศึกษาอยางไรก็ตามในทศวรรษที่ผานมามีการนํามาใชแบบคอยๆ พัฒนาจนไดรับการยอมรับเปนกลวิธีการสอนอยางเปน ทางการ การจดั การเรียนรูดวยโครงงานไดเขา มามีสว นสําคัญในการเรียน เมอื่ มีงานวิจัยมาสนับสนุนสิ่งที่ครูไดเชื่อม่ันมายาวนานกอนหนานี้วานักเรียนจะเกิดการเรียนรูไดดียิ่งขึ้นเม่ือมีโอกาสไดคนควาในส่ิงที่ซับซอน ทาทายหรือในบางคร้ังเปนประเด็นปญหายุงยากที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได การเรียนรูดวยโครงงานจะเปนไปตามความสนใจของนักเรียน การออกแบบโครงงานท่ีดีจะกระตุน ใหเกิดการคนควา อยางกระตือรือรน และใชทักษะการคิดขนั้ สูง (Thomas, 1998) งานวิจัยเกย่ี วกับสมอง ไดใ หความสําคัญกับกิจกรรมการเรียนรูในลักษณะน้ี ศักยภาพในการรับรูส่ิงใหมๆ ของนักเรียน จะถูกยกระดับข้ึนเมื่อไดมีสวนรวมในกิจกรรมการแกปญหาที่มีความหมาย และเมื่อนักเรียนไดรับ ความชว ยเหลือใหเ ขา ใจวา ความรกู ับทักษะเหลา น้นั สมั พนั ธก นั ดว ยเหตใุ ด เม่ือไหรแ ละอยา งไร 1. การเรยี นรดู ว ยโครงงานคืออะไร การจัดการเรียนรูท่ีใชโครงงาน เปนวิธีการจัดการเรียนรูท่ียึดผูเรียนเปนสําคัญวิธีการหนึ่งที่จะชวย พัฒนาผูเรียนท้ังดานความรูและทักษะผานการทํางานท่ีมีการคน ควาและการใชความรูในชีวิตจริงโดยมีตัวผลงานและการแสดงออกถึงศักยภาพจากการเรียนรู การเรียนรูดวยโครงงานจะถูกขับเคล่ือนโดยมีคําถามกําหนดกรอบการเรียนรูที่เปนตัวเชื่อมโยงระหวางมาตรฐานการเรียนรูกับทักษะการคิดข้ันสูงเขาสู สถานการณท่ีเกิดข้ึนในชีวิตจริง หนวยการเรียนรูบูรณาการ จะใชไดดีกับแบบโครงงานจะประกอบไปดวยกลวธิ ีการสอนที่หลากหลายที่จะทําใหผูเรียนทั้งหมดเกิดการเรียนรู แมจะมีวิธีการเรียนรูที่ตางกันก็ตาม นักเรียนสามารถขอความรวมมือจากผูเช่ียวชาญภายนอกหรือชุมชนเพื่อคลี่คลาย ปญหาหรือเนื้อหาความรูที่ลึกซึ้ง สวนการบูรณาการเทคโนโลยีและกระบวนการประเมินท่ีหลากหลายกจ็ ะเปนตัวชว ย เสริมใหผ ลงานของนกั เรยี นมคี ณุ ภาพสงู ย่งิ ขึน้ การจดั การเรียนรูดวยโครงงานเปนรูปแบบวิธสี อนทจ่ี ะนํานักเรียนเขา สูการแกป ญหาท่ีทาทายและสรา งช้ินงานไดสําเร็จดวยตนเอง โครงงานทีจ่ ะมาชว ยสรางสภาวะการเรยี นรูภายในชั้นเรียนจะเกิดไดในหลายกลมุ สาระการเรยี นรู ในหลายเนื้อหาและในหลายระดบั ชวงชั้น โครงงานจะเกดิ ข้ึนบนความทาทายจากคําถามท่ีไมสามารถตอบไดจากการทองจํา โครงงานจะสรางบทบาทหลากหลายขึ้นในตวั นักเรียนเปน ผูที่แกปญหา คนท่ีตัดสินใจ นักคนควา นักวิจัย โครงงานจะตอบสนองตอวัตถุประสงคท่ีเฉพาะเจาะจงทางการศึกษา ไมใ ชส่ิงทีแ่ ปลกแยกหรอื เพิ่มเติมลงไปในหลกั สูตรเนื้อหาท่ีแทจ รงิ 2. แนวคิดในการจดั การเรยี นรูแบบโครงงาน 1. โครงงานเปนกิจกรรมการเรียนรูท่ีเช่ือมโยงกับบริบทจริง สามารถนําไปประยุกตใชในชีวติ ประจาํ วัน 2. การใหผูเรียนทําโครงงาน เปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดเขาสูกระบวนการสืบสอบ(process of inquiry) ซ่งึ เปนการใชกระบวนการคิดข้นั สูง 3. การจดั การสอนโดยใชโ ครงงานเปน ฐาน ชวยใหผูเรยี นไดผลิตงานทเ่ี ปน รูปธรรมออกมา 4.การแสดงผลงานตอสาธารณชน สามารถสรางแรงจูงใจในการเรียนรู และการทํางานใหแกผูเรียนได 70
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 5. การใหผูเรียนทําโครงงานสามารถชวยดึงศักยภาพตาง ๆ ท่ีมีอยูในตัวของผูเรียนออกมาใชประโยชน 6. ผเู รยี นไดศ กึ ษาคนควา และลงมือปฏบิ ัติกิจกรรมดวยความสนใจ 7. ผูเรียนเรียนรูตามความถนดั และความสามารถของตนเอง 8. ใชก ระบวนการวิทยาศาสตรห รือกระบวนการอ่ืนๆ ทเ่ี ปน ระบบ 9. หาคาํ ตอบภายใตคาํ แนะนาของครผู ูสอนหรอื ผูเช่ียวชาญ 10. สอนไดท ุกช้ัน เปน รายบุคคลหรือรายกลมุ ก็ได ท้ังในเวลาเรยี นหรอื นอกเวลาเรยี นก็ได 3. วัตถปุ ระสงคใ นการจดั การเรยี นรู 1. เพ่ือใหผูเรียนไดใชความรู ทักษะและประสบการณของตนเองในการศึกษาคนควาหาขอมูล จากแหลงเรยี นรตู าง ๆ 2. เพื่อใหผเู รยี นเกิดพลังความอยากรอู ยากเหน็ 3. เพ่ือใหผเู รียนตัดสินใจวา จะทาํ อะไร กับใคร อยางไร และเสริมสรางความมัน่ ใจใหผ ูเรียนเปน ผูท ่ีมีความรคู วามชํานาญในเร่ืองทีเ่ ขาตอ งการคนหาคําตอบ 4. เพ่ือใหผูเรยี นไดแสดงออกซ่ึงความคดิ สรางสรรค 4. ลกั ษณะสาํ คัญของการเรียนรดู ว ยโครงงาน ประกอบดว ย 1. เรื่องหรือประเด็นปญหาที่จะจัดเปนโครงงาน เปนเร่ืองที่นักเรียนสนใจ สงสัย ตองการหาคาํ ตอบ 2. วธิ กี ารหาคาํ ตอบ เปนการศึกษาดว ยตนเอง ทีม่ ีลักษณะ 2.1 เปน กระบวนการ มีระบบ 2.2 มีวธิ ีการศึกษาหลายวิธี ซึง่ ครอบคลุมถงึ การแลกเปลี่ยนเรยี นรูกบั ผอู ืน่ 2.3 มีการศกึ ษาจากแหลงการเรียนรู / แหลง ขอ มูลท่หี ลากหลาย 2.4 มีครเู ปน ที่ปรกึ ษาตลอดกระบวนการทํางาน 3. คน พบองคค วามรู หรอื ขอ สรปุ จากโครงงาน ซึ่งมีลักษณะที่ 3.1 สามารถนาไปใชใ นชีวิตจรงิ ได 3.2 กระตนุ ใหต องการท่ีจะศึกษาหาคําตอบอยางตอเน่ือง 3.3 สามารถแลกเปลยี่ นเรยี นรกู ับผอู ่นื ได 5. จัดกจิ กรรมสนับสนนุ กระตุนความคดิ โดย - จดั กจิ กรรมในบทเรยี นทีท่ า ทาย - มอบหมายงานทไี่ มซบั ซอ น - คดิ หาคาํ ตอบงา ยๆ โดยใชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร - จดั นิทรรศการ - ศกึ ษานอกหองเรียน 71
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 216. ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นรู1. เลอื กหวั ขอเรือ่ งหรือปญ หาที่จะศึกษา กจิ กรรมสนบั สนนุ ของครผู ูสอนกิจกรรมของผูเรียน1. สาํ รวจความสนใจของตนเอง 1. จัดกจิ กรรมสาํ รวจความสนใจ1.1 สงั เกต ศกึ ษาขอ มูล 1.1 สํารวจชมุ ชน1.2 ตดิ ตามขาว เหตุการณ 1.2 ใชคําถามกระตุนใหส นใจ1.3 เชือ่ มโยงเร่ืองทเ่ี รียน 1.3 ใชคําถามเช่ือมโยงเหตกุ ารณ1.4 เชอ่ื มโยงโดยใช web 1.4 ใชส ่อื ตา ง ๆหรือแผนภาพความคดิ 1.5 ชวยเหลือนักเรียนเลือกเร่ือง/ปญหา เพ่ือ ทาํ เปน โครงงาน 1.6 รว มกับนกั เรยี นกําหนดเรอ่ื ง/ปญ หา 2. วางแผน กิจกรรมสนบั สนุนของครูผูส อน กจิ กรรมของผูเรียน 1. ใชคาํ ถามใหนักเรยี นคิดถงึ ความตองการหรือ2.1 กําหนดจดุ ประสงค ประเดน็ ที่ตองการศึกษา1. คิดทบทวน ไตรต รองหาเหตุผลประกอบใน 2. วิเคราะหค วามเปน ไปไดของจดุ ประสงค แสดง การตัดสนิ ใจ ความคดิ เห็น ขอเสนอแนะ ใหคดิ อยา ง2. เขียนส่ิงที่ตนตอ งการ รอบคอบ3. พูดคยุ กับเพ่ือน ๆ เพ่ือใหเกิดความมัน่ ใจ 3. ใหกําลังใจ2.2 ตงั้ สมมตุ ิฐาน 1. ใชคําถามกระตุนใหนักเรียนคาดเดาคาตอบ1. พดู คุยกับเพอ่ื นเพอ่ื กําหนดคาํ ตอบลวงหนา ลวงหนา วา นา จะเปนอยา งไร นาจะมผี ลอยางไร2. เลือกคําตอบทเ่ี หมาะสม 2. วเิ คราะหความเปนไปได ใหความคดิ เห็น3. เขยี นสงิ่ ทีค่ าดเดาไวเพื่อรอการพิสูจน 3. ถามย้ําใหนักเรียนคิดอยางรอบคอบและมั่นใจ ในคาตอบท่ีคาดคะเน2.3 กําหนดวิธีการศกึ ษา1. รว มกับนกั เรยี นวางแผนโดย 1. กระตุน สงเสรมิ ใหคาปรกึ ษาเก่ียวกับ- หาวธิ ีการศึกษาเร่อื งนน้ั ๆ - คดิ วิธีการศึกษาท่ีหลากหลาย- เลือกวิธีการทเี่ หมาะสม - เลอื กการศกึ ษาท่ีสามารถทําได- กําหนดขั้นตอน วิธีการ ระยะเวลา แหลง - เลอื กแหลงขอ มูลท่เี หมาะสมเรียนรู และวิธีการนาํ เสนอผลงาน - จัดทาํ เคา โครงของโครงงาน2. จดั ทําเคา โครงของโครงงาน - ชว ยประสานงานเพื่ออํานวยความสะดวก 72
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 213. ลงมือปฏิบตั ิกจิ กรรมของผูเรยี น กิจกรรมสนับสนนุ ของครูผูสอน1. ลงมือปฏบิ ัตติ ามขั้นตอนทีก่ ําหนด 1. สงั เกต จดบันทกึ พฤตกิ รรมนกั เรียน2. บันทกึ ขอมลู ทกุ ข้นั ตอน 2. ใหความชวยเหลอื ชวยแกป ญ หาเมื่อตองการ3. ปรึกษากบั เพอ่ื นและครูเพอ่ื แลกเปล่ยี นเรียนรู 3. แนะนําแหลงเรียนรเู พมิ่ เติม4. รวมกันสรปุ ผลการปฏบิ ตั ิตามโครงงาน 4. จัดเวทีเพอ่ื การแลกเปลีย่ นเรียนรเู ปนระยะ 5. ใหแรงเสรมิ กาํ ลังใจ 6. อํานวยความสะดวกตา ง ๆ แกผเู รียน 4. เขยี นรายงาน กจิ กรรมสนับสนนุ ของครผู สู อน กจิ กรรมของผูเรียน 1. ใหค ําปรึกษาในการเลอื กรูปแบบการเขยี น1. ศกึ ษารูปแบบการเขียนรายงานหลาย ๆ รายงาน2. รปู แบบ 2. แนะนา ตชิ มการเขียนรายงาน2. เลือกรปู แบบทเี่ หมาะสม3. เขยี นรายงานตามรปู แบบ4. จัดทาเอกสารรปู เลม5. นาํ เสนอผลงานกจิ กรรมของผเู รียน กจิ กรรมสนบั สนนุ ของครผู ูส อน1. ศกึ ษาการนําเสนอที่หลากหลาย 1. ใหคําปรึกษาในการเลือกวธิ กี ารนาํ เสนอ2. เลือกวธิ กี ารท่ีเหมาะสม 2. จัดบรรยากาศ/เวทีการนาํ เสนอ3 เตรียมการนําเสนอผลท่ีไดจากการทําโครงงาน 3. ประเมินผลการทําโครงงานคือ 4. สงผลงานของผูเ รยี นเขา รวมแสดง/ประกวด- กระบวนการศกึ ษา- ผลทีไ่ ดจากการศึกษา 73
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรยี นการสอนโดยใชโครงงานวทิ ยาศาสตร โครงงานวิทยาศาสตรเปนงานวิจัยเล็กๆ ของนักเรียนท่ีศึกษาทดลองเรื่องใดเร่ืองหน่ึงโดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการคนควาหาความรูดวยตนเอง อาจจัดในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียนก็ได เมื่อนักเรียนมีปญหาหรือขอสงสัยอยางใดอยางหน่ึงขึ้นมา นักเรียนนํา ปญหานั้นไปทดลองศึกษา แกปญหา โดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร แลวนําผลงานมาเสนอวิเคราะห เชนนักเรียนสงสัยวาชวงใดที่เหมาะสมท่ีสุดในการกรีดยาง เพื่อใหไดปริมาณน้ํายางสูงสุด นักเรียนไดใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการทดลองจนไดรับคําตอบ การศึกษาดังกลาว คือ โครงงานวิทยาศาสตร ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร 1. ประเภทสาํ รวจรวบรวมขอ มลู 2. ประเภททดลอง 3. ประเภทส่ิงประดิษฐ 4. ประเภททฤษฎี 1. โครงงานประเภทสํารวจรวบรวมขอ มลู การสํารวจรวบรวมขอมูลบางอยางหรือจําแนกเปนหมวดหมูโครงงานประเภทนี้ไมกําหนดตัวแปร ในการเก็บขอมูลอาจเปนการสํารวจในภาคสนามหรือในธรรมชาติ หรือนํามาศึกษาในหองปฏิบัติการ นอกจากนั้นการสํารวจรวบรวมขอมูลอาจบงช้ีท่ีมาของปญหา เพ่ือนําไปใชศ ึกษาทดลองตอ ตัวอยา งโครงงานประเภทน้ี เชน - การสาํ รวจพืชพนั ธไุ มใ นโรงเรียน ในทอ งถน่ิ - การสาํ รวจพฤติกรรมดานตางๆ ของสัตว - การสาํ รวจปญหาสงิ่ แวดลอ มในชุมชน - การศกึ ษาลักษณะของอากาศในทอ งถ่ิน 2. โครงงานประเภททดลอง โครงงานที่มีลักษณะการออกแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของตัวแปรตัวหนึ่ง โดยควบคุมตัวแปรอ่ืน ๆ โครงงานประเภทนี้ นักเรียนไดแกปญหา ปฏิบัติจริงกับปญหาหรือขอสงสัยของนักเรียนดําเนินการอบรม ทดลองสรุปผล วิเคราะหผลท่ีไดออกมา ซึ่งจะเปนการใชทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรอยางสมบูรณ เชน - ศึกษาการตดั ใบขาวโพดท่มี ีผลกระทบตอ การเจรญิ เติบโต และผลติ ผล - การทํายากนั ยุงจากพืชในทองถนิ่ - การปอ งกันการเปน หนอนของปลาเค็ม โดยใชส ารสกดั จากพืชทีม่ รี สขม - การใชมลู วัวปอ งกันวัวกินใบพชื - การบงั คับผลแตงโมเปน รูปสเ่ี หล่ียม 3. โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ โครงงานประเภทน้ี เปนการประดิษฐส่ิงใดส่ิงหน่ึง เคร่ืองมือ เคร่ืองใช หรืออุปกรณเพื่อใชสอยตาง ๆ ส่ิงประดิษฐอาจคิดขึ้นมาใหม ปรับปรุงหรือสรางแบบจําลอง โดยประยุกตหลักการทางวทิ ยาศาสตร ใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร มีการกําหนดตัวแปรท่ีจะศกึ ษาและทดสอบประสทิ ธภิ าพ 74
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ของช้ินงานดวย หากนักเรียนประดิษฐช ิ้นงานขึ้นมา โดยมิไดใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร ถือวาเปนสิง่ ประดษิ ฐไ มใ ชโ ครงงานวิทยาศาสตร ตัวอยา งโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ เชน - กรงดักแมลงวนั และแมลงสาบ - เครอ่ื งตไี ขสาํ หรบั เดก็ - เคร่ืองโรยปยุ ยางพารา - จกั รยานเกบ็ ขยะ - เคร่อื งกะเทาะเมล็ดขาวโพดแบบมอื หมนุ การไดมาซง่ึ โครงงานวทิ ยาศาสตร โครงงานวิทยาศาสตรไดมาจากปญหาหรือขอสงสัย ซึ่งควรจะเปนปญหาใกลตัวของนักเรียนพยายามอยาใหนักเรียนคิดปญหาท่ีไกลตัวเกินความสามารถของเด็กท่ีจะทําได ตัวอยางการไดมาซ่ึงโครงงานวิทยาศาสตรของนักเรยี น เชน 1. ปญหาใกลตวั ตัวอยางโครงงานวิทยาศาสตรเร่ือง “ศึกษาชวงเวลาท่ีเหมาะสมในการกรีดยางพารา เพื่อใหไดปริมาณน้ํายางสูงสุด” โครงงานเร่ืองน้ีมาจากปญหาของตัวนักเรียนเองท่ีตองตื่นนอนในเวลาเชามืด เพื่อกรีดยางพาราในเวลาท่ีไมแนนอน นักเรียนตองการต่ืนนอนใหตรงเวลาในการกรีดยาง เพ่ือใหไดนํ้ายางปริมาณสูงสดุ ในการออกแบบการทดลอง สมาชิกแตล ะคนกรีดยางพรอ มกันคนละ 10 ตน ใชเวลาตนละประมาณ 30 วินาที แลวนําน้ํายางมารวบรวมชั่งนาหนักในชวงเวลา 1-5 นาฬิกา ในการทดลองถาจํานวนตน ยางมากกวานี้ เวลาจะคลาดเคล่ือนไปมาก ผลของโครงงานวิทยาศาสตรนี้ทําใหนักเรียนไดคิดทดลองตอกับตน ยางท่ีมอี ายมุ ากกวา 7 ปข ้นึ ไป และจะทดลองโดยวดั อุณหภมู ขิ องอากาศดวย 2. ความสงสัย อยากรูอยากเห็น ตัวอยางโครงงานวิทยาศาสตรเร่ือง “ศึกษาการตัดใบขาวโพดที่มีผลกระทบตอการเจริญเติบโตและผลผลิต” จากการที่นักเรียนไดเ รียนเรื่องยาฆาแมลงในบทเรียนไดรวมกันอภิปรายวาถาเกษตรกรจะไมใชยาฆาแมลงจะไดหรอื ไมมีการแสดงความคิดเห็นของนักเรียนคนหนึ่งวา ถาหนอนกัดกินใบพืชเพียงเล็กนอยจะทําใหผลผลิตตางกันหรือไม ใบพืชถูกทําลายมากแคไหนจึงมีผลกระทบตอการเจริญเติบโตและผลผลิต เมอ่ื ทดลองปลูกขา วโพด โดยการตัดปลายใบในกลมุ ทดลอง 7 กลุมตั้งแต 10 - 70 % กลุมควบคุมไมตัดใบ นักเรียนสังเกตเห็นวา ตนขาวโพดที่ตัดใบทุกระดับจะไมคอยมีแมลงศัตรูพืชรบกวน ซ่ึงตางกับกลุมควบคุมท่ีไมตัดใบจะถูกทําลายเกือบทุกตน การตัดใบในระดับ 20 % ไมมีผลกระทบตอผลผลิต นกั เรยี นไดน ําผลการทดลองไปใชก บั การปลกู ขา วโพดทีบ่ า นสวน ใบที่ตดั ออกเอาไปใหววั กนิ 3. ปญหาทอ งถ่นิ ตัวอยางโครงงานวิทยาศาสตรเรื่อง “เคร่ืองยํ่ายางพารา”ชาวบานในหมูบานของนักเรียนมีอาชีพทําสวนยางพารามีขั้นตอนหน่ึงของการทํายางแผน ท่ีตองใสนํ้าสมยาง (กรดอะเซตกิ ) เพ่ือใหน้ํายางแข็งตัว เม่ือเทจากตะกง (ภาชนะส่ีเหล่ียม) แลวตองใชเทาเหยียบเพื่อใหแผขยายออกเปนแผนกอ นเขาเครื่องรีดนักเรียนสํารวจพบวาเทาของผูเหยียบย่ํายางทุกคนจะพุพองเปอย เพราะกรดนาสมกัดเทานักเรียนจึงอยากจะชว ยคุณยายใหมีเครื่องมือที่ชวยกรีดยางพาราแทนการเหยียบดวยเทา ออกแบบโดยใชทอพีวีซีขนาดเสนผาศูนยกลาง 15 ซม. สอดเหล็กแกนกลางสา หรับใชจับ บรรจุซีเมนตลงในทอ 75
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21เพ่ือใหมีนาหนัก เม่ือทดสอบประสิทธิภาพแลวรีดไดเร็วกวาใชเทาเหยียบ แตมีปญหาเกิดขึ้นเม่ือรีดหลายๆ แผน ผูใชจะรสู ึกเมื่อยลาเพราะตองกมลงนักเรยี นจงึ ตอ งแกป ญหาตอ ไป 4. การสังเกต ตัวอยางโครงงาน เรื่อง “การใชสารสกัดจากบอระเพ็ดและฟาทลายโจรในการปองกันการเปนหนอนของปลาเค็ม” การกาํ จัดแมลงวันมีหลายวธิ ี นักเรยี นคิดที่จะปองกันไมใหแมลงวันมาวางไขที่ปลาเค็ม จากการสังเกตเห็นแมคาใชสารเคมีกับปลาเค็ม ซึ่งมีอันตรายมาก จึงคิดท่ีจะใชพืชท่ีมีรสขมแทนสารเคมี เพราะสังเกตวาพืชที่มีรสขมไมคอยมีแมลงรบกวน จากการทดลองใชสารเคมีรสขมมาทาท่ีตัวปลา เพื่อไมใหแมลงวันวางไข พบวาสารสกัดจากบอระเพ็ดในอัตราสวนท่ีนอยท่ีสุด 2 กรัม : นํ้า 300ลกู บาศกเ ซนตเิ มตร : ปลาสลดิ 1 กโิ ลกรมั ปอ งกนั การเปนหนอนของปลาเค็มได 5 วัน ไมมีรสขม 5. คําบอกเลา ตัวอยางโครงงาน เร่ือง “การทํายากันยุงจากดอกปาลม”นักเรียนไดทราบจากคุณปาวา ดอกปาลมตัวผู นํามาจุดปองกันยุงได จึงอยากนําเร่ืองน้ีมาศึกษา โดยการทดลองเบื้องตนปรากฏวาเปนจริงจึงเกิดแนวคิดวาจะทําเปนธูปโดยผสมกับสารตางๆ ใหจุดไฟติดงายและศึกษาประสิทธิภาพจากการทดลองนําดอกปาลมตัวผูไปผ่ึงแดดใหแหง นํามาบดผสมขี้เลื่อย ผงถาน แปงเปยก ในอัตราสวน 2 : 1 :1 :1 นักเรยี นหาวิธีการทีจ่ ะทําเปน กานธูปหลายครงั้ ท่ีลม เหลว มาประสบผลสาเร็จเม่ือบรรจสุ ารลงไปในหลอดกาแฟ ใสก านมะพราวสอดดึงออกมาเปน กา นธปู 6. การทดลองเลน ตัวอยางโครงงาน เรื่อง “เคร่ืองตีไขสําหรับเด็ก” นักเรียนชายช้ันประถมปที่ 6 นํามอเตอรของเด็กเลนที่ทิ้งแลว มาตอสายไฟเขากับถานไฟฉาย แลวนําฝาเบียรมาตกแตงเปนใบพัด ใสแกนสอดเขาไปหมุนเลน วันตอมาเมื่อเรียนวิชาสรางเสริมประสบการณชีวิต เร่ืองสวนประกอบของไฟฉายจึงเกิดแนวคิดที่จะดัดแปลงของเลนช้ินนั้น เขากับกระบอกไฟฉาย เปนเครื่องตีไขสําหรับเด็ก ใชแกนที่ทําดวยลวด โดยออกแบบแกนหลายแบบ แลวนําไปทดสอบประสิทธิภาพสามารถตีไขไดสูงสุด 5 ฟอง ในเวลา1 นาที ตอมาไดนําใบพัดมาใสที่แกนก็จะไดส่ิงประดิษฐ เปนพัดลมมือถือไดอีกอยางหน่ึง นักเรียนคิดตอไปท่ีจะออกแบบใหมรี ูปทรงท่ีกะทดั รัด จะใหส ภุ าพสตรีไวใชแ ทนพดั 7. ความสนใจสวนตัว ตัวอยางโครงงาน เร่ือง “การใชนํ้ามันปาลมทดแทนน้ํามันเตา ในการใหความรอนในโรงไฟฟาพลังความรอน” นักเรียน สนใจเก่ียวกับพลังงานและความรอน มีความคิดท่ีจะหาสิ่งทดแทนพลังงานเม่ือไดศึกษาเอกสารแผนพับของการไฟฟาฝายผลิตเกี่ยวกับการใช นามันเตาในโรงงานไฟฟาพลังความรอ น เกดิ แนวคิดวาจะใชนํ้ามนั ปาลมแทนนํ้ามนั เตาไดหรือไม เพราะ น้ํามันปาลม เราสามารถปลูกไดมากเทาที่ตองการ ไมทําลายชั้นบรรยากาศ ไมมีสารพิษในการเผาไหม ในการศึกษาประสิทธิภาพของนํ้ามันปาลมโดยการตมนํ้าเปรียบเทียบกับการใชน้ํามันเตา พบวา น้ํามันปาลมใหความรอนท่ีทา ใหนํ้าระเหยไดเปนไอหมด จึงสามารถใชแทนนํ้ามันเตาได ในการทํางานมีปญหาเกิดขึ้นหลายขั้นตอน เชน ตองใชนา้ํ มันกา ด นาํ้ มันโซลา ผสมจึงจุดไฟติด นักเรียนไดแกปญหาไปตามข้นั ตอนการทดลอง 8. รวมบทคดั ยอ หรือโครงงานอน่ื ที่เคยมผี ูทํา ไว นักเรียนอาจนําโครงงานที่ผูอื่นทําไวแลวมาปรับปรุงเปลี่ยนใหมใหดีข้ึนกวาเดิม หรือขยายขอบเขตการศึกษาคนควาใหกวางขวางขึ้น เชน นักเรียนกลุมหนง่ึ ศกึ ษาการคายน้ําของหอยแครง คนอื่นอาจประยุกตวธิ ีการดังกลา วมาใชก ับหอยขม หรอื หอยชนดิ อนื่ ก็ได 76
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 9. การตัง้ คาํ ถามของครู คาํ ถามของครูมีสวนอยางมากท่ีจะยั่วยุใหนักเรียนคิดโครงงานวิทยาศาสตรไ ด ในบทปฏิบัติการทดลองทางวิทยาศาสตร ในบทเรียนเม่ือนักเรียนเรียนจบไปแลว ครูควรตั้งคําถามใหนักเรียนคิดตอไป“ถาเปนอยางอ่ืนละ” “ถา .... ละ” เชน การทดลองเร่ือง นํ้ายาสับฆาหนอน เมื่อการทดลองในบทเรียนจบแลว หากครตู ั้งคําถามวา “ถา เปนหนอนชนิดอ่นื ละ” “ถาความเขม ขน ของนํ้ายาสับตางกันละ” ผลจะเปน อยา งไร หรือการทดลองเรอื่ งเซลไฟฟูาจากมะนาว“ถาเปนผลไมชนิดอื่นละ” “ถาเปน น้ําจากใบพชื ที่มีรสเปรี้ยวละ” ผลจะเปนอยางไร แตกตา งหรอื เหมือนกัน นักเรยี นทส่ี นใจสงสยั ก็ตองทดลองดู วธิ ีทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตร ข้ันตอนของการทาํ โครงงานวิทยาศาสตร มดี ังนี้ 1. ตง้ั ปญ หา สมมติฐานเก่ยี วกับปญหาเพอ่ื ตอบคําถามของปญหาน้ัน 2. การกําหนดตัวแปร ตัวแปรตน หรือขอสงสัย ผลที่ตามมาจากการสงสัย คือตัวแปรตาม และจะตองควบคุมตวั แปรใดบาง เพอ่ื ใหขอ มูลนาเชือ่ ถอื คือตัวแปรควบคุม 3. ออกแบบทดลอง เปนการบอกความสัมพันธระหวางตัวแปรทั้งหมดใหเปนรูปธรรมปฏิบตั ิไดจริงๆ นาเช่ือถือ จะใชทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใดบาง จะเกบ็ รวบรวมขอมูลอยางไรกลุมควบคุม กลุมทดลอง เปนอยางไร ในบางคร้ังตอไปคนควาวามีผูทดลองแลวหรือไม ผลเปนอยางไรนกั เรยี นจะทดลองตอ อยางไร มคี วามสัมพันธกนั หรอื ไม 4. ทดลอง คือ การปฏิบัติจริง ซ่ึงจะตองทดลองหลาย ๆ ครั้งอยางนอยตอง 3 คร้ังเพ่ือจะไดผลที่นาเชื่อถือ แตการทดลองบางคร้ัง ผลการทดลองอาจขัดแยงกัน ตองเพิ่มการทดลองใหมากขึ้น เปน 5 คร้ัง หรือ 10 คร้ัง แลวจึงใชวิธีเฉลี่ยขอมูล หรือเลือกครั้งท่ีเปนไปไดมากเปนผลการทดลอง ขอมูลที่ไดตองบันทึกและนําเสนอทั้งหมด มิใชเลือกเอาเฉพาะขอมูลท่ีเปนไปตามสมมติฐานเทานั้น หากครูที่ปรึกษาโครงงาน วิทยาศาสตร ใหนักเรียนนําเสนอแตเฉพาะขอมูลดังกลาวแลว จะเปนการผดิ พลาดอยา งมาก เพราะอาจสรา งเด็กใหเปนคนท่ไี มซื่อสตั ย ขาดเจตคติท่ดี ีทางวทิ ยาศาสตร 5. อภิปรายผล นําขอมูลท่ีไดจากการทดลอง นํามาประเมินผลอภิปรายโดยการศึกษาจากเอกสารหลักฐานมาประกอบวามีขอความแตกตางกันเพราะอะไร นักเรียนจะตองหาเหตุผลหรือขอ เสนอแนะใหไ ด 6. นําเสนอ นักเรียนนําเสนอขอมูล ความรูใหมกระบวนการทํางาน โดยการเขียนรายงานและจัดบอรด แสดงโครงงานวิทยาศาสตรท่ีไดจัดทํา อาจารยที่ปรึกษาควรติดตามการทํางานของนักเรียนอยางใกลชิด ใหคําปรึกษา ใหกําลังใจ อํานวยความสะดวกในการจัดหาอุปกรณ ตลอดจนคํานงึ ถงึ ความปลอดภยั ในการปฏิบัตงิ าน ข้นั ตอนการเรียนการสอนโดยใชโครงงานวทิ ยาศาสตร 1. ครใู หความรูเกยี่ วกับโครงงานวิทยาศาสตร 2. นักเรียนนําหวั ขอเรื่อง/ปญหามาปรึกษาครู 3. คร-ู นกั เรียนวางแผนการทาํ โครงงานออกแบบทดลอง 4. นกั เรยี นปฏบิ ัตกิ ารทดลอง-ครูตดิ ตามการทํางาน 5. นกั เรยี นสรปุ ผล อภปิ รายผล 77
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 6. ประเมนิ ผล 7. จดั แสดงนิทรรศการ ประยุกตในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู 1. ผสู อนและผูเ รียนอภิปรายปญ หาตาง ๆ รวมกัน และผเู รียนเลอื กปญ หาท่ีตนสนใจ 2. ผูสอนช้ีแจงทําความเขาใจถึงวัตถุประสงคในการทําโครงงาน ความคาดหวัง วิธีการและกระบวนการในการดาเนินการ 3. ผูเ รยี นรวมกันศึกษาหาความรูในเรอื่ งท่ีจะทําจากแหลง ความรูที่หลากหลาย 4. ผเู รยี นรวมกันวางแผนการจดั ทาํ โครงงาน และเขียนโครงการเสนอผสู อน 5. ผเู รียนดําเนนิ การตามแผนงานท่กี ําหนด 6. นาํ เสนอผลงานของผเู รียนและรว มกนั วพิ ากษว ิจารณ และแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ 7. ผเู รียนปรบั ปรงุ ผลงานและเขยี นรายงาน 8. นาํ เสนอผลงานออกแสดงตอ สาธารณชน 9. ผูเรียนและผูสอนรวมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ และสรุปผลการเรียนรูที่ไดจากการทาโครงงาน 10. ผสู อนวดั และประเมนิ ผลทง้ั ดา นผลผลติ เนื้อหาความรู และกระบวนการ ประโยชนของการเรยี นรดู ว ยโครงงาน การเรียนรูดวยโครงงานจะมีประโยชนที่หลากหลายทั้งตอครูและนักเรียนในการท่ีจะชวยสรางองคความรู จากการคนความีผลงานวิจัยเพ่ิมมากข้ึนท่ีรับรองวาการเรียนรูดวยโครงงานจะทําใหนักเรียนมีสวนรวมลดการขาดเรียน เพ่ิมทักษะในการเรียนรูแบบรวมมือและชวยยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน (George Lucas Educational Foundation, 2001) สําหรับนักเรียนแลว ประโยชนท่ีไดจากการเรยี นรดู วยโครงงาน มีดงั น้ี 1. เพ่ิมอัตราการเขาเรียน เสริมสรางความเชื่อมั่นในตนเอง และพัฒนาทัศนคติเชิงบวกตอการเรียนรู (Thomas, 2000) 2. เม่ือเปรียบเทียบกับการจัดการเรียนรูแบบอื่นแลว ผลสัมฤทธ์ิมีคาเทากับหรือสูงกวา หากผเู รยี นไดมีสวนรับผิดชอบในการทําโครงงาน (Boaler, 1997; SRI, 2000) 3. เปดโอกาสใหมีการพัฒนาทักษะท่ีซับซอน เชน ทักษะการคิดข้ันสูง การแกปญหา การทางานแบบรวมมอื และการส่อื สาร (SRI, 2000) 4. ใหโอกาสที่เปดกวางตอการเรียนรูในช้ันเรียน มีการปรับใชกลวิธีเพ่ือรองรับผูเรียนที่มีความหลากหลายทางวฒั นธรรม (Railsback, 2002) การเรียนรูดวยวิธีการแบบนี้จะเปนที่นาสนใจสาหรับนักเรียนหลายๆ คนจากการที่ไดรบั ประสบการณตรง โดยจะไดรับบทบาทและใชพฤติกรรมของผูที่สวนเกี่ยวของในเรื่องดังกลาวไมวาจะเปนการทําหนังสารคดีเกี่ยวกบั อนรุ ักษสภาพแวดลอมการออกแบบแผนพับทีแ่ นะนาํ แหลงทองเท่ยี วท่ีสําคัญทางประวัติศาสตรของทองถิ่นหรือสรางงานนําเสนอเพ่ือแสดงขอดีขอเสียของการกอสรางหางสรรพสินคานักเรียนจะไดมีสวนรวมในส่ิงท่ีเกิดข้ึนในโลกจริงๆ ที่มีความสําคัญนอกช้ันเรียนประโยชนที่ไดสําหรับครูท่ีนอกจากจะเปนการพัฒนาคุณภาพดานวิชาชีพแลวยังชวยใหเกิดการทํางาน 78
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21แบบรว มมือกับเพ่ือนครูดวยกันรวมทั้งโอกาสท่ีจะไดสรางสัมพันธที่ดีกับนักเรียนดวย (Thomas, 2000)นอกจากน้ันยังมีครูอีกมากท่ีรูสึกยินดีท่ีไดคนพบรูปแบบวิธีสอนท่ีเหมาะสมกับความหลากหลายของนักเรียนดวยการเปดโอกาสในการเรียนรูในชั้นเรียนยังพบอีกวานักเรียนที่จะไดประโยชนจากวิธีเรียนดวยโครงงานมักจะเปน นกั เรียนที่เรียนดวยวธิ ีการแบบเดิมไมค อ ยไดผ ลดีนัก (SRI, 2000) วธิ ีสอนนีเ้ ปลีย่ นแปลงการสอนในหองเรียนแบบเดมิ ๆ อยางไรบาง โครงการพัฒนาคณุ ภาพวชิ าชีพครู Intel® Teach to the Future (2003) ไดกลาวในงานนาํ เสนอเพ่อื ชแี้ จงโครงการวา หองเรยี นทค่ี รูใชวิธีการจัดการเรยี นรูดวยโครงงาน จะมี 1) คําถามท่ีไมม ีคําตอบทีถ่ ูกตอ งคาํ ตอบเดยี ว 2) มบี รรยากาศทจ่ี ะยอมรบั ขอผดิ พลาดและการเปลยี่ นแปลง 3) นกั เรียนมีการตัดสนิ ใจโดยมกี รอบแนวคดิ 4) นกั เรยี นไดอ อกแบบวิธกี ารทีจ่ ะแกไ ขปญ หา 5) นกั เรยี นมีโอกาสทจี่ ะประเมนิ กจิ กรรมที่ทาํ 6) มกี ารประเมินเปนกระบวนการตอ เนอื่ ง 7) มผี ลผลติ ในข้นั สดุ ทา ยและสามารถประเมนิ คณุ ภาพได สําหรับนักเรียนที่คุนเคยกับวิธีจัดการเรียนการสอนแบบเดิมๆ จะพบวาไดมีการเปลี่ยนแปลงการทํางานจากทําตามสั่งมาเปนการทํางานท่ีกําหนดเปาหมายดวยตนเอง จากการเนนความจําและทํางานซาๆ มาเปนการคนควา การบูรณาการและการนําเสนอ จากการฟงและการตอบคําถามมาเปนการสื่อสารและมีความรบั ผดิ ชอบ จากความรูเชิงขอเท็จจริงดานเนื้อหามาเปนความเขาใจกระบวนการ จากการรูทฤษฎีมาเปน การประยกุ ตใ ช จากการตองพงึ่ พาครูผูสอนมาเปนการพึง่ พาตนเอง(Intel, 2003) ครูตองเผชญิ หนากับความทาทายอะไรบาง ครูทนี่ าํ การจัดการเรียนรดู วยโครงงานมาสชู ั้นเรียนจําเปนจะตองนําเอากลวิธีการสอนใหมๆ มาใชเพ่ือใหเกิดความสําเร็จ นอกจากนี้ นักวิชาการยังเห็นดวยวาครูควรปรับบทบาทจากผูสอนหรือถูกสอนมาเพื่อสอนมาเปนผูชี้แนะหรือผูจัดประสบการณดานการเรียนรูมากกวา การสอนโดยตรงที่ตองพึ่งพาตําราเรียน การสอนแบบบรรยายและการสอบแบบเดิมๆ อาจไมไดผลตามท่ีคาดหากเทียบกบั โลกแหง การเรียนรูดว ยโครงงานที่เปดกวางและเช่ือมโยงกันหลายกลุมสาระ และถึงแมวาครูจะทําหนาท่ีเปนโคชใหคําแนะนาแนวทางมากกวาการบอกการสอนแตค รูเองก็ตองยอมรับขอบกพรอ งที่อาจเกดิ ขณะท่ีนกั เรยี นพยายามทาํ โครงงานใหสาเร็จ (Intel, 2003).ในขณะทําโครงงาน ตัวครูเองอาจพบวาตัวเองก็กําลังเรียนรูไปพรอมๆ กับนักเรียนไดเชนเดียวกัน ส่ิงทาทายทคี่ รูตองเผชิญ อาจรวมถงึ 1) การจดจําถึงสถานการณท่อี าจนาํ มาทําเปนโครงงานท่ีดี 2) ปญหาที่อาจกอ ใหเ กิดโอกาสในการเรยี นรู 3) การรว มมือกับเพอ่ื นครูเพอ่ื บรู ณาการขา มกลมุ สาระ 4) การจดั การกระบวนการเรยี นรู 5) การบูรณาการเทคโนโลยีอยา งเหมาะสม 6) การพฒั นาแนวทางในการประเมินตามสภาพจริง ท่ีจริงแลว ตัวครูเองก็อาจตองเผชิญกับความเส่ียงในการที่จะเอาชนะความทาทายตั้งแตแรก การไดรับการสนับสนุนจากฝายบริหารจะชวยทําใหการนําไปใชจริงมีความยืดหยุนมากข้ึน 79
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21เชน การกําหนดระยะเวลาหรือการวางแผนรวมกัน และชวยใหโอกาสในการพัฒนาคุณภาพวิชาชีพแกครู 1) สมรรถนะของผเู รียนจากการเรยี นรแู บบโครงงาน 2) ความสามารถในการส่ือสาร 3) ความสามารถในการคดิ 4) ความสามารถในการแกปญ หา 5) ความสามารถในการใชท กั ษะชีวติ 6) ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี 7) พัฒนาทกั ษะทจี่ ําเปน ในศตวรรษท่ี 21 ขณะทําโครงงานนักเรียนจะเกิดการพัฒนาทักษะที่จําเปนของศตวรรษท่ี 21 ซ่ึงหลายทกั ษะเปนที่ตอ งการของผวู าจา งในตลาดแรงงาน เชน ความสามารถในการ 1) ทํางานรวมกบั ผอู นื่ ไดเ ปน อยางดี 2) ทาํ การตดั สินใจไดอยางรอบคอบ 3) มคี วามคดิ ริเริ่ม 4) แกไขปญหาทซ่ี ับซอนได 5) จัดการกบั ตนเองได 6) สือ่ สารไดอ ยา งมปี ระสิทธภิ าพ ทกั ษะท่จี าเปนในศตวรรษท่ี 21 ครอบคลมุ ทักษะดังตอไปนี้ 1) ความรับผิดชอบ และการปรับตัว – ฝกความรับผิดชอบตอตนเอง และมีความยืดหยุนตอบริบทของสถานประกอบการและชุมชน กําหนดมาตรฐานและเปาหมายข้ันสูงท้ังของตนเองและผูอ่ืนและดําเนนิ การใหบ รรลุผลตามมาตรฐานและเปา หมายท่ีกาํ หนด อดทนตอ อปุ สรรคทงั้ ปวง 2) ทักษะการสื่อสาร – เขาใจ จัดการและสรางสรรควิธีการส่ือสารดวยการพูด การเขียนและมลั ติมเี ดีย ในรปู แบบและบรบิ ทตาง ๆ ไดอ ยา งมปี ระสิทธิภาพ 3) ความคิดสรางสรรคและความใฝรูใฝเรียน - พัฒนาไปใชและสื่อสารแนวคิดใหมๆ ไปสูผูอ่ืนเปดกวางรบั ฟง ตอบสนองตอ มุมมองที่หลากหลาย 4) การคิดอยางมีวิจารณญาณและคิดเปนระบบ – ฝกการแสดงเหตุผล เพ่ือแสดงความเขาใจและสรางทางเลอื กท่ีหลากหลาย และเขา ใจการเช่อื มโยงระหวา งกันอยา งเปน ระบบ 5) ทักษะการใชขอ มูลสารสนเทศและสอื่ – วิเคราะห เขาถงึ จดั การบูรณาการ ประเมินผลและสรางสรรคข อ มลู สารสนเทศในรปู แบบ และส่อื ทีห่ ลากหลาย 6) ทักษะระหวางบุคคลและทักษะการทํางานรวมกัน – แสดงใหเห็นการทํางานเปนทีมและภาวะความเปนผูนําการปรับตัวตามบทบาทและความรับผิดชอบท่ีหลากหลาย การทางานอยางมีคณุ ภาพรวมกับผอู น่ื ฝก ความเหน็ ใจและเคารพในความคดิ เหน็ ทแี่ ตกตา ง 7) การระบุกําหนด และแกปญหา – สามารถท่ีจะกําหนดขอบเขตของปญหา วิเคราะหและแกปญ หาได 8) การกํากับตนเอง – กํากับความตองการในการเรียนและความเขาใจของตนเอง ใชแหลงเรียนรูทเ่ี หมาะสม ถายทอดสงิ่ ทีเ่ รยี นรูส ผู ูอืน่ ได 80
แนวทางจดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 9) ความรับผิดชอบตอ สังคม – แสดงความใสใจและรับผิดชอบตอประโยชนของสังคมสวนใหญแสดงพฤติกรรมท่ีเหมาะสมตอบคุ คล สถานทแี่ ละบริบทของสังคม 81
หนวยปฏบิ ตั ิการท่ี 1 การรจู กั ชมุ ชน ถิน่ ฐาน ภูมิลําเนาตารางท่ี 1 การจัดทาํ คลงั ทะเบยี นแหลง เรยี นรูแ ละอาชพีชอื่ แหลง จดั ประสบการณ ดานกายภาพ ดานชีวภาพตาํ แหนงและท่ีตง้ั ชื่อแหลง เรียนรู ขอ มูลแหลงเรียนรู ช่อื แหลง เรยี นรู ขอมลู แหลง เรยี นรู
ดา นวิถชี ุมชน ช่อื อาชพี ท่เี ก่ยี วขอ ง ขอมลู ลักษณะงาน พน้ื ฐานความรูช่อื แหลง เรยี นรู ขอมลู แหลงเรียนรู คุณลกั ษณะสําคัญ 82
ตารางที่ 2 การวางแผนจดั โปรแกรมการเรยี นในรายวชิ าเพิ่มเตมิระดับชน้ั กลุมอาชีพ สาขาศกึ ษาตอ สถาบันศกึ ษาตอ รหสั วชิ า
า รายวิชา หนวยกติ สาระสําคญั / ผลการเรยี นรู 83
ตารางท่ี 3 การวเิ คราะหสดั สวนเวลา คะแนน และประเภทของตวั ชว้ี ดั มาตรฐานรายวชิระดับชน้ั / รหัสวชิ า / รายวชิ า / หนวยกติ / คาบเวลารวม / คาบเวลาคงเหลือหลังหกัชื่อหนว ยการเรยี นรแู ละ คาบเวลา ดา นความรูความสามารถตวั ชี้วัดมาตรฐานรายวชิ า แตล ะหนวย Cognitive domain psychomotor d เวลาตวั ชีว้ ัด พฤตกิ รรมคาดหวงั ดานความรู คาบเวลา คะแนน พฤตกิ รรมคาดหวังดา รวมคาบเวลา/คะแนน
ชากคาบแจง โครงการสอน คาบการสอบกลางภาคและปลายภาคเรยี นดา นทักษะกระบวนการ ช่ือหนวยบูรณาการ พฤติกรรมคาดหวงั ของตวั ช้วี ัดที่ไมบ ูรณาการdomain affective domain คาบเวลา คะแนนานการปฏิบตั ิ พฤติกรรมคาดหวงั ดา นจติ พสิ ยั รวมคาบเวลาคงเหลือ/คะแนน 84
ตารางที่ 4 การจดั ทาํ หนวยจัดประสบการณร ะดบั ชนั้ และหนวยเรียนรบู ูรณาการชื่อหนวยจัดประสบการณ หนว ยเรยี นรบู ูรณาการชื่อหนวยเรยี นรบู ูรณาการ กิจกรรมการเรยี นรู คาบเวลา ระดบั ชนั้ สาระสําคญั ช่อื ค
คณุ ลกั ษณะ ช่อื สมรรถนะ รหสั วชิ า ช่อื รายวชิ า ทม่ี ากอ นการบูรณาการ ตวั ชว้ี ดั มาตรฐานรายวิชา คะแนนตวั ชีว้ ดั ผสู อน 85
ตารางท่ี 5 การวางแผนการจัดตารางสอนคาบเรยี นปกติ และคาบเรียนรบู ูรณาการ ตารางสอนหอ งเรียนปกติรหัสวิชา พฤตกิ รรมคาดหวงั คาบเวลา ระดบั ชน้ั /หอง วนั /คาบท่ี ผสู อน ชอ่ื หนว ยเรยี ของตวั ชีว้ ัดมาตรฐานรายวชิ า
ตารางสอนหอ งเรยี นรวม พฤติกรรมคาดหวงัยนรบู รู ณาการ คาบเวลา ระดบั ชั้น/หอ ง วัน/คาบที่ คณะผสู อน รหสั วิชา ของตัวชวี้ ัดมาตรฐานรายวชิ า 86
หนวยปฏิบตั ิการที่ 2 การสรางแรงบันดาลใจใฝอ ยากรูตารางที่ 6 การจัดทาํ ใบความรู และเตรียมแหลง สาระความรูใหน ักเรยี นสบื คน รวบรวระดบั ช้นั / รหัสวชิ า / ชอ่ื รายวิชาช่อื หนวยจัดประสบการณ บรรณานุกรม แหลงอา งอิงชอ่ื หนว ยการเรยี นรู-ผสู อน ใชส บื คน รวบรวมความรูและตวั ชว้ี ดั มาตรฐานรายวชิ า
วมความรู ใบความร-ู สาระเนื้อหาความรูตาม สถานการณ และ พฤติกรรมความหวงั ของตัวช้ีวดั มาตรฐานรายวชิ า 87
ตารางที่ 7 แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรูภ าคทฤษฎีความรูในหองเรียน (ดา นพทุ ธิพิสชื่อหนว ยการเรียนรู / เร่ือง / จํานวนคาบเวลาเรียนรหสั วชิ า / รายวิชา / ระดบั ชน้ั / โปรแกรมการเรียน / ผสู อน สาระสําคญั ระดับขั้นพฤตกิ รรมดา นความรู ระบุวิธีการเรียนรู เนอื้ หาสาระช่ือมาตรฐานการเรียนรู ของตัวชว้ี ดั มาตรฐานรายวชิ า (แบบสืบคน นํามาสรปุ ในหอง) ตวั ชี้วดั มาตรฐานรายวชิ าดา (แบบเรียนรูกบั ครูในหอ ง)
สัย)านความรู เทคนิควธิ กี ารเรยี นรู การสนับสนนุ การจัดการเรียนรู (ขน้ั ตอนและกระบวนการ) เทคโนโลยี ส่ือ อุปกรณ เทคโนโลยี ส่อื แหลงเรยี นรู การสอนของครู ใชเ รียนรแู ละสบื คนของนกั เรียน 88
ตารางท่ี 8 แผนการจัดกิจกรรมการเตรียมสาํ รวจ การสาํ รวจ และรายงานผลการสาํ รวชอื่ หนว ยจดั ประสบการณ / จํานวนคาบเวลาเรยี นระดับช้ัน / รายช่ือคณะครูผูสอนชอื่ แหลง เรียนรู ช่อื อาชพี ใบกิจกรรมมอบหมขอ มลู สาระสําคญั ช้ีแจงขั้นตอนเตรยี มการสํารว และขนั้ รายงานคําถามอยากรู พ
วจ ในหนวยจดั ประสบการณมายงานท่ี 1 รหสั วิชา คําถามอยากรูข องครูผูสอนรายวิชาวจ ข้ันการลงมอื สาํ รวจ ผูสอนรายวิชา ในแตละแหลง เรียนรทู เี่ กย่ี วขอ งกบัพรอมแนบหลักฐานอา งองิ สถานการณข องตวั ชวี้ ดั มาตรฐานรายวชิ า 89
ตารางท่ี 9 แบบรายงานผลการจัดประสบการณ ใบกจิ กรรมท่ี 1 การเตรียมสาํ รวจ แลชื่อหนว ยจดั ประสบการณ / ระดบั ชน้ันกั เรยี นกลุมท่ี / รายชอ่ื นักเรียนชื่อแหลงเรียนรู ช้นั /หอ ง เลขท/ี่ ช่ือนกั เรียน วธิ กี ารเตรยี มความรกู อ นไปสํารวจ ค ตั้งเปา หมายสํารวจแหลงเรยี นรอู ะไร
ละการสํารวจหนว ยจัดประสบการณคําถามอยากรู สมมตฐิ านคาํ ตอบ หลกั ฐานอา งองิ วิธกี ารไปสํารวจ จากการใชประสบการณเ ดิม ขอคิดที่ไดจากการไปพบเหน็ 90
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148