ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอปง สานักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั จังหวดั พะเยา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
โครงการ 2 เมษา รกั การอา่ น เสรมิ สรา้ งปญั ญา
ก คำนำ เอกสารฉบับน้ีจัดทำขึ้นเพื่อรายงานผลการดำเนินงานโครงการ 2 เมษา รักการอ่าน เสริมสร้าง ปัญญา ประจำปี 2562 โดยห้องสมุดประชาชน ได้จัดโครงการขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2562 เพื่อเป็นการส่งเสริม นิสัยรักการอ่าน ให้แก่ เด็ก เยาวชนและประชาชนท่ัวไป และเพ่ือให้เด็กมีความสุข สนุกสนานเพลิดเพลิน ซ่ึงจะ ช่วยพฒั นาความรคู้ วามสามารถของเดก็ ตอ่ ไปได้ หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารรายงานผลการดำเนินงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ท่ีสนใจ จะได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป ( นางสาววรรณนดิ า จำรสั ) บรรณารักษ์อตั ราจา้ ง 1
ข หนา้ ก สารบญั ข 3 เร่ือง คำนำ 4 สารบัญ บทท่ี 1 บทนำ 24 - ความเป็นมาและความสำคญั 25 - วัตถุประสงค์ 30 - ขอบเขตของโครงการ บทท่ี 2 เอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง - ความสำคัญของการอา่ น - พระราชประวัติสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี - พระราชสมภพ - การศกึ ษา - พระอจั ฉรยิ ภาพ - พระราชกรณยี กจิ - 2 เมษา วันรักการอ่าน - ทำอยา่ งไรจะเล้ยี งลกู ใหฉ้ ลาดเหมือนไอสไตน์ - 6 เทคนคิ ฝกึ ลูกรักการอา่ น - ความหมายของห้องสมดุ เคลอ่ื นท่ี บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการ - กลุ่มเป้าหมาย - ขัน้ ตอนดำเนินการ - กิจกรรม บทท่ี 4 ผลท่ีเกิดข้ึน บทท่ี 5 สรุป และอภิปราย ภาคผนวก - ภาพกิจกรรม - โครงการ 2
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเปน็ มาและความสำคัญ วันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารีและให้วันท่ี 2 เมษายน เป็น“วันรกั การอ่าน” เน่อื งดว้ ยสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า สยามบรมราชกุมารี ทรงมีคุณูปการต่อวงการหนังสือไทย พระองค์ทรงสนพระทัยการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด ทรงรับสมาคม ห้องสมุดแห่งประเทศไทย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2519 ทรงได้พระราชทานข้อเสนอแนะ แก่สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย และบรรณารักษ์ไทยในการนำความรู้ไปพฒั นาหอ้ งสมุดโรงเรยี นและหอ้ งสมุด ประชาชน รวมท้ังห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ท่ีเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนใน การพัฒนาการรู้หนังสือ การอ่านมีประโยชน์อย่างย่ิงในการช่วยส่งเสริมจินตนาการ และนำไปสู่การส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ การอ่านเป็นทักษะสำคัญ เป็นเคร่ืองมือแสวงหาความรู้ในวิชาต่างๆ เยาวชน ประชาชน ท่ัวไปควรเห็นความสำคัญและประโยชน์ ตลอดจนความจำเป็นที่จะต้องอ่าน โดยเฉพาะสถานศึกษามีหน้าที่ บม่ เพาะทางด้านการศึกษาและการเรียนรู้โดยตรง ควรที่จะต้องปลกู นิสัยรักการอ่านของนักศึกษา เพราะการอ่าน จะชว่ ยในการส่งเสรมิ และสนับสนนุ การเรียนร้ดู ้านวชิ าการและดา้ นประสบการณช์ วี ติ อกี ดว้ ย เน่อื งในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นปีท่ีพระองค์มีพระชนมายุครบ 64 พรรษา ห้องสมุดประชาชนอำเภอปง สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปง จึงได้จัดโครงการ 2 เมษา รักการอา่ น เสรมิ สรา้ งปัญญา เพอื่ เฉลิมพระเกียรตสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า สยามบรม ราชกมุ ารี รวมทัง้ สร้างเครอื ข่ายและประชาสมั พนั ธ์งานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอปง 2. วัตถปุ ระสงค์ 2.1. เพือ่ เทดิ พระเกียรติวนั คล้ายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2.2 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเทพ รตั นราชสดุ าสยามบรมราชกมุ ารีใหป้ ระชาชนทว่ั ไปได้รบั ร้แู ละรว่ มสำนึกในพระมหากรณุ าธิคุณ 2.3 เพื่อรณรงค์ส่งเสรมิ การอา่ นให้กับเดก็ เยาวชน และประชาชนในเขตพื้นท่ีอำเภอปง 3 ขอบเขตของโครงการ ห้องสมุดประชาชนอำเภอปง สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอปง ได้จัดโครงการ 2 เมษา รักการอ่าน เสริมสร้างปัญญา ขึ้น ณ ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอปง โดยมีเด็ก เยาวชน ประชาชนทว่ั ไป เขา้ รว่ มกิจกรรม จำนวน 155 คน 3
บทท่ี 2 เอกสารท่เี กีย่ วข้อง ความสำคญั ของการอา่ น การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนโต และจนกระท่ังถึงวัยชรา การอ่านทำให้รู้ ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ท่ัวโลก ซ่ึงปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ผู้อ่านมีความสุข มคี วามหวัง และมคี วามอยากร้อู ยากเห็น อนั เปน็ ความตอ้ งการของมนุษย์ทกุ คน การอ่านมปี ระโยชน์ในการพฒั นา ตนเอง คือ พัฒนาการศกึ ษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมยั ทันตอ่ เหตกุ ารณ์ และมีความ อยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซงึ่ ความรู้ตา่ ง ๆ กไ็ ด้มาจากการอา่ น ความหมายของการอา่ น การอ่าน คือ กระบวนการท่ีผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และ ความคิดเห็น ท่ีผเู้ ขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การท่ผี ู้อ่านจะเข้าใจสารไดม้ ากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับ ประสบการณแ์ ละความสามารถในการใช้ความคิด จดุ มุ่งหมายของการอา่ น 1. อ่านเพ่ือความรู้ ได้แก่ การอ่านจากหนังสือตำราทางวิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัย ประเภทต่าง ๆ หรอื การอ่านผ่านส่ืออีเล็กทรอนกิ ส์ ควรอา่ นอยา่ งหลากหลาย เพราะความรใู้ นวิชาหนึ่ง อาจนำไป ช่วยเสริมในอีกวิชาหนึง่ ได้ 2. อ่านเพ่ือความบันเทิงได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทสารคดีท่องเท่ียว นวนิยาย เร่ืองแปล เร่ืองส้ัน การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง แม้จะเป็นการอ่านเพ่ือความบันเทิง แต่ผู้อ่านจะได้ความรู้ท่ีสอดแทรกอยู่ ในเรื่องด้วย 3. อ่าน เพื่ อท ราบ ข่าวสารความคิด ได้แก่ การอ่าน จากห นังสือป ระเภ ท บ ท ความ บทวิจารณ์ ข่าว รายงานการประชุม ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต้องเลือกอ่านให้หลากหลาย ไม่เจาะจง อ่านเฉพาะส่ือ ท่ีนำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำให้ได้มุมมอง ที่กว้างข้ึน ช่วยให้มีเหตุผลอ่ืน ๆ มา ประกอบการวิจารณ์ วเิ คราะห์ไดห้ ลายมุมมองมากขน้ึ 4. อา่ นเพอื่ จุดประสงค์เฉพาะทางแตล่ ะครง้ั ได้แก่ การอา่ นท่ไี มไ่ ด้เจาะจง แต่เป็นการอ่านในเรอ่ื ง ที่ตนสนใจ หรืออยากรู้ เช่น การอ่านประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณาแผน่ พับ ประชาสมั พันธ์ ฉลากยา ขา่ วสงั คม ขา่ วบนั เทิง ข่าวกีฬา การอา่ นประเภทนี้มกั ใช้เวลาไมน่ าน ส่วนใหญ่เปน็ การอา่ นเพอ่ื ใหไ้ ด้ความรู้และนำไปใช้ หรือ นำไปเป็นหัวข้อสนทนา เช่ือมโยงการอ่าน สู่การวิเคราะห์ และคิดวเิ คราะห์ บางครั้ง ก็อ่านเพ่ือใช้เวลาว่างให้เกิด ประโยชน์ 4
2 เมษายน วนั คล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ในวันท่ี 2 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซ่ึงพระองค์ทรงเป็นพระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิต์ิ พระบรมราชินนี าถ สมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์ ท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระท่นี ั่งอมั พรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันท่ี 2 ตุลาคม พ.ศ. 2501 ขณะที่พระชนมายุ ได้ 3 พรรษาเศษ พระองค์ทรงเข้ารับ การศึกษาระดับอนุบาลทโี่ รงเรียนจิตรลดา ทรงมพี ระสติปัญญาเฉลยี วฉลาดสนพระทัยในการอ่านอย่างมาก ตั้งแต่ ทรงพระเยาว์ จงึ ทรงมีพระสมญาอกี อยา่ งหนง่ึ ว่า “หนอนหนังสือ” ไมว่ า่ พระองคจ์ ะเสดจ็ ประทับ ณ ทใี่ ด พระองค์ จะทรงมีหนงั สือติดพระหัตถอ์ ยเู่ สมอ แมจ้ ะเสด็จประทบั ในรถยนตห์ รือเครอ่ื งบนิ กต็ าม วันท่ี ๒ เมษายนของทุกปี นับเป็นวันที่สำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้ ปี ๒๕๕๒ - ๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศและให้การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติเพ่ือสร้างสังคมแห่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซ่ึงเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จ พระเทพรตั นราชสดุ าฯสยามบรมราชกุมารี เป็น “วนั รกั การอา่ น” พระองค์มีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ดา้ น โดยเฉพาะอย่างยิง่ ทางดา้ นอกั ษรศาสตรแ์ ละดนตรี ไทย ซึ่งพระองค์ได้นำมาใชใ้ นการอนุรักษ์ ส่งเสริม และใหก้ ารอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ จากพระ ราชกรณยี กิจในด้านศิลปวัฒนธรรมน้ี พระองค์จึงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหมอ่ มถวายพระสมัญญาวา่ “เอกอัครรา ชูปถมั ภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วศิ ิษฏศลิ ปนิ ” นอกจากน้ี พระองคย์ ังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในดา้ น ต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเร่ิมต้นน้ัน มุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร และ พัฒนามาสู่การใหค้ วามสำคญั ทางด้านการศกึ ษาเพื่อการพฒั นาราษฎร และ เม่ือวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี อันเป็น วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น“วันอนุรักษ์มรดกไทย” ด้วยตระหนักในพระ ปรีชาสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรม และพระมหากรุณาธิคุณท่ีทรงอนุเคราะห์สนับสนุน กิจกรรมอันเนื่องด้วยงานวฒั นธรรมของชาตเิ สมอมา โดยเฉพาะทรงเปน็ แบบอย่างในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชจริยาวัตรในด้านการอนุรกั ษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ เช่น วรรณศิลป์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ภาษาไทย สถาปัตยกรรม ดนตรีไทยและพุทธศาสนา รวมทั้งได้เจริญรอยตามเบ้ืองพระยุคลบาทในการสร้างสรรค์ และธำรงรกั ษามรดกของชาตใิ หย้ ่ังยืนตกทอดตอ่ ไปถึงลูกหลาน 5
พระราชประวัติสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเม่ือวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 (ตรงกับวันขึน้ 10 ค่ำ เดือน 5 ปมี ะแม สปั ตศก) ณ พระท่ีนั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เปน็ สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และ ไดร้ ับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจา้ กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจา้ ฟ้าสริ นิ ธร เทพรตั นสุดา กิติวฒั นาดลุ โสภาคย์ พรอ้ มท้ังประทานคำแปลวา่ นางแกว้ อนั หมายถงึ หญิงผู้ประเสริฐ และมพี ระ นามท่ีข้าราชบริพาร เรียกท่ัวไปว่า ทลู กระหม่อมน้อย พระนาม \"สิรนิ ธร\" นน้ั นำมาจากสรอ้ ยพระนามของสมเด็จ พระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉา (ป้ า) ในพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดลุ ยเดช สำหรบั สร้อยพระนาม \"กิติวัฒนาดลุ โสภาคย์\" ประกอบข้นึ จากพระนามาภไิ ธยของสมเด็จพระ บรมราชบพุ การี 3 พระองค์ ได้แก่ \"กติ ิ\" มาจากพระนามาภิไธยของ \"สมเด็จพระนางเจ้าสิริกติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ\" สมเดจ็ พระราชชนนี (แม)่ สว่ น \"วฒั นา\" มาจากพระนามาภไิ ธยของ \"สมเด็จพระศรสี วรินทิราบรมราชเทวี พระ พนั วัสสาอยั ยกิ าเจ้า\" (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวฒั นา พระบรมราชเทว)ี สมเดจ็ พระปยั ยิกา (ยา่ ทวด) และ \"อดลุ \" มาจากพระนามาภิไธยของ \"สมเด็จพระมหติ ลาธเิ บศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก\" สมเด็จพระอยั กา (ปู่) การศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2501 พระองค์ทรงเริ่มเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลท่ีโรงเรียนจิตรลดา ซึ่งตั้งอยู่ ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวงั ดสุ ิต และทรงศึกษาต่อในโรงเรยี นจิตรลดาจนถึงระดับมัธยมศกึ ษา ตอนปลาย และ ในปี พ.ศ. 2515 ก็ทรงสอบไล่จบชนั้ มัธยมศึกษาตอนปลาย ในแผนกศิลปะ ด้วยคะแนนสงู สุดของ ประเทศ หลงั จากนนั้ พระองค์ทรงสอบเข้าศึกษาตอ่ ในระดับอุดมศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โดยสามารถทำคะแนนสอบเอนทรานซ์เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ซ่ึงถือเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ แรกท่ีทรงเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2520 พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับ ปรญิ ญาอักษรศาสตร์บณั ฑติ สาขาประวตั ศิ าสตร์ เกียรตนิ ยิ มอนั ดับหน่งึ เหรียญทอง ด้วยคะแนนเฉลีย่ 3.98 พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านจารึกภาษาตะวันออก (ภาษาสันสกฤต และ ภาษาเขมร) ณ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรและสาขาภาษาบาลีและสันสกฤต จาก ภาควิชาภาษา ตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างน้ัน มีพระราชกิจมากจนทำให้ไม่สามารถ ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทได้พร้อมกันท้ัง 2 มหาวิทยาลัย พระองค์จึงตัดสินพระทัยเลือกทำวิทยานิพนธ์ เพื่อให้สำเร็จการศึกษาที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรก่อน โดยทรงทำวิทยานิพนธ์ ห้วข้อเร่ือง “จารึก พบท่ีปราสาทพนมรุ้ง” ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต และเข้ารับพระราชทาน ปริญญาบัตรเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2522 หลังจากน้ัน พระองค์ทรงทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเรื่อง “ทศบารมี 6
ในพุทธศาสนาเถรวาท” ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จากคณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั และได้เขา้ รับพระราชทานปรญิ ญาบตั รเม่ือวันท่ี 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ โดยพระองค์ผ่านการสอบคัดเลือกอย่างยอดเย่ียมด้วยคะแนนเป็นอันดับหน่ึงในบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมด และทรงเป็นนิสิตปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ รุ่นท่ี 4 พระองค์ทรงทำวิทยานิพนธ์ ในหัวข้อเรื่อง “การพัฒนานวัตกรรมเสริมทักษะการเรียนการสอนภาษาไทยสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ตอนปลาย” เน่ืองจากพระองค์ทรงตระหนักว่าสภาพการเรียนการสอนภาษาไทยน้ันมีปัญหา เพราะนักเรียน ไม่ค่อยสนใจเรียนภาษาไทย มีความรู้ ความสามารถ ทักษะในการเข้าใจและใช้ภาษาไม่เพียงพอ พระองค์จึง ทรงนำเสนอวิธีการสอนภาษาไทยในลักษณะนวัตกรรมเสริมทักษะการเรียนการสอน เพ่ือส่งเสริมความสนใจ ในการเรียนภาษาไทยของนักเรียนและเป็นสื่อท่ีจะช่วยให้ครูสอนภาษาไทยได้ง่ายข้ึน พระองค์ทรงสอบผ่าน วิทยานิพนธ์อย่างยอดเยี่ยม สภามหาวิทยาลัยอนุมัติให้ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก เมื่อวันท่ี 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529 การสถาปนาพระอิสริยศกั ด์ิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า สิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงได้รับความสำเร็จในการศึกษาอย่างงดงาม และทรงได้บำเพ็ญ พระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียน ราษฎร ในภูมิภาคต่าง ๆ อยู่เสมอ ในด้านการพัฒนาบ้านเมือง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาและช่วยเหลือกิจการ โครงการตามพระราชดำริทุกโครงการ พร้อมทรงรับพระบรมราโชบายมาทรงดำเนินการสนองพระเดชพระคุณ ในด้านตา่ ง ๆ นับเป็นการดูแลสอดส่องพระราชกรณียกิจส่วนหน่ึงต่างพระเนตรพระกรรณ ในดา้ นการพระศาสนา มีพระหฤทัยมั่นคงในพระรัตนตรัยและสนพระหฤทัยศึกษาหาความรู้ด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่าง แตกฉาน ในส่วนราชการในพระองค์นั้น ก็ได้สนองพระเดชพระคุณในพระราชภารกิจที่ทรงมอบหมายให้สำ เร็จ ลลุ ่วงไปด้วยดี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระองค์นี้ กอปรด้วยพระจรรยามารยาท เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ แห่งขัตติยราชกุมารีทุกประการ เป็นที่รักใคร่นับถือ ยกย่องสรรเสริญพระเกียรติคุณกันอยู่โดยท่ัว จึงทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศและพระอิสริยศักด์ิให้สูงข้ึน ให้ทรงรับพระราชบัญชาและสัปตปฎล เศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ช้ัน) พร้อมท้ัง เฉลิมพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟา้ มหาจักรีสิรินธร รฐั สมี าคุณากรปยิ ชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวนั ท่ี 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2520 ในการสถาปนาพระอิสริยยศสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ตั้งแต่เร่ิมตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบนั การสถาปนาพระยศ \"สมเด็จพระ\" น้ัน ส่วนใหญ่จะเปน็ การสถาปนาพระยศของสมเดจ็ พระบรมราช ชนนี พระพนั ปีหลวง สมเด็จพระบรมอัยยิกาเธอ พระวิมาดาเธอ สมเดจ็ พระเจ้าพ่ีนางเธอ ในรัชกาลต่าง ๆ แต่การ สถาปนาในคร้ังนี้ถือเป็นคร้ังแรกท่ีมีการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า ข้ึนเป็น \"สมเด็จพระ\" จึงเป็นพระ เกียรตยิ ศท่สี ูงยิ่ง 7
พระอจั ฉรยิ ภาพ ด้านภาษา พระองค์ทรงมีความรู้ทางด้านภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ทรงสามารถรับสั่งเป็น ภาษาองั กฤษ ภาษาฝรัง่ เศส และภาษาจีน และทรงกำลังศึกษา ภาษาเยอรมัน และภาษาลาตินอีกด้วย ขณะทีท่ รง พระเยาว์นั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอนภาษาไทยแก่พระราชโอรสและพระราชธิดา โดยทรงอ่านวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ พระราชทาน และทรงให้พระองค์ทรงคัดบทกลอนต่าง ๆ หลายตอน ทำให้ พระองค์โปรดวชิ าภาษาไทยตั้งแต่นน้ั มา นอกจากนี้ ยงั ทรงสนพระทัยในภาษาอังกฤษและภาษาบาลดี ว้ ย เมื่อพระองค์ทรงเข้าเรียนท่ีโรงเรียนจิตรลดานั้น ทรงได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางด้านภาษา ท้ังภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดยภาษาไทยน้ัน พระองค์ทรงเช่ียวชาญ ท้ังด้านหลักภาษา วรรณคดี และศิลปะไทย เม่ือทรงจบช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น พระองค์พอรู้แน่ว่าอย่างไรก็คง ไมไ่ ด้เรียนแผนกวทิ ยาศาสตร์ จงึ พยายามหัดเรียนภาษาบาลี อ่านเขียนอักษรขอม เน่ืองจากในสมยั นนั้ ผู้ท่ีจะเรยี น ภาษาไทยให้กวา้ งขวาง ลึกซงึ้ จะต้องเรียนทง้ั ภาษาบาลี สันสกฤต และเขมร ซึ่งภาษาบาลีนนั้ เปน็ ภาษาทพ่ี ระองค์ สนพระทัยต้ังแต่ทรงพระเยาว์ แต่ได้เริ่มเรียนอย่างจริงจังในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จนสามารถจำการแจก วิภัตติเบื้องต้นที่สำคัญได้ และเข้าพระทัยโครงสร้างและลักษณะท่ัวไปของภาษาบาลีได้ นอกจากนี้ยังทรงเลือก เรียนภาษาฝรั่งเศสแทนการเรียนเปียโน เน่ืองจากมีพระราชประสงค์ท่ีจะอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสที่มีอยู่ใน ตหู้ นงั สอื มากกว่าการซ้อมเปยี โน เม่ือทรงเข้าศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น พระองค์ทรงเลือกเรียน สาขาประวัตศิ าสตรเ์ ป็นวิชาเอก และวชิ าภาษาไทย ภาษาบาลี และภาษาสนั สกฤตเป็นวิชาโท ทำให้ทรงศกึ ษาวิชา ภาษาไทยในระดับชั้นสูงและละเอียดลึกซ้ึงยิ่งขึ้นทั้งด้านภาษาและวรรณคดี ส่วนภาษาบาลีและสันสกฤตน้ัน ทรง ศึกษาท้ังวิธีการแบบด้ังเดิมของไทย คือ แบบท่ีเรียนกันในพระอารามต่าง ๆ และแบบภาษาศาสตร์ซ่ึงเป็นวิธีการ ตะวันตก ตั้งแต่ไวยากรณ์ข้ันพื้นฐานไปจนถึงข้ันสูง และเรียนตามวิธีการอินเดียโบราณเป็นพิเศษในระดับปริญญา โท ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้ส่งศาสตราจารย์ ดร. สัตยพรต ศาสตรี มาถวายพระอักษรภาษาสนั สกฤต โดยวิทยานิพนธ์ ในระดับปริญญาโทของพระองค์ เร่ือง ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท นั้น ยังได้รับการยกย่องจากมหามกุฏราช วิทยาลยั วา่ เป็นวิทยานพิ นธ์ที่แสดงถึงพระปรชี าสามารถ ในภาษาบาลีพทุ ธวจนะเปน็ พเิ ศษ พระปรีชาสามารถทางด้านภาษาของพระองค์นั้นเป็นท่ีประจักษ์ จึงได้รับการทูลเกล้าถวาย ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักด์ิทางด้านภาษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ท้ังในและต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัย รามคำแหง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซีย มหาวิทยาลัยบักกิงแฮม สหราช อาณาจกั ร เปน็ ตน้ [15] ด้านดนตรี พระองค์ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยผู้หน่ึง โดยทรงเคร่ืองดนตรีไทยได้ทุกชนิด แต่ที่โปรด ทรงอยู่ประจำ คือ ระนาด ซอ และฆ้องวง โดยเฉพาะระนาดเอก พระองค์ทรงเร่ิมหัดดนตรีไทย ในขณะท่ีทรง ศกึ ษาอยู่ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนจติ รลดา โดยทรงเลือกหัดซอด้วงเป็นเคร่อื งดนตรชี ิ้นแรก และไดท้ รงดนตรี ไทยในงานปิดภาคเรียนของโรงเรียน รวมท้ัง งานวันคืนสู่เหย้าร่วมกับวงดนตรีจิตรลดาของโรงเรียนจิตรลดาด้วย 8
หลังจากท่ีทรงเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระองค์ทรงเข้าร่วม ชมรมดนตรีไทยของสโมรสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะอักษรศาสตร์ โดยทรงเล่นซอด้วงเป็นหลัก และทรงเร่มิ หัดเลน่ เครอ่ื งดนตรไี ทยช้ินอ่ืน ๆ ด้วย ในขณะท่ีทรงพระเยาว์ เคร่ืองดนตรีที่ทรงสนพระทัยนั้น ได้แก่ ระนาดเอกและซอสามสาย[18] ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มเรียนระนาดเอกอย่างจริงจังเม่ือปี พ.ศ. 2528 หลังจากการเสด็จทรงดนตรีไทย ณ บ้านปลาย เนนิ ซ่ึงเป็นวงั ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจา้ ฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี สิริชยั ชาญ พัก จำรูญ เป็นพระอาจารย์พระองค์ทรงเริ่มเรียนตั้งแต่การจับไม้ระนาด การตีระนาดแบบต่าง ๆ และท่าท่ีประทับ ขณะทรงระนาด และทรงเร่ิมเรียนการตีระนาดตามแบบแผนโบราณ กล่าวคอื เริ่มต้นดว้ ยเพลงต้นเพลงฉิ่งสามชั้น แล้วจึงทรงต่อเพลงอ่ืน ๆ ตามมา ทรงทำการบ้านด้วยการไล่ระนาดทุกเช้า หลังจากบรรทมตื่นภายในห้อง พระบรรทม จนกระท่ัง พ.ศ. 2529 พระองค์จึงทรงบรรเลงระนาดเอกร่วมกับครูอาวุโสของวงการดนตรีไทยหลาย ท่านต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา คร้ังท่ี 17 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเพลง ที่ทรงบรรเลง คือ เพลงนกขม้ิน (เถา) ทรงดนตรีโดยทรงระนาดฝรัง่ นอกจากดนตรีไทยแล้ว พระองค์ยังทรงดนตรีสากลด้วย โดยทรงเริ่มเรียนเปียโนต้ังแต่ พระชนมายุ 10 พรรษา แตไ่ ด้ทรงเลกิ เรียนหลังจากนัน้ 2 ปี และทรงฝกึ เคร่อื งดนตรีสากล ประเภทเครอ่ื งเป่า จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนสามารถทรงทรัมเปตนำวงดุริยางค์ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาด ฝร่งั นำวงดรุ ยิ างค์ในงานกาชาดคอนเสริ ์ต ด้านพระราชนิพนธ์ พระองค์โปรดการอ่านหนังสือและการเขียนมาต้ังแต่ทรงพระเยาว์ รวมกับพระปรีชาสามารถ ทางด้านภาษาท้ังภาษาไทยและต่างประเทศ ร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนั้น จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือประเภท ต่าง ๆ ออกมามากกว่า 100 เล่ม ซ่ึงมีหลายหลากประเภททั้งสารคดีท่องเที่ยวเม่ือเสด็จพระราชดำเนินเยือน ต่างประเทศ เช่น เกล็ดหิมะในสายหมอก ทัศนะจากอินเดีย มนต์รักทะเลใต้ ประเภทวิชาการและประวัติศาสตร์ เชน่ บันทกึ เร่ืองการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและตน้ รัตนโกสินทร์ กษัตริยานุสรณ์ หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแกน่ แก้วจอมซน หนังสือท่ีเก่ียวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่น สมเด็จแม่กับการศึกษา สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนีกับพระราชกรณียกิจพระราชจริยาวัตรด้านการศึกษา ประเภทพระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใส ร่ายคำ ความคิดคำนึง เก็จแก้วประกายกวี และหนังสือท่ัวไป เช่น นิทานเร่ืองเกาะ (เรื่องน้ีไม่มีคติ) เร่ืองขอ งคน แขนหัก เป็นต้น และมีลักษณะการเขียนท่ีคล้ายคลึงกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว กล่าวคือ ในพระราชนิพนธ์เร่ืองต่าง ๆ นอกจากจะแสดงพระอารมณ์ขันแล้ว ยังทรงแสดงการวิพากษ์ วจิ ารณใ์ นแงต่ า่ ง ๆ เป็นการแสดงพระมตสิ ่วนพระองค์ นอกจากพระนาม \"สิรินธร\" แล้ว พระองคย์ งั ทรงใช้นามปากกาในการพระราชนิพนธ์หนังสืออีก 4 พระนาม ได้แก่ \"ก้อนหินก้อนกรวด\" เป็นพระนามแฝงที่ทรงหมายถึง พระองค์และพระสหาย สามารถแยกได้เป็น ก้อนหิน หมายถึง พระองค์เอง ส่วนก้อนกรวด หมายถึง กุณฑิกา ไกรฤกษ์ พระองค์มีรับสั่งถึงพระนามแฝงน้ีว่ า 9
“เราตัวโตเลยใช้ว่า ก้อนหิน หวานตัวเล็ก เลยใช้ว่า ก้อนกรวด รวมกันจึงเป็น ก้อนหิน-ก้อนกรวด” นามปากกานี้ ทรงใช้ครัง้ เดียวตอนประพันธ์บทความ \"เรือ่ งจากเมอื งอสิ ราเอล\" เม่อื ปี พ.ศ. 2520 \"แว่นแก้ว\" เป็นชื่อที่พระองค์ทรงตั้งข้ึนเอง ซึ่งพระองค์มีรับส่ังถึงพระนามแฝงน้ีว่า \"ชื่อแว่นแก้ว นี้ตั้งเอง เพราะตอนเด็ก ๆ ชื่อลูกแกว้ ตวั เองอยากช่ือแกว้ ทำไมถึงเปล่ียนไปไม่รเู้ หมือนกัน แล้วก็ชอบเพลงนอ้ ยใจ ยา นางเอกชื่อ แว่นแก้ว\" พระนามแฝง แว่นแก้วน้ี พระองค์เริ่มใช้เม่ือปี พ.ศ. 2521 เม่ือทรงพระราชนิพนธ์และ ทรงแปลเร่อื งสำหรบั เดก็ ได้แก่ แก้วจอมซน แกว้ จอมแกน่ และขบวนการนกกางเขน \"หนูน้อย\" พระองค์มีรับส่ังถึงพระนามแฝงนี้ว่า \"เรามีชื่อเล่นท่ีเรียกกันในครอบครัวว่า น้อย เลย ใช้นามแฝงว่า หนูน้อย\" โดยพระองค์ทรงใช้เพียงครั้งเดียวในบทความเร่ือง “ป๋องที่รัก” ตีพิมพ์ในหนังสือ 25 ปี จติ รลดา เมื่อปี พ.ศ. 2523 และ \"บันดาล\" พระองค์มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า \"ใช้ว่า บันดาลเพราะคำนี้ผุดข้ึนมาในสมอง เลยใช้เปน็ นามแฝง ไม่มีเหตุผลอะไรในการใช้ช่ือนเี้ ลย\" ซ่ึงพระองค์ทรงใช้ในงานแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยท่ี ทรงทำให้สำนกั เลขาธกิ ารคณะกรรมการแหง่ ชาติ วา่ ด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธกิ าร เมอ่ื ปี พ.ศ. 2526 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงแป็นจำนวนมาก โดยบทเพลงที่ดังและนำมาขับร้อง บ่อยครั้ง ได้แก่ เพลง ส้มตำ รวมทั้ง ยังทรงประพันธ์คำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดุลยเดช ไดแ้ ก่ เพลง รกั และ เพลง เมนไู ข่ พระราชกรณยี กิจ ดา้ นการศกึ ษา เม่ือพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ทรงเข้ารับราชการเป็นพระอาจารย์ ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตามคำกราบบังคม ทูลเชิญของพลตรยี ทุ ธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ผู้บญั ชาการโรงเรียนนายร้อยพระจลุ จอมเกลา้ ในขณะนนั้ ทรงสอนวิชา ประวตั ิศาสตร์ไทยและสังคมวิทยา พระองค์จึงทรงเป็น \"ทูลกระหม่อมอาจารย์\" สำหรับนักเรียนนายร้อยตัง้ แต่น้ัน ตอ่ มา เม่ือมกี ารตั้งกองวชิ าประวัติศาสตรข์ ึ้นในปี พ.ศ. 2530 พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองวิชา ประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน และทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ ส่วนการศึกษา ประจำ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2529และเป็นศาสตราจารย์ ส่วนการศึกษา ประจำ โรงเรียนนายร้อยพระจลุ จอมเกล้า (อตั ราจอมพล) เมื่อปี พ.ศ. 2543 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการฝึก ภาคสนามของนักเรยี นนายร้อย ชน้ั ปีท่ี 2 ประจำปกี ารศึกษา 2557 นอกจากน้ี พระองค์ยังได้ทรงรับเชิญเป็นพระอาจารย์สอนในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เช่น จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะทีม่ หาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒนั้น พระองคไ์ ดร้ ับ การโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตั้งใหเ้ ป็นศาสตราจารย์พเิ ศษ สาขาพฒั นาศกึ ษาศาสตรด์ ว้ ย 10
ในปี พ.ศ. 2525 ทรงพระราชดำริให้ก่อตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ข้ึนใน พระบรมมหาราชวัง เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับบุตรหลานข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป เปิดทำ การสอนครั้งแรกในปีการศึกษา 2525 โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานกรรมการคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพ้ืนฐานโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และทรงเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกครั้ง รวมถึงเสด็จพระราชดำเนินไปในงานปิดภาคเรียนของโรงเรียนทุกครั้ง เพื่อพระราชทานทุนพระราชทาน ส่งเสริมการเรียนดี และพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาข้ันพื้นฐานจากสถานศึกษาต่าง ๆ คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ วิทยาลัยในวงั ชาย วิทยาลัยในวงั หญิง โรงเรียนผู้ใหญ่พระดาบส ศูนย์การศึกษา นอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) กาญจนาภเิ ษกวทิ ยาลยั (ชา่ งทองหลวง) ในปี พ.ศ. 2533 เม่ือครงั้ ที่พระองค์เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวคร้ังแรก ระหว่างวันที่ 15-22 มีนาคม ได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์โดยเสด็จพระราชกุศลเป็นเงิน 12 ล้านกีบ จึงทรง พระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหน้ ำเงินไปก่อสรา้ งเรือนนอนใหแ้ ก่โรงเรยี นวัฒนธรรมเด็กกำพร้า (หลัก 67) ซึ่งอยู่หา่ งจาก นครหลวงเวียงจันทน์ไปทางทิศเหนือประมาณ 67 กิโลเมตร พระราชทานช่ือว่า “อาคารสิรินธร” โดยมี พระราชดำริท่ีจะชว่ ยเหลือนักเรียนให้มีความเป็นอย่ทู ่ีดขี ้ึน ในรูปแบบของโครงการเกษตรเพ่ืออาหารกลางวัน โดย นำแนวทางทดี่ ำเนินการในประเทศไทยมาประยุกต์ใช้ และสนับสนุนการประกอบอาชพี เสริม พ.ศ. 2535 ทรงพระราชดำริพระราชทานความช่วยเหลือกัมพูชาในการก่อต้ังวิทยาลัยกำปงเฌอ เตยี ล ณ จังหวดั กำปงธม ประเทศกัมพชู า โดยพระราชทานเงนิ ค่าใชจ้ ่ายในการก่อสร้างอาคารสถานท่ีต่าง ๆ เสด็จ ฯ ไปทรงเปิดวิทยาลัยเมื่อวันท่ี 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนแก่ นักเรียนเพ่ือให้มาศึกษาต่อในประเทศไทยในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรอาชีวศึกษา เพื่อนำความรู้ กลับไปสอนและพัฒนาการจัดการศกึ ษาของวทิ ยาลยั รวมท้งั ทรงสนบั สนนุ การศกึ ษาด้านนาฏศิลปแ์ ละดนตรี ในปี พ.ศ. 2549 พระองค์ทรงมีแนวความคิดจัดตั้งโครงการพัฒนานักอักษรศาสตร์รุ่นใหม่ข้ึน โดยความร่วมมือของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพ่ือสร้าง นักอักษรศาสตรท์ ี่มมี ุมมองและแนวคิดใหมเ่ พ่ือเป็นกำลงั ของชาติ มีพระวิสัยทัศน์ก้าวไกล ทรงสนบั สนุนการช่วยเหลือ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ให้เป็นโรงเรียน ผลิตนักวิจัย นักวทิ ยาศาสตร์ สร้าง\"องค์ความร\"ู้ ให้แก่ประเทศไทย ด้านการอนุรกั ษศ์ ลิ ปวัฒนธรรมไทย พระองค์ทรงสนพระทัยด้านศิลปวัฒนธรรมมาต้ังแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะทางด้านดนตรี ไทย ซ่ึงพระองค์ทรงสนับสนุนในการอนุรักษ์ สืบทอด เผยแพร่ความรู้ด้านดนตรีไทยอย่างต่อเน่ืองมาโดยตลอด โดยทรงเป็นแบบอย่างในการเสด็จทรงเครอื่ งดนตรไี ทยรว่ มกับประชาชนทั้งในและตา่ งประเทศ นอกจากน้ี ยังทรง อนุรักษ์ดนตรีไทยโดยการชำระโน้ตเพลง บันทึกเพลงเก่า และเผยแพร่งานเหล่าน้ันอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริม ให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดการเผยแพร่งานทางด้านดนตรีไทย ซ่ึงจากงานทางด้าน การอนุรักษณ์ดนตรีไทย ครเู สรี หวังในธรรม ได้กล่าวไว้วา่ “ดนตรีไทยไมส่ ิ้นแลว้ เพราะพระทลู กระหมอ่ มแกว้ เอาใจใส่” 11
นอกจากด้านดนตรไี ทยแล้ว พระองค์ยังประกอบพระราชกรณียกิจมากมายเพ่ือการอนุรักษ์และ พัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทยท้ังในด้าน การช่างไทย นาฎศิลป์ไทย งานพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์และโบราณสถาน ภาษาและวรรณกรรมไทย พระองค์ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า “ เอกอัครราชูปถัมภกมรดก วัฒนธรรมไทย ” เมื่อ พ.ศ. 2531 และ “วิศิษฏศิลปิน” เม่ือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เพ่ือเทิดพระเกียรติ ท่ีพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา รวมทั้ง ทรงมีคุณูปการต่อเหล่าศิลปินและศิลปวัฒนธรรม ของชาติ นอกจากน้ี คณะรัฐมนตรีซึ่งมีฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะน้ัน ได้มีมติให้วันท่ี 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์เป็น \"วันอนุรักษ์มรดกของ ชาติ\" เพ่ือเป็นการเทิดพระเกียรติท่ีพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการอนุรกั ษ์มรดกของชาติในสาขา ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีอีกด้วย ทรงเป็นประธานคณะกรร มการ อำนวยการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ ปลายปี พ.ศ. 2523 ดา้ นการพัฒนาสังคม พระองค์ทรงสนพระทัยงานด้านการพัฒนา ซ่ึงถือเป็นงานหลักที่พระองค์ทรงงานควบคู่กับ งานวชิ าการ พระองคท์ รงเรียนรู้งานทางดา้ นพัฒนาจากการตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถไปทรงเยี่ยมประชาชนในถ่ินทุรกันดารต่าง ๆ ท่ัวประเทศ จากการ ท่ีพระองค์ทรงได้เสด็จฯ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย พระองค์ทรงนำความรู้ท่ีได้จากการลงพื้นที่จริงมาใช้ใน งานด้านการพัฒนาสังคม นำไปสู่โครงการตามพระราชดำริส่วนพระองค์มากมาย โดยโครงการตามพระราชดำริ ในระยะเร่ิมแรกนั้น พระองค์ทรงงานเกี่ยวกับเด็กนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารที่มีปัญหาขาดสารอาหาร ดังนั้น จึงทรงพระราชดำริส่งเสริมให้นักเรียนปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แล้วนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวันรับประทาน โครงการเกษตรเพ่ืออาหารกลางวันน้ี เร่ิมต้นขึ้นเม่ือ พ.ศ. 2523 โดยเร่ิมที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ และได้ขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นท่ีทุรกันดาร โครงการ ในพระราชดำริในระยะต่อมา พระองค์ทรงมุ่งเน้นทางด้านการศึกษามากขึ้น เนื่องจากพระองค์ทรงพระราชดำริ ว่า การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดี ของบุคคล โดยพระองค์ทรงต้ังพระทัยให้ประชาชนทุกระดับชั้นสามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซ่ึงถือ เป็นสทิ ธิขน้ั พนื้ ฐานทีป่ ระชาชนควรไดร้ ับจากรัฐ ดา้ นการพฒั นาห้องสมุดและการรู้หนงั สอื สมเด็จพระเทพรัตนร์ าชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยการอ่านและการพัฒนาหอ้ งสมุด ทรงรับสมาคมห้องสมดุ แห่งประเทศไทยฯไว้ในพระราชปู ถัมภ์ เมื่อวันท่ี2 กนั ยายน พ.ศ. 2519 หลายโอกาสทเี่ สด็จ พระราชดำเนินต่างประเทศ ได้เสด็จเยี่ยมและทรงดูงานห้องสมุดชั้นนำหลายแห่ง ซ่ึงได้พระราชทานข้อแนะนำแก่ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ และบรรณารักษ์ไทยในการนำความรู้ไปพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุด 12
ประชาชนรวมทั้งห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกมุ ารีที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อขยายโอกาสให้ประชนในการพัฒนาการ รู้หนังสือ นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการประชุมสามัญปร ะจำปี ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯเสมอมา รวมทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประธานในโอกาสท่ีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสมาพันธ์สมาคมห้องสมุดฯ นานาชาติ (IFLA) และมพี ระราชดำรสั เปิดการประชุม IFLA คร้งั ท่ี 65 ทกี่ รงุ เทพมหานครในปี 1999 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดหอสมุดเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกมุ ารี โรงเรียนพานพเิ ศษพิทยา ด้านการตา่ งประเทศ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเป็นคร้ังแรกเมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอย่าง เป็นทางการ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2503-พ.ศ. 2504 ในขณะที่มีพระชนมายุ 5 พรรษา หลังจากน้ัน พระองค์ก็เสด็จ พระราชดำเนินเยือนต่างประเทศเป็นจำนวนหลายครั้ง โดยการเสด็จฯ น้ัน พระองค์เสด็จฯ ทั้งในฐานะผู้แทน พระองค์ พระราชอาคันตุกะหรืออาคันตุกะของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ รวมท้ัง เสด็จฯ เป็น การส่วนพระองค์ ซึ่งนอกจากจะทรงงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศแล้ว พระองค์ยังเสด็จฯ ทอดพระเนตรสังคม วัฒนธรรม สถานที่ต่าง ๆ และทรงได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เช่ียวชาญในสาขาต่าง ๆ ของประเทศนั้น ๆ และได้ทรงนำความรู้และประสบการณ์ท่ีทรงได้ทอดพระเนตรและจดบันทึกมาประยุกต์ใช้กับ การทรงงานภายในประเทศด้วย ซึ่งการเสด็จฯ ทรงงานในต่างประเทศของพระองค์ทำให้หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ว่าถวายพระราชสมัญญานามแดพ่ ระองคว์ ่า “เจ้าฟ้านักดูงาน” หรอื “Le Princesse Stagiaire” รวมทัง้ พระองค์ ยังได้รับการยกย่องจากสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประชาชนจีนว่าทรงเป็น \"ทูตสันถวไมตรี\"” ระหว่าง ประเทศไทยและประเทศจีน เม่อื วนั ที่ 26 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2547 นอกจากน้ี พระองค์ยังทรงร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อก่อเกิดความร่วมมือในด้านการพัฒนา สังคม อาทิเช่น ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีโครงการตามพระราชดำริ ทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และการสาธารณสุข การพัฒนาทาง ด้านการศึกษา เป็นต้น นอกจากประเทศลาวแล้ว โครงการเพื่อการพัฒนาของพระองค์ยังได้ขยายออกไปยัง ประเทศกมั พชู า ประเทศพมา่ และประเทศเวียดนามดว้ ย นอกจากน้ี พระองค์ยังทรงร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ ความร่วมมือกับองค์ การสหประชาชาติ พระองคท์ รงให้ความรว่ มมือในโครงการอาหารในโรงเรยี น ซึ่งเป็นโครงการของโครงการอาหาร โลกแห่งองค์การสหประชาชาติ โดยได้แต่งตั้งให้พระองค์เป็นทูตพิเศษของโครงการด้วย, โครงการการศึกษาเพ่ือ ทกุ คน เป็นโครงการด้านการสง่ เสริมศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อย ด้วยการศึกษาและอนุรักษม์ รดกทางวฒั นธรรม ซ่ึงเป็นโครงการขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม รวมท้ัง โครงการการศึกษาหลังประถมศึกษา สำหรับผลู้ ี้ภัยและผูพ้ ลัดถิน่ โดยมูลนธิ ิการศึกษาเพอื่ ผู้ลภี้ ัย สำนกั งานข้าหลวงใหญเ่ พ่อื ผูล้ ี้ภยั แหง่ สหประชาชาติ 13
ด้านการสาธารณสุข จากการที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดาร ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็น ถึงปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยของราษฎรในชนบท พระองค์จึงมีพระราชดำริจัดทำโครงการต่าง ๆ เพ่ือแก้ไข ปัญหาสุขภาพอนามัยของราษฎร โครงการแรกท่ีพระองค์ทรงเริ่ม ได้แก่ โครงการเกษตรเพ่ืออาหารกลางวัน เพ่ือแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะแก้ปัญหาการขาดแคลน อาหารกลางวันแล้วยังช่วยให้นักเรียนมีความรู้ทางด้านโภชนาการและการเกษตรด้วย และปัญหาที่สำคัญอีก ประการหนึ่ง นั่นคือ การระบาดของโรคคอพอกเน่ืองจากการขาดสารไอโอดีน พระองค์ทรงแก้ไขปัญหาน้ีโดยทรง ริเริ่ม โครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน ด้วยการรณรงค์ให้มีการใช้เกลือไอโอดีนหรือหยดไอโอ ดีนใน การประกอบอาหาร และอบรมให้ความรู้เก่ียวกับการขาดไอโอดีน ซ่ึงโครงการน้ีเป็นโครงการที่เสริมการทำงาน ของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากน้ี พระองค์ยังให้ความสำคัญต่อสุขภาพอนามัยของแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร ด้วย โดยพระองค์ทรงตระหนักว่าคนเราจะภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยที่ดีนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ในครรภ์ มารดา พระองค์จึงเริ่ม โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้แม่และ เดก็ ได้รบั บริการทางด้านอนามัยอยา่ งเหมาะสม รวมทั้งได้รบั โภชนาการทถ่ี ูกตอ้ งและเหมาะสมในแตล่ ะพื้นที่ นอกจากน้ี พระองค์ยังทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์พระราชทานและหน่วยทันตกรรมพระราชทาน เพื่ออกตรวจรักษาราษฎรในถ่ินทุรกันดารท่ีพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมในแต่ละครั้ง รวมท้ังทรงรับผู้ป่วยท่ียากจนเป็น คนไขใ้ นพระราชานเุ คราะหด์ ว้ ย พระองค์เสด็จ ณ โรงพยาบาลต่าง ๆ ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ด้วยความเป็นห่วง ประชาชนทเ่ี ปน็ โรคทีเ่ กี่ยวกับกระดูกและจักษู นำวทิ ยาการในประเทศเยอรมนมี าส่เู มืองไทย ด้านศาสนา เนอ่ื งจากพระองค์ทรงไดร้ ับการอบรมใหม้ ีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาจากสมเดจ็ พระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้พระองค์ทรงเล่ือมใสในพระพุทธศาสนามาต้ังแต่ทรงพระเยาว์ โดยพระองค์ มักมักจะได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จฯ เป็นผู้แทนพระองค์ เพ่ือเป็นองค์ประธานในพิธีท่ีเก่ียวข้องกับศาสนา เช่น พิธีเวียนเทียนท่ีพุทธมณฑล เนื่องในวันวิสาขบูชา วันมาฆบชู า เปน็ ต้น พระองค์ทรงริเรม่ิ ให้มีการฟื้นฟูประเพณีฉลองวันวิสาขบูชา ซ่ึงเป็นประเพณีที่เคยมีข้ึนในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยได้ทรงประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันจุดโคมประทีป และส่งบัตรอวยพรท่ีมีข้อธรรมะ เพ่ือเป็นการพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้ทราบถึงประวัติและความสำคัญของ วนั วิสาขบชู า รวมท้ัง ยงั เป็นเครอ่ื งเตือนใจให้ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจา้ โดยพระองค์ยังไดพ้ ระราชทานโคลง ข้อธรรมะเพ่ือให้กระทรวงวฒั นธรรมพิมพ์แจกแก่พุทธศาสนิกชนในบัตรอวยพรวันวิสาขบูชาด้วย และพระองค์ยัง ทรงพระราชดำริให้ธรรมสถานแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงานเทศน์มหาชาติร่ายยาวขึ้น ซึ่งเป็นการเทศน์ มหาชาติตามรูปแบบทีถ่ ูกต้องตามตำรับหลวง เพื่อช้ีนำให้คนไทยไดเ้ ข้าใจในคุณค่าของเรอื่ งมหาชาติ และประเพณี การเทศน์มหาชาตทิ ่ีสบื ทอดกันมาตั้งแต่ครัง้ โบราณกาล 14
พระราชกรณียกิจที่สำคัญประการหน่ึง คือ พระองค์ยังทรงเป็นแม่กองในการซ่อมแซมวัดพระศรี รัตนศาสดาราม เพอ่ื ให้สำเร็จทันงานพระราชพิธสี มโภชกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ครบ 200 ปี ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2525 ซ่ึงงานบูรณปฏิสังขรณ์ในคร้ังนี้ประสบปัญหาล่าช้า เน่ืองจากงบประมาณน้อย รวมท้ัง ขาดแคลนช่างในสาขาต่าง ๆ เป็นต้น งานในครั้งน้ีพระองค์ทรงดูแลอย่างใกล้ชิด และคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ด้วยพระราชหฤทัยท่ีเด็ดขาด รวมท้ัง แก้ได้รับเงนิ บริจาคจากพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนร่วมสมทบทนุ จึงทำใหง้ านบูรณะในคร้ังนจ้ี งึ เสร็จ ทันกาล นอกจากนี้ พระองค์ทรงบูรณะวัดท่าสุทธาวาส จังหวัดอ่างทอง และทรงสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่เพื่อเป็น พระราชกุศลในโอกาสเจริญพระชนมายคุ รบ 3 รอบ และทรงรบั วัดนไ้ี ว้ในพระราชอุปถัมภด์ ้วย นอกจากพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจท่ีเกี่ยวเน่ืองกับศาสนาอ่ืน ๆ โดยมิได้ทรงละเลย ซ่ึงเมอ่ื พระองคไ์ ด้รับคำกราบบังคมทูลเชญิ เสด็จฯ ไปประกอบพิธกี รรมของศาสนาต่าง ๆ นั้น พระองคก์ ็จะเสดจ็ ฯ ตามคำกราบบังคมทูลเสมอ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พระองค์มีพระราชดำริให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาพัฒนาประเทศหลาย ประการ ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นเลขานุการ โดยมีพระราชดำริให้โครงการต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนนั้นเป็นโครงการนำร่องและใช้เป็นตัวอย่างในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ และมีพระราชประสงค์จะให้หน่วยงานรัฐท่ีเก่ียวข้องกับโครงการน้ัน ๆ มารับช่วงต่อไป พระองค์ ทรงเร่ิมนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนในชนบท ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2538 ใน โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับโรงเรียนในชนบท โดยพระราชทานเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปรณ์ ทจี่ ำเป็นเพ่ือจัดตั้งเป็นห้องเรียนขน้ึ และพฒั นามาจนสามารถนำเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาประกอบการเรยี นการ สอนในรายวิชาต่าง ๆ ปัจจุบัน มีโรงเรียนในโครงการประมาณ 85 แห่ง โดยมีโรงเรียนในจังหวัดนครนายกเป็น ศูนย์กลางการพัฒนาเพ่ือนำแนวทางใหม่ ๆ ไปทดลองใช้กับโรงเรียนในชนบท และทรงริเริ่ม โครงการเทคโนโลยี สารสนเทศเพ่ือคนพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถใช้คอมพิวเตอรเ์ พ่ือสร้างความรู้ ความบันเทิง พัฒนาทักษะ และ สร้างอาชีพต่อไปในอนาคต พระองค์ทรงมีคณะทำงานท่ีจะศึกษาวิจัยเพ่ือหาอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีและวิธีการ ช่วยเหลือผู้พิการในแต่ละด้านอย่างเหมาะสม ซ่ึงโครงการน้ีมีโรงเรียนศรีสังวาลย์เป็นหน่วยงานหลัก นอกจากนี้ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำรินี้ ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ต้องขังในทัณฑสถานได้รับการอบรมและฝึก ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ระหว่างการถูกคุมขัง เพ่ือสามารถนำความรู้ที่ได้รับนำไปพัฒนาตนเองและนำไป ประกอบอาชีพได้ และมีโครงการสำหรับเด็กป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ซ่ึง อาจจะทำให้ขาดโอกาสทางด้านการศึกษา โดยใช้คอมพิวเตอร์เปน็ ส่ือในการเรยี นรู้ สร้างความเพลิดเพลิน รวมท้ัง ส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กที่ป่วยด้วย นอกจากนี้ พระองค์ยังนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับงานทางด้านการ เผยแพรว่ ฒั นธรรมของไทย 76 จงั หวัด ผ่านทางอินเทอรเ์ น็ต โดยมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผดู้ ูแลโครงการนี้ จากพระราชกรณียกิจทางด้านการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพฒั นาประเทศในดา้ นต่าง ๆ ทำให้วารสารอินโฟแชร์ ซ่ึงเป็นวาสารของสำนักงานด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารของยูเนสโก 15
ได้ตีพิมพ์บทความเฉลิมพระเกียรติการอุทิศพระองค์เพ่ือการศึกษาเรียนรูด้ ้านสารสนเทศของเด็กและผู้ด้อยโอกาส ของไทย รวมท้งั ยงั ได้ถวายนาม “IT Princess” หรอื “เจา้ หญงิ ไอที” แกพ่ ระองค์อีกด้วย ที่มา ไทยวีกิพีเดยี 2 เมษายน วันรกั การอ่าน วันน้ีเรามีวันสำคัญอีกวันหน่ึงมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกันนั่นคือ \"วันรักการอ่าน\" ซ่ึงตรงกับ วนั ท่ี 2 เมษายน ของทุกปี เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับคนไทย การอ่านถือเป็นเรือ่ งท่ีสำคัญ เพราะนอกจาก จะได้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังสามารถสร้างเสริมความรู้ ความคิด จินตนาการ และสร้างคนให้เป็น อัจฉริยะได้ด้วย ประวตั คิ วามเปน็ มาของ 2 เมษายน วันรกั การอ่าน ในปี พ.ศ.2552 คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพ่ือเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ได้กำหนด ให้วันท่ี 2 เมษายน ของทุกปี ซ่ึงเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ผู้ทรงมีคุณูปการต่อวงการหนังสือไทย เป็น \"วันรักการอ่าน\" โดยในแต่ละปีนั้น จะมีการจัดงานสัปดาห์ หนังสือแห่งชาติ และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ (Bangkok International Book Fair) ข้ึนในช่วงเวลาของวันที่ 2 เมษายนของทกุ ๆ ปดี ้วย การมีนิสัยรักการอ่านต้ังแต่เด็ก จะทำให้เด็กกลายเป็นคนท่ีประสบความสำเร็จ ดังท่ี Margaret Fuller กลา่ วเป็นประโยคภาษาอังกฤษประโยคหนึ่ง สั้นๆ แต่ได้ใจความว่า การอ่านสร้างลกู ใหเ้ ปน็ อจั ฉริยะได้จริงหรอื ? ปจั จุบันไม่วา่ เด็ก หรอื ผู้ใหญอ่ ่านหนังสือลดลง มีกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาให้ทำมากข้ึน หรือนิยมอ่าน ข่าวส้ันๆ เช่น ทวิตเตอร์ นิยมอ่านแต่พาดหัวข่าว เป็นต้น การอ่านหนังสือเป็นเร่ืองท่ีสำคัญมากๆ ต่อการขยาย ขอบเขตความรูแ้ ละจนิ ตนาการ โดยสรุปแล้วเน้ือหาการอา่ นที่เราจะได้รับจจะมอี ยู่ 2 ประการคือ 1. เป็นลักษณะของการให้ข้อมูล เช่น หนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญ นักวทิ ยาศาตร์ของโลก เป็นตน้ จะทำให้เราสามารถทราบเหตุการณ์ในอดีต ว่าเคยเกิดอะไรข้ึนมาบ้าง เพราะอะไร ทำไม อย่างไร ถ้าเราไม่ได้อ่านก็จะทราบแต่เรื่องราวปัจจุบัน ย่ิงเราอ่านหนังสือของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ท่ีผ่านมา ยาวนานเทา่ ไหร่ เราก็ได้ทราบข็อมูลย้อนกลบั ไปไดน้ านเทา่ นนั้ 2. เป็นเน้ือหาความรู้เชิงความคิด จินตนาการ เช่น นิยาย นิทาน วรรณกรรมต่างๆ ได้แก่ แฮรี่พ็อตเตอร์ ทำให้คนอ่านเกิดจินตนาการตามไปด้วย เกิดเป็นมโนภาพ เด็กๆ ท่ีพอ่ แม่เล่านิทานใหฟ้ ังตัง้ แต่เดก็ ๆ ก็จะมจี ินตนาการท่ีกวา้ งไกลกว่าเดก็ ทไี่ มไ่ ด้ฟัง ทำให้สามารถส่งเสริมการเช่อื มโยงเรือ่ งราวตา่ งๆ ได้ดยี ิง่ ขน้ึ เด็กเร่ิมรู้ความจนถึงอายุ 6 ขวบ ช่วงน้ีมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาสมองของเด็ก เพราะ สมองเด็กนนั้ เมื่อเลยอายุ 6 ขวบ เซลสส์ มองจะเริ่มอยนู่ ิ่งกับท่ี แต่ในชว่ ง 6 ปีแรกน้ันกำลงั พัฒนา ถ้าพ่อแม่รู้จกั เอา เร่ืองเล่าอย่างที่เราเคยฟังในสมัยก่อน เช่น นิทานก่อนนอนมาเล่าให้ลูกฟัง เลือกเอาเรื่องที่น่าสนใจ จะทำให้ เดก็ เกิดจนิ ตนาการ และสมองจะมีการพัฒนา 16
ทำอย่างไรจะเลีย้ งลกู ให้ฉลาดเหมอื นไอสไตน์ มีคนเคยไปถามไอสไตน์ว่า ทำอย่างไรจะเลี้ยงลูกให้ฉลาดเหมือนท่าน ไอสไตน์ก็ตอบว่าให้เล่า นิทานให้ลูกท่านฟังก่อนนอนสิ แล้วฝึกลูกให้รักการอ่าน เพราะตัวเขาเองเขาก็ได้มาอย่างน้ี ทำให้มีจินตนาการ รจู้ กั คิด ร้จู กั จับประเด็น มนั จะพฒั นาการต่อยอดไปได้เรอ่ื ยๆ นค้ี อื บทสรุปของอัจฉรยิ ะของโลก ประเทศญ่ีปุ่นสร้างชาติได้ด้วยการอ่านหนังสือนี่แหละ เพราะพออ่านมากๆ เข้าก็มีข้อมูลมาก กจ็ ะทำให้คนฉลาดขึ้น ขอบเขตความรู้ของคนญี่ปุ่นจงึ ค่อนข้างกว้างขวาง ถ้าอยากจะสร้างคนให้ฉลาดให้คิดเป็นก็ ต้องฝึกให้อ่านหนังสือ เร่ิมจากหนังสือที่มีความเพลิดเพลินก่อนก็ได้ แล้วมันจะค่อยๆ ขยับไปเองไปสู่หนังสือที่มี เน้อื หาสาระมากการฝกึ นิสัยตนเอง ให้รักการอ่าน การฝึกนิสัยตนเอง ให้รักการอ่านไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหนังสือมีเร่ืองท่ีน่าสนใจมากมายและ ยังเป็นส่ิงท่ีหาได้ง่ายตามความชอบและความสนใจของแต่ละคน โลกของหนังสือเป็นโลกแห่งอิสระเสรีทาง ความคิด เราสามารถอ่านความคิดของผู้อ่ืนแล้วนำมาพัฒนาความคิดของตนเอง การปลูกฝังตนเองให้รักการอ่าน ทำไดด้ ้วยหลักงา่ ยๆ 3 ประการ ดงั นี้ 1. อ่านตามความสนใจ การเริ่มอ่านจากเรื่องที่ตัวเองชอบและสนใจจำทำให้อ่านหนังสือได้โดยไม่เบื่อ เราอาจเริ่มต้น อ่านจากเรือ่ งส้ันๆ ไม่ยาวมาก มีภาพประกอบ โดยอาจเริ่มจากการอ่านนทิ าน เร่ืองสั้น หรือ เรือ่ งที่จบภายในตอน เดยี ว ถา้ เรามีทศั นคติที่ดตี ่อการอ่านก็จะอ่านได้ต่อเนอื่ ง 2. อ่านใหส้ ม่ำเสมอ การอ่านอยา่ งสม่ำเสมอเปน็ บันไดข้ันแรกของผู้ท่ีรกั การอ่าน เพราะจะต้องอ่านจนเป็นนสิ ัย ทันที ทว่ี ่างจากหนา้ ท่ีที่ทำในชีวติ ประจำวัน เราก็สามารถหยิบหนังสือข้ึนมาอ่านได้ ถ้าเราสามารถอ่านได้สม่ำเสมอ เรา กจ็ ะเปน็ ผทู้ ่มี นี สิ ยั รักการอ่านได้ 3. อ่านใหเ้ จอขมุ ทรัพย์ ขุมทรัพย์ ที่ว่าน้ีไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็น “ขุมทรัพย์แห่งปัญญา” ซึ่งมีค่ามหาศาล เป็น ขุมทรัพย์แห่งความรู้ท่ีใครก็มาแย่งชิงไปไม่ได้ ผู้อ่านจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน ข้อคิด คุณธรรมท่ีแฝงอยู่ จากเร่ืองที่อ่าน รวมถึงได้พัฒนาอารมณ์ของตนเอง ก่อให้เกิดการพัฒนาผู้อ่านในทางท่ีดี ฉะน้ันหนังสือที่ดีก็ เปรียบเสมอื นวา่ เราไดพ้ บขุมทรัพย์น่นั เอง ดงั นั้น เราจึงควรหันมาปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้ เพ่ือประโยชน์มากมายในวันข้างหน้า “นสิ ัยรักการอ่าน ไม่ใช่พันธกุ รรม ไมใ่ ช่พรสวรรค์ แต่เกดิ จากการปลูกฝัง” โลกของการอา่ นกำลังเปล่ียนแปลงครั้ง สำคัญ ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งท่ีอ่าน รสนิยมของคนอ่าน เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวกับส่ิงพิมพ์ รวมไปถึงขนาดของ สิ่งพิมพ์ แต่ไม่ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การอ่านก็ยังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดเลือนหายไปอย่าง แน่นอน (ที่มา : popterms.mahidol.ac.th) 17
6 เทคนิคฝกึ ลกู รกั การอา่ น 1. การอ่านหนังสือใหล้ ูกฟังบ่อยๆ เป็นการปลูกฝังความรกั ต่อหนังสือและการอ่านทดี่ ี โดยเฉพาะ การอ่านนิทาน เราสามารถเสริมจินตนาการด้วยท่าทาง น้ำเสียง ซ่ึงทำให้เร่ืองราวมีความน่าสนใจและสนุก มากยงิ่ ข้นึ การอา่ นจะเข้าไปอย่ใู นใจของเดก็ ไดอ้ ย่างา่ ยดาย 2. สังเกตว่าลูกชอบหรือสนใจส่ิงใดหรือเร่ืองใดเป็นพิเศษ แล้วเช่ือมโยงเข้ากับการอ่าน โดย หาหนังสือท่ีมีเรื่องราวหรือสิ่งของท่ีลูกชอบมาให้ นอกจากความประทับใจแล้ว ยังอาจสร้างแรงบันดาลใจให้ลูก ไดอ้ ีกทาง 3. สอดแทรกการอา่ นเข้ากบั กจิ วตั รประจำวัน เช่น การชชี้ วนให้ลูกอา่ นป้าย ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ กระท่งั เมนอู าหาร ขณะที่ออกไปทานขา้ วนอกบา้ นก็ยังได้ 4. บรรยากาศแห่งการอ่านสร้างได้ โดยเลือกมุมใดมุมหน่ึงของบ้าน จัดเป็นมุมหนังสือ มีหนังสือ หลากหลายแบบให้ลูกเลือกอ่านหรือเพ่ือให้คุณอ่านให้ฟัง ซึ่งควรวางอยู่ในท่ีท่ีลูกเห็นและสามารถหยิบเองได้ เป็นอีกมมุ กจิ กรรมท่คี วรมเี ก้าอีห้ รือโซฟานัง่ สบายสำหรับเอนหลงั ชวนกนั อา่ น 5. การพาลูกไปเลือกซื้อหนังสือเล่มโปรดด้วยตัวเอง เป็นอีกกลยุทธ์หน่ึงที่สร้างการมีส่วนร่วม และเข้ากับพัฒนาการของเด็กวัยนี้ที่เร่ิมเป็นตัวของตัวเอง นอกจากร้านหนังสือแล้ว อาจพาลูกเข้าห้องสมุดอย่าง สม่ำเสมอ เพ่อื ซมึ ซบั บรรยากาศแห่งการอ่าน 6. อ่านผ่านการเล่น นี่เป็นอีกวิธีที่ได้ทั้งความสนุกและการเรียนรู้ อาจะเป็นการทายคำ หาคำ จากภาพ หรือจบั ค่คู ำกบั ภาพที่เหน็ ก็ได้ โดยเป็นคำงา่ ยๆ ท่ใี ชบ้ อ่ ยๆ ในชวี ิตประจำวนั (ที่มา : momypedia.com) 18
ความหมายของห้องสมดุ เคลื่อนท่ี ห้องสมุดเคลื่อนท่ี (Mobile library) เป็นบริการสารสนเทศเคลื่อนที่ นับเป็นการจัดบริการใน เชิงรุก โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือส่งเสริมการอ่าน และการให้ความรู้และความบันเทิงแก่ผู้ท่ีอยู่ห่างไกลจาก แหล่งข้อมูล โดยนำทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่างๆ เช่น ส่ือสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ เกมส์ ของเล่น ฯลฯ ไปยัง ชุมชนด้วยพาหนะ ประเภทต่างๆ เช่น รถ รถไฟ เรือ ฯลฯ หรือบางแห่งอาจใช้วิธีการเดินทางด้วยเท้าในกรณี ทส่ี ามารถเข้าถึงด้วยพาหนะอน่ื การดำเนินการห้องสมุดเคลื่อนท่ี สามารถใช้วัสดุ อุปกรณ์ประเภทต่างๆ บรรจุทรัพยากร สารสนเทศ เคลื่อนยา้ ยไปยังสถานท่ีตา่ งๆ เช่นกล่องหนังสือ ถุงหนงั สือ ยา่ มหนังสือ กระเปา๋ หนังสอื เปน็ ตน้ ส่วนใหญ่ การดำเนินการห้องสมุดเคลือ่ นท่ีของประเทศไทยอยใู่ นความรับผิดชอบของหน่วยงาน ด้านการศึกษาของรัฐ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ รวมท้ังเป็นงานบริการประเภทหนึ่งของห้องสมุดประชาชน ยิ่งกว่านั้น ปัจจุบันห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ภาควิชาบรรรารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ รวมทั้งชมรม นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับห้องสมุดเคลื่อนท่ี มีการจัดโครงการหลายโครงการท่ี เขา้ ข่ายหอ้ งสมดุ เคลื่อนท่ี การดำเนินงานห้องสมดุ เคลื่อนท่ีจะประสบผลสำเร็จได้น้ัน หน่วยงานท่ีดำเนินการ ควรประสาน ขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน รวมท้ังกลุ่มบุคคลหรือบุคคลท่ีเป็นผู้นำชุมชน เช่น พระ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น สำหรับการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเอกชน อาจเป็นการขอรับการสนับสนุน พาหนะ วสั ดอุ ุปกรณ์และงบประมาณในการดำเนินงาน การจัดกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ เป็นการจัดบริการโดยใช้แนวคิดทั้งงานห้องสมุดและศูนย์ การเรียน ซ่ึงอาจจัดการเรียนการสอนหลักสูตรสั้นๆ ร่วมไปกับงานบริการพื้นฐานของห้องสมุด เช่น บริการ การอ่าน บริการยืม-คืน เป็นต้น นอกจากน้ี อาจเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้บริการในการออกให้บริการ ห้องสมดุ เคล่ือนที่แตล่ ะคร้งั ด้วย ความสำคัญของห้องสมดุ เคลือ่ นท่ี ห้องสมุดเคลื่อนท่ีนับเป็นรูปแบบหน่ึงของการบริการความรู้สู่ชุมชน ท่ีมีความสำคัญใน ดา้ นต่างๆดงั นี้ 1. เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างท่ัวถึง และส่งเสริมการศึกษาตลอดชี วิต แกป่ ระชาชน เพื่อพัฒนาตนเอง สงั คมประเทศชาติต่อไป ทง้ั นี้เพราะห้องสมดุ เคลื่อนท่ีมลี ักษณะเคล่ือนย้ายความรู้ ไปสู่พ้ืนที่ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวศึกษาสมัยใหม่ของรัฐ โดยเห็นได้จากพระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวดที่ 4 มาตราท่ี 25 ระบุ ไว้ว่า “ รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดต้ังแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์กีฬาและนันทนาการ และแหล่งเรียนรู้อื่นอย่างเพียงพอและมีประสิทธิ ภาพ” (สำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2542 : 14) 19
2. เป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ ทำให้ประชาชนท่อี ยู่ห่างไกลความเจริญ การคมนาคมไม่สะดวก และด้อยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศได้มีโอกาสสามารถรับรู้ข่าวสารในสาขาวชิ า การตา่ งๆ ไดม้ ากขึ้น 3. เป็นการส่งเสริมการอ่านให้ประชาชนได้รบั ความรู้ความเพลิดเพลินจากการอ่าน เห็นคุณค่า ของการอ่าน และปลกู ฝงั นิสยั รกั การอ่านรวมทั้งปอ้ งกนั การไม่รแู้ ละการลืมการรู้หนังสอื 4. เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพ่ือพัฒนาตนเอง อันเป็น พ้ืนฐานทีจ่ ะนำไปสู่ความกา้ วหนา้ ของสงั คมและประเทศชาติตอ่ ไป ประเภทของหอ้ งสมดุ เคลอ่ื นท่ี ห้องสมุดเคลื่อนท่ีสามารถดำเนินการได้ในหลายลักษณะท้ังทางบกและทางน้ำ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับ สภาพการคมนาคมหรือท้องถิ่นท่ีชุมชนตั้งอยู่ เท่าที่ผ่านมาหน่วยงานหลายแห่งได้จัดห้องสมุดเคล่ือนที่ในลักษณะ ตา่ งๆ ห้องสมุดเคล่ือนทบี่ างแห่งยุตกิ ารดำเนินงานไปแล้ว บางแห่งยงั คงดำเนินการอยู่ ซึ่งเป็นจุดดอ้ ยของห้องสมุด เคลื่อนที่ ที่มักดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลจากการขาดการเอาใจใส่ การขาดงบประมาณและบุคลากรใน การดำเนินการอยา่ งตอ่ เน่ืองและจรงิ จงั 1. ห้องสมดุ เคล่ือนทีท่ างน้ำ เป็นการบริการที่มุ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ โดยใช้เรือเป็นพาหนะ หรือท่ีเรียกว่าห้องสมุดเรือหรือห้องสมุดลอยน้ำ เพ่ือบริการแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตลุ่มน้ำหรือตามริมน้ำ เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ มีวิถีชีวิตและการเดินทางสัญจร โดยทางน้ำเป็นหลัก ปัจจุบันหน่วยงานที่จัด หอ้ งสมดุ เคลอื่ นทท่ี ่นี า่ สนใจคือ - เรือห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้รับความร่วมมือ จากกองทัพเรือมอบเรือที่ปลดระวางการใช้งานแล้วและดัดแปลงเป็นห้องสมุดเคล่ือนที่ ทรัพยากรสารสนเทศ ท่ี ให้บริการ ประกอบด้วยหนังสือหลากหลายประเภท วีดีทัศน์และบทเรียนสำเร็จรูป บริการสารสนเทศท่ีจัดคือ บริการการอ่าน บริการยืม-คืน บริการจองหนังสือ ส่วนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้บริการนั้นมีหลายลักษณะ อาทิ การแข่งขนั ตอบปัญหาชิงรางวัล การวาดภาพ การแขง่ ขนั การอา่ นและการเขยี น เป็นตน้ การให้บริการจะแล่นลอยลำไปให้บรกิ ารตามจุดตา่ งๆ ท่ีกำหนดไว้ ในแต่ละวนั จอดให้บริการตาม ทา่ ทกี่ ำหนด ทัง้ น้ีจะมตี าราง ประชาสัมพันธก์ ารใหบ้ ริการลว่ งหนา้ - เรือนางนพมาศ ดำเนนิ การโดยกระทรวงศึกษาธกิ าร เป็นเรอื ขนาด 2 ช้นั รูปแบบของกิจกรรม การใหบ้ ริการแบง่ ออกเป็น 2 ลักษณะไดแ้ ก่เปน็ หอ้ งสมดุ เคลอื่ นทแี่ ละศนู ย์การเรยี นเคล่อื นท่ที างน้ำ การจดั บรกิ ารเรือนางนพมาศนั้น มีการจัดทรัพยากรสารสนเทศหลายประเภท โดยเน้นหนังสือทม่ี ี เนื้อหาสอดคล้อง กับชีวิตประชาชนริมน้ำท่ีเกี่ยวกับด้านสุขภาพอนามัย กฎหมายที่เก่ียวกับชีวิตประจำวัน เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายครอบครัว กฎหมายที่ดิน เป็นต้น รวมท้ังหนังสือด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของ กรุงเทพมหานคร วัฒนธรรม ประเพณี และอารยธรรมแถบลุ่มน้ำ นอกจากนี้มีส่ือโสตทัศน์ประเภทวีดีทัศน์ และ แถบเสยี งที่มีเนือ้ หาส่งเสริมด้านอาชพี สารคดี ธรรมะและบันเทิง 20
2. ห้องสมุดเคล่ือนทีท่ างบก เป็นการจัดห้องสมุดเคล่ือนท่ีโดยใช้รถประเภทต่างๆ เป็นพาหนะให้บริการเคล่ือนท่ีไปตาม ชุมชนในท้องท่ตี ่างๆ ท้ังในชนบทและในเขตเมือง เช่น ชุมชนแออัด เขตกอ่ สร้าง โรงงานเปน็ ต้น ห้องสมดุ เคลอื่ นท่ี ทางบกที่นา่ สนใจคอื - รถห้องสมุดศูนย์การเรียนเคล่ือนที่ เป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ที่ใช้รถประจำทางขององค์การ ขนส่งมวลชนกรุงเทพเป็นพาหนะ และดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีรถใช้ดำเนินการอยู่ 3 คัน รถแต่ละ คันจัดบริการแตกต่างกัน รถคันที่ 1 สำหรับบริการเด็กในชุมชนแออัด เขตก้อสร้าง มูลนิธิสงเคราะห์ต่างๆ และ โรงเรียนที่ขาดแคลนหนังสือ โดยจัดบริการเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร รถคันที่ 2 บริการกลุ่มนักศึกษา การศึกษานอกระบบที่มีการจัดกิจกรรมการพบกลุ่ม โดยจัดในบริเวณโรงเรียน วัด โรงงาน ส่วนรถคันท่ี 3 สำหรับบริการประชาชนท่ัวไป โดยจัดตามสถานทต่ี ่างๆ เช่นบ้านคนชราบางแค ชมุ ชนแออัด ฯลฯ ทั้งน้ีทรัพยากร สารสนเทศ และกิจกรรมท่ีจัดในรถแต่ละคันจะเลือกหนังสือและกิจกรรมที่เหมาะสม กับกลุ่มเป้าหมายที่มาใช้ บรกิ าร - ห้องสมุดเคลื่อนที่รถพ่วงขนาดเล็ก เป็นห้องสมุดที่ใช้รถพ่วงขนาดเล็กเป็นพาหนะ ดำเนินการ โดยศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยดัดแปลงภายในเป็นชั้นหนังสือ ด้านข้างของรถทั้ง 2 ด้าน เป็นบอร์ดนิทรรศการ ทรัพยากรสารสนเทศที่ให้บริการ ประกอบด้วยหนังสือที่เน้น หนังสือเด็ก หนังสือแนะนำอาชีพ วีดีทัศน์ และเกมส์ต่างๆ นอกจากบริการห้องสมุดแล้ว ยังมีการฝึกฝนอาชีพ ง่ายๆ เช่น การตัดผม การซ่อมรถ เป็นต้น การออกให้บริการจะหมุนเวียนไปในชนบทที่ขาดแคลน การรับรู้ ข่าวสารประมาณเดอื นละ 2-3 ครงั้ นอกจากน้ี การจัดห้องสมดุ เคลือ่ นที่ยงั สามารถดำเนินการได้โดยนำทรพั ยากรสารสนเทศ บรรจุใส่ใน อุปกรณ์ประเภทต่างๆ นำเคล่ือนย้ายออกให้บริการในสถานท่ีต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ บรรจุทรัพยากรสารสนเทศ เคล่ือนที่ไปให้บริการในท่ีต่างๆ มีหลายประเภท ตัวอย่างโครงการห้องสมุดเคล่ือนที่ที่ใช้วัสดุ อุปกรณ์บรรจุ ทรัพยากรสารสนเทศท่นี า่ สนใจ คอื - โครงการชุดความรู้สู่ชนบท ของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ใช้กล่องหนังสือ เคลื่อนย้ายไปสถานท่ีต่างๆ ภายในกล่องบรรจุหนังสือ แผ่นพับ ภาพ ฯลฯ โยแต่ละกล่องมีหัวเรื่องกำกับไว้ ชัดเจน ภายใต้ฝาเปิด - ปิด แต่ละกล่องมีการแจ้งรายการวัสดุ ที่อยู่ภายในกล่อง ผู้ประสงค์ใช้บริการสามารถ เลือกอ่านตามความสนใจ และความต้องการ หนังสือมีหลายประเภท เช่น หนังสือเด็ก การวางแผนครอบครัว สุขภาพอนามัย ยาเสพติด ฯลฯ โดยนำกล่องหนังสือไปไว้ ณ ที่อ่านประจำหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนเช่น กำนัน หรือผใู้ หญ่บ้าน เป็นผรู้ ับผิดชอบในการให้บริการยมื -คืน ตลอดจนผู้ใช้สามารถ ยืมย่ามความรู้ไปอ่านที่บ้านได้ด้วย โดยกำหนดช่วงเวลา การยืมและการหมุนเวยี น ไปในจุดตา่ งๆ ตามกำหนด - โครงการส่งเสริมการอ่านของสำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ใช้ย่ามบรรจุทรัพยากร สารสนเทศเคล่ือนย้ายไปในสถานที่ต่างๆ ย่ามความรู้จัดแจกเป็นใบๆ ตามหัวข้อเรื่องที่กำหนดผู้ใช้บริการสามารถ เลือกย่ามความรู้ในหัวข้อเร่ืองตามความสนใจ จัดให้บริการตามห้องสมุดโรงเรียนในชนบท โดยมีครูบรรณารักษ์ 21
รับผิดชอบในบริการ ยืม-คืน ตลอดจนผู้ใช้สามมารถยืมย่ามความรู้ไปอ่านท่ีบ้านได้ด้วย โดยกำหนดช่วงเวลาการ ยมื และการหมนุ เวยี น ท้งั นจี้ ะเปลยี่ นทรพั ยากรสารสนเทศในย่ามความร้สู มำ่ เสมอ - ห้องสมุดเคล่ือนท่ีของศูนย์วิทยพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช ปัจจุบันมีศูนย์วิทพัฒนา จำนวน 10 ศูนย์ กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ การให้บรกิ ารมีลักษณะเช่น ใช้กระเป๋าหนังสือทำด้วย ไม้บรรจุทรพั ยากรสารสนเทศ เคล่ือนยา้ ยไปสถานทตี่ า่ งๆ ท่ีกำหนดพรอ้ มการทำกิจกรรมอ่ืนๆ ของมหาวทิ ยาลยั - ห้องสมุดเคล่ือนท่ีของห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี จังหวัดนครราชสีมา ใช้ถุงหนังสือบรรจุ ทรัพยากรสารสนเทศเคลื่อนที่ ให้บริการแก่ประชาชนท่ัวไป นักเรียน นักศึกษาท้ังในและนอก ระบบโรงเรียน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายท่เี ป็นกลมุ่ เด็กด้อยโอกาส คนพกิ าร ผทู้ ี่อยู่ห่างไกลจากห้องสมุดหรืออาจจะมาใช้หอ้ งสมุด ไม่สะดวก เพ่ือวัตถุประสงค์ เพื่อวัตถุประสงค์ให้ได้รับข่าวสารท่ีทันสมัย รวมทั้งส่งเสริมการเรียนและการอ่าน ภายในถุงหนังสือบรรจุ หนังสือประเภทต่างๆ โดยมีอาสาสมัครบริการถุงหนังสือ เคล่ือนท่ีไปบริการในชุมชน มกี ำหนดระยะเวลาการเปลยี่ นทรพั ยากรสารสนเทศในถงุ รปู แบบและวิธดี ำเนนิ งานหอ้ งสมดุ เคลอื่ นท่ี ห้องสมุดเคล่ือนที่ สามาดำเนินการได้ท้ังทางบกและทางน้ำโดยใช้พาหนะแตกต่างกัน ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เกวียน หรือเรือ ทั้งนี้แล้วแต่สภาพการคมนาคมหรือท้องถ่ินที่ชุมชนนั้นต้ังอยู่ และ เรยี กชอ่ื แตกตา่ งกันออกไป เช่น ตู้หนังสือเคลื่อนที่ หีบหนงั สือสปู่ ระตบู ้าน หรือหนังสือมีขา เป็นต้น รูปแบบหนงั สอื เคลือ่ นที่ ห้องสมุดเคลื่อนที่สามารถจัดไดห้ ลายรปู แบบ ทส่ี ำคัญไดแ้ ก่ 1. กระเป๋าหนังสือเคล่ือนท่ี จัดโดยการคัดเลือกหนังสือใส่กระเป๋า ซึ่งอาจทำโดยผ้าหรือไม้ขนาด ต่างๆ กนั แล้วแตข่ นาดของสถานที่ทจี่ ะนำออกไปให้บริการ กลุ่มเปา้ หมายสว่ นใหญ่เป็นกลุ่มชนท่ีด้อยโอกาสในการ เข้าถึงข่าวสารและด้อยโอกาสในการศึกษา เช่น ชาวชนบท ชาวเขา ท่ีดำเนินการห้องสมุดเคล่ือนที่ในรูปแบบน้ี ได้แก่ โครงการหนังสือสัญจรสำหรับผใู้ ช้แรงงาน สโมสรเด็กเคล่ือนที่ โครงการหนังสือสญั จรเพื่อเด็กในชนบทและ เด็กในโรงเรยี นของมูลนธิ ิเพื่อการพฒั นาเดก็ กระเป๋าหนงั สอื เคลอ่ื นที่ของสมาคมพฒั นาการอา่ นของเด็ก เป็นตน้ 2. หีบหนังสือ จัดโดยการคดั เลือกหนังสอื ประเภทตา่ งๆ ใสห่ ีบซ่ึงอาจทำด้วยอีบกุ ไม้ หรือสังกะสี แล้วนำออกไปให้บริการแก่ประชาชนถึงท่ีอยู่อาศัย เช่น โครงการหีบหนังสือสู่ประตูบ้าน โครงการหีบอีบุกบรรจุ หนงั สอื หรือโครงการหีบหนังสอื ซงึ่ ใหบ้ ริการแกป่ ระชาชนทั่วไป 3. ถุงหนังสือ เป็นบริการห้องสมุดเคลื่อนท่ีของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ท่ีจัดขึ้นโดยใช้ ถงุ บรรจหุ นงั สอื ประมาณ 20 เล่ม หมุนเวยี นให้ชาวบ้านในชนบทไดอ้ ่าน โดยมคี รูอาสาสมคั รเป็นผ้เู ดินแจก 4. ห้องสมดุ เรือหรือหอ้ งสมดุ ลอยนำ้ เปน็ บรกิ ารท่ีจัดให้ประชาชนท่ตี ั้งบ้านเรือนอยู่ริมแมน่ ้ำ หรือ ทะเล เช่น ห้องสมุดเรือของโครงการศึกษานอกโรงเรียน เรือควีนอลิซาเบทที่ 2 ซึ่งเป็นเรือโดยสารข้ามทวีปที่มี ห้องสมดุ อยบู่ นดาดฟ้าของเรือ 22
5. รถยนต์เคล่ือนท่ี เป็นห้องสมุดเคล่ือนที่ท่ีจัดโดยใช้รถยนต์บรรทุกหนังสือออกให้บริการแก่ ประชาชนที่อยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ท้ังในชนบทและในเมือง เช่น โครงการห้องสมุดเคลื่อนท่ีเพื่อชุมชนในชนบท โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชุมชนชาวเขา โครงการตหู้ นังสือเคล่ือนท่สี ำหรบั เดก็ 6. ห้องสมุดรถไฟ เป็นการจัดบริการหนังสือให้แก่ประชาชนท่ีเดินทางด้วยรถไฟ เช่น โครงการ สง่ เสรมิ การอ่านบนรถไฟ บริการห้องสมุดเคล่ือนท่ีน้ันสามารถจัดได้หลายรูปแบบแตกต่างกันตามสภาพของท้องถิ่น แต่ เป้าหมายที่สำคัญคือ การให้ข่าวสารและความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา เพื่อความเพลิดเพลิน และเพื่อพัฒนาทักษะทางวิชาชีพของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย หรือบุคคลอ่ืนๆ เพื่อร่วมจัด กจิ กรรมและเพ่ือการประชาสมั พันธ์ 23
บทที่ 3 วิธีดำเนินการ 3.1 กลมุ่ เป้าหมาย เชิงปริมาณ เด็ก เยาวชน และ ประชาชนทวั่ ไป ในพื้นทอ่ี ำเภอปง จำนวน 150 คน เชิงคุณภาพ เด็ก เยาวชน และประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอปงได้รับรู้และร่วมสำนึกในพระมหา กรณุ าธคิ ุณสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี - เด็ก เยาวชน และประชาชนท่ัวไปมีนิสัยรักการอา่ นและการเรยี นรู้ 3.2 ข้นั ตอนดำเนินการ 3.2.1 ประชมุ วางแผนผทู้ ีเ่ กี่ยวขอ้ ง 3.2.2 เขียนโครงการเสนอเพอื่ อนมุ ัติ 3.2.3 ประสานงานภาคีเครือข่ายและผูเ้ กยี่ วขอ้ ง/จดั ทำคำสง่ั 3.2.4 จัดเตรียมวัสดุอปุ กรณ์ 3.2.5 ดำเนินงานตามโครงการ 3.2.6 วดั ผลประเมนิ ผลโครงการ/สรุปโครงการเปน็ รปู เลม่ 3.2.7 นำผลประเมนิ โครงการมาปรับปรงุ แก้ไขในครงั้ ตอ่ ไป กิจกรรม 1. จดั นทิ รรศการมุมหนงั สอื พระราชนพิ นธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกมุ ารี 2. ถวายพระพรสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า สยามบรมราชกุมารี 3. กจิ กรรมสง่ เสรมิ การอ่าน - ส่ือส่งเสรมิ การอ่าน (ป๊อบอัพ) - กจิ กรรมหนุ่ เงาเลา่ นิทาน 4. จัดนทิ รรศการกลุ่มอาชีพทั้ง 7 ตำบล 5. ฐานการเรยี นรู้ - การทำตุ๊กตาการบรู - การตัดตงุ ไสห้ มู 6. ประกวดร้องเพลงพระราชนพิ นธ์ 3.3 เครอื่ งมือที่ใชป้ ระเมิน เคร่ืองมอื ที่ใชป้ ระเมนิ ในครั้งน้ี คือแบบสอบถามความพึงพอใจ 3.4 การวิเคราะหข์ ้อมูล ผ้ปู ระเมนิ ไดใ้ ชว้ ธิ ีการวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้โปรแกรมประมวลผลทางคอมพวิ เตอร์ 24
บทท่ี 4 ผลที่เกิดขนึ้ ในการจดั กจิ กรรม “โครงการ2 เมษา รกั การอ่าน เสริมสรา้ งปัญญา มีวตั ถปุ ระสงค์ดงั นี้ 1. เพอ่ื เทิดพระเกยี รตวิ ันคลา้ ยวนั พระราชสมภพ ๒ เมษายน สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราช กุมารี 2 เพ่ือเปน็ การแสดงความจงรกั ภกั ดีและเผยแพร่พระเกยี รตคิ ณุ ของสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาสยาม บรมราชกุมารีให้ประชาชนท่วั ไปไดร้ บั รแู้ ละรว่ มสำนกึ ในพระมหากรุณาธิคณุ 3 เพอื่ รณรงค์สง่ เสริมการอ่านใหก้ บั เดก็ เยาวชน และประชาชนในเขตพน้ื ท่ีอำเภอปง ขอ้ มูลทั่วไป ตารางที่ 1 จำนวนรอ้ ยละของเพศ ผ้เู ข้ารว่ มกิจกรรม รายการ จำนวน(คน) รอ้ ยละ เพศ 59 38.06 ชาย 96 61.94 หญิง 155 100 รวม แผนภมู แิ สดงเพศของผตู้ อบแบบสอบถาม ชาย, 38.06 หญิง, 61.94 25
ตารางท่ี 2 จำนวนร้อยละของอายุของผู้ตอบแบบสอบถามในการเขา้ ร่วมโครงการ ชว่ งอายุ รายการ จำนวนผ้เู ข้าร่วม(คน) คดิ เป็น รอ้ ยละ 0 – 6 ปี 17 10.97 7 - 15 ปี 19 12.26 16 - 35 ปี 28 18.06 36 - 50 ปี 49 31.61 51 ปีขึ้นไป 42 27.10 155 100 รวม แผนภูมิแสดงช่วงอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม 27.10 10.97 12.26 0 - 6 ปี 18.06 7 - 15 ปี 16 - 35 ปี 36 - 50 ปี 51 ปี ขนึ ้ ไป 31.61 26
ตารางที่ 3 ร้อยละของระดับการศกึ ษาชน้ั สูงสุดของผตู้ อบแบบสอบถาม รายการ จำนวนผ้เู ข้ารว่ ม คดิ เป็น ร้อยละ ระดบั การศึกษา ตำ่ กว่าประถมศึกษา 13 8.39 ประถมศกึ ษา 34 21.94 มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ 49 31.61 มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย / ปวช. 51 32.90 อนื่ ๆ 8 5.16 155 คน 100 รวม แผนภูมแิ สดงระดับการศกึ ษาของผู้ตอบแบบสอบถาม 5.16 8.39 32.90 21.94 ต่ากวา่ ประถมศึกษา ประถมศึกษา 31.61 มธั ยมศึกษาตอนต้น มธั ยมศึกษาตอนปลาย / ปวช. อื่น ๆ 27
ตารางที่ 4 ร้อยละของการประกอบอาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม อาชีพ รายการ จำนวนผู้เข้าร่วม คิดเปน็ รอ้ ยละ คา้ ขาย รวม รับราชการ 20 12.90 ลกู จ้างของรัฐ 16 10.32 นกั เรียน/นักศึกษา 2 1.29 รฐั วสิ าหกิจ 62 40.00 เกษตรกรรม - รับจ้าง 34 - อน่ื ๆ 21 21.94 - 13.55 155 คน - 100 แผนภูมแิ สดงการประกอบอาชีพของผ้ตู อบแบบสอบถาม 13.55 12.90 ค้ขาย รับราชการ 10.32 ลกู จ้างของรัฐ นกั เรียน /นกั ศกึ ษา 21.94 1.29 รัฐวสิ าหกิจ เกษตรกรรม 40.00 รับจ้าง อื่นๆ 28
ตารางท่ี 4 จำนวนรอ้ ยละของความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถาม รายละเอียด ระดบั 5 4 321 1. รปู แบบการจดั กิจกรรม ดีมาก ดี ปานกลาง นอ้ ย ปรับปรงุ 2. ระยะเวลาของในการจัดกิจกรรม/โครงการ 87.78 12.22 3. การประชาสมั พันธ์กิจกรรม/โครงการ 91.11 8.89 4. สง่ิ อำนวยความสะดวก การบรกิ ารดา้ นสถานท่ี 95.56 4.44 หอ้ งน้ำหอ้ งสว้ ม 84.45 13.33 2.22 5. สถานที่จัดกจิ กรรมมคี วามเหมาะสม 6. สอื่ อุปกรณ์ในการจดั กิจกรรมมีความเหมาะสม 80.00 15.56 4.44 7. ผเู้ ขา้ รว่ มโครงการมีส่วนรว่ มในการจัดกิจกรรม 88.89 11.11 8. ท่านสามารถนำความรู้ท่ีได้รบั ไปใชป้ ระโยชน์มาก 86.67 13.33 นอ้ ยเพียงใด 90.00 10.00 9. ความพงึ พอใจโดยรวมในการเขา้ รว่ มโครงการนี้ 86.67 8.89 4.44 แผนภูมิแสดงรอ้ ยละของความพึงพอใจของผตู้ อบแบบสอบถาม 120.00 มากท่ีสดุ 100.00 มาก ปานกลาง 80.00 น้อย 60.00 น้อยท่ีสดุ 40.00 20.00 0.00 29
บทที่ 5 สรปุ อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ ในการจัดกจิ กรรม “โครงการ2 เมษา รกั การอ่าน เสริมสร้างปัญญา มวี ัตถปุ ระสงค์ดังนี้ 1. เพ่ือเทิดพระเกยี รติวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดา สยามบรมราช กมุ ารี 2 เพ่ือเปน็ การแสดงความจงรักภักดแี ละเผยแพร่พระเกยี รติคุณของสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาสยาม บรมราชกมุ ารีให้ประชาชนทวั่ ไปไดร้ บั รู้และร่วมสำนกึ ในพระมหากรุณาธคิ ณุ 3 เพ่ือรณรงค์สง่ เสรมิ การอา่ นให้กบั เดก็ เยาวชน และประชาชนในเขตพ้ืนทีอ่ ำเภอปง สรุป ผเู้ ขา้ รว่ มกิจกรรม “โครงการ 2 เมษา รกั การอ่าน เสริมสรา้ งปญั ญา” ส่วนใหญ่เป็นนักเรยี น/ นักศึกษาระดบั มัธยมตอนปลายและมธั ยมตอนตน้ ที่ไดใ้ ห้ความสนใจและร่วมมือเปน็ อย่างดีในการทำกิจกรรมและ การเรยี นรู้ในแตล่ ะฐาน มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม ผลจากแบบสอบถามของผู้เข้าร่วมโครงการดงั นี้ 1. รปู แบบการจดั กจิ กรรม อยใู่ นระดับ ดมี าก คิดเป็นร้อยละ 87.78 2. ระยะเวลาของในการจัดกจิ กรรม/โครงการ อยใู่ นระดบั ดีมาก คิดเปน็ ร้อยละ 91.11 3. การประชาสมั พนั ธ์กิจกรรม/โครงการ อยู่ในระดบั ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 95.56 4. ส่งิ อำนวยความสะดวก การบรกิ ารดา้ นสถานที่ ห้องนำ้ ห้องส้วม อยใู่ นระดบั ดีมาก คิดเปน็ ร้อยละ 84.45 5. สถานทจี่ ัดกจิ กรรมมคี วามเหมาะสม อยู่ในระดับ ดีมาก คดิ เปน็ ร้อยละ 80 6. สือ่ อุปกรณ์ ในการจดั กจิ กรรมมีความเหมาะสม อยใู่ นระดบั ดมี าก คิดเป็นร้อยละ 88.89 7. ผู้เข้าร่วมโครงการมีสว่ นรว่ มในการจดั กจิ กรรม อยใู่ นระดับ ดีมาก คดิ เปน็ ร้อยละ 86.67 8. ท่านสามารถนำความรู้ทไี่ ด้รบั ไปใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด อยู่ในระดบั ดีมาก คิดเปน็ ร้อยละ 84.78 9. ความพงึ พอใจโดยรวมในการเข้าร่วมโครงการนี้ อยู่ในระดบั ดีมาก คิดเปน็ ร้อยละ 89.22 30
อภิปรายผล 1. ผเู้ ข้ารว่ มโครงการ จากเปา้ หมาย 150 คน มผี เู้ ข้ารว่ มโครงการจริง รวมจำนวน 155 คน 2. ลักษณะทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 96 คน คิดเป็นร้อยละ 61.94 เพศชายจำนวน 59 คน คดิ เป็นร้อยละ 38.06 3. ช่วงอายุของผู้เข้าร่วมกิจกรรมระดับมากที่สุด อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 36-50 ปี จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 31.61 ระดับมาก อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 51 ปีข้ึนไป จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 27.10 ระดับปานกลาง อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 16-35 ปี จำนวน28 คน คิดเป็นร้อยละ 18.06 ระดับน้อย อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 7-15 ปี จำนวน 19 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 12.26 ระดบั นอ้ ยทีส่ ุด อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 0-6 ปี จำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 10.97 4. ระดับการศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมมากท่ีสุด อยู่ในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 51 คน คิดเป็นร้อยละ 32.90 ระดับมาก อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 31.61 ระดับปานกลาง อยู่ใน ระดับประถมศึกษา จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 21.94 ระดับน้อย อยู่ในระดับ ต่ำกว่าประถมศึกษา จำนวน 13 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 8.39 ระดบั น้อยท่ีสดุ อยู่ในระดบั อื่นๆ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5.16 5. การประกอบอาชีพของผเู้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมมากที่สดุ อาชพี เกษตรกร จำนวน 34 คน คดิ เป็นร้อยละ 21.94 ระดับ มาก อาชีพรับจ้าง จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 13.55 ระดับปานกลาง อาชีพค้าขาย จำรวน 20 คน คิดเป็น ร้อยละ 12.90 ระดับน้อย อาชีพรับราชการ จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 10.32 ระดับน้อยที่สุด อาชีพลูกจ้าง จำนวน 2 คน คิดเปน็ ร้อยละ 1.29 จดุ เด่น ของโครงการ : ผ้เู ขา้ ร่วมโครงการ เกดิ ความคดิ สร้างสรรค์ สามารถนำกจิ กรรมทไี่ ดเ้ ข้าร่วมไปปรบั ใชใ้ น ชวี ิตประจำวันได้ ขอ้ เสนอแนะ ผตู้ อบแบบสอบถามได้ให้ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ เพ่มิ เตมิ เก่ยี วกับการดำเนินโครงการในคร้งั นี้ ได้ประมวลผล โดยนำขอ้ เสนอแนะมานำเสนอ สรปุ ผลไดด้ ังนี้ 1. อยากให้มีกิจกรรมอย่างนี้ทุกปี 2. เปน็ โครงการท่ดี ปี ระชาชนส่วนใหญ่ทีเ่ ขา้ ร่วมกจิ กรรมมีความกระตือรือรน้ สนใจรว่ มทำ กิจกรรมและเรียนรู้กนั ทกุ คน 3. ควรมีการประชาสมั พนั ธ์ให้รว่ มกิจกรรมต่อไป 31
รปู กจิ กรรม 32
รปู กจิ กรรม 33
รปู กจิ กรรม 34
ท่ีปรกึ ษา คณะผจู้ ดั ทำ 1. นายรัฐวัฒ นุธรรม ผอู้ ำนวยการศนู ย์การศึกษานอกระบบและตามอธั ยาศัยอำเภอปง ครอู าสาสมัคร กศน. 2. นางเยาวนนั ท์ ถูกจติ ร ครู คศ.1 คณะทำงาน ครอู าสาสมัคร กศน. ครูอาสาสมัคร กศน. 1. นายชาตรี ไชยรัตน์ ครูอาสาสมัคร กศน. ครูอาสาสมัคร กศน. 2. นางเยาวนนั ท์ ถูกจติ ร ครูอาสาสมัคร กศน. ครูอาสาสมัคร กศน. 3. นายธรี เจต อนิ เต็ม ครูอาสาสมัคร กศน. ครูอาสาสมัคร กศน. 4. นายธีรศักด์ิ โพธ์ิธรรม ครอู าสาสมัคร กศน. ครูอาสาสมคั ร กศน. 5. นายอำนาจ เลศิ คำ ครอู าสาสมคั ร กศน. ครู กศน.ตำบล 6. นายนติ ิ เวียงคำ ครู กศน.ตำบล ครู กศน.ตำบล 7. นายสมบตั ิ เมอื งเจยี ง ครู กศน.ตำบล ครู กศน.ตำบล 8. นายวุฒพิ งษ์ พนั ธ์พัฒนกลุ ครู กศน.ตำบล ครู กศน.ตำบล 9. นายชนญั ชติ ภูตวิ ธสู ริ ิ ครู กศน.ตำบล ครู กศน.ตำบล 10 .นางสาวนาถอนงค์ ชนาทิป ครู กศน.ตำบล ครสู อนคนพิการ 11. นางพฒั นา สืบเครอื ครูสอนคนพิการ 12. นางสาวสายใจ สขุ ประสาร 13. นายวรี ยทุ ธ บุญตอ่ 14. นายถวลิ จนั ทรแ์ ว่น 15. นางสาวสาธติ า วงค์ขตั ยิ ์ 16. นางดวงสมร ตาคำ 17. นางรัตตยิ า มณีชยั 18. นางสาวกฤตยาภรณ์ สนทิ 19. นายพิรุณ กุลชวาล 20. นางธิตวิ รรณ ซื่อสตั ย์ 21. นายมานนท์ ใจมาเครือ 22. นางสาวนิษฐา มโนชัย 23. นางจรรยา ย่ิงบญุ มา 24. นางสาวนภาพร สะสวย 35
25. นายมงคล ภิธรรมมา เจ้าหน้าทบ่ี ันทกึ ข้อมลู 26. นางสาววรรณนิดา จำรัส บรรณารักษ์อัตราจา้ ง ผรู้ วบรวม/เรยี บเรียง บรรณารักษ์อตั ราจ้าง บรรณารกั ษ์อตั ราจ้าง นางสาววรรณนดิ า จำรสั บรรณารักษอ์ ัตราจา้ ง ผู้วิเคราะหข์ ้อมลู จากแบบสอบถาม พนักงานพิมพ์ ส.3 นางสาววรรณนดิ า จำรัส ศลิ ปกรรมและออกแบบปก นางสาววรรณนดิ า จำรสั ผูจ้ ัดทำเขา้ รปู เล่ม นายปยิ ะ ซอ่ื สตั ย์ 36
หอ้ งสมดุ ประชาชนอำเภอปง ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอปง สำนกั งาน กศน.จงั หวดั พะเยา “กศน.อำเภอ ปง มุ ่งสู ่เป้ า เข ้าถ ึงแก ่น” http://lrls.nfe.go.th http://www.facebook/ ponglibrary 054-
โครงการ พอ.สว.เคลอ่ื นท่ี กศน. นำความรสู้ ชู่ มุ ชน ประจำปี 2562
ก คำนำ ห้องสมุดประชาชนอำเภอปง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปง ได้จัดโครงการ พอ.สว.เคลื่อนท่ี กศน.นำความรู้สู่ชุมชน ประจำปี 2562 ขึ้น โดยการจัดกิจกรรมร่วมกับ หน่วยแพทย์เคลื่อนท่ี พอ.สว.จังหวัดพะเยา เพื่อส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่เกิดข้ึนในชุมชน พ้ืนท่ีห่างไกล โดยมีห้องสมุดประชาชน กศน.ตำบล และ ศศช. ในพื้นที่ เปน็ กลไกในการขบั เคล่ือนการเสริมสร้างการรกั การอ่าน ตลอดจนเสริมสร้างภาคีเครือข่ายให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสรมิ นิสัยรักการอ่านของชุมชนได้อย่างย่ังยืน หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารรายงานผลการดำเนินงานฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ท่ีสนใจ จะได้ศึกษาค้นคว้าตอ่ ไป ( นางสาววรรณนดิ า จำรสั ) บรรณารักษ์อัตราจ้าง 1
ข หนา้ ก สารบัญ ข 3 เรอื่ ง คำนำ 4 สารบัญ บทท่ี 1 บทนำ 11 - ความเปน็ มาและความสำคัญ 12 - วัตถุประสงค์ 16 - ขอบเขตของโครงการ บทท่ี 2 เอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง - ประวตั ิความเป็นมา (พอ.สว.) - วตั ถุประสงคข์ องมูลนธิ แิ พทย์อาสา สมเดจ็ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี - ภารกิจท่สี ำคัญของมูลนิธิ - ความสำคัญของการอ่าน บทท่ี 3 วิธดี ำเนินการ - กลุ่มเปา้ หมาย - ขนั้ ตอนดำเนนิ การ - กจิ กรรม บทท่ี 4 ผลที่เกิดข้ึน บทที่ 5 สรุป และอภปิ ราย ภาคผนวก - ภาพกจิ กรรม - โครงการ 2
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเปน็ มาและความสำคญั การสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กและเยาวชนเป็นเร่ืองสำคัญ เพราะการอ่านเป็นทักษะ ทจ่ี ำเป็นสำหรับการศึกษาหาความรูค้ วบคู่กับทักษะอื่น การอ่านเป็นพนื้ ฐานที่สำคัญของการเรียนรู้และการพัฒนา สติปัญญาของคนในสังคม ทั้งนี้ทางห้องสมุดประชาชนอำเภอปงจึงได้นำนโยบายเพ่ิมอัตราการอ่านของประชาชน จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในรูปแบบต่างๆ ผลักดันให้เกิดห้องสมุดสู่การเป็นห้องสมุดเสมือนจริงต้นแบบ เพื่อพัฒนาใหประชาชนสามารถรับรูขอมูลขาวสารที่ถูกตอง ทันเหตุการณ นําความรูท่ีไดรับไปใชปฏิบัติจริง ในชีวิตประจําวัน การอ่านยังช่วยพัฒนาความสามารถ พฤติกรรมและค่านิยม ต่าง ๆ รวมท้ังช่วยใน การเปล่ียนแปลงการดำเนินชีวิตพัฒนาไปสู่ส่ิงท่ีดีที่สุดของชีวิต การอ่านจึงมีความสำคัญต่อเด็กและเยาวชน เป็นอยา่ งย่ิง ห้องสมุดประชาชนอำเภอปง สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอปง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่านท่ีเป็นจุดบ่มเพาะและสร้างนิสัยรักการอ่าน การเรียนรู้ที่เกิดข้ึน ในชุมชน ในพื้นท่ีอำเภอปง จึงได้จัดทำโครงการพอ.สว.เคลื่อนที่ กศน.นำความรู้ สู่ชุมชน ประจำปี 2562 ข้ึน ร่วมกับหน่วยแพทย์เคล่ือนที่ พอ.สว.จังหวัดพะเยา เพ่ือส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนในชุมชนพื้นท่ี ห่างไกล โดยมีห้องสมุดประชาชน กศน.ตำบล และ ศศช. ในพื้นที่ เป็นกลไกในการขับเคล่ือนการเสริมสร้าง การรักการอ่าน ตลอดจนเสริมสร้างภาคีเครือข่ายให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของ ชมุ ชนได้อย่างยั่งยืน 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพอื่ ส่งเสรมิ ปลูกฝังนสิ ยั รกั การอ่านใหก้ บั เด็ก เยาวชน และประชาชนทวั่ ไป 2.2 เพ่อื เพิ่มโอกาสและช่องทางการรบั รู้และเรยี นรใู้ หก้ ับเยาวชนในท้องถนิ่ หา่ งไกลในชนบท 2.3 เพอื่ เพ่ิมความหลากหลายในดา้ นการบริการของงานห้องสมดุ และตอบสนองความตอ้ งการของ ผใู้ ชบ้ รกิ าร 3. ขอบเขตของโครงการ ห้องสมุดประชาชนอำเภอปง สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ ปง ได้จัดโครงการพอ.สว.เคลื่อนที่ กศน.นำความรู้สู่ชุมชน ขึ้นเพ่ือเพิ่มความหลากหลายในการให้บริการของ งานห้องสมุด ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเพ่ิมช่องทางการรับรู้และเรียนรู้ให้กับเยาวชนในท้องถ่ินห่างไกลในชนบท ในเขตพน้ื ที่ อำเภอปงเข้ารว่ มกิจกรรม จำนวน 150 คน 3
บทท่ี 2 เอกสารท่ีเก่ยี วขอ้ ง มูลนธิ ิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรนี ครนิ ทรา บรมราชชนนี หรือท่ีเรยี กกนั ย่อๆ ว่า พอ.สว. เกิดขึ้นเป็นคร้ังแรกในปี พ.ศ. 2512 โดยมีจุดมุ่งหมายในการให้บริการทางสาธารณสุขแก่ประชาชนในท้องถ่ิน ทรุ กนั ดารหา่ งไกลรวม 48 จงั หวัด มลู นธิ แิ พทยอ์ าสาสมเด็จ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี (พอ. สว.) ประวัตคิ วามเปน็ มา หน่วยแพทยอ์ าสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เป็นหน่วยแพทย์ท่ีสมเด็จพระ ศรนี ครินทราบรมราชชนนีทรงก่อตั้งเม่ือ พ.ศ.2512 ปฏิบัติงานโดยอาสา สมัคร ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าหนา้ ที่ สาธารณสุข และอาสาสมัครสายสนับสนนุ ออก ไปใหก้ าร รักษาพยาบาลประชาชนใน ทอ้ งถนิ่ ทรุ กนั ดาร หลงั จากที่เสดจ็ ฯเยี่ยมราษฎรตามพื้นทช่ี นบทห่างไกลนับ ต้ังแต่ พ.ศ.2507 เป็นต้นมา ทรงพบว่า ราษฎรเหล่านั้น เม่ือเจ็บป่วย ไม่มีโอกาสได้รับการรักษา จากแพทย์แผนปัจจุบัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยแพทย์เคล่ือน ที่โดย เสด็จฯเสมอ ต่อมา พ.ศ.2516 ได้ทรงเริ่มนำระบบการสื่อ สารทาง วทิ ยุรับ-สง่ มาใชใ้ นการให้คำปรึกษาและ รกั ษาผปู้ ่วย ซึ่ง เรยี กว่า \" แพทย์ทาง อากาศ\" หรอื ตอ่ มาเรียกว่า \"แพทย์ทางวิทย\"ุ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเล็งเห็นว่า กิจการและการดำเนินการให้ความ ช่วยเหลือประชาชนในด้านการ แพทย์และสาธารณสุข ประสบผลและเป็นคุณ ประโยชน์อย่างมหาศาล จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุน ทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1 ล้าน บาท เป็นทุน แรกเริ่มจดทะเบียนตั้ง เป็นมูลนิธิ \"แพทย์อาสาสมเด็จ พระศรีนครินทรา บรมราชชนนี( พอ.สว.) \" เม่ือวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2517 โดย พระองค์เป็นนายิกากิตติมศักด์ิหลังจากเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 สมเด็จพระเจ้าพ่ี นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ทรงดำรงตำแหน่งประธาน กิตติมศักด์ิ สืบต่อมา จนถึงปจั จุบัน จงั หวดั พอ.สว. ปัจจุบัน มูลนิธิ พอ.สว ดำเนินกิจกรรมใน 51 จังหวัด พอ.สว.โดยการแบ่งเขต ตามเขตการตรวจ ราชการของกระทรวงสาธารณสขุ ดังนี้ เขต 2 นครนายก เขต 3 ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีณบุรี สระแก้ว ตราด จนั ทบรุ ี ระยอง เขต 4 ราชบรุ ี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรขี ันธ์ เขต 5 นครราชสีมา ชัยภมู ิ บรุ ีรมั ย์ สุรินทร์ เขต 6 ขอนแก่น เลย หนองคาย อุดรธานี สกลนคร หนองบวั ลำภู เขต 7 อุบลราชธานี อำนาจเจริญ นครพนม มุกดาหาร ศรีสะเกษ ยโสธร เขต 8 ตาก 4
เขต 9 พิษณุโลก เพชรบรู ณ์ นา่ น อุตรดติ ถ์ เขต10 เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน เขต11 นครศรีธรรมราช สรุ าษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง พงั งา ภเู ก็ต กระบ่ี เขต12 สงขลา พทั ลงุ ตรงั สตลู ยะลา ปตั ตานี นราธวิ าส วตั ถุประสงคข์ องมลู นิธิแพทย์อาสาสมเดจ็ พระศรนี ครินทราบรมราชชนนี (พอ. สว.) 1. จัดหาและส่งเสริมให้แพทย์และเจ้าหน้าท่ีอาสาสมัครท้ังส่วนกลางและส่วนภูมิภาคปฏิบัติ เพ่ือช่วยเหลือให้การรักษาพยาบาล ป้องกันโรคส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัย ของประชาชนและเจ้าหน้าท่ี ในทอ้ งถิน่ ทรุ กนั ดารหรือหา่ งไกลคมนาคม หรือท้องถ่ิน ทค่ี ณะกรรมการกำหนด 2. จัดใหม้ ีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในทอ้ งถิ่นทรุ กันดาร โดยสัง่ การรกั ษาทางเครอ่ื งมอื ส่ือสาร 3. รว่ มมือกับสว่ นราชการและองคก์ รการกุศลอืน่ ๆเพื่อสาธารณประโยชน์ 4. ดำเนนิ การอนื่ ๆเพอ่ื บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ของมูลนิธฯิ 5. ไมด่ ำเนนิ การเกีย่ วขอ้ งกบั การเมอื ง กจิ กรรมของมูลนธิ ิ พอ.สว. 1.งานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.จัดหาอาสาสมัครสายการแพทย์และสาธารณสุขและ สายสนับสนุน ไปปฏิบัติงานรักษา ป้องกัน ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพอนามัย ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ในท้องถน่ิ ทรุ กันดารห่างไกลคมนาคม หรือในพน้ื ทีท่ ี่มปี ญั หาสาธารณสุขใน 51 จงั หวัด พอ.สว. 2.งานรักษาเฉพาะโรคที่มูลนิธิ พอ.สว.กำหนด ให้การรกั ษาโรคต่างๆ โดยการผ่าตัด ได้แก่ ตาต้อ กระจก ปากแหว่ง เพดานโหว่ ปลูกแก้วหูเทียม ใส่กายอุปกรณ์ แขน-ขาเทียม ฟันคุด หัวใจรูห์มาติกและหัวใจ พกิ ารมาแตก่ ำเนดิ และโรคไต ซงึ่ มีภาวะไตวายข้ันสุดทา้ ย และการรกั ษาด้วยการเปลี่ยนไตจากผู้ทย่ี ังมชี วี ติ อยู่ 3.งานฝึกอบรม แบ่งเป็นการฝึกอบรมตามแผนงานของจังหวัด พอ.สว. และการฝึกอบรม ซงึ่ สำนักงานมูลนิธิ พอ.สว.เป็นผู้ดำเนินการ 4.งานทันตสาธารณสขุ พอ.สว. แบ่งเปน็ 4.1 กิจกรรมในวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันท่ี 21 ตุลาคม ให้การสนับสนุนด้วย การหาอาสาสมัครทนั ตบุคลากรจากสว่ นกลางใหแ้ กจ่ งั หวัด พอ.สว. เพ่ือออกปฏิบัตงิ านทันตบรกิ าร 4.2 กิจกรรมทันตกรรมเคลื่อนที่ พอ.สว. จัดส่งรถทันตกรรมเคลื่อนที่ จำนวน 2 คัน ออกปฏิบัติการ คันละ 9 เดือนไปยังจังหวัด พอ.สว. เพ่ือสนับสนุนการให้บริการด้านทันตกรรมแก่ประชาชนซึ่ง อยใู่ นท้องถน่ิ ทีข่ าดแคลนทันตแพทย์ 4.3 กิจกรรมเฝ้าระวังทางทันตสุขภาพในนักเรียนช้ันประถมศึกษาโรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดน 174 โรงเรยี น ตามแนวสาธารณสขุ มลู ฐาน 5.โครงการสนับสนุนโครงการพัฒนาดอยตุงด้านสาธารณสุข ให้บริการด้านสาธารณสุข แก่ข้าราชการ และลกู จ้างที่ปฏิบตั งิ านในโครงการฯ และประชาชนทีพ่ กั อาศยั อยู่ในบรเิ วณโครงการพัฒนาดอยตุง 5
6.โครงการทดลองแพทย์ทางโทรศัพท์ พอ.สว.ให้การรักษาพยาบาล และช่วยเหลือผู้ป่วยท่ีอยู่ ในท้องถ่ินทุรกันดารห่างไกล โดยใช้โทรศัพท์เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อแพทย์ เพื่อส่ังการรักษาแก่ผู้ป่วยซ่ึงมารับ บรกิ ารทส่ี ถานีอนามยั 7.กิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลเน่ืองในโอกาสวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตส มเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี วันที่ 18 กรกฎาคม ได้แก่ การออกหน่วยแพทย์เคล่ือนท่ีในจังหวัด พอ.สว. การรณรงค์รักษา สุขภาพปากและฟนั การรณรงคร์ กั ษาโรคตา่ งๆด้วยการผา่ ตดั เช่น โรคตาตอ้ กระจก และโรคปากแหวง่ เพดานโหว่ ฯลฯ 8. กิจกรรมเพ่ือโดยเสด็จพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจา้ ฟา้ กลั ยาณิวัฒนา กรมหลวงนรานิวาสราชนครินทร์ ในวันที่ 6 พฤษภาคม ได้แก่ การออกหน่วยแพทย์เคล่ือนที่ ในจังหวัด พอ.สว. การรณรงค์รักษาโรคต่างๆด้วยการผ่าตัด เช่น โรคตาต้อกระจก และโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ฯลฯ ทม่ี า http://www.thaidentist.com/pmmv/ ภารกิจทีส่ ำคญั ของมลู นิธฯิ ไดแ้ ก่ 1. การจัดหน่วยแพทย์และบุคลากรทางด้านสาธารณสุขจากส่วนกลางหรือโรงพยาบาล ในจังหวัดใหญ่ๆ เดินทางเข้าสู่หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอท่ีอยู่ในท้องถ่ินห่างไกลและทุรกันดาร เพ่ือช่วยเหลือ ทำการตรวจโรครักษาโรค มอบยา รกั ษาโรค ตลอดจนให้คำแนะนำในการปฏิบตั ิตัวในระหว่างเจบ็ ปว่ ย การปฏิบตั ิ ตัวเพื่อปอ้ งกันโรคต่างๆ และคำแนะนำในด้านสขุ ศึกษา โภชนาการ ทนั ตสาธารณสุขและอืน่ ๆ อกี มากมาย 2. การจัดให้มีโครงการแพทย์ทางอากาศ โดยการติดต้ังเครื่องส่งและเคร่ืองรับวิทยุทางอากาศ เพื่อเป็นอุปกรณ์ให้บุคลากรสายสาธารณสุขที่ประจำอยู่ตามสถานีอนามัยต่างๆ ที่ขาดแพทย์ปฏิบัติงานประจำ ได้ตดิ ต่อโดยตรงกับแพทย์ประจำจังหวัด หรือประจำโรงพยาบาลได้เมื่อมีผู้ป่วยท่ีอยู่ห่างไกลเกิดเจ็บปว่ ยกะทันหัน สามารถได้รับการตรวจและได้รับการบำบัดรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยไม่ต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง 3. การจัดสง่ แพทยผ์ ู้เชย่ี วชาญสาขาตา่ งๆ ออกสู่ชนบทเป็นทีมเพอ่ื ให้การรกั ษาโรคเฉพาะด้าน 4. ให้บริการทางด้านทันตกรรม โดยการจัดทันตแพทย์ออกดูแลสุภาพในช่องปากของประชาชน ทว่ั ประเทศอยเู่ ป็นประจำ ด้วยพระเมตตา และมหากรุณาธิคุณ ท่ีสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (สมเด็จย่ า) ได้พระราชทาน แก่วิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ และทันต บุคลากรท้ังปวง ได้ประจักษ์ถึงน้ำพระทัยอันเป่ียมไปด้วย พระเมตตา ทุกคนต่างมีความจงรักภัคดี ต่อพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้ง จึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา แก่ พระองค์เป็น \"พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย\" และทรงเป็นตัวอย่างของบุคคล ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อมวล มนษุ ย์ มคี วามมุ่งมน่ั อตุ สาหะอยา่ งต่อเน่อื ง มิท้อถอย และไม่ไดห้ วังสิ่งตอบแทนใดๆ เมื่อ พ.ศ. 2529 ซ่ึงเป็นปีท่ีพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 86 พรรษา เหล่าแพทย์บุคลากรพร้อมใจ กันสมัครเป็นอาสาสมัคร พอ.สว. เพ่ือ รณรงค์ทางทันตสาธารณสุขขึ้นในพื้นที่ 48 จังหวัด เพื่อถวายเป็นพระราช 6
กุศลและเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี จึงเป็นกิจกรรมที่รณรงค์กันอย่าง ต่อเน่อื งและไดข้ ยายการรณรงคไ์ ปท่ัวประเทศ ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีการลงมติเม่ือวันท่ี 4 กรกฎาคม 2532 ให้วันท่ี 21 ตุลาคม อันเป็น วันคล้ายวันพระราชสมภพ เป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ เพ่ือสน องพระราชประสงค์ที่จะให้บริการ ทนั ตสาธารณสขุ เข้าถึงประชาชนในถน่ิ ทรุ กันดาร มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (Princess Mother's Medical Volunteer - PMMV) ชื่อย่อ พอ.สว. [1] เป็นกจิ การแพทย์ที่ตง้ั ขน้ึ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบ รมราชชนนี ท่ีไดท้ รงพบเหน็ ความยากลำบากของราษฎร ในดา้ นการสาธารณสุข ในระหว่างทเ่ี สด็จพระราชดำเนิน ทรงเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดน ตามจังหวัดชายแดน ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ในอดีต ราษฎรท่ีเจ็บไข้ได้ป่วยจะไม่ได้ รับการดูแลรักษาจากแพทย์เท่าที่ควร เน่ืองการเดินทางยากลำบาก บางครั้งต้องรอจนอาการหนัก จึงเดินทาง มารกั ษาในโรงพยาบาลจังหวัด บางครงั้ อาการก็หนกั เกินกว่าจะรักษา หรือโรคท่ไี ม่ได้เจบ็ ปว่ ยมากมาย กลบั เรอื้ รัง จนต้องพิการทุพพลภาพ สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี ทรงตง้ั กิจการแพทย์อาสาเม่อื เดือนกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2512 ขณะทรงประทับอยู่ท่ีพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยในเบ้ืองต้น ประกอบด้วยแพทย์และ พยาบาล อาสาสมัครจากโรงพยาบาลแมคคอรม์ ิค และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หน่วยแพทย์อาสาออก ปฏิบัติการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ และไปเช้าเย็นกลับในวันเดียวกัน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ เป็นยานพาหนะหลกั ในแต่ละหน่วยประกอบด้วย แพทย์ 2 คน ทันตแพทย์ 1 คน เภสชั กรหรอื พยาบาลท่มี ีความรู้ เร่ืองยา 1 คน พยาบาล 3 คน และอาสาสมัครสมทบ 1 คน ทั้งหมดน้ี อาสาทำงานโดยไม่มีรายได้ตอบแทน มีภูมิลำเนาหรือรับราชการอยู่ในจังหวัดน้ันๆ อาสาสมัคร พอ.สว. ทุกคนจะสวมเสื้อสีเทา กระเป๋าเสื้อสีเขียว มีเคร่ืองหมายของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประชาชนจะเรียกขานอาสาสมัคร เหล่าน้ีว่า หมอกระเป๋าเขียว แม้แต่ผู้ท่ีมีอุดมการณ์ต่างกันในบางพ้ืนที่ ยังยกเว้นการทำร้าย \"หมอกระเป๋าเขียว\" ต้งั แต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา หน่วยแพทยอ์ าสา พอ.สว. แบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ หน่วยแพทย์เคลื่อนท่ี พอ.สว. เร่ิมดำเนินการต้ังแต่ ปี พ.ศ. 2512 ทำหน้าที่ดูแลรักษาประชาชนท่ีด้อยโอกาสในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยได้รับ การสนบั สนุนดา้ นพาหนะจากกองทัพบก กองทพั เรอื กองทัพอากาศ หรือกรมตำรวจ ในแตล่ ะพนื้ ทีน่ ัน้ หน่วยแพทย์ทางวิทยุ พอ.สว. จัดตั้งขึ้นเม่ือปี พ.ศ. 2515 มีท้ังสิ้นใน 24 จังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และ ภาคใต้ โดยมีศูนย์กลางอยทู่ ่สี ำนักงานกลาง วงั สระปทุม จังหวัดท่ีมกี จิ การแพทยอ์ าสา เรียกว่า จงั หวดั แพทยอ์ าสา ทรงวางกฎเกณฑ์ไว้วา่ จังหวัดท่ีต้องการตงั้ หนว่ ยแพทย์อาสา ควรจะเป็นจังหวัดทมี่ ีอาณาเขตติดกบั ชายแดน หรือ การคมนาคมไม่สะดวก มีท่ีทุรกันดาร หรือจำเป็นต้องอาศัยกิจการแพทย์อาสา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมด้วย คณะแพทย์ของจังหวัดน้ันๆ ขอพระราชทานต้ังจังหวัดของตนเป็นจังหวัดแพทย์อาสาเสียก่อน เม่ือทรงพิจารณา เหน็ ว่าเหมาะสม จงึ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไวเ้ ปน็ จงั หวดั แพทยอ์ าสา จังหวัดแรกท่ีมีกิจการแพทย์อาสา คือ จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงปัจจุบัน มีจังหวัดแพทย์อาสา ทั้งสิ้น 45 จังหวัด กำหนดวางแผนการทำงานโดย คณะกรรมการระดับจังหวัด ซ่ึงมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการ พอ.สว. ประจำจังหวัดโดยตำแหน่ง การติดต่อ ประสานงานในการปฏิบัติการทุกครั้ง 7
ควบคุมโดย สำนักงานกลาง พอ.สว. ตั้งอยู่ท่ีวังสระปทุม ภายใต้การควบคุมของ คณะกรรมการกลาง ซึ่งสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นองค์ประธานด้วยพระองค์เอง สมเด็จพระศรีนครนิ ทราบรมราชชนนีเสด็จ สวรรคต สมเดจ็ พระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวฒั นา กรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทร์ ทรงรับเปน็ องค์ประธาน มลู นิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อสืบต่อพระราชภารกิจของพระชนนี โดยมี นายแพทย์ ประมุข จันทวิมล เป็นเลขาธิการมูลนิธิ พลเรือเอก หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช เป็นประธานมูลนิธิ ในปัจจุบัน หลังจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ส้ินพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิแพทย์อาสา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลย เดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิ วัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการบำบัดทุกบำรุงสุขแก่ราษฎรด้านการแพทย์และสาธารณสุขสืบ ต่อไป โดยเริ่มปฏิบัติพระกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดแรก ระหว่างวันท่ี 26 - 28 กันยายน พ.ศ. 2552 (http://www.lib.ru.ac.th/journal/oct/oct21-ToothDay.html) 8
ความสำคญั ของการอา่ น การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทำให้ รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก ซ่ึงปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ท่ัวโลกทำให้ผู้อ่านมีความสุข มีความหวัง และมคี วามอยากรอู้ ยากเห็น อนั เป็นความต้องการของมนุษย์ทกุ คน การอ่านมีประโยชน์ในการพฒั นา ตนเอง คอื พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวติ ทำให้เป็นคนทนั สมัย ทันต่อเหตุการณ์ และมีความ อยากรู้อยากเห็น การท่ีจะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ ซ่ึงความรูต้ ่าง ๆ ก็ได้มาจากการอ่าน ความหมายของการอา่ น การอ่าน คือ กระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และ ความคดิ เห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การท่ผี ู้อ่านจะเข้าใจสารได้มากน้อยเพียงไรข้ึนอยู่กับ ประสบการณแ์ ละความสามารถในการใช้ความคิด จดุ มุ่งหมายของการอา่ น 1. อ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านจากหนังสือตำราทางวิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัย ประเภทต่าง ๆ หรือการอ่านผ่านส่ืออีเล็กทรอนิกส์ ควรอ่านอย่างหลากหลายเพราะความรู้ในวิชาหนึ่งอาจนำไป ชว่ ยเสริมในอีกวิชาหนง่ึ ได้ 2. อ่านเพ่ือความบันเทิงได้แก่ การอ่านจากหนังสอื ประเภทสารคดีท่องเทีย่ ว นวนิยาย เรื่องแปล เร่ืองสั้น การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง แม้จะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ผู้อ่านจะได้ความรู้ที่สอดแทรกอยู่ ในเรื่องดว้ ย 3.อ่าน เพื่ อท ราบ ข่าวสารค วาม คิด ได้ แก่การอ่าน จากห นั งสือป ระเภ ท บ ท ค วาม บทวิจารณ์ ข่าว รายงานการประชุม ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต้องเลือกอ่านให้หลากหลาย ไม่เจาะจง อ่านเฉพาะสื่อ ที่นำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำให้ได้มุมมอง ที่กว้างข้ึน ช่วยให้มีเหตุผลอ่ืน ๆ มาประกอบการวจิ ารณ์ วเิ คราะหไ์ ด้หลายมุมมองมากขึ้น 4. อ่านเพอื่ จุดประสงคเ์ ฉพาะทางแต่ละครงั้ ได้แก่ การอ่านทีไ่ มไ่ ด้เจาะจง แต่เป็นการอา่ นในเร่อื ง ท่ีตนสนใจ หรืออยากรู้ เช่น การอ่านประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณาแผ่นพับ ประชาสัมพันธ์ ฉลากยา ข่าวสังคม ขา่ วบันเทิง ข่าวกีฬา การอ่านประเภทน้ีมักใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นการอ่านเพ่ือใหไ้ ด้ความรู้และนำไปใชห้ รือ นำไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยงการอ่าน สู่การวิเคราะห์ และคิดวิเคราะห์ บางครั้งก็อ่านเพ่ือใช้เวลาว่างให้ เกิดประโยชน์ 9
หลกั 3 ประการในการปลกู ฝงั นสิ ัยรกั การอ่าน การฝึกนิสัยตนเอง ให้รักการอ่านไม่ใช่เรื่องยาก เพราะหนังสือมีเร่ืองที่น่าสนใจมากมายและ ยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายตามความชอบและความสนใจของแต่ละคน โลกของหนังสือเป็นโลกแห่งอิสรเสรี ทางความคิด เราสามารถอ่านความคิดของผู้อ่ืนแล้วนำมาพัฒนาความคิดของตนเอง การปลูกฝังตนเอง ให้รักการอ่าน ทำไดด้ ว้ ยหลักง่ายๆ 3 ประการ ดังน้ี 1. อ่านตามความสนใจ การเริ่มอ่านจากเรื่องท่ีตัวเองชอบและสนใจจำทำให้อ่านหนังสือได้โดยไม่เบื่อ เราอาจเร่ิมต้น อ่านจากเร่ืองสั้นๆ ไม่ยาวมาก มีภาพประกอบ โดยอาจเริ่มจากการอ่านนิทาน เรื่องสั้น หรือ เรื่องที่จบภาย ในตอนเดียว ถ้าเรามที ศั นคตทิ ี่ดตี อ่ การอ่านกจ็ ะอ่านได้ตอ่ เนื่อง 2. อา่ นใหส้ มำ่ เสมอ การอ่านอย่างสม่ำเสมอเป็นบันไดข้นั แรกของผู้ที่รักการอ่าน เพราะจะต้องอ่านจนเป็นนิสัยทันที ท่ีว่างจากหน้าที่ท่ีทำในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านได้ ถ้าเราสามารถอ่านได้สม่ำเสมอเรา ก็จะเปน็ ผทู้ ่มี ีนสิ ยั รักการอ่านได้ 3. อ่านให้เจอขมุ ทรพั ย์ ขุมทรัพย์ ท่ีว่าน้ีไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็น “ขุมทรัพย์แห่งปัญญา” ซึ่งมีค่ามหาศาล เป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ท่ีใครก็มาแย่งชิงไปไม่ได้ ผู้อ่านจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน ข้อคิด คุณธรรมท่ี แฝงอยู่จากเร่ืองท่ีอ่าน รวมถึงได้พัฒนาอารมณ์ของตนเอง ก่อให้เกิดการพัฒนาผู้อ่านในทางทด่ี ี ฉะนั้นหนังสือที่ดี ก็เปรียบเสมอื นว่าเราได้พบขมุ ทรพั ยน์ ั่นเอง ดังน้ัน เราจึงควรหันมาปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วันนี้ เพ่ือประโยชน์มากมายในวันข้างหน้า “นสิ ัยรกั การอ่าน ไม่ใชพ่ ันธุกรรม ไมใ่ ช่พรสวรรค์ แต่เกิดจากการปลูกฝงั ” โลกของการอ่านกำลงั เปล่ยี นแปลงคร้ัง สำคัญ ทั้งในรูปลักษณ์ของสิ่งท่ีอ่าน รสนิยมของคนอ่าน เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับส่ิงพิมพ์ รวมไปถึงขนาด ของสิ่งพิมพ์ แต่ไม่ว่า จะมีการเปล่ียนแปลงอย่างไร การอ่านก็ยังมีความสำคัญอย่างไม่มีวันลดเลือนหายไป อยา่ งแนน่ อน 10
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110