นวัตกรรม เทคโนโลยี กบั การพัฒนา เศรษฐกิจสเี ขียว ชโลทร แกน่ สนั ติสุขมงคล
นวตั กรรม เทคโนโลยี กับ การพฒั นาเศรษฐกจิ สเี ขียว ชื่อผู้แต่ง : ผศ.ดร.ชโลทร แก่นสันติสขุ มงคล พมิ พ์คร้งั ท่ี 1 : กมุ ภาพนั ธ์ 2563 ISBN : 978-616-488-078-8 สงวนลขิ สิทธต์ิ ามกฎหมาย ห้ามคัดลอกถา่ ยเอกสารหรอื พมิ พ์ หรือวิธีหนึง่ วธิ ีใด ของหนังสอื เลม่ น้กี ่อนไดร้ บั อนุญาตจากศูนยว์ จิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ขอ้ มูลทางบรรณานกุ รมของส�ำ นกั หอสมดุ แหง่ ชาติ ชโลทร แกน่ สันตสิ ขุ มงคล. นวัตกรรม เทคโนโลยี กบั การพัฒนาเศรษฐกจิ สีเขียว.-- กรงุ เทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2563. 80 หนา้ . 1. เทคโนโลยีเพือ่ สิง่ แวดล้อม. 2. การพฒั นาเศรษฐกจิ . I. ช่อื เรื่อง. 338.91 ISBN 978-616-488-078-8 จดั ทำ�โดย : ศูนยว์ ิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เลขท่ี 2 ถนนพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวงั เขตพระนคร, กรงุ เทพฯ. 10200 เบอรโ์ ทร 02-224-0147-8 โทรสาร 02-224-0146 สนบั สนุนโดย : สำ�นกั งานคณะกรรมการส่งเสริมวทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวตั กรรม (สกสว.) ฝา่ ยสวสั ดภิ าพสาธารณะ ตกึ เอสเอม็ ทาวเวอร์ ช้นั 14 พหลโยธนิ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศพั ท์ 02-278-8200 โทรสาร 02-298-0476 พิมพท์ ี่ : บรษิ ทั ซิกมา กราฟฟิคส์ จำ�กัด 105, 107 ซอยเอกชัย 94 ถนนเอกชัย แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร 10150 โทรศพั ท์ 0-2453-1746-7 โทรสาร 0-2893-9385 E-mail : [email protected]
กิตตกิ รรมประกาศ ผเู้ ขยี นใครข่ อขอบคณุ ผบู้ รหิ ารและเจา้ หนา้ ทขี่ องศนู ยว์ จิ ยั นโยบายดา้ น เศรษฐกจิ สเี ขยี วทกุ ทา่ น ทใี่ หค้ วามสนบั สนนุ และความชว่ ยเหลอื ในการจดั พมิ พ์ หนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผศ.ดร.อนิณ อรณุ เรอื งสวัสดิ์ และ คุณพมิ พน์ ารา รอดกลุ ส�ำหรับความช่วยเหลอื ก�ำลังใจ และ ความอดทนท่ีมีต่อผู้เขียน รวมท้ังขอขอบคุณ คุณคมศักด์ิ สว่างไสว ผู้ช่วยนักวิจัย ส�ำหรับความช่วยเหลือมากมายในการสืบค้นข้อมูล เรียบเรียง เอกสาร และ พิสจู น์อักษร ขอบคุณครอบครัวส�ำหรับวันเวลาท่ีดี และ ขออภัยส�ำหรับวันเวลาท่ี หลน่ หายไปกับการท�ำงาน สดุ ทา้ ยผเู้ ขยี นขอขอบคณุ ส�ำนกั งานคณะกรรมการสง่ เสรมิ วทิ ยาศาสตร์ การวจิ ยั และนวตั กรรม (สกสว.) ส�ำหรบั การสนบั สนนุ ในการท�ำงานวจิ ยั และ การจัดพิมพ์หนังสือ ทั้งในส่วนของหนังสือที่ปรากฏในชุดหนังสือน้ี และ (ท่สี �ำคัญมากกว่า) งานวิจัยในหลากหลายหวั ข้อ หลากหลายประเดน็ หลาก หลายมิติ ท่ีทาง สกสว. ได้เคยให้ทุนสนับสนุนตลอดช่วงระยะเวลาท่ีผ่านมา เพ่ือประโยชนแ์ ก่การส่งเสริมงานวชิ าการ และ เพื่อความรคู้ วามเขา้ ใจทรี่ อบ ดา้ นมากขน้ึ ในประเดน็ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และ สง่ิ แวดลอ้ ม ของประเทศ ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล
สารบัญ บทท่ี 1 บทน�ำ....................................................................................... 9 บทท่ี 2 ทฤษฎีเก่ียวกับนวัตกรรมและการพัฒนาทางเทคโนโลยี..13 2.1 ทฤษฎคี วามเชือ่ มโยงของนวตั กรรมและการพฒั นาเศรษฐกิจ... 13 2.2 ทฤษฎเี กย่ี วกบั กระบวนการเกดิ นวัตกรรม..............................15 2.3 ทฤษฎีเกีย่ วกบั การแพรก่ ระจายนวตั กรรม..............................23 บทท่ี 3 การวางแผนนโยบายการพัฒนานวัตกรรม....................33 3.1 ชว่ งการประเมิน......................................................................37 3.1.1 การประเมนิ ทรัพยากรและศกั ยภาพ...............................37 3.1.2 การระบรุ ูปแบบนวัตกรรม..............................................40 3.1.3 การทำ�ให้เปา้ หมายระดับมหภาคมีความชดั เจน4����������� 44 3.2 ช่วงวางกลยทุ ธ.์ .................................................................... 45 3.2.1 การระบุเทคโนโลยหี ลกั ................................................ 45 3.2.2 การเลือกกลยทุ ธ์นวัตกรรม...........................................48 3.3 ช่วงการด�ำ เนนิ งาน4����������������������������������������������������������������49 3.3.1 การสร้างโครงสร้างธรรมาภบิ าล....................................49 3.3.2 การเลอื กและการใชน้ โยบายนวัตกรรม......................... 54
สารบญั (ตอ่ ) บทท่ี 4 นวัตกรรมเทคโนโลยีเพ่ือการปฏิรูปภาคพลังงาน...........59 4.1 ความตกลงปารสี กับ การลดการปล่อยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ ในภาคพลังงาน.................................................................... 59 4.2 นวตั กรรมเพ่ือปฏิรปู ภาคพลังงาน...........................................63 4.2.1 นวัตกรรมเชงิ เทคโนโลย.ี...............................................63 4.2.2 นวัตกรรมเชงิ ระบบ.......................................................68 บทท่ี 5 บทสรุป..................................................................................73
สารบัญตาราง ตารางท่ี 3.1. ดัชนีประเมินทรัพยากรและศักยภาพท่ีเก่ียวข้องกับรูป แบบนวัตกรรม............................................................ 43 ตารางที่ 3.2. ประเภทกลุ่มหน้าที่ของนโยบายนวัตกรรมเทคโนโลยี พลังงานหมุนเวียน...................................................... 55
สารบัญภาพ รูปที่ 2.1. กระบวนการสังเคราะห์จากการสั่งสม รูปที่ 2.2. กรณีนวัตกรรมขนาดย่อย............................................ 19 รูปท่ี 2.3. กระบวนการสังเคราะห์จากการสั่งสม รูปที่ 2.4. กรณีนวัตกรรมท่ีซับซ้อน............................................. 21 รูปที่ 3.1. ห่วงโซ่นวัตกรรมของการพัฒนาเทคโนโลยี.................. 25 รูปที่ 3.2. ลักษณะส�ำคัญของการแบ่งช่วงห่วงโซ่การพัฒนา รูปท่ี 3.3. นวัตกรรม................................................................... 28 รูปท่ี 4.1. กระบวนการวางแผนและออกแบบนโยบายนวัตกรรม รูปที่ 4.2. พลังงานหมุนเวียน...................................................... 36 รูปที่ 4.3. รูปแบบนวัตกรรมภายใต้ภูมิทัศน์การเจริญเติบโต รูปที่ 4.4. ทางเทคโนโลยี............................................................ 42 รูปที่ 4.5. ตัวอย่างนโยบายนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน หมุนเวียน ที่วางในภูมิทัศน์นวัตกรรม.......................... 56 Emissions Pathway ในกรณี Remap Case เปรียบเทียบกับ กรณี Reference Case..................... 61 Energy Intensity Improvement เปรียบเทียบ กรณี Remap Case กับ Reference Case................ 65 สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในปริมาณ การบริโภคพลังงานข้ันสุดท้าย.................................... 66 สัดส่วนของแหล่งพลังงานทุติยภูมิในการบริโภค พลังงานข้ันสุดท้าย..................................................... 68 นวัตกรรมเพื่อการรองรับการลดก๊าซเรือนกระจก ในระดับสูง................................................................. 72
นวตั กรรม เทคโนโลยี กับ การพฒั นาเศรษฐกจิ สเี ขยี ว ชโลทร แกน สันติสุขมงคล บทท่ี 1 บทน�า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเปนปจจัยสำาคัญท่ีได้ช่วยผลักดันให้เกิดการ พัฒนาวิถีชีวิตความเปนอยู่ และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสังคม มนษุ ย์ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ตง้ั แตช่ ่วงยคุ ก่อนประวัติศาสตร์ จนก้าว เข้าสู่ ยุคการปฏิวตั เิ กษตรกรรม ยุคการปฏิวตั อิ ุตสาหกรรม ต่อเนือ่ งเรื่อยมา จนกระท่ังถึงช่วงระยะเวลาปจจุบัน ท่ีอาจเรียกได้ว่าเปนยุคของการปฏิวัติ เทคโนโลยีดิจิตอล พร้อมกับแนวโน้มท่ีค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่าบทบาทของ เทคโนโลยใี นอนาคตนา่ จะยังคงทวคี วามสำาคญั มากยง่ิ ขน้ึ ไปเร่ือย ๆ ขณะเดยี วกนั กระแสของสงั คมทหี่ นั มาใหค้ วามสาำ คญั กบั ประเดน็ ปญ หา สิ่งแวดล้อมในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปญหาการเปลี่ยนแปลง สภาพภมู อิ ากาศ ซง่ึ ภาคสว่ นตา่ ง ๆ ในปจ จบุ นั ไดเ้ รมิ่ มคี วามเขา้ ใจและตระหนกั ถงึ ความรนุ แรงและความเรง่ ดว่ นของปญ หามากขนึ้ เรอื่ ย ๆ โดยเมอ่ื ป ค.ศ. 2015 ประชาคมนานาชาตกิ ไ็ ดม้ ฉี นั ทามตริ ว่ มกนั ในทปี่ ระชมุ รฐั ภาคกี รอบอนสุ ญั ญา สหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ ครง้ั ที่ 21 ในการรบั รอง “ความตกลงปารสี (Paris Agreement)” เพอ่ื ทจี่ ะรว่ มมอื กนั ในการควบคมุ และลดการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจก โดยกาำ หนดเปา หมายทจี่ ะรกั ษาการเพมิ่ ขน้ึ ของอณุ หภมู เิ ฉลยี่ ของโลก ใหอ้ ยใู่ นระดบั ทต่ี า่ำ กวา่ 2 องศาเซลเซยี สอยา่ งชดั เจน ศนู ย์วิจยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 9
รวมทงั้ มงุ่ พยายามทจ่ี ะจาำ กดั การเพมิ่ ของอณุ หภมู ใิ หไ้ มเ่ กนิ 1.5 องศาเซลเซยี ส เม่อื เทยี บกบั ยคุ ก่อนการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม การทจ่ี ะบรรลเุ ปา หมายอณุ หภมู ดิ งั กลา่ วมคี วามจาำ เปน ทจ่ี ะตอ้ งมกี าร ลดการปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกลงอย่างมหาศาล โดยความตกลงปารีสได้มีการ ระบุเปาหมายในเชงิ การลดกา๊ ซเรอื นกระจกไวด้ ้วยว่า จะตอ้ งควบคมุ ปรมิ าณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุค่าสูงสุดและเร่ิมมีค่าลดตำ่าลง (Global Peaking) โดยเร็วที่สุด และ บรรลุ “จดุ สมดุลของการปล่อยและการดูดซับ ก๊าซเรือนกระจก” (หรือ กล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือ “ระดับการปล่อยกาซเรือน กระจกสุทธิเปนศูนย์ (Net Zero Emissions)”) ภายในช่วงคร่ึงหลังของ ครสิ ตศ์ ตวรรษนี้ (ภายใน ค.ศ. 2100) การทปี่ ระชาคมโลกจะปรับลดปรมิ าณการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจก จน กระทัง่ ถงึ ระดบั การปลอ่ ยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเปนศูนย์ ถอื เปนเปาหมายทมี่ ี ความทา้ ทายอยา่ งมาก และ การที่จะบรรลุเปาหมายดงั กล่าวได้สำาเรจ็ น่าจะ จาำ เปน ทจ่ี ะตอ้ งมี การเปลยี่ นแปลงอยา่ งพลกิ โฉมขนานใหญ่ (Disruption) ในโครงสรา้ งของภาคพลงั งาน (แบบแผนในการผลติ และการใชพ้ ลงั งาน) และ รวมทั้ง โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก (แบบแผนในการ ผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารตา่ ง ๆ การขนสง่ และการจดั สรรแจก จา่ ยสนิ คา้ และบรกิ ารไปสผู่ บู้ รโิ ภค รวมไปจนถงึ แบบแผนในการบริโภคและวิถีการดำาเนิน ชีวิตของผู้บริโภค) โดยในกระบวนการ ของการพลิกโฉมขนานใหญ่ดังกล่าว นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเปน กญุ แจทส่ี าำ คญั ทสี่ ดุ ในการสรา้ งการ ขับเคลื่อนให้เกิดการเปล่ียนแปลง ท้ังน้ีโดยเฉพาะอย่างย่ิงนวัตกรรม และเทคโนโลยที เี่ กี่ยวขอ้ งกบั พลงั งานสะอาด 10 ศูนย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขยี ว
การปฏิวัติทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ท่ีกำาลังดำาเนินอยู่ ควบคู่กับความ ตอ้ งการเทคโนโลยสี ะอาดเพอื่ รองรบั การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื ทาำ ใหค้ วามสาำ คญั ของ การกำาหนดรูปแบบและมาตรการนโยบายท่ีจะส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อม ทเ่ี ออื้ ตอ่ การพฒั นานวตั กรรมเทคโนโลยพี ลงั งานสะอาดประเภทตา่ ง ๆ จงึ เปน ส่ิงที่มีความสำาคัญอย่างมาก ทั้งในแง่ของการรองรับเปาหมายเพ่ือประโยชน์ ด้านส่ิงแวดล้อม และ การสร้างโอกาสของความได้เปรียบในการแข่งขัน ของภาคการผลิตของประเทศต่าง ๆ ในโลกท่ีกำาลังจะพลิกโฉม (Disrupt) อนั เนอ่ื งมาจากการกา้ วเขา้ มาของเทคโนโลยใี หมแ่ ละจากความจาำ เปน ดา้ นการ อนุรักษ์สง่ิ แวดล้อม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำาคัญท่ีควรจะต้องมีการเน้นย้ำาควบคู่ไปด้วยก็คือ การพฒั นานวตั กรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) แมว้ า่ จะเปน สง่ิ ทมี่ คี วามจาำ เปน ในการสรา้ งการเปลยี่ นแปลง แตก่ ย็ งั ไมเ่ พยี งพอทจ่ี ะ สร้างผลในทางปฏิบัติท่ีกว้างขวางได้โดยเพียงลำาพัง การกำาหนดนโยบายเพื่อ สนับสนุนการเปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยีจำาเปนที่จะต้องพิจารณาให้ ครอบคลมุ ถงึ “นวตั กรรมเชงิ ระบบ (Systemic Innovation)” ทร่ี อบดา้ นดว้ ย กล่าวคือ การสร้างระบบนิเวศในการสนับสนุนนวัตกรรม ควรจะต้องมีการ พิจารณาให้ครอบคลุมท้ังในมิติของ ตัวเทคโนโลยี การกำาหนดนโยบาย การ ออกแบบตลาด โมเดลธุรกิจ การดำาเนินการจดั การระบบ และ รวมทั้ง ระบบ ธรรมาภบิ าลในการควบคมุ เปน ตน้ ในภาพรวมหนังสือเล่มน้ีเปนความพยายามท่ีจะเช่ือมโยงแนวคิดทาง ทฤษฎีของการพัฒนาเทคโนโลยี เข้ากับสภาพการณ์ และ ความจำาเปนของ การปฏิรูปภาคพลังงาน เพื่อรองรับการจัดการกับปญหาการเปล่ียนแปลง สภาพภมู อิ ากาศและการพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื โดยเนอ้ื หาในสว่ นหลงั จากบทนาำ นจี้ ะ แบง่ ออกไดห้ ลกั ๆ เปน 4 สว่ นคือ ในบทท่ี 2 จะเปนการบรรยายเกี่ยวกับ แนวคิดทางทฤษฎี และประวัติของพัฒนาการของแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับ นวตั กรรมและการพฒั นาทางเทคโนโลยี เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นไดเ้ หน็ ภาพรวมของความ ศนู ยว์ จิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขียว 11
คิดเชิงวิชาการเกี่ยวกับนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยี ถัดมาในบทท่ี 3 จะเปน การยกตวั อยา่ งขอ้ เสนอกรอบแนวทางในการพจิ ารณาวางแผนนโยบาย การพฒั นาเทคโนโลยอี ยา่ งรอบดา้ น โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในกรณขี องเทคโนโลยี พลงั งานหมนุ เวยี น จากนนั้ ในบทท่ี 4 จะเปน บทวเิ คราะหข์ อ้ เสนอเชงิ ประยกุ ต์ เกย่ี วกบั นวตั กรรมทม่ี คี วามสาำ คญั ในการพลกิ โฉมภาคพลงั งานเพอื่ รองรบั ความ จำาเปนในการจัดการกับปญหาการเปล่ยี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ ขณะที่บทที่ 5 จะเปนบทสรปุ 12 ศูนย์วิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขียว
บทท่ี 2 ทฤษฎีเก่ยี วกับนวตั กรรมและการพัฒนาทางเทคโนโลยี เนื้อหาในบทน้ีจะเปนการบรรยายเก่ียวกับแนวคิดทางทฤษฎีและ ประวตั ขิ องพฒั นาการแนวคดิ ทางทฤษฎเี กยี่ วกบั นวตั กรรมและการพฒั นาทาง เทคโนโลยี โดยเร่ิมต้ังแต่ในส่วนข้อเสนอทางทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ยุค คลาสสิค Joseph Schumpeter ซงึ่ เปนนกั วชิ าการคนแรกที่นำาเสนอแนวคดิ เกย่ี วกบั ความเชอื่ มโยงของนวตั กรรมและการพฒั นาเศรษฐกจิ อยา่ งเปน ระบบ ไปจนถึงแบบจำาลองกระบวนการเกิดขึ้นของนวัตกรรม แบบจำาลองลำาดับ ข้ันตอนของการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งการวิเคราะห์เช่ือมโยงแบบจำาลอง ทางทฤษฎีเขา้ กบั แนวทางการกาำ หนดนโยบายเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม 2.1 ทฤษฎีความเชือ่ มโยงของนวัตกรรมและการพฒั นาเศรษฐกจิ ในแวดวงวิชาการได้มีงานศึกษาและวิจัย ท้ังในเชิงทฤษฎีและเชิง ประจกั ษ์ เกย่ี วกบั เรอื่ งของนวตั กรรมและการเปลย่ี นแปลงเทคโนโลยมี าอยา่ ง ตอ่ เนื่อง โดยในชว่ งแรกนกั วิชาการคนสำาคัญที่มีบทบาทอย่างสงู ในการกอ่ รปู แนวคิดทางทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมมาต้ังแต่ยุคเร่ิมต้น คริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็คือ Joseph Schumpeter ซึ่งเปนหนึ่งในนัก เศรษฐศาสตร์ช้ันนำาในสมัยคลาสสิค และเปนผู้ริเร่ิมนำาเสนอแนวคิดเก่ียวกับ ความเชื่อมโยงของนวตั กรรมกบั การพฒั นาทางเศรษฐกิจ โดย Schumpeter เสนอวา่ ความสำาเรจ็ ของการพัฒนาทางเศรษฐกจิ จะขึ้นกับปจจัยพ้ืนฐานหลัก 3 ประการ ประกอบด้วย (1) การสร้างสรรค์ นวัตกรรม รวมถึงความสามารถของผู้สร้างนวัตกรรม (2) กลไกทางการเงิน หรือแหล่งเงินทุน สำาหรับผู้ประกอบการ และ (3) แรงผลักดันที่จะหากำาไร สงู สดุ ของผปู้ ระกอบการ โดย Schumpeter เชอ่ื วา่ ผปู้ ระกอบการเปน ตวั จกั ร สำาคัญทผี่ ลักดันให้เกดิ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของสงั คม โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในฐานะของผสู้ รา้ งสรรคใ์ หเ้ กดิ นวตั กรรม (Entrepreneurs are innovators.) (Wolfson, 1958; Ruttan, 1959) ศนู ยว์ ิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขียว 13
Schumpeter อธบิ ายแนวคดิ เกย่ี วกบั การพฒั นาเศรษฐกจิ ของเขาโดย เช่ือมโยงกบั สภาวะการเกดิ ข้นึ ของวฏั จักรทางธรุ กจิ (business cycle) ผา่ น ข้อเสนอของแนวคิดที่เรียกว่า “การทำาลายที่สร้างสรรค์” (creative destruction) โดยเสนอวา่ ในสภาวะที่ตลาดมีการแขง่ ขัน ความต้องการหา กำาไรสูงสุดจะเปนตัวผลักดันให้ผู้ประกอบการพยายามที่จะสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เพ่ือจะทำาให้สินค้าของตนมีความสามารถท่ีจะ หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับสินค้าประเภทเดียวกันของผู้ผลิตรายอื่น หรือ เพื่อที่จะทำาให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเจาะเข้ามาสู่ตลาดและ ทาำ การแขง่ ขนั กบั ผปู้ ระกอบการรายเดมิ ทอี่ าจจะเปน ผปู้ ระกอบการทมี่ อี าำ นาจ เหนอื ตลาดอยกู่ อ่ น การปรากฏขน้ึ ของตวั นวตั กรรมใหม่ ๆ อาจจะนาำ มาสคู่ วาม ล่มสลายของผู้ประกอบการและสมดุลของตลาดที่เปนอยู่เดิม แต่ก็เปนการ ทาำ ลายท่ีชว่ ยเอ้ือให้ระบบเศรษฐกิจสามารถพัฒนารุดหน้า นาำ ไปสู่ความเจริญ เติบโตอยา่ งสรา้ งสรรค์ ขณะเดยี วกนั ในอีกดา้ นหนงึ่ ความเสย่ี งตอ่ ภยั คกุ คาม (threat) ของการทาำ ลายลา้ งทอี่ าจจะเกดิ ขนึ้ จากนวตั กรรมของผปู้ ระกอบการ รายอื่น ก็เปนแรงผลักดันให้ผู้ประกอบเจ้าเดิมที่อยู่ในตลาด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ประกอบการท่ีมีอำานาจเหนือตลาดอยู่ในมือ (ในกรณีตลาดผูกขาด หรอื ตลาดผขู้ ายนอ้ ยราย) จะตอ้ งพยายามทุ่มเทเพือ่ สร้างนวตั กรรมใหม่ของ ตนเอง เพอ่ื ทจ่ี ะรกั ษาความสามารถในการแขง่ ขนั และความเปน ผนู้ ำาในตลาด จนกลายเปน พลงั ขบั เคลอ่ื นทน่ี าำ ไปสกู่ ารพฒั นาและการเจรญิ เตบิ โตของระบบ เศรษฐกิจในภาพรวมท่ีไม่หยุดน่ิง (Rosenberg, 1982; Nicholas, 2003; Dekkers et.al., 2014) ในแง่ของการใหน้ ยิ ามคำาวา่ “นวัตกรรม” Schumpeter มคี วามเห็น ว่า “นวตั กรรม (innovation)” เปนสง่ิ ท่แี ตกตา่ งจาก “การประดษิ ฐค์ ดิ ค้น (invention)” กล่าวคือ “นวัตกรรมสามารถเกิดข้ึนได้โดยไม่ต้องอาศัยการ ประดิษฐ์คิดค้น และ การประดิษฐ์คิดค้นก็ไม่จำาเปนต้องนำาไปสู่นวัตกรรม” (Innovation is possible without anything we should identify as 14 ศูนยว์ ิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขียว
invention, and invention does not necessarily induce innovation.) และเสนอวา่ เราควรนยิ ามนวตั กรรมบนพื้นฐานของการพิจารณาฟง ก์ชนั การ ผลติ โดยเลอื กใชค้ าำ จาำ กดั ความวา่ นวตั กรรม หมายถงึ “การเปลย่ี นแปลงของ รูปทรงของฟงก์ชันการผลิต” (a change in the form of production function) ซงึ่ อาจเกิดข้นึ ไดใ้ นรูปแบบตา่ ง ๆ กนั อย่างน้อย 5 รปู แบบ ได้แก่ (1) การเกดิ ขึน้ ของสินคา้ ชนิดใหม่ (2) การปรับเปล่ยี นกระบวนการผลิตแบบ ใหม่ (3) การเปิดเข้าสตู่ ลาดแหง่ ใหม่ (4) การใช้วตั ถุดิบหรอื แหล่งวตั ถุดิบใหม่ และ (5) การจัดรูปโครงสร้างองค์กรแบบใหม่ ตราบเท่าที่การปรับปรุง เปล่ียนแปลงดังกล่าวจะได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของฟงก์ชันการ ผลติ ในกระบวนการผลติ สนิ คา้ และบรกิ าร ทง้ั ในระดบั ขององคก์ รหรอื ในภาพ รวมของระบบเศรษฐกิจ (Ruttan, 1959; Dekkers et.al., 2014) 2.2 ทฤษฎเี ก่ียวกับกระบวนการเกิดนวัตกรรม แม้ว่าทฤษฎขี อง Schumpeter จะได้รับการยอมรับในระดับสงู และ มีบทบาทท่ีชัดเจนต่อการพัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับนวัตกรรม ในยคุ ต่อ ๆ มา แต่แนวคดิ ของ Schumpeter ดังกลา่ วกลบั มีจุดด้อยทสี่ าำ คญั ประการหน่ึง กล่าวคือ Schumpeter ไม่ได้ให้ความสำาคัญในการอธิบาย “กระบวนการ” การเกดิ ขน้ึ ของนวตั กรรมเลย จงึ ทาำ ใหเ้ ปน ขอ้ จาำ กดั ในการนาำ ทฤษฎดี งั กลา่ วมาปรบั ใช้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในแงม่ มุ ของการพจิ ารณาวางแผน นโยบายเพ่อื ส่งเสรมิ การพฒั นานวตั กรรม ซึ่งใน ประเด็นน้ี Ruttan (1959) เสนอว่า เราควร นำาทฤษฎีเกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้น (invention) ที่เสนอโดย Abbott Payson Usher ในหนงั สอื A History of Mechanical Inventions (First Edition 1929 และ Revised Edition 1954) มาชว่ ยเตมิ เตม็ ใน มิติดังกล่าวได้ ศนู ย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขยี ว 15
Ruttan (1959) ได้สรุปการให้คำานิยาม “การประดิษฐ์คิดค้น” (invention) ของ Usher ว่าหมายความถึง “การปรากฏข้ึนของ ‘สิง่ ใหม’่ ซงึ่ ตอ้ งการ ‘การตระหนกั ร’ู้ ทก่ี า้ วพน้ จากการใชท้ กั ษะทางเทคนคิ หรอื ทกั ษะทาง วิชาชพี โดยปกติ” (the emergence of ‘new things’ which require an ‘act of insight’ going beyond the normal exercise of technical or professional skill.) โดยในการวเิ คราะหข์ อง Usher เขาไดพ้ ยายามแยกแยะความแตกตา่ ง ระหว่าง “การใชท้ กั ษะ” (act of skill) กับ “การตระหนกั รู้” (act of insight) โดยเห็นว่า “การใช้ทักษะ” จะหมายความถึงกิจกรรมท่ีเปนผลมาจาก การเรยี นรตู้ ่าง ๆ ทง้ั ในกรณีท่ีเปนกระบวนการเรยี นรทู้ ี่เกดิ ขน้ึ โดยตวั ผเู้ รียนรู้ นน้ั เอง หรอื การเรยี นรจู้ ากคาำ สอนของผอู้ น่ื ขณะท่ี “การตระหนกั ร”ู้ จะหมายถงึ “กิจกรรมที่ไม่ใช่การเรียนรู้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการจัดรูปของความรู้และ ประสบการณเ์ ดมิ ในรปู แบบทเ่ี ปลย่ี นไป” (unlearned activities that result in new organizations of prior knowledge and experience) แม้วา่ โดย ส่วนใหญ่แล้วการตระหนักรู้ หรือ Act of Insight ดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นใน ระหวา่ งกระบวนการการใชท้ กั ษะ หรอื ในหลายครงั้ กอ็ าจถกู กระตนุ้ จากความ รบั รถู้ งึ ชอ่ งวา่ งของความรหู้ รอื วธิ กี ารทาำ งานทย่ี งั ไมเ่ ปน ทนี่ า่ พอใจเปน เบอื้ งตน้ ก็ตาม แมว้ า่ งานเขียนของ Usher จะเปนงานศกึ ษาเกยี่ วกบั สิง่ ทเี่ ขานยิ ามว่า เปน “การประดษิ ฐค์ ดิ คน้ ” (invention) และไมใ่ ช่ “นวตั กรรม” (innovation) ก็ตาม แต่ Ruttan (1959) มคี วามเห็นวา่ การใช้คาำ นิยาม Innovation และ Invention ของนกั เศรษฐศาสตรย์ งั คอ่ นขา้ งมคี วามหมายทกี่ าำ กวมและทบั ซอ้ น กนั อยู่ เขาจงึ มคี วามเหน็ เสนอใหย้ กเลกิ การใชค้ าำ วา่ Invention ไปเสยี ทงั้ หมด และ ใหข้ ยายความหมายของนยิ าม Innovation เสยี ใหม่ โดยไมว่ างจุดเนน้ ไปทผี่ ลในเชงิ ของการเปลย่ี นแปลงของฟง กช์ นั การผลติ อยา่ งท่ี Schumpeter 16 ศนู ย์วจิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขียว
เสนอ แตเ่ พ่มิ ขยายให้ครอบคลุมส่งิ ที่เปน การสรา้ งสรรค์ส่ิงใหม่ (รวมไปจนถึง Invention) ทั้งหมด ทง้ั ในสว่ นทเี่ ปน Technological Invention และ สว่ น ท่ีเปน การสรา้ งสรรคใ์ นเชิงวิทยาศาสตร์ ศลิ ปะ และ อนื่ ๆ พรอ้ มทงั้ เสนอให้ ใช้คำาว่า “การเปล่ยี นแปลงทางเทคโนโลยี” (technological change) มาใช้ ในการอธิบายในเชิงผลของ Innovation/Invention ทีม่ ีต่อฟง กช์ นั การผลติ เปน การเฉพาะ (Ruttan, 1959, p.605-606.) ส่วนหน่ึงของเหตุผลประการสำาคัญที่ Ruttan (1959) มีข้อเสนอ ดังกล่าว ก็คือ เขาเห็นว่า ชุดคำาอธิบายท่ี Usher เสนอในการอธิบาย กระบวนการเกิดขน้ึ ของ Invention น่าจะเปน ทฤษฎที ่มี คี วามเหมาะสมที่จะ นำามาปรับใช้ในการอธิบายกระบวนการสร้างสรรค์ “นวัตกรรม” ได้เปน อย่างดี ทำาให้สามารถช่วยเติมเต็มจุดอ่อนของทฤษฎีเก่ียวกับนวัตกรรมของ Schumpeter ได้ ภายใตเ้ หตผุ ลดงั กลา่ ว ในการอธบิ ายเนอ้ื หาในสว่ นน้ี เราจะใชข้ อ้ เสนอ ชดุ ความคิดของ Usher (1954) มาปรบั ใชเ้ ปน แนวทางในการวเิ คราะห์และ อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการการเกิดข้ึนของนวัตกรรม (innovation) ใน ความหมายทค่ี รอบคลมุ ถงึ การอธบิ ายเกยี่ วกบั การประดษิ ฐค์ ดิ คน้ (invention) ดว้ ย Usher เสนอว่า เราอาจอธิบายกระบวนการเกิดข้ึนของนวัตกรรม/ การประดิษฐ์คดิ ค้น ในลกั ษณะของ “กระบวนการสังเคราะห์จากการสง่ั สม” (cumulative synthesis) โดยเสนอวา่ การปรากฏขน้ึ ของนวัตกรรมท่สี ำาคัญ (major innovation/invention) เปนผลลัพธ์จากกระบวนการสังเคราะห์ท่ี วางอยู่บนฐานของการสั่งสมของนวัตกรรมขนาดเล็ก ๆ จำานวนหลายช้ินเข้า ดว้ ยกนั โดยทน่ี วตั กรรมขนาดเลก็ ตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ แตล่ ะอนั กล็ ว้ นแตเ่ ปน ผลของ กระบวนการสังเคราะห์ผ่านการตระหนกั รู้ (act of insight) ย่อย ๆ ในมติ ขิ อง แต่ละกรณี ซ่ึงเราอาจแบ่งแยกลำาดับขั้นของกระบวนการสังเคราะห์ย่อยใน ระดับรายกรณดี ังกล่าว ออกได้เปน 4 ขน้ั ตอนตามลำาดบั ดงั น้ี ศนู ยว์ ิจยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 17
1. การรับรู้ปญหา (perception of problem): ข้ันตอนแรกของ กระบวนสงั เคราะห์ คอื การรบั รู้ถงึ ความคับข้อง หรือความไมค่ รบถ้วน ของ วิถีทางหรือแบบแผนบางอย่างในการตอบสนองความต้องการท่ีดำาเนินอยู่ใน ปจ จุบัน 2. การจัดวางเงอ่ื นไข (setting the stage): เปน สภาวะที่ขอ้ มูลและ องค์ประกอบท่ีจำาเปนในการผสานสร้างคำาตอบสำาหรับปญหาในขั้นตอนท่ี 1 ถูกนำามาจัดวางร่วมกัน ซ่ึงอาจเกิดข้ึนโดยจังหวะของกระบวนเหตุการณ์ บางอย่าง หรอื เกิดจากการวางแผนคิดวิเคราะหห์ รอื ดาำ เนนิ การทดลองอยา่ ง เปนระบบ โดยองคป์ ระกอบประการหนงึ่ ทีจ่ ำาเปน ตอ้ งมี ก็คือ ตัวบุคคลทม่ี ี ทักษะที่เก่ียวขอ้ งพร้อมมูลและเพียงพอ ท่จี ะสามารถผสมผสานองคป์ ระกอบ อน่ื ๆ เข้าด้วยกนั ได้ 3. การตระหนกั รู้ (act of insight): เปน ขน้ั ตอนทตี่ วั บคุ คลผเู้ กย่ี วขอ้ ง (ผสู้ รา้ งนวัตกรรม) นำาเอาข้อมูลและองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ มาผสานรวมกันและ ก่อรูปข้ึนเปนแกนหลักของตัวคำาตอบของปญหา โดย Usher ได้เน้นย้ำาว่า กระบวนการในขั้นตอนน้ีเปนสิ่งท่ีควบคุมไม่ได้และมีความไม่แน่นอนเปน อย่างมาก จนกระทัง่ เราไมม่ ที างท่จี ะพยากรณจ์ ังหวะเวลา หรือ รูปแบบของ ตัวคำาตอบท่จี ะเกิดขึ้นได้ลว่ งหน้า 4. การปรับแก้เชงิ วิพากษ์ (critical revision): เปนขัน้ ตอนทค่ี วาม เข้าใจใหม่ถูกนำามาขัดเกลาปรับแก้แต่งเสริมจนเปนความเข้าใจที่มีความ สมบรู ณ์มากขนึ้ และรวมทง้ั ได้รับการผนวกรวมเขา้ สทู่ ี่ทางทเ่ี หมาะสมภายใต้ บริบททเ่ี ก่ียวข้อง โดยขั้นตอนนอ้ี าจจะต้องมี Act of Insight บางอยา่ งเข้ามา รว่ มประกอบเพิ่มเตมิ Usher มคี วามเหน็ วา่ การสงั เคราะหน์ วตั กรรมชน้ิ สาำ คญั จาำ เปน จะตอ้ ง วางอยู่บนฐานของการสง่ั สมของนวัตกรรมช้นิ ยอ่ ย ๆ จาำ นวนมากรวมกนั โดย ผ่านขั้นตอนของการสังเคราะห์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับที่บรรยายสำาหรับ กรณีนวัตกรรมขนาดย่อยข้างต้น แต่จะมีความซับซ้อนข้ึนมาก โดยความ ตระหนักรู้บางอันอาจเปนแค่ส่วนหนึ่งของการช่วยให้เรารับรู้ปญหา (perception of problem) นวตั กรรมบางอยา่ งอาจมผี ลชว่ ยในกระบวนการ 18 ศนู ย์วิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว
จดั วางเงอ่ื นไข (setting the stage) เพอื่ รองรบั การตระหนกั รใู้ นมติ ทิ ใ่ี หญก่ วา่ หรือ ในกระบวนการปรับแก้เชิงวิพากษ์อาจจำาเปนจะต้องใช้นวัตกรรม บางอย่างเข้ามาช่วยเสริม เพ่ือทำาให้ตัวการค้นพบหลักมีความเหมาะสมที่จะ นาำ มาประยุกต์ใชใ้ นทางปฏบิ ัติไดด้ มี ากยิ่งข้ึน รูปท่ี 2.1 และ รูปท่ี 2.2 แสดงแผนภาพจำาลองของ “กระบวนการ สังเคราะห์จากการส่ังสม” ในกรณีของนวัตกรรมขนาดย่อย และ กรณี นวัตกรรมทซี่ ับซอ้ น ตามแนวคดิ ของ Usher ตามลำาดับ รูปท่ี 2.1 กระบวนการสังเคราะห์จากการสั่งสม กรณนี วัตกรรมขนาดย่อย ทม่ี า: Usher (1954) ศนู ย์วิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขยี ว 19
โดยในรูปที่ 2.1 แสดงภาพของกระบวนการสังเคราะหจ์ ากการส่ังสม 4 ขั้นตอน สาำ หรับกรณนี วตั กรรมขนาดย่อย โดยขัน้ ตอนที่ 1 (Perception of Problem) แสดงด้วย รูปวงกลมท่ีไม่เต็มวง ซ่ึงสะท้อนถึงสภาวะการ ตอบสนองความตอ้ งการทีย่ ังไม่สมบูรณ์ ในขน้ั ตอนที่ 2 (Setting the Stage) แสดงดว้ ยการวางสว่ นทอ่ นโคง้ ทสี่ ามารถชว่ ยเตมิ เตม็ ชอ่ งวา่ งทข่ี าดไวเ้ คยี งขา้ ง ข้ันตอนท่ี 3 (Act of Insight) ส่ือด้วยวงกลมที่รวมตัวเข้าด้วยกันได้อย่าง สมบรู ณ์ และ ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ย (Critical Revision) สะทอ้ นผา่ นการทาำ ใหว้ งกลม ท่ีสมบูรณ์มีความหนักแน่นมากข้ึน นอกจากนี้ลูกศรต่าง ๆ ที่ช้ีเข้าสู่วงกลม แตล่ ะขัน้ ตอนแสดงถึงชดุ ขอ้ มลู หรอื องค์ประกอบต่าง ๆ ทถี่ กู นำาเข้ามาผนวก รวมเข้าในกระบวนการน้ีในแต่ละข้ันตอน การใช้เส้นเช่ือมโยงที่เปนเส้นประ ระหวา่ งขนั้ ตอนท่ี 1 และ 2 แสดงถึงชอ่ งว่างและความไมต่ อ่ เนื่องของระยะ เวลาระหวา่ งสองขนั้ ตอนนี้ แตอ่ ยา่ งไรกด็ อี าจควรตอ้ งเนน้ ยา้ำ ดว้ ยวา่ การเชอื่ ม ต่อระหว่างขัน้ ตอนตา่ ง ๆ ในจุดอนื่ ๆ ก็ล้วนแตไ่ ม่ไดม้ ลี กั ษณะท่เี ปน กลไกที่ ต่อเนื่อง แต่มีความไม่แน่นอนอย่างสูงตลอดกระบวนการท้ังหมดไม่ใช่เฉพาะ แคช่ ่วงระหว่างขน้ั ตอนที่ 1 และ 2 เทา่ นั้น 20 ศูนยว์ จิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขียว
รปู ท่ี 2.2 กระบวนการสังเคราะห์จากการส่ังสม กรณนี วตั กรรมท่ซี ับซอ้ น ทม่ี า: Usher (1954) ส่วนรูปท่ี 2.2 แสดงภาพของกระบวนการสังเคราะห์จากการสั่งสม สาำ หรบั กรณนี วตั กรรมที่ซับซ้อน โดยสัญลักษณ์เสน้ โค้งและวงกลมขนาดใหญ่ ซ่ึงมีตัวเลขโรมันกำากับอยู่ แสดงลำาดับข้ันตอนภาพใหญ่ของกระบวนการ สงั เคราะหน์ วตั กรรมทซี่ บั ซอ้ นตงั้ แตข่ นั้ ตอนแรกตามลาำ ดบั ลงไป โดยสงั เกตวา่ ในแต่ละข้ันตอนจะมีท้ังเส้นลูกศร และ แถวของสัญลักษณ์เส้นโค้ง/วงกลม จำานวนมากวง่ิ เข้าไปหา ซงึ่ เสน้ ลูกศรแสดงถึงขอ้ มลู หรือองคป์ ระกอบเด่ียว ๆ ที่ถูกนำามาผนวกรวมในกระบวนการ ขณะที่แถวของชุดสัญลักษณ์เส้นโค้ง/ ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 21
วงกลม 4 ลำาดับ จะส่อื ถงึ กระบวนการสังเคราะหน์ วัตกรรมอย่างง่ายทม่ี กี าร ค้นพบมาก่อน ซ่ึงได้ถูกนำามาสั่งสมและผนวกรวมเปนส่วนหน่ึงของ กระบวนการสังเคราะห์นวัตกรรมที่ซับซ้อนในคร้ังน้ี นอกจากนี้ในรูปยัง สะท้อนด้วยว่ากระบวนการสังเคราะห์นวัตกรรมขนาดใหญ่ มักไม่ได้มีการ ดาำ เนนิ การสาำ เรจ็ สมบรู ณใ์ นรอบเดยี ว แตอ่ าจมกี ารพฒั นาตอ่ เนอ่ื งซาำ้ ขน้ึ ไป จน นำาไปสู่นวัตกรรมท่ีมีคุณภาพมากขึ้น โดยในรูปได้แสดงภาพบางส่วนของ ขั้นตอนการสังเคราะห์นวัตกรรมรอบที่ 2 ต่อเน่ืองเพิ่มขึ้น หลังจากผ่าน กระบวนการ 4 ข้นั ตอนในรอบแรกแลว้ ประโยชนป์ ระการหนง่ึ ของทฤษฎขี อง Usher กค็ อื การแบง่ แยกลาำ ดบั ขนั้ ตอนดงั กลา่ วเปดิ โอกาสใหเ้ ราสามารถพจิ ารณาจดุ ทเี่ ราอาจเขา้ ไปแทรกแซง ส่งเสริมกระบวนการก่อเกิดนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนแปลงอัตราเร็ว และ/หรือ ทิศทางของการสร้างนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิผล โดยหากพิจารณาจาก กระบวนการสังเคราะห์ 4 ขนั้ ตอนดังกล่าว จะเหน็ วา่ ขั้นตอนท่มี คี วามเปนไป ไดท้ จี่ ะเออ้ื ตอ่ การแทรกแซงไดด้ ี กค็ อื ขน้ั ตอนที่ 2 การจดั วางเงอื่ นไข (Setting the Stage) และ ขัน้ ตอนท่ี 4 การปรับแก้เชิงวพิ ากษ์ (Critical Revision) ได้แก่ (1) การสง่ เสรมิ ในขนั้ ตอนการจดั วางเงอื่ นไขผา่ นการสรา้ งระบบ สนบั สนุนและการสรา้ งชุมชนการวิจยั ทเี่ หมาะสม เชน่ การส่งเสรมิ ให้เกิดการ รวมกลุ่ม การเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ การนำาเสนอผลงาน การสร้าง บรรยากาศการวิพากษ์ และ การให้คาำ แนะนาำ เชงิ สร้างสรรค์ ฯลฯ ซึง่ ระบบ สนับสนุนและชุมชนการวิจัยที่ดีจะมีส่วนช่วยให้นักวิจัยได้มีการเปิดรับข้อมูล ที่กว้างขวางขึ้น มีประสบการณ์ท่ีหลากหลายข้ึน หรือ มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นท่ีลึกซึ้งกว้างขวางขึ้น ช่วยเอื้อให้การรวบรวมจัดวางเงื่อนไข องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ให้มีความครบถว้ นเปนไปได้งา่ ยข้ึน เพิ่มโอกาสของการ สรา้ งการตระหนักรู้ (act of insight) ใหม้ ีความเปนไปไดม้ ากขึ้น 22 ศูนยว์ ิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว
(2) การส่งเสริมในขั้นตอนการปรับแก้เชิงวิพากษ์ผ่านการ สนบั สนนุ งานวจิ ัยพัฒนาเชงิ ประยกุ ต์ เพ่อื ขดั เกลาปรับแตง่ ข้อคน้ พบจากงาน วิจัยพื้นฐาน ให้สามารถต่อยอดและมีความเหมาะสมในการมาปรับใช้ในเชิง ปฏิบตั มิ ากขึ้น เพ่อื ใหน้ วตั กรรมมคี วามพรอ้ มท่ีจะขบั เคลื่อน “จากหิ้งสู่ห้าง” ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ตรงตามความต้องการ และมีประสิทธิภาพมากข้ึน (Ruttan, 1959, p.604-605.) 2.3 ทฤษฎีเกี่ยวกบั การแพร่กระจายนวตั กรรม แม้ว่าทฤษฎีของ Usher จะเปนแนวคิดที่มีประโยชน์ในการทำาความ เขา้ ใจกระบวนการเกิดขึ้นของนวตั กรรม แตแ่ นวคดิ ดงั กลา่ วยงั ขาดคำาอธบิ าย เก่ียวกับข้ันตอนกระบวนการในการพัฒนาที่ต่อเน่ืองในช่วงหลังจากขั้นตอน ของการสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม กล่าวคือ ขัน้ ตอนของการพฒั นาเทคโนโลยจี าก แนวคิดหรือการค้นพบในห้องทดลอง จนนำาไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในเชิง พาณชิ ย์ และ พัฒนาไปถงึ การแพร่กระจายของการใชป้ ระโยชน์นวัตกรรมใน วงกว้าง งานศึกษาเก่ียวกับนวัตกรรมที่มีความสำาคัญอย่างมากอีกชิ้นหน่ึงก็คือ รายงานการศกึ ษาเรอื่ ง Science: The Endless Frontier โดย Vannevar Bush (1945) ซ่ึงจดั ทำาเสนอใหแ้ ก่ประธานาธบิ ดี Franklin D. Roosevelt ของประเทศสหรฐั อเมรกิ า ในชว่ งปลายสงครามโลกครงั้ ที่ 2 และ เปน รายงาน ที่มีผลอย่างมากต่อการกำาหนดนโยบายในการพัฒนาเทคโนโลยีของ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเก่ียวกับนโยบายด้านการสนับสนุนส่งเสริม งานวิจยั พ้นื ฐาน (basic research) โดยหน่วยงานภาครฐั และภาคการศกึ ษา ในมิติต่าง ๆ ซ่ึงมีผลอย่างมากต่อความสำาเร็จในการพัฒนาศักยภาพทาง เทคโนโลยีและ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ีผ่านมาของประเทศ สหรฐั อเมรกิ า ศนู ย์วิจยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขยี ว 23
ขอ้ เสนอหลกั ของ Bush คือ เราไม่สามารถคาดหวงั ใหห้ น่วยงานวิจัย ของภาคเอกชน (ซ่งึ มีวัตถปุ ระสงคห์ ลกั ขององคก์ รในการแสวงหากำาไรสูงสดุ ) ตัดสินใจลงทุนกับงานวิจัยในส่วนท่ีเปนการวิจัยข้ันพ้ืนฐานในระดับท่ี เพยี งพอได้ เนอื่ งจากการลงทนุ ดงั กลา่ วเปน การลงทนุ ทม่ี คี วามเสย่ี งทจี่ ะไมน่ าำ สผู่ ลสาำ เรจ็ ทสี่ ามารถขยายสกู่ ารพฒั นาเชงิ พาณชิ ยใ์ นระดบั ทสี่ งู เกนิ ไป ดงั นนั้ ภาครฐั และโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ศนู ยว์ จิ ยั ของมหาวทิ ยาลยั หรอื สถาบนั วจิ ยั ภาย ใต้การสนับสนุนของภาครัฐควรจะเข้ามามีบทบาทนำาในส่วนน้ี ท้ังน้ี Bush เห็นว่าการลงทุนของภาครัฐในการส่งเสริมงานวิจัยพื้นฐานดังกล่าว จะสร้าง ผลในแงข่ องการวางรากฐานสาำ หรบั การพฒั นางานวจิ ยั เทคโนโลยเี ชงิ ประยกุ ต์ และ สง่ ผลตอ่ เนือ่ งนำาไปสกู่ ารพฒั นาและการประยุกต์ใช้เชิงพาณชิ ยโ์ ดยภาค ธรุ กจิ เอกชน จากแนวความคดิ ของความเชอื่ มโยงระหวา่ ง งานวจิ ยั พนื้ ฐาน-งานวจิ ยั เทคโนโลยี-การประยุกต์ใช้งาน ดังกล่าว นักวิชาการในยุคหลังจากน้ัน หลายตอ่ หลายคนก็ไดม้ กี ารนาำ เสนอแบบจำาลองลาำ ดับขน้ั ตอนของการพัฒนา นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (ตง้ั แต่จดุ เริ่มต้นในขัน้ ของงานวจิ ยั จนพฒั นาไปถงึ ขน้ั ของการประยกุ ตใ์ ช้ หรอื การแพรก่ ระจายประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยใี นวงกวา้ ง) โดยที่มีการกาำ หนดการแบง่ แยกข้ันตอนท่แี ตกตา่ งกนั บางสว่ น ท้งั นร้ี ูปท่ี 2.3 แสดงภาพของลาำ ดบั “หว่ งโซน่ วตั กรรม” (Innovation Chain) ทนี่ าำ เสนอโดย Grubb (2004) ซึ่งแบ่งขั้นตอนของการพัฒนานวัตกรรมไปสู่การประยุกต์ใช้ ออกเปน ท้งั สิ้น 6 ขนั้ ตอน ตามลาำ ดบั ดังนี้ 1. การวจิ ยั พฒั นาขนั้ พนื้ ฐาน(basicresearchanddevelopment): เปนข้ันตอนของการสร้างฐานความรู้ทางวิชาการ ซ่ึงจะเปนพ้ืนฐานของการ พัฒนาในเชงิ เทคโนโลยตี ่อไปในอนาคต 2. การวิจัยพัฒนาและสาธิตทางเทคโนโลยี (technology research, development and demonstration): เปน ขน้ั ตอนการพฒั นา เทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีท่ีเปนการประยุกต์ใช้ประโยชน์จาก ฐานความรู้ทางวชิ าการ 24 ศูนย์วิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขียว
3. การสาธติ ทางการตลาดของเทคโนโลยี(marketdemonstration): เปนขั้นตอนการนำาเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีท่ีสร้างขึ้น มานำา เสนอให้แก่ลูกค้าและผู้ใช้งานที่เปนกลุ่มเปาหมาย เพ่ือแสดงให้เห็นว่าเปน เทคโนโลยีท่ีสามารถนาำ มาใช้ประโยชนไ์ ดใ้ นสถานการณจ์ รงิ และรวมทงั้ เพ่อื แสดงใหเ้ หน็ ถงึ สมรรถนะในการใชง้ าน ทางเลอื กการประยกุ ตใ์ ช้ และ ศกั ยภาพ ในเชงิ การตลาด 4. การพัฒนาเชิงพาณิชย์ (commercialization): หมายถึง ขั้นตอนการรับเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ (adoption) โดยหน่วยธุรกิจที่มีอยู่ แลว้ หรอื การสร้างองค์กรธุรกิจใหมบ่ นฐานของเทคโนโลยีท่ีคน้ พบ เพือ่ เปดิ ตลาดรองรบั การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยี 5. การสงั่ สมทางการตลาด (market accumulation): ขัน้ ตอน ของการสง่ั สมและขยายขนาดของตลาดการใชง้ านเทคโนโลยี ซงึ่ ในหลายกรณี กอ็ าจเปนการเติบโตผา่ นตลาดเฉพาะทาง (niche market) หรอื ตลาดทไี่ ด้ รบั การปกปอ ง (protected market) 6. การแพรก่ ระจายในวงกว้าง (diffusion): เปน สภาวะที่การใช้ งานของเทคโนโลยไี ดร้ บั การขยายตวั จนแพรก่ ระจายไปสตู่ ลาดในวงกวา้ งทว่ั ไป รูปท่ี 2.3 หว่ งโซ่นวตั กรรมของการพฒั นาเทคโนโลยี ทีม่ า: Grubb (2004) ศูนย์วจิ ัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขียว 25
อย่างไรก็ดี แม้ว่าแบบ จาำ ลองดงั กลา่ วจะถกู ตง้ั ชอื่ วา่ เปน “แบบจาำ ลองหว่ งโซข่ องนวตั กรรม” แต่ก็ไม่จำาเปนว่าห่วงโซ่ดัง กล่าวจะต้องมีลักษณะเปน เส้นตรงเสมอไป กล่าวคือ การพฒั นาของนวตั กรรม ใหม่ไม่จำาเปนท่ีจะต้อง เปน การเดนิ ทางตามลาำ ดบั ของขั้นตอนท่ีตรงไปตรงมาตามลำาดับเสมอ บางครัง้ อาจมกี ารขา้ มขน้ั ตอนในบางส่วน เชน่ หนว่ ยงานวิจยั ในมหาวทิ ยาลยั อาจตัดสินใจจัดต้ังองค์กรธุรกิจเพื่อผลิตและจำาหน่ายสินค้าจากเทคโนโลยี ทพี่ ฒั นาขน้ึ ไดเ้ อง รวมทงั้ การทก่ี ารพฒั นานวตั กรรมสว่ นใหญม่ กั จะมลี กั ษณะ ของการปอนกลบั (feedback) ในรปู แบบของการยอ้ นกลับไปปรับปรงุ แก้ไข หรอื แมแ้ ตก่ ารสะทอ้ นกลบั ไปมาทไี่ มเ่ ปน ไปตามลาำ ดบั ทาำ ใหก้ ระบวนการของ การพัฒนานวัตกรรมสามารถที่จะมีความซับซ้อนได้เปนอย่างมาก เพื่อให้ได้ เทคโนโลยที ม่ี คี วามเหมาะสมในการประยกุ ตใ์ ชท้ ด่ี ขี นึ้ หรอื มตี น้ ทนุ การดาำ เนนิ งานที่ตา่ำ ลง ในมิติของการกำาหนดนโยบายเพ่ือการส่งเสริมนวัตกรรม Grubb (2004) นำาเสนอว่า ที่ผ่านมามีแนวคิดหลักท่ีสำาคัญเก่ียวกับทางเลือกของ แนวทางในการกำาหนดนโยบายเพื่อการส่งเสริมนวัตกรรมอยู่ 2 รูปแบบ ซึ่งแต่ละแนวคิดจะให้ข้อเสนอแนะทางนโยบายท่ีแตกต่างกัน จนเกิดเปน การโต้แย้งทางวิชาการระหว่างนักวิชาการท่ีสนับสนุนแนวคิดท้ังสองรูปแบบ โดยเขาไดย้ กกรณขี องการกาำ หนดนโยบายในการสง่ เสรมิ นวตั กรรมเทคโนโลยี คาร์บอนต่ำา มาเปนตัวอย่างในการอธิบายความแตกต่างของแนวคิดท้ังสอง ดงั นี้ 26 ศูนยว์ ิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขียว
1. แนวคดิ แรงผลกั เชงิ เทคโนโลยี (Technology Push หรอื Product Push) เปน แนวคดิ ทเี่ หน็ วา่ แนวทางเชงิ นโยบายของภาครฐั ทเี่ หมาะสมในการ ส่งเสริมเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำา ก็คือ การส่งเสริมในข้ันตอนของการพัฒนา เทคโนโลยผี า่ นการสนบั สนนุ งานวจิ ยั และพฒั นา ทงั้ ในสว่ นทเ่ี ปน โครงการวจิ ยั ทดี่ าำ เนนิ งานโดยหนว่ ยงานวจิ ยั หรอื บคุ ลากรของภาครฐั เอง และ โครงการวจิ ยั ของหน่วยงานวิจัยภาคเอกชนหรือภาคการศึกษาโดยท่ีมีภาครัฐเข้าไปช่วยให้ ทนุ อดุ หนนุ เนอ่ื งจากปญ หาการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศเปน ปญ หาทขี่ นึ้ กับปริมาณรวมของก๊าซเรือนกระจกที่สะสมในชั้นบรรยากาศในระยะยาว ดังน้ันจึงไม่มีความจำาเปนที่จะต้องรีบใช้นโยบายที่จะกำาหนดบังคับให้มีการ ลงทุนเพอื่ ลดก๊าซเรือนกระจกในปจจุบนั แต่ควรเน้นจุดสนใจเชงิ นโยบายไปที่ การลงทุนในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเร่งให้ต้นทุนของเทคโนโลยีในการลด ก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพ่ือท่ีเราจะสามารถดำาเนินการ ขยายการลดก๊าซเรือนกระจกในอนาคตโดยใช้ต้นทุนรวมที่ต่ำากว่า แทนการ เร่งรัดการดำาเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในปจจุบันในขณะท่ีเทคโนโลยียังมี ราคาแพงอยู่ 2. แนวคิดแรงดงึ เชงิ อุปสงค์ (Demand Pull หรือ Market Pull) เปนแนวคิดที่มีความเห็นว่า กลไกสำาคัญในการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมทาง เทคโนโลยีก็คือ การทำาให้ภาคเอกชนเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี คาร์บอนตำ่า เพ่ือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ภายใต้แนวคิดน้ีการใช้มาตรการท่ีจะเร่งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนดำาเนิน การลดกา๊ ซเรอื นกระจกจงึ เปน เรอื่ งทสี่ าำ คญั การประวงิ เวลาในการดาำ เนนิ การ หรือการลงทุนเพ่ือลดก๊าซเรือนกระจกให้ล่าช้าออกไป จะมีผลทำาให้เกิดการ หน่วงหรือชะลอความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมของภาคเอกชน และ อาจจะทำาให้เราจำาต้องไปเร่งเพิ่มเปาหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้รวดเร็ว มากยิ่งข้ึนในอนาคต เพ่ือให้ยังสามารถรักษาเปาหมายเชิงอุณหภูมิภายใต้ขีด จาำ กัดทีก่ าำ หนดไว้ ทาำ ใหต้ น้ ทนุ การลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมกลับยิง่ เพมิ่ ขนึ้ เม่ือเปรียบเทียบกับการท่ีภาครัฐจะดำาเนินการส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้ภาค เอกชนเรมิ่ ตน้ การปรบั เปลย่ี นทศิ ทางการดาำ เนนิ งานและการตดั สนิ ใจการลงทนุ ตั้งแต่ต้นซ่ึงจะทำาให้เอกชนมีเวลาในการปรับตัวมากกว่า และสามารถบรรลุ การลดก๊าซเรือนกระจกได้ในต้นทนุ ระยะยาวทถ่ี กู กว่า ศูนยว์ ิจยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 27
Grubb เสนอว่าการมองแนวคิดท้ังสองรูปแบบว่าเปนแนวคิดขั้ว ตรงข้าม ท่ีเราจะต้องเลือกเช่ือเพียงแนวคิดใดเพียงแนวคิดหนึ่งเทา่ นน้ั น่าจะ เปน เรอ่ื งทไี่ มถ่ กู ตอ้ ง ความขดั แยง้ ทปี่ รากฏในชดุ คาำ อธบิ ายขา้ งตน้ แทจ้ รงิ แลว้ น่าจะเปนเพียง “ขั้วตรงข้ามเทียม” (false dichotomy) ท่ีอาจไม่มีอยู่จริง ทั้งนี้เพราะกระบวนการของการพัฒนานวัตกรรม เปนกระบวนการที่มีความ ซบั ซ้อน มหี ลายขั้นหลายตอน ดงั น้ันจึงไม่มีเหตผุ ลท่ีเราจะตอ้ งยดึ เอาแนวคดิ การพจิ ารณาเชงิ นโยบายอนั หนง่ึ อนั ใดมาใชเ้ ปน แนวคดิ หลกั อยา่ งตายตวั เพยี ง แนวคดิ เดยี ว ทางเลอื กทนี่ า่ จะเปน ประโยชนก์ วา่ กค็ อื การปรบั เอาตรรกะของ ท้ังสองแนวคิดมาใช้เปนมุมมองที่ควบคู่กันในการพิจารณากำาหนดนโยบายท่ี เหมาะสม สำาหรับช่วงของข้ันตอนต่าง ๆ ในห่วงโซ่การพัฒนานวัตกรรม กล่าวคอื เขาเห็นว่าแนวคิดและขอ้ เสนอแบบ Technology Push นา่ จะเปน แนวทางที่ควรให้ความสำาคัญในช่วงลำาดับต้นของพัฒนาการในห่วงโซ่ นวตั กรรม โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในชว่ งของข้นั ตอนการวิจยั และพัฒนา หลงั จาก นั้นเม่ือตัวเทคโนโลยีได้วิวัฒนาการเข้าสู่ลำาดับข้ันตอนท่ีสูงข้ึน มีการขยับเข้า ใกล้บทบาทของกลไกตลาดมากขนึ้ เราจึงอาจค่อย ๆ ปรับมาใหค้ วามสำาคัญ กับข้อเสนอในแนวทางของ Demand Pull เพิ่มมากข้นึ ตามลำาดบั รปู ท่ี 2.4 ลักษณะสำาคญั ของการแบง่ ชว่ งห่วงโซก่ ารพัฒนานวัตกรรม ทม่ี า: Grubb (2004) 28 ศูนย์วิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขยี ว
โดยทั้งนี้ เราอาจแบ่งลำาดับข้ันของการห่วงโซ่การพัฒนานวัตกรรม 6 ข้ันตอน ออกได้เปน 3 ช่วงหลัก (ดังท่ีแสดงในรูปท่ี 2.4) ซึ่งแต่ละช่วงจะมี ลักษณะของความเสี่ยงหลัก ขนาดการลงทุน และ ความเหมาะสมของการ ลงทุนที่แตกตา่ งกัน ดงั นี้ ช่วงที่ 1: Public Research, Development & Demonstration ครอบคลุมขั้นตอนเก่ียวกับการวิจัยพัฒนาและสาธิต ทั้งในส่วนของการวิจัย พฒั นาขัน้ พนื้ ฐาน และ การวจิ ยั พัฒนาทางเทคโนโลยี ซ่ึงในชว่ งน้ีความเสยี่ งท่ี เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมจะเปนความเส่ียงทางเทคนิค (technical risk) เปนหลัก โดยหากแนวคิดของงานวิจัยไม่สามารถนำาสู่การพัฒนา นวัตกรรมท่ีประสบผล ผู้ท่ีลงทุนกับการพัฒนานวัตกรรมในช่วงนี้ก็อาจจะไม่ สามารถไดร้ บั ผลตอบแทนจากเงนิ ลงทุนอะไรเลย (no return) ทาำ ให้ในแง่นี้ การลงทนุ เพอ่ื พฒั นานวตั กรรมในชว่ งขนั้ ตอนนจี้ งึ มลี กั ษณะเปน การลงทนุ ทมี่ ี ความเสี่ยงสูงมาก ส่งผลให้เราไม่สามารถคาดหวังให้ภาคเอกชนเลือกเข้ามา ดาำ เนนิ งานในสว่ นนไี้ ดม้ ากนกั แตอ่ ยา่ งไรกด็ ี เนอื่ งจากวา่ ขนาดของจาำ นวนเงนิ ลงทุนทต่ี อ้ งการใชใ้ นการดำาเนินในขน้ั ตอนน้ี มักจะเปนตวั เลขจำานวนเงินท่ไี ม่ สงู มากนัก (small money) โดยเฉพาะอย่างย่งิ เม่อื เทยี บกบั ขนาดการลงทุน ทอ่ี าจตอ้ งการในลาำ ดบั ชว่ งขน้ั ตอนอนื่ ๆ จงึ นา่ จะมคี วามเหมาะสมทภ่ี าครฐั จะ เข้ามาดำาเนินการใหส้ นับสนนุ ทางการเงินในส่วนน้ี (public funding) เพอ่ื ให้ เกดิ งานวจิ ยั ทจี่ ะสรา้ งองคค์ วามรหู้ รอื เทคโนโลยใี หม่ ทจ่ี ะเปน พนื้ ฐานของการ พัฒนานวัตกรรมในลำาดบั ข้ันตอนต่อไป ช่วงท่ี 2: Marketization ครอบคลุมข้ันตอนของการสาธิตทางการ ตลาดไปจนถึงช่วงการพัฒนาตลาดเชิงพาณิชย์ เปนช่วงของการเปล่ียนผ่าน ของนวตั กรรมจากงานวจิ ยั ออกมาสผู่ ลติ ภณั ฑท์ จี่ ะนาำ มาแนะนาำ เขา้ สตู่ ลาด นบั ตงั้ แต่การทำาการสาธิตเชงิ เทคโนโลยี การเริ่มตน้ ทาำ การผลิต รวมไปจนถึงการ สาธิตและแนะนำาสินค้าเพื่อสร้างความรู้จักในตลาด ดังนั้นกระบวนการใน ช่วงนี้จึงมีลักษณะท่ีมีความต้องการเม็ดเงินในการลงทุนท่ีเพิ่มสูงกว่าในช่วงท่ี 1 (big money) เปน การลงทนุ ทม่ี คี วามเสย่ี ง (risky returns) โดยความเสย่ี งหลกั ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขียว 29
ยังเปน ความเส่ยี งทางเทคนคิ (technical risk) แตใ่ นบางกรณีอาจจะมคี วาม เสยี่ งในทางเชงิ ขอ้ บงั คบั กฎหมายหรอื ความเสย่ี งทางการเมอื ง (political risk) และรวมถึงความเสี่ยงทางการตลาด (market risk) ประกอบด้วย ซ่ึงงาน วิชาการหลาย ๆ ชิ้น มักชี้ว่า ช่วงขั้นตอนน้ีเปนช่วงที่นวัตกรรมจำานวนมาก ประสบปญหาความล้มเหลว กล่าวคือ ไม่สามารถสร้างความเช่ือมโยงจาก ผลงานในหอ้ งวจิ ยั ออกมาสผู่ ลติ ภณั ฑใ์ นทอ้ งตลาด จนมกี ารเปรยี บเปรยวา่ เปน สภาวะของ “หุบเขาแหง่ ความตายของเทคโนโลยี (Technological Valley of Death)” ทเี่ ปน จดุ เชอ่ื มโยงสาำ คญั ในการเปลยี่ นผา่ นของรปู แบบการลงทนุ จากช่วงการสนับสนุนของภาครัฐในช่วงงานวิจัย ไปสู่ การลงทุนของภาค เอกชนในช่วงการผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการในตลาด (public and private funding) ช่วงที่ 3: Market Penetration ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงของการส่ังสม ทางการตลาด ไปจนกระทั่งถึงการแพร่กระจายของเทคโนโลยีในวงกว้าง ช่วงนี้จะเปนช่วงที่กลไกตลาดมีบทบาทสำาคัญ ความเส่ียงหลักของการลงทุน จะเปนความเส่ยี งเชงิ การตลาด (market risk) โดยผู้ลงทุนยอ่ มคาดหวังจะได้ ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ (commercial return) รวมทั้งการดำาเนิน งานจะมลี กั ษณะที่จะตอ้ งใช้เงนิ ลงทุนขนาดใหญ่มากข้ึนกว่ากรณีของ 2 ช่วง แรกข้ึนไปอกี (huge money) ทำาใหบ้ ทบาทการลงทนุ ควรจะใหค้ วามสาำ คัญ กับบทบาทของการลงทนุ ภาคเอกชนเปน หลกั (private funding) เนือ่ งจาก ภาคเอกชนจะมีแรงจูงใจ และ มีความสามารถในการปรับตัวรับมือกับการ เปล่ยี นแปลงทางสถานการณข์ องตลาดไดด้ ีกว่า อย่างไรก็ดีในภาพรวมอาจควรต้องเน้นยำ้าด้วยว่า แม้ว่าลักษณะของ รูปแบบการลงทุนท่ีเหมาะสมอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงของห่วงโซ่ นวตั กรรม แตบ่ ทบาทของภาครัฐในการสนบั สนุนส่งเสรมิ การสรา้ งนวัตกรรม ยังคงเปนสิ่งท่ีมีความสำาคัญตลอดย่านของห่วงโซ่ทั้งกระบวนการ เนื่องจาก กระบวนการสรา้ งนวัตกรรมมีลกั ษณะทเ่ี ปนกจิ กรรมทก่ี อ่ ให้เกิด “ผลกระทบ 30 ศูนยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขียว
ภายนอกเชิงบวก” (positive externality) ต่อสังคมส่วนรวม กล่าวคือ ความรหู้ รอื เทคโนโลยที เี่ กดิ ขน้ึ จากการสรา้ งนวตั กรรมจะมผี ลแพรก่ ระจายไป สู่ภาคส่วนอ่ืนในสังคมด้วย (spillover effect) ทั้งโดยผ่านกระบวนการ ลอกเลยี นแบบ การทาำ วศิ วกรรมยอ้ นกลบั และ/หรอื การขยายตอ่ ยอดความรู้ ซ่ึงผลประโยชน์ภายนอกในเชิงความรู้ท่ีขยายกระจายสู่สังคมดังกล่าว ทางผู้สร้างนวัตกรรมย่อมจะไม่สามารถเข้าไปเรียกร้องขอแบ่งส่วนผล ประโยชน์ได้มากนัก หรือซ้ำาร้ายย่ิงกว่านั้น ในกรณีท่ีมีผู้ผลิตรายอ่ืนนำา นวัตกรรมดังกล่าวไปผลิตเปนสินค้าลอกเลียนแบบ ก็อาจทำาให้หน่วยผลิตที่ สรา้ งสรรคน์ วตั กรรมดงั กลา่ วอาจตอ้ งสญู เสยี ประโยชนท์ างธรุ กจิ ทคี่ วรไดจ้ าก ความคิดของตนไป ในกรณีเช่นน้ี ในทางเศรษฐศาสตร์จะถือว่าเปนกรณีที่มี ความเหมาะสมที่จะมกี ารเขา้ มาแทรกแซงของภาครัฐ เพอื่ ชว่ ยกระต้นุ และ/ หรอื รกั ษาแรงจูงใจในการสรา้ งนวตั กรรมของภาคธรุ กิจ ซึ่งการแทรกแซงดัง กล่าว อาจจะอยู่ในรูปแบบของการสนับสนุนเงินทุนเพื่อส่งเสริมงานวิจัย (แนวคิด Technology Push) หรอื การสรา้ งระบบการปกปอ งทรัพย์สนิ ทาง ปญ ญา เพอ่ื ทาำ ใหผ้ สู้ รา้ งนวตั กรรมไดม้ โี อกาสหาประโยชนท์ างการเงนิ จากผล งานของตน อย่างน้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่งตามที่ ทางภาครัฐกำาหนด เพ่ือเปนแรงจูงใจให้เกิดการ CO2 ตดั สินใจลงทนุ (แนวคดิ Demand Pull) CO2 นอกจากน้ี ในกรณีท่ีนวัตกรรมที่ พจิ ารณามลี กั ษณะเปน นวตั กรรมเพอ่ื ประโยชน์ ดา้ นสิง่ แวดล้อม (เชน่ นวัตกรรมเพือ่ ชว่ ยในการ ลดมลภาวะ หรอื การลดกา๊ ซเรอื นกระจก) เราจะพบ วา่ ในกรณเี ชน่ นี้ ผลประโยชนเ์ ชงิ สงิ่ แวดลอ้ มของการ ใช้นวัตกรรม จะยิ่งเปนเหตุผลส่งเสริมให้ควรมีการ สนับสนุนแทรกแซงของภาครัฐท่ีชัดเจนมากข้ึน โดยกรณีดังกล่าวถูกต้ังชื่อเรียกว่าเปน “ผลกระทบ ศูนยว์ จิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขยี ว 31
ภายนอกสองมิติ” (double externality) กล่าวคือ การสร้างนวัตกรรม ดงั กลา่ วนอกจากจะเปน การสรา้ งผลกระทบภายนอกเชงิ บวกในแงข่ องการสรา้ ง และแพร่กระจายความรู้แล้ว ตัวเทคโนโลยีท่ีผลิตข้ึนจากนวัตกรรมดังกล่าว ยังจะมีส่วนช่วยในการบรรเทาผลกระทบภายนอกเชิงลบจากปญหามลภาวะ หรือปญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ การท่ีผลประโยชน์ในเชิงการ บรรเทาผลกระทบภายนอกเชิงลบดังกล่าวมีลักษณะเปนผลกระทบเชิง สาธารณะ ซง่ึ ไมส่ ามารถใชก้ ลไกตลาดปกตติ ามแนวคดิ Demand Pull ในการ ดงึ ดดู ใหเ้ กดิ การสรา้ งนวตั กรรมได้ ภาครฐั จงึ อาจควรตอ้ งเขา้ มาแทรกแซงเพอื่ ทำาให้การลดก๊าซเรือนกระจกกลายเปนสินค้าท่ีมีราคา โดยอาจผ่านการเก็บ ภาษีคาร์บอน (carbon tax) หรือ การสร้างตลาดซ้ือขายใบอนุญาตปล่อย คาร์บอน (tradable emission permit) เพื่อเปน ฐานในการสรา้ งแรงจงู ใจให้ มีการพัฒนาและการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีคาร์บอนตำ่าของ ผู้ประกอบการในตลาดได้ 32 ศูนย์วิจยั นโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขยี ว
บทท่ี 3 การวางแผนนโยบายการพัฒนานวตั กรรม เนื้อหาของบทน้ีจะเปนการพิจารณาเกี่ยวกับการออกแบบและการ วางแผนนโยบายในการสง่ เสรมิ การพฒั นานวตั กรรมทางเทคโนโลยี โดยใชก้ รณี ของการวางแผนพฒั นานโยบายสง่ เสรมิ นวตั กรรมเทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี น มาเปนตวั อย่างในการอธิบาย ประเด็นสำาคัญท่ีจำาเปนต้องเข้าใจในการออกแบบนโยบายนวัตกรรมก็ คอื ตวั นวตั กรรมทางเทคโนโลยไี มไ่ ดเ้ ปน สงิ่ ทปี่ รากฏโดยแยกขาดจากสง่ิ อนื่ ๆ หากแตด่ ำารงอย่ใู นบรบิ ทของระบบนเิ วศนวัตกรรม หรอื กล่าวอีกนยั หน่ึงก็คอื บริบทของปจจัยเชิงระบบท่ีดำารงอยู่แวดล้อมตัวนวัตกรรมทางเทคโนโลยี สามารถมผี ลอยา่ งสาำ คญั ในการกาำ หนดความสาำ เรจ็ ของเทคโนโลยี การวางแผน นโยบายนวตั กรรมทด่ี จี งึ จาำ เปน ทจี่ ะตอ้ งมกี ารนาำ เอาปจ จยั เชงิ บรบิ ททเี่ กย่ี วขอ้ ง มาประกอบในการพิจารณาด้วย ในกรณีของการวางแผนนโยบายนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน หมุนเวียน ทางสำานักงานพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ (International Renewable Energy Agency: IRENA) ไดม้ กี ารศกึ ษาจดั ทาำ คมู่ อื กรอบแนวทาง การพิจารณาออกแบบนโยบายนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนไว้ในรายงาน Renewable Technology Innovation Policy: A Process Development Guide (IRENA, 2015) ซง่ึ เปน การรวบรวมประสบการณก์ ารออกแบบและการ ดำาเนินนโยบายในการส่งเสรมิ นวตั กรรมของประเทศตา่ ง ๆ มาพัฒนาขึน้ เปน กรอบแนวทางเชงิ กระบวนการในการวางแผนนโยบายทมี่ คี วามรอบดา้ น และ เปนระบบ เพือ่ เปน ตัวอย่างให้ประเทศตา่ ง ๆ สามารถนำาไปประยุกตใ์ ช้ในการ ออกแบบนโยบายของตน โดย IRENA (2015) เสนอว่า การออกแบบนโยบายส่งเสริมนวตั กรรม พลังงานหมุนเวียนทดี่ ี จาำ เปนจะต้องใหค้ วามสำาคัญกับการพจิ ารณาปจจยั เชิง บริบทที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเปนในมิติของคุณสมบัติของ ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขียว 33
แหล่งทรัพยากรพลังงานท่ีมีศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ ศักยภาพของ สถาบันที่เกี่ยวข้อง ความต้องการพลังงาน เครือข่ายผู้มีส่วนได้เสีย เปนต้น หากผู้มีอำานาจตัดสินใจมีความเข้าใจในปจจัยท่ีเก่ียวข้องเหล่าน้ี ก็จะมีความ สามารถทาำ การออกแบบและวางแผนการตัดสินใจได้ดขี ้นึ ภายใต้กรอบแนวทางของ IRENA (2015) เราอาจสามารถแบ่งแยก กระบวนการออกแบบและวางแผนนโยบายนวตั กรรมพลงั งานหมนุ เวยี นออก เปน 3 ขน้ั ตอน คือ 1) ช่วงการประเมิน (assessment stage) ขั้นตอนแรกจะเปน ข้ันตอนในการประเมินและทำาความเข้าใจโครงสร้างของทรัพยากรและ ศกั ยภาพพื้นฐาน ซ่งึ ประกอบดว้ ยการประเมนิ ใน 3 เรือ่ งท่ีเกีย่ วขอ้ งกนั คือ (ก) การประเมินทรัพยากรและศกั ยภาพ (assessing resources and capacity) คอื การประเมนิ เงอื่ นไขพนื้ ฐานสาำ หรบั นวตั กรรม และหาชอ่ งวา่ งและโอกาสใน การพฒั นานโยบายนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวยี น (ข) การ ระบุรูปแบบนวัตกรรม (identifying innovation modes) คือการกำาหนด ระดบั ความเขา้ กนั พอดขี องศกั ยภาพและตวั เทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี น และ (ค) การทำาให้เปาหมายระดับมหภาคมีความชัดเจน (clarifying macro-objectives) คือการกำาหนดนโยบายนวัตกรรมให้เข้ากับเปาหมาย นโยบายมหภาคในระยะยาว 2) ช่วงวางกลยุทธ์ (strategy stage) ขั้นตอนน้ีจะเปนขั้นตอน ของการสรา้ งความชัดเจนในกลยทุ ธท์ ่ีจะใช้การสนบั สนนุ นวตั กรรม ประกอบ ด้วยการประเมินใน 2 เรื่องที่เก่ียวเน่ืองกันคือ (ก) การระบุเทคโนโลยีหลัก (identifying key technologies) คือ การเลอื กเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ท่เี หมาะสมสำาหรบั การสง่ เสริมบนฐานของผลการประเมนิ ในชว่ งที่ 1 และ (ข) การเลือกกลยุทธ์นวัตกรรม (selecting innovation strategies) คือการ กำาหนดเลือกชุดของทางเลือกนโยบายในการส่งเสริมนวัตกรรมพลังงาน หมุนเวยี นท่มี ีความสอดคล้องกนั 34 ศนู ย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขียว
3) ชว่ งการดาำ เนนิ งาน (implementation stage) ขนั้ ตอนสดุ ทา้ ย คอื ขนั้ ตอนทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั กระบวนการเลอื กและการนาำ เครอื่ งมอื ทางนโยบาย ไปประยุกต์ใช้ ซ่ึงอาจแบ่งได้เปน 2 ขั้นตอนคือ (ก) การสร้างโครงสร้าง ธรรมาภบิ าล (establishing governance structures) เพอื่ ระบคุ วามชัดเจน ในเรื่องบทบาทและความรับผิดชอบในการดำาเนินนโยบายนวัตกรรมว่าด้วย เทคโนโลยีพลังงานหมนุ เวียน และ (ข) การเลือกและการใชเ้ คร่อื งมือนโยบาย นวัตกรรม (selecting and applying innovation policy instruments) การระบทุ างเลอื กของนโยบายในการนาำ ไปปฏิบัติ รูปท่ี 3.1 แสดงภาพรวมของกระบวนการวางแผนและออกแบบ นโยบายนวัตกรรม ในกรณีของนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ตามข้อเสนอของ IRENA (2015) ศนู ย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขียว 35
Figure 3: Illustrative guide to the RET innovation policy development process 36 ศูนย์วจิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว Renewable Energy Technology Innovation Policy: A Process Development Guide 7 รปู ที่ 3.1 กระบวนการวางแผนและออกแบบนโยบายนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน Assessment Strategy Implementation Identify Assess Clarify the Identify Key Select a Strategy Establish the Apply the Actual Resource and Innovation Mode Macro- Technologies Governance Instruments Capacity Objective(s) Structure University and public laboratory R&D Economic and Adaptation Energy Access Solar PV “Micro Energy Key questions for Innovation (distributed) Entrepreneurship” policy governance: Advanced degree programs Orientation Commercial Energy Security Technical education, industry Scale -up Solar PV “Open for What is the level and apprenticeships; “ upskilling ” Energy Supply Energy Cost (utility scale) Business” type of collaboration and Demand Technology required between RE resource data Venturing Modernisation Microhydro “Energy Security government and (e.g. Atlases) Energy and RE and Beyond” private firms? Policies International Micro -grids Engineered networks for Competitiveness “Interactive What is the required value -chain capacity growth: General Thin -film PV Learning” level of coordination Absorptive Greenhouse between energy “interactive learning” Gas Reduction Onshore Wind “Innovation market regulators and Incubation of Capacity Clusters” other relevant Macro-Objectives O shore Wind ministries ? seed -stage entrepreneurship RE Absorptive serve to stabiize Conventional Novel tech transfer Capacity innovation policy by Do the innovation pathways aligning it with long- Hydro activities benefit from Robust intellectual Concentrating proximity? property protection term, broadly- shared policy goals. Solar Power Is there robust Removing barriers to Geothermal governance capacity entrepreneurship at subnational levels? Tidal Grid -connected RET Waste -to- Is there strong demonstration parks demand for highly Grid extension and open Energy localized business - Biogas model solutions? access Commercialisation valley Solar Hot Water Does the governance of death (growth) finance environment support Biomass intervention or Microfinance; catalysis ? end -user finance Resource and Innovation Modes Innovation Key Technologies Public procurement Capacity provide broad Strategies represent represent the full Is policy coordination Technology valley indications of indicative portfolios possible and cost - of death (seed) finance Assessments inform appropriate of policies that have range of RETs e ective? Demand support various steps in innovation available for RET innovation strategies and been deployed in Governance Innovation Policy approaches. innovation activities. Structures reflect the Instruments policy development. conjunction. contextual factors represent the policy ที่มา: RETIP (2015) that determine “toolbox” available to policy makers. which agencies bear responsibility for various aspects of innovation policy.
3.1 ช่วงการประเมิน (Assessment Stage) ข้ันตอนช่วงการประเมินจะเปนขั้นตอนที่ให้ความสำาคัญกับการ ทำาความเข้าใจโครงสร้างของทรัพยากรและศักยภาพพ้ืนฐาน รวมทั้งตัว ขบั เคลอ่ื นของนวตั กรรมเทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี น เนอ่ื งจากแตล่ ะประเทศ มสี ภาพแวดลอ้ มทีแ่ ตกต่างกัน ทัง้ ในสว่ นของเปา หมายพลงั งานระดบั มหภาค ศักยภาพด้านนวัตกรรม และเครือข่ายของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านจี้ ะส่งผลต่อการกำาหนดนโยบายทเ่ี หมาะสม 3.1.1 การประเมินทรัพยากรและศักยภาพ (Assessing Resources and Capacity) การประเมินทรัพยากรและศักยภาพประกอบไปด้วย การ วเิ คราะหเ์ งอ่ื นไขพน้ื ฐานของนวตั กรรม รวมทง้ั ชอ่ งวา่ งและโอกาสในการพฒั นา นโยบายนวัตกรรมว่าด้วยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ตามสภาวะของ ศกั ยภาพและทรพั ยากรทหี่ ลากหลายของตวั เอง ทง้ั ในระดบั ประเทศและระดบั ท้องถิ่น เพ่ือสร้างนโยบายนวัตกรรมภาคพลังงานท่ีมีประสิทธิผล และ เหมาะสมสาำ หรบั ประเทศตนเอง ซง่ึ มปี จจัยท่เี กี่ยวขอ้ ง 5 ประการ ดังนี้ 1) ทิศทางด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรม (Economic and Innovation Orientation) ทิศทางด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรม รวมถึงตัวชี้วัดท่ีเก่ียวข้อง ตา่ ง ๆ สามารถช่วยสะท้อนศักยภาพและช่องวา่ งของนวัตกรรมของประเทศ โดยจากหลกั ฐานพบวา่ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทง้ั ในอดตี และปจ จบุ นั เปน สว่ น สำาคัญในการกำาหนดเส้นทางของนวัตกรรมในอนาคต ทิศทางการส่งออกยัง เกย่ี วขอ้ งกบั ระดบั ของผลติ ภาพของประเทศและเปน ตวั ชว้ี ดั ทศิ ทางเศรษฐกจิ ในปจ จุบัน ทศิ ทางทางดา้ นนวตั กรรมไม่ว่าจะวดั ด้วยเปอรเ์ ซน็ ตข์ อง GDP ที่ ใชใ้ นงานวิจัยและพฒั นา หรือการจัดลำาดบั นวัตกรรม เช่น การจดั อนั ดบั ของ ศูนยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขียว 37
World Intellectual Property Organization หรือ Bloomberg ถอื เปน กลุ่มเกณฑ์ที่หลากหลาย ซ่ึงสามารถนำาไปวัดและประเมินศักยภาพด้าน นวตั กรรมได้ 2) อปุ สงคแ์ ละอปุ ทานพลงั งาน (Energy Supply and Demand) แนวโน้มของอุปสงคแ์ ละอปุ ทานพลงั งานเปน ตัวกาำ หนดภูมทิ ัศน์ ของนวัตกรรมภาคพลังงาน ในด้านอุปทาน ความหาได้และต้นทุนโดย เปรียบเทียบของเช้ือเพลงิ ฟอสซิลกบั พลงั งานหมุนเวยี น ส่งผลกระทบต่อการ ใช้พลังงานหมุนเวียน โดยประเทศท่ีมีเชื้อเพลิงฟอสซิลจำานวนมาก จะทำาให้ แรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนลดลง เน่ืองจากเชื้อเพลิง ฟอสซิลมีราคาที่ตำ่ากว่า เปนแหล่งพลังงานท่ีมีความพร้อม และก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน นอกจากน้ี การกระจายตัวตามพื้นที่และ คุณภาพของแหล่งพลังงานหมุนเวียนก็มีผลอย่างมาก ต่อการใช้เทคโนโลยี พลังงานหมุนเวียนของแต่ละประเทศหรือภูมิภาค รวมท้ังประเทศท่ีมีความ อุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติจะมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบกว่า ประเทศทีข่ าดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ อยา่ งไรก็ตาม ประเทศท่ีขาดแคลน ทรัพยากรธรรมชาติก็สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีเกี่ยวข้อง กับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนได้ ผ่านทางสายโซ่อุปทานและการบริการที่ เกย่ี วข้องกับเทคโนโลยีพลงั งานหมุนเวียน การขยายตัวของอุปสงค์ตลาด และ รวมท้ังสภาวะตลาดท่ีมี ศกั ยภาพทจ่ี ะสรา้ งอปุ สงคใ์ นระดบั สงู นา่ จะสามารถดงึ ดดู การลงทนุ จากบรษิ ทั ทั้งในและต่างประเทศได้ดี ขณะท่ีตลาดที่เติบโตช้าจะก่อให้เกิดโอกาสและ ความท้าทายที่แตกต่างไป โดยส่วนมากจะเปนการทดแทนการผลิตพลังงาน แบบดง้ั เดมิ ดว้ ยพลงั งานหมนุ เวยี น ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งมกี ลมุ่ นโยบายทไ่ี มเ่ หมอื นกนั 38 ศูนยว์ จิ ยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขียว
3) นโยบายพลังงานและพลังงานหมุนเวียน (Energy and Renewable Energy Policies) การประเมนิ นโยบายพลังงานทใ่ี ช้อยู่เปน สว่ นสาำ คญั ในการเข้าใจ โอกาสทางนวัตกรรม เช่น การอุดหนนุ เชอื้ เพลงิ ฟอสซลิ ไมว่ า่ จะเปนรปู แบบ ของการอุดหนุนเช้ือเพลิงในการขนส่ง หรือการกำาหนดเพดานราคาค่าไฟฟา จากเชอื้ เพลงิ ฟอสซลิ จะสง่ ผลกระทบตอ่ ภาคธรุ กจิ ในการใชเ้ ทคโนโลยพี ลงั งาน หมุนเวียนอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ นโยบายพลังงานแห่งชาติหรือแผน แม่บทพลังงานหมุนเวียนที่ใช้อยู่ ไม่ว่าจะมีเปาหมายและแรงจูงใจเฉพาะใน การใชเ้ ทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นอยหู่ รอื ไมก่ ต็ าม ยงั เปน ตวั ชวี้ ดั โอกาสหรอื อปุ สรรคของนวัตกรรม รวมท้ังนโยบายวิจยั และพัฒนาพลังงานท่ีใชอ้ ยกู่ เ็ ปน ตัวชีว้ ดั ทศิ ทางนวตั กรรมอีกดว้ ย 4) ศักยภาพในการดูดซบั ความรู้ (Absorptive Capacity) การประเมนิ ศกั ยภาพของระบบเศรษฐกจิ ในการดดู ซบั เทคโนโลยี โมเดลทางธุรกจิ และวธิ กี ารใหม่ ๆ โดยทศี่ กั ยภาพในการดดู ซบั ความรู้ ก็คอื การวัดความพร้อมในการปรับตัวเข้ากับส่ิงใหม่ ๆ ในประเด็นเทคโนโลยี วิธี การผลติ หรอื โมเดลธุรกิจ ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าระบบนวตั กรรมสามารถทำางาน ได้เปนอย่างดีหรือไม่ โดยตัวกำาหนดศักยภาพในการดูดซับความรู้ ได้แก่ โครงสร้างพ้ืนฐานท่ีมีอยู่ ศักยภาพองค์กร ทุนมนุษย์ ความหาได้ของการฝก อบรม ตลาดการเงนิ และการ เขา้ ถึงเงนิ ทุน ซึ่งปจ จัยตา่ ง ๆ ทงั้ หมดสามารถ อำานวยให้เกิดการดูดซับนวัตกรรม ข อ ง เ ท ค โ น โ ล ยี พ ลั ง ง า น ห มุ น เ วี ย น เ ข ้ า สู ่ ร ะ บ บ เศรษฐกจิ ของประเทศ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขยี ว 39
5) ศักยภาพในการดูดซับความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Specific Absorptive Capacity) ศักยภาพในการดูดซบั ความร้ดู ้านพลงั งานหมุนเวยี น เปน การวดั ความง่ายในการปรับตัวเข้ากับส่ิงใหม่ ๆ ในประเด็นเทคโนโลยี วิธีการ หรือ โมเดลธรุ กจิ ดา้ นพลงั งานหมนุ เวยี นโดยเฉพาะ โดยศกั ยภาพนเ้ี ปน ผลผลติ ของ ความสามารถทางเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งประกอบด้วยสิทธิบัตร เทคโนโลยีท่มี อี ยู่ ปรมิ าณการค้าของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวยี น โครงสร้าง พ้นื ฐานเทคโนโลยพี ลงั งานหมุนเวียน ศกั ยภาพองคก์ ร ความร้แู บบฝง ลกึ ทุน การเงิน และทุนมนุษย์ นอกจากน้ี อาจรวมถงึ ความสามารถทางเทคโนโลยใี น เร่ืองคุณภาพและขนาดโครงสร้างพ้ืนฐานของระบบโครงข่ายไฟฟา ความ โปร่งใสของกรอบการกำากับดูแล โครงสร้างตลาดพลังงาน ปริมาณการผลิต ไฟฟาจากพลังงานหมุนเวียน ระดับทักษะของแรงงานในภาคพลังงาน หมุนเวียน และระดับความเปนผูป้ ระกอบการในภาคเศรษฐกิจที่เก่ยี วขอ้ งกับ พลงั งานหมุนเวยี น 3.1.2 การระบุรปู แบบนวตั กรรม (Identifying Innovation Modes) การระบุรูปแบบนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนจะทำาให้เกิดกรอบ การดาำ เนนิ งานของประเภทกจิ กรรมนวตั กรรมภาคพลงั งาน ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ ง กบั ประเทศหรอื ภมู ภิ าคนน้ั ๆ โดยรปู แบบนวตั กรรมเปน การรวมปจ จยั เฉพาะ ตามบริบท (context-specific factors) ทีไ่ ด้แยกแยะไว้ในช่วงการประเมนิ ทรัพยากรและศักยภาพ ให้เข้ากับข้อกำาหนดเฉพาะของเทคโนโลยี (technology-specific requirements) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกภูมิทัศน์ของ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนได้ โดยเราอาจแบ่งรูปแบบของนวัตกรรม เทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นออกไดด้ ว้ ยกนั เปน 3 รปู แบบ คอื ความกลา้ เสยี่ ง ทางเทคโนโลยี การขยายขนาดเชงิ พาณชิ ย์ และ การปรบั ตัว (ดงั แสดงในภาพ ท่ี 3.2) ดังน้ี 40 ศูนยว์ ิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขียว
1) ความกลา้ เสย่ี งทางเทคโนโลยี (Technology Venturing) รูปแบบนวัตกรรมน้ีจะเปนกรณีของประเทศที่มีความพยายาม ขบั เคลอ่ื นระบบและเทคโนโลยจี ากชว่ งวจิ ยั และพฒั นาไปสชู่ ว่ งสาธติ โดยการ เข้าไปจัดต้ังบริษัทและจัดหาแหล่งทุนทางการเงิน หรือ โดยการให้สิทธิบัตร เทคโนโลยกี บั บรษิ ทั ตา่ ง ๆ รปู แบบของกจิ กรรมนวตั กรรมในลกั ษณะนม้ี กั เกดิ ขึ้นในประเทศท่ีมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และมักจะมีความพยายามท่ี จะทาำ ใหเ้ ทคโนโลยีท่มี คี วามก้าวหน้าน้นั สามารถนำาไปใชไ้ ด้ในเชิงพาณชิ ย์ ใน รูปแบบของเทคโนโลยีนี้ นวัตกรรมของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมักจะ เกย่ี วขอ้ งกบั การผลติ ของระบบและผลติ ภณั ฑท์ ไี่ มเ่ คยมมี ากอ่ น เปน นวตั กรรม ท่ียังต้องมีการวิจัยและการลงทุนอย่างเข้มข้น เนื่องจากกิจกรรมนวัตกรรม ตอ้ งการการลงทนุ ทางเทคโนโลยแี ละทนุ มนษุ ยท์ สี่ งู รปู แบบนวตั กรรมนจี้ งึ มกั จะเกดิ ขึ้นในประเทศพัฒนาแลว้ 2) การขยายขนาดเชิงพาณชิ ย์ (Commercial Scale-up) การขยายขนาดเชิงพาณิชย์ หมายถึง ความพยายามที่จะทำาให้ กจิ กรรมเชงิ พาณชิ ยป์ ระสบความสาำ เรจ็ ตง้ั แตก่ ารผลติ ไปจนถงึ การคา้ ปลกี ใน บางกรณีเปนเรื่องการเคล่ือนย้ายเทคโนโลยีจากช่วงสาธิตไปยังการแพร่ กระจายเชงิ พาณชิ ย์ โดยประเภทของกจิ กรรมการขยายขนาดนี้ มกั เกดิ ขน้ึ หลงั จากโครงการสาธติ ประสบความสาำ เรจ็ แลว้ ในบางกรณกี เ็ ปน กจิ กรรมการขยาย ขนาดท่ีเน้นการเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรม จากเทคโนโลยีที่ถูกพิสูจน์ แล้วในกระบวนการวิจัยและพัฒนา ท้ังน้ี กิจกรรมการขยายขนาดเหล่าน้ีจะ เกี่ยวข้องกับประเทศที่มีเปาหมายเพ่ือการค้าขายเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามา เรียบรอ้ ยแลว้ โดยทวั่ ไป ประเทศทอ่ี ยใู่ นรูปแบบนวตั กรรมน้ี ไมม่ ศี ักยภาพที่ จะแข่งขันเพ่ือคิดค้นเทคโนโลยี ซ่ึงแทนที่จะทุ่มเททรัพยากรปริมาณมากใน ด้านการวิจัยและการพัฒนา ประเทศเหล่าน้ีจะเน้นท่ีกิจกรรมนวัตกรรม ส่วนเพิ่ม ทงั้ น้ี ผ้มู สี ่วนได้เสยี ในส่วนนี้ ได้แก่ ลกู คา้ ผูผ้ ลติ สนิ ค้าและวัตถดุ บิ สถาบันการเงิน และบริษัทประกนั ศูนย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว 41
3) การปรับตวั (Adaptation) การปรบั ตวั หมายถงึ กรณกี ารใหค้ วามสาำ คญั กบั การนาำ เทคโนโลยี ท่ีมีการยอมรับในเชิงพาณิชย์แล้วเข้าสู่ตลาดและสถานที่ใหม่ ๆ ซึ่งรูปแบบ นวัตกรรมจะมุ่งเน้นกิจกรรมทางการตลาดของโมเดลธุรกิจนวัตกรรม ความ ผูกพันของลูกค้าและการยอมรับทางสังคม และโครงสร้างทางการเงินใหม่ๆ โดยประเทศกาำ ลงั พฒั นาหลายประเทศจะอยใู่ นรปู แบบนวตั กรรมน้ี เนอ่ื งจาก ขาดแคลนทรพั ยากรทางการเงนิ ทนุ มนุษย์ และการสนับสนุนเชงิ สถาบัน รปู ท่ี 3.2 รปู แบบนวตั กรรมภายใต้ภมู ทิ ศั นก์ ารเจริญเติบโตทางเทคโนโลยี ท่ีมา: RETIP (2015) ในความเปนจริงแล้ว รูปแบบนวัตกรรมทั้งสามอาจอยู่ในประเทศ เดียวกนั ได้ ยกตวั อย่างเช่น ประเทศพฒั นาแล้วทอ่ี ยใู่ นรปู แบบนวัตกรรมแบบ ที่ 1 (ความกล้าเสี่ยงทางเทคโนโลย)ี กม็ กั จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่อยใู่ นรูปแบบ นวตั กรรมแบบท่ี 2 (การขยายขนาดเชิงพาณิชย)์ และ แบบท่ี 3 (การปรับตวั ) ไปพรอ้ มกนั ดว้ ย เนอ่ื งจากประเทศไดม้ กี ารพฒั นาจนมศี กั ยภาพเชงิ นวตั กรรม ท่ีครอบคลุมรอบด้าน 42 ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว
เพ่ือเปนการสนับสนุนการวิเคราะห์บริบทแวดล้อมท่ีเฉพาะ ตารางท่ี 3.1 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของดัชนีการประเมินทรัพยากรและศักยภาพ และรปู แบบนวตั กรรม ผอู้ อกแบบนโยบายสามารถนาำ ตารางนไ้ี ปปรบั ใชใ้ หเ้ ขา้ กับบริบทการใช้งาน วัตถุประสงค์ของประเทศ และเทคโนโลยีท่ีประเทศให้ ความสำาคญั ตารางที่ 3.1 ดัชนีประเมินทรัพยากรและศักยภาพท่ีเกี่ยวข้องกับรูปแบบ นวัตกรรม ที่มา: RETIP (2015) ศูนย์วิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 43
3.1.3 การทำาให้เปาหมายระดับมหภาคมีความชัดเจน (Clarifying Macro-objectives) นโยบายนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนเปนนโยบายภาคพลังงาน ท่ีสามารถส่งผลกระทบอย่างสำาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การเช่ือมโยงนโยบายนวัตกรรมเข้ากับวัตถุประสงค์ของนโยบายมหภาคจะ สง่ ผลใหน้ โยบายมโี อกาสไดร้ บั ความรว่ มมอื จากผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี อยา่ งกวา้ งขวาง และไดร้ ับการสนับสนนุ ไดใ้ นระยะยาว ในขนั้ ตอนนี้จะเปน การประเมนิ ความ แตกตา่ งของเปา หมายระดบั มหภาคในแตล่ ะประเทศ เพอื่ ชว่ ยในการวางแนว เปาหมายประเทศมหภาค เปาหมายพลังงาน และนโยบายนวัตกรรมของ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนให้สนับสนุนสอดคล้องในระยะยาวได้ดีขึ้นและ จะเปนการสร้างความยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง โดยเปาหมาย ด้านพลงั งานมหภาคทมี่ ักพบในประเทศตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ 1) ความม่ันคงทางพลังงาน มุ่งเน้นการลดการพึ่งพิงอุปทาน พลังงานท่ีเปราะบาง 2) การเขา้ ถงึ พลงั งาน มงุ่ เนน้ การลดความขาดแคลนพลงั งาน และ การขยายตัวในการเข้าถงึ พลงั งานท่มี ีตน้ ทนุ ตาำ่ เชอื่ ถือได้ และมั่นคง 3) ตน้ ทุนพลงั งาน มุ่งเนน้ การลด บริการพลังงานทมี่ ีราคาแพง 4) การแขง่ ขนั ระหวา่ งประเทศ มุ่งเน้นการประสบความสำาเร็จของการ แข่งขันในตลาดเทคโนโลยีและบริการ ระหวา่ งประเทศ 44 ศนู ย์วิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขียว
5) ความทันสมัย มุ่งเน้นการทำาให้ระบบพลังงานของประเทศมี ความทันสมัยอย่างรวดเร็ว เพ่ือท่ีจะปรับปรุงคุณภาพ ความน่าเช่ือถือ และ ประสิทธภิ าพ 6) การลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกและ ผลกระทบทตี่ ามมาต่อสงิ่ แวดล้อม ท้ังนี้ การสร้างความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างนโยบายนวัตกรรมของ เทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นและเปา หมายตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ จะกอ่ ใหเ้ กดิ พนื้ ฐาน การสนับสนนุ ท่กี ว้างขวาง โดยสรุปแล้วในช่วงการประเมินนี้เน้นการประเมินทรัพยากรและ ศักยภาพพ้ืนฐาน การระบุรูปแบบนวัตกรรม และการทำาให้เปาหมายระดับ มหภาคมีความชัดเจน ซ่งึ เง่ือนไขพ้นื ฐานนกี้ อ่ รา่ งสรา้ งภูมิทศั นส์ ำาหรบั พัฒนา นโยบายนวตั กรรมพลงั งานหมนุ เวยี น เมอ่ื การประเมนิ ดา้ นดงั กลา่ วเสรจ็ สน้ิ ลง เส้นทางท่ีมุ่งสู่การระบุกลยุทธ์ทางด้านนวัตกรรมและและการระบุตัว เทคโนโลยีหลกั ก็จะชัดเจนขน้ึ 3.2 ช่วงวางกลยทุ ธ์ (Strategy Stage) ในชว่ งนจี้ ะเนน้ การทาำ ใหก้ ลยทุ ธน์ โยบายทเี่ ฉพาะเจาะจงมคี วามชดั เจน โดยจะประกอบด้วยการระบุเทคโนโลยีหลักท่ีเหมาะสมกับบริบท และการ เลอื กกลยทุ ธน์ วัตกรรมที่มีความสอดคล้อง 3.2.1 การระบุเทคโนโลยีหลัก (Identifying Key Technologies) แนวคิดในการระบุรูปแบบนวัตกรรมหลักเปนไปเพ่ือให้เกิดการ ตรวจสอบความสอดคลอ้ งกนั ของความตอ้ งการในเชงิ เทคนคิ กบั ศกั ยภาพของ นวัตกรรมที่มีอยู่ เพื่อระบุภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยเี ฉพาะ ท่ีเหมาะสม ท่ีสุดกับคุณลักษณะและวัตถุประสงค์เชิงบริบทที่เกี่ยวข้อง กระบวนการใน ศูนย์วจิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขยี ว 45
ขั้นตอนน้ีมีเปาหมายที่จะทำาให้ภูมิทัศน์ของปจจัยท่ีเก่ียวข้องในการพิจารณา นโยบายนวัตกรรมมีความชัดเจน เพ่ือสนับสนุนการส่งเสริมการแข่งขันของ เทคโนโลยี เพอื่ ทจ่ี ะเลอื กเทคโนโลยที เี่ หมาะสมทส่ี ดุ ผอู้ อกแบบนโยบายตอ้ ง พิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมนวตั กรรมทถี่ กู ขับเคลอื่ น โดยพิจารณา ทางเลอื กระหวา่ งการใชท รพั ยากรพลงั งานหมนุ เวยี นในประเทศ กบั การพง่ึ พา การคาระหวางประเทศ ซึ่งในแง่หน่ึงการเลือกใช้ท้ังสองทางเลือกอาจจะเกิด ขนึ้ พรอ้ ม ๆ กนั ได้ แตค่ วามสมดลุ ของทง้ั สองทางเลอื กมนี ยั ยะทสี่ าำ คญั สาำ หรบั การระบุภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่สำาคัญ ซึ่งการเลือกผสมผสาน กจิ กรรมนวตั กรรมทเ่ี นน้ ภายในประเทศและระหวา่ งประเทศนนั้ เปน ผลมาจาก การประเมินขัน้ พืน้ ฐานท่ีหลากหลายดงั กลา่ วขา้ งตน้ และผลลัพธท์ ีไ่ ดม้ ีความ สำาคญั สาำ หรับการวางกลยทุ ธ์นโยบาย และระบุประเภทนวตั กรรม ถา้ เราเลอื กทจี่ ะเนน้ การพฒั นาศกั ยภาพพลงั งานหมนุ เวยี นภายใน ประเทศเปนหลัก (อันอาจเปนผลจากการให้ความสำาคัญต่อเปาหมายความ ม่ันคงทางพลังงานหรือเปาหมายการขยายการเข้าถึงเชิงพลังงาน) ในกรณีนี้ ปริมาณและการกระจายตัวของทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ จะเปนปจจัยที่สำาคัญในการกำาหนดเลือกประเภทของพลังงานหมุนเวียนที่ เหมาะสม และรวมท้งั กลยุทธ์ทางนโยบายทจี่ ะมารองรบั ในกรณีนแี้ บบแผน ของการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน จะเปนตัวกำาหนดสัดส่วนการ ใชพ้ ลงั งานหมุนเวยี นและการพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมของประเทศ ในทางกลับกัน ถ้าเราเลือกท่ีจะเข้าร่วมในสายโซ่อุปทานระดับ นานาชาติเปนหลัก (ตามเปาหมายด้านพลังงานมหภาคในด้านการแข่งขัน ระหวา่ งประเทศ) ทรพั ยากรพลงั งานหมนุ เวยี นภายในประเทศจะมคี วามสาำ คญั ลดลง ในขณะท่ีศักยภาพของธุรกิจและอุตสาหกรรมท่ีมีอยู่จะเปนปจจัยที่ สาำ คญั ของกลยทุ ธท์ างนโยบายและเทคโนโลยี ซงึ่ แบบแผนการเจรญิ เตบิ โตของ 46 ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขียว
อตุ สาหกรรมในสายโซอ่ ปุ ทานระหวา่ งประเทศตา่ ง ๆ กจ็ ะกลายเปน ตวั กาำ หนด แบบแผนการเจริญเติบโตของศักยภาพนวัตกรรมของประเทศแทน ยกตัวอย่าง กรณีประเทศเยอรมนีถูกขับเคลื่อนด้วยเปาหมาย มหภาคให้เปนผู้นำาในการผลิตเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับ นานาชาติ และไดใ้ ชป้ ระโยชนศ์ กั ยภาพทางอตุ สาหกรรมและนวตั กรรมทม่ี อี ยู่ ร่วมกับแรงจูงใจทางการเงินเพ่ือสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมพลังงานแสง อาทิตย์ขึ้นมา จนมสี ว่ นแบ่งทางการตลาดทางดา้ นเซลล์แสงอาทติ ยร์ ะดบั โลก อย่างสำาคญั ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 และ 2000 ขณะท่ใี นชว่ ง 20 ปห ลัง จากน้ัน ประเทศจีนซึ่งถูกขับเคล่ือนด้วยเปาหมายมหภาคในด้านการแข่งขัน ระหวา่ งประเทศเชน่ กนั จนี มเี ปา หมายในการเปน ผนู้ าำ ในการสง่ ออกเทคโนโลยี พลงั งานแสงอาทติ ยใ์ นระดบั นานาชาตไิ ดอ้ อกนโยบายสง่ เสรมิ การประยกุ ตใ์ ช้ ในวงกวา้ งเพอื่ สร้างใหเ้ กดิ การประหยดั จากขนาด (economy of scale) ใน การผลติ เซลลแ์ สงอาทติ ย์ เชน่ เดยี วกบั ประเทศบราซลิ ทม่ี กี ารผลกั ดนั เชอ้ื เพลงิ เอทานอลในคริสต์ทศวรรษ 1970 ด้วยเปาหมายมหภาคในด้านความมั่นคง พลงั งานควบคกู่ บั ความเชยี่ วชาญทางดา้ นการเกษตรกรรมและการแปรรปู ทม่ี ี อยู่ซ่ึงเปนทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และเปนศักยภาพทางอุตสาหกรรมที่ เกี่ยวข้อง ดังน้ัน การเลือกเทคโนโลยีจะถูกขับเคลื่อนโดยการกำาหนด เปาหมายมหภาคและการพิจารณากลยุทธ์มากพอ ๆ กับคุณลักษณะของ เทคโนโลยที เี่ ฉพาะเจาะจง นอกจากน้ี การเชอ่ื มโยงของหว่ งโซค่ ณุ คา่ เทคโนโลยี พลงั งานหมนุ เวยี นทเ่ี ฉพาะเจาะจงอาจจะมคี วามแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะประเทศ ขน้ึ อยกู่ บั รปู แบบนวตั กรรม ยกตวั อยา่ งเชน่ ประเทศทอ่ี ยใู่ นรปู แบบนวตั กรรม การปรับตัวที่มีทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์มาก แต่มีระดับของศักยภาพ นวัตกรรมท่ีต่ำา อาจจะมุ่งเน้นที่ภาคค้าปลีกของห่วงโซ่คุณค่าพลังงานแสง อาทติ ย์ เชน่ การตดิ ตง้ั ขนั้ สดุ ทา้ ย การบาำ รงุ รกั ษา การพฒั นาโครงการ ในขณะที่ ศนู ย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขียว 47
ประเทศทอี่ ยรู่ ปู แบบนวตั กรรมการขยายขนาดเชงิ พาณชิ ยท์ ม่ี ขี นาดทรพั ยากร ที่เท่ากัน อาจจะมุ่งเน้นท่ีภาคอตุ สาหกรรมการผลิตของหว่ งโซค่ ณุ ค่าพลังงาน แสงอาทติ ย์ 3.2.2 การเลือกกลยุทธ์นวัตกรรม (Selecting Innovation Strategies) การวางทางเลอื กในการรา่ งนโยบายนวตั กรรม ตอ้ งอาศยั หลกั คดิ รว่ ม (theme) ทช่ี ว่ ยวางกลยทุ ธใ์ หส้ อดคลอ้ งกนั เนอ่ื งจากการพฒั นาประโยชน์ ในเชิงกลยุทธ์หรือการสืบเสาะหาความแตกต่างในเชิงกลยุทธ์ระหว่างภูมิภาค เปนแนวคิดสำาคัญในการพัฒนานโยบายนวัตกรรม หลักคิดร่วมที่สร้างขึ้น สำาหรับนโยบายนวัตกรรมน้ีจะช่วยสร้างให้เกิดความแตกต่างท่ามกลางการ แข่งขันและความเชื่อมโยงระดับโลก ท้ังนี้ เราอาจระบุกลยุทธ์ที่จะส่งผลต่อ รปู แบบของนวตั กรรมได้ทงั้ หมดอย่างน้อย 3 กลยทุ ธ์ ดงั น้ี 1) กลยุทธก์ ล่มุ นวตั กรรม (Innovation Cluster Strategy) กลยทุ ธน์ เี้ ปน การใชป้ ระโยชนจ์ ากศกั ยภาพนวตั กรรมทม่ี อี ยู่ เพอื่ ทจ่ี ะบ่มเพาะระบบนเิ วศนวตั กรรมทหี่ ลากหลายและมีชวี ติ ชวี า ซ่ึงถกู เรยี กวา่ “คลัสเตอร์ (cluster)” ทเ่ี น้นเทคโนโลยีพลงั งานหมนุ เวียน โดยกลยุทธ์นจ้ี ะ ใช้เคร่ืองมือนโยบายท่ีหลากหลาย ต้ังแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐานไปจนถึงการ บม่ เพาะธรุ กจิ และเกยี่ วขอ้ งกบั ผดู้ าำ เนนิ นโยบายทงั้ ในระดบั ประเทศและทอ้ งถนิ่ บริษัทเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน กลยุทธ์นี้จะผูกโยงกับรูปแบบ นวัตกรรมการขยายขนาดเชิงพาณชิ ย์และความกลา้ เสี่ยงทางเทคโนโลยี 2) กลยทุ ธค์ วามมนั่ คงพลงั งาน (Energy Security and Beyond Strategy) กลยุทธ์นี้จะเน้นการเติบโตของนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนใน ประเทศ เพอ่ื เพมิ่ ความมนั่ คงทางพลงั งาน และใชป้ ระโยชนจ์ ากนวตั กรรมเพอื่ ทีจ่ ะประสบความสำาเร็จตามเปาหมาย กลยทุ ธ์น้ีจะเนน้ การบ่มเพาะเครอื ข่าย 48 ศูนยว์ ิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขียว
กจิ กรรมเชงิ พาณชิ ยข์ นาดใหญ่ และโครงสรา้ งการวจิ ยั และการพฒั นาขนั้ กลาง นอกจากน้ี การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศยังมีบทบาทสำาคัญใน กลยทุ ธน์ ้ดี ว้ ย กลยุทธ์นสี้ ามารถนาำ ไปใชไ้ ดก้ บั รปู แบบนวัตกรรมทกุ รูปแบบ 3) กลยุทธเ์ ปิดรบั ธุรกิจ (Open for Business Strategy) กลยุทธ์นี้จะเน้นการเปิดรับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ เพื่อท่ีจะก่อให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียนและการสนับสนุนกิจกรรมทาง เศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซ่ึงกลยุทธ์น้ีจะบ่มเพาะการเจริญเติบโตของศักยภาพ เชิงนวัตกรรม ผ่านทางการพัฒนากำาลังแรงงาน (ทุนมนุษย์) การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และความเปนหุ้นส่วนในระดับบริษัท (ศักยภาพใน การดดู ซบั ความร)ู้ กลยทุ ธ์นี้สามารถนำาไปใชไ้ ดก้ ับรปู แบบนวัตกรรมแบบการ ปรบั ตัว หรือการขยายขนาดเชิงพาณชิ ย์ 3.3 ช่วงการดำาเนินงาน (Implementation Stage) ในชว่ งนจี้ ะเปน ชว่ งขนั้ ตอนของการเลอื กและการประยกุ ตใ์ ชเ้ ครอ่ื งมอื นโยบายทเี่ ฉพาะเจาะจง รวมทงั้ การพจิ ารณากาำ หนดหนา้ ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบ ท่ีเหมาะสมในการกำากับดูแลและธรรมาภิบาล และทำาให้เครื่องมือนโยบาย นวัตกรรมของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมีความชัดเจน เพ่ือให้เกิดการ ปฏบิ ตั ทิ ี่เปนผล 3.3.1 การสร้างโครงสร้างธรรมาภิบาล (Establishing Governance Structures) บทบาทการกาำ กบั ดแู ลและความรบั ผดิ ชอบเปน เรอ่ื งสาำ คญั ในการ ดาำ เนนิ นโยบายนวตั กรรมพลงั งานหมนุ เวยี น และมผี ลตอ่ ความสาำ เรจ็ ในการนาำ นวตั กรรมไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นโลกของความเปน จรงิ ในการพจิ ารณาในสว่ นนี้ เรา จะพบวา่ กลยทุ ธน์ วตั กรรมของเทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นและธรรมาภบิ าลนนั้ มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน เพราะโครงสร้างรัฐบาล (เช่นหน่วยงานราชการ และเคร่ืองมือทางนโยบายที่กำากับดูแล) จะกำาหนดความเปนไปได้ของการ ศนู ย์วิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขียว 49
ประสบความสาำ เร็จในเปาหมายพลงั งานระดบั ทอ้ งถนิ่ ทัง้ น้ี การพจิ ารณาเชิง ธรรมาภบิ าลอาจแบง่ ออกไดเ้ ปน 2 มิติ คือ มิติแนวลึก (vertical dimension) ซ่ึงเก่ียวข้องกับระดับการกระจายอำานาจของนโยบาย ส่วนมิติแนวกว้าง (horizontal dimension) ซ่ึงเก่ียวข้องกับการดำาเนินงานร่วมกันระหว่าง หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐกับองค์กรภายนอก เช่น บริษัท สถาบันการศึกษา และองคก์ รพฒั นาเอกชน การประสานระหว่างมติ ทิ ง้ั 2 ทง้ั แนวลึกและแนวกว้าง ไดร้ ับการ พสิ ูจนต์ อกย้ำาในหลายกรณี ว่าเปน ปจ จัยแหง่ ความสาำ เร็จท่สี าำ คัญ แต่กระน้ัน ก็ตามการประสานทั้ง 2 มิติมีความซับซ้อนในทางปฏิบัติโดยเฉพาะในการ ออกแบบนโยบายนวัตกรรมและการจัดการ และเปนท่ียอมรับว่าการจัดการ นโยบายนวัตกรรมที่มีลักษณะข้ามขอบเขตประเทศจะเปนเรื่องท่ียาก ยง่ิ ขน้ึ ไปอกี รวมทงั้ มปี ระเดน็ เพมิ่ เตมิ ทซี่ บั ซอ้ นมากขนึ้ เชน่ ตน้ ทนุ การประสาน งานและการแทรกแซง เปน ต้น 1) การพิจารณามติ ิแนวลกึ (Vertical Consideration) ระดับของการรวมศูนย์อำานาจของทรัพยากรทางเศรษฐกิจและ การเมืองมีผลกระทบต่อหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ดำาเนินนโยบาย นวตั กรรมเปน อยา่ งมาก ระบบการเมอื งของแตล่ ะประเทศมสี ว่ นสาำ คญั ในการ กาำ หนดความแตกตา่ งของระดบั ความเปน อสิ ระของการกาำ หนดนโยบายระดบั ท้องถ่ิน อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาความเหมาะสมเกี่ยวกับการกระจายอำา นาจในการจัดการนโยบายนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน อาจควรต้องมีการ พจิ ารณาประเด็นคาำ ถามดงั ตอ่ ไปนี้ » กิจกรรมนวัตกรรมตา่ ง ๆ ได้ประโยชนจ์ ากความใกลช้ ิดหรอื ไม่ – ตัวอย่างของกิจกรรมนวัตกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์จาก ความใกลช้ ิดขององค์กรและพืน้ ที่ ไดแ้ ก่ การสนับสนุนธุรกิจแรก 50 ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว
Search