ปรัชญา ปรชั ญามโนคตินิยม มโนคตินิยม สาระสำคัญ ภววิทยา ปรัชญาสาขามโนคตินิยม ถือว่าความจริงอันเป็นที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจมากกว่าวัตถุ นักปรัชญาสาขานี้มองโลกในแง่ของ “โลกแห่งจิตใจ” มากกว่า “โลกแห่งวัตถุ” ถึงแม้จะยอมรับความจริงท่ี ปรากฏว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่แวดล้อมตัวเราอยู่ที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส เช่น บ้าน ภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า เมฆ แม่น้ำ ทะเล ฯลฯ เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นรปู ให้เห็น แต่สิ่งเหล่านีก้ ็เป็นเพียงอาการที่ปรากฏของความจริงท่จี ริง กว่า ซึ่งเป็นนามธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นและสัมผัสได้เป็นเพียง “เงา” ของความจริงยังมิใช่ความจริงแท้ ความจรงิ อันเปน็ ทส่ี ุดเป็นเรื่องของความคดิ (Idea) และจิตใจ (Mind) ญาณวิทยา เนื่องจากนักปรัชญาสาขามโนคตินิยม ยึดถือเรื่องมโนคติ (Idea) และจิตใจ (Mind) เป็นสำคัญ ในแง่ทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ปรัชญาสาขานี้จึงเน้นความรู้ที่เกิดจากความคิด เหตุผลและการหยั่งรู้ โดยญาณทัศนเ์ ปน็ สำคัญ ถือวา่ ความรู้ท่ีได้จากประสาทสมั ผัสไม่ใช่ความรู้ท่ีแท้จริง ทัง้ นเ้ี พราะประสาทสัมผัสเอง นนั้ ก็มคี วามไม่แนน่ อนอยใู่ นตวั แลว้ จะถือผลท่ีได้จากประสาทสัมผสั วา่ จริงแทแ้ น่นอนได้อยา่ งไร เช่น คนหลาย ๆ คนดูของสิ่งเดียวกัน จับต้องของอย่างเดียว ชิมอาหารถ้วยเดียวกัน ฟังเพลง ๆ เดียวกัน อาจเห็นและรู้สึกทางรูป รส กลิ่น เสียง ต่างกันได้ กระบวนการของการรับรู้จึงเป็นกระบวนการทางจิตมากกว่าทางกาย นักปรัชญาสาขา มโนคตินิยมปฏิเสธการยอมรับที่ว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีเดียวที่เข้าถึงความรู้ความจริง ถือว่าการหยั่งรู้ หรือญาณทัศนม์ ีความสำคญั เท่าหรือสำคัญกว่าวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ การู้ส่งิ ใดมใิ ชเ่ พยี งแต่การสัมผัสสิ่งนน้ั การรู้ หมายถึงการมีแนวคิดหรือจิตภาพของสงิ่ น้ัน และสามารถบันทึกไว้ในใจท่ีพร้อมจะร้ือฟื้นได้ทุกขณะ การเรียนรู้จึง เป็นกระบวนการของ “การรำลึกการรับรู้” (A Process of remembering of recognition) ซึ่งหมายถึง กระบวนการรบั รู้โดยอาศัยจติ เกิดเป็นจติ ภาพของเร่ืองน้นั และสามารถร้ือฟนื้ สิ่งทเ่ี คยรู้มาแลว้ ได้ ปรัชญาสาขานี้ จึงถอื ว่าความรู้ คือ มโนคติ (Truth as Idea) คุณวิทยา ทัศนะของนักปรัชญาสาขามโนคตินิยมเกี่ยวกับจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์นั้น ยึดหลัก ความดีและความงามตามอุดมคติทางด้านจริยธรรม ยึดถือกฎแห่งความดีสูงสุดเป็นกฎสากล โดยถือว่าคุณธรรม ความดีนั้นมี “แบบ” แห่งความดีและคุณธรรม มนุษย์จะรู้แบบแห่งคุณธรรมก็ต้องอาศัยความรู้ จึงถือว่าคุณธรรม คือความรู้ (Virtue is knowledge) ถ้าเรารู้แบบของคุณธรรมความดีแล้วเราจะมีหลักยึดและจะไม่ประพฤติ
ปฏิบตั ติ นให้ผิดไปจากแบบแหง่ คุณธรรมนั้น ๆ หลักจรยิ ธรรมจงึ มุ่งไปส่แู บบแห่งความดีสงู สดุ (Idea of the good) ปรัชญาสาขามโนคตนิ ิยมถือวา่ กฎแห่งคุณธรรมความดเี ปน็ กฎสากล เปน็ สง่ิ ตายตัวไม่เปลย่ี นแปลงไปตาม กล เวลาและสถานท่ี มลี ักษณะเป็นอกาลิโกคอื ไม่มีกาลเวลาใช้ไดต้ ลอดไป ทางด้านสุนทรียศาสตร์นั้น ในขณะที่จริยศาสตร์มุ่งค้นหาหลักแห่งความดีอันเป็นอุดมคติสูงสุดเป็นหลัก สากล สุนทรียศาสตร์มุ่งค้นหาแบบแห่งความงามอันเป็นอุดมคติสูงสุดเป็นหลักสากลเช่นกัน นักปรัชญามโนคติ นิยมถือว่า ความงามจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงมโนคติและอุดมการณ์ (Reflection of Ideas) คุณค่าของความงาม ของศิลปะน้ัน อยทู่ ก่ี ารถ่ายทอดความงามจากความคิด ซง่ึ เปน็ การ สร้างสรรค์ศลิ ปกรรมขึน้ จากอุดมคติที่มีอยู่ใน เรื่องนั้น ๆ เป็นการถ่ายทอดแบบแหง่ ความงาม ความไพเราะที่สมบูรณ์ในอุดมคติอออกมาให้ประจักษ์ เพื่อให้เกิด ความทราบซึ้งในคุณค่าแห่งสุนทรีรสนั้น ๆ ตัวอย่าที่เห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ศิลปกรรมตาามแนวนี้ก็ คือ การวาดภาพเขียน และดนตรีกับการขับร้องในโบสถ์ของศาสนาต่าง ๆ เพื่อสะท้อนแบบของความงามและ ความดี ตามแนวมโนคตนิ ิยมดงั ทไ่ี ดก้ ล่าวมาแลว้ นี้ จิตนยิ ม (Idealism) ความหมายของจิตนิยม เป็นศัพท์บัญญัติศัพท์หนึ่งของคำ Idealism ที่ใช้ในทางอภิปรัชญา แต่ถ้าใช้ ในทางจริยศาสตร์มีการบัญญัติศัพทภ์ าษาไทยอกี ศัพท์หนึ่งว่า อุดมคตนิ ยิ มมีคำถามว่า คำ Idealism คำเดียวทำไม ต้องบัญญัติศัพท์ภาษาไทยถึง 2 คำ คำตอบก็คือ เพราะท่านใช้ในความหมายที่แตกต่างกัน ในทางจริยศาสตร์ ใช้คำว่า Idealist หมายถงึ บคุ คลท่ีมองเหน็ เป้าหมายอนั สูงส่งของชวี ติ และพยายามจะเข้าสูเ่ ป้าหมายอนั นั้นให้ได้ใน ภาษาไทยเรียกบุคคลเช่นนี้ว่า นักอุดมคตินิยม แต่ในทางอภิปรัชญา Idealist หมายถึงผู้ศึกษาค้นคว้าว่าอะไรคือ ความจริง อะไรคือสภาพมลู ฐานของสิ่งทั้งหลายท่สี มนัยกันหรือเข้ากันไดใ้ นความรสู้ ึกนึกคิดและจิตใจของมนุษย์ใน ภาษาไทยเรยี กบุคคลเชน่ นว้ี ่า นกั จติ นยิ ม กลุ่มจิตนิยม ถือว่าจิตเป็นความแท้จริงสูงสุดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น สสารเป็นเพียงปรากฏการณ์ของจิต เท่านั้น เช่น ร่างกายมนุษย์เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวของจิตเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของจิต เมื่อร่างกายสูญ สลายจิตสมั พัทธ์กย็ งั คงอยู่ ซึ่งบางทีอาจกลบั คืนสูแ่ หลง่ เดิมของตนคือจติ สัมบูรณ์อันเป็นต้นตอของสรรพสิ่ง ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนแต่อธิบายได้ด้วยอาการปรากฏของจิตสัมบูรณ์ทั้งสิ้น จิตเป็นธรรมที่มีเพียงชื่อหารูปไม่ได้ ผู้มีปัญหา เท่านนั้ จงึ จะรจู้ กั จติ ได้ จิตนยิ มแบง่ ออกเป็น 3 กลุ่ม คอื
1.จิตนยิ มกรกี โบราณ พาร์มนี ดิ ิส Parmenides เป็นนกั ปราชกรกี สมยั โบราณ ไดร้ ับความนับถือย่างมากว่าเปน็ ผ้ทู ่ีมีปัญญาลึกซึ้ง และอุปนิสัยสูงส่งดีเลศ เพลโตได้กล่าวถึงเขาอย่างเคารพนับถือเสมอมา ทัศนะทางปรัชญาของพาร์มีนิดิสเกิดจาก การเฝ้าสังเกตความไม่เท่ียงแท้ หรือความเป็นอนจิ จัง หาสิ่งที่คงสภาพอยู่ตลอดไปท่ามกลางการแปลสภาพของสิง่ ทง้ั หลาย ด้วยยเหตุนค้ี วามคิดเรื่องสัตและอสัตจึงเกิดขน้ึ สง่ิ ทเี่ ป็นจริงสูงสดุ คือสัต (Being) สว่ นอสตั ไม่จริงโลกแห่ง ผสั สะเป็นภาพมายาไม่จริงเปน็ อสัต สตั เท่านน้ั ท่เี ป็นจริง เพลโต (Plato) จติ นยิ มของเพลโตได้รบั อิทธพิ ลจากปรัชญาของพาร์มนี ดิ สี อย่างมาก คือ เพลโตได้นำความคดิ เร่ือง โลกแหง่ มโนคติหรอื ทฤษฎแี บบ (World of Ideas or Theory of Form) มาจากคำสอนเรื่องสัต (being) ของพาร์ มนี ิดีส มาพัฒนานัน่ เอง มนุษย์ในทัศนคติของเพลโต คือ ธรรมชาติของมนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 อย่างคือ กายกับจิต จิตทำ หนา้ ที่ 3 ภาค คอื ภาคตัณหา ภาคนำ้ ใจ และภาคปัญญา ภาคทงั้ สามของจิตกลา่ โดยสรปุ ดังน้ี ภาคตัณหา ตณั หา หมายถึง ความต้องการความสุขทางร่างกาย เชน่ การกินอยู่ หลบั นอน คนที่มีจิตภาค นี้เหนือกว่าภาคอื่น ๆ ได้แก่ คนที่ลุ่มหลงอยู่ในโลกีย์สุขทั้งปวง ตามทัศนคติของเพลโต เปรียบคนพวกนี้เหนือกว่า ภาคอื่น ๆ ได้แก่ คนที่ลุ่มหลงในโลกีย์สุขทั้งปวง ตามทัศนะของเพลโตเปรียบคนพวกนี้ไม่ต่างกับเดรัจฉาน หา ความสุขทางการผัสสะเหมือนสัตว์ถึงแมว้ า่ จะซับซ้อนหรือละเอียดอ่อนกว่าสตั ว์กต็ าม ภาคน้ำใจ นำ้ ใจ หมายถึง ความร้สู กึ ทางใจท่เี กิดข้นึ โดยมิได้มสี าเหตุทางวัตถุ เช่น ความเสียสละ ความรัก ระเบียบวินัย ความเมตตาเม่ือเหน็ ผู้อนื่ เป็นทุกข์คนทีม่ ีจิตภาคน้ำใจเปน็ ใหญ่เหอื กวา่ ภาคอื่น ๆ ก็ยังมคี วามปราถนา ในโลกีย์อยู่เพราะเปน็ ความตอ้ งการทางกายอนั เป็นเรือนท่ีจติ คลองอยู่ แตค่ นเหลา่ นมี้ ิไดเเปน็ กังวลกับเรื่องดังกล่าว เขาอาจจะยอมตายมากกว่ายอมเสียเกียรติคนเหล่านี้สูงกว่าเดรัจฉาน เพราะเดรัจฉานทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึง อะไรท้ังส้ิน ภาคปัญญา ปญั ญา หมายถงึ ความมเี หตุผล จติ ภาคน้ที ำหนา้ ทีเ่ กยี่ วกับเหตผุ ลเป็นสว่ นที่เพลโตถือว่าทำ ให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์และสิ่งทั้งปวงในโลก จิตภาคปัญญาทำให้มนุษย์รู้จักความจริงคนที่มีจิตภาคตัณหาอาจ ยอมทำทุกอย่างเพื่อแสวงหาความรู้ คนที่มีจิตภาคนี้น้ำใจอาจยอมเสียสละความสุขเพื่อรักษาเกียรติ แต่คนที่มี จิต ภาคปัญญาอาจยอมเสยี ทงั้ ความสุขและเกยี รติเพ่ือความรู้และความจริง
ในมุมความคิดพลาโต้ (Plato) เกิด พ.ศ. 116-196 มีชื่อเดิมว่า อาริสโตเคล็ส (Aristocles) ที่กรุงเอเธนส์ พลาโต้ได้ฟังปรัชญาจากโสคราตีส เมื่อตนได้มีอายุได้ 20 ปีแล้ว จนกระทั่งโสคราตสี ถูกประหารชีวิตในปีพ.ศ.144 ต่อมาได้ศึกษาปรชั ญาของยูคลิเดส (Euclides) ผู้เป็นลูกศิษย์ของโสคราตีส ซึ่งได้นำปรัชญาของโสคราตีสเข้ากับปรัชญาของปาร์มีนิเดส และยังได้ ศึกษาปรัชญาจากสำนักของไพธากอรสั ที่กรุงเอเธนส์นัน้ ท่านวางมือจากการเมอื งที่ยุ่งเหยิง และเลือกดำเนนิ ชีวติ อย่างนักปรัชญา โดยสร้างคนให้เป็นนักปรัชาและนักปกครองที่ดี พลาโต้ตั้งสำนักแห่งหนึ่งชื่อว่า อะคาเดมี (Academy) ให้การศึกษาแก่เยาวชนกรีก นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรีก โดยให้เด็กหนุ่มที่ต้องการศึกษา มุ่งมาสมัครเรียนที่นั้น พลาโต้เห็นว่า “นักปกครองที่ดีต้องมีความรู้ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ และปรัชญาการเมือง” วิชาหลักทคี่ งอย่ทู ี่ใชท้ ำการสอน ได้แก่ คณติ ศาสตรแ์ ละปรัชญาการเมือง พลาโต้มศี ษิ ย์คนสำคญั ช่ือว่า อารีสโตเต้ิล เป็นผู้ที่เข้าศึกษาที่อะคาเดมี ในเวลาต่อมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาก พลาโต้ได้เขียนบทสนทนาเรื่อง “กฎหมาย” (Laws) มคี วามยาวถงึ 12 เล่ม งานนพิ นธข์ องพลาโต้แบ่งเป็น 3 ระยะ คอื บทสนทนาระยะแรก,ระยะที่สอง,ระยะ ที่สาม ซึ่งจะมีตัวละครแสดงบทสนทนาต่าง ๆ โดยสมมติให้ตัวละครเป็นตัวของท่าน และบุคคลอื่น ๆ เป็นต้น คำ สอนที่ถือว่าเป็นหัวใจปรัชญาของพลาโต้ คือทฤษฎีมโนคติหรือแบบคำสอนอื่น ๆ เช่น ทฤษฎีความรู้ จริยศาสตร์ ศิลป และการเมือง ล้วนมีรากฐานมาจากทฤษฎีมโนคติ ดังนั้น เราจะพบว่า ปรัชญาแต่ละประเด็นของพลาโต้ เกาะกลุ่มกันเปน็ ระบบโดยมที ฤษฎมี โนคติเป็นแกนกลาง พลาโต้เป็นคนแรกท่สี อนปรัชญาอยา่ งเปน็ ระบบ ทา่ นเหน็ ว่าความรู้ระดับผัสสะ หรือสัญชาน ไม่ใช่ “ความรู้” การรับรู้ในระดับสัญชานเป็นเพียง “ทัศนะ” การปฏิเสธ สัญชานว่าเปน็ บอ่ เกดิ ความรู้นมี้ ีเหตุผลสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ 1) สัญชานของแต่ละคนใหค้ วามรู้เป็นตรงกนั 2) สญั ชานไมช่ ่วยใหเ้ ราคน้ พบความจริงแท้ โดยนัยนี้ ในทัศนะของพลาโต้ ความรู้ที่แท้จริงไม่ได้มาจากผัสสะหรือสัญชาน แต่ความรู้ที่แท้จริงได้มาจากเหตุผล ข้อแตกต่างระหว่างอาจารย์กับศิษย์อยู่ตรงที่ว่า สำหรับโสคราตีส ความรู้หมายถึงการค้นพบมโนภาพ (Concept) แตส่ ำหรับพลาโต้ ความร้หู มายถงึ การคน้ พบมโนคติ (Idea) ในความคดิ ของพลาโตน้ ้นั ท่านได้แบ่งลกั ษณะความคิด ออกเป็น 4 อันดับ คือ จินตนาการเป็นขั้นต่ำสุด ที่สูงขึ้นมาตามลำดับคือความเชื่อ และการคำนวณ ส่วนขั้นสงู สดุ คอื พทุ ธปิ ัญญา การจดั อันดบั มีเหตุผลดงั นี้ คือ 1.จินตนาการ (Imagining) ให้ความหมายที่ว่า ขณะที่ตาสัมผัสกับภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งการรับรู้ได้ เกิดขึ้นประสาทตารายงานภาพที่เห็นไปที่จิต ภาพของสิ่งนั้นที่จิตรับรู้ในขณะนั้นเป็นจินตภาพ (Image) การรับรู้
จินตภาพเรียกว่า “จินตนาการ” เป็นการรับรู้ขั้นต่ำสุด เพราะภาพที่จิตคิดเห็นเป็น “ภาพเหมือน” หรือ “เงา” หากใครไปยดึ มั่นในภาพเหมนื หรอื จินตภาพ เขาก็กำลังน้ีจากความจรงิ น่นั เอง 2.ความเชื่อ (Belief) ความหมายที่ว่า เมื่อเราคิดถึงใครสักคน เราสร้างจินตนาการคิดถึงรูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทางของเขา แต่เขาคนนั้นที่เราเห็นในจนิ ตภาพย่อมสู้ที่เราเห็นและได้พบปะตัวจริงไม่ได้ การได้พบตัวจริง ถือว่าเป็นความรู้ระดับสัญชาน ท่านเรียกความรู้ระดับนี้ว่าความเชื่อ จะเห็นว่าสัญชานให้ความรู้ที่ขัดแย้งตัวเอง เชน่ นำ้ ทะเลปรากฏแก่สายตาเราเปน็ สีน้ำเงิน แตพ่ อเราเอาภาชนะตกั น้ำขึ้นมาเราเหน็ เปน็ น้ำใสเป็นต้น ดงั นั้น ใคร เห็นอะไรเปน็ จริงจงึ เปน็ เพียงความเชอื่ คือยอมรบั วา่ จรงิ ไปพลาง ๆ กอ่ น 3.การคำนวณ (Reasoning) การคำนวณทางคณิตศาสตร์ เป็นก้าวจากโลกแห่งผัสสะสู่โลกแห่งเหตุผล ในโลกแห่งผัสสะ เรารับรู้ส่ิงเฉพาะ แต่ในโลกแห่งเหตุผล เราค้นพบสิ่งสากล นักคณิตศาสตร์อาศัยสัญลักษณ์ทาง คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งเฉพาะเพื่อเป็นทางผ่านเข้าสู่สิ่งสากล เช่น นักคณิตศาสตร์ลากเส้นตรงในหน้ากระดาษ เพื่อประกอบการคำนวณ เส้นตรงนั้นอาจจะคดเคี้ยวบ้าง แต่ไม่ทำให้การคำนวณผิดพลาด เพราะอะไร ? เพราะเส้นตรงนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือตัวแทนของเส้นที่ตรงที่สุด ในการคำนวณนักคณิตศาสตร์ไม่ได้กำลังพูด ถงึ สิง่ เฉพาะคือเสน้ ตรง ทปี่ รากฏในหนา้ กระดาษนน้ั แต่เขาพดู ถงึ สิง่ ท่ีเปน็ สากลอยู่ เขาแยกสญั ลกั ษณห์ รือส่ิงท่ีเห็น ด้วยตาออกจากมโนคติ หรือสิ่งที่เห็นด้วยเหตุผลบริสุทธิ์ ดังนั้น พลาโต้จึงจัดความรู้ของนักคณิตศาสตร์ไว้ในข้ัน “ความรู้” เพราะเขาค้นพบมโนคติบางหน่วย แต่นักคณิตศาสตร์ยังอาศัยสัญลักษณ์และยังตั้งสมมติฐาน (Hypothesis) โดยยอมรับว่าสมมติฐานเป็นสิ่งที่เห็นจริงแล้ว ความรู้ของนักคณิตศาสตร์ จึงอยู่ในวงจำกัดข อง สัญลักษณ์และสมมติฐาน 4.พุทธปิ ัญญา (Intelligence) หมายถงึ สภาพจดิ ใจทร่ี บั รูม้ โนคตโิ ดยตรง ในขนั้ น้ี จติ เปน็ อิสระจากสิ่งท่ี รับรู้ด้วยประสาทสัมผัส จิตเข้าถึงมโนคติได้โดยไม่ต้องผ่านสัญลักษณ์ และจิตไม่จำเป็นต้องใช้สมมติฐานในการ ค้นหา ความจริงเมื่อไม่มีสมมติฐาน ข้อจำกัดของความรู้จึงไม่มี เหตุนี้จิตจึงค้นพบเอกภาพของมโนคติทั้งหลาย นั่นคือ จิตพบว่ามโนคตทิ ัง้ หมดอยู่ภายใต้มโนคติความดีและรวบรวมมโนคติทั้งหมดไว้ได้กด็ ้วยพลังของจติ พลาโต้ เรียกพลังชนิดนว้ี ่า “วิภาษวธิ ี”(Dialectic) ดังน้ัน พุทธิปญั ญา จงึ เป็นความรู้ทีแ่ ท้จริง เพราะเข้าถึงความจริงสูงสุด คือมโนคติ เราย้อนหลังไปยุคแรก ๆ นักปรัชญายุคเริ่มต้นได้สอนว่า แก่นแท้ของสรรพสิง่ เป็นสสารในรูปใดรปู หนึง่ แตพ่ ลาโตเ้ สนอใหม่ว่า แก่นแทข้ องสรรพสิ่งไม่ใชส่ สาร แตเ่ ป็นมโนคตทิ ่ไี ม่กินท่ี ไม่มรี ปู ร่าง คำสอนของพลาโต้ยังได้ หักล้างปรัชญาของโซฟิสสต์ผู้สอนว่า ความรู้แท้จริงอันเป็นมาตรฐานสากลไม่มี เพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้เป็นสสารท่ี เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในที่นี้ พลาโต้แย้งว่า ความรู้ที่แท้สมบูรณ์มีอยู่ เพราะสิ่งที่เรารับรู้ไม่ใช่สสารวัตถุ แต่เป็น มโนคติที่เป็นอมตะและไม่เปลี่ยนแปลง ทัศนะมโนคติของพลาโต กล่าวว่า มโนภาพเป็นอันเดียวกับสิ่งสากล และ
มโนคติ คือ มโนภาพที่มอี ยู่จริงภายนอกความคดิ คอื ”สิ่งสากลที่มีอยู่จริงภายนอกความคิด “หรือ”สิง่ สากลที่มอี ยู่ จรงิ แบบปรนัย” พลาโตยนื ยนั ว่า สิ่งสากลมีอยจู่ ริง จงึ ไมใ่ ชส่ ่ิงท่เี ราคดิ ขึน้ เอง มันไมใ่ ช่ผลผลติ ของความคิด สง่ิ สากล มีอยู่ก่อนหน้าที่เราคิด และแม้เราจะเลิกคิดถึง สิ่งสากลก็ยังคงมีอยู่ตลอดไปเป็นนิจนิรันดร “พลาโตเรียกสิ่งสากล อนั เป็นความจรงิ อมตะนัน้ ว่ามโนคตหิ รอื แบบ ดังนนั้ ลักษณะของมโนคตสิ รุปโดยทว่ั ไป คอื • มโนคติ หมายถงึ สิ่งสากล • มโนคติ มีจำนวนมาก แต่ความหมายของมโนคติมีขอ้ จำกัด กล่าวคือ สิ่งเฉพาะชนิดหนึ่งมมี โนคติเพยี ง หนึ่งเดยี ว • มโนคติ เปน็ สิง่ ที่เรารูไ้ ด้ด้วยเหตผุ ล • มโนคตเิ ปน็ ความจริงปรนัย • มโนคตเิ ปน็ สงิ่ ไม่กินท่ี • มโนคติไม่ขึ้นกบั เวลา พลาโตได้ตั้งทฤษฎีสองโลกขึ้น คือโลกแห่งผัสสะกับโลกแห่งมโนคติ นี่เป็นคำถามเกี่ยวข้องกันระหว่าง มโนคติกับสิ่งเฉพาะ ท่านกล่าวว่า สิ่งเฉพาะเป็น “แบบจำลอง” หรือ “สิ่งเลียนแบบ” สิ่งเฉพาะขอยืมความจริง มาจากมโนคติ สิ่งเฉพาะเป็นจริงก็ต่อเมื่อมันมีส่วนเหมือนมโนคติ เช่น โสคราตีส เป็นสิ่งเฉพาะที่เป็นแบบจำลอง มาจากมโนคติของคน แบบจำลองมีความเป็นจริงน้อยกว่ามโนคติ มโนคติมีความจริงแท้สูงสุด เราสังเกตเห็นว่า พลาโตเปล่ียนทฤษฎีมโนภาพของโสคราตีสเป็นทฤษฎีมโนคติ โดยทำมโนภาพใหก้ ลายเป็นสง่ิ ที่มคี วามจริงในตัวเอง ผลที่ออกมาก็คือ มโนภาพกลายเป็นมโนคติที่มีความจริงแบบปรนัย และเป็นสิ่งที่คงที่ถาวร ในการอธิบาย “ลักษณะ” ของมโนคติเช่นนั้น ท่านหยิบยกเอาลักษณะของภาวะ (Being) ในปรัชญาของปาร์มีนิเดสมาสวมใส่ ให้กับมโนคติ เหตุนั้นมโนคติจึงมลี ักษณะเช่นเดียวกับภาวะของปาร์มีนิเดส คือความเป็นจริงแท้สูงสุดและเป็นสิง่ คงที่ถาวรไม่เคยเปลี่ยนแปลง ท่านไม่ยอมรับทัศนัของปาร์มีนิเดสที่ว่า ความจริงแท้หรือภาวะ เป็นสิ่งเนื้อเดียวกนั แบ่งแยกไม่ได้ ท่านเสนอว่าความจริงแท้หรือมโนคติมีหลายชนิดและเกาะกลุ่มกันอย่างมีระบบในโลกแห่งมโนคติ ความจริงแท้มีมากหลายแต่ก็อยู่อย่างมีเอกภาพ ท่านได้แนวความคิดเรื่องเอกภาพในความมากหลายนี้มาจาก เฮราคลีตุส ผู้มีทัศนะว่า สิ่งที่แตกต่างกันรวมตัวเป็นเอกภาพ ภายใต้การควบคุมของวจนะ (Logos) ท่านนำ หลักการนี้มาสร้างเป็นกฎแห่งความสัมพันธ์ระหวา่ งมโนคติท้ังหลาย เราได้พบรอ่ งรอยของแนวความคิดเรื่องภาวะ ในปรัชญาของปาร์มีนิเดส และวจนะในปรัชญาของเฮราคลีตุสผสมผสานอยู่ในทฤษฎีมโนคติของพลาโต นเี่ ป็นตวั อยา่ งของการประนปี ระนอม หลกั การทข่ี ดั แย้งกัน พลาโตยงั ยอมรบั แนวความคิดทีว่ ่า ความจรงิ แทเ้ ป็นสิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลงมาจากปาร์มีนิเดส ท่านยืนยันว่าโลกแห่งมโนคติไม่เคยเปลี่ยนแปลง และพลาโตยังยอมรับทฤษฎี
แห่งความเปลี่ยนแปลงของเฮราคลีตุสโดยกล่าวว่า โลกแห่วผัสสะเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง แต่โลกแห่งผัสสะไม่ใช่ ความจริงแท้สำหรับพลาโต ท่านให้ทัศนะเรื่องจักรวาลวิทยาว่า เป็นการศึกษาที่ว่าด้วยเรื่องวิญญาณและ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งวญิ ญาณกบั พฤติกรรมของมนษุ ย์ โดยท่านได้แบง่ วิญญาณเปน็ 2 สว่ นคอื • วิญญาณแห่งเหตผุ ล (Rational Soul ) เปน็ วิญญาณที่จตุ จิ ากโลกแหง่ มโนคติมาประจำอยู่ในกายเนอ้ื พระ เจา้ ทรงสร้างวิญญาณเหลา่ นใ้ี ห้เป็นอมตะ • วิญญาณไร้เหตุผล (Irrational Soul) เป็นวิญญาณที่ประจำอยู่กับร่างกายเกิดและดับพร้อมกับร่างกายจงึ ไม่เป็นอมตะ เทวดาเป็นผูส้ ร้างร่างกาย และวิญญาณสว่ นนี้ของมนุษย์ ยิ่งไปกว่านี้ วิญญาณส่วนที่ 2 นี้ยัง ถกู แบ่งยอ่ ยออกเป็น 2 สว่ นคอื - วญิ ญาณฝ่ายสงู เรยี กวา่ วญิ ญาณแห่งเจตนารมณ์ (Spirited Soul) - วญิ ญาณฝา่ ยต่ำ เรียกวา่ วญิ ญาณแหง่ ความต้องการ (Appetitive Soul) รวมความว่าวิญญาณของมนุษย์มีอยู่ 3 ส่วน คือ วิญญาณแห่งเหตุผล วิญญาณแห่งเจตนารมณ์ และวิญญาณแห่ง ความตอ้ งการ ดงั น้ัน สงิ่ ทีท่ ำใหม้ นษุ ยต์ า่ งจากสตั ว์ ก็คือเหตุผล เพราะมนุษย์เท่าน้ันมีวิญญาณแหง่ เหตผุ ล ในทศั นะ เรื่องความเวียนว่ายตายเกิด พลาโตกล่าวว่า วิญญาณแห่งเหตุผลเป็นอมตะจึงสามารถล่องลอยอยู่ได้ โดยไม่ต้อง อาศัยกายเนื้อ ท่านเห็นว่า วิญญาณยังอยู่เป็นอมตะจึงมีอยู่เที่ยงแท้เป็นนิรันดร ความรู้ทุกอย่างเป็นการฟื้นความ ทรงจำถึงมโนคตทิ ี่วญิ ญาณเคยพบมากอ่ น ทจี่ ะถือกำเนดิ ในชาติปัจจบุ นั เหตุน้นั วิญญาณเปน็ สงิ่ ท่ีมีอยู่ก่อนร่างกาย และสามารถจะอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยกายเนื้อ และวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่ถูกปรุงแต่งจากส่วนประกอบ วิญญาณเป็น หน่วยยอ่ ยทีส่ ุด มนั ไม่ใช่สงั ขารแต่เป็นวิสังขาร เพราะเหตนุ ้นั วิญญาณจึงไมด่ ับสลาย เพราะมนั ไมใ่ ช่ชิน้ สว่ นสำหรับ แตกกระจายจากกันและกัน จึงสรุปได้ว่า วิญญาณเป็นตัวการทำให้เกิดชีวิต แต่ชีวิตตรงข้ามกับความตาย ดังน้ัน วิญญาณเป็นสิ่งไม่ตาย ในปัญหาด้านจริยาศาสตร์นั้น พลาโตคัดค้านโซฟิสต์ในความคิดที่โซฟิสต์เผยแพร่คำสอน โจมตกี ฎเกณฑ์ทางสละศลี ธรรมของชาวกรีกท่ีเช่ือถือและปฏิบตั ิสืบต่อกันตามประเพณี อันศลี ธรรมนั้นเป็นบ่อเกิด ของความดีงาม ท่านใหท้ ัศนะวา่ “มีสงิ่ ทเี่ ปน็ ความดีและสง่ิ ที่เป็นความพึงพอใจ แตค่ วามพงึ พอใจไม่ใช่อันเดียวกัน กับความดี และการแสวงหากับวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งทั้งสองก็เป็นคนละอย่าง การแสวงหาความพึงพอใจเป็น อยา่ งหนึง่ สว่ นการแสวงหาความดีก็เปน็ อีกอยา่ งหนึ่ง” พอสรปุ ไดว้ า่ หากเชื่อตามที่โซฟิสต์กล่าวว่า ความดีคือความพึงพอใจของแต่ละคน ความดีในตัวเองจะไม่มีอยู่ เมื่อไม่มี มาตรการชี้ขาด การจะกำหนดลงไปว่าอะไรดีอะไรชั่วก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าถือว่า ความดีคือสิ่งที่แต่ละคนชอบ พลาโต กล่าวว่า ความรู้สึกของคนเราที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ย่อมผิดแผกกันไป ซึ่งพลอยทำให้คนเราตัดสินความดีไม่ตรงกัน
ท่านเห็นว่า ทฤษฎีทางศีลธรรมของคน มีรากฐานอยู่บนคุณลักษณะอันเป็นสากลของมนุษย์ทุกคน คุณลักษณะ อันนั้นคือเหตุผล ดังนั้นเหตุผลคือ ความรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำความดี และท่านได้แบ่งแยก คุณธรรม หรือการทำความดีออกเป็น 2 ระดับ คือ คุณธรรมทางสังคม กับคุณธรรมทางปรัชญา การที่คนเราทำ ตามค่านิยมที่สังคมยอมรับ และให้การยกย่อง โดยไม่รูเ้ หตุผลว่าทำไมจึงเปน็ ความดี ในลักษณะนี้ท่านเรยี กการทำ ความดีลกั ษณะนวี้ ่า คุณธรรมทางสังคม และอีกประการหนงึ่ การทำความดีท่ีประกอบดว้ ยเหตุผล มีความรู้ว่าการ กระทำนั้นไปสู่จุดหมายสูงสุดอันใด การทำความดีด้วยเหตุผลนั้น พลาโตเรียกว่า คุณธรรมทางปรัชญา ดังนั้นใน ทัศนะของพลาโตว่า สิ่งที่เป็นความดีสูงสุด ได้แก่ มโนคติแห่งความดี (Idea of The Good) และท่านยังกล่าวถึง วิธีปฏิบัติเพ่อื ใหบ้ รรลจุ ุดหมายสูงสดุ ของชีวติ ท่านเรียกว่า คณุ ธรรม การปลดเปล่ืองหรอื ความหลดุ พ้นจากความช่ัว จะมไี มไ่ ด้ ถา้ ปราศจากการไดม้ าซ่ึงคุณธรรมช้ันสูงและปัญญา คณุ ธรรมทส่ี ำคญั นี้ ได้แก่ พุทธปิ ัญญา ในทัศนะของพลาโตกล่าวว่า คนดี คือ ผู้มีคุณธรรม คนดีเป็นคนมีปัญญา (Wisdom) ความกล้าหาญ (Courage) การรู้จักประมาณ (Temperance) ความยุติธรรม (Justice) นี่คือเกณฑ์ตัดสินว่าใครดีใครชั่ว คนจะดีหรือจะเลว ไม่ใช่ดังที่โซฟิสต์กล่าวว่า คนจะดีหรือเลวเราดูกันที่คุณธรรม ข้อสังเกต เราจะเห็นข้อขัดแย้งปรัชญาของพลาโต เหมือนกัน คือ โลกแห่งมโนคติเท่านั้นที่ทีความจริงแท้ ส่วนโลกแห่งผัสสะไม่มีความเป็นจริงในตัวเอง สิ่งเฉพาะ ต่าง ๆ ที่เรามองเห็นในโลกแห่งผัสสะกไ็ ม่ใช่ของจรงิ ซ้ำยังอำพรางความจริงเกี่ยวกับมโนคติ ดังนั้น โลกแห่งผัสสะ จงึ เป็นดนิ แดนแหง่ ความชัว่ ร้าย คุณธรรมแทจ้ รงิ ของมนุษย์ คอื การปลดเปลื่องวญิ ญาณจากโลกแห่งผัสสะเพ่ือกับสู่ โลกแหง่ มโนคติ เราควรโบยบนิ จากโลกนีไ้ ปให้เร็วทีส่ ุดเท่าทจ่ี ะทำได้ ถา้ ถือตามยั นนี้ ปรัชญาหรอื ความรู้จักมโนคติ จะเป็นความดีสูงสุดเพียงประการเดียว และหลักการอีกนัยหนึ่งที่พลาโตกล่าว คือ สิ่งเฉพาะที่เราพบเห็นด้วย ประสาทสัมผัสเป็นสิ่งจำลองมโนคติ โลกแห่งผัสสะเป็นดินแดนที่มโนคติ “เปิดเผย” ตัวเอง ดังนั้น การพบเห็นสิ่ง เคราะหจ์ ะชว่ ยเตือนให้วญิ ญาณนกึ ถงึ มโนคติขึ้นมาได้ เพราะหลักการที่พลาโตได้สอนน้ที ่านเสนอว่าเปน็ “ทางสาย กลาง” อันทำให้ชีวิตกลมกลืนกัน ในเรื่องทางการเมืองนั้น พลาโตได้เสนอทฤษฎีการเมืองเพื่อเป็นการตอบปญั หา เหล่านั้น คือ รัฐที่ดีควรยึดระบอบการปกครองใด ? อำนาจสิทธิ์ขาดควรอยู่ที่ใคร ? อะไรคือคุณธรรมของนัก ปกครอง ? ประชาชนควรมีสทิ ธ์เิ สรีภาพมากเพียงใด ? ทา่ นกล่าวว่า มนษุ ย์เปน็ สตั วส์ งั คม การอยู่รว่ มกันเป็นสังคม เหตุนนั้ รฐั จงึ เปน็ สถาบนั ที่จำเปน็ ต้องมี รัฐต้องประกอบดว้ ยบุคคลทมี่ วี ิญญาณ 3 ส่วน 3 ระดับ คอื - นกั ปกครองไดแ้ กผ่ ู้ผ่านการคัดเลอื กเป็นพิเศษ เพื่อเป็นผูน้ ำของรฐั - พิทกั ษช์ น คอื ผ้ทู ำหน้าท่ีทหารตำรวจและขา้ ราชการพลเรอื น - ราษฎร คือ ชนชน้ั ทีถ่ ูกปกครอง
สรุปลักษณะสำคัญของรัฐในอุดมคติด้วยประโยคว่า “กลูคอน, สิ่งที่เราเห็นพ้องกันแล้วก็คือว่าในรัฐที่ดี สมบูรณ์ สตรีและเด็กควรเป็นของส่วนรวม, บุรุษและสตรีควรมีส่วนได้รับการศึกษา และประกอบอาชีพเท่าเทียม กันทั้งในยามสงบและยามมีศึกสงคราม, และพวกเขาควรถูกปกครอง โดยกลุ่มคนผู้เป็นเลิศในปรัชญาและการ สงคราม” นแี่ สดงวา่ ระบอบการปกครองท่ีดที ่ีสุดในทัศนะของพลาโต คอื อภชิ นาธิปไตย (Aristocracy) ท่ีอำนาจ อยู่ในความสิทธิ์ขาดของบุคคลชั้นสูง ผู้ถูกคัดเลือกโดยระบบการศึกษา ไม่ใช่ผู้มาจากตระกูลมั่งคั่งหรือผู้ดี ชนช้ัน พเิ ศษนจ้ี ะสบั เปล่ยี นกันรบั ตำแหน่งกษัตริย์นักปรชั ญา ดังนน้ั เรามาสรปุ ปรชั ญาขอพลาโตได้ดังนี้ คือ ปรัชญาของพ ลาโตทุกอย่างมีความสมั พันธ์กัน ถา้ มองในดา้ นอภปิ รชั ญาก็เปน็ สัจจนิยม เพราะถือว่า ความจริงแท้มีอยู่เป็นปรนัย ภายนอกจิต และเป็นมโนคตินิยม เพราะถือว่า ความจริงแท้นั้นเป็นมโนคติ ในด้านญาณวิทยา เป็นเหตุผลนิยม เพราะถือว่า บ่อเกิดความรู้อยู่ที่เหตุผลไม่ใช่ประสาทสัมผัส คนเรารู้จักมโนคติด้วยเหตุผล ในด้านจักรวาลวิทยา ปรัชญาของท่านเป็นทวินิยมเพราะเห็นว่า ส่วนประกอบที่ทำให้เกิดโลกแห่งสัมผัสมี 2 อย่างคือ มโนคติและสสาร เป็นเทวนิยมเพราะยอมรับว่า มีพระเจ้าผู้สร้างโลก ในด้านจริยศาสตร์ เป็นสหัชญาณนิยม เพราะถือว่าจุดหม าย สูงสุดของชีวติ อยู่ที่ความหลุดพ้นของวิญญาณท่ีเพ่งพินิจมโนคติ ในด้านการเมืองเป็นสังคมมนยิ ม พราะกำหนดให้ ทรัพย์สินของนักปกครอง และพิทักษ์ชนเป็นสมบัติส่วนกลาง ปรัชญาของพลาโตมีอิทธิพลมากต่อนักปรัชญา ตะวันตกยุคนั้น ในด้านสุนทรีศาสตร์ (Aesthetics) ของพลาโตนั้น คืองานด้านความงามและศิลปะ ในสมัยพลาโต ยังไม่มีการแยกคำสอนด้านสุนทรศี าสตร์ออกมา ดังนั้นจึงแทรกปะปนอยูก่ ับสาขาอื่น ๆ ความงามย่อมแทรกอยู่ใน งานอื่น เชน่ การล่าสัตว์ การกอ่ สรา้ ง การเล่นกฬี าและการดำรงชีวิตดว้ ยคุณธรรม สิ่งใดมคี วามงาม ก็เพราะส่ิงนั้น มีส่วนรวมกับมโนคติของความงาม งานด้านศิลปะเป็นสิ่งที่งามเพราะมันเรียนแบบมโนคติขิงความงาม งานด้าน ศิลปะไม่อาจนับเป็นงานที่ดีที่สุด ความงามที่แท้จริงอยู่ในโลกแห่งมโนคติ เมื่อได้ชมความงามด้านศิลปะแล้ว ก็ เลื่อนลำดับขั้นชมความงามของร่างกาย, วิญญาณ, สถาบันและกฎหมาย จากนั้นก็ศึกษาคณิตศาสตร์ ซึ่เป็นบันได ส่งให้ถึงมโนคติของความงาม โดยนัยนี้ ความงามที่สมบูรณ์ไม่ใช่สิ่งที่รู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่เป็นสิ่งที่ต้องเพ่ง พินิจด้วยเหตุผลหรือพุทธิปัญญา ในด้านศิลปะนั้นพลาโตเห็นว่า “ศิลปะคือการเลียนแบบ” ภาพคนที่ปรากฏโดย ฝีมือจิตรกรเป็นสิ่งเลียนแบบมาจากคนจริง ๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งมาจากคนจริง เหตุนั้นสิ่งเลียนแบบเกิดจากมโนคติ ของคน ท่านเห็นว่าศิลปะไม่มีคุณค่าในตัวเอง ท่านไม่เชื่อเรื่องศิลปะ ในทัศนะของท่านเห็นว่า ศิลปะจะมีค่าก็ ตอ่ เมอื่ มนั ส่งเสริมศีลธรรมหรือให้ความรดู้ า้ นปรัชญา โดยทา่ นตงั้ เง่อื นไขไว้ 3 ประการ - ศลิ ปะต้องเลยี นแบบไดเ้ หมอื นของจรงิ ต้นฉบบั - ศิลปะตอ้ งส่งเสรมิ ศลี ธรรม คือเป็นเครื่องมอื สั่งสอนให้ประชาชนรจู้ กั ความดี - ศิลปะจะตอ้ งก่อใหเ้ กิดความพึงพอใจ
สังเกตเหน็ วา่ พลาโตมองศิลปะว่ามคี ่าตำ่ เพราะท่านถอื เป็นเพียงทางผา่ นไปสูป่ รัชญา ดังนนั้ พลาโตไม่อาจให้ความ เป็นธรรมแกศ่ ิลปะ เพราะท่านไม่อาจแยกศลิ ปะออกจากปรัชญานน้ั เอง 2.จิตนิยมประสบการณ์ จิตนิยมประสบการณห์ มายถึง หลักปรชั ญาของปรชั ญาเมธที ง้ั หลายเช่น จอรจ์ เบริคเลย์ (George Berkley) จอหน์ ลอ๊ ค (John Lock) เดวิด ฮวิ ม์ (David Hume) เป็นต้น จอร์จ เบริคเลย์ (George Berkley) เป็นนักปรัชญาชาวไอริส (Irish) เป็นนักปรัชญากลุ่มประจักษ์นิยม (ประสบการณ์นิยมในปัจจุบัน) เช่นเดียวกับจอห์น ล๊อค เบริคเลย์ กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารับรู้ทางประสาท สัมผัสนั้น มีอยู่ได้เพราะจิตและแนวความคิดหมายความว่าเราต้องมีแนวความคิดในเกี่ยว ๆ กับสิ่งต่าง ๆ และ แนวความคิดนั้นมอี ยู่ในจิตใจเรา ดังนั้นสิ่งที่แท้จรงิ คือจิตและความคดิ (Mind and Idea) เบริคเลย์ กล่าวว่าสสาร หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์รบั รูท้ างประสาทสัมผัสเปน็ สิ่งที่มีอยู่จริง แต่เป็นส่ิงที่มีอยู่จริงโดยจติ ในฐานะที่มันถูกรูห้ รอื รับรู้ด้วยจิต สสารไม่ได้มีอยู่ได้ด้วยตัวเองแต่มีอยู่เพราะจิต ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่าความมีอยู่คือการถูกรับรู้ (To be is to be percieved) ซึ่งหมายความว่าความมีอยู่ของทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกต้องรับรู้ได้หรือสามารถรับรู้ ถ้าสิ่งใดก็ตามไม่ถูกรับรู้ก็จะกล่าวว่าสิ่งนั้นมีอยู่ไม่ได้ และได้กล่าวต่อไปอีกว่าจิตไม่ใช่สร้างแนวความ คิด แต่แนวความคดิ นถี้ กู ใส่ไวใ้ นจิตโดยพระเจ้า คอื พระเจ้าได้สรา้ งแนวความคิดไวใ้ นจิตของมนุษย์ทุกคน 3.จิตนิยมเยอรมันสมนั ใหม่และรปู แบบตา่ ง ๆ ทส่ี ัมพนั ธก์ ัน จติ นยิ มเยอรมนั หมายถึง หลักปรัชญาของนักปรัชญาเมธีทั้งหลาย เช่น ไลบน์ ิช, คานต,์ เฮเกล เปน็ ตน้ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน แนวปรัชญาของคานต์ มีลักษณะ ประนีประนอมหลักการของกลุ่มเหตุผลนิยมและประจักษ์นิยมโดยกล่าวว่าความรู้บางชนิดเป็นความรู้ที่มีมาก่อน เป็นความรู้ที่จริงและจำเป็นที่มุกคนมีเหมือนกันตรงกันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ทั้งในอดีตปัจจุบัน และอนาคต แต่ความรู้บางชนิดเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในภายหลัง (Posteriori) ได้แก่ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ทาง ประสาทสมั ผสั ซง่ึ เกดิ ขึน้ ในขณะน้นั และเป็นปัจจุบัน จากทศั นะนเี้ ปน็ การยอมรับหลักการของกลุ่มเหตุผลนิยมและ กล่มุ ประจกั ษน์ ิยมเป็นบางส่วน และมีการปฏิเสธเปน็ สว่ นใหญ่ ตามทศั นะของคานตค์ วามรู้
จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ความรู้ที่มีบ่อเกิดมาจากประสบการณ์ และความรู้ที่มีบ่อเกิดมาจากปัญหาหรือ ความคดิ ของมนษุ ย์ (A Priori Knowledge) ปรชั ญาจิตนิยมกบั การศกึ ษา ปรัชญาจิตนิยม มีแนวคิดเกี่ยวกับโลกและจักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งจิต” (The World of Mind) และมี แนวคิดว่าความรู้ที่แท้จริง คือ “จิตที่หยั่งรู้” (Truth as idea) แนวคิดเกี่ยวกับความดี หรือจริยธรรมของ นักปรชั ญากล่มุ จิตนิยม คือ “จริยธรรมเป็นการเลยี นแบบความดีอันสมบรู ณ”์ (imitation of the absolute self) ท่มี คี ่าคงทีไ่ มเ่ ปล่ยี นแปลงตามกาลเวลาหรือสถานที่แนวคดิ เกี่ยวกับความงาม หรือสนุ ทรียภาพ คือ “สนุ ทรยี ะ เป็น เครอื่ งสะท้อนถึงมโนคต”ิ (reflection of the idea) นักปรัชญาคนสำคัญ คือ Plato ซึ่งมีชีวิตอยูร่ ะหว่าง 427 – 375 ปี ก่อนคริสตกาล แนวคิดของ Plato มี อิทธพิ ลอย่างมาก ตอ่ การจดั การศกึ ษาของประเทศตะวันตก ทั้งในสมัยอดตี และปัจจบุ ัน เช่น 1. แนวคิดเกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้ ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้โดยการรื้อฟื้นความจำ (Platonian process of Reminiscence) ซ่งึ อาศยั การมองทะลุเขา้ ไปในตัวเอง (introspection) หรอื การวิปัสสนา (contemplation) 2. แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมจรยิ ธรรม คือ คุณธรรม มี 2 ประเภท ได้แก่ คุณธรรมทางปรัชญา และคุณธรรมทาง สงั คม ซง่ึ ตา่ งกันดงั นี้ - คุณธรรมทางปรชั ญา เปน็ คุณธรรมที่ต้องอาศยั ปญั ญา เป็นคณุ ธรรมขน้ึ สูงสุด - คณุ ธรรมทางสงั คม เปน็ การกระทำท่ถี กู ตอ้ งตามความเชอื่ หรือประเพณี 3. แนวคิดเกีย่ วกบั ความหมายของการศึกษา คือ “การศึกษา หมายถึง การให้ความเจริญเติบโต ซึ่งต้องเน้นการ อบรมจติ ใจ ใหม้ ีระเบยี บวนิ ยั ” 4. แนวคดิ เกย่ี วกบั บคุ คล หรือผเู้ รยี น คือ ผูเ้ รียนแตล่ ะคนมีองค์ประกอบทางจิตใจ ซ่งึ จำแนกเปน็ 3 ภาค คอื ภาค ตัณหา (Appetite) ภาคน้ำใจ (Spirit) และภาคปัญญา (Wisdom) ซึ่งมีความเข้มข้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนมภี าคตัณหาสูงกว่าภาคอน่ื ๆ บางคนมีภาคน้ำใจสูงภาคอนื่ ๆ แตบ่ างคนมภี าคปัญญาสูงกว่าภาคอืน่ ๆ 5. แนวคิดเกยี่ วกบั หนา้ ท่ีของรฐั ด้านการศึกษา คือ รฐั ควรจัดการศึกษาใหแ้ ก่คนทุกคนในชาติ และควรจัดให้ตาม ลักษณะขององคป์ ระกอบด้านจิตใจ โดยให้ได้รบั การศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน จนถงึ อายุประมาณ 20 ปี และควรให้บุคคล
ที่มีองค์ประกอบด้านปัญญาสูง ได้ศึกษาต่อไปอีก ในสถาบันการศึกษาขั้นสูง จึงถึงอายุ 35 ปี แล้วฝึกปฏิบัติงาน บริหารประเทศตอ่ ไปอีก จนถึงอายุ 50 ปี จนถึงข้ันทเ่ี รยี กว่า ราชานกั ปราชญ์ (Philosopher King) เพื่อใหส้ ามารถ ทำหนา้ ท่ปี กครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แนวคิดเกย่ี วกบั การศกึ ษา หลกั การสำคญั ของปรัชญาสาขามโนคตนิ ยิ มทางดา้ นภววิทยา ญาณวิทยาและคุณวิทยาเมือ่ นำมาประยุกต์ เป็นแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษาที่เรียกว่า ปรัชญาการศึกษาจะพบว่าการจัดการศึกษาตามแนวปรชั ญาสาขา นจี้ ะมีลกั ษณะดังนคี้ อื ๑. โรงเรียนและผู้เรียน เนื่องจากปรัชญาสาขามโนคตินิยมเน้นการพัฒนาความคิดและจิตใจโรงเรียน ตามแบบมโนคตินิยมจึงเน้นการเสริมสร้างส่งิ แวดล้อมทางความคิดใหแ้ ก่ผู้เรียนโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพของความคิด และความเจริญงอกงามทางจิตใจ สิ่งแวดล้อมทางความคิดคือ “สัญลักษณ์” ซึ่งเป็นสื่อความคิดที่สำคัญ โรงเรียน จึงใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ และศิลปะเป็นสื่อให้ ผู้เรียนได้ฝึกการคิดและการแสดงออกเป็น การพัฒนาจิตใจ โรงเรียนตามแนวมโนคตินิยมมุ่งสร้างคน ให้เป็น “นักศิลปะและภาษา” (Man of Arts and Letters) ๒. หลักสตู ร เนน้ เนอื้ หาวิชาทางด้านการพัฒนาความคิดและจิตใจ วิชาการด้านมนุษยศาสตร์ซ่ึงเน้นการ ใช้สญั ลักษณ์ การสร้างความเขา้ ใจเก่ียวกับความหมายของชวี ติ สร้างมโนธรรม คณุ ธรรม และฝกึ การคิดหาเหตุผล จึงได้รับการเน้นเป็นพิเศษ วิชาดังกล่าวได้แก่วิชาภาษา วรรณคดี ปรัชญา ศาสนา ศิลป คณิตศาสตร์และ ประวตั ศิ าสตร์ โดยมีกลุม่ วิชาทางดา้ นศลิ ปภาษา (Language Arts) เป็นแกนสำคัญของหลกั สตู ร ๓. การเรียนการสอน เน้นการใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อในการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนจึง เกีย่ วขอ้ งกบั การใช้สื่อสญั ลักษณ์เปน็ ส่วนใหญ่ ซ่งึ ไดแ้ ก่การฟัง การจดจำ จากการบรรยายของครู การอ่านหนังสือ การค้นควา้ จากตำราและเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ห้องเรยี นกับห้องสมุดจึงเป็น หัวใจของกระบวนการเรียนการ สอนของโรงเรียน การเรียนการสอนจะเน้นการเรียนในห้องเรียนและ ห้องสมุดมากกว่าการศึกษานอกสถานท่ี หรือทัศนศึกษา เพราะถือว่าผู้เรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ จากหนังสือได้โดยไม่จำเป็นต้องมี ประสบการณ์โดยตรง บทบาทของครูตามแนวปรัชญาสาขานี้ถือว่าครูคือแม่พิมพ์เป็นต้นแบบที่ดีทั้งด้านความรู้ และความประพฤติ ตอ้ งมีความสามารถในการถ่ายทอดความรโู้ ดยใช้สัญลกั ษณ์ได้ดมี ีประสทิ ธภิ าพ
๔. การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมและสุนทรียภาพ จริยศึกษาได้รับการเน้นเป็นพิเศษในโรงเรียนตาม แบบมโนคตินิยม ถือว่าโรงเรียนมีหน้าที่ถ่ายทอดแบบความประพฤติและการปฏิบัติตนตามธรรมเนียมประเพณี ของสังคม โดยยึดแบบอย่างทางจริยธรรมและคุณธรรมที่ดีที่ประมวลได้จากศาสนา ประวัติศาสตร์ และวรรณคดี วิธกี ารปลกู ฝังค่านิยมทางจริยธรรม อาศัยภาษา คำพดู และสญั ลกั ษณเ์ ป็นสอื่ ในเนอ้ื หาวชิ าท่ีเกยี่ วกบั ขนมประเพณี และอุดมการทางงั คม โดยเน้นค่านยิ มและการอบรมจริยธรรมควบค่กู นั ไป ทางดา้ นการเสริมสรา้ งรสนิยมเชงิ สนุ ทรียะนนั้ มงุ่ เนน้ การเรียนจากผลงานที่มีชอ่ื เสียงและแบบแห่งความ งามในอุดมคติ โดยการให้ผูเ้ รียนมีโอกาสทำความคุ้นเคยกับผลงานทางศิลปกรรมชิน้ สำคัญ เพื่อเร้าใจให้เกิดความ สนใจ และสร้างความเข้าใจให้เกิดขน้ึ โดยอาศยั การศึกษารายละเอียดของศิลปกรรมต้นแบบน้ัน ๆ หากทำเช่นนี้ได้ ก็จะช่วยปลูกฝงั ค่านยิ มในสุนทรียภาพใหแ้ ก่ผเู้ รียนได้อย่างแทจ้ รงิ
Search
Read the Text Version
- 1 - 13
Pages: