Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Lesson Plan Sci M.5 1 62

Lesson Plan Sci M.5 1 62

Published by Taweesak Dangkhaokeaw, 2019-12-01 23:05:29

Description: Taweesak Dangkhaokeaw

Keywords: PlanSci

Search

Read the Text Version

Course Syllabus | วิชา วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 จานวนหน่วยกิต 1.0 เวลาเรยี น 2 คาบ/สัปดาห์ โดยพระทวีศักด์ิ เทวสิริ กำหนดกำรสอนในแต่ละช่ัวโมง 2. อำกำศ 7 ช่ัวโมง ชั่วโมงที่ 1-7 2.2 อะตอม 3 ชม. 2.1 องคป์ ระกอบในอากาศ 1 ชม. 1. ปฐมนเิ ทศ (ทำควำมรู้จัก) ชว่ั โมงที่ 1 2.3 ธาตุ 2 ชม. 2.4 การใชป้ ระโยชน์จากอากาศและ มลพษิ ทางอากาศ 1 ชม. ๐ ทาความรู้จักผ่านการฟัง ๐ คาอธบิ ายรายวิชา ๐ ตอบคาถามท่ีนักเรียนสงสยั 3. นำ 10 ชว่ั โมง ชัว่ โมงท่ี 8-17 4. อำหำร 12 ช่ัวโมง ชัว่ โมงที่ 18-29 3.1 โมเลกลุ ของนา 4 ชม. 4.1 ไขมนั และนามนั 2 ชม. 3.2 สารในแหล่งนาธรรมชาติ 3 ชม. 4.2 คารโ์ บไฮเดรต 2 ชม. 3.3 การละลายของสารในนา 3 ชม. 4.3 โปรตนี 2 ชม. 4.4 วติ ามนิ และเกลอื แร่ 2 ชม. 4.5บรรจุภณั ฑ์สาหรับอาหาร 4 ชม. 5. พลังงำน 11 ชั่วโมง ช่วั โมงที่ 30-40 สอบปลายภาคเรียน 30 กำรวัดผล สอบกลางภาคเรยี น 20 5.1 เชือเพลิง 5 ชม. 5.2 แบตเตอรี่ 2 ชม 5.3 สารกัมมนั ตรงั สี 4 ชม. 50 คะแนนเกบ็ ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะ ............................................ .............................................................................. พระทวีศักด์ิ เทวสิริ พระทวีศกั ดิ์ เทวสิริ ครูผสู้ อน ความคดิ เหน็ /ข้อเสนอแนะ .............................................................................. พระทวศี กั ดิ์ เทวสิริ หัวหนา้ กลมุ่ สาระฯ วทิ ยาศาสตร์ รองผูอ้ านวยการกล่มุ บริหารวชิ าการ ๐ ทราบ/อนญุ าตให้ใชแ้ ผนการสอน ๐ ปรับปรุง…………………………….. พระไพโรจน์ ปญฺญาวชโิ ร ผ้อู านวยการโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรมพระเจ้าตนหลวง

Lesson Plan 1 | โรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept อากาศเปน็ สารผสมประกอบดว้ ย วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 แกส๊ หลายชนิด อะตอมเป็นหนว่ ย หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1 อากาศ เรอื่ ง องคป์ ระกอบในอากาศ เวลาเรยี น 1 ชม. ยอ่ ยของสารเคมี ภายในอะตอม โดย พระทวีศกั ด์ิ เทวสริ ิ ประกอบดว้ ยโปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอน มำตรฐำนกำรเรียนร/ู้ ตวั ชวี ัด ว 2.1 ม.5/1 ระบุว่าสารเปน็ ธาตหุ รอื สารประกอบ และอยู่ในรปู อะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออนจากสตู รเคมี จุดประสงค์ นักเรยี น (สามารถ) 1. บอกชอ่ื และปรมิ าณของแกส๊ ต่าง ๆ ในอากาศ (K) 2. จาแนกองคป์ ระกอบของปริมาณแก๊สตา่ ง ๆ ในอากาศ (P) 3. จิตวทิ ยาศาสตรด์ า้ นความใจกวา้ ง ด้านความรอบคอบและการใช้วิจารณญาณ (A) กิจกรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรียนรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเขา้ สบู่ ทเรียนโดยตังคาถามตรวจสอบความรเู้ ดมิ เชน่ แกส๊ ออกซเิ จนมปี ระโยชน์อย่างไรมสี ตู รเคมีเป็นอย่างไร แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์มปี ระโยชน์อยา่ งไร มสี ตู รเคมเี ปน็ อย่างไร และในอากาศ มีแก๊สอ่ืน ๆ อีกหรือไม่ เพื่อนาเข้าสู่ การอธบิ ายเกย่ี วกับองค์ประกอบของอากาศ 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นักเรียนศึกษาองค์ประกอบใน 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย สรุป 1. ครอู ธิบายเพ่ิมเติมว่า นอกจากแก๊สใน อากาศ แล้วบอกช่ือและปริมาณของ ว่า แก๊สอาร์กอน แก๊สฮีเลียม แก๊ส อากาศแล้ว การระบวุ า่ สารเคมีชนดิ อนื่ อยใู่ น แก๊สต่าง ๆ ออ กซิเจนแก๊ส ไนโตรเจ นเป็ นธ า ตุ รูปอะตอมหรือโมเลกุล และจัดเปน็ ธาตหุ รือ 2. ครใู หน้ กั เรยี นสังเกตสูตรเคมขี องแก๊ส เนือ่ งจากประกอบดว้ ยธาตุเพียงชนิดเดยี ว สารประกอบสามารถพจิ าณาได้จากสตู รเคมี ต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในอากาศ ไอนาและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็น ครูแนะนาวดิ โี อให้นกั เรียนไปศกึ ษาเพมิ่ เตมิ แล้วอภปิ รายรว่ มกนั สารประกอบ เนื่องจากประกอบด้วย เกี่ยวกับองค์ประกอบของอากาศ และ ธาตุมากกว่าหน่งึ ชนิด แนะนาใหศ้ กึ ษาวิดีโอทเ่ี ก่ียวขอ้ ง VDO องค์ประกอบของอำกำศ 5. Evaluation 1. ครูให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 1.1 หน้า 6 จากหนังเรียนวิทยาศาสตร์ กายภาพ เล่ม 1 ของ สสวท. เพื่อทบทวนความรู้ หลังจากนันประเมินจาก การอภิปราย การตอบคาถาม ทักษะกระบวนการท่ีเกิดขึน และ จติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรียนอยูใ่ นระดับ เครอื่ งมอื วัดและประเมินผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉล่ยี Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จิตวิทยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 2 | โรงเรียนพระปริยตั ธิ รรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept อะตอมเป็นหนว่ ยย่อยของสารเคมี วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2562 ภายในอะตอมประกอบด้วยโปรตอน หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 อากาศ เรอ่ื ง อะตอม 1 เวลาเรียน 1 ชม. นวิ ตรอนและอิเลก็ ตรอน แบบจาลอง โดย พระทวศี ักดิ์ เทวสริ ิ อะตอมใช้อธบิ ายตาแหนง่ อนภุ าค ภายในอะตอม มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชวี ัด ว 2.1 ม.5/1 ระบุวา่ สารเป็นธาตุหรือสารประกอบ และอยูใ่ นรปู อะตอม โมเลกลุ หรอื ไอออนจากสูตรเคมี ว 2.1 ม.5/2 เปรียบเทยี บความเหมือนและความแตกต่างของแบบจาลองอะตอมของโบรก์ ับแบบจาลองอะตอมแบบกลุม่ หมอก จุดประสงค์ นกั เรยี น (สามารถ) 1. ระบุว่าสารเปน็ ธาตหุ รอื สารประกอบ และอยใู่ นรูปอะตอม โมเลกุลหรอื ไอออนจากสูตรเคมี (K) 2. ระบุจานวนเวเลนซอ์ เิ ล็กตรอนจากแบบจาลองอะตอมของโบร์ของธาตทุ ่ีกาหนดให้ (K) 3. ทกั ษะการจาแนกประเภทว่าสารเปน็ อะตอม โมเลกลุ ไอออน และธาตหุ รือสารประกอบ (P) 4. จิตวทิ ยาศาสตร์ด้านความใจกวา้ ง ดา้ นความรอบคอบและการใชว้ ิจารณญาณ (A) กิจกรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเข้าสูบ่ ทเรียนด้วยการตังคาถามตรวจสอบความร้เู ดิมว่า หน่วยที่เล็กท่ีสดุ ของธาตุคอื อะไร เพราะเหตใุ ด แล้วตังคาถามต่อไปวา่ องค์ประกอบภายในอะตอมมอี ะไรบ้าง 2. ครูอธิบายเกย่ี วกับสมบตั ขิ องแกส๊ ออกซิเจนและแกส๊ ฮีเลียม แลว้ ตังคาถามวา่ เพราะเหตุใดแก๊สทังสองชนิดจึงมีสมบัติ ต่างกัน 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นักเรยี นทากิจกรรม 1.1 หน้า 7 1. ครูนาอภิปรายเก่ียวกับแบบจาลอง 1. ครูตังคาถามกระตุ้นคิดว่า อิเล็กตรอน จากหนงั เรยี นวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ เลม่ อะตอมว่า อะตอมมีขนาดเล็กไม่สามารถ เคลื่อนที่รอบนิวเคลียสในลักษณะใด เพื่อ 1 ของ สสวท. เพ่ือทบทวนความรู้ มองเห็นดว้ ยตาเปล่า แบบจาลองอะตอม นาไปสู่การอภิปรายเก่ียวกับแบบจาลอง เก่ียวกับตาแหน่งและชนิดประจุของ มีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงตามผลการ อะตอมของโบร์ว่า อิเล็กตรอนเคล่ือนท่ีรอบ โปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ลก็ ตรอน ทดลองตังแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน โดย นวิ เคลียสเป็นวง ซึ่งแต่ละวงมีระยะห่างจาก นิวเคลียสและมีพลังงานต่างกัน โดย แบบจาลองอะตอมในกิจกรรม 1.1 เป็น อิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุดเรียกว่า เวเลนซ์ แบบจาลองอะตอมท่ีแสดงตาแหน่งของ อิเล็กตรอน และยกตัวอย่างแบบจาลอง โปรตอนนิวตรอน และอิเล็กตรอน โดย อะตอมของโบรข์ องฮีเลียมและออกซเิ จนโดย โปรตอนซ่ึงมีประจุบวกและนวิ ตรอนซ่งึ ไม่ ใชร้ ูป 1.5 หน้า 8 จากหนงั เรยี นวทิ ยาศาสตร์ มี ป ร ะ จุ ร ว ม กั น อ ยู่ ใ น นิ ว เ ค ลี ย ส แ ล ะ กายภาพ เล่ม 1 ของ สสวท. และแนะนาให้ VDO แบบจำลองอะตอม อิ เ ล็ ก ต ร อ น ซึ่ ง มี ป ร ะ จุ ล บ อ ยู่ ร อ บ ศกึ ษาแหลง่ ข้อมลู วดิ โี อท่เี กย่ี วข้อง แหลง่ ข้อมูลเกย่ี วกับ อะตอม นิวเคลียส 5. Evaluation 1. ครูให้นักเรียนตอบคาถามตรวจสอบความเข้าใจ เช่น แบบจาลองอะตอม ของโบร์ท่ีแสดงในรูป 1.5 อะตอมของธาตุฮีเลยี มและออกซเิ จน มีจานวน เวเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนเป็นเท่าใด หลังจากนนั ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทเี่ กิดขนึ และจติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมินผล นกั เรยี นอยู่ในระดับ เครื่องมอื วัดและประเมินผล วิชำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉลยี่ Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 3 | โรงเรยี นพระปริยัติธรรมพระเจ้ำตนหลวง Concept วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2562 แบบจาลองอะตอมใช้อธบิ ายตาแหนง่ หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 อากาศ เรอ่ื ง อะตอม 2 เวลาเรียน 1 ชม. อนุภาคภายในอะตอม อะตอมของธาตุ โดย พระทวศี กั ด์ิ เทวสิริ ตา่ งชนดิ กันมจี านวนโปรตอนไมเ่ ท่ากนั อะตอมเป็นกลางทางไฟฟา้ เม่ืออะตอม ของธาตุ มีการใหห้ รือรบั อิเล็กตรอน ทาใหเ้ กดิ เป็นไอออน มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตวั ชวี ดั ว 2.1 ม.5/2 เปรยี บเทียบความเหมอื นและความแตกตา่ งของแบบจาลองอะตอมของโบรก์ บั แบบจาลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก ว 2.1 ม.5/3 ระบุจานวนโปรตอน นิวตรอน และอเิ ล็กตรอนของอะตอม และไอออนท่ีเกิดจากอะตอมเดยี ว จดุ ประสงค์ นกั เรียน (สามารถ) 1. ระบุว่าสารเปน็ ธาตุหรือสารประกอบ และอยู่ในรูปอะตอม โมเลกุลหรือไอออนจากสตู รเคมี (K) 2. ระบจุ านวนเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนจากแบบจาลองอะตอมของโบรข์ องธาตุทก่ี าหนดให้ (K) 3. เปรยี บเทียบความเหมอื นและความแตกต่างของแบบจาลองอะตอมของโบร์กบั แบบจาลองอะตอมแบบกลมุ่ หมอก (K) 4. ทกั ษะการใช้จานวนในการคานวณอนภุ าคมลู ฐานของอะตอมจากสญั ลกั ษณน์ ิวเคลียร์ (P) 5. จิตวิทยาศาสตรด์ ้านความใจกวา้ ง ด้านความรอบคอบและการใชว้ จิ ารณญาณ (A) กิจกรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครใู หน้ กั เรียนสงั เกตตาแหนง่ ของวัตถุขณะเคล่อื นที่อยา่ งรวดเรว็ เช่น ปลายปากกาขณะแกว่ง ใบพดั ของพัดลมขณะ หมุน แลว้ ให้ร่วมกนั นาเสนอแบบจาลองอะตอมให้สอดคลอ้ งกบั ข้อมลู ท่ีทราบวา่ อเิ ลก็ ตรอนมีขนาดเล็กและเคล่อื นท่ีอยา่ ง รวดเรว็ ตลอดเวลา จนไมส่ ามารถระบตุ าแหนง่ ได้ เพื่อนาเขา้ สกู่ ารอธบิ ายแบบจาลองอะตอมแบบกลมุ่ หมอก 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูใหน้ กั เรยี นพิจารณารปู 1.6 หนา้ 1.ครใู ห้นักเรยี นดูวิดโี อทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง 1. ครูตังคาถามเกี่ยวกับไอออนที่พบใน 8 จากหนงั เรียนวิทยาศาสตรก์ ายภาพ หลังจากนันครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั ชีวิตประจาวัน เช่น สารเคมีใดในยาสีฟันที่ เลม่ 1 ของ สสวท. ซึง่ แสดงโอกาสทจี่ ะ อภิปรายเก่ียวกบั แบบจาลองอะตอม ช่วย ป้อ งกันฟัน ผุ ซ่ึงควรได้คาตอ บว่า พบอเิ ล็กตรอนในลกั ษณะกลมุ่ หมอก แบบกลุ่มหมอก ฟลูออไรด์ จากนันให้สูตรเคมีของฟลูออไรด์ โดยบริเวณทมี่ กี ลมุ่ หมอกทบึ เปน็ บรเิ วณ 2. ครใู ห้นักเรยี นศกึ ษาตาราง 1.1 หนา้ 9 (F-) และอธิบายว่าเป็นไอออนลบของธาตุ ที่มีโอกาสพบอิเลก็ ตรอนได้มากกวา่ แล้วอภิปรายรว่ มกนั เพอ่ื ลงขอ้ สรุเก่ยี วกบั ฟลูออรีน แล้วให้นักเรียนศึกษาตาราง 1.2 บรเิ วณทีม่ กี ล่มุ หมอกจาง จานวนโปรตอน อเิ ล็กตรอน และ หน้า 10 จากหนังเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพ 2. ครูให้นักเรียนตอบคาถามตรวจสอบ นิวตรอนของธาตุแตล่ ะชนดิ วา่ อะตอม เล่ม 1 ของ สสวท. และอภิปรายร่วมกันเพื่อ ความเขา้ ใจ ของธาตทุ กุ ชนดิ มีจานวนอิเลก็ ตรอน ลงข้อสรุปว่าไอออนมีจานวนอิเล็กตรอนไม่ เท่ากับจานวนโปรตอน แต่จานวน เท่ากับโปรตอน โดยไอออนท่ีมีจานวน VDO แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก นิวตรอนอาจเท่าหรอื ไมเ่ ทา่ กบั จานวน อิเล็กตรอนน้อยกว่าโปรตอน เรียกว่า ไอออน โปรตอนกไ็ ด้ บวก และไอออนที่มีจานวนอิเล็กตรอน มากกว่าโปรตอนเรียกว่า ไอออนลบ และ แนะนาใหศ้ กึ ษาวิดีโอท่ีเกี่ยวขอ้ ง 5. Evaluation 1. ครูให้นกั เรียนตอบคาถามเก่ยี วกบั ไอออนของธาตุตรวจสอบความเขา้ ใจ หลงั จากนนั ประเมินจากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทักษะกระบวนการท่ี เกิดขึนและจิตวิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรียนอยู่ในระดบั เครอ่ื งมอื วดั และประเมนิ ผล วิชำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลย่ี Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A))

Lesson Plan 4 | โรงเรยี นพระปริยัตธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept สัญลกั ษณ์นิวเคลียร์แสดงชนดิ วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 และจานวนอนภุ าคในอะตอม หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 อากาศ เร่อื ง อะตอม 3 เวลาเรียน 1 ชม. ของธาตุ ธาตชุ นิดเดยี วกันทมี่ ี โดย พระทวศี กั ดิ์ เทวสริ ิ เลขมวลต่างกนั เปน็ ไอโซโทปกนั มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชีวัด ว 2.1 ม.5/4 เขยี นสัญลกั ษณ์นิวเคลยี รข์ องธาตแุ ละระบกุ ารเป็นไอโซโทป จดุ ประสงค์ นักเรยี น (สามารถ) 1. ระบุจานวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอมและไอออนทเ่ี กดิ จากอะตอมเดยี ว (K) 2. เขยี นสัญลกั ษณน์ ิวเคลียร์ของธาตทุ ่ีกาหนดให้ และระบุว่าธาตุใดเป็นไอโซโทปกัน (K) 3. ทักษะการใช้จานวนในการคานวณอนุภาคมลู ฐาน กบั เลขอะตอมและเลขมวลในสัญลกั ษณน์ ิวเคลยี ร์ (P) 4. ทักษะการตคี วามหมายของข้อมลู และลงขอ้ สรุปเกย่ี วกับสญั ลกั ษณน์ ิวเคลียรแ์ ละไอโซโทปของธาตุ (P) 5. จิตวทิ ยาศาสตร์ดา้ นความใจกว้าง ดา้ นความรอบคอบและการใชว้ จิ ารณญาณ (A) กิจกรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวัด กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูใหน้ ักเรียนตอบคาถามชวนคิด เพอ่ื เช่ือมโยงเข้าสู่สญั ลักษณ์นิวเคลียร์ คำถำม อะตอมของธาตุชนิดหนึ่งมี 13 โปรตอน นักเรียนสามารถระบุจานวนอิเล็กตรอน และนิวตรอน ของธาตนุ ีได้หรอื ไม่ เพราะเหตุใด 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู หน้ ักเรียนสืบเสาะคน้ หาสญั ลักษณ์ 1. ครูอธบิ ายองค์ประกอบของสัญลักษณ์ 1. ครูยกตัวอย่างสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ ธาตุ และร่วมกนั อภปิ รายเกีย่ วกับ นิวเคลียรแ์ ละความหมายของเลขอะตอม ท่ี มี ห ล า ย ไ อ โ ซ โ ท ป แ ล้ ว ใ ห้ นั ก เ รี ย น สญั ลกั ษณ์ธาตุ และเลขมวลโดยใชต้ ัวอยา่ งในรูป 1.7 เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง 2. ครูให้ความรวู้ า่ ธาตแุ ต่ละชนิดมจี านวน หนา้ 11 จากนันให้นกั เรยี นฝึกเขยี น กัน ซงึ่ ควรได้ข้อสรปุ วา่ สัญลกั ษณท์ ังสามมีเลข โปรตอนไมเ่ ทา่ กนั จากสัญลักษณ์ธาตจุ ะทา สญั ลักษณ์นิวเคลยี รจ์ ากขอ้ มูลท่ี อะตอมเท่ากัน จึงเป็นธาตุชนิดเดียวกัน แต่มี ใหท้ ราบจานวนโปรตอน แตไ่ มท่ ราบจานวน กาหนดให้ เลขมวลไม่เท่ากัน จากนันครูให้ความหมาย นิวตรอน หากต้องการทราบจานวน 2. ครตู ังคาถามว่า จากสญั ลักษณ์ ของไอโซโทป และการเขียนรูปย่อของ นิวตรอนในอะตอมตอ้ งแสดงดว้ ยสัญลักษณ์ นวิ เคลียร์จะทราบจานวนนวิ ตรอนได้ สัญลักษณ์ธาตุท่ีมีไอโซโทป และแนะนาให้ นิวเคลียร์ อยา่ งไร จากนันยกตัวอยา่ งสญั ลักษณ์ ศกึ ษาวดิ ีโอทเี่ ก่ยี วขอ้ ง นวิ เคลียร์ แล้วให้นกั เรียนบอกชอ่ื ธาตุ VDO อนภุ ำคมูลฐำนของอะตอม จานวนโปรตอน อเิ ล็กตรอน และ นิวตรอน 5. Evaluation 1. ครูให้นกั เรยี นตอบคาถามเกี่ยวกับไอโซโทปเพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจ หลงั จากนนั ประเมินจากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทักษะกระบวนการที่ เกดิ ขนึ และจิตวิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นักเรียนอยู่ในระดับ เครื่องมอื วัดและประเมินผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉล่ยี Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 5 | โรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 ธาตุจัดเปน็ หมวดหมไู่ ด้อยา่ งเปน็ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อากาศ เร่อื ง ธาตุ เวลาเรยี น 2 ชม. ระบบ โดยอาศัยตารางธาตุ ซง่ึ ใน โดย พระทวีศักดิ์ เทวสริ ิ ปจั จุบันจัดเรยี งตามเลขอะตอม และความคล้ายคลึงของสมบตั ิ มำตรฐำนกำรเรยี นร/ู้ ตัวชีวัด ว 2.1 ม.5/5 ระบุหมแู่ ละคาบของธาตุ และระบวุ ่าธาตุเปน็ โลหะ อโลหะ กงึ่ โลหะ ...จากตารางธาตุ ว 2.1 ม.5/6 เปรยี บเทียบสมบตั กิ ารนาไฟฟ้า การให้และรับอิเลก็ ตรอนระหว่างธาตุในกลุม่ โลหะกับอโลหะ จุดประสงค์ นักเรยี น (สามารถ) 1. ระบุหมูแ่ ละคาบของธาตใุ นตารางธาตุ (K) 2. ระบวุ ่าธาตทุ ่กี าหนดใหเ้ ปน็ โลหะ อโลหะหรือกงึ่ โลหะ หรอื เป็นธาตุเรพรีเซนเททีฟหรอื ธาตุแทรนซชิ นั จากตารางธาตุ (K) 3. เปรยี บเทียบการนาไฟฟา้ และการใหห้ รอื รบั อเิ ล็กตรอนของธาตุโลหะและอโลหะ (K) 4. ทกั ษะการจาแนกประเภทธาตเุ ปน็ ธาตุเรพรเี ซนเททีฟหรอื ธาตแุ ทรนซิชนั และเปน็ ธาตุโลหะอโลหะ หรือก่งึ โลหะ (P) 5. จติ วิทยาศาสตรด์ ้านความใจกว้างและการใชว้ จิ ารณญาณ จากการสังเกตพฤตกิ รรมในการอภิปราย (A) กจิ กรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อปุ กรณ์/กำรวัด กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครนู าเข้าสู่บทเรยี นโดยเกรนิ่ นาว่า ปัจจบุ นั มีการคน้ พบธาตุจานวนมากจงึ มีการจัดหมวดหมขู่ องธาตุใน รูปตาราง เรียกวา่ ตารางธาตุ 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ใหน้ กั เรยี นพิจารณาตารางธาตใุ น 1. ครนู าอภิปรายเกย่ี วกับตารางธาตุ โดย 1. 5. ครูอธบิ ายวา่ จานวนเวเลนซอ์ เิ ล็กตรอน รูป 1.8 หน้า 14 แลว้ ให้อภิปราย ใชค้ าถามว่า จานวนแถวตามแนวตังและ ของธาตุเรพรเี ซนเททีฟเทา่ กับเลขหมู่ เชน่ เกี่ยวกบั ลกั ษณะและข้อมลู ที่ปรากฏ แนวนอนเป็นเท่าใด การจัดเรียงธาตุมี คลอรนี (Cl) เป็นธาตหุ มู่ VIIA มจี านวน ในตารางธาตุ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ เ ล ข อ ะ ต อ ม อ ย่ า ง ไ ร เวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั 7 2. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่า แถว 2. ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ียวกับการจดั ธาตุใน VDO ตำรำงธำตุ ตามแนวตังเรียกว่า หมู่ และแถวตาม ตารางธาตอุ อกเปน็ กล่มุ โลหะ กึ่งโลหะ และ แหล่งขอ้ มูล ตำรำงธำตุ แนวนอนเรียกว่า คาบ โดยใช้ตัวเลข อโลหะ โดยพจิ ารณาจากตารางธาตุในรปู 1.8 กากับหมู่เป็นเลขโรมันตามด้วยตัวอักษร ซง่ึ ใชส้ ชี ่วยในการแบง่ กลุ่มธาตุ จากนันรว่ มกนั A หรือ B ส่วนการจัดกลุ่มธาตุตามระบบ อภปิ รายเปรยี บเทยี บสมบัติของธาตโุ ลหะและ CAS ซ่ึงแบ่งธาตุในตารางธาตุออกเป็น 2 อโลหะวา่ โลหะมีสมบัตนิ าไฟฟ้าและมี กลุ่ม คือธาตุกลุ่ม A เป็นกลุ่มธาตุเรพรี แนวโนม้ ให้อเิ ลก็ ตรอนเมอื่ เกดิ ปฏิกิริยาเคมี เซนเททฟี หรอื ธาตหุ มหู่ ลัก และธาตุกลุ่ม อโลหะสว่ นใหญ่ไม่นาไฟฟา้ และมแี นวโนม้ รบั B เป็นกลมุ่ ธาตุแทรนซิชัน อิเล็กตรอนเม่ือเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมแี ละแนะนาให้ ศกึ ษาแหลง่ ขอ้ มูล วดิ ีโอท่ีเกี่ยวข้อง 5. Evaluation 1. ครูให้นกั เรยี นทากิจกรรมกลมุ่ เพ่อื ฝึกการระบหุ ม่แู ละคาบของธาตุ สมบตั ิ ของธาตุ เป็นตน้ ใหน้ กั เรียนทาแบบฝกึ หดั 1.3 หนา้ 15 เพ่อื ทบทวนความรู้ หลังจากนนั ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการ ทเ่ี กดิ ขึนและจิตวิทยาศาสตร์ กำรประเมินผล นกั เรียนอยใู่ นระดับ เครอ่ื งมอื วัดและประเมนิ ผล วิชำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลย่ี Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 6 | โรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept ธาตุเรพรเี ซนเททีฟและธาตแุ ทรนซชิ นั วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2562 นามาใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันได้ หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 อากาศ เรอ่ื ง การใชป้ ระโยชนจ์ ากอากาศและมลพิษ หลากหลายซ่งึ ธาตบุ างชนดิ มสี มบัติท่ี ทางอากาศ เวลาเรยี น 1 ชม. โดย พระทวศี กั ด์ิ เทวสริ ิ เป็นอันตราย จึงตอ้ งคานงึ ถึงการป้องกนั อันตรายเพือ่ ความปลอดภัยในการใช้ ประโยชน์ มำตรฐำนกำรเรียนร/ู้ ตวั ชีวัด ว 2.1 ม.5/7 สบื คน้ ขอ้ มลู และนาเสนอตวั อยา่ งประโยชน์และอนั ตรายท่ีเกิดจากธาตุเรพรเี ซนเททฟี จุดประสงค์ นกั เรียน (สามารถแ)ละธาตุแทรนซิชนั 1. บอกประโยชนข์ องแกส๊ ในอากาศ (K) 2. สบื คน้ ข้อมลู และนาเสนอประโยชน์และอนั ตรายของธาตุเรพรีเซนเททีฟและธาตุแทรนซิชัน (K)) 3. ยกตัวอย่างสารมลพษิ ในอากาศ รวมถงึ แหล่งกาเนิดและผลกระทบตอ่ สง่ิ มีชวี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม (K) 4. ทักษะการสอื่ สารสารสนเทศและการรูเ้ ทา่ ทันส่ือ จากรายงานผลการสบื ค้นขอ้ มลู และการนาเสนอ (P) 5. จติ วทิ ยาศาสตรด์ า้ นความใจกว้างและการใช้วิจารณญาณ จากการสงั เกตพฤติกรรมในการอภปิ ราย (A) กิจก)รรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรียนรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครนู าเข้าสูบ่ ทเรียนโดยเกรน่ิ นาว่า ธาตุหลายชนดิ ในตารางธาตุมสี ถานะเป็นแกส๊ และเปน็ องค์ ประกอบสาคัญของอากาศ เช่น แก๊สออกซิเจน ซึ่งมกี ารนามาใช้ประโยชนห์ ลากหลาย จากนันให้ นักเรียนยกตัวอย่างประโยชน์จากแก๊สท่อี ยูใ่ นอากาศ 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ใหน้ ักเรยี นทากิจกรรม 1.2 เพื่อ 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปบทเรยี น 1. ครูอธิบายเพิ่มเตมิ เกีย่ วกับการใช้ประโยชน์ สบื คน้ ข้อมูลและนาเสนอเก่ียวกับ เก่ียวกับการนาธาตุต่าง ๆ มาใชป้ ระโยชน์ จากอากาศและ มลพิษทางอากาศ หลังจาก ประโยชนแ์ ละอนั ตรายของธาตุเรพรี รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขนึ นันครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนือหาภายใน เซนเททีฟและธาตแุ ทรนซิชัน 2. ครใู ห้นกั เรียนศกึ ษาชนดิ ของสาร บทเรียนและแนะนาศึกษาเอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง มลพษิ ในอากาศ แหลง่ กาเนิด และ ผลกระทบตอ่ สุขภาพมนุษย์และ สิง่ แวดลอ้ ม โดยศึกษาเนือหาในหนงั สือ เรยี นในตาราง 1.3 หน้า 19 หรอื สบื ค้น ข้อมูลเพ่ิมเตมิ แล้วนามาอภปิ รายร่วมกนั เอกสำรเก่ยี วกบั “ธำตุเรพรีเซนเททฟี ” เอกสำรเก่ยี วกบั “ธำตุแทรนซชิ นั ” 5. Evaluation 1. ครูให้นกั เรยี นทาแบบฝกึ หดั ทา้ ยบทท่ี 1 เพ่อื ทบทวนความรู้ หลงั จากนนั ประเมินจากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทเ่ี กดิ ขึนและจิต วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรยี นอยู่ในระดับ เคร่ืองมือวัดและประเมนิ ผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉลีย่ Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 7 | โรงเรียนพระปริยัตธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept พนั ธะโคเวเลนต์ เป็นการยดึ วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 เหนย่ี วระหวา่ งอะตอมด้วย หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 2 นา เร่อื ง โมเลกลุ ของนา (พนั ธะโคเวเลนต์) การใชเ้ วเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอน เวลาเรยี น 2 ชม. โดย พระทวีศกั ดิ์ เทวสริ ิ ร่วมกัน เกิดเปน็ โมเลกลุ มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชีวดั ว 2.1 ม.5/8 ระบุว่าพันธะโคเวเลนต์เปน็ พนั ธะเดย่ี ว พนั ธะคหู่ รอื พนั ธะสาม และระบุ จานวนค่อู ิเล็กตรอน ระหว่างอะตอมคูร่ ว่ มพันธะ จากสูตรโครงสร้าง จดุ ประสงค์ นักเรียน (สามารถ) 1. ระบุจานวนอะตอมของธาตุองค์ประกอบในโมเลกลุ ของสารโคเวเลนตจ์ ากสูตรโมเลกลุ หรือสตู รโครงสรา้ ง (K) 2. ระบวุ ่าพนั ธะโคเวเลนต์เป็นพนั ธะเด่ียว พนั ธะคู่ หรือพนั ธะสาม และระบุจานวนคู่อิเล็กตรอนระหว่างอะตอมคู่รว่ มพนั ธะ จากสูตรโครงสรา้ ง (K) 3. ทกั ษะการสังเกต การตคี วามหมายและลงข้อสรปุ เก่ยี วกบั ชนดิ ของธาตุองคป์ ระกอบ การเกิดพนั ธะโคเวเลนต์ จากการอภปิ ราย (P) 4. จิตวทิ ยาศาสตรด์ ้านความใจกวา้ งและการใช้วิจารณญาณ จากการสงั เกตพฤติกรรมในการอภิปราย (A) กจิ กรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรียนรู้/อุปกรณ์/กำรวัด กิจกรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครนู าเข้าสู่บทเรยี นโดยตังคาถามเกยี่ วกบั ประโยชน์ ความสาคัญของนาในชีวิตประจาวัน สถานะท่ีพบ และ สูตรเคมี เพอื่ ให้ได้คาตอบเชน่ นาเปน็ ตวั ทาละลาย นาเป็นองค์ประกอบในรา่ งกาย นามี 3 สถานะ นามสี ตู รเคมี เป็น H2O 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นักเรียนพิจารณารูป 2.1 1. ครูให้ความรู้ว่า การยึดเหน่ียวกันของ 1. ครูอธิบายชนิดของพันธะโคเวเลนต์ในรูป หน้า 29 แล้วระบุชนิดและจานวน อะตอมภายในโมเลกุลแสดงได้ด้วยสูตร 2.2 หน้า 31 ว่า พันธะโคเวเลนต์มี 3 ชนิด อ ะ ต อ ม ข อ ง ธ า ตุ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ โครงสร้าง โดยชนิด และจานวนอะตอม ได้แก่ พันธะเด่ียว พันธะคู่ และพันธะสาม ซึ่ง จากนันให้ความรู้ว่า นาเป็นสารโคเว ข อ ง ธ า ตุ ท่ี เ ป็ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ใ น สู ต ร เขียนเส้นแทนพันธ ะที่เกิดจา กการใช้คู่ เลนต์ โดยอะตอมไฮโดรเจนยึด โครงสร้างและสูตรโมเลกุลต้องเท่ากัน อิเลก็ ตรอนรว่ มกันในสตู รโครงสรา้ งและอธิบาย เหนี่ยวกับอะตอมของออกซิเจนด้วย 2. ครูให้นักเรียนพิจารณาสูตรโครงสร้าง เพ่ิมเติมว่าสูตรโครงสร้างไม่จาเป็นต้องแสดง พันธะเคมีที่เรียกว่า พันธะโคเวเลนต์ ของนาในรูป 2.2 หน้า 31 จากนันรว่ มกนั อิ เล็ก ตร อ นที่ไม่ ได้ใช้ ใ น ก า รเ กิด พันธ ะ 2. ครใู หน้ ักเรียนพิจารณาตาราง 2.1 อภิปรายเกี่ยวกับความหมายของจุดรอบ 2. ครูยกตัวอย่างสูตรโครงสร้างของสารโคเว หน้า 30 แล้วตังคาถามว่า สารโคเว อะตอมของแต่ละธาตุ เพ่ือให้ได้ข้อสรุป เลนต์ ในรูป 2.3 หนา้ 32 ซ่งึ เป็นสูตรโครงสร้าง เลนต์มีธาตุองค์ประกอบเป็นธาตุ ว่า จุดใช้แทนเวเลนซ์อิเล็กตรอนของ ของสารในตาราง2.1 หน้า 30 เพื่อให้เห็นว่า โลหะหรืออโลหะ หลังจากนันครูให้ อะตอม และพนั ธะโคเวเลนต์เกิดจากการ โมเลกุลของสารโคเวเลนต์มีหลายพันธะ และ นกั เรยี นตอบคาถามชวนคิด ใช้เวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนร่วมกันเป็นคู่ อาจมีพันธะได้มากกว่า 1 ชนิด และแนะนาให้ ศกึ ษาแหลง่ ขอ้ มูล วดิ โี อทีเ่ กีย่ วขอ้ ง แหลง่ ขอ้ มูล VDO พนั ธะโคเวเลนต์ 5. Evaluation 1. ครูให้นกั เรียนทาแบบฝกึ หัด 2.1 หน้า 34-35 เพื่อทบทวนความรู้ หลงั จากนนั ประเมนิ จากการอภิปรายการตอบคาถาม ทักษะกระบวนการ ทเี่ กิดขึนและจิตวิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นักเรียนอยใู่ นระดบั คะแนนเฉลีย่ Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) เคร่ืองมอื วดั และประเมนิ ผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 8 | โรงเรยี นพระปริยัตธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 โดยสารโคเวเลนต์ ท่ปี ระกอบด้วย หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 นา เรือ่ ง โมเลกลุ ของนา (การเปล่ียนสถานะของนาและ 2 อะตอมของธาตุชนิดเดยี วกนั เป็น ความมขี วั ) เวลาเรียน 2 ชม. โดย พระทวีศกั ดิ์ เทวสิริ สารไมม่ ีขวั ส่วนสารโคเวเลนต์ ที่ ประกอบด้วย 2 อะตอมของธาตตุ ่าง ชนดิ กัน เป็นสารมีขวั มำตรฐำนกำรเรยี นร/ู้ ตวั ชีวดั ว 2.1 ม.5/9 ระบสุ ภาพขวั ของสารท่ีโมเลกุลประกอบดว้ ย 2 อะตอม ว 2.1 ม.5/10 ระบสุ ารที่เกดิ พนั ธะไฮโดรเจนไดจ้ ากสตู รโครงสรา้ ง ว 2.1 ม.5/11 อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหวา่ งจุดเดอื ดของสารโคเวเลนต์กับแรงดึงดดู ระหวา่ งโมเลกุลตาม จดุ ประสงค์ นกั เรียน (สามารถสภ) าพขวั หรือการเกิดพนั ธะไฮโดรเจน 1. ระบุสภาพขัวของสาร์ทีโ่ มเลกลุ ประกอบดว้ ย 2 อะตอม และสารทีเ่ กิดพันธะไฮโดรเจนไดจ้ ากสตู รโครงสรา้ ง (K) 2. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหว่างจดุ เดือดของสารโคเวเลนต์กบั แรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ ตามสภาพขัวหรอื การเกดิ พันธะไฮโดรเจน (K) 3. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมลู การตีความหมายข้อมลู และลงขอ้ สรปุ ความรว่ มมือ การทางานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ า (P) 4. จติ วิทยาศาสตรด์ า้ นความใจกวา้ ง และการใช้วจิ ารณาญาณ จากการสังเกตพฤติกรรมในการทากิจกรรมและการอภปิ ราย (A) กจิ กรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครนู าเขา้ ส่บู ทเรียนโดยตงั คาถามว่า นาและไอนา เหมอื นและแตกต่างกันอยา่ งไร เพ่ือให้ได้คาตอบว่า มีสูตร เคมเี หมือนกนั แต่มสี ถานะต่างกัน 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู ห้นกั เรียนทากิจกรรมกลุม่ เพ่อื 1. ครูให้ความรู้ว่า นามีแรงยึดเหน่ียว 1. ครูอธิบายเก่ียวกับสภาพขัวของสารโคเว นาเสนอแบบจาลองการจดั เรยี งโมเลกลุ ระหว่างโมเลกุลมากกว่าแก๊สออกซิเจน เลนต์ ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน ของนาในสถานะของเหลวและแกส๊ เชน่ ซ่ึ ง ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ข อ ง แ ร ง ยึ ด เ ห น่ี ย ว 2. ครูให้นักเรียนพิจารณาจุดเดือดของนา วาดภาพ จากนนั รว่ มกนั อภิปรายเพอ่ื ให้ ระหว่างโมเลกุลเป็นผลมาจากสภาพขัว และไฮโดรเจนซัลไฟด์จากตาราง 2.2 หน้า ไดข้ อ้ สรปุ วา่ นาจะจัดเรียงโมเลกุลชิด ของโมเลกุล โดยนา ซึ่งในโ มเลกุล 36 แล้วใช้คาถามนาอภิปรายว่า นาและ กนั มากกวา่ ไอนา ครอู ธิบายเพ่มิ เติมโดย ประกอบด้วยอะตอมตา่ งชนิดกันและเป็น ไฮโ ดร เ จนซั ลไฟด์เป็นสาร ที่ มีขั วที่ มี ใช้รปู 2.4 หน้า 36 สารมีขัว แก๊สออกซิเจนซ่ึงในโมเลกุล องค์ประกอบแตกต่างกันเพียงอะตอมเดียว 2. ครใู หน้ กั เรียนพิจารณาตาราง 2.2 ประกอบด้วยอะตอมของธาตุเพียงชนิด จากนันครูอธิบายเก่ียวกับพันธะไฮโดรเจน หน้า 36 แล้วใช้คาถามวา่ สารโคเว เดียวและเป็นสารไม่มีขัว ความมีขัวของ และความสาคัญของนาท่ีมีต่อส่ิงมีชีวิต ตาม เลนตแ์ ตล่ ะชนิดในตารางใช้พลังงานใน น า ท า ใ ห้ น า มี แ ร ง ยึ ด เ ห น่ี ย ว ร ะ ห ว่ า ง รายละเอียดในหนังสือเรียน และแนะนาให้ การเปลี่ยนสถานะแตกต่างกันหรอื ไม่ โมเลกุลที่มากกว่าแก๊สออกซิเจน นาจึงมี ศึกษาวิดโี อทเ่ี ก่ยี วข้อง หลังจากนัน ครใู ห้นักเรียนตอบคาถาม จดุ เดอื ดสงู กว่า ชวนคดิ VDO สภำพขวั ของโมเลกุลโคเวเลนต์ 5. Evaluation 1. 1. ครใู หน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหดั 2.2 หน้า 39 เพือ่ ทบทวนความรู้ หลงั จากนนั ประเมินจากการอภปิ รายการตอบคาถาม ทักษะกระบวนการ ทเี่ กดิ ขนึ และจติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรยี นอยใู่ นระดับ คะแนนเฉลีย่ Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) เครอ่ื งมือวดั และประเมินผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 9 | โรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2562 สารประกอบไอออนกิ เกดิ จาก หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 นา เร่ือง สารในแหลง่ นาธรรมชาติ (สารประกอบไอออนกิ ) การรวมตัวกันของไอออนบวกของ เวลาเรยี น 2 ชม. โดย พระทวีศกั ด์ิ เทวสริ ิ ธาตโุ ลหะและไอออนลบของธาตุ อโลหะ ในบางกรณีไอออนอาจ ประกอบด้วยกลมุ่ ของอะตอม มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชวี ัด ว 2.1 ม.5/12 เขียนสตู รเคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนิก จุดประสงค์ นกั เรียน (สามารถ) 1. อธบิ ายการเกิดพันธะไอออนกิ และเขยี นสตู รเอมพริ คิ ลั ของสารประกอบไอออนิกจากไอออนท่กี าหนด (K) 2. เขยี นสตู รเคมขี องไอออนท่พี บในชวี ติ ประจาวนั (K) 3. เปรยี บเทียบจดุ หลอมเหลวและจดุ เดอื ดระหว่างสารโคเวเลนตก์ บั สารประกอบไอออนิก (K) 4. ทกั ษะการสร้างแบบจาลอง การตคี วามหมายขอ้ มูลและการลงข้อสรปุ ทกั ษะความร่วมมือ การทางานเปน็ ทมี และภาวะผู้นา (P) 5. จติ วิทยาศาสตรด์ ้านความใจกว้าง และการใช้วจิ ารณญาณ จากการสงั เกตพฤติกรรมในการทากิจกรรมและการอภปิ ราย (A) กิจกรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อปุ กรณ์/กำรวัด กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเขา้ สู่บทเรยี น โดยใหน้ ักเรียนอภปิ รายเปรียบเทยี บความเหมอื นและความแตกตา่ งของนากล่ันกับนาใน แหลง่ นาธรรมชาติ และยกตวั อยา่ งสารที่ละลายอยูใ่ นแหลง่ นาธรรมชาติ เพื่อชใี ห้เหน็ ว่า สารที่ละลายอยู่ในนา บางชนิด เช่น NaCl ไมใ่ ชส่ ารโคเวเลนต์ ครูให้ความรู้วา่ NaCl ไมใ่ ช่สารโคเวเลนตแ์ ต่เป็นสารประกอบไอออนิก 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นักเรียนทากิจกรรมเพื่อ 1. รว่ มกันอภิปรายรูปจาลองการจัดเรยี ง 1. ครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกีบการเขียนสูตร ศกึ ษาการจดั เรยี งตัวของไอออนใน ไอออนจากกิจกรรม เอมพิริคัลโดยยกตัวอย่างการเขียนสูตรของ สารประกอบไอออนกิ 2. ครอู ธิบายว่า สารประกอบไอออนกิ NaCl ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน จัดเรยี งไอออนบวกและไอออนลบ 2. ครูยกตัวอยา่ งไอออนทพ่ี บในชีวติ ประจาวัน แหลง่ ข้อมลู VDO พันธะไอออนกิ ตอ่ เนอื่ งกันไปใน 3 มติ โิ ดยไมส่ ามารถหา ดังตาราง 2.3 หน้า 42 แล้วให้นักเรียนศึกษา ขอบเขตไดแ้ น่นอน จงึ ไม่อยู่ในรปู โมเลกุล การเขียนสูตรเอมพิริคัลของสารประกอบไอ และไมส่ ามารถเขยี นสูตรโมเลกลุ ได้ การ ออนิกของไอออนคู่ต่าง ๆ ในตาราง 2.4 หน้า เขียนสูตรของสารประกอบไอออนิกจงึ ใช้ 42 และแนะนาให้ศึกษาแหล่งข้อมูล วิดีโอ สูตรเอมพิรคิ ลั ทเ่ี กี่ยวข้อง 5. Evaluation 1. ครูใหน้ ักเรียนทาแบบฝกึ หดั 2.3 หนา้ 44 เพอื่ ทบทวนความรู้ หลงั จากนัน ประเมินจากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทเี่ กิดขึนและ จติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมินผล นกั เรยี นอย่ใู นระดบั เคร่อื งมือวัดและประเมินผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลยี่ Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 10 | โรงเรยี นพระปริยตั ิธรรมพระเจ้ำตนหลวง Concept สารโคเวเลนต์และ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2562 สารประกอบไอออนิกนาไปใช้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 นา เร่ือง สารในแหลง่ นาธรรมชาติ (ประโยชน์และอันตราย ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั ได้ ของสารโคเวเลนต์และสารประกอบไอออนกิ บางชนดิ ) เวลาเรยี น 1 ชม. โดย พระทวีศักดิ์ เทวสิริ มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชวี ัด ว 2.1 ม.5/12 เขยี นสูตรเคมขี องไอออนและสารประกอบไอออนิก จุดประสงค์ นกั เรยี น (สามารถ) 1. อภปิ รายเกย่ี วกบั ประโยชน์และอันตรายของสารโคเวเลนต์และสารประกอบไอออนกิ บางชนดิ (K) 2. ทกั ษะการตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงขอ้ สรุป จากการอภิปราย (P) 3. ทักษะความรว่ มมอื การทางานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ า จากการสงั เกตพฤตกิ รรมในการทากจิ กรรม (P) 4. จติ วิทยาศาสตรด์ ้านความใจกวา้ ง และการใช้วิจารณญาณ จากการสังเกตพฤติกรรมในการทากิจกรรมและการอภปิ ราย (A) กิจกรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวัด กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเข้าสบู่ ทเรยี น โดยตงั คาถามวา่ ประโยชน์และอันตรายของสารโคเวเลนต์และสารประกอบไอ ออนกิ มีอะไรบ้าง เชน่ NaCl นยิ มนามาใชบ้ ริโภคโดยใชป้ รุงอาหารให้มีรสเคม็ และใช้ถนอมอาหาร หรอื CaCO2 ใช้เป็นวตั ถุดบิ ในงานกอ่ สรา้ ง เป็นตน้ 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู หน้ กั เรียนสืบค้นข้อมลู 1. ครใู ห้นกั เรยี นเปรยี บเทียบขอ้ มลู จุด 1. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่จุดหลอมเหลว เกยี่ วกบั การนาสารโคเวเลนต์และ หลอมเหลวและจุดเดือดของสารโคเว และจดุ เดือดของสารประกอบไอออนิกสูงกว่า สารประกอบไอออนิกไปใช้ประโยชน์ เลนตใ์ นตาราง 2.2 หนา้ 36 และจุด สารโคเวเลนต์มาก เน่ืองจากการเปล่ียน ในชวี ติ ประจาวนั รวมถึงอนั ตรายที่ หลอมเหลวและจดุ เดือดของสารประกอบ สถานะของสารประกอบไอ ออนิกเป็น อาจเกดิ ขนึ จากการใชส้ ารโคเวเลนต์ ไอออนิกในตาราง 2.5 หน้า 45 แล้ว การทาลายพันธะไอออนิกจึงต้องใช้พลังงาน และสารประกอบไอออนกิ บางชนดิ อภปิ รายรว่ มกนั ความรอ้ นมากกว่าการเปล่ียนสถานะของสาร มาอยา่ งน้อย 4 ชนิด 2. 2. ครูทบทวนความรู้โดยใช้คาถามวา่ โคเวเลนต์ การเปลยี่ นสถานะของสารโคเวเลนต์ เกีย่ วข้องกับการทาลายพนั ธะโคเวเลนต์ หรอื ไม่ อยา่ งไร 5. Evaluation 1. ครสู งั เกตพฤตกิ รรมในการทากิจกรรม และการอภปิ รายในชันเรยี น หลังจาก นนั ประเมนิ จากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทเี่ กิดขนึ และ จิตวิทยาศาสตร์ กำรประเมินผล นกั เรยี นอยใู่ นระดบั เครอ่ื งมือวดั และประเมนิ ผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉลีย่ Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตร์ฯ (A)

Lesson Plan 11 | โรงเรยี นพระปริยตั ิธรรมพระเจ้ำตนหลวง Concept การละลายของสารในนามี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 แบบคือการละลายแบบแตกตวั หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 นา เรื่อง การละลายของสารในนา เวลาเรียน 3 ชม. และไม่แตกตวั ซ่ึงทาใหไ้ ด้ โดย พระทวีศักด์ิ เทวสิริ สารละลายอิเล็กโทรไลต์และ นอนอิเลก็ โทรไลต์ มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตวั ชีวัด ว 2.1 ม.5/13 ระบุวา่ สารเกดิ การละลายแบบแตกตวั หรือไมแ่ ตกตัว พร้อมให้เหตุผลและ ระบวุ า่ สารละลายทไ่ี ด้เป็นสารละลายอเิ ล็กโทรไลต์หรือนอนอิเล็กโทรไลต์ จุดประสงค์ นักเรียน (สามารถ) 1. ระบุวา่ สารเกดิ การละลายนาแบบแตกตวั หรอื ไมแ่ ตกตวั จากสตู รเคมขี องสาร และสารละลายท่ีได้เป็นสารละลายอิเลก็ โทรไลตห์ รอื นอนอเิ ล็กโทรไลต์ (K 2. ทกั ษะการตคี วามหมายขอ้ มลู และการลงข้อสรปุ จากการอภปิ ราย (P) 3. ทกั ษะความร่วมมอื การทางานเปน็ ทีมและภาวะผู้นา จากการสงั เกตพฤติกรรมในการทากจิ กรรม (P) 4. จติ วทิ ยาศาสตรด์ า้ นการใช้วิจารณญาณ จากการสงั เกตพฤตกิ รรมในการอภิปราย (A) กิจกรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อปุ กรณ์/กำรวัด กิจกรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวนความร้เู กีย่ วกบั สารละลายวา่ ประกอบด้วยตัวละลายซึง่ กระจายตัวอยู่ในตัวทาละลาย 2. ครูยกตัวอย่างการเตรยี มนาเกลอื แร่ โดยการนาผงเกลอื แร่ซึง่ ประกอบดว้ ยเกลอื แกงและกลโู คสมาละลายในนา จากนัน เขียนสตู รเคมขี องเกลือแกงและกลโู คส แลว้ ใชค้ าถามวา่ NaCl และ C₆H₁₂O₆เมอื่ ละลายในนาจะมกี ารเปลยี่ นแปลง อยา่ งไร หลังจากนันร่วมกนั อภปิ ราย หลงั จากนันครอู ธบิ ายวา่ การละลายของสารในนา 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู ห้นักเรียนสบื คน้ ข้อมูล 1. ครูใหค้ วามรวู้ ่า สารละลายอิเลก็ โทร 1. ครูอธิบายเพ่ิมเติมว่า การละลายแบบไม่ เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก ไลตน์ าไฟฟา้ ได้ ดงั รูป 2.10 (ข) หนา้ 47 แตกตัวเกิดขึนกับสารโคเวเลนต์ท่ีมีโมเลกุล สารละลายอิเลก็ โทรไลต์ จากนนั รว่ มกบั นักเรยี นอภิปรายวา่ ขนาดเล็ก หรือเป็นสารโคเวเลนต์ท่ีสามารถ 2. ครูใหน้ กั เรียนพิจารณารูป 2.10 สารประกอบไอออนกิ ท่ีอยูใ่ นสถานะ สร้างพันธะไฮโดรเจนกับนาได้ ซึง่ สารละลาย (ก) หน้า 47 ซง่ึ แสดงการละลายของ ของแข็งไม่นาไฟฟา้ ทไ่ี ดจ้ ะไมน่ าไฟฟ้า เรียกว่าสารละลายนอนอิ เกลอื แกงในนา แลว้ อธิบายว่า เมือ่ 2. ครใู ห้ความรวู้ ่า นอกจากสารประกอบ เลก็ โทรไลต์ และแนะนาใหศ้ กึ ษาแหลง่ ขอ้ มลู NaCl ละลายนา จะแตกตวั เปน็ Na+ ไอออนิกแล้ว สารโคเวเลนตท์ ่มี ีสมบัติ วดิ ีโอที่เกย่ี วขอ้ ง และ Cl- กระจายตัวอย่ใู นนา โดย กรด-เบสบางชนิดสามารถละลายในนา ไอออนแต่ละชนิดมีโมเลกุลของนา แล้วแตกตวั เปน็ ไอออนได้ โดยยกตัวอยา่ ง แหลง่ ข้อมลู VDO สลล.อเิ ล็กโทรไลต์ ล้อมรอบ ซึ่งแสดงดว้ ยสัญลกั ษณ์ การแตกตัวของกรดไฮโดรคลอริกจากนนั Na+(aq) และ Cl-(aq) การละลาย ให้พิจารณาตาราง 2.6 หน้า 48 เพ่อื ให้ ในนาลกั ษณะนเี รยี กวา่ การละลาย เหน็ ตวั อยา่ งของสารประกอบไอออนกิ แบบแตกตัว สารละลายทีไ่ ด้เรียกวา่ และสารโคเวเลนตท์ พ่ี บในชีวติ ประจาวนั สารละลายอิเล็กโทรไลต์ 5. Evaluation 1. 1. จากนนั ให้นกั เรียนทาแบบฝกึ หดั 2.4 หน้า 49 เพือ่ ทบทวนความรู้ ครแู ละ นกั เรยี นรว่ มกันสรปุ เนือหาภายในบทเรยี น แล้วใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หัดทา้ ยบท ท่ี 2 หนา้ 52-54 เพือ่ ทบทวนความรู้ หลังจากนันประเมนิ จากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทักษะกระบวนการทีเ่ กิดขึนและจติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นักเรียนอยู่ในระดับ เครื่องมอื วัดและประเมินผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉลี่ย Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตร์ฯ (A)

Lesson Plan 12 | โรงเรียนพระปริยัติธรรมพระเจ้ำตนหลวง Concept สารประกอบอินทรยี เ์ ป็น วิทยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2562 สารประกอบของคารบ์ อนสว่ น หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 3 อาหาร เรื่อง ไขมนั และนามัน เวลาเรียน 2 ชม. ใหญพ่ บในสง่ิ มชี วี ติ ไขมันเป็น โดย พระทวศี กั ด์ิ เทวสิริ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนมที งั อิม่ ตัวและไม่อ่มิ ตวั มำตรฐำนกำรเรยี นร/ู้ ตวั ชวี ัด ว 2.1 ม.5/14 ระบสุ ารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทไฮโดรคารบ์ อนวา่ อิ่มตวั หรือไมอ่ มิ่ ตวั จากสตู รโครงสร้าง จุดประสงค์ นักเรยี น (สามารถ) 1. อธบิ ายความหมายของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน (K) 2. ระบุสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทไฮโดรคารบ์ อนว่าอิ่มตัวหรือไม่อมิ่ ตัวจากสตู รโครงสรา้ ง (K) 3. ทักษะการจาแนกประเภทความอ่มิ ตัวของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ทักษะความรว่ มมอื การทางานเป็นทีมและภาวะผู้นา (P) 4. จิตวทิ ยาศาสตรด์ ้านการใชว้ จิ ารณญาณ จากการสงั เกตพฤติกรรมในการอภิปราย (A) กิจกรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรียนรู้/อุปกรณ์/กำรวัด กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนดว้ ยการอภิปรายเกี่ยวกบั ความสาคัญของอาหารต่อการดารงชีวิตของมนุษยแ์ ละสงิ่ มชี ีวิต และเชอ่ื มโยงวา่ ไขมันและนามันคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และวติ ามนิ เป็นสารประกอบอนิ ทรยี ์ ยกเวน้ เกลือแร่ ครูอธิบายเก่ียวกบั ชนิดของธาตอุ งค์ประกอบของสารประกอบอินทรีย์ และสารประกอบอนินทรยี ์ 2. ครูใหน้ ักเรยี นยกตัวอย่างอาหารท่ีมีไขมนั และนามันเป็นองค์ประกอบ จากนนั ครูอธิบายเกีย่ วกับไขมันและ นามนั วา่ เปน็ อาหารท่ใี ห้พลงั งาน พบมากในนามันพืชไขมันสัตว์ นม เนย ซงึ่ ไขมนั และนามนั จัดเป็นสารในกลุ่ม ไตรกลเี ซอไรด์ ทมี่ โี ครงสรา้ งประกอบด้วยสว่ นของกลเี ซอรอลและกรดไขมนั ดงั รูป 3.3 หน้า 60 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นกั เรียนศกึ ษาพิจารณาชนดิ 1. ครูอธิบายความหมายของกรดไขมนั 1. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์และ ของพนั ธะระหวา่ งอะตอมของคาร์บอน อม่ิ ตวั และกรดไขมนั ไม่อม่ิ ตวั ความหมาย โ ท ษ ข อ ง ไ ข มั น แ ล ะ น า มั น เ พ่ื อ ส ร้ า ง ค ว า ม กบั คารบ์ อนในโครงสร้างส่วนของกรด ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน และ ตระหนักในการเลือกรับ ประทานอาหารที่มี ไขมนั ในรูป 3.3 หน้า 60 เพือ่ ให้เหน็ ว่า เชือ่ มโยงหลักการพจิ ารณาความอม่ิ ตวั ไขมนั และนามนั เปน็ องค์ประกอบ และแนะนา สว่ นของกรดไขมนั มีทงั ท่ีเป็นพันธะเดี่ยว ของกรดไขมันกบั ความอิม่ ตวั ของ ให้ศึกษาแหลง่ ขอ้ มูล วิดีโอทเ่ี กีย่ วขอ้ ง ทงั หมดและมพี นั ธะคูอ่ ยู่ด้วย สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน โดยใชร้ ปู 3.4 หนา้ 61 2. ครูนาอภิปรายเกีย่ วกบั สดั ส่วนของ กรดไขมันอิม่ ตวั และไมอ่ ิ่มตวั ท่ีมผี ลต่อ สถานะของไขมันและนามนั แหล่งข้อมลู ไขมนั และนำมนั VDO ไขมนั และนำมนั 5. Evaluation 1. ครูให้นกั เรยี นทาแบบฝึกหัด 3.1 หนา้ 60 เพอ่ื ทบทวนความรู้ หลังจากนนั ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการท่ีเกิดขนึ และจติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรียนอยใู่ นระดบั เครอื่ งมอื วดั และประเมินผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลย่ี Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 13 | โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 คาร์โบไฮเดรตเปน็ สารประกอบ หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 อาหาร เรื่อง คาร์โบไฮเดรต เวลาเรยี น 2 ชม. ไฮโดรคารบ์ อนท่ีเปน็ มอนอเมอร์ โดย พระทวีศักด์ิ เทวสริ ิ และพอลิเมอร์มสี มบตั ิแตกต่างกัน มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตวั ชวี ดั ว 2.1 ม.5/14 ระบสุ ำรประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทไฮโดรคำร์บอนว่ำอมิ่ ตัวหรือไม่อิ่มตวั จำกสตู รโครงสร้ำง ว 2.1 ม.5/15 สืบคน้ ขอ้ มูลและเปรยี บเทยี บสมบัตทิ ำงกำยภำพระหว่ำงพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ของพอลิเมอรช์ นดิ นัน จุดประสงค์ นักเรียน (สามารถ) 1. สืบคน้ ข้อมลู เปรียบเทยี บ และการอภปิ รายสมบัตทิ างกายภาพระหว่างพอลิเมอร์ มอนอเมอรข์ องพอลเิ มอร์ และคาร์โบไฮเดรต (K) 2. ทักษะการทดลอง ทักษะความรว่ มมือ การทางานเป็นทมี ทกั ษะการสื่อสารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทันส่อื (P) 3. จติ วทิ ยาศาสตร์ดา้ นการใช้วจิ ารณญาณ จากการสังเกตพฤติกรรมในการอภปิ ราย (A) กจิ กรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรียนรู้/อปุ กรณ์/กำรวดั กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครนู าเข้าสู่บทเรยี นโดยให้นกั เรยี นบอกความสาคญั ของคารโ์ บไฮเดรต ยกตัวอย่างอาหารทม่ี ี คาร์โบไฮเดรตเปน็ องค์ประกอบ 2. ใหน้ ักเรยี นพจิ าณารปู 3.7 หน้า 65 แล้วอภปิ รายเกี่ยวกบั การยอ่ ยคาร์โบไฮเดรตในแปง้ ใหเ้ ป็นกลูโคส 3. ครูให้ความรู้เกยี่ วกับพอลิแซ็กคาไรด์และมอนอแซก็ คาไร์ด์ จากนนั ใช้สตู รโครงสรา้ งจากรูป 3.8 หน้า 66 เช่อื มโยงความสัมพันธร์ ะหวา่ งมอนอเมอร์กับพอลิเมอร์ 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูใช้คาถามนาว่า พอลิเมอร์ 1. ครูใหน้ ักเรยี นออกมาอภิปรายผลจาก 1 . ค รู อ ธิ บ า ย เ พิ่ ม เ ติ ม เ ก่ี ย ว กั บ ซ ล ลู มี ส ม บั ติ เ ห มื อ น ห รื อ แ ต ก ต่ า ง กั บ การทากจิ กรรมที่ 3.1 และ 3.2 เพอ่ื ให้ได้ โลสตามรายละเอียดในหนังสือเรียน และ มอนอเมอร์อย่างไร แล้วให้นักเรียน ขอ้ สรุปเกย่ี วกับสมบัติทแ่ี ตกต่างกนั แนะนาให้ศึกษาแหลง่ เรยี นรู้ วิดโี อท่ีเกยี่ วข้อง ท า กิ จ ก ร ร ม 3 . 1 ก า ร ท ด ล อ ง ระหว่างมอนอเมอรแ์ ละพอลิเมอร์ เชน่ เปรียบเทียบสมบัติบางประการของ การละลาย ความหนดื ของสารละลาย กลูโคสและแป้งมันสาปะหลัง หน้า จุดหลอมเหลว 67 และกิจกรรม 3.2 สืบค้นข้อมูล สมบัติทางกายภาพของมอนอเมอร์ และพอลเิ มอร์ หนา้ 68 แหลง่ เรียนรู้ VDO คำร์โบไฮเดรต 5. Evaluation 1. ครใู ห้นกั เรียนทาแบบฝกึ หัด 3.1 หนา้ 60 เพอื่ ทบทวนความรู้ หลงั จากนนั ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทีเ่ กดิ ขนึ และจิต วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นักเรยี นอยู่ในระดับ เคร่ืองมือวัดและประเมินผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉลีย่ Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตร์ฯ (A)

Lesson Plan 14 | โรงเรียนพระปริยตั ธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept โปรตีนเปน็ สารประกอบ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 ไฮโดรคารบ์ อน โปรตนี เปน็ พอลิเมอร์ หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 อาหาร เรือ่ ง โปรตนี เวลาเรยี น 2 ชม. ทม่ี มี อนอเมอร์เปน็ กรดแอมโิ นซ่ึงมี โดย พระทวีศักด์ิ เทวสิริ หมคู่ าร์บอกซลิ และหมูอ่ ะมโิ นจึง แสดงสมบัติความเป็นกรด-เบสได้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตวั ชีวัด ว 2.1 ม.5/16 ระบสุ มบัติความเป็นกรด-เบสจากโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรีย์ จุดประสงค์ นกั เรียน (สามารถ) 1. ระบวุ ่าสารประกอบอินทรยี ม์ สี มบัติกรด-เบสจากสูตรโครงสร้าง (K) 2. อภิปรายเกี่ยวกบั หมู่คาร์บอกซิลและหมแู่ อมโิ นที่ทาให้สารประกอบอนิ ทรียแ์ สดงสมบัตคิ วามเป็นกรด-เบส (K) 3. ทกั ษะการลงความเหน็ จากข้อมลู จากการอภปิ ราย (P) 4. จติ วทิ ยาศาสตรด์ ้านความใจกวา้ ง จากการสงั เกตพฤติกรรมในการอภปิ ราย (A) กจิ กรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อปุ กรณ์/กำรวัด กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเข้าสู่บทเรยี นโดยกลา่ วถงึ ประโยชน์และความสาคัญของโปรตนี เชน่ เป็นโครงสร้างกลา้ มเนอื เอนไซม์ ฮอรโ์ มน ระบบภมู ิคมุ้ กนั ของร่างกาย การขาดโปรตีนทาให้ร่างกายอ่อนเพลียหมดแรง และส่งผล ใหเ้ กดิ โรคต่าง ๆ จากนนั ยกตัวอยา่ งแหล่งของอาหารที่มโี ปรตนี สงู แล้วใช้คาถามวา่ เมือ่ รบั ประทาน โปรตนี เข้าไป รา่ งกายสามารถนาโปรตีนไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้เลยหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู หน้ กั เรียนสบื คน้ เก่ียวกับโปรตีน 1. ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภปิ รายว่า 1. ครูอธิบายเพิ่มเตมิ เกีย่ วกบั ความต้องการ จากนนั ใหพ้ ิจารณารปู 3.11 หน้า 71 โปรตีนจดั เป็นพอลิเมอรช์ นิดหนงึ่ ท่มี กี รด กรดแอมโิ นจาเป็นให้เพยี งพอทงั ในดา้ นของ เพ่อื ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาโครงสรา้ งของ แอมิโนเปน็ มอนอเมอร์ รา่ งกายจะยอ่ ย ชนดิ และปรมิ าณโดยการบรโิ ภคอาหารให้ โปรตีนและกรดแอมิโน โปรตนี ให้มขี นาดเลก็ ลง จนไดเ้ ปน็ กรดแอ หลากหลาย มโิ นชนดิ ต่าง ๆ แล้วดดู ซึมเข้าสกู่ ระแส 2. ครูให้นักเรียนพิจารณารปู 3.12 หน้า 72 แหลง่ เรยี นรู้ VDO โปรตนี เลือด แลว้ อภิปรายเก่ียวกบั หมทู่ ท่ี าใหก้ รดแอมโิ น 2. ครอู ธบิ ายเพ่ิมเติมโดยการใชค้ าถามวา่ แสดงสมบัติกรด-เบสได้จากสูตรโครงสรา้ ง แม้วา่ ถวั่ หรือผักบางชนดิ มโี ปรตนี ใน จากนนั ครเู ช่อื มโยงความรเู้ ก่ียวกบั ความเปน็ ปริมาณสงู แตม่ กั พบวา่ ผู้ท่บี ริโภคเฉพาะ กรด-เบสของสารประกอบอินทรยี ์ชนดิ อน่ื ทมี่ ี ถัว่ และผักยังเปน็ โรคท่ีเกิดจากภาวะขาด หมู่คารบ์ อกซิลหรอื หมู่แอมโิ น ดังตัวอย่างใน โปรตีนได้ นกั เรียนคดิ วา่ เปน็ เพราะเหตุใด รูป 3.13 หน้า 73 และแนะนาใหศ้ ึกษาวดิ โี อท่ี เพ่อื นาเขา้ สกู่ ารอภปิ รายเก่ียวกับ เกี่ยวข้อง ความหมายของกรดแอมโิ นจาเป็นและไม่ จาเปน็ 5. Evaluation 1. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบฝึกหดั 3.2 หน้า 74 เพอ่ื ทบทวนความรู้ หลังจากนนั ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการ ที่เกดิ ขนึ และจิตวิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรยี นอยู่ในระดับ เคร่ืองมือวดั และประเมนิ ผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉล่ีย Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 15 | โรงเรียนพระปริยัตธิ รรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept วทิ ยาศาสตร์กายภาพ 1 มัธยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 วิตามนิ แตล่ ะชนิดมีสภาพขัวแตกต่าง หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 อาหาร เรอื่ ง วิตามนิ และเกลอื แร่ เวลาเรยี น 2 ชม. กนั ซงึ่ เปน็ ไปตามหลักการ like โดย พระทวีศักด์ิ เทวสริ ิ dissolves like ส่วนเกลอื แร่แตล่ ะ ชนิดมีประโยชนท์ ่ีแตกต่างกัน มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตวั ชวี ดั ว 2.1 ม.5/17 อธิบายสมบัติการละลายในตวั ทาละลายชนิดต่าง ๆ ของสาร จุดประสงค์ นักเรยี น (สามารถ) 1. อธิบายสมบตั ิการละลายในตวั ทาละลายชนิดต่าง ๆ ของสาร (K) 2. อภปิ รายความร้เู กย่ี วกับหลักการ like dissolves like (K) 2. ทกั ษะการลงความเหน็ จากข้อมลู จากการอภิปราย (P) 4. จติ วิทยาศาสตร์ด้านความใจกวา้ ง และการใชว้ ิจารณญาณ จากการสงั เกตพฤตกิ รรมในการอภปิ ราย (A) กิจกรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวัด กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครนู าเข้าสบู่ ทเรยี นโดยกล่าวว่า นอกจากไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตนี ซึ่งเป็นสารที่ใหพ้ ลงั งานแก่ ร่างกายแล้ว รา่ งกายยงั ตอ้ งการวิตามิน และเกลือแร่เพือ่ ให้การทางานของระบบตา่ ง ๆ เปน็ ไปอยา่ งปกติ 2. ครูทบทวนความรู้โดยอาจถามเกี่ยวกับประโยชนข์ องวติ ามิน เช่น วิตามนิ A B C D E K จากนนั ครู ถามต่อว่านักเรียนจาไดห้ รอื ไมว่ า่ วติ ามนิ ใดบ้างท่ีละลายในไขมัน 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ให้นักเรยี นพิจารณาสตู รโครงสรา้ ง 1. ครแู ละนักเรยี นอภปิ รายสรปุ รว่ มกนั วา่ 1. ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายรว่ มกนั เกยี่ วกบั ของวิตามนิ ทล่ี ะลายในนาและวติ ามนิ ท่ี โครงสรา้ งของวติ ามนิ ทีล่ ะลายนาได้ เช่น เหตกุ ารณ์ สถานการณ์ ท่มี คี วามสมั พนั ธก์ บั ละลายในไขมันดงั รปู 3.15 หน้า 76 วิตามิน C มปี ระจุ หรือมีหม่ทู เี่ กิดพนั ธะ หลักการ like dissolves like และให้นักเรยี น แล้วให้นกั เรียนตอบคาถามชวนคดิ เช่น ไฮโดรเจนกับนาได้หลายหมู่ เช่น หมู่แอมิ พิจารณารปู 3.18 หนา้ 80 แลว้ ให้นกั เรยี น โมเลกุลของวติ ามินท่ลี ะลายในนาควรมี โน (–NH2) ในทางตรงกนั ขา้ มวิตามนิ ท่ี อภปิ รายว่า สารซักล้างช่วยขจดั คราบไขมันได้ ลกั ษณะอย่างไร แตกตา่ งจากโมเลกลุ ละลายในไขมนั เชน่ วติ ามนิ A มีโครงสร้าง อยา่ งไร 2. ครใู หค้ วามรวู้ า่ การเกดิ ไมเซลลช์ ว่ ยทา ของวติ ามินท่ีละลายในไขมนั อยา่ งไร ส่วนใหญ่เปน็ ไฮโดรคาร์บอน จากนันให้ ใหไ้ ขมนั กระจายตัวอยู่ในนาไดด้ ีเกิดเป็นของผสมที่ นกั เรยี นทาแบบฝกึ หัด 3.3 เพ่อื ทบทวน เรียกว่า อิมลั ชนั (emulsion) ให้นกั เรยี นพจิ ารณา VDO วิตำมิน เกลือแร่ ความรู้ หน้า 77 ฉลากอาหารในรปู 3.19 หน้า 81 จากนนั ใช้ 2. ครใู ห้ความรูว้ ่า สมบตั กิ ารละลายของ คาถามว่า อาหารชนดิ นมี ีเกลือแรอ่ ะไรบ้าง วิตามินดังทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้ เปน็ ไปตาม จากนันร่วมกนั อภิปรายเก่ยี วกบั ประโยชนแ์ ละ หลกั การท่ีเรยี กว่า “like dissolves like” ความสาคญั ของเกลือแรต่ ามรายละเอยี ดใน จากนนั ให้นกั เรียนทาแบบฝึกหดั 3.4 เพือ่ หนังสือเรียน และแนะนาให้ศึกษาวิดีโอทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ทบทวนความรู้ หนา้ 79 5. Evaluation 1. ครูวดั ผลจากการแบบฝกึ หดั 3.3 แบบฝกึ หัด 3.4 และจากการลงความเหน็ จากขอ้ มลู จากการอภิปรายในชนั เรียน หลงั จากนนั ประเมินจากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทเ่ี กิดขึนและจติ วทิ ยาศาสตร์ กำรประเมินผล นักเรยี นอยู่ในระดับ เคร่ืองมอื วัดและประเมินผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลีย่ Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตร์ฯ (A)

Lesson Plan 16 | โรงเรยี นพระปริยัติธรรมพระเจ้ำตนหลวง Concept วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2562 บรรจุภณั ฑส์ าหรับอาหารสว่ นใหญท่ า หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 อาหาร เร่อื งบรรจภุ ัณฑ์สาหรับอาหาร เวลาเรียน 4 ชม. มาจากพลาสตกิ ซ่ึงเป็นพอลิเมอร์ โดย พระทวศี ักดิ์ เทวสิริ สังเคราะห์ พลาสตกิ ย่อยสลายได้ยาก ซึ่งควรลดใช้ ใช้ซา นากลบั มาใชใ้ หม่ มำตรฐำนกำรเรียนร/ู้ ตวั ชวี ัด ว 2.1 ม.5/18 วเิ คราะหแ์ ละอธิบายความสัมพันธร์ ะหว่างโครงสร้างกบั สมบัติเทอร์มอพลาสตกิ และเทอร์มอเซตของพอลิเมอร์ และการนาพอลิเมอร์ไปใชป้ ระโยชน์ ว 2.1 ม.5/19 สืบค้นข้อมูลและนาเสนอผลกระทบของการใช้ผลติ ภัณฑพ์ อลิเมอร์ที่มตี ่อสิ่งมชี วี ิตและสิง่ แวดล้อม พรอ้ มแนวทางป้องกันหรือแกไ้ ข จดุ ประสงค์ นักเรียน (สามารถ) 1. วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งโครงสร้างกับสมบตั ิเทอร์มอพลาสติกและเทอรม์ อเซตของพอลิเมอร์ และการนาพอลิเมอรไ์ ปใชป้ ระโยชน์ (K) 2. สบื ค้นข้อมูลและนาเสนอผลกระทบของการใช้ผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอรท์ ี่มีตอ่ สิ่งมชี วี ติ และส่ิงแวดลอ้ ม พร้อมแนวทางป้องกนั หรือแก้ไข (K) 3. ทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มลู การสือ่ สารสารสนเทศและการรู้เทา่ กันสื่อ ความรว่ มมือ การทางานเป็นทมี และภาวะผูน้ า (P) 4. จิตวิทยาศาสตรด์ ้านความใจกวา้ ง และการใชว้ ิจารณญาณ จากการสังเกตพฤตกิ รรมในการทากจิ กรรมและการอภิปราย (A) กิจกรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเขา้ สูบ่ ทเรยี นโดยใช้คาถามวา่ นักเรยี นเคยรับประทานอาหารจากร้านสะดวกซือหรือไมอ่ าหารเหลา่ นัน บรรจอุ ยใู่ นวัสดุประเภทใด มีสมบตั อิ ย่างไร เหมือนหรือแตกต่างจากวัสดุทีไ่ ด้จากธรรมชาติอยา่ งไร จากนันให้ ความรูเ้ ช่อื มโยงว่า พลาสตกิ ก็เป็นพอลิเมอร์แต่ไดจ้ ากกระบวนการสังเคราะหใ์ นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงเรยี กว่า พอลเิ มอร์สงั เคราะห์ 2. ครแู ละนักเรยี นอภปิ รายร่วมกนั เกีย่ วกบั การนาพลาสติกมาใช้เปน็ บรรจุภัณฑส์ าหรบั อาหารควรคานงึ ถงึ เรอื่ ง ใดเปน็ สาคัญ และควรมีข้อปฏบิ ัติอย่างไร 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครแู บง่ กลุ่มนักเรยี นแล้วให้แตล่ ะ 1. ครูและนักเรียนอภิปรายร่วมกนั เพือ่ ให้ 1. ครอู ธิบายพอลิเมอรเ์ ทอร์มอพลาสติกและ กลุ่มศกึ ษาพอลเิ มอร์ประเภทตา่ ง ๆ ได้ขอ้ สรปุ ว่า พอลิเมอรม์ ีการนามาใชท้ า พอลิเมอร์เทอร์มอเซต และให้นักเรยี น ตามรายละเอยี ดในหนงั สือเรียน ผลิตภณั ฑ์ตา่ ง ๆ มากมายตามสมบัตขิ อง 2. ครูให้นักเรยี นสบื ค้นขอ้ มูลเกยี่ วกบั พอลิเมอรแ์ ต่ละชนดิ ซึง่ ส่วนใหญจ่ ะ อภปิ รายวา่ การใชป้ ระโยชน์จากพลาสติกซง่ึ พอลิเมอร์ โดยระบชุ นิดของมอนอ พบว่าฉลากหรอื ขอ้ มลู ทีร่ ะบบุ น แพรห่ ลายมากในปจั จบุ นั กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หา เมอร์และยกตัวอยา่ งการใชง้ าน ผลติ ภณั ฑเ์ ก่ยี วขอ้ งกบั อุณหภูมิ ใดบ้าง รวมทงั ประโยชน์และอันตรายทเี่ กดิ 2. ครูให้ความรวู้ า่ ถงุ พลาสตกิ ทามาจาก 2. ครใู หน้ กั เรียนศกึ ษาการลดปรมิ าณขยะ จากการใช้งาน พอลิเมอร์เทอร์มอพลาสติกซงึ่ หลอมเหลว พลาสตกิ ด้วยวธิ กี ารลดใช้ ใช้ซา นากลบั มาใช้ 3. ครใู ชค้ าถามนาเข้าสกู่ จิ กรรม 3.3 เม่ือไดร้ บั ความร้อนและสามารถนามาขึน ใหม่ จากนนั ใหน้ กั เรียนทากจิ กรรม 3.4 หนา้ หน้า 86 ว่า จากนันใหน้ ักเรยี นทา รปู ใหมไ่ ด้ ส่วนปล๊กั ไฟทามาจากพอลิ 89 และแนะนาใหศ้ ึกษาแหลง่ เรยี นรู้ วิดโี อ กิจกรรม 3.3 เมอรเ์ ทอร์มอเซตซง่ึ ไมห่ ลอมเหลวเมื่อ ทเ่ี กี่ยวข้อง ไดร้ ับความรอ้ นและไม่สามารถนามาขนึ รปู ใหม่ได้ แหลง่ เรยี นรู้ VDO พอลิเมอร์ 5. Evaluation 1. ครูใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หัด 3.1 หนา้ 60 เพ่อื ทบทวนความรู้ หลังจากนัน ประเมินจากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทีเ่ กิดขนึ และจติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมินผล นกั เรียนอยู่ในระดับ เครอ่ื งมอื วัดและประเมินผล วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉลี่ย Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 17 | โรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรมพระเจ้ำตนหลวง Concept วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2562 พลังงานในชวี ติ ประจาวนั ไดม้ าจากปฏกิ ริ ยิ า หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 4 พลังงงาน เรอ่ื ง เชือเพลงิ เวลาเรยี น 2 ชม. เคมี และปฏกิ ริ ิยานิวเคลียร์ โดยปฏกิ ิรยิ า โดย พระทวีศักดิ์ เทวสริ ิ เคมีทีใ่ ห้พลังงานอาจไดม้ าจากปฏิกริ ิยาการ เผาไหม้ ปฏกิ ริ ิยาเคมไี ฟฟา้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตัวชีวดั ว 2.1 ม.5/20 ระบสุ ูตรเคมขี องสารตงั ต้น ผลติ ภณั ฑ์ และแปลความหมายของสัญลักษณ์ในสมการเคมี ของปฏิกิรยิ าเคมี จุดประสงค์ นกั เรยี น (สามารถ) 1. ระบุสูตรเคมีของสารตังตน้ ผลิตภัณฑ์ และแปลความหมายของสัญลักษณใ์ นสมการเคมี (K) 2. ทกั ษะการตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ จากการอภปิ ราย (P) 3. จติ วิทยาศาสตรด์ า้ นความใจกวา้ ง และการใชว้ ิจารณญาณ จากการสังเกตพฤตกิ รรมในการทากจิ กรรมและการอภิปราย (A) กจิ กรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อุปกรณ์/กำรวดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูใชค้ าถามนาเขา้ สบู่ ทเรยี นว่า พลังงานท่ใี ช้ในชีวิตประจาวัน มแี บบใดบ้าง และพลังงานเหล่านนั ได้ จากแหลง่ ใด เพอื่ ให้นกั เรียนรว่ มกันอภิปรายและสรปุ รว่ มกันให้ไดว้ ่า พลังงานท่ใี ช้ในชวี ิตประจาวนั มที ังท่ี เปน็ พลงั งานความรอ้ น พลงั งานแสง พลังงานไฟฟา้ ซ่งึ อาจได้มาจากปฏิกิรยิ าเคมหี รือปฏกิ ริ ยิ านิวเคลียร์ โดยอาจใช้รูป 4.1 หนา้ 97 ประกอบการอธิบาย 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับ 1. ครูใหค้ วามรู้วา่ แก๊สธรรมชาติ นามนั 1. ครูใหค้ วามรูเ้ พม่ิ เตมิ เก่ยี วกบั สญั ลักษณ์ทใ่ี ช้ สารเคมีท่ีให้พลังงานในปฏิกิริยา ถ่านหนิ เป็นเชอื เพลิงซากดึกดาบรรพ์ ซึง่ ในการเขียนสมการเคมีที่แสดงภาวะและ การเผาไหม้มีอะไรบ้าง ซึ่งควรได้ สว่ นใหญ่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ปัจจัยอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้องในการเกิดปฏิกิริยา คาตอบว่า แก๊สธรรมชาติ นามัน และปฏกิ ิริยาการเผาไหมข้ องเชอื เพลงิ เคมี เช่น สถานะของสาร พลังงาน ตัวเร่ง ถ่านหิน เป็นเชือเพลิงในปฏิกิริยา เหลา่ นสี ามารถนามาใช้เปน็ แหลง่ พลังงาน ปฏิกิริยา ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน การเผาไหม้ ทเี่ ปน็ ประโยชน์ในการหงุ ตม้ อาหาร จากนันให้นักเรียนทากิจกรรม 3.4 หน้า 89 แหล่งขอ้ มลู ปฏิกิริยำเคมีและสมกำรเคมี การขบั เคลอื่ นยานพาหนะ การผลิต และแนะนาให้ศึกษาแหลง่ ขอ้ มูลทเี่ กย่ี วข้อง กระแสไฟฟ้าโดยอาจใชร้ ูป 4.2 หน้า 98 ประกอบการอธบิ าย 2. ครใู หค้ วามรู้ว่า ปฏิกิริยาการเผาไหม้ เชือเพลงิ ต่าง ๆ สามารถเขยี นแสดงได้ ดว้ ยสมการเคมีจากนนั ครเู ขียนสมการ เคมขี องปฏกิ ิริยาการเผาไหมแ้ ลว้ ร่วมกนั อภปิ ราย 5. Evaluation 1. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบฝึกหัด 4.1 หน้า 102 เพือ่ ทบทวนความรู้ หลังจากนัน ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการทีเ่ กิดขึนและ จิตวทิ ยาศาสตร์ กำรประเมินผล นักเรียนอยใู่ นระดับ เครื่องมอื วดั และประเมนิ ผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลยี่ Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตร์ฯ (A)

Lesson Plan 18 | โรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มัธยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 ปฏิกริ ยิ าเคมีเกิดเร็วหรอื ช้าพิจารณา หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 4 พลังงงาน เรือ่ ง เชือเพลิงซากดกึ ดาบรรพแ์ ละเชอื เพลิง ไดจ้ ากอัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี ทางเลอื ก เวลาเรียน 3 ชม. โดย พระทวีศกั ดิ์ เทวสิริ ซ่งึ ขึนอยกู่ บั หลายปจั จัย มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตัวชีวัด ว 2.1 ม.5/21 ทดลองและอธิบายผลของความเขม้ ขน้ พนื ท่ีผวิ อณุ หภมู ิ และตวั เร่งปฏกิ ริ ยิ า ทีม่ ีผลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ว 2.1 ม.5/22 สบื ค้นขอ้ มลู และอธบิ ายปจั จยั ทม่ี ีผลต่ออัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมีท่ใี ชป้ ระโยชน์ในชวี ิต ประจาวันหรอื ในอุตสาหกรรม จุดประสงค์ นักเรียน (สามารถ) 1. อธบิ ายผลของตวั เรง่ ปฏิกิริยา ผลของความเข้มขน้ พืนทีผ่ วิ และอณุ หภูมิ ทม่ี ผี ลต่ออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี (K) 2. ทดลองการเติมสารเคมีบางชนิดทีม่ ผี ลตอ่ อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี (P) 3. ทดลองและสืบค้นข้อมูลปจั จัยที่มีผลตอ่ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี (P)) 4. จติ วทิ ยาศาสตร์ดา้ นความซ่ือสตั ย์ จากรายงานการทดลอง ด้านความใจกวา้ ง จากการอภิปราย (A) กจิ กรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรียนรู้/อุปกรณ์/กำรวัด กจิ กรรมกำรเรียนรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครทู บทวนความรเู้ ก่ียวกับการแยกนามันดิบด้วยวธิ ีการกลั่นลาดับส่วน และการนาผลิตภณั ฑ์ทไี่ ด้จากการกล่ัน ลาดบั สว่ นไปใช้ประโยชน์ โดยใชร้ ปู 4.3 หนา้ 104 ประกอบการอธิบาย และให้ความรู้เกย่ี วกบั การเกดิ มลพิษ จากปฏกิ ิรยิ าการเผาไหมเ้ ชือเพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์ฯ โดยใชร้ ูป 4.6 หน้า 106 ประกอบการอธิบาย 2. ครูอธิบายวา่ ในการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี สารตังตน้ จะเปลย่ี นเป็นผลิตภณั ฑ์ ดังนันการพจิ ารณาวา่ ปฏิกริ ิยาใดเกดิ ได้เรว็ หรอื ชา้ ขึนอยูก่ บั อัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี ครใู ช้คาถามเชอื่ มโยงเพือ่ เขา้ สูก่ จิ กรรม 4.1 หน้า 107 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู หน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุ่มทา 1. ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมา 1. ครใู ห้ความรูเ้ พมิ่ เตมิ เก่ียวกบั เชอื เพลิง กจิ กรรม 4.1 หน้า 107 แลว้ อภิปราย อภปิ รายผลการทดลองหน้าชนั เรียนโดย ทางเลือก ตามรายละเอียดในหนงั สอื เรยี น และสรุปผลการทดลองร่วมกันโดยใช้ ใชค้ าถามท้ายการทดลอง เพอื่ ให้ได้ และแนะนาให้ศกึ ษาวดิ ีโอที่เกย่ี วขอ้ ง คาถามท้ายการทดลอง ขอ้ สรปุ วา่ ความเขม้ ขน้ อุณหภูมิ และ 2. ครใู ช้คาถามนาวา่ ตัวเรง่ ปฏกิ ิรยิ า พนื ทผ่ี วิ ของสาร มผี ลตอ่ อตั ราการ เป็นปัจจยั ทีช่ ว่ ยเรง่ ใหป้ ฏกิ ิรยิ าเคมี เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมตี ามรายละเอียดใน บางชนิดเกิดไดเ้ รว็ ขึน เพ่อื เชือ่ มโยง หนงั สอื เรยี น เข้าสู่กจิ กรรม 4.2 หนา้ 109 ครูให้ 2. ครใู หน้ กั เรยี นทากจิ กรรม 4.3 หนา้ นักเรยี นแต่ละกลุ่มทากจิ กรรม 4.2 111 และครใู หน้ ักเรยี นทาแบบฝึกหดั 4.2 หนา้ 109 หนา้ 111 เพอื่ ทบทวนความรู้ VDO อตั รำกำรเกิดปฏกิ ริ ยิ ำเคมี VDO ปัจจัยที่มีผลปฏกิ ริ ยิ ำเคมี 5. Evaluation 1. ครวู ัดผลจากกจิ กรรม 4.1, 4.2 และ 4.3 และจากการทาแบบฝกึ หัด 4.2 หลงั จากนันประเมินจากการอภิปราย การตอบคาถาม ทักษะกระบวนการ ที่เกิดขนึ และจติ วทิ ยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นักเรยี นอยูใ่ นระดับ เครื่องมอื วัดและประเมนิ ผล วิชำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลี่ย Quiz (K) ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 19 | โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรมพระเจำ้ ตนหลวง Concept วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 ปฏกิ ิริยารีดอกซ์เปน็ ปฏิกริ ิยาเคมที เ่ี กดิ จาก หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 พลังงงาน เร่อื ง แบตเตอร่ี เวลาเรยี น 2 ชม. การถา่ ยโอนอเิ ลก็ ตรอนของสาร โดย โดย พระทวศี กั ด์ิ เทวสริ ิ ปฏิกิริยารีดอกซ์มที งั ที่ใหก้ ระแสไฟฟา้ และ ไม่ให้กระแสไฟฟ้า มำตรฐำนกำรเรียนร/ู้ ตวั ชีวัด ว 2.1 ม.5/23 อธบิ ายความหมายของปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซ์ จุดประสงค์ นักเรียน (สามารถ) 1. อธบิ ายความหมายของปฏิกิริยารีดอกซ์ และยกตวั อยา่ งปฏิกิริยารีดอกซ์ท่ีพบในชวี ิตประจาวนั (K) 2. ทักษะการตคี วามหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ จากการอภปิ ราย (P) 3. จิตวิทยาศาสตร์ดา้ นความใจกว้าง และการใชว้ จิ ารณญาณ จากการสังเกตพฤตกิ รรมในการทากจิ กรรมและการอภิปราย (A) กจิ กรรมกำรเรยี นรู้/สำระกำรเรียนรู้/อปุ กรณ์/กำรวดั กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนโดยใหน้ ักเรยี นยกตวั อย่างอุปกรณไ์ ฟฟา้ ท่ีใชแ้ บตเตอรเ่ี ปน็ แหล่งพลงั งาน ซ่งึ ตวั อยา่ งคาตอบ เชน่ โทรศพั ท์มือถอื คอมพวิ เตอร์ ไฟฉาย แล้วใชค้ าถามวา่ พลงั งานท่ไี ด้จากแบตเตอรี่ เป็นพลังงานรูปแบบใด ซงึ่ ควรได้คาตอบวา่ พลงั งานไฟฟา้ 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครูให้นักเรียนพิจารณารูป 4.9 1. ครูอธิบายวา่ อเิ ล็กตรอนเกดิ ขนึ จาก 1. ครแู ละนักเรียนร่วมกันยกตัวอย่างเพิ่มเติม หน้า 115 จากนันใช้คาถามว่า ปฏกิ ริ ิยาเคมีในแบตเตอรี่ ซ่งึ มีการถ่าย เกี่ย ว กับ ป ฏิกิ ริย า รี ดอ ก ซ์ ท่ี พ บ เ ห็ นใ น แบตเตอร่ีให้พลังงานไฟฟ้าแล้วทา โอนอเิ ล็กตรอนระหว่างสารเคมี เรียก ชีวิตประจาวันนอกเหนือจากแบตเตอรี่และ ให้หลอดไฟสว่างได้อย่างไร เพ่ือให้ ปฏิกิรยิ าเคมีนีว่า ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ และ แนะนาใหศ้ ึกษาวดิ ีโอทเี่ กย่ี วข้อง ไ ด้ ค า ต อ บ ว่ า ห ล อ ด ไ ฟ ส ว่ า ง เรียกอปุ กรณท์ ่ีสามารถผลติ กระแสไฟฟ้า เ น่ื อ ง จ า ก ก า ร เ ค ลื่ อ น ท่ี ข อ ง จากปฏิกริ ิยารีดอกซ์วา่ เซลลเ์ คมีไฟฟา้ VDO ปฏกิ ริ ยิ ำรีดอกซ์ อิ เ ล็ ก ต ร อ น ผ่ า น ห ล อ ด ไ ฟ ดงั นันแบตเตอรีจ่ ึงเป็นเซลลเ์ คมีไฟฟา้ 2 . ค รู ใ ห้ นั ก เ รี ย น สื บ ค้ น ว่ า ชนิดหนง่ึ อิเล็กตรอนเกิดขึนได้อย่างไร 2. ครูใช้คาถามเพือ่ นาอภิปรายเกี่ยวกบั การประจวุ า่ ถา่ นไฟฉายกบั แบตเตอรี่ โทรศพั ท์มือถอื แตกต่างกันอยา่ งไร 5. Evaluation 1. ครใู หน้ กั เรียนทาแบบฝกึ หดั 4.3 หน้า 117 เพือ่ ทบทวนความรู้ หลังจากนัน ประเมนิ จากการอภิปราย การตอบคาถาม ทกั ษะกระบวนการที่เกิดขึนและ จติ วิทยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นักเรียนอยใู่ นระดบั เคร่ืองมือวดั และประเมนิ ผล วิชำวทิ ยำศำสตร์ คะแนนเฉล่ีย Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) จติ วทิ ยาศาสตรฯ์ (A)

Lesson Plan 20 | โรงเรียนพระปรยิ ตั ธิ รรมพระเจ้ำตนหลวง Concept วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1 มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 ปฏกิ ิรยิ านิวเคลยี รจ์ ะใชส้ ารกมั มนั ตรงั สีเปน็ หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4 พลังงงาน เร่ือง สารกัมมนั ตรังสี เวลาเรยี น 4 ชม. แหล่งของพลงั งาน ซงึ่ มีค่าครึง่ ชวี ิตและรงั สีที่ โดย พระทวศี ักดิ์ เทวสริ ิ แผอ่ อกมาแตกตา่ งกนั จงึ นามาใช้ประโยชนไ์ ด้ ต่างกัน การนาสารกัมมนั ตรงั สีแตล่ ะชนดิ มาใช้ ต้องมกี ารจดั การอยา่ งเหมาะสม มำตรฐำนกำรเรยี นรู้/ตวั ชีวัด ว 2.1 ม.5/24 อธบิ ำยสมบัติของสำรกมั มันตรังสี และคำนวณครง่ึ ชีวิตและปรมิ ำณของสำรกมั มันตรังสี ว 2.1 ม.5/25 สบื คน้ ข้อมลู และนำเสนอตัวอย่ำงประโยชนข์ องสำรกมั มนั ตรงั สีและกำรป้องกนั อันตรำยท่ีเกิดจำกกัมมันตภำพรงั สี จุดประสงค์ นักเรยี น (สามารถ) 1. อธิบายความหมาย สมบัติของสารกมั มนั ตรังสี และคานวณเกยี่ วกบั ครึง่ ชวี ิตของสารกัมมนั ตรงั สี (K) 2. สบื ค้นข้อมลู และนาเสนอตวั อยา่ งประโยชน์ของสารกมั มันตรงั สีและการป้องกนั อันตรายที่เกดิ จากกัมมนั ตภาพรังสี (P) 3. ทักษะการใช้จานวนในการคานวณ การส่อื สารสารสนเทศและการรเู้ ท่าทันส่ือ ความร่วมมอื การทางานเปน็ ทีมและภาวะผูน้ า (P) 4. จติ วิทยาศาสตร์ด้านความใจกวา้ ง และการใช้วิจารณญาณ จากการสังเกตพฤตกิ รรมในการทากิจกรรมและการอภิปราย (A) กจิ กรรมกำรเรียนรู้/สำระกำรเรยี นรู้/อปุ กรณ์/กำรวดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ Inquiry 5Es 1. Engagement 1. ครูนาเขา้ สบู่ ทเรยี นโดยให้นกั เรยี นพิจารณารูป 4.11 หนา้ 118 แลว้ ใชค้ าถามวา่ การผลติ กระแสไฟฟ้าใน โรงไฟฟ้านวิ เคลียรแ์ ตกตา่ งจากโรงไฟฟ้าทีใ่ ชถ้ ่านหินหรอื แกส๊ ธรรมชาติ (รปู 4.2) อย่างไร 2. ครูอธิบายวา่ สารกัมมนั ตรงั สี จะเกิดปฏิกริ ิยานวิ เคลยี รแ์ ลว้ ปลดปลอ่ ยพลงั งานออกมา จากนนั ใหน้ กั เรียน พิจารณารูป 4.12 หนา้ 119 หลงั จากนัน ครใู ชค้ าถามนาวา่ สารกัมมันตรงั สีมีสมบัติอยา่ งไร จากนนั ยกตัวอยา่ ง ภาพขา่ ว หรือเหตุการณท์ ่ีเกดิ อนั ตรายจากสารกัมมันตรังสี และอธบิ ายเกยี่ วกับของสารกมั มนั ตรังสี 2. Exploration 3. Explanation 4. Elaboration 1. ครใู ห้นักเรียนพิจารณารปู 4.13 หน้า 1. ครใู หน้ กั เรยี นออกมานาเสนอผลการ 1. ครูอธิบายเก่ียวกับการป้องกัน ควบคุม 119 แล้วอธบิ ายวา่ เมอื่ สารกมั มันตรงั สี ทาแบบฝกึ หดั 4.4 และ กิจกรรม 4.4 แ ล ะ ก า ร ก า จั ด ส า ร กั ม มั น ต รั ง สี ต า ม เกิดการสลาย ปริมาณของสาร เพือ่ แลกเปลย่ี นความร้ใู นหอ้ งเรยี นโดย รายละเอียดในหนังสือเรียน รวมทังอธิบาย กัมมันตรงั สีจะลดลง โดยระยะเวลาทสี่ าร อาจให้เห็นการใช้ประโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ เพ่ิมเติมเกี่ยวกับรังสีท่ีมนุษย์ได้รับจากแหล่ง กมั มนั ตรงั สสี ลายจนเหลือครึ่งหนง่ึ ของ เชน่ ดา้ นการแพทย์ ดา้ นการเกษตร ดา้ น ต่างๆ โดยใช้ตาราง 4.2 หน้า 125และแนะนา ปรมิ าณเดมิ เรียกว่า ครงึ่ ชวี ติ อตุ สาหกรรมดา้ นธรณวี ิทยา ตาม ให้ศึกษาแหล่งเรียนรู้ วดิ ีโอทีเ่ กี่ยวข้อง 2. ครูใหน้ ักเรียนทาแบบฝกึ หัด 4.4 หนา้ รายละเอยี ดในหนงั สอื เรียน แหลง่ เรียนรู้ VDO สำรกมั มนั ตรงั สี 120 เพือ่ ทบทวนความรู้ 2. ครูใหน้ กั เรียนตอบคาถามตรวจสอบ 3. ครใู ชค้ าถามนาวา่ นอกจากใชเ้ ปน็ ความเขา้ ใจ เช่น C-14 มีครึง่ ชีวิต 5730 แหล่งพลงั งานในโรงไฟฟ้านิวเคลยี รแ์ ล้ว ปี ถ้าตรวจซากพชื โบราณชนิ หนง่ึ พบวา่ มี สารกัมมันตรงั สียงั มกี ารใชป้ ระโยชนใ์ น ปรมิ าณ C-14เหลอื อยูร่ ้อยละ 25 ซาก ดา้ นอนื่ อกี หรอื ไม่ อยา่ งไร จากนันให้ พืชโบราณนีมอี ายกุ ป่ี ี เป็นตน้ นกั เรยี นทากจิ กรรม 4.4 หน้า 120 สืบคน้ ข้อมูลเกีย่ วกบั ประโยชน์และโทษ ของสารกัมมนั ตรงั สี 5. Evaluation 1. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปเนือหาภายในบทเรียน แลว้ ให้นักเรยี นทา แบบฝึกหดั ท้ายบทท่ี 4 หน้า 127-128เพ่ือทบทวนความรู้ หลงั จากนนั ประเมิน จากการอภปิ ราย การตอบคาถาม ทักษะกระบวนการท่เี กดิ ขนึ และ จิตวทิ ยาศาสตร์ กำรประเมนิ ผล นกั เรยี นอย่ใู นระดับ เคร่อื งมือวัดและประเมินผล วชิ ำวิทยำศำสตร์ คะแนนเฉลี่ย Quiz (K) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) จติ วิทยาศาสตรฯ์ (A)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook