Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-book ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน

E-book ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน

Published by teenoy0001, 2022-02-21 12:21:53

Description: E-book

Search

Read the Text Version

๔๒ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๕. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถูกตอ้ งเก่ียวกบั คาศพั ท์ ๑. คาไทยแทท้ ่ีผกู เป็นคาใหมข่ ้ึนมา ๒. ก๋วยเตียวเป็นคาทบั ศพั ทท์ ่ีมาจากภาษาจีน ๓. การรับภาษาตา่ งประเทศเขา้ มาใชใ้ นภาษาไทย ๔. แบดมินตนั เป็นคาทบั ศพั ทท์ ่ีมาจากภาษาองั กฤษ ๕. เป็นกรออกเสียงเดิมหรือใกลเ้ คียง แต่อาจดดั แปลงเสียงเพื่อใหเ้ หมาะสมกบั คนไทย ๖. “กรรดน้าควา่ กะลา” สานวนน้ีมีความหมายตรงตามขอ้ ใด ๑. ทากิจที่เสร็จไดย้ าก ๒. กระทาความดีเพียงผวิ เผนิ ๓. ทาอะไรแลว้ ผลร้ายมาสู่ตวั เอง ๔. ตดั ขาดไม่คบหมสมาคมกนั ต่อไป ๕. ปล่อยศตั รูไปอาจกลบั มาทาร้ายตนเอง ๗. “ภาษาที่มีการเลือกสรรถอ้ ยคาในระดบั สูง ไพเราะ สละสวยและพีถีพิถนั ในการเรียบเรียง” คือภาษาระดบั ใด ๑. ภาษาระดบั พธิ ีการ ๒. ภาษาระดบั ทางการ ๓. ภาษาระดบั ก่ึงทางการ ๔. ภาษาแบบแผน ๕. ภาษาก่ึงแบบแผน ๘. ขอ้ ใดไม่ใชภ้ าษาระดบั สนทนา ๑. พรุ่งน้ีไปดูหนงั กนั นะ ๒. ครีมตวั น้ีใชด้ ีมากค่ะ ๓. วนั น่ีคุณทานข่าวหรือยงั คะ ๔. หนูส่งของใหแ้ ม่เรียบร้อยแลว้ นะ ๕. เดือนหนา้ คุณตอ้ งไปพบแพทยน์ ะครับ ๙. คาในขอ้ ใดสะกดถูกตอ้ งทุกคา ๑. กษีราณพ มหาภิเนเษกรม ๒. มโนสาเหร่ ทยอย ๓. ไอสรรค์ เทริด ๔. เฉนียน บนั เทา ๕. บุหงาราไป กระทะ

หลกั การใช้ภาษาไทยเพ่ือการส่ือสาร ๔๓ ๑๐. ขอ้ ใดมีคาสะกดผดิ ๑. คลินิกทนั ตแพทย์ ๒. สุดาเป็นนกั ศึกษาโควตา ๓. หมอเอกซยป์ อกใหก้ นั ต์ ๔. เคก้ และคุกก้ีร้านน้ีอร่อยมาก ๕. ธนั วาเรียนช่างอเ้ ล็กทรอนิกส์ แบบประเมนิ ตนเอง คาช้ีแจง ตอนที่ ๑.ใหผ้ เู้ รียนประเมินผลการเรียนรู้ โดยเขียนเคร่ืองหมายลงในช่องคะแนน และเติมขอ้ มูลตามความจริง ระดบั คะแนนตอนท่ี ๑ ๕ : มากที่สุด ๔ : มาก ๓ : ปานกลาง ๑ : ควบปรับปรุง ตอมนท่ี ๒. ใหผ้ เู้ รียนนาคะแนนจากแบบทดสอบมาเติมลงในช่องวา่ ง และเขียนเคร่ืองหมาย ลงในช่องสรุปผล ตอนท่ี ๑ (ผลการเรียนรู้) ตอนที่ ๒ (แบบทดสอบ) รายการ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ แบบทดสอบ ๑. ผเู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเน้ือหา คะแนน สรุปผล ๒. ผูเ้ รียนได้ทากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่ o ๙-๑๐ (ดีมาก) คลอ้ งกบั เน้ือหาและจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ o ๗-๘ (ดี) ๓. ผูเ้ รียนไดเรียนและทากิจกรรมการเรียนรู้ที่ o ๕-๖ (พอใจ) ส่งเสริมกระบวนการคิด เกิดการคน้ พบความรู้ o ต่ากวา่ ๕ ๔. ผู้เรี ยนสามารถประยุกต์ความรู้เพื่อใ ช้ (ควบปรับปรุง) ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั ได้ ๕. ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้อะไรจากการเรียน ๖. ผเู้ รียนตอ้ งการทาสิ่งใดเพื่อพฒนาตนเอง ๗. ความสามารถท่ีถือวา่ ผา่ มเกณฑป์ ระเมินของผเู้ รียนคือ

หน่วยการเรียนรู้ท่ี การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพิ่มและ ๓ ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ สาระสาคัญสาคัญ การฟัง การดู และการอ่านเป็ นกระบวนการท่ีตอ้ งใชค้ วามคิด เม่ือฟัง ดู หรือ อ่านสารหรือเรื่องราว เก่ียวกบั สิ่งใดตอ้ งทาความเขา้ ใจในเน้ือหาสาระ เป็นการฝึกการคิด ฝึกสมาธิ เพราะขณะฟัง ดู และอ่านจิตใจ จะตอ้ งพินิจพเิ คราะห์ขอ้ มูลตา่ งๆ จึงทาใหส้ มองผอู้ า่ นเปิ กกวา้ ง เป็นการพฒั นาองคค์ วามรู้ สาระการเรียนรู้ ๑. ความหมายและสาระสาคญั ของการฟัง การดู และการอา่ น ๒. หลกั ในการฟัง ดู และอา่ นสารในส่ือสิ่งพิมพแ์ ละสื่ออิเล็กทรอนิกส์

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือสิ่งพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๔๕ สมรรถนะประจาหน่วย ๑. แสดงความรู้เก่ียวกบั การฟัง การดู และการอา่ นในชีวติ ประจาวนั ๒. วเิ คราะห์การฟัง การดู และการอ่านตามหลกั การ จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. อธิบายหลกั การฟัง การดู และการอ่านได้ ๒. อา่ นและพิจารณาบทความได้ ๓. ฟัง ดู และอา่ นสารคดีได้ ๔. ฟังและดูโฆษณาได้ ๕.อา่ นและพิจารณางานเขียนบงั เทิงคดีได้ ๖. ฟังและอ่านวรรณกรรมทอ้ งถิ่นได้ ผงั สาระการเรียนรู้ การฟัง การดู และ ความหมายและสาระสาคญั ของฟัง การดู และการอา่ น การอ่านสารใน หลกั ในการฟัง ดู และอา่ นสารใน ส่ือสิ่งพม่ิ และสื่อ สื่อสิ่งพิมพแ์ ละสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์

๔๖ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๑. ความหมายและสาระสาคญั ของฟัง การดู และการอ่าน ๑.๑ การฟัง ๑.๑.๑ ความหมายของการฟัง การฟังคือการรับรู้ความหมายจากเสียงท่ีไดย้ ิน เป็ น การรับสาร ทางหูท่ีเกิดจากการกระทบกนั ของเสียงกบั โสตประสาทผ่านสู่กระบวนการทางานของสมองเพื่อ ตีความและจบั ความส่ิงที่รับรู้ แลว้ เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ๑.๑.๒ ความสาคัญของการฟัง เป็ นความสามารถในการรับรู้สิ่งท่ีไดย้ ิน แลว้ ตีความหรือจบั ใจความส่ิงท่ีรับรู้น้นั ใหเ้ กิดความเขา้ ใจและจดจาได้ ความสาคญั ของการฟังมีหลายประการ ดงั น้ี ๑) การฟังก่อให้เกดิ ความรู้และเพมิ่ ความคดิ การฟังเป็นวธิ ีการหาความรู้อยา่ งหน่ึง เป็นการแลกเปล่ียนทศั นคติทาใหไ้ ดร้ ับความรู้ และเพม่ิ ความคิด เม่ือเกิดขอ้ สงสยั แลว้ มีการซกั ภาม จะเป็นการเพิ่มความคิดก่อใหเ้ กิดสติปัญญา ๒) การฟังช่วยให้เกดิ ความเพลนิ ใจ ภาพท่ี ๓.๑ การฟังเป็นการแลกเปลี่ยนทศั นติ และจรรโลงใจ การรับสารบางประเภทเป็นการกระ ตุน้ ความรู้สึกของผรู้ ับสาร เช่น การชมการแสดงดนตรี การชมละคร และการฟังพระธรรมเทศนา ๓) การฟังช่วยเสริมสร้างโลกทัศน์ ให้กว้างไกล เรื่องตา่ งๆ ท่ีไดร้ ับฟังยอ่ มทาใหผ้ รู้ ับสาร ไดร้ ับส่ิงใหม่ๆ มากข้ึน ก่อใหเ้ กิดคความคิดและมีมุม มองใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม ๔) การฟังสามารถพฒั นาตนเองและสังคม ภาพท่ี ๓.๒ การฟังเป็นพระธรรมเทศนา การรับสารดว้ ยการฟังทาใหเ้ กิดความรู้สร้างความคิด สร้างความเพลินใจ และเสริมสร้างโลกทศั น์ของผรู้ ับสารให้กวา้ งไกล เมื่อผรู้ ับสารนาไปปรับใชใ้ น ชีวตประจาวนั สามารถสร้างประโยชนใ์ หต้ นเอง บุคคลอ่ืนหรือหน่วยงานถือเป็ นการพฒั นาสังคมวธิ ี หน่ึง ๑.๑.๓ จุดมุ่งหมายของการฟัง มีดงั น้ี ๑) การฟังเพือ่ ติดตอ่ ส่ือสารในชีวติ ประจาวนั ๒) การฟังเพือ่ ความเพลิดเพลิน ๓) การฟังเพ่อื รับความรู้ ขอ้ มูลข่าวสาร หรือสาระตา่ งๆ

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพม่ิ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๔๗ ๔) การฟังเพ่ือความจรรงโลงใจ การฟังจะประสบผลสาเร็จไดค้ วรมีจุดมุ่งหมายท่ีแน่นอน ชดั เจน จุดมุ่งหมายของการ ฟังแตล่ ะครั่งจะมีความแตกตา่ งกนั กระบวนการในการฟัง ไดแ้ ก่ ข้นั ไดย้ นิ ข้นั แยก ข้นั ยอมรับ ข้นั ตีความ ข้ยั เขา้ ใจ ข้นั เชื่อ สาหรับข้นั เชื่อเป็ นข้ึนอยูก่ บั ความสามารถของผฟู้ ังที่จะตดั สินว่า ประโยคหรือส่ิงที่ฟังมาน้นั มีความจริงเพยี งใด เช่ือถือไดเ้ พียงใด ประสิทธิผลจากการฟังจะเกิด เมื่อผฟู้ ังฟังอยา่ งเขา้ ใจ ฟังจบั ประเด็นของเรื่องได้ ประเมินคา่ สารได้ ๑.๑.๔ การฟังทีมีประสิทธิภาพ ไดแ้ ก่ ๑) การฟังดว้ ยความสนใจ ๒) การฟังโดยไมม่ ีอคติต่อผผู้ พู้ ูด ๓) การฟังโดยจบั ความเร่ืองท่ีฟังได้ ๔) การฟังดว้ ยความต้งั ใจและอดทน ๕) การฟังโดยการสงั เกตอยา่ งถี่ถว้ น ๖) การฟังดว้ ยใจจดจอ่ อยา่ งมีสมาธิ ๗) การฟังโดยประเมินคุณคา่ ของเร่ืองที่ฟังได้ ภาพท่ี ๓.๓ การฟังดว้ ยความสนใจ ๑.๑.๕ ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อการฟัง มีดงั น้ี ๑) ผพู้ ดู มีความสามารถในการพูด ๒) ผฟู้ ังมีความศรัทธาต่อผพู้ ดู ๓) ผฟู้ ังเชื่อมน่ั วา่ การฟังเป็นวธิ ีหน่ึงท่ีทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ ๔) ผฟู้ ังมีสมาธิในขณะท่ีฟัง ๕) สถานที่ฟังมีอากาศถ่ยเทไดด้ ีและมีอุณหภูมิท่ีเหมาะสม ไม่ร้อนหรือเยน็ เกินไป ๖) ผฟู้ ังสามารถเขา้ ใจถอ้ ยคาภาษาของผพู้ ูดไดด้ ี

๔๘ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๑.๑.๖ หลกั การฟัง มีหลกั สาคญั ดงั น้ี ๑) ฟังใหต้ รงตามจุดมุง่ หมาย ๒) ฟังเพอ่ื จบั ใจความสาคญั ๓) ฟังเพอื่ หาขอ้ โตแ้ ยง้ หรือคลอ้ ยตาม ๔) ฟังเพื่อหาความรู้ ๑.๑.๗ มารยาทในการฟัง ควรปฏิบตั ิดงั น้ี ๑) ควรต้งั ใจฟังโดยสารวมกิริยามารยาท ฟังดว้ ยความสุขภาพเรียบร้อย ๒) ควรต้งั ใจฟังจนจบเร่ือง ๓) จดบนั ทึกขอ้ ความท่ีสนใจหรือขอ้ ความท่ีสาคญั หากมีขอ้ สงสัยควรเก็บไวถ้ ามเม่ือ มีโอกาศและตอ้ งเลือกโอกาศท่ีผพู้ ูดเปิ ดโอกาศใหถ้ ามดว้ ยกิริยาสุภาพ หรือยกมือข้ึนขออนุญาต ๔) ควบสบตาผพู้ ูด ไม่มองไปที่อ่ืน หรือแสดงออกวา่ ไม่สนใจเรื่องที่พูด ๕) ควรฟังดว้ ยใบหนา้ ยมิ้ แยม้ แจ่มใส เป็นกนั เองกบั ผพู้ ดู ๖) ควรฟังดว้ ยความอดทน แมจ้ ะมีความคิดเห็นขดั แยง้ กบั ผูพ้ ูดก็ควรมีใจกวา้ งรับฟัง อยา่ งสงบ ๗) ไม่ควรพูดสอดแทรกขณะท่ีฟัง ควรฟังเร่ืองใหจ้ บแลว้ จึงซกั ถามหรือแสดงความ คิดเห็น ๑.๒ การดู ๑.๒.๑ ความหมายของการดู หมายถึงกระบนนการรับรู้สารดว้ ยตาเช่น การดูภาพตวั อกั ษร การชมภาพยตร์ ฯลฯ ๑.๒.๒ ความหมายสาคัญของการดู เป็ นการรับรู้ขอ้ มูลต่างๆ เพ่ือวิเคราะห์และประเมินค่า ความสาคญั ของการดู ไดแ้ ก่ ๑) การดูเพ่ือให้เกดิ ความรู้ และความคดิ มนุษษยเ์ ริ่มดูต้งั แตว่ ยั เด็ก เป็น การเรียนรู้ส่ิงตา่ งๆ จากระดบั ที่ง่ายสู่ระดบั ที่ ยากการดูเป็นวธิ ีการหาความรู้อยา่ งหน่ึง เป็น การทาใหไ้ ดร้ ับความรู้และเพิม่ ความคิด ก่อให้ เกิดสิติปัญญา เช่น การดูโทรทศั น์ ดูหนงั สือหรือ นิตรสาร ดูรูปภาพ ดูนิทรรศการ ฯลฯ ๒) การดูเพื่อให้เกดิ ภาพท่ี ๓.๔ การดูเพื่อใหเ้ กิดความรู้และความคิด ความเพลดิ เพลนิ และจรรโลงใจ เช่น การดู ภาพยนตร์ที่สนุกสนาน อาจทาใหร้ ู้สึกผอ่ นคลาย เพลิดเพลิน และสร้างความจรรโลงใจ

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพมิ่ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๔๙ ๔) การดูเพ่ือเสริมสร้างโลกทศั น์ให้กว้างไกล การดูส่ิงต่างๆ ยอ่ มทาใหไ้ ดร้ ับส่ิงใหม่ๆม กาข้ึน ก่อใหเ้ กิดแนวคิดและมีมุมมองใหม่ แป็นการเสริมสร้างโลกทศั นว์ ธิ ีหน่ึง ๕) การดูเพ่ือพฒั นาตนเองและสังคม การดูทาใหเ้ กิดความรู้ ความคิด ความเพลิดเพลิน ๑.๒.๓ จุดมุง่ หมายของการดูไดแ้ ก่ ๑) การดูเพ่อื ใหเ้ กิดความรู้และความเขา้ ใจ ๒) การดูเพ่อื ความเพลิดเพลิน จรรโลงใจ ๓) การดูเพื่อรับความรู้ ขอ้ มูลขา่ วสาร หร่ือสาระตา่ งๆ ท่ีทนั ต่อเหตุการณ์ และ นามา ปรับใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ๑.๒.๔ หลกั การการดู มีหลกั สาคญั ดงั น้ี ๑) การมีสมาธิ เป็ นส่ิงสาคญั ที่ทาให้เขา้ ใจเรื่องต่างๆ สมาธิเกิดจากการมีจิตใจจดต่อ และต้งั ใจดูเรื่องน้นั ๆ โดยไม่ใหม้ ีความคิดอื่นเขา้ มาปะปน ๒) การพิจารณาหรือตรึกตรอง ผูด้ ูควรพยายพิจารณาส่ิงต่างๆ อย่างอะเอียดถ้ีถว้ น และรอบคอบ ๓) การหาข้อโต้แย้ง โดยพิจารณาจากเหตุผลหรือหลักฐานต่างๆ ประกอบการ พิจารณาหาขอ้ โตแ้ ยง้ จะทาให้ทราบว่าสิ่งท่ีดูน้นั มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด มีคุณค่า อยา่ งไรอาจกล่าวไดว้ า่ การหาขอ้ โตแ้ ยง้ เป็นการทดสอบวา่ ส่ิงที่ดูน้นั ดีหรือไมอ่ ยา่ งไร ๔) การมีปฏิกิริยาตอบสนองท่ีเหมาะสม การดูยอ่ มมีท้งั ผลดีและผลเสีย ในการดูควร มีการตอบสนองในเชิงสร้างสรรค์เพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ปฏกิริยาตอบสนองที่ เหมาะสมอาจจะเป็นการวพิ ากษว์ จิ าร์อยา่ งมีเหตุผลหรือนาส่ิงที่ไดด้ ูน้นั ไปเผยแพร่ตอ่ ภาพที่ ๓.๕ การดูเพือ่ ใหเ้ กิดปฏิกิริยาตอบสนองท่ีเหมาะสม

๕๐ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๕) การวิเคราะห์และประเมินค่า ปัจจุปันสื่อมวลชนมีบทบาทมากโดยเฉพาะโทรทศั น์ หนงั สือพมิ พ์ ฯลฯ การโฆษณาชวนเช่ือในสื่อมีบทบาทมากข้ึน ผดู้ ูตอ้ งวิเคราะห์และประเมินค่าสาร ก่อนท่ีจะตดั สินใจเช่ือดว้ ยวิธีการวเิ คราะห์แลประเมินค่าสาร ๓ วิธี ไดแ้ ก่ การวเิ คราะห์ การตีความ แลการวนิ ิจจฉยั เพอื่ ประเมินค่า (๑) การวิเคราะห์ เป็ นการพิจารณาเน้ือหาเป็ นส่วนๆ อย่างเป็ นเหตุเป็ นผลสามารถแยก เน้ือหาส่วนท่ีเป็นขอ้ เทจ็ จริงและขอ้ คิดเห็นได้ ท้งั น้ีตอ้ งพจิ ารณาท้งั ภาษาพดู และภาษาท่าทาง (๒) การตีความ นอกจากผูร้ ับสารจะสามารถแยกขอ้ เท็จจริงและขอ้ คิดเห็นของสารได้ แลว้ จะตอ้ งพยายามเขา้ ใจความหมายท่ีแทจ้ ริงโดยอาศยั การตีความสิ่งที่ไดเ้ ห็น (๓) การวนิ ิจฉยั เพื่อประเมินคุณค่า เป็ นข้นั ตอนการพิจารณาไตร่ตรองอยา่ งรอบคอบเพื่อ หาคุณคา่ ของส่ิงที่ดูหรือพบเห็น ควรตรึกตรองสารอยา่ งปราศจากอคติ ไม่ใชอ้ ารมณ์หรือความรู้สึก ในการวนิ ินิจฉยั เพ่ือประเมินค่า ๑.๒.๕ มารยาทในการการดู ควรปฎิบตั ิดงั น้ี ๑) เลือกเรื่องท่ีดูอยา่ งเหมาะสม ๒) ควรต้งั ใจดูตลอดเวลาและดูดว้ ยความสงบ ๓) จดบนั ทึกสาระสาคญั ๔) ปรบม้ือเม่ือพงึ พอใจในสิ่งที่ดู ๕) รักษากิริยามารยาท ไม่ทาส่ิงใดๆ ที่รบกวนผอู้ ื่น ๖) ควบคุมอารมณ์เม่ือเกิดความไม่พอใจ ไม่พูดแทรกกลางคนั เพราะจะเป็ นการทาลาย บรรยากกาศและสมาธิของผพู้ ดู และผฟู้ ัง ๗) หากดูภาพยนตร์ในโรงเรียนภาพยนตร์ ควรปิ ดเครื่องมือส่ือสารทุกชนิด หากจาเป็ นควร ใชเ้ ป็นระบบสน่ั เทา่ น้นั ๘) การดูโทรทศั นค์ วรเปิ ดเสียงใหพ้ อเหมาะเพ่ือไม่รบกวนผูอ้ ื่น ๙) การเสนอความคิดเห็นควรแสดงดว้ ยกริยาวาจาท่ีสุขภาพ ภาพท่ี ๓.๖ การต้งั ใจดู

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๕๑ ๑.๑ การอ่าน ๑.๓.๑ ความหมายหมายของการอ่าน หมายถึงกระบวนการรับรู้สาร การค้นหา ความหมายในส่ิงพิมพห์ รือขอ้ เขียน เช่น ภาพตวั อกั ษร ผอู้ า่ นเกิดการรับรู้และตีความจนกระท้งั เขา้ ใจสารแลว้ เกิดปฏิกริยาตอบสนอง เพ่ือพฒั นาตนเองท้งั ดา้ นสติปัญญา อารมณ์ และสงั คม ๑.๓.๒ ความสาคญั ของการอ่าน ไม่วา่ จะหนงั สือ เอกสาร หรือส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ทา ใหผ้ อู้ า่ นไดร้ ับความรู้ความคิดต่างๆ ผสมผสานระหวา่ งทกั ษะหลายดา้ น เพื่อสร้างความเขา้ ใจ และสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์สาหรับการศึกษา ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั และการประกอบอาชีพ ได้ ๑) การอ่านเพ่ือความรู้ เพ่อื ใหท้ ราบเร่ืองราวอนั เป็ นความรู้หรือ เหตุการณ์ตา่ งๆ ในส่ือประเภทต่างๆเช่น ตารา สารคดี วารสาร หนงั สือพิมพ์ เวบ็ ไซต์ ฯลฯ ภาพที่ ๓.๗ การดูอ่านเพอ่ื ความรู้ ภาพที่ ๓.๘ การอา่ นเพื่อความคิด ๒) การอ่านเพ่ือความคิด เป็ นการอ่านแนวคิดทางปรัชญา วฒั นธรรม จริยธรรม และความคิดเห็นทว่ั ปะแทรกอยู่ในหนงั สือทุกประเภท ผูอ้ ่านสามรถนาขอ้ มูลมา เป็นแนวปฎิบตั ิในการดาเนินชีวติ หรือแกป้ ัญหาต่างๆ โดยการเลือกนาความคิดที่ไดอ้ ่านมาใช้ ให้เป็ นประโยชน์ การอ่านประเภทน้ีอาศัยการศึกษาและการช้ีแนะท่ีถูกต้องจากผู้มี ประสบการณ์ในการอา่ น ๓) การอ่านเพ่ือความบนั เทิง เป็ นการอ่านเพ่ือฆ่าเวลาหรืออ่านเพ่ือการ พกั ผอ่ น เช่น การอ่านเร่ืองส้ัน นวนิยาย การ์ตูน วรรคดีบางประเภทเป็ นตน้

๕๒ ภาษไทยพืน้ ฐาน ภาพท่ี ๓.๙ การอา่ นเพือ่ ความบนั เทิง จุดประสงค์ในการอ่านท้งั ๓ ประการอาจรวมอยใู่ นการอ่นคร้ังเดียวโดย ไม่จาเป็นตอ้ งแยกจากกนั เป็นเอกเทศ ๑.๓..๔ คุณค่าของการอ่าน มีดงั น้ี ๑) คุณค่าทางอารมณ์ หนงั สือที่ใหค้ ุณคา่ ทางอารมณ์ ไดแ้ ก่ วรรณคดีท่ีมีความงามท้งั ถอ้ ยคา และเน้ือหาหรือรสของวรรรคดี เช่น รสในวรรณคดีสนั สกฤต ไดแ้ ก่ รสความรักหรือ ความยินดี รส ความรื่มเริง รสความเกลีดชงั รสความประหลาดใจ และรสความสงบสันติ ส่วนในวรรคดีไทยแบง่ เป็น ๔ รส คือ (๑) เสาวรจนี การชมความงาม (๒) นารีปราโมทย์ การแสดงความรัก (๓) พโิ รธวาทงั การแสดงวามโกรธแคน้ (๔) สัลลาปังคพไิ สย การคร่าครวญ ตวั อย่าง รสพิโรธวาทงั ในเรื่องขนุ ชา้ งขุนแผน ตอน ขนุ ชา้ งถวายฎีกา : พระพนั วษาบริภาษงานวนั ทองแสดงใหเ้ ห็นลีลาพิโรธวาทงั คราน้นั พระองคผ์ ทู้ รงภพ ฟังจบแคน้ คง่ั ดงั เพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกบั เปลวไฟ ดูดู๋เป็นไดอ้ ีวนั ทอง จะวา่ รักขา้ งไหนไม่วา่ ได้ น้าใจจะประดงั เขา้ ท้งั สอง ออกนนั่ เขา้ นี่มีสารอง ยง่ิ กวา่ ทอ้ งทะเลอนั ล้าลึก จอกแหนแพเสาสาเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไหร่ไม่รู้สึก เหมือนมหาสมุทรสุดซ้ึงซึก น้าลึกเหลือจะหยง่ั กระทงั่ ดิน

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือสิ่งพมิ่ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๕๓ ตัวอย่าง รสพิโรธวาทงั ในเร่ืองขุนชา้ งขุนแผน ตอน ขนุ ชา้ งถวายฎีกา : พระพนั วษาบริภาษงานวนั ทองแสดงใหเ้ ห็นลีลาพโิ รธวาทงั (ต่อ) อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ ่อมจมสูญหายไปหมดสิ้น อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดงั เพชรนิลเกิดข้ึนในอาจม รูปงามนามเพราะนอ้ ยไปฤๅ ใจไมซ่ ่ือสมศกั ด์ิเท่าเส้นผม แตใ่ จสตั วม์ นั ยงั มีที่นิยม สมาคมกแ็ ตถ่ ึงฤดูมนั มึงน่ีถ่อยยงิ่ กวา่ ถอยอีทา้ ยเมือง จะเอาเร่ืองไม่ไดส้ ักสิ่งสรรพ์ ละโมบมากตณั หาตาเป็นมนั สกั ร้อยพนั ใหม้ ึงไมถ่ ึงใจ วา่ หญิงชวั่ ผวั ยงั คราวละคนเดียว หาตามตอมกนั เกรียวเหมือนมึงไม่ หนกั แผน่ ดินกูจะอยไู่ ย อา้ ยไวยมึงอยา่ นบั วา่ มารดา กเู ล้ียงมึงถึงใหเ้ ป็นหวั หม่ืน คนอ่ืนรู้วา่ แมก่ ข็ ายหนา้ อา้ ยขนุ ชา้ งขนุ แผนท้งั สองรา กูจะหาเมียใหอ้ ยา่ อาลยั หญิงกาลกิณีอีแพศยา มนั ไม่น่าเชยชิดพิสมยั ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตดั ใจเสียเถิดอีคนน้ี เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียใหม้ นั เป็นผี อกเอาขวานผา่ อยา่ ปราณี อยา่ ใหม้ ีโลหิตติดดินกู เอาใบตองรองไวใ้ หห้ มากิน ตกดินจะอปั รียก์ าลีอยู่ ฟันใหห้ ญิงชายท้งั หลายดู สั่งเสร็จเสดจ็ สู่ปราสาทชยั ฯ ภาพท่ี ๓.๑๐ สมเดจ็ พระพนั วษาชาระความขนุ ชา้ งกบั พลายงาม

๕๔ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๒) คุณค่าทางสติปัญญา หนงั สือที่ให้คุณค่าทางดา้ นสติปัญญา ไดแ้ ก่ หนงั สือที่ให้ความรู้ และความคิดเชิงสร้างสรรค์ ความรู้ทางวชิ าการแลว้ ยงั รวมถึงความรู้ทาง การเมือง สังคม ภาษา แล สิ่งตา่ งๆ อนั เป็นประโยชน์แก่ผูอ้ ่าน คุณค่าทางสติปัญญาจึงมิใช่ข้ึนอยูก่ บั หนงั สือเท่าน้นั หากข้ึนอยู่ กบั ผอู้ า่ น ภาพท่ี ๓.๑๑ หนงั สือใหค้ ุณค่าทางดา้ นสติปัญญา ๓) คุณค่าทางสังคม การอ่านาใหเ้ กิดการพฒั นา สงั คมและเป็นการรับมรดก ทางวฒั นธรรม ภาพท่ี ๓.๑๒ หนงั สือและการอ่านเป็นเครื่อมือ ในการเผยแพร่ทางสังคม ๑.๓..๕ องคป์ ระกอบของการอ่าน ไดแ้ ก่ ๑) วัสดุในการอ่าน คือหนงั สือสิ่งพิมพร์ วมถึงเอกสารท่ีอยู่บนส่ืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆใช้ ภาษาไดเ้ หมาะสมกบั กลุ่มผอู้ า่ น เพือ่ สารดาเนินไปไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพในแต่ละกลุ่มผอู้ ่าน ๒) ลกั ษณะของผอู้ ่าน คือความสามารถในการเขา้ ใจและตีความส่ิงที่อา่ น ไดแ้ ก่ (๑) ระดบั สติปัญญา ความในการอ่านของผูอ้ ่านของผอู้ ่านแต่ละคนจะมีความแตกต่าง กนั ไปตามระดบั สติปัญญาของตน เช่น บางคนไม่สามารถจดจารายละเอียดของเน้ือเรื่องไดห้ รือบาง คนไม่สามารถแยกยะความแตกตา่ งระหวา่ งขอ้ เทจ็ จริงกบั ความคิดเห็นได้

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๕๕ (๒) ความรู้ดา้ นคาศพั ทแ์ ละโครงสร้างของภาษท่ีเป็ นประโยชน์ต่อความเขา้ ใจการสร้าง ความคิดรวบยอด และสร้างจินตนาการเกี่ยวกบั เร่ืองที่อา่ น (๓) ความรู้และประสบการณ์ เป็ นการผสมผสานความคิดเดิมให้เขา้ กบั ความคิดใหม่ นาไปสู่การแปลความ ตีความ ขยายความ และการประเมินค่าของส่ิงท่ีอ่าน (๔) ร่างกาย ไดแ้ ก่ สายตา หากสายตาผิดปกติจะรู้สึกไม่อย่างอ่านหนังสือและไม่รู้สึก เพลิดเพลินหรือพอใจกบั ส่ิงท่ีอ่าน ทาใหเ้ กิดปัญหาในการอา่ นตอ่ ไป (๕) อารมณ์ เป็นองคป์ ระกอบที่สาคญั ต่อการอ่านมาก เพราะการอ่านท่ีประสบผลสาเร็จ ผอู้ ่านควรมีสมาธิในการอ่าน หากมีความกงั วลใจ ความโกรธ ฯลฯ ผูอ้ ่านจะมีความรู้สึกต่อตา้ นมีผล ต่อสมาธิในการอ่านเป็นอยา่ งมาก ๓) สภาพแวดล้อม หมายถึงการมีส่ิงแวดลอ้ มรอบขา้ งที่เอ้ืออานวยและไม่เป็ นอุปสรรคต่อการ อ่านจะทาใหก้ ารอ่านมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล เช่น ขณะอ่านหงั สือ อยทู่ ่ามกลางบรรยากาศ ท่ีดีไมม่ ีเสียงรบกวน หรือการที่สมาชิกในครอบครัวเห็นความสาคญั ของการอา่ น ๑.๓.๖ มารยาในการอ่าน ควรปฏิบตั ิดงั น้ี ๑) การอ่านออกเสียง (๑) ควรใชเ้ สียงใหเ้ หมาะสมกบั บริบทในการอ่าน (๒) ถา้ ไอหรือจามในขณะที่อา่ น ควรใชม้ ือปิ ดปากและกล่าวคาของโทษ ๒) การอ่านในใจ (๑) อ่านอย่างมีสมาธิเพื่อจบั ใจความและการกดบนั ทึก ไม่ออกเสียงขณะอ่านให้เป็ นท่ี ราคาญของผอู้ ่ืน (๒) รักษาหนงั สือในขณะอา่ น เช่น ใชท้ ่ีคน่ั หนงั สือเม่ืออ่านคา้ งไว้ ไม่พบั มุมหนงั สือจะทา ใหร้ ูปเล่มหนงั สือเสียหายได้ (๓) ควรจดบนั ทึกขอ้ ความที่ไดจ้ ากการอ่าน หรืออาจจดแหล่งท่ีมาของหนังสือเพ่ือใช้ สาหรับอา้ งอิงหรือจดั ทาบรรณานุกรม ๒. หลักในการฟัง การดู และการอ่านในสื่ อสิ่ งพิมพ์ และสื่ อ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๒.๑ ความหมายของส่ือพมิ พ์และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๒.๒.๑ ความหมายของส่ือพิมพ์ (Print Media) ตามพระราบญั ญตั ิการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ไดใ้ ห้ ความหมายไวว้ า่ ส่ิงพิมพ์ หมายถึงสมุด แผน่ กระดาษ หรือวตั ถุใดๆ ท่ีพิมพข์ ้ึน รวมท้งั บทเพลง แผนที่ แผนผงั แผนภาพ ภาพระบายสี ใบประกาศ แผน่ เสียง หรือส่ิงอ่ืนใดมีอนั มีลกั ษณะเช่นเดียวกนั ๒.๒.๑ ความหมายของสื่อพิมพ์ (Electronic) หมายถึงสื่อที่บนั ทึกสารสนเทศด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์อยูใ่ นรูปของส่ือบนั ทึกขอ้ มูลประเภทสารแม่เหล็ก และส่ือประเภทจากแสง บนั ทึก อกั ขระแบบดิจิทลั ไม่สามาถอ่านไดด้ ้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บนั ทึกและอ่านขอ้ มูล

๕๖ ภาษไทยพืน้ ฐาน สารท่ีเผยแพร่ในส่ือส่ิงพิมพแ์ ละสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประกอบดว้ ยสารหลายประเภท ซ่ึงมีหลกั ในการฟัง ดู และอ่านดงั ต่อไปน้ี ๒.๒ หลกั การอ่านและพจิ ารณาบทความ ๒.๒.๑ ความหมายของบทความ (Article) หมายถึงการเขียนประเภทหน่ึงที่ผูเ้ ขียนต้องการ สื่อสารข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นเก่ียวกับเรื่องใดเรื่องหน่ึงแก่ผูอ้ ่าน โดยนาเสนอเน้ือหาจาก ขอ้ เทจ็ จริงที่มีสาระ มีหลกั ฐานท่ีเช่ือถือได้ ให้ความรู้ เน้ือหาของบทความส่วนใหญ่มกั เป็ นประเด็นท่ี ทนั สมยั ทนั เหตุการณ์และอยใู่ นความสนใจของคนในสงั คม ๒.๒.๒ ลกั ษณะของบทความ มีลกั ษณะเป็นความเรียงประเภทหน่ึงที่เขียนเพ่ือแสดงความรู้หรือ ความคิดเห็นความคิดมีรูปแบบการเขียนคลา้ ยกบั เรียงความ แต่การเขียนบทความจะตอ้ งมีเร่ืองราวมา จากขอ้ เท็จจริง มีความทนั สมยั ทนั ต่อเหตุการณ์ อยู่ในความสนใจของผูอ้ ่านและผูเ้ ขียน สอดแทรก ขอ้ เสนอเชิงวชิ าการหรือความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ บทความท่ีดีมีลกั ษณะดงั น้ี ๑) บทความเป็นเร่ืองที่มีสาระ เป็นเร่ืองจริง มีหลกั ฐานที่น่าเช่ือถือ ๒) บทความเป็ นเรื่องท่ีผูอ้ ่านส่วนใหญ่กาลงั สนใจ อยูใ่ นขณะน้นั ทน่ั ต่อเหตุการณ์เป็ น เร่ื องท่ีเป็ นปัญหาหรื อมีความสาคญั ๓) นาเสนอทศั นะหรือความคิดเห็น แนวคิดท่ีน่าสนใจ ชวนใหผ้ อู้ า่ นคิดตามหรือคิดตอ่ ๔) ใชภ้ าษาที่น่าอา่ น กระซบั เพอ่ื ใหผ้ อู้ ่านสามารถไดแ้ ละสร้างความสนใจได้ ๒.๒.๓ องคป์ ระกอบของบทความ มีองคป์ ระกอบสาคญั ๔ ส่วน ไดแ้ ก่ ๑) ชื่อเร่ือง เป็ นส่วนแรกของบทความท่ีสร้างความสนใจแก่ผูอ้ ่าน อาจตีพิมพช์ ่ือเรื่อง ดว้ ยตวั อกั ษรขนาดใหญเ่ พือ่ สร้างความสนใจ ๒) บทนา เป็นส่วนแรกท่ีอยยู่ อ่ หนา้ แรกของบทความ มีลกั ษณะเป็ นการกล่าวนาเรื่องให้ ความรู้เบ้ืองตน้ บอกเจตนาของผเู้ ขียน เป็นการใชก้ ลวธิ ีต่างๆ ในการเขียนใหผ้ อู้ า่ นสนใจเน้ือเรื่อง ๓) เนื้อหา เป็ นส่วนท่ีสาคญั ที่สุดของบทความเพราะเป็ นส่วนท่ีรวบรวมสาระความรู้ ตา่ งๆ รวมถึงความคิดเห็นของผเู้ ขียน ๔) บทสรุป เป็ นส่วนสุดท้ายของบทความที่ผูเ้ ขียนใช้สรุปเน้ือหาและสร้างความ ประทบั ใจแก่ผูอ้ ่าน โดยใชก้ ลวิธีที่หลากหลาย เช่น การชกั จูงใจ การต้งั คาถาม การให้ขอ้ คิด การหา แนวร่วม ๒.๒.๔ ประเภทของบทความ สามารถแบ่งกวา้ งๆ ออกเป็ น ๒ ประเภท คือบทความเชิงสาระ (Formal Essay) มีจุดมุ่งหมายท่ีเนน้ วชิ าการ ผเู้ ขียนตอ้ งการอธิบายความรู้อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงเป็ นสาคญั ไม่คานึงถึงการใชส้ านวนโวหารหรือความเพลิดเพลินของผูอ้ ่าน และบทความเชิงปกิณกะ (Informal Essay) มีจุดมุ่งหมายใหค้ วามเพลิดเพลินเป็นหลกั บทความสามารถแบง่ ไดอ้ ีกหลายประเภทไดแ้ ก่

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพมิ่ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๕๗ ๑) การอ่านออกเสียง เป็นบทความท่ีผูเ้ ขียนนาสิ่งท่ีเป็ นปัญหาในสังคมข้ึนมาเขียนแสดงความ คิดเห็นในแนวใดแนวหน่ึงก็ได้ หรือเสนอความคิดเห็นของคนทว่ั ๆ ไปทุกดา้ น วิธีเขียนบทความ เร่ิมตน้ ดว้ ยการแยกปัญหาใหช้ ดั เจนวา่ คืออะไร วธิ ีแกป้ ัญหามีอยา่ งไร ผเู้ ขียนเห็นชอบดว้ ยวธิ ีไหน เหตุ ท่ีเห็นชอบและไมเ่ ห็นชอบ ในตอนลงทา้ ยควรจะย้าความคิดเห็นของผเู้ ขียนใหเ้ ด่นชดั บดความแสดง ความคิดเห็น เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา การเม่ือง สังคม วฒั ธรรม ฯลฯ ๒) บทความประเภทสัมภาษณ์ เป็ นบทความที่แสดงความคิดเห็นของบุคคลเกี่ยวกบั เรื่องใด เร่ืองหน่ึงโดยเฉพาะ ผูเ้ ขียนบทความควรรู้จกั เลือกบุคคลที่สัมภาษณ์ เช่น เป็ นคนมีชื่อเสียงมีความรู้ ความเช่ียวชาญหรือมีความเขา้ ใจอยา่ งดีในเรื่องท่ีจะเขียน โดยผูเ้ ขียนอาจแทรกเรื่องราวอ่ืนๆ ลงไป ดว้ ย เช่น เร่ืองราวท่ีเก่ียวขอ้ งกบั บุคคลเหล่าน้นั ๓) บทความก่ึงชีวประวัติ เป็ นบทความประเภทสัมภาษณ์ท่ีตอ้ งแสดงเรื่องราวเกี่ยวกบั ตวั บุคคลท่ีใหส้ มั ภาษณ์ เนน้ ความสามารถและคุณสมบตั ิพิเศษท่ีทาให้ประสบความสาเร็จเรื่องชีวประวตั ิ เป็ นส่ิงสาคญั รองลงมา ขอ้ มูลที่ไดน้ อกจากจะไดจ้ ากกการสัมภาษณ์แลว้ อาจไดม้ าจากการสอบถาม บุคคลแวดลอ้ มสาหรับประกอบการเขียนบทความ ๔) บทความให้ความรู้ เป็ นบทความท่ีให้ความรู้เกี่ยวกบั เร่ืองใดเรื่องหน่ึงควรเลือกเรื่องท่ี ดึงดูดความสนใจ ผอู้ า่ นสามารถทาความเขา้ ใจจนปฏิบตั ิตามได้ ๕) บทความให้แง่คิด โน้มน้าวใจ หรือกระตุ้นให้กระทาอย่างใดอย่างหน่ึง ผเู้ ขียนอาจเขียนใน ลกั ษณะตรงไปตรงมาหรือเขียนในเชิงอุปมาอุปไมยกไ็ ด้ เพื่อใหผ้ อู้ า่ นเห็นดว้ ยและปฏิบตั ิตาม ๖) บทความท่อเที่ยว เป็ นการไปเที่ยวสถานท่ีแปลกใหม่ ผูเ้ ขียนอาจกล่าวถึงเรื่องราวการ เดินทาง ลกั ษณะภูมิประเภท และความสวยงามของสถานที่น้นั ๆ แลว้ อาจแทรกเกร็ดความรู้ต่างๆ เช่น ขอ้ ผิดพลาด ขอ้ เสนอแนะ ขอ้ คิดเห็นบางประการเกี่ยวกบั สถานที่น้นั ซ่ึงผเู้ ขียนเห็นวา่ ควรจะมีควรจะ เป็น ฯลฯ เกร็ดเหล่าน้ีจะช่วยเสริมเรื่องราวใหน้ ่าอ่านยงิ่ ข้ึน ๗) บทความเชิงวจิ ารณ์ ผเู้ ขียนตอ้ งพิจารณาขอ้ เทจ็ จริงของเร่ืองที่จะวจิ ารณ์อยา่ งถ่ีถว้ น โดยใช้ เหตุผลหรือขอ้ เท็จจริงตดั สินว่าดีหรือไม่ ควรหรือไม่ควรอย่างไร บทความประเภทวิจารณ์มีตวั อยา่ ง ดงั น้ี (๑) บทความวจิ ารณ์หนงั สือ ผเู้ ขียนควรมีความรู้กวา้ งขวางในวชิ าการหลายแขนงเพ่ือเป็ น แนวในการพิจารณาคุณค่าของหนงั สือเร่ืองน้ันโดยไม่ใชค้ วามรู้สึกส่วนตวั เช่นหนงั สื่อดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะอยา่ งไร การใชภ้ าษา เคา้ โครงเร่ือง การสร้างฉาก ลกั ษณะตวั ละคร ความสมจริง การดาเนินเรื่อง การคล่ีคลายเรื่อง ผูว้ จิ ารณ์ตอ้ งกล่าวท้งั แง่ดีและแง่ไม่ดี และสรุปขอ้ คิดเห็นของตนวา่ หนงั สือมีคุณคา่ ควรแก่การอ่านหรือไม่

๕๘ ภาษไทยพืน้ ฐาน (๒) บทความวจิ ารณ์ข่าว ผเู้ ขียนควรศึกษาที่มาของข่าว ตลอดจนผลท่ีจะเกิดข้ึน จากขา่ วน้นั แลว้ นามาเขียนวจิ ารณ์แสดงขอ้ คิดเห็นวา่ ควรหรือไม่ควรอยา่ งไรตามเน้ือหาของข่าว และอาจ แสดงขอ้ คิดเห็นเพ่ิมเติมเป็นการเสนอแนะดว้ ย (๓) บทความวิจรณ์การเมือง ผูเ้ ขียนควรเป็ นผูต้ ิดตามข่าวสารดา้ นการเมืองให้ ทนั เหตุการณ์ มีความรอบรู้เร่ืองการเมืองท้งั ภายในและภายนอกประเทศ การเม่ืองในอดีตและผปัจจุบนั เพ่อื นาขอ้ มูลมาใชค้ าดการณ์เหตุการณ์ท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคตได้ ตัวอย่าง บทความทว่ั ไปประเภทแสดงความคิดเหน็ และให้ความรู้ทางวชิ าการ เหตุใดข้าเจ้าชอบจึงชอบดนตรีไทย สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกมุ ารี๑ ดนตรีไทยดูเหมือนจะพวั พนั กบั ชิวตี ประจาวนั ของขา้ พเจา้ ต้งั แต่เกิดมา พอเกิดเขาก็ประโคม เวลา สมโภชเขาก็ประโคมอะไรกนั อีก ในระห่างที่ยงั เล็กๆ อยูพ่ ่ีเลี่ยงก็ร้องเพลงเห่กล่อมอยา่ งท่ีชาวบา้ นแห่กก ล่อมลูกเขา้ กนั คุณหลวงสรรสารกิจหวั หนา้ กองมหาเล็กในตอนน้นั ไดน้ าบทเห่กล่อมพระบรมทมอยา่ งท่ี ใชก้ ล่อมเจา้ นายสมยั โบราณมาใชก้ ล่อม แต่ปรากฏวา่ พี่เล่ียง (ซ่ึงเป็ นพยาบาลมิใชน้ กั ร้องาชีพ) ก็ร้องไม่ ค่อยเป็ นและเขาเล่าวา่ ขา้ พเจา้ ไม่ชอบ ราคาญ เพราะยืดยาดนกั ฟังไม่เขา้ ใจเลยตอ้ งร้องเพลงสามญั เช่น แมวเอ๋ยแมวเหมียว เพลงร้องธรรดาจาพวกลาวดวงเดือน เขมรไทรโยค หรือจนข้นั เพลงเห่เรือก็เป็ นท่ีชอบ ใจของขา้ พเจา้ มากกวา่ คร้ังโตข้ึนพอรู้ความจาไดว้ า่ ไดฟ้ ังดนตรีไทยเป็นคร้ังคราว ในเวลาโดยเสด็จพระราชดาเนินไปใน พิธีหลวงต่างๆ ที่ตอ้ งการบรรเลงปี่ พาทยป์ ระกอบ เช่น เวลาทรงบาตรดูเหมือนเขาจะตีเพลงชา้ เวลางาน ในวงั พอพระจะเทศน์ ์ก็เล่นสาธุการ พอเทศน์เสร็จจะเป็ นการราหรือจะมีอะไรอีกก็ไม่รู้ไม่แน่ใจงานถวาย ผา้ พระกฐินตอนพระไปครองผา้ ก็ตีสาธุการอีก อนั ที่จริงในตอนน้นั ขา้ พเจา้ ก็ไม่ไดส้ นใจดนตรีไทยนกั หรอก รู้สึกแต่เพียงวา่ เป็ นของจาเป็ นตอ้ ง มีเสียงอยา่ งน้ีเพ่ือเพิม่ ความศกั ด์ิสิทธ์ิของงาน ก็งานอะไรกม็ ีอยา่ งน้ีท้งั น้นั น่ี อีกอยา่ งหน่ึงท่ีพอกล่าวในที่น่ีไดค้ ือ “เปิ งพรวด”หมายถึง พวกท่ีแต่งตวั สีแดงในงานพระราชทาน เพลิงศพ ตกั ลองซ่ึงมีตีอยู่สองจงั หวะ จงั หวะหน่ึงใชต้ ีในงานพระศพเจา้ นายหรือบุคคลช้งั สูงมากๆ อีก จงั หวะเรียกกนั วา่ “สามไมห้ นี สี่ไมไ้ ล่” น้นั ใชต้ ีในงานศพคนที่สาคญั รองๆ ลงมา (ในงานท่ีเสร็จพระราช ดาเนินพระราชทานเพลิงศพ) สิ่งท่ีทาให้ขา้ พเจา้ นบั “เปิ งพรวด” วา่ เป็ นดนตรีไทยน้นั เพราะวา่ มีคนหน่ึง เป่ าป่ี เพลงท่ีใชเ้ ป่ าน้นั จนบดั น้ีขา้ พเจา้ ยงั ไม่ทราบว่าเป็ นเพลงเฉพาะหรือเพียงเป่ าให้เกิดเสียงโหยหวน เยอื กเยน็ แต่คงจะเป็นอยา่ งมากกวา่ เพราะเห็นเป่ ากี่คร้ังๆ ก็เหมื่อนกนั หมด ส่ิงอื่นๆ นอกน้ีท่ีขา้ พเจา้ ไดฟังที่จะนบั วา่ เป็นดรตรีไทยก็ไมม่ ีอะไรมาก ท่ีนึกออกตอนน้ีมีแต่เสียง บณั เฑาะว์ แตรสังข์ อยา่ งน้ีเป็นตน้ ๑สมเดจ็ พระกนิษฐานราชเจา้ กรมเสร็ดพระเทพรัตนราชสุดา เจา้ ฟ้ามหาจกั รีสิรินธร มหาวชิรางลงกรณวรรราชภกั ดี สิริกิการิณีพรียพฒั น รัฐสีมาคุณากรปิ ยชาติ สยามราชกุมารี

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๕๙ ตวั อย่าง บทความทว่ั ไปประเภทแสดงความคิดเหน็ และให้ความรู้ทางวชิ าการ (ต่อ) ในตอนเด็กๆ น้ีเคยรู้สึกอยา่ งเล่นดนตรีไทยอยนู่ ิดหน่อยคือเห็นระนาดเอกวางอยรู่ างหน่ึงก็ตรง รี่เขา้ ไปจะตี แตม่ ีคนหา้ มอา้ งวา่ เครื่อดรตรีไทยของครูไปทาเล่นๆ เหมื่อนเปี ยโน กีตาร์ไมไ่ ด้ ถา้ ไปเล่น เขา้ ครูอาจจะบนั ดาลใหม้ ีองั เป็นไปอะไรกเ็ ลยไมไ่ ดเ้ ล่น เครื่องดนตรีอีกอยา่ งท่ีเห็นแลว้ อยาดเล่นคือ ซอ สามสาย ซ่ึงไดเ้ ห็นที่จุฬาฯ น้ีเอง (แลว้ ติดใจเลื่อมใสคนสีเป็นอนั มาก) ก่อนเรียนดรตรีไทยขา้ พเจา้ ไม่รู้จกั รพวกเครื่องดนตรีไทยเลยก็จริงแต่ก็รู้จกั ทานองเพลงไทย หลายเพลงจากเพลงท่ีราละคร ท่ีสาคญั ที่สุดคือเพลงที่ร้องในชวั่ โมงภาษาไทยของอาจายก์ าชยั ทองหล่อ อาจายก์ าชยั หรือที่เรียกวา่ ครูกาชยั มากกวา่ มีวธิ ีสอนภาษาไทยใหเ้ ด็กสนุก คือ แทนท่ีจะให้น้นั แปลศพั ท์ ในวรรคดีเฉยๆ ก็ใหพ้ วกเราหดั ร้องเพลงไทยง่ายๆ เช่น นางนาค แขกบรเทศ เขมรปากท่อ ปี นตล่ิง ชา้ ง ประสานงา สร้องเพลง ฯลฯ เวลาชว่ั โมงอ่านไทยถา้ ใครอ่านทานองเสนาะ ขบั เสภา ร้องหนุ่กระบอก ตลอดจนเพลงต่างๆ ที่เหมาะสมไดก้ ็เป็ นกาไรคือไดค้ ะแนนเพ่ิม ขอ้ น่ีทาให้เด็กๆ ไดค้ วามรู้ดา้ นดนตรี ไทยก่อให้เกิดความภูมิใจในวฒั ธรรมความเป็ นชาติไทย ในตอนน่ีขอแทรกขอ้ เสนอแนะสาหรับการ สอนดรตรีข้นั ช้นั ประภมศึกษาตน้ วา่ จาก ประสบการณ์ของขา้ พเจา้ การสอนดนตรีช้นั ประถมตน้ ท่ีบาง โรงเรียนเอาเพลงจากหลกั สูตรช้นั อนุบาลมาสอนน้นั เป็ นการดูถูกภูมิปัญญาของเด็กมากท่ีเดียวและอีก อยา่ งหน่ึงเพลงอนุบาลมกั จะดดั แปลงจากเพลงฝรั่ง มิไดม้ ีประโยชน์ในการช่วยสอนความรักชาติแก่เด็ก มิไดเ้ ป็ นความรู้ติดตวั แก่เด็กเลย เพลงไทยเป็ นหลกั สูตรของเดิมจะดีกว่าเพราะนอกจากจะส่งเสริม ความคิดสร้างสรรคใ์ นการแต่งโคลงลอน ยงั ช่วยใหเ้ ด็กรู้จกั วรรณคดีท่ีตดั ตอนมาเป็ นเน้ือเพลง โดยไม่ ตอ้ งลาบาททอ่ งลาบาทจา ไดข้ อ้ คิดในการดาเนินชีวติ จากสุภาษคติในเน้ือเพลงดว้ ย ตอนที่อยชู่ ้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๒ ทางโรงเรียนเริ่มให้มีการหดั ดนตรีไทย ขา้ พเจา้ อยากหดั ดนตรี ไทยมากอยแู่ ลว้ เพราะเพิ่งเลิกเรียนดนตรีสากลไปใหม่ๆ เลยเลือกเรียนซอดว้ ง เพราะท่ีโรงเรียนมีแต่เคร่ืองสายไมม่ ีระนาดซ่ึงเป็นของชอบ ครูท่ีสอนคือ ครูนิภา อภยั วงค์ และ ครูจินดา สิงหรัตร์ ซอมีอยู่แลว้ เป็ นซองาท่ีมีคนน้อมเกลา้ ฯ ถวายในงานฉลองรัฐธรรมนูญสิบกว่าปี มาแลว้ ตอ่ มาพระสุจริตสุดาทา่ นเห็นขา้ พเจา้ สีซอดว้ งจึงเอาซอเก่าของพระยาราชภกั ดี (โต สุจริตกุล) มาซ่อมใหข้ า้ พเจา้ สี ขา้ พเขา้ ใชแ้ ต่ซอของคุณพระมาจนทุกวนั น้ี ในตอนแรกครูใหส้ ีสายเปล่า

๖๐ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตวั อย่าง บทความทวั่ ไปประเภทแสดงความคิดเหน็ และให้ความรู้ทางวชิ าการ (ต่อ) สายทุม้ และสายเอกจนคุน้ แลว้ ก็ตอ่ เพลงฉิ่ง ๓ ช้นั โดยการต่อที่ละ ๔ ตวั โนต้ ตอนหลงั ๆ เรียนไปนานแลว้ ครูถึงไดอ้ นุญาตใหใ้ ชโ้ นต้ ตวั เลข เพลงที่ตอ่ หลงั จากตน้ เพลงฉิ่ง มีเพลง จระเขห้ างยาวตวงพระธาตุ นกขขมิ้น เป็นตน้ ต้งั แต่เรียนดนตรีไทยเลยเกือบจะเลิกฟังอยา่ ง อื่นหมดเท่ียวหาแผน่ เสียงเพลงไทยมาฟังในโอกาสท่ีมีงาน เคยเชิญวงของครูเทวาประสิทธ์ิ พาทยโกศล และครูไพฑูรย์ กิตติวรรณ มาบรรเลง น้งั ฟังไปมาเกิดติดใจครูไพฑูรยจ์ ึงของ เรียนดว้ ย ต้งั แตน่ ้นั ก็ไดร้ ียนพเิ ศษกบั ครูแตก่ ็ยงั ไมไ่ ดเ้ ลิกเรียนท่ีโรงเรียน เป็นคนเดียวในรุ่ง ที่เรียนดนตรีไทยจนจบ ม.ศ.๕จึงเป็นคนอาวโุ สท่ีสุดในวง ตอนน้ีเวลางานโรงเรียน เผลอๆ ขา้ พเจา้ กย็ งั ไปเล่นกบั เด็กๆ เวลาฉากยงั ไมเ่ ปิ ด กบั ครูไพฑูรยเ์ รียนร้องเพลงดว้ ย เรียนกบั ครูไพฑูรยส์ นุกดี ครูเลน่ ไดท้ ้งั งวง แลว้ มี เร่ืองอะไรสนุกๆ เล่าเยอะ พอถึงหนา้ มะปรางครูปอกมะปรางริ้วแบบต่างๆ บางที่ครูก็ทาห่อ หมกมาใหร้ ับปะทาน เวลาไปหวั หินครูกไ็ ปดว้ ย บางท่ีขา้ พเจา้ ก็ตอ่ เพลงกบั อาจาร์ภาวาส บุนนาคเวลาอยหู่ วั หิน นราธิวาส อาจาร์ภาวาสเคยชวนครูเทียบไปคา้ งดว้ ยก็ชอบไปฟังครู เป่ าปี่ ตอนอยทู่ ่ีหวั หินครูไพฑูรยเ์ คยเอาลูกศิษยไ์ ปดว้ ยแลว้ เล่นกนั เคยเชิญวงของมณฑล ทหารบกท่ี ๑ ซ่ึงก็เป็นลูกศิษยค์ รูไพฑูรย์ และนกั ดรตรีเคยไปเล่นในวงั เวลามีงานและวง เสริมมิตรซ่ึงเป็นวงของคุณเสริม ศาลิคุปต์ คุณเสริมยงั ทาเพลงตา่ งๆ ที่ชอบใหเ้ ยอะเยะ บางคร้ังกร็ วมวงจากคนในวงั ไกลงั กล (หวั หิน) คนเล่นมาจากหลายหน่วย เช่น มหาดเล็ก ตารวจหลวง กรมวงั ฯลฯ ครูไพฑูรยก์ เ็ ล่นดว้ ย มีอยวู่ นั หน่ึงคนในวงหายไปตามตวั ก็ไมพ่ บ ไดค้ วามวา่ นกั ดรตรีไปช่วยงานบวชชนาคหมด ที่เล่าๆมาเป็นเร่ืองอดีต เดี่ยวน้ีจะเล่นอยา่ งน้ี อีกก็ไม่มีเวลา ตอนเขา้ จุฬาฯ กไ็ ดเ้ ขา้ รวมชมรมดนตรีไทยเล่นซอดว้ งตามเดิม ท้งั ๆ ลองหดั เล่น เคร่ืองดนตรีอีกหลายอยา่ ง ไดเ้ รียนร้องเพลงไทยกบั อาจายเ์ จริญใจ สุนทรวาทิน อาจารย์ เจริญใจช่วยใหก้ าลงั จในการร้องเพลงทาใหเ้ กิดความมนั่ ใจในตวั เองมาก ความท่ีไป ต่างจงั หวดั บ่อยๆ ทาใหไ้ ม่ค่อยไดไ้ ปชมรมฯ แต่งานไหวค้ รูถือวา่ เป็นของสาคญั ขา้ พเจา้ ไหวค้ รูอยู่ ๒ แห่ง คือ ที่บา้ นครูเทวาฯ โดยการส่งพมุ่ ไปที่บา้ นครู (ก็ยงั ส่งอยทู่ ุกปี ) และท่ี จุฬา ต้งั อยจู่ ุฬาฯ มาสองปี ครูสอน วงฆอ้ ง เป็นประธานในพิธีไหวค้ รู พูดถึงครูสอนแลว้ ทา ใหม้ านึกดูวา่ ในระยะเพยี ง ๒-๓ ปี น้ี วงการดนตรีไทยไดส้ ูญเสียครูถึง ๔ ทา่ น ครูเทวาประ สิทธ์ ครูละเมียด จิตตเสวี ครูสอน แลว้ ยงั เสียคุณหลวงไพเราะอีก แต่ถา้ ใครไดฟ้ ังดนตรีไทย ๒๐๐ คนของครูประสิทฐ์ิ ถาวร แลว้ ไซร้ยอ่ มจะมีความรู้สึกวา่ ดนตรีไทยมิไดถ้ อยหลงั หรือ หยดุ นิ่งอยกู่ บั ที่ ดนตรีไทยกา้ วหนา้ ยงั มีการสืบต่อเปลียนแปลงเขา้ กบั ชีวติ

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือสิ่งพม่ิ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๖๑ ตวั อย่าง บทความทว่ั ไปประเภทแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ทางวชิ าการ (ต่อ) ปัจุปันดนตรีไทย ไม่มีสลายเพราะความดีความเหมาะสมกบั ชีวติ ไทย สมดงั บทกลอนที่ ม.ล.ขาบ กุญชร ท่องในตอนตน้ รายการ “ดนตรีไทยไร้รสหรือ” ทางวทิ ยุ ท.ท.ท นามมาแลว้ “ดนตรีไทย น้นั มิใช้ ไร้รรสชาติ โสตประสาท ยนิ แลว้ แวว่ สุขสม ดุจดงั ได้ ทิพยช์ ลา มาประพรม คลายอารณ์ ที่ขนุ่ ขอ้ ง หมน่ หมองเอย” ตวั อย่าง บทความประเภทปกณิ เกะ Book For Gift มอบหนังส่ือให้เป็ นของขวญั ใกลเ้ ทศกาสปี ใหม่เขา้ มาทุกทีเช่ือวา่ ใครๆ กค็ งจะมองหาของขวญั ใหค้ นพเิ ศษ สินคา้ อุปโภคสารพดั แบรนดต์ ่างจดั กระเชา้ เพอ่ื ตอ้ นรับเทศกาลกนั อยา่ งคึกคกั วงการหนงั สือเรากไ็ มแ่ พ้ กนั เม่ือสานกั พมิ พแ์ ละร้านหนงั สือนอ้ ยใหญ่ต่างขานรับนโยบาย “มอหนงั สือใหเ้ ป็นของขวญั ” ของสมาคมผจู้ ดั พมิ พแ์ ละผจู้ าหน่ายหนงั สือแห่งประเทศไทย แทนการซ้ือสินคา้ ฟ่ ุมเฟื อยอ่ืนๆ ซ่ึง นอกจากจะเป็นของขวญั ที่ใหส้ าระและอาหารสมองแก่ผรู้ ับแลว้ หนงั สือดีๆ สกั เล่มยงั สะทอ้ น ความรู้สึกที่เรามีต่อผรู้ ับไดไ้ มแ่ พข้ องขวญั ชิ้นใดๆ สารับร้านหนงั สือยกั ษใ์ หญข่ วญั ใจนกั เรียนอยา่ งศูนยจ์ ุฬาฯ ก็ตอบรับนโยบายน้ีมาตลอด โดยทุกปี จะมีกระเชา้ หนงั สือท่ีนาหนงั สือทรงคุณค่าหลายเล่มบรรจุลงกระเชา้ ของขวญั ใหผ้ รู้ ัก การอา่ นไดเ้ ลือกสรร ซ่ึงในปี ท่ีผา่ มมาทางศูนยไ์ ดแ้ บ่งของขวญั เป็นหลายชุด เพื่อใหส้ ามารถเลือก เป็นของขวญั ไดถ้ ูกใจทุกเพศทุกวยั อยา่ งเช่น ชุดตามรอยพอ่ ประกอบดว้ ยหนงั สือหลกั ธรรม หลกั ทาตามรอยพระราชดาริเศรษฐกิจพอเพยี งทฤษฎีใหม่และหนงั สือใกลเ้ บ้ืองพระยคุ ลบาท ชุด สุนขั ทรงเล้ียงพอ็ กเกต็ ไดอะรีสุนขั ทรงเล้ียง ไดอ้ ะร่ีสัตร์เล้ียววงั สระประทุม และกล่องยาเด่ียว สุนขั ทรงเล้ียงวงั สระประทุมหรือหากพอ่ แม่ผปู้ กครองทา่ นคิดจะมองของขวญั พเิ ศษใหล้ ูกๆ หลาน ศูนยห์ นงั สือจุฬาฯท่ีถือเป็นแหล่งรวบรวมหนงั สือเด็กอีกแห่งหน่ึงน้นั กม็ ีชุดของขวญั หนงั สือเดก็ ท่ีน่าจะถูกใจเจา้ ตวั เล็กไม่นอ้ ย ไมว่ า่ จะเป็นชุดหนงั สือจากดวงใจ โดยศูนยห์ นงั สือ แห่งจุฬาฯ ร่วมมือกบั สานกั พิมพไ์ ด้

๖๒ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตวั อย่าง บทความประเภทปกณิ เกะ (ต่อ) จดั หนงั สื่อไวเ้ ป็นเซตของขวญั ใหผ้ ซู้ ้ือสามรถไปเลือกใหเ้ หมาะสมไดอ้ ยา่ งสะดวกสบายท่ีดียว ดา้ นสานกั พมิ พค์ ุภภาพอีกแห่งอยา่ ง DMG ก็รว่ มรณรงคใ์ หค้ นมอบหนงั สือเป็นขอลขวญั ในเทศกาลตา่ งๆ ดว้ ย “กลอ่ งบญุ (Boon Box) หนงั สือตดิ อนั ดบั ขายดีในชว่ งเทศกาลปีใหมห่ ลาย สมยั กบั ยอดพมิ พค์ รงั้ แรก ๓๐,๐๐๐ เลม่ ขายหมดภายในเวลาเพียงเดือนกวา่ ดว้ ยความโดดเดน่ ของ “กล่องบุญ” อยู่ท่ีแพ็กเกจกล่องเหล็กกลมสีสันสดใสบวกกับลวดลายการต์ นู รูปหมีน่ารกั เหมาะอยา่ งย่ิงท่ีจะเป็นของขวญั ในเทศกาลตา่ งๆ และดว้ ยตวั เนือ้ หาของหนงั สือบุญท่ีผเู้ ขียนคือ ภทั ริน ซอโสตถิกุลตงั้ ตงั้ ใจจะใหเ้ ป็นหนังสือธรรมะสาหรบั คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและ วยั รุน่ ผ่ามตวั การต์ นู และการเปรียบเปรยอย่างมีลูกเล่น เช่น แผนท่ีบุญและบัญชีสะสมบุญ ท่ี เลือกใชก้ ลอ่ งคกุ กีเ้ ป็นส่ือนนั้ ทาง DMG ไดใ้ หเ้ หตผุ ลวา่ “คกุ กีค้ ืออาหารทางกาย เราตอ้ งการส่ือ ว่าการมอบกล่องบุญใหก้ ันก็คือการให้อาหารทางใจ” นอกจากการมอบให้เป็นของขวัญใน เทศกาลปีใหมแ่ ลว้ นนั้ ทาง DMG ยงั ตงั้ ใจใหก้ ลอ่ งบญุ กลายเป็น Gift Book ในทุกเทศกาล เช่น หมีนอ้ ยนง่ั สมาธิสาหรับเทศกาลมาฆบูชา นอกจากเทศกาลปี ใหมห่ รือวาเลไทน์อีกหน่ึงงานที่มีการมอบของขวญั ไม่แพเ้ ทศกาลน้นั คืองานพระราชทานปริญญาบตั ร ซ่ึงต้งั แต่ปี ๒๕๔๔ เป็ นตน้ มา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ไดจ้ ดั โครงการเชิญชวนนมมอบหนังสือแทนใจให้บัณฑิตในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเพ่ื อ ปรับเปล่ียนค่านิยมของบณั ฑิตรุ่นใหม่ให้ลดความฟ่ ุมเฟื อยและเพิ่มคุณค่าและเพ่ิมคุณค่าด้าน สติปัญญา เพ่ือให้บงั เกิดผลในทางสร้างสรรค์แก่ท้งั บุคคลและประเทศชาติ เพราะหนงั สือเป็ น แหล่งขอ้ มูลข่าวสารที่จาเป็นตอ่ การดาเนินชีวติ อยา่ งมีคุณค่าและประสบความสาเร็จ แมบ้ ณั ฑิตจะ สาเร็จการศึกษาแลว้ กย็ งั ตอ้ งแสดงหาความรู้และขอ้ มูลข่าวสารใหม่ๆ อยเู่ สมอเพื่อนามาใชใ้ นการ ทางานและดาเนินชีวิตการมอบหนงั สือเป็ นของขวญั แก่บณั ฑิต จึงเท่ากบั เป็ นการใหแ้ สวา่ งทาง ปัญญาและเพื่อให้บณั ฑิตซ่ึงนับเป็ นอนาคตของชาติเราได้ใช้เป็ นแนวทางดาเนินชิวตในการ ทางานตอ่ ไป ซ่ึงโครงการมอบหนงั สือแทนใจใหบ้ ณั ฑิตในพิธีพระราชทานปริญญาบตั รในทุกๆ ปี ที่ผ่ามมาน้ัน มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากร้านหนังสือและ สานกั พิมพต์ า่ งๆ โดยมาจดั ซุม้ ขายหนงั สือที่มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ในวนั งานพิธีพระราชทาน ปริญญาบตั รเพอื่ ใหญ้ าติพี่นอ้ งหรือเพื่อนไดเ้ ลือกซ้ือมอบแก่บณั ฑิต นอกจากจะไดม้ อบของขวญั ที่ผรู้ ับสามารถนาไปใชไ้ ดจ้ ริงแลว้ น้นั โครงการน้ียงั ช่วยลดปริมาขณขยะ ลดการใชพ้ ลาสติกจาก การมอบช่อดอกไมอ้ ยา่ งท่ีผ่ามมา นบั ว่าเป็ นการช่วยลดภาวะโลกร้อนโดยทางออ้ มอีกทางหน่ึง ดว้ ย

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพมิ่ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๖๓ ตัวอย่าง บทความประเภทปกณิ เกะ (ต่อ) เหล่าน้ีเป็นเพยี งส่วนหน่ึงของสีสันแห่งความสุขแนวใหมท่ ี่ไมไ่ ร้สาระ จุดเริ่มตน้ ของการ ใหแ้ ละรับสิ่งดีๆ ไม่วา่ ใครจะชอบหนงั สือแนวไหมจะมอบให้แก่ตวั เองหรือมอบให้คนที่คุณรัก “การมอบหนงั สือเป็ นของขวญั ” นบั เป็ นอีกทางเลือกหน่ึงที่เชื่อวา่ ผูท้ ี่จะไดร้ ับความสุขจและอ่ิม ใจ สาคญั ไปกวา่ น้นั ประโยชน์และคุณค่าย่อมตกอยู่แก่ผูร้ ับ ไม่ว่าจะถูกบรรจุดว้ ยหีบห่อท่ีสวย งานหรือห่อหุม้ ไวด้ ว้ ย “หวั ใจ” ของผใู้ หก้ ต็ าม... ท่ีมา: สมาคมผจู้ ดั พมิ พแ์ ละผจู้ าหน่ายหนงั สือแห่งประเทศไทย. “มอบหนงั สือใหเ้ ป็น ของขวญั ”วารเพือ่ ส่งเสริมและพฒั นาธุรกิจหนงั สือไทย. (ฉบบั ที่ ๑๙, ปี ท่ี ๖ , ๒๕๕๐) : ๒๖-๒๗ ตัวอย่าง บทความประเภทอตั ชีวประวัติ ขา้ พเจา้ เกิดเมื่อวนั เสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ ๒๔๕๐ ทีวงั ปารุสกวนั กรุงเทพฯ ก่อนท่ี ขา้ พเจา้ จะบรรยาถึงกาเนิดของขา้ พเจา้ และเรื่องราวที่เก่ียวกบั ตวั ขา้ พเจา้ เองเมื่อยงั เป็นเด็กเล็กๆ อยู่ ขา้ พเจา้ เห็นวา่ ควรจะอธิบายเสียก่อนวา่ ใครเป็ นบิดามารดาของขา้ พเจา้ เพราะวา่ ท่านท้งั สองยอ่ ม สาคญั กวา่ ขา้ พเจา้ เป็นอนั มากในวาระน้นั บิดาของขา้ พเจา้ คือสมเด็จเจา้ ฟ้าจกั รพงษภ์ ูวนาถ นริศรราชมกุฎวงค์ จุฬาลงกรณนรินทร์ สยามพชิ ิตินทรวรางกูร สมบูรณพสิ ุธชาติ วิมลโลภาสอุภยั ปักษ์ อรรครรัตน์ ขตั ติยราชกุมาร กรม หลวงพิษณุโลกประชานาถ ผเู้ ป็นพระโอรสองคท์ ่ี ๔๐ ของพระบาทสมเสด็จพระปรมินทรมมหา จุฬาลงกรณ์ฯพระจุลจอมเกลา้ อยหู่ วั (รัชกาลท่ี ๕ในพระบรมราชวงศจ์ กั รี)และองคท์ ี่๔ ใน สมเด็จ พระราชธิดาของพระบาท-สมเดจ็ พระจอมเกลา้ อยหู่ วั (รัชกาลท่ี ๔) แมข่ องขา้ พเจา้ ชื่อ คทั ริน เดสนิตสกี (Desnitki) บิดาของแมซ่ ่ึงตายเสียแต่เมื่ออายยุ งั ไมถ่ ึง ๑ ขวบ คือ อิวาน เดสนิตสกี ไดร้ ับราชการในกระทรวงยตุ ิธรรมและไดเ้ ป็นประธานผพู้ ิพากษา ศาลสูงของแควน้ ลุตซ มียศในราชการพลเรือนสูงเทากบั ช้นั พลตรีอยา่ งที่ไทยเราเคยมีมาแตก่ ่อน เรียกวา่ มหาอามาตยต์ รี มารดาของแมเ่ กิดในตระกูลคิชเนีคอฟฟ (Khijniakoff) อนั เป็นตระกูลซ่ึงมี ดินเพอ่ื หาประโยชน์มาหลายชวั่ คนแลว้ ดินแดนของตระกูลอยใู่ กลเ้ มืองเคียฟในแควน้ ยเู ครน ท้งั ตาและยายของขา้ พเจา้ เม่ือแตง่ งานกนั เป็นหมา้ ยมาแลว้ ท้งั คู่และท้งั สองลูกติดมาดว้ ยหลายคน แต่ เม่ือแต่งงานแลว้ มีลูกดว้ ยกนั แต่เพียงสองคน คือลุงของขา้ พเจา้ อิวาน ซ่ึงไดร้ ับราชการ ตา่ งประเทศและเมื่อปฏิวตั ิใหญเ่ กิดข้ึนกาลงั เป็ นเลขานุการเอกอยทู่ ่ีสถานทูตรุสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง แมข่ องขา้ พเจา้ เกิดเม่ือวนั ท่ี ๑๐ พฤภาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ คร้ังถึงวนั ท่ี ๒๔ มิถุนายน ในปี เดียวกนั ตา กต็ าย ฉะน้นั แมจ่ ึงมิได้

๖๔ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตัวอย่าง บทความประเภทอตั ชีวประวตั ิ (ต่อ) เคยมีโอกาสรู้จกั ตาเลยและยายไดเ้ ล้ียงดูอบรมาโดยตนเองอยูด่ ว้ ยกนั ที่เม่ืองเคียฟและแม่ก็ไดร้ ับ การศึกษาตามสมควรแก่ฐานะ คือมีพ่ีเล้ียงเป็ นฝร่ังเศลเพ่ือสอนภาษาและภายหลงั ก็ไปโรงเรียน ส่วนในสมยั หยุดเรียนก็มกั จะไปพกั กบั พ่ีของยายซ่ึงร่ารวยมาก มีดินของตนมากและบา้ นช่อง ใหญ่โต และชอบชกั ชวนหลานชายและหญิงซ่ึงมีมากให้ไปพกั อยูก่ บั ลูกชายคนเดียวของท่านใน สมยั หยดุ เรียน ญาติพีน่ อ้ งท่ีอยดู่ ว้ ยกนั หมู่ใหญก่ ็ยอ่ มจะไดร้ ับความสุขเพลิดเพลินมิใชน้ อ้ ย ...เม่ือพ่อไดแ้ ต่งานกบั แม่และมากรุงเทพฯ น้นั มีสมเด็จเจา้ ฟ้าช้นั ทูลกระหม่อมพระองค์ เดียวที่ไดท้ รงเสกสมรสและมีพระโอรสแลว้ คือทูลหม่องลุงบริพตั ร พระโอรสองคใ์ หญ่ คือพระ เจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ จุมภฏพงคบ์ ริพตั รซ่ึงขา้ พเจา้ จะไดเ้ รียกต่อไปในหนงั สือน้ี ดงั ที่ขา้ พเจา้ ไดเ้ คยเรียกท่านเสมอวา่ เจา้ พีจุมภฏฉะน้นั เม่ือพอ่ ยงั มิไดย้ อมขอพระราชทานโทษหรือความเห็น ว่าจะเรียกลูกท่านว่าอย่างใด นอกจากตอบว่า “ให้เป็ นมิสเตอรก็ได้” ทูลหม่อนป่ ูก็เลยตกลง พระทยั วา่ จะทาเฉยๆเสียและทาประหน่ึงวา่ พ่อยงั มิไดท้ รงแต่งงานเลย ส่วนยา่ น้นั กลบั กริ้วกราด ย่ิงข้ึนอีกทรงมีความเห็นว่าแม่ได้ยอมมาแต่งงานและอยู่กบั พ่อในเมืองไทยเพราะอย่างไดอ้ ฐั ฉะน้นั จึงทรงออกคาส้ังกบั พระคลงั ขา้ งท่ีมิใหจ้ ่ายของพอ่ แก่ทา่ นเลย... ...ก่อนท่ีขา้ พเจา้ จะเกิดน้นั แมไ่ ดม้ ีครรภแ์ ลว้ คร้ังหน่ึงแตแ่ ทง้ เสียก่อนเกิด ภายหลงั ขา้ พเจา้ เกิดก็ไดม้ ีครรภอ์ ีกแต่แทง้ เสียอีก ฉะน้นั แทนที่จะเป็ นลูกคนเดียวของพอ่ กบั แม่ ขา้ พเจา้ เกือบจะมี พ่ีและนอ้ งคนละคน คือขา้ พเจา้ ควรจะเป็ นลูกคนกลาง ขา้ พเจา้ ไดเ้ กิดท่ีวงั ปารุสวนั เมื่อเวลา ๒๗. ๕๘ นาฬิกา (สองนาทีก่อนสองยามหรือเทียงคืน) ในวนั เสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ (ปี มะแม) สมยั น้นั เห็นจะเริ่มนบั วนั กนั จากเทียงคืนแลว้ เพราะแม่เล่าใหฟ้ ังวา่ พ่อดูหนกั พระทยั อยา่ ง ย่ิง ทรงมองดูนาฬิกาอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าช้าพเจา้ จะเกิดไม่ทนั เที่ยงคืนจะเลยไม่เป็ นวนั เสาร์ ปรากฏวา่ พอ่ มีความประสงคอ์ ยา่ งแรงกลา้ ท่ีจะใหล้ ูกท่านเกิดวนั เสาร์ท้งั น้ีอาจจะเป็ นเพราะท้งั ทูล หม่องลุงและพระองคพ์ อ่ เองก็ไดป้ ระสูติวนั เสาร์ท้งั คู่ ขา้ พเจา้ จึงยินดีมากท่ีส่ิงแรกท่ีขา้ พเขา้ ทาให้ โลกน้ีเป็นที่ถูกพระทยั พอ่ ขา้ พเจา้ เคยต้งั ปัญหาถามตวั เองวา่ เมื่อเกิดมาน้นั ขา้ พเจา้ หรือเปล่า ท้งั น้ีเพราะพ่อทรงด้ือ ไม่ขอพระราชทานโทษทูลหม่องป่ ู ท่านก็เลยทรงทาเฉยๆ เสียมิได้ทรงพระราชทานนามแก่ ขา้ พเจา้ และมิไดป้ ระกาศต้งั ยศอยา่ งใด ขา้ พเจา้ ซ่ึงเคยคิดว่าขา้ พเจา้ เกิดมาเป็ นคนสามญั ซ่ึงก็ออก จะดีแต่มาบดั น้ีเม่ือตรึกตรองดูแลว้ กลบั เห็นว่าเป็ นเช่นน้นั ไม่ได้ ธรรมเนียมไทยเราบ่งชดั วา่ เด็ก เกิดวา่ เป็นลูกเจา้ ฟ้าหรือพระองคเ์ จา้ ถา้ ป่ ูเป็นพระเจา้ แผน่ ดินแลว้ เด็กน้นั ตอ้ งเกิดเป็ นเจา้ ช้นั หม่อม เจา้ ไม่วา่ ผูใ้ ดเป็ นแม่ จริงอยูท่ ูลหม่อมป่ ูมิไดต้ ้งั ขา้ พเจา้ เป็ นพรัองศ์เจา้ อยา่ งเจา้ พี่จุมภฏฯแต่ท่านก็ มิไดป้ ระกาศถอดมิใหเ้ ป็นเจา้ ฉะน้นั ขา้ พเจา้ น่าจะตอ้ งเกิดมาเป็นเจา้ อยา่ งแน่นอนโดยอนุโลม

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพม่ิ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๖๕ ตัวอย่าง บทความประเภทอตั ชีวประวตั ิ (ต่อ) ย่าน้นั พอไดข้ ่าวว่ามีหลานคนแรกก็ทรงตื่นเตน้ และหายกริ้วหมดเลยมาทอดพระเนตร หลานของทา่ นอยา่ งเร็ววนั เอาพระทยั ใส่ในการจดั หอ้ งหบั และการดูแลทุกอยา่ ง เมื่อทาขวญั เดือน ก็ไดท้ ากนั อยา่ งเต็นท่ีตามธรรมเนียมโบราญ คุณยายของพ่อทางตระกูลสุจริตกุลไดเ้ ป็ นผูม้ าผูก สายสิญจน์ท่ีขอ้ มือ คุณยายของพ่อน้นั พอ่ รักมาก ท่านคือคุณทา้ วงนิดา (เหม สุจริตกุล) เป็ นนอ้ ง ของแม่ของยา่ คือ เจา้ คุณจอมมารดาเปี่ ยมในรัชกาลที่ ๔ (ภายหลงั พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว รัชกาลท่ี ๖ ไดท้ รงต้งั เป็ นสมเด็จพระปิ ยมาวดี ศรีพชั รินทรมาตา) ในเม่ือเวลาสมควรยา่ ไดข้ นาน นามใหข้ า้ พเจา้ วา่ พงษจ์ กั ร คือกลบั นามจกั รพงษข์ องพ่อเท่าน้นั เอง แต่เรียกกนั ธรรดาวา่ หนู และ สาหรับคนทว่ั ไปขา้ พเจา้ ก็เป็ นท่านหนูต้งั แต่บดั น้นั บรรดาผูท้ ี่ติดต่อขา้ พเจา้ เป็ นเจา้ และใช้ราชา ศพั ทก์ นั อยา่ งทว่ั ไปต้งั แต่แรก จากหนงั ส่ือ เกิดวงั ปารุสก:์ สมยั สมบูรณาญาสิทธิราชยแ์ ละสมยั ประชาธิปไตย พระนิพนธ์ในพระเจา้ วรวงคเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ จุลจกั รพงษ์ จดั พิมพโ์ ดยสานกั พมิ พ์ River Books พ.ศ. ๒๕๕๒ http://www.riverbooksbk.com ๒.๒.๕ หลกั การอ่านและพจิ ารณาบทความ ควรพิจารณาดงั น้ี ๑) ขอ้ มูลในบทความถูกตอ้ งและทนั สมยั ๒) มีการอา้ งอิงแหล่งขอ้ มูลใหผ้ อู้ า่ นสืบคน้ และมีความน่าเชื่อถือ ๓) ขอ้ คิดเห็นของผเู้ รียนมีความสอดคลอ้ งกบั ขอ้ เท็จจริงมปี ระโยชน์ ในเชิงสร้างสรรค์ มีความเป็นไปไดแ้ ละสามารถนาไปฏิบตั ิได้ ๔) ผูเ้ ขียนนาเสนอบทความได้น่าสนใจ องค์ประกอบต่างๆ ของ บทความมีความสอดคลอ้ งและเช่ือมโยงต่อเน่ืองกนั ใชถ้ อ้ ยคาสานวนที่เขา้ ใจ ง่ายและชดั เจน ๕) ผูอ้ ่านได้รับประโยชน์จากการอ่านบทความมากน้อยเพียงใด บทความมีประโยชนก์ บั ุคคลเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลส่วนใหญใ่ นสังคม

๖๖ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตัวอย่าง การอ่านและพจิ ารณาบทความ ปลา...อาหารต้านโรค ปลาน้นั เป็นอาหารที่มีความสาคญั และมีบทบาทในกรการดารงชีวติ ของคนไทยมานาน นบั แต่อดีตจนถึงปัจจุปัน นบั วา่ คนไทยรู้จกั เลือกอาหารจากแหล่งธรรมชาติมาบริโภคไดอ้ ยา่ ง ถูกตอ้ งเหมาะสมปลาเป็นอหารท่ีมีคุญคา่ มากมาย มีคุณคา่ ทางโภชนาการสูง มีไขม้ นั ต่า หาง่าย ทาอาหารไดอ้ ร่อยหลายอยา่ ง จึงเหมาะสาหรับนามาประกอบอาหาร คุณค่าทางโภชนาการของ ปลาท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ โปรตีน ไขมนั วติ ามินและแร่ธาตุ คุณค่าทางด้านโปรตนี ปลาเป็นแหล่งอาหารท่ีใหโ้ ปรตีนสูง กองโภชนาการ กรมอนามยั ไดว้ เิ คราะห์หาปริมาณและคุณภาพของโปรตีนและไขมนั ในปลาชนิดต่างๆ พบวา่ ปลาทูมีกรดอะ มิโนท่ีจาเป็นตอ่ ร่างกายเม่ือเทียบกบั เน้ือสตั ร์ชนิดอื่นๆ และพบวา่ ในปลา ๒๐ ชนิดท่ีคนทว่ั ไป นิยมบริโภคมีปรมาณโปรตีนอยรู่ ะหวา่ ง ๑๔.๔-๒๓.๐ กรัม โปรตีนในเน้ือปลาจะเป็นโปรตีนที่ ยอ่ ยง่ายเหมาะต่อการเจริญเติบโตของทารก เด็กวยั ก่อนเรียนและเด็กวยั เรียน ผสู้ ูงอายุ และผปู้ ่ วย ที่ระบบการยอ่ ยอาหารทางานไดไ้ ม่เตม็ ที่ เน้ือปลาโดยลกั ษณะตามธรรมชาติ มีเน้ือเยอื่ เกี่ยวพนั นอ้ ยกวา่ เน้ือสตั ร์ชนิดอื่น เม่ือเน้ือสุกจะแยกออกเป็นชิ้นๆ ตามมดั ของกลา้ มเน้ือเกี่ยวพนั เน้ือปลา จึงนุ่ม ไม่เหนียว ไม่เหนียวและหดตวั มากเหมือนเน้ือสัตร์อื่นๆ คุณค่าทางด้านไข้มัน นอกจากคุณค่าทางดา้ นโปรตีนแลว้ ปลายงั มีคุณค่าทางดา้ นไขมนั เน้ือปลาประกอบดว้ ยไขมนั ที่จาเป็ นต่อร่างกาย โดยเฉพาะกรดไลโนเลอิกท่ีทาหน้าที่ควบคุม ระดบั คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรดใ์ นกระแสเลือด ช่วยเร่งการเผาผลาญคอเลสเตอรอลทา ให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง จึงมีส่วนลดอตัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจด้วย นอกจากน้ียงั ประกอบดว้ ยกรดไขมนั ที่ไม่อ่ิมตวั ท่ีมีความสาคญั ต่อร่างกาย ไดแ้ ก่ กรดอีโดซาเปน หรืออีพีเอท่ีเป็นส่วนประกอบของเซลลส์ มอง ปลาจึงเป็นอาหารท่ีมีคุณค่าตอ่ สมองอยา่ งยง่ิ ไขมนั ท่ีมีอยใู่ นเน้ือปลาเป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างไดแ้ ต่จะไดจ้ ากการกินเน้ือปลา คุณค่าทางด้านวิตามินและแร่ธาตุ เน้ือปลานอกจากจะให้คุณค่าดา้ นโปรตีนและไขม้ นั แลว้ ยงั ใหว้ ติ ามินและแร่ธาตุอื่นๆ อีก ซ่ึงคุณค่าทางดา้ นวติ ามิน้นั เน้ือปลาประกอบดว้ ยวิตามินบี ๑ บี ๒ และไนอะซิน ที่มีความจาเป็นต่อการใชป้ ระโยชนข์ องคาร์โบไฮเดรต ไขมนั และโปรตีน ทา ให้รางกายมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสในสัดส่วนท่ีพอดีต่อการสร้างกระดูกและฟัน มีธาตุ เหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกนั โลหิตจาง ส่วนปลาทะเลมีธาตุไอโอดีนซ่ึงช่วยป้อนกนั โรคคอพอก นอกจากจะใหค้ ุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกายดงั กล่าวแลว้ จะตอ้ งเป็ นปลาท่ีผา่ นการ ประกอบอาหารใหส้ ุกดว้ ยความร้อน เนื่องจากปลามีพยาธิใบใม้

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือสิ่งพมิ่ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๖๗ ตวั อย่าง การอ่านและพจิ ารณาบทความ (ต่อ) ในขณะที่โลกกาลงั เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาหารต่างๆราคาสูงข้ึน แต่ปลาเป็ น แหล่งอาหารที่ราคาถูกกวา่ อาหารอื่นๆ ท่ีมีคุณค่าทดั เทียมกนั เพราะคุณค่าสารอาหารโปรตีนใน เน้ือปลามีท้งั คุณภาพและปริมาณที่ดีและเหมาะสม มีส่วนนาไปเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต และซ่อมแซมเน้ือเยื่อซ่ึงเสื่อมสลายให้อยู่ในสภาพปกติ ท้งั ยงั เป็ นส่วนประกอบของสารสร้าง ภูมิคุม้ กนั โรคและให้พลงั งานแก่ร่างกาย การกินเน้ือปลาเป็ นอหารประจาแทนเน้ือสัตร์จะมีส่วน ช่วยลดปริมาณไขมนั ในเลือด ส่วนในเด็กทารก เด็กวยั ก่อนเรียน และเด็กวยั เรียน หากไดบ้ ริโภค เน้ือปลาเป็ นประจาจะมีผลให้พลานามยั สมบูรณ์และแข็งแรง และที่สาคญั ตอ้ งช่วยกนั อนุรักษ์ ดว้ ยการไมจ่ บั ปลาในฤดูวางไข่หรือจบั ปลาเล็กๆมากินเพ่ือจะไดม้ ีปลาใหล้ ูกหลานไดก้ ินตลอดไป ที่มา:โภชนาการดีชีวมิ ีสุข หลกั การอ่านและพจิ ารณาบทความ “ปลา...อหารตา้ นโรค” ๑. การต้ังช่ือเร่ืองบทความ ชื่อเร่ืองส้ันๆ น่าสนใจ ใชช้ ่ือวา่ “ปลา...อาหารตา้ นโรค”อ่าน แลว้ น่าสนใจที่จะอา่ นต่อไป ๒. บทนา กล่าวถึงประโยชนแ์ ละคุณค่ามากมายทางโภชนาการของปลา นบั วา่ เหมาะสม อยา่ งยง่ิ ๓. เนื้อเรื่อง มี ๓ ย่อหน้า กล่าวถึงคุณค่าของปลาในด้านโปรตีน ด้านไขมนั และดา้ น วติ ามินและแร่ธาตุ นบั วา่ ใหค้ วามรู้ท่ีเป็นประโยชนแ์ ก่ผอู้ า่ น เหมาะแก่การเป็ นบทความ ๔. ส่ วนสรุปของบทความ ช้ีให้เห็นว่าโลกเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็จ แต่งปลาแหล่ง อาหาร ราคาถูกกวา่ อาหารอื่นๆ ท่ีมีคุณคา่ ทดั เทียมกนั ช้ีให้เห็นวา่ สามรถกินหลาแทนเน้ือสัตร์อ่ืน ไดแ้ ละสามารถลดไขม้ นั ในเลือด รวมถึงให้อนุรักษ์ไม่จบั ปลาในฤดูวางไข่เพ่ือจะได้มีปลาให้ ลูกหลานกินต่อไป นบั วา่ ผเู้ ขียนเป็นคนมองการณ์ไกลและมีความคิดสร้างสรค์ ๕. ส่วนทเ่ี ป็ นความรู้ทางวชิ าการ มีดงั น้ี ๕.๑ ปลาเป็นอาหารท่ีมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสาหรับทุกเพศทุกวยั ปลาเป็ น แหล่งอาหารราคาถูก หาซ้ือง่าย และมีคุณค่าทดั เทียมอาหารอ่ืนๆ ๕.๒ คุณค่าด้านโปรตีน ปลาทูมีกรดอะมิโนท่ีจาเป็ นต่อร่างกายสูงกว่าปลาอื่นๆ โปรตีนในปลายอ่ ยง่ายเหมาะกบั เด็กทารก เดก็ วยั เรียนและผสู้ ูงอายุ ปลามีคุณคา่ ต่อสมองอยา่ งยง่ิ ๕.๓ คุณค่าด้านไข้มัน ปลามีคุณค่าด้านไขมันจาเป็ นต่อร่างกาย ช่วยลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือก ลดอตั ราการเสียชีวติ จากโรคหวั ใจ ๕.๔ เน้ือปลามีวิตามินบี ๑ บี ๒ และไนอะชิน ทาให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการ ทางานและการเรียนรู้

๖๘ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตวั อย่าง การอ่านและพจิ ารณาบทความ (ต่อ) ๕.๕ ปลามีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส สร้างกระดูกและฟัง มีธาตุเหล็กช่วยสร้าง เม็ดเลือด ป้องกนั โรคโลหิจาง ปลาทะเลมีธาตุไอโอดีน ป้อนกนั โรคคอพอก แต่ตอ้ งปรุงให้สุก ก่อนจึงจะปลอดภยั จากโรคต่างๆ ๖. ส่วนทเี่ ป็ นความคิดเห็นของผู้เขยี น มีดงั น้ี ๖.๑ ปลาทาอาหารอร่อยไดห้ ลายอยา่ งจ่ึงเหมาะสาหรับนามาประกอบอาหาร ๖.๒ ในขณะท่ีโลกกาลงั เปลี่ยนแปลงไปอยา่ งรวดเร็ว อาหารต่างๆ ราคาสูงข้ึน แต่ปลาเป็นปหล่งอาหารราคาถูกกวา่ อาหารอ่ืนๆ ๗. ข้อเสนอแนะของผู้เขียน การช่วยกนั อนุรักษด์ ว้ ยการจบั ปลาในฤดูวางไข่หรือ จบั ปลาเล็กๆ มากิน เพือ่ จะไดม้ ีปลาใหล้ ูกหลานไดก้ ินตลอดไป ๘. ภาษาท่ีใช้ ใชล้ ีลาภาษาถ่ายทอดเร่ืองราวทางวชิ าการตา่ งๆ ที่ยากใหขา้ ใจง่ายข้ึน และในยอ่ หนา้ ทา้ ยสุดไดแ้ สดงความห่วงใยใหช้ ่วยกนั อนุรักษพ์ นั ธ์ปลาซ่ึงเป็นการลงทา้ ยไดด้ ี จากบทความ ปลา...อาหารตา้ นโรค จะเห็นไดว้ า่ เป็ นบทความท่ีมีท้งั บทนา เน้ือ เรื่ องและบทสรุ ป รวมท้ังมีความรู้ทางวิชาการ การแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนและ ขอ้ เสนอแนะของผูเ้ ขียนครบถว้ นตามหลกั เกณฑ์ของบทความ อีกท้งั ภาษาเขียนอ่านง่ายๆ ส้ันๆ เขา้ ใจไดร้ วดเร็วและมีความรู้ที่ทนั สมยั สรุปไดน้ ่าประทบั ใจ ๒.๓ หลกั การดู ฟัง และอ่านสารคดี ๒.๓.๑ ความหมายของสารคดี (Nonfiction) หมายถึงเร่ืองเล่าท่ีนาเสนอขอ้ เท็จจริงผ่าน รูปแบบตวั อกั ษร เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้สาระความรู้แก่ผูอ้ ่านเป็ นหลกั และสอดแทรก ความเพลิดเพลิน ๒.๓.๒ ลกั ษณะของสารคดี ๑) เน้ือเร่ืองมีสารประโยชน์ มุง่ ใหผ้ อู้ ่านเกิดความรู้ ความคิด ๒) ไม่จากดั วา่ เป็ นเรื่องประเภทใด แต่เน้ือหาน้นั ควรมีสาระบนั เทิง ไม่ลา้ สมยั ไม่มีการจากดั เวลา ๓) ใช้ภาษสร้างความคิดเพลิดเพลินแก่ผูอ้ ่านและผ่อนคลายความตึงเครียดใน ชีวติ ประจาวนั ๒.๓.๓ องคป์ ระกอบของสารคดี มีองคป์ ระกอบตา่ งๆ ดงั น้ี ๑) คานา คือการเร่ิมตน้ เรื่องโดยการเกร่ินนาเกียวกบั เร่ือง เป็ นการเสนอทรรศนะ อยา่ งกวา้ งๆ สร้างความสนใจแก่ผอู้ า่ นใหท้ ราบขอ้ มูล เร่ืองท่ีน่ารู้และน่าสนใจ มีเพยี ง ๑ ยอ่ หนา้ ๒) เนื่อเร่ือง คือการขยายความให้ผูอ้ ่านได้ทราบข้อมูลรายละเอียด โดยมี ตวั อยา่ งประกอบ เพ่ือความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือมากย่ิงข้ึน การเขียนเน้ือเรื่องอาจมีหลาย ยอ่ หนา้

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพมิ่ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๖๙ ๓) สรุป คือการเขียนขอ้ ความตอนทา้ ยของเร่ือง อาจเป็ นการสรุปโดยการใช้ สานวนคาพงั เพย คาคม หรือทิ้งทา้ ยดว้ ยคาถามท่ีน่าสนใจ สรุปมีเพียงยอ่ หนา้ เดียว ๒.๓.๔ ประเภทของสารคดี ๑) สารคดวี ิชาการ ใหค้ วามรู้ทางวิชาการแขนงต่างๆ เช่น วทิ ยาสตร์ เทคโนโลยี ภาษา สงั คม เกษตร ศาสนา ฯลฯ ๒) สารคดที ว่ั ไป ใหค้ วามรู้ทวั่ ไป เช่น การท่องเที่ยว กีฬา งานอดิเรก ประเพณี ๓) สารคดีชีวประวัติ ให้ความรู้เกี่ยงกับบุคคลที่มีช่ือเสียง หรื อบุคคลที่มี ความสามารถเป็นพเิ ศษ มุ่งเนน้ ใหเ้ กิดความรู้ ความบนั เทิงแก่ผอู้ า่ น ๒.๓.๕ หลกั การอ่านเขียนสารคดี การอ่านสารคดีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้สาระความรู้และ ความเพลิดเพลิน ผูอ้ ่านควรศึกษาความสัมพนั ธ์ของเน้ือหาสาระ การใช้ภาษาและเจตคติของ ผเู้ ขียนการอ่านสรคดี มีหลกั การดงั น้ี ๑) จบั ใจความสาคญั ของเรื่อง วิเคราะห์ความหมาย นยั สาคญั ท่ีแฝงอยูใ่ นเน้ือหา และสรุปใจความสาคญั ของเน้ือหาน้นั โดยจดั ลาดบั ประเด็นต่างๆ ใหเ้ หมาะสม ๒) วเิ คราะห์ความเห็นของผเู้ ขียน แยกขอ้ เทจ็ จริงและความคิดเห็นของผูเ้ ขียนวา่ เห็นดว้ ยกบั ทรรศนะของผเู้ ขียนหรือไม่ และวเิ คราะห์ผูเ้ ขียนโดยศึกษาจากการเขียน การใชภ้ าษา การบรรยายขอ้ มูล การเล่าเร่ือง เล่าประสบการณ์ ๓) วเิ คราะห์กลวธิ ีการเขียน การต้งั ช่ือเรื่อง การวางโครงเรื่อง วิธีการดาเนินเร่ือง และสรุป ๔) วเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ของเน้ือหาสาระกบั การใชภ้ าษา

๗๐ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตัวอย่าง สารคดี เฟย์ www.faylicity.com : ตีพมิ พ์ในนิตรสาร สารคดี ฉบับที่ ๓๓๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ พม่ามีแนวพรมแดนติดประเทศไทยเป็นระยะทางยาวกว่า ๒,๐๐๐ กิโลเมตรตงั้ แต่ เชียงรายถึงระนอง ซ่งึ ยาวกวา่ แนวพรมแดนไทย-ลาว แตน่ ่าแปลกใจไหมเล่าท่ีเรารูจ้ ักเร่ืองของ พม่านอ้ ยเหลือเกิน ใครท่ีอยากรูจ้ กั พม่าในแง่ท่ีไม่ใช่ประวตั ิศาสตรห์ รือการเมือง แต่อยากรูว้ ่า ผูค้ นท่ีน่ันอยู่อย่างไร กินอาหารอะไร ใช้ชีวิตแบบไหนในปัจจุบัน ขอแนะนาให้อ่าน Burma Chronicles ซง่ึ เป็นการต์ นู ท่ีเลา่ เร่อื งเหลา่ นีไ้ ดน้ า่ สนใจและอา่ นเพลิน กีย์ เดอลีล ผวู้ าดการต์ นู เร่ืองนีเ้ ป็นคนแคนาดา เขาเขียนเร่ืองนีเ้ ป็นภาษาฝร่งั เศสเพ่ือ เล่าช่วงชีวิตประมาณ ๑ ปีท่ีเขากับภรรยาและลูกนอ้ ยไปพกั ในกรุงย่างกุง้ ในช่วงท่ีภรรยามา ประจาการเป็นผบู้ รหิ ารโครงการสนบั สนนุ ชว่ ยเหลือทางการแพทยท์ ่ีน่ี ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕-๒๐๐๖ เดอลีลเลา่ ตงั้ แตก่ ารเก็บกระเป๋ าเดนิ ทางมาพม่า เม่ือมาถึงก็เจออากาศรอ้ นจดั เขาตอ้ ง หาท่ีอยู่ใหม่และได้บ้านในเขตวีไอพี ซ่ึงหมายถึงย่านนักธุรกิจท่ีมีสายสัม พันธ์ใกล้ชิดกับ นายทหารระดบั สูง ย่านนีม้ ีไฟฟ้าใชเ้ กือบตลอดเวลาและมีนา้ ใชใ้ นหนา้ แลง้ ส่วนคนท่ีพกั ย่าน อ่ืนอาจมีไฟฟา้ ใชเ้ พียงวนั ละ ๒-๔ ช่วั โมง ซง่ึ เป็นไฟฟา้ เหลือใชจ้ ากยา่ นวีไอพีใหค้ นพวกนีเ้ ฉล่ียใช้ รว่ มกนั วฒั นธรรมพม่ามีส่วนคลา้ ยบา้ นเราหลายอย่าง เช่นผคู้ นนิยมเรียกกันดว้ ยช่ือเล่น คน พมา่ เลน่ สงกรานตน์ าน ๔ วนั และมกั เลน่ นา้ รดหลงั กนั บา้ นหรูหราในพม่านิยมวางรวั้ ลวดหนาม บนขอบกาแพง สว่ นบา้ นหรูหรารองลงมาจะตดิ เศษแกว้ คมไม่ก็ทารวั้ แหลมเฟี้ยว พม่าเป็นเมือง ท่ีเตม็ ไปดว้ ยสายไฟฟ้าพาดระโยงระยางเหมือนบา้ นเรามีฝงู หมาจรจดั เป็นเจา้ ถนนในยามค่าคืน และมีแมค่ า้ เดนิ เรข่ ายต๊กั แตนค่วั หลายส่งิ ในพมา่ ทาใหน้ กึ ถึงบา้ นเราในอดตี เชน่ แมค่ า้ เดนิ ขายอาหารพรอ้ มหอบเกา้ อีม้ า ดว้ ย พอใครส่งั อาหารก็จะน่งั ลงปรุงใหก้ ินตรงนนั้ รอลกู คา้ กินเสร็จ ลา้ งถว้ ยชามแลว้ จึงคอ่ ยเดนิ ขายตอ่ หรือคนรบั จา้ งลบั มีดตามตรอกซอกซอย รวมถึงแท็กซ่ีพม่าก็ไมม่ ีมิเตอร์ ผโู้ ดยสารตอ้ ง ตอ่ รองราคาเอาเอง แต่หลายส่ิงหลายอย่างก็ตา่ งจากบา้ นเรามาก เช่นเพราะไม่ค่อยมีไฟฟ้าใหใ้ ช้ต่อเน่ือง ธนาคารตา่ งๆ จึงไมม่ ีคอมพิวเตอรแ์ ตใ่ ชร้ ะบบแฟ้มเป็นหลกั ทางเขา้ อพารต์ เมนตจ์ ะมีเชือกติด ปา้ ยเลขหอ้ งผกู กบั วตั ถเุ ชน่ ไมห้ นีบผา้ หรอื คลิปหนีบกระดาษอนั ใหญ่ใหใ้ ชด้ ึงแทนกระด่งิ แถมยงั ใชเ้ ป็นท่ีส่งของ (เช่นหนงั สือพิมพ)์ ใหเ้ จา้ ของหอ้ งดงึ ขึน้ ไปไดโ้ ดยไม่ตอ้ งเดินลงมา (คงเพราะ ไฟดบั บอ่ ยจงึ ไมใ่ ชล้ ฟิ ตก์ นั ) คนพม่าไม่นิยมใชโ้ ทรศพั ทม์ ือถือเพราะราคาแพง ผใู้ หบ้ ริการอินเทอรเ์ น็ตมี ๒ เจา้ เจา้ หน่งึ เป็นของรฐั มนตรีคนหนง่ึ อีกเจา้ เป็นของลกู ชายเจา้ แรก

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อสิ่งพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๗๑ ตวั อย่าง สารคดี (ต่อ) คนพม่าชอบกินหมากและบว้ นน้าหมากเปรอะไปหมดท้งั ตามท้องถนนและมุมตึกอ พาร์ตเมนต์ คนพม่าเหมือนคนไทยตรงที่ไม่ชอบคาดเข็มขัดนิรภยั ขณะขับรถ ส่วนระบบ การจราจรที่นน่ั เหมาะกบั รถพวงมาลยั ซา้ ย แต่เนื่องจากท่ีผา่ นมานานาชาติดาเนินมาตรการไม่ส่ง สินคา้ ไปขายในพมา่ รถยนตท์ ี่วง่ิ ในพม่าส่วนใหญ่จึงเป็ นรถมือสองจากญ่ีป่ ุนซ่ึงเป็ นรถพวงมาลยั ขวา ทาให้การขบั รถท่ีนนั่ น่าระทึกใจไม่น้อย แถมพม่ายงั มีกฎห้ามไม่ให้ขบั รถมอเตอร์ไซค์ใน เมือง ซ่ึงน่าแปลกสิ้นดี ท้งั น้ีบา้ งก็วา่ กนั วา่ เพราะนายทหารกลวั จะถูกลอบสังหารโดยมือปื นท่ีข่ี มอเตอร์ไซค์ รัฐบาลทหารปกครองประเทศน้ ี เบ็ดเสร็ จโดยเซ็ นเซอร์ สื่ อส่ิ งพิมพ์ทุกประเภทก่อน เผยแพร่ เมื่อก่อนผูพ้ ิมพห์ นงั สือพิมพห์ รือนิตยสารตอ้ งเอาสีเงินมาทาทบั เน้ือหาที่ถูกเซ็นเซอร์ หรือใช้กรรไกรตดั เน้ือหาเหล่าน้ันออก และตอ้ งรวบรวมเน้ือหาท่ีถูกตดั ออกให้ครบถ้วนตาม จานวนพมิ พเ์ พือ่ นาไปใหก้ องเซ็นเซอร์ หลายคร้ังท่ีส่ิงพิมพบ์ างส่วนเผยแพร่ออกไปแลว้ คร้ันจะ ตามเก็บกลบั คืนก็ลาบาก สานักพิมพต์ อ้ งใช้วิธีพิมพส์ ่วนที่ถูกเซ็นเซอร์เพ่ิมเติม เพ่ือนาไปให้ ทางการได้ครบตามจานวน หนังสือพิมพ์สมัยก่อนจึงอาจมีพ้ืนท่ีว่าง แต่การจัดหน้าด้วย คอมพิวเตอร์ในสมยั น้ีช่วยให้การจดั หนา้ ใหม่ทาไดง้ ่ายข้ึน จึงดูไม่ออกง่ายๆ อีกต่อไปว่ามีการ เซ็นเซอร์เกิดข้ึนหรือไม่ ปลายเดือนสิงหาคมท่ีผา่ นมา รัฐบาลพม่าประกาศวา่ จะยกเลิกการเซ็นเซอร์ส่ิงพิมพก์ ่อน ตีพิมพ์ แต่ใครท่ีพมิ พเ์ น้ือหาไมเ่ หมาะสมจะตอ้ งถูกดาเนินคดี รัฐบาลทหารจะสงั่ อะไรก็ได้ ดงั น้นั เม่ือวนั หน่ึงมีการส่ัง “แบน”หนงั ต่างประเทศโดยอา้ ง วา่ สนบั สนุนความรุนแรงทางเพศ หนงั ฝรั่งกห็ ายเกล้ียงจากแผงดีวดี ีเถื่อนภายในขา้ มคืน ขนาดวา่ วนั ดีคืนดีรัฐบาลนึกอยากจะยา้ ยเมืองหลวงก็ทาไดโ้ ดยไม่แจง้ ล่วงหน้า เจา้ หน้าท่ีรัฐมีเวลาเพียง ๒๔ ชั่วโมงในการยา้ ยไปทางานในเมืองใหม่ ตอ้ งจากครอบครัวและยา้ ยไปโดยยงั ไม่มีที่อยู่ ช่วงแรกๆ ตอ้ งอาศยั นอนในสานกั งาน ผูค้ นคาดเดาวา่ เหตุที่ยา้ ยเมืองหลวงคงเป็ นเพราะผนู้ าเชื่อ คาหมอดู ที่สุดของท่ีสุดคือนายพลเนวนิ ของพม่าเชื่อเลขเด็ดเลข ๙ เป็ นพิเศษ ถึงขนาดวา่ ในปี ค.ศ. ๑๙๘๗ มีการออกธนบตั รมูลค่า ๔๕ จ๊าด และ ๙๐ จ๊าด (เวลาซ้ือของคงเวียนหัวน่าดู) ต่อมาก็ ประกาศยกเลิกการใช้ธนบตั รมูลค่า ๒๕, ๓๕ และ ๗๕ จ๊าดในช่ัวขา้ มคืน โดยคนไม่อาจนา ธนบตั รเหล่าน้ีไปแลกคืนได้ ดงั น้นั จู่ๆ เงินในกระเป๋ าก็นอ้ ยลงเสียอย่างน้นั ละ ซ่ึงเป็ นที่มาของ การประท้วงคร้ังใหญ่ของนักศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจว่าคนพม่าไม่เชื่อในระบบการเงินและ ธนาคาร ถา้ อยากเก็บออมกล็ งทุนในอสงั หาริมทรัพยจ์ ะดีกวา่ ที่น่าเศร้าคือ คุณภาพชีวติ อนั ยา่ แยข่ องชนกลุ่มนอ้ ยตามแนวชายแดนพม่า บางหมู่บา้ นติด เฮโรอีนกนั ยกหมู่บา้ น ท้งั ตอ้ งเผชิญปัญหาโรคเอดส์และมาลาเรีย จนหน่วยงานต่างประเทศท่ีเขา้ ไปช่วยเหลือตอ้ งแจกถุงยางอนามยั และเขม็ ฉีดยาเพอ่ื ป้องกนั โรคเอดส์

๗๒ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตัวอย่าง สารคดี (ต่อ) การ์ตูนเร่ืองน้ีทาให้เรารู้จกั พม่าในแง่มุมธรรมดาไดด้ ีมาก เป็ นการ์ตูนที่ดูเผินๆ อาจไม่มี ลายเส้นสวยงามอะไร ไม่ไดต้ ลกขาขนั สุดขีดในทนั ที แต่การ์ตูนเรื่องน้ีมีเสน่ห์ที่ค่อยๆ เกาะกุม หวั ใจเรา มารู้ตวั อีกทีเรากอ็ า่ นเพลินจนไม่อยากใหเ้ รื่องน้ีจบ การ์ตูนในเร่ืองเล่าเป็ นบทตอนส้ันๆ ซ่ึงหลายตอนมีแต่รูปภาพโดยไมม่ ีคาพดู เลย แต่ก็เล่าเรื่องไดน้ ่ารัก การวาดของเขาอาจดูเฉยๆ ไม่ โดดเด่น แต่เขาจบั ภาพต่างๆ ไดแ้ ม่นยามาก ดูไดจ้ ากบทตอนที่เขามาเท่ียวกรุงเทพฯ ทุกรูปที่ดู เรียบง่ายและไม่ต้งั ใจวาดน้นั สื่อสถานท่ีไดช้ ดั เจน เขาจบั อารมณ์ของสถานท่ีต่างๆ ออกมาเป็ น ภาพไดเ้ ก่งมาก ไม่น่าเช่ือก็ต้องเชื่อว่า หนังสือท่ีทาให้รู้จกั พม่าจะเป็ นการ์ตูนภาษาองั กฤษที่แปลจาก ภาษาฝรั่งเศส เพิง่ ไดร้ ู้วา่ คาทกั ทายภาษาพมา่ คือ มิงกาลาบา และเม่ืออ่านไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกดงั น้ี “และแล้วชีวิตกล็ งราก ปักหลัก และเปลยี่ นเป็ นความจาเจ ท่ามกลางฉากและตัวละคร ต่างๆ ในความฝัน” - โจเซฟ เคสเซิล (Joseph Kessel)ใน Mogok , The Valley of Rubies (๑๙๕๕) ท่ีมา: https://www.sarakadee.com/2012/11/20/burma-chronicles/ ๒.๓.๖ หลกั การดูและการฟังสารคดี ๑) การดูสารคดี (๑) กาหนดจุดม่งหมายการดูที่ชดั เจน เช่น ดูเพ่ือความบนั เทิง เพ่ือการศึกษาผู้ ดูจะไดร้ ับสาระความรู้ความสัมพนั ธ์กบั จุดมุ่งหมาย (๒) เลือกสารคดีที่เหมาะสมท้งั เน้ือหาเพศ วยั และโอกาส (๓) มีใจเป็นกลาง ไม่มีอคติตอ่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง (๔) มีสมาธิโดยเฉพาะสารคดีเพ่ือการศึกษา สารคดีน่ารู้ข่าวและเหตุการณ์ ต่างๆ (๕) มีวิจารณญานในการดู การวเิ คราะห์ ประเมินค่า ก่อตดั สินใจตอบสนอง ส่ิงต่างๆ ๒) การฟังสารคดี (๑) กาหนดจุดมุ่งหมายที่ชดั เจนวา่ จะฟังเร่ืองราวเพื่อจบั ใจความสาคญั ฟัง เพอื่ วเิ คราะห์เน้ือหาหรือฟังเพื่อวจิ ารณ์ (๒) มีสมาธิและความต้งั ใจในการฟัง (๓) มีมารยาทในการฟัง แสดงปฏิกิริยาตอบสนองอย่างสุขภาพทาใจเป็ น กลางไม่มีอคติเพราะเป็นอุปสรรคตอ่ การฟัง (๔) จบั ประเดน็ สาคญั ของเร่ืองและจดบนั ทึกสิ่งที่ฟัง (๕) ใชว้ จิ ารณญาณ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์อยา่ งมีเหตุมีผล (๖) ประเมินค่าสารที่ฟังได้

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๗๓ ๒.๔ หลกั การดูและฟังโฆษณา ๒.๔.๑ ความหมายของการโฆษณา (Advertising) คือการเสนอขายสินคา้ บริการ หรือ ความคิด โดยใช้สื่อเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าจานวนมากในเวลาที่รวดเร็ว สื่อโฆษณา ท่ีสาคัญ ประกอบดว้ ยโทรทศั น์ วทิ ยุ หนงั สือพิมพ์ ป้ายโฆษณา ๒.๔.๒ วตั ถุประสงคข์ องการโฆษณา ๑) เพ่อื แนะนาผบู้ ริโภคใหร้ ู้จกั สินคา้ หรือบริการ ๒) เพื่อเสนอขอ้ มูลเกี่ยวกบั สินคา้ หรือบริการ เช่น ประเภท ประโยชน์ คุณสมบตั ที่โดดเด่น ความสาคญั ของสินคา้ หรือบริการตอ่ การดารงชีวต ๓) เพ่ือสร้างจุดเด่นให้เป็ นเอกลกั ษณ์ของสินคา้ หรือบริการ ให้ผูบ้ ริโภคจาช่ือ ตราของสินคา้ หรือบริการไดด้ ี ๔) เพ่ือสร้างส่ิงจูงใจ เร้าใจ หรือดูดใจใหผ้ ูบ้ ริโภคเกิดความสนใจในสินคา้ หรือ บริการและนาไปสู่ความตอ้ งการในการซ่ือสินคา้ หรือบริการ ๕) เพ่ือเสริมการใชส้ ินคา้ หรือบริการใหม้ ากข้ึน เป็ นการเอาชนะคู่แข่งขนั ในการ จาหน่าย เพ่มิ ยอดขาย หรือเพิ่มการครองตลาดของสินคา้ หรือบริการน้นั ใหก้ วา้ งยง่ิ ข้ึน ๖) เพ่ือทบทวนความจาของลูกคา้ เป็ นการเนน้ ย้าให้สินคา้ หรือบริการน้นั อยู่ใน ความทรงจาของผบู้ ริโภคตลอดไป ๗) เพือ่ สร้างตาแหน่งสินคา้ หรือบริการข้ึนในความนึกคิดของบริโภค ๘) เพอ่ื สร้างภาพลกั ษณ์และเจตคติที่ดีใหก้ บั บริษทั ผผู้ ลิตสินคา้ หรือบริการน้นั ๙) เพ่ือสร้างความน่าเชื่อถือในสินคา้ หรือบริการให้เป็ นท่ียอมรับ ส่งผลถึงการ จาหน่ายสินคา้ ใหมห่ รือบริการใหมข่ องผผู้ ลิตเดี่ยวกนั ๒.๔.๓ องคป์ ระกอบของโฆษณา แบ่งได้ ๒ กลุ่ม คือ ๑) องค์ประกอบทเ่ี ป็ นวจั นภาษา ไดแ้ ก่ (๑) ชื่อยี่ห้อ คือช่ือสินคา้ ที่ผผู้ ลิตใชใ้ นการแสดงความแตกต่างกบั สินคา้ ของคู่ แขง่ ขนั แสดงถึงเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั เช่น ยาสระผมตรา “ชิดใกล”้ หรือ “perfect” (๒) หวั เรื่องหรือพาดหวั เพื่อดึงดูดหรือเรียกร้องความสนใจ มีการใชถ้ อ้ ยคาท่ี ส้ัน กะทดั รัด ไดใ้ จความ น่าสนใจ เร้าใจ ลึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย โดยภาษาท่ีสะดุดตาหรือ ใชต้ วั อกั ษรท่ีมีความชดั เจน มีความโดดเด่นมากกวา่ ส่วนอื่นๆ รูปแบบของพาดหวั มีดงั น้ี • พาดหวั แบบข่าว เป็ นการนาเสนอขอ้ มูลใหม่ให้กบั กลุ่มเป้าหมายเพ่ือให้ รับทราบ เช่น “ไม่แพไ้ มเ่ สมอเม่ือเจอพลงั ผงซกั ฟอก ตราซูเปอร์คลีน” • พาดหวั แบบเร้าอารมณ์ เป็ นการเร้าอารมณ์ผรู้ ับสารหรือผบู้ ริโภคให้เกิด ความรู้คลอ้ ยตาม เช่น “หอมละมุนทุกสมั ผสั ไม่จากดั ความอร่อยกบั กาแฟดีๆ” • พาดหวั แบบบอกประโยชน์ผลิตภณั ฑ์ เป็นขอ้ ความบอกประโยชน์สาคญั เพ่อื ใหผ้ บู้ ริโภคทราบ เช่น “ปวดเมื่อยกกลา้ มเน้ือ ใชย้ าหมอ่ งน้า ‘โยคี’\"

๗๔ ภาษไทยพืน้ ฐาน • พาดหัวแบบแนะนา เป็ นการแนะนาหรื อเสนอแนะให้ผู้อ่านกระทา บางอยา่ ง เช่น “น้าผลไม้ ‘สวนสรรค’์ ลองสิคะแลว้ คุณจะติดใจ • พาดหวั แบบโออ้ วดสรรพคุณ เช่น “เลอค่ากว่าท่ีเคยสัมผสั ” เป็ นการสร้าง อารมณ์ใหแ้ ก่ผรู้ ับสารไดด้ ีเช่น “เอพลสั การขนส่ง ยนิ ดีรับใชใ้ ส่ใจบริการ” • พาดหวั แบบใชค้ าขวญั ฉลาก หรือโลโกของบริษทั หรือหน่วยงาน เป็ นการ สร้างอารมณ์ใหแ้ ก่ผรู้ ับสารไดด้ ี เช่น “เอพลสั การขนส่ง ยนิ ดีรับใชใ้ ส่ใจบริการ • พาดหวั แบบตงั คาถามเป็ นการเร้าอารมณ์สร้างความสนใจและเชิญชวนให้ ติดตามอ่านขอ้ ความตอ่ ไปวา่ คาตอบคืออะไร เช่น “สุดยอดความสะดวกสบาย คุณล่ะสัมผสั หรือยงั • พาดหัวแบบเล่นคา มีลกั ษณะคลา้ ยกบั คาขวญั อาจเล่นคาซ่าหรือสัมผสั คลอ้ งจอง เช่น “ทุกชวั่ โมง ทุกนาที ทุกวนิ าทีใหเ้ ราดูแลคุณ” • พาดหวั แบบใชส้ ินคา้ รับรอง เป็ นการอา้ งอิงพาดพิงถึงบุคคลที่ใช้สินคา้ ที่มี ชื่อเสียง เช่น ดารา นกั ร้อง หรือนกั กีฬา “แป้งเยน็ ตรา ‘เทใจ’ ความหอมที่ซุม’ตาร์ตวั ยงั ยกนิ้วให”้ • พาดหัวแบบแยกข้อความ เป็ นการแยกข้อความออกเป็ น ๒ ส่วน จึงจะ เขา้ ใจความหมาย เช่น “หน่ึงคาถาม เพอื่ อีกลา้ นความเขา้ ใจ (๓) พาดหัวรองหรือข้อความขยายพาดหัว เป็ นขอ้ ความขยายทาให้พาดหวั มีความ ชดั เจนมากข้ึนหรือสร้างความเขา้ ใจต่อเน่ืองจากพาดหวั หลกั (๔) ข้อความโฆษณา เป็นการขยายความหรือรายละเอียดเพม่ิ เติมจากหวั เรื่องเพื่อชกั จูงให้ผูร้ ับสารรู้สึกเช่ือถือ กล่าวถึงประโยชน์ สรรพคุณ รายละเอียดต่างๆ ของสินคา้ คุณภาพ ราคา การ กล่าวถึงหลกั ฐานตา่ งๆ เช่น การรับประกนั คุณภาพจากผเู้ ชี่ยวชาญ ขอ้ ความโฆษณามีหลายรูปแบบดีงน้ี • พรรณนา เป็นการใหข้ อ้ มูลดว้ ยลีลาภาษาที่มุ่งผลโนม้ นา้ วจิตใจ • บรรยายเล่าเรื่อง เป็ นการเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์เพื่อให้ประจกั ษ์ถึง ขอ้ เทจ็ จริง • ใหเ้ หตุผล เป็นการใหเ้ หตุผลวา่ ทาไม่จึงควรเลือกซ้ือสินคา้ น้นั ๆ • สนทนา เป็นการแนะนาสินคา้ และบริการ อธิบายใหก้ ลุ่มเป้าหมายไดร้ ับรู้ • มีคาบรรยายใตภ้ าพ เป็นขอ้ ความส้ันๆ เช่ือมโยงกบั การนาเสนอภาพ • บอกวธิ ี เป็นการบอกวธิ ีการใชง้ านสินคา้ หริบริการใหง้ ่าย สะดวกสบาย • มีพยาน เป็นการนาเอาบุคคลท่ีมีช่ือเสียงมารับประกนั การใชส้ ินคา้ (๕) คาขวัญ หมายถึงถอ้ ยคาที่เป็ นวลีหรือประโยคส้ันๆ ท่ีจาง่ายและทนั สมยั อยู่ เสมอ เพ่อื ใหเ้ กิดการจดจาได้ คาขวญั แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ • คาขญั ท่ีเน้นสร้างภาพลักษณ์ด้านช่ือเสียงของบริษทั หรือสถาบนั เช่น กระดาษ Q+ เพ่ือนคู่ชีวติ มิตรคู่ธรรมชาติ

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อสิ่งพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๗๕ • คาขญั ที่เน้นตวั สินคา้ เป็ นคาขวญั ท่ีสรุปลกั ษณะสาคญั พิเศษของสิ้นคา้ ที่ โฆษณาเพ่อื ใชแ้ ขง่ กบั คูแ่ ข่งขนั และเนน้ ใหม้ ีการกระทาที่เป็ นที่ตอ้ งการ เช่น ใชท้ นใชน้ านตอ้ งปากกา AA • คาขวญั ที่เนน้ ตวั ผบู้ ริโภค เป็นการกระตุน้ ทางจิตวทิ ยาให้ผูบ้ ริโภคคลอ้ ยตาม เช่น โรงพยาล “สิทธ์ิเกษม” ดูแลคุณดุในครอบควรั ๒) องค์ประกอบทเ่ี ป็ นอวจั นภาษา ไดแ้ ก่ (๑) ภาพ คือการนาเสนอภาพลกั ษณ์ที่เกิดข้ึนจากความรู้สึกนึกคิดมาถ่ายทอดเป็ น รูปภาพ แลว้ นามาใชป้ ระกอบขอ้ ความท่ีตอ้ งการโฆษณาเพื่อสื่อความหมายของโฆษณา ภาพที่นิยมใช้ ไดแ้ ก่ ภาพสินคา้ ที่ตอ้ งการโฆษณาเพียงอยา่ งเดียว ภาพแสดงการใชส้ ินคา้ ภาพแสดงประโยชน์ท่ีไดร้ ับจาก การใชส้ ินคา้ ภาพแสดงรายละเอียงส่วนประกอบของสินคา้ ภาพการ์ตูนประกอบการโฆษณา (๒) ผงั โฆษณา คือแนวคิดสร้างสรรคข์ องนกั ออกแบบภายในเน้ือท่ีกาหนดคร่าวๆ เพื่อทา ออกมาเป็นอาร์ตเวริ ์ก (Art work) (๓) ขนาดของโฆษณา งานโฆษณาจะมีขนาดต่างๆกนั ไป ข้ึนอยู่กบั จุดประสงคข์ องงาน น้นั ๆ ถา้ องคป์ ระกอบงานโฆษณามีขนาดใหญ่จะดึงดูดความสนใจและสร้างความประทบั ใจมากเช่นกนั (๔) สี เป็งอลคป์ ระกอบที่มีผลตอ่ อารมณ์ของผรู้ ับสาร งานโฆษณาจะใชส้ ีส่วยดึงดุดความ สนใจ สร้างความประทบั ใจในคร้ังแรกของการพบเห็นโฆษณา ช่วยใหเ้ กิดความจดจ่ีลึกซ้ึงมากกวา่ การใช้ คาพดู (๕) ตัวอกั ษร จะช่วยใหเ้ กิดอารมณ์ ความรู้สึก และจินตภาพต่อชิ้นงานน้นั ตลอดจนสร้าง เอกลกั ษณ์สาหรับโฆษณา (๖) เคร่ืองหมายการค้า เป็ นลญั ลกั ษณ์ของสินคา้ หรือบริการ ซ่ึงจะทาหนา้ ที่เป็ นตวั แทน ของผผู้ ลิตใหผ้ บู้ ริโภคไดร้ ู้จกั (๗) ความสมดุล เป็ นความสมดุลขององคป์ ระกอบต่างๆของโฆษณา ไดแ้ ก่ความสมดุล อย่างเป็ นทางการเป็ นลกั ษณะท่ีเท่ากนั ท้งั ซ้ายและขวา บนและล่าง หรือจากก่ึงกลางความสมดุลอยา่ งไม่ เป็ นทางการ เป็ นลกั ษณะสมดุลที่ไม่ไดเ้ กิดจากความสมดุลที่ศูนยก์ ลางเป็ นความสมดุลทางสายตาไดแก่ องคป์ ระกอบส่วนที่เลก็ อยไู่ กลจากศูนยก์ ลาง ๒.๔.๔ ประเภทของส่ือโฆษณา แบ่งออกไดเ้ ป็น ๔ ประเภท ดงั น้ี ๑) ส่ือโฆษณากระจายเสียงและแพร่ภาพ ไดแ้ ก่ วทิ ยกุ ระจายเสียง วทิ ยโุ ทรทศั น์ ๒) สื่อโฆษณาสิ่งพมิ พ์ ไดแ้ ก่หนงั สือพิมพ์ นิตยสาร แผน่ พบั เป็นตน้ ๓) ส่ือโฆษณานอกสถานท่ี สามารถจดั แบ่งได้ ๒ กลุ่ม คือป้ายโฆษณากลางแจง้ และสื่อ โฆษณาเคลื่อนท่ี ๔) ส่ือโฆษณาประเภทอื่นๆ หมายถึงสือใดๆ ท่ีนอกเหนือจากส่ือท่ีกล่าวแล้วขา้ งต้น ไดแ้ ก่ สือโฆษณาทางไปรษณีย์ ภาพยนตร์ สมุดโทรศพั ท์ ของท่ีระลึก อินเทอร์เน็ต

๗๖ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๒.๔.๕ หลกั การดูและฟังโฆษณา มีดงั น้ี ๑) การดูโฆษณา (๑) กาหนดจุดมุง่ หมายการดูท่ีชดั เจน (๒) เลือกสารคดีท่ีเมาะสมท้งั เน้ือหา เพศ วยั และโอกาส (๓) มีใจเป็นกลาง ไม่อคติตอ่ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง (๔) มีสมาธิ โดยเฉพาะโฆษณาชวนเช่ือ ควรฟังอยา่ งต้งั ใจโดยใชว้ ิจารณญาณในการ ดู การวเิ คราะห์ ประเมินคา่ ก่อนตดั สินใจตอบสนองสิ่งตา่ งๆ (๕) มีปฏิกิริยาตอบสนองที่เหมาะสม เช่น มีการวพิ ากษว์ จิ ารณ์อยา่ งเหมาะสม ๒) การฟังโฆษณา (๑) กาหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าจะฟังเร่ืองราวเพื่อจับใจความสาคัญฟังเพื่อ วคิ ราะห์เน้ือหาหรือฟังเพอื่ วจิ ารณ์ (๒) มีสมาธิและความต้งั ใจในการฟัง (๓) มีมารยาทในการฟัง แสดงปฏิกิริยาตอบสนองอย่างสุขภาพ ทาใจเป็ นกลางไม่ อคติเพราะจะเป็นอุปสรรตอ่ การฟัง (๔) จบั ประเดน็ สาคญั ของเรื่องและจดบนั ทึกส่ิงท่ีฟัง (๕) ใชว้ จิ ารณญาณ วเิ คราะห์วจิ ารณ์อยา่ งมีเหตุผล (๖) ประเมินค่าสารท่ีฟังได้ ๒.๕ หลกั การอ่านและพจิ ารณางารเขยี นบนั เทงิ คดี ๒.๕.๑ ความหมายของบนั เทิงคดี (Fiction) หมายถึงเรื่องสมมติท่ีสร้างข้ึนมาอยา่ งมีจินตนาการและ อารมณ์เพอื่ ใหไ้ ดร้ ับความเพลิดเพลินจากการอ่านโดยมีเกร็ดความรู้ ขอ้ คิด คติธรรม และประวบการณ์ชีวติ แทรกอยใู่ นเร่ืองน้นั ๆ บงั เทิงคดีมีหลายรูปแบบ เช่น นวนิยาย เร่ืองส้ัน บทละคร ๒.๕.๒ องคป์ ระกอบของงานเขียนบนั เทิงคดี มีองคป์ ระกอบสาคญั ๖ ประกาศ ไดแ้ ก่ ๑) สารัตถะของเรื่อง เป็ นความคิดสาคญั เป้าหมาย หรือวตั ถุประสงค์ของเรื่องที่ผูเ้ ขียน ตอ้ งการนาเสนอแก่ผอู้ า่ น ๒) โครงเรื่อง เป็ นการเรียงลาดบั ท่ีเป็ นผลโดยเหตุการณ์หน่ึงเป็ นผลให้เกิดเหตุการณ์หน่ึง หรือหลายๆเหตุการณ์ตามมา โดยทว่ั ไปมีวธิ ีการดงั น้ี • การเปิ ดเรื่องหรือการเริ่มเร่ือง เป็ นส่วนนาเร่ืองที่ช่วยในการกระตุน้ จูงใจ สร้างความ สนใจใหผ้ อู้ ่าน การเปิ ดเร่ืองโดยทวั่ ไป เช่น การบรรยายฉากการบรรยายตวั อกั ษรการบรรยายเหตุการณ์การ ใชบ้ ทสนทนา การใชต้ วั ละครเล่าเร่ือง ฯลฯ • การผูกเรื่องหรือการสร้างขอ้ ขดั แยง้ เป็ นการนาปัญหาหรืออุปสรรคมาเสนอเพ่ือให้ ตวั ละครไดแ้ สดงการหาทางออก การผูกเร่ืองควรมีความน่าสนใจ สมเหตุสมผล ทา้ ทา้ ยความรู้สึกอารมณ์ ของผอู้ า่ น

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพมิ่ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๗๗ • การหน่วงเรื่อง เป็ นการดาเนินเร่ืองโดยให้ตวั ละครแกป้ ัญหาหรือต่อสู่ กบั อุปสรรคเพอื่ นาไปสู่จุดสาคญั ของเร่ือง • จุดสาคญั ของเร่ือง เป็ นจุดที่เขม้ ขน้ ของเหตุการณ์หรือเง่ือนงาของเน้ือ เรื่องสร้างความน่าตื่นเตน้ เร้าใจใหก้ บั ผอู้ ่าน • การคลายปม เป็ นการคลี่คลายปัญหาของเรื่อง ทาให้ผู้อ่านเข้าใจ เหตุการณ์หรือปมปัญหาตา่ งๆ • การปิ ดเรื่ อง เป็ นส่วนสรุ ปของการเขียนบันเทิงคดี การเปิ ดเร่ื อง โดยทว่ั ๆไปไดแ้ ก่การเปิ ดเร่ืองแบบธรรมดา ปิ ดเร่ืองแบบหกั มุม ปิ ดเร่ืองแบบทิ้งปัญหาใหผ้ อู้ า่ นขบคิด ๓) ตัวละคร คือสิ่งที่ผูเ้ ขียนสร้างข้ึนให้มีบทบาท มีชีวิต แสดงพฟติกรรมต่างๆ เพ่ือใหเ้ หตุการณ์ดาเนินไปตามเรื่องแบบที่วางไว้ ประเภทของตวั ละคร แบง่ ได้ ๒ ประเภท คือ • ตวั เองของเรื่อง เป็ นตวั ละครที่มีบทบาทสาคญั ในการดาเนินเรื่ อง ตวั ละครเอกอาจเป็นคน สัตร์ หรือสิ่งสมมติใดๆกไ็ ด้ • ตวั ประกอบ เป็ นตวั ละครที่มีบทบาทรองลงมาจากตวั เอกของเร่ือง ซ่ึ ง ช่วยใหก้ ารดาเนินเร่ืองของตวั เอก ดาเนินไปอยา่ งเหมาะสมตามเหตุการณ์ในเร่ือง ๔) บทสนทนา คือองคป์ ระกอบสาคญั ของเร่ืองท่ีช่วยใหผ้ อู้ ่านไดท้ ราบแนวคิด ของผูแ้ ต่ง บุคลิกลกั ษณะของตวั ละคร และรายละเอียดต่างๆ บทสนทนาควรมีความสมจริงสอดคลอ้ งกบั การดาเนินเร่ือง ๕) ฉาก คือการบรรยายภาพสถานท่ี สภาพแวดลอ้ มที่ปรากฏในเหตุการณ์ของ เร่ืองเป็นการสร้างจินตนาการใหก้ บั ผอู้ า่ น โดยทว่ั ไปมกั นิยมใชพ้ รรณนาโวหาร ๖) บรรยากาศ คือองคป์ ระกอบต่างๆ ของฉากและตวั ละคร ๒.๕.๓ ประเภทของงานเขียนบนั เทิงคดี แบ่งไดห้ ลายประเภทดงั น้ี ๑) นิทาน คือเร่ืองเล่าสืบต่อกนั มา เป็ นวรรณกรรมที่เก่าแก่ องค์ประกอบของ นิทานไดแ้ ก่ (๑) สารัตถะของเร่ืองหรือแก่นความคิดสาคญั เช่น การทาไดด้ ี การทาชว่ั ได้ ชว่ั (๒) โครงเรื่องของนิทาน มีความกระชบั เรียบง่าย ไมซ่ บั ซอ้ น (๓) ตวั ละคร อาจเป็นสัตร์ เทพเจา้ นางฟ้า ฯลฯ (๔) ฉาก เป็นภาพจินตนาการที่ผเู้ ขียนสร้างข้ึน เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั เน้ือเรื่อง (๕) บทสนทนา ใชภ้ าษาที่กระชบั เขา้ ใจง่าย สนุกสนานชวนติดตาม (๖) คติชีวติ เป็ นขอ้ คิดเก่ียวกบั ชีวิต สังคม และวฒั ธรรมเพ่ือเป็ นการปลูกฝัง คุณธรรม

๗๘ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๒) นวนิยาย คือเร่ืองสมมติท่ีเขียนอยา่ งสมจริง มีโครงเรื่องซบั ซ้อน มีตวั ละคร หลายตวั ดาเนินเร่ืองไดร้ าว ให้รายละเอียดของฉากและตวั ละคร นวนิยายมีหลายประเภทเช่น นวนิยาย สารวจโลก นวนิยายโรแมนติก นวนิยายชีวติ ครอบครัว นวนิยายนกั สืบและอาชาญากรรม นวนิยายชีวประ วตั หรืออตั ชีวประวตั ิ อคป์ ระกอบนวนิยาย ไดแ้ ก่ (๑) สารัตถะของเร่ือง เป็นแนวคิดของเร่ือง (๒) โครงเร่ือง มีลกั ษณะซบั ซอ้ น (๓) ตวั ละคร สามารถมีไดห้ ลายตวั (๔) ฉาก เป็ นการสร้างจินตนาการใหผ้ ูอ้ ่านเกิดความคิด มีความสอดคลอ้ ง กบั เน้ือเร่ือง (๕) บทสนทนา ใชภ้ าษาที่เขา้ ใจง่าย สนุกสนาน ชวนติดตาม เป็ นการสร้าง จินตราการใหผ้ อู้ ่าน ๓) เรื่องส้ัน เป็ นวรรณกรรมประเภทหน่ึง โดยเขียนข้ึนจากจินตนาการของ ผเู้ ขียนท่ีมีความสมจริง ใชต้ วั ละครนอ้ ย ดาเนินเร่ืองรวดเร็วและมีจุดมุ่งหมายเดียว องคป์ ระกอบของเร่ือง ส้ันมีความคลา้ ยกบั นวนิยายแต่มีความกระชบั กว่าโดยผูเ้ ขียนเร่ืองส้ันตามความถนดั ประสบการณ์และ จินตนาการ ๔) บทละคร เป็ นเรื่องราวท่ีแต่งข้ึนเพ่ือใช้ในการแสดงละคร มีองค์ประกอบ เช่นเดียวกบั การเขียนเร่ืองส้นั หรือนวนิยาย แตต่ า่ งกนั ที่วตั ถุประสงค์ คือบทละครน้นั แต่งข้ึนเพื่อการแสดง มีหลายประเภท ไดแ้ ก่ บทละครรา บทละครพดู บทละครโทรทศั น์ ละบทภาพยนตร์ องคป์ ระกอบของบท ละครพดู ไดแ้ ก่ (๑) สารัตถะของเรื่อง เป็นแนวคิดของเร่ือง (๒) โครงเร่ือง มีลกั ษณะซบั ซอ้ น (๓) ตวั ละคร สามารถมีไดห้ ลายตวั (๔) ฉาก เป็ นการสร้างจินตนาการให้ผูอ้ ่านเกิดความคิด มีความสอดคลอ้ ง กบั เน้ือเรื่อง (๕) บทสนทนา ใชภ้ าษาที่เขา้ ใจง่าย สนุกสนาน ชวนติดตาม เป็ นการสร้าง จินตนาการใหผ้ อู้ า่ น (๖) บรรยากาศของเรื่อง เป็นองคป์ ระกอบของฉากและตวั ละคร

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๗๙ ตัวอย่าง บันเทงิ คดเี ฉลมิ พระเกยี รติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั เร่ืองจิตรลดา ๓ ๒ พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรรนาถบพิตร ๓ พระบาทสมเดจ็ พระชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรรนาถบพิตร ๔ พระบาทสมเดจ็ พระชนกาธิเบศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรรนาถบพิตร

๘๐ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตวั อย่าง นวนิยาย เรื่อง สาวใช้คนใหม่ กาญจนา นาคนนั ทรน์ “น่าเสียดายท่ีเธอเป็นเพียงสาวใช”้ เขาคิดต่อไป “...แต่เธอช่างเป็นสาวใชท้ ราฉลาดเฉลียวเกินธรรมดาเหนือเกิน - น่าอศั รร์ที่จะพยายามจะเป็ นนกั ประพนั ธ์ใหไ้ ด้ ถา้ เป็นเองไมไ่ ด.้ ..เพยี งตาแหน่งภรรยานกั ประพนั ธ์ เธอจะพอใจไหม” “กุหลาบแดงบนโตะ้ นนั่ - หมายความวา่ กระไร เธอจะรู้บา้ งไหมหนอ แต่ท่าทางไม่บอกเลยว่า เธอเขา้ ใจ ความหมายของมนั - ราสิ - บา้ ไปคนเดียว” “...ถา้ เราเป็นคนโง่ๆ ไมเ่ ขา้ ใจคาพูดท่าทีของเขาก็จะดี คงทาให้เราทาท่าสนิทยิ่งข้ึน แต่นี่มนั รู้เสีย แลว้ จะแกลง้ ทาเป็นไมร่ ู้ จะไก๋ไปไดน้ านสักเท่าไร” “เร็วเหลือเกิน - เราเพิ่งแลเห็นคร้ังแรก เราก็รู้ว่าคนคนน้ีเป็ นของเรา ทาไม่จึงช่างเขา้ ใจกนั ได้ ง่ายดายนกั กไ็ มท่ ราบ” เธอกม้ ลงดม “กหุ ลาบแดงแจง้ รัก” แลว้ กน็ ึกถึงเขาตอ่ ไปอยา่ งไม่รู้จบสิ้น ๒.๕.๕ หลกั การอ่านและพิจารณางานเขียนบนั เทิงคดี มีดงั ตอ่ ไปน้ี ๑) ผูอ้ ่านงานบนั เทิงคดีควรทาความเขา้ ใจเร่ืองธรรมชาติของตวั บทท่ีเป็ รเร่ือง มุง่ เนน้ การสร้างความเพลิดเพลินหรืออารมณ์สะเทือนใจ เพือลดอคติในการแสวงหาขอ้ เทจ็ จริง ๒) ผู้อ่านบันเทิงคดีควรเข้าใจเร่ืององค์ประกอบของงานบนั เทิงคดีแต่ละ ประเภทพิจารณาและวิเคราะห์องค์ประกอบเหล่านัน่ ว่ามีความถูกตอ้ งเหมาะสมเพียงใดในการนาเสนอ สาระสาคุญของเร่ือง เช่นวิเคราะห์แนวคิดสาคญั การวางโครงเร่ือง การกาหนดบทบาทของตวั ละครภาษา ท่ีใชใ้ นการดาเนินเร่ือง ฉาก ฯลฯ ๓) ผูอ้ ่านงานบนั เทิงคดีควรประมวลความคิด สรุปหรือประเมินค่าเพ่ือใหเ้ ห็น คุณค่าด้ทานต่างๆ ของงานบนั เทิงคดีแต่ละเร่ือง พร้อมกับเชื่อมโยงความคิดในการนาไปปรับใช้ใน ชีวติ ประจาวนั

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพม่ิ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๘๑ ๒.๖ หลกั การฟังแลการอ่านวรรณกรรมท้องถิ่ง ๒.๖.๑ ความหมายของวรรณกรรมทอ้ งถิ่น (Folk Literature) หมายถึง วรรณกรรมมุขปาฐะและ วรรณกรรมลายลกั ษณ์ที่ถ่ายทอดในกลุ่มชนใดกลุ่มหน่ึงในทอ้ งถ่ินใดทอ้ งถิ่นหน่ึงมาเป็นเวลานาน ผเู้ ล่า หรือผเู้ ขียนเป็นคนในทอ้ งถิ่งถ่ายทอดใหแ้ ก่คนในทอ้ งถิ่นเดียวกบั ตน โดยการบอกเล่าหรือเขียนบนั ทึกไว้ ส่วนใหญ่มีเน้ือหาเกี่ยวกบั ศาสนสา คาสอนเชิงจริยธรรม บนั ทึกทางประวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถิ่นและตารา ความรู้ตา่ งๆ เช่น ตาราดูลกั ษณะสตั ร์ตาราโหราศาสตร์ ๒.๖.๒ ลกั ษณะของวรรณกรรมทอ้ งถิ่น มีลกั ษณะดงั น้ี ๑) เป็นมรดกทางวฒั ธรรมที่สืบทอด และแร่หลายกนั อยใู่ นกลุ่มชนแตล่ ะทอ้ งถิ่น ๒) เป็ นแหล่งขอ้ มูลดา้ นขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มทอ้ งถิ่นที่เชื่อถือและปฏิบตั สืบตอ่ กนั มา ๓) ไมป่ รากฏชื่อผแู้ ต่ เป็นเร่ืองบอกเล่าสืบต่อกนั มาจากปากต่อปาก ๔) ใชภ้ าษาทอ้ งถิ่น หรือถอ้ ยคาง่ายๆ ในการส่ือความหมาย ๕) มุ่งเสนอกลุ่มชนในท้องถ่ิงในดา้ นความบนั เทิง อธิบายสิ่งที่ยงั ไม่เขา้ จ หรือสอน ขนบธรรมเนียมประเพณีและจริยธรรมต่างๆ ๒.๖.๓ รูปแบบของวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน มี ๒ รูปแบบ ดงั น้ี ๑) วรรณกรรมมุขปาฐะ เป็ นวรรณกรรมที่ใชว้ ิธีเล่าจากปากต่อปาก ไม่มีการบนั ทึกไว้ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ๒) วรรณกรรมลกั ษณ์อกั ษร เป็นวรรณกรรมที่บนั ทึกไวเ้ ป็ นลายลกั ษณ์ ๒.๖.๔ ประเภทของวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน จาแนกโดยอาศยั เขตทอ้ งถ่ินได้ ๔ ประเภท คือ ๑) วรรณกรรมทอ้ งถิ่นภาคเหนือ (วรรณกรรมลา้ นนา) ๒) วรรณกรรมทอ้ งถิ่นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ (วรรณกรรมอีสาน) ๓) วรรณกรรมทอ้ งถิ่นภาคใต้ ๔) วรรณกรรมทอ้ งถ่ินภาคกลาง

๘๒ ภาษไทยพืน้ ฐาน ตวั อย่าง วรรณกรรมท้องถิ่นประเภทต่างๆ ๑. ปริศนาคาทาย ท่ีเก่ียวกบั ศาสนา วฒั ธรรม ภาษาถิ่น เช่น ๑.๑ อะไรเอ๋ย ไปบก่ ลบั หลบั ต่ืน พ้ืนบม่ ี หนีบพ่ น้ (ภาษาถิ่งอีสาน) เฉลย คนตาย ๑.๒ อะไรเอ๋ย สี่คนหาม สามคนแห่ สองคนอยใู่ กล้ แต่คนหน่ึงอยไู่ กล เฉลย อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุณี พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญ บาป นิพพาน ๑.๓ ไอไ้ หรหา ควั่ แลว้ แกงกินแลว้ ยงั เตโลกแกว้ ปล้าโหย โครงเครง (ภาษาถิ่งใต)้ เฉลย รูปหนงั ตะลุง ๑.๔ อะไรเอย่ หวั เป็นหนาม ถามบป่ าก (ภาษาถิ่นเหนือ) เฉลย พระพุทธรูป ๑.๕ อะไรเอ๋ย สี่สายยานโตงเตง ขา้ งนอกร้องเพลง ขา้ งในร้องไห้ เฉลย กล่อมเด็กในแปล ๒.เพลงกล่อมเดก็ ท่ีเกียวกบั วถิ ีชีวติ ความเป็นรูป วฒั นธรรม ภาษาถ่ิน ๒.๑ เพลงกล่อมเดก็ ภาคอีสาน อเี กงิ้ เดือนดาว อเี กงิ้ เดือนดาว ผสู้ าวตาเข้า ผ้เู ต่าเป่ าแคน ตก๊ั แตนเป่ าป่ี กุดจ่ีไถนา แมงดาตุม้ โมง่ ภาษาถงิ่ อสี าน: อีเกิ้ง = พระจนั ทร์ ตาเขา้ = ตาขา้ ว ผเู้ ฒ่า = คนแก่ กุดจี่ = แมลงชนิดหน่ึง ๒.๒ เพลงกล่อมเด็กภาคใต้ เพลงนอ้ งนอน ฮา...เออ้ ...นอ้ งนอนเหอ นอนใหส้ บาย แม่เซ้อท้งั หลาย จงรักษาเจา้ แมเ่ ซอ้ อยา่ ไดห้ ลอกหลอน โศกาอาวรรณ์เจา้ นอนเล่า เชิญรักษาเจา้ ขวญั ข้าวเจน้ นอน เออ้ ...เหอ ภาษาถ่ิงใต้: แม่เซอ้ = แม่ซ้ือ (เทวดาหรือผที ี่เชื่อกนั วา่ เป็นผดู้ ูแลรักษาทารก) ขวญั ขา้ ว = คาเรียกเด็กวา่ ขวญั ขา้ ว

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือส่ิงพม่ิ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๘๓ ตวั อย่าง วรรณกรรมท้องถน่ิ ประเภทต่างๆ (ต่อ) ๒.๓ เพลงกล่อมเด็กภาคเหนือ เพลงอือจา อ่ืออ้ือจา้ จา หลบั สองตาแมไ่ ปนานอกบา้ น ไปเก็บมะส้านใส่ซ้ามมาแขวน ไปเกบ็ มะแหนใส่ซา้ มาตอ้ น น้องอย่างได้อ้อนแม่ไฮ่บ่มา หื้อนอ้ งหลบั สองต๋า ภาษาถ่ิงเหนือ: มะส้าน = ผกั ชนิดหน่ึง ซา้ = ตะกร้า มะแหน = ตน้ สมอพิเภท ไฮ่ = ไร่ ห้ือ = ให้ ต๋า = ตา ๒.๒ เพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เจา้ เน้ือละมุน เจา้ เน้ือละมุนเอย เน้ือเจา้ อุน่ เหมือนลาลี แม่มิใหผ้ ใู้ ดมาตอ้ ง เน้ือเจา้ จะหมองศรี ทองดีเจา้ คนเดียวเอย ๓. นืทานพืน้ บ้าน ท่ีสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงชีวติ ไทย มีดงั น้ี ๓.๑ นิทานพ้นื บา้ นภาคกลาง ไดแ้ ก่ พระยากงพระยาพาน พระรถเมรีหรือนางสิบสองปลาบู่ ทอง พระนางสร้อยดอกหมาก ๓.๒ นิทานพ้นื บา้ นภาคใต้ ไดแ้ ก่ เกาะหนูเกาะแมว ตามอ่ งล่าย ตานานอ่าวพระนางเขา นางหงส์ ๓.๓ นิทานพ้ืนบา้ นภาคเหนือ ไดแ้ ก่ จาปาส่ีตน้ เตา่ นอ้ ยอองคา ถาผานางคอย ๓.๔ นิทานพ้ืนบา้ นภาคอีสาน ไดแ้ ก่ ผาแดงนางไอ่ ก่องขา้ วนอ้ ยฆ่าแม่ นิทานเรื่อง ทุง่ ปะ หลาน (ทุ่งกุลาร้องไห)้ ทา้ วประจิตกบั นางอรพมิ นิทานพ้นื บา้ นหลายเรื่องสะทอ้ นใหเ้ ห็นวา่ สงั คมไทยวธิ ีชีวติ เป็นสังคมเกษตรมีการทาไร่ไถนา จบั ปลา เช่น เรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ลูกชายไปไถนา หรือปลาบู่ทอง กล่าวถึง การจบั ปลา นอกจากน้ีนิทานพ้นื บา้ นบางเรื่องยงั สะทอ้ นใหเ้ ห็นลกั ษณะเฉพาะของสงั คมในแต่ละทอ้ งถ่ิง เช่น นิทานเร่ืองทุ่งปะหลาน (ทุ่งกุลาร้องไห)้ สะทอ้ งใหเ้ ห็นวา่ สังคมอีสานขาดแคลนน้าใช้

๘๔ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๒.๖.๕ การฟังและการอ่านวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน มีหลกั การดงั น้ี ๑) การฟังวรรณกรรมท้องถนิ่ (๑) กาหนดจุดมุ่งหมายที่ชดั เจนวา่ จะฟังเพอื่ ความบนั เทิง วิคราะห์หรือวิจารณ์ (๒) เลือกวรรณกรรมทอ้ งถิ่นที่เหมาะสมท้งั เน้ือหา เพศ วยั และโอกาส (๓) มีสมาธิและความต้งั ใจในการฟัง (๔) มีมารยาทในการฟัง แสดงปฏิกิรินาตอบสนองอยา่ งสุขภาพ ทาจเป็ นกลาง ไมอ่ คติ เพราะจะเป็นอุปสรรต่อการฟัง (๕) ใชว้ ารณญาวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ อยา่ งมีเหตุมีผล (๖) ประเมินคา่ สารที่ฟังได้ ๒) การอ่านวรรณกรรมท้องถิ่น น้าเสียงสุภาพ (๑) มีมารยาทในการอ่านออกเสียง ควรใชน้ ้าเสียงดงั พอเหมาะพอควรและใช้ (๒) อา่ นออกเสียงถอ้ ยคา สานวน ประโยค และขอ้ ความใหช้ ดั เจน สาเนียงภาษาถิ่น (๓) มีสาเนียงในการอ่านเป็ นแบบภาษามาตรฐาน หากเป็ นภาษาถ่ินควรใช้ (๔) อา่ นใหถ้ ูกตอ้ งตามอกั ขรวธิ ี ออกเสียงตวั ควบกลา้ และตวั ร ล ว สรุป การฟัง (Listening) เป็นการรบั รูค้ วามหมายจากเสียงท่ีไดย้ ิน เป็นการรบั สารทางหทู ่ีเกิดการ กระทบกนั ของเสียงกบั โสตประสาทผา่ นสกู่ ระบวนการทางานของสมอง เพ่ือตีความและจบั ใจความส่ิงท่ี รบั รู้ แลว้ เกิดปฏิกิรยิ าตอบสนอง การดู (Viewing) เป็นกระบวนการรบั รูส้ ารโดยผา่ นส่ือ เชน่ ภาพตวั อกั ษร ผดู้ เู กิดการรบั รู้ ตคี วามจนกระทงั เขา้ ใจสาร แลเ้ กิดปฏิกิรยิ าตอบสนอง การอา่ น (Reading) หมายถึงกระบวนการรบั รูส้ าร การคน้ หาความหมายในส่งิ พมิ พห์ รอื ขอ้ เขียน เชน่ ภาพตวั อกั ษร ผอู้ า่ นเกิดการรบั รู้ ตคี วามจนกระท่งั เขา้ ใจสาร แลว้ เกิดปฏิกิรยิ าตอบสนอง เพ่ือ พฒั นาตนเองทงั้ ดา้ นสตปิ ัญญา อารมณ์ และสงั คม สว่ นหลกั ในการฟัง ดู และอา่ นสารในส่ือส่งิ พมิ พแ์ ละส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์ เป็นไปตามลกั ษณะของ สารแตล่ ะประเภท ซง่ึ จะชว่ ยใหก้ ารฟัง ดู และอา่ นมีประสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธิผล

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพมิ่ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๘๕ กจิ รรมตรวจสอบความเข้าใจ คาช้ีแจง กิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจเป็นกิจกรรมฝึกทกั ษะเฉพาะดา้ นความรู้-ความจา เพือ่ ใชใ้ นการตรวจสอบความเขา้ ใจตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ คาส่ัง จงตอบคาถามต่อไปนี้ ๑. การฟัง การดู และการอ่านมีความสาคญั อยา่ งไร จงอธิบายพร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ ๒. จงอธิบายให้เห็นวา่ บทความ สารคดีโฆษณา งานเขียนบนั เทิงคดี แลวรรณกรรมทอ้ งถ่ินเกี่ยวขอ้ ง กบั ส่ือพมิ พแ์ ละสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์อยา่ งไร ๓. จงอธิบายวธิ ีการอ่านบทความ พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ ๔. จงอธิบายวธิ ีการดูสารคดี พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ ๕. การดูโฆษณาเพื่อใหเ้ กิดประโยชนค์ วรทาอยา่ งไร ๖. จงยกตวั อยา่ งโฆษณาสินคา้ ในปัจจุปันที่มีภาพและขอ้ ความ มา ๓ ประเภท ๗. งานเขียนบนั เทิงคดีมีลกั ษณะแตกตา่ งจากสารคดีอยา่ งไร จงอธิบายพร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ ๘. การอ่านวรรณกรรมทอ้ งถ่ินควรปฏิบตั อยา่ งไร กจิ กรรมส่งเสริมการเรียนรู้ คาช้ีแจง กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ประกอบดว้ ยกิจกรรมหลากหลายที่ฝึกทกั ษะทุกดา้ นตาม จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมเพือ่ ใหเ้ กิดสมรรถนะในการเรียนรู้ สามารถปฏิบตั ิกิจิกรรม ท้งั ในแลนอกสถานที่ตามความเหมาะสมกบั ผเู้ รียนและส่ิงแวดลอ้ มของสถานศึกษา ๑. ใหผ้ เู้ รียนแบง่ กลุ่มตามหวั ขอ้ ร่วมกนั หาตวั อยา่ งและนาตวั อยา่ งที่ไดม้ าอภิปรายตามหลกั การฟังการดู และการอา่ น และส่งตวั แทนกลุ่มสรุปหนา้ ช้นั เรียน กลุ่มละ ๕ นาที ๑) บทความ ๒) สารคดี ๓) โฆษณา ๔) บนั เทิงคดี ๕) วรรณกรรมทอ้ งถิ่น ๒. ใหผ้ เู้ รียนแบ่งกลุ่ม ตามขอ้ ๑. ร่วมกนั จดั ป้ายนิเนศ เพอื่ ใหเ้ พื่อนร่วช้นั ไดเ้ รียนรู้ ๓. ใหผ้ เู้ รียนแบง่ กลุ่มโตว้ าที ในญตั ติ อ่านหนงั สือจากส่ือสิ่งพมิ พด์ ีกวา่ สื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ หรือญตั อ่ืนๆ ๔. ใหผ้ เู้ รียนฝึนการอา่ นและการฟัง โดยการจบั คูก่ บั เพื่อนอา่ นขอ้ ความท่ีกาหนดให้

๘๖ ภาษไทยพืน้ ฐาน ครูไหวใจร้าย ตอน ผ้บู อกเวลา ผกาวดี อุตตโมทย์ แม่หนา้ แดง แต่กล้ากลืนถอ้ ยคารุนแรงไวใ้ นใจ ฝ่ ายพอ่ เกิดอาการคนั ยบิ ๆ ข้ึนมาท่ีมือขวา เกือบจะทาอะไรสักอยา่ งท่ีเน้ือน่ิมๆ ของเด็กชายตวั อว้ นป้อม แต่ก็ย้งั ไวไ้ ดท้ นั ท่วงท่ี เพราะพอ่ ยงั จาไดว้ า่ คร้ังหน่ึงอดรนทนไมไ่ ดจ้ นตอ้ งฟาดป้าลงบนกน้ ของตาหนูน้นั เด็กชายส่งเสียงลน่ั ราวกบั ถูกทุบหวั ท้งั ๆ ท่ีกน้ อว้ นๆ น้นั มีกางกงหนาราวกบั กระสอบป่ าสวมอยู่ “ฉนั ตอ้ งไปทางานละ ครูไหวเดินไปถึงคลองน้าขมุ่ แลว้ คงจะเจด็ โมงคร่ึงพอดี” ทุกตนในอาเภอกิ่งจนั ทร์แดงยึดถือครูไหวเป็ นไปสม่าเสมอ เที่ยงตรงไม่เคยพลาด แมแ้ ต่นาทีเดียว หรืออาจเป็ นไปไดว้ ่า ท่ีทุกตนตอ้ งกระตือรือร้น รีบร้อนทาหนา้ ที่ของตวั ก็ดว้ ย เกรงกลวั “ครูไหวใจร้าย”เนื่อจากเคยถูกเคี่ยวเขญ็ ถูกการาบมาต้งั แต่เด็ก แมก้ ระทงั่ โตเป็ นผใู้ หญ่ มีลูกหลานสักก่ีตนความหวาดกลวั เหล่าน้นั ก็มิไดส้ ูญหาย สาหรับบางตน อาจเพิ่มมากข้ึนตามวนั เวลาท่ีผา่ นไปดว้ ยซ้าจะน่าอายสักเพียงใด หากถูกครูไหวเรียกมาตาหนิติเตียนต่อหนา้ ธารากานลั พระอภัยมณี สุนทรภู่ ทา้ วสุทศั นฟ์ ังอรรถโอรสราช บรมนาถขดั ขอ้ งใหห้ มองศรี โกรธกระทืบบาทาแลว้ พาที อยา่ อวดดีเลยกไู ม่พอใจฟัง อนั ดนตรีปี่ พาทยต์ ะโพนเพลง เป็นนกั เลงเหล่าโลนเล่นโขนหนงั แตพ่ วกกูผหู้ ญิงท่ีในวงั มนั ก็ยงั เรียนร่าไดช้ านาญ อนั วชิ าอาวธุ และโล่เขน ชอบแต่เกณฑศ์ ึกเสือเช้ือทหาร เป็นกษตั ริยจ์ กั รพรรดิพสิ ดาร มาเรียนการเช่นน้นั ดว้ ยอนั ใด ลูกกาลีมีแตจ่ ะขายหนา้ ช่างชวั่ ชา้ ทุจริตผดิ วสิ ัย จะใหอ้ ยเู่ วยี งวงั ก็จงั ไร ชอบแตไ่ สคอส่งเสียงจากเมือง ไปเท่ียวเล่มเป็นปี แลว้ มิสา มาพูดจาใหก้ ูคนั หูเหือง พระพโิ รธโกรธตรัสดว้ ยขดั เคือง แลว้ ยา่ งเย้อื จากบลั ลงั กว์ งั ใน

การฟัง การดู และการอ่านสารในสื่อส่ิงพมิ่ และสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๘๗ สรุปผลการทากริกรรม หมายเหตุ เกณฑก์ ารประเมินผลการทากิจกรรมมีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ ประเมินวา่ ผเู้ รียนเกิดสมรรถนะจากกสรเรียนรู้ ตามบริบทตา่ งๆ หรือไม่ โดยแบง่ เป็น ๓ ดา้ น คือ ความรู้หรือพุทธิพสิ ยั = Knowledge (K) ทกั ษะหรือ ทกั ษพสิ ยั = Practice (P) คณุ ลกั ษณะหรือพิสยั = Attitude (A)

๘๘ ภาษไทยพืน้ ฐาน แบบทดสอบ คาสั่ง จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกต้องทสี่ ุดเพยี งคาตอบเดียว ๑. ขอ้ ใดไม่ใชค้ วามสาคญั ของการฟัง ๑. ก่อใหเ้ กิดความรู้และความคิด ๒. เพลิดเพลินและสร้างความจรรโลงใจ ๓. เสริมสร้างโลกทศั น์ใหก้ วา้ งไกล ๔. การฟังมากก่อใหเ้ กิดความขดั แยง้ ๕. การฟังช่วยในการหลอดรวมความคิดท่ีแต่ต่างกนั ๒. สิ่งสาคญั ที่สุดในการดูคือขอ้ ใด ๑. การวเิ คราะห์และประเมินคา่ ๒. การเลือกเร่ืองท่ีจะดู ๓. บรรยากาศและสถานที่ ๔. การหาขอ้ โตแ้ ยง้ ๕. การมีฏิกิริยาตอบสนอง ๓. ขอ้ ใดคือจุดประสงคข์ องการอ่าน ๑. เพือ่ เพม่ิ ความกลา้ หาญ ๒. เพื่อใหท้ ราบเรื่องราวอนั เป็ นความรู้ ๓. เพอ่ื ผอ่ นคลายใหน้ อนหลบั สบาย ๔. เพือ่ ใหส้ ุขภาพแขง็ แรง ๕. เพ่ือสงบสติอารมณ์ ๔. ขอ้ ใดไมใ่ ชอ้ งคป์ ระกอบของบทความ ๑. โครงเร่ือง ๒. ช่ือเรื่อง ๓. บทนา ๔. เน้ือหา ๕. บทสรุป

การฟัง การดู และการอ่านสารในส่ือสิ่งพมิ่ และส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ๘๙ ๕. วรรณกรรมเร่ืองใดไมม่ ีฉากใหน้ ามาวเิ คราะห์ ๑. คูก่ รรม ๒. บา้ นทรายทอง ๓. พระลอ ๔. ผะหมี ๕. อุษาบารส ๖. ขอ้ ใดไมใ่ ชว้ ตั ถุประสงคข์ องการโฆษณา ๑. เพื่อทบทวนความจาของลูกคา้ ๒. เพอื่ สร้างส่ิงจูงใจ เร้าใจ หรือดึงดูดใจ ๓. เพอื่ สร้างจุดเด่นใหเ้ ป็นเอกลกั ษณ์ของสินคา้ ๔. เพื่อส่งเสริมการใชส้ ินคา้ หรือบริการใหม้ ากข้ึน ๕. เพอื่ สร้างภาพลกั ษณ์และเจตคติที่ดีใหก้ บั ลูกคา้ ๗. ขอ้ ใดกล่าวถึงสารคดีไดถ้ ูกตอ้ ง ๑. เป็นบทประพนั ธ์ร้อยกรอง มีขนาดยาว ๒. เป็นงานเขียนร้อยแกว้ ท่ีสมมติข้ึน และใชต้ วั ละครไม่มาก ๓. งานเขียนเก่ียวกบั เร่ืองจริง ใหส้ าระความรู้ สอดแทรกความเพลิดเพลิน ๔. งานเขียนท่ีแตง่ ข้ึนจากจินตนาการ เพ่ือใหผ้ อู้ ่านเกิดความเพลิดเพลินใจ ๕. งานเขียนท่ีแสดงความคิดเห็นตอ่ ประเดน็ หลงั ของสงั คม ๘. จากประเภทของบนั เทิงคดีต่อไปน้ี ขอ้ ใดเก่าแก่ท่ีสุด ๑. บทละคร ๒. นวนิยาย ๓. นิทาน ๔. เร่ืองส้ัน ๕. นิยาย ๙. ขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ งเกี่ยวกบั ส่ืออิเลก็ ทรอนนิกส์ ๑. เป็นส่ือประเภทจานแสง ๒. บนั ทึกอกั ขระแบบดิจิทลั ๓. สามารถอ่านไดด้ ว้ ยตาเปล่า ๔. เป็นสื่อบนั ทึกขอ้ มูลประเภทสารแม่เหล็ก ๕. ส่ือท่ีบนั ทึกสารสนเทศดว้ ยวธิ ีการทางอิเล็กทรอนิกส์

๙๐ ภาษไทยพืน้ ฐาน ๑๐. สื่อสิ่งพมิ พม์ ีหลายชนิด ยกเวน้ ขอ้ ใด ๑. หนงั สือ ๒. แถบบนั ทึกเสียง ๓. วารสาร ๔. หนงั สือพมิ พ์ ๕. ป่ ายโฆษณา แบบประเมินตนเอง คาช้ีแจง ตอนที่ ๑.ใหผ้ เู้ รียนประเมินผลการเรียนรู้ โดยเขียนเคร่ืองหมายลงในช่องคะแนน และเติมขอ้ มูลตามความจริง ระดบั คะแนนตอนที่ ๑ ๕ : มากที่สุด ๔ : มาก ๓ : ปานกลาง ๑ : ควบปรับปรุง ตอมนท่ี ๒. ใหผ้ เู้ รียนนาคะแนนจากแบบทดสอบมาเติมลงในช่องวา่ ง และเขียนเครื่องหมาย ลงในช่องสรุปผล ตอนที่ ๑ (ผลการเรียนรู้) ตอนท่ี ๒ (แบบทดสอบ) รายการ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ แบบทดสอบ ๑. ผเู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเน้ือหา คะแนน สรุปผล ๒. ผูเ้ รียนได้ทากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่ o ๙-๑๐ (ดีมาก) คลอ้ งกบั เน้ือหาและจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ o ๗-๘ (ดี) ๓. ผูเ้ รียนไดเรียนและทากิจกรรมการเรียนรู้ที่ o ๕-๖ (พอใจ) ส่งเสริมกระบวนการคิด เกิดการคน้ พบความรู้ o ต่ากวา่ ๕ ๔. ผู้เรี ยนสามารถประยุกต์ความรู้เพื่อใ ช้ (ควบปรับปรุง) ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั ได้ ๕. ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้อะไรจากการเรียน ๖. ผเู้ รียนตอ้ งการทาส่ิงใดเพือ่ พฒนาตนเอง ๗. ความสามารถที่ถือวา่ ผา่ มเกณฑป์ ระเมินของผเู้ รียนคือ

หน่วยการเรียนรู้ท่ี การพดู ในชีวติ ประจาวนั ๔ สาระสาคัญสาคัญ การพดู เป็นทกั ษะหลกั ในการติดต่อสื่อสาร ในชีวติ ประจาวนั ของมนุษย์ มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิด ความเขา้ ใจ ความตอ้ งการ ฯลฯ การพูดที่ดีและสามารถใชท้ กั ษะในการพูดอยา่ งถูกตอ้ ง จะ ทาให้เกิดไมตรีระหว่างกนั และบรรลุวตั ถุประสงค์ในการสื่อสาร การพูดมีความสาคญั ต่อชีวิตมนุษยเ์ ป็ น อยา่ งมาก ไมว่ า่ จะอยู่ ณ ท่ีใด มนุษยจ์ าเป็นตอ้ งติดตอ่ สื่อสารกบั บุคคลอ่ืน ท้งั คน อยูใ่ กลช้ ิดและท่ีอยหู่ ่างไกล หากสามารถพูดส่ือสารไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพจะทาใหผ้ พู้ ูดใชช้ ีวติ อยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสุข สาระการเรียนรู้ ๑. การพดู ทกั ทาย ๒. การพดู แนะนาตนเองและผอู้ ื่น ๓. การพูดตอบรับและปฏิเสธ ๔. การพูดแสดงความยนิ ดีและแสดงความเสียใจ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook