Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore (3) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

(3) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

Published by agenda.ebook, 2020-11-11 17:25:01

Description: (3) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1-2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2563

Search

Read the Text Version

เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๖ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา (๑) วินิจฉัยวาการเสนอญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม โดยผูถูกรองท่ี ๒ และผูถูกรองท่ี ๓ และการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมโดยผูถูกรองที่ ๑ เปนไปโดยมิชอบดวยรัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ และใหร างรฐั ธรรมนูญแกไ ขเพ่ิมเติมดงั กลา วเปนอันตกไป (๒) วินิจฉัยส่ังการใหผูถูกรองท่ี ๒ และผูถูกรองท่ี ๓ ถอนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ออกจากการพจิ ารณาของผถู ูกรองท่ี ๑ (๓) วินิจฉัยสั่งการใหผูถูกรองที่ ๑ ระงับการออกเสียงลงคะแนนในวาระท่ีสามในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ คาํ รอ งที่ส่ี (เรื่องพิจารณาท่ี ๒๑/๒๕๕๕) ผรู อ งท่ี ๔ กลาวอางวา บุคคล คณะบุคคล คณะรัฐมนตรีและพรรคการเมือง ไดเสนอญัตติ พรอมรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใหมีคณะบุคคล มาทําหนาทีใ่ นการแกไขเพิ่มเติมรฐั ธรรมนญู การกระทาํ ดงั กลาวถอื ไดว า เปนการแกไขหลักการสําคัญของ การปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและเปนการลมลาง รัฐธรรมนูญ อันเปนการตองหามตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๙๑ การแกไ ขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญใหอํานาจรัฐสภาเทาน้ัน การกําหนดใหมีคณะบุคคลทําหนาที่แกไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปนการขัดตอหลักการท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ผูรองที่ ๔ ไดเสนอเรื่องให อัยการสูงสุดตรวจสอบขอเทจ็ จริงเมื่อวันที่ ๑๖ มนี าคม ๒๕๕๕ แตไมท ราบผลการดําเนินการแตอยางใด จึงขอใหศ าลรัฐธรรมนญู รับคาํ รองและมคี ําส่ังคุม ครองฉกุ เฉินใหร ัฐสภางดเวนการแกไขเพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ คาํ รอ งทีห่ า (เรือ่ งพิจารณาที่ ๒๒/๒๕๕๕) ผูรองท่ี ๕ กลาวอางวา เม่ือวันท่ี ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ รัฐสภาไดมีมติรับหลักการ รางรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย แกไขเพม่ิ เติม (ฉบบั ที่ ..) พทุ ธศกั ราช .... รวมท้ังสิ้น ๓ ฉบับ ทีผ่ ถู กู รอ งที่ ๒ ผถู กู รอ งท่ี ๕ และผูถกู รองที่ ๖ เปนผูเสนอ และเห็นวา การใชสิทธิและเสรีภาพของ ผถู กู รองดงั กลา วทดี่ ําเนินการเพอ่ื แกไขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ ตามรางท่ียื่นตอผูถูกรองท่ี ๑ น้ัน ยอ มมผี ลกระทบตอสิทธแิ ละเสรภี าพ ศกั ด์ิศรีความเปนมนุษยของปวงชนชาวไทย เพราะรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ไมใชเปนการขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันตามที่บัญญัติไวใน

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๗ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๒๙๑ เพราะไมม ีญตั ติขอแกไ ขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนูญซึง่ ตอ งแสดงขอ ขัดขอ งของรัฐธรรมนูญมาตราใด ที่ไมสามารถใชบังคับหรือมีปญหาใด ๆ และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันมีท่ีมาจากการทําประชามติ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อใหมีสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ ก็ตองทําประชามติ นอกจากน้ี รางรัฐธรรมนูญท่ีมีบทบัญญัติใหมีสภารางรัฐธรรมนูญขึ้นมามีอํานาจพิเศษในการลมลาง รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน โดยการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมขึ้นมาใชแทน และใหอํานาจรัฐสภา เลือกคณะบุคคลเปนสภารางรัฐธรรมนูญไดดวย จึงเห็นวาการกระทําของคณะรัฐมนตรี สมาชิก สภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาท่ีจะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันและจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม ยอมเปนการกระทาํ ทีฝ่ าฝน ตอ รฐั ธรรมนูญ ผูรองท่ี ๕ ไดเสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริง เม่ือวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ แตยังไมทราบผลการดําเนินการแตอยางใด จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ รับคํารองเพื่อการพิจารณาและไตสวนฉุกเฉินกอนท่ีรัฐสภาจะลงมติในวาระท่ีสามของการแกไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ประเดน็ ท่ีศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบ้ืองตนมีวา คํารองของผูรองท้ังหาตองดวยหลักเกณฑ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรอื ไม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนง่ึ บญั ญัติวา “บุคคลจะใชส ทิ ธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนูญ เพื่อลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวใน รัฐธรรมนูญน้ี มิได” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีท่ีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการ ตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริง และยน่ื คาํ รอ งขอใหศ าลรฐั ธรรมนูญวินจิ ฉัยสง่ั การใหเ ลิกการกระทาํ ดงั กลาว แตท ั้งน้ี ไมก ระทบกระเทือน การดาํ เนินคดีอาญาตอ ผูกระทาํ การดงั กลา ว” ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลว เห็นวา มาตรา ๖๘ วรรคสอง เปนบทบัญญัติท่ีใหสิทธิแก ผูทราบการกระทําของบุคคลหรือพรรคการเมืองผูกระทําการตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง มีสิทธิใหมี การตรวจสอบการกระทาํ ดงั กลาวไดสองประการคอื หน่งึ เสนอเร่อื งใหอยั การสงู สุดตรวจสอบขอเทจ็ จริง และสอง ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาวโดยอํานาจหนาที่ ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีท่ีผูรองใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสองน้ี

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๘ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา เปน ภาระหนา ที่ของศาลรฐั ธรรมนญู อัยการสงู สุดเพียงแตมีหนา ทีต่ รวจสอบขอเท็จจริงเบื้องตนและยื่นคํารอง ตอศาลรัฐธรรมนูญไดเทานั้น หาไดตัดสิทธิของผูรองท่ีจะย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม เมอื่ ผรู องไดเคยเสนอเรอ่ื งใหอ ยั การสงู สุดตรวจสอบแลวยงั ไมไ ดผ ลเปนทพ่ี อใจ จึงชอบที่จะใชส ทิ ธิประการ ท่ีสองย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญได ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคําสั่งใหรับคํารองทั้งหาน้ีไวพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๑๗ (๒) และแจงใหผูถูกรองท้ังหกยื่นคําช้ีแจงแกขอกลาวหาภายในสิบหาวัน นับแตว นั ทไ่ี ดร บั สําเนาคํารอง ผถู ูกรอ งทง้ั หกย่ืนคําชี้แจงแกขอกลาวหา และเอกสารประกอบ สรปุ ไดด งั นี้ ผถู ูกรองท่ี ๑ ชีแ้ จงวา การแกไขเพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนญู เปนการใชอ าํ นาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มิใชก ารใชสทิ ธิและเสรภี าพเพ่อื ลมลา งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตริย ทรงเปน ประมุข หรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่ บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมท้ังสามฉบับน้ัน ไดตรวจสอบและวินิจฉัยวาไมมี ลักษณะหรือมีผลเปนการเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมขุ หรือเปลี่ยนแปลงรปู ของรัฐแตอยางใด และการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไมใช การกระทําที่ขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จึงบรรจุญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมเขาระเบียบ วาระการประชุมรวมกันของรัฐสภา โดยในวาระท่ีหน่ึง ข้ันรับหลักการ ไดใหสมาชิกรัฐสภาอภิปราย แสดงความคิดเห็นโดยไมไดมีการครอบงําการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกรัฐสภา ตอมาที่ประชุมรวมกัน ของรฐั สภาไดลงมติรบั หลกั การรางรัฐธรรมนญู แกไขเพ่มิ เติมทั้งสามฉบับ และมีมติใหต้ังคณะกรรมาธิการ โดยใชรา งรฐั ธรรมนญู แกไขเพิ่มเตมิ ของคณะรัฐมนตรเี ปนหลกั ในการพิจารณา ในการพิจารณาวาระท่ีสอง ประธานรัฐสภาไดปฏบิ ตั หิ นา ท่ีควบคมุ การประชมุ ดวยความเปน กลาง รวมท้ังใหสมาชิกรัฐสภาไดอภปิ ราย เปนเวลาถึงสิบหาวัน และไดรอการลงมติในวาระที่สาม ตามท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดเปนเวลาสิบหาวัน นอกจากน้ี แมวารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมจะใหอํานาจประธานรัฐสภาในการตรวจสอบวา รางรัฐธรรมนูญที่สภารางรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นมีเน้ือหาเปนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ หรือเปล่ยี นแปลงรปู ของรฐั หรือไมก็ตาม แตประธาน รัฐสภาไดแสดงจุดยืนที่ชัดเจนวา จะจัดใหมีการต้ังคณะกรรมการประกอบดวยบุคคลที่เปนกลาง

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๙ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา เพื่อพิจารณาตรวจสอบรา งรฐั ธรรมนญู ของสภารา งรฐั ธรรมนูญในประเด็นดงั กลาว จึงเห็นไดวา ประธาน รฐั สภามีเจตนาแนว แนใ นอันที่จะพิทกั ษร ักษาไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปน ประมุข และไดป ฏิบัติหนาทต่ี ามรฐั ธรรมนญู และขอ บงั คับการประชมุ รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ แลว ทั้งนี้ประเทศไทยไดเคยมีประเพณีการปฏิบัติในการจัดทํารัฐธรรมนูญโดยสภารางรัฐธรรมนูญมาแลว ตามรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย แกไขเพ่มิ เติม (ฉบบั ท่ี ๖) พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๙ สําหรับกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งไปยังเลขาธิการสภาผูแทนราษฎรใหแจงประธานรัฐสภา ในฐานะรฐั สภาใหร อการดาํ เนินการเกี่ยวกบั การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไวกอนจนกวาจะมีคําวินิจฉัยนั้น เห็นวา อาจกระทบตอการใชอํานาจนิติบัญญัติของรัฐสภาในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แตเพ่ือ ความรอบคอบจึงเห็นควรรับฟงความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภากอน จึงไดมีคําสั่งงดการประชุมรวมกัน ของรัฐสภาเพื่อลงมติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมในวาระที่สามในวันอังคารท่ี ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ แตจัดใหมีการประชุมรวมกันของรัฐสภาในวันศุกรท่ี ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ ซ่ึงสมาชิกรัฐสภาสวนใหญ เห็นวา ท่ีประชุมสามารถลงคะแนนเสียงในวาระที่สามได อยางไรก็ตาม ประธานรัฐสภาไดมีนโยบาย สรางความปรองดองสมานฉนั ทจงึ ใชด ลุ พนิ จิ เลื่อนการพจิ ารณาลงคะแนนเสยี งในวาระทส่ี ามออกไปกอ น จากเหตุผลท่ีกลาวมาขางตน จึงเห็นไดวาการดําเนินการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนไป โดยถูกตองตามรัฐธรรมนูญและขอ บงั คับการประชมุ รฐั สภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบกับการแกไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญเปนการใชอํานาจนิติบัญญัติของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๑๒๒ มิใชเปนการใชส ทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคลหรือพรรคการเมืองตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จึงขอใหศ าลรฐั ธรรมนูญพจิ ารณาวนิ ิจฉัยยกคํารองของผูร อ งท้งั หา ผถู ูกรองท่ี ๒ ชแ้ี จงรวมสามประเดน็ สรุปไดว า ประเด็นท่ีหน่ึง รางรัฐธรรมนูญของผูถูกรองที่ ๒ ที่เสนอตอรัฐสภามิไดเปนการใชสิทธิและ เสรีภาพตามมาตรา ๖๘ เพราะผูถูกรองที่ ๒ เปนองคกรที่ใชอํานาจการปกครองตามรัฐธรรมนูญ การเสนอรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเตมิ ตอรฐั สภาเปน ไปตามบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) และเน้ือหาสาระของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมก็มิไดมีบทบัญญัติใดท่ีมีลักษณะตามที่บัญญัติไว ในมาตรา ๖๘ รวมทั้งการพิจารณาเห็นชอบการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ก็เปนอํานาจของรัฐสภา ตามข้ันตอนที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ และรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมไมไดเปนไปเพื่อลมลาง

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๐ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ หรือเปนไปเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญน้ี แตอยางใด เพราะตามรางมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา มีหลักการที่สูงเพียงพอที่จะ เปนหลักประกันมิใหสภารางรัฐธรรมนูญรางรัฐธรรมนูญโดยไมเปนไปตามหลักการดังกลาวได และ หากรางรัฐธรรมนูญไมเปนไปตามหลักการท่ีกําหนด รางของสภารางรัฐธรรมนูญก็จะเปนอันตกไป การจัดใหม ีสภารา งรัฐธรรมนญู เปน เชนเดียวกับสภารางรฐั ธรรมนญู ตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ แกไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ซ่ึงประกอบดวยบุคคล จํานวน ๙๙ คน มาจากการเลือกต้ังจังหวัดละหน่ึงคน จํานวน ๗๗ คน และมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จํานวน ๒๒ คน โดยมิไดมีสวนเขาไป ดําเนินการใด ๆ เพ่ือใหไดมาซึ่งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญแตอยางใด รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ของผถู ูกรอ งที่ ๒ ไมป รากฏวามหี ลักการหรือขอ ความใดท่ีจะช้ีแจงหรือแสดงใหเห็นไดวา ผูถูกรองท่ี ๒ ยกรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทาง ทบี่ ญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ แตประการใด ประเด็นท่ีสอง รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมที่ผูถูกรองท่ี ๒ เสนอมิไดขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แตประการใด เพราะเปนการดาํ เนินการตามอาํ นาจหนาทขี่ องคณะรัฐมนตรที กี่ าํ หนดไวใ น มาตรา ๒๙๑ (๑) โดยยึดหลักการสูงสดุ ของการปกครองประเทศ คือ หามเปล่ียนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ทุกประการ และรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่ผูถูกรองท่ี ๒ เสนอมิได เปนการยกเลิกรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท้ังฉบับ แตเปนการเพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม กําหนดใหมีสภารางรัฐธรรมนูญทําหนาที่จัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหม การจะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันหรือไม เปนสิ่งท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยการดําเนินการของ สภารา งรฐั ธรรมนูญซึง่ ตองไมม ีลักษณะตามรางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา ซ่ึงการดําเนินการ ดงั กลาวเปนแนวทางทเ่ี คยดําเนนิ การในรัฐธรรมนญู ของประเทศไทย คอื รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชว่ั คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๐ ซ่ึงแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) แกไขเพมิ่ เตมิ (ฉะบับท่ี ๒) พุทธศักราช ๒๔๙๑ และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๑ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา ๒๕๓๔ แกไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ประเด็นที่สาม รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมท่ีผูถูกรองที่ ๒ เสนอใหมีสภารางรัฐธรรมนูญ จัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยใหเปนหนาที่ของรัฐสภา ไมขัดตอหลักการประชาธิปไตยที่ดําเนินการ ผานผูแทนประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แตประการใด เพราะการต้ังสภารางรัฐธรรมนูญ กเ็ พือ่ พจิ ารณาศกึ ษาถึงขอ ดขี อเสยี และปญ หาตาง ๆ จากการใชบังคับบทบัญญัติตาง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับอน่ื ๆ ทผี่ านมา ซง่ึ เม่อื จดั ทําแลว เสร็จจะตองนํากลับไปใหป ระชาชนออกเสยี งประชามติ ซึ่งการนํา รางรัฐธรรมนูญไปถามประชาชนผูเปนเจาของอํานาจอธิปไตยโดยไมตองผานผูแทนของประชาชน เปนหลกั การที่เปนประชาธิปไตยท่นี านาอารยประเทศยอมรับ การเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมของผูถูกรองที่ ๒ เปนการดําเนินการตามนโยบายของ คณะรัฐมนตรีท่ีแถลงตอรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ ซึ่งตองดําเนินการตามนโยบายท่ีไดแถลงไว และการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมของผูถูกรองท่ี ๒ เปนเพียงการเสนอกรอบแนวความคิด ในการกาํ หนดใหประชาชนมสี ว นรว มในการจัดทาํ รา งรฐั ธรรมนูญ ซ่งึ เม่ือรัฐสภารับหลกั การและดําเนินการ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแลว ยอมเปนอันส้ินสุดภาระหนาท่ีของผูถูกรองที่ ๒ การเสนอ รา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเติมของผูถูกรองที่ ๒ จึงเปนการดําเนินการท่ีถูกตองตามกระบวนการที่กําหนดไว ในรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ผูถูกรองท่ี ๓ ช้ีแจงสรุปไดวา ผูรองท้ังหาไมมีสิทธิยื่นคํารองใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง เน่ืองจากผูรองทั้งหาไดใชสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุด ตรวจสอบขอเท็จจริงและไดมีความเห็นเปนท่ียุติแลว การท่ีผูรองท้ังหาใชสิทธิย่ืนคํารองโดยตรงตอ ศาลรัฐธรรมนญู เพื่อใหพิจารณาในเร่ืองเดียวกัน จึงเปนการไมชอบ และการท่ีศาลรัฐธรรมนูญรับคํารอง ของผรู องทง้ั หา ไวพ ิจารณา จึงเปนการดาํ เนนิ กระบวนพจิ ารณาทผี่ ดิ ระเบยี บ ศาลรัฐธรรมนูญไมมีอํานาจ ตรวจสอบความชอบดว ยรฐั ธรรมนูญของรางรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย แกไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี ..) พุทธศักราช .... การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญมิใชเปนอํานาจของฝายนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย แตเปน การใชอํานาจตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซ่ึงกําหนดขั้นตอนและวิธีการแตกตางจากกระบวนการ นิติบัญญัติท่ัวไป อํานาจการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญจึงไมใชอํานาจในการแกไขเพิ่มเติมกฎหมาย

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๒ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา แตเ ปน อาํ นาจสถาปนารัฐธรรมนญู ทีม่ ีลําดบั ช้ันสงู กวา อาํ นาจนติ บิ ญั ญัติ อาํ นาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเทาน้ัน รัฐธรรมนูญไมได ใหอํานาจตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมไวแตอยางใด และ การแกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญมใิ ชก ารใชสทิ ธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง เนอื่ งจากรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ เปนบทบัญญัติกําหนดหลักเกณฑและวิธีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มิใชบทบัญญัติวาดวยสิทธิเสรีภาพ การขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเปนการปฏิบัติหนาที่ของรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี และเม่ือไดมีการบรรจุญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเขาสูท่ีประชุมรัฐสภาแลว เปนขั้นตอนของรฐั สภา มใิ ชเปน การดําเนนิ การของผเู สนอรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่มิ เตมิ อีกตอ ไป และมิใช กรณีท่ีรัฐสภาใชสิทธิเสรีภาพ เพราะสิทธิเสรีภาพตามท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไวตองเปนกรณีท่ี บญั ญตั ิไวในหมวด ๓ สว นที่ ๑ ถงึ สวนที่ ๑๒ เทานั้น จะตีความเกินเลยไปถึงการดําเนินการขององคกร ตามรฐั ธรรมนญู ซงึ่ เปนไปตามอํานาจหนาที่ท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวมิได อํานาจหนาที่ของรัฐสภาเปนไปตาม ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ ผูถูกรองท่ี ๓ เห็นวา เมื่อมิอาจนําเร่ืองการพิจารณา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมไปใชกับเรื่องการใชสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา ๖๘ ได ศาลรัฐธรรมนูญ จึงไมมีอํานาจตรวจสอบ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เพื่อปองกันการใชสิทธิเสรีภาพหรือ การใชกาํ ลงั ลม ลา งการปกครอง เชน การทาํ รฐั ประหาร รัฐธรรมนูญจงึ ใหอ าํ นาจศาลรัฐธรรมนูญมีคําส่ัง ใหเลิกการกระทํานั้นเสียกอน การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญน้ันไมอาจเทียบไดกับการทํารัฐประหาร เนือ่ งจากเปน การดาํ เนินการของรัฐสภา หากตองดว ยเง่ือนไขและไมมลี ักษณะตองหามในเร่ืองการเปล่ียนแปลง การปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐแลวยอมถือเปนอํานาจโดยเด็ดขาดของรัฐสภา องคกรอื่นใด รวมท้ังศาลรัฐธรรมนูญกไ็ มม ีอาํ นาจเขา ไปตรวจสอบได การเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญของผูถูกรองท่ี ๓ และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รวมถึงการพจิ ารณาดําเนินการแกไ ขเพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ของรัฐสภาไดดําเนินการโดยชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แลว เพราะเปนการดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สําหรับ เน้ือหาของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมน้ัน ไมมีบทบัญญัติสวนใดท่ีมีผลเปนการเปล่ียนแปลงรูปแบบ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยท รงเปน ประมขุ หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐแตอยางใด โดยสาระสําคัญของการแกไขเพิ่มเติมเปนการเพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม มิใช

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๓ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา เปนการลมลางหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในทันที ตอมาเมื่อมีสภารางรัฐธรรมนูญและดําเนินการ รา งรัฐธรรมนูญก็เปน การดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใชบังคับอยู นอกจากน้ีรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพ่ิมเติมท่ีเสนอท้ังสามฉบับ และท่ีรัฐสภาใหความเห็นชอบในวาระท่ีสองแลวมีขอความหาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแกไขบทบัญญัติในหมวดวาดวยพระมหากษัตริย ดังนั้น ในการเสนอ รางรัฐธรรมนญู แกไขเพม่ิ เติมในคร้ังน้ี หรือการจัดทําของสภารางรัฐธรรมนูญ จะไมมีผลเปนการเปลี่ยนแปลง ดังกลาว จงึ ไมใชเปนการกระทาํ อันตอ งหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ กระบวนการจัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหมไมมีผลเปนการลมลางการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยท รงเปนประมขุ หรือมีลักษณะเปนการไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครอง ประเทศโดยวิธกี ารซง่ึ มิไดเ ปน ไปตามวถิ ีทางทีบ่ ญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนูญแตประการใด เพราะตามหลกั เกณฑ ที่กําหนดในรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม กําหนดใหประชาชนมีสวนรวมโดยตรงท้ังในการเลือกสมาชิก สภารางรัฐธรรมนญู และการลงประชามติ และรฐั สภามีสวนรวมในการคดั เลอื กสมาชกิ สภารา งรัฐธรรมนูญ จํานวน ๒๒ คน ในการรางรัฐธรรมนูญ สภารางรัฐธรรมนูญตองรับฟงความคิดเห็นของประชาชน ในทั่วทุกภูมิภาค ดังน้ัน สภารางรัฐธรรมนูญจึงมีความเปนอิสระไมถูกครอบงําจากรัฐบาลหรือรัฐสภา และพระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญท่ีผานการลงประชามติ ของประชาชน นอกจากนี้ สมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกต้ังของประชาชนท่ัวประเทศ คุณสมบัติของผูสมัครก็เปดกวางใหบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดสามารถสมัครรับเลือกต้ังได สวนสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเปนผูคัดเลือก รัฐบาลหรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรฝายรัฐบาล กไ็ มสามารถกาํ หนดตวั บุคคลได เพราะตองผา นการเสนอชอ่ื จากสถาบนั หรือองคกรท่ีกาํ หนด จึงไมอาจมี บุคคลใดหรือกลุมบุคคลใดไปครอบงําทางความคิดใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญจัดทํารางรัฐธรรมนูญ ใหมีเนื้อหาสาระตามท่ีฝายตนเองตองการได และมิใชเปนการไดอํานาจการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ เพราะตองเปนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่ีบงั คับใชอ ยูในขณะนัน้ ซ่ึงตองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มิใชวาเม่ือรัฐธรรมนูญประกาศใชแลว ผูถกู รอ งท่ี ๒ จะไดอาํ นาจการปกครองประเทศโดยทันที

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๔ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา ผูถกู รอ งท่ี ๓ เปน พรรคการเมอื งท่ยี ดึ ม่ันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขโดยตลอดดังที่กําหนดไวในขอบังคับพรรคอยางชัดเจน ดังนั้น จึงเปนไปไมไดที่จะ มีความคดิ ในการลม ลา งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข ขอมูลตาง ๆ ที่เสนอตอศาลรัฐธรรมนูญน้ันเปนเพียงจินตนาการของผูรองท้ังส้ิน และในการเสนอรางรัฐธรรมนูญ แกไ ขเพมิ่ เตมิ เปนการดําเนินการโดยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี ซ่ึงเปนกิจการทางการเมือง ท่ีแยกจากการดําเนินการของผูถูกรองท่ี ๓ เพราะความสัมพันธระหวางพรรคการเมืองกับสมาชิก สภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมอยูในความผูกมัด แหงอาณัติ มอบหมายหรือการครอบงําใด ๆ หรือสถานะและความสัมพันธระหวางพรรคผูถูกรองท่ี ๓ กับผถู กู รอ งท่ี ๒ ในทางรัฐธรรมนญู และกฎหมายถือวา มบี ทบาทและหนา ท่ีแยกจากกนั และในการเสนอ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรน้ัน พรรคมิไดมีมติหรือคําส่ังมอบหมายใด ๆ เพียงแตเปนนโยบายของพรรคในการหาเสียง สวนการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมของผูถูกรองที่ ๒ ก็เปนการดําเนินการตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภา ผูถูกรองที่ ๓ จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ มคี าํ วนิ จิ ฉยั หรือคาํ ส่ังยกคาํ รอ งของผรู องทุกคํารอง ผูถูกรองท่ี ๔ ช้ีแจงสรุปไดวา พรรคไมเคยมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหรือ เรยี กประชุมตามขอบงั คบั พรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อมีมติในการดําเนินการในเรื่องท่ีถูกกลาวหา การที่สมาชิกพรรคไดรวมกับสมาชิกพรรคการเมืองอ่ืน เสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เปนการปฏิบัติหนาที่ในฐานะสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ประกอบกับจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคไมเพียงพอ ตอการเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ และการกระทําดังกลาวผูถูกรองท่ี ๔ มิไดมีสวนเกี่ยวของ การทส่ี มาชกิ พรรคไดรวมเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมน้ี ผูถูกรองท่ี ๔ เห็นวามิไดเปนการกระทํา ที่กระทบกระเทือนตอรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และรูปของรัฐแตอยางใด และการเสนอแกไขรัฐธรรมนูญโดยการจัดต้ังสภารางรัฐธรรมนูญเคยมีทางปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญอันอาจถือไดวาเปนประเพณีหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขและมีเนื้อหาเปนการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมขุ ท้ังสิ้น ดงั จะเห็นไดจากบทบญั ญตั ใิ หพระมหากษตั ริยท รงแตงต้ังประธานและรองประธาน

เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๑๕ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา สภารางรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติท่ีใหสภารางรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดท่ีเห็นวามีความเปน ประชาธปิ ไตยสูงมาเปนตน แบบในการยกรา ง ดังน้ัน จงึ เห็นไดว า ญัตตแิ กไ ขเพ่มิ เตมิ รัฐธรรมนญู ดังกลาว มไิ ดม เี นื้อหาเปนปฏิปกษต อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ การใช สิทธิของผูรองท้ังหาเปนการใชสิทธิโดยไมสุจริต เน่ืองจากการเสนอญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ดังกลาวมิไดกอใหเกิดผลกระทบกระเทือนตอสิทธิและเสรีภาพของผูรองทั้งหา จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ ยกคาํ รองในสวนของผถู กู รองที่ ๔ นายสามารถ แกว มีชัย สมาชกิ ในคณะของผถู ูกรองท่ี ๕ ช้แี จงขอกลาวหาสรุปไดวา ผูรองทั้งหา ไมมีสิทธิย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ เน่ืองจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เปนกรณีที่รัฐธรรมนูญไมได ใหสิทธิประชาชนย่ืนคํารองโดยตรงตอศาลรัฐธรรมนูญ แตกําหนดใหผูท่ีทราบการกระทําตามวรรคหนึ่ง ตองเสนอเรื่องตออัยการสูงสุดเพ่ือตรวจสอบขอเท็จจริง และยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา วินจิ ฉยั การท่ีศาลรัฐธรรมนูญมีคําส่ังใหรับคํารองไวพิจารณา จึงเปนการไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง การแกไขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญไมไ ดเปนการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพทีผ่ รู องทง้ั หาจะย่นื คาํ รองตอ ศาลรัฐธรรมนญู ใหตรวจสอบตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ ได เนื่องจากการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนอํานาจหนาที่ ของรัฐสภาท่ีจะพิจารณาและดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มิใชเร่ืองของ การตรากฎหมายของฝายนิติบัญญัติที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเขามาตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของ กฎหมายได จึงมิใชเปนการใชสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญตามความหมายของมาตรา ๖๘ ผูรอง ท้ังหาจึงไมสามารถใชสิทธิยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไดด ําเนินการตามหลักเกณฑแ ละวธิ กี ารตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ทุกประการ มิไดมีวัตถุประสงค เพื่อลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมา ซง่ึ อํานาจในการปกครองประเทศโดยวธิ กี ารซงึ่ มิไดเ ปน ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแตอยางใด กระบวนการในการจดั ทํารัฐธรรมนญู ฉบับใหมม คี วามเปน ประชาธปิ ไตยและสอดคลองกับหลักการพ้ืนฐาน ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข เน่ืองจากกระทําโดยสภาราง รัฐธรรมนูญท่ีไดรับเลือกต้ังจากประชาชนมาเปนตัวแทนของแตละจังหวัด และคัดเลือกโดยที่ประชุม รัฐสภาอีก ๒๒ คน สภารางรัฐธรรมนูญจึงมีความเปนอิสระจากฝายการเมืองที่สามารถยกรางรัฐธรรมนูญ โดยไมถูกแทรกแซงหรือครอบงําใด ๆ และตองจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน และตอง

เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๑๖ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ผานการพิจารณาของประธานรัฐสภาวารัฐธรรมนูญมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา หรอื ไม หากมลี ักษณะตอ งหา มและรัฐสภาพจิ ารณาเห็นวา มีลักษณะตอ งหา มดงั กลาว รา งรัฐธรรมนูญน้ัน กต็ องตกไป จึงขอใหศาลรฐั ธรรมนูญพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยชข้ี าดวา การย่ืนญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญของ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรและคณะรฐั มนตรี รวมถงึ การพิจารณาของรัฐสภาเกี่ยวกับการแกไขรัฐธรรมนูญ มใิ ชก รณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ แตอยา งใด และขอใหยกคํารอ งของผูร อ งทง้ั หา ผูถูกรองท่ี ๖ ชี้แจงสรุปไดวา การเสนอญัตติขอใหแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ของผูถูกรองท่ี ๖ กับคณะเปนการปฏิบัติหนาที่ในฐานะสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา โดยในเน้อื หาสาระมิไดก ระทบกระเทือนรปู แบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขและรูปของรัฐแตอยางใด การจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญก็เปนแนวทางที่สอดคลองและ ไมตองหามตามรัฐธรรมนูญ เพราะเคยมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเพ่ือจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และในประเด็นเกี่ยวกับคํารองนี้ ไดมีความเห็นของอัยการสูงสุดซ่ึงพิจารณาขอเท็จจริงเบื้องตนแลวเห็นวา การเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญดงั กลา วเปน การดาํ เนนิ การตามหลกั เกณฑแ ละวิธีการท่ีบญั ญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ อีกทง้ั ญตั ติแกไ ขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนญู ทเี่ สนอนัน้ รัฐสภาไดมีมตริ บั หลักการดังกลาวแลว ซงึ่ แสดงใหเห็นวา ญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญมิไดมีเน้ือหาอันเปนปฏิปกษตอระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไมม ผี ลเปน การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ และไมม ีผลเปลย่ี นแปลงรปู ของรัฐ ซง่ึ เปนไปตามรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง การที่ผูรองทั้งหาใชสิทธิรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวา พรรคชาติไทยพัฒนากระทําการฝาฝนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เปนการใชสิทธิโดยไมสุจริต จึงขอให ศาลรฐั ธรรมนูญสง่ั ยกคํารอ ง ศาลรฐั ธรรมนญู ตรวจคาํ รอ งและคาํ ชี้แจงแกข อกลาวหาแลว คดมี ีประเดน็ ท่ตี อ งวนิ จิ ฉัย ดังน้ี ประเดน็ ท่หี นึง่ ศาลรัฐธรรมนญู มีอาํ นาจรับคาํ รองไวพิจารณาวนิ จิ ฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม ประเด็นที่สอง การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สามารถแกไข เพ่ิมเตมิ โดยยกเลิกรัฐธรรมนญู ทง้ั ฉบับได หรือไม

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๗ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา ประเด็นที่สาม การกระทําของผูถูกรองเปนการลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ ตามรัฐธรรมนญู นี้ หรอื เพ่ือใหไดม าซึง่ อาํ นาจในการปกครองประเทศ โดยวิธกี ารซ่งึ มไิ ดเปน ไปตามวถิ ที างทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นรัฐธรรมนญู นี้ ตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง หรือไม ประเด็นท่ีส่ี หากกรณีเปนการกระทําที่เขาขายตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง จะถือเปนเหตุให ศาลรฐั ธรรมนญู ตองสัง่ ยุบพรรคการเมอื งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหนาพรรคและกรรมการบริหาร พรรคการเมอื งหรอื ไม ศาลรัฐธรรมนญู กาํ หนดใหผ ูรองท้ังหา นําสืบกอนแลวใหผูถูกรอ งทัง้ หกนําสบื แก ศาลไดไตสวนพยานฝายผูรอง เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ จํานวน ๗ ปาก คือ พลเอก สมเจตน บุญถนอม นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายวันธงชัย ชํานาญกิจ นายวิรัตน กัลยาศิริ นายสรุ พล นิติไกรพจน นายวรินทร เทยี มจรัส และนายบวร ยสนิ ทร สรปุ ความไดว า ผูรองมีสิทธิเสนอคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง โดยมี เหตุผลทางวิชาการวาศาลมีอํานาจในการวินิจฉัยช้ีขาดวาอะไรเปนกฎหมายท่ีจะตีความได และการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในคดีน้ี ไมไดวินิจฉัยวาการดําเนินการนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม ศาลวินิจฉัย เพียงขั้นตอนตนเทานั้นวา ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบวาการดําเนินการเชนนี้ ละเมิดหลักการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญหรือไม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีเจตนารมณใหมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนรายประเด็นหรือรายมาตรา มิใชใหแกไขเพื่อนําไปสู การยกเลกิ รัฐธรรมนญู ท้งั ฉบบั ขอ กลา วอางของผูถกู รอ งทวี่ า การแกไขรฐั ธรรมนูญเพอื่ ยกรางรฐั ธรรมนูญ ฉบับใหมเ ปนเรื่องทเ่ี คยกระทํามาแลว รบั ฟง ไมไ ด เนื่องจากมีบรบิ ททางสงั คมท่ีแตกตา งกนั โดยรฐั ธรรมนูญ แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ผานการลงประชามติของประชาชนในลักษณะท่ีเปนการใช อํานาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชนท้ังหมด ดังน้ัน หากจะตองมีการแกไขรัฐธรรมนูญโดยสมาชิก รัฐสภาท่ีเปนผูแทนของประชาชนท่ีอาจขัดแยงกับเจตนารมณของประชาชนท้ังหมด ไดแกการยกเลิก รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ แลว ยกรางขน้ึ ใหม จึงจะตองกระทําโดยการรับฟง ประชามติจากประชาชนท้ังประเทศ เปนไปตามทฤษฎีวาดวยการใชอํานาจท่ีไดรับมอบหมายจะลบลาง การกระทําหรืออํานาจของผูมีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยตรงหาอาจกระทําไดไม ผูถูกรองจึงไมมี

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๘ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา อํานาจในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในลักษณะท่ีใหมีการยกรางรัฐธรรมนูญขึ้นใหมทั้งฉบับโดยยกเลิก ฉบับเดมิ ได เนื่องจากจะเปน การขัดตออาํ นาจสถาปนารฐั ธรรมนญู ของประชาชน นอกจากน้ี การท่ีใหป ระธานรัฐสภาและรัฐสภาวินิจฉยั ตามรางมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา วา รางรัฐธรรมนูญที่สภารางรัฐธรรมนูญรางข้ึนนั้นจะมีผลเปนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือไม นั้น ก็ไมเปน หลักประกันท่ีเชื่อถือได เพราะมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง การกําหนดใหประธานรัฐสภาแตเพียงผูเดียว เปน ผูม ีอํานาจวนิ ิจฉัยวา รางรฐั ธรรมนูญที่จัดทําข้ึนใหมนั้นมีผลเปนการเปล่ียนแปลงการปกครอง หรือไม หากประธานรัฐสภาวินิจฉยั วารา งรฐั ธรรมนูญไมมีปญหาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา แลว ก็ไมตอง นํารางรัฐธรรมนูญดังกลาวมาใหรัฐสภาวินิจฉัย ดังน้ัน แมรางรัฐธรรมนูญอาจมีผลเปนการเปล่ียนแปลง การปกครอง แตประธานรัฐสภาอาจวินิจฉัยวาไมมีปญหาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา และสง รางรัฐธรรมนูญใหคณะกรรมการการเลือกตั้งนําออกใหประชาชนออกเสียงประชามติได โดยองคกรอื่น ไมอาจเขาไปตรวจสอบได อีกทั้งแมรางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา จะกําหนดวาไมให แกไขในหมวด ๒ วาดวยพระมหากษัตริยก็ตาม แตก็ยังมีพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยอยูใน รฐั ธรรมนญู หมวดอืน่ ๆ ดวย ศาลไดไตสวนพยานฝายผูถูกรอง เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ จํานวน ๗ ปาก คือ นายโภคิน พลกุล นายอุดมเดช รัตนเสถียร นายชุมพล ศิลปอาชา นายสมศักด์ิ เกียรติสุรนนท นายยงยุทธ วิชยั ดิษฐ นายภราดร ปริศนานันทกลุ และนายอชั พร จารุจินดา สรปุ ความไดวา การยน่ื คาํ รอ งตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ วรรคหนง่ึ ตอ งเสนอเร่ืองใหอ ยั การสูงสดุ ตรวจสอบ ขอ เท็จจรงิ เพอื่ พจิ ารณากลั่นกรองเรอื่ งแลวเหน็ วา มมี ลู จงึ จะยื่นคาํ รองตอศาลรัฐธรรมนูญได โดยรัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ ก็เคยบัญญัติหลักเกณฑไวทํานองเดียวกันกับ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ คือ ใหยื่นตออัยการสูงสุด ไดชองทางเดียว ดังปรากฏขอมูลตามเอกสารบทความทางวิชาการที่จัดทําโดยศาลรัฐธรรมนูญ และ เวบ็ ไซตข องศาลรฐั ธรรมนูญ รวมท้ังคําสงั่ ศาลรฐั ธรรมนญู ท่ี ๑๒/๒๕๔๙ สวนการแกไขเพม่ิ เติมรฐั ธรรมนูญในลกั ษณะนีส้ ามารถกระทาํ ได เพราะอยใู นกรอบของรฐั ธรรมนูญ ไมวาจะเปน รายประเด็นในแตละมาตรา หรือหลายมาตราพรอมกัน เชน การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๙ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๓๔ หรือกรณีตองการทีจ่ ะแกไขมาตราใดมาตราหนงึ่ เพือ่ นําไปสู การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมขึ้นทั้งฉบับ ก็ยังอยูในความหมายการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แตทั้งน้ี ตองไมมีการแกไขเพ่ิมเติมเร่ืองท่ีรัฐธรรมนูญหามไว และการจัดต้ังสภารางรัฐธรรมนูญเพื่อยกราง รัฐธรรมนูญใหมท้ังฉบับ ประเทศไทยเคยดําเนินการมาแลวถึง ๓ คร้ัง ไดแก สภารางรัฐธรรมนูญ เพอ่ื จัดทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ สภารางรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ เพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ และสภารา งรัฐธรรมนญู ตามรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่วั คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๔๙ เพื่อจดั ทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ การจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญ เพ่ือจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมในครั้งน้ี มีความเปนประชาธิปไตย สมาชกิ สภารางรัฐธรรมนูญมีความเปนอิสระ ปราศจากการครอบงําของฝายการเมือง และวิธีการจัดทํา รางรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยการต้ังสภารางรัฐธรรมนูญก็ไมมีบทบัญญัติใดเปดโอกาสใหมีการลมลางหรือ เปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได เพราะมีขอหามไวใน มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน และมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา ของรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพม่ิ เติมอยางชัดเจนแลว ดวยเหตนุ ้รี ฐั ธรรมนูญฉบับใหมยงั คงยดึ รูปแบบการปกครอง และรูปของรัฐเชนเดิม เพราะจะตองอยูในกรอบท่ีรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมนี้ใหอํานาจไวเทานั้น หากพิจารณาตามขอเท็จจริงแลว ขอยุติในขณะน้ีรางรัฐธรรมนูญฉบับน้ีเปนเพียงแครางท่ีผานการพิจารณา ในวาระที่สองเทาน้ัน ยังไมมีการแกไขรัฐธรรมนูญ แตกลับมีการจินตนาการวาจะไปแกไขเชนนั้นเชนน้ี ซ่ึงเปนการนําเอาจินตภาพไปตัดสินขอเท็จจริงในปจจุบัน การดําเนินกระบวนการแกไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญ ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ท่ีผานมา ก็มกี ารเปด โอกาสใหมกี ารอภิปรายและแปรญัตติ อยางเปดเผย การดําเนินการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในคร้ังนี้เปนไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ท่ีแถลงไวตอรัฐสภากอนเขารับหนาที่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีตองปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ และผกู พนั ใหค ณะรัฐมนตรจี ะตองรับผดิ ชอบตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๗๘ ประธานรัฐสภาไดยืนยันวา เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญไดจัดทํารางรัฐธรรมนูญใหมแลวเสร็จ จะจัดใหมีการต้ังคณะกรรมการที่ประกอบดวยบุคคลท่ีเปนกลาง เพ่ือพิจารณาตรวจสอบรางรัฐธรรมนูญ ท่ีสภารางรัฐธรรมนูญจัดทําข้ึนจะมีผลเปนการเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๐ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แกไขในหมวดพระมหากษัตริย หรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ หรือไม โดยจะไมใชด ุลพินจิ แตเพยี งลาํ พัง สวนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมของผูถูกรองที่ ๖ น้ันแตกตางจากรางรัฐธรรมนูญแกไข เพิ่มเตมิ ของผูถ ูกรอ งที่ ๒ และที่ ๕ กลาวคอื เมอ่ื สภารางรฐั ธรรมนญู ไดรา งรฐั ธรรมนญู เสร็จเรียบรอยแลว ตองนํามาใหรัฐสภาพิจารณาอีกคร้ัง และเคยมีการเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง สภารางรัฐธรรมนูญเมื่อป พ.ศ. ๒๕๓๙ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดังน้ัน ในการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับน้ี จึงถือไดวาเปนประเพณีการปกครอง ในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมขุ นอกจากนี้ การดําเนินการของผูถูกรองที่ ๕ และที่ ๖ และสมาชิกพรรคคนอื่นในฐานะ สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรท่มี ีความเปน อสิ ระในการปฏบิ ตั หิ นาท่ี ไมผ กู พันกับพรรคผูถูกรอ งที่ ๓ และท่ี ๔ ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะหพยานหลักฐานทั้งสองฝายแลว คดีมีประเด็นท่ีตองวินิจฉัยตามที่ได กําหนดไว ประเดน็ ทีห่ นง่ึ ศาลรัฐธรรมนูญมีอาํ นาจรบั คาํ รองไวพจิ ารณาวินิจฉยั ตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๖๘ หรอื ไม มีประเด็นท่ีพรรคเพื่อไทย ผูถูกรองท่ี ๓ ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ในขอ กฎหมายวา ศาลรฐั ธรรมนญู มีอํานาจรบั คํารองของผูรองทั้งหาไวพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ไดหรือไม ตามรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ มิได” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสิทธิ เสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิก การกระทาํ ดงั กลาว แตทัง้ นี้ ไมก ระทบกระเทือนการดาํ เนนิ คดีอาญาตอ ผูกระทําการดังกลา ว”

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๑ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลว เห็นวา มาตรา ๖๘ วรรคสอง เปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิแก ผูทราบการกระทําอันเปนการฝาฝนขอหามตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง ท่ีจะใชสิทธิใหมีการตรวจสอบ การกระทําดังกลาวได โดยใหมีสิทธิสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง เสนอเรื่องใหอัยการสูงสุด ตรวจสอบขอเท็จจริงและยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ และประการที่สอง สามารถย่ืนคํารองขอให ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาวได เพราะอํานาจหนาที่ในการตรวจสอบและ วินิจฉัยสั่งการในกรณีท่ีผูรองใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง นี้ เปนอํานาจหนาที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดเพียงแตมีหนาที่ตรวจสอบขอเท็จจริงเบื้องตน และย่ืนคํารองขอ ตอศาลรัฐธรรมนูญไดเ ทา นนั้ หาไดตัดสิทธขิ องผูร องที่จะยน่ื คาํ รอ งตอศาลรัฐธรรมนญู โดยตรงไม แมผูรอ ง ไดเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบแลว ก็ไมตัดสิทธิผูรองที่จะใชสิทธิในประการท่ีสองย่ืนคํารอง ตอ ศาลรัฐธรรมนญู ได เห็นวา การแปลความดงั กลา วนี้จะสอดคลอ งตอเจตนารมณในมาตรา ๖๘ ซึ่งบัญญัติไว ในรัฐธรรมนญู และเปน ไปเพ่อื การรับรองสิทธิพทิ ักษรฐั ธรรมนญู ทบ่ี ัญญตั ไิ วในมาตรา ๖๙ ที่วา “บคุ คล ยอมมีสิทธิตอตานโดยสันติวิธีซึ่งการกระทําใด ๆ ที่เปนไปเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซง่ึ มไิ ดเปน ไปตามวถิ ีทางทีบ่ ญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนูญน”ี้ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมคี ําส่ัง ใหเลิกการกระทําท่ีอาจเปนการใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญไดนั้น การกระทํา ดงั กลาวจะตองกาํ ลงั ดาํ เนนิ อยแู ละยังไมบ งั เกิดผล ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมคี ําวินิจฉยั สั่งใหเ ลิกการกระทาํ น้นั ได หาไมแ ลว คําวินจิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง น้ี ก็จะพนวิสัย ไมสามารถใชบังคับได ทั้งสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ นี้ มีหลักการสําคัญมุงหมายใหชนชาวไทยทุกคนมีสวนรวม ในการปกปองพิทักษรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และ การเขาสูอํานาจในการปกครองประเทศใหเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มิใหถูกลมลาง โดยสภาพจึงเปนมาตรการในการปองกันไวลวงหนาเพื่อจะไดมีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยส่ังการใหเลิก การกระทําท่ีจะเปนอนั ตรายตอระบอบการปกครองและการลมลางรัฐธรรมนูญมิใหเกิดข้ึนได เพราะหาก ปลอยใหเกิดการกระทําท่ีเปนภัยรายแรงตอรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญขึ้นแลว ยอมสุดวิสัยท่ีจะแกไขใหกลับคืนดีได เชนน้ีแลว ประชาชนผูทราบเหตุตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง

เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๒๒ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา ยอมสามารถยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญไดโดยตรง ทั้งน้ี เพ่ือใหประชาชนใชสิทธิของตนตอตาน การกระทาํ นั้นไดโ ดยสันติวธิ ี เนื่องจากเจตนารมณของรัฐธรรมนูญมาตรานี้มิไดมุงหมายลงโทษทางอาญา หรือลงโทษทาง รัฐธรรมนูญโดยการยุบพรรคการเมอื งเทา น้นั แตย ังหมายถึงการส่งั ใหเลกิ การกระทาํ ที่มิชอบตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง เสียกอนที่การกระทําน้ันจะบังเกิดผล การมีอยูของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แหงรัฐธรรมนูญนี้ จึงเปนไปเพื่อรักษาหรือคุมครองตัวรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญ ไดรับรองหรือกําหนดกรอบไวใหเปนเจตนารมณหลักทางการเมืองของชาติ คือการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และปองกันการกระทําเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ความมุงหมาย ของรฐั ธรรมนูญในประการน้ีตา งหากท่ีถือเปนเจตนารมณห ลักของรัฐธรรมนูญที่จะตองยึดถือไวเปนสําคัญ ยง่ิ กวาเจตนารมณของผรู า งรัฐธรรมนญู ซง่ึ แมจะถอื เปน เครอื่ งมือชวยคน หาเจตนารมณของรัฐธรรมนญู ได แตความเห็นของผูรางรัฐธรรมนูญคนใดคนหน่ึงก็มิใชเจตนารมณทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ อยางไรก็ตาม หากพิจารณาจากรายงานการประชุมของสภารางรัฐธรรมนูญ ทั้งการรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังพิจารณาไดวา สาระสาํ คัญของการอภิปรายน้นั มเี จตนารว มกันอยทู ่ีการจะใหประชาชนสามารถใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ ผานกลไกของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เปนสําคัญยิ่งกวาเร่ืองของตัวบุคคลผูมีสิทธิเสนอคํารอง การตคี วามเกี่ยวกับผูมสี ิทธเิ สนอคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ จึงตองตีความไปในแนวทางของการยอมรับสิทธิ มิใชจาํ กดั สิทธิ เพ่ือใหชนชาวไทยและศาลรัฐธรรมนูญสามารถเขามาตรวจสอบการกระทําที่อาจมีปญหา ตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึง่ เพื่อพิทกั ษรัฐธรรมนญู ไดส มดงั เจตนารมณของบทบญั ญตั ดิ งั กลา ว กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง แลว แตยังไมมีคําสั่ง ประการใดจากอัยการสูงสุด หากปลอยใหกระบวนการลงมติในวาระท่ีสามลุลวงไปแลว แมตอมา อยั การสูงสดุ จะยื่นคํารอ งตอ ศาลรฐั ธรรมนญู ใหว นิ ิจฉยั วา กระบวนการแกไขเพ่มิ เตมิ รัฐธรรมนูญดังกลาวน้นั เปนไปโดยมิชอบดว ยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ใหเลิกการกระทําน้ัน ก็จะไมสามารถบังคับตามคําวินิจฉัย ในทางใดไดอ ีก รวมท้งั ไมอาจยอ นคืนแกไ ขผลทเ่ี กดิ ขึ้นจากการกระทําดงั กลาวได

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๓ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอํานาจรับคํารองไวพิจารณาและวินิจฉัยไดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ประเด็นที่สอง การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สามารถแกไข เพ่ิมเติมโดยยกเลกิ รฐั ธรรมนูญท้ังฉบับได หรอื ไม ประเดน็ พิจารณาวา การแกไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ จะนําไปสูการแกไ ขบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ ไดหรือไม นั้น เห็นวา อํานาจในการกอต้ังองคกรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนา รฐั ธรรมนญู เปนอํานาจของประชาชนอันเปน ที่มาโดยตรงในการใหก ําเนิดรัฐธรรมนญู โดยถือวา มีอํานาจ เหนือรัฐธรรมนูญที่กอตั้งระบบกฎหมายและองคกรท้ังหลายในการใชอํานาจทางการเมืองการปกครอง เม่ือองคกรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอํานาจตามท่ีรัฐธรรมนูญใหไว และอยูภายใตรัฐธรรมนูญ จึงเปนไปไมได ท่ีจะใหองคกรนั้นใชอํานาจท่ีไดรับมอบมาจากรัฐธรรมนูญนั้นเองกลับไปแกรัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช อํานาจแกไขกฎหมายธรรมดา สําหรับประเทศไทยเปนประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนประเทศท่ีใชระบบประมวลกฎหมายท่ียึดหลักความเปน กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญท่ีรัฐธรรมนูญจะตองกําหนดวิธีการหรือกระบวนการแกไขเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญไวเปน พิเศษแตกตา งจากกฎหมายโดยท่ัวไป การตรารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เปนกระบวนการท่ีไดผาน การลงประชามติโดยตรงของประชาชนผเู ปน เจาของอํานาจอธิปไตย ประชาชนจึงเปนผูสถาปนารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ดงั นนั้ การแกไ ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนญู ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แมจ ะเปนอํานาจของรฐั สภา ก็ตาม แตการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญโดยการยกรางใหมทั้งฉบับยังไมสอดคลองกับเจตนารมณของ รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เน่อื งจากรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันน้ีไดมาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรจะไดใหประชาชนผูมีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญไดลงประชามติเสียกอนวาสมควรจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบบั ใหมห รือไม หรอื รฐั สภาจะใชอ ํานาจในการแกไขเพม่ิ เตมิ รัฐธรรมนูญเปนรายมาตรากเ็ ปน ความเหมาะสม และเปนอํานาจของรัฐสภาที่จะดําเนินการดังกลาวนี้ได ซึ่งจะเปนการสอดคลองกับเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑

เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๔ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ประเด็นที่สาม การกระทําของผูถูกรองเปนการลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ ตามรัฐธรรมนญู นี้ หรือเพ่อื ใหไ ดมาซ่ึงอาํ นาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซ่งึ มไิ ดเปน ไปตามวิถีทางทบี่ ัญญัติไวในรฐั ธรรมนญู นี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง หรอื ไม พิจารณาแลวเห็นวา การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีเจตนารมณเพ่ือตองการ ใหม ีวิธีการแกไ ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนญู ข้นึ เปนรายมาตราเพ่ือปฏิรูปการเมืองและปรับปรุงโครงสรางทางการเมือง ขึ้นใหมใหมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งข้ึน และเปนอํานาจท่ีรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ใหไวเพ่อื เปน ชอ งทางในการแกไ ขปญ หาท่ีอาจเกิดขนึ้ จากขอบกพรอ งในตวั รฐั ธรรมนญู เอง หรือปญหาจากขอเท็จจริงทางการเมืองท่ีตองมีการแกปญหาอยางเปนระบบ และมีความสอดคลอง ตอเนื่องในคราวเดียวกัน รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... จึงเปนผลมาจาก รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ อันถือไดวามีที่มาจาก รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน หากพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่มาจากการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อใหมีสภารางรัฐธรรมนูญมาทําหนาท่ีจัดทํา รา งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม และกาํ หนดกระบวนการจดั ทาํ รา งรัฐธรรมนูญฉบบั ใหม ดังที่ไดผานความเห็นชอบ ของรัฐสภาในวาระที่สอง และกาํ ลงั เขาสกู ารลงมติในวาระท่ีสาม จะเห็นไดวากระบวนการดังกลาวยังไมม ี ขอเท็จจริงเพียงพอท่ีจะถือไดวาเปนการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญ ดังที่ผูรองกลาวอาง อีกท้ังขั้นตอนการจัดต้ังสภารางรัฐธรรมนูญยังมิได เปนรูปธรรม การกลาวอางของผูรองจึงเปนการคาดการณลวงหนาซ่ึงยังไมปรากฏผลประการใด และ ยิ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ซ่ึงถือเปนขอจํากัดของ การแกไ ขเพม่ิ เติมของรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดบัญญัติไวอยางชัดแจง ในการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญวา “ญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญท่ีมีผลเปนการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได” ประกอบกับบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ใหเหตุผลวา “จะยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขไวตลอดไป” และในบทบัญญัติของรางรัฐธรรมนูญดังกลาว

เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๒๕ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา ก็ยังบัญญัติคุมกันเพื่อรับรองการรางรัฐธรรมนูญท่ีจะไมกระทบถึงสาระสําคัญ แหง รฐั วา “รา งรฐั ธรรมนูญทม่ี ีผลเปนการเปล่ยี นแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปน ประมุขหรือเปล่ียนแปลงรปู ของรฐั หรือเปลี่ยนแปลงแกไขบทบัญญัติในหมวดวาดวยพระมหากษัตริย จะกระทาํ มิได” และหากรา งรัฐธรรมนูญมลี ักษณะตามวรรคหาดังกลา ว “ใหร างรฐั ธรรมนญู น้นั เปน อนั ตกไป” ตามที่กาํ หนดไวใ นมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก อยางไรก็ตาม หากสภารา งรัฐธรรมนญู ไดจ ัดทํารางรฐั ธรรมนูญท่ีมีลักษณะเปนการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ หรือเปล่ียนแปลงแกไขบทบัญญัติในหมวดวาดวยพระมหากษัตริยแลว ท้ังประธานรัฐสภาและรัฐสภา กม็ ีอาํ นาจยับยัง้ ใหร า งรฐั ธรรมนญู นัน้ เปน อันตกไปได รวมทงั้ หากบุคคลใดทราบวา มกี ระทําการเพอ่ื ลมลาง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี ผูทราบ การกระทําดังกลาวก็ยังมีสิทธิเสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและย่ืนคํารองขอให ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาวในทุกชวงเหตุการณท่ีบุคคลนั้นทราบตราบเทาที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ยังมีผลใชบังคับ ประการสําคัญเมื่อพิจารณาคําชี้แจงแกขอกลาวหา บันทึก ถอยคํายืนยันขอเท็จจริง และการไตสวนของศาลจากฝายผูถูกรอง อาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท ประธานรัฐสภา นายอัชพร จารุจินดา ผูแ ทนคณะรัฐมนตรี นายยงยทุ ธ วิชยั ดษิ ฐ ผูแทนพรรคเพือ่ ไทย นายชุมพล ศิลปอาชา ผูแทนพรรคชาติไทยพฒั นา และนายภราดร ปรศิ นานนั ทกุล ลวนตางเบิกความ ถึงเจตนารมณในการดําเนินการเพื่อใหมีการจัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหมวา มิไดมีเจตนารมณ ท่ีจะกระทําการเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ตามรฐั ธรรมนญู น้ีและผถู กู รอ งทง้ั หมดยังแสดงถึงเจตคตอิ นั ตั้งมั่นวา จะดํารงคงไวซึ่งการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ อยเู ชน เดิม พจิ ารณาแลว จึงเห็นวา ขอเท็จจริงยังรับฟงไมไดวา การกระทําของผูถูกรองท้ังหกเปนการลมลาง การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี หรือเพื่อให ไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ี แตอยา งใด ขอ กลา วอางทัง้ หมดจงึ คงเปน เพียงการคาดการณ หรอื เปน ความหวงใยตอสถาบันพระมหากษัตริย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขทั้งยังหางไกลตอการที่จะ

เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๒๖ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา เกิดเหตุตามท่ีกลาวอาง ขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงยังไมพอฟงไดวาเปนการลมลางการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ีแตอยางใด ดังน้ัน การกระทําของ ผูถูกรองท้ังหกจึงฟงไมไดวามีเจตนาลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิได เปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ ตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง จึงใหยกคํารองในประเด็นน้ี และเมื่อไดวินิจฉัยเปนดังน้ีแลว จงึ ไมจ ําตอ งวนิ จิ ฉยั ในประเดน็ ที่ ๔ อีกตอ ไป อาศัยเหตุผลดงั กลาวขา งตน จึงใหย กคํารอ งท้ังหา คํารอ ง นายวสนั ต สรอ ยพสิ ุทธิ์ ประธานศาลรฐั ธรรมนูญ นายจรญู อนิ ทจาร ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู นายเฉลมิ พล เอกอรุ ุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู นายนุรกั ษ มาประณตี ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู นายบญุ สง กุลบปุ ผา ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู นายสพุ จน ไขม กุ ด ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู นายอุดมศกั ด์ิ นติ มิ นตรี ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู

๗ คาวนิ จิ ฉัยศาลรฐั ธรรมนญู ท่ี ๑๕ – ๑๘/๒๕๕๖

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ในพระปรมาภไิ ธยพระมหากษตั รยิ  ศาลรฐั ธรรมนญู คาํ วินิจฉัยที่ ๑๕ - ๑๘/๒๕๕๖ เร่อื งพจิ ารณาท่ี ๓๖/๒๕๕๖ เรือ่ งพจิ ารณาท่ี ๓๗/๒๕๕๖ เร่ืองพิจารณาท่ี ๔๑/๒๕๕๖ เร่ืองพิจารณาท่ี ๔๓/๒๕๕๖ วันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ พลเอก สมเจตน บุญถนอม กับคณะ ที่ ๑ นายวริ ตั น กัลยาศิริ ที่ ๒ ผูร อ ง นายสาย กังกเวคิน กบั คณะ ที่ ๓ และนายพรี ะพนั ธุ สาลรี ัฐวภิ าค กบั คณะ ท่ี ๔ ระหวา ง ประธานรัฐสภา ที่ ๑ รองประธานรัฐสภา ที่ ๒ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร และสมาชกิ วุฒสิ ภา ที่ ๓ ถงึ ท่ี ๓๑๒ ผูถ กู รอง เร่ือง คํารอ งขอใหศาลรฐั ธรรมนญู พจิ ารณาวนิ ิจฉยั ตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๖๘ พลเอก สมเจตน บุญถนอม กับคณะ นายวิรัตน กัลยาศิริ นายสาย กังกเวคิน กับคณะ และนายพีระพนั ธุ สาลีรฐั วภิ าค กบั คณะ ย่ืนคาํ รอ งรวมสี่คํารอง ขอใหศ าลรฐั ธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ศาลรฐั ธรรมนญู พจิ ารณาแลว เห็นวา คาํ รอ งทัง้ สมี่ ปี ระเด็นแหงคดีเปนเรื่องเดยี วกนั จึงมีคําสั่ง ใหรวมการพิจารณาและวินิจฉัยคดี เร่ืองพิจารณาท่ี ๓๖/๒๕๕๖ เรื่องพิจารณาท่ี ๓๗/๒๕๕๖ เรื่องพิจารณาที่ ๔๑/๒๕๕๖ และเร่ืองพิจารณาที่ ๔๓/๒๕๕๖ เขาดวยกันเพ่ือประโยชนในการดําเนิน กระบวนพจิ ารณา โดยใหเรียกพลเอก สมเจตน บุญถนอม กับคณะ ผูรองที่ ๑ นายวิรัตน กัลยาศิริ ผรู อ งท่ี ๒ นายสาย กังกเวคิน กบั คณะ ผรู อ งท่ี ๓ และนายพีระพันธุ สาลีรัฐวิภาค กับคณะ ผูรองที่ ๔ และใหเ รยี กประธานรัฐสภา ผูถูกรอ งที่ ๑ รองประธานรัฐสภา ผูถูกรองที่ ๒ และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒสิ ภา ผถู ูกรอ งท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๒ ขอ เท็จจริงตามคํารองท้ังสี่และเอกสารประกอบ สรุปไดดงั นี้ คํารอ งที่หน่งึ (เรอื่ งพิจารณาท่ี ๓๖/๒๕๕๖) ผูรองที่ ๑ อางวา ผูถูกรองท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดรวมกันเขาช่ือเสนอญัตติขอแกไขเพ่ิมเติม เปนรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... (แกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ตอผูถูกรองท่ี ๑ โดยเห็นวา กระบวนการแกไขเพ่ิมเติมรางรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรางรัฐธรรมนูญดังกลาวมีผล เปนการเปล่ียนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และมวี ตั ถุประสงคเ พอื่ ใหไดม าซ่งึ อาํ นาจในการปกครองประเทศโดยวธิ กี ารท่มี ชิ อบดวยรฐั ธรรมนูญตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง โดยผรู องที่ ๑ เห็นวา ผถู ูกรองที่ ๑ ไดเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมตอ ท่ีประชุมรัฐสภาคนละฉบับกับที่ผูถูกรองท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดย่ืนตอสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร นอกจากนี้ ในคราวประชุมเพื่อพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมในวาระที่หน่ึงขั้นรับหลักการ ผูถูกรองท่ี ๑ ในฐานะประธานท่ีประชุมรัฐสภายังใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ กลาวคือ มีการสั่งการให กําหนดระยะเวลาในการย่ืนคําแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน นับจากวันท่ีรัฐสภารับหลักการ ซ่ึงเปนการกระทํา ที่ไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ และขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ขอ ๙๖ อกี ทั้งการทผ่ี ถู กู รองท่ี ๑ และผูถ ูกรอ งที่ ๒ ผลัดกันทาํ หนาท่ปี ระธานท่ีประชุม โดยตัดสิทธิการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผูสงวนคําแปรญัตติและผูสงวนความเห็นเปนการกระทํา ท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ และมาตรา ๒๙๑ (๔) และขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๓ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ขอ ๙๙ ดว ย นอกจากนี้ พฤติการณของผูถ ูกรองท่ี ๒ ยงั แสดงถงึ ความไมเปน กลางและมีประโยชนทับซอน จากการแกไ ขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนญู เนือ่ งจากการเสนอญตั ติแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญคร้ังนี้จะทําใหผูถูกรองที่ ๒ มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภาไดทันที กรณีจึงเปนการกระทําที่ขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ และมาตรา ๑๒๒ สําหรับเนื้อหาของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ผูรองที่ ๑ อางวา หลักการและเหตุผลของ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่กําหนดใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เชนเดยี วกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทาํ ใหว ุฒิสภาไมอาจทาํ หนาทตี่ รวจสอบการบริหารราชการแผนดิน ของฝายบริหาร และทําใหหลักการตรวจสอบและถวงดุลการใชอํานาจรัฐถูกทําลาย ประกอบกับ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๕ ในสวนคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครรับเลือกตั้ง เปนสมาชิกวุฒิสภาที่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและลักษณะตองหามตามความในมาตรา ๑๑๕ (๕) ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยฉบับปจจุบัน ทําใหบุคคลที่เปนบุพการี คูสมรส หรือบุตรของ ผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสามารถสมัครรับเลือกต้ัง เปนสมาชิกวุฒสิ ภาได รา งรฐั ธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๗ ยังทําใหสมาชิกวุฒิสภาสามารถดํารงตําแหนง ติดตอกนั เกินหนง่ึ วาระได และรา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพมิ่ เติม มาตรา ๑๑ ในสวนท่ีเกี่ยวของกับการตรา รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ยังตัดอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญตามกระบวนการตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากนี้รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๑๒ ยังทําใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาท่ีมาจากการสรรหาท่ีจะครบวาระในเดือนกุมภาพันธ ๒๕๖๐ ตองสน้ิ สดุ ลงในวนั ทีม่ กี ารเลอื กตง้ั สมาชิกวุฒสิ ภาตามรางรัฐธรรมนญู แกไ ขเพ่มิ เติมในเดือนเมษายน ๒๕๕๗ ผูร องท่ี ๑ เห็นวา การใชส ทิ ธแิ กไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผูถูกรองทั้งหมดมีผลเปนการเปลี่ยนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ และมีเจตนาเพ่ือใหไ ดม าซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญ อันเปนการตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมคี ําสั่ง ดงั นี้

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๔ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา (๑) มคี ําส่ังกําหนดมาตรการคุมครองชั่วคราวเปนกรณีฉุกเฉิน โดยมีคําส่ังหามไปยังผูถูกรองที่ ๑ และเลขาธิการรัฐสภา ใหระงับการประชุมเพ่ือพิจารณาญัตติแกไขรัฐธรรมนูญในวาระท่ีสามไวกอน เปน การชัว่ คราวจนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมคี าํ วินจิ ฉยั (๒) วนิ ิจฉยั ส่ังการใหผ ูถกู รองที่ ๑ ถึงที่ ๓๑๐ เลิกการพจิ ารณารางรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย แกไ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับท่ี ..) พทุ ธศกั ราช .... เรือ่ ง แกไขท่มี าของสมาชกิ วฒุ สิ ภาโดยทันที (๓) มีคําสั่งใหยุบพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม รวมท้ังเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของหัวหนาพรรคการเมืองและ กรรมการบรหิ ารพรรคการเมืองดังกลาวเปนเวลา ๕ ป นับแตวนั ทศ่ี าลรัฐธรรมนูญมคี ําวินจิ ฉยั หรือคาํ สง่ั ตอมา ผูรองท่ี ๑ ย่ืนคํารองขอแกไขเพิ่มเติมคํารอง ฉบับลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยเพิ่มเตมิ สาระสาํ คญั ของคาํ รอง ดงั นี้ (๑) การเสนอญัตติใหมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเก่ียวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภายังได มีการลงมติดวยวิธีการที่สมาชิกรัฐสภาคนเดียวใชบัตรลงคะแนนหลายใบ มีผลทําใหการประชุมรวมกัน ของรฐั สภาในการพิจารณาวาระที่สองเปนโมฆะท้งั หมด (๒) มีคาํ สั่งหรอื คําวินิจฉยั เพิกถอนมติที่ประชุมรัฐสภาทั้งสามวาระและใหระงับการประกาศใช รางรฐั ธรรมนญู แกไขเพมิ่ เติม คาํ รอ งท่ีสอง (เรอื่ งพจิ ารณาท่ี ๓๗/๒๕๕๖) ผูร องท่ี ๒ อา งวา ผถู ูกรองที่ ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ ใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลาง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ โดยผูถูกรองท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดรวมกันเสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติมเปนรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ ..) พุทธศักราช .... (แกไ ขเพ่มิ เตมิ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) กําหนดหลักการใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งเปนวิธีการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีลักษณะเดียวกันกับวิธีการไดมาซ่ึงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ซง่ึ ไดรับการเลือกตงั้ โดยตรงจากประชาชน โดยรางรัฐธรรมนญู แกไขเพ่ิมเติมฉบับนี้ นายอุดมเดช รัตนเสถียร

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๕ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา สมาชิกสภาผแู ทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ผูถูกรองท่ี ๓ กับผูถูกรองอื่น ๆ เปนผูเสนอตอผูถูกรองท่ี ๑ จากนัน้ ผถู กู รอ งท่ี ๑ ไดนดั ประชมุ รวมกนั ของรัฐสภาในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ โดยที่ประชุมรัฐสภา ไดล งมตริ บั หลักการในวาระทห่ี นึง่ ดวยคะแนนเสยี ง ๓๖๗ เสียง ไมรบั หลักการดวยคะแนนเสยี ง ๒๐๔ เสยี ง และงดออกเสยี ง ๓๔ เสยี ง เม่ือวนั ท่ี ๓ เมษายน ๒๕๕๖ จากนั้นทปี่ ระชุมไดมีมตติ ้ังคณะกรรมาธกิ าร จาํ นวน ๔๕ คน เพอ่ื พจิ ารณารางรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพมิ่ เตมิ ดงั กลาว ตอมาในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ คณะกรรมาธิการไดนํารางรัฐธรรมนูญท่ีมีการแกไขเพิ่มเติมตามมติของคณะกรรมาธิการพรอมรายงาน เสนอตอผูถูกรองท่ี ๑ เพ่ือนําเสนอใหท่ีประชุมรัฐสภาพิจารณา โดยท่ีประชุมรัฐสภาไดพิจารณา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมดังกลาวเสร็จส้ินเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ และผูถูกรองท่ี ๒ ไดแ จงตอทีป่ ระชมุ รฐั สภาวา รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๕) กําหนดไวว า เมอื่ รัฐสภาพจิ ารณารา งรฐั ธรรมนูญ แกไขเพ่ิมเติมในวาระที่สองเสร็จสิ้นแลว ใหรอไว ๑๕ วัน จึงใหรัฐสภาพิจารณาในวาระท่ีสามตอไป โดยระยะเวลาดงั กลาวครบกําหนดในวันท่ี ๒๗ กันยายน ๒๕๕๖ ผูรองที่ ๒ เหน็ วา การแกไ ขเพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนญู ดังกลาวเปนการแกไขเปล่ยี นแปลงรัฐธรรมนูญ มิใชการแกไขเพ่ิมเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เน่ืองจากกรณีมีลักษณะเปนการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยกําหนดใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกต้ังทั้งหมด ซึ่งทําใหดุลยภาพของการตรวจสอบตามระบบรัฐสภาเสียไป รวมท้ังไดลดทอนคุณสมบัติและลักษณะตองหาม ของผูสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภา โดยการยกเลิกสาระสําคัญในมาตรา ๑๑๕ (๕) และ แกไขลักษณะตองหามในมาตรา ๑๑๕ (๖) (๗) และ (๙) อีกทั้งยกเลิกความในมาตรา ๑๑๖ ทําใหบคุ คลท่ีเปนบุพการี คสู มรส หรือบุตรของผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือผูดํารงตําแหนง ทางการเมืองสามารถเปนสมาชิกวุฒิสภาได และใหสมาชิกวุฒิสภาสามารถดํารงตําแหนงติดตอกัน เกินหนึ่งวาระได การแกไขเพิ่มเติมในสวนที่เกี่ยวของกับการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ อันเปนกระบวนการตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ และการกําหนดใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ทมี่ าจากการสรรหาซึง่ เปน ชุดปจ จุบนั ทจี่ ะครบกําหนดวาระในเดอื นกุมภาพันธ ๒๕๖๐ ตอ งส้ินสุดสมาชิกภาพ ในวนั ทมี่ ีการเลอื กต้ังสมาชกิ วฒุ ิสภาชุดใหมในเดอื นเมษายน ๒๕๕๗

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๖ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกลาวจะมีผลทําใหสมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบันสามารถลงสมัคร รับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภาตอเนื่องไดทันที กรณีแสดงใหเห็นวา สมาชิกวุฒิสภาที่มีสวนรวม ในการเสนอและพิจารณาใหความเห็นชอบญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญดังกลาว มีเจตนามุงหมาย เพื่อใหตนไดมาซึ่งอํานาจนิติบัญญัติของรัฐสืบตอไปโดยวิธีที่มิชอบดวยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้กําหนดให สมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบันตองส้ินสุดสมาชิกภาพลงในวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม อนั เปนการลบลา งสิทธิในการดํารงตาํ แหนงของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากสรรหา ประกอบกับกระบวนการ แกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีการดําเนินการในลักษณะที่มิชอบดวยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไมวาจะเปนกรณีรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับท่ีมีการเสนอตอผูถูกรองที่ ๑ เปนคนละฉบับกับ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่เสนอใหสมาชิกรัฐสภาพิจารณา การเรงรัดใหมีการพิจารณาอยางรวบรัด เชน จงใจปด การอภิปรายและไมเ ปด โอกาสใหส มาชิกรฐั สภาท่แี ปรญตั ตไิ วไ ดอ ภิปราย การทีป่ ระธานท่ีประชุม รัฐสภาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกําหนดวันแปรญัตติโดยท่ีไมมีการลงมติ เน่ืองจากองคประชุมไมครบ การพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการซึ่งมีลักษณะเปนการยกเลิกและแกไขสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญ แกไ ขเพมิ่ เตมิ ใหแตกตางไปจากรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่เคยรับหลักการไว ในระหวางการพิจารณา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑ มีการเพ่ิมเติมรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๑๑/๑ เขาไปและลงมติไปพรอมกันโดยมิไดมีการอภิปรายรายมาตรา และในกระบวนการพิจารณารายมาตรา ยังมีสมาชกิ รัฐสภาใชบ ตั รแสดงตนและลงคะแนนแทนผูอ่นื ดว ยเหตผุ ลดังกลา ว ผูรองที่ ๒ เห็นวา ผลของการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญในครั้งน้ีจะทําให สมาชิกวุฒิสภาอยูใตอาณัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันเปนการขัดตอเจตนารมณของรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงถือวาเปนกรณีการใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมา ซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ผูรอ งที่ ๒ จึงขอใหศ าลรัฐธรรมนูญพิจารณาวนิ จิ ฉยั และมีคําส่ัง ดงั น้ี (๑) มคี าํ สง่ั คมุ ครองชัว่ คราวเปนกรณีฉุกเฉนิ ใหผูถูกรองท่ี ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ ระงับการพิจารณา แกไขเพ่มิ เตมิ รัฐธรรมนูญในวาระทสี่ ามไวเ ปน การช่วั คราว จนกวา ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคาํ วินิจฉยั หรอื คําสง่ั

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๗ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา (๒) วินิจฉัยส่ังการใหผูถูกรองท่ี ๑ ถึงที่ ๓๑๐ เลิกการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (แกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลกิ มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) คาํ รอ งท่ีสาม (เร่อื งพจิ ารณาท่ี ๔๑/๒๕๕๖) ผรู องที่ ๓ อางวา ในการพิจารณาการแกไ ขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนูญ ผูถูกรองที่ ๑ และผูถูกรองที่ ๒ ไดผลัดกันทําหนาที่เปนประธานท่ีประชุมรัฐสภา ดําเนินการประชุมรัฐสภาโดยมีเจตนาไมสุจริต ไมวางตัวเปนกลางซ่ึงขัดตอขอบังคับวาดวยการประชุมรัฐสภา อันเปนการขัดกันแหงผลประโยชน สอวาจงใจใชอํานาจหนาท่ีขัดตอบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กรณีจึงเปนการใชสิทธิและเสรีภาพ ตามรฐั ธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือ เพ่ือใหไดอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ สรุปการกระทําไดด งั นี้ ในสว นทเี่ กย่ี วกับเน้ือหาของรา งรฐั ธรรมนูญแกไขเพม่ิ เติม มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ใหสมาชิกวุฒิสภา ตองมาจากการเลอื กตั้งท้ังหมด ไมม กี ารหา มบุพการี คูสมรส หรือบุตรของสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรหรือ ผดู ํารงตําแหนงทางการเมอื งลงสมัครรับเลือกต้ัง ทําใหโอกาสที่บุคคลดังกลาวจะไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ยอมมีมากกวาบุคคลอื่น เพราะมีฐานสนับสนุนทางการเมือง การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกลาว จึงเปนการเอ้ือประโยชนใหแกสมาชิกวุฒิสภา อีกทั้งการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑ เปนไปอยางรีบเรง โดยกําหนดใหมีการจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่รวบรัด ประกอบกับ กําหนดใหสมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบันสิ้นสุดสมาชิกภาพในวันท่ีมีการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม ยอมแสดงใหเ หน็ ถึงพฤติกรรมของผถู ูกรอ งท่ี ๑ และผูถูกรองที่ ๒ ซ่ึงมีสถานะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชกิ วุฒิสภาอยา งชดั แจง วา ตอ งการเรงรัดใหมีการแกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเ ปนไปตามวิถีทางทบี่ ัญญตั ไิ วในรฐั ธรรมนูญ อันแสดงใหเ หน็ ถงึ เจตนา อยา งชัดแจง วา มีความมุงหมายเพ่อื ใหตนไดมาซึง่ อาํ นาจนติ บิ ญั ญัติของรัฐสบื ไป

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๘ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา สวนกระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมมีการดําเนินการท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๔) กลาวคือ ในคราวประชุมเพื่อพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมในวาระท่ีสอง เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผูถูกรองท้ังสองมิไดดําเนินการพิจารณาโดยเรียงลําดับมาตรา จึงเปนการพิจารณาท่ีมิชอบดวยรัฐธรรมนูญซ่ึงมีผลทําใหรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมเสียไปทั้งฉบับ นอกจากน้ี ในวันท่ี ๔ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเปนการอภิปรายแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๕ ผูถูกรองที่ ๒ ไมอนุญาตใหผูสงวนคําแปรญัตติอภิปราย และมีการลงมติปดอภิปราย ในระหวางท่ีมีการประทวงในการประชุมรัฐสภา อีกท้ังเม่ือมีการลงมติตามญัตติที่ขอใหปดการอภิปราย ผูถูกรองที่ ๒ กลับขานในท่ีประชุมวาเปนการลงมติใหความเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๕ และส่ังปดการประชุมทันที ซ่ึงมีลักษณะเปนการดําเนินการท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๔) หากรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับน้ีมีผลบังคับใช จะทําใหผูถูกรองที่ ๒ ไดรับสิทธิในการลงสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาทันทีโดยท่ีไมตองลาออกจากตําแหนง และ ยงั สามารถดาํ รงตําแหนง สมาชิกวุฒสิ ภาไดโดยไมจํากดั วาระ กรณีจึงเปน การปฏิบตั หิ นาที่โดยมีการขัดกัน แหงผลประโยชน ซ่ึงขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ โดยมีการสมคบกับสมาชิกรัฐสภาฝายรัฐบาล ในการเสนอและลงมติปดการอภิปราย อันเปนการกระทําท่ีขัดตอวิธีปฏิบัติทางปกครองซึ่งสงผลให การประชุมเปน โมฆะ และเปน การกระทาํ ทเี่ ขา ขายเปน การทําลายระบบตรวจสอบและถวงดุลอันเปนดุลยภาพ ระหวางสภาผูแ ทนราษฎรและวุฒสิ ภา องคกรอิสระตามรฐั ธรรมนญู และองคกรตามรฐั ธรรมนูญ รวมทั้ง องคกรศาลรัฐธรรมนูญ จึงเห็นวา กรณีเปนการกระทําเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ อันเปนการตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ผรู อ งท่ี ๓ จึงขอใหศ าลรัฐธรรมนูญวนิ จิ ฉัยและมีคาํ สั่ง ดังน้ี (๑) มีคาํ สัง่ กําหนดมาตรการคุมครองช่ัวคราวเปนกรณีฉุกเฉิน โดยมีคําส่ังหามไปยังผูถูกรองท่ี ๑ และเลขาธิการรัฐสภา ใหระงับการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติแกไขรัฐธรรมนูญในวาระท่ีสามไวกอน เปนการชว่ั คราวจนกวา ศาลรัฐธรรมนูญจะมคี าํ วินิจฉยั (๒) วินิจฉัยสั่งการใหผูถูกรองที่ ๑ และผูถูกรองท่ี ๒ เลิกการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... เรื่อง แกไขท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภา โดยทนั ที

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๙ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา (๓) วนิ ิจฉัยวา รา งรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย แกไ ขเพิม่ เตมิ (ฉบบั ที่ ..) พทุ ธศักราช .... เปน โมฆะ หรอื ไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ ตอมา ผูรองที่ ๓ ยื่นคํารองขอแกไขเพ่ิมเติมคํารอง ฉบับลงวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ และฉบับลงวนั ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยเพิ่มเตมิ สาระสําคญั ของคํารอ ง ดงั น้ี (๑) มคี ําสั่งกําหนดมาตรการคุมครองช่ัวคราวใหนายกรัฐมนตรีระงับการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมคี าํ วินิจฉัย (๒) วินิจฉยั ใหก ารดาํ เนินการของผูถกู รอ ง หรือผทู ่ีเก่ียวขอ งเขา ขา ยการกระทาํ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ (๓) วินิจฉัยใหผูถูกรองท่ี ๑ และผูถูกรองท่ี ๒ เลิกการกระทําท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ และ ใหเ ลิกประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... เรื่อง แกไขทีม่ าของสมาชิกวุฒิสภา โดยทันที คํารอ งทส่ี ี่ (เร่ืองพจิ ารณาที่ ๔๓/๒๕๕๖) ผูรองที่ ๔ อางวา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเสนอโดยผูถูกรองที่ ๓ ถึงท่ี ๓๑๐ มีเน้ือหาเปนการแกไขเพ่ิมเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ โดยมีเจตนายกเลิกสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาและใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพียงอยางเดียว ซ่ึงขัดกับหลักการและ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และผูถูกรองท่ี ๓๑๑ และ ผูถูกรองท่ี ๓๑๒ ซ่ึงเปนกรรมาธิการเสียงขางมากและเห็นชอบดวยกับรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ในข้ันการพจิ ารณาของคณะกรรมาธิการ ไดด ําเนนิ การแกไ ขเพ่มิ เตมิ รางรัฐธรรมนูญเพื่อใหตนเองและพวกพอง ไดร บั ประโยชนจ ากบทบญั ญัตขิ องรา งรัฐธรรมนญู แกไขเพมิ่ เตมิ ดงั กลาว โดยการยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) ทําใหบุคคลท่ีเปนบุพการี คูสมรส หรือบุตรของผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสามารถสมัครเปนสมาชิกวุฒิสภาได เปนการขัดตอบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ การแกไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๖) (๗) และ (๙) มีผลทําใหบุคคลที่เคยเปนสมาชิก ของพรรคการเมอื งหรือเคยดาํ รงตาํ แหนง ในพรรคการเมือง หรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลว

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๐ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา หรอื เคยเปน สมาชกิ วฒุ ิสภา สมาชิกสภาทอ งถ่ินหรือผบู ริหารทองถ่นิ หรอื เคยเปน รัฐมนตรีหรือเคยดํารงตําแหนง ทางการเมืองอื่นมาแลว สามารถลงสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาไดตอเนื่องทันทีโดยไมตองอยู ภายใตเ ง่ือนไขตามทร่ี ัฐธรรมนญู กําหนดไวเดมิ นอกจากนี้ การที่รา งรัฐธรรมนญู แกไขเพิ่มเติม มาตรา ๖ ยังมีผลทําใหสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิลงรับสมัครเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาไดอีก เปนการปฏิบัติหนาท่ี อันเปนการขัดกันแหงผลประโยชน ซึ่งขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ อีกท้ังรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๐ ที่กําหนดไมใหมีการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาข้ึนใหมแทนตําแหนงที่วางกรณีที่ ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลงกอนการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงมิใชการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามนัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ตลอดจนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๘ กรณี สมาชิกวุฒิสภาวางลง เพราะเหตุอื่นที่กําหนดใหมีการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายในกําหนด ๔๕ วัน นับแตวันท่ีตําแหนงนั้นวางลงก็มิไดบัญญัติใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๘ มาใชบังคับ ทําใหเกิดปญหา เกี่ยวกับการบงั คับใชรฐั ธรรมนูญ ผูถูกรองท่ี ๑ ยังไดกําหนดใหมีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ท้ังสามฉบับ ซึ่งเปนกระบวนการพิจารณาในวาระที่สอง เมื่อวันท่ี ๔ เมษายน ๒๕๕๖ แตตอมา กลับมีการกําหนดใหมีการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเกี่ยวกับระยะเวลาในการแปรญัตติใหมอีกคร้ังในวันท่ี ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งเปนการยอนกลับมาดําเนินการในขั้นตอนของวาระท่ีหนึ่งใหม การกระทําดังกลาว จึงขัดตอรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ อกี ท้งั ผูถ กู รองที่ ๑ และผถู กู รอ งที่ ๒ ในฐานะประธานรัฐสภาและ รองประธานรฐั สภายังวางตัวไมเปน กลาง โดยในการประชมุ พจิ ารณารา งรัฐธรรมนูญแกไ ขเพ่มิ เติมในวาระทส่ี อง มีการอาศยั มติเสียงขา งมากปด การอภิปรายและลงมตเิ ห็นชอบผานรา งรัฐธรรมนูญแกไขเพ่มิ เตมิ ในขณะที่ ยังมสี มาชิกรัฐสภาผูสงวนคําแปรญัตติและกรรมาธิการเสียงขางนอยผูสงวนความเห็นตองการท่ีจะใชสิทธิ อภิปรายคางอยูเปนจํานวนมาก การทําหนาที่ประธานท่ีประชุมของผูถูกรองที่ ๑ และผูถูกรองที่ ๒ มีลักษณะเปนการเรง รบี รวบรัดโดยรวมกับสมาชกิ รัฐสภาฝายรฐั บาลในการเสนอและลงมติปด การอภิปราย ซ่ึงขัดตอบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ มาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๕ ประกอบมาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๙๑ และขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ขอ ๔๗ ขอ ๕๙ วรรคสอง และขอ ๙๙

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๑ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา นอกจากน้ี การแสดงตนเพ่ือนบั องคประชมุ กอ นการลงมตเิ ห็นชอบรางรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเติม มสี มาชกิ รฐั สภาบางคนนําบัตรประจาํ ตัวสมาชิกรัฐสภาของคนอ่ืนมาทําการเสียบบตั รในชองเสียบบัตรและ กดปุมแสดงตนแทนเพื่อนับองคประชุมกอนการลงมติ และทําการเสียบบัตรในชองเสียบบัตรและกดปุม แสดงตนลงมติแทนสมาชิกรัฐสภาผูซ่ึงเปนเจาของบัตรดังกลาว ท้ังท่ีมีขอเท็จจริงวาสมาชิกรัฐสภา ผูซึง่ เปนเจาของบัตรไมไ ดอ ยูในหอ งประชมุ ทาํ ใหผ ลการนับองคป ระชุมและผลการลงมตไิ มถกู ตองตามความเปนจริง การกระทําดงั กลาวถือเปน การออกเสียงหรอื ลงมติเกินกวา หน่ึงเสียง จึงขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสาม และไมเปนการปฏิบัติหนาที่ดวยความสุจริตและมิไดเปนไปเพ่ือประโยชนของปวงชนชาวไทย ซงึ่ ขัดตอรฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๒๖ วรรคสาม จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและ มคี าํ สั่ง ดงั น้ี (๑) กระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขัดหรอื แยงตอ รฐั ธรรมนญู และเปน โมฆะ (๒) การกระทําของผูถูกรองทั้งหมดเปนการกระทําเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวธิ กี ารซง่ึ มิไดเปนไปตามวถิ ีทางที่บญั ญตั ไิ วใ นรัฐธรรมนญู รวมท้งั ส่งั ใหผ ถู ูกรอ งท้งั หมดเลิกการกระทํา ดังกลา ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ (๓) ขอใหม ีคําสง่ั ใหม ีการไตส วนเพ่อื พจิ ารณากาํ หนดวธิ ีการคุมครองช่ัวคราวกอ นมีคําวินิจฉยั ดว ย ประเด็นท่ีศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา คํารองของผูรองท้ังสี่ตองดวยหลักเกณฑ ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึง่ บัญญตั วิ า “บุคคลจะใชส ิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนูญ เพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญน้ี มิได” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการ ตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและ ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการใหเลิกการกระทําดังกลาว แตทั้งนี้ ไมกระทบกระเทือน การดาํ เนินคดีอาญาตอผูกระทําการดงั กลาว”

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๒ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลว เห็นวา มาตรา ๖๘ วรรคสอง เปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิแกผูทราบ การกระทําของบุคคลหรือพรรคการเมืองผูกระทําการตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง มีสิทธิใหมีการตรวจสอบ การกระทําดังกลาวไดสองประการคือ หนึ่ง เสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริง และสอง ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาว ซึ่งเปนสิทธิของผูรองท่ีจะยื่นคํารอง ตอศาลรัฐธรรมนูญไดโดยตรง ประกอบกับเร่ืองนี้มีมูลกรณีท่ีพอรับฟงในเบ้ืองตนไดวา ผูถูกรองทั้งหมด มีพฤติการณในการเสนอญัตติแกไขเพิ่มเติมรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ในสวนท่ีเกี่ยวของกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาในประการที่อาจเขาขายเปนการทําลาย ระบบตรวจสอบและถวงดุลอันเปนดุลยภาพระหวางสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภารวมทั้งองคกรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมเปนอํานาจหนาท่ีของวุฒิสภาที่มาจากการออกแบบ ตามรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซ่ึงเปนเจตนารมณของรัฐธรรมนูญตามท่ีระบุไว ในคําปรารภของรัฐธรรมนูญที่มีความมุงหมายใหรัฐธรรมนูญนี้เปนแนวทางในการปกครองประเทศ โดยใหประชาชนมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นในการจัดทํารางรัฐธรรมนูญอยางกวางขวางทุกข้ันตอน มีบทบาทและมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยางเปนรูปธรรมดวยการกําหนดกลไก สถาบนั การเมืองทัง้ ฝายนิตบิ ัญญตั แิ ละฝายบรหิ ารใหม ดี ลุ ยภาพและประสิทธภิ าพตามวิถีการปกครองแบบรฐั สภา รวมทั้งใหสถาบันศาลและองคกรอิสระอ่ืนสามารถปฏิบัติหนาท่ีไดโดยเที่ยงธรรม ดวยเหตุนี้ จึงเห็นวา มีมูลกรณีที่อาจจะเปนการกระทําเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตาม วิถที างทบี่ ัญญตั ิไวใ นรัฐธรรมนูญนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง จึงมีคําสั่งใหรับคํารองทั้งส่ีไว พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง และขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณา และการทําคาํ วนิ จิ ฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๑๗ (๒) และแจงใหผ ถู กู รอ งทั้ง ๓๑๒ คน ย่ืนคําชี้แจงแกขอกลาวหา ภายใน ๑๕ วัน นบั แตวนั ทไี่ ดร ับสาํ เนาคาํ รอ ง สวนคาํ ขออน่ื ใหย ก ระหวางดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผูถูกรอง ๓๑๑ คน ไมไดยื่นคําช้ีแจง แกขอกลาวหาตอศาลรัฐธรรมนูญ มีเพียงนายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ผูถูกรองท่ี ๒๙๓ โดยช้แี จงแกข อ กลา วหา สรุปไดวา เม่ือวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ตนไดลงลายมือชื่อเสนอรางรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ตอผูถูกรองท่ี ๑ โดยตนเห็นวา การกําหนดใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกต้ังเชนเดียวกับวิธีการไดมาซึ่งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๓ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา ซ่ึงมีที่มาจากการเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชน อันเปนการสงเสริมหลักประชาธิปไตย และการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเปนการยึดโยงกับประชาชนในพื้นท่ีแตก็มิไดเห็นพอง ดวยกับการแกไ ขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนูญในบางมาตรา เนอื่ งจากการแกไ ขผิดไปจากเจตนารมณฉบับทย่ี กรางตั้งแตแ รก กลา วคอื ในรางรฐั ธรรมนูญแกไ ขเพม่ิ เติม มาตรา ๕ ซ่ึงแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ และ ในรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๗ ซึ่งแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ ตนไดงดออกเสียง ในวาระที่สาม การกระทําดังกลาวของตนเปนไปโดยสุจริต และมิไดกระทําการในลักษณะเพ่ือใหไดมา ซง่ึ อํานาจในการปกครองประเทศซงึ่ มิไดเ ปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ หรือมิไดมีผลเปล่ียนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ พจิ ารณาวนิ ิจฉัยยกคาํ รอ งในสวนของตน ศาลรัฐธรรมนูญไดไตสวนพยานฝายผูรองและพยานศาล เม่ือวันท่ี ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จํานวน ๗ ปาก คือ พลเอก สมเจตน บุญถนอม นายวิรัตน กัลยาศิริ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นายนพิ ิฏฐ อนิ ทรสมบตั ิ นายไพบูลย นติ ิตะวัน นายสุวิจักขณ นาควัชระชัย และนางอัจฉรา จูยืนยง สรปุ ไดดังน้ี พลเอก สมเจตน บุญถนอม ผรู อ งที่ ๑ และนายวิรตั น กลั ยาศิริ ผรู องที่ ๒ เบิกความสรุปไดวา การที่ผูถูกรองที่ ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ ไดรวมกันลงชื่อเสนอญัตติและพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม เก่ียวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาน้ัน เปนการกระทําเพื่อใหไดอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซง่ึ มไิ ดเปน ไปตามวิถีทางท่ีบญั ญัตไิ วในรฐั ธรรมนญู นี้ โดยมีเหตผุ ลดังนี้ ๑. รางเสนอแกไขรฐั ธรรมนญู ท่ีนําเขา มาพิจารณาในวาระท่ีหนึ่ง เปนคนละฉบับกับท่ีผูถูกรอง ท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดลงช่ือยื่นญัตติไว ถือวาฉบับที่รัฐสภาไดพิจารณาในวาระท่ีหนึ่งไมมีผูเสนอญัตติ จึงเปนการกระทําท่ขี ดั ตอรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ (๒) ๒. กระบวนการในการพิจารณาแกไขรัฐธรรมนูญขัดตอรัฐธรรมนูญ กลาวคือ มีการตัดสิทธิ สมาชิกรฐั สภาในการยน่ื คําแปรญตั ติ โดยการกําหนดวันแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ๑๕ วัน อยางไมถ กู ตองตามขอ บงั คบั การประชมุ ของรัฐสภา เปนเหตุใหสมาชิกรัฐสภาหลายคนไมสามารถแปรญัตติได อีกทง้ั มีการตดั สิทธอิ ภปิ รายของผสู งวนคาํ แปรญตั ตแิ ละผูสงวนความเหน็ โดยใชเสียงขา งมากในการปดการอภิปราย และลงมติ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๔ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา ๓. การประชุมพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมน้ัน กระทําการโดยผูมีสวนไดเสียและ ผลประโยชนทบั ซอน และเปนการรว มมอื กันระหวางสมาชิกวุฒสิ ภากบั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรท่ีรวมกัน ยน่ื ญัตตแิ กไ ขเพมิ่ เติมรัฐธรรมนญู ใหเ ปน ประโยชนซ ึง่ กนั และกนั ๔. ในการพิจารณารายมาตราในวาระทส่ี อง มสี มาชกิ รฐั สภาที่เปน ฝายเสนอญตั ติในการแกไ ขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญฉบับน้ีไดใชบัตรลงมติแทนผูอ่ืน ทั้งมีการลงมติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑ กบั มาตรา ๑๑/๑ ในคราวเดียวกนั ๕. การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนไปโดยรีบเรงรวบรัดข้ันตอนดังกลาว เน่ืองจาก หากรัฐธรรมนูญนี้แกไขสําเร็จจะทําใหฝายผูถูกรองและพวกพองไดประโยชน โดยการแกไขท่ีมา คณุ สมบตั ิ ลักษณะตองหาม และวาระการดาํ รงตําแหนง ของสมาชกิ วฒุ สิ ภา ซึง่ ไมเปนไปตามเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันท่ีไดออกแบบไวเพื่อการตรวจสอบและถวงดุลการใชอํานาจรัฐ ประกอบกับ มีการแกไขใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบัน โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ตอ งส้ินสดุ สมาชิกภาพทนั ทีท่ีสมาชิกวฒุ ิสภาชุดใหมเ ขามาดํารงตําแหนง ๖. มีการกําหนดใหกระบวนการพิจารณาจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย การเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ใหแลวเสร็จภายในกําหนดระยะเวลา ๑๒๐ วัน หากกระบวนการไมเสร็จสิ้นใหนําฉบับท่ีผานจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นทูลเกลาฯ ไดทันที เปนการตัดอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ผูรองจึงเห็นวา การดําเนินการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผูถูกรองที่ ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ เปน กระบวนการเพ่อื ใหไดม าซง่ึ อาํ นาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการท่ีมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญน้ี ซง่ึ เปน การกระทําที่ขดั ตอ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่งึ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี พยานของผูรองท่ี ๒ และผูรองที่ ๔ เบิกความสรุปไดวา พยาน เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปตย ไดตอสูและรองเรียนเก่ียวกับ การที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรใชบัตรลงมติแทนกันมาโดยตลอด แตการรองเรียนไมเคยเปนผลให มีการลงโทษผูกระทําความผิดได กอนท่ีจะเกิดเหตุการณในคลิปวีดิทัศนอางเปนพยานหลักฐานในคดีนี้ พยานก็ไดเห็นเหตุการณและไดประทวงตอประธานในท่ีประชุมแลวก็ไมเปนผล โดยพฤติกรรมของ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๕ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา กลุมบุคคลที่พยานเห็น มีการกระทําดังกลาวท้ังในการประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมรัฐสภา โดยมีผูถ อื บตั รแทนสมาชกิ ผูอ ่ืน ถา ระหวา งท่ีสมาชิกเจาของบัตรที่ฝากไวไมอยู ผูถือบัตรจะตองแสดงตน และลงมติให เม่ือพยานรูเห็นเหตุการณแตไมมีหลักฐานประกอบการกลาวหา จึงไปขอรองเจาหนาท่ี ซ่ึงพยานไมขอเปดเผยชื่อใหชวยถายรูปและวีดิทัศนให โดยพิมพภาพของบุคคลท่ีพยานยืนยันวาเปน นายนริศร ทองธิราช สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ซ่ึงพยานรูจักดี เนื่องจากเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลวถึงสิบปจึงรูจักกัน พยานทราบวานายนริศร ทองธิราช มพี ฤตกิ รรมในการใชบตั รแทนผอู ื่น จึงคอยติดตามตรวจสอบ และไดขอใหเจาหนาที่ทําการถายภาพและ วีดิทัศน โดยใชกลองท่ีถายภาพน่ิงและวีดิทัศน โดยพยานคอยใหสัญญาณอยูในหองประชุม เม่ือพยาน ไดคลิปวีดิทัศนที่ใหเจาหนาที่ถายมาแลว ก็นําไปมอบใหฝายกฎหมายของพรรคประชาธิปตยเพื่อ ดําเนินการตอไปหลังจากที่พยานไดรองเรียนและเผยแพรคลิปวีดิทัศนดังกลาว ก็ไมปรากฏวา นายนรศิ ร ทองธริ าช มาตอวา พยานหรือแจง ความประการใด ศาลรัฐธรรมนูญไดเปดคลิปวีดิทัศนซ่ึงเปนพยานหลักฐานประกอบคํารองของผูรองที่ ๒ และ ใหพยานอธิบายเหตุการณตามภาพที่ปรากฏ พยานยืนยันวาเปนเหตุการณของการแกไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และเปนเหตุการณท้ังในการนับองคประชุมและการลงมติดวย พยานเบิกความตอ ไปวาในการลงคะแนนประธานรัฐสภาจะใหก ดปุมแสดงตนกอน เพอ่ื ใหน บั องคประชุมใหค รบ และตองกดปุมอีกครั้งหนึ่งเพ่ือลงมติ แตบุคคลในภาพใชบัตรกดใหสมาชิกคนอื่นท่ีไดรับบัตรมา และ ในคลิปวีดิทัศนอีกสองคลิป จะเห็นวาบุคคลดังกลาวเปล่ียนตําแหนงที่นั่ง เพราะทราบวาคนของพยาน แอบถายภาพและวีดิทัศนอยู พยานทราบวาระบบการยืนยันตนดวยบัตรแสดงตนและลงคะแนน อิเล็กทรอนิกสน้ันชองอานบัตรจะนําบัตรมาใชก่ีใบก็ได ไมสามารถตรวจสอบไดวา ชองอานบัตรน้ัน มีการใชบัตรก่ีใบกี่ครั้ง หรือใชบัตรใบอื่นในชองเดิมหรือไม ซ่ึงถาเปนบัตรของบุคคลคนเดียวกัน หากใชบัตรของสมาชิกคนใดแลวใชบัตรสํารองของสมาชิกรายเดิมไมได เพราะเม่ือมีการใชบัตรท่ีมีรหัส ของบคุ คลใดแลว ระบบจะไมใหน าํ บตั รสาํ รองท่มี รี หสั ของบคุ คลเดิมมาใชซ า้ํ นายนิพิฏฐ อินทรสมบัติ พยานของผูรองที่ ๒ และผูรองที่ ๔ เบิกความสรุปไดวา การพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมนั้น มิไดกระทําเปนสามวาระ เน่ืองจากการกําหนดวันแปรญัตติ เปนไปโดยไมถูกตองตามข้ันตอน การกําหนดวันแปรญัตติเปนกระบวนการสําคัญเพ่ือใหสมาชิกรัฐสภา

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๖ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ไดย่นื คาํ แปรญตั ติ โดยสมาชิกสวนหนงึ่ อาจจะไมเห็นดวยกับรางกฎหมายหรือรางรัฐธรรมนูญมีสิทธิแปรญัตติ เพ่ือท่ีจะแสดงความเห็นในช้ันกรรมาธิการ หากคณะกรรมาธิการไมเห็นดวยก็มีสิทธิสงวนคําแปรญัตติไว เพ่อื ผูท่สี งวนคําแปรญตั ตนิ น้ั จะไดน าํ ความเหน็ ไปอภปิ รายตอ ในทีป่ ระชมุ รฐั สภา สทิ ธใิ นการแปรญตั ติและ สงวนคําแปรญัตติเปนเอกสิทธ์ิของสมาชิกรัฐสภา โดยพยานไดยื่นขอแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเติมดังกลาวแลว แตคณะกรรมาธิการปฏิเสธ โดยอางวาพยานย่ืนคําแปรญัตติเกินกําหนด ระยะเวลา ๑๕ วัน พยานไมเคยพบกรณีที่มีการตัดสิทธิผูสงวนคําแปรญัตติไมใหอภิปราย โดยอางวา ประธานในที่ประชุมสามารถกําหนดระยะเวลาการอภิปรายไดเพื่อไมใหเปนการเย่ินเยอ การแปรญัตติ มีความสําคัญคือ หากสมาชิกมิไดแปรญัตติไว จะคัดคานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการไมได เวนแตเ ปนการอภปิ รายในสวนทคี่ ณะกรรมาธกิ ารแกไ ข แตถาคณะกรรมาธิการยืนตามรางเดิมไมไดแกไข ผทู ไ่ี มไ ดแปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติไวกไ็ มมีสิทธอิ ภปิ ราย นายไพบลู ย นิติตะวนั พยานของผรู อ งท่ี ๒ และผรู อ งที่ ๔ เบิกความสรปุ ไดว า จากการตรวจสอบ ของคณะอนุกรรมาธิการปองกันการทุจริตและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐในคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรอื่ งการทุจริตและเสรมิ สรางธรรมาภิบาล ของวุฒสิ ภา ที่พยานไดนําเสนอตอศาลรัฐธรรมนูญ มีขอเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมฉบับท่ีเสนอญัตติกับท่ีนําเขาประชุมในรัฐสภา เปนคนละฉบับกัน โดยพยานเช่ือวามีการนํารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับใหมมาเปล่ียนในเชาวันท่ี ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ โดยการแกไขญัตตเิ สนอรางรฐั ธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมไมไดทําเปนหนังสือลงลายมือช่ือ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาท่เี สนอญัตติ โดยท่ีรางรัฐธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเตมิ ท่ีเสนอเปนครั้งแรก ท่ีมีการลงลายมือชื่อน้ัน เปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับท่ียื่นในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ซ่ึงไมมีการแกไ ขมาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง พยานซ่งึ เปน ประธานอนกุ รรมาธิการดงั กลาว ไดเชิญนางบุษกร อัมพรประภา ผูอํานวยการสํานักการประชุม สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร ซ่ึงเปนผูดูแลเร่ืองน้ีโดยตรงมาช้ีแจงวาในวันเสารที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๖ นางสาวนงเยาว ประพิณ นติ กิ รชาํ นาญการพเิ ศษ ประจําสาํ นกั การประชมุ แจง วา มีผูมาขอเปลี่ยนรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพิ่มเติมดังกลาว เปนขาราชการในสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร แตจําไมไดวาเปนใคร โดยไมมีการโทรศัพท ประสานจากนายอดุ มเดช รตั นเสถียร พยานเห็นวาเปนการปลอมญัตตแิ ละใชญัตติปลอมในการประชมุ รัฐสภา

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๗ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ถือเปนการรวมกันกระทําเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิถีทางท่ีมิไดเปนไปตามที่ รฐั ธรรมนูญบัญญตั ิไว นายสุวิจักขณ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา พยานศาล เบิกความสรุปไดวา รางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเตมิ ที่เสนอมาตามญตั ติขอแกไขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนญู นัน้ มีฉบับเดยี วตรงกันกบั ทใี่ ชในการประชุมรฐั สภา แตพยานไมเคยตรวจเปรียบเทียบระหวางรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมที่ย่ืนมาตามญัตติ กับรางรัฐธรรมนูญ แกไ ขเพมิ่ เตมิ ท่ใี ชในการประชุมรฐั สภาจริง เพราะพยานไมอยใู นวนั ทมี่ กี ารย่ืนญตั ติ โดยการตรวจรา งรฐั ธรรมนูญ หรือรางพระราชบัญญัติเปนหนาที่ของเจาหนาท่ีชั้นตน พยานไดมาตรวจสอบก็เมื่อรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพ่ิมเติมดังกลาวจะเขาสูการประชุมรัฐสภาในวาระที่หน่ึง โดยทางปฏิบัติท่ีผานมาการแกไขญัตติ กอนที่ประธานจะวินิจฉัยส่ังการใหบรรจุเขาวาระนั้นกระทําได โดยเจาหนาท่ีก็จะบันทึกแกไขตามท่ี ผูเสนอไดขอแกไขมากอนเสนอ พยานทราบวามีคณะอนุกรรมาธิการฯ เรียกเจาหนาที่ที่เก่ียวของ ไปทําการสอบสวน แตพยานยงั ไมทราบผลการสอบสวน เน่ืองจากเจาหนาที่ยังไมมาชี้แจง สําหรับเร่ือง วนั เวลาในการยน่ื ญตั ตทิ ั่ว ๆ ไปน้ันอาจจะย่ืนนอกวนั และเวลาราชการกไ็ ด หากมกี ารประชุมในวนั นัน้ สวนประเด็นเรื่องสมาชิกรัฐสภาใชบัตรอิเล็กทรอนิกสแสดงตนและลงมติแทนกันนั้น พยานเบิกความวา เทาที่พยานทราบ สมาชิกรัฐสภาก็จะใชบัตรซ่ึงทางสํานักงานเลขาธิการรัฐสภา มอบใหคนละหน่ึงใบ เปนบัตรประจําตัวของสมาชิกสําหรับเปนบัตรลงคะแนน โดยเม่ือเริ่มประชุมคร้ังแรก จะใชวธิ กี ารลงชอื่ ทีห่ นา หอ งประชุม พอครบองคประชุมประธานรัฐสภาก็จะเปด ประชุม โดยระบบการลงคะแนน ดวยบตั รน้ีใชม าประมาณ ๑๐ ปแลว เพอื่ แกปญหากรณกี ารนับคะแนนดวยการยกมอื ซง่ึ อาจจะผิดพลาด และโตแยงกันได สวนการจะใชบัตรแทนกันหรือไม พยานไมทราบ แตทราบวาประธานรัฐสภา ไดตง้ั กรรมการข้ึนมาตรวจสอบแตย งั ไมม ีขอสรุปในเรื่องน้ี ศาลรัฐธรรมนูญไดเปดคลิปวีดิทัศนซ่ึงเปนพยานหลักฐานประกอบคํารองของผูรองที่ ๒ และ ใหพยานดูเพื่อใหความเห็น พยานเบิกความวา ไมแนใจวาเปนการใชบัตรแทนกันหรือไม โดยเห็นวา อาจจะเปนการใชบัตรสองใบ บัตรหนึ่งเพื่อแสดงตน อีกบัตรเพื่อลงมติ แตพยานไมแนใจวา สมาชิกรัฐสภาหนึง่ คนจะมบี ัตรเพื่อลงมติหรอื แสดงตนกันคนละกใ่ี บ ทงั้ น้ี พยานรับวา เสยี งของประธาน ในที่ประชุมที่พยานไดยินในคลิปวีดิทัศนเปนเสียงของนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ผูทําหนา ท่ีประธานในที่ประชมุ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๘ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา นางอัจฉรา จูยืนยง ผูบังคับบัญชากลุมงานโสตทัศนูปกรณ สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร พยานศาล เบิกความสรุปไดวาระเบียบขั้นตอนในการเขาประชุมรัฐสภานั้น สมาชิกรัฐสภาท่ีมาถึงแลว จะไปลงช่ือไว โดยสมาชิกจะมีบัตรท่ีจะแนบบัตรกับเครื่องอิเล็กทรอนิกส ระบบจะประมวลผลวา มีสมาชิกรัฐสภามาลงช่ือเขารวมประชุมกี่ราย และสงผลมาท่ีกลุมงานโสตทัศนูปกรณ โดยผูรับผิดชอบ เรือ่ งการลงชือ่ และแนบบตั รเขา ประชุม ไดแก กลมุ งานทะเบยี นประวตั ิ ศาลรัฐธรรมนูญไดเปดคลิปวีดิทัศนซ่ึงเปนพยานหลักฐานประกอบคํารองของผูรองที่ ๒ และ ใหพ ยานดเู พื่อใหความเห็น พยานเบกิ ความวา ภาพในคลิปนา จะเปน ชวงการกดบตั รเพ่ือลงคะแนนโดยตามปกติ หน่ึงบัตรจะใชไดหน่ึงคน ลงคะแนนไดหนึ่งเสียง พยานเห็นวาบุคคลที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศนมีบัตร อยูในมือหลายใบ สว นอุปกรณท่ใี ชในการอานบัตรนนั้ หากสมาชิกรฐั สภาใสบ ัตรเขาไปแลวกดลงคะแนนไปแลว ดงึ บตั รออกมา และนําบัตรผูอ่นื ใสเ ขาไปอีก ในระบบสามารถทําได เวนแตเปนบัตรของตนเองท่ีใสและ กดลงมติไปแลว แตผลในกรณีท่ีมีการใชบัตรอ่ืนเขาไปกดลงมติในลักษณะดังกลาว จะสงผลตอการนับคะแนน หรือไม พยานไมทราบ นอกจากน้ี ยังมีบัตรสํารองเก็บไวท่ีเจาหนาที่สําหรับสมาชิกรัฐสภาท่ีลืมนําบัตร ของตนเองมาอีกหนึ่งใบตอหน่ึงคนดวย รวมเปนสองใบตอสมาชิกหน่ึงคน โดยเทคโนโลยีท่ีใชอยู ในท่ปี ระชุมรัฐสภาน้ี ไมสามารถตรวจสอบไดวา เจาของบัตรเปนคนกดบัตรลงมติดวยตนเอง หรือสมาชิกอ่ืน เปนผูกดแทน ในทางปฏิบัติหากสมาชิกรัฐสภาใสบัตรและกดบัตรลงคะแนนแลวสับเปลี่ยนบัตรอื่น มาใสที่ชองอานบัตรเดียวกันและลงคะแนนอีกในเวลาไลเลี่ยกันตอเนื่องกันก็สามารถกระทําได และ ระบบจะนบั คะแนนให จนกวาประธานในทป่ี ระชมุ จะสง่ั ปดการนบั คะแนน ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคํารองและเอกสารหลักฐานประกอบของผูรอง และไตสวนพยานหลักฐาน อีกทัง้ ส่งั ใหคูก รณียนื่ คาํ แถลงการณป ดคดีเปน หนงั สอื แลว จึงกาํ หนดประเด็นวนิ จิ ฉัย รวม ๒ ประเด็น คือ ประเด็นที่หนึ่ง กระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เปนการกระทําเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมไิ ดเ ปน ไปตามวถิ ที างท่ีบัญญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนญู น้ี หรอื ไม ประเด็นท่ีสอง การแกไขเพ่ิมเติมเนื้อหาของรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เปนการกระทําเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซงึ่ มไิ ดเ ปนไปตามวถิ ที างทีบ่ ัญญตั ิไวในรัฐธรรมนูญน้ี หรอื ไม

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๙ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา กอนพิจารณาประเด็นดังกลาว มีปญหาตองพิจารณาในเบ้ืองตนวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจ ในการวนิ จิ ฉยั เกยี่ วกบั กรณีการแกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญ หรือไม พิจารณาแลว เห็นวา ประเทศทีน่ าํ เอา ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใชในการปกครองประเทศ ลวนมีวัตถุประสงคและมุงหมาย ท่ีจะออกแบบหรือสรางกลไกในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในอันท่ีจะทําใหประชาชน เขา มามบี ทบาทและมสี วนรว มในการปกครองและตรวจสอบการใชอ ํานาจรัฐ อีกทั้งสรางระบบตรวจสอบ และถวงดุลระหวางองคกรหรือสถาบันทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อใหเกิดดุลยภาพในการใชอํานาจอธิปไตย ซึ่งเปนของประชาชน ตามหลักการแบงแยกอํานาจที่แบงชองทางการใชอํานาจออกเปน ๓ ทาง คือ การใชอ าํ นาจนิติบญั ญตั ทิ างรัฐสภา การใชอ ํานาจบริหารทางคณะรฐั มนตรี และการใชอ ํานาจตลุ าการทางศาล ดงั จะเหน็ ไดจ ากความตอนหนึง่ ทป่ี รากฏในคาํ ปรารภของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ อนั เปน กฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเปน เจตนารมณของรัฐธรรมนูญท่ีวา “รางรัฐธรรมนญู ฉบบั ท่ีจัดทําใหมน ้ี มีสาระสาํ คญั เพอื่ ใหบรรลุวัตถุประสงครวมกันของประชาชนชาวไทย ในการธํารงรักษาไวซึ่งเอกราชและ ความมั่นคงของชาติ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาใหสถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนประมขุ และเปน มงิ่ ขวัญของชาติ การยดึ ถอื ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปน ประมุข เปนวิถีทางในการปกครองประเทศ การคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ใหประชาชนมีบทบาท และมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยางเปนรูปธรรม การกําหนดกลไก สถาบันทางการเมืองท้ังฝายนิติบัญญัติ และฝายบริหาร ใหมีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา รวมทงั้ ใหสถาบันศาลและองคกรอิสระอ่ืนสามารถปฏิบัตหิ นา ทไี่ ดโดยสุจรติ เทย่ี งธรรม” จากหลักการดังกลาว ยอมแสดงใหเห็นอยางแจงชัดวา เจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความมุงหมายทจี่ ะใหอ งคก รหรือสถาบนั การเมอื งไดปฏบิ ตั ิหนา ท่ีดวยความถูกตอ งชอบธรรม มคี วามเปนอิสระ และซอ่ื สัตยสจุ ริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชน ไมประสงคท่ีจะใหองคกรหรือสถาบันการเมืองใดบิดเบือนการใชอํานาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากความชอบธรรมทุกรูปแบบ อีกท้ังไมประสงคท่ีจะใหองคกรหรือสถาบันการเมืองหยิบยก บทกฎหมายใดมาเปนขออางเพ่ือใชเปนฐานสนับสนุน คํ้าจุน ในอันที่จะแสวงหาผลประโยชนสวนตน หรือพวกพองจากการใชอ ํานาจนน้ั ๆ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๐ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ถึงแมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะใหถือเอามติฝายเสียงขางมากเปนเกณฑก็ตาม แตห ากละเลยหรอื ใชอ ํานาจอาํ เภอใจกดขี่ขมเหงฝายเสียงขางนอย โดยไมฟงเหตุผลและขาดหลักประกัน จนทําใหฝายเสียงขางนอยไมมีท่ีอยูท่ียืนตามสมควรแลวไซร จะถือวาเปนการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยไดอยางไร หากแตจะกลับกลายเปนระบอบเผด็จการฝายขางมาก ขัดแยงตอระบอบ การปกครองของประเทศไปอยางชัดแจง ซึ่งหลักการพ้ืนฐานสําคัญน้ีไดรับการยืนยันมาโดยตลอดวา จําเปนตองมีมาตรการในการปองกันการใชอํานาจบิดเบือน หรืออํานาจอําเภอใจของบุคคลหรือ กลมุ บคุ คลฝา ยใดฝายหนึ่งท่ีเขามาใชอํานาจอธิปไตยของประชาชน โดยใหต้ังมั่นอยูบนหลักการแบงแยก การใชอํานาจอธิปไตยอันเปนอํานาจของปวงชนชาวไทย เพื่อใหแตละองคกรหรือสถาบันการเมือง ที่ใชอํานาจดังกลาวอยูในสถานะที่จะตรวจสอบและถวงดุลเพื่อทัดทานและคานอํานาจซ่ึงกันและกันได อยางเหมาะสม มิใชแบงแยกใหเปนพ้ืนท่ีอิสระของแตละฝายที่จะใชอํานาจตามอําเภอใจอยางไรก็ได เพราะหากปลอยใหฝ า ยใดฝายหน่ึงมีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยปราศจากการตรวจสอบและถวงดุลแลว ยอมเปนความเส่ียงอยางยิ่งท่ีจะทําใหเกิดความเสียหายและนําพาประเทศชาติใหเกิดเส่ือมโทรมลง เพราะความผิดหลงและมัวเมา ในอํานาจของผูถอื อาํ นาจรฐั ในการน้ีอาจกลาวไดวา องคกรที่ทําหนาท่ีแทนผูใชอํานาจอธิปไตย ไมวาจะเปนรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล ลวนถูกจัดต้ังขึ้นหรือไดรับมอบอํานาจมาจากรัฐธรรมนูญท้ังสิ้น ดังน้ัน การใชอาํ นาจหนา ท่ีขององคก รเหลานี้จึงตองถกู จาํ กดั ขอบเขตทั้งในดา นกระบวนการและเนอ้ื หา กรณจี ึงมผี ลให การใชอํานาจหนา ท่ีขององคก รท้ังหลายเหลา นไ้ี มสามารถที่จะขดั หรอื แยง ตอรฐั ธรรมนูญได ดวยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงไดนําหลักนิติธรรม มากํากับการใชอํานาจหนาท่ีของทุกฝาย ทุกองคกร และทุกหนวยงานของรัฐภายใตหลักการท่ีวา นอกจากจะตอ งใชอาํ นาจหนา ที่ใหถ ูกตอ งตามบทกฎหมายที่มีอยทู วั่ ไปแลว ยังจะตองใชอาํ นาจและปฏิบัตหิ นา ที่ ใหถูกตองตามหลักนิติธรรมดวย กรณีจึงไมอาจปฏิบัติตามบทกฎหมายที่เปนลายลักษณอักษร หรือ หลักเสียงขางมากเพียงดานเดียวเทาน้ัน หากแตยังจะตองคํานึงถึงหลักนิติธรรมควบคูกันไปดวย การอางหลักเสียงขางมากโดยที่ไมไดคํานึงถึงเสียงขางนอย เพื่อหยิบยกมาสนับสนุนการใชอํานาจ ตามอําเภอใจเพ่ือใหบรรลุเปาหมายหรือวัตถุประสงคของผูใชอํานาจ ทามกลางความทับซอนระหวาง ผลประโยชนสวนตนหรือกลุมบุคคลกับผลประโยชนของประเทศชาติและความสงบสุขของประชาชนโดยรวม

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๒๑ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา ยอ มจะนําไปสูความเสียหายและความเสือ่ มโทรมของประเทศชาติหรือการวิวาทบาดหมางและแตกสามัคคีกัน อยางรุนแรงระหวางประชาชน และยอมขัดตอหลักนิติธรรมตามมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ซ่งึ หมายถึง “รฐั ธรรมนูญน”้ี ตามนยั มาตรา ๖๘ นั่นเอง การใชกฎหมายและการใชอ าํ นาจทกุ กรณีจึงตอ งเปนไปโดยสุจริต จะใชโดยทุจริตฉอฉลมีผลประโยชนทับซอน หรอื วาระซอ นเรน มิได เพราะมิเชนนั้น จะทําใหบรรดาสุจริตชนคนสวนใหญของประเทศอาจสูญเสียประโยชน อันพงึ มีพึงได ใหไ ปตกอยูแกบ คุ คลหรอื คณะบคุ คลผูใ ชอ ํานาจโดยปราศจากความชอบธรรม หลักนิติธรรมถือเปนแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเปนความเปนธรรมท่ีบริสุทธิ์ ปราศจากอคติ โดยไมมีผลประโยชนสวนตนเขามาเก่ียวของและแอบแฝง หลักนิติธรรมจึงเปนหลักการพ้ืนฐานสําคัญของกฎหมายที่อยูเหนือบทบัญญัติที่เปนลายลักษณอักษร ซง่ึ รัฐสภาก็ดี คณะรฐั มนตรีก็ดี ศาลก็ดี รวมท้ังองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานตาง ๆ ของรัฐ ก็ดี จะตองยึดถอื เปน แนวทางในการปฏบิ ัติ สวนหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองของประชาชนโดยประชาชน และเพ่ือประชาชน มิใชการปกครองตามแนวคิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมิใชการปกครองท่ีอางอิง แตเพียงฐานอํานาจท่ีมาจากการชนะเลือกต้ังเทานั้น ทั้งน้ี เนื่องจากหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังมีองคประกอบสําคัญอีกหลายประการ การท่ีองคกรหรือสถาบันการเมือง ในฐานะผูใชอํานาจรัฐ มักจะอางอยูเสมอวา ตนมาจากการเลือกต้ังของประชาชน แตกลับนําแนวความคิดของบุคคลใดบุคคลหน่ึง มาปฏบิ ัติหาใชว ธิ ีการปกครองระบอบประชาธิปไตยท่ีมคี วามมงุ หมายเพ่ือประโยชนสขุ ของประชาชนโดยสวนรวม ภายใตหลักนิติธรรมไม เน่ืองจากประชาธิปไตยมิไดหมายถึงเพียงการไดรับเลือกต้ังหรือชนะการเลือกต้ัง ของฝา ยการเมอื งเทานน้ั เพราะเสยี งสว นใหญจ ากการเลือกตั้งมคี วามหมายเพียงสะทอนถึงความตองการ ของประชาชนผูมีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังในแตละคร้ังเทาน้ัน หาใชเปนเหตุใหตัวแทนใชอํานาจได โดยไมตองคาํ นึงถงึ ความถกู ตอ งและชอบธรรมตามหลักนิติธรรม แตอ ยางใด ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไดกําหนดใหมีศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจหนาท่ีสําคัญ ในการตรวจสอบและถวงดุลการใชอํานาจเพ่ือใหเปนไปตามหลักนิติธรรม ภายใตหลักการควบคุมความชอบ ดวยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย อันเปนปรัชญาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในอันที่จะทําใหสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนท่ีรัฐธรรมนูญรับรองไวไดรับการคุมครองอยางเปนรูปธรรม ควบคูไปกับ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๒ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา การธาํ รงและรักษาไวซึ่งความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นไดจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคหา ที่วา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองคก รอืน่ ของรฐั ประกอบมาตรา ๒๗ ท่ีวา สิทธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญนี้ รับรองไวโดยชัดแจง โดยปริยาย หรือโดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยอมไดรับความคุมครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมท้ังองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐโดยตรง ในการตรากฎหมาย การบังคบั ใชกฎหมาย และการตคี วามกฎหมายทั้งปวง เม่ือพิจารณาโดยตลอดแลว เหน็ วา คดีนีผ้ ูรองทั้งส่ีใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ดวยการยื่นคํารอง ตอ ศาลรัฐธรรมนญู โดยอางวาผูถกู รองทั้งหมดไดก ระทําการเพอื่ ลม ลา งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมไิ ดเ ปน ไปตามวิถีทางทบ่ี ัญญัติไวใ นรฐั ธรรมนญู นี้ ศาลรัฐธรรมนญู จงึ มอี ํานาจทีจ่ ะพิจารณาวนิ ิจฉยั ได ประเด็นท่ีหนึ่ง กระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... มีลักษณะเปนการกระทําเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวธิ ีการซึ่งมิไดเปน ไปตามวิถีทางทีบ่ ัญญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนูญน้ี หรือไม (๑) รางรัฐธรรมนูญแกไ ขเพมิ่ เติมเก่ยี วกับท่ีมาของสมาชิกวฒุ ิสภาท่ใี ชใ นการประชุมพิจารณารวมกัน ของรัฐสภาเปน ฉบับเดียวกันกับท่ีมีการย่ืนญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมตอสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร ในฐานะสาํ นักงานเลขาธิการรฐั สภา หรอื ไม ผูรองอางวา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่ผูเสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตอรัฐสภา มีเน้ือความไมตรงกับรางรัฐธรรมนูญที่ไดมีการแจกจาย ใหสมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่หนึ่งข้ันรับหลักการ มีขอแตกตางกันหลายประการ ในกรณีน้ี ศาลรฐั ธรรมนญู มีคําสัง่ ใหเ ลขาธิการรัฐสภาสงตนฉบบั ของรา งรัฐธรรมนูญแกไ ขเพมิ่ เตมิ ทเ่ี สนอใหรฐั สภาพิจารณา เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซ่ึงนายสุวิจักขณ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา ไดสงตอศาลรัฐธรรมนูญแลว เม่ือวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เม่ือตรวจสอบแลวปรากฏวา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมท่ีเสนอใหรัฐสภาพิจารณาตามที่เลขาธิการรัฐสภาสงใหศาลรัฐธรรมนูญ มีการใสเลขหนาเรียงตามลําดับดวยลายมือต้ังแตหนังสือถึงประธานรัฐสภา รายช่ือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ผูเขาช่ือเสนอญัตติ รายช่ือสมาชิกรัฐสภาผูรวมเสนอ จนถึงหนาท่ี ๓๓ แตในหนาถัดไปซ่ึงเปนบันทึก

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๓ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา หลกั การและเหตุผล ตวั รางรฐั ธรรมนญู ฉบับท่ีแกไข และบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางท่ีแกไข ไมปรากฏวามกี ารลงเลขหนา กาํ กับไว อกี ทั้งไมมกี ารเขียนขอความใด ๆ ดวยลายมือ และเม่ือตรวจสอบ ปรากฏวา ตัวอักษรที่ใชต้ังแตหนาที่ ๑ ถึงหนาท่ี ๓๓ มีความแตกตางกันกับตัวอักษรที่ใชในบันทึกหลักการ และเหตุผล ตัวรา งรฐั ธรรมนญู ทแี่ กไ ข และบนั ทึกวิเคราะหส รุปสาระสาํ คัญของรางรัฐธรรมนูญท่แี กไ ข เม่ือนําเอกสารประกอบคํารองของผูรองที่ ๑ และผูรองท่ี ๒ ท่ีอางวาไดรับแจกเพื่อใช ในการประชุมรัฐสภาท้ังสองฉบับ มีขอความและเลขหนาตรงกันและมีการเติมขอความตอทายช่ือ รางรัฐธรรมนูญในหนาบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางท่ีแกไขดวยลายมือ และมีการใสเลขหนา เรียงลําดับทุกหนาต้ังแตหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอเสนอรางรัฐธรรมนูญที่แกไขรายช่ือ สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรผเู ขา ชื่อเสนอญตั ติ รายชอ่ื สมาชกิ รัฐสภาผูรวมเสนอ บันทกึ หลักการและเหตุผล ประกอบรางรัฐธรรมนูญท่ีแกไข ตัวรางรัฐธรรมนูญท่ีแกไข และบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของ รา งรฐั ธรรมนญู ที่แกไข รวม ๔๑ หนา สาํ หรบั ตัวอกั ษรทีใ่ ชพิมพก็ปรากฏวาไดใชตัวอักษรแบบเดียวกัน ตงั้ แตห นา แรกจนถึงหนาสุดทา ย นอกจากน้ี เมื่อนําเอกสารญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ที่นายประสิทธิ์ โพธสุธน และพวก เปนผูเสนอ ตามที่เลขาธิการรัฐสภาไดนําสงศาลรัฐธรรมนูญ มาประกอบการพิจารณา ตรวจสอบแลวปรากฏวา มีการใสเลขหนาเรียงตามลําดับดวยลายมือตั้งแต หนา หนังสอื ถงึ ประธานรฐั สภา รายชอื่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผเู ขา ช่ือเสนอญัตติ รายชื่อสมาชิกรัฐสภา ผรู วมเสนอ บันทกึ หลักการและเหตุผล ตัวรา งรัฐธรรมนูญฉบบั ท่ีแกไข จนถงึ หนาสดุ ทาย ซึ่งเปนบันทึก วิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญที่แกไข อีกทั้งมีการเติมขอความในช่ือรางรัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจักรไทย โดยเพิม่ เตมิ คาํ วา “แกไ ขเพิม่ เตมิ (ฉบับท่ี ..) พุทธศกั ราช ....” ในหนาบันทึก วิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญท่ีแกไข สวนตัวอักษรท่ีใชในการพิมพก็เปนตัวอักษร ท่มี ลี ักษณะเดยี วกันตัง้ แตห นาแรกจนถงึ หนา สุดทา ย ลกั ษณะของการใสเ ลขหนา ตงั้ แตห นาแรกจนถงึ หนา สุดทา ย การแกไ ขชอ่ื รางรัฐธรรมนูญทแ่ี กไ ข การใชตัวอักษรทพ่ี มิ พต้งั แตห นาแรกจนถึงหนาสุดทา ย จะเหมือนกับ เอกสารทผ่ี รู อ งอา งวาไดรบั แจกเพือ่ ใชในการประชมุ ของรัฐสภา จากการตรวจสอบพยานหลักฐานดังกลาวขางตน เชื่อไดวา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ท่ีเสนอใหสมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่หนึ่งข้ันรับหลักการ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๔ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา มิใชรางเดิมท่ีนายอุดมเดช รัตนเสถียร ย่ืนตอสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๐ มนี าคม ๒๕๕๖ และไดส งสาํ เนาใหสมาชกิ รฐั สภาประกอบการประชุม แตเปน รา งท่จี ัดพมิ พข น้ึ ใหม ซ่ึงมีขอความท่ีแตกตางจากรางเดิมหลายประการ ถึงแมนายสุวิจักขณ นาควัชระชัย จะเบิกความวา กอนท่ีบรรจุวาระ หากมีความจําเปนตองแกไขก็ยังสามารถแกไขได ก็นาจะเปนการแกไขในเร่ือง ผิดพลาดเล็ก ๆ นอย ๆ เชน พิมพผิด มิใชเปนการแกไขซ่ึงขัดกับหลักการเดิม หากเปนการแกไขที่ขัดกับ หลักการเดมิ กช็ อบที่จะมผี รู ว มลงชอ่ื เสนอญตั ตติ ามท่บี ัญญตั ไิ ว จากการตรวจสอบขอ ความของรา งทม่ี ีการแกไ ข ปรากฏวา มีการเพ่ิมเติมเปล่ียนแปลงหลักการที่สําคัญจากรางเดิมหลายประการ คือ การเพิ่มเติมหลักการ โดยมีการแกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง ดวย ประการสําคัญ การแกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๖ จะมีผลทําใหบุคคลผูเคยดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงสมาชิกภาพ สิ้นสุดลง สามารถสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาไดอีกโดยไมตองรอใหพนระยะเวลา ๒ ป และ มีการดําเนินการในลักษณะที่มีเจตนาปกปดขอเท็จจริงไมแจงขอความจริงวาไดมีการจัดทํารางขึ้นใหม ใหส มาชิกรฐั สภาทราบทกุ คน เม่ือขอเท็จจริงฟงเปนยุติวา ในการพิจารณาของท่ีประชุมรัฐสภา มิไดนําเอารางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเติมเก่ียวกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาฉบับที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะ เสนอตอ สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร เมื่อวันท่ี ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ มาใชในการพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขนั้ รบั หลกั การ แตไดน ํารางทม่ี ีการจัดทําขึ้นใหม ซึ่งมีหลักการแตกตางจากรางเดิมท่ีนายอุดมเดช รัตนเสถียร เสนอหลายประการโดยไมป รากฏวา มสี มาชกิ รัฐสภารว มลงช่อื เสนอญัตติแกไขเพมิ่ เตมิ รฐั ธรรมนูญที่จัดทําข้ึนใหม แตอยางใด มีผลเทากับวาการดําเนินการในการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมท่ีรัฐสภารับหลักการ ตามคํารอ งน้ี เปนไปโดยมชิ อบดว ยรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคหนง่ึ (๒) การกําหนดวนั แปรญัตติรางรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย แกไ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี ..) พุทธศกั ราช .... ชอบดวยรัฐธรรมนูญ หรอื ไม การอภิปรายแสดงความคิดเห็นในการบัญญัติกฎหมาย เปนสิทธิข้ันพื้นฐานของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะผูที่ไดขอแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ หรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว ยอมมีสิทธิ ที่จะอภิปรายแสดงความเห็นและใหเหตุผลในประเด็นท่ีไดแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ หรือไดสงวน ความเหน็ ไว สําหรับประเด็นน้ี ขอเทจ็ จริงจากพยานหลักฐานในสํานวนและจากการเบิกความของพยาน

เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๒๕ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา ตอ ศาลรัฐธรรมนูญในช้นั ไตส วน ปรากฏในการพิจารณาวาระที่หนึ่งและวาระที่สอง ผูถูกรองที่ ๑ และ ผูถูกรองท่ี ๒ ไดผลัดกันทําหนาที่ประธานที่ประชุมไดมีการตัดสิทธิผูขออภิปรายในวาระท่ีหนึ่ง และ ตัดสิทธิผูขอแปรญัตติ ผูสงวนคําแปรญัตติ และผูสงวนความเห็น เปนจํานวนถึง ๕๗ คน โดยอางวา ความเห็นดังกลาวขัดตอหลักการ ทั้ง ๆ ที่ยังไมไดมีการฟงการอภิปราย ท้ังนี้ ผูถูกรองท่ี ๑ และ ผถู กู รอ งที่ ๒ ไดใชเสียงขางมากในที่ประชุมปดการอภิปราย เห็นวา แมการปดการอภิปรายจะเปนดุลพินิจ ของประธานและแมเสียงขางมากมีสิทธิที่จะลงมติใหปดการอภิปรายไดก็ตาม แตการใชดุลพินิจและ การใชเ สียงขางมากดงั กลาว จะตอ งไมต ดั สิทธิการทําหนา ท่ขี องสมาชิกรฐั สภา หรอื ละเลยไมฟ ง ความเหน็ ของฝา ยขางนอ ย การรวบรดั ปด การอภิปรายและปดประชุมเพื่อใหมีการลงคะแนนเสียง จึงเปนการใชอํานาจ ไปในทางทไี่ มช อบ เอื้อประโยชนแกฝายขา งมากโดยไมเ ปนธรรม อนั เปนการขดั ตอหลกั นติ ิธรรม นอกจากน้ี ผูรองยังอางอีกวา การนับระยะเวลาในการแปรญัตติของผูถูกรองที่ ๑ ไมถูกตอง โดยอางวา เมื่อท่ีประชุมพิจารณารับหลักการในวาระท่ีหน่ึงแลว เม่ือวันท่ี ๔ เมษายน ๒๕๕๖ มีผูเ สนอกําหนดเวลาในการขอแปรญตั ติ ๑๕ วัน และ ๖๐ วัน ซึ่งตามขอบังคับการประชุมจะตองให ท่ีประชุมรัฐสภาพิจารณาลงมติวา จะใชกําหนดเวลาใด แตกอนท่ีจะมีการลงมติเกิดปญหาเร่ืององคประชุม ในขณะน้ันไมครบตามท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด จึงยังมิไดมีการลงมติ ผูถูกรองท่ี ๑ ไดส่ังใหกําหนดเวลา ย่ืนคําแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน นับแตวันที่รัฐสภารับหลักการ แตมีผูทักทวง ผูถูกรองท่ี ๑ จึงไดนัด ประชุมอีกคร้ังในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ในการประชุมครั้งน้ี ที่ประชุมไดลงมติใหกําหนดเวลา แปรญัตติ ๑๕ วัน แตผูถูกรองท่ี ๑ ไดสรุปใหเริ่มตนนับยอนหลังไปโดยใหนับระยะเวลา ๑๕ วันน้ัน ตั้งแตวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ ทําใหระยะเวลาการขอแปรญัตติไมครบ ๑๕ วันตามมติที่ประชุม เพราะจะเหลอื ระยะเวลาใหสมาชิกรัฐสภาเสนอคาํ แปรญตั ติเพียง ๑ วนั เทานั้น เห็นวา การแปรญัตติ เปนสิทธิของสมาชิกรัฐสภาท่ีจะเสนอความคิดเห็น การแปรญัตติจึงตองมีเวลาพอสมควรเพื่อใหสมาชิก ผูประสงคจะขอแปรญัตติไดท ราบระยะเวลาทีแ่ นน อนในการย่นื ขอแปรญัตติ อันเปนสิทธิในการทําหนาท่ี ของสมาชิกรัฐสภาภายใตบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ การนับระยะเวลาในการแปรญัตติ ยอมไมอาจนับเวลา ยอนหลังได แตตองนับตั้งแตวันท่ีท่ีประชุมมีมติเปนตนไป การเร่ิมนับระยะเวลายอนหลังไปจนทําให เหลือระยะเวลาขอแปรญัตติเพียง ๑ วัน เปนการดําเนินการที่ขัดตอขอบังคับการประชุมและไมเปนกลาง จึงไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ วรรคหน่ึง และวรรคสอง ทั้งขัดตอหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๖ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๓ วรรคสอง ดวย การกําหนดเวลาแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม จึงไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง และมาตรา ๑๒๕ วรรคหนึง่ (๓) วิธกี ารในการแสดงตนและลงมติในการพจิ ารณาญัตตขิ อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ ท่มี าของสมาชกิ วุฒสิ ภาชอบดวยรฐั ธรรมนญู หรอื ไม เมื่อพิจารณาหลักการสําคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใตระบบรัฐสภา แบบมีผูแทนแลว จะเห็นวา สมาชิกรัฐสภานับวาเปนบุคคลที่มีความสําคัญตอระบบน้ีเปนอยางย่ิง เนื่องจากบุคคลเหลา นม้ี ีฐานะเปน ผูแ ทนของปวงชนท่ไี ดรับการเลือกตง้ั โดยประชาชนหรือไดรับการสรรหา ใหเขา ไปใชอ าํ นาจนิตบิ ัญญตั ทิ างรัฐสภาแทนประชาชน อยางไรก็ดี ภายใตการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมุข รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๒ ไดบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไวอยางชัดแจงวา สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภายอมเปนผูแทน ปวงชนชาวไทยโดยไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ และตองปฏิบัติหนาที่ ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชน อีกทั้งตองปฏิบัติใหเปนไปตามหลักนิติธรรมตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง ที่วา การปฏิบัติหนาที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐ ตองเปน ไปตามหลักนิตธิ รรม สวนการใชอํานาจของสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผูแทนปวงชนชาวไทยซ่ึงเปนเจาของอํานาจ อธิปไตยที่แทจริงน้ัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสาม ไดกําหนดหลักการสําคัญประการหน่ึง เกี่ยวกบั การปฏบิ ตั หิ นา ท่ที ีเ่ ก่ียวของกับกระบวนการตรากฎหมายไววา สมาชิกรัฐสภาคนหน่ึงยอมมีเสียงหน่ึง ในการออกเสยี งลงคะแนน เวน แตถ ามีคะแนนเสยี งเทากนั กใ็ หประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มข้ึนอีกเสียงหน่ึง เปนเสยี งชีข้ าด ยอมเปนท่ีเขาใจไดวา ในการปฏิบัติหนาท่ีของสมาชิกรัฐสภานั้น การแสดงตนในการออกเสียง ลงคะแนนถือเปนเรื่องเฉพาะตัวของสมาชิกรัฐสภาแตละคนที่จะตองมาแสดงตนในการประชุม เพื่อพจิ ารณาญตั ตติ า ง ๆ แตละครงั้ ดวยตนเอง และในการนี้ยอมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในแตละเรื่อง ไดเพียงคร้ังละหนึ่งเสียงเทานั้น การกระทําใดที่เปนเหตุใหผลการลงคะแนนผิดไปจากความเปนจริง การกระทําน้ันยอ มไมช อบดวยบทบัญญัตริ ัฐธรรมนูญและเจตนารมณของรฐั ธรรมนญู

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๗ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา พิจารณาแลวเห็นวา คดีนี้ผูรองมีประจักษพยานผูเห็นเหตุการณมาเบิกความ พรอมท้ัง มีพยานหลักฐานสําคัญมาแสดง คือ คลิปวีดิทัศนท่ีบันทึกภาพเหตุการณขณะท่ีมีการกระทําดังกลาว ถึงสามตอนที่แสดงใหเห็นวา มีสมาชิกรัฐสภาบางคนใชบัตรอิเล็กทรอนิกสแสดงตนและลงมติแทนผูอ่ืน ในเครื่องออกเสยี งลงคะแนนระหวา งทีม่ ีการพิจารณารา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั ท่ีมาของสมาชกิ วฒุ สิ ภา ซึ่งในการนี้ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร พรรคประชาธิปตย ในฐานะพยานบุคคล ของผูรองท่ี ๒ และผูรองท่ี ๔ ไดเบิกความประกอบคลิปวีดิทัศน รวม ๓ ตอน เพื่อยืนยันวา ในขณะน้ันไดมีบุคคลตามที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศนกระทําการใชบัตรแสดงตนอิเล็กทรอนิกสใสเขาไป ในเครื่องออกเสียงลงคะแนน และกดปุมเพ่ือแสดงตนและลงมติคราวละหลายใบ ซึ่งขัดแยงกับหลักการ และวธิ กี ารท่ถี ูกตอ งในเร่อื งนี้ ตามคําเบิกความของนางอัจฉรา จูยืนยง ผูบังคับบัญชากลุมงานโสตทัศนูปกรณ สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร ที่เบิกความไววาโดยปกติแลวบัตรอิเล็กทรอนิกสท่ีใชยืนยันหรือ แสดงตนในการนับองคประชุมและลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภานั้นจะมีประจําตัวคนละหนึ่งใบ และ มีบัตรสํารองอีกคนละหน่ึงใบซ่ึงเก็บรักษาไวท่ีเจาหนาที่ สําหรับใหสมาชิกขอรับไปใชในกรณีท่ีสมาชิกรัฐสภา มิไดนําบัตรประจําตวั มา ประกอบกับเสยี งท่ีปรากฏในคลิปวีดิทัศนขณะกระทําการดังกลาว ก็สอดคลอง กับเสียงที่ปรากฏในแผนวีดิทัศนบันทึกถายทอดสดการประชุมรัฐสภา และรายงานการประชุมรัฐสภา ซึง่ เปนชว งระยะเวลาเดยี วกนั กบั ทม่ี กี ารประชมุ รว มกันของรัฐสภาเพือ่ พิจารณาญตั ติรา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพ่มิ เติม เกี่ยวกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาที่ระบุไวในคํารอง ซึ่งเปนพยานหลักฐานท่ีเลขาธิการรัฐสภาสงใหแก ศาลรัฐธรรมนูญ อีกท้ังในทางไตสวนพยานบุคคล เลขาธิการรัฐสภาซ่ึงไดดูและฟงภาพและเสียงในคลิป วดี ทิ ัศนน ้นั แลว ไดเบิกความวา จาํ ไดวา เปน เสยี งของรองประธานรัฐสภา ซึง่ ทําหนา ท่ีเปนประธานในทีป่ ระชมุ ในขณะนั้น ประกอบกับนางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร พรรคประชาธิปตย ในฐานะพยานบุคคลของผูรองที่ ๒ และผูรองท่ี ๔ ซึ่งเบิกความประกอบภาพถายที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศน ท่ีผูรองท่ี ๒ ยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ใหเห็นวา ผูถูกรองที่ ๑๖๒ ซ่ึงเปนสมาชิกรัฐสภา ไดใช บัตรอิเล็กทรอนิกสแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนคราวละหลายใบ หมุนเวียนใสเขาไปในเครื่องอานบัตร และกดปมุ แสดงตนติดตอกนั หลายคร้งั นอกจากน้ี พยานบุคคลปากนี้ยังไดเบิกความยืนยันขอเท็จจริงวา สามารถจดจําผูถูกรองรายนี้ไดเปนอยางดี โดยไมมีเหตุโกรธเคืองเปนการสวนตัวกันแตอยางใด และ หลังจากที่พยานรองเรียนเร่ืองนี้แลว ก็ยังคงทักทายกันเปนปกติ เน่ืองจากตนเปนสมาชิกรัฐสภา

เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๘ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา มาเปน เวลา ๑๐ ป ไดต ิดตามตรวจสอบและรอ งเรียนเร่อื งการใชบัตรแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนกนั มาโดยตลอด โดยเฉพาะพฤติกรรมของนายนริศร ทองธิราช จนกระท่ังถึงกับใชใหคนของตนคอยถายภาพ และวดี ทิ ัศนเ พอื่ ใหไ ดมาซึง่ พยานหลกั ฐานประกอบการรองเรียน และเมื่อพิจารณาจากภาพถายท่ีพยานนําสืบ ตอศาลรัฐธรรมนูญกเ็ หน็ ภาพบุคคลปรากฏใบหนา ดา นขา งซ่ึงสามารถยืนยนั ไดว าเปน นายนรศิ ร ทองธิราช ผูถูกรองท่ี ๑๖๒ ซ่ึงสวมสูทสีเดียวกันกับภาพที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศนท่ีถือบัตรแสดงตนและลงคะแนน อิเล็กทรอนิกสไวในมอื จาํ นวนหนึง่ ซ่งึ มากกวา สองบัตรเกินกวา จาํ นวนบตั รแสดงตนท่ีสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง จะพึงมีได และยังใชบัตรอิเล็กทรอนิกสดังกลาวใสเขาออกในชองอานบัตรพรอมกดปุมบนเคร่ืองอาน ตอเนือ่ งกนั ทุกบตั ร เห็นไดวา การกระทําเชนนี้มีลักษณะท่ีผิดปกติวิสัยและมีสมาชิกรัฐสภาใชบัตรแสดงตนและ ออกเสยี งลงคะแนนในระบบอเิ ล็กทรอนิกสห ลายใบ จากการรับฟงพยานหลักฐานและคําเบิกความพยาน ในช้ันการพิจารณาไตสวนคํารองเปนเรื่องท่ีแจงชัดท้ังภาพวีดิทัศน และประจักษพยานที่มาเบิกความ ประกอบการถายทอดการประชุมรัฐสภาในระหวางที่มีการออกเสียงลงมติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม เก่ียวกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาวา มีสมาชิกรัฐสภาหลายรายมิไดมาออกเสียงลงมติในท่ีประชุมรัฐสภา ในการพจิ ารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับน้ี แตไดมอบใหสมาชิกรัฐสภาบางรายใชสิทธิออกเสียง ลงคะแนนแทนในการพจิ ารณารางรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเตมิ การดําเนินการดังกลา วนอกจากจะเปนการละเมิด หลักการพื้นฐานของการเปนสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือไดวาเปนผูแทนปวงชนชาวไทย ซึ่งจะตองปฏิบัติหนาที่ โดยไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติมอบหมายหรือการครอบงําใด ๆ และตองปฏิบัติดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชนตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแลว ยังขัดตอขอบังคับการประชุมของรัฐสภา ขัดตอหลักความซื่อสัตยสุจริต ท่สี มาชกิ รฐั สภาไดปฏิญาณตนไวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ และขัดตอหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒๖ วรรคสาม ท่ีใหสมาชิกคนหนึ่งมีเพียงเสียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน มีผลทําใหการออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาในการประชุมนั้น ๆ เปนการออกเสียงลงคะแนนท่ีทุจริต ไมเปนไปตามเจตนารมณท่ีแทจริงของผูแทนปวงชนชาวไทย เน่ืองมาจากกระบวนการลงคะแนนเสียง ท่ไี มช อบดวยขอ บงั คบั การประชุมของรัฐสภา และขัดตอบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังที่ไดระบุมาแลวขางตน มอิ าจถือวาเปนมตทิ ่ีชอบของรฐั สภาในกระบวนการพจิ ารณารางรัฐธรรมนญู แกไ ขเพิม่ เตมิ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook