เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๖ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา (๑) วินิจฉัยวาการเสนอญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม โดยผูถูกรองท่ี ๒ และผูถูกรองท่ี ๓ และการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมโดยผูถูกรองที่ ๑ เปนไปโดยมิชอบดวยรัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ และใหร างรฐั ธรรมนูญแกไ ขเพ่ิมเติมดงั กลา วเปนอันตกไป (๒) วินิจฉัยส่ังการใหผูถูกรองท่ี ๒ และผูถูกรองท่ี ๓ ถอนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ออกจากการพจิ ารณาของผถู ูกรองท่ี ๑ (๓) วินิจฉัยสั่งการใหผูถูกรองที่ ๑ ระงับการออกเสียงลงคะแนนในวาระท่ีสามในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ คาํ รอ งที่ส่ี (เรื่องพิจารณาท่ี ๒๑/๒๕๕๕) ผรู อ งท่ี ๔ กลาวอางวา บุคคล คณะบุคคล คณะรัฐมนตรีและพรรคการเมือง ไดเสนอญัตติ พรอมรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือใหมีคณะบุคคล มาทําหนาทีใ่ นการแกไขเพิ่มเติมรฐั ธรรมนญู การกระทาํ ดงั กลาวถอื ไดว า เปนการแกไขหลักการสําคัญของ การปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและเปนการลมลาง รัฐธรรมนูญ อันเปนการตองหามตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๙๑ การแกไ ขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญใหอํานาจรัฐสภาเทาน้ัน การกําหนดใหมีคณะบุคคลทําหนาที่แกไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปนการขัดตอหลักการท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ผูรองที่ ๔ ไดเสนอเรื่องให อัยการสูงสุดตรวจสอบขอเทจ็ จริงเมื่อวันที่ ๑๖ มนี าคม ๒๕๕๕ แตไมท ราบผลการดําเนินการแตอยางใด จึงขอใหศ าลรัฐธรรมนญู รับคาํ รองและมคี ําส่ังคุม ครองฉกุ เฉินใหร ัฐสภางดเวนการแกไขเพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ คาํ รอ งทีห่ า (เรือ่ งพิจารณาที่ ๒๒/๒๕๕๕) ผูรองท่ี ๕ กลาวอางวา เม่ือวันท่ี ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ รัฐสภาไดมีมติรับหลักการ รางรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย แกไขเพม่ิ เติม (ฉบบั ที่ ..) พทุ ธศกั ราช .... รวมท้ังสิ้น ๓ ฉบับ ทีผ่ ถู กู รอ งที่ ๒ ผถู กู รอ งท่ี ๕ และผูถกู รองที่ ๖ เปนผูเสนอ และเห็นวา การใชสิทธิและเสรีภาพของ ผถู กู รองดงั กลา วทดี่ ําเนินการเพอ่ื แกไขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ ตามรางท่ียื่นตอผูถูกรองท่ี ๑ น้ัน ยอ มมผี ลกระทบตอสิทธแิ ละเสรภี าพ ศกั ด์ิศรีความเปนมนุษยของปวงชนชาวไทย เพราะรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ไมใชเปนการขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันตามที่บัญญัติไวใน
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๗ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๒๙๑ เพราะไมม ีญตั ติขอแกไ ขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนูญซึง่ ตอ งแสดงขอ ขัดขอ งของรัฐธรรมนูญมาตราใด ที่ไมสามารถใชบังคับหรือมีปญหาใด ๆ และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันมีท่ีมาจากการทําประชามติ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อใหมีสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ ก็ตองทําประชามติ นอกจากน้ี รางรัฐธรรมนูญท่ีมีบทบัญญัติใหมีสภารางรัฐธรรมนูญขึ้นมามีอํานาจพิเศษในการลมลาง รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน โดยการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมขึ้นมาใชแทน และใหอํานาจรัฐสภา เลือกคณะบุคคลเปนสภารางรัฐธรรมนูญไดดวย จึงเห็นวาการกระทําของคณะรัฐมนตรี สมาชิก สภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาท่ีจะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันและจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม ยอมเปนการกระทาํ ทีฝ่ าฝน ตอ รฐั ธรรมนูญ ผูรองท่ี ๕ ไดเสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริง เม่ือวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ แตยังไมทราบผลการดําเนินการแตอยางใด จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ รับคํารองเพื่อการพิจารณาและไตสวนฉุกเฉินกอนท่ีรัฐสภาจะลงมติในวาระท่ีสามของการแกไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ประเดน็ ท่ีศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบ้ืองตนมีวา คํารองของผูรองท้ังหาตองดวยหลักเกณฑ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรอื ไม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนง่ึ บญั ญัติวา “บุคคลจะใชส ทิ ธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนูญ เพื่อลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวใน รัฐธรรมนูญน้ี มิได” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีท่ีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการ ตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริง และยน่ื คาํ รอ งขอใหศ าลรฐั ธรรมนูญวินจิ ฉัยสง่ั การใหเ ลิกการกระทาํ ดงั กลาว แตท ั้งน้ี ไมก ระทบกระเทือน การดาํ เนินคดีอาญาตอ ผูกระทาํ การดงั กลา ว” ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลว เห็นวา มาตรา ๖๘ วรรคสอง เปนบทบัญญัติท่ีใหสิทธิแก ผูทราบการกระทําของบุคคลหรือพรรคการเมืองผูกระทําการตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง มีสิทธิใหมี การตรวจสอบการกระทาํ ดงั กลาวไดสองประการคอื หน่งึ เสนอเร่อื งใหอยั การสงู สุดตรวจสอบขอเทจ็ จริง และสอง ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาวโดยอํานาจหนาที่ ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีท่ีผูรองใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสองน้ี
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๘ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา เปน ภาระหนา ที่ของศาลรฐั ธรรมนญู อัยการสงู สุดเพียงแตมีหนา ทีต่ รวจสอบขอเท็จจริงเบื้องตนและยื่นคํารอง ตอศาลรัฐธรรมนูญไดเทานั้น หาไดตัดสิทธิของผูรองท่ีจะย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม เมอื่ ผรู องไดเคยเสนอเรอ่ื งใหอ ยั การสงู สุดตรวจสอบแลวยงั ไมไ ดผ ลเปนทพ่ี อใจ จึงชอบที่จะใชส ทิ ธิประการ ท่ีสองย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญได ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคําสั่งใหรับคํารองทั้งหาน้ีไวพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๑๗ (๒) และแจงใหผูถูกรองท้ังหกยื่นคําช้ีแจงแกขอกลาวหาภายในสิบหาวัน นับแตว นั ทไ่ี ดร บั สําเนาคํารอง ผถู ูกรอ งทง้ั หกย่ืนคําชี้แจงแกขอกลาวหา และเอกสารประกอบ สรปุ ไดด งั นี้ ผถู ูกรองท่ี ๑ ชีแ้ จงวา การแกไขเพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนญู เปนการใชอ าํ นาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มิใชก ารใชสทิ ธิและเสรภี าพเพ่อื ลมลา งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตริย ทรงเปน ประมุข หรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่ บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมท้ังสามฉบับน้ัน ไดตรวจสอบและวินิจฉัยวาไมมี ลักษณะหรือมีผลเปนการเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมขุ หรือเปลี่ยนแปลงรปู ของรัฐแตอยางใด และการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไมใช การกระทําที่ขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จึงบรรจุญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมเขาระเบียบ วาระการประชุมรวมกันของรัฐสภา โดยในวาระท่ีหน่ึง ข้ันรับหลักการ ไดใหสมาชิกรัฐสภาอภิปราย แสดงความคิดเห็นโดยไมไดมีการครอบงําการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกรัฐสภา ตอมาที่ประชุมรวมกัน ของรฐั สภาไดลงมติรบั หลกั การรางรัฐธรรมนญู แกไขเพ่มิ เติมทั้งสามฉบับ และมีมติใหต้ังคณะกรรมาธิการ โดยใชรา งรฐั ธรรมนญู แกไขเพิ่มเตมิ ของคณะรัฐมนตรเี ปนหลกั ในการพิจารณา ในการพิจารณาวาระท่ีสอง ประธานรัฐสภาไดปฏบิ ตั หิ นา ท่ีควบคมุ การประชมุ ดวยความเปน กลาง รวมท้ังใหสมาชิกรัฐสภาไดอภปิ ราย เปนเวลาถึงสิบหาวัน และไดรอการลงมติในวาระที่สาม ตามท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดเปนเวลาสิบหาวัน นอกจากน้ี แมวารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมจะใหอํานาจประธานรัฐสภาในการตรวจสอบวา รางรัฐธรรมนูญที่สภารางรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นมีเน้ือหาเปนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมขุ หรือเปล่ยี นแปลงรปู ของรฐั หรือไมก็ตาม แตประธาน รัฐสภาไดแสดงจุดยืนที่ชัดเจนวา จะจัดใหมีการต้ังคณะกรรมการประกอบดวยบุคคลที่เปนกลาง
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๙ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา เพื่อพิจารณาตรวจสอบรา งรฐั ธรรมนญู ของสภารา งรฐั ธรรมนูญในประเด็นดงั กลาว จึงเห็นไดวา ประธาน รฐั สภามีเจตนาแนว แนใ นอันที่จะพิทกั ษร ักษาไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปน ประมุข และไดป ฏิบัติหนาทต่ี ามรฐั ธรรมนญู และขอ บงั คับการประชมุ รัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ แลว ทั้งนี้ประเทศไทยไดเคยมีประเพณีการปฏิบัติในการจัดทํารัฐธรรมนูญโดยสภารางรัฐธรรมนูญมาแลว ตามรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย แกไขเพ่มิ เติม (ฉบบั ท่ี ๖) พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๙ สําหรับกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งไปยังเลขาธิการสภาผูแทนราษฎรใหแจงประธานรัฐสภา ในฐานะรฐั สภาใหร อการดาํ เนินการเกี่ยวกบั การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไวกอนจนกวาจะมีคําวินิจฉัยนั้น เห็นวา อาจกระทบตอการใชอํานาจนิติบัญญัติของรัฐสภาในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แตเพ่ือ ความรอบคอบจึงเห็นควรรับฟงความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภากอน จึงไดมีคําสั่งงดการประชุมรวมกัน ของรัฐสภาเพื่อลงมติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมในวาระที่สามในวันอังคารท่ี ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ แตจัดใหมีการประชุมรวมกันของรัฐสภาในวันศุกรท่ี ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ ซ่ึงสมาชิกรัฐสภาสวนใหญ เห็นวา ท่ีประชุมสามารถลงคะแนนเสียงในวาระที่สามได อยางไรก็ตาม ประธานรัฐสภาไดมีนโยบาย สรางความปรองดองสมานฉนั ทจงึ ใชด ลุ พนิ จิ เลื่อนการพจิ ารณาลงคะแนนเสยี งในวาระทส่ี ามออกไปกอ น จากเหตุผลท่ีกลาวมาขางตน จึงเห็นไดวาการดําเนินการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนไป โดยถูกตองตามรัฐธรรมนูญและขอ บงั คับการประชมุ รฐั สภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบกับการแกไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญเปนการใชอํานาจนิติบัญญัติของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๑๒๒ มิใชเปนการใชส ทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคลหรือพรรคการเมืองตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จึงขอใหศ าลรฐั ธรรมนูญพจิ ารณาวนิ ิจฉัยยกคํารองของผูร อ งท้งั หา ผถู ูกรองท่ี ๒ ชแ้ี จงรวมสามประเดน็ สรุปไดว า ประเด็นท่ีหน่ึง รางรัฐธรรมนูญของผูถูกรองที่ ๒ ที่เสนอตอรัฐสภามิไดเปนการใชสิทธิและ เสรีภาพตามมาตรา ๖๘ เพราะผูถูกรองที่ ๒ เปนองคกรที่ใชอํานาจการปกครองตามรัฐธรรมนูญ การเสนอรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเตมิ ตอรฐั สภาเปน ไปตามบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) และเน้ือหาสาระของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมก็มิไดมีบทบัญญัติใดท่ีมีลักษณะตามที่บัญญัติไว ในมาตรา ๖๘ รวมทั้งการพิจารณาเห็นชอบการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ก็เปนอํานาจของรัฐสภา ตามข้ันตอนที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ และรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมไมไดเปนไปเพื่อลมลาง
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๐ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ หรือเปนไปเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญน้ี แตอยางใด เพราะตามรางมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา มีหลักการที่สูงเพียงพอที่จะ เปนหลักประกันมิใหสภารางรัฐธรรมนูญรางรัฐธรรมนูญโดยไมเปนไปตามหลักการดังกลาวได และ หากรางรัฐธรรมนูญไมเปนไปตามหลักการท่ีกําหนด รางของสภารางรัฐธรรมนูญก็จะเปนอันตกไป การจัดใหม ีสภารา งรัฐธรรมนญู เปน เชนเดียวกับสภารางรฐั ธรรมนญู ตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ แกไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ซ่ึงประกอบดวยบุคคล จํานวน ๙๙ คน มาจากการเลือกต้ังจังหวัดละหน่ึงคน จํานวน ๗๗ คน และมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมของรัฐสภา จํานวน ๒๒ คน โดยมิไดมีสวนเขาไป ดําเนินการใด ๆ เพ่ือใหไดมาซึ่งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญแตอยางใด รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ของผถู ูกรอ งที่ ๒ ไมป รากฏวามหี ลักการหรือขอ ความใดท่ีจะช้ีแจงหรือแสดงใหเห็นไดวา ผูถูกรองท่ี ๒ ยกรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทาง ทบี่ ญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ แตประการใด ประเด็นท่ีสอง รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมที่ผูถูกรองท่ี ๒ เสนอมิไดขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แตประการใด เพราะเปนการดาํ เนินการตามอาํ นาจหนาทขี่ องคณะรัฐมนตรที กี่ าํ หนดไวใ น มาตรา ๒๙๑ (๑) โดยยึดหลักการสูงสดุ ของการปกครองประเทศ คือ หามเปล่ียนการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ทุกประการ และรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่ผูถูกรองท่ี ๒ เสนอมิได เปนการยกเลิกรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท้ังฉบับ แตเปนการเพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม กําหนดใหมีสภารางรัฐธรรมนูญทําหนาที่จัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหม การจะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันหรือไม เปนสิ่งท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยการดําเนินการของ สภารา งรฐั ธรรมนูญซึง่ ตองไมม ีลักษณะตามรางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา ซ่ึงการดําเนินการ ดงั กลาวเปนแนวทางทเ่ี คยดําเนนิ การในรัฐธรรมนญู ของประเทศไทย คอื รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชว่ั คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๐ ซ่ึงแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) แกไขเพมิ่ เตมิ (ฉะบับท่ี ๒) พุทธศักราช ๒๔๙๑ และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๑ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา ๒๕๓๔ แกไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ประเด็นที่สาม รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมท่ีผูถูกรองที่ ๒ เสนอใหมีสภารางรัฐธรรมนูญ จัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยใหเปนหนาที่ของรัฐสภา ไมขัดตอหลักการประชาธิปไตยที่ดําเนินการ ผานผูแทนประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แตประการใด เพราะการต้ังสภารางรัฐธรรมนูญ กเ็ พือ่ พจิ ารณาศกึ ษาถึงขอ ดขี อเสยี และปญ หาตาง ๆ จากการใชบังคับบทบัญญัติตาง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับอน่ื ๆ ทผี่ านมา ซง่ึ เม่อื จดั ทําแลว เสร็จจะตองนํากลับไปใหป ระชาชนออกเสยี งประชามติ ซึ่งการนํา รางรัฐธรรมนูญไปถามประชาชนผูเปนเจาของอํานาจอธิปไตยโดยไมตองผานผูแทนของประชาชน เปนหลกั การที่เปนประชาธิปไตยท่นี านาอารยประเทศยอมรับ การเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมของผูถูกรองที่ ๒ เปนการดําเนินการตามนโยบายของ คณะรัฐมนตรีท่ีแถลงตอรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ ซึ่งตองดําเนินการตามนโยบายท่ีไดแถลงไว และการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมของผูถูกรองท่ี ๒ เปนเพียงการเสนอกรอบแนวความคิด ในการกาํ หนดใหประชาชนมสี ว นรว มในการจัดทาํ รา งรฐั ธรรมนูญ ซ่งึ เม่ือรัฐสภารับหลกั การและดําเนินการ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแลว ยอมเปนอันส้ินสุดภาระหนาท่ีของผูถูกรองที่ ๒ การเสนอ รา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเติมของผูถูกรองที่ ๒ จึงเปนการดําเนินการท่ีถูกตองตามกระบวนการที่กําหนดไว ในรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ผูถูกรองท่ี ๓ ช้ีแจงสรุปไดวา ผูรองท้ังหาไมมีสิทธิยื่นคํารองใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง เน่ืองจากผูรองทั้งหาไดใชสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุด ตรวจสอบขอเท็จจริงและไดมีความเห็นเปนท่ียุติแลว การท่ีผูรองท้ังหาใชสิทธิย่ืนคํารองโดยตรงตอ ศาลรัฐธรรมนญู เพื่อใหพิจารณาในเร่ืองเดียวกัน จึงเปนการไมชอบ และการท่ีศาลรัฐธรรมนูญรับคํารอง ของผรู องทง้ั หา ไวพ ิจารณา จึงเปนการดาํ เนนิ กระบวนพจิ ารณาทผี่ ดิ ระเบยี บ ศาลรัฐธรรมนูญไมมีอํานาจ ตรวจสอบความชอบดว ยรฐั ธรรมนูญของรางรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย แกไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี ..) พุทธศักราช .... การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญมิใชเปนอํานาจของฝายนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย แตเปน การใชอํานาจตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซ่ึงกําหนดขั้นตอนและวิธีการแตกตางจากกระบวนการ นิติบัญญัติท่ัวไป อํานาจการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญจึงไมใชอํานาจในการแกไขเพิ่มเติมกฎหมาย
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๒ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา แตเ ปน อาํ นาจสถาปนารัฐธรรมนญู ทีม่ ีลําดบั ช้ันสงู กวา อาํ นาจนติ บิ ญั ญัติ อาํ นาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเทาน้ัน รัฐธรรมนูญไมได ใหอํานาจตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมไวแตอยางใด และ การแกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญมใิ ชก ารใชสทิ ธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง เนอื่ งจากรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ เปนบทบัญญัติกําหนดหลักเกณฑและวิธีการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มิใชบทบัญญัติวาดวยสิทธิเสรีภาพ การขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงเปนการปฏิบัติหนาที่ของรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี และเม่ือไดมีการบรรจุญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเขาสูท่ีประชุมรัฐสภาแลว เปนขั้นตอนของรฐั สภา มใิ ชเปน การดําเนนิ การของผเู สนอรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่มิ เตมิ อีกตอ ไป และมิใช กรณีท่ีรัฐสภาใชสิทธิเสรีภาพ เพราะสิทธิเสรีภาพตามท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไวตองเปนกรณีท่ี บญั ญตั ิไวในหมวด ๓ สว นที่ ๑ ถงึ สวนที่ ๑๒ เทานั้น จะตีความเกินเลยไปถึงการดําเนินการขององคกร ตามรฐั ธรรมนญู ซงึ่ เปนไปตามอํานาจหนาที่ท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวมิได อํานาจหนาที่ของรัฐสภาเปนไปตาม ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ ผูถูกรองท่ี ๓ เห็นวา เมื่อมิอาจนําเร่ืองการพิจารณา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมไปใชกับเรื่องการใชสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา ๖๘ ได ศาลรัฐธรรมนูญ จึงไมมีอํานาจตรวจสอบ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เพื่อปองกันการใชสิทธิเสรีภาพหรือ การใชกาํ ลงั ลม ลา งการปกครอง เชน การทาํ รฐั ประหาร รัฐธรรมนูญจงึ ใหอ าํ นาจศาลรัฐธรรมนูญมีคําส่ัง ใหเลิกการกระทํานั้นเสียกอน การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญน้ันไมอาจเทียบไดกับการทํารัฐประหาร เนือ่ งจากเปน การดาํ เนินการของรัฐสภา หากตองดว ยเง่ือนไขและไมมลี ักษณะตองหามในเร่ืองการเปล่ียนแปลง การปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐแลวยอมถือเปนอํานาจโดยเด็ดขาดของรัฐสภา องคกรอื่นใด รวมท้ังศาลรัฐธรรมนูญกไ็ มม ีอาํ นาจเขา ไปตรวจสอบได การเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญของผูถูกรองท่ี ๓ และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รวมถึงการพจิ ารณาดําเนินการแกไ ขเพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ของรัฐสภาไดดําเนินการโดยชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แลว เพราะเปนการดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สําหรับ เน้ือหาของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมน้ัน ไมมีบทบัญญัติสวนใดท่ีมีผลเปนการเปล่ียนแปลงรูปแบบ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยท รงเปน ประมขุ หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐแตอยางใด โดยสาระสําคัญของการแกไขเพิ่มเติมเปนการเพิ่มหมวด ๑๖ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม มิใช
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๓ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา เปนการลมลางหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในทันที ตอมาเมื่อมีสภารางรัฐธรรมนูญและดําเนินการ รา งรัฐธรรมนูญก็เปน การดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใชบังคับอยู นอกจากน้ีรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพ่ิมเติมท่ีเสนอท้ังสามฉบับ และท่ีรัฐสภาใหความเห็นชอบในวาระท่ีสองแลวมีขอความหาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเปลี่ยนแปลง รูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแกไขบทบัญญัติในหมวดวาดวยพระมหากษัตริย ดังนั้น ในการเสนอ รางรัฐธรรมนญู แกไขเพม่ิ เติมในคร้ังน้ี หรือการจัดทําของสภารางรัฐธรรมนูญ จะไมมีผลเปนการเปลี่ยนแปลง ดังกลาว จงึ ไมใชเปนการกระทาํ อันตอ งหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ กระบวนการจัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหมไมมีผลเปนการลมลางการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยท รงเปนประมขุ หรือมีลักษณะเปนการไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครอง ประเทศโดยวิธกี ารซง่ึ มิไดเ ปน ไปตามวถิ ีทางทีบ่ ญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนูญแตประการใด เพราะตามหลกั เกณฑ ที่กําหนดในรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม กําหนดใหประชาชนมีสวนรวมโดยตรงท้ังในการเลือกสมาชิก สภารางรัฐธรรมนญู และการลงประชามติ และรฐั สภามีสวนรวมในการคดั เลอื กสมาชกิ สภารา งรัฐธรรมนูญ จํานวน ๒๒ คน ในการรางรัฐธรรมนูญ สภารางรัฐธรรมนูญตองรับฟงความคิดเห็นของประชาชน ในทั่วทุกภูมิภาค ดังน้ัน สภารางรัฐธรรมนูญจึงมีความเปนอิสระไมถูกครอบงําจากรัฐบาลหรือรัฐสภา และพระมหากษัตริยทรงไวซ่ึงพระราชอํานาจในการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญท่ีผานการลงประชามติ ของประชาชน นอกจากนี้ สมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกต้ังของประชาชนท่ัวประเทศ คุณสมบัติของผูสมัครก็เปดกวางใหบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดสามารถสมัครรับเลือกต้ังได สวนสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเปนผูคัดเลือก รัฐบาลหรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรฝายรัฐบาล กไ็ มสามารถกาํ หนดตวั บุคคลได เพราะตองผา นการเสนอชอ่ื จากสถาบนั หรือองคกรท่ีกาํ หนด จึงไมอาจมี บุคคลใดหรือกลุมบุคคลใดไปครอบงําทางความคิดใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญจัดทํารางรัฐธรรมนูญ ใหมีเนื้อหาสาระตามท่ีฝายตนเองตองการได และมิใชเปนการไดอํานาจการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ เพราะตองเปนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่ีบงั คับใชอ ยูในขณะนัน้ ซ่ึงตองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มิใชวาเม่ือรัฐธรรมนูญประกาศใชแลว ผูถกู รอ งท่ี ๒ จะไดอาํ นาจการปกครองประเทศโดยทันที
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๔ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา ผูถกู รอ งท่ี ๓ เปน พรรคการเมอื งท่ยี ดึ ม่ันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขโดยตลอดดังที่กําหนดไวในขอบังคับพรรคอยางชัดเจน ดังนั้น จึงเปนไปไมไดที่จะ มีความคดิ ในการลม ลา งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข ขอมูลตาง ๆ ที่เสนอตอศาลรัฐธรรมนูญน้ันเปนเพียงจินตนาการของผูรองท้ังส้ิน และในการเสนอรางรัฐธรรมนูญ แกไ ขเพมิ่ เตมิ เปนการดําเนินการโดยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี ซ่ึงเปนกิจการทางการเมือง ท่ีแยกจากการดําเนินการของผูถูกรองท่ี ๓ เพราะความสัมพันธระหวางพรรคการเมืองกับสมาชิก สภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมอยูในความผูกมัด แหงอาณัติ มอบหมายหรือการครอบงําใด ๆ หรือสถานะและความสัมพันธระหวางพรรคผูถูกรองท่ี ๓ กับผถู กู รอ งท่ี ๒ ในทางรัฐธรรมนญู และกฎหมายถือวา มบี ทบาทและหนา ท่ีแยกจากกนั และในการเสนอ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรน้ัน พรรคมิไดมีมติหรือคําส่ังมอบหมายใด ๆ เพียงแตเปนนโยบายของพรรคในการหาเสียง สวนการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมของผูถูกรองที่ ๒ ก็เปนการดําเนินการตามนโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภา ผูถูกรองที่ ๓ จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ มคี าํ วนิ จิ ฉยั หรือคาํ ส่ังยกคาํ รอ งของผรู องทุกคํารอง ผูถูกรองท่ี ๔ ช้ีแจงสรุปไดวา พรรคไมเคยมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหรือ เรยี กประชุมตามขอบงั คบั พรรคชาติไทยพัฒนา พ.ศ. ๒๕๕๒ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อมีมติในการดําเนินการในเรื่องท่ีถูกกลาวหา การที่สมาชิกพรรคไดรวมกับสมาชิกพรรคการเมืองอ่ืน เสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เปนการปฏิบัติหนาที่ในฐานะสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ประกอบกับจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคไมเพียงพอ ตอการเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ และการกระทําดังกลาวผูถูกรองท่ี ๔ มิไดมีสวนเกี่ยวของ การทส่ี มาชกิ พรรคไดรวมเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมน้ี ผูถูกรองท่ี ๔ เห็นวามิไดเปนการกระทํา ที่กระทบกระเทือนตอรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และรูปของรัฐแตอยางใด และการเสนอแกไขรัฐธรรมนูญโดยการจัดต้ังสภารางรัฐธรรมนูญเคยมีทางปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญอันอาจถือไดวาเปนประเพณีหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขและมีเนื้อหาเปนการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมขุ ท้ังสิ้น ดงั จะเห็นไดจากบทบญั ญตั ใิ หพระมหากษตั ริยท รงแตงต้ังประธานและรองประธาน
เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๑๕ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา สภารางรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติท่ีใหสภารางรัฐธรรมนูญอาจนํารัฐธรรมนูญฉบับใดท่ีเห็นวามีความเปน ประชาธปิ ไตยสูงมาเปนตน แบบในการยกรา ง ดังน้ัน จงึ เห็นไดว า ญัตตแิ กไ ขเพ่มิ เตมิ รัฐธรรมนญู ดังกลาว มไิ ดม เี นื้อหาเปนปฏิปกษต อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ การใช สิทธิของผูรองท้ังหาเปนการใชสิทธิโดยไมสุจริต เน่ืองจากการเสนอญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ดังกลาวมิไดกอใหเกิดผลกระทบกระเทือนตอสิทธิและเสรีภาพของผูรองทั้งหา จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ ยกคาํ รองในสวนของผถู กู รองที่ ๔ นายสามารถ แกว มีชัย สมาชกิ ในคณะของผถู ูกรองท่ี ๕ ช้แี จงขอกลาวหาสรุปไดวา ผูรองทั้งหา ไมมีสิทธิย่ืนคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ เน่ืองจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เปนกรณีที่รัฐธรรมนูญไมได ใหสิทธิประชาชนย่ืนคํารองโดยตรงตอศาลรัฐธรรมนูญ แตกําหนดใหผูท่ีทราบการกระทําตามวรรคหนึ่ง ตองเสนอเรื่องตออัยการสูงสุดเพ่ือตรวจสอบขอเท็จจริง และยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา วินจิ ฉยั การท่ีศาลรัฐธรรมนูญมีคําส่ังใหรับคํารองไวพิจารณา จึงเปนการไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง การแกไขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญไมไ ดเปนการใชส ิทธแิ ละเสรีภาพทีผ่ รู องทง้ั หาจะย่นื คาํ รองตอ ศาลรัฐธรรมนญู ใหตรวจสอบตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ ได เนื่องจากการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนอํานาจหนาที่ ของรัฐสภาท่ีจะพิจารณาและดําเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มิใชเร่ืองของ การตรากฎหมายของฝายนิติบัญญัติที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเขามาตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของ กฎหมายได จึงมิใชเปนการใชสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญตามความหมายของมาตรา ๖๘ ผูรอง ท้ังหาจึงไมสามารถใชสิทธิยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไดด ําเนินการตามหลักเกณฑแ ละวธิ กี ารตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ทุกประการ มิไดมีวัตถุประสงค เพื่อลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมา ซง่ึ อํานาจในการปกครองประเทศโดยวธิ กี ารซงึ่ มิไดเ ปน ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแตอยางใด กระบวนการในการจดั ทํารัฐธรรมนญู ฉบับใหมม คี วามเปน ประชาธปิ ไตยและสอดคลองกับหลักการพ้ืนฐาน ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข เน่ืองจากกระทําโดยสภาราง รัฐธรรมนูญท่ีไดรับเลือกต้ังจากประชาชนมาเปนตัวแทนของแตละจังหวัด และคัดเลือกโดยที่ประชุม รัฐสภาอีก ๒๒ คน สภารางรัฐธรรมนูญจึงมีความเปนอิสระจากฝายการเมืองที่สามารถยกรางรัฐธรรมนูญ โดยไมถูกแทรกแซงหรือครอบงําใด ๆ และตองจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน และตอง
เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๑๖ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ผานการพิจารณาของประธานรัฐสภาวารัฐธรรมนูญมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา หรอื ไม หากมลี ักษณะตอ งหา มและรัฐสภาพจิ ารณาเห็นวา มีลักษณะตอ งหา มดงั กลาว รา งรัฐธรรมนูญน้ัน กต็ องตกไป จึงขอใหศาลรฐั ธรรมนูญพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยชข้ี าดวา การย่ืนญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญของ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรและคณะรฐั มนตรี รวมถงึ การพิจารณาของรัฐสภาเกี่ยวกับการแกไขรัฐธรรมนูญ มใิ ชก รณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ แตอยา งใด และขอใหยกคํารอ งของผูร อ งทง้ั หา ผูถูกรองท่ี ๖ ชี้แจงสรุปไดวา การเสนอญัตติขอใหแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ของผูถูกรองท่ี ๖ กับคณะเปนการปฏิบัติหนาที่ในฐานะสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา โดยในเน้อื หาสาระมิไดก ระทบกระเทือนรปู แบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขและรูปของรัฐแตอยางใด การจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญก็เปนแนวทางที่สอดคลองและ ไมตองหามตามรัฐธรรมนูญ เพราะเคยมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเพ่ือจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และในประเด็นเกี่ยวกับคํารองนี้ ไดมีความเห็นของอัยการสูงสุดซ่ึงพิจารณาขอเท็จจริงเบื้องตนแลวเห็นวา การเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญดงั กลา วเปน การดาํ เนนิ การตามหลกั เกณฑแ ละวิธีการท่ีบญั ญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ อีกทง้ั ญตั ติแกไ ขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนญู ทเี่ สนอนัน้ รัฐสภาไดมีมตริ บั หลักการดังกลาวแลว ซงึ่ แสดงใหเห็นวา ญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญมิไดมีเน้ือหาอันเปนปฏิปกษตอระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไมม ผี ลเปน การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ และไมม ีผลเปลย่ี นแปลงรปู ของรัฐ ซง่ึ เปนไปตามรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง การที่ผูรองทั้งหาใชสิทธิรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวา พรรคชาติไทยพัฒนากระทําการฝาฝนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เปนการใชสิทธิโดยไมสุจริต จึงขอให ศาลรฐั ธรรมนูญสง่ั ยกคํารอ ง ศาลรฐั ธรรมนญู ตรวจคาํ รอ งและคาํ ชี้แจงแกข อกลาวหาแลว คดมี ีประเดน็ ท่ตี อ งวนิ จิ ฉัย ดังน้ี ประเดน็ ท่หี นึง่ ศาลรัฐธรรมนญู มีอาํ นาจรับคาํ รองไวพิจารณาวนิ จิ ฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม ประเด็นที่สอง การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สามารถแกไข เพ่ิมเตมิ โดยยกเลิกรัฐธรรมนญู ทง้ั ฉบับได หรือไม
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๗ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา ประเด็นที่สาม การกระทําของผูถูกรองเปนการลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ ตามรัฐธรรมนญู นี้ หรอื เพ่ือใหไดม าซึง่ อาํ นาจในการปกครองประเทศ โดยวิธกี ารซ่งึ มไิ ดเปน ไปตามวถิ ที างทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นรัฐธรรมนญู นี้ ตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง หรือไม ประเด็นท่ีส่ี หากกรณีเปนการกระทําที่เขาขายตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง จะถือเปนเหตุให ศาลรฐั ธรรมนญู ตองสัง่ ยุบพรรคการเมอื งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหนาพรรคและกรรมการบริหาร พรรคการเมอื งหรอื ไม ศาลรัฐธรรมนญู กาํ หนดใหผ ูรองท้ังหา นําสืบกอนแลวใหผูถูกรอ งทัง้ หกนําสบื แก ศาลไดไตสวนพยานฝายผูรอง เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ จํานวน ๗ ปาก คือ พลเอก สมเจตน บุญถนอม นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายวันธงชัย ชํานาญกิจ นายวิรัตน กัลยาศิริ นายสรุ พล นิติไกรพจน นายวรินทร เทยี มจรัส และนายบวร ยสนิ ทร สรปุ ความไดว า ผูรองมีสิทธิเสนอคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง โดยมี เหตุผลทางวิชาการวาศาลมีอํานาจในการวินิจฉัยช้ีขาดวาอะไรเปนกฎหมายท่ีจะตีความได และการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในคดีน้ี ไมไดวินิจฉัยวาการดําเนินการนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม ศาลวินิจฉัย เพียงขั้นตอนตนเทานั้นวา ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบวาการดําเนินการเชนนี้ ละเมิดหลักการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญหรือไม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีเจตนารมณใหมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนรายประเด็นหรือรายมาตรา มิใชใหแกไขเพื่อนําไปสู การยกเลกิ รัฐธรรมนญู ท้งั ฉบบั ขอ กลา วอางของผูถกู รอ งทวี่ า การแกไขรฐั ธรรมนูญเพอื่ ยกรางรฐั ธรรมนูญ ฉบับใหมเ ปนเรื่องทเ่ี คยกระทํามาแลว รบั ฟง ไมไ ด เนื่องจากมีบรบิ ททางสงั คมท่ีแตกตา งกนั โดยรฐั ธรรมนูญ แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ผานการลงประชามติของประชาชนในลักษณะท่ีเปนการใช อํานาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชนท้ังหมด ดังน้ัน หากจะตองมีการแกไขรัฐธรรมนูญโดยสมาชิก รัฐสภาท่ีเปนผูแทนของประชาชนท่ีอาจขัดแยงกับเจตนารมณของประชาชนท้ังหมด ไดแกการยกเลิก รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ แลว ยกรางขน้ึ ใหม จึงจะตองกระทําโดยการรับฟง ประชามติจากประชาชนท้ังประเทศ เปนไปตามทฤษฎีวาดวยการใชอํานาจท่ีไดรับมอบหมายจะลบลาง การกระทําหรืออํานาจของผูมีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยตรงหาอาจกระทําไดไม ผูถูกรองจึงไมมี
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๘ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา อํานาจในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในลักษณะท่ีใหมีการยกรางรัฐธรรมนูญขึ้นใหมทั้งฉบับโดยยกเลิก ฉบับเดมิ ได เนื่องจากจะเปน การขัดตออาํ นาจสถาปนารฐั ธรรมนญู ของประชาชน นอกจากน้ี การท่ีใหป ระธานรัฐสภาและรัฐสภาวินิจฉยั ตามรางมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา วา รางรัฐธรรมนูญที่สภารางรัฐธรรมนูญรางข้ึนนั้นจะมีผลเปนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือไม นั้น ก็ไมเปน หลักประกันท่ีเชื่อถือได เพราะมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสอง การกําหนดใหประธานรัฐสภาแตเพียงผูเดียว เปน ผูม ีอํานาจวนิ ิจฉัยวา รางรฐั ธรรมนูญที่จัดทําข้ึนใหมนั้นมีผลเปนการเปล่ียนแปลงการปกครอง หรือไม หากประธานรัฐสภาวินิจฉยั วารา งรฐั ธรรมนูญไมมีปญหาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา แลว ก็ไมตอง นํารางรัฐธรรมนูญดังกลาวมาใหรัฐสภาวินิจฉัย ดังน้ัน แมรางรัฐธรรมนูญอาจมีผลเปนการเปล่ียนแปลง การปกครอง แตประธานรัฐสภาอาจวินิจฉัยวาไมมีปญหาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา และสง รางรัฐธรรมนูญใหคณะกรรมการการเลือกตั้งนําออกใหประชาชนออกเสียงประชามติได โดยองคกรอื่น ไมอาจเขาไปตรวจสอบได อีกทั้งแมรางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา จะกําหนดวาไมให แกไขในหมวด ๒ วาดวยพระมหากษัตริยก็ตาม แตก็ยังมีพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยอยูใน รฐั ธรรมนญู หมวดอืน่ ๆ ดวย ศาลไดไตสวนพยานฝายผูถูกรอง เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ จํานวน ๗ ปาก คือ นายโภคิน พลกุล นายอุดมเดช รัตนเสถียร นายชุมพล ศิลปอาชา นายสมศักด์ิ เกียรติสุรนนท นายยงยุทธ วิชยั ดิษฐ นายภราดร ปริศนานันทกลุ และนายอชั พร จารุจินดา สรปุ ความไดวา การยน่ื คาํ รอ งตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๖๘ วรรคหนง่ึ ตอ งเสนอเร่ืองใหอ ยั การสูงสดุ ตรวจสอบ ขอ เท็จจรงิ เพอื่ พจิ ารณากลั่นกรองเรอื่ งแลวเหน็ วา มมี ลู จงึ จะยื่นคาํ รองตอศาลรัฐธรรมนูญได โดยรัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ ก็เคยบัญญัติหลักเกณฑไวทํานองเดียวกันกับ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ คือ ใหยื่นตออัยการสูงสุด ไดชองทางเดียว ดังปรากฏขอมูลตามเอกสารบทความทางวิชาการที่จัดทําโดยศาลรัฐธรรมนูญ และ เวบ็ ไซตข องศาลรฐั ธรรมนูญ รวมท้ังคําสงั่ ศาลรฐั ธรรมนญู ท่ี ๑๒/๒๕๔๙ สวนการแกไขเพม่ิ เติมรฐั ธรรมนูญในลกั ษณะนีส้ ามารถกระทาํ ได เพราะอยใู นกรอบของรฐั ธรรมนูญ ไมวาจะเปน รายประเด็นในแตละมาตรา หรือหลายมาตราพรอมกัน เชน การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๑๙ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานุเบกษา แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๓๔ หรือกรณีตองการทีจ่ ะแกไขมาตราใดมาตราหนงึ่ เพือ่ นําไปสู การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมขึ้นทั้งฉบับ ก็ยังอยูในความหมายการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แตทั้งน้ี ตองไมมีการแกไขเพ่ิมเติมเร่ืองท่ีรัฐธรรมนูญหามไว และการจัดต้ังสภารางรัฐธรรมนูญเพื่อยกราง รัฐธรรมนูญใหมท้ังฉบับ ประเทศไทยเคยดําเนินการมาแลวถึง ๓ คร้ัง ไดแก สภารางรัฐธรรมนูญ เพอ่ื จัดทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ สภารางรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ เพื่อจัดทํารัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ และสภารา งรัฐธรรมนญู ตามรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่วั คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๔๙ เพื่อจดั ทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ การจัดตั้งสภารางรัฐธรรมนูญ เพ่ือจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมในครั้งน้ี มีความเปนประชาธิปไตย สมาชกิ สภารางรัฐธรรมนูญมีความเปนอิสระ ปราศจากการครอบงําของฝายการเมือง และวิธีการจัดทํา รางรัฐธรรมนูญฉบับใหมโดยการต้ังสภารางรัฐธรรมนูญก็ไมมีบทบัญญัติใดเปดโอกาสใหมีการลมลางหรือ เปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริยทรงเปนประมุขได เพราะมีขอหามไวใน มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน และมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา ของรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพม่ิ เติมอยางชัดเจนแลว ดวยเหตนุ ้รี ฐั ธรรมนูญฉบับใหมยงั คงยดึ รูปแบบการปกครอง และรูปของรัฐเชนเดิม เพราะจะตองอยูในกรอบท่ีรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมนี้ใหอํานาจไวเทานั้น หากพิจารณาตามขอเท็จจริงแลว ขอยุติในขณะน้ีรางรัฐธรรมนูญฉบับน้ีเปนเพียงแครางท่ีผานการพิจารณา ในวาระที่สองเทาน้ัน ยังไมมีการแกไขรัฐธรรมนูญ แตกลับมีการจินตนาการวาจะไปแกไขเชนนั้นเชนน้ี ซ่ึงเปนการนําเอาจินตภาพไปตัดสินขอเท็จจริงในปจจุบัน การดําเนินกระบวนการแกไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญ ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ท่ีผานมา ก็มกี ารเปด โอกาสใหมกี ารอภิปรายและแปรญัตติ อยางเปดเผย การดําเนินการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในคร้ังนี้เปนไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ท่ีแถลงไวตอรัฐสภากอนเขารับหนาที่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีตองปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๖ และผกู พนั ใหค ณะรัฐมนตรจี ะตองรับผดิ ชอบตามรฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๗๘ ประธานรัฐสภาไดยืนยันวา เมื่อสภารางรัฐธรรมนูญไดจัดทํารางรัฐธรรมนูญใหมแลวเสร็จ จะจัดใหมีการต้ังคณะกรรมการที่ประกอบดวยบุคคลท่ีเปนกลาง เพ่ือพิจารณาตรวจสอบรางรัฐธรรมนูญ ท่ีสภารางรัฐธรรมนูญจัดทําข้ึนจะมีผลเปนการเปล่ียนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๐ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แกไขในหมวดพระมหากษัตริย หรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ หรือไม โดยจะไมใชด ุลพินจิ แตเพยี งลาํ พัง สวนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมของผูถูกรองที่ ๖ น้ันแตกตางจากรางรัฐธรรมนูญแกไข เพิ่มเตมิ ของผูถ ูกรอ งที่ ๒ และที่ ๕ กลาวคอื เมอ่ื สภารางรฐั ธรรมนญู ไดรา งรฐั ธรรมนญู เสร็จเรียบรอยแลว ตองนํามาใหรัฐสภาพิจารณาอีกคร้ัง และเคยมีการเสนอญัตติแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง สภารางรัฐธรรมนูญเมื่อป พ.ศ. ๒๕๓๙ ในการจัดทํารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดังน้ัน ในการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับน้ี จึงถือไดวาเปนประเพณีการปกครอง ในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมขุ นอกจากนี้ การดําเนินการของผูถูกรองที่ ๕ และที่ ๖ และสมาชิกพรรคคนอื่นในฐานะ สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรท่มี ีความเปน อสิ ระในการปฏบิ ตั หิ นาท่ี ไมผ กู พันกับพรรคผูถูกรอ งที่ ๓ และท่ี ๔ ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะหพยานหลักฐานทั้งสองฝายแลว คดีมีประเด็นท่ีตองวินิจฉัยตามที่ได กําหนดไว ประเดน็ ทีห่ นง่ึ ศาลรัฐธรรมนูญมีอาํ นาจรบั คาํ รองไวพจิ ารณาวินิจฉยั ตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๖๘ หรอื ไม มีประเด็นท่ีพรรคเพื่อไทย ผูถูกรองท่ี ๓ ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ในขอ กฎหมายวา ศาลรฐั ธรรมนญู มีอํานาจรบั คํารองของผูรองทั้งหาไวพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ไดหรือไม ตามรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ มิได” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสิทธิ เสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิก การกระทาํ ดงั กลาว แตทัง้ นี้ ไมก ระทบกระเทือนการดาํ เนนิ คดีอาญาตอ ผูกระทําการดังกลา ว”
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๑ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลว เห็นวา มาตรา ๖๘ วรรคสอง เปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิแก ผูทราบการกระทําอันเปนการฝาฝนขอหามตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง ท่ีจะใชสิทธิใหมีการตรวจสอบ การกระทําดังกลาวได โดยใหมีสิทธิสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง เสนอเรื่องใหอัยการสูงสุด ตรวจสอบขอเท็จจริงและยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ และประการที่สอง สามารถย่ืนคํารองขอให ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาวได เพราะอํานาจหนาที่ในการตรวจสอบและ วินิจฉัยสั่งการในกรณีท่ีผูรองใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง นี้ เปนอํานาจหนาที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดเพียงแตมีหนาที่ตรวจสอบขอเท็จจริงเบื้องตน และย่ืนคํารองขอ ตอศาลรัฐธรรมนูญไดเ ทา นนั้ หาไดตัดสิทธขิ องผูร องที่จะยน่ื คาํ รอ งตอศาลรัฐธรรมนญู โดยตรงไม แมผูรอ ง ไดเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบแลว ก็ไมตัดสิทธิผูรองที่จะใชสิทธิในประการท่ีสองย่ืนคํารอง ตอ ศาลรัฐธรรมนญู ได เห็นวา การแปลความดงั กลา วนี้จะสอดคลอ งตอเจตนารมณในมาตรา ๖๘ ซึ่งบัญญัติไว ในรัฐธรรมนญู และเปน ไปเพ่อื การรับรองสิทธิพทิ ักษรฐั ธรรมนญู ทบ่ี ัญญตั ไิ วในมาตรา ๖๙ ที่วา “บคุ คล ยอมมีสิทธิตอตานโดยสันติวิธีซึ่งการกระทําใด ๆ ที่เปนไปเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซง่ึ มไิ ดเปน ไปตามวถิ ีทางทีบ่ ญั ญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนูญน”ี้ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมคี ําส่ัง ใหเลิกการกระทําท่ีอาจเปนการใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญไดนั้น การกระทํา ดงั กลาวจะตองกาํ ลงั ดาํ เนนิ อยแู ละยังไมบ งั เกิดผล ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมคี ําวินิจฉยั สั่งใหเ ลิกการกระทาํ น้นั ได หาไมแ ลว คําวินจิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง น้ี ก็จะพนวิสัย ไมสามารถใชบังคับได ทั้งสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ นี้ มีหลักการสําคัญมุงหมายใหชนชาวไทยทุกคนมีสวนรวม ในการปกปองพิทักษรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และ การเขาสูอํานาจในการปกครองประเทศใหเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มิใหถูกลมลาง โดยสภาพจึงเปนมาตรการในการปองกันไวลวงหนาเพื่อจะไดมีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยส่ังการใหเลิก การกระทําท่ีจะเปนอนั ตรายตอระบอบการปกครองและการลมลางรัฐธรรมนูญมิใหเกิดข้ึนได เพราะหาก ปลอยใหเกิดการกระทําท่ีเปนภัยรายแรงตอรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญขึ้นแลว ยอมสุดวิสัยท่ีจะแกไขใหกลับคืนดีได เชนน้ีแลว ประชาชนผูทราบเหตุตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง
เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๒๒ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา ยอมสามารถยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญไดโดยตรง ทั้งน้ี เพ่ือใหประชาชนใชสิทธิของตนตอตาน การกระทาํ นั้นไดโ ดยสันติวธิ ี เนื่องจากเจตนารมณของรัฐธรรมนูญมาตรานี้มิไดมุงหมายลงโทษทางอาญา หรือลงโทษทาง รัฐธรรมนูญโดยการยุบพรรคการเมอื งเทา น้นั แตย ังหมายถึงการส่งั ใหเลกิ การกระทาํ ที่มิชอบตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง เสียกอนที่การกระทําน้ันจะบังเกิดผล การมีอยูของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แหงรัฐธรรมนูญนี้ จึงเปนไปเพื่อรักษาหรือคุมครองตัวรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญ ไดรับรองหรือกําหนดกรอบไวใหเปนเจตนารมณหลักทางการเมืองของชาติ คือการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และปองกันการกระทําเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ความมุงหมาย ของรฐั ธรรมนูญในประการน้ีตา งหากท่ีถือเปนเจตนารมณห ลักของรัฐธรรมนูญที่จะตองยึดถือไวเปนสําคัญ ยง่ิ กวาเจตนารมณของผรู า งรัฐธรรมนญู ซง่ึ แมจะถอื เปน เครอื่ งมือชวยคน หาเจตนารมณของรัฐธรรมนญู ได แตความเห็นของผูรางรัฐธรรมนูญคนใดคนหน่ึงก็มิใชเจตนารมณทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ อยางไรก็ตาม หากพิจารณาจากรายงานการประชุมของสภารางรัฐธรรมนูญ ทั้งการรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังพิจารณาไดวา สาระสาํ คัญของการอภิปรายน้นั มเี จตนารว มกันอยทู ่ีการจะใหประชาชนสามารถใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ ผานกลไกของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เปนสําคัญยิ่งกวาเร่ืองของตัวบุคคลผูมีสิทธิเสนอคํารอง การตคี วามเกี่ยวกับผูมสี ิทธเิ สนอคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญ จึงตองตีความไปในแนวทางของการยอมรับสิทธิ มิใชจาํ กดั สิทธิ เพ่ือใหชนชาวไทยและศาลรัฐธรรมนูญสามารถเขามาตรวจสอบการกระทําที่อาจมีปญหา ตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึง่ เพื่อพิทกั ษรัฐธรรมนญู ไดส มดงั เจตนารมณของบทบญั ญตั ดิ งั กลา ว กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง แลว แตยังไมมีคําสั่ง ประการใดจากอัยการสูงสุด หากปลอยใหกระบวนการลงมติในวาระท่ีสามลุลวงไปแลว แมตอมา อยั การสูงสดุ จะยื่นคํารอ งตอ ศาลรฐั ธรรมนญู ใหว นิ ิจฉยั วา กระบวนการแกไขเพ่มิ เตมิ รัฐธรรมนูญดังกลาวน้นั เปนไปโดยมิชอบดว ยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ใหเลิกการกระทําน้ัน ก็จะไมสามารถบังคับตามคําวินิจฉัย ในทางใดไดอ ีก รวมท้งั ไมอาจยอ นคืนแกไ ขผลทเ่ี กดิ ขึ้นจากการกระทําดงั กลาวได
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๓ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอํานาจรับคํารองไวพิจารณาและวินิจฉัยไดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ประเด็นที่สอง การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สามารถแกไข เพ่ิมเติมโดยยกเลกิ รฐั ธรรมนูญท้ังฉบับได หรอื ไม ประเดน็ พิจารณาวา การแกไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ จะนําไปสูการแกไ ขบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ ไดหรือไม นั้น เห็นวา อํานาจในการกอต้ังองคกรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนา รฐั ธรรมนญู เปนอํานาจของประชาชนอันเปน ที่มาโดยตรงในการใหก ําเนิดรัฐธรรมนญู โดยถือวา มีอํานาจ เหนือรัฐธรรมนูญที่กอตั้งระบบกฎหมายและองคกรท้ังหลายในการใชอํานาจทางการเมืองการปกครอง เม่ือองคกรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอํานาจตามท่ีรัฐธรรมนูญใหไว และอยูภายใตรัฐธรรมนูญ จึงเปนไปไมได ท่ีจะใหองคกรนั้นใชอํานาจท่ีไดรับมอบมาจากรัฐธรรมนูญนั้นเองกลับไปแกรัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช อํานาจแกไขกฎหมายธรรมดา สําหรับประเทศไทยเปนประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนประเทศท่ีใชระบบประมวลกฎหมายท่ียึดหลักความเปน กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญท่ีรัฐธรรมนูญจะตองกําหนดวิธีการหรือกระบวนการแกไขเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญไวเปน พิเศษแตกตา งจากกฎหมายโดยท่ัวไป การตรารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เปนกระบวนการท่ีไดผาน การลงประชามติโดยตรงของประชาชนผเู ปน เจาของอํานาจอธิปไตย ประชาชนจึงเปนผูสถาปนารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ดงั นนั้ การแกไ ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนญู ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ แมจ ะเปนอํานาจของรฐั สภา ก็ตาม แตการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญโดยการยกรางใหมทั้งฉบับยังไมสอดคลองกับเจตนารมณของ รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เน่อื งจากรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันน้ีไดมาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรจะไดใหประชาชนผูมีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญไดลงประชามติเสียกอนวาสมควรจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบบั ใหมห รือไม หรอื รฐั สภาจะใชอ ํานาจในการแกไขเพม่ิ เตมิ รัฐธรรมนูญเปนรายมาตรากเ็ ปน ความเหมาะสม และเปนอํานาจของรัฐสภาที่จะดําเนินการดังกลาวนี้ได ซึ่งจะเปนการสอดคลองกับเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑
เลม ๑๒๙ ตอนที่ ๑๑๘ ก หนา ๒๔ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกจิ จานเุ บกษา ประเด็นที่สาม การกระทําของผูถูกรองเปนการลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ ตามรัฐธรรมนญู นี้ หรือเพ่อื ใหไ ดมาซ่ึงอาํ นาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซ่งึ มไิ ดเปน ไปตามวิถีทางทบี่ ัญญัติไวในรฐั ธรรมนญู นี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง หรอื ไม พิจารณาแลวเห็นวา การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีเจตนารมณเพ่ือตองการ ใหม ีวิธีการแกไ ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนญู ข้นึ เปนรายมาตราเพ่ือปฏิรูปการเมืองและปรับปรุงโครงสรางทางการเมือง ขึ้นใหมใหมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งข้ึน และเปนอํานาจท่ีรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ใหไวเพ่อื เปน ชอ งทางในการแกไ ขปญ หาท่ีอาจเกิดขนึ้ จากขอบกพรอ งในตวั รฐั ธรรมนญู เอง หรือปญหาจากขอเท็จจริงทางการเมืองท่ีตองมีการแกปญหาอยางเปนระบบ และมีความสอดคลอง ตอเนื่องในคราวเดียวกัน รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... จึงเปนผลมาจาก รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ อันถือไดวามีที่มาจาก รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน หากพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่มาจากการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อใหมีสภารางรัฐธรรมนูญมาทําหนาท่ีจัดทํา รา งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม และกาํ หนดกระบวนการจดั ทาํ รา งรัฐธรรมนูญฉบบั ใหม ดังที่ไดผานความเห็นชอบ ของรัฐสภาในวาระที่สอง และกาํ ลงั เขาสกู ารลงมติในวาระท่ีสาม จะเห็นไดวากระบวนการดังกลาวยังไมม ี ขอเท็จจริงเพียงพอท่ีจะถือไดวาเปนการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญ ดังที่ผูรองกลาวอาง อีกท้ังขั้นตอนการจัดต้ังสภารางรัฐธรรมนูญยังมิได เปนรูปธรรม การกลาวอางของผูรองจึงเปนการคาดการณลวงหนาซ่ึงยังไมปรากฏผลประการใด และ ยิ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ซ่ึงถือเปนขอจํากัดของ การแกไ ขเพม่ิ เติมของรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดบัญญัติไวอยางชัดแจง ในการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญวา “ญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญท่ีมีผลเปนการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได” ประกอบกับบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ใหเหตุผลวา “จะยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขไวตลอดไป” และในบทบัญญัติของรางรัฐธรรมนูญดังกลาว
เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๒๕ ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหา ก็ยังบัญญัติคุมกันเพื่อรับรองการรางรัฐธรรมนูญท่ีจะไมกระทบถึงสาระสําคัญ แหง รฐั วา “รา งรฐั ธรรมนูญทม่ี ีผลเปนการเปล่ยี นแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปน ประมุขหรือเปล่ียนแปลงรปู ของรฐั หรือเปลี่ยนแปลงแกไขบทบัญญัติในหมวดวาดวยพระมหากษัตริย จะกระทาํ มิได” และหากรา งรัฐธรรมนูญมลี ักษณะตามวรรคหาดังกลา ว “ใหร างรฐั ธรรมนญู น้นั เปน อนั ตกไป” ตามที่กาํ หนดไวใ นมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก อยางไรก็ตาม หากสภารา งรัฐธรรมนญู ไดจ ัดทํารางรฐั ธรรมนูญท่ีมีลักษณะเปนการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปล่ียนแปลงรูปของรัฐ หรือเปล่ียนแปลงแกไขบทบัญญัติในหมวดวาดวยพระมหากษัตริยแลว ท้ังประธานรัฐสภาและรัฐสภา กม็ ีอาํ นาจยับยัง้ ใหร า งรฐั ธรรมนญู นัน้ เปน อันตกไปได รวมทงั้ หากบุคคลใดทราบวา มกี ระทําการเพอ่ื ลมลาง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี ผูทราบ การกระทําดังกลาวก็ยังมีสิทธิเสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและย่ืนคํารองขอให ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาวในทุกชวงเหตุการณท่ีบุคคลนั้นทราบตราบเทาที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ยังมีผลใชบังคับ ประการสําคัญเมื่อพิจารณาคําชี้แจงแกขอกลาวหา บันทึก ถอยคํายืนยันขอเท็จจริง และการไตสวนของศาลจากฝายผูถูกรอง อาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท ประธานรัฐสภา นายอัชพร จารุจินดา ผูแ ทนคณะรัฐมนตรี นายยงยทุ ธ วิชยั ดษิ ฐ ผูแทนพรรคเพือ่ ไทย นายชุมพล ศิลปอาชา ผูแทนพรรคชาติไทยพฒั นา และนายภราดร ปรศิ นานนั ทกุล ลวนตางเบิกความ ถึงเจตนารมณในการดําเนินการเพื่อใหมีการจัดทํารางรัฐธรรมนูญฉบับใหมวา มิไดมีเจตนารมณ ท่ีจะกระทําการเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ตามรฐั ธรรมนญู น้ีและผถู กู รอ งทง้ั หมดยังแสดงถึงเจตคตอิ นั ตั้งมั่นวา จะดํารงคงไวซึ่งการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ อยเู ชน เดิม พจิ ารณาแลว จึงเห็นวา ขอเท็จจริงยังรับฟงไมไดวา การกระทําของผูถูกรองท้ังหกเปนการลมลาง การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี หรือเพื่อให ไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญน้ี แตอยา งใด ขอ กลา วอางทัง้ หมดจงึ คงเปน เพียงการคาดการณ หรอื เปน ความหวงใยตอสถาบันพระมหากษัตริย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขทั้งยังหางไกลตอการที่จะ
เลม ๑๒๙ ตอนท่ี ๑๑๘ ก หนา ๒๖ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานเุ บกษา เกิดเหตุตามท่ีกลาวอาง ขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงยังไมพอฟงไดวาเปนการลมลางการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ีแตอยางใด ดังน้ัน การกระทําของ ผูถูกรองท้ังหกจึงฟงไมไดวามีเจตนาลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิได เปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ ตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง จึงใหยกคํารองในประเด็นน้ี และเมื่อไดวินิจฉัยเปนดังน้ีแลว จงึ ไมจ ําตอ งวนิ จิ ฉยั ในประเดน็ ที่ ๔ อีกตอ ไป อาศัยเหตุผลดงั กลาวขา งตน จึงใหย กคํารอ งท้ังหา คํารอ ง นายวสนั ต สรอ ยพสิ ุทธิ์ ประธานศาลรฐั ธรรมนูญ นายจรญู อนิ ทจาร ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู นายเฉลมิ พล เอกอรุ ุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู นายชัช ชลวร ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู นายนุรกั ษ มาประณตี ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู นายบญุ สง กุลบปุ ผา ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู นายสพุ จน ไขม กุ ด ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู นายอุดมศกั ด์ิ นติ มิ นตรี ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู
๗ คาวนิ จิ ฉัยศาลรฐั ธรรมนญู ท่ี ๑๕ – ๑๘/๒๕๕๖
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ในพระปรมาภไิ ธยพระมหากษตั รยิ ศาลรฐั ธรรมนญู คาํ วินิจฉัยที่ ๑๕ - ๑๘/๒๕๕๖ เร่อื งพจิ ารณาท่ี ๓๖/๒๕๕๖ เรือ่ งพจิ ารณาท่ี ๓๗/๒๕๕๖ เร่ืองพิจารณาท่ี ๔๑/๒๕๕๖ เร่ืองพิจารณาท่ี ๔๓/๒๕๕๖ วันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ พลเอก สมเจตน บุญถนอม กับคณะ ที่ ๑ นายวริ ตั น กัลยาศิริ ที่ ๒ ผูร อ ง นายสาย กังกเวคิน กบั คณะ ที่ ๓ และนายพรี ะพนั ธุ สาลรี ัฐวภิ าค กบั คณะ ท่ี ๔ ระหวา ง ประธานรัฐสภา ที่ ๑ รองประธานรัฐสภา ที่ ๒ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร และสมาชกิ วุฒสิ ภา ที่ ๓ ถงึ ท่ี ๓๑๒ ผูถ กู รอง เร่ือง คํารอ งขอใหศาลรฐั ธรรมนญู พจิ ารณาวนิ ิจฉยั ตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๖๘ พลเอก สมเจตน บุญถนอม กับคณะ นายวิรัตน กัลยาศิริ นายสาย กังกเวคิน กับคณะ และนายพีระพนั ธุ สาลีรฐั วภิ าค กบั คณะ ย่ืนคาํ รอ งรวมสี่คํารอง ขอใหศ าลรฐั ธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ศาลรฐั ธรรมนญู พจิ ารณาแลว เห็นวา คาํ รอ งทัง้ สมี่ ปี ระเด็นแหงคดีเปนเรื่องเดยี วกนั จึงมีคําสั่ง ใหรวมการพิจารณาและวินิจฉัยคดี เร่ืองพิจารณาท่ี ๓๖/๒๕๕๖ เรื่องพิจารณาท่ี ๓๗/๒๕๕๖ เรื่องพิจารณาที่ ๔๑/๒๕๕๖ และเร่ืองพิจารณาที่ ๔๓/๒๕๕๖ เขาดวยกันเพ่ือประโยชนในการดําเนิน กระบวนพจิ ารณา โดยใหเรียกพลเอก สมเจตน บุญถนอม กับคณะ ผูรองที่ ๑ นายวิรัตน กัลยาศิริ ผรู อ งท่ี ๒ นายสาย กังกเวคิน กบั คณะ ผรู อ งท่ี ๓ และนายพีระพันธุ สาลีรัฐวิภาค กับคณะ ผูรองที่ ๔ และใหเ รยี กประธานรัฐสภา ผูถูกรอ งที่ ๑ รองประธานรัฐสภา ผูถูกรองที่ ๒ และสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒสิ ภา ผถู ูกรอ งท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๒ ขอ เท็จจริงตามคํารองท้ังสี่และเอกสารประกอบ สรุปไดดงั นี้ คํารอ งที่หน่งึ (เรอื่ งพิจารณาท่ี ๓๖/๒๕๕๖) ผูรองที่ ๑ อางวา ผูถูกรองท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดรวมกันเขาช่ือเสนอญัตติขอแกไขเพ่ิมเติม เปนรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... (แกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ตอผูถูกรองท่ี ๑ โดยเห็นวา กระบวนการแกไขเพ่ิมเติมรางรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรางรัฐธรรมนูญดังกลาวมีผล เปนการเปล่ียนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และมวี ตั ถุประสงคเ พอื่ ใหไดม าซ่งึ อาํ นาจในการปกครองประเทศโดยวธิ กี ารท่มี ชิ อบดวยรฐั ธรรมนูญตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง โดยผรู องที่ ๑ เห็นวา ผถู ูกรองที่ ๑ ไดเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมตอ ท่ีประชุมรัฐสภาคนละฉบับกับที่ผูถูกรองท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดย่ืนตอสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร นอกจากนี้ ในคราวประชุมเพื่อพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมในวาระที่หน่ึงขั้นรับหลักการ ผูถูกรองท่ี ๑ ในฐานะประธานท่ีประชุมรัฐสภายังใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ กลาวคือ มีการสั่งการให กําหนดระยะเวลาในการย่ืนคําแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน นับจากวันท่ีรัฐสภารับหลักการ ซ่ึงเปนการกระทํา ที่ไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ และขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ขอ ๙๖ อกี ทั้งการทผ่ี ถู กู รองท่ี ๑ และผูถ ูกรอ งที่ ๒ ผลัดกันทาํ หนาท่ปี ระธานท่ีประชุม โดยตัดสิทธิการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผูสงวนคําแปรญัตติและผูสงวนความเห็นเปนการกระทํา ท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ และมาตรา ๒๙๑ (๔) และขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๓ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ขอ ๙๙ ดว ย นอกจากนี้ พฤติการณของผูถ ูกรองท่ี ๒ ยงั แสดงถงึ ความไมเปน กลางและมีประโยชนทับซอน จากการแกไ ขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนญู เนือ่ งจากการเสนอญตั ติแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญคร้ังนี้จะทําใหผูถูกรองที่ ๒ มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภาไดทันที กรณีจึงเปนการกระทําที่ขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ และมาตรา ๑๒๒ สําหรับเนื้อหาของรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ผูรองที่ ๑ อางวา หลักการและเหตุผลของ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่กําหนดใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เชนเดยี วกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทาํ ใหว ุฒิสภาไมอาจทาํ หนาทตี่ รวจสอบการบริหารราชการแผนดิน ของฝายบริหาร และทําใหหลักการตรวจสอบและถวงดุลการใชอํานาจรัฐถูกทําลาย ประกอบกับ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๕ ในสวนคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครรับเลือกตั้ง เปนสมาชิกวุฒิสภาที่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและลักษณะตองหามตามความในมาตรา ๑๑๕ (๕) ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยฉบับปจจุบัน ทําใหบุคคลที่เปนบุพการี คูสมรส หรือบุตรของ ผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสามารถสมัครรับเลือกต้ัง เปนสมาชิกวุฒสิ ภาได รา งรฐั ธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๗ ยังทําใหสมาชิกวุฒิสภาสามารถดํารงตําแหนง ติดตอกนั เกินหนง่ึ วาระได และรา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพมิ่ เติม มาตรา ๑๑ ในสวนท่ีเกี่ยวของกับการตรา รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ยังตัดอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญตามกระบวนการตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากนี้รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๑๒ ยังทําใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาท่ีมาจากการสรรหาท่ีจะครบวาระในเดือนกุมภาพันธ ๒๕๖๐ ตองสน้ิ สดุ ลงในวนั ทีม่ กี ารเลอื กตง้ั สมาชิกวุฒสิ ภาตามรางรัฐธรรมนญู แกไ ขเพ่มิ เติมในเดือนเมษายน ๒๕๕๗ ผูร องท่ี ๑ เห็นวา การใชส ทิ ธแิ กไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผูถูกรองทั้งหมดมีผลเปนการเปลี่ยนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ และมีเจตนาเพ่ือใหไ ดม าซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญ อันเปนการตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมคี ําสั่ง ดงั นี้
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๔ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา (๑) มคี ําส่ังกําหนดมาตรการคุมครองชั่วคราวเปนกรณีฉุกเฉิน โดยมีคําส่ังหามไปยังผูถูกรองที่ ๑ และเลขาธิการรัฐสภา ใหระงับการประชุมเพ่ือพิจารณาญัตติแกไขรัฐธรรมนูญในวาระท่ีสามไวกอน เปน การชัว่ คราวจนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมคี าํ วินจิ ฉยั (๒) วนิ ิจฉยั ส่ังการใหผ ูถกู รองที่ ๑ ถึงที่ ๓๑๐ เลิกการพจิ ารณารางรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย แกไ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับท่ี ..) พทุ ธศกั ราช .... เรือ่ ง แกไขท่มี าของสมาชกิ วฒุ สิ ภาโดยทันที (๓) มีคําสั่งใหยุบพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม รวมท้ังเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของหัวหนาพรรคการเมืองและ กรรมการบรหิ ารพรรคการเมืองดังกลาวเปนเวลา ๕ ป นับแตวนั ทศ่ี าลรัฐธรรมนูญมคี ําวินจิ ฉยั หรือคาํ สง่ั ตอมา ผูรองท่ี ๑ ย่ืนคํารองขอแกไขเพิ่มเติมคํารอง ฉบับลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยเพิ่มเตมิ สาระสาํ คญั ของคาํ รอง ดงั นี้ (๑) การเสนอญัตติใหมีการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเก่ียวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภายังได มีการลงมติดวยวิธีการที่สมาชิกรัฐสภาคนเดียวใชบัตรลงคะแนนหลายใบ มีผลทําใหการประชุมรวมกัน ของรฐั สภาในการพิจารณาวาระที่สองเปนโมฆะท้งั หมด (๒) มีคาํ สั่งหรอื คําวินิจฉยั เพิกถอนมติที่ประชุมรัฐสภาทั้งสามวาระและใหระงับการประกาศใช รางรฐั ธรรมนญู แกไขเพมิ่ เติม คาํ รอ งท่ีสอง (เรอื่ งพจิ ารณาท่ี ๓๗/๒๕๕๖) ผูร องท่ี ๒ อา งวา ผถู ูกรองที่ ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ ใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลาง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ โดยผูถูกรองท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดรวมกันเสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติมเปนรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ ..) พุทธศักราช .... (แกไ ขเพ่มิ เตมิ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) กําหนดหลักการใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งเปนวิธีการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีลักษณะเดียวกันกับวิธีการไดมาซ่ึงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ซง่ึ ไดรับการเลือกตงั้ โดยตรงจากประชาชน โดยรางรัฐธรรมนญู แกไขเพ่ิมเติมฉบับนี้ นายอุดมเดช รัตนเสถียร
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๕ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา สมาชิกสภาผแู ทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ผูถูกรองท่ี ๓ กับผูถูกรองอื่น ๆ เปนผูเสนอตอผูถูกรองท่ี ๑ จากนัน้ ผถู กู รอ งท่ี ๑ ไดนดั ประชมุ รวมกนั ของรัฐสภาในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ โดยที่ประชุมรัฐสภา ไดล งมตริ บั หลักการในวาระทห่ี นึง่ ดวยคะแนนเสยี ง ๓๖๗ เสียง ไมรบั หลักการดวยคะแนนเสยี ง ๒๐๔ เสยี ง และงดออกเสยี ง ๓๔ เสยี ง เม่ือวนั ท่ี ๓ เมษายน ๒๕๕๖ จากนั้นทปี่ ระชุมไดมีมตติ ้ังคณะกรรมาธกิ าร จาํ นวน ๔๕ คน เพอ่ื พจิ ารณารางรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพมิ่ เตมิ ดงั กลาว ตอมาในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ คณะกรรมาธิการไดนํารางรัฐธรรมนูญท่ีมีการแกไขเพิ่มเติมตามมติของคณะกรรมาธิการพรอมรายงาน เสนอตอผูถูกรองท่ี ๑ เพ่ือนําเสนอใหท่ีประชุมรัฐสภาพิจารณา โดยท่ีประชุมรัฐสภาไดพิจารณา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมดังกลาวเสร็จส้ินเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ และผูถูกรองท่ี ๒ ไดแ จงตอทีป่ ระชมุ รฐั สภาวา รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๕) กําหนดไวว า เมอื่ รัฐสภาพจิ ารณารา งรฐั ธรรมนูญ แกไขเพ่ิมเติมในวาระที่สองเสร็จสิ้นแลว ใหรอไว ๑๕ วัน จึงใหรัฐสภาพิจารณาในวาระท่ีสามตอไป โดยระยะเวลาดงั กลาวครบกําหนดในวันท่ี ๒๗ กันยายน ๒๕๕๖ ผูรองที่ ๒ เหน็ วา การแกไ ขเพ่มิ เตมิ รฐั ธรรมนญู ดังกลาวเปนการแกไขเปล่ยี นแปลงรัฐธรรมนูญ มิใชการแกไขเพ่ิมเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เน่ืองจากกรณีมีลักษณะเปนการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยกําหนดใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกต้ังทั้งหมด ซึ่งทําใหดุลยภาพของการตรวจสอบตามระบบรัฐสภาเสียไป รวมท้ังไดลดทอนคุณสมบัติและลักษณะตองหาม ของผูสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภา โดยการยกเลิกสาระสําคัญในมาตรา ๑๑๕ (๕) และ แกไขลักษณะตองหามในมาตรา ๑๑๕ (๖) (๗) และ (๙) อีกทั้งยกเลิกความในมาตรา ๑๑๖ ทําใหบคุ คลท่ีเปนบุพการี คสู มรส หรือบุตรของผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือผูดํารงตําแหนง ทางการเมืองสามารถเปนสมาชิกวุฒิสภาได และใหสมาชิกวุฒิสภาสามารถดํารงตําแหนงติดตอกัน เกินหนึ่งวาระได การแกไขเพิ่มเติมในสวนที่เกี่ยวของกับการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ อันเปนกระบวนการตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ และการกําหนดใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ทมี่ าจากการสรรหาซึง่ เปน ชุดปจ จุบนั ทจี่ ะครบกําหนดวาระในเดอื นกุมภาพันธ ๒๕๖๐ ตอ งส้ินสุดสมาชิกภาพ ในวนั ทมี่ ีการเลอื กต้ังสมาชกิ วฒุ ิสภาชุดใหมในเดอื นเมษายน ๒๕๕๗
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๖ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกลาวจะมีผลทําใหสมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบันสามารถลงสมัคร รับเลือกตั้งเปนสมาชิกวุฒิสภาตอเนื่องไดทันที กรณีแสดงใหเห็นวา สมาชิกวุฒิสภาที่มีสวนรวม ในการเสนอและพิจารณาใหความเห็นชอบญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญดังกลาว มีเจตนามุงหมาย เพื่อใหตนไดมาซึ่งอํานาจนิติบัญญัติของรัฐสืบตอไปโดยวิธีที่มิชอบดวยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้กําหนดให สมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบันตองส้ินสุดสมาชิกภาพลงในวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม อนั เปนการลบลา งสิทธิในการดํารงตาํ แหนงของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากสรรหา ประกอบกับกระบวนการ แกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีการดําเนินการในลักษณะที่มิชอบดวยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไมวาจะเปนกรณีรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับท่ีมีการเสนอตอผูถูกรองที่ ๑ เปนคนละฉบับกับ รางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่เสนอใหสมาชิกรัฐสภาพิจารณา การเรงรัดใหมีการพิจารณาอยางรวบรัด เชน จงใจปด การอภิปรายและไมเ ปด โอกาสใหส มาชิกรฐั สภาท่แี ปรญตั ตไิ วไ ดอ ภิปราย การทีป่ ระธานท่ีประชุม รัฐสภาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกําหนดวันแปรญัตติโดยท่ีไมมีการลงมติ เน่ืองจากองคประชุมไมครบ การพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการซึ่งมีลักษณะเปนการยกเลิกและแกไขสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญ แกไ ขเพมิ่ เตมิ ใหแตกตางไปจากรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมที่เคยรับหลักการไว ในระหวางการพิจารณา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑ มีการเพ่ิมเติมรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๑๑/๑ เขาไปและลงมติไปพรอมกันโดยมิไดมีการอภิปรายรายมาตรา และในกระบวนการพิจารณารายมาตรา ยังมีสมาชกิ รัฐสภาใชบ ตั รแสดงตนและลงคะแนนแทนผูอ่นื ดว ยเหตผุ ลดังกลา ว ผูรองที่ ๒ เห็นวา ผลของการแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญในครั้งน้ีจะทําให สมาชิกวุฒิสภาอยูใตอาณัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อันเปนการขัดตอเจตนารมณของรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงถือวาเปนกรณีการใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมา ซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ผูรอ งที่ ๒ จึงขอใหศ าลรัฐธรรมนูญพิจารณาวนิ จิ ฉยั และมีคําส่ัง ดงั น้ี (๑) มคี าํ สง่ั คมุ ครองชัว่ คราวเปนกรณีฉุกเฉนิ ใหผูถูกรองท่ี ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ ระงับการพิจารณา แกไขเพ่มิ เตมิ รัฐธรรมนูญในวาระทสี่ ามไวเ ปน การช่วั คราว จนกวา ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคาํ วินิจฉยั หรอื คําสง่ั
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๗ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา (๒) วินิจฉัยส่ังการใหผูถูกรองท่ี ๑ ถึงที่ ๓๑๐ เลิกการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (แกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลกิ มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) คาํ รอ งท่ีสาม (เร่อื งพจิ ารณาท่ี ๔๑/๒๕๕๖) ผรู องที่ ๓ อางวา ในการพิจารณาการแกไ ขเพมิ่ เติมรฐั ธรรมนูญ ผูถูกรองที่ ๑ และผูถูกรองที่ ๒ ไดผลัดกันทําหนาที่เปนประธานท่ีประชุมรัฐสภา ดําเนินการประชุมรัฐสภาโดยมีเจตนาไมสุจริต ไมวางตัวเปนกลางซ่ึงขัดตอขอบังคับวาดวยการประชุมรัฐสภา อันเปนการขัดกันแหงผลประโยชน สอวาจงใจใชอํานาจหนาท่ีขัดตอบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กรณีจึงเปนการใชสิทธิและเสรีภาพ ตามรฐั ธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือ เพ่ือใหไดอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ สรุปการกระทําไดด งั นี้ ในสว นทเี่ กย่ี วกับเน้ือหาของรา งรฐั ธรรมนูญแกไขเพม่ิ เติม มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ใหสมาชิกวุฒิสภา ตองมาจากการเลอื กตั้งท้ังหมด ไมม กี ารหา มบุพการี คูสมรส หรือบุตรของสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรหรือ ผดู ํารงตําแหนงทางการเมอื งลงสมัครรับเลือกต้ัง ทําใหโอกาสที่บุคคลดังกลาวจะไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ยอมมีมากกวาบุคคลอื่น เพราะมีฐานสนับสนุนทางการเมือง การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกลาว จึงเปนการเอ้ือประโยชนใหแกสมาชิกวุฒิสภา อีกทั้งการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑ เปนไปอยางรีบเรง โดยกําหนดใหมีการจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่รวบรัด ประกอบกับ กําหนดใหสมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบันสิ้นสุดสมาชิกภาพในวันท่ีมีการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม ยอมแสดงใหเ หน็ ถึงพฤติกรรมของผถู ูกรอ งท่ี ๑ และผูถูกรองที่ ๒ ซ่ึงมีสถานะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชกิ วุฒิสภาอยา งชดั แจง วา ตอ งการเรงรัดใหมีการแกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเ ปนไปตามวิถีทางทบี่ ัญญตั ไิ วในรฐั ธรรมนูญ อันแสดงใหเ หน็ ถงึ เจตนา อยา งชัดแจง วา มีความมุงหมายเพ่อื ใหตนไดมาซึง่ อาํ นาจนติ บิ ญั ญัติของรัฐสบื ไป
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๘ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา สวนกระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมมีการดําเนินการท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๔) กลาวคือ ในคราวประชุมเพื่อพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมในวาระท่ีสอง เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผูถูกรองท้ังสองมิไดดําเนินการพิจารณาโดยเรียงลําดับมาตรา จึงเปนการพิจารณาท่ีมิชอบดวยรัฐธรรมนูญซ่ึงมีผลทําใหรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมเสียไปทั้งฉบับ นอกจากน้ี ในวันท่ี ๔ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเปนการอภิปรายแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๕ ผูถูกรองที่ ๒ ไมอนุญาตใหผูสงวนคําแปรญัตติอภิปราย และมีการลงมติปดอภิปราย ในระหวางท่ีมีการประทวงในการประชุมรัฐสภา อีกท้ังเม่ือมีการลงมติตามญัตติที่ขอใหปดการอภิปราย ผูถูกรองที่ ๒ กลับขานในท่ีประชุมวาเปนการลงมติใหความเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๕ และส่ังปดการประชุมทันที ซ่ึงมีลักษณะเปนการดําเนินการท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๔) หากรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับน้ีมีผลบังคับใช จะทําใหผูถูกรองที่ ๒ ไดรับสิทธิในการลงสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาทันทีโดยท่ีไมตองลาออกจากตําแหนง และ ยงั สามารถดาํ รงตําแหนง สมาชิกวุฒสิ ภาไดโดยไมจํากดั วาระ กรณีจึงเปน การปฏิบตั หิ นาที่โดยมีการขัดกัน แหงผลประโยชน ซ่ึงขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ โดยมีการสมคบกับสมาชิกรัฐสภาฝายรัฐบาล ในการเสนอและลงมติปดการอภิปราย อันเปนการกระทําท่ีขัดตอวิธีปฏิบัติทางปกครองซึ่งสงผลให การประชุมเปน โมฆะ และเปน การกระทาํ ทเี่ ขา ขายเปน การทําลายระบบตรวจสอบและถวงดุลอันเปนดุลยภาพ ระหวางสภาผูแ ทนราษฎรและวุฒสิ ภา องคกรอิสระตามรฐั ธรรมนญู และองคกรตามรฐั ธรรมนูญ รวมทั้ง องคกรศาลรัฐธรรมนูญ จึงเห็นวา กรณีเปนการกระทําเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ อันเปนการตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ผรู อ งท่ี ๓ จึงขอใหศ าลรัฐธรรมนูญวนิ จิ ฉัยและมีคาํ สั่ง ดังน้ี (๑) มีคาํ สัง่ กําหนดมาตรการคุมครองช่ัวคราวเปนกรณีฉุกเฉิน โดยมีคําส่ังหามไปยังผูถูกรองท่ี ๑ และเลขาธิการรัฐสภา ใหระงับการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติแกไขรัฐธรรมนูญในวาระท่ีสามไวกอน เปนการชว่ั คราวจนกวา ศาลรัฐธรรมนูญจะมคี าํ วินิจฉยั (๒) วินิจฉัยสั่งการใหผูถูกรองที่ ๑ และผูถูกรองท่ี ๒ เลิกการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... เรื่อง แกไขท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภา โดยทนั ที
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๙ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา (๓) วนิ ิจฉัยวา รา งรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย แกไ ขเพิม่ เตมิ (ฉบบั ที่ ..) พทุ ธศักราช .... เปน โมฆะ หรอื ไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ ตอมา ผูรองที่ ๓ ยื่นคํารองขอแกไขเพ่ิมเติมคํารอง ฉบับลงวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ และฉบับลงวนั ที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยเพิ่มเตมิ สาระสําคญั ของคํารอ ง ดงั น้ี (๑) มคี ําสั่งกําหนดมาตรการคุมครองช่ัวคราวใหนายกรัฐมนตรีระงับการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมคี าํ วินิจฉัย (๒) วินิจฉยั ใหก ารดาํ เนินการของผูถกู รอ ง หรือผทู ่ีเก่ียวขอ งเขา ขา ยการกระทาํ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ (๓) วินิจฉัยใหผูถูกรองท่ี ๑ และผูถูกรองท่ี ๒ เลิกการกระทําท่ีขัดตอรัฐธรรมนูญ และ ใหเ ลิกประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... เรื่อง แกไขทีม่ าของสมาชิกวุฒิสภา โดยทันที คํารอ งทส่ี ี่ (เร่ืองพจิ ารณาที่ ๔๓/๒๕๕๖) ผูรองที่ ๔ อางวา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเสนอโดยผูถูกรองที่ ๓ ถึงท่ี ๓๑๐ มีเน้ือหาเปนการแกไขเพ่ิมเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหน่ึง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ โดยมีเจตนายกเลิกสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาและใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพียงอยางเดียว ซ่ึงขัดกับหลักการและ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และผูถูกรองท่ี ๓๑๑ และ ผูถูกรองท่ี ๓๑๒ ซ่ึงเปนกรรมาธิการเสียงขางมากและเห็นชอบดวยกับรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ในข้ันการพจิ ารณาของคณะกรรมาธิการ ไดด ําเนนิ การแกไ ขเพ่มิ เตมิ รางรัฐธรรมนูญเพื่อใหตนเองและพวกพอง ไดร บั ประโยชนจ ากบทบญั ญัตขิ องรา งรัฐธรรมนญู แกไขเพมิ่ เตมิ ดงั กลาว โดยการยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) ทําใหบุคคลท่ีเปนบุพการี คูสมรส หรือบุตรของผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสามารถสมัครเปนสมาชิกวุฒิสภาได เปนการขัดตอบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ การแกไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๖) (๗) และ (๙) มีผลทําใหบุคคลที่เคยเปนสมาชิก ของพรรคการเมอื งหรือเคยดาํ รงตาํ แหนง ในพรรคการเมือง หรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลว
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๐ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา หรอื เคยเปน สมาชกิ วฒุ ิสภา สมาชิกสภาทอ งถ่ินหรือผบู ริหารทองถ่นิ หรอื เคยเปน รัฐมนตรีหรือเคยดํารงตําแหนง ทางการเมืองอื่นมาแลว สามารถลงสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาไดตอเนื่องทันทีโดยไมตองอยู ภายใตเ ง่ือนไขตามทร่ี ัฐธรรมนญู กําหนดไวเดมิ นอกจากนี้ การที่รา งรัฐธรรมนญู แกไขเพิ่มเติม มาตรา ๖ ยังมีผลทําใหสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิลงรับสมัครเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาไดอีก เปนการปฏิบัติหนาท่ี อันเปนการขัดกันแหงผลประโยชน ซึ่งขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ อีกท้ังรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๐ ที่กําหนดไมใหมีการเลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาข้ึนใหมแทนตําแหนงที่วางกรณีที่ ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลงกอนการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงมิใชการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามนัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ตลอดจนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม มาตรา ๘ กรณี สมาชิกวุฒิสภาวางลง เพราะเหตุอื่นที่กําหนดใหมีการเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายในกําหนด ๔๕ วัน นับแตวันท่ีตําแหนงนั้นวางลงก็มิไดบัญญัติใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๘ มาใชบังคับ ทําใหเกิดปญหา เกี่ยวกับการบงั คับใชรฐั ธรรมนูญ ผูถูกรองท่ี ๑ ยังไดกําหนดใหมีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ท้ังสามฉบับ ซึ่งเปนกระบวนการพิจารณาในวาระที่สอง เมื่อวันท่ี ๔ เมษายน ๒๕๕๖ แตตอมา กลับมีการกําหนดใหมีการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเกี่ยวกับระยะเวลาในการแปรญัตติใหมอีกคร้ังในวันท่ี ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งเปนการยอนกลับมาดําเนินการในขั้นตอนของวาระท่ีหนึ่งใหม การกระทําดังกลาว จึงขัดตอรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ อกี ท้งั ผูถ กู รองที่ ๑ และผถู กู รอ งที่ ๒ ในฐานะประธานรัฐสภาและ รองประธานรฐั สภายังวางตัวไมเปน กลาง โดยในการประชมุ พจิ ารณารา งรัฐธรรมนูญแกไ ขเพ่มิ เติมในวาระทส่ี อง มีการอาศยั มติเสียงขา งมากปด การอภิปรายและลงมตเิ ห็นชอบผานรา งรัฐธรรมนูญแกไขเพ่มิ เตมิ ในขณะที่ ยังมสี มาชิกรัฐสภาผูสงวนคําแปรญัตติและกรรมาธิการเสียงขางนอยผูสงวนความเห็นตองการท่ีจะใชสิทธิ อภิปรายคางอยูเปนจํานวนมาก การทําหนาที่ประธานท่ีประชุมของผูถูกรองที่ ๑ และผูถูกรองที่ ๒ มีลักษณะเปนการเรง รบี รวบรัดโดยรวมกับสมาชกิ รัฐสภาฝายรฐั บาลในการเสนอและลงมติปด การอภิปราย ซ่ึงขัดตอบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ มาตรา ๑๒๒ มาตรา ๑๒๕ ประกอบมาตรา ๑๓๗ และมาตรา ๒๙๑ และขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ขอ ๔๗ ขอ ๕๙ วรรคสอง และขอ ๙๙
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๑ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา นอกจากน้ี การแสดงตนเพ่ือนบั องคประชมุ กอ นการลงมตเิ ห็นชอบรางรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเติม มสี มาชกิ รฐั สภาบางคนนําบัตรประจาํ ตัวสมาชิกรัฐสภาของคนอ่ืนมาทําการเสียบบตั รในชองเสียบบัตรและ กดปุมแสดงตนแทนเพื่อนับองคประชุมกอนการลงมติ และทําการเสียบบัตรในชองเสียบบัตรและกดปุม แสดงตนลงมติแทนสมาชิกรัฐสภาผูซ่ึงเปนเจาของบัตรดังกลาว ท้ังท่ีมีขอเท็จจริงวาสมาชิกรัฐสภา ผูซึง่ เปนเจาของบัตรไมไ ดอ ยูในหอ งประชมุ ทาํ ใหผ ลการนับองคป ระชุมและผลการลงมตไิ มถกู ตองตามความเปนจริง การกระทําดงั กลาวถือเปน การออกเสียงหรอื ลงมติเกินกวา หน่ึงเสียง จึงขัดตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสาม และไมเปนการปฏิบัติหนาที่ดวยความสุจริตและมิไดเปนไปเพ่ือประโยชนของปวงชนชาวไทย ซงึ่ ขัดตอรฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๒๖ วรรคสาม จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและ มคี าํ สั่ง ดงั น้ี (๑) กระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขัดหรอื แยงตอ รฐั ธรรมนญู และเปน โมฆะ (๒) การกระทําของผูถูกรองทั้งหมดเปนการกระทําเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวธิ กี ารซง่ึ มิไดเปนไปตามวถิ ีทางที่บญั ญตั ไิ วใ นรัฐธรรมนญู รวมท้งั ส่งั ใหผ ถู ูกรอ งท้งั หมดเลิกการกระทํา ดังกลา ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ (๓) ขอใหม ีคําสง่ั ใหม ีการไตส วนเพ่อื พจิ ารณากาํ หนดวธิ ีการคุมครองช่ัวคราวกอ นมีคําวินิจฉยั ดว ย ประเด็นท่ีศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา คํารองของผูรองท้ังสี่ตองดวยหลักเกณฑ ตามรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘ หรือไม รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหนึง่ บัญญตั วิ า “บุคคลจะใชส ิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนูญ เพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญน้ี หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญน้ี มิได” และวรรคสอง บัญญัติวา “ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการ ตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสิทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและ ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการใหเลิกการกระทําดังกลาว แตทั้งนี้ ไมกระทบกระเทือน การดาํ เนินคดีอาญาตอผูกระทําการดงั กลาว”
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๒ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลว เห็นวา มาตรา ๖๘ วรรคสอง เปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิแกผูทราบ การกระทําของบุคคลหรือพรรคการเมืองผูกระทําการตามมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง มีสิทธิใหมีการตรวจสอบ การกระทําดังกลาวไดสองประการคือ หนึ่ง เสนอเร่ืองใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริง และสอง ย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาว ซึ่งเปนสิทธิของผูรองท่ีจะยื่นคํารอง ตอศาลรัฐธรรมนูญไดโดยตรง ประกอบกับเร่ืองนี้มีมูลกรณีท่ีพอรับฟงในเบ้ืองตนไดวา ผูถูกรองทั้งหมด มีพฤติการณในการเสนอญัตติแกไขเพิ่มเติมรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ในสวนท่ีเกี่ยวของกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาในประการที่อาจเขาขายเปนการทําลาย ระบบตรวจสอบและถวงดุลอันเปนดุลยภาพระหวางสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภารวมทั้งองคกรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมเปนอํานาจหนาท่ีของวุฒิสภาที่มาจากการออกแบบ ตามรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซ่ึงเปนเจตนารมณของรัฐธรรมนูญตามท่ีระบุไว ในคําปรารภของรัฐธรรมนูญที่มีความมุงหมายใหรัฐธรรมนูญนี้เปนแนวทางในการปกครองประเทศ โดยใหประชาชนมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นในการจัดทํารางรัฐธรรมนูญอยางกวางขวางทุกข้ันตอน มีบทบาทและมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยางเปนรูปธรรมดวยการกําหนดกลไก สถาบนั การเมืองทัง้ ฝายนิตบิ ัญญตั แิ ละฝายบรหิ ารใหม ดี ลุ ยภาพและประสิทธภิ าพตามวิถีการปกครองแบบรฐั สภา รวมทั้งใหสถาบันศาลและองคกรอิสระอ่ืนสามารถปฏิบัติหนาท่ีไดโดยเที่ยงธรรม ดวยเหตุนี้ จึงเห็นวา มีมูลกรณีที่อาจจะเปนการกระทําเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตาม วิถที างทบี่ ัญญตั ิไวใ นรัฐธรรมนูญนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง จึงมีคําสั่งใหรับคํารองทั้งส่ีไว พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง และขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณา และการทําคาํ วนิ จิ ฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๑๗ (๒) และแจงใหผ ถู กู รอ งทั้ง ๓๑๒ คน ย่ืนคําชี้แจงแกขอกลาวหา ภายใน ๑๕ วัน นบั แตวนั ทไี่ ดร ับสาํ เนาคาํ รอ ง สวนคาํ ขออน่ื ใหย ก ระหวางดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผูถูกรอง ๓๑๑ คน ไมไดยื่นคําช้ีแจง แกขอกลาวหาตอศาลรัฐธรรมนูญ มีเพียงนายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ผูถูกรองท่ี ๒๙๓ โดยช้แี จงแกข อ กลา วหา สรุปไดวา เม่ือวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ตนไดลงลายมือชื่อเสนอรางรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ตอผูถูกรองท่ี ๑ โดยตนเห็นวา การกําหนดใหสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกต้ังเชนเดียวกับวิธีการไดมาซึ่งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๓ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา ซ่ึงมีที่มาจากการเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชน อันเปนการสงเสริมหลักประชาธิปไตย และการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเปนการยึดโยงกับประชาชนในพื้นท่ีแตก็มิไดเห็นพอง ดวยกับการแกไ ขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนูญในบางมาตรา เนอื่ งจากการแกไ ขผิดไปจากเจตนารมณฉบับทย่ี กรางตั้งแตแ รก กลา วคอื ในรางรฐั ธรรมนูญแกไ ขเพม่ิ เติม มาตรา ๕ ซ่ึงแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ และ ในรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๗ ซึ่งแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๗ ตนไดงดออกเสียง ในวาระที่สาม การกระทําดังกลาวของตนเปนไปโดยสุจริต และมิไดกระทําการในลักษณะเพ่ือใหไดมา ซง่ึ อํานาจในการปกครองประเทศซงึ่ มิไดเ ปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ หรือมิไดมีผลเปล่ียนแปลง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข จึงขอใหศาลรัฐธรรมนูญ พจิ ารณาวนิ ิจฉัยยกคาํ รอ งในสวนของตน ศาลรัฐธรรมนูญไดไตสวนพยานฝายผูรองและพยานศาล เม่ือวันท่ี ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จํานวน ๗ ปาก คือ พลเอก สมเจตน บุญถนอม นายวิรัตน กัลยาศิริ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี นายนพิ ิฏฐ อนิ ทรสมบตั ิ นายไพบูลย นติ ิตะวัน นายสุวิจักขณ นาควัชระชัย และนางอัจฉรา จูยืนยง สรปุ ไดดังน้ี พลเอก สมเจตน บุญถนอม ผรู อ งที่ ๑ และนายวิรตั น กลั ยาศิริ ผรู องที่ ๒ เบิกความสรุปไดวา การที่ผูถูกรองที่ ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ ไดรวมกันลงชื่อเสนอญัตติและพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม เก่ียวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาน้ัน เปนการกระทําเพื่อใหไดอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซง่ึ มไิ ดเปน ไปตามวิถีทางท่ีบญั ญัตไิ วในรฐั ธรรมนญู นี้ โดยมีเหตผุ ลดังนี้ ๑. รางเสนอแกไขรฐั ธรรมนญู ท่ีนําเขา มาพิจารณาในวาระท่ีหนึ่ง เปนคนละฉบับกับท่ีผูถูกรอง ท่ี ๓ ถึงที่ ๓๑๐ ไดลงช่ือยื่นญัตติไว ถือวาฉบับที่รัฐสภาไดพิจารณาในวาระท่ีหนึ่งไมมีผูเสนอญัตติ จึงเปนการกระทําท่ขี ดั ตอรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ (๒) ๒. กระบวนการในการพิจารณาแกไขรัฐธรรมนูญขัดตอรัฐธรรมนูญ กลาวคือ มีการตัดสิทธิ สมาชิกรฐั สภาในการยน่ื คําแปรญตั ติ โดยการกําหนดวันแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม ๑๕ วัน อยางไมถ กู ตองตามขอ บงั คบั การประชมุ ของรัฐสภา เปนเหตุใหสมาชิกรัฐสภาหลายคนไมสามารถแปรญัตติได อีกทง้ั มีการตดั สิทธอิ ภปิ รายของผสู งวนคาํ แปรญตั ตแิ ละผูสงวนความเหน็ โดยใชเสียงขา งมากในการปดการอภิปราย และลงมติ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๔ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา ๓. การประชุมพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมน้ัน กระทําการโดยผูมีสวนไดเสียและ ผลประโยชนทบั ซอน และเปนการรว มมอื กันระหวางสมาชิกวุฒสิ ภากบั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรท่ีรวมกัน ยน่ื ญัตตแิ กไ ขเพมิ่ เติมรัฐธรรมนญู ใหเ ปน ประโยชนซ ึง่ กนั และกนั ๔. ในการพิจารณารายมาตราในวาระทส่ี อง มสี มาชกิ รฐั สภาที่เปน ฝายเสนอญตั ติในการแกไ ขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญฉบับน้ีไดใชบัตรลงมติแทนผูอ่ืน ทั้งมีการลงมติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑ กบั มาตรา ๑๑/๑ ในคราวเดียวกนั ๕. การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเปนไปโดยรีบเรงรวบรัดข้ันตอนดังกลาว เน่ืองจาก หากรัฐธรรมนูญนี้แกไขสําเร็จจะทําใหฝายผูถูกรองและพวกพองไดประโยชน โดยการแกไขท่ีมา คณุ สมบตั ิ ลักษณะตองหาม และวาระการดาํ รงตําแหนง ของสมาชกิ วฒุ สิ ภา ซึง่ ไมเปนไปตามเจตนารมณ ของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันท่ีไดออกแบบไวเพื่อการตรวจสอบและถวงดุลการใชอํานาจรัฐ ประกอบกับ มีการแกไขใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาชุดปจจุบัน โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ตอ งส้ินสดุ สมาชิกภาพทนั ทีท่ีสมาชิกวฒุ ิสภาชุดใหมเ ขามาดํารงตําแหนง ๖. มีการกําหนดใหกระบวนการพิจารณาจัดทําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย การเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ใหแลวเสร็จภายในกําหนดระยะเวลา ๑๒๐ วัน หากกระบวนการไมเสร็จสิ้นใหนําฉบับท่ีผานจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นทูลเกลาฯ ไดทันที เปนการตัดอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ผูรองจึงเห็นวา การดําเนินการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผูถูกรองที่ ๑ ถึงท่ี ๓๑๐ เปน กระบวนการเพ่อื ใหไดม าซง่ึ อาํ นาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการท่ีมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไว ในรัฐธรรมนูญน้ี ซง่ึ เปน การกระทําที่ขดั ตอ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคหน่งึ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี พยานของผูรองท่ี ๒ และผูรองที่ ๔ เบิกความสรุปไดวา พยาน เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปตย ไดตอสูและรองเรียนเก่ียวกับ การที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรใชบัตรลงมติแทนกันมาโดยตลอด แตการรองเรียนไมเคยเปนผลให มีการลงโทษผูกระทําความผิดได กอนท่ีจะเกิดเหตุการณในคลิปวีดิทัศนอางเปนพยานหลักฐานในคดีนี้ พยานก็ไดเห็นเหตุการณและไดประทวงตอประธานในท่ีประชุมแลวก็ไมเปนผล โดยพฤติกรรมของ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๕ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา กลุมบุคคลที่พยานเห็น มีการกระทําดังกลาวท้ังในการประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมรัฐสภา โดยมีผูถ อื บตั รแทนสมาชกิ ผูอ ่ืน ถา ระหวา งท่ีสมาชิกเจาของบัตรที่ฝากไวไมอยู ผูถือบัตรจะตองแสดงตน และลงมติให เม่ือพยานรูเห็นเหตุการณแตไมมีหลักฐานประกอบการกลาวหา จึงไปขอรองเจาหนาท่ี ซ่ึงพยานไมขอเปดเผยชื่อใหชวยถายรูปและวีดิทัศนให โดยพิมพภาพของบุคคลท่ีพยานยืนยันวาเปน นายนริศร ทองธิราช สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ซ่ึงพยานรูจักดี เนื่องจากเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลวถึงสิบปจึงรูจักกัน พยานทราบวานายนริศร ทองธิราช มพี ฤตกิ รรมในการใชบตั รแทนผอู ื่น จึงคอยติดตามตรวจสอบ และไดขอใหเจาหนาที่ทําการถายภาพและ วีดิทัศน โดยใชกลองท่ีถายภาพน่ิงและวีดิทัศน โดยพยานคอยใหสัญญาณอยูในหองประชุม เม่ือพยาน ไดคลิปวีดิทัศนที่ใหเจาหนาที่ถายมาแลว ก็นําไปมอบใหฝายกฎหมายของพรรคประชาธิปตยเพื่อ ดําเนินการตอไปหลังจากที่พยานไดรองเรียนและเผยแพรคลิปวีดิทัศนดังกลาว ก็ไมปรากฏวา นายนรศิ ร ทองธริ าช มาตอวา พยานหรือแจง ความประการใด ศาลรัฐธรรมนูญไดเปดคลิปวีดิทัศนซ่ึงเปนพยานหลักฐานประกอบคํารองของผูรองที่ ๒ และ ใหพยานอธิบายเหตุการณตามภาพที่ปรากฏ พยานยืนยันวาเปนเหตุการณของการแกไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และเปนเหตุการณท้ังในการนับองคประชุมและการลงมติดวย พยานเบิกความตอ ไปวาในการลงคะแนนประธานรัฐสภาจะใหก ดปุมแสดงตนกอน เพอ่ื ใหน บั องคประชุมใหค รบ และตองกดปุมอีกครั้งหนึ่งเพ่ือลงมติ แตบุคคลในภาพใชบัตรกดใหสมาชิกคนอื่นท่ีไดรับบัตรมา และ ในคลิปวีดิทัศนอีกสองคลิป จะเห็นวาบุคคลดังกลาวเปล่ียนตําแหนงที่นั่ง เพราะทราบวาคนของพยาน แอบถายภาพและวีดิทัศนอยู พยานทราบวาระบบการยืนยันตนดวยบัตรแสดงตนและลงคะแนน อิเล็กทรอนิกสน้ันชองอานบัตรจะนําบัตรมาใชก่ีใบก็ได ไมสามารถตรวจสอบไดวา ชองอานบัตรน้ัน มีการใชบัตรก่ีใบกี่ครั้ง หรือใชบัตรใบอื่นในชองเดิมหรือไม ซ่ึงถาเปนบัตรของบุคคลคนเดียวกัน หากใชบัตรของสมาชิกคนใดแลวใชบัตรสํารองของสมาชิกรายเดิมไมได เพราะเม่ือมีการใชบัตรท่ีมีรหัส ของบคุ คลใดแลว ระบบจะไมใหน าํ บตั รสาํ รองท่มี รี หสั ของบคุ คลเดิมมาใชซ า้ํ นายนิพิฏฐ อินทรสมบัติ พยานของผูรองที่ ๒ และผูรองที่ ๔ เบิกความสรุปไดวา การพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมนั้น มิไดกระทําเปนสามวาระ เน่ืองจากการกําหนดวันแปรญัตติ เปนไปโดยไมถูกตองตามข้ันตอน การกําหนดวันแปรญัตติเปนกระบวนการสําคัญเพ่ือใหสมาชิกรัฐสภา
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๖ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ไดย่นื คาํ แปรญตั ติ โดยสมาชิกสวนหนงึ่ อาจจะไมเห็นดวยกับรางกฎหมายหรือรางรัฐธรรมนูญมีสิทธิแปรญัตติ เพ่ือท่ีจะแสดงความเห็นในช้ันกรรมาธิการ หากคณะกรรมาธิการไมเห็นดวยก็มีสิทธิสงวนคําแปรญัตติไว เพ่อื ผูท่สี งวนคําแปรญตั ตนิ น้ั จะไดน าํ ความเหน็ ไปอภปิ รายตอ ในทีป่ ระชมุ รฐั สภา สทิ ธใิ นการแปรญตั ติและ สงวนคําแปรญัตติเปนเอกสิทธ์ิของสมาชิกรัฐสภา โดยพยานไดยื่นขอแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเติมดังกลาวแลว แตคณะกรรมาธิการปฏิเสธ โดยอางวาพยานย่ืนคําแปรญัตติเกินกําหนด ระยะเวลา ๑๕ วัน พยานไมเคยพบกรณีที่มีการตัดสิทธิผูสงวนคําแปรญัตติไมใหอภิปราย โดยอางวา ประธานในที่ประชุมสามารถกําหนดระยะเวลาการอภิปรายไดเพื่อไมใหเปนการเย่ินเยอ การแปรญัตติ มีความสําคัญคือ หากสมาชิกมิไดแปรญัตติไว จะคัดคานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการไมได เวนแตเ ปนการอภปิ รายในสวนทคี่ ณะกรรมาธกิ ารแกไ ข แตถาคณะกรรมาธิการยืนตามรางเดิมไมไดแกไข ผทู ไ่ี มไ ดแปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติไวกไ็ มมีสิทธอิ ภปิ ราย นายไพบลู ย นิติตะวนั พยานของผรู อ งท่ี ๒ และผรู อ งที่ ๔ เบิกความสรปุ ไดว า จากการตรวจสอบ ของคณะอนุกรรมาธิการปองกันการทุจริตและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐในคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรอื่ งการทุจริตและเสรมิ สรางธรรมาภิบาล ของวุฒสิ ภา ที่พยานไดนําเสนอตอศาลรัฐธรรมนูญ มีขอเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมฉบับท่ีเสนอญัตติกับท่ีนําเขาประชุมในรัฐสภา เปนคนละฉบับกัน โดยพยานเช่ือวามีการนํารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับใหมมาเปล่ียนในเชาวันท่ี ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ โดยการแกไขญัตตเิ สนอรางรฐั ธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมไมไดทําเปนหนังสือลงลายมือช่ือ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาท่เี สนอญัตติ โดยท่ีรางรัฐธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเตมิ ท่ีเสนอเปนครั้งแรก ท่ีมีการลงลายมือชื่อน้ัน เปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับท่ียื่นในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ซ่ึงไมมีการแกไ ขมาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง พยานซ่งึ เปน ประธานอนกุ รรมาธิการดงั กลาว ไดเชิญนางบุษกร อัมพรประภา ผูอํานวยการสํานักการประชุม สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร ซ่ึงเปนผูดูแลเร่ืองน้ีโดยตรงมาช้ีแจงวาในวันเสารที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๖ นางสาวนงเยาว ประพิณ นติ กิ รชาํ นาญการพเิ ศษ ประจําสาํ นกั การประชมุ แจง วา มีผูมาขอเปลี่ยนรา งรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพิ่มเติมดังกลาว เปนขาราชการในสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร แตจําไมไดวาเปนใคร โดยไมมีการโทรศัพท ประสานจากนายอดุ มเดช รตั นเสถียร พยานเห็นวาเปนการปลอมญัตตแิ ละใชญัตติปลอมในการประชมุ รัฐสภา
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๗ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา ถือเปนการรวมกันกระทําเพื่อใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิถีทางท่ีมิไดเปนไปตามที่ รฐั ธรรมนูญบัญญตั ิไว นายสุวิจักขณ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา พยานศาล เบิกความสรุปไดวา รางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเตมิ ที่เสนอมาตามญตั ติขอแกไขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนญู นัน้ มีฉบับเดยี วตรงกันกบั ทใี่ ชในการประชุมรฐั สภา แตพยานไมเคยตรวจเปรียบเทียบระหวางรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมที่ย่ืนมาตามญัตติ กับรางรัฐธรรมนูญ แกไ ขเพมิ่ เตมิ ท่ใี ชในการประชุมรฐั สภาจริง เพราะพยานไมอยใู นวนั ทมี่ กี ารย่ืนญตั ติ โดยการตรวจรา งรฐั ธรรมนูญ หรือรางพระราชบัญญัติเปนหนาที่ของเจาหนาท่ีชั้นตน พยานไดมาตรวจสอบก็เมื่อรางรัฐธรรมนูญ แกไขเพ่ิมเติมดังกลาวจะเขาสูการประชุมรัฐสภาในวาระที่หน่ึง โดยทางปฏิบัติท่ีผานมาการแกไขญัตติ กอนที่ประธานจะวินิจฉัยส่ังการใหบรรจุเขาวาระนั้นกระทําได โดยเจาหนาท่ีก็จะบันทึกแกไขตามท่ี ผูเสนอไดขอแกไขมากอนเสนอ พยานทราบวามีคณะอนุกรรมาธิการฯ เรียกเจาหนาที่ที่เก่ียวของ ไปทําการสอบสวน แตพยานยงั ไมทราบผลการสอบสวน เน่ืองจากเจาหนาที่ยังไมมาชี้แจง สําหรับเร่ือง วนั เวลาในการยน่ื ญตั ตทิ ั่ว ๆ ไปน้ันอาจจะย่ืนนอกวนั และเวลาราชการกไ็ ด หากมกี ารประชุมในวนั นัน้ สวนประเด็นเรื่องสมาชิกรัฐสภาใชบัตรอิเล็กทรอนิกสแสดงตนและลงมติแทนกันนั้น พยานเบิกความวา เทาที่พยานทราบ สมาชิกรัฐสภาก็จะใชบัตรซ่ึงทางสํานักงานเลขาธิการรัฐสภา มอบใหคนละหน่ึงใบ เปนบัตรประจําตัวของสมาชิกสําหรับเปนบัตรลงคะแนน โดยเม่ือเริ่มประชุมคร้ังแรก จะใชวธิ กี ารลงชอื่ ทีห่ นา หอ งประชุม พอครบองคประชุมประธานรัฐสภาก็จะเปด ประชุม โดยระบบการลงคะแนน ดวยบตั รน้ีใชม าประมาณ ๑๐ ปแลว เพอื่ แกปญหากรณกี ารนับคะแนนดวยการยกมอื ซง่ึ อาจจะผิดพลาด และโตแยงกันได สวนการจะใชบัตรแทนกันหรือไม พยานไมทราบ แตทราบวาประธานรัฐสภา ไดตง้ั กรรมการข้ึนมาตรวจสอบแตย งั ไมม ีขอสรุปในเรื่องน้ี ศาลรัฐธรรมนูญไดเปดคลิปวีดิทัศนซ่ึงเปนพยานหลักฐานประกอบคํารองของผูรองที่ ๒ และ ใหพยานดูเพื่อใหความเห็น พยานเบิกความวา ไมแนใจวาเปนการใชบัตรแทนกันหรือไม โดยเห็นวา อาจจะเปนการใชบัตรสองใบ บัตรหนึ่งเพื่อแสดงตน อีกบัตรเพื่อลงมติ แตพยานไมแนใจวา สมาชิกรัฐสภาหนึง่ คนจะมบี ัตรเพื่อลงมติหรอื แสดงตนกันคนละกใ่ี บ ทงั้ น้ี พยานรับวา เสยี งของประธาน ในที่ประชุมที่พยานไดยินในคลิปวีดิทัศนเปนเสียงของนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ผูทําหนา ท่ีประธานในที่ประชมุ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๑๘ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานเุ บกษา นางอัจฉรา จูยืนยง ผูบังคับบัญชากลุมงานโสตทัศนูปกรณ สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร พยานศาล เบิกความสรุปไดวาระเบียบขั้นตอนในการเขาประชุมรัฐสภานั้น สมาชิกรัฐสภาท่ีมาถึงแลว จะไปลงช่ือไว โดยสมาชิกจะมีบัตรท่ีจะแนบบัตรกับเครื่องอิเล็กทรอนิกส ระบบจะประมวลผลวา มีสมาชิกรัฐสภามาลงช่ือเขารวมประชุมกี่ราย และสงผลมาท่ีกลุมงานโสตทัศนูปกรณ โดยผูรับผิดชอบ เรือ่ งการลงชือ่ และแนบบตั รเขา ประชุม ไดแก กลมุ งานทะเบยี นประวตั ิ ศาลรัฐธรรมนูญไดเปดคลิปวีดิทัศนซ่ึงเปนพยานหลักฐานประกอบคํารองของผูรองที่ ๒ และ ใหพ ยานดเู พื่อใหความเห็น พยานเบกิ ความวา ภาพในคลิปนา จะเปน ชวงการกดบตั รเพ่ือลงคะแนนโดยตามปกติ หน่ึงบัตรจะใชไดหน่ึงคน ลงคะแนนไดหนึ่งเสียง พยานเห็นวาบุคคลที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศนมีบัตร อยูในมือหลายใบ สว นอุปกรณท่ใี ชในการอานบัตรนนั้ หากสมาชิกรฐั สภาใสบ ัตรเขาไปแลวกดลงคะแนนไปแลว ดงึ บตั รออกมา และนําบัตรผูอ่นื ใสเ ขาไปอีก ในระบบสามารถทําได เวนแตเปนบัตรของตนเองท่ีใสและ กดลงมติไปแลว แตผลในกรณีท่ีมีการใชบัตรอ่ืนเขาไปกดลงมติในลักษณะดังกลาว จะสงผลตอการนับคะแนน หรือไม พยานไมทราบ นอกจากน้ี ยังมีบัตรสํารองเก็บไวท่ีเจาหนาที่สําหรับสมาชิกรัฐสภาท่ีลืมนําบัตร ของตนเองมาอีกหนึ่งใบตอหน่ึงคนดวย รวมเปนสองใบตอสมาชิกหน่ึงคน โดยเทคโนโลยีท่ีใชอยู ในท่ปี ระชุมรัฐสภาน้ี ไมสามารถตรวจสอบไดวา เจาของบัตรเปนคนกดบัตรลงมติดวยตนเอง หรือสมาชิกอ่ืน เปนผูกดแทน ในทางปฏิบัติหากสมาชิกรัฐสภาใสบัตรและกดบัตรลงคะแนนแลวสับเปลี่ยนบัตรอื่น มาใสที่ชองอานบัตรเดียวกันและลงคะแนนอีกในเวลาไลเลี่ยกันตอเนื่องกันก็สามารถกระทําได และ ระบบจะนบั คะแนนให จนกวาประธานในทป่ี ระชมุ จะสง่ั ปดการนบั คะแนน ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคํารองและเอกสารหลักฐานประกอบของผูรอง และไตสวนพยานหลักฐาน อีกทัง้ ส่งั ใหคูก รณียนื่ คาํ แถลงการณป ดคดีเปน หนงั สอื แลว จึงกาํ หนดประเด็นวนิ จิ ฉัย รวม ๒ ประเด็น คือ ประเด็นที่หนึ่ง กระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เปนการกระทําเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมไิ ดเ ปน ไปตามวถิ ที างท่ีบัญญัตไิ วใ นรฐั ธรรมนญู น้ี หรอื ไม ประเด็นท่ีสอง การแกไขเพ่ิมเติมเนื้อหาของรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เปนการกระทําเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซงึ่ มไิ ดเ ปนไปตามวถิ ที างทีบ่ ัญญตั ิไวในรัฐธรรมนูญน้ี หรอื ไม
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๑๙ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา กอนพิจารณาประเด็นดังกลาว มีปญหาตองพิจารณาในเบ้ืองตนวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจ ในการวนิ จิ ฉยั เกยี่ วกบั กรณีการแกไ ขเพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญ หรือไม พิจารณาแลว เห็นวา ประเทศทีน่ าํ เอา ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใชในการปกครองประเทศ ลวนมีวัตถุประสงคและมุงหมาย ท่ีจะออกแบบหรือสรางกลไกในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในอันท่ีจะทําใหประชาชน เขา มามบี ทบาทและมสี วนรว มในการปกครองและตรวจสอบการใชอ ํานาจรัฐ อีกทั้งสรางระบบตรวจสอบ และถวงดุลระหวางองคกรหรือสถาบันทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อใหเกิดดุลยภาพในการใชอํานาจอธิปไตย ซึ่งเปนของประชาชน ตามหลักการแบงแยกอํานาจที่แบงชองทางการใชอํานาจออกเปน ๓ ทาง คือ การใชอ าํ นาจนิติบญั ญตั ทิ างรัฐสภา การใชอ ํานาจบริหารทางคณะรฐั มนตรี และการใชอ ํานาจตลุ าการทางศาล ดงั จะเหน็ ไดจ ากความตอนหนึง่ ทป่ี รากฏในคาํ ปรารภของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ อนั เปน กฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเปน เจตนารมณของรัฐธรรมนูญท่ีวา “รางรัฐธรรมนญู ฉบบั ท่ีจัดทําใหมน ้ี มีสาระสาํ คญั เพอื่ ใหบรรลุวัตถุประสงครวมกันของประชาชนชาวไทย ในการธํารงรักษาไวซึ่งเอกราชและ ความมั่นคงของชาติ การทํานุบํารุงรักษาศาสนาทุกศาสนาใหสถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนประมขุ และเปน มงิ่ ขวัญของชาติ การยดึ ถอื ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปน ประมุข เปนวิถีทางในการปกครองประเทศ การคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ใหประชาชนมีบทบาท และมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยางเปนรูปธรรม การกําหนดกลไก สถาบันทางการเมืองท้ังฝายนิติบัญญัติ และฝายบริหาร ใหมีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา รวมทงั้ ใหสถาบันศาลและองคกรอิสระอ่ืนสามารถปฏิบัตหิ นา ทไี่ ดโดยสุจรติ เทย่ี งธรรม” จากหลักการดังกลาว ยอมแสดงใหเห็นอยางแจงชัดวา เจตนารมณของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความมุงหมายทจี่ ะใหอ งคก รหรือสถาบนั การเมอื งไดปฏบิ ตั ิหนา ท่ีดวยความถูกตอ งชอบธรรม มคี วามเปนอิสระ และซอ่ื สัตยสจุ ริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชน ไมประสงคท่ีจะใหองคกรหรือสถาบันการเมืองใดบิดเบือนการใชอํานาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากความชอบธรรมทุกรูปแบบ อีกท้ังไมประสงคท่ีจะใหองคกรหรือสถาบันการเมืองหยิบยก บทกฎหมายใดมาเปนขออางเพ่ือใชเปนฐานสนับสนุน คํ้าจุน ในอันที่จะแสวงหาผลประโยชนสวนตน หรือพวกพองจากการใชอ ํานาจนน้ั ๆ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๐ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ถึงแมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะใหถือเอามติฝายเสียงขางมากเปนเกณฑก็ตาม แตห ากละเลยหรอื ใชอ ํานาจอาํ เภอใจกดขี่ขมเหงฝายเสียงขางนอย โดยไมฟงเหตุผลและขาดหลักประกัน จนทําใหฝายเสียงขางนอยไมมีท่ีอยูท่ียืนตามสมควรแลวไซร จะถือวาเปนการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยไดอยางไร หากแตจะกลับกลายเปนระบอบเผด็จการฝายขางมาก ขัดแยงตอระบอบ การปกครองของประเทศไปอยางชัดแจง ซึ่งหลักการพ้ืนฐานสําคัญน้ีไดรับการยืนยันมาโดยตลอดวา จําเปนตองมีมาตรการในการปองกันการใชอํานาจบิดเบือน หรืออํานาจอําเภอใจของบุคคลหรือ กลมุ บคุ คลฝา ยใดฝายหนึ่งท่ีเขามาใชอํานาจอธิปไตยของประชาชน โดยใหต้ังมั่นอยูบนหลักการแบงแยก การใชอํานาจอธิปไตยอันเปนอํานาจของปวงชนชาวไทย เพื่อใหแตละองคกรหรือสถาบันการเมือง ที่ใชอํานาจดังกลาวอยูในสถานะที่จะตรวจสอบและถวงดุลเพื่อทัดทานและคานอํานาจซ่ึงกันและกันได อยางเหมาะสม มิใชแบงแยกใหเปนพ้ืนท่ีอิสระของแตละฝายที่จะใชอํานาจตามอําเภอใจอยางไรก็ได เพราะหากปลอยใหฝ า ยใดฝายหน่ึงมีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยปราศจากการตรวจสอบและถวงดุลแลว ยอมเปนความเส่ียงอยางยิ่งท่ีจะทําใหเกิดความเสียหายและนําพาประเทศชาติใหเกิดเส่ือมโทรมลง เพราะความผิดหลงและมัวเมา ในอํานาจของผูถอื อาํ นาจรฐั ในการน้ีอาจกลาวไดวา องคกรที่ทําหนาท่ีแทนผูใชอํานาจอธิปไตย ไมวาจะเปนรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล ลวนถูกจัดต้ังขึ้นหรือไดรับมอบอํานาจมาจากรัฐธรรมนูญท้ังสิ้น ดังน้ัน การใชอาํ นาจหนา ท่ีขององคก รเหลานี้จึงตองถกู จาํ กดั ขอบเขตทั้งในดา นกระบวนการและเนอ้ื หา กรณจี ึงมผี ลให การใชอํานาจหนา ท่ีขององคก รท้ังหลายเหลา นไ้ี มสามารถที่จะขดั หรอื แยง ตอรฐั ธรรมนูญได ดวยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงไดนําหลักนิติธรรม มากํากับการใชอํานาจหนาท่ีของทุกฝาย ทุกองคกร และทุกหนวยงานของรัฐภายใตหลักการท่ีวา นอกจากจะตอ งใชอาํ นาจหนา ที่ใหถ ูกตอ งตามบทกฎหมายที่มีอยทู วั่ ไปแลว ยังจะตองใชอาํ นาจและปฏิบัตหิ นา ที่ ใหถูกตองตามหลักนิติธรรมดวย กรณีจึงไมอาจปฏิบัติตามบทกฎหมายที่เปนลายลักษณอักษร หรือ หลักเสียงขางมากเพียงดานเดียวเทาน้ัน หากแตยังจะตองคํานึงถึงหลักนิติธรรมควบคูกันไปดวย การอางหลักเสียงขางมากโดยที่ไมไดคํานึงถึงเสียงขางนอย เพื่อหยิบยกมาสนับสนุนการใชอํานาจ ตามอําเภอใจเพ่ือใหบรรลุเปาหมายหรือวัตถุประสงคของผูใชอํานาจ ทามกลางความทับซอนระหวาง ผลประโยชนสวนตนหรือกลุมบุคคลกับผลประโยชนของประเทศชาติและความสงบสุขของประชาชนโดยรวม
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๒๑ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา ยอ มจะนําไปสูความเสียหายและความเสือ่ มโทรมของประเทศชาติหรือการวิวาทบาดหมางและแตกสามัคคีกัน อยางรุนแรงระหวางประชาชน และยอมขัดตอหลักนิติธรรมตามมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ซ่งึ หมายถึง “รฐั ธรรมนูญน”้ี ตามนยั มาตรา ๖๘ นั่นเอง การใชกฎหมายและการใชอ าํ นาจทกุ กรณีจึงตอ งเปนไปโดยสุจริต จะใชโดยทุจริตฉอฉลมีผลประโยชนทับซอน หรอื วาระซอ นเรน มิได เพราะมิเชนนั้น จะทําใหบรรดาสุจริตชนคนสวนใหญของประเทศอาจสูญเสียประโยชน อันพงึ มีพึงได ใหไ ปตกอยูแกบ คุ คลหรอื คณะบคุ คลผูใ ชอ ํานาจโดยปราศจากความชอบธรรม หลักนิติธรรมถือเปนแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเปนความเปนธรรมท่ีบริสุทธิ์ ปราศจากอคติ โดยไมมีผลประโยชนสวนตนเขามาเก่ียวของและแอบแฝง หลักนิติธรรมจึงเปนหลักการพ้ืนฐานสําคัญของกฎหมายที่อยูเหนือบทบัญญัติที่เปนลายลักษณอักษร ซง่ึ รัฐสภาก็ดี คณะรฐั มนตรีก็ดี ศาลก็ดี รวมท้ังองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานตาง ๆ ของรัฐ ก็ดี จะตองยึดถอื เปน แนวทางในการปฏบิ ัติ สวนหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองของประชาชนโดยประชาชน และเพ่ือประชาชน มิใชการปกครองตามแนวคิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และมิใชการปกครองท่ีอางอิง แตเพียงฐานอํานาจท่ีมาจากการชนะเลือกต้ังเทานั้น ทั้งน้ี เนื่องจากหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังมีองคประกอบสําคัญอีกหลายประการ การท่ีองคกรหรือสถาบันการเมือง ในฐานะผูใชอํานาจรัฐ มักจะอางอยูเสมอวา ตนมาจากการเลือกต้ังของประชาชน แตกลับนําแนวความคิดของบุคคลใดบุคคลหน่ึง มาปฏบิ ัติหาใชว ธิ ีการปกครองระบอบประชาธิปไตยท่ีมคี วามมงุ หมายเพ่ือประโยชนสขุ ของประชาชนโดยสวนรวม ภายใตหลักนิติธรรมไม เน่ืองจากประชาธิปไตยมิไดหมายถึงเพียงการไดรับเลือกต้ังหรือชนะการเลือกต้ัง ของฝา ยการเมอื งเทานน้ั เพราะเสยี งสว นใหญจ ากการเลือกตั้งมคี วามหมายเพียงสะทอนถึงความตองการ ของประชาชนผูมีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังในแตละคร้ังเทาน้ัน หาใชเปนเหตุใหตัวแทนใชอํานาจได โดยไมตองคาํ นึงถงึ ความถกู ตอ งและชอบธรรมตามหลักนิติธรรม แตอ ยางใด ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไดกําหนดใหมีศาลรัฐธรรมนูญ มีอํานาจหนาท่ีสําคัญ ในการตรวจสอบและถวงดุลการใชอํานาจเพ่ือใหเปนไปตามหลักนิติธรรม ภายใตหลักการควบคุมความชอบ ดวยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย อันเปนปรัชญาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในอันที่จะทําใหสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนท่ีรัฐธรรมนูญรับรองไวไดรับการคุมครองอยางเปนรูปธรรม ควบคูไปกับ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๒ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา การธาํ รงและรักษาไวซึ่งความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นไดจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคหา ที่วา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองคก รอืน่ ของรฐั ประกอบมาตรา ๒๗ ท่ีวา สิทธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญนี้ รับรองไวโดยชัดแจง โดยปริยาย หรือโดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยอมไดรับความคุมครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมท้ังองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐโดยตรง ในการตรากฎหมาย การบังคบั ใชกฎหมาย และการตคี วามกฎหมายทั้งปวง เม่ือพิจารณาโดยตลอดแลว เหน็ วา คดีนีผ้ ูรองทั้งส่ีใชสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ดวยการยื่นคํารอง ตอ ศาลรัฐธรรมนญู โดยอางวาผูถกู รองทั้งหมดไดก ระทําการเพอื่ ลม ลา งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมไิ ดเ ปน ไปตามวิถีทางทบ่ี ัญญัติไวใ นรฐั ธรรมนญู นี้ ศาลรัฐธรรมนญู จงึ มอี ํานาจทีจ่ ะพิจารณาวนิ ิจฉยั ได ประเด็นท่ีหนึ่ง กระบวนการพิจารณารางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... มีลักษณะเปนการกระทําเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวธิ ีการซึ่งมิไดเปน ไปตามวิถีทางทีบ่ ัญญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนูญน้ี หรือไม (๑) รางรัฐธรรมนูญแกไ ขเพมิ่ เติมเก่ยี วกับท่ีมาของสมาชิกวฒุ ิสภาท่ใี ชใ นการประชุมพิจารณารวมกัน ของรัฐสภาเปน ฉบับเดียวกันกับท่ีมีการย่ืนญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมตอสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร ในฐานะสาํ นักงานเลขาธิการรฐั สภา หรอื ไม ผูรองอางวา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่ผูเสนอญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตอรัฐสภา มีเน้ือความไมตรงกับรางรัฐธรรมนูญที่ไดมีการแจกจาย ใหสมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่หนึ่งข้ันรับหลักการ มีขอแตกตางกันหลายประการ ในกรณีน้ี ศาลรฐั ธรรมนญู มีคําสัง่ ใหเ ลขาธิการรัฐสภาสงตนฉบบั ของรา งรัฐธรรมนูญแกไ ขเพมิ่ เตมิ ทเ่ี สนอใหรฐั สภาพิจารณา เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซ่ึงนายสุวิจักขณ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา ไดสงตอศาลรัฐธรรมนูญแลว เม่ือวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เม่ือตรวจสอบแลวปรากฏวา รางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมท่ีเสนอใหรัฐสภาพิจารณาตามที่เลขาธิการรัฐสภาสงใหศาลรัฐธรรมนูญ มีการใสเลขหนาเรียงตามลําดับดวยลายมือต้ังแตหนังสือถึงประธานรัฐสภา รายช่ือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ผูเขาช่ือเสนอญัตติ รายช่ือสมาชิกรัฐสภาผูรวมเสนอ จนถึงหนาท่ี ๓๓ แตในหนาถัดไปซ่ึงเปนบันทึก
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๓ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา หลกั การและเหตุผล ตวั รางรฐั ธรรมนญู ฉบับท่ีแกไข และบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางท่ีแกไข ไมปรากฏวามกี ารลงเลขหนา กาํ กับไว อกี ทั้งไมมกี ารเขียนขอความใด ๆ ดวยลายมือ และเม่ือตรวจสอบ ปรากฏวา ตัวอักษรที่ใชต้ังแตหนาที่ ๑ ถึงหนาท่ี ๓๓ มีความแตกตางกันกับตัวอักษรที่ใชในบันทึกหลักการ และเหตุผล ตัวรา งรฐั ธรรมนญู ทแี่ กไ ข และบนั ทึกวิเคราะหส รุปสาระสาํ คัญของรางรัฐธรรมนูญท่แี กไ ข เม่ือนําเอกสารประกอบคํารองของผูรองที่ ๑ และผูรองท่ี ๒ ท่ีอางวาไดรับแจกเพื่อใช ในการประชุมรัฐสภาท้ังสองฉบับ มีขอความและเลขหนาตรงกันและมีการเติมขอความตอทายช่ือ รางรัฐธรรมนูญในหนาบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางท่ีแกไขดวยลายมือ และมีการใสเลขหนา เรียงลําดับทุกหนาต้ังแตหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอเสนอรางรัฐธรรมนูญที่แกไขรายช่ือ สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรผเู ขา ชื่อเสนอญตั ติ รายชอ่ื สมาชกิ รัฐสภาผูรวมเสนอ บันทกึ หลักการและเหตุผล ประกอบรางรัฐธรรมนูญท่ีแกไข ตัวรางรัฐธรรมนูญท่ีแกไข และบันทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของ รา งรฐั ธรรมนญู ที่แกไข รวม ๔๑ หนา สาํ หรบั ตัวอกั ษรทีใ่ ชพิมพก็ปรากฏวาไดใชตัวอักษรแบบเดียวกัน ตงั้ แตห นา แรกจนถึงหนาสุดทา ย นอกจากน้ี เมื่อนําเอกสารญัตติขอแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ที่นายประสิทธิ์ โพธสุธน และพวก เปนผูเสนอ ตามที่เลขาธิการรัฐสภาไดนําสงศาลรัฐธรรมนูญ มาประกอบการพิจารณา ตรวจสอบแลวปรากฏวา มีการใสเลขหนาเรียงตามลําดับดวยลายมือตั้งแต หนา หนังสอื ถงึ ประธานรฐั สภา รายชอื่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผเู ขา ช่ือเสนอญัตติ รายชื่อสมาชิกรัฐสภา ผรู วมเสนอ บันทกึ หลักการและเหตุผล ตัวรา งรัฐธรรมนูญฉบบั ท่ีแกไข จนถงึ หนาสดุ ทาย ซึ่งเปนบันทึก วิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญที่แกไข อีกทั้งมีการเติมขอความในช่ือรางรัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจักรไทย โดยเพิม่ เตมิ คาํ วา “แกไ ขเพิม่ เตมิ (ฉบับท่ี ..) พุทธศกั ราช ....” ในหนาบันทึก วิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางรัฐธรรมนูญท่ีแกไข สวนตัวอักษรท่ีใชในการพิมพก็เปนตัวอักษร ท่มี ลี ักษณะเดยี วกันตัง้ แตห นาแรกจนถงึ หนา สุดทา ย ลกั ษณะของการใสเ ลขหนา ตงั้ แตห นาแรกจนถงึ หนา สุดทา ย การแกไ ขชอ่ื รางรัฐธรรมนูญทแ่ี กไ ข การใชตัวอักษรทพ่ี มิ พต้งั แตห นาแรกจนถึงหนาสุดทา ย จะเหมือนกับ เอกสารทผ่ี รู อ งอา งวาไดรบั แจกเพือ่ ใชในการประชมุ ของรัฐสภา จากการตรวจสอบพยานหลักฐานดังกลาวขางตน เชื่อไดวา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ..) พุทธศักราช .... ท่ีเสนอใหสมาชิกรัฐสภาพิจารณาในวาระที่หนึ่งข้ันรับหลักการ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๔ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา มิใชรางเดิมท่ีนายอุดมเดช รัตนเสถียร ย่ืนตอสํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๐ มนี าคม ๒๕๕๖ และไดส งสาํ เนาใหสมาชกิ รฐั สภาประกอบการประชุม แตเปน รา งท่จี ัดพมิ พข น้ึ ใหม ซ่ึงมีขอความท่ีแตกตางจากรางเดิมหลายประการ ถึงแมนายสุวิจักขณ นาควัชระชัย จะเบิกความวา กอนท่ีบรรจุวาระ หากมีความจําเปนตองแกไขก็ยังสามารถแกไขได ก็นาจะเปนการแกไขในเร่ือง ผิดพลาดเล็ก ๆ นอย ๆ เชน พิมพผิด มิใชเปนการแกไขซ่ึงขัดกับหลักการเดิม หากเปนการแกไขที่ขัดกับ หลักการเดมิ กช็ อบที่จะมผี รู ว มลงชอ่ื เสนอญตั ตติ ามท่บี ัญญตั ไิ ว จากการตรวจสอบขอ ความของรา งทม่ี ีการแกไ ข ปรากฏวา มีการเพ่ิมเติมเปล่ียนแปลงหลักการที่สําคัญจากรางเดิมหลายประการ คือ การเพิ่มเติมหลักการ โดยมีการแกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง ดวย ประการสําคัญ การแกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๖ จะมีผลทําใหบุคคลผูเคยดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงสมาชิกภาพ สิ้นสุดลง สามารถสมัครรับเลือกต้ังเปนสมาชิกวุฒิสภาไดอีกโดยไมตองรอใหพนระยะเวลา ๒ ป และ มีการดําเนินการในลักษณะที่มีเจตนาปกปดขอเท็จจริงไมแจงขอความจริงวาไดมีการจัดทํารางขึ้นใหม ใหส มาชิกรฐั สภาทราบทกุ คน เม่ือขอเท็จจริงฟงเปนยุติวา ในการพิจารณาของท่ีประชุมรัฐสภา มิไดนําเอารางรัฐธรรมนูญ แกไขเพิ่มเติมเก่ียวกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาฉบับที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะ เสนอตอ สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร เมื่อวันท่ี ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ มาใชในการพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขนั้ รบั หลกั การ แตไดน ํารางทม่ี ีการจัดทําขึ้นใหม ซึ่งมีหลักการแตกตางจากรางเดิมท่ีนายอุดมเดช รัตนเสถียร เสนอหลายประการโดยไมป รากฏวา มสี มาชกิ รัฐสภารว มลงช่อื เสนอญัตติแกไขเพมิ่ เตมิ รฐั ธรรมนูญที่จัดทําข้ึนใหม แตอยางใด มีผลเทากับวาการดําเนินการในการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมท่ีรัฐสภารับหลักการ ตามคํารอ งน้ี เปนไปโดยมชิ อบดว ยรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคหนง่ึ (๒) การกําหนดวนั แปรญัตติรางรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย แกไ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี ..) พุทธศกั ราช .... ชอบดวยรัฐธรรมนูญ หรอื ไม การอภิปรายแสดงความคิดเห็นในการบัญญัติกฎหมาย เปนสิทธิข้ันพื้นฐานของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะผูที่ไดขอแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ หรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว ยอมมีสิทธิ ที่จะอภิปรายแสดงความเห็นและใหเหตุผลในประเด็นท่ีไดแปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ หรือไดสงวน ความเหน็ ไว สําหรับประเด็นน้ี ขอเทจ็ จริงจากพยานหลักฐานในสํานวนและจากการเบิกความของพยาน
เลม ๑๓๑ ตอนท่ี ๕ ก หนา ๒๕ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกจิ จานุเบกษา ตอ ศาลรัฐธรรมนูญในช้นั ไตส วน ปรากฏในการพิจารณาวาระที่หนึ่งและวาระที่สอง ผูถูกรองที่ ๑ และ ผูถูกรองท่ี ๒ ไดผลัดกันทําหนาที่ประธานที่ประชุมไดมีการตัดสิทธิผูขออภิปรายในวาระท่ีหนึ่ง และ ตัดสิทธิผูขอแปรญัตติ ผูสงวนคําแปรญัตติ และผูสงวนความเห็น เปนจํานวนถึง ๕๗ คน โดยอางวา ความเห็นดังกลาวขัดตอหลักการ ทั้ง ๆ ที่ยังไมไดมีการฟงการอภิปราย ท้ังนี้ ผูถูกรองท่ี ๑ และ ผถู กู รอ งที่ ๒ ไดใชเสียงขางมากในที่ประชุมปดการอภิปราย เห็นวา แมการปดการอภิปรายจะเปนดุลพินิจ ของประธานและแมเสียงขางมากมีสิทธิที่จะลงมติใหปดการอภิปรายไดก็ตาม แตการใชดุลพินิจและ การใชเ สียงขางมากดงั กลาว จะตอ งไมต ดั สิทธิการทําหนา ท่ขี องสมาชิกรฐั สภา หรอื ละเลยไมฟ ง ความเหน็ ของฝา ยขางนอ ย การรวบรดั ปด การอภิปรายและปดประชุมเพื่อใหมีการลงคะแนนเสียง จึงเปนการใชอํานาจ ไปในทางทไี่ มช อบ เอื้อประโยชนแกฝายขา งมากโดยไมเ ปนธรรม อนั เปนการขดั ตอหลกั นติ ิธรรม นอกจากน้ี ผูรองยังอางอีกวา การนับระยะเวลาในการแปรญัตติของผูถูกรองที่ ๑ ไมถูกตอง โดยอางวา เมื่อท่ีประชุมพิจารณารับหลักการในวาระท่ีหน่ึงแลว เม่ือวันท่ี ๔ เมษายน ๒๕๕๖ มีผูเ สนอกําหนดเวลาในการขอแปรญตั ติ ๑๕ วัน และ ๖๐ วัน ซึ่งตามขอบังคับการประชุมจะตองให ท่ีประชุมรัฐสภาพิจารณาลงมติวา จะใชกําหนดเวลาใด แตกอนท่ีจะมีการลงมติเกิดปญหาเร่ืององคประชุม ในขณะน้ันไมครบตามท่ีรัฐธรรมนูญกําหนด จึงยังมิไดมีการลงมติ ผูถูกรองท่ี ๑ ไดส่ังใหกําหนดเวลา ย่ืนคําแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน นับแตวันที่รัฐสภารับหลักการ แตมีผูทักทวง ผูถูกรองท่ี ๑ จึงไดนัด ประชุมอีกคร้ังในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ในการประชุมครั้งน้ี ที่ประชุมไดลงมติใหกําหนดเวลา แปรญัตติ ๑๕ วัน แตผูถูกรองท่ี ๑ ไดสรุปใหเริ่มตนนับยอนหลังไปโดยใหนับระยะเวลา ๑๕ วันน้ัน ตั้งแตวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ ทําใหระยะเวลาการขอแปรญัตติไมครบ ๑๕ วันตามมติที่ประชุม เพราะจะเหลอื ระยะเวลาใหสมาชิกรัฐสภาเสนอคาํ แปรญตั ติเพียง ๑ วนั เทานั้น เห็นวา การแปรญัตติ เปนสิทธิของสมาชิกรัฐสภาท่ีจะเสนอความคิดเห็น การแปรญัตติจึงตองมีเวลาพอสมควรเพื่อใหสมาชิก ผูประสงคจะขอแปรญัตติไดท ราบระยะเวลาทีแ่ นน อนในการย่นื ขอแปรญัตติ อันเปนสิทธิในการทําหนาท่ี ของสมาชิกรัฐสภาภายใตบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ การนับระยะเวลาในการแปรญัตติ ยอมไมอาจนับเวลา ยอนหลังได แตตองนับตั้งแตวันท่ีท่ีประชุมมีมติเปนตนไป การเร่ิมนับระยะเวลายอนหลังไปจนทําให เหลือระยะเวลาขอแปรญัตติเพียง ๑ วัน เปนการดําเนินการที่ขัดตอขอบังคับการประชุมและไมเปนกลาง จึงไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ วรรคหน่ึง และวรรคสอง ทั้งขัดตอหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๖ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๓ วรรคสอง ดวย การกําหนดเวลาแปรญัตติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม จึงไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง และมาตรา ๑๒๕ วรรคหนึง่ (๓) วิธกี ารในการแสดงตนและลงมติในการพจิ ารณาญัตตขิ อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ ท่มี าของสมาชกิ วุฒสิ ภาชอบดวยรฐั ธรรมนญู หรอื ไม เมื่อพิจารณาหลักการสําคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยภายใตระบบรัฐสภา แบบมีผูแทนแลว จะเห็นวา สมาชิกรัฐสภานับวาเปนบุคคลที่มีความสําคัญตอระบบน้ีเปนอยางย่ิง เนื่องจากบุคคลเหลา นม้ี ีฐานะเปน ผูแ ทนของปวงชนท่ไี ดรับการเลือกตง้ั โดยประชาชนหรือไดรับการสรรหา ใหเขา ไปใชอ าํ นาจนิตบิ ัญญตั ทิ างรัฐสภาแทนประชาชน อยางไรก็ดี ภายใตการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมุข รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๒ ไดบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไวอยางชัดแจงวา สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภายอมเปนผูแทน ปวงชนชาวไทยโดยไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ และตองปฏิบัติหนาที่ ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชน อีกทั้งตองปฏิบัติใหเปนไปตามหลักนิติธรรมตามท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง ที่วา การปฏิบัติหนาที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐ ตองเปน ไปตามหลักนิตธิ รรม สวนการใชอํานาจของสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผูแทนปวงชนชาวไทยซ่ึงเปนเจาของอํานาจ อธิปไตยที่แทจริงน้ัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ วรรคสาม ไดกําหนดหลักการสําคัญประการหน่ึง เกี่ยวกบั การปฏบิ ตั หิ นา ท่ที ีเ่ ก่ียวของกับกระบวนการตรากฎหมายไววา สมาชิกรัฐสภาคนหน่ึงยอมมีเสียงหน่ึง ในการออกเสยี งลงคะแนน เวน แตถ ามีคะแนนเสยี งเทากนั กใ็ หประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มข้ึนอีกเสียงหน่ึง เปนเสยี งชีข้ าด ยอมเปนท่ีเขาใจไดวา ในการปฏิบัติหนาท่ีของสมาชิกรัฐสภานั้น การแสดงตนในการออกเสียง ลงคะแนนถือเปนเรื่องเฉพาะตัวของสมาชิกรัฐสภาแตละคนที่จะตองมาแสดงตนในการประชุม เพื่อพจิ ารณาญตั ตติ า ง ๆ แตละครงั้ ดวยตนเอง และในการนี้ยอมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในแตละเรื่อง ไดเพียงคร้ังละหนึ่งเสียงเทานั้น การกระทําใดที่เปนเหตุใหผลการลงคะแนนผิดไปจากความเปนจริง การกระทําน้ันยอ มไมช อบดวยบทบัญญัตริ ัฐธรรมนูญและเจตนารมณของรฐั ธรรมนญู
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๗ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา พิจารณาแลวเห็นวา คดีนี้ผูรองมีประจักษพยานผูเห็นเหตุการณมาเบิกความ พรอมท้ัง มีพยานหลักฐานสําคัญมาแสดง คือ คลิปวีดิทัศนท่ีบันทึกภาพเหตุการณขณะท่ีมีการกระทําดังกลาว ถึงสามตอนที่แสดงใหเห็นวา มีสมาชิกรัฐสภาบางคนใชบัตรอิเล็กทรอนิกสแสดงตนและลงมติแทนผูอ่ืน ในเครื่องออกเสยี งลงคะแนนระหวา งทีม่ ีการพิจารณารา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั ท่ีมาของสมาชกิ วฒุ สิ ภา ซึ่งในการนี้ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร พรรคประชาธิปตย ในฐานะพยานบุคคล ของผูรองท่ี ๒ และผูรองท่ี ๔ ไดเบิกความประกอบคลิปวีดิทัศน รวม ๓ ตอน เพื่อยืนยันวา ในขณะน้ันไดมีบุคคลตามที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศนกระทําการใชบัตรแสดงตนอิเล็กทรอนิกสใสเขาไป ในเครื่องออกเสียงลงคะแนน และกดปุมเพ่ือแสดงตนและลงมติคราวละหลายใบ ซึ่งขัดแยงกับหลักการ และวธิ กี ารท่ถี ูกตอ งในเร่อื งนี้ ตามคําเบิกความของนางอัจฉรา จูยืนยง ผูบังคับบัญชากลุมงานโสตทัศนูปกรณ สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร ที่เบิกความไววาโดยปกติแลวบัตรอิเล็กทรอนิกสท่ีใชยืนยันหรือ แสดงตนในการนับองคประชุมและลงคะแนนของสมาชิกรัฐสภานั้นจะมีประจําตัวคนละหนึ่งใบ และ มีบัตรสํารองอีกคนละหน่ึงใบซ่ึงเก็บรักษาไวท่ีเจาหนาที่ สําหรับใหสมาชิกขอรับไปใชในกรณีท่ีสมาชิกรัฐสภา มิไดนําบัตรประจําตวั มา ประกอบกับเสยี งท่ีปรากฏในคลิปวีดิทัศนขณะกระทําการดังกลาว ก็สอดคลอง กับเสียงที่ปรากฏในแผนวีดิทัศนบันทึกถายทอดสดการประชุมรัฐสภา และรายงานการประชุมรัฐสภา ซึง่ เปนชว งระยะเวลาเดยี วกนั กบั ทม่ี กี ารประชมุ รว มกันของรัฐสภาเพือ่ พิจารณาญตั ติรา งรัฐธรรมนญู แกไ ขเพ่มิ เติม เกี่ยวกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาที่ระบุไวในคํารอง ซึ่งเปนพยานหลักฐานท่ีเลขาธิการรัฐสภาสงใหแก ศาลรัฐธรรมนูญ อีกท้ังในทางไตสวนพยานบุคคล เลขาธิการรัฐสภาซ่ึงไดดูและฟงภาพและเสียงในคลิป วดี ทิ ัศนน ้นั แลว ไดเบิกความวา จาํ ไดวา เปน เสยี งของรองประธานรัฐสภา ซึง่ ทําหนา ท่ีเปนประธานในทีป่ ระชมุ ในขณะนั้น ประกอบกับนางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร พรรคประชาธิปตย ในฐานะพยานบุคคลของผูรองที่ ๒ และผูรองท่ี ๔ ซึ่งเบิกความประกอบภาพถายที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศน ท่ีผูรองท่ี ๒ ยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ใหเห็นวา ผูถูกรองที่ ๑๖๒ ซ่ึงเปนสมาชิกรัฐสภา ไดใช บัตรอิเล็กทรอนิกสแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนคราวละหลายใบ หมุนเวียนใสเขาไปในเครื่องอานบัตร และกดปมุ แสดงตนติดตอกนั หลายคร้งั นอกจากน้ี พยานบุคคลปากนี้ยังไดเบิกความยืนยันขอเท็จจริงวา สามารถจดจําผูถูกรองรายนี้ไดเปนอยางดี โดยไมมีเหตุโกรธเคืองเปนการสวนตัวกันแตอยางใด และ หลังจากที่พยานรองเรียนเร่ืองนี้แลว ก็ยังคงทักทายกันเปนปกติ เน่ืองจากตนเปนสมาชิกรัฐสภา
เลม ๑๓๑ ตอนที่ ๕ ก หนา ๒๘ ๘ มกราคม ๒๕๕๗ ราชกิจจานเุ บกษา มาเปน เวลา ๑๐ ป ไดต ิดตามตรวจสอบและรอ งเรียนเร่อื งการใชบัตรแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนกนั มาโดยตลอด โดยเฉพาะพฤติกรรมของนายนริศร ทองธิราช จนกระท่ังถึงกับใชใหคนของตนคอยถายภาพ และวดี ทิ ัศนเ พอื่ ใหไ ดมาซึง่ พยานหลกั ฐานประกอบการรองเรียน และเมื่อพิจารณาจากภาพถายท่ีพยานนําสืบ ตอศาลรัฐธรรมนูญกเ็ หน็ ภาพบุคคลปรากฏใบหนา ดา นขา งซ่ึงสามารถยืนยนั ไดว าเปน นายนรศิ ร ทองธิราช ผูถูกรองท่ี ๑๖๒ ซ่ึงสวมสูทสีเดียวกันกับภาพที่ปรากฏในคลิปวีดิทัศนท่ีถือบัตรแสดงตนและลงคะแนน อิเล็กทรอนิกสไวในมอื จาํ นวนหนึง่ ซ่งึ มากกวา สองบัตรเกินกวา จาํ นวนบตั รแสดงตนท่ีสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง จะพึงมีได และยังใชบัตรอิเล็กทรอนิกสดังกลาวใสเขาออกในชองอานบัตรพรอมกดปุมบนเคร่ืองอาน ตอเนือ่ งกนั ทุกบตั ร เห็นไดวา การกระทําเชนนี้มีลักษณะท่ีผิดปกติวิสัยและมีสมาชิกรัฐสภาใชบัตรแสดงตนและ ออกเสยี งลงคะแนนในระบบอเิ ล็กทรอนิกสห ลายใบ จากการรับฟงพยานหลักฐานและคําเบิกความพยาน ในช้ันการพิจารณาไตสวนคํารองเปนเรื่องท่ีแจงชัดท้ังภาพวีดิทัศน และประจักษพยานที่มาเบิกความ ประกอบการถายทอดการประชุมรัฐสภาในระหวางที่มีการออกเสียงลงมติรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม เก่ียวกับท่ีมาของสมาชิกวุฒิสภาวา มีสมาชิกรัฐสภาหลายรายมิไดมาออกเสียงลงมติในท่ีประชุมรัฐสภา ในการพจิ ารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมฉบับน้ี แตไดมอบใหสมาชิกรัฐสภาบางรายใชสิทธิออกเสียง ลงคะแนนแทนในการพจิ ารณารางรฐั ธรรมนญู แกไ ขเพ่ิมเตมิ การดําเนินการดังกลา วนอกจากจะเปนการละเมิด หลักการพื้นฐานของการเปนสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือไดวาเปนผูแทนปวงชนชาวไทย ซึ่งจะตองปฏิบัติหนาที่ โดยไมอยูในความผูกมัดแหงอาณัติมอบหมายหรือการครอบงําใด ๆ และตองปฏิบัติดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชนตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแลว ยังขัดตอขอบังคับการประชุมของรัฐสภา ขัดตอหลักความซื่อสัตยสุจริต ท่สี มาชกิ รฐั สภาไดปฏิญาณตนไวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ และขัดตอหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒๖ วรรคสาม ท่ีใหสมาชิกคนหนึ่งมีเพียงเสียงหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน มีผลทําใหการออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาในการประชุมนั้น ๆ เปนการออกเสียงลงคะแนนท่ีทุจริต ไมเปนไปตามเจตนารมณท่ีแทจริงของผูแทนปวงชนชาวไทย เน่ืองมาจากกระบวนการลงคะแนนเสียง ท่ไี มช อบดวยขอ บงั คบั การประชุมของรัฐสภา และขัดตอบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังที่ไดระบุมาแลวขางตน มอิ าจถือวาเปนมตทิ ่ีชอบของรฐั สภาในกระบวนการพจิ ารณารางรัฐธรรมนญู แกไ ขเพิม่ เตมิ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427