Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระราชดำริ เกี่ยวกับป่าไม้

พระราชดำริ เกี่ยวกับป่าไม้

Published by aazmlifug, 2023-08-13 03:14:21

Description: พระราชดำริ เกี่ยวกับป่าไม้
เรียบเรียงโดย นาย นภจร เซี่ยงโหล ม6/5 เลขที่ 6

Search

Read the Text Version

แนวพระราชด�ำริเก่ียวกับป่ าไม้ www.sukphor.com

สารบญั 5 | ปา่ ไมข้ องประเทศไทย 9 | ความสนพระราชหฤทัยในการฟ้นื ฟูทรพั ยากรป่าไม้ 14 | แนวพระราชดำ� รใิ นการอนุรักษแ์ ละฟ้นื ฟทู รัพยากรปา่ ไม้ 16 | แนวคิดการพฒั นาและฟนื้ ฟูป่าไม้ อนั น่ืองมาจากพระราชดำ� ริ 17 | ปลูกปา่ ในใจคน 23 | ปลูกป่า ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อยา่ ง 29 | การปลูกปา่ ทดแทน

42 | การปลกู ปา่ ตน้ น�ำ้ 45 | การปลกู ป่าบรเิ วณอา่ งเกบ็ นำ�้ 47 | ภูเขาป่า 50 | ปา่ เปยี ก 53 | การปลูกปา่ โดยไมต่ ้องปลกู 58 | การพฒั นา ฟ้ืนฟู และอนรุ ักษป์ ่าชายเลน 66 | การพัฒนา ฟ้นื ฟู และอนรุ ักษ์ปา่ พรุ 73 | ฝายชะลอความชุ่มช้ิน (Check Dam) 86 | ผืนปา่ ไม้ไทย..ใต้ร่มพระบารมี….เพอ่ื ประโยชนส์ ุขแหง่ มวลประ

ป่าไ ้ม4“ ในหลวงกบั งานป่ าไม้ ”

ป่ าไม้ของประเทศไทย 5 ป่ าไม้ เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ใี ห้ประโยชน์แกส่ ิง่ ีชวี ิตทัง้ ทางตรงและทาง ปา่ ไม้ ออ้ ม ช่วยรกั ษาสมดุลของสภาพอากาศ ต้นน�้ำล�ำธาร ความชมุ่ ชืน้ เพือ่ เกือ้ กูล แเกท่ รพั ยากรธรรมชาติอนื่ ๆ ทัง้ ดิน นำ�้ ซง่ึ เป็นแหลง่ รวบรวมพืชพรรณและสตั ว์ ปา่ อกี ท้งั ป่าไมเ้ ปน็ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติทีม่ นุษย์ไดบ้ รโิ ภคใช้สอย การทีป่ า่ ไมจ้ ำ� นวนมากเท่ากบั ว่าจะทำ� ใหท้ รพั ยากรอน่ื ๆ เพิ่มจ�ำนวนตามมา แตใ่ นทางตรง ข้ามหากทวา่ ป่าไม้ลดจำ� นวนลง ความสมดลุ ทางทรัพยากรธรรมชาตกิ ็จะลดลง ตามมา ดังน้นั ป่าไม้จึงมีความส�ำคญั อย่างมาก ปา่ ไม้ของไทยมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ แตกตา่ งกนั ไปตามสภาพภมู ิประเทศใน แต่ละภูมภิ าค จากพน้ื ท่ีของประเทศทัง้ หมด ๕๑๓,๑๑๕ ตารางกิโลเมตร การ ส�ำรวจปา่ ไมใ้ นประเทศไทยในพทุ ธศักราช ๒๕๐๔ พบว่าประเทศไทยมพี นื้ ทป่ี า่ จำ� นวน ๒๗๓,๖๒๘ ตารางกิโลเมตร หรือคดิ เป็นร้อยละ ๕๓ ของพน้ื ที่ แตเ่ ม่อื เปรียบเทียบกับขอ้ มลู พ้นื ท่ปี า่ ท่สี �ำรวจโดยกรมป่าไม้เม่ือปี ๒๕๕๑ พบว่ามพี น้ื ท่ี ปา่ เหลืออยูจ่ �ำนวน ๑๗๑,๕๘๕ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ ๓๓ ของ พื้นที่ดนิ ในประเทศไทย

ป่าไ ้ม6 สถานการณ์ผืนป่าที่ลดน้อยลงเป็นผลมาจากจ�ำนวนประชากรเพ่ิมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ประโยชน์จากผนื ป่ามีจำ� นวนเพิ่มมากข้นึ ตามมา จงึ เปน็ แรงผลกั ดัน ใหเ้ กดิ การบกุ รกุ ท�ำลายปา่ ไม้ เพ่ือบกุ เบกิ พื้นทท่ี �ำกนิ ลักลอบตัดไมข้ ายใหโ้ รงงาน อตุ สาหกรรม การพัฒนาระบบโครงสร้างพืน้ ฐาน เชน่ การสรา้ งถนนผ่านพ้ืนท่ปี า่ โดย ไม่คำ� นงึ ถึงการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรปา่ ไม้ ป่าไม้ของไทยจงึ มเี นอ้ื ที่ลดลงตามลำ� ดับ ผลเสียที่ ตามมาคือท�ำให้พืน้ ทีป่ า่ ตน้ น้ำ� ลำ� ธารมปี ริมาณน้�ำน้อยลง เกดิ ภาวะแหง้ แล้ง โดยเฉพาะ ในฤดูฝนหากปราศจากปา่ คอยดูดซับน�ำ้ นำ้� ฝนจะชะลา้ งหนา้ ดิน เกิดภาวะนำ้� หลากและ น�้ำทว่ มในพนื้ ท่ีต่างๆ นอกจากนี้ ปรมิ าณตน้ ไม้ทีน่ ้อยลงสง่ ผลให้กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศถกู น�ำไปใช้ไดน้ อ้ ยลง เกิดภาวะโลกร้อน และภาวะเรอื นกระจก (Greenhouse )Effect

\"....สิง่ แวดล้อมเปลีย่ นแปลง เขาบอกวา่ เพราะมสี ารคาร์บอนขนึ้ ไปในอากาศมาก จะทำ� ให้ 7 เหมอื นเปน็ ตูก้ ระจกครอบ แล้วโลกนกี้ จ็ ะร้อนขนึ้ เมือ่ โลกนีร้ ้อนขนึ้ มหี วงั วา่ น�ำ้ แขง็ จะละลายลง ทะเล และรวมทงั้ น�ำ้ ในทะเลนัน้ จะพองขนึ้ เมือ่ นำ�้ พองขนึ้ ก็จะท�ำใหท้ ีท่ ีต่ �ำ่ เช่น กรุงเทพฯ ถูก ปา่ ไม้ น�ำ้ ทะเลทว่ ม จงึ ได้ข้อมูลวา่ สิง่ ทที่ ำ� ใหค้ ารบ์ อนในอากาศเพิม่ มากขนึ้ นนั้ มาจากการเผาเชือ้ เพลงิ ซึ่งอยูใ่ นดินและจากการเผาไม้...ท�ำใหจ้ ำ� นวนคาร์บอนมีน้อยลงไดก้ ็เปน็ ความจริง ตน้ ไม้ ท่ัวโลกในปัจจุ บันนกี้ ินคารบ์ อนได้ในอัตรา ๑๑๐ พันล้านตันต่อปี แต่ว่าถา้ เราดตู อ่ ไปอีก ตน้ ไม้นนั้ เองมนั คายคารบ์ อนออกมาในอัตราปีละ ๕๕ พันล้านตัน ก็เหลอื กำ� ไรเพียงครึง่ เดียว วธิ แี กไ้ ขกค็ อื ต้องเผานอ้ ยลง และตอ้ งปลกู ตน้ ไมม้ ากขนึ้ ....” พระราชด�ำรสั พระราชทานแกค่ ณะบคุ คลต่างๆ ที่เขา้ เฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลมิ พระชนมพรรษา เมอ่ื วนั ที่ ๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ณ ศาลาดสุ ดิ าลยั สวนจติ รลดา พระราชวงั ดุสิต

ป่าไ ้ม8 ดว้ ยเหตุนี้การอนุรกั ษแ์ ละฟืน้ ฟทู รพั ยากรปา่ ไม้จึงเป็นเรื่องส�ำคัญท่ี ทกุ ภาคส่วนทง้ั รฐั เอกชน ประชาชนต้องมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาระบบ นิเวศใหเ้ กดิ ความย่ังยนื โดยยึดหลกั การจดั การทรัพยากรปา่ ไม้ตาม แนวพระราชดำ� ริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั

ความสนพระราชหฤทยั ในการฟื้นฟู ทรัพยากรป่ าไม้ พระบาทสมดจ็ พระเจ้าอย่หู วั ทรงเล็งเห็นความส�ำคญั ของปา่ ไม้ โดยเฉพาะการเกิด 9 ปญั หาฝนแลง้ น้�ำท่วม อนั เน่อื งมาจากการทำ� ลายป่า ดว้ ยเหตนุ จี้ ึงมีพระราชหฤทยั มงุ่ มั่นที่จะแก้ไข ปรบั ปรุงและพฒั นาปา่ ไมใ้ หก้ ลบั มาอุดมสมบรู ณ์ ก่อให้เกดิ แนวพระ ปา่ ไม้ ราชดำ� ริ ทฤษฎกี ารพฒั นาป่าไม้ ตลอดจนโครงการอนรุ ักษแ์ ละฟ้ืนฟูปา่ ไมอ้ นั น่อื งมา จากพระราชดำ� รมิ ากมายทว่ั ประเทศ

เมือ่ วนั ที่ ๒๕ มถิ ุนายน พ.ศ.๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั ทรงเล่าถงึ ความ สนพระราชหฤทัยเกยี่ วกับความสมั พนั ธร์ ะหว่างปา่ นำ้� และดนิ ซงึ่ เชอื่ มโยงเปน็ ห่วงโซ่ที่ มีผลกระทบตอ่ กนั ตงั้ แตเ่ ม่ือคร้งั ยงั ทรงพระเยาว์วา่ \"....อาจมบี างคนเข้าใจว่า ทำ� ไมถงึ สนใจเรอื่ งชลประทาน หรอื เรอื่ งป่ าไม้ จ�ำได้เมอื่ อายุ 10 ขวบ ทีโ่ รงเรยี นมีครูคนหนึง่ ซึ่งเดยี๋ วนตี้ ายไปแลว้ สอนเรอื่ งวิทยาศาสตร์ เรือ่ งการอนรุ ักษ์ ดนิ แลว้ ให้เขยี นว่าภูเขาต้องมีป่ า อยา่ งนัน้ เม็ดฝนลงมาแลว้ จะชะดนิ ลงมาเรว็ ทำ� ใหไ้ หลตาม น�ำ้ ไป ไปท�ำความเสียหายดนิ หมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน�ำ้ ไป กเ็ ปน็ หลักของป่ าไม้ เรอื่ งการอนรุ กั ษด์ นิ และเปน็ หลักของชลประทานทีว่ า่ ถา้ เราไมร่ กั ษาป่ าไมข้ ้างบน จะท�ำให้ เดอื ดร้อนตลอด ตงั้ แต่ดินภูเขาจะหมดไปกระท่ังการทจี่ ะมีตะกอนลงมาในเขือ่ น มีตะกอนลง 10 มาในแมน่ �ำ้ ทำ� ใหน้ ำ�้ ท่วม นนี่ ะ เรียนมาตงั้ แต่อายุ 10 ขวบ....\" ป่าไ ้ม

ความสนพระราชหฤทยั ในการฟื้นฟูป่าปรากฏเด่นชัดยงิ่ ข้นึ เมอ่ื ทรงทำ� การทดลองปลูกปา่ ภายในสวนจิตรลดา ทีท่ รงเรียกว่า “ป่ าไม้สาธิต” 11 ปา่ ไม้

ป่าไ ้ม ป่ าไม้สาธติ เมอื่ ตน้ รชั กาล ราวพุทธศักราช ๒๕๐๔ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ได้เสด็จ พระราชด�ำเนินแปรพระราชฐานไปประทบั ณ วงั ไกลกงั วล อ�ำเภอหัวหิน จงั หวัด ประจวบครี ีขนั ธ์ เปน็ ประจ�ำแทบทกุ ปี ขณะทีเ่ สดจ็ พระราชด�ำเนนิ โดยรถยนต์พระทนี่ ่ัง ทรง สงั เกตเหน็ วา่ ระหว่างทางผ่านอ�ำเภอทา่ ยาง จงั หวดั เพชรบุรี มีตน้ ยางนาขนาดใหญป่ ลกู เรยี งรายสวยงามตามสองขา้ งทาง จึงมพี ระราชด�ำรทิ จี่ ะสงวนต้นยางเหล่านไี้ ว้ จึงเปน็ ทีม่ า 12 ของการรเิ รมิ่ ทดลองปลูกต้นยางนาดว้ ยพระองค์เอง พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั น�ำเมลด็ ยางนามาเพาะในกระถาง บนดาดฟ้า พระต�ำหนักเปีย่ มสขุ วังไกลกังวล และโปรดเกลา้ ฯ ให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทำ� การวิจัยการปลูกไม้ยางนา ตอ่ มาเมือ่ วนั ที่ ๒๘ กรกฎาคม พทุ ธศักราช ๒๕๐๔ ทรงปลกู กล้าไม้ยางนาในแปลงป่าไมส้ าธติ และทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ข้า ราชบริพาร และนสิ ิตคณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ร่วมปลกู กลา้ ไม้ยางนา ดว้ ย ตอ่ มามีพระราชด�ำรใิ ห่้กรมป่าไม้ ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หาพนั ธุไ์ ม้ต่างๆ มาปลกู เพิ่มเตมิ ในลกั ษณะของป่าไมส้ าธิต เพอ่ื เปน็ การจ�ำลองป้าไมใ้ น ภาคตา่ งๆ ของประเทศไทยให้ผ้ทู ่สี นใจเข้ามาศกึ ษาได้ ป่าไมส้ าธติ แห่งนี้ จึงเปน็ เสมือน ป่าทดลองสว่ นพระองคแ์ ห่งแรก

13 ปา่ ไม้

ป่าไ ้ม แนวพระราชดำ� รใิ นการอนุรักษแ์ ละฟื้นฟู ทรัพยากรป่ าไม้ 14 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวทรงศึกษาค้นคว้าวธิ กี าร ต่างๆ ในการปลกู รกั ษาป่า โดยให้การจัดการอย่างเป็นระบบและ ประยกุ ต์ใหผ้ สมกลมกลืนกับสิง่ แวดลอ้ มได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ทรงเนน้ การปลกู รกั ษาปา่ ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพธรรมชาตขิ องป่า ตามลกั ษณะภมู ศิ าสตร์และภมู ิสงั คม เพราะแตล่ ะพ้นื ท่ี ป่ายอ่ ม มคี วามแตกต่างกัน จึงควรวางแผนการพฒั นาปา่ ในรปู แบบตา่ งๆ อย่างเหมาะสม

ยงิ่ กวา่ น้ันพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวทรงเห็นความสำ� คญั ของปัญหาป่า 15 เสอ่ื มโทรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อปญั หาดา้ นอน่ื ๆ ไมเ่ ฉพาะแตป่ ัญหาเร่อื งดนิ เร่ืองนำ�้ เท่าน้ัน หากโยงใยถงึ ปัญหาระบบนิเวศน์ ปัญหาสังคมและเศรษฐกจิ ดว้ ยเหตุดังกลา่ ว จึงทำ� ใหแ้ นวพระราชดำ� ริในการแก้ปญั หาป่ามิได้เป็นกิจกรรมที่ดำ� เนินไปอยา่ งโดดๆ หากแตร่ วมเอางานพฒั นาอน่ื ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ งมาประสานสมั พันธก์ นั แนวพระราชด�ำริ ด้านการพฒั นาปา่ ไม้ จงึ ประกอบด้วย ๑. การอนรุ กั ษป์ ่ าและสิง่ แวดลอ้ ม ๒. การฟื้นฟู สภาพป่ าและการปลูกป่ า ๓. การพัฒนาเพอื่ ให้ชุมชนอยูร่ ่วมกบั ป่ าอยา่ งย่ังยนื ปา่ ไม้

ป่าไ ้ม16 แนวคดิ การพัฒนาและฟื้นฟู ป่ าไม้ อนั เนือ่ งมาจากพระราชด�ำริ

ปลกู ป่ าในใจคน คอื การปลกู ป่ าลงบนแผน่ ดนิ “...เจ้าหนา้ ทปี่ ่ าไม้ควรจะปลูกตน้ ไม้ลงในใจคนเสียงกอ่ น 17 แลว้ คนเหลา่ นัน้ ก็พากันปลูกต้นไมล้ งบนแผน่ ดนิ และรักษาตน้ ไม้ด้วยตนเอง...” ปา่ ไม้ พระราชด�ำรสั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว

สภาพพื้นท่ีเดิมส่วนใหญ่ เป็นพ้นื ทป่ี ่าทอี่ ุดมสมบรู ณ์ แต่ ราษฎรตัดไม้ทำ� ลายป่า เพอ่ื ใช้เปน็ ที่ดนิ ท�ำกิน ท�ำไร่ ทำ� ให้ ป่ามสี ภาพทรุดโทรม แห้งแลง้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีแนวพระราชด�ำริให้่สร้าง จิตสำ� นึก ตลอดจนความร้คู วาม เข้าใจแก่ประชาชนให้รู้ถึงคุณ ประโยชนข์ องปา่ และการอยู่ 18 ร่วมกับป่าอย่างเก้ือกูลกนั โดยให้ ป่าไ ้ม ราษฎรมีส่วนร่วมในการปลูกป่า และจัดการทรัพยากรด้วยตนเอง จนราษฎรมีจิตส�ำนึกรักผืนป่า สามารถจัดต้ังกลุ่มอนุรักษ์ป่า ช่วยกันดแู ลรักษาปา่ ป้องกันการ ตัดไมท้ �ำลายป่า การเกดิ ไฟปา่ ตลอดจนรู้จักน�ำพืชจากป่ามาบ ริโภคใชส้ อย ใชป้ า่ อย่างรู้คุณค่า ควบค่ไู ปกับการปลูกป่าทดแทน

19 ปา่ ไม้

ป่าไ ้ม20 “...ใหช้ าวบ้านได้เขา้ รว่ มกิจกรรมตงั้ แต่ตน้ และควรมปี ระโยชน์จากกิจกรรมด้วย เช่น ให้เพาะตน้ กล้าแลว้ ซือ้ จากเขา แทนทีจ่ ะตอ้ งผลิตตน้ กล้าโดยราชการเอง เพราะคง ไม่ทนั ตอ่ ความตอ้ งการ ควรจะจัดตงั้ “ป่ าไม้หมู่บา้ น” ขนึ้ มาใหไ้ ด้ หมายถงึ ให้ชาว บ้านเปน็ ผู้เพาะต้นกล้าภายในพืน้ ทีข่ องตนเอง แล้วทางราชการหรือเอกชนไปซือ้ จาก ชาวบ้านใหช้ าวบ้านมีรายได้ดว้ ย...” พระราชดำ� รัสพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั

“...นอกจากนีย้ ังอาจฝึกให้ราษฎรชว่ ยทำ� หน้าทีพ่ นักงานดูแลรักษาป่า 21 เพราะตา่ งฝา่ ยตา่ งก็มผี ลประโยชน์รว่ มกัน...” พระราชด�ำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั ปา่ ไม้ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๐

ปา่ ไม้ 22

ปลกู ป่ า ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อยา่ ง 23 การปลกู ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อย่าง เปน็ การปลูกปา่ ปลูกพนั ธไ์ุ มต้ าม ปา่ ไม้ ประโยชนท์ จ่ี ะนำ� ไปใช้สอย โดยให้ความสำ� คญั กับพันธ์ไุ ม้ทม่ี อี ยูต่ ามท้องถิน่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำ� ริไวว้ ่า “....การปลูกป่ า ๓ อย่าง แต่ให้ประโยชน์ ๔ อย่างซึ่งได้แก่ ไม้ผล ไม้สร้างบา้ น และ ไมฟ้ ืนนนั้ สามารถให้ประโยชนไ์ ดถ้ งึ ๔ อย่าง คือนอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่อ แล้ว ยงั สามารถใหป้ ระโยชนท์ ี่ ๔ ซึ่งเปน็ ขอ้ สำ� คัญ คือ สามารถช่วยอนุรกั ษ์ดินและ นำ�้ ลำ� ธารดว้ ย....” พระราชดำ� ริ เมื่อวนั ท่ี ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ณ โรงแรมรินคำ� จงั หวดั เชียงใหม่

ปลกู ป่ าไม้ ๓ อยา่ งคือ ๑. ป่าไมผ้ ล เช่น แค ขีเ้ หล็ก สะเดา มะมว่ งปา่ ฯ,ฯ ๒. ป่าไมท้ ใ่ี ช้เป็นเช้อื เพลิง เช่น กระถนิ ยกั ษ์ กระถินเทพา เปน็ ตน้ ๓. ปา่ ไม้เศรษฐกิจ เช่น สัก มะค่า ยางนา เป็นต้น เมอ่ื ปลูกตามหลกั ของพระองค์แลว้ จะท�ำให้ได้ 24 ประโยชน์ ๔ อยา่ ง ป่าไ ้ม ๑. ได้ไม้ผลไว้กนิ ๒. ไดไ้ มไ้ ว้ใช้สอย ๓. ได้ไม้ทมี่ ีความสำ� คัญทางเศรษฐกจิ สามารถนำ� ไปแปรรูปจ�ำหน่ายได้หลาก หลายรูปแบบ ๔. ได้ระบบอนรุ ักษด์ นิ และน้�ำ

25 ปา่ ไม้

ปา่ ไม้ 26

27 ปา่ ไม้ “.... เรือ่ งป่ า ๓ อย่าง คือไมฟ้ ืน ไม้ผล ไมส้ ร้างบ้าน ประชาชนมีความรู้ทงั้ คนทีอ่ ยู่ บนภเู ขาในทีร่ าบ เขามคี วามรู้ เขาท�ำงานมาตงั้ หลายช่ัวคนแล้ว เขาทำ� กนั อย่างดี เขามี ความรู้ความเฉลียวฉลาด เขารูว้ า่ ตรงไหนควรจะท�ำกจิ กรรม เขารูว้ ่าทีไ่ หนควรจะเก็บ ไมไ้ ว้ แตว่ ่าทีเ่ สียไป เพราะว่าพวกทไี่ ม่รูเ้ รอื่ ง ไมไ่ ดท้ ำ� มานานแลว้ ทงิ้ มานานแล้ว ทงิ้ กสกิ รรมมานานแล้วก็ไมร่ ู้เรือ่ ง แล้วก็มาอยู่ทีท่ มี่ คี วามสะดวกกเ็ ลยท�ำใหเ้ ชื่อวา่ ชีวิตมัน เปน็ ไปได้โดยทที่ �ำกสกิ รรมทีถ่ กู ต้อง....” พระราชดำ� รสั เมื่อวนั ที่ ๒๖ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๔ ณ งานสมั มนาการเกษตรภาคเหนอื จงั หวัดเชียงใหม่

ป่าไ ้ม พระราชดำ� รเิ พอื่ อนุรกั ษ์และฟื้นฟู ป่ าไม้ ตามแนวคิดปลูกป่ า ๓ อยา่ งนัน้ ดำ� เนนิ การในหลายสว่ นราชการทัง้ กรมป่ าไมแ้ ละศนู ย์ศกึ ษาการพฒั นาอนั เนอื่ ง มาจากพระราชด�ำรทิ กุ แหง่ คอื การปลกู ป่ าไม้ใช้สอยโดยด�ำเนินการปลูกพันธุ์ไม้ โตเร็วส�ำหรับตัดกงิ่ มาทำ� ฟืนเผาถา่ น ตลอดจนไม้ส�ำหรบั ใช้ในการก่อสรา้ งและ หตั ถกรรม สว่ นใหญ่ได้มกี ารปลูกพันธุไ์ ม้โตเร็วเปน็ สวนป่ า รวมถึงการปลกู ไม้ผล เพือ่ ใหส้ ามารถเก็บเกยี่ วผลผลิตเพอื่ การค้าขาย และยังสามารถยังชีพไดอ้ ีกดว้ ย ตวั อยา่ ง ศนู ยศ์ ึกษาการพฒั นาภพู านอันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริ จังหวัด สกลนคร ที่ปลูกไมใ้ ช้สอย ไมก้ นิ ได้ และไม้เศรษฐกจิ ทำ� ให้ภเู ขาทีเ่ คยถูกบกุ รุกอย่าง 28 หนกั ถกู ท�ำลายจนแหง้ แลง้ และยากตอ่ การที่จะบูรณะฟน้ื ฟใู หด้ ีอย่างเดิมได้อกี แต่ ดว้ ยแนวพระราชด�ำรกิ ารพัฒนาปา่ ไมท้ ำ� ให้ผืนป่าเส่อื มโทรมแหง่ นี้ กลับฟ้นื คืนสภาพ อดุ มสมบูรณ์ร่มเยน็ และเป็นแหล่งพืชพรรณอันอุดมอีกครัง้ รวมทัง้ ศูนยศ์ ึกษาการพฒั นาห้วยฮอ่ งไคร้อนั เนือ่ งมาจากพระราชดำ� ริ จงั หวัด เชยี งใหม่ ยึดหลักการปลูกปา่ ๓ อยา่ ง ๔ ประโยชน์ โดยปลกู ไมเ้ พ่ือใชส้ อยและ เศรษฐกจิ เชน่ ไม้สกั ไม้แดง ไม้ไผ่ หวาย และไม้ฟืนเช้อื เพลิง เช่น ไม้กระถนิ ยักษ์ รวมท้งั ไม้กนิ ได้ อย่าง สะเดา แค ขีเ้ หล็ก มะไฟ มะขา้ มปอ้ ม มะเกย๋ี ง เปน็ ต้น ซ่งึ ก็ ล้วนแล้วแตก่ อ่ ใหเ้ กดิ คุณประโยชนต์ ่อชุมชนและให้ประโยชน์ทสี่ ดุ คอื การอนุรกั ษ์ดนิ และน้�ำในพน้ื ทต่ี ้นน�ำ้ ลำ� ธาร

29ปา่ ไม้ การปลกู ป่ าทดแทน

ปา่ ไม้ 30

แนวพระราชด�ำรกิ ารปลกู ป่าทดแทนเป็นอีกหนทางหนึ่งในการฟื้นฟสู ภาพป่าไม้ 31 เปน็ แนวการพัฒนาป่าไมใ้ หย้ ่ังยืน ดังพระราชดำ� รคิ วามตอนหนึง่ วา่ ปา่ ไม้ “....การปลูกป่ าทดแทนจะตอ้ งทำ� อย่างมแี ผนโดยการด�ำเนนิ การไปพรอ้ มกับการ พัฒนาชาวเขาในการนีเ้ จ้าหน้าทีป่ ่ าไม้ ชลประทาน และฝ่ ายเกษตรจะตอ้ งรว่ มมือกนั สำ� รวจต้นนำ�้ ในบรเิ วณพนื้ ทีร่ ับผดิ ชอบ เพอื่ วางแผนปรับปรุงตน้ น�ำ้ และพัฒนาอาชีพ ไดอ้ ย่างถูกต้อง ส�ำหรับต้นทปี่ ลกู ทดแทนป่ าไม้ทีถ่ กู ทำ� ลายนัน้ ควรใช้ตน้ ไม้โตเรว็ ทมี่ ี ประโยชน์หลายๆ ทางคละกนั ไป และควรปลกู พชื คลุมแนวรอ่ งน�ำ้ ตา่ งๆ เพือ่ ยึดผิวดนิ และใหเ้ กบ็ รกั ษาความชุ่มชื้น นอกจากนัน้ จะตอ้ งสรา้ งฝายเลก็ เพอื่ หนนุ นำ�้ สง่ ไปตาม เหมอื งไปใช้ในพนื้ ทเี่ พาะปลกู ๒ ด้าน ซึ่งจะทำ� ให้นำ�้ คอ่ ยๆ แผข่ ยายออกไปท�ำความ ชุ่มชื้นใหบ้ ริเวณนนั้ ดว้ ย ในการนจี้ ะต้องอธิบายให้ราษฎรรูว้ า่ การทีป่ รมิ าณนำ�้ ตาม แหล่งนำ�้ ธรรมชาติลดลงนัน้ กเ็ พราะมกี ารท�ำลายป่ าตน้ น�ำ้ โดยรูเ้ ทา่ ไมถ่ ึงการณ.์ ...” พระราชด�ำรสั เมอ่ื วันท่ี ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ณ สถานีหลวงพัฒนาชาวเขา จงั หวดั เชยี งใหม่

ป่าไ ้ม32 พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั ได้พระราชทานค�ำแนะน�ำให้มกี ารปลกู ป่ าทดแทนตาม สภาพภูมิศาสตรแ์ ละสภาวะแวดลอ้ มของพนื้ ทีไ่ วอ้ ยา่ งเหมาะสม ตาม ๓ แนวทางดงั ตอ่ ไปนี้

การปลูกป่ าทดแทนตามไหล่เขา “.... การปลกู ปา่ ทดแทนตามไหล่เขา จะ 33 ตอ้ งปลกู ตน้ ไม้หลายๆ ชนดิ เพื่อให้ไดป้ ระโยชน์ เอนกประสงคค์ ือมีท้ังไมผ้ ล ไม้สำ� หรับกอ่ สร้าง และไมส้ �ำหรบั ท�ำฟนื ซึง่ เกษตรกรจำ� เป็นตอ้ งใช้ เป็นประจ�ำซง่ึ เม่ือตัดไม้ใช้แล้วกป็ ลกู ทดแทน หมุนเวยี นทันที....\" พระราชด�ำรสั เมื่อวนั ที่ ๒๖ มกราคม ปา่ ไม้ พ.ศ. ๒๕๒๐ ณ โครงการจัดการลุ่มนำ้� แม่สา อ�ำเภอแม่รมิ จงั หวดั เชียงใหม่

ป่าไ ้ม34 ตัวอยา่ งพนื้ ทีท่ ีม่ กี ารปลกู ป่ าทดแทนในลกั ษณะนี้ เช่น โครงการพัฒนาดอยตุง ทรงงาน) อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำ� ริ จังหวัดเชียงราย ไดเ้ ชิญชวนให้ ( พืน้ ที่ ราษฎรเข้ามาร่วมกันปลูกป่ า เพือ่ ฟื้นฟู ป่ าตามไหลเ่ ขา ดว้ ยการปลูกไม้สนสามใบ ไม้ ประดู่ และหญ้าแฝก เพอื่ ป้องกนั การชะลา้ งพังทลายหน้าดิน เมือ่ เข้าส่ฤู ดฝู น หรือ

35 ปา่ ไม้

การปลูกป่ าทดแทนในพืน้ ทีป่ ่ า เสือ่ มโทรม การปลูกปา่ ทดแทนในพน้ื ทปี่ า่ ไมซ้ ่ึงถูกบุกรกุ แผว้ ถาง จนกลายเปน็ ภเู ขาหัวโล้น พนื้ ทปี่ ่าเสอ่ื มโทรม หรอื พ้นื ทต่ี น้ น้ำ� ลำ� ธารทีถ่ กู ท�ำลายอย่าง หนัก จำ� เป็นอย่างย่ิงทจ่ี �ำต้องปลกู ปา่ ทดแทนเร่งด่วนจากสว่ นพน้ื ทท่ี ลี่ ดนอ้ ย ลง ซึ่งพระองคท์ รงแนะแนววิธฟี ้ืนฟพู ้ืนท่ีป่าลกั ษณะนี้ ความตอนหนง่ึ วา่ 36 ป่าไ ้ม

37 ปา่ ไม้ “...ปลกู ต้นไมช้ นิดโตเรว็ คลุมแนวร่องนำ�้ เสียก่อนเพือ่ ทำ� ให้ความชุ่มชื้นค่อย ๆ ทวีขึน้ และแผข่ ยายออกไปทัง้ สองข้างร่องนำ�้ อนั จะทำ� ให้ตน้ ไม้ งอกงามขนึ้ และจะมีส่วนช่วย ป้องกนั ไฟป่ า ซึ่งจะเกิดขึน้ ง่ายหากป่ าขาดความชุ่มชื้น ส่วนต้นไมย้ ึดดิน ไม้ผล ต้นไม้ ใช้ท�ำฟืน ต้นไม้ใช้ในการก่อสร้างตลอดจนต้นไมท้ ีม่ คี า่ ทางเศรษฐกิจ เพอื่ ใหป้ ระโยชน์ ไดอ้ ย่างอเนกประสงค์...ในปีตอ่ ไปกใ็ ห้ปลกู ต้นไม้ในพืน้ ทีถ่ ดั ขนึ้ ไป ความชุ่มชื้นกจ็ ะแผ่ ขยายกวา้ งตอ่ ไปอีกต้นไม้จะงอกงามดตี ลอดทัง้ ปี...” พระราชด�ำรสั เมื่อวนั ที่ ๑๐ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ ณ โครงการพฒั นาและปรับปรุงพืน้ ที่เกษตรกรรมชาวเขาบ้านป่าเลา อำ� เภอสะเมิง จังหวัดเชยี งใหม่

สามารถศกึ ษาแนววธิ ีการปลูกป่าลักษณะนี้อยา่ งได้ผลจาก โครงการพัฒนา พ้ืนท่ลี ุ่มน�ำ้ หว้ ยบางทรายตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำ� ริ จังหวดั มุกดาหาร เพราะจากสภาพป่าไมท้ ี่ถกู ทำ� ลายกลายเปน็ ท่งุ ราบ ได้รบั การปรบั ปรงุ และพัฒนา 38 ตามแนวพระราชดำ� รทิ ีใ่ ห้แบง่ เขตปา่ ไมอ้ อกจากเขตชมุ ชน และให้มีการสง่ เสริมการ ป่าไ ้ม ปลูกป่าฟ้ืนฟธู รรมชาติ ไดแ้ ก่ ไม้สัก ไม้สะเดา และไมผ้ ลตา่ งๆ อยา่ งเช่น กล้วยพนั ธุ์ ต่างๆ และหวาย ส�ำหรับเป็นแหล่งอาหาร (Food Bank) ของชมุ ชนได้

39ปา่ ไม้ การปลูกป่ าทดแทนบริเวณต้นน�ำ้ บนยอดเขาและเนนิ สูง พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั พระราชทานพระราชด�ำริเกย่ี วกบั การปลูกปา่ ทดแทน บริเวณตน้ นำ�้ บนยอดเขาและเนนิ สูง ไวค้ วามตอนหน่งึ ดังนว้ี า่ “....ตอ้ งมีการปลูกป่ าโดยปลกู ไมย้ นื ตน้ และปลกู ไม้ฟืน ซึ่งไมฟ้ ืนนัน้ ราษฎรสามารถตดั ไปใชไ้ ด้ แต่ตอ้ งมีการปลูกทดแทนเปน็ ระยะ สว่ นไม้ยนื ตน้ จะช่วยใหอ้ ากาศมี ความชุ่มชืน้ ซึ่ง เปน็ ขนั้ ตอนหนึง่ ของระบบการให้ฝนแบบธรรมชาติ ทงั้ ยงั ช่วยยึดดินบนเขาไม่ ให้พงั ทลาย เมอื่ เกิดฝนตกอีกดว้ ย...”

การปลูกป่ าบนทสี่ งู 40 ป่าไ ้ม

พื้นทีป่ ่าไม้บนยอดเขาสงู ท่ีมสี ภาพเส่ือมโทรม ป่าถูกทำ� ลาย พระบาทสมเดจ็ 41 พระเจ้าอยู่หัวมพี ระราชด�ำรใิ ห้เจ้าหนา้ ทคี่ ัดเลือกพันธุ์ไม้ทีม่ ีเมลด็ ข้นึ ไปปลูกไวบ้ น ยอดเขา เมอื่ โตแล้วออกฝกั ออกเมลด็ ลมจะพดั ปลิวตกลงมาทต่ี ่�ำแล้วงอกขนึ้ เอง ซ่งึ ปา่ ไม้ เป็นการขยายพันธุ์ตามกระบวนการทางธรรมชาติ เปน็ การปลกู ป่าท่อี าศัยหลักแรง โนม้ ถ่วงของโลก คอื สิ่งที่อยู่พน้ื ทสี่ ูงกวา่ ย่อมตกลงมาสทู่ ี่ตำ่� กว่าเสมอ ซ่ึงท�ำใหเ้ ป็นการ ประหยัดพลังงาน และคา่ ใช้จา่ ยในการปลูกป่า แนวพระราชดำ� ริดังกลา่ วพระองคม์ ี พระราชด�ำรัส ความตอนหนงึ่ วา่ “....ใช้ไมจ้ �ำพวกทมี่ เี มลด็ ทัง้ หลายขนึ้ ไปปลูกบนยอดทีส่ ูง เมอื่ โตแลว้ ออกฝัก ออกเมลด็ กจ็ ะลอยตกลงมาแลว้ งอกเองในทีต่ �ำ่ ตอ่ ไป เปน็ การขยายพันธุโ์ ดย ธรรมชาติ....” ศนู ยศ์ ึกษาการพัฒนาห้วยฮ่อองไครอ้ นั เนื่องมาจากพระราชด�ำริ จังหวดั เชียงใหม่ เปน็ อกี หนง่ึ โครงการตัวอยา่ งด้านงานพฒั นาป่าไม้ ซ่งึ ด�ำเนนิ การปลกู ปา่ ในที่สงู โดย การพฒั นาป่าไมท้ ม่ี อี ยู่ใหส้ ามารถเจรญิ เติบโตกระจายเมล็ดพันธ์ตุ ามธรรมชาติ รวมทัง้ การปลูกไม้ในทสี่ ูง เช่น กระถนิ ยักษ์ ด้วยวธิ ีโปรยเมลด็ พนั ธุ์ลงส่ดู ้านลา่ ง เพอื่ ให้เจริญ เติบโตไดเ้ องตามธรรมชาติ โครงการพฒั นาพื้นทต่ี ้นน�ำ้ หนาว อ�ำเภอนำ�้ หนาว จังหวดั เพชรบูรณ์ กเ็ ปน็ อีก หนึง่ โครงการที่ประสบความส�ำเร็จในการฟื้นฟสู ภาพปา่ บนท่ีสูง พ้นื ที่ป่าแหง่ น้ีมขี นาด ๑๔๗,๐๐๐ ไร่ และมกี ารปลกู ไมย้ ืนต้นคนื สธู่ รรมชาติ ทำ� ใหป้ ่าน�ำ้ หนาวเป็นแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่สี ำ� คัญแห่งหนง่ึ

ป่าไ ้ม42 การปลูกป่ าต้นนำ�้ \"...การทจี่ ะมตี น้ นำ�้ ลำ� ธารไปช่ัวกาลนานนนั้ ส�ำคัญอยูท่ ีก่ ารรกั ษาป่ าและปลูกป่ า บริเวณตน้ น�ำ้ ซึ่งเปน็ ยอดเขาและเนินสงู ขนึ้ ตอ้ งมีการปลูกป่ าโดยไมย้ นื ต้น และปลูก ไม้ฟืน ซึ่งไมฟ้ ืนนัน้ ราษฎรสามารถตดั ไปใชไ้ ด้ แตต่ ้องการมกี ารปลกู ทดแทนเปน็ ระยะ สว่ นไมย้ ืนตน้ นนั้ จะช่วยใหอ้ ากาศมีความชุ่มชืน้ เปน็ ขัน้ ตอนหนึง่ ของระบบการให้ฝน ตกแบบธรรมชาติ ทงั้ ยงั ช่วยยดึ ดินบนภูเขาไม่ให้พงั ทลายเมือ่ เกิดฝนตกอกี ด้วย ซึ่งถ้า รกั ษาสภาพป่ าไม้ไวใ้ หด้ ีแลว้ ทอ้ งถิน่ กจ็ ะมีนำ�้ ไวใ้ ชช้ ่ัวกาลนาน...\" พระราชด�ำรัส เมื่อวันท่ี ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๐ ณ พน้ื ทอี่ ำ� เภอชัยบาดาล จงั หวดั ลพบรุ ี

แนวพระราชดำ� ริอันเปน็ หลกั สำ� คญั ของการรกั ษาป่ าและสิง่ แวดล้อม คือ เมอื่ มี 43 ป่ าก็จะมนี �ำ้ มดี นิ อนั อุดม มคี วามชุ่มชืน้ ของอากาศ และเกอื้ กูลต่อการด�ำรงชีวติ ของ คน ป่ าต้นน�ำ้ จึงมีความส�ำคัญอย่างยิง่ ทจี่ �ำเปน็ ต้องรกั ษาไว้ เพือ่ รักษาความสมดลุ ปา่ ไม้ ของธรรมชาติ นอกจากการสรา้ งจิตสำ� นึกใหช้ าวบ้านร่วมกนั ดแู ละรักษาป่ าตน้ นำ�้ แล้ว หลกั การปลกู ป่ าตน้ น�ำ้ ทที่ รงแนะนำ� คอื การปลูกป่ าทดแทน โดย วธิ ที หี่ นงึ่ ปลูกตน้ ไมท้ ข่ี นึ้ อยเู่ ดิมคือ ศึกษาดกู ่อนวา่ พชื พรรณไม้ด้งั เดมิ มี อะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการชนิดของตน้ ไม้ท่ไี ดศ้ กึ ษาไว้ วิธที สี่ อง งดปลกู ไม้ทผ่ี ิดแผกจากถน่ิ เดิม และไมค่ วรน�ำไมแ้ ปลกปลอม ตา่ งพันธ์ุต่างถิน่ เข้ามาปลูกโดยยังไมไ่ ดศ้ กึ ษาใหแ้ น่ชดั เสียกอ่ น

ตวั อย่างโครงการปลกู ป่าต้นนำ้� อาทิ โครงการพัฒนาพน้ื ที่ปา่ ขนุ แม่กวงอนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำ� ริ จังหวดั เชียงใหม่ ซ่ึงมีการ ปลกู ป่าทดแทนบรเิ วณตน้ น�้ำเสรมิ พชื พนั ธด์ุ ั้งเดมิ ไดแ้ ก่ ไมเ้ ต็ง ไม่ รงั ชว่ ยรกั ษาความชุ่มชื้นใหป้ า่ ค่อย ๆ ฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ เห็น ไดจ้ ากปริมาณน้�ำฝนเฉล่ยี เมื่อปี ๒๕๓๕ จำ� นวน ๗๘๒.๗ มลิ ลิเมตร ในปี ๒๕๕๔ เพิม่ ขึน้ ๒,๖๒๑.๕๐ มลิ ลเิ มตร แสดงถึงความสมบรู ณ์ ของป่าทเ่ี พมิ่ มากขึน้ นอกจากนชี้ ุมชนยังได้น�ำไม้ยืนต้น ไม้ผลโต เร็ว เชน่ มะมว่ ง พญาสตั บรรณ ไมเ้ ส้ียง มะขาม ขนนุ ไผ่ ฯ มาปลกู และขยายผลไปสู่ชมุ ชนเครอื ข่าย รวมทงั้ มกี ารต้งั กฎระเบยี บการ 44 รกั ษาป่ารว่ มกลมุ่ รณรงคส์ ่งเสริมป่าในวันส�ำคัญ ตลอดจนการทำ� ป่าไ ้ม แนวกันไฟ และเพาะขยายพนั ธ์ุกลา้ ไม้ไผ่ หวาย สม้ โอ ล�ำใย เป็นต้น

การปลูกป่ าบริเวณอ่างเก็บนำ�้ การปลกู ปา่ บรเิ วณอ่างเกบ็ น้ำ� หรอื เหนืออา่ งเกบ็ น้ำ� ท่ีไม่มคี วามชุ่มชน้ื เป็นการ 45 สร้างความช่มุ ชนื้ ของสภาพป่าไม้ โดยตามแนวพระราชดำ� ริ สรปุ ความไดว้ า่ ปา่ ไม้ “...ทุกฝ่ ายต้องร่วมมอื ด�ำเนินการปลูกตน้ ไมต้ ามบรเิ วณอา่ งเก็บน�ำ้ ใหเ้ ปน็ แนวจนจรดเขตป่ า สงวน โดยปลกู ตน้ ไม้ชนดิ โตเร็วและไมผ้ ล เพือ่ ช่วยยดึ ดินและรกั ษาความชุ่มชืน้ ตลอดจน จ�ำหน่ายผลไม้ได.้ ..” พระราชด�ำรสั เม่ือวนั ท่ี ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๐

“...ปลกู ต้นไมผ้ ล ไม้ฟืน และไมไ้่ ผต่ ามบริเวณอ่างเก็บน�ำ้ โดยเฉพาะตามสนั เขา ซึ่ง เปน็ แหล่งต้นน�ำ้ เพอื่ ช่วยยึดดนิ และรกั ษาความชุ่มชืน้ เพือ่ ราษฎรจะมไี ม้ประเภทต่างๆ ไว้ เก็บผลและใชส้ อย...” 46 พระราชดำ� รัส เมอ่ื วนั ที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๐ พระราชทานแกส่ มาชก กลมุ่ พัฒนาชาวไร่ บ้านดอนขุนหว้ ย ตำ� บลเขาใหญ่ อำ� เภอชะอ�ำ จงั หวัดเพชรบรุ ี ป่าไ ้ม โครงการพัฒนาพืน้ ท่ีแม่อาว จงั หวดั ลำ� พนู เปน็ หนง่ึ ตวั อย่างของความสำ� เร็จที่ สามารถฟนื้ ฟูป่าท่เี คยถกู บุกรุกท�ำลายให้ฟืน้ คนื ความอดุ มสมบรู ณไ์ ดถ้ งึ ๖๑๐ ไร่ และ อกี แหง่ คือ โครงการปลูกปา่ สริ เิ จริญวรรษ จงั หวดั ชลบรุ ี ซึ่งมกี ารฟนื้ ฟสู ภาพปา่ ปลกู ไม้ มคี ่าประเภทต่างๆ ผสมผสานกนั รวมกวา่ ๔๐ ชนดิ เป็นป่าไมท้ ่อี ดุ มสมบรู ณ์ เป็นแหล่ง พชื พรรณและทอี่ ยอู่ าศัยของสตั วป์ า่

ภูเขาป่ า 47 ภเู ขาป่ า เป็นการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ ปา่ ไม้ โดยใช้ความรู้เบ้ืองต้นทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาเป็นหลักในการ ด�ำเนินงาน พระราชด�ำริทพี่ ระราชทาน ไวใ้ นการรกั ษาภูเขาป่า เมือ่ ฝนตกน้อย จ�ำเป็นต้องสรา้ งระบบการส่งน�ำ้ โดย วิธีการสูบน�้ำไปพักไว้บนบ่อพักน�้ำบน ภเู ขา แล้วท�ำระบบกระจายนำ้� ด้วย ระบบทอ่ สง่ น้ำ� และฝาย เพอ่ื ช่วย กระจายน�ำ้ ไปยังพื้นทปี่ า่ ใหน้ ำ้� สามารถ ซมึ ลงดนิ รกั ษาความชุ่มช้นื ไว้ในดิน ตลอดเวลา ต้นไม้ก็จะเจรญิ งอกงาม และเป็นการป้องกันไฟป่าด้วยอีกทาง หนงึ่ ดงั ตัวอยา่ งทป่ี รากฏ ณ ศนู ย์ศกึ ษา การพฒั นาห้วยทราย อันเนอ่ื งมาจาก พระราชด�ำริ จังหวดั ประจวบคิรีขนั ธ์

ป่าไ ้ม48 “...ควรส�ำรวจแหล่งนำ�้ เพอื่ พิจารณาสรา้ งฝายขนาดเลก็ ปิดกัน้ รอ่ งน�ำ้ ในเขตตน้ นำ�้ ลำ� ธาร ทงั้ นเี้พือ่ แผ่กระจายความชุ่มชืน้ ออกไปใหก้ ววา้ งขวางอันจะช่วยฟื้นฟู สภาพป่ า ในบริเวณทสี่ ูงใหส้ มบูรณขื นึ้ บริเวณดังกล่าวจะไดก้ ลายเปน็ “ภเู ขาป่ า” ในอนาคต ซึ่ง หมายความวา่ มตี น้ ไมน้ านาชนดิ ซึ่งปกคลมุ ดินในอัตราหนาแน่นทีเ่ หมาะสมกับลกั ษณะ ภมู ปิ ระเทศแตล่ ะแหง่ ต้นไม้เหล่านจี้ ะมผี ลช่วยรกั ษาระดับความชุ่มชืน้ ในธรรมชาติใหอ้ ยู่ ในเกณฑ์ทพี่ อเหมาะไม่แห้งแลง้ เกนิ ไป และยังช่วยยึดผวิ ดิน อันมคี า่ ไม่ให้ถกู น�ำ้ เซาะทลาย ลงมายังพืน้ ทีร่ าบอกี ดว้ ย” พระราชด�ำรัส พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั

การสร้างภเู ขาป่ า มีวิธีการดำ� เนนิ งานสรุปได้ดงั นี้ 49 วธิ ที หี่ นึง่ หากมนี ำ�้ ใกล้เคยี งบริเวณน้ัน วิธีแรกให้สรา้ งฝายขนาดเลก็ ปดิ ปา่ ไม้ กน้ั รอ่ งน�้ำ เพ่ือแผก่ ระจายความช่มุ ชื้นออกไปใหก้ ว้างขวาง แลว้ ผันนำ�้ จากระดบั บน ลงไปตามแนวร่องน้�ำตา่ งๆ หรอื อืกวิธคี ือใชร้ ะบบทอ่ ส่งน้�ำมาหล่อเลี้ยงบริเวณปา่ ไม้ เส่ือมโทรมสร้างความชุ่มชื้นไว้ตลอดเวลา วธิ ที สี่ อง หากไมม่ แี หลง่ น้ำ� ให้สูบนำ้� ขน้ึ ไปทีละขัน้ จนถงึ ระดบั สูงสุดเท่า ทีจ่ ะเปน็ ไปได้ เมอื่ นำ� นำ้� กกั เก็บไวร้ ะดับสูงสดุ แลลว้ จงึ คอ่ ยๆ ปลอ่ ยน้�ำให้ไหลซึมลงมา เพือ่ ช่วยเรง่ รดั การปลกู ปา่ บนทสี่ ูงในรปู “ภเู ขาป่า” ซึ่งกลายเปน็ ปา่ เปียกทส่ี ามารถ ปอ้ งกนั ไฟปา่ ได้อกี ด้วย

ป่าไ ้ม ป่ าเปียก 50 ปญั หาหน่งึ นอกเหนือจากการท�ำลายป่าจนมีสภาพเสอ่ื มโทรมน้ัน คือ ปญั หาไฟปา่ ซงึ่ เกดิ ขน้ึ ไดเ้ องตามธรรมชาติ และเกิดจากฝีมือมนษุ ย์ พระบาท สมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงตระหนักในปญั หาน้ี จงึ ไดพ้ ระราชทานแนวพระ ราชดำ� รใิ นการสร้างแนวป้องกนั ไฟปา่ ที่เรยี กวา่ “ป่ าเปียก” ขึ้น โดยใชห้ ลัก ธรรมชาติ คอื การรักษาน�้ำ รักษาความชมุ่ ชนื้ ไว้ในผนื ดินและผืนป่าใหไ้ ด้มาก ท่สี ดุ ป่าเปียกจึงเป็นกลยุทธใ์ นการพฒั นาป่าไม้โดยใช้ทรัพยากรน้ำ� เขา้ มาชว่ ย ในการสร้างแนวป้องกนั ไฟ เพ่ือป้องกันไฟปา่ ในระยะยาว


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook