193 3. สถาบนั ทเ่ี กย่ี วของกบั การแลกเปลี่ยน ไดแก 1) คนกลาง (Middleman) หมายถึง ผูทําหนาที่เปนส่ือกลางระหวางผูผลิตกับผูบริโภค เชน พอคาขายปลีก พอคาเรตาง ๆ เปนตน คนกลางมีประโยชนทําใหผูบริโภคไดใชสินคาและบริการตามความ ตองการแตถ าคนกลางเปน ผูเอาเปรียบผบู รโิ ภคมากเกนิ ไปจะทําใหประชาชนเดอื ดรอน 2) ธนาคาร (Bank) คือ สถาบันการเงินที่ใหความสะดวกในดานการแลกเปลี่ยน ธนาคารทํา หนาท่เี ปน ตวั กลางระหวางผอู อมและผลู งทนุ 3) ตลาด (Market) ในทางเศรษฐศาสตร หมายถึง กระบวนการแลกเปลี่ยนซ้ือขายสินคาและ บรกิ าร ไมไดหมายถึงสถานท่ีทําการซ้ือขายสนิ คา แตเปนสถานทใ่ี ด ๆ ทส่ี ามารถติดตอซ้ือขายกันได อาจจะมี หลายรูปแบบ เชน ตลาดขา ว ตลาดหนุ ตลาดโค กระบอื เปนตน หนา ทีส่ ําคัญของตลาด ไดแก 3.1) การจัดหาสินคา (Assembling) คอื จัดหา รวบรวมสินคา และบริการมาไวเพื่อจําหนาย แกผตู อ งการซ้ือ 3.2) การเก็บรักษาสนิ คา (Storage) คอื การเกบ็ รกั ษาสนิ คา ท่ีรอการจาํ หนา ยแกผตู องการซอ้ื หรือเกบ็ เพื่อการเก็งกาํ ไรของผูข าย เชน โกดัง หรอื ไซโลเก็บพืชผลตาง ๆ เปน ตน 3.3) การขายสินคา และบรกิ าร (Selling) ทาํ หนา ที่ขายสนิ คาและบรกิ ารแกผูต องการซอ้ื เชน รานคาปลกี หา งสรรพสินคา ตลาดสด เปนตน 3.4) การกําหนดมาตรฐานของสินคา (Standardization) ทําหนาที่กําหนดมาตรฐานของ สินคาท่นี าํ มาเสนอขายในดานของนํ้าหนกั ปริมาณและคณุ ภาพ เพือ่ ใหผ ซู ือ้ เกดิ ความไววางใจในสินคาที่นํามา เสนอขาย 3.5) การขนสง (Transportation) ระบบการขนสงทําหนาท่ีสงสินคาที่นํามาแลกเปล่ียนซ้ือ ขายกนั การขนสงมคี วามสําคญั เพราะทุกขั้นตอนของการผลิตจะตองผานกระบวนการขนสงทง้ั สน้ิ 3.6) การยอมรับการเสี่ยงภัย (Assumtion of Risk) ตลาดจะยอมรับการเสี่ยงภัยตาง ๆ อนั อาจเกดิ ข้ึนจากการแลกเปล่ียนซอ้ื ขาย อาทิ ความเสยี่ งภยั เกี่ยวกบั สนิ คาสญู หายหรอื เสอ่ื มภาพ เชน สินคา การเกษตร ยารักษาโรค อาหาร เปนตน 3.7) การเงิน (Financing) ตลาดทําหนาที่รับจายเงินในข้ันตอนตาง ๆ ของการซื้อขาย ตลอดจนการจัดหาทนุ หมุนเวียนและสนิ เชือ่ ตาง ๆ เพือ่ การดําเนนิ ธรุ กิจเกย่ี วกับการแลกเปล่ยี นซ้อื ขาย ในการแขงขนั ตลาดแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะคือ 1) ตลาดท่ีมีการแขงขันท่ีไมสมบูรณ (Imperfect Competitive Market) เปนตลาดที่พบอยู โดยทวั่ ไปในประเทศตา ง ๆ ลักษณะสาํ คญั ของตลาดชนิดน้ีคือ มักมีการจํากัดอยางใดอยางหน่ึงที่ทําใหผูขาย หรือผซู ื้อมอี ิทธพิ ลตอการกําหนดราคาหรือปริมาณได ตลาดที่มีการแขงขันไมสมบูรณแบงออกเปน 3 แบบ ไดแก 1.1) ตลาดก่ึงแขงขันก่ึงผูกขาด (Monopolistic Comtetition) คือ ตลาดที่มีผูซื้อขาย จาํ นวนมาก สนิ คา ของผูขายแตล ะรายจะมคี วามแตกตางกันเพียงเลก็ นอยแตไมเหมอื นกนั ทุกประการ สามารถ ท่ีจะทดแทนกนั ไดแ ตไ มอาจทดแทนกันไดอยางสมบูรณ สวนใหญจะแตกตางกันในเรื่องของการบรรจุหีบหอ
194 และเครื่องหมายการคา ในตลาดชนิดน้ีผูขายสามารถกําหนดราคาไดบางแตตองคํานึงถึงราคาของผูขาย รายอื่น ๆ ดวย ตัวอยางของสินคาในตลาด กึ่งแขงขันกึ่งผูกขาด ไดแก ผงซักฟอก ยาสีฟน สบู ยาสระผม แปง เด็ก เปน ตน 1.2) ตลาดผขู ายนอยราย (Oligopoly) หมายถงึ ตลาดทมี่ ผี ขู ายไมม ากนัก ผูขายแตละราย จะมีสวนแบง ในตลาด (Market Share) มาก สนิ คาที่ซื้อขายในตลาดจะมลี กั ษณะคลา ยคลงึ กันแตไ มเหมอื นกัน ทุกประการ เชน การผลิตนาํ้ อัดลมในประเทศไทยมีเพยี งไมกีร่ าย ถาหากผูผลติ นํ้าอัดลมรายใดลดราคาสินคา ลงจะทําใหปรมิ าณขายของผูผลิตรายน้ันเพิ่มข้ึนและปริมาณขายของผูอ่ืนจะลดลง แตอยางไรก็ตามผูขายใน ตลาดชนดิ นีม้ กั จะไมลดราคาแขง ขนั กนั เพราะการลดราคาเพอ่ื แยงลกู คาซึ่งกันและกันในที่สุดจะทําใหรายได ของผูขายทกุ รายลดลงโดยที่ไมไดลูกคาเพิม่ ดงั นั้น ผขู ายมกั จะแขงขันกันดวยวิธีอ่ืน เชน การโฆษณาและการ ปรับปรุงคุณภาพของสินคา เปนตน ตัวอยางสินคาในตลาดชนิดนี้ ไดแก น้ําดื่ม น้ําอัดลม น้ํามัน รถยนต เปนตน 1.3) ตลาดผูกขาด (Monopoly) หมายถงึ ตลาดทม่ี ีผูขายเพียงรายเดียวสินคาท่ีซื้อขายใน ตลาดมีคุณลกั ษณะพเิ ศษไมเ หมอื นใคร ไมสามารถหาสินคา อื่นมาทดแทนไดอ ยางใกลเ คียง เปนการผูกขาดตาม นโยบายของรัฐบาล เชน การผลติ บหุ รี่ การออกสลากกินแบง เปนตน หรอื ขนาดของกิจการตอ งใหญม าก เชน กจิ การรถไฟใตดิน โทรศัพท การผลิตไฟฟา เปน ตน 2) ตลาดแขง ขนั สมบรู ณ (Prefect Competitive Market) มีลกั ษณะดงั น้ี 2.1) ผูขายและผูซื้อมีจํานวนมากราย การซื้อขายของแตละรายเปนปริมาณสินคาเพียง เล็กนอยเม่ือเทยี บกบั จํานวนซ้อื ขายทงั้ ตลาด ดังนัน้ การเปล่ยี นแปลงปรมิ าณซ้อื ขายของผูซอ้ื และผูขายรายใด รายหนง่ึ จึงไมท าํ ใหอุปสงคข องตลาดเปลี่ยนแปลง และไมส ง ผลกระทบตอราคาตลาด 2.2) สินคามคี ุณลกั ษณะและคุณภาพใกลเคียงกันมาก (Homogeneous Product) หมายความวา ในสายตาของผูซอ้ื เห็นวา สินคาดังกลาวของผขู ายแตล ะรายไมแ ตกตางกันจะซอื้ จากผูขายรายใด ก็ไดต ราบเทา ที่ขายในราคาตลาด 2.3) ผผู ลิตรายใหมส ามารถเขาสตู ลาดไดโดยงา ย ขณะเดียวกันการเลิกกิจการก็สามารถทํา ไดโดยไมมีอุปสรรคในการเขาและออกจากตลาด (Free Entry and Exit) กิจการใดที่มีกําไรสูงจะมีผูเขามา แขง ขันมากเพอื่ จะไดมีสวนแบงในกําไรนั้น แตกิจการใดขาดทุนผูประกอบกิจการจะเลิกไปเพื่อไปประกอบ กจิ การอยางอน่ื ที่ทํากาํ ไรมากกวา 2.4) ปจจยั การผลิตสามารถเคล่ือนยายไดโดยสมบูรณ (Perfect Mobility of factors of Production) ปจจัยการผลติ สามารถเคลอ่ื นยายจากกจิ กรรมทีม่ ีผลตอบแทนต่ําไปยงั กิจกรรมที่มีผลตอบแทน สูงกวาทนั ทีโดยไมต องเสียตนทุนการเคล่อื นยา ยแตอยางใด 2.5) ผซู ้อื ผูขายมขี อมลู ขา วสารสมบรู ณ (Perfect information หรอื Perfect Knowledge) กลาวคอื ผูซ ้อื ผูขายสามารถเขาถึงขอมูลเก่ียวกบั ตลาด เชน ราคาสินคาในแตละพื้นท่ไี ดส ะดวกและเสมอภาค กนั เปนตน
195 ในตลาดแขงขันสมบรู ณดงั กลาว การจดั สรรและการใชท รพั ยากรท่มี อี ยูอยางจํากดั รวมทั้งสินคาและ บริการตาง ๆ จะถูกกําหนดโดยกลไกตลาด (Price Mechanism) หรือโดยปฏิสัมพันธของผูซ้ือและผูขาย จาํ นวนมากในตลาดซึง่ ในทางเศรษฐศาสตร กค็ ืออุปสงคแ ละอปุ ทานตลาดนัน่ เอง การซอื้ ขายเปน ไปตามความ พอใจของผซู อ้ื และผขู ายอยา งแทจ ริง 4. การแทรกแซงราคาในตลาดของรัฐบาล ราคาสนิ คาและบริการในตลาดบางครงั้ อาจถกู แทรกแซงโดยรฐั บาลกไ็ ด ซงึ่ สามารถทาํ ไดใน 3 กรณี คือ 1) การกําหนดราคาสงู สดุ (Fixing of Maximum Prices) ในกรณที ร่ี ฐั บาลเหน็ วา สนิ คา ทจี่ ําหนา ย จําเปนตอการครองชีพในทองตลาดเกิดการขาดแคลนและราคาสินคาสูงข้ึน ทําใหประชาชนไดรับความ เดือดรอน รัฐบาลจะเขาควบคุมโดยกําหนดราคาสูงสุดของสินคาน้ัน ๆ เชน เน้ือสัตว น้ําตาลทราย เปนตน 2) การประกันราคาขั้นตํ่า (Guaranteed Minimum Prices) ในกรณีที่รัฐบาลเห็นวาราคา สนิ คาบางอยางลดตํา่ ลง จนอาจเกิดผลเสยี แกผ ผู ลิต เชน สินคา การเกษตรบางประเภทรัฐบาลจะเขาควบคุม โดยกาํ หนดราคาข้ันตํา่ หรอื ถา ไมม ีพอ คา รบั ซ้อื รฐั บาลจะเขา รับซอื้ เอง เปนตน 3) การพยุงราคา (Price Support) เปนมาตรการที่รัฐบาลชวยใหราคาสินคาชนิดใดชนิดหน่ึง เพิม่ สูงขึน้ เพอื่ ประโยชนของผูผลิตหรือผูขายอาจกระทําโดยการเขาแทรกแซงตลาดของรัฐบาลดวยการเขา แขงขนั การซ้ือกับเอกชน เพ่ือขยายอุปสงค หรือการใหเงินอุดหนุนแกผูผลิตที่ลดการผลิตลงเพ่ือลดอุปทาน ใหมีนอ ยลงกไ็ ด กลาวไดว า การแลกเปลี่ยนเปนกิจกรรมที่สําคัญตอการกระจายสินคาและรายไดไปยังบุคคลตาง ๆ ซ่งึ ตองอาศยั สถาบันท่ีเกี่ยวของกับการแลกเปลี่ยนหลายสถาบัน อาทิ คนกลาง ตลาด ธนาคาร และสถาบัน อ่นื ๆ อีกมากมาย รวมทง้ั บทบาทของรัฐบาลที่จะเขา มาอาํ นวยความสะดวกใหก ารแลกเปล่ยี นดาํ เนินไปดวยดี สรุป การแลกเปลี่ยน หมายถึง การเปล่ียนความเปนเจาของในสินคาและบริการ โดยการโอนหรือยาย กรรมสทิ ธิ์หรอื ความเปน เจาของระหวางบุคคลหรือธุรกิจ การแลกเปลี่ยนมีวิวัฒนาการมายาวนานต้ังแตการ แลกสิ่งของกับสิ่งของจนถึงปจจุบันท่ีใชระบบเงินและเครดิตและอาศัยสถาบันตาง ๆ เปนตัวกลางในการ แลกเปลี่ยน แบบฝกหดั ทา ยบทเร่ืองท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกจิ คําส่ัง เมื่อผูเรียนศึกษา เร่ืองกระบวนการทางเศรษฐกิจแลวใหทําแบบฝกหัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุด บนั ทึกกิจกรรมการเรยี นรู แบบฝกหดั ท่ี 1 ใหผูเ รยี นศกึ ษาวเิ คราะหช่อื สินคา และประเภทของสินคาตามท่ีกําหนด แลวนําช่ือ ประเภท สนิ คาใสท า ยชื่อสินคา ใหส ัมพันธ / สอดคลอ งกัน
196 ก. สินคาไรราคา (Free Goods) ข. สินคา เศรษฐทรพั ย (Economic Goods) ค. สินคาสาธารณะ (Public Goods) 1. นาํ้ ทะเล ...................................................................................... 2. ผลไม ...................................................................................... 3. โทรศพั ท ...................................................................................... 4. รถยนต ...................................................................................... 5. ขยะ ...................................................................................... 7. ปลาทตู วั เลก็ ...................................................................................... 8. กองทพั แหง ชาติ ...................................................................................... 9. ขาวสารชนดิ 25% ...................................................................................... 10. แสงแดด ...................................................................................... แบบฝก หัดที่ 2 ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี 1. การผลติ หมายถึง อะไร …………………………………………………………………………………………………….…………..………………… 2. ปจ จยั การผลิต ไดแกอะไรบาง ………………………………………………………………………………………………………………..………………… 3. ลาํ ดบั ข้นั การผลติ มกี ีล่ าํ ดับขั้น ไดแ กอะไรบาง ………………………………………………………………………………………….……………………….……………… ………………………………………………………………………………………………………………..……………...... 4. สินคา มีกี่ประเภท อะไรบา ง .........................................................................................................................……….... .........................................................................................................................……….... 5. สิ่งกําหนดการผลิตไดแกอะไรบาง ……………………………………………………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………………………………………..…………………………… 6. ประเภทของหนวยธรุ กจิ ไดแกอ ะไรบา ง ………………………………………………………………………………………………………..………………...…… …………………………………………………………………………………………………..……………………………
197 7. การแบง สรร หมายถงึ อะไร ……………………………………………………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………………………………………..…………………………… 8. การแบง สรรมีกีป่ ระเภท อะไรบาง ………………………………………………………………………………………………………..……………………… …………………………………………………………………………………………………..…………………………… 9. ความแตกตา งในดา นรายไดข องคนเราเกิดจากอะไร ………………………………………………………………………………………………………..……………………… …………………………………………………………………………………………………..…………………………… แบบฝก หัดที่ 3 ใหผูเรยี นอา นขอ ความทกี่ าํ หนดใหแ ลว ตอบคําถาม อปุ สงค (Demand) หมายถงึ ความตอ งการของผูบ ริโภคในการท่ีจะบริโภคสินคาอยางใด อยางหนึ่ง ดว ยเงินที่เขามอี ยู ณ ราคา และเวลาใดเวลาหนึ่ง เปน ความตอ งการทีผ่ ซู ้อื ตอ งการและเต็มใจท่จี ะซอ้ื สนิ คา อุปทาน (Supply) หมายถงึ ปรมิ าณการเสนอขายสินคา ณ ราคาหนง่ึ ตามความตอ งการของผูซอื้ เปน สภาพการตดั สินใจของผขู ายวาจะขายสนิ คา จํานวนเทาใด ในราคาเทา ใด ใหผเู รียนพจิ ารณาตารางแสดงอุปสงค อุปทานของลําไยในตลาดแหง หนึ่ง แลว ตอบคําถาม ตารางราคาลําไย ราคา (บาท) ปริมาณซ้อื (Demand) ปริมาณจา ย (Supply) (กก.) (กก.) 30 20 80 25 35 65 20 50 50 15 65 35 10 80 20
198 คําถาม 1. ราคาสินคา จะสงู หรือตาํ่ ขึน้ อยูกบั .................................................................................................................... 2. เพราะเหตุใดลาํ ไยราคากโิ ลกรมั ละ 30 บาท ผซู อื้ จึงตองการซื้อนอ ย .................................................................................................................... 3. ณ ราคาเทาใดที่ผูข ายตอ งการขายลําไยนอ ยทส่ี ุด .................................................................................................................... 4. ลาํ ไยราคา 20 บาท เรียกวา .................................................................................................................... 5. ปริมาณลาํ ไย 50 กิโลกรัม เรียกวา .................................................................................................................... แบบฝก หดั ที่ 4 ใหผ เู รยี นศึกษาปจ จัยการผลิตและผลตอบแทนตอ ไปน้แี ลว ตอบคําถามท่กี ําหนดให ในการผลติ สนิ คา จะตองอาศยั ปจ จัยการผลิต 4 อยา ง คอื 1. ที่ดิน (Land) หมายถงึ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ุกชนดิ มผี ลตอบแทนเปนคา เชา 2. แรงงาน (Labour) หมายถงึ ความมานะพยายามของมนษุ ยท ัง้ ทางกายและทางสมองมผี ลตอบแทน เปน คา จา ง 3. ทนุ (Capital) หมายถึง สนิ คาประเภททนุ หรือเคร่ืองมือในการผลติ มผี ลตอบแทนเปน ดอกเบย้ี 4. ผูประกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง การจัดต้ังองคการเพ่ือผลิตสินคาและบริการ มผี ลตอบแทน คอื กาํ ไร ใหผ ูเ รียนแสดงผลตอบแทนของปจ จัยการผลติ แตละชนดิ ปจ จยั การผลติ ผลตอบแทนของปจจยั การผลิต 1. ที่ดนิ 2. แรงงาน 3. ทุน 4. ผปู ระกอบการ
199 เรอ่ื งท่ี 4 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ 1. ความหมายและความสาํ คญั ของการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึง การเปล่ียนแปลงโครงสรา งทางสงั คม การเมอื ง และเศรษฐกิจใหอยู ในภาวะทีเ่ หมาะสม เพ่อื ทําใหร ายไดทแี่ ทจริงเฉล่ียตอบุคคลเพ่ิมข้ึนอยางตอเน่ือง อันเปนผลทําใหประชากร ของประเทศมีมาตรฐานการครองชพี สงู ขนึ้ การพัฒนาเศรษฐกจิ ของแตละประเทศ จะมจี ดุ มุงหมายทแ่ี ตกตางกัน ท้งั น้ีเนอ่ื งจากทรัพยากร การผลิต สภาพภูมิศาสตร ตลอดจนพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมไมเหมือนกัน แตอยางไรก็ตาม ในแตละประเทศ ยังคงมีจดุ มงุ หมายท่ีเหมอื นกันประการหน่ึง คือ มุงใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยางมีเสถียรภาพ เพื่อใหป ระชากรของประเทศอยูดกี ินดนี น่ั เอง การพัฒนาเศรษฐกิจ หากทาํ ไดผลดียอ มสงผลใหประเทศมีฐานะทางเศรษฐกิจดีข้ึน ประชาชนมี ความเปนอยสู ุขสภาพในทางตรงกันขาม หากการพฒั นาเศรษฐกิจไมไ ดผลหรอื ไมไ ดร ับการเอาใจใสอ ยา งจริงจัง ฐานะทางเศรษฐกจิ ของประเทศก็จะทรดุ โทรมลง และประชาชนมีความเปนอยูแรนแคน มากขึน้ สาํ หรบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศไทยน้ันไดมีการพัฒนาอยางตอเน่ืองและใหความสําคัญ มาก โดยเฉพาะอยางย่งิ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยจะเหน็ ไดจากการกําหนดให มีหนวยงานรับผิดชอบ ในการจัดทําแผน คือ สาํ นกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซ่ึงในปจจุบันประเทศไทย มีแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติทัง้ หมด 11 ฉบับ 2. ปจ จยั ทีเ่ กีย่ วของกบั การพัฒนาเศรษฐกจิ ปจ จยั ทีเ่ ก่ียวของกับการพัฒนาเศรษฐกิจมี 4 ประการ คือ ปจจัยทางเศรษฐกิจ ปจจัยทางการเมือง ปจ จยั ทางสังคม และปจจยั ทางเทคโนโลยี ซ่ึงปจจยั ดังกลา วมรี ายละเอยี ดดังน้ี 2.1 ปจ จยั ทางเศรษฐกิจ ปจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลใหเกิดการเพ่ิมข้ึนของรายไดตอบุคคลมี 4 อยาง คอื 1) การสะสมทุน การสะสมทนุ จะเกดิ ขึ้นไดใ นกรณีทมี่ รี ายไดประชาชาติสูงขึ้น ซึ่งทําใหเกิด เงินออมและเงินลงทนุ เพมิ่ ขนึ้ ซ่งึ เม่อื มกี ารสะสมทนุ ขึ้นแลว กจ็ ะมผี ลตอการเพ่มิ การผลติ และรายไดตอบุคคล ตามมา 2) การเพิม่ จํานวนประชากร ในปจจุบันน้ันการเพ่ิมจํานวนประชากรกอใหเกิดผลเสียทาง เศรษฐกิจอยา งมาก โดยเฉพาะอยางย่ิงการผลิตจะมีประสิทธิภาพต่ําลงเนื่องจากมีการใชทรัพยากรธรรมชาติ กันมากขนึ้ ซ่งึ มผี ลทําใหทรัพยากรเสื่อมคุณภาพและทรัพยากรบางอยาง ก็ไมสามารถงอกเงยมาทดแทนได นอกจากน้เี มอื่ มีประชากรเพ่ิมข้นึ ทําใหรฐั บาลตอ งเสียคาใชจา ย ดา นสวัสดิการเพิ่มขึ้น เชน คาใชจายดานการ จดั การศกึ ษา การสาธารณสุขและการสาธารณูปโภค เปนตน นอกจากรัฐบาลจะตองเสียคาใชจายดังกลาว แลว ยงั มีปญ หาอยา งอื่นตามมาอกี เชน ปญหาดานการจราจร ปญ หาดานมลพษิ ฯลฯ 3) การคนพบทรพั ยากรใหม ๆ ทําใหเ กิดโอกาสใหม ๆ ในการผลิต รวมท้ังมีผลทําใหมีการ ลงทุนเพม่ิ ขน้ึ และสงผลในการเพิม่ ขนึ้ ของผลผลิตเพือ่ ใหป ระชาชนไดบ รโิ ภคมากข้นึ
200 4) ความกาวหนา ทางเทคโนโลยจี ากความกา วหนาทางเทคโนโลยีในปจจุบัน จะเห็นไดวามี การนาํ เคร่อื งจกั รมาใชในการผลิต ดังนนั้ จึงทําใหมีความสามารถในการผลิตไดมาก ปริมาณผลผลิตก็เพิ่มข้ึน และเปนไปอยางสมาํ่ เสมอ ประการท่ีสําคญั ชว ยลดตนทนุ ในการผลิตไดเ ปน จํานวนมากอีกดวย 2.2 ปจจยั ทางการเมือง ปจจัยทางการเมืองนับวามีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจมากดวยเชนกัน โดยเฉพาะในดาน นโยบายและความมน่ั คงการปกครอง การเปล่ยี นแปลงรัฐบาลบอ ย ๆ หรอื การยดึ อํานาจ โดยรฐั บาลเผด็จการ จะมสี วนทําใหเกิดปญ หาดานการผลติ ตางชาตไิ มส ามารถเขาไปลงทนุ ดา นการผลิตได นอกจากนอี้ งคก รธุรกจิ ภายในประเทศเองกอ็ าจตอ งหยุดซะงกั ตามไปดวย 2.3 ปจ จยั ทางสงั คม ปจ จัยทางสังคมมีผลตอการพัฒนาเศรษฐกิจไมแพปจจัยอ่ืน ๆ โดยเฉพาะประเทศ ที่กําลัง พัฒนา ซ่ึงพบวาสวนใหญประชาชนมักขาดความกระตือรือรนในการทํางานและมีนิสัยใช จายเงินฟุมเฟอย การเก็บออมจงึ มีนอ ย และเมอ่ื มีรายไดเ พิ่มมักใชจ า ยในการซือ้ เครื่องอุปโภคบรโิ ภคทีอ่ าํ นวยความสะดวกสบาย มากกวา ทจี่ ะไปลงทนุ ในการผลิตเพอื่ ใหรายไดงอกเงยข้นึ 2.4 ปจ จยั ดานเทคโนโลยี ใ น ป ร ะ เ ท ศ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ก า ร ใ ช เ ท ค โ น โ ล ยี ชั้ น สู ง ช ว ย ทํ า ใ ห เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ไ ด ม า ก ข้ึ น ในขณะเดียวกันก็สามารถประหยดั การใชแรงงานซง่ึ มีอยอู ยา งจาํ กัด โดยการใชเ ครื่องจักรทุนแรงตาง ๆ แตใน ประเทศกําลังพัฒนาการใชเทคโนโลยีมีขอบเขตจํากัดเน่ืองจากยังขาดผูมีความรู ความสามารถ ดานการใช เทคโนโลยี ขาดเงินทนุ ท่จี ะสนับสนนุ การคน ควาวจิ ัยทางดา นเทคโนโลยีใหม ๆ และท่ีสําคัญการใชเ คร่ืองจักร ทุนแรงในประเทศทก่ี ําลังพฒั นาจะกอ ใหเกิดปญหาดาน แรงงานสว นเกิน แทนท่ีจะทําใหก ารวา งงานนอ ยลง 3. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศไทย ประเทศไทยไดมีการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติตั้งแตมี พ.ศ. 2504 โดยเริ่ม ตง้ั แตฉ บับที่ 1 จนถงึ ปจจบุ นั คอื ฉบบั ที่ 11 มกี ารกาํ หนดวาระของแผน ฯ ดงั นี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2504 – 2509 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2510 – 2514 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 3 พ.ศ. 2515 – 2519 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520 – 2524 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 5 พ.ศ. 2525 – 2529 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2530 – 2534 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2535 – 2539 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ที่ 8 พ.ศ. 2540 – 2544 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545 – 2549 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 10 พ.ศ. 2550 – 2554 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 11 พ.ศ. 2555 – 2559
201 3. สาระสาํ คญั และผลการใชพ ฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ แผนฯ สาระสาํ คัญ ผลจากการใชแ ผนฯ ฉบับที่ 1 จุดมงุ หมาย สงเสรมิ อตุ สาหกรรมทดแทนการ G.D.P. เพม่ิ ขนึ้ 8 % ตอไป พ.ศ. 2504 - 2509 นาํ เขา การกระจายรายไดไมเปน สาระสําคญั เนนการลงทนุ เศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน ธรรมเกิดปญ หาสาํ คญั เชน เขอ่ื น ไฟฟา ประปา ถนน และ ในชวงนค้ี ือประชากร สาธารณูปการอืน่ ๆ นอกจากนยี้ งั มีการพฒั นา เพิม่ ข้นึ อยางรวดเรว็ การศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษาไปสูภูมภิ าคเปน ครงั้ แรก (ตั้งมหาวิทยาลยั เชยี งใหม, ขอนแกน) อปุ สรรค ขาดบคุ ลากรทางวิชาการและการ บรกิ าร ฉบบั ท่ี 2 จดุ มงุ หมาย พัฒนาสงั คมควบคกู ับการ พัฒนา อตั ราการขยายตัวทาง เศรษฐกจิ สงู แตตํ่ากวา พ.ศ. 2510 - 2514 เศรษฐกจิ แผนฉบบั นีจ้ งึ เร่ิมใชชือ่ วา เปา หมาย การกระจาย “แผน พัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาต”ิ รายไดไ มเปน ธรรม สงเสรมิ การผลิตเพื่อการสงออก ฉบับที่ 3 สาระสาํ คัญ เนน การพัฒนาสงั คม โดยลด G.D.P. เพม่ิ ขึน้ 6.2% ตอ ปซ ึ่งตาํ่ กวา เปาหมายทั้งน้ี พ.ศ. 2515 - 2519 ชองวางของการกระจายรายไดนอกจากนี้ยงั ได เพราะสภาพดินฟา อากาศ เร่ิมโยบายประชากรและการวางแผนครอบครวั แปรปรวนประกอบกบั การ ผันผวนของเศรษฐกจิ โลก (โดยเฉพาะการข้ึนราคา นา้ํ มัน) อุตสาหกรรมทําให ไทยตองนําเขาสนิ คาทนุ มากข้ึนจนตอ งประสบ ภาวะขาดดลุ การคา และ ดลุ ชําระเงนิ อยางมาก ฉบบั ที่ 4 จดุ มงุ หมาย เนนการกระจายรายไดแ ละสรา ง ผลการพฒั นาสงู กวา เปาหมายเลก็ นอยยงั คงมี พ.ศ. 2520 - 2524 ความเปนธรรมทางสังคมมกี ารปรับปรงุ ปญ หาตอ งพงึ่ พาการ อุตสาหกรรมเพ่อื ขยายการสงออกและพัฒนา
202 แผนฯ สาระสําคัญ ผลจากการใชแ ผนฯ ทรัพยากรธรรมชาติ (โดยเฉพาะนาํ้ มนั และกาซ นาํ เขาขาดดลุ การคา ความ ธรรมชาต)ิ มาใชประโยชนนอกจากน้มี ีการ พัฒนาเมอื งหลกั ในแตล ะภาคอยางชดั เจน ยากจนในชนบทการ พัฒนาสงั คมความเสอื่ ม โทรมของสง่ิ แวดลอม ฉบับที่ 5 จดุ มุงหมาย แกป ญหาการกระจายรายได และ G. D.P. เพม่ิ ขน้ึ 4.4% พ.ศ. 2525 - 2529 ความยากจนในชนบท โดยใหช าวชนบทมสี วน ตอ ปซ ึง่ ตํา่ กวาเปา หมาย รวมในการแกป ญหาดว ยตัวเองมากทสี่ ดุ ประสบความสาํ เร็จในการ นอกจากนีย้ งั เนนการพฒั นาเมอื งในพนื้ ทีช่ ายฝง พัฒนาชนบททยี่ ากจนและ ตะวันออก การลดอัตราการเพม่ิ ประชากร ฉบบั ที่ 6 จุดมงุ หมาย เนน การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ และ เศรษฐกจิ ขยายตัวสูงและ พ.ศ. 2530 - 2534 พฒั นาคุณภาพประชากร เปดกวางเขาสรู ะดบั นานาชาตมิ ากข้นึ สาระสําคัญ โครงสรางเศรษฐกจิ เริ่มเขา พัฒนาคณุ ภาพประชากร วทิ ยาศาสตร สูภ าคอตุ สาหกรรมฐานะ การเงินการคลังของ เทคโนโลยี และทรพั ยากรธรรมชาติ ปรบั ปรงุ ประเทศมเี สถียรภาพ (ดลุ การคลังเกินดลุ ครั้ง คณุ ภาพสนิ คาไทยเพอื่ แขงขนั ในตลาดโลก แรกในป 2531) ยงั คงมี ปญ หาการกระจายรายได กระจายรายไดส ภู ูมภิ าคและชนบท แผนฉบบั นี้ ขาดบริการขนั้ พน้ื ฐานและ เงนิ ออมปญ หาสังคมและ หันมาเพมิ่ บทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนา ความเสือ่ มโทรมของ ทรัพยากรธรรมชาตริ ะบบ ประเทศมากขึ้นอุปสรรค ขาดแคลนบรกิ ารขน้ั ราชการไมด พี อ พนื้ ฐาน (เชน ถนน ไฟฟา ทาเรอื สนามบนิ ) และแรงงานฝม ือ ฉบบั ท่ี 7 จดุ มุงหมาย เนน “ปรมิ าณทางเศรษฐกจิ ” การเปดเสรที างการเงนิ ทํา พ.ศ. 2535 - 2539 “คุณภาพประชากร” และ “ความเปน ธรรมทาง ใหฟ องสบแู ตก เปน สังคม” ใหส มดลุ กนั สาระสําคญั เนนการ ตนเหตุของวิกฤตเิ ศรษฐกจิ ไทย (ตมยาํ กุง) พฒั นาคุณภาพชวี ติ โดย มงุ การขยายตัวและ
203 แผนฯ สาระสําคัญ ผลจากการใชแ ผนฯ เสถียรภาพทางเศรษฐกจิ พฒั นากรงุ เทพฯ และ ปริมณฑลใหเ ช่อื มโยงกับพน้ื ทชี่ ายฝง ทะเล ตะวันออก ฉบบั ที่ 8 จดุ มงุ หมาย เนน “การพฒั นาทรัพยากร เกิดวกิ ฤตเศรษฐกจิ ไทย ในเดือนกรกฎาคม 2540 พ.ศ. 2540 - 2544 มนษุ ย และคณุ ภาพชีวิตของคนไทยเปนสาํ คัญ ทําใหเ กิดภาวะชะงกั งนั ทางเศรษฐกจิ และรฐั ตองกู การพัฒนาคุณภาพชีวิต สงิ่ แวดลอ มและ เงินจาก IMF มาพยุงฐานะ ทางเศรษฐกจิ ทรพั ยากรธรรมชาติ สาํ หรบั การพฒั นาอยาง ยัง่ ยนื และยาวนาน การกระจายความเจริญสู สว นภมู ิภาคโดยใหค วามสําคัญแกการพฒั นา กลุม คนในชนบท และกระจายอํานาจบรหิ ารสู ทอ งถ่นิ กําหนดเขตเศรษฐกจิ อยางจรงิ จงั และ ชัดเจนโดยรัฐ เขา ไปดแู ลใหก ารสนบั สนุนการ ปลูกพืชตามท่กี ําหนดให ฉบบั ที่ 9 จดุ มุง หมาย เนน พฒั นาคนเปน ศนู ยก ลางปรบั พ.ศ. 2545 - 2549 โครงสรา งการพฒั นาประเทศ ใชค วามคิดเห็น ประชาชนท้งั ประเทศ มากําหนดกรอบและ ทศิ ทางของแผนพัฒนาฯ ใชแ นวพระราชดําริ “เศรษฐกจิ พอเพียง” เปน วิสยั ทศั นของแผน การพฒั นาทีย่ ่ังยืน และความอยดู ีมีสขุ ของคน ไทยรากฐานการพัฒนาประเทศทเี่ ขม แข็ง กระจายผลประโยชนแ กปญ หาความยากจน ฉบบั ที่ 10 จุดมงุ หมาย เนน “สังคมอยเู ย็นเปน สุข พ.ศ. 2550 - 2554 รวมกนั ” ภายใตแ นวปฏบิ ัติของ “ปรชั ญา เศรษฐกจิ พอเพยี ง”การพฒั นาแบบบรู ณาการ เปนองคร วมทม่ี ี “คนเปนศูนยกลางการพฒั นา” การพฒั นาทีย่ งั่ ยืนการพฒั นาคนและ เทคโนโลยี
204 4. วเิ คราะหส าระสําคัญจากแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับท่ี 10 จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 ไดสรุปสาระสําคัญเก่ียวกับสถานะดาน เศรษฐกจิ ของประเทศไว คือ ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอยางตอเนื่องอัตราเฉล่ีย 5.7 ตอป ชวงป 2545 - 2548 และจัดอยูในกลมุ ประเทศท่มี ีรายไดปานกลาง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญเปนอันดับท่ี 20 จากจํานวน 192 ประเทศของโลก มีบทบาททางการคาระหวางประเทศ และรักษาสวนแบงการตลาดไวไดในขณะท่ีการ แขงขันสูงขึ้น ตลอดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรูของประเทศไทยปรับตัวสูงข้ึน โครงสรางการผลิตมี จุดแข็ง คือมีฐานการผลิตท่ีหลากหลาย ชวยลดความเส่ียงจากภาวะผันผวนของวัฎจักรเศรษฐกิจ สามารถ เช่ือมโยงการผลิตเพื่อสรางมูลคาเพิ่มไดมากข้ึน แตเศรษฐกิจไทยมีจุดออนในเชิงโครงสรางที่ตองพ่ึงพิงการ นําเขาวตั ถุดิบ ชิน้ สว น พลังงาน เงินทุนและเทคโนโลยีในสัดสวนที่สูง การผลิตอาศัยฐานทรัพยากรมากกวา องคความรู มีการใชทรัพยากรเพื่อการผลิตและบริโภคอยางสิ้นเปลือง ทําใหเกิดปญหาสภาพแวดลอมและ ผลกระทบในดานสังคมตามมา โดยไมไดมีการสรางภูมิคุมกันอยางเหมาะสม ภาคขนสงมีสัดสวนการใช พลังงานเชิงพานิชยส ูงถงึ รอ ยละ 38 โครงสรา งพื้นฐานดานเทคโนโลยสี ารสนเทศและสื่อสาร รวมถึงน้าํ เพือ่ การ บรโิ ภคยังไมก ระจายไปสูพื้นท่ีชนบทอยา งเพียงพอและท่ัวถึง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมยงั อยูในระดับตาํ่ และเปน รองของประเทศที่เปนคูแขง ทางการคา ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยูท่ีมีเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับท่ีดี จากการดําเนินนโยบายเพ่ือฟนฟู เสถียรภาพเศรษฐกจิ ของประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ อยางไรก็ตามราคานํ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้นและตอเน่ืองถึง ปจจบุ นั สง ผลใหด ุลการคา ดุลบัญชเี ดินสะพดั ขาดดุลเพม่ิ ขึน้ สะทอนถึงปญหาความออ นแอในเชิง โครงสรางท่ี พง่ึ พงิ ภายนอกมากเกินไป ประเทศไทยยังมกี ารออมต่ํากวาการลงทนุ จึงตองพ่งึ เงินทุนจากตา งประเทศทําใหมี ความเสย่ี งจากการขาดดลุ บญั ชเี ดนิ สะพัด และจากการเคลอ่ื นยายเงินทนุ ระหวางประเทศ จงึ จาํ เปนตอ งพฒั นา ระบบภูมิคุมกันทางเศรษฐกิจภายใตเงื่อนไขบริบทโลกที่มีการเคลื่อนยายอยางเสรีของคนองคความรู เทคโนโลยี เงินทนุ สินคา และบรกิ าร การพฒั นาเพื่อเสรมิ สรางความเปน ธรรมทางเศรษฐกิจและการแกไขปญหาความยากจนมีสวนชวยให ความยากจนลดลงตามลําดับและการกระจายรายไดป รบั ตวั ดีข้ึนอยา งชา ๆ 5. แนวคดิ หลักและทศิ ทางการปรบั ตัวของประเทศไทย จากสถานการณด ังกลาวจาํ เปนตอ งปรับตัว หันมาปรบั กระบวนทรรศนก ารพัฒนาในทิศทางที่พึ่งตนเองและภูมิคุมกันมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง” เปนแนวทางปฏิบัติควบคูไปกับการพัฒนาแบบบูรณาการเปนองครวมที่ยึด “คนเปน ศนู ยกลางการพฒั นา” เพือ่ เกดิ ความเชื่อมโยงทง้ั ดา นตวั คน สงั คม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดลอมและการเมือง โดยมี การวเิ คราะหอยางมี “เหตุผล” และใชหลัก “ความพอประมาณ” ใหเกิดความสมดุลระหวางความสามารถ ในการพึ่งตนเองกบั ความสามารถในการแขง ขันในเวทีโลก ความสมดุลระหวา งสงั คมชนบทกบั สงั คมเมือง โดยมกี ารเตรยี ม “ภมู คิ ุมกัน” ดวยการบริหารจดั การความเสย่ี งใหเพียงพอพรอ มรับผลกระทบจากการเปล่ียน ทงั้ จากภายนอกและภายในประเทศ การขับเคล่ือนการพัฒนาทุกข้ันตอนตองใช “ความรอบรู” ในการพัฒนาดานตาง ๆ ดวยความ รอบคอบ เปนไปตามลําดับข้ันตอน รวมทั้งเสริมสรางศีลธรรมและสํานึกใน “คุณธรรม”จริยธรรมในการ
205 ปฏบิ ัติหนาที่และการดําเนินชวี ติ ดวยความเพียร อนั เปน ภูมิคมุ กนั ในตวั ทดี่ ี พรอมรับการเปล่ียนแปลงที่เกิดขนึ้ ท้ังในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ และสอดคลองกับวิถีชีวิตสังคมและสอดคลองกับ เจตนารมณของรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 เปาหมายดานเศรษฐกิจ ปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหมีความสมดุลและยั่งยืน โดยใหสัดสวนภาค เศรษฐกิจในประเทศตอภาคการคาระหวางประเทศเพ่ิมข้ึน สัดสวนภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรม เพิ่มขึน้ กาํ หนดอตั ราเงนิ เฟอ ลดการใชพ ลงั งานโดยเฉพาะภาคขนสง สดั สว นผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดยอมตอ ผลติ ภณั ฑร วมในประเทศต่ํากวา รอ ยละ 40 แบบฝกหดั ทา ยบท เรอื่ งท่ี 4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ คาํ สัง่ เมือ่ ผเู รียนศึกษา เรือ่ ง แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติจบแลวใหทาํ แบบฝกหัดตอไปน้ี โดยเขียนในสมุดบนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรู แบบฝกหดั ที่ 1 ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ โดยกาเคร่ืองหมาย X คําตอบทีถ่ กู ท่สี ุด 1. การพัฒนาเศรษฐกจิ หมายถึงอะไร ก. การเพ่มิ ขึน้ ของรายได ข. การขายตัวทางดา นเศรษฐกจิ และการคา ค. อตั ราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและรายไดเพิ่มสูงข้ึน ง. การเปล่ยี นโครงสรา งทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง นําไปสูก ารกระจายรายไดท สี่ งู ขนึ้ 2. ประเทศตา ง ๆ เร่มิ มีความตนื่ ตวั ในการพัฒนาเศรษฐกิจเมื่อใด ก. กอ นสงครามโลกครัง้ ท่ี 1 ข. หลังสงครามโลกครงั้ ที่ 1 ค. กอ นสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ง. หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 3 3. เหตุผลใดไมไ ดส งผลกระตนุ ใหป ระเทศตาง ๆ หนั มาพฒั นาเศรษฐกิจ ก. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ําหลงั สงครามโลกคร้ังที่ 2 ข. ภาวะสงครามเยน็ หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ค. ความเจริญทางการสอื่ สารกอใหเ กดิ การเลยี นแบบกนั ง. ประเทศเอกราชหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ตนื่ ตัวในการพฒั นาเศรษฐกจิ มากขนึ้ 4. ส่งิ ทีใ่ ชวดั ระดับการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศตา ง ๆ คืออะไร ก. รายไดต อบคุ คล ข. รายไดป ระชาชาติ ค. รายไดร วมจากสินคาและบรกิ าร ง. ความกาวหนา ทางเทคโนโลยี
206 5. ประเทศ A มีรายไดแทจ รงิ ตอบคุ คล 500,000 บาท / คน / ป ประเทศ B มีรายไดแ ทจรงิ ตอ บคุ คล เทา กบั ประเทศ A แสดงวาอยา งไร ก. ประเทศ A และประเทศ B เปนประเทศพฒั นาแลวเหมอื นกัน ข. ประเทศ A มีระดบั การพัฒนาเทา กบั ประเทศ B ถา ดชั นีช้ีวดั ความอยูด กี นิ ดขี อง 2 ประเทศ ใกลเ คยี งกนั ค. ประเทศ B มีระดบั การพฒั นาสงู กวา ประเทศ A ถาประเทศ B มดี ลุ การชําระเงินเกนิ ดลุ ง. ทั้งประเทศ A และประเทศ B เปน ประเทศกาํ ลงั พัฒนาเหมือนกัน 6. นอกเหนอื จากรายไดต อ หวั ตอ คน ตอปแลว ส่งิ สาํ คัญทบี่ ง บอกถงึ ระดบั การพฒั นาของประเทศ ตาง ๆ คอื อะไร ก. จํานวนประชากร ข. อาชีพของประชากร ค. คุณภาพประชากร ง. อตั ราการเพิม่ ของประชากร 7. ขอ ใดไมใ ชสิ่งบง บอกวาเปนประเทศดอ ยพฒั นาหรือกําลังพฒั นา ก. รายไดตาํ่ ข. ประชากรสวนใหญเ ปนเกษตรกร ค. มีความแตกตา งกันมากเร่ืองรายได ง. เศรษฐกจิ ของประเทศพง่ึ ตวั เองได 8. จุดเร่ิมตน ของวัฏจักรแหง ความอยากจนอยูท่ีใด ก. การลงทนุ ตํา่ ข. รายไดแทจริงตํ่า ค. ปจ จัยทนุ มีประสทิ ธิภาพตาํ่ ง. ประสิทธภิ าพการผลติ ตาํ่ 9. ในการวางแผนพฒั นาเศรษฐกิจจะมกี ระบวนการพัฒนาโดยเริม่ ตนและสิ้นสุดอยา งไร ก. สาํ รวจภาวะเศรษฐกิจ - กาํ หนดเปาหมาย ข. สาํ รวจภาวะเศรษฐกิจ – ประเมนิ ผลการพัฒนา ค. กาํ หนดเปา หมาย – ปฏบิ ตั งิ านตามแผนพฒั นา ง. กาํ หนดเปา หมาย – ประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจ 10. ขอใดไมถ กู ตอ ง ก. ประเทศไทยไดประกาศใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจหลงั การเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ข. ประเทศไทยเรม่ิ ใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ คร้ังแรกใน พ.ศ. 2504 ค. ประเทศไทยเรม่ิ ใชแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ครง้ั แรกในสมยั จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต ง. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ แผนแรกของประเทศไทยเปน แผนทีม่ รี ะยะเวลายาวนานทสี่ ดุ
207 11. ระยะแรกของการใชแ ผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบบั ที่ 1 เนนในเรื่องใด ก. การพฒั นาสังคม ข. การผลิตสินคา สาํ เรจ็ รปู ค. การลงทนุ ปจจยั พืน้ ฐาน ง. การควบคมุ อตั ราเพิ่มประชากร 12. ขอบกพรอ งของแผนพฒั นาเศรษฐกิจแหง ชาติ ฉบับท่ี 1 คืออะไร ก. ขาดการลงทนุ ปจจยั พนื้ ฐาน ข. ละเลยการพัฒนาชนบท ค. พัฒนาอตุ สาหกรรมมากกวา การเกษตร ง. ละเลยการพฒั นาทางดา นสังคม 13. แผนพฒั นาเศรษฐกิจฉบบั ใดที่เริ่มพัฒนาเศรษฐกจิ ควบคูกบั สังคม ก. ฉบบั ที่ 1 ข. ฉบับที่ 2 ค. ฉบบั ที่ 3 ง. ฉบับที่ 4 14. ขอ ใดไมใ ชอปุ สรรคของการดาํ เนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับท่ี 3 ก. สภาพดินฟา อากาศแปรปรวน ข. ภาวะการคาและเศรษฐกิจโลกซบเซา ค. ดุลการคาและดุลการชาํ ระเงนิ ของประเทศเกนิ ดลุ ง. การขึ้นราคาน้าํ มนั ของกลมุ โอเปคทําใหเ กิดภาวะเงนิ เฟอ 15. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาตฉิ บบั ใดทีม่ งุ แกป ญ หาความยากจนในชนบทอยางจรงิ จงั ก. ฉบบั ท่ี 4 ข. ฉบบั ท่ี 5 ค. ฉบับที่ 6 ง. ฉบับท่ี 7 16. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาติฉบบั ใดทีก่ ําหนดเปา หมายการลดอัตราเพม่ิ ประชากรเปน ครง้ั แรก ก. ฉบบั ท่ี 3 ข. ฉบบั ท่ี 4 ค. ฉบบั ท่ี 5 ง. ฉบบั ที่ 7
208 17. ขอ ใดไมไดอยใู นเปาหมายการพฒั นาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 6 ก. พัฒนาคุณภาพของทรัพยากร ข. กําหนดอตั ราเพิ่มประชากรไมเกนิ รอยละ 1.2 ค. การผลติ สินคา เพอ่ื การสงออกไปแขงขนั ในตลาดโลก ง. การขยายตวั ทางดานการลงทุนและดานอตุ สาหกรรม 18. ขอ ใดไมใ ชจดุ เนนของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 7 ก. การกระจายรายไดไ ปสภู มู ภิ าคมากขึ้น ข. การพฒั นาคุณภาพชวี ิต รกั ษาสง่ิ แวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติ ค. การขยายตวั ทางเศรษฐกิจอยา งตอเนื่องเหมาะสมและมเี สถยี รภาพ ง. การพฒั นาอุตสาหกรรมโดยใชว ตั ถุดิบทางการเกษตรเพอื่ พง่ึ ตนเอง 19. การมงุ พัฒนาประเทศใหเ ปนประเทศอตุ สาหกรรมตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 1-7 ไดก อ ใหเ กิดผลตอ สงั คมไทยอยางไร ก. รายไดต อหัวของประชากรสงู ขนึ้ และกระจายไปสูคนสวนใหญอ ยางท่ัวถงึ ข. ประชาชนไดรับการบรกิ ารพ้ืนฐานอยา งเพียงพอและมีความเปนธรรมในสงั คม ค. สังคมไดรบั การพัฒนาทางวัตถุ ละเลยการพฒั นาทางจติ ใจเกิดชองวา งระหวางเมอื งและ ชนบท ง. เกดิ เสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ สงั คมและการเมือง มาตรฐานการครองชพี ของประชาชนสงู ขน้ึ 20. เปาหมายหลกั ของแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 8 คืออะไร ก. การกระจายรายไดท่ีเปนธรรม ข. อตั ราการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ สงู ข้นึ ค. คุณภาพประชากร ง. การเปนประเทศอตุ สาหกรรมช้นั นํา
209 เรอื่ งที่ 5 สถาบนั การเงินและการธนาคาร การคลงั ความหมายและความสาํ คัญของเงนิ เงิน (Money) หมายถึง อะไรก็ไดท่ีมนุษยนํามาใชเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แตตองเปนส่ิงท่ี สังคมนัน้ ยอมรับในการชําระหน้ี เชน คนไทยสมยั สโุ ขทัย ใชเ บี้ยหรือเปลือกหอย เปนตน เงินอาจจะอยูในรูป ของโลหะกระดาษ หนังสตั ว ใบไมก็ได เงินท่ดี จี ะตองมลี กั ษณะดงั น้ี 1. เปน ของมีคาและหายาก เงินจะตอ งเปน สิ่งที่มีประโยชน และมีคา ในตัวของมนั เอง เชน ทองคาํ และ โลหะเงิน เปนตน 2. เปน ของทด่ี อู อกงาย สามารถรูไดวาเปนเงินปลอมหรือเงินจริง โดยไมตองอาศัยวิธีการท่ีซับซอน ในการตรวจสอบ 3. เปน ของทีม่ ีมลู คาคงตัว ไมเปลี่ยนแปลงมากนักแมเวลาจะผานไป 4. เปน ของทแ่ี บง ออกเปน สวนยอ ยได และมลู คา ของสว นทแ่ี บงยอย ๆ น้นั ไมเ ปลีย่ นแปลงและใชเปน สือ่ กลางในการแลกเปลยี่ นได 5. เปน ของท่ขี นยา ยสะดวก สามารถพกพาติดตวั ไปไดง า ย 6. เปนของท่คี งทนถาวร เงินสามารถจะเกบ็ ไวไดนาน ไมแ ตกหักงาย คาํ วา “เงนิ ” ในสมัยกอ นใชโลหะทองคําและเงิน ตอมามกี ารปลอมแปลงกันมากจึงมีการประทับตรา เพ่ือรบั รองน้ําหนักและความบรสิ ุทธ์ิของเงิน เงินท่ีไดรบั การประทบั ตรานีจ้ ึงเรียกวา “เงนิ ตรา” ความสาํ คัญของเงิน เงนิ เปน ส่ือกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีความสําคัญตอชีวิตประจําวันของมนุษยมาก เงินชวยอํานวย ความสะดวกใหแกมนุษย 3 ประการ คอื 1. ความสะดวกในการซ้ือขาย ในสมยั โบราณมนุษยนําส่งิ ของมาแลกเปลีย่ นกันทาํ ใหเกิดความยุงยาก ในการแลกเปลย่ี นเพราะความตอ งการไมตรงกนั หรอื ไมยุติธรรมเพราะมูลคา ของสง่ิ ของไมเ ทาเทยี มกนั การนํา เงินเปนสือ่ กลางทาํ ใหเกิดความสะดวกในการซ้ือขายมากข้ึน 2. ความสะดวกในการวัดมูลคา เงินจะชวยกําหนดมูลคาของส่ิงของตาง ๆ ซ่ึงสามารถนํามา เปรยี บเทียบกนั ได 3. ความสะดวกในการสะสมทรัพยสิน สนิ คาทม่ี นุษยผ ลิตไดบางอยา งไมสามารถเกบ็ ไวไ ดนาน ๆ แตเมอ่ื แลกเปลี่ยนเปนเงิน สามารถทีจ่ ะเก็บไวแ ละสะสมใหเพ่มิ ข้ึนได สรปุ เงิน หมายถงึ อะไรก็ไดที่มนุษยนํามาใชเปน ส่ือกลางในการแลกเปลี่ยนและเปนสิ่งท่ีสังคมน้ันยอมรับ เงินนอกจะมีความสําคัญในแงของสอื่ กลางในการแลกเปลย่ี นแลว ยงั ชวยอํานวยความสะดวกในการซอ้ื ขายการ วัดมลู คา และการสะสมทรัพยส ิน
210 ประเภท และหนา ท่ขี องเงนิ ประเภทของเงนิ เงินในปจจบุ ันแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก 1. เหรยี ญกษาปณ (Coinage) เปน เงินโลหะทสี่ ามารถชําระหนี้ไดตามกฎหมาย ในประเทศไทยผลิต โดยกรมธนารักษ กระทรวงการคลัง 2. เงนิ กระดาษหรอื ธนบัตร (Paper Currency) เปนเงินท่ีสามารถชาํ ระหนไ้ี ดต ามกฎหมายในประเทศ ไทยผลิตโดยธนาคารแหงประเทศไทย 3. เงินเครดิต (Credit Money) ไดแก เงินฝากกระแสรายวัน หรือเงินฝากท่ีส่ังจายโอนโดยใชเช็ค รวมทั้งบตั รเครดติ ทใ่ี ชแ ทนเงนิ ได การท่ีสังคมยอมรับวาทั้ง 3 ประเภทเปนเงิน (Money) เพราะวามีสภาพคลอง (Liquidity) สูงกวา สินทรัพยอ ่นื ๆ กลาวคอื สามารถเปลีย่ นเปนสนิ คาและบรกิ ารไดทนั ที สว นสนิ ทรัพยอ่นื ๆ เชน เงนิ ฝากประจาํ เงนิ ฝากออมทรัพย ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรรัฐบาล เปนตน มีสภาพคลองนอยกวาจึงเรียกวา เปนสินทรัพยท่ีมี ลักษณะใกลเ คียงกับเงิน (Near Money) หนา ท่ขี องเงนิ เงนิ มีหนา ที่สาํ คญั 4 ประการ คือ 1. เปนมาตรฐานในการเทียบเทา (Standard of Value) มนุษยใชเงินในการเทียบคาสินคาและ บริการตาง ๆ ทาํ ใหก ารซ้ือขายแลกเปล่ยี นสะดวกน้นั 2. เปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียน (Medium of Exchange) เงินทําหนาท่ีสื่อกลางในการซื้อขาย สินคาตาง ๆ เพราะวา เงนิ มีอาํ นาจซือ้ (Purchasing Power) ทจี่ ะทาํ ใหการซื้อขายเกดิ ขนึ้ ไดทกุ เวลา 3. เปนมาตรฐานในการชําระหน้ีภายหนาการซ้ือแลกเปลี่ยนสินคาภายในประเทศและระหวาง ประเทศยอมเกดิ หน้สี ินทจ่ี ะตอ งชาํ ระเงนิ เขา มามบี ทบาทในการเปนสัญญาที่จะตอ งชําระหนี้นน้ั 4. เปนเครื่องรักษามูลคา (Store of Value) เงินที่เก็บไวจะยังคงมูลคาของสินคาและบริการไว ไดอ ยา งครบถวนมากกวาการเก็บเปนตัวของสินคา ซึง่ อาจจะอยไู ดไ มน าน สรุป เงนิ แบงออกเปน 3 ประเภท คือ เหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินเครดิต เงินมีหนาที่สําคัญในดาน เปน มาตรฐานในการเทยี บคา เปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเปนมาตรฐานในการชําระหน้ีภายหนา และเปน เครอ่ื งรกั ษามลู คา
211 วิวฒั นาการของเงิน วิวัฒนาการในดานการแลกเปลี่ยนของมนษุ ยม ดี งั น้ี 1. ระบบเศรษฐกิจท่ีไมใชเงินตรา เปนการแลกเปลี่ยนโดยใชสิ่งของกับสิ่งของซ่ึงมีขอยุงยากและ ไมส ะดวกหลายประการ ไดแ ก 1.1 ความตอ งการไมตรงกันทั้งชนิดและจํานวนของสนิ คา 1.2 ขาดมาตรฐานในการเทียบคา เพราะส่ิงของนําทนี่ าํ มาแลกเปลีย่ นมีมลู คา ไมเทากนั 1.3 ยงุ ยากในการเกบ็ รักษา การเกบ็ เปน สินคาเปลืองเนอ้ื ทม่ี าก 2. ระบบเศรษฐกิจท่ีใชเ งนิ ตรา มวี วิ ัฒนาการดังน้ี 2.1 เงินที่เปน สิ่งของหรือสนิ คา คอื การนาํ สิ่งของหรอื สินคา บางอยางมาเปน สื่อกลาง เชน ลูกปด ผา ขนสตั ว เปลอื กหอย เปนตน ซงึ่ เงนิ ชนดิ น้ีอาจจะไมเ หมาะสมในดา นความไมค งทน มมี าตรฐานและคุณภาพ ไมเหมอื นกัน ทําใหค าไมม่ันคง ยุงยากในการพกพาและแบงยอยไดย าก 2.2 เงินกษาปณ (Coinage) การนําโลหะมาเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียน แตเดิมใชไปตาม สภาพเดิมของแรนั้นๆ ยังไมรูจักการหลอม ตอมาไดมีวิวัฒนาการดีขึ้นเรื่อย ๆ มีการหลอม การตรวจสอบ นาํ้ หนักและความบริสุทธหิ์ รือผสมโลหะหลายชนดิ เขา ดว ยกัน 2.3 เงินกระดาษ (Paper Money) นิยมใชเปนส่ือกลางในการแลกเปล่ียนเพราะมีนํ้าหนักเบา พกพาสะดวก ประเทศแรกที่รูจกั การใชเงินกระดาษ คอื ประเทศจีน 2.4 เงินเครดติ (Credit Money) เปนเงินทเ่ี กิดขน้ึ ในสังคมเศรษฐกิจสมัยใหมท่ีมีระบบธนาคาร แพรหลายเรว็ การใชเ งินชนิดนีก้ อใหเ กิดความรวดเร็วและปลอดภัยในการแลกเปลี่ยน สาํ หรบั ประเทศไทยมีววิ ัฒนาการของเงนิ ประเภทตางๆ ดงั นี้ 1. เหรยี ญกษาปณ ประเทศไทยใชเ งนิ เบ้ียเปนส่อื กลางในการแลกเปล่ียนมาตั้งแตสมัยสุโขทัยและใช มาถงึ สมยั กรงุ ศรอี ยุธยา ในรัชสมัยพระเจา อยหู วั บรมโกศเกิดการขาดแคลนเบี้ย จึงนําดินเผามาปนและตีตรา ประทับ เรียกกวา “ประกับ” ตอมาไดมีการทําเงินพดดวงข้ึนซ่ึงไดใชตอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุง- รตั นโกสินทร เมอื งไทยเราทาํ การคากับตางประเทศมากขึ้นทําใหเ กิดความขาดแคลนเงินพดดวง จึงไดจัดทํา เงนิ เหรียญข้ึนแทน ในสมยั รัชกาลท่ี 5 ไดจัดทําเหรียญสตางคขึน้ เพ่ือสะดวกในการทําบญั ชี 2. ธนบตั ร รัชกาลที่ 4 ไดม ีพระราชดาํ ริใหผ ลิตธนบัตรข้นึ เรยี กวา “หมาย” แตไมแพรหลายมากนกั ใน สมัยรัชกาลท่ี 5 ไดประกาศใชพระราชบัญญัติธนบัตร เม่ือวันที่ 24 มิถุนายน 2445 ดําเนินการออกธนบัตร โดยรฐั บาล ธนบตั รจึงแพรห ลายต้ังแตน้นั มา สรุป การแลกเปลยี่ นของมนษุ ยม วี ิวัฒนาการจากระบบเศรษฐกิจทไ่ี มใชเ งินตรามาเปนระบบเศรษฐกิจท่ีใช เงินตรา สําหรับประเทศไทยใชเงินเบี้ยเปนสื่อกลางในการแลกเปล่ียนมาตั้งแตสมัยสุโขทัย มาจนถึงการใช
212 เหรยี ญสตางคในสมยั รัชกาลที่ 5 สวนธนบัตรมีการผลติ และประกาศใชพระราชบัญญตั ิธนบัตรเปนคร้ังแรกใน สมัยรชั กาลท่ี 5 ปริมาณและการหมุนเวียนของเงิน 1. ปรมิ าณเงนิ ปริมาณเงินในความหมายอยางแคบ หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก กระแสรายวนั รวมกันท้งั หมดนาํ ออกใชหมุนเวยี นอยใู นมอื ประชาชนขณะใดขณะหน่งึ ปริมาณเงิน ในความหมายอยางกวาง หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ ธนบัตร และเงินฝาก กระแสรายวนั รวมท้งั เงินฝากประจาํ และเงินฝากออมทรพั ยในสถาบันการเงนิ ทุกประเภท 2. การวัดปริมาณเงิน ปริมาณเงินจะเปนเครื่องช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะใด ถา ปรมิ าณเงินสงู ขนึ้ อํานาจซ้ือของประชาชนกจ็ ะสูงข้ึน ถา ปริมาณสินคาและบริการไมเพียงพอประชาชนจะ แยงกันซื้อและกักตุนสินคา ถาปริมาณเงินนอยลง อํานาจซื้อของประชาชนก็จะลดลง สินคาจะลนตลาด ผผู ลติ อาจจะลดการผลิตสนิ คา ลง หรืออาจจะเกดิ การวางงานได 3. การหมนุ เวียนของเงนิ กับกฎของเกรแชม การหมนุ วยี นของเงิน หมายถึง เงินท่ีเราจับจายใชสอย เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ เซอรโทมัส เกรแชม ไดต้ังกฎท่ีเรียกวา กฎของเกรแชม (Greshan’s Law) กลาววา ถาประชาชนใหความสําคัญแกเงินทุกชนิดเทาเทียมกันการหมุนเวียนของเงินก็จะไมติดขัด ถาขณะใด ประชาชนเหน็ วา เงินชนดิ หนง่ึ สงู กวาเงินอกี ชนดิ หนึง่ ประชาชนจะเกบ็ เงนิ ที่มีคา สูงไวไ มน าํ ออกมาใชจ าย แตจะรบี นาํ เงนิ ทม่ี ีคาตํ่ามาใช 4. คา ของเงนิ หมายถึง ความสามารถหรืออํานาจซ้ือของเงินแตละชนิดท่ีจะซื้อสินคาหรือบริการได การวัดคาของเงินจะวัดดวยระดับราคาท่ัวไปซึ่งเปนราคาถัวเฉลี่ยของสินคาและบริการคาของเงินจะ เปลีย่ นแปลงในทางเพิม่ ขึน้ หรือลดลง ยอ มมผี ลกระทบตอ บุคคลกลมุ ตา ง ๆ สรปุ ปริมาณเงนิ ในระบบเศรษฐกิจมที ้งั ปรมิ าณเงนิ ในความหมายอยางแคบและปรมิ าณเงินในความหมาย อยางกวาง ปริมาณเงินจะเปนเคร่ืองช้ีบอกภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การวัดวาเงินจะมีคาหรือไมวัดดวย ระดับราคาท่ัวไปหรือดัชนีราคา สถาบันการเงิน 1. ความหมายของสถาบนั การเงนิ สถาบันการเงินเปนตลาดเงิน (Financial Market) หรือแหลงเงินทุนใหผูที่ตองการลงทุนกูยืม เพื่อนําไปดําเนนิ ธรุ กิจ ตลาดการเงินมที งั้ ตลาดการเงินในระบบ ไดแ ก แหลง การเงินของสถาบันการเงินตาง ๆ กับตลาดการเงนิ นอกระบบ ซึ่งเปนแหลงการกยู มื เงนิ ระหวา งบุคคล เชน การจาํ นํา จาํ นอง เปน ตน
213 2. ประเภทของสถาบนั การเงิน สถาบันการเงินทีส่ าํ คญั ในประเทศไทย ไดแก 2.1 ธนาคารแหงประเทศไทย เปนสถาบันการเงินที่จัดตั้งขนึ้ เพ่อื รกั ษาเสถียรภาพทางการเงินและ เศรษฐกิจของประเทศ 2.2 ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันการเงนิ ที่ใหญท สี่ ุดของประเทศ เพราะมปี ริมาณเงินฝากและเงินกู มากที่สดุ เมื่อเทยี บกับสถาบันอ่ืน ๆ 2.3 ธนาคารออมสนิ เปน สถาบนั การเงนิ ของรฐั ทําหนา ทเ่ี ปนสอ่ื กลางในการระดมเงินออม จากประชาชนสูรัฐบาล เพือ่ ใหห นวยงานของรัฐและวสิ าหกิจกไู ปใชในการพฒั นาประเทศ 2.4 บรษิ ทั เงนิ ทนุ และบริษทั หลักทรพั ย บริษทั เงินทุน หมายถึง บรษิ ัทจาํ กดั ทไ่ี ดรับอนุญาตจากรฐั มนตรีวาการกระทรวงการคลังใหประกอบ กิจการกยู ืมหรือรบั เงนิ จากประชาชน การใหก ูมีทัง้ ระยะสน้ั และระยะยาว บริษัทหลกั ทรัพย หมายถงึ บรษิ ัทจํากดั ทีไ่ ดรับอนุญาตจากรัฐมนตรกี ระทรวงการคลังใหประกอบธุรกิจ หลักทรัพยประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทก็ไดในดานการเปนนายหนา การคา การใหคําปรึกษา ดา นการลงทนุ เปนตน 2.5 สถาบนั การเงินเฉพาะอยาง 1. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณก ารเกษตร (ธ.ก.ส.) เปนธนาคารของรัฐบาลจัดต้ังขึ้น โดยมีวัตถุประสงคท่ีจะใหความชวยเหลือทางการเงิน เพื่อสงเสริมอาชีพ หรือการดําเนินงานของเกษตรกร กลุมเกษตรกร หรือสหกรณการเกษตร โดยใหเ งนิ กทู ้งั ระยะสน้ั และระยะยาว 2. บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงคที่จะจัดหาทุน เพือ่ ใหก ูร ะยะยาวแกกิจการอุตสาหกรรม เพือ่ สรางสนิ ทรพั ยถ าวร เชน โรงงาน เครื่องจักร เคร่ืองมือ เปนตน และรบั ประกนั เงนิ กูลกู คาที่กูจากสถาบนั การเงนิ ภายในและภายนอกประเทศดวย 3. ธนาคารอาคารสงเคราะห เปนธนาคารของรัฐบาล จัดตั้งข้ึนเพ่ือดําเนินการสงเสริมให ประชาชนมอี าคารและทีด่ นิ เปนที่อยูอาศัย ท้ังการซอื้ ขาย ไถถอน จํานอง รับจํานํา 4. บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย เปนสถาบันการเงินท่ีดําเนินการรับประกันภัย ใหกับผอู ื่นโดยไดรบั เบี้ยประกนั ตอบแทน ถา เปนการประกนั ภยั อนั เกดิ กับทรัพยสินเรยี กวา การประกันวนิ าศภัย 5. สหกรณการเกษตร เปน สถาบนั การเงินที่ต้ังขึน้ เพอ่ื ใหเกษตรกรรวมมอื กันชว ยเหลอื ในการ ประกอบอาชพี ของเกษตรกร 6. สหกรณอ อมทรัพย เปนสถาบนั ท่รี บั ฝากเงินและใหสมาชิกกูยืมโดยคิดดอกเบ้ียมีผูถือหุน เปนสมาชิก 7. บรษิ ัทเครดิตฟองซิเอร เปนสถาบนั ทร่ี ะดมเงนิ ทุนดว ยการออกตั๋วสัญญาใชเงินและนํามา ใหป ระชาชนกูยมื เพือ่ ซอ้ื ท่ดี นิ และสรางท่ีอยอู าศยั 8. โรงรบั จํานาํ เปน สถาบนั การเงนิ ที่เลก็ ทีส่ ดุ มจี ดุ มุง หมายท่จี ะใหป ระชาชนกูยมื โดยการรับ จาํ นาํ สงิ่ ของ
214 3. การวัดความสําคญั ของสถาบันการเงนิ สถาบนั การเงนิ แตละประเภททําหนาท่ีระดมเงินออมจากประชาชนใหผูตองการเงินทุนกูยืมมาก นอยแตกตางกันไป สถาบนั การเงินมคี วามสาํ คญั วดั ไดจาก 1. ความสามารถในการระดมเงินออม การระดมเงินออมโดยวิธีรับฝากเงินของสถาบันการเงิน แตล ะแหงจะแตกตางกนั ไป ในประเทศไทยธนาคารพาณิชยสามารถระดมเงินออมไดม ากทีส่ ุด 2. ความสามารถในการใหก ูย ืมเงิน ธนาคารพาณชิ ยเ ปนสถาบนั การเงินที่ใหก ูเ งินแกป ระชาชนมาก ท่ีสดุ รองลงมาคอื บรษิ ทั เงนิ ทนุ และท้ังสองสถาบันยังมีอัตราการขยายตัวของการใหก ูในแตละปส ูงดวย 3. ยอดรวมของสินทรัพย ธนาคารพาณิชย เปนสถาบันที่มียอดรวมของสินทรัพยมากท่ีสุด รองลงมาคือธนาคารออมสินและบรษิ ัทเงินทนุ 4. ความสําคญั ดานการพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันการเงินประเภทธนาคารและบริษัทเงินทุนเปน สถาบันทีเ่ ปนกําลังสาํ คญั ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เพราะทําหนาท่ีระดมเงินออม ใหกูแกผูลงทุนและเปน แหลงเงินกูข องรัฐบาล การคลงั ความหมายและความสําคญั ของเศรษฐกิจภาครฐั บาลหรอื คลงั รัฐบาล (Public Economy) ความหมายของเศรษฐกิจภาครัฐบาล เศรษฐกิจภาครัฐบาล (Public Economy) หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดาน รายได รายจาย นโยบายที่รัฐกําหนดโครงสรางของรายไดรายจายและการกอหนี้สาธารณะ ตลอดจน ผลกระทบจากการจัดเก็บรายไดและการใชจายเงินของรัฐ เพ่ือดําเนินกิจกรรมทางดานเศรษฐกิจท่ีมีผลตอ เศรษฐกจิ สงั คมและการเมือง เพ่อื ใหบ รรลุวตั ถุประสงคดา นเศรษฐกิจของประเทศ ไดแ ก การมงี านทาํ การ มรี ายได การรกั ษาเสถียรภาพของราคาและดลุ การชาํ ระเงิน การผลกั ดันใหร ะบบเศรษฐกิจมคี วามมั่นคง เปน ตน ริชารด อาร มัสเกรฟ กลาววา การศึกษาเศรษฐกิจภาครัฐบาลเพื่อตอบสนองวัตถุประสงคทาง เศรษฐกจิ 4 ประการ คอื 1. เพ่อื จัดสรรทรพั ยากรใหเปน ไปอยา งมีประสิทธภิ าพและตอบสนองความตอ งการของสังคม 2. เพือ่ การกระจายรายไดใ นสังคมทม่ี คี วามแตกตางกัน ลดชองวางระหวา งคนรวยและคนจน 3. เพอื่ การเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ ประชาชนมงี านทําและมีรายได 4. เพื่อรักษาเสถยี รภาพดานเศรษฐกจิ แกป ญหาการวางงาน รักษาระดบั ดุลการชําระเงนิ ไมใ หข าด ดลุ และรักษาระดบั ราคาสนิ คา ไมใหส ูงข้ึน เศรษฐกิจภาครฐั บาล กค็ ือ คลงั รัฐบาล ซ่งึ หมายถงึ การแสวงหารายไดแ ละการใชจายเงินของรัฐบาล ตามงบประมาณแผน ดินประจาํ ป
215 ความสาํ คัญของเศรษฐกิจภาครัฐบาล นับต้ังแตศตวรรษที่ 18 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรมีความเช่ืออยางแพรหลายวารัฐบาลไมควร แทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แตควรมีหนาท่ี 3 ประการ คือ หนาท่ีในการปองกันประเทศ หนาที่รักษา ความสงบและความยตุ ธิ รรมในประเทศ และใหบ ริการสาธารณะบางอยา ง เชน การศกึ ษา สาธารณสุขเสนทาง คมนาคม เปนตน ท่ีเปนเชนน้ีเพราะนักเศรษฐศาสตรเหลาน้ันมีความเชื่อวาถาบุคคลแตละคนสามารถจะ ตดั สินใจทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ ซ่งึ จะเปน ประโยชนสูงสุดแกตนเอง ยอมจะกอ ใหเกิดประโยชนสูงสุดตอสังคมดวย แตนับตงั้ แตศตวรรษที่ 19 เปนตนมา นักเศรษฐศาสตรบางกลุมเริ่มมองเห็นวาการปลอยใหระบบเศรษฐกิจ ดําเนินไปอยางเสรีโดยรัฐบาลไมแทรกแซงนั้นกอใหเกิดปญหาบางประการ เชน ปญหาการวางงาน ปญหา เศรษฐกิจตกต่ํา เปนตน จึงเกิดความคิดวารัฐบาลนาจะเขามามีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อแกไข ปญหาตา ง ๆ ขจัดการเอารดั เอาเปรยี บระหวางกลุมเศรษฐกิจตาง ๆ สงเสริมการผลิตสินคาและบริการท่ีเปน ประโยชนต อสว นรวม ควบคมุ การผลติ สนิ คา และบริการท่ีกอใหเกดิ โทษตอสังคม การแทรกแซงของรัฐบาลจะ ชว ยรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ ไมใ หเ กิดภาวะเงนิ เฟอหรอื เงนิ ฝด และการวางงาน เครื่องมือสําคัญในการ ดําเนนิ งานของรัฐบาล คอื นโยบายการคลงั (Fiscal Policy) เศรษฐกิจภาครัฐบาลไมวาจะเปนเร่ืองการจัดเก็บรายได การกอหนี้สาธารณะ การใชจายเงินจาก ภาครัฐสูภาคเอกชนลวนมีผลกระทบตอการผลิต การบริโภค และการจางงาน โดยเฉพาะในประเทศดอย พฒั นาเศรษฐกจิ ภาครัฐบาลมีความสาํ คัญมากเพราะวา 1. รัฐบาลประเทศตาง ๆ มีภาระหนาท่ีไมเพียงแตการบริหารประเทศเทานั้น รัฐยังตองพัฒนา เศรษฐกิจในทกุ ๆ ดา น ซ่งึ ตองใชจ า ยเงนิ จํานวนมาก 2. การหารายไดจากภาษีอากร การใชจายเงินและการกูเงินของรัฐบาลผลกระทบตอกิจกรรมทาง เศรษฐกจิ ในดา นการผลิต การบริโภค การแลกเปล่ียน และการกระจายรายได ดงั น้ัน การคลังจึงมีความสาํ คญั ในการดาํ เนนิ งานของรัฐบาล เพราะรฐั บาลจะใชก ารคลงั ควบคุมภาวะ เศรษฐกิจของประเทศดวยวธิ ีการ ดังตอไปนี้ 1. สงเสริมการจัดสรรทรัพยากรของสังคม (Allocation Function) ใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ เนอื่ งจากทุกประเทศประสบปญหาทรัพยากรมีจํากัด จึงเกิดปญหาวาจะจัดสรรทรัพยากรของสังคมอยางไร จึงจะสามารถตอบสนองความตองการของประชาชนไดดี นโยบายการคลังจึงมีบทบาทสําคัญในการ กําหนดการจดั สรรทรพั ยากรระหวางภาครัฐกับภาคเอกชนใหเปนไปในสัดสวนที่ทําใหสังคมไดรับประโยชน สงู สดุ 2. สงเสริมการกระจายรายไดที่เปนธรรม (Distribution Function) นโยบายการคลังของรัฐบาล จงึ มวี ตั ถปุ ระสงคทจ่ี ะใหเกิดความเปน ธรรมในการไดร ับประโยชนแ ละรบั ภาระรายจายของรฐั บาล 3. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสังคม (Stabilization Function) รัฐบาลจะตองควบคุม และดูแลใหเศรษฐกจิ ของสงั คมเปน ไปดวยความราบร่นื ดวยการรกั ษาระดบั การจางงานใหอ ยูในอัตราสูงระดับ ราคาสนิ คา และบริการมเี สถยี รภาพ รวมทง้ั อัตราการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) อยใู น ระดบั ทน่ี า พอใจ
216 รัฐบาลจงึ ใชนโยบายการคลงั ในการควบคุมดูแลตลอดจนแกไขปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ เพอื่ ใหร ะบบเศรษฐกิจของประเทศคงไวซ ึง่ เสถยี รภาพ ตารางแสดงความแตกตา งระหวางการดาํ เนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและภาครัฐบาล การดาํ เนนิ กิจกรรม ภาคเอกชน ภาครฐั บาล วตั ถปุ ระสงคแ ละจดุ มงุ หมาย เพือ่ แสวงหาผลกาํ ไรและ มีวัตถปุ ระสงคเ พอ่ื ประโยชนข อง ประโยชนส ว นตวั สาธารณชน ดา นการวางแผนดาํ เนิน วางแผนดําเนนิ กจิ กรรมทาง วางแผนโครงการและตัง้ ประมาณ กิจกรรม เศรษฐกจิ โดยพจิ ารณารายได การรายจา ย แลว จึงประมาณการ กอ นหรอื มรี ายไดก ําหนดรายจาย รายไดทคี่ าดวา จะไดรับหรอื มี รายจายกําหนดรายได ดา นระยะเวลาดําเนิน มักดําเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ มักดําเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ โครงการ ทีใ่ หผลตอบแทนในระยะสั้น ที่ใหผลตอบแทนระยะยาว ในบาง โครงการไมส ามารถประเมินออกมา เปน ตวั เลขได สรปุ เศรษฐกจิ ภาครัฐบาล หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐบาลในดา นรายได รายจายนโยบาย ทรี่ ฐั กําหนดโครงสรางของรายได รายจา ย และการกอ หน้สี าธารณะ ตลอดจนผลกระทบจากการจดั เก็บรายได และการใชจ า ยเงนิ ของรัฐ เศรษฐกจิ ภาครฐั บาลมคี วามสําคญั ในการดาํ เนนิ งานของรัฐบาล เพราะการคลังชวย ควบคมุ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ งบประมาณแผน ดิน (Budget) งบประมาณแผน ดิน เปน แผนการเกยี่ วกับการหารายได และการใชจายเงินของรัฐบาลตามโครงการ ตาง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ เปนผูจัดทําและเสนอไปยังสํานักงบประมาณเพ่ือเสนอตอไปยัง คณะรัฐมนตรี จัดทําเปนรางพระราชบัญญัติงบประมาณประจําป เสนอของอนุมัติจากรัฐสภาเพราะเงิน งบประมาณแผนดินคือเงินของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยการใชเงินงบประมาณแผนดินตองไดรับ อนมุ ัติจากรัฐสภากอ น
217 งบประมาณแผนดนิ แบงออกเปน 3 ลักษณะ คอื 1. งบประมาณสมดลุ (Balanced Budget) คือ รายไดและรายจา ยของรฐั บาลมีจํานวนเทากนั 2. งบประมาณขาดดุล (Dificit Budget) คอื รายไดของรัฐบาลต่าํ กวา รายจาย 3. งบประมาณเกนิ ดุล (Surplus Budget) คือ รายไดของรัฐบาลสงู กวา รายจาย งบประมาณแผน ดินจงึ เปน การเปรียบเทียบรายไดแ ละรายจา ยจรงิ ของรฐั บาลในชว งเวลา 1 ป ดลุ แหง งบประมาณในระบบเศรษฐกิจจะเปนอยางไรนน้ั ขึน้ อยูกบั ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะ น้ัน โดยทั่วไปในขณะที่ระบบเศรษฐกิจรุงเรือง ดุลแหงงบประมาณมักจะเกินดุลและจะขาดดุลในขณะท่ี เศรษฐกจิ ซบเซา ในกรณที ่ีงบประมาณขาดดุลรฐั บาลอาจชดเชยการขาดดุลโดยการกอหนี้สาธารณะ (Public Debit) หน้ีที่มีกําหนดระยะเวลาชําระคืนไมเกิน 1 ป ถือเปนหน้ีระยะสั้น สวนหนี้ระยะยาวมีกําหนดเวลา ชําระคืน 5 ป ขน้ึ ไป ซึง่ อาจจะมาจากแหลงเงินกูภ ายในประเทศหรอื ภายนอกประเทศก็ได สรุป งบประมาณแผนดินเปน แผนการเกี่ยวกับการหารายไดแ ละการใชจายเงินของรฐั บาลตามโครงการ ตาง ๆ ในระยะเวลา 1 ป งบประมาณแผนดินมี ลักษณะ คือ งบประมาณสมดุล งบประมาณขาดดุล งบประมาณเกินดลุ รายไดข องรัฐบาล (Public Revenue) รายไดข องรัฐบาล หมายถงึ เงนิ ภาษีอากร (Tax Revenue) ทร่ี ัฐจดั เก็บจากราษฎรและรายไดอ ื่น ท่มี ิใชภาษอี ากร (Non – tax Revenue) เชน กําไรจากรัฐวสิ าหกิจ คาธรรมเนียมและรายไดเ บด็ เตลด็ อ่นื ๆ เปนตน รายไดข องรฐั บาล จาํ แนกออกไดเปน 4 ประเภท คือ 1. รายไดจ ากภาษอี ากร เปนรายไดสว นใหญประมาณรอยละ 88 ของรายไดท้งั หมด 2. รายไดจากการขายสงิ่ ของและบรกิ าร หมายถงึ คา บริการและคาธรรมเนียม เชน คาเชาทรัพยสิน ของรัฐ คาขายอสังหาริมทรัพย คาขายผลิตภัณฑธรรมชาติ คาขายหนังสือราชการ คาขายของกลางจาก คดีอาญา รายไดส วนน้คี ิดเปน รอ ยละ 2 ของรายไดท ั้งหมด 3. รายไดจ ากรฐั พาณชิ ย หมายถึง รายไดข องรัฐบาล ท่ีมาจากผลกําไร และเงนิ ปน ผลจากองคการ ตาง ๆ ของรฐั เงนิ สว นแบง จากธนาคารแหง ประเทศไทย รายไดส ว นนคี้ ดิ เปนรอ ยละ 6 ของรายไดท ง้ั หมด 4. รายไดอ่ืน ๆ เปนรายไดนอกเหนือจากรายได 3 ประเภทขางตน ไดแก คาปรับ คาธรรมเนียม ใบอนุญาตตา ง ๆ คาสมั ปทานแรแ ละปโตรเลียม คา อาชญาบตั รสาํ หรับฆา สตั ว คาภาคกลางแรและปโตรเลียม คา ภาคหลวงไม การผลติ เหรยี ญกษาปณ รายไดส วนนี้คิดเปน รอยละ 4 ของรายไดทง้ั หมด
218 สรุปไดวารายไดสวนใหญของรฐั บาลคอื รายไดจากภาษีอากรเปน เงนิ ทีร่ ฐั บาลเก็บจากประชาชนผูมเี งิน ไดเพ่ือใชจายในกิจการของรัฐบาลโดยไมตองใหการตอบแทนอยางใดอยางหนึ่งแกผูเสียภาษีอากร ซงึ่ มวี ัตถุประสงคใ นการจัดเกบ็ ดงั นี้ 1. เพ่อื เปน รายไดข องรฐั สาํ หรบั ใชจ า ยในโครงการตา งๆ ท่ีจําเปน 2. เพื่อการควบคุม เชน เพื่อจํากัดการบริโภคของประชาชนในสินคาฟุมเฟอย หรือสินคาที่เปน อนั ตรายตอ สุขภาพ 3. เพ่ือการจดั สรรและการกระจายรายได โดยการเก็บภาษีจากผูมีรายไดมาก ในอัตราสูง เพื่อใหรัฐ นําไปใชจ ายใหเ ปนประโยชนแกสว นรวมและผูมรี ายไดนอย 4. เพื่อการชําระหน้ีสินของรัฐโดยการเก็บภาษีอากรจากผูที่ไดรับประโยชนจากการพัฒนาของรัฐ เพือ่ นาํ ไปชําระหนเ้ี งินกทู ี่รฐั กูยืมมา 5. เพื่อเปนเครื่องมือในนโยบายทางธุรกิจ โดยใชภาษีอากรเปนเครื่องมือสนับสนุนหรือจํากัดการ ลงทุนการธุรกิจเพอ่ื ประโยชนใ นการพัฒนาเศรษฐกิจ 6. เพอ่ื เปน เคร่ืองมือในนโยบายการคลัง เชน เพ่ิมอัตราภาษีใหสูงข้ึนในภาวะเงินเฟอ และลดอัตรา ภาษีลงในภาวะเงินฝด เปนตน สรุป รายไดของรฐั บาลประกอบดว ยรายไดท ่เี ปน ภาษีอากรและรายไดทีไ่ มใชภาษอี ากร เพอ่ื นํามาใชจาย ในกิจการของรฐั บาลโดยไมตองใหการตอบแทนแกผ หู นง่ึ ผูใ ดโดยเฉพาะ ภาษีอากร ประเภทของภาษอี ากร การแบง ประเภทของภาษอี ากรขึ้นอยกู ับเกณฑท่ีใชใ นการแบงซึ่งมี 4 เกณฑ ดงั นี้ 1. แยกตามหลกั การผลกั ภาระภาษี แบงไดเปน 2 ชนิด คือ 1.1 ภาษที างตรง คือ ภาษีท่เี ก็บแลวผเู สียภาษีไมส ามารถผลักภาระไปใหผูใดไดอีก ไดแก ภาษี เงนิ ไดบคุ คลธรรมดา ภาษีเงินไดนติ ิบคุ คล ภาษที รพั ยส ิน เปน ตน 1.2 ภาษที างออ ม คอื ภาษที ี่ผูเสียภาษไี มจ ําเปน ตอ งรับภาษไี วเอง สามารถผลกั ภาระใหผ ูอ่ืนได เชน ภาษสี รรพสามิต ภาษศี ลุ กากร เปน ตน 2. แยกตามการใชภ าษี แบงไดเปน 2 ชนดิ 2.1 ภาษีท่ัวไป (General Tax) หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บเพื่อนํารายไดไปเขางบประมาณ แผนดนิ สําหรับใชใ นกจิ การท่วั ไป ไมมีการระบวุ าจะตอ งนําเงินภาษีไปใชเ พ่ือการใดโดยเฉพาะ 2.2 ภาษเี พือ่ การเฉพาะอยา ง (Ear – Marked Tax) หมายถงึ ภาษที ี่จัดเก็บเพ่อื นําเงนิ ไปใชใน กจิ การใดกิจการหนง่ึ โดยเฉพาะ จะนาํ ไปใชผ ิดกิจกรรมมไิ ด เชน ภาษกี ารปอ งกนั ประเทศ เปนตน
219 3. แยกตามฐานภาษี แยกเปน ชนิดตาง ๆ ตามฐานภาษี ดังน้ี 3.1 ภาษที เ่ี ก็บจากเงนิ ได เชน ภาษเี งินไดบ คุ คลธรรมดา หรอื ภาษีเงนิ ไดน ิติบคุ คล เปน ตน 3.2 ภาษที เี่ กบ็ จากฐานการใชจ าย เชน ภาษกี ารใชจ าย เปนตน 3.3 ภาษีท่ีเกบ็ จากทนุ เชน ภาษมี รดก ภาษีรถยนต เปนตน 3.4 ภาษที ีเ่ ก็บจากการเปลี่ยนมือ เชน ภาษขี าย ภาษีสรรพสามติ เปน ตน 4. แยกตามเกณฑก ารประเมนิ ไดแ ก 4.1 ภาษตี ามมูลคา (Ad Valorem Tax) คือ ภาษีท่ีถือมูลคาของสินคาหรือบริการที่ซื้อขาย กันเปน ฐาน โดยมากกาํ หนดรอยละของมูลคาโดยไมค าํ นงึ ถงึ จํานวนทซ่ี ้อื ขายกนั วา เปนอยางไร 4.2 ภาษตี ามสภาพ (Specific Tax) คือ ภาษีทเ่ี กบ็ ตามสภาพของสนิ คา เชน กําหนดเก็บภาษี น้ํามันวา เกบ็ ลิตรละ 2 บาท ไมว าราคาน้าํ มนั จะเปนเทา ใด เปน ตน โครงสรางอัตราภาษอี ากร (Tax Rate Structure) แบง เปน 3 ประเภท คือ 1. โครงสรางอัตราภาษีแบบกาวหนา คือ ภาษีที่อัตราภาษีเพ่ิมข้ึนเม่ือฐานภาษีสูงขึ้น ถาภาษีเงินได เปน ภาษแี บบกา วหนา เม่อื เงินไดเ พ่มิ ข้นึ อัตราภาษีจะสูงข้นึ ดวย 2. โครงสรา งภาษแี บบคงที่ คอื ภาษที ีม่ อี ัตราคงท่ไี มว าฐานภาษจี ะเพ่มิ ขึน้ หรือลดลง 3. โครงสรา งอัตราภาษแี บบถดถอย คือ ภาษีที่อัตราภาษจี ะลดลงเมอื่ ฐานภาษีมคี า สูงขึ้น การจดั เกบ็ ภาษอี ากรในประเทศไทย ภาษอี ากรซึง่ เปน รายไดสว นใหญข องประเทศไทย มหี นว ยงานทจ่ี ดั เก็บ ไดแ ก 1. ประเภทภาษีอากรทีก่ รมสรรพากรทีห่ นา ที่จดั เกบ็ ไดแก 1.1 ภาษีเงนิ ไดบุคคลธรรมดา 1.2 ภาษีเงนิ ไดน ติ บิ ุคคล 1.3 ภาษีเงนิ ไดปโตรเลียม 1.4 ภาษกี ารคา 1.5 ภาษีมลู คาเพิ่ม (Value Added Tax) รัฐบาลนําเขา มาใชแทนภาษกี ารคา เม่ือวนั ท่ี 1 มกราคม 2535 1.6 ภาษีธรุ กจิ เฉพาะ 1.7 อากรแสตมป 1.8 อากรมหรสพ (คา งเกา) ไดยกเลิกการจดั เกบ็ แลว 1.9 อากรรังนกนางแอน การธนาคาร ความหมายของการตลาดเงินและตลาดทนุ ตลาดเงิน คือ ตลาดท่ีมีการระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป การโอนเงิน การซื้อขายหลกั ทรัพยทางการเงินที่มอี ายุการไถถอนระยะสั้น เชน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใชเงิน และต๋ัวเงินคลัง
220 เปน ตน ปน ทีร่ วมกลไกท้งั หลายทท่ี าํ ใหการหมนุ เวียนของเงินทุนระยะสั้นเปนไปดวยดี ไดแก การใหสินเช่ือ เพื่อการประกอบธุรกิจ และการจัดหาทุนระยะส้ันแกภาครัฐบาล แบงออกเปน ตลาดเงินในระบบ ไดแก ธนาคารพาณชิ ย บรษิ ัทเงนิ ทนุ บริษัทหลักทรพั ย ธนาคารกลาง เปนตน และตลาดเงินนอกระบบเปนการกูยืม ระหวางบุคคล ตลาดทุน คือ ตลาดทมี่ ีการระดมเงินออมระยะยาวและใหส นิ เชือ่ ระยะยาว ตั้งแต 1 ปข ึ้นไป ไดแ ก เงนิ ฝากประจําตง้ั แต 1 ปขึ้นไป หุน กู หุน สามญั และพันธบตั รรัฐบาลหรอื เอกชน ในปจ จุบันการแบง ปน ตลาดเงนิ และตลาดทนุ คอ นขางยงุ ยากเพราะสถาบนั การเงนิ จะทาํ หนา ทท่ี ง้ั สอง อยา งจงึ รวมเรียกวา ตลาดการเงนิ สรุป ตลาดเงินคือตลาดที่ระดมเงินทุนและการใหสินเช่ือในระยะส้ันไมเกิน 1 ป สวนการระดมเงินออม มากกวา 1 ปข้ึนไป เรียกวาตลาดทุน ตลาดเงินและตลาดทุนมีทั้งในระบบและนอกระบบ และมีสวนสําคัญ ในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของประเทศ ธนาคารกลาง 1. ความหมายของธนาคารกลาง ธนาคารกลางเปน สถาบันการเงินซ่ึงสวนมากเปนของรัฐ ทําหนาท่ีเปนศูนยกลางควบคุมการเครดิต และระบบการเงินของประเทศ ในประเทศไทยคอื ธนาคารแหงประเทศไทย ธนาคารกลางมลี กั ษณะแตกตางจากธนาคารพาณชิ ย คอื 1.1 ธนาคารกลางดําเนินงานเพ่ือเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ไมใช เพื่อรายไดหรือผล กาํ ไรอยางธนาคารพาณชิ ย 1.2 ธนาคารกลาง เปน สถาบันการเงินที่รัฐบาลเขา มามีสว นรว มในการบรหิ าร 1.3 ลูกคาสวนใหญของธนาคาร ไดแก หนวยงานของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย และสถาบัน การเงินบางประเภท ธนาคารกลางจะไมท ําธรุ กิจตดิ ตอพอคา หรอื ประชาชนโดยตรง 2. หนา ทข่ี องธนาคารกลาง 2.1 เปนผูออกธนบัตร เพ่ือควบคุมปริมาณธนบัตรท่ีใชหมุนเวียนใหพอดีกับความตองการของ ธรุ กิจและประชาชนท่ัวไป 2.2 เปนผูควบคุมเงินสดของธนาคารพาณิชย โดยมีอํานาจกําหนดเพ่ิมหรือลดจํานวนเงินสด สํารองเงินฝากของธนาคารพาณิชย เพือ่ ใหธ นาคารกลางสามารถกําหนดปริมาณเงินฝากและการสรางเงินฝาก ของธนาคารพาณิชยไ ด 2.3 เปนธนาคารของธนาคารพาณิชย ธนาคารกลางจะรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชยเปนผูให ธนาคารพาณชิ ยกยู ืมแหลง สดุ ทา ย และรับหักบัญชรี ะหวา งธนาคาร
221 2.4 เปนนายธนาคารของรัฐบาล ธนาคารกลางจะถือบัญชีเงินฝากของรัฐบาลใหรัฐบาลกูยืมเละ เปน ตวั แทนทางการเงินของรฐั บาล 3. ธนาคารแหง ประเทศไทย 3.1 ประวัตคิ วามเปน มา ธนาคารแหง ประเทศไทยเปนธนาคารกลางของประเทศไทย เร่ิมตนจากรัฐบาลไทยไดริเริ่มจัดตั้ง สํานักงานธนาคารชาติไทยข้นึ เมือ่ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 สํานักงานนีป้ ระกอบธรุ กิจของธนาคารกลาง เฉพาะบางประเภทเทานั้น เพราะยังไมมฐี านะเปนธนาคารกลางโดยสมบรู ณ ตอมาเมอ่ื วนั ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2548 รัฐบาลไดจัดต้ังธนาคารกลางขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแหงประเทศ พ.ศ. 2548 โดยไดรับทุน ดําเนินงานจากรัฐบาล 20 ลานบาท รวมทรัพยสินที่โอนมาจากสํานักงานธนาคารแหงประเทศไทย 13.5 ลา นบาท 3.2 หนาทข่ี องธนาคารแหงประเทศไทย 1) ออกและพิมพธนบัตร ธนาคารแหงประเทศไทยมีอํานาจตามกฎหมายที่จะออกธนบัตร รฐั บาลภายใตเงือ่ นไข 2 ประการ คือ ออกธนบัตรใหมแ ทนธนบัตรเทาที่ชํารุดเสียหาย และเม่ือไดรับทุนสํารอง เงนิ ตราเพม่ิ ขน้ึ 2) เก็บรกั ษาทนุ สาํ รองเงนิ ตรา ในการออกธนบตั รใหมของธนาคารแหงประเทศไทย กฎหมาย กําหนดใหม ีทุนสาํ รองเงนิ ตรา ประกอบดว ย ทองคาํ หลักทรัพยและเงินตราตางประเทศไมตํ่ากวารอยละ 60 ของจํานวนธนบัตรที่พมิ พออกใช 3) เปนธนาคารของธนาคารพาณชิ ย และคอยกํากับดูแลธนาคารแหงประเทศไทยใหบริการ แกธ นาคารพาณชิ ยในลกั ษณะเดยี วกับที่ธนาคารพาณิชยดแู ลลูกคา คือ 3.1 รักษาบญั ชเี งินฝากของธนาคารพาณิชย 3.2 เปน สาํ นักงานกลางในการหักบัญชรี ะหวา งธนาคาร 3.3 เปนผูใหกแู หลง สุดทาย 3.4 เปนศูนยก ลางการโอนเงิน 4) เปน ธนาคารของรฐั บาล ธนาคารแหง ประเทศไทยรกั ษาบัญชเี งินฝากของหนวยงานรฐั บาล และรฐั วิสาหกจิ ซอ้ื ขายเงินตราตา งประเทศใหร ฐั บาล และใหรฐั บาล รฐั วสิ าหกิจ กยู มื โดนมีหลักทรพั ย 5) รกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตรา เปน บทบาทหนาท่ีทส่ี าํ คญั ทีส่ ดุ ของธนาคารแหงประเทศไทย ในการรกั ษาเสถียรภาพของเงนิ ตราโดยการใชม าตรการตา ง ๆ ควบคุมปรมิ าณเงนิ ของประเทศใหอยูในปริมาณ ทีเ่ หมาะสม สรปุ ธนาคารกลางเปนสถาบันการเงินที่สว นใหญเ ปนของรัฐทาํ หนาทีเ่ ปนศนู ยก ลางควบคมุ การเครดิตและ ระบบการเงินประเทศไทยคือ ธนาคารแหง ประเทศไทย
222 ธนาคารพาณิชย 1. ความหมายของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชย หมายถึง ธนาคารที่ไดรับอนุญาตใหประกอบการธนาคารพาณิชยและหมายรวม ตลอดถงึ สาจาของธนาคารตางประเทศทีไ่ ดร ับอนุญาตใหป ระกอบการธนาคารพาณิชย โดยการประกอบธุรกิจ ประเภทรบั ฝากเงนิ ทีต่ องจายเมอื่ ทวงถามหรือเมื่อส้ินระยะเวลาอันกําหนดไวและใชประโยชนเงินน้ันในทาง หนงั สือหลายทาง เชน 1. ใหก ยู มื 2. ซอื้ ขายหรือเกบ็ เงนิ ตามตั๋วแลกเงนิ หรือตราสารเปลีย่ นมืออืน่ ใด 3. ซอ้ื หรอื ขายเงินปริวรรตตา งประเทศ 2. หนาที่ของธนาคารพาณิชย มีดังน้ี 2.1 หนาทีใ่ นดานการใหบรกิ ารทางการเงิน ไดแก 1) การรบั ฝากเงิน เงนิ ทร่ี บั ฝากจะมปี ระเภทเงนิ ฝากกระแสรายวัน เงินฝากประจํา และเงิน ฝากออมทรพั ย 2) การโอน หมายถงึ การสงเงนิ ภายในทองถิน่ ระหวางเมืองหรือระหวางประเทศโดยการ ใชด รา ฟ หรือผา นระบบออนไลน 3) การเรยี กเกบ็ เงนิ หมายถึง การเรยี กเกบ็ เงินตามเช็ค ตั๋วแลกเงนิ ที่ครบกาํ หนดเวลา 4) การใหเ ชา หบี นิรภยั คือ การใหเชาหองท่มี คี วามม่ันคงปลอดภัย เพอ่ื เกบ็ ทรพั ยสนิ 5) การเปนทรัสต หมายถึง การทาํ หนาทพ่ี ทิ กั ษท รพั ยส นิ และผลประโยชนของบุคคลอน่ื หรอื รับจดั การผลประโยชนข องผทู ม่ี ีทรัพยส นิ มากและไมมีเวลาดแู ลทรัพยส นิ ของตนเองได 6) การซอื้ ขายเงนิ ตราตา งประเทศ หมายถงึ การซื้อขายแลกเปลีย่ นเงนิ ตราตา งประเทศ 2.2 หนา ทเี่ กย่ี วกบั การใหกยู มื และสรางเงินฝาก 1) การใหกูยืมของธนาคารพาณิชย ธนาคารพาณิชยรับฝากเงินจากประชาชน แลวนํามาให กยู มื 3 วธิ ดี ว ยกนั คอื 1.1) ใหกยู ืมเปน ตวั เงินโดยตรง 1.2) ใหเบิกเงินเกนิ บัญชี 1.3) รบั ซื้อต๋วั แลกเงิน 2) การสรางเงินฝากของธนาคารพาณิชย เมื่อมีลูกคานําเงินมาฝากเรียกวา เงินฝากข้ันที่ 1 ธนาคารจะเอาไปใหผูอื่นกูยืม โดยเปดบัญชีเงินฝากในนามของผูกู เรียกวา เงินฝากขั้นที่ 2 โดยมอบเช็คให เพ่อื ไปเขยี นสงั่ จา ยตามวงเงินที่กู เงนิ ฝากของธนาคารจึงเพ่มิ ข้ึนโดยธนาคารไมจาํ เปนตอ งมลี ูกคานาํ เงินสดเขา มาใหมเสมอ เปนเงินฝากท่ีเกดิ จากการแปลงหน้ีของผูก ใู หอยูในรปู บัญชเี งินฝาก
223 สรุป ธนาคารพาณิชย คอื สถาบันการเงินท่ีไดรับอนุญาตใหรับฝากเงิน ใหกูยืม ซ้ือขายหรือเรียกเก็บเงิน ตามต๋วั แลกเงนิ ซอ้ื หรอื ขายเงินปริวรรตตา งประเทศ เปน สถาบนั การเงนิ ทใ่ี หญทส่ี ุดในประเทศไทย แบบฝก หดั ทา ยบทเรื่องท่ี 5 สถาบันการเงนิ และการเงนิ การคลัง การธนาคาร คาํ สั่ง เมอื่ ผเู รยี นศึกษาเร่อื งสถาบันการเงนิ และการเงนิ การคลังจบแลว ใหทาํ แบบฝก หดั ตอ ไปน้ี โดยเขยี นใน สมดุ บันทึกกิจกรรมเรียนรู แบบฝกหดั ท่ี 1 ใหผเู รยี นศกึ ษาวิเคราะหและจับคขู อ ความทีก่ ําหนดใหตอ ไปน้ี โดยใหมีความสัมพันธกนั ..............1. เหรยี ญกษาปณ ก. เงนิ ฝากทส่ี ั่งจายโดยใชเช็ค ..............2. ธนบัตร ข. รัชกาลที่ 4 ..............3. เงนิ ฝากกระแสรายวนั ค. รชั กาลที่ 5 ..............4. เงินพดดว ง ง. เร่มิ ใชส มยั สโุ ขทยั ..............5. เริม่ ใชธ นบัตรเปนชาติแรก จ. ธนาคารแหงประเทศไทย ..............6. เลกิ ใชเงินพดดว ง ฉ. กรมธนารักษ ..............7. เรมิ่ ใชเงินโลหะ ช. เงินโลหะ ..............8. เร่ิมผลติ ธนบตั รในประเทศไทย ซ. อียิปต ..............9. หนว ยงานทีผ่ ลติ ธนบตั ร ฌ. จนี ............10. หนวยงานที่ผลติ เหรยี ญกษาปณ ญ. เงนิ กระดาษ แบบฝกหัดท่ี 2 ใหผ เู รยี นบอกหนา ท่ขี องสถาบนั การเงนิ ตอ ไปนี้ 1. ธนาคารออมสนิ ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 2. บริษัทเงินทุน ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 3. บริษทั หลกั ทรพั ย .................................................................................................................………………………………....... ............................................................................................................................................................. 4. บรรษทั เงินทุนอตุ สาหกรรมแหง ประเทศไทย ............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................
224 5. บริษัทประกนั ภยั ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 6. โรงรับจาํ นาํ ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 7. บรษิ ัทเครดิตฟองซเิ อร ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 8. สหกรณอ อมทรพั ย ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 9. ธนาคารอาคารสงเคราะห ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. 10. ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณการเกษตร ............................................................................................................................................................. แบบฝกหัดที่ 3 ใหผ ูเรยี นสรปุ เรอ่ื งตอ ไปน้ี 1. ความหมายของเศรษฐกิจภาครฐั บาล .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... 2. ความสาํ คัญของเศรษฐกจิ ภาครัฐบาล ..................................................................................................................................................................... 3. ความหมายของงบประมาณแผนดิน ..................................................................................................................................................................... 4. ขน้ั ตอนการจดั ทํางบประมาณแผน ดิน ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................
225 5. หนว ยงานรบั ผิดชอบในการจัดทํางบประมาณแผน ดิน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... 6. งบประมาณแผน ดนิ ในปปจ จุบัน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ......................................................................................................................................................................... เรื่องที่ 6 ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศ กับภูมิภาคตาง ๆ ทั่วโลก เศรษฐกิจระหวางประเทศ คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินคาและบริการระหวางประเทศ ซ่ึงประกอบดวย การคาระหวางประเทศ การชําระเงินระหวางประเทศ การรวมมือทางเศรษฐกิจระหวาง ประเทศ 1. การคา ระหวางประเทศ (International Trade) การคาระหวางประเทศ (International Trade) หมายถึง การนําสินคาและบริการจากประเทศ หนงึ่ แลกเปลีย่ นกบั อีกประเทศหนงึ่ 1.1 ปจ จัยทที่ ําใหเกดิ การขยายตัวทางการคาระหวา งประเทศ 1) ความแตกตา งของทรัพยากรและปจจัยการผลิต เชน ราคาของวัตถุดิบ คุณภาพแรงงาน การใหบ ริการ เปนตน 2) ความแตกตางของลักษณะทางกายภาพ เชน ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทําใหผลผลิตที่ได แตกตา งกนั เปน ตน 3) ความแตกตา งในความสามารถทางการผลติ เชน เทคโนโลยี ตนทุนการผลติ 4) การสนบั สนนุ จากภาครัฐบาลและกฎหมายท่เี ออ้ื ตอการลงทุน 5) โครงสรา งทางเศรษฐกิจของประเทศ 1.2 ประโยชนข องการคาระหวา งประเทศ 1) แตละประเทศมสี ินคา ครบตามตอ งการ 2) การผลติ สนิ คา ในประเทศตา ง ๆ จะมีการแขงขนั ทางดานคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพ 3) การกระจายผลผลติ ไปสผู ูบริโภคอยางกวางขวาง เปน การจดั สรรทรพั ยากรของโลกที่มีอยู อยางจํากัด ใหส ามารถสนองความตองการของประชากรโลกอยางทั่วถึง
226 4) เกิดความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของการผลิต การจางงาน การถายทอด เทคโนโลยี การผลิตระหวางประเทศ เกิดความรูความชํานาญเฉพาะอยาง มีโอกาสพัฒนาประเทศตนให ทัดเทยี มกันได 5) การผลติ สนิ คาเปน การผลิตเพอื่ การคาหรือมีเศรษฐกิจแบบการคา ประเทศท่ีทําการซ้ือขายสินคาระหวางกันเรียกวา ประเทศคูคา สินคาท่ีนํามาจากตางประเทศ เพื่อเขามาจําหนาย เรียกวา สินคาเขา (Import) สวนสินคาที่ผลิตไดนําสงออกไปจําหนายในตางประเทศ เรียกวา สินคาออก (Export) 1.3 นโยบายการคา ระหวางประเทศ (Trade Policy) เปนแนวทางปฏิบัติทางการคา กบั ประเทศ ตาง ๆ ซ่ึงมักกาํ หนดขึ้นเพอ่ื รกั ษาผลประโยชนทางเศรษฐกจิ ของประชาชน แบงเปน 2 ลักษณะ คือ 1) นโยบายการคาแบบเสรมี ักใชวธิ ีการ ดังนี้ 1.1 ไมมีการเกบ็ ภาษคี ุมกัน คอื ไมกาํ หนดกําแพงภาษีขาเขา ไมเกบ็ คา พรเี มี่ยม 1.2 ไมใหส ิทธทิ างการคา แกประเทศหน่ึงประเทศใด 1.3 หลักการแบงงานทํากัน เลือกผลิตเฉพาะสินคาที่ตนถนัด ทําใหตนทุนการผลิตต่ํา สินคามคี ณุ ภาพ เกดิ ประโยชนท ัง้ ผผู ลติ และผูบ ริโภค 1.4 ไมม ขี อ จํากัดทางการคา คือ ไมม กี ารกําหนดโควตาสินคา ปจ จุบนั ประเทศตาง ๆ ยกเลิกนโยบายการคาแบบเสรี เน่ืองจากประเทศเกษตรกรรมจะเสียเปรียบ ประเทศอตุ สาหกรรม ทําใหเกิดภาวะปญ หาขาดดุลการคา เงินทองรวั่ ไหลไปประเทศอืน่ มาก และสถานการณ ทางการเมืองโลกท่ีเปล่ยี นไป จงึ มกี ารกดี กนั ทางการคา ซ่งึ กันและกนั 2) นโยบายการคา แบบคมุ กัน (Protective Policy) เปนนโยบายการคา ที่จํากัดสินคาเขาท่ีจะ มาแขง ขนั กบั สนิ คาท่ีผลติ ไดในประเทศ นโยบายน้ีมีวตั ถุประสงคเพื่อคุมครองการผลติ ภายในประเทศประเทศ ที่ใชนโยบายการคา แบบคุม กันมักใชว ิธกี าร ดังนี้ 2.1 การต้ังกําแพงภาษี กําหนดอัตราภาษีสินคาเขาใหสูงกวาชาติอ่ืนหรือ เก็บภาษี หลายอัตรา 2.2 กําหนดปรมิ าณการนําเขา หรือการสง ออกสินคา บางชนดิ (โควตา) 2.3 หามนําเขา หรือสง ออกสนิ คา บางชนิด เชน หา มสง ออกสตั วปา 2.4 การใหเงินอุดหนุน เชน ใหเงินอุดหนุนแกผูผลิตในประเทศหรือผูสงออกสินคา บางชนิดลดภาษีสง ออกหรอื ใหความสะดวกดานสนิ เช่อื 1.4 นโยบายการคา ตา งประเทศของไทย พ้ืนที่ทางเศรษฐกิจของไทย คือ เกษตรกรรม เพ่ือไมใหเกิดการเสียเปรียบดุลการคา จึงใช นโยบายการคาตางประเทศแบบคุมกัน ดังน้ี 1) ใชนโยบายการคาแบบคุมกัน โดยนําเอามาตรการตาง ๆ มาใช เชน ต้ังกําแพงภาษี การกําหนดปริมาณการนําเขาสินคา การลดภาษีสงออก เพ่ือคุมครองอุตสาหกรรมและการผลิตสินคา ภายในประเทศ
227 2) ใหเ อกชนมีบทบาททางการคามากท่ีสดุ รฐั บาลสงเสรมิ ใหเอกชนดาํ เนนิ การสงออกมสี ินคา บางอยา งท่รี ัฐเปน ผูดําเนนิ การสงออก เชน ขาว ขาวโพด น้ําตาล เปนตน 3) ใชระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเด่ียว หรือพิกัดอัตราซอน สินคานําเขาจากประเทศใด ก็ตาม รัฐเก็บภาษาศุลกากรในอัตราเดียวกัน ไมใหสิทธิหรือกีดกันประเทศใดเปนพิเศษ ที่เปนเชนนี้ เพราะประเทศไทยเปน สมาชิก องคการคาโลก (World Trade Organization หรอื WTO) ปรมิ าณการคา ระหวางประเทศ คิดจากมูลคาของสินคาออกและมูลคาของสินคาเขารวมกันปริมาณ การคาระหวา งประเทศจะแตกตา งกันไป ตามสภาพเศรษฐกจิ และนโยบายการคาของประเทศน้ัน ๆ ประเทศ พฒั นาแลวมีปรมิ าณการคา ระหวา งประเทศสงู กวาประเทศกําลังพฒั นา 1.5 ดุลการคา ระหวา งประเทศ ดุลการคา (Balance of Trade) คอื การเปรียบเทียบมูลคา สินคาออกกับมูลคา สินคาในเวลา 1 ป ดลุ การคามี 3 ลักษณะ คือ ดลุ การคาเกนิ ดลุ = มูลคา สินคา ออก มากกวา มูลคาสนิ คาเขา ดลุ การคาสมดลุ = มลู คา สนิ คา ออก เทากบั มูลคา สินคา เขา ดุลการคาขาดดลุ = มูลคา สินคา ออก นอยกวา มูลคาสนิ คา เขา แตขณะเดยี วกันประเทศไทยรว มจัดตั้ง เขตการคาเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) มีขอตกลงจัดเก็บภาษีสินคาเขาจากประเทศสมาชิก AFTA ตํ่ากวารอยละ 0-5 เทาน้ัน ประเทศ สมาชกิ AFTA ทั้ง 10 ประเทศจะเก็บภาษใี นอตั ราเทากันทงั้ หมดในอตั ราที่ตา่ํ กวา WTO 1.6 ดลุ การคา ของไทย ดุลการคาประเทศไทยมีลักษณะขาดดุลมาตลอด นับต้ังแต พ.ศ. 2495 เปนตนมา เนื่องจาก สินคาเขาสวนใหญเปนสินคาอุตสาหกรรม เชน เครื่องจักรไฟฟา เครื่องจักรใชในอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ แผงวงจรไฟฟา นํา้ มันดบิ เปนจํานวนมากมาพฒั นาประเทศ สว นสินคาออกเปนผลิตภัณฑดานเกษตรกรรม ซ่ึงมีมูลคานอยกวาสินคาทุน จึงทําใหขาดดุลการคาตั้งแต ป 2541 เปนตนมาปริมาณการคาขยายตัวสูงขึ้น เรอ่ื ย ๆ ประเทศไทยเร่ิมดลุ การคาเกินดลุ ประเทศคูคา สาํ คญั ของไทย คอื ญีป่ นุ สหรัฐอเมรกิ า ประชาคมยโุ รป (EC) และประเทศในกลุม อาเซียน 1.7 ปญ หาการคา ระหวางประเทศของไทย ปริมาณการคาระหวางประเทศของไทย มีอัตราขยายตัวสูงมาก ขณะเดียวกันก็ประสบปญหา สําคัญ 3 ประการ คือ 1) ลทั ธิกีดกันทางการคาของประเทศคูคา ทส่ี าํ คญั เชน การต้งั กาํ แพงภาษีขาเขา ยกเลิกการใหส ิทธิ พเิ ศษทางการคา (GSP) แกสินคา ไทย กฎหมายลิขสทิ ธ์ทิ างปญ ญา เปน ตน 2) ตลาดการคา ในตา งประเทศยังไมกวางขวาง 3) การแขงขันแยงตลาดของประเทศคูแขง ไทยมีคูแขงสินคาการเกษตรในตลาดโลกหลายราย โดยเฉพาะสนิ คาขาว
228 4) ขอผูกพันที่ตองปฏิบัติตามกฎขอบังคับของแกตต (GATT) คือ ขอตกลงท่ัวไปวาดวยภาษี ศลุ กากรและการคาของประเทศสมาชกิ 5) การขาดดุลการคา ซ่ึงแนวทางแกไข คอื ปรบั ปรุงคุณภาพสนิ คาและราคา แลวขยายตลาดและ ปริมาณสงออก ในขณะเดียวกันตองพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพรอม ๆ กับจํากัดการนําเขาสินคา ตางประเทศทีฟ่ ุมเฟอ ย การเงินระหวางประเทศ (International Finance) การเงินระหวางประเทศเปน การแสดงความสมั พนั ธดานการเงินระหวางประเทศหนงึ่ กับอกี ประเทศ หนึง่ อนั สืบเนือ่ งมาจากการคาขายระหวางประเทศ การกยู ืมเงินและการชาํ ระหน้ี การลงทุนระหวางประเทศ และการชว ยเหลือกนั ระหวา งประเทศ 2.1 การแลกเปลย่ี นเงินตราตางประเทศ (Foreign Exchange) การแลกเปลย่ี นเงนิ ตราตางประเทศ คอื การเปรียบเทยี บราคาของเงินตราประเทศหนึ่งกับเงินตรา ของอกี ประเทศหน่งึ โดยท่ัวไปมกั เทยี บคา เงนิ ตราของประเทศตนกับเงนิ ดอลลารสหรัฐ การท่ตี องแลกเปลย่ี น เงินตราตางประเทศ เพราะมกี ารดาํ เนินธรุ กิจการคาระหวา งประเทศ แตล ะประเทศมหี นวยเงินตรา ไมเหมือนกัน จึงตองกําหนดอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราท่ีไดรับการยอมรับใหเปนส่ือในการแลกเลี่ยน คือ เงินดอลลารสหรัฐ เงนิ เยน เงินยโู ร ธนาคารกลางเปนผูกําหนดอัตราแลกเปลี่ยน โดยเทียบคาเงินของตนกับทองคําหรือเงินตรา สกลุ อืน่ ภายใตเง่ือนไขท่ีกองทุนการเงนิ ระหวางประเทศ (IMF) กําหนด 2.2 ดลุ การชาํ ระเงินระหวางประเทศ (Balance of Payment) ดุลการชาํ ระเงนิ ระหวา งประเทศ หมายถึง รายการแสดงยอดรายรับและรายจายของประเทศที่เกิด จากการทาํ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศในระยะเวลา 1 ป ดลุ การชาํ ระเงินระหวางประเทศ ประกอบดว ย 3 สว นใหญ ๆ คอื 1) บญั ชีเดนิ สะพัด เปน บัญชีแสดงดุลการคา ดุลบรกิ าร 2) บญั ชที นุ เคลอ่ื นยาย เปน บัญชแี สดงการนําเงนิ ไปลงทุนระหวางประเทศทัง้ ภาครัฐและเอกชน 3) บญั ชที นุ สาํ รองระหวางประเทศ เปนบัญชีท่ีแสดงการเปล่ียนแปลงจํานวนเงินสํารองระหวาง ประเทศในแตละป ทนุ สาํ รองระหวา งประเทศ คอื ทรพั ยสินของประเทศที่เก็บไวในรูปของเงินสกุลตางประเทศและ ทองคาํ แทง 4) บญั ชีเงนิ โอนและบริจาค เปน เงนิ ไดเ ปลาหรอื เงินบรจิ าคระหวางประเทศดลุ การชําระเงนิ มี 3 ลักษณะ คือ ดุลการชําระเงินขาดดลุ คอื รายรบั ต่ํากวารายจา ย ดุลการชาํ ระเงินเกนิ ดุล คอื รายรับสูงกวารายจา ย ดุลการชาํ ระเงนิ สมดลุ คอื รายรับเทา กบั รายจา ย
229 ดลุ การชาํ ระเงิน = รายรับทัง้ หมดท่ไี ดจากตางประเทศ - รายจายทัง้ หมดที่จา ยไปตา งประเทศ ขอแตกตางระหวางดลุ การคากบั ดลุ การชําระเงิน 1) ดุลการคา เปรยี บเทยี บเฉพาะ มูลคาสินคา ออกกบั มลู คาสินคาเขา เทานัน้ ดลุ การชาํ ระเงิน เปรียบเทยี บเฉพาะรายรบั กบั รายจายทเ่ี กดิ จากการตดิ ตอ กบั ตา งประเทศทกุ ดาน 2) ดลุ การคา เปน สวนหนงึ่ ของบัญชีดลุ การชําระเงิน 2.3 ภาวะดุลการชาํ ระเงินของไทย แมดุลการคาของประเทศจะขาดดุลมาตลอด แตประเทศไทยไมขาดดุลการชําระเงินปใด ดลุ การชาํ ระเงินเกินดุลเกดิ ผลดี ทาํ ใหประเทศมี “ทนุ สํารองระหวางประเทศ” เพ่ิมสงู ขึ้น ป 2540 ดุลการชําระเงินขาดดุล เพราะดึงทุนสาํ รองมาใช จนเกดิ วกิ ฤตกิ ารเงนิ ป 2541 ดุลการคาเริม่ เกนิ ดลุ เนอ่ื งจากการลดอตั ราแลกเปลีย่ นเงินตราระหวางประเทศ ลดการ นาํ เขา สนิ คาทุนและวตั ถดุ บิ นบั จากป 2541 น้ไี ป ไทยยงั คงมีดลุ การคา เกินดลุ แตเ ร่ิมเกินดุลลดลง 3. การลงทุนระหวางประเทศ (International Investment) การลงทนุ ระหวางประเทศ หมายถงึ การทีร่ ฐั บาลหรือเอกชนของประเทศหนึ่งนําเงินไปลงทุนดําเนิน ธุรกจิ เพื่อแสวงหากาํ ไรในอกี ประเทศหน่ึง ปจ จุบันการลงทุนระหวางประเทศสวนใหญอ ยใู นรปู การดําเนินงาน โดยวิสาหกิจ และมสี ถาบนั การเงนิ เอกชนเปนผจู ดั หาเงินทุนสําหรบั โครงการตา ง ๆ 3.1สาเหตขุ องการลงทุนระหวา งประเทศ 1) ลดตน ทุนการนาํ เขา วตั ถุดบิ 2) ลดตน ทนุ แรงงานต่ํา 3) ขยายตลาด โดยตั้งโรงงานผลิตเพ่ือตอบสนองความตอ งการตลาดมากข้นึ 4) ไดรับสทิ ธิพเิ ศษทางภาษี ประเทศกําลังพฒั นามคี วามเหมาะสมมากตอ การลงทนุ ผลดีของการลงทุนระหวางประเทศ คือ ทาํ ใหก ารคาระหวางประเทศขยายตัว เศรษฐกิจภายใน ประเทศดีขน้ึ และมีความกา วหนาทางเทคโนโลยี 3.2 การลงทนุ ของตา งประเทศในประเทศไทย รัฐบาลสนับสนนุ และสงเสรมิ การลงทนุ ของตางประเทศ และจัดต้ังสํานักงานคณะกรรมการ สง เสริมการลงทนุ (Board of Investment หรือ BOI) เพือ่ ทาํ หนา ทส่ี นบั สนุนการลงทุนโดยใหส ิทธพิ เิ ศษ ตา ง ๆ แกผ ลู งทนุ เชน ลดหยอนภาษีศุลกากรสินคาสงออกและนําเขาวัตถุดิบ หรือตั้งกําแพงภาษีสินคาจาก ตางประเทศ เพือ่ คมุ ครองอตุ สาหกรรมท่ผี ลติ ไดใ นประเทศไทย ประเทศไทยไดร บั ความชว ยเหลือทางเศรษฐกจิ จากประเทศญี่ปนุ และสหรัฐอเมริกาเปน สว นใหญ
230 แบบฝกหัดทายบทเร่ืองท่ี 6 เร่ือง ความสัมพันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวางประเทศกับภูมิภาค ตาง ๆ ทว่ั โลก คําสง่ั เมื่อผเู รยี นศกึ ษาเรอื่ ง ความสมั พันธและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหวา งประเทศกับภูมิภาค ตา ง ๆ ท่วั โลก จบแลว ใหทาํ แบบฝกหัดตอ ไปน้ี โดยเขียนในสมุดบนั ทึกกจิ กรรมเรียนรู แบบฝกหดั ท่ี 1 ใหผ เู รยี นอา นขอความตอ ไปนี้ แลวตอบคําถามท่กี าํ หนดให เรอื่ งท่ี 1 การคา ระหวา งประเทศ หมายถึง การซ้อื ขายแลกเปล่ียนสนิ คา และบริการระหวา งประเทศหนึ่งกับอีก ประเทศหน่งึ อาจกระทาํ โดยรัฐบาลหรือเอกชนกไ็ ด ปจ จุบนั ประเทศตา ง ๆ สวนมากมักมกี ารติดตอซือ้ ขายกัน เน่ืองจากแตละประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติ สภาพของดินฟาอากาศ และความชํานาญในการผลิตสินคา แตกตา งกัน สรุปไดวา ปจจยั ท่กี อ ใหเ กดิ การคาระหวางประเทศ คือ 1. ความแตกตางในเร่อื งทพั ยากรธรรมชาติ ไดแก พลงั งาน แรธ าตุ ปาไม ความอดุ มสมบรู ณของดินใน แตล ะประเทศในโลกแตกตา งกัน ประเทศท่มี ที รัพยากรอุดมสมบูรณ ยอมมโี อกาสสูงที่จะนําทรัพยากรมาผลิต เปนสนิ คา และบรกิ าร 2. ความแตกตางในดานลักษณะภมู ิประเทศและภูมิอากาศ จงึ ผลิตสินคา ไดแ ตกตางกนั 3. ความแตกตางในเรื่องความชํานาญการในการผลิต เพราะแตละประเทศมีความกาวหนาทาง เทคโนโลยีแตกตา งกัน ประชากรของแตละประเทศมีความรู ความชํานาญแตกตางกัน เชน สวิตเซอรแลนด มีความชํานาญในการผลติ นาฬิกา เปน ตน ใหผเู รียนตอบคาํ ถามตอไปน้ี โดยเตมิ คาํ ตอบลงในชอ งวาง 1. การคาระหวางประเทศ หมายถงึ ..................................................................................................... 2. การดาํ เนนิ กจิ กรรมในดานการคาระหวา งประเทศสามารถดาํ เนนิ การโดย ...................................... ............................................................................................................................................................................ 3. สาเหตุทีท่ าํ ใหเ กดิ การคาระหวางประเทศ ไดแ ก ............................................................................. ............................................................................................................................................................................ 4. ประเทศไทยเปน ประเทศท่ีผลิตขา วไดมาก เน่อื งจาก..................................................................... ............................................................................................................................................................................ เรื่องที่ 2 การท่ีประเทศใดจะผลิตสินคาอะไรมากนอยเทาใดนั้น ข้ึนอยูกับปจจัยและความเหมาะสมหลาย ๆ ประการดังทไี่ ดกลาวมาแลว ไมม ปี ระเทศใดสามารถผลิตสินคาที่ประชาชนตองการไดหมดทุกอยาง ประเทศ ตาง ๆ จงึ นําสินคาของตนมาแลกเปลีย่ นกัน ดงั นน้ั การคาระหวา งประเทศจึงกอ ใหเ กดิ ประโยชน ดงั นี้
231 1. สินคาใดท่ีผลิตในประเทศเราไมได เราสามารถที่จะซื้อสินคาจากประเทศอน่ื ได ทาํ ใหมีสินคาสนอง ความตองการของเราไดมากขึน้ 2. สินคาทผี่ ลติ ไดในประเทศแตม ีตนทนุ ในการผลติ สงู ประเทศเราควรเลือกผลิตสินคาที่มีตนทุนการ ผลิตตา่ํ แลว สง ไปขายแลกเปล่ยี น เราจะไดสนิ คาคณุ ภาพดแี ละราคาถกู กวา ทจ่ี ะผลติ เอง 3. กอ ใหเ กดิ ความรูค วามชาํ นาญในการผลิตเฉพาะอยางตามความถนดั ทาํ ใหเกดิ แรงจูงใจที่จะคิดคัน เทคนคิ การผลติ ใหมีคณุ ภาพมากข้ึน 4. ชว ยใหประเทศกําลังพฒั นาไดแบบอยา งการผลิตทท่ี นั สมยั สามารถนาํ ทรพั ยากรที่มอี ยมู าใชในการ ผลิตเพ่ือสง ออกมากขน้ึ 5. ชวยใหประเทศกําลังพัฒนารูจักใชเทคโนโลยีจากประเทศท่ีพัฒนาแลวมาพัฒนาประเทศให เจรญิ กา วหนา ข้นึ ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ โดยเตมิ คาํ ตอบลงในชองวา งตอไปน้ี 1. ในการผลิตสินคา ถาตน ทนุ ในการผลิตในประเทศสูง ควรแกปญหาโดย ............................................................................................................................................................. 2. ประเทศกําลงั พฒั นาไดแ บบอยางในการผลิตสินคา จาก.................................................................. ........................................................................................................................................................ 3. การคา ระหวา งประเทศชว ยใหเ ศรษฐกจิ ขยายตัวเพราะ ............................................................ ........................................................................................................................................................ เรอ่ื งที่ 3 นโยบายการคาระหวางประเทศ เปนนโยบายที่ประเทศหน่ึงประเทศใดนําไปใชในการคาระหวาง ประเทศแบง ออกเปน 2 แบบ คือ 1. นโยบายการคาเสรี เปนนโยบายที่สงเสริมใหประเทศอ่ืนนําสินคามาขายอยางเสรี ปราศจาก ขอ จํากดั ใดๆ ประเทศท่ใี ชนโยบายการคาเสรีจะตอ งปฏบิ ตั ิตามเง่อื นไขตอไปน้ี 1.1 ตอ งผลติ สนิ คาทมี่ ีประสิทธิภาพสูง หรือมีความชาํ นาญในการผลิตสูง 1.2 ตอ งไมเ ก็บภาษี หรอื เกบ็ นอ ยทสี่ ดุ เพือ่ ไมใหเ กิดความแตกตา งในการผลติ สนิ คา 1.3 ไมมีการแบงแยก หรือใหอ ภิสิทธิ์แกประเทศใดประเทศหน่งึ 2. นโยบายการคาแบบคุมกัน เปนนโยบายที่รัฐบาลจะใชเคร่ืองมือตาง ๆ เพ่ือจํากัดการนําเขาและ สงเสรมิ การสง ออก
232 เรื่องท่ี 7 การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ ความเปนมาและองคป ระกอบ การคา ระหวางประเทศเกิดข้ึนเนื่องจากการที่โลกไดถูกแบง ออกเปนประเทศ แตละประเทศตางผลิต สินคาหรอื บริการแตกตางกนั เมอ่ื แตละประเทศตา งเกิดความตองการที่จะแลกเปลี่ยนสินคาและบริการที่ตน ผลิต ไดเ ปนจํานวนมากสินคาและบรกิ ารท่ีตนผลิตไดนอยหรือผลิตไมไดเลยกับประเทศอื่น ประกอบกับการ คมนาคมไปมาหาสูก ันสะดวก การคา ระหวา งประเทศจงึ เกดิ ข้นึ การที่แตล ะประเทศผลติ สนิ คา หรือบรกิ ารไดแ ตกตา งกันเปนเพราะสาเหตตุ อไปนี้ 1. แตละประเทศตา งมีลกั ษณะที่ต้งั ตา งกัน ลักษณะที่ตั้งของบางประเทศเอื้ออํานวยใหเกิดการผลิต สินคาหรือบริการ เชน ประเทศท่ีมีชายฝง ทะเลกจ็ ะมอี ุตสาหกรรมตอเรือเพื่อขนสงหรือการใหบริการขนถาย สินคาโดยใชทา เรือนาํ้ ลกึ บางประเทศมภี ูมปิ ระเทศงดงาม จะมีอตุ สาหกรรมการทองเที่ยวเกิดข้ึน 2. แตล ะประเทศมแี รธาตุซงึ่ เปนทรัพยากรธรรมชาติมากนอยตางกัน เชน สวีเดนมีเหล็ก เยอรมันมี ถา นหนิ เวเนซูเอลาและตะวันออกกลางมีนํ้ามัน แอฟริกาใตมีทองคําและยูเรเนียม ประเทศเหลานี้ก็จะนํา แรธ าตขุ ึ้นมาใชและสงเปน สนิ คา ออก 3. แตละประเทศมีลกั ษณะดนิ ฟาอากาศทีแ่ ตกตา งกนั เชน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาประเทศทอี่ ยูใน เขตอบอุนสามารถปลูกขาวสาลไี ด ไทยอยูในเขตมรสมุ สามารถปลูกขา วได บราซลิ เปน ประเทศในเขตศูนยสูตร สามารถปลกู กาแฟได จากการทีพ่ ืชผลสามารถข้นึ ไดดี ตามสภาพดนิ ฟาอากาศแตละชนิดดังกลาวทําใหแตละ ประเทศสามารถผลติ พืชผลชนิดน้นั ไดเปนจาํ นวนมาก เม่ือมเี หลอื ก็สามารถสง เปนสนิ คาออก นอกจากนี้ยังมีทฤษฎียืนยันวา “ถาทุกประเทศแบงงานผลิตสินคาและบริการตามที่ตนถนัดหรือ เมื่อเปรียบเทยี บแลวไดเปรียบ จะทําใหมผี ลผลติ เกดิ ขน้ึ มากกวาตางคนตางผลติ ” ดลุ การคาและดุลการชาํ ระเงิน ในการทําการคา ระหวา งประเทศนนั้ ประเทศหนึง่ ๆ ยอมตองบนั ทึกรายการที่เกดิ ขึ้น เพราะจะทําให ไดทราบผลการติดตอ คา ขายกับตา งประเทศ รายการคากับตางประเทศนี้อาจบันทึกอยูใน 2 รูปแบบ ดวยกัน คอื ดุลการคา และดุลการชําระเงิน ดุลการคา (Balance of Trade) ไดแก การเปรียบเทียบมูลคาของสินคาท่ีประเทศหน่ึงสงออกขาย (Export) ใหประเทศอ่ืน ๆ กับมูลคาของสินคาท่ีประเทศน้ันสั่งซื้อเขามาจําหนายวามากนอยตางกันเทาไร ในระยะ 1 ป เพ่อื เปรยี บเทียบวา ตนไดเ ปรยี บหรือเสียเปรยี บ ตัวอยางเชน ประเทศไทยสงสินคา ออกหลายประเภทไปขายสงประเทศญี่ปุน สิงคโปร และอีกหลาย ประเทศ มีมูลคารวมกัน 589,813 ลานบาท ในป พ.ศ. 2533 และในปเดียวกันก็ไดสั่งสินคาเขาจากประเทศ ตาง ๆ มีมูลคา 844,448 ลานบาท เมื่อนํามาเปรียบเทียบกันจะทําใหทราบไดวาไดเปรียบหรือเสียเปรียบ ดลุ การคา ในการเปรียบเทยี บนอ้ี าจแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ
233 1. ดุลการคาไดเปรียบ หรือเกินดุล ไดแกการท่ีประเทศหนึ่งสงสินคาไปขายยังตางประเทศมีมูลคา มากกวาส่งั สินคาเขามาอุปโภคบรโิ ภค 2. ดลุ การคาเสยี เปรยี บ หรือขาดดุล ไดแก การทีป่ ระเทศหนง่ึ สง สินคา ไปขายยังตางประเทศ มีมูลคา นอยกวา ทส่ี ่งั สนิ คา เขา มาอปุ โภคบรโิ ภค 3. ดุลการคาสมดุล ไมไดเปรียบเสียเทียบกันหรือเทากันมีผลลบเปนศูนยกลาวคือมูลคาสินคาเขา เทากบั มูลคา สนิ คา สง ออก โดยทั่วไปการใชดุลการเพียงอยางเดียวอาจไมทําใหทราบฐานะที่แทจริงของประเทศไดกลาวคือ ดุลการคา ท่เี สียเปรยี บนนั้ อาจไมเ ปนผลเสียใด ๆ ตอ ประเทศก็ได เนื่องจากบันทึกเก่ียวกับดุลการคานั้นจะไม รวมถงึ การนาํ เขาสนิ คา บางชนิด ท่ีไมต องชาํ ระเปน เงินตราตางประเทศกไ็ ดเ น่ืองมาจากสินคา ชนิดนน้ั จะมาจาก การบริจาคชว ยเหลือ ถา นาํ เอารายการน้ีมาหักออกอาจทําใหดุลการคาลดลงหรือการคิดราคาสินคาเขาและ สินคาออกตางกนั กลาวคอื ขณะทสี่ ินคา เขารวมมูลคาขนสงและการประกันภัยแตสินคาออกไมไดรวมไวหรือ การส่งั สนิ คาประเภททนุ เชน เครื่องจกั รกลเขา มาทําการผลติ สินคา ดเู หมอื นวาจะทําใหเสียเปรียบดุลการคา ก็จรงิ แตในระยะยาวแลวเมือ่ มีการผลติ สนิ คา เพ่อื การสงออก สนิ คานน้ั อาจทาํ ใหไดเ ปรียบดุลการคา ในระยะ ยาวก็เปนไปได เปนตน ประเทศที่ดุลการคาไดเปรียบถือวาภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นเจริญ แตอาจจะไมเปนผลดีตอ เศรษฐกิจเสมอไป เชน เม่อื ไดร ับเงินตราตางประเทศ ธนาคารกลางสามารถเพ่มิ ปรมิ าณเงินในทอ งตลาดไดมาก พอคาสามารถแลกเงินตราตา งประเทศมาเปน เงนิ ในประเทศไดม าก เม่ือปรมิ าณเงินในทองตลาดมากอาจเกิด ภาวะเงินเฟอหรอื การท่ปี ระเทศใด ประเทศหน่ึงไดเปรียบดุลการคากับประเทศอ่ืนติดตอกันหลายปจะทําให ประเทศคูคาไมสามารถมีเงินมาซ้ือสินคาหรือชําระเงินได ยอมเปนผลเสียตออุตสาหกรรมภายในประเทศ ดังนั้นนักคิดทางเศรษฐศาสตรจึงเห็นวาไมควรเปรียบเทียบเฉพาะรายการสินคาเทาน้ัน จึงจะทําใหทราบ สภาวะเศรษฐกจิ ทแ่ี ทจริงของประเทศ แตค วรมรี ายการอื่นๆ เขามาแสดงเปรยี บเทียบดว ยและรายการอ่ืน ๆ ที่แสดงเปรยี บเทียบนัน้ แตละประเทศจะแสดงไวใ นรูปของดุลชาํ ระเงินระหวา งประเทศ ดุลการชําระเงินระหวา งประเทศ คอื สถิตใิ นรูปบญั ชแี สดงรายรับ (หรือ credit = +) ท่ีประเทศหน่ึง ไดรับจากตางประเทศ และรายจาย (หรือ debit = - ) ท่ีประเทศนั้นจายแกตางประเทศในรอบ 1 ป นํามา เปรียบเทียบกนั เพ่ือทราบตนไดเปรียบหรือเสียเปรยี บ โดยปกติดลุ การชําระเงินจะประกอบไปดวย 1. บญั ชีดลุ การคา 2. บญั ชีดลุ บริการ 3. บัญชีดลุ บริจาค 4. บญั ชที นุ หรือบัญชเี งินทนุ 5. บญั ชกี ารเคลอ่ื นยายเงนิ ทุนของระบบการเงนิ 6. จาํ นวนไมประจักษหรอื คา คลาดเคลอื่ นสทุ ธิ
234 จากบัญชีดุลชําระเงินทง้ั 6 ชนดิ นี้ บัญชดี ลุ การคา บัญชีดลุ บรกิ าร และบัญชีดลุ บริจาคเรยี กรวมกันวา บญั ชีเดนิ สะพัด (Current Account) เปน บญั ชแี สดงถึงการแลกเปลยี่ นเงินระหวางประเทศเฉพาะสวนท่ีเปน ผลิตภณั ฑ (สนิ คาและบริการ) เทานนั้ แตไ มมีรายการแสดงการเคลอ่ื นยา ยทรัพยส ินหรือทนุ ซึง่ ดลุ การชําระเงินจะพิจารณาจาก ดุลการชําระเงนิ = ดลุ บัญชเี ดนิ สะพัด + ดุลบัญชีทุน + จาํ นวนไมประจักษ ซง่ึ จะแสดงผลอยูใน 3 ลักษณะ คือ ถายอดรายรับมากวารายจาย เรียกวา ดุลการชําระเงินเกินดุล ถา ยอดรายรับนอ ยกวา ยอดรายจา ย เรยี กวา ดลุ การชําระเงินขาดดุล และถายอดรายรับหรือรายจายเทากัน หรือเปนศูนยเ รียกวา ดุลการชําระเงินสมดลุ อตั ราแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ เงนิ ตราตางประเทศ หมายถึง เงินตราของประเทศอื่นซง่ึ อยูในความครอบครองของรฐั บาลหรือเอกชน ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ตัวอยางเชน เงินตราตางประเทศในทัศนะของเอกชนและรัฐบาลไทยก็คือเงิน ดอลลาร มารค เยน ปอนด เปนตน สวนเงินบาทเปนเงินที่ออกโดยรัฐบาลไทย ถือเปนเงินตราตางประเทศ ทัศนะของรัฐบาลและเอกชนของประเทศอน่ื นอกจากประเทศไทย เงนิ ตราของประเทศตาง ๆ แตล ะหนว ยจะมี อํานาจซือ้ แตกตางกนั ไปตามคาของเงนิ ในแตละประเทศ ซึ่งคา ของเงนิ แตล ะประเทศจะถูกกําหนดไวในรปู ของ อตั ราแลกเปลีย่ นเงินตราระหวา งประเทศ อัตราแลกเปล่ียนเงินตราระหวางประเทศมีความสัมพันธอยางใกลชิดกับการคาระหวางประเทศ เพราะอัตราแลกเปลี่ยน หมายถึง ราคาของเงินตราสกุลหนึง่ เมอื่ เปรียบเทียบกับเงินตราของสกุลอื่น ๆ อัตรา แลกเปล่ียนเปนราคาที่สําคัญเม่ือเทียบกับราคาสินคาโดยท่ัวไป เพราะอัตราแลกเปลี่ยนจะเปนตัวเช่ือมโยง ราคาสินคาของประเทศตาง ๆ หากเราไมทราบอตั ราแลกเปลี่ยนจะทาํ ใหเราไมส ามารถเปรยี บเทยี บราคาสินคา ระหวางประเทศได และอัตราแลกเปลีย่ น ราคาสนิ คาทุกชนดิ ในตา งประเทศ ซง่ึ คดิ เปน เงนิ ตราของประเทศใด ประเทศหนึง่ จะเปลยี่ นไปดว ย ตวั อยา งเชน อตั ราแลกเปลี่ยนระหวางปอนดกับบาทเปน 1 ปอนดตอ 45 บาท เสื้อขนสัตวตัวหนึ่งมีราคา 20 ปอนดในประเทศอังกฤษจะมี ราคา 900 บาทในประเทศไทย แตถาประเทศ อังกฤษลดคาเงินปอนดเปน 1 ปอนดเทากับ 35 บาท เส้ือขนสัตวตัวเดิมจะมีราคาในประเทศไทยเพียง 700 บาท เทานัน้ โดยตง้ั ขอสมมติในชั้นนี้วา ราคาเส้ือขนสัตวในอังกฤษไมเปล่ียนแตในทางปฏิบัติจริง เม่ืออังกฤษ ลดคาเงนิ ปอนด ราคาสินคา ในอังกฤษจะเปลี่ยนจากระดับเดิมและราคาเปรียบเทียบระหวางเงินบาทกับเงิน ปอนดจะเปล่ียนไป ดังนั้นราคาสินคาท่ีส่ังจากประเทศไทยไปประเทศอังกฤษจะเปลี่ยนไปเชนกัน กลาวคือ ทอี่ ัตราแลกเปลย่ี นเดิมทีเงนิ 1 ปอนดมคี า เทากบั 45 บาทนั้น ถาประเทศอังกฤษตอ งการซ้ือรองเทาซึ่งมีราคา 450 บาทจากประเทศไทย อังกฤษจะตองจายเงิน 10 ปอนด แตเ มือ่ อัตราแลกเปล่ยี นเงินตราเปลี่ยนไปเปน 1 ปอนดม คี า เทากับ 35 บาท จะทําใหองั กฤษตองจายคารองเทาคูเดียวกันถึง 12.8 ปอนด ดังนั้นจึงกลาวไดวา อัตราแลกเปล่ียนเปนปจจัยหน่ึงท่ีมีอิทธิพลตอสินคาเขาและสินคาออกของประเทศ ตลอดจนการดําเนิน กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของประเทศอกี ดว ย ฉะนั้นประเทศตา ง ๆ จงึ พยายามหาวิธีรวมกันในการกําหนดอัตรา แลกเปลี่ยนท่เี หมาะสม
235 ผลจากการรว มกลมุ ทางเศรษฐกิจ การรวมกลุมเศรษฐกิจ (Regional Economic integration) หมายถึง การที่ประเทศมากกวา 1 ประเทศขึ้นไปมารวมกนั อยางเปนทางการ (Official integration) เพ่อื เช่อื มเศรษฐกิจของภูมิภาคเดียวกนั การท่ปี ระเทศในภมู ภิ าคเดียวกันมารวมตัวกนั นน้ั เพราะประสบปญ หาทางการคา นานาประการโดยเฉพาะ ปญหาการขาดดุลการคา ซึง่ มีสาเหตมุ าจากการไรประสิทธิภาพในการผลิตและความไมม่ันคงในสินคาที่เปน วัตถุดิบที่ใชในการผลิต จึงเกิดมีการรวมกลุมกันเพ่ือการผลิตและขยายตลาดและมีการทําสัญญาตาง ๆ เพอ่ื แกปญ หาเฉพาะเรอ่ื ง การรวมกลมุ เศรษฐกจิ มหี ลายประเภท แตม ีลกั ษณะเหมือนกันอยูประการหนึง่ คอื “การใชก าํ แพงภาษี กดี กันสินคา จากประเทศนอกกลุมสมาชิก และใหมสี ิทธพิ ิเศษในการนําเขา สินคาจากประเทศสมาชิกในกลุม” การรวมกลมุ จงึ มลี ักษณะของการคาแบบเสรี และการคาคุมกันอยูในตัวซ่ึงสามารถแบงออกเปนประเภทได ดงั น้ี 1. เขตปลอดภาษี (Free Trade) เปนการวมกลุมประเทศท่ีงายท่ีสุดคือประเทศสมาชิกจะยกเวน การเกบ็ ภาษขี าเขา ระหวา งกันเอง โดยท่แี ตจะประเทศสมาชิกมีอิสระเต็มที่ในการตั้งอัตราภาษีเรียกเก็บจาก ประเทศนอกกลุม เชน เขตการคาเสรีแปซิฟค (Pacific Free Trade Area : PAFTA) เขตการคาเสรีลาติน อเมรกิ า (Latin Amereac Free Trade: LAFTA) การรวมกลมุ ประเทศในลกั ษณะน้มี กั จะมปี ญ หาเนอื่ งมาจาก การทแ่ี ตละประเทศสมาชิกมรี ะดับการพัฒนาท่ีแตกตางกันและการตั้งอัตราภาษีสําหรับประเทศนอกกลุมมี ความแตกตางกนั ทําใหป ระเทศคูค า สามารถเลอื กคา กับประเทศสมาชกิ ที่ต้ังอัตราภาษีไวตํา่ 2. สหภาพศลุ กากร (Custom Union) เปนการรวมกลุมเหมือนเขตปลอดภาษี แตมีขอตกลงเรื่อง การตั้งกําแพงภาษีรวมกันเพื่อเก็บจากประเทศนอกกลุม แตมักจะมีปญหาคืออัตราภาษีท่ีรวมกันต้ังใหม ถาแตกตางจากเดิมมากจะมผี ลกระทบตอ อัตราภาษีเดมิ ทีเ่ กบ็ ภายในประเทศและสงผลกระทบถึงราคาสินคา ในประเทศ 3. ตลาดรว ม (Common Market) มีลกั ษณะเหมือนสหภาพศุลกากรทกุ ประการ แตเพ่ิมเง่ือนไขวา ไมเ พียงแตสนิ คา เทานนั้ ที่สามารถเคลอ่ื นยายไดโ ดยเสรรี ะหวา งประเทศสมาชิกแตไมวาจะเปนการเคลื่อนยาย ทุน แรงงาน สามารถทําไดโดยเสรี การตั้งตลาดรวมจําเปนตองมีนโยบายหลาย ๆ ดานท่ีประสานกัน เชน การเก็บภาษรี ายได นโยบายการเงนิ ภายใน นโยบายการคา ตลอดจนกฎหมายตาง ๆ 4. สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union) เปนการรวมกลุมกันอยางสมบูรณแบบโดยสมาชิก อยภู ายใตน โยบายเดียวกัน ใชเงนิ ตราสกลุ เดยี วกันและอยภู ายใตอาณาจกั รเศรษฐกิจเดียวกนั กลมุ ทางเศรษฐกจิ ท่สี าํ คัญมีดงั นี้ 1. กลมุ ประชาคมยุโรป (European Community : EC) เกิดจากการรวมตัวกนั ของประเทศสมาชิก ในยุโรป 12 ประเทศ ไดแก อังกฤษ เดนมารก ไอรแลนด กรีซ สเปน โปรตุเกส ฝร่ังเศส เยอรมันนี อิตาลี เบลเยียม เนเธอรแลนด และลักแซมเบิรก ปจจุบันประชาคมยุโรปมีสภาพเปนสหภาพศุลกากร กลาวคือ มีขอกําหนดใหประเทศสมาชิกยกเลิกการเก็บภาษีขาเขา ควบคุมสินคาเขาและสินคาออกระหวางประเทศ สมาชิกและไดดาํ เนนิ นโยบายและมาตรการทางการคากับประเทศนอกประชาคมรว มกัน โดยใชระบบประกัน
236 ราคาผลิตผลเกษตรแบบเดียวกัน และใชงบประมาณสวนกลางของประชาคมยุโรปเขาสูการเปนตลาดรวม ตัง้ แตป 2535 และในป 2539 ไดร วมตัวกันเปนสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union) ซ่ึงจะมกี ารใชเงินตราในสกุลเดยี วกนั 2. สมาคมการคาเสรีแหงยุโรป (European Free Trade Association) มีสมาชิกในปจจุบัน 7 ประเทศ คือ นอรเวย สวีเดน ออสเตรยี สวเี ดน ออสเตรยี สวิซเซอรแลนด ไอแลนด ฟนแลนด และลิกเตน- สไตน วัตถปุ ระสงคก ารกอตั้งเปน เขตการคาเสรีมากกวาเปน สหภาพศุลกากร ในป 2527 กลุม ประเทศ น้ีไดเ คย แถลงการณ รว มมอื กนั จดั ต้งั เปนเขตเศรษฐกจิ ยโุ รป (European Economic Area : EEA) โดยมีวัตถปุ ระสงค เพ่ือขยายความรวมมือระหวางกลุมประเทศท้ังสองสวน ข้ันตอนในการจัดตั้งยังไมไดกําหนดไวชัดเจน จนกระทงั่ ป 2532 กลุมประเทศสแกนดิเนเวียวิตกวาการเปนตลาดเดียวของประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป อาจสงผลกระทบตอการคาระหวางประเทศของตน จึงไมมีความประสงคจะกอต้ังเขตเศรษฐกิจยุโรป แตป ระชาชนยุโรปยังใหก ารสนบั สนนุ เนอ่ื งจากสมาคมการคา เสรีแหงยุโรปเปนตลาดสินคาท่ีสําคัญ และใหญ ท่สี ุดของประชาคมยุโรปจงึ ไดมกี ารจดั ตั้งอยางเปน ทางการและมกี ารใหสตั ยาบันรวมกัน โดยมีผลบังคับต้ังแต วันที่ มกราคม 2536 เปน ตน 3. ขอตกลงการคาเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA) มีประเทศสมาชิกในปจจบุ นั 3 ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมรกิ า แคนาดา และเมก็ ซิโก มีวัตถุประสงคเพ่ือยกเลิก การกีดกนั ทางการคาและการลงทุนระหวางประเทศสมาชิกท้ังสามและเพ่ือสรางเขตการคาเสรีที่ยอมรับการ คมุ ครองสทิ ธิในทรพั ยส ินทางปญญา 4. กลุมประเทศอาเซียน ประกอบไปดวยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร มาเลเซีย อนิ โดนีเซยี ฟลปิ ปน ส บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพชู า และเมียนมาร มีวตั ถปุ ระสงคใ นการรวมตัวกันในครั้งแรก คือการแบง งานกันผลติ สินคา เพอ่ื ลดความซ้ําซอนในการผลิต และสรา งอํานาจตอรองทางการคาภายหลังไดมี ขอเสนอใหจัดต้ังเขตการคาเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Agreement : AFTA) มีวัตถุประสงคเพื่อให ประเทศสมาชกิ คอ ย ๆ ยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากร สําหรับสินคาสวนใหญที่คาขายกันอยูใหเหลือรอยละ 5 ภายในระยะเวลา 15 ป เชือ่ วาจะทาํ ใหการคา และการลงทุนของกลุมอาเซียนขยายตัวมากขึ้น ประเทศไทยไดร ว มมอื ทางเศรษฐกิจกบั ประเทศอน่ื ๆ อยา งกวา งขวาง และไดเขารว มเปน สมาชิกของ องคกรระหวางประเทศ หลายองคก รดังน้ี กลุม อาเซียน หรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) ประกอบดวย 10 ประเทศ ไดแก อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร บรูไน ไทย เวียดนาม ลาว กัมพชู า และเมียนมาร สํานักงานใหญต้ังอยทู เ่ี มืองจาการต า ประเทศอนิ โดนเี ซยี องคกรน้มี ีวตั ถปุ ระสงค เพื่อสง เสรมิ ความรว มมือทางเศรษฐกิจ วทิ ยศาสตรแ ละเทคโนโลยี สังคม และ วฒั นธรรม ตลอดจนการเมอื งระหวางประเทศสมาชกิ จากการกอ ต้งั กลุมอาเซยี น มาตง้ั แต พ.ศ.2510 มาถึงปจ จบุ ัน ประเทศสมาชิกอาเซยี น มกี ารขยายตัว ทางเศรษฐกจิ อยา งรวดเร็ว โครงสรางทางเศรษฐกิจก็เปล่ียนแปลงจากภาคเกษตร ไปสูภาคอุตสาหกรรมมากข้ึน
237 สง ผลใหป ระเทศสมาชิกประสบปญหาทัง้ ทางดา นการขาดดุลการคา การเพม่ิ อัตราคา จา งแรงงาน และการขาด แคลน การบริการพน้ื ฐาน กลุมเอเปค (Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC) กอต้ังขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 มี สมาชิก 12 ประเทศ ไดแ ก สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต สิงคโปร ฟลิปปนส นิวซีแลนด มาเลเซีย ญ่ีปุน อินโดนีเซีย แคนาดา บรไู น ออสเตรเลีย และไทย องคกรน้ีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมความรวมมือในการแกปญหารวมกันสงเสริมการคาเสรีตลอดจนการ ปรับปรุงแบบแผนการติดตอ การคา ระหวา งกนั และเพ่ือต้งั รบั การรวมตวั เปน ตลาดเดียวกนั ระหวางประเทศ สมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ และสังคมสําหรับเอเชียและแปซิฟก (Economic and Social Commission for Asia and Pacific : ESCAP) องคกรน้เี ปนองคกรทจ่ี ดั ตง้ั ขน้ึ โดยองคก ารสหประชาชาติ มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมความรวมมือในการ พัฒนาดานเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศสมาชิกทอี่ ยูในเอเชยี และแปซฟิ ก รวมทง้ั ประเทศไทยดวย ESCAP เปนองคกรท่ีขยายมาจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแหงเอเชีย และตะวันออกไกล (Economic Commission for Asia and the Far East : ECAFE) ซ่ึงจัดต้ังข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2490 และ ใน พ.ศ. 2517 ไดขยายมาเปน ESCAP ทงั้ นีเ้ พ่อื ใหค รอบคลมุ ประเทศในพน้ื ที่เอเชีย และแปซฟิ กทัง้ หมด ประเทศท่ีเปนสมาชิกจะไดรับความ ชว ยเหลือในการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม สํานักงานตงั้ อยูท่ี กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ขอตกลงท่ัวไปดวยภาษีศุลกากรและการคา (General Agreement on Tariffs and Trade : GATT) กอ ต้ังเมื่อวันที่ 30 ตลุ าคม พ.ศ. 2409 มปี ระเทศสมาชกิ เกือบทั่วโลก ประเทศไทยเขาเปนสมาชิกเมื่อ วันท่ี 20 พฤศจิกายน 2525 องคกรนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือสงเสริมระบบการคาเสรี และสงเสริมสัมพันธภาพ ทางการคา และเศรษฐกิจระหวางประเทศ โดยทุกประเทศสมาชิกตอง ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ GATT ประเทศไทยไดร บั การสง เสริมดา นการขยายตัวทางการคา ทาํ ใหค วามเสยี เปรยี บดา นการเจรจาการคา ระหวา ง ประเทศกับมหาอํานาจทางเศรษฐกิจลดลงไปมาก ความสัมพันธระหวา งเศรษฐกิจของไทยกับกลมุ เศรษฐกิจโลก ประเทศไทยเปน ประเทศสมาชิกในขอตกลงเขตการคาเสรอี าเซยี น ซ่งึ มีวัตถปุ ระสงคข องการรวมกลุม คลายกับการรวมกลมุ ของประเทศในภูมภิ าคอื่น ๆ คือ การยกเลกิ กําแพงภาษที มี่ รี ะหวางประเทศสมาชิกและ กําหนดมาตรการทางเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมกัน เชน การผลิตสินคาบริการ การกําหนดอัตราภาษีศุลกากร เปน ตน ในขณะเดียวกนั กส็ รา งกาํ แพงภาษีเพื่อสกัดกน้ั สนิ คาทีมาจากนอกเขต ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ สังกัดอยูในกลุม “ขอตกลงทั่วไปวาดวยภาษีศุลกากรและสินคา (General Agreement on Tariff and Trade : GATT) ซงึ่ เปน องคกรท่ีเกี่ยวของกับการปฏิบัติทางการคาของโลก ซ่ึงประเทศไทยมีพันธะสัญญาท่ี จะตอ งปฏิบัติตามขอ ตกลงเหลาน้ัน เชน การสงเสริมการคา แบบเสรกี ารลดอัตราภาษนี ําเขา การถอื หลกั การท่ี ไมใหมกี ารกีดกันทางการคา แตกตา งกันตามประเทศคูคา การคมุ ครองสทิ ธิในทรัพยสนิ ทางปญญา เปน ตน ซึ่งมี ขอตกลงบางอยา งก็เปน สง่ิ ท่ขี ัดกบั การคา ภายในประเทศ เชน การยอมรบั ในขอ ตกลงวาดวยการคุมครองสิทธิ ทางปญญา แตการประกอบธรุ กิจในประเทศไทยหลายประเภทมลี ักษณะละเมดิ สทิ ธิทางปญ ญา
238 เนือ่ งจากการทแ่ี ตล ะประเทศตา งรวมตัวกันเปน เขตเศรษฐกิจในลักษณะตาง ๆ กันประกอบกิจกรรม ทางเศรษฐกิจจะดําเนินการเฉพาะภายในกลุม ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายกีดกันสินคาจากภายนอกกลุม ทาํ ใหเปนการยากทีป่ ระเทศไทยจะหาตลาดทางการคา ประเทศไทยจงึ ตองดําเนินนโยบายทางการคาโดยการ เจรจาทางการคากบั ประเทศคคู า โดยตรงเพ่ือรกั ษาตลาดทางการคา ในขณะเดียวกันก็พยายามหาทางขยาย ตลาดไปสภู ูมภิ าคท่ียงั มีการรวมกลุมทางเศรษฐกจิ ท่ไี มค อ ยเขมแข็งนกั เชน ตลาดยุโรปตะวันออก แบบฝกหัดทา ยบทเร่ืองท่ี 7 คําชแ้ี จง เมอื่ ศกึ ษาบทน้แี ลว ใหนกั ศกึ ษาคนควาและตอบคําถามตอ ไปนี้ 1. ในระดับชมุ ชน มคี วามเกีย่ วเนอื่ งอยางไรกบั ระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ 2. จากสภาวการณเศรษฐกจิ ปจจบุ ัน ประชาชนไดร ับผลกระทบอยา งไร ใหยกตัวอยา งประกอบ 2- 3 อยา ง 3. การกีดกันทางการคา ของประเทศคูแขง มอี ะไรบาง 4. อะไรบา งทค่ี นไทยควรปรับตัวในการทําธรุ กิจกบั ตางชาติ
239 บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง สาระสาํ คญั การศึกษาเรื่องการเมอื งการปกครอง นอกจากผูเรียนจะไดเ รียนรถู งึ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และการปกครองระบอบเผด็จการของประเทศตา ง ๆ ในโลกแลวยังไดร ูแ ละเขาใจถึงพัฒนาการของประเทศ ตาง ๆ นับตั้งแตย ุคโบราณ ยคุ กลาง ชวงครสิ ตว รรษ ท่ี 18, 19 และ 20 โดยจะทราบวาจุดเร่ิมตนของระบอบ ประชาธิปไตยมคี วามเปน มาอยา งไร และประชาธิปไตยของประเทศตา ง ๆ รวมทั้งประเทศไทยเปน อยางไรบา ง นอกจากน้ีผูเรียนยังไดเรียนรูถึงเหตุการณสําคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทยและของโลกวา เหตุการณห รือสถานการณทางการเมืองนั้นสง ผลกระทบตอสังคมไทยและสังคมโลกอยางไร รวมทั้งผูเรียน จะไดศ ึกษาเรยี นรถู ึง หลักธรรมมาภบิ าลและแนวปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมมาภิบาลเปนอยา งไร เพ่อื การนําไปสกู าร ปฏิบัติตนของผูเรียนไดอ ยางถูกตอง และเหมาะสมตอไป ตัวชวี้ ดั 1. รแู ละเขา ใจระบอบการเมืองการปกครองตา ง ๆ ทีใ่ ชอยปู จ จุบนั 2. ตระหนกั และเหน็ คณุ คา การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย 3. รูและเขาใจผลทเ่ี กิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมอื งการปกครองของประเทศไทยจากอดตี 4. รูและเขา ใจผลทเี่ กิดจากการเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งการปกครองของโลก 5. ตระหนกั และเหน็ คุณคาของหลักธรรมาภิบาลและนาํ ไปปฏิบตั ิในชีวติ จริงได ขอบขายเนื้อหา เรอ่ื งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธิปไตย เรื่องท่ี 2 การปกครองระบอบเผด็จการ เรือ่ งท่ี 3 พฒั นาการของระบบประชาธิปไตยของประเทศตาง ๆ ในโลก เร่อื งท่ี 4 เหตุการณส าํ คัญทางการเมอื ง การปกครองของประเทศไทย เร่อื งท่ี 5 เหตกุ ารณสําคัญทางการเมอื ง การปกครองของโลกที่สงผลกระทบ ตอประเทศไทย เรื่องที่ 6 หลกั ธรรมาภิบาล
240 เรอ่ื งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย 1. ระบอบประชาธิปไตย คําวา “ประชาธิปไตย” เปน คําไทยท่ีบญั ญัตขิ นึ้ ใหมีความหมายตรงกับคําภาษาอังกฤษวา Democracy หมายถงึ อาํ นาจของประชาชน คาํ วา “ประชา” แปลวา ประชาชน คําวา “อธิปไตย” แปลวา ความเปน ใหญ สรุปวา คําวา “ประชาธิปไตย” หมายถึง การปกครองที่ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศ ดงั นน้ั “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” จึงหมายถึง ระบอบการปกครองซึ่งประชาชนมีอํานาจ สูงสุด โดยจะเห็นวา การปกครองระบอบประชาธิปไตยในปจจุบันน้ันจะแยกออกเปน 2 แบบ คือ ระบอบ ประชาธปิ ไตยแบบมีพระมหากษัตรยิ เปนประมขุ กับระบอบประชาธปิ ไตยแบบมปี ระธานาธิบดเี ปน ประมขุ ระบอบประชาธิปไตยมีความเชื่อวา มนุษยเปนสัตวประเสริฐ มีความคิด ความเฉลี่ยวฉลาดและ สติปญญาที่จะปกครองตนเองได สามารถใชเหตุผลในการแกไขปญหาของตนเอง และสังคมได ดังน้ัน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเปนวิธีการท่ีประชาชนมีโอกาสไดเลือกสรรคนท่ีเหมาะสมเขาไปทํา หนาท่ีในการบริหารประเทศแทนตน อันเปนหนทางท่ีดีท่ีสุด การปฏิวัติรัฐประหารการใชวิธีรุนแรง การปราบปรามเขนฆา เพือ่ ใหไ ดมาซง่ึ อํานาจในการปกครองถอื เปนวิธีการท่ีดูหมิ่นเหยียดหยามและทําความ ทําลายความเปน มนุษยของประชาชนอยา งยงิ่ 2. หลกั การของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยจะม่ันคงหรือไมนั้นข้ึนอยูกับรัฐบาลและประชาชนวาจะยึดมั่นในหลักการ ของระบอบประชาธปิ ไตยมากนอ ยเพยี งใด ซง่ึ หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีดงั นี้ 2.1 หลักความเสมอภาค หลักความเสมอภาค หมายถงึ ทกุ คนไมวา ฐานะจะเปน อยา งไร มสี ตปิ ญญาหรือความสามารถ มากนอยแตกตางกัน หรือแมมีผิวพรรณแตกตางกัน แตทุกคนมีความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกัน ซึ่งหลัก ความเสมอภาคแบงเปน 4 ลักษณะ ดังนี้ 1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทุกคนมีความเทาเทียมกันทางกฎหมาย รฐั บาลจะออกกฎหมายเพือ่ คมุ ครองใครคนใดคนหน่ึงไมไ ด เม่อื มใี ครกระทําผดิ ก็จะตองถูกกฎหมายลงโทษเทา เทยี มกัน 2) ความเสมอภาคทางการเมือง หมายความวา ทกุ คนมีความเทาเทียมกันในทางการเมือง การปกครอง เชน ทุกคนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเทากันคือคนละ 1 เสียง มีสิทธิตั้งพรรคทาง การเมือง มสี ิทธิลงสมัครรบั เลอื กต้ัง มีสิทธ์ิตง้ั กลุมทางการเมือง มีสทิ ธแิ สดงความคดิ เหน็ ทางการเมือง เปน ตน
241 3) ความเสมอภาคทางเศรษฐกจิ หมายความวา ประชาชนมสี ิทธิในการประกอบอาชีพทาง เศรษฐกิจ และสามารถครอบครองหรอื ไดร บั ประโยชนจากกจิ การท่ีตนทาํ ไปอยางเต็มท่ี รัฐบาลจะตอ งเปน ผูนํา ทรัพยากรภายในประเทศมาใชและจัดสรรผลประโยชนเหลานั้นสูประชาชนอยางท่ัวถึง โดยการกระจาย ความเจริญไปสสู ว นตา ง ๆ ของประเทศ 4) ความเสมอภาคในดา นโอกาส หมายความวา ความเทาเทียมกันท่ีจะไดรับโอกาสในการ พฒั นาตนเอง เชน โอกาสทางการศึกษา (ความเทาเทียมกันในการสอบเขา มหาวิทยาลัย) การประกอบอาชีพ การสรา งฐานะทางเศรษฐกิจ 2.2 หลกั สทิ ธเิ สรภี าพและหนา ท่ี สิทธิ หมายถงึ อาํ นาจหรือผลประโยชนข องบคุ คลทีก่ ฎหมายใหความคมุ ครอง บุคคลทีล่ ะเมดิ ลวงเกิน หรอื กระทาํ การใด ๆ ที่กระทบกระเทือนตอ สิทธิของบุคคลอืน่ ไมได เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคล การกระทําน้ันตองไมขัดตอกฎหมายหรือ ไมละเมดิ สทิ ธขิ องผอู ื่น เชน มีเสรีภาพในการเขียนแสดงความคิดเห็น แตถาไปละเมิดสิทธิของผูอ่ืน โดยการ เขยี นโจมตซี ่งึ ขาดพยานหลกั ฐาน เชน นีผ้ ูท ่ีไดรับความเสียหายกม็ สี ทิ ธิที่จะปกปองชอ่ื เสียงของตนเอง ดวยการ ฟองรองไดหรือเรามีเสรภี าพท่ีจะเปดวิทยุภายในบา นเรือน แตถ า เปดเสียงดังเกนิ ไปจนรบกวนผอู นื่ เชน นี้ถอื วา เปน การละเมดิ สิทธิของผอู น่ื ปน ตน หนาที่ หมายถงึ ภาระหรือความรบั ผดิ ชอบทีบ่ ุคคลจะตองปฏบิ ัติตามกฎหมาย สทิ ธิและเสรภี าพเปน รากฐานที่สําคญั ในการปกครองประชาธปิ ไตย ประเทศใดใหส ทิ ธิและเสรีภาพกับ ประชาชนมาก ประเทศน้ันก็มีประชาธิปไตยมาก ในทางกลับกันถาประเทศใดจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน แสดงวา ประเทศนั้นไมเ ปนประชาธิปไตย สทิ ธแิ ละเสรภี าพขั้นพน้ื ฐานของประชาชนทรี่ ฐั บาลจะตองใหการรบั รอง ไดแก 1) สทิ ธแิ ละเสรภี าพสว นบคุ คล เปนสทิ ธเิ สรีภาพทีท่ กุ คนพงึ มใี นฐานะทเ่ี กดิ มาเปน มนุษย ไดแ ก สทิ ธิ และเสรภี าพในการไดรับการคุมครองท้ังทางรางกายและทรัพยสินจากรัฐ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบ อาชีพสุจริต สิทธิและเสรภี าพในการเลอื กท่อี ยู หากรัฐบาลหรือบคุ คลใดกระทาํ การละเมดิ ตอ สทิ ธแิ ละเสรีภาพ ของบุคคลอน่ื ถอื วาเปนความผดิ 2) สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง เปนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่จะเขามามีสวนรวม ในกจิ กรรมทางการเมืองการปกครอง และกิจการตา ง ๆ ของรฐั เชน สิทธิทางการเมืองระหวางเพศหญิงและ ชายมเี ทาเทยี มกัน ประชาชนมีสทิ ธิออกเสียงเลือกต้งั รบั เลอื กต้งั ต้ังพรรคการเมือง แตตอ งอยูภายใตก ฎหมาย และระเบยี บอันดงี ามของประเทศ 3) สทิ ธแิ ละเสรภี าพทางเศรษฐกจิ ประชาชนมเี สรีภาพในการเลือกประกอบอาชีพมสี ทิ ธิเปน เจา ของ ทรัพยส ินทีห่ ามาดว ยความสจุ ริต มสี ิทธิทจ่ี ะไดร ับคาจางแรงงานท่ีเปนธรรม เปนตน รฐั บาลจะตองไมละเมิดสทิ ธิและเสรีภาพของประชาชน ยกเวนในกรณีสงครามหรือเพื่อรักษาความ มั่นคงของชาติ การรักษาความสงบเรยี บรอย การคุมครองผลประโยชนของสวนรวม การรักษาศีลธรรมอันดี งามของประชาชนและการสรา งสรรคค วามเปน ธรรมใหกบั สงั คมเทา นั้น
242 2.3 หลักนิตธิ รรม กฎหมายเปน กฎเกณฑกติกาทที่ ุกคนจะตองปฏิบตั ิตาม ดงั นั้น สทิ ธิ เสรีภาพและความเสมอภาคใด ๆ จะเปนจริงไมไดห ากขาดกฎหมายทเ่ี ปน หลักประกนั คุมครองประชาชนเพราะเม่อื ไมมีกฎหมาย แตล ะคนกอ็ าจ ทาํ ตามความพอใจของตน ทาํ ใหเ กดิ การละเมิดสิทธแิ ละเสรภี าพขน้ึ ได 2.4 หลกั การยอมรับเสียงสวนมาก การอยรู วมกนั ของคนหมูมาก ยอมมีความขัดแยงหรือความเห็นไมตรงกันติดตามมา ปญหา ความขัดแยง บางอยา งท่ีเก่ียวของกับความถูกผิด สามารถใชกฎหมาย ระเบียบของสังคมหรือกฎศีลธรรมมา ตดั สินได แตค วามขัดแยงบางอยา งไมเกยี่ วของกับความถูกผิด เปนความขัดแยงของสวนรวมท่ีตองการทําส่ิง ตาง ๆ ใหดีข้ึน ดังน้ันจึงตองอภิปรายถกเถียงกัน แตละฝายช้ีแจงเหตุผล จากน้ันจึงลงมติเลือกสิ่งท่ีดีท่ีสุด ขอเสนอใดทเ่ี ปนเสยี งขา งมาก กค็ อื วา เปน มตขิ องคนสว นใหญ ซงึ่ ทุกคนตอ งนาํ มติน้ีไปปฏิบตั ิ 3. ประเภทของประชาธปิ ไตย การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย แบงออกเปน 2 ประเภท คือ 3.1 ประชาธปิ ไตยโดยทางตรง เปนวิธีการท่ีประชาชนทุกคนมีสวนรวมในการปกครองโดยตรง เหมาะกบั รฐั ทมี่ ปี ระชากรไมมาก เชน นครรฐั กรีกโบราณ ใหป ระชาชนทุกคนรว มกันพจิ ารณาตดั สินปญหา แตวธิ กี ารนีไ้ มเหมาะสมกับรฐั ท่ีมีประชากรเปน จํานวนมาก ประชาธิปไตย โดยทางออ มจึงถูกนํามาใชกับรัฐท่ีมี ประชากรเปน จํานวนมาก 3.2 ประชาธิปไตยโดยทางออม เนอ่ื งจากจาํ นวนประชากรของแตละประเทศมีจํานวนมหาศาล ดังนั้นการใหประชาธิปไตยทางตรง จึงไมสามารถกระทําได ประเทศตาง ๆ ทั่วโลกไดใชวิธีประชาธิปไตย ทางออ ม ซ่งึ กค็ อื การเลือกตัวแทนเขาไปทําหนาที่แทนประชาชน การใชอํานาจอธิปไตยของประชาชนจะใช ผา นตวั แทน ซง่ึ ไดแก อํานาจนติ กิ ับบัญญัติคือรัฐสภา อาํ นาจบริหารคอื รัฐบาล อาํ นาจตลุ าการคือศาล 4. ขอดแี ละขอ เสียของระบอบประชาธิปไตย 4.1 ขอ ดขี องระบอบประชาธิปไตย 1) ทําใหประชาชนยดึ หลกั การทถ่ี กู ตอง ชอบธรรม มรี ะเบยี บวินยั รูจักประสานผลประโยชน รว มกนั ของคนภายในชาติ เสรมิ สรางจรยิ ธรรม คุณธรรม ความถูกตองดีงามกอใหเกิดความเรียบรอยสงบสุข ความเจริญงอกงาม ขวญั กาํ ลังใจ ศกั ดิ์ศรี และความภาคภูมิใจในการเปนเจา ของประเทศอยางแทจรงิ 2) การปกครองระบอบประชาธิปไตย เปนการปกครองที่ประชาชนทุกคนมีสวนในการ ปกครองตนเอง เปนเจาของอํานาจสูงสุดของประเทศคืออํานาจอธปิ ไตย จึงทําใหการปกครองมเี สถยี รภาพ 3) ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเทา เทียมกัน 4) เปน การปกครองทป่ี ฏิบตั ติ ามมตขิ องเสียงสวนมาก ขณะเดียวกันก็เคารพเสียงสวนนอย โดยต้งั อยูบนหลักการของประโยชนส วนรว ม ความถกู ตอง และตองไมละเมดิ สทิ ธิและเสรีภาพของผอู ่นื 5) ชว ยแกไขปญหาความขัดแยง ภายในหมปู ระชาชน ระหวางรัฐกับประชาชน หรือระหวาง รฐั กับรฐั โดยอาศยั กฎหมายท่กี ําหนดข้ึนเปนกตกิ า หรือใชก ารอภปิ รายลงมติเพ่อื หาขอสรุป
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290