ความจรงิ แหง่ ชีวติ ๑๔๑ ทันด้วยปัญญา จิตใจนัน้ ก็สว่างผ่องใส ความเป็ นกุศลธรรมก็ เกิดขนึ ้ ทงั ้ หมดนีข้ ้อสาคญั ก็คือการรู้เท่าทันความจริง ส่ิงท่ีเป็ น เคร่ืองทดสอบพทุ ธศาสนิกชนในเรื่องการปฏิบตั ิก็คือ ความรู้เท่า ทันนีแ้ หละว่า เราได้ศึกษาธรรมแล้ว มีความรู้เท่าทัน สามารถ ดารงจิตใจของตนเองได้เป็ นปกติสขุ หรือให้พฒั นาเจริญงอกงาม ขนึ ้ ได้แคไ่ หนเพยี งไร ความจริงท่ีวา่ รู้เทา่ ทนั นกี ้ ็คือเร่ืองเก่ียวกบั อนิจจงั นนั่ เอง พทุ ธศาสนิกชนได้ศึกษาหลกั ของความเป็ นอนิจจงั กนั มา เป็ นอันมาก แม้แต่ผ้ทู ่ีไม่ได้สนใจศึกษาธรรมเลย เพียงแต่อยู่ใน สงั คมไทยทีเ่ ป็นสงั คมของชาวพทุ ธนีโ้ ดยท่ีไม่ได้ตงั ้ ใจ ก็จะได้ยินได้ ฟังคาว่าอนิจจัง หรือความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง ความ เกิดขนึ ้ ตงั ้ อย่ดู บั ไปนอี ้ ย่จู นพอจะค้นุ หคู ้นุ ใจ สาหรับคนทงั ้ หลายโดยทวั่ ไปนนั ้ ก็จะได้ยินคาวา่ อนิจจงั ใน ความหมายของความเปล่ียนแปลง ทา่ นสอนให้รู้ว่าสิ่งทงั ้ หลายมี ความเปลี่ยนแปลงไป ไม่แน่นอน เมื่อมีความไม่แน่นอนแล้ว วนั หนงึ่ มนั อาจจะเป็นอย่างหนึ่ง อีกวนั หน่งึ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปเป็ น อีกอย่างหน่ึงได้เสมอ โดยเฉพาะชีวิตของคนเรานี ้ตงั ้ ต้นแต่ชีวิต ของตวั เราเอง ก็มีความไม่แนน่ อน เปล่ียนแปลงไปในทางสุขบ้าง เปล่ียนแปลงไปในทางทุกข์บ้าง วันหนึ่ง เราอยู่เป็ นสุขดีๆ แต่ วนั รุ่งขึน้ โดยไม่คาดหมาย ก็อาจจะเกิดความทกุ ข์ขึน้ มา เช้ายัง หวั เราะกนั อย่สู นกุ สนาน พอเย็นเปล่ียนแปลงเป็ นเศร้ าสลดไป ส่ิง ทงั ้ หลายก็เป็นอย่อู ย่างนี ้
๑๔๒ คติธรรมแห่งชีวิต โดยเฉพาะเก่ียวกับเร่ืองการเกิดและความตายนนั ้ มีคติ ในทางพระศาสนาสอนไว้เป็ นอันมาก ให้รู้เท่าทนั ความเป็ นจริง เชน่ บอกวา่ คนเรานีเ้กิดขึน้ มาแล้ว นบั ตงั ้ แต่นาทีท่ีเกิดมานนั ้ ชีวิต ก็บ่ายหน้าไปหาความสิน้ สุดทงั ้ นนั ้ เรียกว่าเป็ นชีวิตที่เดินหน้าไป หาจุดจบอย่างเดียว ส่ิงท่ีจะทาได้ก็มีแต่ว่าทาอย่างไรจะประคับ ประคองบริหารชวี ติ ของเราให้ดีทีส่ ดุ ในระหวา่ งที่เป็นอย่นู นั ้ คนเราที่อย่รู ่วมกนั เป็นจานวนมากนี ้ทา่ นบอกวา่ บางทีเช้า ก็เหน็ กนั อยู่ แตพ่ อตกเย็นบางคนก็ไม่เหน็ เสียแล้ว หรือเย็นนีเ้ ห็น กนั อยู่ แตพ่ อถึงเช้าวนั รุ่งขึน้ ก็ไม่เห็นเสียแล้วก็มี จึงเป็ นเร่ืองที่ต้อง มองด้วยความต่นื ตวั รู้เทา่ ทนั และไม่ประมาทอยตู่ ลอดเวลา คนบางคนนเี ้หน็ กนั เม่ือสองวนั ก่อน แล้วระยะตอ่ มาไม่พบ หน้า พอมาได้ยินข่าวอกี ที ทา่ นก็ถึงแก่กรรมเสียแล้ว ก็ได้แต่อทุ าน ออกมาว่า อ้าว ! ก็ยงั เหน็ ดีๆ แข็งแรงอยู่ อะไรกันน่ี เสียแล้วหรือ? เรื่องก็เป็ นอย่างนี ้ดงั ท่ีเราก็ได้ยินได้ฟังกนั อย่บู ่อยๆ ทา่ นผ้ใู ดหาก วา่ ไมไ่ ด้คดิ พิจารณาเลย ไมไ่ ด้เอาคติเหลา่ นีม้ าระลึกไตร่ตรองด้วย ความรู้เท่าทนั ก็จะไม่ได้ประโยชน์จากความจริง แต่ถ้าหากนามา พจิ ารณาแล้ว กจ็ ะได้ประโยชนจ์ ากการที่รู้เข้าใจความจริงนนั ้ และ เป็นประโยชน์แกช่ วี ิตของตนด้วย ซ่งึ ทงั ้ หมดนีก้ ็เป็ นเรื่องของความ จริงเกี่ยวกบั หลกั อนิจจงั หรือความไม่เท่ยี งแท้แนน่ อนนนั่ เอง ความไมเ่ ที่ยงแท้แนน่ อนนเี ้ป็ นกฎธรรมชาติอย่างหนงึ่ เป็ น กฎธรรมชาติส่วนที่เห็นได้ง่ายๆ ในรูปของความเปลี่ยนแปลง ถ้า ต้องการจะบอกว่า ส่ิงทงั ้ หลายเปล่ียนแปลงไปตลอดเวลา หรือมี ความเปล่ียนแปลง เราก็สามารถพูดให้เห็นได้ง่ายๆ เช่นอาจจะ
ความจริงแห่งชีวติ ๑๔๓ ยกตวั อย่างขึน้ มาชีว้ า่ ดอกไม้ที่จดั วางอย่หู น้าท่ีตงั ้ ศพซงึ่ เป็ นส่วน หนงึ่ ของเครื่องตงั ้ นี ้ตอนนกี ้ ็สวยสด งดงาม ยงั ใหม่อยู่ แตอ่ ีกไม่ ช้าข้ามคืนข้ามวนั ไปไม่นาน ก็จะเห่ียวแห้งลงไปตามลาดบั การที่มีการจัดเคร่ืองตงั ้ ด้วยดอกไม้อย่างนี ้มองในแง่ของ ธรรมก็เป็ นเครื่องเตือนใจเหมือนกัน คือเป็ นเคร่ืองเตือนใจให้เรา พิจารณาว่า ชีวิตของคนเราก็เหมือนอย่างนี ้ดอกไม้ต้นไม้ก็เป็ น ชีวิตเหมือนกัน แต่เราจะเห็นได้ง่ายถึงการท่ีมันเปล่ียนแปลงไป จากความสวยสดมีสีสนั งดงาม ก็จะร่วงโรยเหี่ยวแห้งไป ชีวิตของ คนเราก็เป็ นอย่างนัน้ คือว่าดอกไม้นีเ้ ป็ นเครื่องเตือนใจให้เรา มองเหน็ คตธิ รรมดานนั่ เอง แม้แต่ธูปเทียนที่จดุ ขึน้ มาบูชานี ้ก็มีความหมายสองด้าน ในด้านหน่ึงนัน้ เป็ นเครื่องบูชาคุณ แสดงความเคารพกราบไหว้ และราลกึ ถงึ ทา่ นผ้ลู ว่ งลบั ไปแล้ว แต่อีกด้านหน่ึงก็เป็ นคติเตือนใจ ให้นึกถึงหลกั อนิจจงั นีด้ ้วย เหมือนดงั เทียนที่จดุ อย่นู ่ีก็จะมองเห็น วา่ คอ่ ยๆ สนั ้ ลงไป คอ่ ยๆ น้อยลงไป ค่อยๆ หมดไป ชีวิตของคนเรา นีก้ ็เหมือนกับแสงเทียน เทียนท่ีจุดแล้วก็เหมือนชีวิตที่เริ่มต้นขึน้ แล้ว ตอ่ จากนนั ้ ก็จะคอ่ ยๆ น้อยลงๆ ลดลงไป สนั ้ ลงไปตามลาดบั จนกระทงั่ หมดไป มองให้ซงึ ้ กวา่ นนั ้ อีก เทียนนีจ้ ะให้คติลกึ ลงไปในทางธรรม แม้กระท่งั ให้เห็นความสืบต่อของชีวิตท่ีอาศัยปัจจยั ต่างๆ การท่ี แสงเทียนลุกไหม้ส่องสว่างอยู่ได้ตลอดเวลานี ้ ก็เพราะมีปัจจัย ต่างๆ คอยหนนุ ไว้ เริ่มแต่อาศัยเนือ้ เทียนที่เป็ นเชือ้ ไฟ อาศัยไส้
๑๔๔ คติธรรมแห่งชีวติ ตลอดจนอาศยั อากาศ จึงหล่อเลีย้ งเปลวไฟอยู่ได้ ชีวิตคนเราก็ เหมือนกนั ต้องอาศยั ปัจจยั ตา่ งๆ ชว่ ยหลอ่ เลยี ้ งไว้ รวมความว่า สิ่งที่ประกอบในพิธีศพนัน้ ความจริ งมี ความหมายหลายอย่าง หลายขนั ้ สดุ แต่ผ้ทู ่ีได้มารู้เหน็ มาร่วมพิธี นนั ้ จะคิดนึก หรือว่ามีความเข้าใจเพียงไร หากว่ามีปัญญารู้จัก พิจารณา ก็ยิ่งเห็นคติความจริงของสิ่งทงั ้ หลายมากขึน้ แตอ่ ย่าง น้อยก็ควรจะได้ส่วนท่ีเด่นชัดดังที่กล่าวมาแล้ว คือความเป็ น อนจิ จงั หรือความไม่เท่ยี ง ซง่ึ เป็นกฎธรรมชาตอิ ยา่ งหนง่ึ นนั ้ ร้คู วามจรงิ ของธรรมดา แต่ได้ประโยชน์มหาศาล กฎธรรมชาติเป็ นความจริ ง ท่ีเราทัง้ หลายจะต้องรู้ไว้ เพราะมีแตป่ ระโยชน์ แม้จะเป็ นกฎธรรมชาติในสว่ นที่ไม่ถกู ใจเรา ไม่น่าปรารถนา เราก็ต้องรู้ เพื่อจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ความรู้กฎ ธรรมชาติหรือความจริงของสิ่งทงั ้ หลายตามธรรมดานี ้อาจแบ่ง งา่ ยๆ วา่ มีประโยชนไ์ ด้ ๓ ขนั ้ ขนั ้ ที่ ๑ เป็นประโยชน์สาหรับที่จะปฏิบตั ิตามได้ถูกต้อง เพื่อจะดารงชวี ติ อย่ไู ด้ด้วยดี มิให้เกิดทกุ ข์โทษภยั ขนั ้ ที่ ๒ เป็นประโยชน์ในการที่จะนามาใช้ มาจดั มาทา หรือสร้างสรรค์อะไรของเราเอง ให้สาเร็จประโยชน์ขึน้ มาตามต้องการ ขนั ้ ที่ ๓ เป็ นประโยชน์ในทางความรู้เท่าทนั ท่ีจะดาเนิน ชีวิตด้านใน ทาให้รู้จักวางท่าทีของจิตใจได้ ถูกต้ อง ทาให้ มี ความสขุ และไร้ทกุ ข์อยา่ งแท้จริง
ความจรงิ แห่งชวี ติ ๑๔๕ สามอย่างนีเ้ป็ นหวั ข้อที่อาจจะเข้าใจยากอยู่ แต่จะเห็นได้ ตามลาดบั ตงั ้ แตข่ ้อหนงึ่ วา่ ความรู้เก่ียวกับความจริงของธรรมชาติ นนั ้ มีประโยชน์ในประการท่ีหนึ่งซึ่งง่ายท่ีสดุ คือการท่ีจะปฏิบัติ ตาม เมื่อปฏิบตั ิตามมนั ได้ถกู ต้องสอดคล้องกนั ดี ชีวิตของเราก็จะ เป็ นไปได้ดีด้วย ตวั อย่างง่ายๆ ในชีวิตความเป็ นอยู่ทางด้านวตั ถุ คนเรานี ้ อาศยั ส่งิ แวดล้อม ซงึ่ เป็นเรื่องของธรรมชาติ กฎธรรมชาติเก่ียวข้อง กบั ชีวติ ของเราอยตู่ ลอดเวลา โบราณเรียกวา่ ดนิ นา้ ลมไฟ ไฟก็อย่างดวงอาทิตย์ ซึ่งมีแสงท่ีร้ อน แดดที่เป็ นรัศมีของ ดวงอาทิตย์ส่องลงมานี ้ มีความร้ อน ความร้ อนนัน้ มีประโยชน์ หลายอยา่ ง เชน่ ตากผ้าก็ทาให้แห้งได้ อาศยั แดดนีม้ าชว่ ยแผดเผา ชว่ ยให้หายชืน้ ถ้าเราต้องการให้ผ้าของเราแห้ง เราก็ต้องปฏิบัติ ตามธรรมชาตินี ้ คือรู้ว่าแดดนีม้ ีความร้ อน แล้วก็ช่วยทาให้สิ่ง ทงั ้ หลายแห้งได้ เราต้องการให้ผ้าของเราแห้ง เราก็เอาผ้ าไปผึ่ง แดดนนั ้ หรืออย่างคนท่ีทาเกษตรกรรม เห็นธรรมชาติหมนุ เวียน ประจาแตล่ ะปี เดือนนีฝ้ นมา แล้วพืชพนั ธ์ุธัญญาหารงอกงาม เรา กป็ ฏิบตั ติ ามกฎธรรมชาตินนั ้ ถงึ เวลานี ้ฤดนู ี ้เดือนนีฝ้ นจะมา เราก็ ปลกู ข้าวทานา หรือปลกู พืชทาไร่ให้ตรงตามการหมุนเวียนของ ฤดกู าลท่ีฝนจะมา ถึงฤดแู ล้งอากาศแห้งเราควรจะทาอย่างไร ก็ทา ให้เป็ นไปตามนนั ้ การทาอย่างนี ้ก็เป็ นการปฏิบัติตามธรรมชาติ ด้วยความรู้ทีเ่ พียงปฏบิ ตั ิตามเท่านนั ้ ก็เกิดผลดีแก่ชีวิตของเรา คือ ทาให้เราเป็นอยไู่ ด้ด้วยดี ชีวิตกม็ ีความกลมกลืนราบร่ืนไปได้
๑๔๖ คติธรรมแห่งชีวิต ทนี ี ้ในขนั ้ ที่สอง คนท่ีมีความเจริญย่ิงขนึ ้ นอกจากมีความรู้ ในเร่ืองกฎธรรมชาตพิ อท่ีจะปฏบิ ตั ติ ามได้ให้ตนดารงชีวิตอย่ดู ้วยดี แล้ว ก็เอาความรู้ในกฎธรรมชาตินนั ้ มาจดั สรรปรุงแต่งทาอะไรตอ่ อะไรที่เป็ นของตนเองขึน้ ได้ด้วย เช่นอย่างเรารู้กฎธรรมชาตินี่เอง ในเร่ืองที่ว่า ถ้าต้มนา้ คือ เอาไฟมาใช้ต้มนา้ ให้เป็ นไอขึน้ มาแล้ว ไอท่ีพลุ่งขึน้ มานีถ้ ้าเอาอะไรไปกดไปปิ ดกัน้ ไว้มันจะมีกาลังอัด อาจจะทาให้สิ่งท่ีกดกัน้ นัน้ ถึงแตกระเบิดไปได้ เราได้ความรู้นี ้ มาแล้ว ก็เอาความรู้นัน้ ไปประดิษฐ์ของใช้ ทาเป็ นเคร่ืองจักร เคร่ืองกล เช่น เรือไอนา้ อย่างสมัยก่อน หรือแม้แต่รถไฟ ทาให้มี รถไฟว่ิงแล่นไป ทาให้มีเรือกลไฟ บรรทกุ ของไปได้ สญั จรไปในท่ี ตา่ งๆ เป็นประโยชน์มากมาย แม้กระทั่งในสมัยปัจจบุ นั นี ้ เม่ือคนมีความรู้ในเร่ืองการ แตกตวั ของปรมาณู และการรวมตวั ของปรมาณู ก็เอาความรู้นนั ้ ไปประยุกต์ใช้ทาเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูขึน้ มา นาเอาพลังงาน นิวเคลยี ร์มาใช้ได้ เรามีความรู้ในเรื่องไฟฟ้ าท่ีเป็ นไปตามธรรมชาตินี่แหละ แต่เราเอาความรู้นัน้ มาใช้ประโยชน์ นามาสร้ างเคร่ืองใช้และ อปุ กรณ์ตา่ งๆ มากมาย เชน่ พดั ลมหรือหลอดไฟฟ้ าที่ให้แสงสว่าง ตลอดจนเคร่ืองทาความเย็นทีเ่ ราใช้ในที่ประชมุ อะไรตา่ งๆ เหล่านี ้ สารพดั ที่จะใช้ได้ประโยชน์ อนั นีก้ ็เป็ นระดับของการที่ว่าเรานา ความรู้ในกฎธรรมชาตินนั ้ มาใช้ทาอะไรต่ออะไรท่ีเป็ นของตนเอง ขนึ ้ มา เป็นอีกชนั ้ หนงึ่
ความจริงแห่งชีวติ ๑๔๗ จะเห็นว่ามนุษย์นนั ้ มีความเจริญขึน้ มาตามลาดบั ตอนท่ี ยังไม่รู้จักธรรมชาติ ปฏิบัติตามธรรมชาติไม่ได้ ชีวิตก็มีความ ขัดข้องมาก พอรู้จกั ธรรมชาติ แล้วปฏิบตั ิตามธรรมชาติได้ ชีวิตก็ พอเป็ นไปได้ดีขึน้ แต่ต่อมานีม้ ีความก้าวหน้ายิ่งกว่านัน้ ก็เอา ความรู้ในกฎธรรมชาตินนั ้ มาใช้ทาอะไรต่ออะไรที่เป็ นของตนเอง ด้วยการประดิษฐ์สร้ างสรรค์อปุ กรณ์อะไรต่างๆ ที่อานวยความสขุ สนกุ สะดวกสบาย สร้ างสรรค์ความเจริญขึน้ มาได้ อนั นีก้ ็เป็ นการ ใช้ประโยชนจ์ ากความรู้ในกฎธรรมชาติอีกประการหนง่ึ ทีนีย้ งั มีอีกชนั ้ หน่งึ เป็ นชนั ้ ท่ีสาม คือการรู้เทา่ ทนั ความจริง ของกฎธรรมชาตินนั ้ จนถึงขัน้ ท่ีว่า มันเกิดผลแก่ชีวิตจิตใจอย่าง แท้จริง ด้วยปัญญาท่ีรู้เข้าใจสภาวะของสิ่งต่างๆ ในขนั ้ ที่หน่งึ และ ขนั ้ ทส่ี องนนั ้ จะเหน็ วา่ เราใช้ประโยชน์ได้แค่ชีวิตภายนอก กลา่ วคือ เรามีความอยากมีความปรารถนาของเราอย่อู ย่างไร เราก็เพียงแต่ เอาความรู้ในกฎธรรมชาตนิ นั ้ มาสนองความต้องการของเรา ทาไป ตามความอยากความปรารถนาของเราอย่างนนั ้ แตช่ ีวิตจิตใจของ เราเองก็ยงั เป็นไปอย่างเดมิ ทเี่ คยเป็นมา เราก็ยงั ไม่รู้จกั เทา่ ทนั ชีวิต ของเรา ยังไม่รู้จักโลกนีต้ ามความเป็ นจริง แต่ถ้าเรารู้เข้าใจกฎ ธรรมชาติลึกซงึ ้ ลงไปอีก ก็จะรู้หย่ังลงไปถึงจนกระทงั่ ว่า ตัวชีวิต ของเราเองนเี ้ป็นอย่างไร คนจานวนมากไม่เคยมองถึงชีวิตของตวั เอง ไม่เคยมองถึง โลกนีท้ ่ีเป็ นสงั ขาร มองแต่เพียงว่าจะเอาความรู้ในกฎธรรมชาติ ของส่ิงต่างๆ มาใช้ประโยชน์สนองความต้องการของตนเท่านัน้
๑๔๘ คติธรรมแห่งชีวิต แล้วก็วิ่งไปแล่นไป ทาไปๆ จนมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เรานีเ้ ป็ น คนเกง่ มีความสามารถมาก มนษุ ย์เราสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แตพ่ อหนั กลบั มาคิดได้อีกทีหน่ึงก็ปรากฏวา่ ชีวิตของเราที่ เป็นอย่างนนั ้ ได้กลายเป็นการตกเป็นทาสของส่ิงทงั ้ หลายมากมาย กลายเป็ นวา่ เอาชีวิตของเราไปฝากไว้กบั สิ่งภายนอก ปลอ่ ยให้สขุ ทกุ ข์ของเราขนึ ้ ตอ่ ส่ิงภายนอกเป็ นตวั กาหนด ไม่เป็ นอิสระ ว่ิงแล่น ไปต่างๆ โดยท่ีไม่รู้ว่าจะว่ิงแลน่ ไปทาไม แล้วชีวิตของเราคืออะไร กนั แน่ ไม่เคยคิดไม่เคยพิจารณา น่ีก็หมายความวา่ ยงั ไม่เข้าใจถึง กฎธรรมชาติอย่างแท้จริง คือ ธรรมชาติแหง่ ชีวิตของตนเองยังไม่ รู้จกั เลย ความจริงนัน้ กฎธรรมชาติของสิ่งทัง้ หลายภายนอกกับ ชวี ติ ของเรานี ้ กเ็ นือ่ งเป็นอนั หนง่ึ อนั เดียวกนั ถ้าเป็ นผ้มู ีสติปัญญา อยา่ งแท้จริง กจ็ ะโน้มความเข้าใจนมี ้ าหาชีวิตของตนได้ จนกระทง่ั รู้เทา่ ทนั ธรรมชาติ หรือธรรมดาแหง่ ชวี ติ ของตนเอง อย่างเรื่ องของอนิจจัง คือความเปล่ียนแปลงของส่ิง ทงั ้ หลายนี ้เบือ้ งต้นเราก็มองเห็นท่ีภายนอกก่อน แม้แต่คนที่ว่านา ความรู้ในกฎธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ก็อาศยั การท่ีรู้เข้าใจในกฎ แห่งความเปล่ียนแปลงน่ีเอง เพราะส่ิงทงั ้ หลายนนั ้ มันไม่เที่ยงแท้ ไม่คงท่ี มันเปล่ียนแปลง เราจึงสามารถจัดการกับมันได้ การ สร้ างสรรค์ความเจริญต่างๆ นนั ้ ก็เป็ นการทาความเปลี่ยนแปลง ขึน้ อย่างหน่ึง และเรารู้ว่าความเปล่ียนแปลงนนั ้ เป็ นไปตามเหตุ ปัจจยั เพราะฉะนนั ้ เราก็สร้ างสรรค์เหตุปัจจยั ท่ีจะนามาซ่ึงความ
ความจรงิ แหง่ ชีวติ ๑๔๙ เปล่ียนแปลงที่เราต้องการ อันนีก้ ็เป็ นหลกั ของการท่ีจะนาความรู้ ในกฎธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ซง่ึ มนษุ ย์ก็ได้ปฏิบตั ิกนั อย่เู ชน่ นี ้ แต่ในทางพุทธศาสนานนั ้ ท่านให้มองเห็นต่อไปด้วยถึง ความจริงของธรรมชาติทมี่ ีอย่ใู นทกุ สิ่งทกุ อย่าง ซง่ึ รวมทงั ้ ชีวิตของ เราด้วย เราจะต้องมองเหน็ ความเปล่ียนแปลง ความเกิดขึน้ ตงั ้ อยู่ ดบั ไป ความเป็นไปตามเหตปุ ัจจยั ของชวี ิตของเราเองนีด้ ้วย ถ้าเรา ได้เกิดความรู้ตระหนกั ถงึ ความจริงนี ้โดยโน้มเข้ามาหาชีวิตของเรา แล้ว เราจะเกิดความรู้สึกใหม่ๆ ขึน้ มา ที่ทาให้ มีความเข้ าใจ เกี่ยวกับชีวิต แล้วก็มีความรู้สึกท่ีจะทาใจ ตงั ้ ใจให้ถูกต้องต่อสิ่ง ทงั ้ หลาย แม้ตอ่ ชีวิตของเราเอง คนที่ว่ิงแล่นไปโดยใช้ความรู้ภายนอกให้เป็ นประโยชน์ใน การทาส่ิงต่างๆ นนั ้ ไม่เคยคิดพิจารณาในเร่ืองชีวิตของตนเอง ก็ บนั เทิงหลงระเริงมวั เมาในชีวติ ของตนเอง ทงั ้ ทีช่ ีวิตของตนเองก็ตก อย่ใู นกฎธรรมชาตินนั ้ ด้วย ครัน้ ถึงเวลาที่ชีวิตของตนเองเกิดมีอัน เป็ นไปตามความเปลี่ยนแปลงนนั ้ กลับไม่รู้เท่าทนั แล้วก็ตกเป็ น ทาสของความเปลี่ยนแปลง เกิดความเศร้ าโศกเสียใจ กลายเป็ น อย่างนนั ้ ไป น่ีก็หมายความว่าความรู้นนั ้ ไม่ทวั่ ตลอด ความรู้ในกฎ ธร ร มชาติท่ีแ ท้ จริ งจะ ต้ อง ให้ ทั่วตลอดลง มาถึงทุกส่ิง ทุกอย่าง รวมทงั ้ ชีวติ จติ ใจของตนเองด้วย
๑๕๐ คติธรรมแห่งชีวติ แสวงรสต่างๆ มากมาย แต่สดุ ท้ายกจ็ บท่รี สจืดของความจรงิ การรู้เข้าใจในเรื่องความเปล่ียนแปลง ท่ีเป็ นไปต่างๆ นนั ้ สาระสาคญั อย่ทู ี่ไหน การทสี่ งิ่ ทงั ้ หลายมีความเปลี่ยนแปลงนนั ้ ตวั สาคญั ของมัน ที่เป็ นจุดแกนเป็ นเนือ้ หาเป็ นสาระแท้ๆ ของความ เปลย่ี นแปลง ก็คอื การเกิดขึน้ ตงั ้ อยู่ แล้วดบั ไป หรือพดู ให้สนั ้ ท่ีสดุ เหลอื แคว่ า่ เกิดขนึ ้ ดบั ไปๆ การเกิดขึน้ ดบั ไปน่ีเป็ นธรรมชาติของส่ิงทงั ้ หลายที่ทาให้มี ความเปล่ียนแปลงขึน้ มาได้ ชีวิตของเราน่ีก็เหมือนกัน สาหรับ ภาวะของชีวิตในช่วงยาว การเกิดขึน้ และดบั ไปก็คือ การเกิดและ การตายของชีวิตนนั ้ ทงั ้ หมด แตท่ ี่จริงกวา่ ชีวิตจะผา่ นจากการเกิด เมื่อก่อน ๑ ขวบ ไปจนกระทง่ั ถึงตาย เม่ืออายุ ๗๐-๘๐ ปี นนั ้ ใน ระหวา่ งนนั ้ ร่างกายและจิตใจของเรานมี ้ ีการเกิดดบั ตลอดเวลาไม่รู้ วา่ เทา่ ไรครัง้ มากมายเหลอื เกิน ทา่ นนบั เป็นขณะๆ ทีเดยี ว การเกิดดบั นเี ้ป็นไปอยตู่ ลอดทกุ เวลา ถ้าเม่ือไรเรามองเหน็ ความเกิดดับนี ้ คือมองความจริงของความเปลี่ยนแปลง หรือ อนิจจังนัน้ ไม่ใช่แค่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่มองลึกลงไปถึง ความเกิดดบั พอนกึ ถงึ ความเกิดดบั ก็จะได้ความสานึก อย่างชีวิต ของเรานี ้แม้แตข่ นั ้ หยาบๆ เพียงนึกถึงเกิดเป็ นเร่ิมต้น และดบั คือ ตาย พอนกึ แคน่ เี ้ราก็เร่ิมมองเหน็ ความจริงแหง่ ชีวิตของเรา ซ่ึงเป็ น ความจริงทีเ่ ป็นของแท้แนน่ อน
ความจริงแห่งชวี ติ ๑๕๑ คนโดยมากเบือ้ งแรกที่สดุ พอสมั ผสั กับความรู้ความเข้าใจ นี ้ก็จะมีความตกใจและหวาดกลวั ก่อน เพราะไม่เคยคิดไม่เคย พิจารณา แตถ่ ้าเมื่อไร เขาทาใจให้ค้นุ กบั ความจริงนี ้คือมองด้วย รู้เทา่ ทนั เหน็ เป็นของธรรมดา จิตใจเขาจะเริ่มมีความเป็ นธรรมดา กับความจริ งนัน้ ขึน้ แล้ วจะรั บหน้ าเผชิญกับสภาพความ เปล่ียนแปลงนนั ้ ได้อย่างดีขึน้ หรือแม้แต่คิด แม้แต่ นกึ ถึง ก็จะมี จิตใจท่ีสบายได้ เพราะส่ิงนีเ้ ป็ นความจริง เป็ นความสว่างที่ มองเห็นด้วยปัญญา เม่ือปัญญาเห็นสว่างขึน้ จิตใจก็โปร่งโล่ง แจม่ ใส พระพทุ ธศาสนานนั ้ ทา่ นสอนให้เผชิญหน้ากบั ความจริง ให้ ยอมรับความจริง ในท่สี ดุ แล้วคนเราต้องอยู่กบั ความจริง หนีความ จริงไม่พ้น ถ้าเราทาจิตใจของเราให้อย่กู ับความจริงได้ตลอดเวลา แล้ว ความจริงท่ีเกิดขึน้ นนั ้ ก็จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจของเรา แต่ถ้าเราไม่ยอมรับมัน ความจริงก็ต้องเกิดอย่ดู ี และเพราะเราไม่ ยอมรับมนั มันก็เลยกระทบกระเทือนตวั เรามาก ความทกุ ข์ก็เกิด ขนึ ้ มามาก เรียกวา่ เป็ นความทกุ ข์สองชนั ้ คือ ทกุ ข์เพราะความดบั ทตี่ ้องเจอะต้องเจอเป็ นความจริงตามธรรมดาเม่ือถึงเวลานนั ้ แล้ว ยังทกุ ข์ด้วยหวาดผวาไหวหวนั่ ตลอดเวลา ก่อนที่ความจริงนนั ้ จะ มาถึงอกี ด้วย เพราะฉะนนั ้ ทางพระทา่ นจงึ ชนี ้ าให้รู้เข้าใจความจริง เมื่อรู้ เข้าใจความจริงแล้ว ในท่สี ดุ ความรู้ความจริงนนั ้ แหละจะทาให้เรา มีจิตใจที่สบาย มีจิตใจท่ีเบิกบานผอ่ งใส แม้กระทงั่ ตลอดเวลาเลย
๑๕๒ คติธรรมแห่งชีวิต ทีเดยี ว เพราะความจริงกค็ อื สจั จะ ท่านบอกวา่ ในท่ีสดุ แล้ว ไม่มีรส อะไร เลศิ กวา่ รสสจั จะ ดงั บาลวี า่ สจฺจ หเว สาธตุ ร รสาน สจั จะแล เลิศรสกวา่ ประดารส หรือว่า ความจริงนแี ้ หละ เป็ นรสเลิศกวา่ รสทงั ้ หลาย ขอเปรียบเทียบ เหมือนอย่างนา้ ท่ีมีรสต่างๆ นา้ หวาน นา้ เปรีย้ ว นา้ รสต่างๆ มากมาย ในท่ีสดุ รสดีท่ีสดุ คือรสอะไร คือรสนา้ บริสทุ ธ์ิ รสนา้ ท่ีจืดสนิท ไปๆ มาๆ ไม่ว่ารสอะไรก็สู้รสนา้ บริสทุ ธ์ิที่ จืดสนิทนีไ้ ม่ได้ บางครัง้ เราอาจจะต้องการรสหวาน บางครัง้ ก็ ต้องการรสเปรีย้ ว บางครัง้ ก็ต้องการรสเปรีย้ วปนหวาน บางทีก็ อยากได้รสเค็มบ้าง ต้องการไปต่างๆ นานา แตใ่ นท่ีสดุ แล้ว รสท่ีดี ท่สี ดุ ก็คอื รสทจี่ ดื สนิทของนา้ ทบ่ี ริสทุ ธ์ินนั่ เอง อันนีก้ ็เหมือนกัน ชีวิตของเราที่มีการตกแต่งไปอย่างนัน้ อยา่ งนี ้มีการจดั สรรปรุงแตง่ อะไรตา่ งๆ ก็เพื่อให้ความเป็ นอย่ขู อง เรามีรสชาด แล้วเราก็เพลิดเพลินไปกับการจดั สรรปรุงแต่งเหล่านี ้ และมีความสุขสบายไปในระดับหนึ่ง แต่ในท่ีสุดแล้ว เมื่อไรเรา เข้าถึงความจริง ความจริงนัน้ แหละจะเป็ นรสท่ีเลิศที่สุด เพราะ ฉะนัน้ ผู้ท่ีเข้าถึงความจริงแล้ว จะมีจิตใจที่เบิกบานสดใสด้วย ความสขุ ที่บริสุทธ์ิ เหมือนอย่างนา้ ที่มีรสจืดสนิทอย่างนัน้ ซง่ึ เป็ น สงิ่ ท่เี ราจะต้องการในทสี่ ดุ อย่างแนน่ อน ไม่ว่าเราจะต้องการโน้นต้องการน่ี ต้องการส่ิงปรุงแต่งรส อะไรตา่ งๆ มากมายอย่างไร แตใ่ นที่สดุ เราก็จะหนีไม่พ้นจากความ ต้องการรู้รสของความจริง ถ้าเรารีบรู้รสของความจริง ทาใจให้ค้นุ
ความจริงแห่งชวี ติ ๑๕๓ กับรสของความจริงได้แต่ต้นแล้ว เราจะมีความสขุ ได้ตลอดเวลา จิตใจจะเบิกบาน แม้จะมีรสท่ีปรุงแต่งเป็ นรสแปลกต่างๆ หวาน เปรีย้ ว มนั เคม็ เข้ามา ก็กลายเป็นเครื่องเสริมรสไป คนที่สามารถรับสมั ผสั รสความบริสทุ ธ์ิของสจั จะ คือความ จริงนไี ้ ด้ จะทาให้จิตใจมีความสขุ ได้ตลอดเวลา สว่ นคนที่มัวแตว่ ่ิง แลน่ ไปหารสปรุงแตง่ แสวงรสเปรีย้ วหวานมนั เคม็ ดงั ทกี่ ลา่ วนนั ้ จะ ไม่รู้จักรสพืน้ ฐานที่แท้จริง แล้วก็จะต้องมีวันหน่ึงที่เขาจะประสบ กับปัญหา คือการท่ีวา่ ในเวลาที่พบกับรสแท้จริงอนั บริสทุ ธ์ิ ท่ีควร จะเป็ นรสท่ีดีที่สดุ แต่เขากลบั ไม่สามารถลิม้ รสนนั ้ ได้ เพราะจิตใจ ไม่ได้ตัง้ ไว้ มัวแต่กังวลหว่ันใจสลดหดหู่ หรือไม่ก็ตื่นตระหนก จนกระทงั่ ไมส่ ามารถเข้าถงึ รสนนั ้ ได้ เพราะฉะนนั ้ ในทางพระพุทธศาสนานี ้ท่านจึงให้ตงั ้ เป็ น แก่นสารแห่งชีวิตไว้ คือการรู้เท่าทันความจริง ให้เข้าถึงรสแห่ง สจั จะที่เป็ นรสเลิศกว่ารสทงั ้ หลายทงั ้ ปวง เสร็จแล้วไม่ว่าจะมีรส อะไรท่ีแปลกออกไป มันก็จะเป็ นส่วนเสริมให้ชีวิตนีม้ ีความหมาย เพิม่ ขึน้ ไปตามทย่ี งั ประสงค์ ในฐานะท่ียังเป็ นปถุ ุชนเราจะต้องการ รสนีร้ สนนั ้ ทา่ นก็ไม่ว่าอะไร แตข่ อให้รู้จกั รสของความจริงนีไ้ ว้ด้วย เป็ นประการหนงึ่ นีค้ ือความจริ งอย่างท่ีกล่าวมาแล้ ว กฎธรรมชาตินี ้ สาระสาคญั ของมันก็คือ การเกิดขึน้ และการดบั ไป การเกิดดับนี ้ เป็นสภาวะที่เป็ นแก่นของความเป็ นอนิจจงั การท่ีจะเปล่ียนแปลง เป็ นอะไรๆ ไปต่างๆ ได้ก็ต้องอาศัยการเกิดดับทงั ้ นนั ้ เมื่อเราได้รู้ ตระหนกั ถงึ ความเกิดดบั อย่างท่ีกล่าวเม่ือกีน้ ีว้ ่ามองเหน็ ความจริง
๑๕๔ คติธรรมแห่งชีวติ ตอนแรกก็อาจตระหนกตกใจหน่อย แต่พอค้นุ กับมันวางใจวาง ทา่ ทีถกู ต้องแล้ว เราจะสบายใจกบั มัน ต่อมาเราจะอย่ดู ้วยปัญญา รู้เทา่ ทนั โปร่งโล่งสวา่ งไสว จิตใจของเราจะสามารถมีความสดช่ืน เบกิ บานผอ่ งใสได้ตลอดเวลา ในทางตรงข้ามถ้าเราไม่รู้จกั ความจริงนี ้ ชีวิตของเราก็มี โอกาสทีจ่ ะเตลิดไปได้มาก จะโน้มไปในทางที่จะมีความหลงระเริง มีความมวั เมา แล้วก็มีความทกุ ข์ในประการต่างๆ เพราะไม่มีหลกั ยึดของจิตใจ เวลาประสบอนิฏฐารมณ์ ซงึ่ เป็ นอารมณ์ที่ขดั แย้ง ส่ิง ต่างๆ ไม่เป็ นไปตามปรารถนา ก็ไม่มีความรู้เท่าทันท่ีจะมาคิด พิจารณา ก็มีแต่ความทกุ ข์ มีแต่การถูกกระทบกระแทกบีบคัน้ อยา่ งเดยี ว ดงั ทีพ่ ระพทุ ธเจ้าได้ตรัสเป็นคาถา อย่างที่อาตมภาพได้ ยกมากลา่ วเบอื ้ งต้นวา่ โย จ วสฺ สสตํ ชีเว อปสฺ สํ อทุ ยพฺพยํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺ สโต อุทยพฺพยํ. แปลว่า บุคคลใดถึงจะมีอายุอยู่ตลอดร้ อยปี แต่ไม่เคย มองเห็นการเกิดขึน้ และการเส่ือมสลายไป ชีวิตของคนนัน้ ไม่ ประเสริฐเลย ส้คู นที่มีปัญญา มองเหน็ ความเกิดขึน้ และความดับ ไป แม้เป็ นอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่ได้ ชีวิตของคนที่เป็ นอยู่แม้ขณะ เดยี ว แตม่ องเหน็ การเกิดขนึ ้ แล้วดบั ไปนนั ้ ประเสริฐกวา่ ทา่ นวา่ อย่างนี ้อนั นีก้ ็เป็ นสาระสาคญั อย่างหนงึ่ ของการที่ เราต้องเข้าใจความจริงของส่ิงทงั ้ หลาย เมื่อเข้าถึงความจริงนีแ้ ล้ว เรากจ็ ะมีจติ ใจที่ประกอบด้วยปัญญาอนั รู้เทา่ ทนั โลกและชีวิต และ ตรงนีแ้ หละท่ีมีความหมายมาก คอื การทค่ี วามรู้ในกฎธรรมชาติจะ
ความจรงิ แหง่ ชีวติ ๑๕๕ มีผลต่อตัวชีวิตของเราเองโดยตรง ไม่ใช่เป็ นเพียงการเตลิดหรือ เพลิดเพลินไปกับส่ิงภายนอกท่ีเราเที่ยวประดิษฐ์ตกแต่ง และทา เพียงเพ่ือสนองความต้องการของเรา โดยท่ีวา่ มนั ไม่เข้าถึงเนือ้ ตัว ของชวี ติ สาหรับคนท่ีเข้ าถึง ความจริ งของธรรมชาติท่ีโน้ มเข้ ามาสู่ ชีวิตของตนเองได้แล้วอย่างนี ้เขาจะไปปฏิบตั ิตามธรรมชาติด้วย ความรู้ในธรรมชาตินนั ้ ก็ตาม หรือจะเอาความรู้ในธรรมชาติมา ประดิษฐ์สร้ างสรรค์ส่ิงตา่ งๆ ก็ตาม ก็ทาไป แต่เขาจะรู้ขอบเขตที่ เหมาะสม เพราะเขารู้ว่าชีวิตของคนเราคืออะไร ความสุข ความ ทกุ ข์ และประโยชนท์ แี่ ท้จริง คืออะไร อย่ตู รงไหน แคไ่ หน ชีวิตของ เราจะมีความพอดี รู้วา่ แคไ่ หนชีวิตของคนเราจะอย่เู ป็ นสขุ ได้ ไม่ใช่ ฝากชีวิตไว้กบั สิ่งภายนอกโดยสิน้ เชงิ สขุ แบบเคลือบทาข้างนอก กบั สขุ ด้วยสดใสข้างใน คนจานวนมากยงั มีปัญหา แม้วา่ จะมีความรู้ในกฎธรรมชาติ ความรู้นนั ้ กจ็ ะมีประโยชน์เพียงว่ามาช่วยให้เขาทาอะไรได้มากขึน้ แตก่ ารทาได้มากขนึ ้ นนั ้ อาจมีความหมายได้ ๒ นยั นยั หนงึ่ คอื มีการสนองกิเลสได้มากขนึ ้ เม่ือมีการสนองกิเลส มากขนึ ้ กจ็ ะมีการเบียดเบยี นกนั มากขนึ ้ มีความวนุ่ วายมากขนึ ้ อกี นยั หนง่ึ คือ ในแง่ของตวั เองก็จะเป็นไปในทางที่ว่า จะมี ความสนกุ สนานเพลิดเพลินมากขึน้ อาจจะมัวเมาและสยบเป็ น ทาสของวตั ถมุ ากขนึ ้ และในเวลาทกุ ข์ก็ทกุ ข์มากขนึ ้ ด้วย
๑๕๖ คติธรรมแห่งชีวิต ทีนี ้ หากเป็ นคนที่รู้เข้าใจความเป็ นจริงของส่ิงทัง้ หลาย จนกระทง่ั หยั่งรู้ถึงชีวิตสงั ขารตามความเป็ นจริงแล้ว ก็จะรู้ความ พอดีวา่ ชีวิตของเราน่ีที่จะอยู่อย่างมีความสขุ นนั ้ อยู่ด้วยอะไรกัน แน่ พอมีปัญญารู้ความจริงและอย่อู ย่างรู้เท่าทนั แล้ว เพียงว่าชีวิต ของตนเองดารงอยู่ แม้ไม่มีสิ่งภายนอกมาชว่ ยเสริมปรุงแต่ง คน อยา่ งนกี ้ ็มีความสขุ ได้ ท่านเรียกว่ามีความสขุ ท่ีเป็ นอิสระ ท่ีเป็ นไท แกต่ นเอง สาหรับคนที่อยู่ด้วยปัญญารู้เท่าทนั อย่างนี ้ เขาจบั แก่น ของชีวิตและแก่นของความสขุ ได้แล้ว เขามีความสขุ ได้ตามลาพงั เป็ นแกนเป็ นฐานข้างในอยู่แล้ว ถ้าจะมีสุขภายนอกมาเพ่ิมเติม ด้วยความรู้ท่ีจะปฏิบตั ิตามกฎธรรมชาติได้ถูกต้องก็ตาม ด้วยการ มีสิ่งประดิษฐ์สร้ างสรรค์ขึน้ ใหม่ก็ตาม สิ่งเหล่านนั ้ ก็จะเป็ นเครื่อง เสริมสขุ ให้มากขนึ ้ แตถ่ งึ แม้จะขาดจะพรากจากสิ่งเสริมสขุ เหลา่ นนั ้ เขาก็คงสขุ ได้อยนู่ นั่ เอง ในทางตรงข้าม สาหรับคนท่ีขาดปัญญารู้เท่าทนั จบั แก่น ของความสุขไม่ได้ เม่ือไม่สามารถอยู่เป็ นสุขได้โดยลาพงั จิตใจ และปั ญญาของตนเอง ก็ต้ องฝากความสุขของตนไว้ กับสิ่ง ภายนอก ตอนแรกก็อาศยั สิง่ สนองความต้องการท่ีมีตามธรรมชาติ ก่อน แล้วการท่ีเขาจะมีความสุขได้ก็ขึน้ ต่อการมีส่ิงสนองความ ต้องการเหล่านัน้ เขาก็เลยกลายเป็ นทาสของส่ิงเหล่านัน้ แล้ว ตอ่ ไปเมื่อเขามีส่ิงประดิษฐ์สร้ างสรรค์มาช่วยบารุงบาเรอความสขุ มากขึน้ การมีสิ่งประดิษฐ์สร้ างสรรค์เหล่านนั ้ ก็มีความหมายเป็ น การขยายขอบเขตของการทีเ่ ขาจะเป็นทาสให้มากขนึ ้ ด้วย
ความจริงแหง่ ชีวติ ๑๕๗ สาหรับคนที่ขาดปัญญารู้เท่าทันและขาดความสขุ ท่ีเป็ น แกนภายในนี ้การได้สิ่งอานวยสขุ เพ่ิมขึน้ ก็คือการขยายขอบเขต ของความเป็ นทาส และสิ่งที่เพิ่มขึน้ มานนั ้ จึงไม่ใช่เสริมสขุ เทา่ นนั ้ แตเ่ สริมทกุ ข์ด้วย ถึงตอนนีก้ ็จะมีคาถามว่า เอาละ คนเราแต่ละคนนี่ เรามี ความสขุ ได้อย่างไร คนเรานมี ้ ีความสขุ ๒ ประเภท ความสขุ ประเภทที่หน่ึง คือ ความสุขที่ต้องขึน้ ต่อส่ิงบารุง บาเรอภายนอก ต้องอาศัยส่ิงภายนอกมาช่วย อย่างง่ายๆ เช่น วตั ถสุ ง่ิ ของทที่ า่ นเรียกวา่ อามิส แม้ตลอดจนบุคคลแวดล้อม ถ้าไม่ มีสิ่งเหล่านีแ้ ล้ว ก็จะเกิดความขาดแคลน แล้วก็จะเกิดความทกุ ข์ ความสขุ ความทกุ ข์ของคนเราแบบนีฝ้ ากไว้กบั ส่ิงภายนอก เราไม่ สามารถอยู่เป็ นสุขได้โดยขาดส่ิงเหล่านี ้ และเป็ นความสุขท่ีไม่ มั่นคงย่ังยืน เหมือนกับเป็ นของท่ีเอามาเคลือบหรือฉาบทาไว้ น่ี เป็นประเภททีห่ นง่ึ ซงึ่ จะเหน็ ได้ทวั่ ไป ทีนี ้ทา่ นบอกว่ามีความสขุ อีกประเภทหนงึ่ คือ ความสขุ ท่ี เกิดในใจของตนเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยส่ิงภายนอก แม้จะอยู่ ลาพงั จติ ใจของตนเองก็เป็ นสขุ ได้ เป็ นความสดใสช่ืนฉ่าอย่ขู ้างใน ที่ตนเองสามารถครอบครองอย่างเป็ นไทโดยแท้จริง อันนีเ้ ป็ น ความสขุ อีกระดบั หนงึ่ ซง่ึ คนทว่ั ไปจะไมค่ อ่ ยมี คนเรานมี ้ กั จะหวงั ความสขุ จากสิ่งภายนอก แล้วบางทีก็ไม่ เคยฉกุ คิดวา่ เราจะต้องมีเวลาอย่เู ฉพาะกบั ตวั เอง ส่ิงทงั ้ หลายนนั ้ จะไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา อย่างน้อยแม้ยังอย่กู ับเรา มนั ก็ไมส่ ามารถเป็ นไปตามใจปรารถนาของเราได้ตลอดไป ถ้าเรา
๑๕๘ คติธรรมแห่งชีวิต จะให้สิง่ ทงั ้ หลายต้องเป็นไปตามใจปรารถนาของเราแล้ว เราจงึ จะ มีความสขุ น่ี เราจะต้องมีแตค่ วามทกุ ข์ เพราะวา่ ส่ิงทงั ้ หลายนนั ้ ตก อยภู่ ายใต้กฎธรรมชาติที่วา่ มนั เป็นไปตามเหตปุ ัจจยั ของมนั เม่ือเราต้องการให้มันเป็ นไปตามใจปรารถนาของเรา พอ เรามีใจปรารถนาต่อมนั ให้เป็ นอย่างนี ้แต่ธรรมดาของมนั ตามกฎ แหง่ เหตปุ ัจจยั กลบั ผลกั ดนั ให้มันไปทางโน้น พอมันไปทางโน้นแต่ ใจเราต้องการให้มาทางนี ้ก็เกิดความขัดแย้งขึน้ แล้วใครชนะ ใจ เราปรารถนาให้มันเป็ นอย่างนี ้ แต่สิ่งทัง้ หลายเป็ นไปตามเหตุ ปัจจัยของมัน กลับเป็ นไปอย่างโน้น ใครชนะ ก็ต้องตอบว่า กฎ ธรรมชาติชนะ กฎธรรมชาติก็คือความเป็ นไปตามเหตปุ ัจจยั ชนะ พอกฎธรรมชาติชนะ เราแพ้ เราก็ต้องถกู บีบคนั ้ เรียกวา่ เกิด ทกุ ข์ อนั นีเ้ ป็ นธรรมดา เพราะว่ามันขดั กนั ตงั ้ แต่ต้นแล้ว กระแสมันคน ละกระแส ฉะนนั ้ ในทางพระท่านจึงสอนเร่ืองนีม้ าก ท่านยา้ ให้รู้เข้า ใจความจริงของธรรมดาและให้เราวางตวั ให้ถกู ต้องว่า เราจะต้อง ไม่เอาความปรารถนาหรือความอยากของเราเป็นตวั ตงั ้ แต่ต้องเอา ความรู้เทา่ ทนั เหตปุ ัจจยั เป็น ตวั ตงั ้ พอเหน็ ส่ิงทงั ้ หลายก็มองในแง่ ว่า อ๋อ สิ่งทงั ้ หลายมันเป็ นไปตามเหตุปัจจัยนะ มันจะไม่เป็ นไป ตามใจอยากของเรา ถ้าเราต้องการให้มันเป็ นไปอย่างไร เรา จะต้องรู้เหตปุ ัจจยั ของมนั ต้องศกึ ษาเหตปุ ัจจยั ของมนั แล้วไปทา ท่ีเหตุปัจจัย เพื่อให้เป็ นอย่างนัน้ อย่ามัวนงั่ ปรารถนาอยู่ ให้ส่ิง ทงั ้ หลายเป็นไปตามต้องการ มนั เป็นไปไม่ได้
ความจริงแห่งชีวติ ๑๕๙ ถ้ารู้อยา่ งนแี ้ ล้ว จติ ใจจะเป็นอิสระ ความอยากจะไม่มาบีบ คนั ้ จิตใจของตนเอง จะอยู่โดยรู้เท่าทันว่า อ้อ เราต้องทาที่เหตุ ปัจจัย พอเห็นส่ิงทัง้ หลาย ชาวพุทธก็จะทาใจได้ทันที เพราะ หลกั การทางพทุ ธศาสนาบอกไว้ แล้ววา่ ให้มองส่ิงทงั ้ หลายตาม เหตปุ ัจจยั นะ พอมีอะไรเกิดขนึ ้ เราบอกกบั ตวั เองวา่ “มองตามเหตุ ปัจจยั ” และ “เป็นไปตามเหตปุ ัจจยั ” แค่นีม้ นั ก็ตดั ความรู้สกึ ที่ไม่ดี ได้หมดเลย ดังเช่นเมื่อเกิดการพลัดพรากขึน้ มาน่ี ถ้าเรามองในแง่ ความปรารถนาของเราว่า โอ ท่านผ้นู ีเ้ รารักใคร่ ทาไมท่านไม่อยู่ กบั เรา ท่านน่าจะอย่ไู ปอีกสกั สิบปี อะไรต่างๆ ทานองนี ้คิดไปย่ิง คิดก็ย่ิงโศกเศร้ า น่ีเรียกว่าเอาตวั ความอยากหรือความปรารถนา ของเราเป็ นหลกั แล้วจะให้สิ่งทงั ้ หลายเป็ นไปตามความอยากนนั ้ เรากต็ ้องถกู บบี คนั ้ และเป็นทกุ ข์ ทนี ี ้ในทางของปัญญา พอเกิดเหตกุ ารณ์อย่างนีข้ ึน้ มา เรา กพ็ ิจารณาทนั ทีวา่ ออ๋ สง่ิ ทงั ้ หลายเป็ นไปตามเหตปุ ัจจยั นี่ร่างกาย มนั เป็ นชีวิตสังขาร มันเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง มนั เป็ นไปตามคติ ธรรมดาของเหตุปัจจยั แล้ว มีเหตุปัจจัยท่ีจะทาให้เกิดขึน้ มันก็ เกิดขนึ ้ มีเหตปุ ัจจยั ทจ่ี ะทาให้ตงั ้ อยู่ มนั ก็ตงั ้ อยู่ มีเหตปุ ัจจยั ท่ีจะทา ให้ดบั สิน้ ไปสลายไป มนั ก็ดบั สลาย ท่ีเป็ นอย่างนีม้ ันก็เป็ นไปตาม เหตุปัจจัยแล้ว พอมองแค่นีใ้ จของเราก็แยกออกมาตงั ้ อยู่ได้เป็ น อิสระ เป็ นตวั ของตัวเอง เรียกว่าเป็ นการพ่ึงพาตนเองได้ในทาง จิตใจ เมื่อจิตใจมีความเป็ นอิสระ ก็อย่อู ย่าง ปลอดโปร่งโล่ง เบา มีทกุ ข์น้อย
๑๖๐ คติธรรมแห่งชีวิต เป็ นอนั ว่า คนที่พิจารณาตามหลักของการมองตามเหตุ ปัจจยั นจี ้ ะมีจติ ใจท่ีเป็นสขุ และเป็ นอิสระมากขึน้ แต่โดยสาระ ก็คือ จะต้องรู้เท่าทนั การเกิดขึน้ และการดบั ไป เมื่อเรามองเห็นความ เกิดขนึ ้ และดบั ไปของส่งิ ทงั ้ หลาย แม้ตลอดจนชีวิตของตวั เราเองนี ้ วา่ เป็ นเร่ืองธรรมดา เป็ นไปตามเหตุปัจจยั แล้ว เราวางใจถูกต้อง ตอ่ สง่ิ เหลา่ นนั ้ แล้วก็ปฏบิ ตั ิต่อสิ่งทงั ้ หลายด้วยปัญญา ที่พิจารณา ตามเหตุปัจจัย ทาที่เหตุปัจจัย และรู้ตามเหตุปัจจัย นอกจาก ประสบความสาเร็จแล้ว ก็จะมีชีวิตท่ีมีความสขุ มีความเบิกบาน ผอ่ งใส อย่างน้อยด้วยการรู้ความจริงนนั ้ ก็จะเป็ นอย่ดู ้วยปัญญาที่ รู้เทา่ ทนั ปัญญาทีร่ ู้เทา่ ทนั กท็ าให้เกิดความสว่าง แล้วก็จะทาให้จิตใจ นไี ้ มข่ ่นุ มวั ไมเ่ ศร้าหมอง มีความร่าเริงเบกิ บานผอ่ งใสอยไู่ ด้เสมอ ถึงแม้อะไรจะเปล่ียนแปลงผนั ผวนไป กต็ ้อง รกั ษาสมบตั ิแท้ของเราไว้ให้ได้ คนดีท่พี งึ ปรารถนานนั ้ ตามที่ทา่ นเน้นยา้ มาก เป็ นผ้ปู ฏิบตั ิ ถูกต้องเริ่มแต่ประการท่ี ๑ คือการรู้เทา่ ทนั เมื่อรู้เทา่ ทนั ความจริง แล้ว ตอ่ ไปประการ ที่ ๒ กใ็ ห้การรู้เทา่ ทนั นนั ้ มีผลต่อจิตใจ ที่จะทา ให้จิตใจนนั ้ มีความสวา่ ง มีความเบกิ บาน ไมว่ นุ่ วาย ไมส่ บั สน ถ้าจิตใจว่ิงแล่นด้วยความท่ีคิดว่า เออ เราอยากให้เป็ น อย่างนี ้มันไม่ยอมเป็ น อะไรอย่างนี ้เราก็ว่นุ วายสบั สน เกิดความ ดนิ ้ รนมาก ความบีบคนั ้ ก็เกิดขนึ ้ มาก
ความจริงแหง่ ชีวติ ๑๖๑ แต่ถ้ามีความสว่างด้วยความรู้เท่าทันแล้ว ก็จะมีความ โปร่งโล่ง มีความเบา ไม่วุ่นวาย ไม่ดิน้ รนกระทบกระทั่งบีบคัน้ จิตใจก็จะมีความสขุ จิตใจที่มีลกั ษณะอย่างนี ้เป็ นจิตใจที่ดีงามมี ความสขุ จริงแท้ พระพทุ ธศาสนาสอนให้เราสร้างความรู้เท่าทนั ขนึ ้ ในจิตใจ จากความรู้เทา่ ทนั นนั ้ ก็ให้มีภาวะจิตท่ีเรียกว่า ปราโมทย์ คือความร่าเริงเบกิ บานใจ ซงึ่ ควรอนรุ ักษ์ไว้ให้มีอยเู่ สมอ แล้วก็ให้มีปี ติ คือความเอิบอ่ิมใจ พอรู้เท่าทันความจริง แล้ว เราก็มีความเอิบอ่มิ ใจได้ แม้แตจ่ ะมีเร่ืองท่ีไม่ปรารถนาเกิดขึน้ แต่ถ้าเรารู้เท่าทันความจริง จิตใจก็เอิบอ่ิมได้ ด้วยความรู้ความ เข้าใจด้วยปัญญานนั ้ จากความปี ติ เอิบอ่ิมใจ จิตใจก็ผอ่ นคลาย สบาย มีความ สงบเย็น ที่ทา่ นเรียกวา่ มีปัสสทั ธิ แล้วจิตใจท่ีผ่อนคลายสงบเย็นนัน้ ก็สดชื่นโปร่งเบา มี ความสขุ เมื่อใจเป็นสขุ แล้ว ก็อยตู่ วั ไม่ดนิ ้ รน ไมซ่ ดั สา่ ย เป็นจิตใจที่ มนั่ คง ไมม่ ีอะไรรบกวน เรียกวา่ เป็ นสมาธิ สภาพจิตใจอย่างนี ้ เป็ นจิตใจท่ีดีงาม ที่ท่านบอกว่า พทุ ธศาสนิกชนควรจะสร้ างให้เกิดขึน้ เสมอๆ ให้เรามองส่ิงเหลา่ นี ้ หรือสภาพจิตนีว้ ่าเป็ นทรัพย์สมบัติอนั มีค่า พยายามทาให้มีและ รักษาไว้ในจิตใจของเรา อย่าให้ใครมาทาลายได้ พุทธศาสนิกชนต้องการมีชีวิตที่ดีงาม จะต้องพยายาม สร้างสภาพจิตใจทีด่ ี คือ
๑๖๒ คติธรรมแห่งชีวิต ๑. ปราโมทย์ ความร่าเริงเบกิ บานใจ ให้มีอย่เู สมอ ๒. ปี ติ ความอิ่มใจ ปลมื ้ ใจ ๓. ปัสสทั ธิ ความผอ่ นคลายกายใจ สงบเยน็ ๔. สขุ ความโปร่งช่ืนคลอ่ งใจ ไม่มีอะไรบีบคนั ้ ใจ ๕. สมาธิ ความมีใจแนว่ แน่ อยกู่ บั สิง่ ท่ีต้องการ ไม่ ฟ้ งุ ซา่ น ไมว่ ่นุ วาย ไม่สบั สน ไมม่ ีอะไรรบกวน เราต้องถือว่า สภาพจิตเหล่านีเ้ ป็ นสมบัติท่ีดีมีค่ายิ่ง เรา ต้องทาให้มีอยู่ในใจเสมอ มันดีย่ิงกว่าสมบัติภายนอกทงั ้ หลาย ทรัพย์สินสมบตั ิต่างๆ ภายนอกนนั ้ เราสร้ างขึน้ มาเพ่ือท่ีจะบารุง บาเรอชวี ติ ให้เรามีความสขุ แตไ่ ม่แนน่ ะ วา่ มันจะให้ความสขุ ที่จริง ที่แท้ได้หรือไม่ บางทีมนั กใ็ ห้ได้เพียงชว่ั คราว ไมย่ งั่ ยืนตลอดไป แท้จริงแล้วสภาพจิตเหล่านีแ้ หละ คือจุดหมายของการมี ทรัพย์สินสมบตั ิเหล่านนั ้ ถ้าทรัพย์สินสมบตั ิเหลา่ นนั ้ สามารถทา ให้เรามีปราโมทย์ ปี ติ ปัสสทั ธิ สขุ สมาธิ ได้ อนั นนั ้ ก็นา่ ภูมิใจ แต่ หลายคน หรือมากคนทีเดียว เมื่อสร้ างทรัพย์สมบัติภายนอกขึน้ มาแล้ว กลบั ไม่ได้ไม่มีสภาพจิตเหล่านี ้ซา้ ร้ ายบางทีกลบั ให้ทรัพย์ สมบตั ิภายนอกกีดขวางทาลายสภาพจิตท่ีดีงามของตนเหล่านีใ้ ห้ หมดไปเสียอีก เม่ือยังแสวงหา ยงั ไม่ได้ทรัพย์สิน ก็ได้แตห่ วงั และ ยังไม่มีสภาพจิตเหล่านี ้ ครัน้ เมื่อได้ทรัพย์สินมามีขึน้ แล้ว ก็ยิ่ง ทาลายสภาพจิตที่ดีเหลา่ นนั ้ ให้หมดไป ด้วยความยึดติดหวงแหน หว่ งกงั วล ตลอดจนหวาดระแวง ริษยากนั หรือโลภยิ่งขนึ ้ ไป
ความจริงแหง่ ชีวติ ๑๖๓ ในทางตรงข้ าม ถ้ าเราย่ิงสามารถสร้ างปราโมทย์ ปี ติ ปัสสัทธิ สขุ สมาธิไว้ในใจได้ตลอดเวลาของเราเอง โดยไม่ต้อง อาศยั ปัจจัยภายนอก ก็จะเป็ นความสามารถพิเศษท่ีสดุ ตอนนนั ้ เราจะเหน็ วา่ โอ แม้แต่ทรัพย์สมบตั ิต่างๆ น่ี ก็ยงั ไม่มีค่าเทา่ สภาพ จติ ทด่ี งี ามเหลา่ นี ้เพราะในท่ีสดุ แล้ว สิ่งที่เราต้องการแท้จริงก็อนั นี ้ เอง เหลา่ นีแ้ หละคือทรัพย์สมบตั ิท่ีเราปรารถนาอย่างแท้จริง แล้ว อนั นีแ้ หละที่จะทาชีวิตของเราให้เป็ นชีวิตที่ดีงามมีความสุขได้ แท้จริง ในขัน้ สุดท้าย เม่ือถึงเวลาที่ทรัพย์สินสมบตั ิและญาติพ่ี น้องช่วยอะไรไม่ได้ เช่นบนเตียงท่ีเจ็บป่ วย บางทีเจ็บป่ วยถึงกับ ร่างกายขยบั เขยือ้ นไม่ได้ ทาอะไรไมไ่ ด้ ใครชว่ ยก็ไมไ่ ด้ รับประทาน อาหารก็ไม่อร่อย ก็เหลือแต่ใจของเราน่ีแหละ ตอนนนั ้ ถ้าเรามีแต่ สขุ ที่อิงอาศยั อามิส ขึน้ ต่ออามิสคือส่ิงของภายนอกแล้ว ก็จะมีแต่ ความทกุ ข์ความเดือดร้อนอย่างเดยี ว ตรงข้ามกบั คนท่ีฝึ กใจของตนไว้ด้วยปัญญารู้เทา่ ทนั อย่าง ที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งสามารถทาใจให้มีปราโมทย์ ปี ติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิได้ เขาฝึกใจไว้พร้อมแล้ว แม้จะนอนป่ วยอย่คู นเดียวบนเตียง ใครๆ อะไรๆ ชว่ ยไม่ได้ เขาก็สามารถมีความสขุ ได้ อนั นเี ้ป็นความสขุ ท่ีเป็นอสิ ระ เป็นไทแก่ตนเองอย่างแท้จริง สว่ นในเวลาทีไ่ มป่ ่ วย เม่ือได้สิ่งภายนอกมาช่วยเสริมอีก เขาก็ยิ่งมี ความสุขเพ่ิมเป็ น ๒ ชัน้ เวลาไม่มีความสุขจากภายนอก อยู่คน เดียวทาอะไรไม่ได้ ก็ยังสามารถมีความสุขได้ อย่างน้อยก็ไม่ กระวนกระวายทกุ ข์ร้อนเกินไป
๑๖๔ คติธรรมแห่งชีวิต ฉะนัน้ สาหรับพุทธศาสนิกชนจึงเห็นชดั ว่า แก่นแท้ของ ชีวิตทเี่ ราต้องการนนั ้ คืออะไร เราสร้ างสรรค์ทรัพย์สมบตั ิต่างๆ มา เพ่ือความสุข แต่ความสุขในขัน้ สุดท้ายนัน้ อยู่ท่ีจิตใจของเรา ที่ จะต้องฝึกฝนไว้เสมอ ทาอย่างไรเราจึงจะสร้ างสภาพจิตนีข้ ึน้ มาได้ คาตอบก็คือจะต้องทาให้เป็ นปกติธรรมดา อย่ดู ้วยปัญญาที่รู้เท่า ทนั ความจริงตลอดเวลา สร้ างความร่าเริงเบิกบานใจขึน้ มา พร้ อม ด้วยความเอิบอิ่มใจ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ ความสุข และความอยู่ตัวลงตวั ของจิตใจ ให้มีประจาเป็ นหลักอยู่ภายใน และอย่างที่บอกเม่ือกีว้ ่า ให้ตงั ้ ท่าทีเหมือนส่ิงนีเ้ ป็ นสมบัติท่ีมีค่า ของเรา เราจะไม่ยอมให้ใครทาลาย เวลาพบกบั ใครเราก็จะได้รับอารมณ์เข้ามา บางทีเราก็ถกู อารมณ์ท่ีเข้ามานนั ้ กระทบกระทง่ั หรือกระทบกระแทก เช่น ได้ยิน ถ้อยคาของคนอื่นพดู บางทอี ารมณ์ท่ไี ม่นา่ ปรารถนาเข้ามาโดยเรา ไมร่ ู้ตวั เราไม่ทนั รักษาสมบตั ิของเรา ปลอ่ ยให้อารมณ์เหลา่ นนั ้ มา กระทบกบั ใจเรา แล้วก็ทาลายทรัพย์สมบตั ิท่มี ีคา่ ของเราไปเสีย ทา ให้ความปราโมทย์ เบกิ บานใจในใจของเราหมดไปหรือหายไป ไปเหน็ คนนนั ้ เขาแสดงอาการอย่างนี ้ไปได้ยินคนนีเ้ขาพดู คาอย่างนนั ้ อ้าว เกิดกระทบกระทั่งใจขึน้ มา ขุ่นมัว เศร้ าหมอง เหี่ยวแห้ง บีบคนั ้ ใจ เลยถูกคนอ่ืนเขามาทาลายสมบตั ิในของตัว เสีย แสดงวา่ รักษาสมบตั ิไม่ได้ ดงั นนั ้ จะต้องตงั ้ สติไว้ก่อน ระลึก กากบั ใจของตนวา่ เราจะต้องพยายามรักษาสมบตั ิในของเราไว้ให้ ได้ อย่างน้อยตงั ้ ทา่ ทีไว้ว่า น่ีแหละสมบตั ิท่ีมีคา่ ท่ีสดุ ของเรา เราจะ
ความจรงิ แห่งชีวติ ๑๖๕ พยายามรักษาไว้ ถ้าทาอย่างนีแ้ ล้วพทุ ธศาสนิกชนก็จะมีแตค่ วาม เจริญงอกงามในธรรม ตกลงว่า สภาพจิตใจที่พึงปรารถนา แสดงถึงจิตใจของ พทุ ธศาสนิกชนท่ีดาเนินตามวิถีแห่งพทุ ธ ที่เป็ นผ้รู ู้ ผ้ตู ่ืน ผ้เู บิกบาน กค็ อื ความร่าเริงเบกิ บานใจ ท่เี รียกวา่ ปราโมทย์ ความเอบิ อิ่มใจ ทเ่ี รียกวา่ ปี ติ ความผอ่ นคลายสงบเย็นกายใจ ทีเ่ รียกว่า ปัสสทั ธิ ความโปร่งช่นื คลอ่ งใจ ที่เรียกว่า ความสขุ และความมีจิตใจแนว่ แนม่ นั่ คง ที่เรียกว่า สมาธิ ทงั ้ หมดนเี ้ป็นสมบตั สิ าคญั ท่ีเราควรจะรักษาไว้ และสมบตั ิ เหล่านีจ้ ะเกิดขึน้ ได้ดีที่สุดด้วยการท่ีเรารู้เท่าทนั ความจริงนัน่ เอง ทาใจให้ค้นุ เคยเป็นกนั เองกบั สจั ธรรม แล้วเราจะได้รสท่ีเลิศกวา่ รส ทงั ้ หลายทงั ้ ปวง เหมือนคนที่ได้รสจืดสนิทของนา้ ทบ่ี ริสทุ ธ์ิเป็ นหลกั ยืนตวั ไว้แล้ว ดงั ที่กล่าวมานนั ้ เราก็จะมีความสุขท่ีแท้จริง เราจะ ชอื่ วา่ ดาเนินตามวถิ ีของพระพทุ ธเจ้า วนั นีอ้ าตมภาพได้แสดงธรรมกถามาก็พอสมควรแก่เวลา โดยสาระสาคญั ก็คือให้เข้าใจความจริงของสิ่งทงั ้ หลาย แล้วก็มี จิตใจที่เป็ นอยู่ด้วยความรู้เท่าทันนี ้ความรู้เท่าทนั นีจ้ ะทาให้เกิด ความสว่าง ความสะอาด ผ่องใส เบิกบาน ดังที่กล่าวมาแล้ว สภาพจิตที่ดีงามก็จะเกิดขึน้ แก่เราอย่เู สมอ ไม่มีอะไรท่ีจะดีกว่านี ้ ในขนั ้ สดุ ท้าย
๑๖๖ คติธรรมแห่งชีวติ ส่ิงทงั ้ หลายท่ีเราสร้ างมาก็เพ่ือความสขุ แต่ในขนั ้ สดุ ท้าย แล้วเราจะรู้ตระหนักว่า ตราบใดท่ีเรายังต้องขึน้ ต่อส่ิงเหล่านัน้ ตราบใดท่ีเรายังต้องฝากความสขุ ความทกุ ข์ไว้กบั ส่ิงเหล่านนั ้ เรา จะไม่เป็นอิสระแท้จริง จะต้องถึงเวลาหนงึ่ ที่เราจะต้องฝึ กฝนตวั เรา เอง ด้วยจิตใจและปัญญา ให้เป็ นอย่ดู ้วยตวั ของตวั เองท่ีมีปัญญา รู้เทา่ ทนั แล้วสร้างสภาพจิตใจทดี่ ีงามดงั กล่าวนขี ้ นึ ้ มาให้ได้ วนั นีโ้ ยมเจ้าภาพ ได้บาเพญ็ กศุ ลอทุ ิศแก่คณุ โยมผ้ลู ว่ งลบั ไปแล้ว โยมก็ได้บาเพญ็ กศุ ลไปแล้ว ได้ทาหน้าท่ีท่ีควรทาแล้ว สม ดงั ที่อาตมภาพได้กลา่ วมาแตเ่ บอื ้ งต้น ประการแรก ด้วยการท่ีได้ทาสิ่งที่ควรทา ได้ทาหน้าที่ของ เราแล้ว ได้แสดงนา้ ใจแล้ว ได้ทาบุญทากุศลแล้วนี ้เม่ือจิตระลึก พิจารณาแล้วกจ็ ะมีความเอิบอ่ิมใจ ทาให้มีความสบายใจ และทา ให้จติ ใจเบกิ บานผอ่ งใสได้ เป็ นเคร่ืองบรรเทาความโศกเศร้ าอาลยั ลงได้สว่ นหนง่ึ ประการท่ีสอง เม่ือได้พิจารณาตามหลักธรรมด้วยความ รู้เทา่ ทนั ในความจริงดงั กล่าวมา ก็จะได้สภาพจิตท่ีดีงาม เป็ นขนั ้ ท่ี สอง ทีท่ าให้จติ ใจเป็นอสิ ระอยา่ งแท้จริง ความสดใสร่าเริงเบิกบาน และความหายโศกเศร้าก็จะเกิดขนึ ้ ได้อยา่ งแท้จริง ทงั ้ สองประการนี ้เป็ นปัจจยั สาคญั ท่ีเรียกว่า เป็ นบญุ เป็ น กุศล คือทงั ้ กุศลในส่วนของการทาความดีงาม และในส่วนท่ีเป็ น เรื่องของปัญญารู้เท่าทัน เม่ือปฏิบตั ิอย่างนีแ้ ล้ว ก็เป็ นอันได้คติ จากคาสอนเกี่ยวกบั เร่ืองของมรณกรรมที่พระพทุ ธเจ้าทรงสอนอยู่ เสมอวา่ ให้พทุ ธศาสนิกชนพิจารณาราลึกในมรณสติ คือระลกึ ถึง
ความจรงิ แหง่ ชีวติ ๑๖๗ ความตายด้วยความรู้เท่าทันแล้วไม่โศกเศร้ า ไม่หวาดกลวั แต่ ระลึกขึน้ มาแล้ว ทาให้ไม่ประมาท เร่งขวนขวาย ทาความดีงาม รู้เทา่ ทนั ความจริงของชีวติ และสงั ขาร นอกจากนนั ้ เมื่อโยมมีจิตใจท่ีดีงาม สะอาดผ่องใสอย่างนี ้ แล้ว แม้เม่ือจะอทุ ิศกุศลแก่ผ้ลู ว่ งลบั การอทุ ิศกุศลนนั ้ ก็จะได้ผลดี ขนึ ้ ด้วย ทา่ นกล่าวว่า การท่ีจะอทุ ิศกุศลแก่กัน ก็ต้องทาด้วยจิตใจ ท่ีเป็ นสมาธิ มีเจตนาท่ีชดั เจนและมีกาลังแรง ถ้าจิตใจนนั ้ มีความ เศร้าหมองขนุ่ มวั ว่นุ วายด้วยความโศกเศร้ าเป็ นต้น จิตใจนนั ้ ก็ไม่ เป็นอนั ตงั ้ แน่วแน่ในการที่จะอทุ ิศกุศล เจตนาก็ไม่รวมเป็ นอนั หนงึ่ เดียว ไมเ่ ข้มแข็งแรงกล้า เพราะฉะนนั ้ จึงต้องทาจิตใจให้ปลอดโปร่งผอ่ งใส เม่ือทา จิตใจให้ดีงามด้วยการระลึกถึงความดีท่ีบาเพ็ญแล้ว รู้เท่าทัน ความจริง รู้เทา่ ทนั ธรรมะ ดงั ที่กล่าวมา จิตใจเป็ นกศุ ลแล้ว ดีงาม แล้ว ก็น้อมจิตทดี่ งี ามเป็ นกศุ ลนี ้อทุ ิศบุญกศุ ลที่ได้บาเพ็ญแก่ท่าน ผ้ลู ว่ งลบั สืบตอ่ ไป ณ วาระนี ้อาตมภาพขออนโุ มทนากศุ ลบญุ ราศี ที่โยมเจ้าภาพ พร้ อมด้วยบุตรหลานญาติมิตร ได้บาเพ็ญแล้ว และในโอกาสนี ้ ญาติมิตรทงั ้ หลายก็ได้มาแสดงนา้ ใจ มาเคารพศพ มาระลึกถึง ท่านผู้ล่วงลับ เป็ นการแสดงนา้ ใจทัง้ ต่อผู้ล่วงลับ และต่อท่าน เจ้าภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ทกุ ท่านล้วนมีเจตนาดีท่วั กัน จึงขอให้ทุก ทา่ นมีความเอิบอมิ่ ใจวา่ เราได้ทาสิง่ ท่คี วรทา ได้แสดงนา้ ใจอนั ดแี ล้ว
๑๖๘ คติธรรมแห่งชีวิต เม่ือมีจติ ใจดีงามอยา่ งนี ้ไม่มีความโศกเศร้ า ไม่มีความข่นุ มวั แล้ว ก็โน้มจติ ใจท่ีดีงามนีอ้ ทุ ิศกศุ ลไปให้แดค่ ณุ โยมผ้ลู ่วงลบั ไป แล้ว ขอให้ทา่ นได้รับทราบ และอนโุ มทนาการบาเพ็ญกุศลนี ้และ ขอให้ทา่ นมีความสขุ ความเจริญในสมั ปรายภพ ยิ่งขนึ ้ ไป อาตมภาพวิสชั นาพระธรรมเทศนา พรรณนาอานิสงส์แห่ง การบาเพญ็ กศุ ลทกั ษิณานปุ ระทานกิจอทุ ศิ แดท่ า่ นผ้ลู ว่ งลบั ไปแล้ว พร้ อมทัง้ คติธรรมเตือนใจ ในการที่จะเกิดความรู้เท่าทันด้วย ปัญญา เพ่ือจะมีชีวิตท่ีดีงาม ตามคติแห่งพระพุทธศาสนา ก็ พอสมควรแก่เวลา ขอยตุ ลิ งแตเ่ พียงเทา่ นี ้ เอวงั ก็มี ด้วยประการฉะนี ้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178