1
2 เอกสารสรุปเนอื้ หาทีต่ อ งรู รายวิชาภาษาไทย ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย รหสั พท31001 หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 สํานักงานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั สาํ นักงานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หามจาํ หนา ย หนังสอื เรยี นนี้จดั พมิ พด ว ยเงินงบประมาณแผนดินเพอ่ื การศกึ ษาตลอดชีวิตสาํ หรบั ประชาชน ลขิ สิทธ์ิเปนของสาํ นักงาน กศน.สาํ นักงานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
3
สารบัญ 4 คาํ นํา หนา คําแนะนําการใชเ อกสารสรปุ เนือ้ หาทต่ี องรู บทท่ี 1 การฟง การดู 1 3 เรอ่ื งท่ี 1 การเลอื กสอื่ ในการฟง และการพูด 9 เรอ่ื งที่ 2 การวิเคราะหว ิจารณเรอ่ื งทฟ่ี ง และดู 12 เรอื่ งท่ี 3 มารยาทในการฟงและการดู กิจกรรมทายบท 13 บทท่ี 2 การพดู 13 เรอ่ื งท่ี 1 มารยาทในการพดู 15 เรอื่ งท่ี 2 ลักษณะการพดู ทีด่ ี 27 เรื่องท่ี 3 การพดู ในโอกาสตาง ๆ กจิ กรรมทา ยบท 28 บทที่ 3 การอาน 28 เรอ่ื งท่ี 1 ความสําคญั ของการอาน 29 เรอ่ื งท่ี 2 วิจารณญาณในการอาน 31 เร่อื งท่ี 3 การอา นแปลความ ตีความ ขยายความ จับใจความหรอื สรปุ ความ 32 เรื่องที่ 4 มารยาทและนสิ ยั รักการอาน กจิ กรรมทายบท 34 บทที่ 4 การเขยี น 35 เรอ่ื งที่ 1 หลกั การเขียนประเภทตา ง ๆ 40 เรอ่ื งท่ี 2 หลักการแตง คาํ ประพนั ธ 43 เร่อื งท่ี 3 มารยาทและนสิ ยั รักการเขยี น กจิ กรรมทา ยบท
สารบัญ (ตอ ) 5 บทท่ี 5 หลกั การใชภาษา หนา เร่อื งที่ 1 ธรรมชาติของภาษา เรอ่ื งท่ี 2 ถอ ยคําสํานวน คําพังเพย สุภาษิต 45 เรอ่ื งท่ี 3 ลกั ษณะของประโยคในภาษาไทย 47 เร่ืองท่ี 4 คําสุภาพและคาํ ราชาศพั ท 48 เรอื่ งที่ 5 เคร่อื งหมายวรรคตอน 50 กจิ กรรมทา ยบท 54 57 บทที่ 6 วรรณคดี วรรณกรรม เรื่องที่ 1 วรรณคดี วรรณกรรม 59 เรอ่ื งท่ี 2 วรรณกรรมทองถิ่น 60 เรื่องที่ 3 วิเคราะห ประเมินคา วรรณคดี วรรณกรรม 63 บทท่ี 7 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชพี 65 เรอ่ื งท่ี 1 คณุ คา ของภาษาไทย 66 เรอ่ื งที่ 2 ภาษาไทยกับชองทางการประกอบอาชพี เรอื่ งที่ 3 การเพิ่มพูนความรแู ละประสบการณทางดา นภาษาไทย 67 เพ่อื การประกอบอาชพี 68 84 เฉลยกจิ กรรมทายบท 85 บรรณานกุ รม คณะผูจัดทาํ
6 คาํ แนะนาํ การใชเ อกสารสรุปเน้ือหาทีต่ อ งรู หนังสือสรุปเนื้อหารายวชิ าภาษาไทยเลมนี้ เปนการสรุปเนื้อหาจากหนงั สอื เรยี นสาระ ความรูพ้ืนฐาน รายวชิ าภาษาไทย พท 31001 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสตู รการศึกษา นอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2544) เพ่ือให ผูเ รยี น กศน. ไดศ ึกษาทาํ ความเขาใจและเรียนรูในเน้ือหาสาระของรายวิชาภาษาไทยทสี่ ําคัญ ๆ ไดสะดวกและสามารถทาํ ความเขาใจของเนือ้ หาไดดีย่ิงขึน้ ในการศึกษาหนังสอื สรุปเน้อื หารายวิชาภาษาไทยเลมนี้ ผเู รียนควรปฏิบัติดังนี้ 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาภาษาไทย ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย จากหนังสือเรียนสาระ ความรูพนื้ ฐาน หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2554) ใหเขาใจกอน 2. ศกึ ษาเนอ้ื หาสาระของหนังสือสรปุ เนื้อหารายวชิ าภาษาไทยใหเขาใจอยางละเอยี ดทลี ะ บทจนครบ 7 บท 3. หากตองการศกึ ษารายละเอียดเนือ้ หาสาระรายวิชาภาษาไทยเพอื่ เพิ่มเตมิ ความรู ผเู รยี น กศน. สามารถศกึ ษาคน ควาไดจากสือ่ อ่ืน ๆ หองสมดุ อนิ เทอรเนต็ หรือครูผูสอน
1 บทท่ี 1 การฟง การดู เรอื่ งท่ี 1 การเลือกสอื่ ในการฟงและการดู สื่อควรจะรูจกั ประเภทเพ่อื แยกแยะในการนําไปใชป ระโยชน ซ่ึงอาจสรปุ ประเภทการ แยกแยะประเภทของสอื่ ในการนาํ ไปใชป ระโยชน มีดงั นี้ 1. สอ่ื โฆษณา สอ่ื ประเภทน้ีผฟู ง ตองรูจ ดุ มงุ หมาย เพราะสวนใหญจ ะเปนการสื่อให คลอยตาม อาจไมส มเหตุสมผล ผูฟงตองพิจารณาไตรต รองกอ นซอื้ หรือกอนตัดสนิ ใจ 2. สอ่ื เพ่อื ความบันเทิง เชน เพลง , เรือ่ งเลา ซ่งึ อาจมกี ารแสดงประกอบดวย เชน นวนทิ าน นิยาย หรอื สอื่ ประเภทละคร สอื่ เหลาน้ผี ูรับสารตอ งระมดั ระวงั ใชว ิจารณญาณ ประกอบการตัดสินใจกอนทจี่ ะซ้อื หรือทําตาม ปจ จุบันรายการโทรทัศนจะมีการแนะนาํ วาแตล ะ รายการเหมาะกับกลุมเปาหมายใด เพราะเชื่อกันวา ถา ผใู ดขาดความคดิ ในเชงิ สรางสรรคแลว สือ่ บนั เทิงอาจสง ผลรา ยตอ สงั คมได เชน ผดู เู อาตวั อยางการจ้ี , ปลน , การขมขนื กระทาํ ชาํ เรา และแมแ ตการ ฆา ตัวตาย โดยเอาอยางจากละครท่ีดูกเ็ คยมีมาแลว 3. ขา วสาร สือ่ ประเภทนผ้ี รู บั สารตอ งมคี วามพรอ มพอสมควร เพราะควรตอ งรูจัก แหลง ขาว ผนู ําเสนอขาว การจบั ประเด็น ความมเี หตุมผี ล รจู กั เปรียบเทียบเนอ้ื หาจากทมี่ าของ ขา วหลาย ๆ แหง เปนตน 4. ปาฐกฐา เนอ้ื หาประเภทนผ้ี รู บั สารตอ งฟง อยางมสี มาธิเพ่อื จับประเด็นสําคัญใหไ ด และ กอ นตัดสนิ ใจเชอ่ื หรือนําขอ มลู สวนใดไปใชประโยชนต อ งมคี วามรูพ้นื ฐานในเรอ่ื งน้ัน ๆ อยูบ า ง 5. สุนทรพจน ส่ือประเภทนีส้ ว นใหญจ ะไมยาว และมใี จความท่ีเขา ใจงา ย ชดั เจน แตผูฟง จะตองรูจักกลั่นกรองสิง่ ที่ดีไปเปน แนวทางในการปฏิบัติ หลักการฟงและการดอู ยางสรา งสรรค 1. ตองเขาใจความหมาย หลกั เบอ้ื งตน ของการจับใจความของสารทีฟ่ งและดนู ้ัน ตอ ง เขาใจความหมายของคาํ สํานวนประโยคและขอ ความทบี่ รรยายหรืออธิบาย 2. ตอ งเขาใจลกั ษณะของขอความ ขอความแตละขอความตองมใี จความสําคญั ของเรือ่ ง และใจความสาํ คัญของเรอ่ื งจะอยูท่ีประโยคสําคญั ซ่ึงเรยี กวา ประโยคใจความ จะปรากฏอยูใ น ตอนใดตอนหน่งึ ของขอความ โดยปกติจะปรากฏอยใู นตอนตน ตอนกลาง และตอนทา ย หรอื อยตู อนตนและตอนทายของขอความผูร ับสารตองรจู ักสงั เกต และเขา ใจการปรากฏของประโยค ใจความในตอนตา ง ๆ ของขอความ จึงจะชวยใหจ ับใจความไดด ียิ่งข้ึน
2 3. ตอ งเขาใจในลกั ษณะประโยคใจความ ประโยคใจความ คือขอความทีเ่ ปน ความคดิ หลกั ซึ่งมักจะมีเนื้อหาตรงกบั หัวขอ เรื่อง เชน เร่ือง “สุนขั ” ความคดิ หลกั คือ สนุ ัขเปนสตั วเ ลีย้ ง ทร่ี ัก เจา ของ ในการฟง เรอ่ื งราวจากการพดู บางทไี มม หี ัวขอ แตจ ะพดู ตามลาํ ดับของเนื้อหา ดังน้ันการ จบั ใจความสาํ คญั ตอ งฟง ใหต ลอดเร่อื งแลวจับใจความวา พดู ถึงเร่ืองอะไร คือจบั ประเดน็ หวั เรอื่ ง และเรื่องเปนอยา งไร คอื สาระสําคญั หรอื ใจความสาํ คัญของเรอ่ื งนั่นเอง 4. ตอ งรจู กั ประเภทของสาร สารทฟี่ ง และดูมหี ลายประเภท ตองรูจกั และแยกประเภท สรปุ ของสารไดว า เปนสารประเภทขอ เท็จจริง ขอ คิดเห็นหรอื เปนคาํ ทักทายปราศรัย ขาว ละคร สารคดี จะไดจับประเด็นหรือใจความสาํ คัญไดง า ย 5. ตองตคี วามในสารไดตรงตามเจตนาของผสู ง สาร ผสู ง สารมเี จตนาที่จะสงสารตาง ๆ กนั บางคนตอ งการใหความรู บางคนตองการโนมนา วใจ และบางคนอาจจะตอ งการสงสารเพอื่ สอ่ื ความหมายอ่นื ๆ ผฟู ง และดูตอ งจบั เจตนาใหไ ด เพอ่ื จะไดจ บั สารและใจความสาํ คญั ได 6. ต้ังใจฟง และดใู หต ลอดเรอื่ ง พยายามทําความเขาใจใหตลอดเรอ่ื ง ยิ่งเรือ่ งยาวสลับ ซับซอ นย่ิงตอ งตั้งใจเปน พิเศษและพยายามจบั ประเด็นหัวเรอ่ื ง กรยิ าอาการ ภาพและเครอื่ งหมาย อื่น ๆ ดว ยความตงั้ ใจ 7. สรุปใจความสาํ คญั ข้ันสุดทายของการฟงและดูเพ่อื จบั ใจความสําคัญก็คอื สรปุ ใหได วา เรื่องอะไร ใคร ทาํ อะไร ทไ่ี หน เมื่อไร อยางไรและทําไม หรือบางเรือ่ งอาจจะสรปุ ไดไมค รบ ทง้ั หมด ท้ังนี้ยอมข้ึนกบั สารทฟ่ี ง จะมใี จความสาํ คญั ครบถวนมากนอยเพียงใด วจิ ารณญาณในการฟง และการดู พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถานไดใหความหมายของ วิจารณญาณไวว า ปญ ญาท่ี สามารถรูหรือใหเหตุผลทถ่ี ูกตอ ง คาํ นี้มาจากคาํ วา วิจารณ ซง่ึ แปลวา การคิดใครค รวญโดย ใชเหตผุ ลและคําวา ญาณ ซ่ึงแปลวา ปญ ญาหรอื ความรใู นขัน้ สงู วจิ ารณญาณในการฟง และการดู คอื การรบั สารใหเ ขา ใจเนอ้ื หาสาระโดยอาศยั ความรู ความคดิ เหตผุ ล และประสบการณประกอบการใชป ญญาคดิ ใครครวญแลวสามารถนําไปใชได อยางเหมาะสม การฟง และการดูใหเ กิดวิจารณญาณนน้ั มขี ้นั ตอนในการพฒั นาเปน ลําดบั บางทีก็อาจเปนไป อยางรวดเรว็ บางทกี ต็ องอาศัยเวลา ทัง้ นี้ยอ มขน้ึ อยูกบั พ้นื ฐานความรู ประสบการณของบคุ คล และความยงุ ยากซับซอนของเร่ืองหรือสารที่ฟง และดู
3 ขัน้ ตอนการฟง และการดอู ยา งมวี จิ ารณญาณมีดังน้ี 1. ฟงและดใู หเขาใจเรอื่ ง เมือ่ ฟงเรอื่ งใดก็ตามผฟู ง จะตองตงั้ ใจฟงเรือ่ งน้ันใหเขา ใจ ตลอดเร่ือง ใหรูวาเน้ือเรอ่ื งเปน อยา งไร มีสาระสําคญั อะไรบาง พยายามทาํ ความเขาใจ รายละเอยี ดทัง้ หมด 2. วเิ คราะหเรื่อง จะตองพิจารณาวาเปนเร่ืองประเภทใด เปน ขาว บทความ เรอื่ งส้ัน นิทาน นวนิยาย บทสนทนา สารคดี ละคร และเปนรอยแกว หรอื รอยกรอง เปนเร่อื งจริงหรือแต งขนึ้ ตอ งวิเคราะหล ักษณะของตวั ละคร และกลวิธใี นการเสนอสารของผสู งสารใหเขาใจ 3. วนิ ิจฉยั เรื่อง คือ การพจิ ารณาเรอ่ื งทฟ่ี งวา เปนขอเท็จจรงิ ความรสู ึกความคิดเหน็ และผสู ง สารหรือผูพูดผแู สดงมีเจตนาอยา งไรในการพดู การแสดง อาจจะมีเจตนาท่ีจะโนม นา วใจ หรือแสดงความคิดเห็น เปน เรือ่ งทีม่ เี หตมุ ีผล มหี ลกั ฐานนาเช่ือถอื หรือไมแ ละมคี ณุ คา มปี ระโย ชนเ พยี งใด เรื่องท่ี 2 การวิเคราะหวิจารณเ ร่อื งที่ฟงและดู ความหมายของการวเิ คราะห การวนิ ิจและการวิจารณ การวิเคราะห หมายถงึ การที่ผฟู งและผดู ูรับสารแลวพจิ ารณาองคป ระกอบออกเปน สวน ๆ นํามาแยกประเภท ลักษณะ สาระสาํ คญั ของสาร กลวิธีการเสนอและเจตนาของ ผสู งสาร การวินจิ หมายถงึ การพจิ ารณาสารดว ยความเอาใจใส ฟงและดอู ยางไตรตรองพิจารณา หาเหตุผลแยกแยะขอดีขอเสยี คณุ คาของสาร ตีความหมายและพิจารณาสํานวน ภาษา ตลอดจน น้าํ เสยี งและการแสดงของผสู ง สาร พยายามทาํ ความเขาใจความหมายที่แทจ ริงเพ่ือใหไดป ระโยชน ตามวตั ถุประสงคของผวู นิ ิจ การวิจารณ หมายถงึ การพจิ ารณาเทคนิคหรอื กลวธิ ที ่ีแสดงออกมานน้ั ใหเห็นวา นา คดิ นาสนใจ นาติดตาม มีชนั้ เชิงยอกยอ นหรอื ตรงไปตรงมา องคประกอบใดมีคณุ คา นาชมเชย องคป ระกอบใดนา ทว งตงิ หรือบกพรองอยางไร การวิจารณสิง่ ใดก็ตามจึงตองใชความรมู เี หตมุ ีผล มหี ลักเกณฑและมคี วามรอบคอบดว ย ตามปกตแิ ลว เมื่อจะวจิ ารณส่งิ ใด จะตองผา นขั้นตอนและกระบวนการของการวเิ คราะหสาร วินิจสาร และประเมินคาสาร ใหชัดเจนเสียกอ นแลว จึงวิจารณแ สดงความเห็น ออกมาอยาง มีเหตมุ ผี ลใหนา คิด นา ฟงและเปนคาํ วิจารณท่ีเชือ่ ถอื ได และการวิจารณแสดงความคิดเห็นท่จี ะ ทําไดอ ยา งมีเหตุมีผลนาเชื่อถือนัน้ ผรู ับสารจะตอ งรหู ลักเกณฑก ารวิจารณแสดงความคดิ เหน็ ตาม
4 ชนิดของสาร เพราะสารแตล ะชนิด ยอมมีองคประกอบเฉพาะตวั เชน ถาเปนขาวตองพจิ ารณา ความถูกตองตามความเปนจรงิ แตถ า เปน ละครจะดคู วามสมจรงิ และพจิ ารณาโครงเร่ือง เน้อื เรื่อง ฉาก ตัวละคร ภาษาที่ใช บทบาทการแสดง ฯลฯ นอกจากรูหลักเกณฑแ ลวจะตอ งอาศยั การ ฝก ฝนบอย ๆ และอานตวั อยางงานวิจารณของผูอน่ื ท่เี ชย่ี วชาญใหมาก กจ็ ะชวยใหก ารวิจารณ ดีมเี หตุผลและนาเช่ือถือ หลักการวจิ ารณและแสดงความคดิ เหน็ สารประเภทตา ง ๆ สารท่ีไดรับจากการฟง มีมากมาย แตท่ีไดรบั เปนประจําในชวี ติ ประจําวัน ไดแ ก 1. ขาวและสารประชาสมั พนั ธ 2. ละคร 3. การสนทนา คาํ สมั ภาษณบคุ คล 4. คําปราศรัย คําบรรยาย คาํ กลาวอภิปราย คําใหโอวาท 5. งานประพนั ธร อยกรองประเภทตา ง ๆ หลกั เกณฑก ารวิจารณส ารทีไ่ ดร บั ตามชนดิ ของสาร 1. ขา วและสารประชาสัมพนั ธ สารประเภทนผ้ี ูรับสารจะไดรับจากการฟงและการดู วิทยุ โทรทศั น ซึ่งจะเสนอขา วจากหนว ยงานประชาสมั พนั ธข องภาครฐั และเอกชน รูปแบบของ การเสนอขา ว โดยท่ัวไปจะประกอบดว ย หัวขอขา ว เนื้อและสรปุ ขาว โดยจะเรม่ิ ตน ดว ย หัวขอ ขาว ที่สาํ คญั แลว ถงึ จะเสนอรายละเอียดของขาวและตอนทา ยกอนจบ จะสรุปขาว หรือบางครงั้ จะ เสนอลกั ษณะการสรุปขาวประจาํ สัปดาหเ ปน รายการหน่ึงโดยเฉพาะ สว นสารประชาสมั พนั ธอ าจ มรี ูปแบบทแ่ี ปลกออกไปหลายรูปแบบ เชน เสนอสาระในรูปแบบของขา ว ประกาศแจง ความหรือ โฆษณาแบบตา ง ๆ ในการวิจารณ ควรพิจารณาตามหลักเกณฑ ดงั นี้ 1.1 แหลงขา วที่มาของขา วและสารประชาสัมพนั ธ ผวู จิ ารณจะตอ งดูวา แหลง ของขาวหรือสารประชาสัมพันธนนั้ มาจากไหนจากหนวยงานใด เปนหนว ยงานของรฐั หรอื เอกชน หนว ยงานหรอื สถาบันน้นั นาเช่อื ถือมากนอ ยเพยี งใด 1.2 เนอ้ื หาของขาวและสารประชาสมั พนั ธ ผูร ับสารตอ งพจิ ารณาวา สารน้ันมเี น้อื หา สมบรู ณห รือไม คือ เม่ือถามดวยคําถามวา ใคร ทําอะไร ท่ีไหน เมือ่ ไร อยางไรแลวผฟู ง สามารถ หาคําตอบไดค รบถวน และสามารถสรปุ สาระสาํ คญั ไดดว ย 1.3 พิจารณาทบทวนวา เนื้อหาของขาวและสารประชาสัมพันธท น่ี ําเสนอเปน ความจรงิ ทงั้ หมด หรือมีการแสดงความรูสึก ความคิดเห็นของผสู งสารแทรกมาดวย
5 1.4 พิจารณาภาษาท่ีใชทั้งความถูกตองของการใชภ าษา ศลิ ปภาษาและดา น วรรณศิลป 2. ละคร ภาพยนตร สารประเภทละครจะฟง และดูไดจ ากละครวิทยุ และโทรทศั นเ สยี เปน สว นใหญ สว นละครเวทนี น้ั มโี อกาสไดด ไู ดฟ ง นอ ยมาก ซึง่ หลกั การวจิ ารณละครมแี นวทางดังน้ี 2.1 ดคู วามสมจรงิ ของผแู สดงตามบทบาทที่ไดรับวา ใชน ํ้าเสียงสมจรงิ ตามอารมณ ความรูสกึ ของตวั ละครนัน้ ๆ มากนอ ยเพียงใด 2.2 พจิ ารณาโครงเรอื่ ง แกนของเรื่องวา มโี ครงเรอื่ งเปน อยา งไร สรปุ สาระสาํ คญั หรอื แกน ของเร่ืองใหได 2.3 ฉากและตวั ละคร มฉี ากเหมาะสมสอดคลองกบั เนื้อเรอ่ื ง เหมาะสมกับบรรยากาศ และตัวละครแตละตวั มลี กั ษณะเดนหรือใหอ ะไรกบั ผฟู ง และผดู ู 2.4 ภาษาทีใ่ ชถกู ตอ งเหมาะสมตามหลกั การใชภ าษา ศิลปศกึ ษาและดานวรรณศลิ ป 3. การสนทนาและคําสัมภาษณบ ุคคล การสนทนาและคําสัมภาษณบ ุคคลในวิทยุและ โทรทศั นเปน สารท่ีไดฟง และดูกันเปนประจํา ผูรว มสนทนาและใหสัมภาษณก็เปน คนหลากหลายระดับ และอาชพี การสนทนาและการวิจารณม ีหลักในการพิจารณา ดังน้ี 3.1 การสนทนาในชีวติ ประจําวนั ก. การสนทนา เปน เร่อื งอะไรและมีสาระสําคญั วาอยางไร ข. สาระสําคัญของการสนทนาทีส่ รปุ ไดเปนความจริงและนา เช่ือถอื เพยี งใด ค. ผรู วมสนทนามคี วามรแู ละมีความสนใจในเรอ่ื งที่สนทนามากนอ ยเพียงใด ง. ภาษาที่ใชใ นการสนทนามีความถูกตอ ง ตามหลักการใชภ าษามีความเหมาะสม และสละสลวยทําใหเ ขาใจเรื่องไดชัดเจนเพียงใด ทั้งน้ําเสียงและลีลาการพูดแฝงเจตนาของผูพูด และนา ฟง หรือไม 3.2 คาํ สัมภาษณบ คุ คล มหี ลักเกณฑการพิจารณาและวจิ ารณดังนี้ ก. ผสู ัมภาษณเปน ผูมคี วามรแู ละประสบการณในเรื่องที่สัมภาษณม ากนอยเพียงใด เพราะผสู ัมภาษณท่ีมคี วามรูแ ละประสบการณใ นเรอื่ งที่จะสัมภาษณเปน อยา งดีจะถามไดสาระเนื้อ เรอ่ื งดี จงึ ตอ งดูความเหมาะสมของผสู ัมภาษณกับเรื่องที่สมั ภาษณด ว ย ข. ผใู หก ารสมั ภาษณเหมาะสมหรือไม โดยพิจารณาจากวุฒิ ฐานะ หนาที่ อาชีพ และพิจารณาจากคําตอบท่ีใหส ัมภาษณวามีเนื้อหาสาระและตอบโตตรงประเด็นคําถามหรือไม อยา งไร
6 ค. สาระของคําถามและคําตอบในแตล ะขอตรงประเด็นหรือไม มีสาระเปน ประโยชนต อสังคมมากนอ ยเพยี งใด ง. ลักษณะของการสัมภาษณ เปนการสัมภาษณท างวิชาการ หรือการสัมภาษณ เพอ่ื ความบันเทิง เพราะถาเปนการสมั ภาษณท างวิชาการยอ มจะตอ งใชหลกั เกณฑใ นการพิจารณา ครบถว น แตห ากเปนการสมั ภาษณเพื่อความบันเทิงน้ันงา ยตอการวิจารณวาดีหรือไมดี เพราะใช สามญั สํานึกและประสบการณพจิ ารณาก็เพยี งพอแลว จ. ภาษาที่ใชเ ขาใจงา ยชัดเจน เหมาะสมเพียงใด ผูสัมภาษณและผูใ หส ัมภาษณม ี ความจรงิ ใจในการถามและการตอบมากนอยเพยี งใด 4. คําปราศรัย คาํ บรรยาย คํากลา วอภิปราย คําใหโ อวาท 4.1 คาํ ปราศรยั มหี ลกั เกณฑก ารพจิ ารณาและวิจารณดังนี้ ก. สาระสาํ คัญเหมาะสมกบั โอกาสท่ปี ราศรยั หรือไม โดยพจิ ารณาเนือ้ หา สาระ เวลา และโอกาสวาสอดคลองเหมาะสมกนั หรือไม ข. สาระสาํ คญั และความคิดเปน ประโยชนต อผฟู งหรือไม ค. ผกู ลา วปราศรัยใชภ าษาไดดีถูกตอง เหมาะสมสละสลวย คมคายหรือไม อยางไร 4.2 คําบรรยาย มหี ลกั เกณฑการพิจารณาและวิจารณด ังน้ี ก. หวั ขอ และเนอื้ เร่ืองเหมาะสมกับสถานการณและผฟู ง มากนอยเพียงใด ข. สาระสาํ คญั ของเรอื่ งท่บี รรยายมีประโยชนตอ ผูฟ งและสงั คมมีส่ิงใดท่ีนา จะ นาํ ไปใชใหเ กดิ ประโยชน ค. ผูบ รรยายมคี วามรแู ละประสบการณ ในเร่ืองท่ีบรรยายมากนอ ยเพียงใด มีความนา เชอื่ ถอื หรอื ไม ง. ภาษาทใ่ี ชใ นการบรรยาย ถูกตองตามหลักการใชภาษา เขา ใจงา ยชดั เจนหรอื ไม 4.3 คํากลาวอภปิ ราย การอภิปรายเปนวิธกี ารระดมความคิดเห็นและแนวทางในการแกปญ หา ซ่ึงเรา จะไดฟ ง กันเปน ประจําโดยเฉพาะจากรายการโทรทัศน การวเิ คราะหว ิจารณค วรพจิ ารณาโดยใช หลักการดังน้ี
7 ก. ประเดน็ ปญหาทจี่ ะอภิปราย ขอบขา ยของปญหาเปน อยางไร มีขอบกพรอ ง อยา งไร ข. ประเดน็ ปญ หาทนี่ ํามาอภปิ ราย นาสนใจมากนอ ยเพียงใดและมคี วาม สอดคลองเหมาะสมกับสถานการณห รอื ไม ค. ผูอภปิ รายมีคณุ วฒุ ิ ประสบการณม สี วนเกี่ยวขอ งกับประเดน็ อภปิ รายอยางไร และมีความนา เชื่อถือมากนอยเพียงใด ง. ผอู ภิปรายไดศกึ ษาคน ควา และรวบรวมขอ มลู ความรูมาชี้แจงประกอบได มากนอยเพยี งพอเหมาะสมและนาเชอ่ื ถอื หรอื ไม จ. ผอู ภปิ รายรับฟงความคดิ เหน็ ของผรู วมอภปิ รายหรือไม มีการผกู ขาดความคดิ และการพดู เพียงคนเดียวหรอื ไม ฉ. ผอู ภปิ รายใหขอ คดิ และแนวทางอยา งมเี หตผุ ลมขี อมูลหลกั ฐานหรือไม ใชอารมณใ นการพดู อภปิ รายหรือไม ช. ภาษาท่ีใชใ นการอภปิ รายถูกตองตามหลักการใชภาษา กระชับรัดกมุ ชดั เจน เขา ใจงา ยหรอื ไม ซ. ผฟู ง อภปิ รายไดศ กึ ษารายละเอยี ดตามหวั ขออภิปรายมาลว งหนาบา งหรอื ไม หากมีการศกึ ษามาลวงหนา จะทาํ ใหวเิ คราะหวจิ ารณไ ดดีขึ้น อนง่ึ เมือ่ ไดเ รียนรวู ิธกี ารฟงและการดูมาแลวหลายประการ ควรจะไดรูหลกั การ ฟงและการดทู ีด่ ี พรอ มทัง้ คณุ สมบตั ขิ องผูฟ งและผูดูทดี่ ี หลกั การฟง และการดทู ด่ี ี มีหลกั การดงั นี้ 1. ฟง และดใู หต รงตามความมุงหมาย การฟงแตละครั้งจะตองมจี ุดมงุ หมายในการฟง และการดู ซง่ึ อาจจะมีจดุ มงุ หมายอยา งใดอยา งหนึ่งโดยเฉพาะหรอื มจี ดุ มงุ หมายหลายอยาง พรอมกันกไ็ ด จะตอ งเลอื กฟง และดใู หต รงกบั จดุ มุง หมายท่ไี ดต ง้ั ไวและพยายามที่จะใหการฟงและ การดูแตละคร้ังไดร ับผลตามจดุ มงุ หมายที่กําหนด 2. มคี วามพรอมในการฟง และการดู การฟง และการดจู ะไดผลจะตองมีความพรอมทัง้ รางกายจิตใจและสติปญญา คอื ตอ งมสี ขุ ภาพดีทงั้ รางกาย และจติ ใจไมเ หนด็ เหนอื่ ยไมเจบ็ ปวย และไมม จี ิตใจเศราหมอง กระวนกระวายการฟงและการดจู ึงจะไดผ ลดี และตอ งมพี น้ื ฐานความรู ในเร่ืองน้ันดพี อสมควร หากไมมีพื้นฐานทางความรู สติปญ ญากย็ อมจะฟงและดูไมรเู ร่ืองและไมเ ขา ใจ
8 3. มสี มาธใิ นการฟง และการดู ถาหากไมม ีสมาธิ ขาดความตงั้ ใจยอ มจะฟงและดูไมรเู รื่อง การรับรูและเขา ใจจะไมเกดิ ดังนั้นจะตองมคี วามสนใจ มคี วามตงั้ ใจและมสี มาธิในการฟง และ การดู 4. มคี วามกระตือรือรน ผทู ่ีมองเห็นคณุ คา และประโยชนของเร่อื งนั้นมคี วามพรอมท่ีจะ รับรูและทาํ ความเขาใจจากการฟงและการดนู ั้น ยอ มมปี ระสทิ ธิภาพในการฟง และการดูสูง 5. ฟงและดูโดยไมมอี คติ ในการฟงจะตองทาํ ใจเปน กลางไมม ีอคติตอ ผูพดู ตอเรื่องที่พดู หากไมชอบเร่อื ง ไมศรทั ธาผพู ดู ก็จะทาํ ใหไ มพรอ มที่จะรบั รแู ละเขา ใจในเร่ืองน้นั จะทําใหการฟง และการดูไมป ระสบผลสําเรจ็ 6. การจดบนั ทกึ และสรปุ สาระสาํ คัญ ในการฟงและการดเู พ่อื ความรูมคี วามจาํ เปน ท่ี ตอ งบันทกึ สรปุ สาระสาํ คญั ทจี่ ะนาํ ไปใชนาํ ไปปฏบิ ตั ิ คณุ สมบตั ขิ องผฟู ง และดทู ดี่ ี ควรปฏบิ ตั ดิ ังนี้ 1. สามารถปฏบิ ัตติ ามหลกั การฟงและการดทู ี่ดไี ด โดยมจี ดุ มุงหมาย มคี วามพรอ มใน การฟงและการดูมีความตงั้ ใจและกระตอื รือรน ไมมีอคติและรูจ กั สรปุ สาระสาํ คัญของเรือ่ งท่ีฟง และดูน้ันได 2. รจู ักเลอื กฟง และดใู นส่งิ ท่ีเปน ประโยชน การเลือกฟงและดใู นเร่อื งท่จี ะเปน ประโยชน ตอ อาชีพ ชีวิตความเปนอยูแ ละความรับผดิ ชอบในสงั คม แลวเลอื กนาํ ไปใชใหเกดิ ประโยชนในการ พัฒนาอาชพี พฒั นาคุณภาพชีวิตและพฒั นาสงั คม 3. มีมารยาทในการฟงและการดู มารยาทในการฟง และการดูเปน ส่ิงทจ่ี ะชว ยสราง บรรยากาศท่ีดใี นการฟง และการดู เปน มารยาทของการอยรู ว มกนั ในสงั คมอยางหน่งึ หากผฟู ง และดูไมมมี ารยาท การอยูรวมกันในขณะทีฟ่ งและดู ยอมไมปกติสขุ มีบรรยากาศท่ีไมเหมาะสม และไมเอ้อื ตอความสําเรจ็ ตัวอยา งเชน ขณะทฟ่ี งและดูการบรรยายถา มีใครพดู คยุ กนั เสียงดังหรอื กระทําการทส่ี รา งความไมสงบรบกวนผอู ่นื บรรยากาศในการฟง และการดูนนั้ ยอ มไมด ี เกดิ ความ ราํ คาญตอเพ่อื นทน่ี ่งั อยูใกลจ ะไดร ับการตําหนิวา ไมมีมารยาท ขาดสมบัติผดู ี แตถาเปน ผูมี มารยาท ยอมไดรบั การ ยกยอ งจากบคุ คลอ่นื ทาํ ใหก ารรบั สารดว ยการฟงและการดูประสบความ สาํ เร็จโดยงา ย และมารยาท ในการฟง และการดูนนั้ ยังมีเนื้อหารายละเอียดทต่ี อ งศึกษาเปนการ เฉพาะในโอกาสตอ ไป
9 เร่อื งที่ 3 มารยาทในการฟง และการดู การฟง และการดจู ะสัมฤทธิผ์ ลน้นั ผูฟ ง ตอ งคํานงึ ถึงมารยาทในสังคมดวย ย่งิ เปน การฟง และการดูในทสี่ าธารณะยิง่ ตองรักษามารยาทอยางเครงครัด เพราะมารยาทเปน เคร่อื งกาํ กับ พฤติกรรมของคนในสังคม ควบคุมใหคนในสังคมประพฤติตนใหเรียบรอ ยงดงาม อันแสดงถึง ความเปน ผูดแี ละเปน คนท่ีพัฒนาแลว การฟง และการดูในโอกาสตา ง ๆ เปน พฤตกิ รรมทางสังคม ยกเวน การฟงและการดูจากส่ือ ตามลาํ พงั แตในบางครงั้ การฟง และการดูบทเรยี นจากสอ่ื ทางไกลก็มีการฟงและการดูกนั เปนกลุม รว มกบั บุคคลอื่นดวย จําเปน ตองรักษามารยาท เพอื่ มิใหเปนการรบกวนสมาธขิ องผอู ่ืนการรักษา มารยาทในขณะท่ีฟงและดเู ปนการแสดงถงึ การมสี มั มาคารวะตอ ผพู ูดหรอื ผแู สดง หรอื ตอ เพอ่ื น ผฟู งดวยกนั ตอสถานท่ผี ูมีมารยาทยงั จะไดร ับยกยอ งวาเปนผมู ีวฒั นธรรมดีงามอกี ดวย มารยาทในการฟงและการดูในโอกาสตา ง ๆ มดี ังน้ี 1. การฟงและการดูเฉพาะหนา ผใู หญ เมอื่ ฟงและดูเฉพาะหนาผูใ หญไ มว า จะอยูแ ตล าํ พังหรอื มีผูอนื่ รวมอยูดวยกต็ าม จะตอง สํารวมกริ ิยาอาการใหความสนใจดวยการสบตากับผพู ูด ผูทส่ี อ่ื สารใหกันและกนั ทราบ ถา เปน การสนทนาไมควรชิงพดู กอ นทีค่ ูสนทนาจะพดู จบ หรือถา มีปญ หาขอ สงสัยจะถาม ควรใหผ ูพ ูด จบกระแสความกอ นแลวจึงถาม หากมเี พื่อนรวมฟงและดูอยูดว ยตองไมกระทําการใดอนั จะ เปนการรบกวนผอู ่นื 2. การฟงและการดใู นท่ปี ระชมุ การประชมุ จะมีประธานในทป่ี ระชมุ เปนผนู าํ และควบคุมใหการประชุมดําเนินไปดว ยดี ผูเ ขา รวมประชุมตอ งใหค วามเคารพตอ ประธาน ในขณะทผี่ ูอืน่ พดู เราตองตงั้ ใจฟงและดู หากมี สาระสาํ คญั กอ็ าจจดบันทกึ ไวเ พอื่ จะไดน าํ ไปปฏิบัติ หรือเปนขอมูลในการอภปิ รายแสดงความ คดิ เห็น ไมควรพดู กระซบิ กบั คนขางเคียง ไมควรพดู แซงขึน้ หรือแสดงความไมพอใจใหเหน็ ควร ฟง และดจู นจบแลวจงึ ใหสญั ญาณขออนญุ าตพดู ดว ยการยกมอื หรอื ขออนุญาต ไมค วรทํากิจธุระ สว นตวั และส่ิงอ่นื ใดที่จะเปนการรบกวนทป่ี ระชุม 3. การฟงและการดใู นที่สาธารณะ การฟงและการดใู นที่สาธารณะเปนการฟงและการดูทีม่ คี นจาํ นวนมากในสถานทที่ ่ีเปน หอ งโถง กวาง และในสถานทีท่ ่เี ปนลานกวาง อาจจะมหี ลงั คาหรอื ไมมีก็ได ขณะทีฟ่ งและดู ไมควรกระทาํ การใด ๆ ที่จะกอ ความราํ คาญ สรางความวุนวายใหแกบ ุคคลทช่ี มหรือฟง รว มอยูดว ย ขอควรระวัง มดี งั นี้
10 3.1 รักษาความสงบ ไมใ ชเสียงพดู คยุ และกระทําการใด ๆ ทเี่ ปนเรอ่ื งรบกวน ผูอนื่ และไมค วรนําเด็กเลก็ ๆ ท่ีไรเ ดียงสาเขา ไปดหู รือฟงดว ยเพราะอาจจะรองหรอื ทาํ เสยี งรบกวน ผูอ ่นื ได 3.2 ไมค วรนาํ อาหารของขบเคยี้ ว ของที่มกี ล่ินแรงเขาไปในสถานทนี่ ้ัน เพราะ เวลาแกห ออาหาร รบั ประทานของขบเคย้ี วก็จะเกิดเสยี งดังรบกวนผอู ืน่ และของที่มีกลิ่นแรงกจ็ ะ สงกล่ินรบกวน ผอู ่นื ดวย 3.3 ไมเดินเขาออกบอ ย เพราะในสถานท่นี นั้ จะมืด เวลาเดนิ อาจจะเหยียบ หรอื เบยี ดผรู ว มฟง ดวย หากจาํ เปนควรเลือกท่นี งั่ ที่สะดวกตอการเดินเขาออก เชน น่งั ใกลท างเดนิ เปน ตน 3.4 ไมค วรแสดงกริ ิยาอาการที่ไมเหมาะไมควรระหวางเพ่อื นตางเพศใน โรงมหรสพ เพราะเปนเรื่องสว นบคุ คลขัดตอ วฒั นธรรมประเพณีไทย 3.5 ไมควรสงเสียงดังเกนิ ไปเมื่อชอบใจเปนพเิ ศษในเรอ่ื งที่ดหู รอื ฟง เชน ถงึ ตอน ท่ชี อบใจเปนพเิ ศษก็จะหัวเราะเสียงดัง ปรบมอื หรอื เปา ปาก ซึ่งจะเปน การสรา งความราํ คาญและ รบกวนผอู ่นื 3.6 ไมแ สดงอาการกิริยาท่ีไมส มควร เชน การโยกตัว การเตน และแสดงทาทาง ตาง ๆ เกนิ พอดี กจิ กรรมท่ี 1 ใหผูเรยี นฝก ปฏบิ ตั ิตามลักษณะการฟง ทีด่ ใี นโอกาสทเี่ หมาะสม เชน การฟง รายงานกลมุ , การฟง พระเทศนแ ลว นํามาอภิปรายกันในกลุมทั้งผเู ปนวิทยากรผรู ว มฟงและเน้อื หาตามหัวขอที่ ผูเรียนนําเสนอและตกลงกนั ในกลมุ กจิ กรรมที่ 2 1. จงสรุปมารยาทในการฟงและดวู ามีอะไรบาง 2. ใหผ เู รียนฝก ปฏิบตั ิตามมารยาทในการฟงและดโู ดยแบง กลุมจดั กจิ กรรมในหองเรยี น การนําความรูจ ากการฟงและการดไู ปใช การฟง และการดเู ปนการรับสารทางหน่งึ ที่เราสามารถจะรับรเู รอ่ื งราวตา ง ๆ ไดเปน อยา งดี และละเอียด เพราะไดฟ งเร่ืองราวจากเสียงพดู และยงั ไดมองเหน็ ภาพเร่ืองราวเหตุการณและ วัตถุส่งิ ของตลอดทัง้ กริยาอาการตา ง ๆ อีกดวย สงิ่ ที่ไดรบั จากการฟงและการดูจงึ เปน ขอมูล ความรูท่ีคอ นขา งจะละเอียดลึกซึ้ง จงึ สามารถท่ีจะนําไปใชใ นชวี ิตประจําวันไดอ ยา งดี เชน
11 1. ใชถา ยทอดความรูเรอ่ื งราวดวยการพูด การอานและการเขยี น เชน การรายงาน การบรรยาย การบอกกลา วเลา เร่อื ง การอานขา ว อานประกาศ บทความ และการเขียนบทความ เขยี นเร่ืองยอ เรียงความ จดหมาย ฯลฯ เพอื่ ถายทอดเรือ่ งราวท่ีไดฟ งและดู ตลอดท้ังการเห็น ตวั อยางในการถา ยทอดดวยวิธตี า ง ๆ มาใชใ นการถา ยทอดไดอ ีกดวย 2. ใชในการวิเคราะห วจิ ารณ แสดงความคดิ เหน็ การฟงและการดูจะชวยใหเ ราไดค วาม รู ไดข อมลู ขอ เท็จจรงิ หลักฐาน เหตุผล ตวั อยา งแนวคดิ ท่ีจะใชประกอบการวเิ คราะห วิจารณ แสดงความคิดเหน็ ตอ ทป่ี ระชมุ ตอ สาธารณชนดวย การพดู การเขยี นไดเ ปน อยางดี 3. ใชใ นการแกป ญหา การแกป ญ หาทุกประเภท ทกุ ปญหาจะสําเร็จลุลวงไปดว ยดี จะตอง อาศยั ความรู ประสบการณ แนวทางแกปญหาอ่นื ทเ่ี คยแกไขมาแลว และขอมูลทางวชิ าการประกอบ ในการตัดสินใจ เลอื กวธิ ีแกป ญหาที่เกดิ ข้ึนจึงจะสามารถแกปญ หาไดส ําเร็จดวยดี 4. ใชในการประกอบอาชีพ การไดฟง ไดเ หน็ ตวั อยา งเร่อื งราวตา ง ๆ จะทําใหไดรบั ความรู และขอมูลเกยี่ วกบั อาชพี ตาง ๆ จะทาํ ใหเรามองเหน็ ชอ งทางการประกอบอาชพี ชวยใหตดั สินใจ ประกอบอาชีพและยงั เปนขอมูลท่ีจะสงเสรมิ ใหบคุ คลที่มอี าชพี อยแู ลว ไดพัฒนาอาชีพของตนเอง ใหเจรญิ กาวหนา อีกดวย 5. ใชใ นการศึกษาเลาเรียน นกั เรียน ผเู รียน ท่กี าํ ลังศกึ ษาอยยู อมสามารถนาํ ความรู ประสบการณจ ากการฟงและการดูมาชวยใหม ีความรูความเขาใจในวชิ าทีเ่ รยี นทําใหการเรียน ประสบความสําเรจ็ ตามความตอ งการของตนเอง 6. ใชเ ปน แนวทางในการดาํ เนินชีวิตในสงั คม ความรูที่ไดจ ากการฟงและการดูจะสามารถ นําไปใชเปนแนวปฏิบตั ิของแตล ะคนท้ังในดา นสขุ ภาพอนามัย การปฏิบัติตนในสงั คมเกยี่ วกบั วฒั นธรรมประเพณี การกนิ อยูหลบั นอน การอยรู ว มกันในสังคมอยางเปน สุข ทัง้ หมดเปน เรื่อง ท่ีจะตองศึกษาหาความรดู ูตัวอยา ง ดูแนวปฏบิ ตั ิระเบียบ กฎเกณฑของสงั คมดวยการฟงและ การดูท้ังสิ้น ทกี่ ลาวมาเปน สว นหน่งึ ยังมีอกี มากมายหลายอยา งทีเ่ ราตอ งนําความรูจ ากการฟง และ การดไู ปใชใ นการดําเนนิ ชีวติ
12 กิจกรรมทา ยบทท่ี 1 กิจกรรมท่ี 1 ใหแบงกลุมผูเรียนสรุปหลักการเลือกส่ือในการฟงและการดู กลุมนําเสนอ จากนน้ั ผสู อนสรปุ เพม่ิ เติม และผูแทนผเู รียนจดบันทกึ (รวม 3 คะแนน) กจิ กรรมที่ 2 แบงกลมุ ผเู รยี นฟง เรอ่ื ง “เสนอรฐั ออกกฎหมายหามดื่มสรุ าที่สาธารณะ” จากการฟงของผเู รยี นคนฟงและทํากิจกรรมกลมุ ดงั นี้ (รวม 7 คะแนน) 1. วิจารณความสมเหตสุ มผล และความเปน ไปไดข องเรื่องนี้ (3 คะแนน) 2. วิเคราะหความคิดเห็นและขอเท็จจริงของเร่ืองโดยครูผูสอนถามแตละกลุม และครูผูสอนสรปุ สาระสาํ คัญในขอ 1 และ 2 (4 คะแนน) กจิ กรรมท่ี 3 ใหผเู รยี นเขยี น “การปฏบิ ัติตน เปนผมู มี ารยาทในการฟง และด”ู เปนงาน รายบุคคลและสง ครูผูสอน (3 คะแนน)
13 บทท่ี 2 การพูด เรอ่ื งที่ 1 มารยาทในการพดู 1. ใชคําพดู สุภาพเหมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคลใหเกียรติกบั ผทู ี่เราพดู ดวย รจู ักใช คาํ ท่แี สดงถึงความมีมารยาท เชน คําขอบคุณ ขอบใจ เมื่อผูอ ่ืนทําคณุ ตอเรา และกลา วขอโทษ ขออภยั เสียใจในโอกาสที่กระทาํ การลว งเกนิ ผอู ่นื 2. ไมพดู จาเยาะเยย ถากถาง ดูหมน่ิ เหยยี ดหยาม เสียดสผี อู ่ืน ไมพ ดู จายกตนขมทา น พูดช้ีจดุ บกพรอ ง หรอื ปมดอ ยของผอู นื่ ใหเกดิ ความอบั อาย 3. ไมผกู ขาดการพูดและความคดิ แตเ พียงผูเดยี ว ใหโอกาสผอู ่นื ไดพูดบางไมพ ดู ตดั บท ในระหวางผูอ น่ื กาํ ลังพดู ควรคอยใหผอู ืน่ พูดจนหมดกระบวนความแลวจงึ พดู ตอ 4. เมอ่ื จะพดู คดั คานหรือโตแ ยง ควรจะเหมาะสมกบั โอกาสและมีเหตุผลเพยี งพอไมใ ช อารมณค วรใชคําพูดทนี่ ุมนวล ไมใ หเสียบรรยากาศของการพดู คุยกัน 5. การพดู เพื่อสรางบรรยากาศ ใหเ กิดอารมณขนั ควรจะเปน เร่ืองตลกขบขันที่สุภาพ ไมหยาบโลนหรือพูดลักษณะสองแงสามงา ม 6. ไมพดู ตเิ ตยี น กลาวหาหรอื นนิ ทาผูอ่นื ตอ หนา ชุมชน หรือในขณะท่ีผูท่ีเราพดู ถงึ ไมไ ด อยูดวย 7. ควรพดู ดวยนํ้าเสยี งนุม นวลชวนฟง ไมใชน ํา้ เสียงหวนๆ หรือดดุ นั วางอาํ นาจเหนอื ผฟู ง รูจกั ใชคาํ คะ ครับ นะคะ นะครบั หนอ ย เถดิ จะ นะ เสริมการพูดใหส ภุ าพไพเราะนาฟง เร่อื งท่ี 2 ลักษณะการพดู ที่ดี การพดู การพูดเปนการสื่อสารอีกประเภทหนงึ่ ทใ่ี ชก นั อยูในชีวิตประจาํ วัน ในการพดู ควรตระหนกั ถงึ วัฒนธรรมในการใชภ าษา คอื ตองเปน ผมู มี ารยาทในการพูด มคี ณุ ธรรมในการพดู และปฏิบัติ ตามลกั ษณะการพดู ที่ดี จึงจะสื่อกบั ผฟู ง ไดต ามที่ตองการ การพูดของแตล ะบคุ คลในแตล ะครงั้ จะดหี รอื ไมดอี ยา งไรนัน้ เรามีเกณฑท ี่จะพิจารณา ถาเปนการพดู ทีด่ ีจะมีลักษณะดังตอไปนี้
14 1. ตอ งมเี น้ือหาดี เนอื้ หาทด่ี ีตองตรงตามจุดมงุ หมายของผูพูด พดู เพอื่ อะไร เพ่ือความรู ความคดิ เพือ่ ความบันเทงิ เพอ่ื จูงใจโนม นา วใจ เน้ือหาจะตอ งตรงตามเจตนารมณข องผพู ูดและ เนื้อหานนั้ ตองมีความยากงา ยเหมาะกับผูฟง มีการลาํ ดับเหตกุ ารณ ความคดิ ท่ีดมี ีระเบยี บ ไมวกวน จงึ จะเรียกวา มีเนอ้ื หาดี 2. ตอ งมีวธิ ีการถา ยทอดดี ผูพดู จะตองมีวธิ ีการถา ยทอดความรูค วามคดิ หรอื ส่ิงท่ีตอ งการ ถายทอดใหผฟู งเขาใจงา ยเกิดความเชอ่ื ถอื และประทบั ใจ ผพู ูดตองมศี ิลปะในการใชถ อยคาํ ภาษา และการใชน้าํ เสยี ง มีการแสดงกริ ยิ าทาทางประกอบในการแสดงออกทางสหี นา แววตาไดอยา ง สอดคลอ งเหมาะสม การพดู จงึ จะเกิดประสทิ ธผิ ล 3. มีบุคลกิ ภาพดี ผพู ูดจะตอ งแสดงออกทางกายและทางใจไดเ หมาะสมกบั โอกาสของ การพูด อันประกอบดว ย รปู รา งหนาตา ซง่ึ เราไมส ามารถที่จะปรบั เปลยี่ นอะไรไดมากนัก แตก็ ตอ งทําใหด ูดีที่สดุ การแตงกายและกริยาทาทาง ในสว นน้ีเราสามารถที่จะสรา งภาพใหดีไดไมยาก จึงเปน สว นที่จะชว ยในการสรา งบคุ ลิกภาพท่ดี ีไดม าก สว นทางจติ ใจน้นั เราตองสรางความเชือ่ มน่ั ในตวั เองใหส ูง มคี วามจริงใจและมีความคิดรเิ ริ่ม ผพู ดู ที่มบี คุ ลิกภาพทีด่ ี จงึ ดงึ ดูดใจใหผูฟง เชอื่ มั่น ศรัทธาและประทับใจไดงาย การสรางบคุ ลกิ ภาพที่ดเี ปนคณุ ลกั ษณะสาํ คญั อยา งหนงึ่ ของการพูด การพดู ที่ใชส อ่ื สารในชวี ิตประจําวันนั้นมีลักษณะแตกตา งกนั ทั้งนี้ขึน้ อยูกับโอกาส สถานท่ี กาลเทศะและบุคคลที่เราพดู ถาพูดเปนทางการ เชน การพดู ในทปี่ ระชมุ สมั มนา การพูด รายงานความกา วหนาของการปฏบิ ตั ิงานใหผ ูบังคบั บญั ชาทราบ ผูพดู ยอ มตองใชภ าษาลกั ษณะหนง่ึ แตใ นโอกาสทไ่ี มเปนทางการ เชน การพูดในวงสนทนาของเพื่อนทส่ี นิทสนมกัน การพูดให คาํ ปรกึ ษาของครู กศน. กับผเู รยี น ผนู าํ หมบู านชี้แจงรายละเอียดของการประชุมใหคนในชุมชน ทราบ กย็ อมจะใชภาษาอีกอยางหนงึ่ หรอื ถาเราพูดกับบคุ คลที่รูจักคนุ เคยกันมาเปน อยา งดกี ็ใช ภาษาพดู ลกั ษณะหน่งึ แตถาพูดกบั บคุ คลที่เราเพ่งิ รจู กั ยงั ไมคุน เคยกจ็ ะใชภาษาอกี ลักษณะหนงึ่ การพดู ที่ดี อาจแบง ไดเปน 3 ลกั ษณะคือ 1. การพูดแบบเปน ทางการ เปน การพูดที่ผพู ูดจะตองระมัดระวังในเรอ่ื งของรปู แบบ วิธีการ ความถูกตองเหมาะสมของการใชถอยคํา การพูดลักษณะนจ้ี ะใชในโอกาสท่ีเปน พธิ ีการ มีรปู แบบวิธกี ารและขั้นตอนในการพูดเปนการพูดในทปี่ ระชุมทม่ี ีระเบยี บวาระ การกลา วตอ นรบั การกลา วตอบ การกลา วอวยพร การกลา วใหโ อวาท การแสดงปาฐกถา เปน ตน 2. การพดู แบบก่ึงทางการ เปน การพดู ที่ผพู ูดตองพิถีพิถนั ในการใชถ อยคํานอยลง กวาลกั ษณะการพูดแบบเปน ทางการ จะใชใ นการสนทนาพูดคยุ กันระหวา งผูทยี่ ังไมค ุน เคยสนทิ สนมกนั มากนัก หรอื ในกลมุ ของบุคคลตา งเพศ ตางวัยกนั การพดู ในที่ชมุ ชนกจ็ ะมีการใชก ารพูด
15 ในลักษณะนี้ดว ย เชน การแนะนําบคุ คลในที่ประชุม การพดู อภปิ ราย การแนะนาํ วิทยากรบุคคล สาํ คญั เหลา น้ี เปน ตน 3. การพดู แบบไมเปนทางการ เปน การพดู ที่ใชส ื่อสารกบั ผทู ่เี ราสนทิ สนมคุนเคยกนั มาก ๆ เชน การพดู คยุ กันของสมาชกิ ในครอบครวั การพดู กนั ในกลุม ของเพือ่ นสนิท หรือพูดกบั กลมุ คน ที่เปน กนั เอง การพูดในลักษณะนี้จะใชกนั มากในชวี ติ ประจาํ วัน เรือ่ งท่ี 3 การพูดในโอกาสตา ง ๆ การแนะนําตนเอง การแนะนาํ ตนเองมีความจาํ เปน และมีความสาํ คญั ตอ การดําเนินชวี ิตประจาํ วนั ของคนเรา เปน อยางย่ิงเพราะในแตละวันเราจะมโี อกาสพบปะสังสรรค ตดิ ตอประสานงานกับบุคคลอนื่ ๆ อยูเสมอ การแนะนําสรางความรูจ ักคนุ เคยกันจงึ ตองเกิดขน้ึ เสมอ แตก ารแนะนําดว ยการบอกชอ่ื สถานภาพอยางตรงไปตรงมาเปน ธรรมเนียมของชาวตะวันตก สวนคนไทยนยิ มใชการแนะนําดวยการใหความชวยเหลือใหบริการเปน เบ้อื งตน เชน หยบิ ของใหรินน้ํา ตักอาหาร เม่อื มโี อกาสอันควรก็จะทักทายปราศรัยและเร่มิ การสนทนาในเรอ่ื ง ท่ี เห็นวา จะพดู คยุ กนั ได แตก ็มีบางคร้งั บางโอกาสทีฝ่ า ยใดฝา ยหนง่ึ ไมยอมรับรูแ สดงอาการเฉย เมยไมตอบสนอง จนทาํ ใหอกี ฝา ยหนึ่งอดึ อดั เกอเขินหมดความพยายามผลสุดทายกเ็ ลิกราไป ซึง่ เหตุการณล ักษณะนี้เปน สภาพการณทีไ่ มพึงปรารถนา และคงไมม ใี ครตอ งการใหเ กิดขึน้ กับ ตัวเอง ดังนนั้ ผเู รียนจงึ ตอ งเขา ใจและฝกฝนการแนะนําตนเองเพราะเปน สงิ่ ทมี่ ีประโยชนต อการ ดาํ เนินชีวิตและจําเปน ตอ งใชใ นชวี ติ ประจาํ วัน มแี นวทางการแนะนาํ ตนเอง ดงั นี้ 1. สรางเหตขุ องความคนุ เคย กอนท่จี ะแนะนาํ ตวั มักจะมีการหาจุดเรม่ิ ตนของการ แนะนําตัวดวยการสนทนาส้นั ๆ หรือทกั ทายดวยถอยคําที่จะนําไปสคู วามคุนเคย เชน วันแรก ของการพบกลมุ ของ ผูเรียน เม่อื ผเู รียนมาแตเชา มเี พอื่ นใหมม าคอยอยูค นเดยี วหรือสองคน อาจจะมผี เู รยี นคนใดคนหน่ึงกลา วปรารภขึ้นมา “ดิฉนั ก็นึกวาจะไมม เี พื่อน เดนิ เขามาคร้งั แรก มองไมเห็นมใี ครเลย” ตอจากน้นั ก็จะมีการสนทนากันตอ อีกเลก็ นอ ย เม่อื เกดิ ความรูส กึ คุน เคย มีมิตรไมตรีตอ กันก็จะมกี ารแนะนาํ ตวั ใหร ูจ ักซงึ่ กันและกนั ตอไป ในบางครง้ั อาจจะมีการทกั ทายดว ยคําถามที่เหมาะสมกับเหตุการณ เชน ในเหตกุ ารณ ทีก่ ลา วมา คอื ผูเ รยี นมาพบกนั ณ สถานท่ีพบกลมุ เปน วันแรกนั้นคนท่มี าถึงกอ นอาจจะถาม ข้นึ กอ นวา “เพ่ิงมาถึงหรือคะ” “หรือมาคนเดยี วหรอื คะ” หรือไมค นทีม่ าทหี ลังอาจจะถาม ขนึ้ กอนวา “มาถงึ นานหรอื ยงั ครับ” หรือ “ยงั ไมม ีใครมาเลยหรอื ครบั ” แลว อกี ฝายหนึง่ ก็จะ
16 ตอบคาํ ถามแลว ก็มกี ารสนทนาซักถามกนั ตอ จนเกิดความรูสกึ คนุ เคยแลวจึงมกี ารแนะนาํ ตัวให รจู ักซ่ึงกนั และกันตอไป 2. บอกช่ือสกุลและขอ มูลทสี่ ําคญั เมือ่ ทกั ทายหรือกลาวในเชิงปรารภ จนรสู ึกวา เพ่อื นใหมห รือคสู นทนามอี ัธยาศัยไมตรีทด่ี บี า งแลวก็อาจจะมีผหู น่งึ ผใู ดเปนฝา ยแนะนาํ ตนเอง ดวยการบอกช่ือ ชอ่ื สกลุ และขอมลู ที่สาํ คัญตอเนื่อง เชน กลาวขึ้นวา “ผมณฐั สชุ น คนเย่ยี ม มาพบ กลมุ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลายกลมุ อาจารยส ุภรณครับ” เพื่อนทสี่ นทนาดว ยก็จะแนะนําตนเอง ตามมาวา “ดิฉัน สุวมิ ล นนทวฒั นาคะ มาพบกลมุ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลายเหมอื นกันคะ แตอ ยูก ลมุ อาจารยน พรตั นค ะ เรยี นแผนการเรยี น ก. คะ” จากนัน้ กจ็ ะมกี ารสนทนากนั ตอ ในเรอ่ื งการเรยี นหรือเรอื่ งอ่ืน ๆ ที่มีความสนใจตรงกนั ตอไปอีก จะเห็นไดวา การแนะนําตนเองในการพบปะสนทนากนั ในทส่ี าธารณะตามปกติท่ัวไป มกั จะมกี ารสรางเหตุของความคุน เคยดวยการสนทนาซกั ถามกนั เล็ก ๆ นอย ๆ กอน แลว จงึ จะ มีการแนะนําตนเองมใิ ชเ รมิ่ แรกก็จะแนะนาํ ตนเองขน้ึ มา บางครง้ั อาจจะไมมกี ารตอบสนองจาก อีกฝายหนง่ึ ได จึงควรคาํ นึงถงึ เรอ่ื งนด้ี ว ย กจิ กรรมที่ 1 1. ใหผ ูเรยี นจับคกู บั เพอ่ื นในกลมุ แลวสมมตสิ ถานการณวา ทง้ั คพู บกนั บนรถประจาํ ทาง หรือที่สถานอี นามัยประจําตําบลหรือสถานท่ีอน่ื ๆ ที่เห็นวา เหมาะสม ฝก ทักทายปราศรยั กัน และกนั ใหเพ่ือนผเู รียนในกลมุ ฟง แลวใหเพ่ือนชว ยวจิ ารณก ารใชภ าษาและการสรางบรรยากาศ วาถกู ตองเหมาะสมเพียงใด 2. ใหผ ูเรียนแนะนําตนเองในวนั พบกลมุ คร้ังแรกหรือเมื่อมีโอกาสไปรวมประชมุ กลุม ยอ ย ในวิชาตา ง ๆ และยังไมรูจ ักกับเพอื่ นในกลมุ โดยใหป ฏบิ ัติตามหลักการและวิธกี ารแนะนําตนเอง ท่เี รยี นมาแลว 3. เมอ่ื มีโอกาสท่ีจะทักทายปราศรัย หรอื แนะนําตนเองใหผเู รียนไดฝ ก ปฏบิ ตั ิจรงิ ตาม หลกั การและวิธกี ารทไี่ ดศ กึ ษามาแลว และสงั เกตผลหากมขี อบกพรอ งผดิ พลาดใหปรบั ปรุงแกไข ใหถ กู ตอ ง 4. ใหผ ูเ รยี นออกมาเลาเหตุการณใ ดกไ็ ดห นา หอ งและใหผ ฟู ง วจิ ารณในหัวขอ เนื้อหา วิธีการถา ยทอด และบคุ ลิกภาพของผพู ูดวา เขาหลักเกณฑใ นการเปน นักพูดท่ดี ีหรือไม การพูดตอชมุ ชน 1. เปน วธิ ที ี่สะดวกรวดเรว็ ทีจ่ ะเผยแพรความคดิ เห็นของบุคคลตอสาธารณชนไดอยาง กวา งขวาง ความคดิ เห็นน้ีอาจเปนไดทงั้ ในทางสนบั สนุน และคัดคา น
17 2. เปน วธิ กี ารหนงึ่ ในการถา ยทอดวฒั นธรรมการปลูกฝงคุณธรรม การเผยแพร ความรู และวิทยาการใหม ๆ สปู ระชาชน เชน เรอ่ื งเก่ยี วกบั วัฒนธรรมพืน้ บา น ปาฐกถาธรรม การเผยแพรความรทู างการเกษตร การอตุ สาหกรรม เปนตน 3. เปน วถิ ที างที่ทําใหม นษุ ยส ามารถชีแ้ นะการแกปญหาส่ิงแวดลอม ปญหาการจราจร ปญ หาทางดานเศรษฐกจิ เปน ตน นอกจากการพูดตอชุมชนโดยการประชมุ รวมกนั หรือการพูดในทีส่ าธารณะ เชน การหาเสียง การพูดโฆษณาสินคาตาง ๆ แลว ยังมีการพดู อกี วธิ หี น่ึง ซึ่งเปนการพดู ผา นสือ่ มวลชน โดยผาน ทางโทรทัศนหรือวทิ ยุ ผเู รยี นเคยเหน็ เคยฟง วธิ กี ารพดู เชน นี้มาบา งแลว อาทิ การพดู สมั ภาษณ การเปน พธิ กี ร การสนทนา การโฆษณา การเลา เรื่อง เปน ตน การพดู โดยผา นสื่อมวลชน จะมีผฟู ง หรอื ผชู มทั่วประเทศ ผดู าํ เนนิ รายการจะตอ งคํานงึ ถึง วิธกี ารพดู ดังนี้ 1. วธิ ีการพดู ท่นี าสนใจ เราใจ สนุกสนาน 2. ภาษาทใี่ ชตอ งสภุ าพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบคุ คล กระชบั เขาใจงา ย 3. ใหเกียรติแกผ ูทีก่ ําลังพูดดวยหรือผทู ่ีกลา วถึง 4. ไมพูดกาวรา ว หรอื เสยี ดสีผูอ่ืน การเตรียมการพูดตอ หนา ชุมชน การพูดตอ หนา ชุมชนนนั้ ผูฟงสว นมากก็ต้ังความหวังไวว า จะไดรบั ความรูห รอื ประโยชน จากการฟง ผพู ดู จึงตอ งเตรียมตัวเปนอยางดี เพราะการเตรยี มตวั จะชวยใหผูพดู มคี วามมั่นใจ กลาที่จะแสดงความคิด ความเหน็ การพดู ดวยความมน่ั ใจยอ มจะทําใหผฟู งเกิดความเชอื่ ถือ ประทบั ใจในการพดู ผพู ูดแตละคนอาจใชว ิธกี ารเตรยี มตวั ไดต าง ๆ กนั ดงั น้ี 1. การกาํ หนดจุดมุงหมายของการพูด ผพู ดู ควรกาํ หนดใหชัดเจนทั้งจดุ มุงหมายทว่ั ไป และจดุ มุง หมายเฉพาะเรอื่ ง เชน การใหเลา ประสบการณเก่ยี วกับการทาํ งาน จุดมุงหมายทวั่ ไป คือ ใหความรู จุดมงุ หมายเฉพาะ คือ วิธีการทํางานและอปุ สรรคตา ง ๆ ทีไ่ ดพ บ 2. การวเิ คราะหผ ฟู ง กอ นที่จะพดู ทุกคร้งั ผพู ดู ควรจะไดพจิ ารณาผฟู ง อยา งละเอยี ดวา ผฟู ง สว นใหญสนใจหรือชอบเก่ียวกับเรื่องใด โดยผพู ดู ควรเตรียมขอมลู และการใชภาษาใหเหมาะกับ เพศวัย สถานภาพทางสังคม (โสดหรือมีคูสมรสแลว) อาชพี พนื้ ความรู ความสนใจตลอดจน ทศั นคติของกลุม ผฟู ง
18 3. การกําหนดขอบเขตของเรือ่ งที่จะพูด ผพู ดู ตอ งมเี วลาเตรยี มตวั ในการพูด ผพู ูดจึงควร พิจารณาเรือ่ งทจี่ ะพดู วา ตนเองมคี วามรูในเรอื่ งน้ัน ๆ เพยี งใด หากไมม คี วามรเู พียงพอกค็ วรหา ความรูเพ่มิ เตมิ และกําหนดขอบเขตของเรอ่ื งใหเหมาะกบั ผฟู ง เชน เปน เด็กเลก็ เปนวยั รุน หรอื เปนผใู หญ เปน ตน 4. การรวบรวมเน้อื หาทจ่ี ะพูด การพูดใหผูอนื่ ฟง ผพู ูดตอ งเตรียมรวบรวมเนอื้ หาใหดี เพื่อผูฟ งจะไดร ับประโยชนมากทสี่ ุด การรวบรวมเน้อื หาอาจทาํ ไดโดยการศกึ ษา คนควา การไตถ าม ผูรู การสัมภาษณ และอาจใชอ ุปกรณชวย เพ่ือใหผ ูฟงเขา ใจไดงายขน้ึ 5. การทาํ เคา โครงลําดบั เร่อื งท่จี ะพดู เพือ่ ใหการพูดเปน ไปตามลาํ ดบั ขัน้ ตอนไมสับสน ผูพดู ควรทําโครงเรอ่ื ง ลาํ ดับหวั ขอใหดี เพอ่ื กนั การหลงลมื และชว ยใหเกิดความมนั่ ใจในการพูด 6. การฝกซอมการพดู ผพู ดู ควรหาเวลาฝก ซอมการพดู ของตนเสียกอน เมอื่ ถึงเวลาพูด จะไดพดู ดว ยความมน่ั ใจ ในการฝกซอ มน้ันควรคํานึงถึงบคุ ลกิ ลกั ษณะ ทา ยืนหรือน่งั กริ ิยาอาการ การใชเ สยี ง การใชส ายตา ถา มีผฟู งอาจจะชว ยตชิ มการพดู ในขณะฝก ซอ มได กจิ กรรมที่ 2 1. ใหผูเรยี นฟง การสนทนาทางโทรทัศน รายการท่สี นใจและเปน รายการเดียวกัน เชน รายการสนทนาปญหาบา นเมือง รายการตรงประเด็น ฯลฯ เม่อื ฟง แลวใหผเู รียนบนั ทึกการพดู ของผดู ําเนินรายการ และผูรวมสนทนา วา มวี ธิ ีการพดู อยา งไร ภาษาท่ีใชเหมาะสมหรือไม มีการพูดกา วรา วหรือเสียดสผี อู ่ืนบางหรือไม ฯลฯ แลวนาํ มาสนทนาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นกัน ในวันพบกลมุ หรือตัดตอขอ ความจากสอื่ สง่ิ พมิ พม าอา นและใหว ิจารณขอความนั้น ๆ กไ็ ด 2. ใหผ เู รยี นสงั เกตการพูดใหขา วของบคุ คลสาํ คญั และนักการเมอื งแตล ะคนทางสถานวี ิทยุ และโทรทศั น แลว พิจารณาวา การใหข า ว หรือการแสดงความคิดเห็นนนั้ ควรเช่ือหรือไม เพียงใด เพราะเหตุใด แลวนาํ มาสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกนั เมอ่ื มีโอกาสพบปะกันหรือในวนั พบกลมุ ผเู รียน อาจจะฟง การพดู แสดงทรรศนะของนกั การเมืองจากเทปบันทกึ เสยี งแลว นาํ มาสนทนากนั กไ็ ด 3. สมมติเหตกุ ารณใ หผเู รียนออกมาสนทนากนั ทางโทรศัพท ใหเ พอ่ื น ๆ วิจารณ การพดู แสดงความคดิ เหน็ การพูดแสดงความคิดเห็นเปนลักษณะการพูดทจี่ ะใชในการปรึกษาหารือกันในกลมุ ยอ ย เพอื่ หาแนวทางในการแกปญหา เชน ปญหาการเรยี น ปญหาในการดาํ เนินชีวติ ปญ หาของชุมชนพ้นื ฐาน การแสดงความคดิ เห็นเปนการใชทักษะการฟง การอาน การพดู และการคิดใหสัมพนั ธกัน ตอ งอาศยั การฝก ฝนใหเกดิ ความชํานาญ เพราะการพดู แสดงความคดิ เหน็ ตอ งใช ท้งั ความรู ความคดิ เหตผุ ลหรอื หลักการ ทฤษฎีตา ง ๆ หลายอยา งประกอบกนั ความคดิ นน้ั จะถกู ตอง
19 เหมาะสม มคี ุณคา นาเชือ่ ถอื การพูดแสดงความคดิ เห็นจึงตองใชความรอบคอบ ใหเ หตุผล มีใจเปน กลาง บริสทุ ธ์ใิ จ ไมม ีอคติ มีการฝกฝนจนเกดิ ความชํานาญรับผิดชอบในสิ่งท่ีพูด นี่เปน หลกั ของการพูด แสดงความคิดเห็น การพดู ในท่ีประชมุ ผูเรียนทราบมาแลว วา การประชุมมีหลายประเภทหลายลักษณะทง้ั การประชมุ กลมุ ยอย การประชุมกลมุ ใหญ การประชมุ เชงิ วชิ าการ การประชมุ เชงิ ปฏิบัตกิ าร ฯลฯ แตบคุ คลที่มี บทบาทท่ีจะตอ งพดู ในที่ประชมุ ทีส่ ําคญั น้ันมีเพยี ง 2 ฝาย คือ ประธานในท่ีประชมุ และผเู ขารวม ประชมุ บคุ คลทง้ั 2 ฝา ยน้ีจะตอ งรจู กั หนาท่ีและมารยาทของการพดู ในที่ประชมุ มฉิ ะนั้นการ ประชมุ กจ็ ะไมเรียบรอ ยและไมบ รรลุผลตามวตั ถุประสงค ประธานในทป่ี ระชมุ จะตองปฏบิ ตั ิตามหนา ทแี่ ละมารยาทในการพูดดังน้ี 1. แจง ใหทราบถงึ วตั ถปุ ระสงค ปญหาหรอื ประเด็นที่นาคิดของการประชุมใหสมาชกิ ไดท ราบและพิจารณากอนดาํ เนนิ การประชุม 2. พูดตามหวั ขอหรือวาระการประชุมอยางส้นั ๆ ไดเนื้อหาสาระและอยาถอื โอกาสของ การเปนประธานผูกขาดการพดู แตเ พียงผเู ดียว 3. ใหโ อกาสแกผ เู ขารวมประชุมแสดงความคิดเห็นไดอยา งเสรี กวา งขวางเปนอสิ ระและ ทั่วถงึ ประธานคอยสรุปความคดิ เห็น ขอ เสนอตา ง ๆ ใหกระชับ ตรงประเด็นและเปนคนสดุ ทาย 4. ใชค าํ พูดสรา งบรรยากาศที่ดี มคี วามเปนกันเองเพ่ือใหผูเขา รว มประชมุ กลา แสดง ความคิดเห็น และเพ่ือใหการประชมุ เปนไปดว ยความราบร่ืน 5. ควบคมุ การประชุมใหเ ปนไปตามระเบียบวาระและรักษาเวลาในการประชมุ ใหเ ปน ไป ตามกาํ หนด หากผเู ขา รว มประชุมพูดแสดงความคดิ เหน็ มากจนเกนิ เวลาหรือพูดไมตรงประเด็น ประธานตอ งเตอื นใหพูดรวบรดั และพูดใหต รงประเด็น ผเู ขา รวมประชมุ จะตองปฏบิ ตั ิตามหนาที่และมารยาทในการพูดดังน้ี 1. พดู แสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายอยา งมีเหตุผล ยอมรบั ฟงความคิดเหน็ ของบุคคลอ่นื พดู ดว ยใจเปนกลางไมใชอ ารมณห รอื นาํ ความขัดแยงสว นตัวกับผเู ขารวมประชุมมาเกี่ยวขอ งกับ การพดู และแสดงความคิดเห็นในท่ีประชมุ 2. เขาประชมุ ใหตรงเวลาและรกั ษาเวลาในการพูด ตามท่ปี ระธานกําหนดให 3. พดู ใหไดใ จความ กระชับ และกาํ กับความคิดใหเ ปนไปตามข้ันตอนมีการโยงความคิดเห็น ดว ยหรือขดั แยง ใหส มั พนั ธต อ เนอ่ื งและสอดคลอง ไมควรพดู วกวนจนจับประเด็นไมไ ด
20 4. ไมควรผกู ขาดการพูดแตผเู ดียว หรอื แสดงความคดิ เห็นของตนเองเพื่อแสดงความรอบรู เมื่อเหน็ วาประเด็นใดท่ีมีแนวทางท่ีดีและถกู ตอ งแลวกค็ วรงดเวนการแสดงความคดิ เห็น มิฉะน้ัน จะทําใหผ ูเขา รวมประชุมเกิดความเบอื่ หนาย 5. ควรรักษามารยาทในการพูดในทปี่ ระชุม อยา งเชน ใชภ าษาสุภาพ ไมพดู กาวรา ว มกี าร ขออนุญาตตอ ประธานเมือ่ ตองการพูด ไมแ สดงกิรยิ าทไ่ี มสภุ าพในทป่ี ระชุม เปน ตน กจิ กรรมที่ 3 ใหผ เู รยี นแสดงบทบาทสมมติพดู แสดงความคิดเหน็ ในที่ประชุมตามหัวขอที่ครูกาํ หนด และบางคนแสดงบทบาทของผูเ ขา รวมประชมุ สรปุ ทายมีการอภปิ รายรว มกันถงึ ขอ ดี ขอดอย ตามท่ีแสดงออก การพดู รายงาน การพดู รายงาน หมายถงึ การพูดเพ่ือนาํ เสนอเรือ่ งราว ขอ มูลขอ เทจ็ จรงิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน สถานการณ ความกา วหนาของการดาํ เนินงานหรือผลของการศกึ ษาคนควา ตอ กลมุ หรอื ท่ีประชุม เชน การรายงานผลการดาํ เนนิ งานตามโครงการของหนวยงานหรือองคกรที่รบั ผิดชอบ รายงาน สถานการณแ ละความกา วหนา ของหนว ยงาน รายงานผลการทดลองหรือศึกษาคน ควาของผูเรียน เปนตน การพดู รายงานท่ีผเู รยี นจําเปนตองใชในชวี ิตประจําวนั คอื การพูดรายงานผลการทดลอง และการศึกษาคน ควา เพอื่ เสนอตอครูและเพ่ือนในกลมุ ซ่งึ มกั จะเรยี กวาการรายงานหนาชน้ั ดังนน้ั ผเู รียนจะตองทราบถงึ หลักและวธิ กี ารพูดรายงานพรอ มท้ังหม่นั ฝกฝนใหเกดิ ทักษะซึ่ง มแี นวปฏบิ ัตดิ งั น้ี 1. เรียบเรียงเนอ้ื หาท่ีจะรายงานตามลาํ ดับความสาํ คญั ไดส าระกระชับและชดั เจน 2. พิจารณาเน้อื หาใหเหมาะสมกบั สภาพและพนื้ ฐานความรขู องกลุมผฟู ง 3. พจิ ารณาเนื้อหาทีร่ ายงานใหเ หมาะสมกับเวลาที่กาํ หนด 4. ควรใชภ าษาในการเสนอเน้อื หาใหเ หมาะสมกับระดบั ของผฟู ง ใชภ าษาทีส่ ่ือสารเขา ใจงาย ไมใ ชศพั ทเทคนคิ หรอื ศพั ททางวชิ าการทีย่ ากจะทาํ ใหผ ูฟงไมเขาใจ 5. มกี ารยกตวั อยางสถติ ิ เอกสารและอปุ กรณประกอบการรายงานในเนื้อหาบางตอน เพ่อื ใหผ ฟู ง เขา ใจงา ยและชดั เจน 6. ควรเปดโอกาสใหผฟู ง ไดซักถามขอสงสัย เพ่ือผรู ายงานจะไดอ ธบิ าย 7. หากการรายงานมีเน้ือหาสาระมากเกนิ เวลาทม่ี อี ยู ควรมีการพมิ พเ อกสารแจกลวงหนา เพ่อื ผูรายงานจะไดชี้แจงเฉพาะสวนที่สําคัญเทา นน้ั สวนรายละเอียดจะดูไดจากเอกสาร
21 การพดู บรรยายความรสู ึก การพูดบรรยายความรูส ึก เปน ลกั ษณะการถายทอดความรู อารมณความรูส กึ หรือความคดิ เห็น ในเรือ่ งใดเรอื่ งหน่ึง โดยผพู ูดมจี ุดประสงคเ พ่อื โนม นาวใจใหผ ูฟง คลอ ยตามหรือเช่ือในเร่ืองนัน้ ๆ การพดู บรรยายความรสู กึ นึกคดิ ออกมาใหผูฟ ง เชอื่ และเห็นคลอ ยตามนั้น จําเปนตองใชศ ลิ ปะใน การพดู ศลิ ปะในการใชน้ําเสยี งและการแสดงกริ ยิ าทา ทางประกอบไดอยา งเหมาะสม ตลอดจน การเลอื กใชถอยคําในการพูดและการใชก ลวธิ ีในการบรรยายความรูสกึ เชน การพูดแสดงความ ยนิ ดี การพูดแสดงความขอบคณุ การกลา วแสดงความเสยี ใจ การเลา เหตุการณทีต่ น่ื เตน เราใจ และการพดู ปลอบใจ เปนตน การพดู อธบิ าย เปน การพูดชี้แจงรายละเอยี ดเปนการพดู อธบิ ายวิธหี นึง่ ทม่ี จี ดุ ประสงคส าํ คัญ เพื่ออธิบาย หรือช้ีแจงเรือ่ งราวตาง ๆ ที่มผี ตู ิดใจสงสยั ใหเ ขาใจในรายละเอยี ดอยางแจมแจงชดั เจนทั้งผชู ้ีแจง อาจเปน คน ๆ เดยี วหรอื เปน คณะก็ได และผฟู ง อาจจะเปนคน ๆ เดยี วหรอื กลุมคนก็ได การพูด ชแ้ี จงรายละเอียดมีข้ันตอนและวิธกี ารดังนี้ 1. ตองศกึ ษาทําความเขาใจปญ หา ขอ สงสยั เหตกุ ารณความตองการและสถานการณ ของบุคคล กลุมบุคคลทจี่ ะช้ีแจงเปน อยางดี 2. พดู เทา ความถึงปญ หา ขอสงสยั ความตอ งการของผูฟง คาํ ชี้แจงเพื่อเปนหลกั ฐานทจ่ี ะ นาํ เขาสกู ารชแ้ี จงรายละเอียด 3. เร่ิมช้ีแจงรายละเอียดหรือเนอื้ เรอื่ งทเี่ ปน เหตผุ ลสําคัญเปนขอ เทจ็ จริงหรอื เปนวิธีปฏิบตั ิ ทีถ่ ูกตอ งเหมาะสม โดยใชภาษาใหเ หมาะสมกับกาลเทศะ บคุ คลและสถานการณใ นขณะนัน้ อธิบายใหผูฟงเขาใจในรายละเอียดใหแจมแจง ชัดเจน 4. มีการสรปุ ในสาระสําคญั แนวปฏิบัติหรอื ขอตกลงใหชดั เจนยิง่ ขึ้น กิจกรรมที่ 4 ใหผ เู รียนฝกการพูดบรรยายความรูส ึกตอ เพอ่ื นหรอื บุคคลทเ่ี ก่ยี วของในโอกาสอนั ควร ซง่ึ อาจจะเปนการพดู แสดงความยนิ ดี แสดงความเสยี ใจหรอื การพูดเพอ่ื ปลอบใจโดยปฏบิ ัตติ าม หลกั และวิธีการพูดบรรยายความรูสกึ ใหค รบถว นแลว ใหประเมนิ การพูดของตนเองดวย
22 การโตว าที ความหมายและความสาํ คัญของการโตวาที การโตวาที คอื การอภิปรายแบบหน่งึ ซงึ่ ประกอบดว ยผมู คี วามเหน็ ตรงขา มกันในเร่อื ง ใดเรอ่ื งหน่งึ มจี ํานวนเทากัน ต้ังแต 2 - 4 คน ผลดั กนั พดู แสดงความคดิ เห็น เพอ่ื จงู ใจใหผ ฟู งเหน็ คลอยตามกับเหตผุ ลและความคดิ ของฝายตน ซ่งึ เรยี กวา ฝายเสนอ ฝา ยหนง่ึ และฝายคา นอกี ฝายหนึ่ง มีการกําหนดเวลาใหแตละฝายพดู ผพู ูดแตล ะคนจะหาเหตผุ ลมาหกั ลางฝายตรงขามและหาเหตุผล มาสนบั สนุนฝา ยของตนเอง โดยมีคณะกรรมการเปน ผพู ิจารณาตัดสินวาฝา ยใดมีเหตุผลดกี วา ฝ ายใดชนะหรอื เสมอกนั การโตว าทไี มมีการใหเ วลาผฟู ง ไดร ว มแสดงความคดิ เห็นเหมือนการ อภิปรายประเภทอน่ื การโตวาที เปนกิจกรรมการพูดที่มีความสําคญั ในเชิงของการใชศ ิลปะการพูดเพอื่ แสดง ทรรศนะ เพื่อการชักจูงใจและการโตแยง เปนการฝก ฝนการแสดงวาทศิลปชนั้ สงู ฝก การยอม รับฟงเหตุผล มีนํ้าใจเปน นกั กฬี า และรูจ กั เคารพกติกาเก่ียวกับการพูด ซ่งึ ปกตเิ ราไมคอยจะมกี นั การโตว าทมี จี ดุ ประสงคท แ่ี ทจรงิ ดงั ที่กลาวมามากกวา การจดั เพ่อื ความบันเทงิ ปจ จุบนั มีการจดั กจิ กรรมการพดู โตวาทอี ยเู สมอโดยเฉพาะทางสอื่ มวลชน เชน รายการ ยอวาที แซววาที ฯลฯ แตด ูเปนการใชคารมคมคายมากกวาการใชวิธีการแหง ปญ ญา ไมได สง เสรมิ การเพม่ิ พูนภูมปิ ญ ญา เพยี งแตม งุ ความบนั เทงิ มากกวา สาระความรู องคป ระกอบของการโตว าที การโตวาทีเปน การพูดอภปิ รายสาธารณะ จงึ มีการแยกกลุมผพู ูดออกจากผูฟง และไมเ ปด โอกาสใหผ ูฟ ง ไดม ีสว นรว มในการพูดอาจจะมีเพยี งถามความเหน็ ในการตัดสนิ ดว ยการขอเสยี ง ปรบมอื เทา นน้ั องคประกอบของการโตว าทีมดี ังน้ี 1. ญตั ติ คือ หัวขอ การโตว าทีหรอื ประเด็นปญหาท่ีกาํ หนดขน้ึ ซง่ึ เปนขอทผี่ พู ูดทั้งสองฝาย มีความเหน็ ไมตรงกัน หรืออาจจะกําหนดใหเ หน็ ไมตรงกัน หยบิ ยกมาใหอภิปรายโตแ ยง กนั ญัตตทิ คี่ วรนํามาโตว าทคี วรมีลกั ษณะดงั นี้ 1. เปน เรอ่ื งทคี่ นสว นใหญใหความสนใจและมีสว นเกย่ี วขอ งหรอื มีผลกระทบและเกดิ ประโยชนต อ คนในสังคมเหลา นนั้ 2. เปน เรือ่ งใหความรู มีคุณคา ในการสงเสริมความรู ความคดิ และสง เสริมเศรษฐกิจ การเมอื งการปกครอง 3. เปน เรอ่ื งสงเสริมศิลปวัฒนธรรม และไมขดั ตอศลี ธรรมอันดีงามไมเ ปนภัยตอ สงั คม
23 4. เปนเรื่องทจี่ ะนาํ ไปสูขอ ตกลงทจี่ ะดาํ เนนิ การไดหรอื สามารถนาํ ผลของการโตวาทไี ปใช ในการแกป ญหาหรอื ใชประโยชนดา นอนื่ ๆ ได (ควรหลีกเล่ียงญตั ติทีข่ าดลกั ษณะดงั กลา วมา เชน ญัตติท่ีวา ข้เี มา ดีกวาเจา ชู พอคาดกี วา ขาราชการ ฯลฯ ซงึ่ เปน ญัตติทไ่ี มไดป ระโยชนไรส าระ) 2. ประธานการโตว าทีและคณะผตู ัดสนิ ใจ ประธานการโตวาที เปน ผทู ําหนา ทค่ี วบคมุ การโตวาทีใหเ ปนไปตามแบบแผนและกฎ เกณฑต ลอดทงั้ ขอตกลงตา ง ๆ ประธานการโตวาทีจะมีผชู วยทาํ หนา ท่ีผกู าํ กบั เวลาของผูโ ตตามที่ กําหนดกันไว ประธานการโตวาทีมหี นา ที่ดงั น้ี 1. กลาวนําบอกญัตติและช้ีแจงระเบียบวิธีการ หลกั เกณฑของการโตว าที 2. แนะนําคณะผโู ตทัง้ ฝา ยเสนอและฝายคา น แนะนําผกู าํ กบั เวลาและคณะผตู ดั สิน 3. ช้ีแจงรายละเอียดของกตกิ าตา ง ๆ ใหท กุ ฝา ยท่เี กย่ี วขอ งในการโตวาทีทราบ 4. เชญิ ผโู ตข้ึนพูดทีละคนตามลาํ ดบั 5. รวมคะแนน แจงผลการตดั สนิ และกลา วปด การโตวาที คณะผตู ัดสนิ คณะผตู ัดสินจะเลือกผทู มี่ ปี ระสบการณใ นการโตว าทีและมีความเช่ียวชาญในเรอ่ื งท่นี าํ มา เปนญตั ตใิ นการโตวาที อาจจะมี 2 หรอื 5 คน คณะผตู ัดสินมหี นาที่ใหค ะแนนตดั สินชขี้ าด การ โตวาทฝี ายใดทีเ่ สนอเหตุผล ความคดิ ทรรศนะที่ดกี วา โดยไมตองถามความเห็นตอผฟู ง 3. คณะผโู ตวาที คณะผโู ต คือ กลุม 2 กลมุ ทมี่ คี วามเหน็ ขัดแยงกนั ตกลงจะพดู แสดงความคดิ ทรรศนะ ของตนตอสาธารณะหรือผูฟง ทส่ี นใจ คณะผูโตจ ะแบง ออกเปน 2 ฝาย คอื ฝา ยท่ีเหน็ ดวยกับ ญัตติจะพดู สนับสนุนเรยี กวา ฝายเสนอ ฝา ยที่ไมเ ห็นดว ยหรอื เปนผมู คี วามคดิ เห็นโตแ ยง เรยี กวา ฝายคา น ผโู ตแตล ะฝายจะมีหวั หนาคนหน่ึง และมีผูสนบั สนนุ ฝายละ 2 - 3 คน แตละฝายจะมีดังน้ี ฝา ยเสนอ ฝา ยคาน 1. หวั หนา ฝา ยเสนอ 1. หัวหนาฝายคาน 2. ผูสนับสนุนฝายเสนอคนท่ี 1 2. ผูสนบั สนนุ ฝายคานคนท่ี 1 3. ผสู นับสนุนฝา ยเสนอคนท่ี 2 3. ผสู นบั สนุนฝา ยคา นคนท่ี 2 4. ผูสนบั สนุนฝายเสนอคนท่ี 3 4. ผูสนับสนนุ ฝา ยคา นคนท่ี 3 คณะผโู ตว าทที กุ คนทัง้ ฝายเสนอและฝา ยคา นจะตอ งปฏบิ ัตดิ ังน้ี 1. ปฏบิ ัตติ ามคาํ สั่งและคําชีแ้ จงของประธานอยา งเครง ครดั
24 2. ปฏิบัตติ ามกตกิ าของการโตว าทอี ยา งเครงครัด 3. รกั ษามารยาทในการพดู อยา งเครงครัด เชน พูดใหส ภุ าพไมพ ูดกาวราว ยั่วเยา ดูถูกฝา ย ตรงขามและงดเวน การพดู เรอื่ งสวนตวั เปน ตน การจดั ลาํ ดับและการพดู ของผโู ตว าที การจดั ลําดบั และการพดู ของผูโ ตว าทที ั้งสองฝายจะมกี ารจดั ลาํ ดบั กําหนดเวลาและมแี นว การนําเสนอดงั นี้ ลําดับท่ี 1 หัวหนาฝายเสนอ หวั หนา ฝา ยเสนอจะไดร บั เชญิ ข้นึ พูดเปน อันดบั แรกโดยจะใหเ ปนผเู สนอประเดน็ ขอบเขต ของญตั ติ การใหน ยิ ามคําและทรรศนะทม่ี ีตอเร่ืองทีโ่ ตว าทีในครัง้ นั้นวาเปนอยางไร โดยจะบอก ถึงขอเทจ็ จริง เหตผุ ล พรอ มหลกั ฐานตา ง ๆ มาสนบั สนุน ปกติหวั หนา ท้ัง 2 ฝา ยจะใชเ วลาพูดมาก กวา ผสู นบั สนุนเล็กนอย ลาํ ดับท่ี 2 หัวหนา ฝายคา น หวั หนาฝา ยคา นจะไดรบั เชญิ ขึน้ พูดเปนอันดับที่ 2 ตอ จากหวั หนาฝายเสนอหัวหนา ฝา ยคา น จะรวบรวมขอ เสนอของหัวหนาฝา ยเสนอทกุ ขอทุกประเด็นมาคดั คานดวยเหตผุ ลและหลักฐานเพือ่ หักลางใหไดทกุ ประเดน็ แลว จึงเสนอความคดิ เหตผุ ลและหลกั ฐานสนับสนุนความคิดของฝายคา น ไวใหมากทีส่ ุด ลําดบั ท่ี 3 - 6 หรือ 8 ผสู นับสนนุ ท้งั สองฝา ย ตอ จากหวั หนาฝายคาน กจ็ ะเปนหนาทีข่ องผสู นับสนุนฝา ยเสนอและฝายคา นสลบั กันไป โดยทกุ คนจะทําหนา ท่สี นบั สนุนความคิดและเหตผุ ลของฝา ยตนเอง คัดคานหักลา งความคิดและ เหตผุ ลของฝายตรงกันขา มใหครบทกุ ประเด็น แลว ก็จะเสนอความคิดเหตผุ ลและหลักฐานตา ง ๆ สนบั สนุนฝายตนเอง ลําดับสดุ ทา ย เมื่อผสู นับสนนุ ท้ัง 2 ฝา ยพดู ครบทุกคนแลว จะใหห วั หนาทั้งสองฝา ยมาพดู สรุปอีกครั้งหนึ่ง โดยจะใหหวั หนา ฝา ยคา นเปน ผูสรุปกอนแลว จึงใหห ัวหนา ฝายเสนอสรปุ เปน คนสุดทา ย 4. ผฟู ง ผูฟ งการโตว าทีเปนผูรับความรู ความคิด ทรรศนะของผโู ตว าทที ้งั สองฝาย แลว จะตองใชวิจารณญาณที่จะนําไปใชใหเ กดิ ประโยชน ผฟู งการโตวาทีไมมโี อกาสไดรว มแสดงความ คิดเห็นเหมอื นกจิ กรรมการฟง อภิปรายประเภทอ่ืน มแี ตเพยี งตองปฏิบตั ิตนใหเ ปนผฟู ง ท่ีดีเทา น้นั
25 กิจกรรมที่ 5 ใหผูเรยี นเขารว มกิจกรรมการโตว าทขี องกลุม ในโอกาสสาํ คัญ โดยเขารวมเปน คณะผจู ดั คณะผูโตห รอื อื่น ๆ ตามความเหมาะสมเพอื่ ฝกฝนการพูด ผมู มี ารยาทดใี นการพดู การมีมารยาทในการพดู กจ็ ะคลายคลงึ กับลักษณะการพดู ทด่ี ีดงั ทไี่ ดกลา วในตอนตนแลว ซงึ่ อาจประมวลไดด ังน้ี 1. ผพู ดู เปนผทู ถี่ ายทอดความรูส กึ ความคิดเหน็ ขอเทจ็ จรงิ ตลอดจนทัศนคติของตนไป สูผฟู ง โดยส่อื ภาษาทาง เสยี ง อากัปกริ ิยา และบคุ ลกิ ภาพ ใหม ีประสทิ ธิภาพที่สุด ผูพดู จะตองมี มารยาทและคุณธรรมในการพูด และผพู ูดเองตองมีการเตรยี มตวั มคี วามรู และประสบการณใ น เร่ืองที่จะพูดอยางดี และตอ งรวบรวมเรียบเรยี งความรูเหลานน้ั ใหเปน ระบบและถายทอดใหผูฟง เขาใจงาย และชัดเจน ผพู ูดเองตองมที กั ษะในการพดู มีความสนใจท่ีจะพัฒนาบุคลกิ ภาพอยูเ สมอ เปนการสรางความม่ันใจใหผ พู ูดเอง 2. เรือ่ งและสาระท่ีพูดตอ งมปี ระโยชนต อ ผฟู ง ควรเปน เรอ่ื งทันสมัย เน้อื หาชดั เจน ผพู ดู ตอ งขยายความคิดและยกตัวอยางใหชัดเจน 3. ผูพดู ตอ งรูจักกลมุ ผฟู ง กอ นลวงหนา ท้งั อาชพี วัย เพศ ความสนใจของผูฟง ฯลฯ รวมทงั้ จุดมงุ หมายในการพูด เพือ่ จะไดเตรยี มตวั และเนอื้ หาไดถูกตอ งนาสนใจ 4. ผูพ ดู ตอ งคนควาหาความรู และประมวลความคิดท้งั หมด แยกแยะใหไดว า ความคดิ หลักคืออะไร ความคิดรองคอื อะไร และควรหาส่งิ สนบั สนนุ มาประกอบความคิดน้นั ๆ เชน เหตุการณที่รบั รูก ันไดท วั่ ไป หรือบคุ คลท่มี ชี ่อื เสยี ง ฯลฯ พรอ มกันนน้ั ถามีการอางองิ เรือ่ งท่ีมา ประกอบการพดู ที่ผพู ดู ตองบอกแหลงท่มี าดว ย 5. การจัดระเบียบ และวางโครงเรื่อง ตอ งเตรยี มใหดีเพอื่ จะไดไ มพ ดู วกวน เพราะ มิฉะนั้นจะทําใหก ารพดู ไมนาสนใจ และอยา ลืมวาในการพูดแตละครง้ั ตองใหค รอบคลมุ จุดมุงหมายใหครบถวน 6. ผพู ดู ตอ งเรา ความสนใจของผูฟ งดว ยการใชภาษา เสียง กริ ยิ าทาทาง และบคุ ลิกภาพ สว นตนเขา ชว ยใหผ ฟู ง ฟง อยา งต้ังใจ และผพู ดู ตองพรอ มในการแกปญ หาเฉพาะหนา ที่อาจเกิดข้ึนดวย
26 กจิ กรรมที่ 6 ผเู รยี นลองประเมินตนเองวา ทานสามารถเปนนักพดู ระดบั ใด ถา กําหนดระดบั A B C และ D โดยทานเปน ผตู ง้ั มาตรฐานเองดว ย และถา ไดระดับ C ลงมา ทานคดิ จะปรบั ปรงุ ตนเอง อยา งไรบา งหรอื ไม
27 กจิ กรรมทายบทท่ี 2 กิจกรรมท่ี 1 ใหผเู รยี นใชศลิ ปะการพดู ไดอยางเหมาะสมกบั โอกาสและบคุ คล โดยสมมตุ ิการพูด ในโอกาสตา ง ๆ เอง (5 คะแนน) กิจกรรมที่ 2 ใหแ บงกลมุ ผเู รียนวิเคราะหและประเมนิ คาการใชการพูดในการเขียนจากการอาน เรื่องน้ี อยูดๆี ก็หาของทีเ่ รามกั จะใชป ระจําแตไ มเ จอเหมอื นวามนั พรอ มจะหาย เมอื่ เราจะหาเปน ซะอยาง บางทีปากกากห็ าไมเ จอ แตม ารตู ัวอีกทกี ็เหนบ็ ไวทขี่ างหู มือถอื ไมร วู า หายไปจากกระเปา กางเกงตอนไหน ทง้ั ๆ ที่ตอนน้ีกก็ าํ ลงั ใชมอื ถือโทรคยุ อยู เอะ เปน อะไรกนั ละน่ี อยางนจ้ี ะเรียกวาหลงลมื หรอื ขลี้ มื ดีนอ หลงลืม กบั ขลี้ ืม นต่ี างกันนะครับ เพราะถาเราไมไ ดใสใจในเรอ่ื งบางเรอ่ื ง โดยท่ีไมเ อาสมาธิ ไปมงุ กบั เร่ืองนั้น เรากจ็ ะจาํ ไมไ ดเ รียกวา ข้ลี ืม วธิ ีนีแ้ กไ ดโ ดยเอาสมาธไิ ปใสใ นกับเรอ่ื งทเี่ ราทํา เชน จดบนั ทกึ หรอื ถายภาพมอื ถือไว วาจอดรถท่ีชนั้ ไหน หรอื เบอรโทรศพั ทท ี่ติดประกาศไวเ บอรอ ะไร ตางกบั หลงลมื จะจาํ ไมไดเ ลยดว ยซํา้ วา ขบั รถมา หรอื วางของผดิ ที่ อยางเอากญุ แจไปวางในแกว นาํ้ เอาเตารีดไปแชต ูเย็น เปน ตน ถาไมอ ยากขี้ลืม ผมมเี คลด็ ลบั งายๆ มาชว ยพัฒนาสมองพวกเรากบั ครบั โดยวิเคราะหและประเมนิ จากหวั ขอดังน้ี 1. เรื่องน้ีนาจะมชี ือ่ เร่ืองอะไร 2. เหตุการณในเรอื่ งจะเกดิ ฟงบุคคลวยั ใด 3. หลงลมื และข้ลี ืมตา งกนั อยา งไร 4. วธิ กี ารแกไ ขการขี้ลืมทําอยา งไร 5. ยกตัวอยา งการใชก ารพูดในการเขยี น 2 ตวั อยางและใหผูเรียนสงผลการวิเคราะหและ ประเมนิ คาการใชการพูด เปน งานรายบุคคล และสง ครผู ูสอน (5 คะแนน) กจิ กรรมท่ี 3 ใหผ เู รียนเขยี น “การปฏิบัติตนเปนผมู มี ารยาทในการพดู ” เปนงานรายบคุ คลและ สงครูผสู อน (3 คะแนน)
28 บทท่ี 3 การอาน เรือ่ งที่ 1 ความสาํ คญั ของการอา น 1. การอานชว ยใหผ ูอานไดร บั สาระความรูและขาวสารขอมลู ตา ง ๆ ทีเ่ กิดประโยชนตอการ พฒั นาคณุ ภาพชีวิตของผอู า น พฒั นาชมุ ชน สังคม และประเทศชาติได 2. การอานชวยใหความเพลิดเพลินไดรบั ความสขุ เกิดความคิดและจินตนาการ การอา นจงึ เปน การพกั ผอนและคลายเครยี ดไดด ี 3. การอา นชว ยใหการดาํ เนินชวี ติ ของมนุษยมีความสุขสมบรู ณในการดําเนินชีวติ อยูใ น ชมุ ชนและสังคมเพิ่มมากข้ึน เพราะการอานจะชวยสรางความคิดประสบการณใหโ ลกทัศน กวา งขวางข้ึนมคี วามเขา ใจอันดีระหวา งคนในสังคม เร่ืองท่ี 2 วิจารณญาณในการอา น วจิ ารณญาณในการอาน คือ การอานอยางใชส ติปญ ญาไตรตรอง รจู กั นาํ ประสบการณ ความรูและเหตุผลมาประกอบในการตดั สินใจและสามารถนําไปใชไดอ ยางถูกตอ งตามความ เหมาะสม ลกั ษณะของการอา นอยางมีวจิ ารณญาณตอ งสรปุ ใหไ ดว าสงิ่ ใดเปนใจความสําคญั สง่ิ ใด เปนพลความหรือใจความประกอบและเขา ใจวา ขอความใดเปน ขอ เท็จจรงิ ขอความใดเปน ความ คดิ เห็น ตลอดจนสามารถประเมนิ คา งานเขียนที่อา นไดวา มคี ณุ คา ดา นใด มีแงค ิดอะไรและสามารถ นาํ ความรูความคิดนั้นมาใชใหเ กิดประโยชนไดอ ยางไร ขนั้ ตอนการอา นอยางมีวจิ ารณญาณ 1. อา นใหเ ขา ใจตลอดเรือ่ ง 2. วเิ คราะหวา เร่ืองทอ่ี านน้ันมสี าระสําคัญอะไร อะไรเปนขอ คดิ เห็น อะไรเปนขอ เท็จจริง เจตนาของเร่ืองคืออะไรและมีประโยชนดา นใดบาง 3. ประเมินคา เมือ่ วเิ คราะหแลว วา เรือ่ งทีอ่ านน้ันมีคุณคา ดานใดและสามารถนาํ ไปใชให เกดิ ประโยชนก บั ใครดา นใดและอยา งไรตอไป 4. นําเรอ่ื งท่ีอานไปใช เมื่อวเิ คราะหและประเมินคา ไดแลวนําสาระสําคัญทไ่ี ดจากเร่อื งไป ใชใหเ กิดประโยชนตอ ตนเอง ชมุ ชนและสงั คมอยา งเหมาะสม
29 หลักการอา นอยา งมีวจิ ารณญาณ 1. พิจารณาความถูกตองของภาษาทัง้ ดา นความหมายและความถูกตอ งของการใชภ าษา 2. พจิ ารณาความสมเหตสุ มผลของเรอ่ื งหรอื การนําเสนอเนอื้ หาทส่ี อดคลองกันและเปน ไป ตามลําดบั ขน้ั ตอน 3. พจิ ารณาความตอเนอื่ งสมั พันธกันระหวางแกนหลกั แกนรอง และสว นประกอบที่ เหมาะสมกลมกลืนกัน 4. แยกแยะวา สวนใดเปนความรู ความคดิ เห็นหรือขอเท็จจริงอยางถกู ตอ ง 5. พิจารณาเนื้อหาความรูท ่ีไดจ ากการอา น มีความสัมพันธกนั มคี วามเปนรปู ธรรม เขา ใจ งา ย มีความนา สนใจและใหคุณประโยชนม ากเพียงใด เร่ืองที่ 3 การอานแปลความ ตีความ ขยายความ จับใจความหรอื สรปุ ความ การอานแปลความ หมายถงึ การแปลงจากคําเดมิ เปนคําใหมทย่ี งั คงความหมายและ สาระสาํ คัญของเนือ้ หาเดิมไวอ ยางครบถวน การแปลความท่ีนิยมกันมากท่สี ุดคือ การถอดคาํ ประพนั ธจ ากภาษารอยกรองเปน ภาษารอยแกว การอา นตคี วาม แตกตางจากการแปลความ คอื การแปลความนน้ั เปน การแปลคาํ ตอคํา ในขณะท่ีการตีความมีการแปลความ ถอดความและตคี วามคํา ทง้ั ความหมายตรงและความหมาย โดยนยั ใหตรงตามเจตนาของผเู ขยี นไวด ว ย ลกั ษณะของการตคี วามท่ีดี 1. เขา ใจความรู ความคิดพนื้ ฐานของผูเขียน 2. มคี วามรู ความเขา ใจสภาพหรอื บรบิ ทของสงั คมตามยคุ สมัยทีง่ านเขียนสรางขึ้นวา มี พนื้ ฐานหรือสภาพของสังคมในชว งน้ัน ๆ วา เปนอยางไร 3. ควรอา นงานเขยี นท่จี ะตีความน้ันหลาย ๆ ครงั้ เพอ่ื เก็บรายละเอยี ดใหไ ดท้งั หมดจะทาํ ใหก ารตคี วามไดอยา งชัดเจนครบถว น 4. การอา นตคี วามที่ดีไมควรยดึ ถือวา การตคี วามของตนเองถกู ตอ งเสมอ การอา นขยายความ เปนการอธิบายเพิ่มเตมิ จากการตคี วามใหกวา งขวาง ครอบคลุม เนื้อหาใหม คี วามชัดเจนย่งิ ขึ้น ลกั ษณะของการอานขยายความ ไดแก การขยายความ ไดแ ก การ ขยายความ สํานวน พงั เพย สภุ าษติ คาํ ขวญั เปนตน การอานจบั ใจความหรอื สรปุ ความ ใจความสาํ คัญ คือ สาระเนื้อหาหลักของเร่อื งที่อานทั้งหมดหรือท่ีเรียกวา แกนของเร่อื ง หวั ใจของเรือ่ งหรอื ความคิดหลักของเรอื่ ง
30 ในแตล ะยอ หนาของเรือ่ งทีอ่ า นจะมีใจความสาํ คญั ของเร่ืองเพยี งใจความเดยี ว ซึ่งสวนใหญ จะปรากฏในประโยคแรกของยอ หนา รองลงมาคือประโยคสุดทายของยอหนามีเพยี งสวนนอ ยที่ ประโยคใจความสาํ คัญจะอยตู อนกลางของยอ หนา การอานและพจิ ารณานวนยิ าย นวนิยายจดั เปน วรรณกรรมปจจบุ ันประเภทรอ ยแกว นวนิยายแบง ตามเน้อื หาในการนําเสนอได 6 ประเภท คือ 1. นวนยิ ายองิ ประวตั ิศาสตร เชน สี่แผน ดิน คกู รรม รัตนโกสนิ ทร 2. นวนิยายวทิ ยาศาสตร เชน กาเหวา ที่บางเพลง มนุษยพ ระจันทร มนุษยล อ งหน 3. นวนิยายลกึ ลบั ฆาตกรรม นกั สบื สายลบั เชน เชอรล อกโฮม มฤตยยู อดรกั นวลฉวี 4. นวนยิ ายเกี่ยวกับภูตผีปศาจ เชน แมนาคพระโขนง กระสือ ศรษี ะมาร 5. นวนิยายเก่ยี วกับการเมือง เชน ไผแ ดง สารวตั รใหญ ฟา เปล่ยี นสี 6. นวนยิ ายดานสังคมศาสตร เชน เมียนอย ทองเนอื้ เกา แรงเงา หลกั การอานและพิจารณานวนยิ าย 1. โครงเร่ืองและเน้อื เร่ือง คือ เร่อื ราวของเร่ืองวา ใครทําอะไร อยา งไร ท่ไี หน กับใคร เมื่อใด โครงเร่อื งทดี่ ีเหตุการณต าง ๆ ในเร่อื งจะตองมีความสัมพันธต อเน่อื งกัน มกี ารสรา งจุดสนใจ ใหผอู า นตดิ ตามเรอ่ื งตลอดและตอ งมีความสมจริงสมเหตุผลในการนําเสนอดว ย 2. กลวธิ ีในการดาํ เนินเรอื่ ง คือขั้นตอนในการนาํ เสนอเรอ่ื งจะทําใหนวนยิ ายมีความ นา สนใจและประทบั ใจผูอา น กลวิธีดาํ เนนิ เรือ่ งที่ดีจะตอ งเรยี งลาํ ดบั เหตุการณจ ากกอ นไปหลังจะ ทําใหผ ูอานไมส ับสนและชวนใหต ดิ ตาม 3. ตัวละคร นวนิยายที่ดจี ะตองมีลกั ษณะนสิ ยั หรือพฤตกิ รรมของตวั ละครท่สี มจรงิ สมเหตุสมผล ผอู า นจะรูจกั พฤติกรรมหรือบคุ ลิกลกั ษณะของตัวละครไดจ ากบทสนทนา 4. ฉาก หมายถึง สถานท่ี สภาพแวดลอม เวลาทีเ่ กดิ เหตุการณตาง ๆ ในนวนิยายแตล ะ เรอื่ งท่ตี อ งสอดคลองกบั แนวของเร่ือง เชน นวนยิ ายเกีย่ วกบั ผปี ศ าจ ฉากที่ปรากฏในเร่อื งสว นใหญ กจ็ ะเวลากลางคืน 5. สารตั ถะหรือสารของเร่อื งนวนยิ ายท่ีดจี ะบอกแนวของเร่อื งท่ีชดั เจนมีคุณคาดาน คุณธรรมจริยธรรมทด่ี ี เชน ทาํ ดีไดดี ทาํ ช่วั ไดช วั่ ธรรมชนะอธรรม พนทกุ ขไดเ พราะความเพยี ร ดังนเี้ ปนตน
31 เรอื่ งที่ 4 มารยาทและนสิ ัยรกั การอา น มารยาทในการอาน มดี ังนี้ 1. ไมค วรอา นเอกสารท่เี ปนสว นตัวของบุคคลอ่ืน อาทิ สมุดบันทึก จดหมายสว นตัว 2. ในขณะที่ผูอนื่ กําลงั อา นหนงั สอื อยไู มควรชะโงกหนาไปอานหนังสือฉบับเดยี วกันจาก ดา นหลังหรือดานขา ง เพราะจะทาํ ใหผทู กี่ าํ ลงั อา นอยนู ัน้ เกดิ ความอึดอดั ราํ คาญได 3. ใชการอานในใจในขณะท่มี ผี อู ืน่ อยูดวยในสถานทีน่ ้ันเพราะผอู ื่นทอ่ี ยูดว ยอาจตองการ ความสงบ 4. ไมอ านในลักษณะทเี่ ปนการลอ เลยี นผูอืน่ 5. ไมถอื วสิ าสะหยบิ หนงั สือหรือเอกสารของบุคคลอื่นมาอานโดยทไี่ มไ ดรบั อนุญาต 6. ไมอ านหนังสอื ในขณะนง่ั ประชมุ หรืออยูใ นวงสนทนาโดยหนังสอื หรอื เอกสารน้ันไม เกีย่ วขอ งกบั การประชุมหรอื เร่อื งทก่ี าํ ลงั สนทนา 7. การอานหนังสอื ในหอ งสมดุ หรือสถานท่ที ี่จัดไวสําหรับการอานหนงั สอื โดยเฉพาะจะตอง ไมส งเสยี งดังและปฏิบตั ติ ามกฎระเบียบขอ บงั คับของสถานท่นี นั้ ๆ อยา งเครง ครัด การสรา งนสิ ัยรกั การอาน 1. หาหนงั สอื ประเภททตี่ นเองชอบหรอื สนใจมาอา นกอนโดยเลือกที่ความยาวไมม ากนกั 2. หยิบหนังสือหรือเอกสารมาอานทุกคร้ังท่ีมีเวลา เชน ขณะไปรอการตรวจรักษาใน คลินิกแพทย ทันตแพทย การไปรอประชุมตาง ๆ เปนตน 3. เลอื กอา นหนงั สือทม่ี ีรปู เลม เล็กกะทดั รัด มภี าพประกอบและสีสันสวยงามมาอานกอ น เพื่อจูงใจตนเองใหอ า นบทความในเวลาไมม ากนกั 4. มเี ทคนิคการอานเร็วโดยการจับเวลาในการอานหนังสอื แตละครง้ั และอานปา ยประกาศ ตามสถานที่ตาง ๆ ทผ่ี า นไปพบหรือตวั วิ่ง การคนหาคําในพจนานุกรมทสี่ าํ คญั ท่สี ดุ ในการจะชว ย ใหอานเรว็ คอื การมีสมาธิทแี่ นว แนจดจออยกู บั เรือ่ งทีอ่ าน 5. ฝก เทคนคิ การตงั้ คาํ ถามลักษณะการตง้ั คาํ ถามมี 2 อยาง คือ การต้ังคาํ ถามกอนการอา น จะทําใหอยากจะอา นเรอ่ื งราววา เปนอยา งไรกับการต้ังคาํ ถามเม่ืออา นจบแลว วา ตนเองยังมีขอ สงสยั ขอ งใจหรือไมช ัดเจนในเรอ่ื งใดตอนใดถายงั ไมไดคําตอบก็กลบั ไปอา นทบทวนซาํ้ อีกคร้ังหนง่ึ
32 กจิ กรรมทายบทที่ 3 กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรยี นอานเร่อื ง ซงิ่ บิก๊ ไบค อุปกรณป อ งกันกช็ วยไมไ ด และวเิ คราะหเร่อื งที่อานแลวตอบคําถามตอ ไปน้ี (5 คะแนน) ซ่งิ บิ๊กไบค อปุ กรณป อ งกนั ก็ชวยไมไ ด บกิ๊ ไบคกับความปลอดภัยในสังคมไทย โดยคุณหมอมนูญ ลีเชวงวงศ ประธานทุนงวงอยาขับในพระ อปุ ถัมภส มเด็จพระเจา พ่นี างเธอ เจา ฟา กลั ปยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร มลู นธิ ริ ามาธบิ ดี ปจจุบันบิ๊กไบคไมไดจํากัดเฉพาะคนรวยเทานั้น คนท่ัวไปเขาถึงได และใชสําหรับเดินทางใน ชวี ติ ประจาํ วนั ขบั ขใี่ นเขตเมือง เนอื่ งจากสภาพถนนของเมืองใหญของไทยไมดีเหมือนในประเทศท่ีเจริญแลว สภาพผิวถนนไมเรยี บ สูง ๆ ต่ํา ๆ บางถนนมีรอยแยก มีเศษหนิ บนถนน ทําใหม ีโอกาสสะดุดลมเองได บางครั้ง มสี นุ ัขวิง่ ตัดหนา ปริมาณถนนบานเราก็นอย การจราจรก็ติดขัด ถนนคอนขางแคบไมกวางเหมือนประเทศท่ี พัฒนาแลว ไมมีเลนจักรยานยนต คนขีบ่ ิก๊ ไบคส วนใหญไ มขีช่ ดิ ซาย จะขี่ครอ มเสนแบงชอ งจราจรระหวา งรถยนต แลวแซงซายแซงขวาเพ่ือข่ีขึ้นไปขางหนา ถนนบางสายชองจราจรแคบมากบ๊ิกไบคไมสามารถแทรกผานได ตอ งเดนิ ลากบิก๊ ไบคซ ง่ิ หนักมาก บริเวณแยกท่ีมีสัญญาณไฟจราจร เวลาเปล่ียนเปนไฟเขียวจะสังเกตเห็นบิ๊กไบคออกตัวเปนคันแรก เพราะคนข่สี ามารถเรงเครอ่ื งไดเรว็ กวารถจกั รยานยนตท ่วั ไป ถึงแมร ะบบเบรกของบิ๊กไบคด กี วา รถจักรยานยนต ธรรมดามี ABS แตก็ไมส ามารถหยุดไดทนั ที ตอ งใชร ะยะทางในการหยดุ รถ ย่ิงท่ีเรว็ ย่ิงตอ งใชร ะยะทางเพ่ิมข้ึน บ๊ิกไบคข ่ดี วยความเร็ว 100 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ตองใชระยะทาง 46 เมตร ถาขี่เร็ว 160 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ตอ งใชระยะทางเพม่ิ ข้นึ เปน 100 เมตร ในการหยุดบ๊กิ ไบค ดังนั้นบอ ยคร้งั ทคี่ นข่ีบก๊ิ ไบคห ลงั เรงเครือ่ งเต็มทีห่ ากรถยนตคันหนา เลีย้ วหรอื หยดุ กะทันหนั บ๊ิกไบคว ง่ิ ไปชนเพราะเบรกไมหยุด เพราะฉะน้ันคนขับรถยนตทุกคนถาจะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวรถตองมองกระจกหลัง และใหส ัญญาณไฟเล้ียวแตเนิ่น ๆ และเวลาจอดรถยนตขางทางคนขับรถยนตตองระมัดระวังกอนเปดประตู ลงจากรถ
33 1. เพราะเหตุใดบกิ๊ ไบคย งั ไมเหมาะสมกับการขบั ขีใ่ นเขตเมอื ง 2. เพราะเหตุใดบิก๊ ไบคจ งึ มีอบุ ตั ิเหตุชนกบั รถยนตค ันหนาท่เี ลย้ี วหรอื ออกกะทนั หัน 3. หากทานขบ่ี ๊ิกไบคจ ะปองกนั การเกดิ อบุ ัติเหตอุ ยา งไร 4. หากทา นจะสนับสนนุ การขบ่ี ๊กิ ไบคควรพจิ ารณาอะไรบาง 5. ขอ ดีและขอเสียของการขับขบ่ี กิ๊ ไบค ใหเ ขียนเปน รายงานรายบคุ คลและสงครูผสู อน กจิ กรรมท่ี 2 แบงกลมุ ผเู รียนคน ควา จากแหลงความรูใ นเรอ่ื งตางๆ ดงั น้ี 1. ความหมายของภาษาถ่ิน สํานวน สุภาษิตที่ปรากฎในวรรคดี วรรณกรรมปจจุบัน และวรรณกรรมทอ งถนิ่ 2. คุณคาของวรรณคดี วรรณกรรมปจจุบัน วรรณกรรมทองถิ่น ในดานแสดงถึงวิถีชีวิต ดา นสังคม และการนาํ คณุ คาเหลาน้ีไปใช โดยจดั ทาํ เปน รายงานกลมุ และสง ครผู สู อน (10 คะแนน) กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนเขียน “การมีมารยาทในการอานและการมีวินัยรักการอาน” เปนงาน รายบุคคลและสง ครผู สู อน (3 คะแนน)
34 บทที่ 4 การเขียน เรือ่ งท่ี 1 หลกั การเขียนประเภทตา ง ๆ การเขยี นยอความ การเขยี นยอ ความเปน การนาํ เรอ่ื งราวตาง ๆ มาสรปุ ใหเหลือเพยี งใจความสาํ คัญ แลว เขยี นใหมดว ยสาํ นวนของผยู อ ความ หลกั การยอ ความ 1. อานเน้อื เร่อื งที่จะยอ ความใหเขาใจ 2. จับใจความสําคัญแตละยอ หนา ของเรือ่ งทจ่ี ะยอ ความใหครบถวน 3. นาํ ใจความสาํ คัญของแตล ะยอหนา มาสรุปเขยี นใหม ดวยสํานวนของตนเอง โดยไมใ ชอกั ษรยอ ไมใ ชเครื่องหมายตา ง ๆ ใหคงราชาศัพทเดมิ ไวและเมอื่ ยอ แลว ความยาวของยอ ความประมาณ 1 ใน 4 ของเรอ่ื งเดมิ การเขยี นเรียงความ การเขียนเรยี งความ ประกอบดวย 3 สวน คือ คาํ นํา เปนสว นแรกของเรยี งความเพ่อื ปูพ้นื ฐานเพ่อื จะนาํ ผูอา นหรือโยงความ สนใจของผอู านกอ นทจ่ี ะไปพบรายละเอยี ดของเนอ้ื หาในชว งตอไป เนื้อเรอ่ื ง เปน สว นของการนาํ เสนอรายละเอยี ดของเรอื่ งตามหวั เรื่องทีต่ ้งั ไวดวย การใหขอ เท็จจริง ขอ มูล หรือยกตัวอยา งประกอบความคิดเห็นใหผ อู านไดเห็นภาพชัดเจน เกดิ ความคดิ ความรสู กึ ทีค่ ลอยตามไดตรงตามจุดประสงคข องการนําเสนอเรยี งความน้ัน สรปุ เปนการสรปุ หรอื ปดประเด็นในการนําเสนอดว ยการเนน ยา้ํ ใหผอู า นเขา ใจ ภาพรวมของเรอ่ื ง สาระสาํ คญั ของเรอื่ ง และเกดิ ความประทับใจกับผูอาน จดหมาย แบง ตามเนอื้ หาของจดหมายได 3 ประเภท จดหมายสว นตัว เปนจดหมายทีเ่ ขียนติดตอสอื่ สารกันระหวา งญาติ เพ่ือน ครู อาจารย ในเร่ืองหรือธรุ ะทเี่ ปนเรอ่ื งสวนตัว จดหมายกจิ ธุระ เปนจดหมายทีเ่ ขยี นติดตอ สือ่ สารกับบคุ คล หนวยงาน บรษิ ัท เรื่องธรุ กิจตาง ๆ เชน จดหมายสมคั รงาน จดหมายขอความชว ยเหลือ ขอคําปรึกษา ขอ คาํ แนะนาํ ตาง ๆ
35 จดหมายธรุ กจิ เปน จดหมายทเี่ ขยี นตดิ ตอ สอื่ สารกนั ดว ยเร่ืองธรุ กจิ เชน การสงั่ ซื้อ สนิ คาของบรษิ ทั หา งราน หรือองคก ร สวนประกอบของจดหมาย ประกอบดวย ที่อยขู องเจาของจดหมาย วนั เดือน ป ที่เขียนจดหมาย คาํ ข้ึนตน ขอ ความหรือเนอ้ื หาที่ตองการสือ่ สาร คาํ ลงทาย ลกั ษณะของการเขยี นจดหมายทด่ี ี จะตองใชภ าษาทสี่ ุภาพ สรา งสรรค เหมะสม กับสถานการณหรอื บคุ คลทีเ่ ราตอ งการจะสอื่ สารดว ย กระดาษเขยี นจดหมาย ซองใสจ ดหมาย ตองถูกตอ งเหมาะสมกบั ประเภทของจดหมาย โวหารในการเขียน โวหาร หมายถงึ การเลือกใชถอยคาํ สํานวนในการเขียนใหเ หมาะสมกบั ลกั ษณะของงาน เขยี นในการถายทอดอารมณ ความรูสกึ นึกคิด จินตนาการ แบงเปน 5 ประเภท คอื 1. บรรยายโวหาร เปนโวหารทใี่ ชเขียนอธิบายหรอื บรรยายเหตกุ ารณตาง ๆ อยา ง ตรงไปตรงมา เพือ่ ใหผ อู านมีความเขา ใจชดั เจน บรรยายโวหารจะใชใ นการเขยี นหนังสือเรยี น ตําราวิชาการ รายงาน เปนตน 2. พรรณนาโวหาร เปน การเขียนท่สี อดแทรกอารมณ ความรูสึกของผูเ ขยี นลงไปใน งานเขยี น เพ่อื ใหผอู านมีอารมณคลอยตาม พรรณนาโวหารจงึ มักจะมกี ารใชถอยคําภาษาที่ทาํ ให เกดิ ภาพพจนตาง ๆ งานเขียนท่ีนิยมใชพ รรณนาโวหารมากท่สี ดุ คือ งานเขียนประเภทนวนยิ าย 3. อุปมาโวหาร เปน การเขยี นที่ใชส าํ นวนเปรียบเทียบเพอื่ ใหผอู านมคี วามเขา ใจได อยางชัดเจน เชน “เปรยี บเธอเพชรงามนํ้าหน่งึ หวานปานนํา้ ผ้ึงเดอื นหา ” 4. เทศนาโวหาร แนวการเขียนจะเปน ในลักษณะส่ังสอนใหเห็นคณุ เห็นโทษ เพือ่ โนม นา วใจ ชีแ้ นวใหผอู านเหน็ คลอยตามเพ่ือประพฤติดีประพฤตชิ อบ งานเขียนทม่ี ลี กั ษณะเปน เทศนา โวหารชัดเจน ไดแก พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั 5. สาธกโวหาร ลักษณะของสาธกโวหาร เปนการยกตวั อยางประกอบในการเขียน เพ่อื ใหผอู า นมคี วามชดั เจนมากย่ิงข้ึน ตัวอยางในการใชส าธกโวหารในการเขียนที่ชัดเจน เชน นิทานชาดก นิทานสุภาษติ เร่ืองที่ 2 หลกั การแตงคําประพนั ธ คาํ ประพนั ธ เรยี กอีกอยา งวา รอยกรอง หมายถงึ การนําถอ ยคาํ มาเรยี งรอย เรยี บเรียง ตามลักษณะบงั คับหรอื ฉันทลกั ษณของแตล ะคําประพันธ หรอื รอ ยกรองน้ัน ๆ ไดแก กาพย กลอน โคลง ฉนั ท กาพย ทเี่ ปน ที่รจู กั กนั มี 3 ชนิด คอื กาพยย านี กาพยฉบงั และกาพยส รุ างคนางค
36 กาพยยานี 11 มีลักษณะบังคับ คอื คณะ กาพยย านี 1 บท มี 2 บาท เรียก บาทเอก และบาทโท ใน 1 บทมี 2 วรรค เรยี ก วรรคแรกกับวรรคหลงั สมั ผัส คาํ ทายของวรรคแรกสัมผสั กับคาํ ที่ 3 ของวรรคหลัง และคาํ สดุ ทายของ บาทแรกสัมผสั กบั คําสุดทา ยของวรรคแรกในบทตอ ไป เปนสัมผัสระหวา งบท พยางค คือจาํ นวนคาํ ในวรรคแรก มี 5 คาํ วรรคหลงั มี 6 คาํ ดังน้ี กาพยฉ บัง 16 มีลกั ษณะบงั คบั คอื คณะ กาพยฉบังบทหนึ่งมีเพียง 1 บาท แตมี 3 วรรค คือ วรรคตน วรรคกลาง และวรรคทา ย สมั ผสั คาํ สดุ ทายของวรรคตนสมั ผสั กบั คําสดุ ทา ยของวรรคกลางและคําสุดทาย ของวรรคทายสมั ผสั กับคาํ สุดทา ยของวรรคแรกในบทถัดไปเปน สัมผัสระหวางบท พยางค พยางคหรือคําในวรรคตน มี 6 คํา วรรคกลางมี 4 คํา วรรคทายมี 6 คาํ ดังน้ี กาพยส รุ างคนางค 28 มลี ักษณะบงั คับ คือ คณะ ใน 1 บท จะมี 7 วรรค
37 สมั ผสั คําสุดทายของวรรคแรกสัมผัสกับคําสุดทายของวรรค 2 คําสุดทายของ วรรคสามสัมผัสกบั คําสุดทา ยของวรรค 5 คําสุดทายของวรรค 5 สัมผัสกับคําสุดทายของวรรค 6 และคําสุดทายของวรรค 7 ในบทแรกสัมผัสกับคําสุดทายของวรรคสามและวรรคหาในบทถัดไป เปนสัมผสั ระหวา งบท พยางค ในแตละวรรคจะมี 4 คํา สว นรปู แบบในการจดั เรียงรูปแบบของผังกาพย สุรางคนางค ได 2 รูปแบบ ดงั น้ี รูปแบบท่ี 1 รปู แบบที่ 2 กลอน กลอนทเ่ี ปนท่รี ูจักกันอยางแพรห ลาย คอื กลอนแปดหรือกลอนสภุ าพ ซึ่งมลี ักษณะ ดังนี้ คณะ ในหนง่ึ บท มี 2 บาท ในแตละบาท มี 4 วรรค คอื สดับ รับ รอง และสง พยางค ในแตล ะวรรค มีได 7 ถึง 9 คํา แตท่นี ยิ ม คือ 8 คาํ จึงเรียกวา กลอน แปด สมั ผสั คาํ สดุ ทายของวรรคสดับ สมั ผัสกบั คําที่ 3 หรือ 5 ของวรรครบั คํา สุดทา ยวรรครับสัมผัสกบั คาํ สดุ ทา ยของวรรครอง และคําสุดทายของวรรคสง ในบทแรกสมั ผัสกับ
38 คาํ สุดทายของวรรครบั ในบทถัดไปเปน สัมผสั ระหวางบท ดงั ผังของกลอนสุภาพหรอื กลอนแปด ดังน้ี โคลง โคลงทีเ่ ปนทรี่ จู ักมากทส่ี ดุ คือโคลงสสี่ ภุ าพ มีลักษณะบังคับ คือ คณะ โคลง 1 บท มี 4 บาท ใน 1 บาท มี 2 วรรค คือ วรรคหนากบั วรรคหลงั พยางค ในวรรคหนาของทุกบาทจะมจี ํานวน 5 คาํ เทากันทุกบาท วรรคหลัง ของบาทแรกมี 2 คาํ หลกั และมคี ําสรอยไดอ ีก 2 คํา วรรคหลังของบาทที่ 2 ป 2 คาํ วรรคหลังของ บาทที่ 3 มีคาํ หลกั 2 คาํ และมคี าํ สรอยไดอ กี 2 คาํ วรรคหลังของบาทที่ 4 มี 4 คํา สมั ผสั คําสดุ ทา ยของวรรคหลัง (ไมนบั คาํ สรอ ยทีจ่ ะมกี ไ็ ดไมม ีก็ได) ในบาทแรก สมั ผัสกับคาํ สดุ ทา ยของวรรคหนาในบาทที่ 3 คาํ สุดทายของวรรคหลัง (ไมนับคําสรอ ยท่ีจะมีกไ็ ดไม มีก็ได) ในบาทที่ 3 สัมผัสกับคําสดุ ทา ยของวรรคหนาในบาทที่ 4 ลักษณะบงั คับของโคลงสีส่ ภุ าพท่แี ตกตางจากคําประพนั ธอ น่ื คือ มีการบงั คบั วรรณยุกตเอก 7 แหง และวรรณยุกตโท 4 แหง ดงั ผังของโคลงสี่สภุ าพ ดงั นี้ ฉนั ท เปน คําประพันธทีม่ าจากภาษาบาลี สันสกฤต มีทัง้ หมด 108 ฉันท แตท ่ี ไทยนํามาปรับปรุงดัดแปลงใหเ หมาะสมกบั ภาษาไทยมี 58 ชนดิ ลกั ษณะบงั คับของฉันทจ ะ
39 แตกตางกนั ไปตามชนิดของฉันท จํานวนคํา และสัมผัสก็จะแตกตางกนั ออกไปแลว แตช นดิ ของ ฉนั ท แตท่เี หมือนกนั คือลกั ษณะบังคับของฉันท จะเปน คาํ ครุ ( ั ) และคาํ ลหุ ( ุ )หรอื ทเี่ รยี กวา คาํ เสยี งหนักเสียงเบา ในท่ีนี้จะนาํ เสนอฉันทท ม่ี คี วามไพเราะเปน ท่ีรจู ักกนั ดี 3 ชนิด ดังนี้ 1. วสนั ตดิลก (15) มีลกั ษณะบังคบั ของรอ ยกรอง ดังน้ี ตวั อยางคําประพันธ วะวะวิบสลับพรรณ สามยอดตลอดระยะระยบั จะเยาะยัว่ ฑิฆมั พร นภศูลประภัสสร ชอ ฟา ตระการกลจะหยนั ดจุ กวกั นภาลัย บราลีพลิ าศศุภจรูญ (จากสามัคคเี ภทคาํ ฉนั ท - ชิต บรุ ทัต) หางหงศผจงพจิ ติ รงอน 2. อนิ ทรวิเชียรฉันท (11) มีลกั ษณะบงั คับของรอ ยกรอง ดังนี้
40 ตัวอยางคาํ ประพนั ธ พิศเสนสรรี ร ัว ยลเนื้อก็เนื้อเตน กร็ ะริกระริวไหว หิตโอเ ลอะหลง่ั ไป ทว่ั รางและทง้ั ตัว ระกะรอยเพราะรอยหวาย แลหลังละลามโล- เพง ผาดอนาถใจ (จากสามคั คีเภทคําฉนั ท - ชิต บุรทัต) 3. ภชุ งคประยาตฉันท (12) มีลักษณะบังคบั ของรอยกรอง ดงั นี้ ตวั อยา ง นรนิ ทรไ ทยมทิ อ ถอน มนัสไทยประณตไท มพิ ่ึงบารมีบญุ บุรุษนําอนงคหนนุ มิผูกรักมิภักดบิ วร ประจญรว มประจัญบาน ถลันจว งทะลวงจ้ํา (ฉันทยอเกยี รติชาวนครราชสีมา) บุรษุ รกุ อนงครนุ เรอื่ งที่ 3 มารยาทและนิสัยรกั การเขียน มารยาทในการเขยี น การทีจ่ ะเปนผเู ขียนที่ดไี ดนั้นจะตองมีมารยาทในการเขียน คอื 1. เขียนหนังสือใหถูกตอ งตามอักขรวิธี ตัวสะกด การนั ต วรรณยกุ ต เครื่องหมายวรรค ตอนตา ง ๆ ทส่ี อื่ ความหมายไดอ ยางถกู ตอ งชัดเจน 2. ถาเปนการเขยี นดว ยลายมอื ควรเขียนใหช ดั เจน อานงา ย เปนระเบยี บ 3. เลือกใชถอยคาํ ภาษาที่เหมาะสมกบั เร่อื งทเ่ี ขยี น กะทดั รัดไดใจความ 4. เลอื กใชภ าษาใหเหมาะสมกับกลมุ เปาหมายท่ีจะสอ่ื ความไปถึง โดยคาํ นึงถึง เพศ วยั สาขา อาชพี
41 5. ใชภ าษาที่สภุ าพ และไมค วรใชภ าษาพดู ในภาษาเขียน โดยเฉพาะอยา งย่งิ ทีเ่ ปน ความรูหรอื วิชาการ 6. เขยี นในสิ่งท่ีสรางสรรคไ มเขยี นในสง่ิ ทจ่ี ะไปทาํ ใหเ กดิ ความเสียหายกับบุคคลใด กลมุ คนใด หรอื สงั คมประเทศชาตโิ ดยสวนรวม ลกั ษณะการเขียนทด่ี ี ผูเขยี นจะเปนผูเ ขยี นทด่ี ีไดตอ งคาํ นึงถึงส่งิ ตอไปนี้ 1. จะตอ งเปนผูทีม่ ีความรอบรใู นเรอ่ื งท่ีจะเขียนเปนอยา งดี เพราะจะสามารถถา ยทอด เรอื่ งนน้ั ๆ ไดเปน อยา งดี 2. เลือกรูปแบบและกลวิธีในการเขยี นไดอ ยา งเหมาะสมกบั เร่ืองท่นี าํ เสนอจะทาํ ใหเ ปน เรอื่ งทน่ี า อานและนาติดตาม 3. มศี ิลปะในการเลอื กใหภ าษาไดอยา งถูกตองเหมาะสมกับเรอ่ื งทเี่ ขยี นแนวทางการ นําเสนอและกลมุ เปาหมายที่ตอ งการจะส่อื สารงานเขียนนั้น ๆ 4. มคี วามละเอียด รอบคอบ ในการใชภ าษาในการส่อื ความหมายเพราะภาษาเปน เอกลกั ษณของชาติทจ่ี ะสามารถถา ยทอดวัฒนธรรม ประเพณี ทด่ี งี ามใหกับสังคมและชนรนุ หลังได อยา งม่ันคงและงดงาม 5. มีวิสัยทัศนและมคี วามรับผิดชอบในการเขียนของตนเอง กลา วคอื ยอมรับฟง คํา วพิ ากษว ิจารณ อยา งใจกวา งและมีใจเปน ธรรมในขณะเดยี วกนั ก็มีความรบั ผดิ ชอบในผลการเขียน ของตนเองในกรณที อี่ าจเกิดความผดิ พลาดใด ๆ ตามมาจากงานเขียนนัน้ ๆ การสรางนิสัยรกั การเขียน ในการเริม่ ตนของการเขยี นอะไรกต็ าม ผูเ ขยี นจะเขียนไมอ อกถา ไมตงั้ เปาหมาย ในการเขียนไวลวงหนา วา จะเขยี นอะไร เขียนทําไม เพราะการเขียนเรือ่ ยเปอยไมทําใหง านเขยี น นาอา นและถาทําใหงานชิ้นนน้ั ไมม ีคณุ คา เทา ท่ีควร งานเขียนท่มี คี ณุ คา คอื งานเขียนอยางมี จุดหมาย มขี อมลู ขา วสารไรพ รมแดน ดงั เชน ในปจ จุบัน การมีขอมูลมากยอมทาํ ใหเ ปนผูไดเปรียบ ผูอ น่ื เปน อันมาก เพราะยคุ ปจจุบันเปนยุคแหงการแขงขันกันในทกุ ทางโดยเฉพาะในทางเศรษฐกจิ ใครมขี อมูลมากจะเปน ผูไดเ ปรียบคแู ขงขนั อื่น ๆ เพราะการนาํ ขอมูลมาใชประโยชนไ ดเ ร็วกวา น้ันเอง การหม่ันแสวงหาความรเู พอ่ื สะสมขอมูลตาง ๆ ใหต วั เองมาก ๆ จงึ เปน ความไดเปรียบ และควรกระทําใหเ ปน นสิ ยั ติดตัวไป เพราะการกระทําใด ๆ ถาทําบอ ย ๆ ทําเปนประจาํ ในวันหนงึ่ กจ็ ะกลายเปนนสิ ัยและความเคยชินทีต่ อ งทาํ ตอ ไป
42 การคน ควา รวบรวมขอมูลเปน กจิ กรรมทีจ่ ะทาํ ใหเ กดิ ความสนุกสนานทางวิชาการ เพราะย่งิ คนควา กจ็ ะยิ่งทาํ สิ่งทน่ี าสนใจมากขนึ้ ผทู ่ีฝก ตนใหเปนผูใ ครร ู ใครเ รียน ชอบแสวงหา ความรูจ ะมีความสขุ มาก เมื่อไดศ กึ ษาคนควา และไดพ บสงิ่ แปลก ๆ ใหม ๆ ในภาษาไทย หรอื ใน ความรแู ขนงอืน่ ๆ บางคนเมือ่ คนควา แลว จะรวบรวมไวอยา งเปน ระบบ
43 กจิ กรรมทา ยบทท่ี 4 กจิ กรรมท่ี 1 ใหผูเรยี นยอความโดยสรุปใจความสําคัญจากเร่อื ง “โทรศัพทม ือถือทาํ ตาหวังหลัง โกง ” เปน งานรายบคุ คลและสง ครูผูสอน ( 5 คะแนน) “โทรศัพทม อื ถอื ทําตาหวงั หลงั โกง” เคยมแี ตป รารภกนั ถงึ โทษของโทรศพั ทม อื ถอื เลก็ ๆ นอยๆ กนั บอยๆ แตบดั นไ้ี ดมีการคน พบ อันตรายใหญของมัน โดยเฉพาะไดท ําลายทา ทางทรงตวั ของเราลง ไมเ พียงแตทาํ ใหค อแข็ง นักกายภาพบําบดั ผูมีชอ่ื เสยี งของนิวซแี ลนดไ ดก ลา ววา เทคโนโลยีไดก ดตัวเราใหหลงั งอ อยา งทีเ่ ขาเรียกวาหลงั โกง ปกตศิ ีรษะของแตล ะคนจะหนกั ประมาณ 10- 12 ปอนด แตวา เวลาเรากําลงั ใชโทรศพั ทอยูน ้ัน เราตองกม คอเราเปน มมุ 60 องศา กลายเปนภาระหนกั ของคอ นอกจากท่ีตองรบั น้ําหนกั เดมิ อยแู ลว ทาหลงั โกง ดังกลา วนนั้ ใหผ ลรา ยกบั รา งกายของเราหลายอยา ง ตัง้ แตมนั ทาํ ใหเ ราอรมณต กหมด ความภคภมู ใิ จในตนเองและยงั อาจจะกระทบกบั ความจําของเราดวย เขาอธบิ ายตอ ไปวา ขนาดของ โทรศัพทท ่มี ขี นาดเลก็ นั้น ทาํ ใหเ ราตอ งกม ตัวของเราลง และยิง่ ถูกยอใหม ขี นาดเลก็ ลงเทา ไร ก็ทําใหเ รา จะตองกม ตัวลงไปมากเทานัน้ มนั เหมือนกบั ทําใหเ ราตกอยใู นทาทีที่อยูในภาวะจาํ ยอม เขาไดสรปุ ตอนทา ยวา มนั ก็นา แปลกเหมอื นกนั ท่ีเครอ่ื งมอื ทคี่ ดิ ประดษิ ฐขนึ้ เพอ่ื จะใหเพม่ิ สมรรถภาพและ ประสิทธิภาพในการทาํ งานของเรามากขนึ้ กลบั มาลดภาระแสดงออกและบอนทาํ ลายความสามารถ ในการทํางานใหน อยลงไป
44 กจิ กรรมที่ 2 แบง กลุม ผูเรยี นตอคาํ ประพันธ ประเภทกลอนสุภาพ ใหมคี วามยาว 2 บท หรือ 8 วรรค ในหวั ขอ “ธรรมชาติยามเชาอากาศดี” (5 คะแนน) เปน งานกลมุ และสงผสู อน ธรรมชาตยิ ามเชาอากาศดี ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ กจิ กรรมที่ 3 ใหผูเรียนเขียน “การปฏบิ ัติตนเปนผูมีมารยาทในการเขียนและมกี ารจดบันทึก อยางสม่ําเสมอ\" เปน งานรายบคุ คลและสงครูผูสอน (3 คะแนน)
Search