Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมบทความ-ดร.กัมพล เจริญรักษ์

รวมบทความ-ดร.กัมพล เจริญรักษ์

Published by Suthon Promlee, 2021-08-30 14:18:15

Description: รวมบทความ-ดร.กัมพล เจริญรักษ์

Search

Read the Text Version

ISSN : 1686-5073 ปที่ 18 ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน 2564 THE NEW NORMAL EDUCATION สOำffนicักeงาoนf เtลhขeาEธdิกuาcรaสtภioาnกาCรoศuึกnษcาil www.onec.go.th

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย สารบัญ วารสารการศึกษาไทย OEC JOURNAL ปที ี่ 18 ฉบับท่ี 2 เมษายน – มถิ นุ ายน 2564 2 บทความวิชาการ..... ธรรมนญู กนั ทะหงษ์ เทคโนโลยกี ารจดั การเรยี นการสอนวิถีใหม่ในยุค COVID-19 9 รายงานการวิจยั ..... วรัญภรณ์ คณุ เวช แนวทางบรหิ ารจดั การด้านส่ือสารและประชาสัมพันธ์ภารกิจของส�ำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษาผ่านเฟซบุก๊ แฟนเพจ “OEC News สภาการศึกษา” ด้วยแนวคิด PIE Model 19 รายงานการวิจัย..... ดร.กัมพล เจรญิ รักษ์ ชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชพี : แนวทางการพัฒนาครูและผู้เรยี น 29 บทความวิชาการ..... ธีรศกั ด์ิ อุปไมยอธชิ ยั , สุชาติ แยม้ เม่น, สุรเชษฐ์ กานตป์ ระชา และ ประดบั เดอื น ทองเชอื้ เชิญ ความรกั ในการอา่ น 37 รายงานการวิจยั ..... สุนิสา คงเจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร.ชศู กั ดิ์ เอกเพชร และ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นฎั จรี เจริญสุข การพัฒนาระบบเอกสารธุรการชนั้ เรยี นอเิ ล็กทรอนิกส์ส�ำหรบั ครูอำ� เภอสุขส�ำราญ สังกัดส�ำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาระนอง เทคโนโลยี ชมุ ชน การออกแบบบอรด์ เกมเพ่ือส่งเสรมิ การจดั การเรยี นการสอน แหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี : การเรยี นรูค้ �ำศัพท์ภาษาอังกฤษ วิถีใหมใ่ นยุค COVID-19 แนวทางการพัฒนาครแู ละผเู้ รยี น เร่อื ง อาชพี (JOBS) ส�ำหรบั นักเรยี น 2 19 ชน้ั มัธยมศึกษาตอนต้น 47

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ชมุ ชน ดร.กัมพล เจรญิ รกั ษ์ แห่งการเรยี นรู้ รองผู้อำ� นวยการ ทางวิชาชพี : ส�ำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา สังกัดส�ำนักงานเขตพ้นื ท่ี การศึกษาประถมศึกษา ระยอง เขต 2 แนวทางการพัฒนาครูและผู้เรยี น Professional Learning Community : Guideline for Developing Teachers and Students บทคัดยอ่ บทความน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือน�ำเสนอแนวคิด องค์ประกอบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ : แนวทาง การพฒั นาครแู ละผเู้ รยี น ซง่ึ เปน็ เครอ่ื งมอื ในการเปลยี่ นบทบาทความเปน็ ครู จากการพฒั นาตนเองตามลำ� พงั อยา่ งโดดเดย่ี ว มาเป็นการรวมตัวกันปรึกษาหารือ ร่วมมือร่วมพลัง ช่วยเหลือแลกเปล่ียนเรียนรู้ซ่ึงกันและกัน โดยมีเป้าหมายหลักที่ ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งสมาชิกทุกคนมีอิสระในการคิดสร้างสรรค์ท่ีจะปรึกษากันให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน แล้วน�ำไป ทดลองจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียน เพื่อหาแนวทางใหม่ ๆ ให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุตามเป้าหมาย ท่ีรว่ มกนั กำ� หนดไว้ สาระสำ� คัญของบทความนี้ ได้แก่ แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ างวิชาชพี องคป์ ระกอบของชมุ ชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วม ทีมร่วมมือร่วมพลัง การปฏิบัติและ การเรียนรู้ร่วมกัน ชุมชนกัลยาณมิตร และภาวะผู้น�ำร่วม และแนวทางการพัฒนาครูและผู้เรียนผ่านชุมชนแห่ง การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ประกอบดว้ ย 4 ขนั้ ตอน ไดแ้ ก่ ขน้ั วิเคราะห์ ข้ันวางแผน ขนั้ ปฏิบตั ิการ และขั้นสะท้อนผล ค�ำส�ำคัญ: ชมุ ชนแห่งการเรยี นร้ทู างวชิ าชพี , แนวทางการพัฒนาครูและผ้เู รยี น บทน�ำ การเปล่ียนแปลงของสังคมตั้งแต่ศตวรรษท่ี 20 จนถึงศตวรรษท่ี 21 เป็นไปอย่างรวดเร็ว ท้ังในด้าน วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้านการศึกษา ซ่ึงถือเป็นหัวใจส�ำคัญของ ประเทศ อันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิดโลกของเทคโนโลยี สารสนเทศ ท�ำให้ชีวิตของประชาชนคนไทยและประชากรทั่วโลกเปล่ียนแปลงไป สังคมโลกมีลักษณะที่แคบลง มีการหล่ังไหลของวัฒนธรรมอาเซียนและวัฒนธรรมโลกที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องอาหาร ยารักษาโรค ท่ีอยู่อาศัย เสื้อผ้า และท่ีส�ำคัญคือ โทรศัพท์ประเภทสมาร์ตโฟน กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารท่ีท�ำให้ติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว ทั้งได้ยินเสียง มองเห็นภาพ ส่งผลให้การติดต่อการสืบค้นข้อมูลข่าวสาร การศึกษาค้นคว้าเรื่องราวต่าง ๆ โดยบุคคล OECJournal 19

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย มีความเป็นอิสระและเข้าถึงได้ง่ายและมากขึ้น (เมธาสิทธ์ิ ธัญรัตนศรีสกุล, 2560) ด้วยเหตุน้ีคนในยุคศตวรรษที่ 21 (ค.ศ. 2001 - 2100) จึงมีลักษณะตลอดจนความสามารถและเจตคติท่ีแตกต่างจากคนในศตวรรษที่ 20 อย่างชัดเจน การเปล่ียนแปลงเช่นนี้ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนว่าการท�ำงานและการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถท�ำอย่างโดดเด่ียว แบ่งแยกกันท�ำตามสายงาน หรือท�ำงานภายในกรอบแนวคิดเดิมท่ีมุ่งเน้นเนื้อหา เพื่อสอนมากกว่าการเรียนรู้เช่นเดิม (Ministry of Education, 2009) สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะ การบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ภาครัฐของ ส�ำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2552) โดยส่งเสริม สนับสนุนให้ส่วนราชการบริหารทรัพยากรบุคคลตามกรอบมาตรฐานความส�ำเร็จด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (Standard for Success) เพอื่ ใหเ้ กดิ ผลสมั ฤทธต์ิ อ่ ความสำ� เรจ็ ของสว่ นราชการ เครอื่ งมอื ในการพฒั นาสมรรถนะของครู ที่แต่ละประเทศตื่นตัวเพ่ือเปล่ียนผ่านให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงในยุคศตวรรษท่ี 21 เช่น การศึกษาบทเรียน (Lesson Study) ในประเทศญี่ปุ่น การพัฒนาวิชาชีพครูแบบ Problem Solving Groups ในประเทศฟินแลนด์ การพัฒนาวิชาชีพครูแบบ Lesson Group and Research Group ในเมืองเซ่ียงไฮ้ และ PLC แห่งชาติเพื่อปฏิรูป การเรยี นรแู้ นวคิด การสอนใหน้ อ้ ยลงแต่เรียนรูใ้ หม้ ากขึน้ (Teach Less Learn More) ในประเทศสิงคโปร์ (วรลักษณ์ ชกู �ำเนิด และ เอกรนิ ทร์ สงั ขท์ อง, 2557) ทกี่ ลา่ วมาเบื้องตน้ คอื การพฒั นาครูโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชีพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดคานงัดของการพัฒนาครูรูปแบบใหม่ เพ่ือส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ทักษะ ความสามารถ และ สมรรถนะทจ่ี �ำเปน็ ของครูยคุ ใหม่ การพัฒนาผู้เรียนให้มคี วามร้แู ละทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 DuFour (2007) กล่าวถึงลักษณะส�ำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ไม่ใช่โปรแกรมหรือหลักสูตร แต่เป็นส่ิงที่ช่วยให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนทุกระดับ ครู รวมท้ังบุคลากรในโรงเรียน จะต้องมุ่งเน้น การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าให้ความส�ำคัญกับการสอน นอกจากนั้นยังต้องให้ความส�ำคัญกับการร่วมมือรวมพลัง การปรับปรุงอย่างต่อเน่ือง เพื่อมุ่งไปสู่ความส�ำเร็จภายใต้เป้าหมายเดียวกัน โดยอาศัยการพ่ึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน สอดคลอ้ งกบั ศยามน อินสะอาด และคณะ (2560) กลา่ วว่าชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวิชาชีพเปน็ แนวคิดเพือ่ การปฏริ ูป การศึกษาควบคู่กับการปฏิรูปกระบวนใหม่ ซึ่งให้ความส�ำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ส�ำคัญกว่าความรู้ และครูมิใช่ ผู้มอบความรแู้ ตเ่ ปน็ ผอู้ อกแบบการเรยี นรู้ โดยเรียนรไู้ ปพรอ้ มกับเดก็ และเยาวชน ดังน้ันครจู งึ ตอ้ งปรับเปลีย่ นโรงเรียน และเขตพ้ืนที่การศึกษาของตนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพ่ือสร้างโอกาสท่ีจะประสบความส�ำเร็จ ในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งการพัฒนาบุคลากรเป็นเรื่องท่ีส�ำคัญและมีความจ�ำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบัน ไดม้ กี ารเปลี่ยนแปลงนโยบายและยทุ ธศาสตรช์ าติ พ.ศ. 2561 - 2580 ยุทธศาสตรท์ ี่ 4 ดา้ นการพัฒนาและเสรมิ สร้าง ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ซ่ึงเห็นว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยส�ำคัญ จึงจ�ำเป็นต้องมีการก�ำหนดแนวทางการพัฒนา สมรรถนะประจ�ำสายงานของครู เพ่ือให้การปฏิบัติงานตามภารกิจได้เต็มศักยภาพและเหมาะสม สามารถปฏิบัติงาน ขับเคลื่อนบทบาทภารกิจให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นการพัฒนาครูนอกจากจะต้องพิจารณาบริบทของสังคม ที่เปล่ียนแปลงแล้วจะต้องพจิ ารณาสมรรถนะประจ�ำสายงานของครูดว้ ย (Young et al., 1998) แนวทางการพัฒนาครู โดยสว่ นใหญม่ กั เปน็ การจดั อบรมระยะสน้ั และเนน้ เฉพาะสมรรถนะดา้ นความรใู้ นการจดั การเรยี นการสอน หลงั จากนนั้ จะให้ครูด�ำเนินปรับเปล่ียนการจัดการเรียนการสอนและด�ำเนินการสอนเองโดยล�ำพัง (Dejakupt & Yindeesuk, 2017) ซึ่งอาจทำ� ให้การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพมากนกั จากการไม่สามารถพฒั นาสมรรถนะ ของครูด้านทักษะและเจตคติในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ ในปัจจุบันเริ่มมีการปรับเปล่ียนรูปแบบ การพัฒนาครูโดยใช้บริบทในช้ันเรียน ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูในลักษณะการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพร่วมกัน และเปน็ การบรณู าการส่กู ารทำ� งานปกติทีค่ รไู มต่ อ้ งละท้งิ ผเู้ รียนเพอ่ื ไปอบรม ถอื เปน็ การพฒั นาครู 20 OECJournal

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ซ่ึงสามารถสรา้ งการเปลยี่ นแปลงสภาพการจัดการเรยี นการสอนไดอ้ ย่างแท้จรงิ (DuFour, 2007) ดังนั้น การพัฒนาครู และผู้เรียนผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญถือได้ว่าเป็นจุดคานงัดในการพัฒนาครูและ ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในการเปลี่ยนบทบาทความเป็นครูจาก การพัฒนาตนเองตามล�ำพังอย่างโดดเด่ียวมาเป็นการรวมตัวกันปรึกษาหารือ ร่วมมือร่วมพลัง ช่วยเหลือแลกเปล่ียน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายหลักที่ผลการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งสมาชิกทุกคนมีอิสระในการคิดสร้างสรรค์ ที่จะปรึกษากัน ให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน แล้วน�ำไปทดลองจัดการเรียนรู้ให้นักเรียน เพ่ือหาแนวทางใหม่ ๆ ให้การจัด การเรียนการสอนบรรลตุ ามเปา้ หมายที่ร่วมกันก�ำหนดไว้ แนวคิดชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชพี ชมุ ชนแห่งการเรยี นร้ทู างวชิ าชพี (Professional Learning Community : PLC) เปน็ กระบวนการท�ำงาน แบบร่วมมือรวมพลังของครู และผู้บริหารในการพิจารณา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และลงมือปฏิบัติอย่างต่อเน่ือง โดยมี เป้าหมายในการสร้างประสิทธิภาพทางวิชาชีพเพื่อประโยชน์ของนักเรียน (Hord, 1977) นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ค�ำนิยาม ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ อีกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มคนมีการซักถามอย่างใคร่ครวญ ดว้ ยวจิ ารณาเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ิ การสะทอ้ น การรว่ มมอื รวมพลงั การสรปุ ผลการมงุ่ ผลลพั ธ์ และแนวทางการสง่ เสรมิ พฒั นา สอดคล้องกับมนตรี แย้มกสิกร (2559) ท่ีกล่าวว่าชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นกลุ่มของบุคคลที่มี การแบ่งปันความคิด การพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุมีผลท่ีเก่ียวกับการปฏิบัติการสะท้อนคิด การร่วมมือกัน การมองอย่างรอบคอบรอบด้าน มุ่งสู่การเรียนรู้ร่วมกัน ค้นหาแนวทางท่ีจะพัฒนาก้าวหน้า เป็นส่ิงที่ช่วยให้เกิดพลัง ในการเปล่ียนแปลงในโรงเรียนทุกระดับ ครูรวมท้ังบุคลากรในโรงเรียนจะต้องมุ่งเน้นการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นมากกว่า ให้ความส�ำคัญกับการสอน (DuFour, 2007) อีกท้ังยังเป็นการร่วมแรงร่วมใจของครูและผู้เก่ียวข้อง โดยขับเคล่ือน เป็นทีมพัฒนาวิชาชีพผ่านภารกิจเรียนรู้ร่วมกันบนฐานช้ันเรียนจริง และยังช่วยให้ครูมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการคิด ของนักเรยี นด้วย (Britton, 2010) การพัฒนาวิชาชีพใหเ้ ป็นครเู พื่อศษิ ย์ (วจิ ารณ์ พานิช, 2555) โดยมองว่าเปน็ ศิษย์ ของเรา มากกว่ามองว่าศิษย์ของฉัน และการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ การจัดการเรียนรู้ท่ีเร่ิมจากการเรียนรู้ของครู เป็นตัวตั้งต้น เรียนรู้ที่จะมองเห็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง เพ่ือผู้เรียนเป็นส�ำคัญ PLC จึงเป็นเคร่ืองมือหน่ึงที่ชวนครูมารวมตัวกันเป็นชุมชน เป็นเครือข่ายแล้วลุกขึ้นมาเป็นผู้น�ำในการเปล่ียนแปลง ทั้งตัวเอง เปล่ียนแปลงห้องเรียนเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าการสอนความรู้ โดยครตู ้องเปน็ ผ้ลู งมือกระท�ำเองและแลกเปลย่ี นเรยี นรู้รว่ มกนั ดงั น้นั ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชีพ คอื กระบวนการ ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนร่วมกันในเชิงวิชาการระหว่างครู ผู้บริหาร และผู้ท่ีเกี่ยวข้อง โดยอาศัย การร่วมมือร่วมพลัง โดยมีเป้าหมายในการสร้างประสิทธิภาพทางวิชาชีพเพื่อประโยชน์ของนักเรียน พัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนและเกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างสมาชิกของกลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากการปฏิบัติ และ สะท้อนผลการปฏบิ ัติงาน เพอื่ การพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษาอย่างตอ่ เนอื่ ง จากผลการวจิ ัยโดยของ Hord (1997) ทย่ี ืนยนั วา่ การด�ำเนินการในรปู แบบชมุ ชนแหง่ การเรียนรูท้ างวชิ าชีพ น�ำไปสู่การเปล่ียนแปลงเชิงคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพและผลสัมฤทธ์ิของนักเรียน จากการสังเคราะห์รายงานการวิจัย เกยี่ วกบั โรงเรียนทม่ี ีการจัดตง้ั PLC โดยใช้ค�ำถามวา่ โรงเรยี นดงั กลา่ วมีผลลพั ธอ์ ะไรบ้างที่แตกต่างไปจากโรงเรยี นทัว่ ไป ที่ไม่มีชุมชนแห่งวิชาชีพ และถ้าแตกต่างแล้วจะมีผลดีต่อครูผู้สอนและต่อนักเรียนอย่างไรบ้าง ซ่ึงมีผลสรุป 2 ประเดน็ ดงั น้ี OECJournal 21

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ประเด็นท่ี 1 ผลดีต่อครูผู้สอน พบว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งผลต่อครูผู้สอน กล่าวคือ ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวงานสอนของครู เพ่ิมความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากข้ึน โดยเพิ่ม ความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจอย่างแข็งขัน จนเกิดความรู้สึกว่าต้องการร่วมกันเรียนรู้และรับผิดชอบ ต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรียน ถือเป็นพลังการเรียนรู้ ซ่ึงส่งผลให้การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้มีผลดียิ่งข้ึน สอดคล้องกับยุพาภรณ์ ติรไพรวงศ์ และ กรองทอง ออมสิน (2561) กล่าวว่าผู้สอนเข้าใจบริบทของวิชา และ มีจุดเน้นส�ำคัญในการจัดการเรียนการสอนมากข้ึน เพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจและเป้าหมายขององค์กร เพราะกระบวนการของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เริ่มจากการสร้างวิสัยทัศน์ ค่านิยมร่วมกัน และมีเป้าหมาย รว่ มกนั ชดั เจนและยอมรบั ในเปา้ หมายร่วมกัน มีเพอื่ นและทีมในการทำ� งานร่วมกนั ซง่ึ ก่อให้เกิดความผูกพันต่อองคก์ ร มากขึ้น ครูเกิดการเรียนรู้จากเพื่อนครูด้วยกัน ในด้านการแลกเปล่ียนวิธีการจัดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาส่ือการสอน ส่งเสริมครูได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ยอมรับซ่ึงกันและกัน เคารพ ในสทิ ธขิ องตนเองและผู้อนื่ มากขึ้น ครูเป็นผูฟ้ ังมากข้นึ ลดความรสู้ กึ โดดเดีย่ วงานการสอนของครู เพม่ิ ความร้สู กึ ผูกพัน ต่อพันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากขึ้น โดยเพิ่มความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธกิจอย่างแข็งขัน จนเกิดความรู้สึกว่าต้องการร่วมกันเรียนรู้และรับผิดชอบต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรียน ช่วยสร้างสัมพันธภาพท่ีดี ระหว่างครูกับครู สัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับผู้บริหารโรงเรียน สร้างการมีส่วนร่วม และเห็นเป้าหมายขององค์กร รว่ มกนั (กมั พล เจริญรกั ษ์, 2558) ประเด็นท่ี 2 ผลดีต่อผู้เรียน พบว่า ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพส่งผลต่อผู้เรียน กล่าวคือ สามารถ ลดอัตราการตกซ้�ำชั้น และจ�ำนวนช้ันเรียนที่ต้องเล่ือนหรือชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง อัตราการขาดเรียนลดลง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีสูงขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อเทียบกับโรงเรียนแบบเก่า สอดคล้องกับยุพาภรณ์ ติรไพรวงศ์ และ กรองทอง ออมสิน (2561) พบว่าผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพ่ิมข้ึน เนื่องจากการออกแบบการเรียนการสอน เพ่ือให้ผู้เรียนได้ฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ในห้องเรียนมากขึ้น และผู้เรียนมีความสุขและสนุกในการเรียนมากขึ้น เช่นเดียวกับกัมพล เจริญรักษ์ (2559) กล่าวว่านักเรียนได้เรียนรู้ในส่ิงที่อยากเรียน มีความสนุกสนานตามวัย ในขณะเขา้ รว่ มกจิ กรรม นักเรยี นกลา้ แสดงออกในสงิ่ ที่แตกต่างจากเพื่อน มีความไว้วางใจท่มี ตี ่อครมู ากข้ึนกว่าแต่ก่อน นักเรียนมีความสุขในการเรียนรู้ ในขณะที่ครูใจเย็นลงยอมรับฟังนักเรียนอย่างต้ังใจ ครูมีใจจดจ่ออยู่กับงานออกแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และดูแลใกล้ชิดกับนักเรียนมากขึ้น ปฏิสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนเป็นไปในทางบวก มากกว่าเดิม ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในพฤติกรรมของลูกหลาน และผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนมากขึ้น กลายเป็นเครือขา่ ยในชุมชนของตนเอง โรงเรียนสามารถปรบั เปลยี่ นวิถีชมุ ชนของแตล่ ะโรงเรียน องค์ประกอบของชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชพี จากการศึกษาองค์ประกอบส�ำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพจากบทความวิชาการและงานวิจัย ในบริบทการศึกษาไทย พบว่ามีนักวิชาการ นักการศึกษาได้กล่าวไว้จ�ำนวนมากอย่างสอดคล้องกัน ซ่ึงสามารถ สงั เคราะห์ได้ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) คา่ นิยมและวสิ ัยทัศน์รว่ ม 2) ทีมร่วมมอื ร่วมพลัง 3) การปฏิบัตแิ ละการเรยี นรู้ รว่ มกัน 4) ชุมชนกลั ยาณมติ ร และ 5) ภาวะผู้น�ำร่วม นำ� เสนอจากการสงั เคราะหแ์ นวคดิ ตา่ ง ๆ ดังตารางต่อไปนี้ 22 OECJournal

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย องค์ประกอบ นกั วชิ าการ/ การ ่รวม ิคด ิวเคราะห์ ัปญหา/การ ิคด นักการศึกษา ่คานิยมและ ิวสัยทัศ ์น ่รวม ีมภาวะผู้น�ำ ทีม ่รวม ืมอ ่รวมพลัง การพัฒนา ิวชาชีพ/พื้นท่ีปฏิ ับติงาน การปฏิ ับติและการเ ีรยน ู้ร ่รวมกัน การเ ิปด ัรบการช้ีแนะการป ิฏ ับติงาน ุชมชนกัลยาณ ิมตร/ ัวฒนธรรมการเ ีรยน ู้ร ่รวม ักนสะท้อนผล โครงส ้รางสนับส ุนนชุมชน การประเ ิมนผล/เ ่ืงอนไขสนับสนุน Hord (1997)    Hipp and Huffman (2003) DuFour et al. (2006)    Schmoker (2004) Stoll and Louis (2007)   วจิ ารณ์ พานชิ (2555)        ปองทพิ ย์ เทพอารีย์ และ    มารุต พฒั ผล (2557) วรลกั ษณ์ ชูก�ำเนดิ )2557(   มนตรี แย้มกสกิ ร (2559)     ชวลติ ชูก�ำแพง (2560)     เมธาสทิ ธ์ิ ธญั รัตนศรีสกลุ (2560)   กัมพล เจริญรักษ์ (2561)     กัสมสั ห์ อาแด (2561)    สุธภิ รณ์ ขนอม และคณะ (2561)       อำ� นาท เหลอื นอ้ ย )2561(   อธิศ ไชยคริ ินทร์ (2562)   ความถ่ี 1 13 8 13 5 11 5 7 6 6 2 จากตารางข้างต้นพบวา่ การสงั เคราะหอ์ งคป์ ระกอบของนักวิชาการและนักการศกึ ษาจากบทความวชิ าการ และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง มีองค์ประกอบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพท่ีสอดคล้องกันมากที่สุด สามล�ำดับคือ 1) ค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วม 2) ทีมร่วมมือร่วมพลัง 3) การปฏิบัติและการเรียนรู้ร่วมกัน ส่วนท่ีมีความถ่ีใกล้เคียงกัน รองลงมา ผู้เขียนได้วิเคราะห์ท่ีมีลักษณะใกล้เคียงกันน�ำมาร่วมกันและปรับช่ือองค์ประกอบ ได้แก่ ร่วมกันสะท้อน OECJournal 23

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ผลการเปิดรับการช้ีแนะการปฏิบัติงาน และชุมชนกัลยาณมิตร/วัฒนธรรมการเรียนรู้ ปรับเป็น 4) ชุมชนกัลยาณมิตร ส่วนมีภาวะผู้น�ำกับโครงสร้างสนับสนุนชุมชน และการพัฒนาวิชาชีพ/พ้ืนท่ีปฏิบัติงาน ปรับเป็น 5) ภาวะผู้น�ำร่วม สามารถนำ� เสนอเปน็ รายละเอยี ดแต่ละองคป์ ระกอบของชมุ ชนแหง่ การเรียนรูท้ างวิชาชพี ดังน้ี 1. ค่านิยมและวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Values and Vision) คือ ความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของงานท่ีต้อง รบั ผดิ ชอบอยา่ งตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของงานนน้ั ทำ� ใหเ้ กดิ แรงขบั (Drive) ทจี่ ะทำ� ความเขา้ ใจในทศิ ทางการทำ� งานรว่ มกนั อย่างมีเป้าหมายน่ันคือ การพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน การเรียนรู้ และพัฒนาวุฒิภาวะของความเป็นครู พัฒนา สมรรถนะของครู การอยรู่ ่วมกันอย่างมคี วามสขุ และการทำ� ภารกจิ ต่าง ๆ รว่ มกันภายใต้เป้าหมายทีก่ �ำหนด 2. ทมี ร่วมมอื รว่ มพลงั (Collaborative Teamwork) คือ ทีมงานที่มปี ฏสิ มั พันธเ์ ชงิ บวก และการปฏิบัติ งานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของ นักเรียน สมาชิกในชุมชนจะต้องร่วมกันแลกเปล่ียนองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่จ�ำเป็นต่อการพัฒนา ทางวิชาชีพ เพราะสมาชิกในชุมชนทั้งครู ผู้บริหาร และผู้ท่ีเกี่ยวข้อง ต้องพ่ึงพาอาศัยกันและกันในการพัฒนาความรู้ ความสามารถในวิชาชพี และการจัดการเรียนการสอนเพ่อื พฒั นาผู้เรยี นใหบ้ รรลเุ ป้าหมายทก่ี �ำหนดร่วมกัน 3. การปฏิบัติและการเรียนรู้ร่วมกัน (Practice and Cooperative Learning) คือ เป็นข้ันตอน การปฏบิ ตั ใิ นการจดั การเรยี นการสอนหรอื ทำ� งานตามทไี่ ดแ้ ลกเปลย่ี นเรยี นรกู้ บั สมาชกิ ชมุ ชน เพอ่ื เสรมิ สรา้ งสมรรถนะครู สนับสนุนให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเป้าหมายท่ีวางไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท�ำงาน รว่ มกนั เป็นหมคู่ ณะหรอื ทีมเกดิ การเรียนรู้รว่ มกนั 4. ชุมชนกัลยาณมิตร (Caring Community) คือ การเอาใจใส่และรับฟังความคิดเห็น ท�ำงานร่วมกัน ด้วยบรรยากาศความเป็นมิตร มีความรู้สึกแบบเกื้อกูลและเอื้ออาทร เป็นความสัมพันธ์กันแบบคนในครอบครัว มากกวา่ แบบสายงาน ท�ำใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ไว้วางใจซ่ึงกันและกนั เปดิ ใจเขา้ หากันการเป็นชมุ ชนกลั ยาณมติ ร 5. ภาวะผนู้ ำ� รว่ ม (Shared Leadership) คอื การเปน็ ผนู้ ำ� ทส่ี ามารถทำ� ใหส้ มาชกิ ในชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ ทางวิชาชีพเกิดการเรียนรู้เพ่ือการเปลี่ยนแปลงท้ังในตนเองและวิชาชีพ จนสมาชิกเกิดภาวะผู้น�ำในตนเองและเปล่ียน บทบาทมาเป็นผู้น�ำร่วมขับเคล่ือน โดยมีผลมาจากการเสริมพลังจากผู้น�ำทั้งทางตรงและทางอ้อมท่ีลงมือท�ำงาน อยา่ งตระหนักร้แู ละใสใ่ จ รวมท้งั ให้ความส�ำคัญกบั ผรู้ ่วมงานทกุ คน ลกั ษณะการท�ำงานเช่นนจี้ ะเหน่ยี วน�ำใหผ้ ู้รว่ มงาน มีแรงบันดาลใจ และมีความสุขในการท�ำงาน รวมไปถึงการน�ำแบบไม่น�ำ โดยท�ำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและเปิดโอกาส ให้สมาชิกได้เติบโตด้วยการสร้างความเป็นผู้น�ำร่วม ผู้น�ำที่จะสามารถสร้างให้เกิดการน�ำร่วมดังที่กลา่ วมาจะมีลักษณะ ส�ำคัญคือ มีความสามารถในการลงมือท�ำงานร่วมกับผู้อื่น การเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของผู้อื่นได้การตระหนักรู้ ในตนเอง การคอยดูแลชว่ ยเหลือเกือ้ กลู เพื่อนรว่ มงาน และการมีความมงุ่ มัน่ และทมุ่ เทต่อพฒั นาการของผอู้ นื่ เปน็ ตน้ แนวทางการพัฒนาครูและผู้เรยี นผ่านชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชพี ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี เปน็ เครอ่ื งมอื หลกั ในการพฒั นาครแู ละผเู้ รยี น นกั วชิ าการและนกั การศกึ ษา หลายท่านได้กล่าวถึงข้ันตอนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาครูและผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถ และทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทสี่ อดคลอ้ งกนั นำ� เสนอจากการสังเคราะห์แนวคดิ ต่าง ๆ ดังตารางต่อไปน้ี 24 OECJournal

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ผลการสงั เคราะห์ (I2s0o1d0a) ซามโตา)น2า5บ5ุ 9( ครุ เุสสลภ�ำขนาากั ธ)ง2ิกา5านร59( ยพุกราอภงร(ทณ2อ5์ งต6ริ1อไ)อพมรสวนิ งศ์ แสง)2รุน56ีย3์ ม(พี ร วิเคราะห์ วิเคราะห์ (Analysis) 1. ขน้ั วิเคราะห์ วิเคราะห์ และวางแผน (Analyze) เน้อื หา (Analyze and (Analyze) Plan) 2. ข้นั วางแผน วางแผนการ ดำ� เนนิ การ วางแผนการจัด วางแผน (Plan) (Plan) จดั การเรียนรู้ วางแผน (Plan) การเรียนรู้ (Plan) 3. ข้นั ปฏบิ ตั ิการ (Plan) ปฏิบัติการสอน ปฏบิ ตั ิและสังเกตการณ์ ปฏิบตั กิ าร (Do) ปฏบิ ตั กิ ารเรยี น ข้นั สังเกต ในช้นั เรยี น (Do) (Do and See) (See -Teaching (4S.eขeน้ั &สะท้อนผล การสอน (Do) (Observe) & Observation) Reflect) สะท้อนผล คิดสะท้อน ข้ันสะทอ้ นผล สะท้อนผล สะทอ้ นคดิ (Reflect (See/ และปรบั ปรงุ แผน ช้นั เรียน (See) (Reflect) -Discussion & Reflect) (Reflect and ขน้ั ปรับปรุงใหม่ Reflection) Redesign) (Redesign) จากตารางสรุปแนวทางการพัฒนาครูและผู้เรียนผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบไปด้วย 4 ขนั้ ตอนหลกั คือ 1) ข้นั วเิ คราะห์ 2) ข้นั วางแผน 3) ขนั้ ปฏบิ ัตกิ าร และ 4) ขั้นสะทอ้ นผล แสดงเป็นแผนภาพข้นั ตอน ได้ดงั นี้ ขนั้ วิเคราะห์ (Analyze) ขน้ั วางแผน (Plan) ขน้ั ปฏิบัติการ (Do) ขั้นสะท้อนผล (See & Reflect) แผนภาพแนวทางการพฒั นาครแู ละผเู้ รยี นผ่านชมุ ชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชพี OECJournal 25

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย มรี ายละเอียดดงั นี้ 1. ขั้นวิเคราะห์ (Analyze) วิเคราะห์สภาพและบริบทการจัดการเรียนการสอน เช่น การวิเคราะห์ หลักสูตร รายละเอียดของรายวิชา สาระการเรียนรู้ท่ีส�ำคัญของเนื้อหาความรู้ (Essential knowledge) วิธีการสอน ระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอน การวัดประสิทธิผล ผลลัพธ์การเรียนรู้ ส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้ ปัญหาและ อุปสรรคของการจัดการเรียนการสอน และผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนของปีการศึกษาที่ผ่านมา เพอ่ื นำ� มาสรา้ งแผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยมแี นวทาง ดงั นี้ 1.1 การเลือกหัวข้อในการท�ำแผนการเรียนรู้ของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยเลือกเรื่องท่ียาก หรือเป็นเร่ืองที่ส�ำคัญของรายวิชา เพื่อสมาชิกทีมของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ จะได้ร่วมมือร่วมแรงกัน วิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกระบวนการคิดของนักเรียน เช่น ตวั ชวี้ ัดท่ีนักเรียนสว่ นใหญท่ ำ� ไดค้ ะแนนน้อยจากการทดสอบระดบั ชาติ เป็นต้น 1.2 การวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอนในทุกด้าน และเน้นปัญหาการพัฒนากระบวนการคิด ของนกั เรียน เป็นการวิเคราะหส์ ภาพการจดั การเรียนการสอนร่วมกนั โดยครผู ู้สอนวิเคราะห์ขอ้ มูลกอ่ น และน�ำข้อมูล มาร่วมวิเคราะห์กับเพ่ือนร่วมคิดและสมาชิกของชมุ ชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพ 1.3 ผลการประเมินการจัดการเรียนการสอน โดยน�ำผลการประเมินจากผู้เรียนและครูผู้สอน ในปีการศกึ ษาท่ีผ่านมา ทมี่ รี ายละเอยี ดในหวั ขอ้ ทีจ่ ะรว่ มพัฒนาดว้ ยกนั ในชุมชนแห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชีพ นอกจากนี้ ในหัวข้อที่มีปัญหาหรือต้องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ครูผู้สอนจะประเมินหลังการสอนในหัวข้อน้ัน ๆ เพือ่ เปน็ ข้อมลู ในการวิเคราะห์การเรียนรจู้ ากทั้งนกั เรียนและครู เพอ่ื วางแผนการปรบั ปรุงการสอนในครั้งตอ่ ไป 2. ขั้นวางแผน (Plan) เป็นข้ันที่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ ครูผู้สอน (Model Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy) ผู้เช่ียวชาญ (Expert) ซึ่งเป็นศึกษานิเทศก์ของเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน (Administrator) และท่ีปรึกษา (Mentor) เช่น รองผู้อ�ำนวยการส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ร่วมกันวางแผนและให้การชี้แนะ ให้ค�ำปรึกษาในการออกแบบการสอน และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ วางแผนเร่ืองการจัดการเรียน เช่น การจัดโต๊ะเรียนแบบกลุ่ม เรียนร่วมมือร่วมพลัง และการเตรียมสื่อการเรียนรู้ สว่ นผบู้ รหิ ารมบี ทบาทสำ� คญั ในการสง่ เสรมิ การดำ� เนนิ การพฒั นาการจดั การเรยี นรใู้ หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ โดยการอำ� นวยการ สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ส่งเสริม และสนับสนุนการด�ำเนินงานของทีมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ใหค้ รบทกุ ขนั้ ตอนอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ดงั น้ี 2.1 การวางแผนการออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนด�ำเนินการจัดท�ำแผนการจัดการเรียนรู้ ซง่ึ มเี ป้าหมายทก่ี ารจดั การเรียนการสอนทส่ี ่งเสรมิ กระบวนการเรยี นร้ขู องนกั เรยี น 2.2 การวางแผนการจัดการเรยี นรู้ โดยครผู สู้ อนร่วมกับครรู ่วมเรยี นรู้ ผูเ้ ชีย่ วชาญ รวมทง้ั คณะผู้บรหิ าร โรงเรยี น ดงั น้ี 1) ครผู สู้ อนนำ� เสนอรา่ งแผนการจดั การเรยี นรู้ 2) ครรู ว่ มเรยี นรู้ ผเู้ ชย่ี วชาญ รวมทง้ั ผบู้ รหิ ารใหข้ อ้ เสนอแนะ และ 3) ครูผู้สอนปรับแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ตามข้อเสนอแนะร่วมกับครู ร่วมเรียนรู้ จากน้ันเตรียมความพร้อมท้ังด้านผู้เรียน เช่น การจัดกลุ่มผู้เรียน การเตรียมความรู้ก่อนเรียนและใบงาน และการเตรยี มสิง่ สนบั สนนุ การเรียนรู้ 3. ข้ันปฏิบัติการ (Do) น�ำเสนอการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างไปปฏิบัติการจัดการเรียนการสอน โดยมีสมาชิก ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมสังเกตการณ์ ครูผู้สอนเป็นผู้ปฏิบัติการจัดการเรียนการสอน โดยมีครูร่วมเรียนรู้ และสมาชิกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพร่วมสังเกตการณ์และบันทึกจุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนาในประเด็น 26 OECJournal

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย พฤติกรรมของผู้เรียน วิธีการจัดการเรียนการสอนที่สามารถกระตุ้นผู้เรียนทุกคนให้มีส่วนร่วม สภาพส่ิงแวดล้อม ส่งิ สนบั สนนุ การเรยี นรู้ บรรยากาศการเรยี นรู้ และผลลัพธ์การเรยี นรู้ 4. ข้ันสะท้อนผล (See & Reflect) เป็นขั้นที่สมาชิกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสะท้อนความคิด เก่ียวกับการปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับความส�ำเร็จ เช่น นักเรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามท่ีก�ำหนดไว้ หรือไม่ จุดเด่น จุดอ่อนในเรื่องของกิจกรรมการเรียนการสอน สภาพสิ่งแวดล้อมส่ิงสนับสนุนการเรียนรู้ บรรยากาศ การเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้จุดที่ต้องแก้ไข รวมท้ังแนะน�ำวิธีแก้ปัญหาโดยเริ่มการสะท้อนคิดจากครูผู้สอน ครูร่วมเรียนรู้ ผู้เช่ียวชาญ และสมาชิกชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ตามล�ำดับ นอกจากน้ีแล้วครูผู้สอนร่วมกับ ครูร่วมเรียนรู้ พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ใหม่ โดยน�ำผลจากการสะท้อนคิดจากการสอนร่วมกับข้อเสนอแนะของ สมาชกิ ในชมุ ชน เพื่อปรบั แกแ้ ผนการเรียนรูแ้ ละกระบวนการจัดการเรยี นรู้ และนำ� ไปด�ำเนินการสอนอีกคร้งั บทสรุป ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ : แนวทางการพัฒนาครูและผู้เรียน เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูและผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 ไปพร้อมกัน น่ันคือครูจะต้องมีความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง โดยใช้การร่วมมือกัน ท�ำงานแบบร่วมแรงร่วมใจในลักษณะของการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แต่สิ่งท่ีส�ำคัญของการพัฒนาครู และผู้เรียนตามแนวคิดดังกล่าวก็คือ แนวทางปฏิบัติท่ีชัดเจนส�ำหรับครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท้ังนี้ผู้บริหารโรงเรียน ต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ครูท่ีเป็นสมาชิกในกลุ่ม PLC มีโอกาสวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติการสอนในชั้นเรียน สังเกต การสอน วิพากษ์วิจารณ์ และสะท้อนการปฏิบัติการสอนอย่างต่อเน่ือง จึงจะเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้อย่างสมบูรณ์ ดังท่ีวิจารณ์ พานิช (2555) ได้กล่าวถึง ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นการปฏิวัติโครงสร้าง ระบบการท�ำงาน และวัฒนธรรมการท�ำงานในโรงเรียน จากระบบตัวใครตัวมันมาเป็นระบบทีมหรือวัฒนธรรมรวมหมู่ (Collective Culture) โครงสร้างของระบบงาน ระบบการจัดการเรียนการสอนจะต้องปรับเปลี่ยนให้เอื้อต่อ การชว่ ยกนั ดำ� เนนิ การชว่ ยเหลอื นกั เรยี นทเี่ รยี นรชู้ า้ ใหเ้ รยี นตามเพอื่ นทนั โดยทกี่ ารชว่ ยเหลอื นนั้ ทำ� เปน็ ทมี มหี ลายฝา่ ย เข้ามาร่วมมือกัน และอยู่ภายในเวลาปฏิบัติงานปกติของโรงเรียน ไม่ใช่สอนนอกเวลา ท�ำให้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ หรือ PLC กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคล่ือนคุณภาพของผลผลิตของโรงเรียน และสร้างสรรค์ให้ โรงเรียนเป็นสถานท่ีที่อยู่แล้วมีความสุข (Happy Workplace) ทั้งของนักเรียน ครู และผู้บริหาร แล้วด�ำเนินการ ต่อเน่ือง ยั่งยืน เป็นวงจรไม่รู้จบ ซึ่งก็คือโรงเรียนได้พัฒนาข้ึนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) น่ันเอง เป้าหมายหลักของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพคือ การพัฒนาสมรรถนะประจ�ำสายงานของครู และ การพัฒนานกั เรียนให้มคี วามรู้ ความสามารถ และทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 รายการอา้ งองิ กัมพล เจริญรกั ษ์. (2558). จิตศึกษากบั การพฒั นาปัญญาภายใน. วารสารวิชาการ สพฐ., 18(1), 82-95. . (2559). การสรา้ งชมุ ชนการเรียนรวู้ ชิ าชพี เพ่อื ปฏิรปู โรงเรยี น. วารสารวิชาการ สพฐ., 19(2), 30-45. . (2561). โรงเรยี นสขุ ภาวะ : “ทงุ่ ยาวค�ำโปรยโมเดล”. ขอนแกน่ : มลู นิธสิ ถาบนั วิจยั ระบบการศึกษา. กสั มัสห์ อาแด. (2561). การพฒั นารูปแบบชุมชนการเรยี นรทู้ างวิชาชีพดว้ ยกระบวนการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการ แบบรว่ มมอื ร่วมพลัง ในโรงเรียนประถมศึกษา. (วิทยานพิ นธป์ รชั ญาดุษฎบี ัณฑติ ). สาขาวิชาวิจยั วัดผล และสถติ กิ ารศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบรู พา, ชลบุร.ี ชวลิต ชกู �ำแพง. (2560). ชุมชนแห่งการเรยี นรู้ของครู. วารสารการวัดผลการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 23(2), 1-6. OECJournal 27

ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ปองทพิ ย์ เทพอารีย์ และมารุต พฒั ผล. (2557). การพัฒนารูปแบบชุมชนแหง่ การเรียนรเู้ ชงิ วิชาชพี สําหรบั ครูประถมศึกษา. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตรว์ จิ ยั , 6(2), 284-296. มนตรี แยม้ กสกิ ร. (2559). ชมุ ชนแหง่ การเรยี นร้ทู างวชิ าชพี : ความท้าทายต่อการเปลีย่ นตนเองของครู. ใน เอกสารประกอบการประชมุ ทางวิชาการของคุรุสภา ประจ�ำปี 2559 วนั ท่ี 27-28 สิงหาคม, เร่ือง การวจิ ัยนวัตกรรมการเรียนรูแ้ ละการจัดการศกึ ษาเพอ่ื การพัฒนาที่ย่ังยืน. กรงุ เทพฯ: องค์การค้าของ สกสค. มานาบุ ซาโต. (2559). การปฏิรปู โรงเรยี น แนวความคดิ “ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้” กับการนำ� ทฤษฎมี าปฏบิ ตั ิจริง. นนทบุรี: โรงพมิ พ์ภาพพมิ พ์. เมธาสทิ ธิ์ ธัญรัตนศรสี กุล. (2560). ชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพ : แนวทางปฏิบตั สิ ำ� หรบั ครู. วารสารวิชาการ มทร.สุวรรณภมู ิ (มนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร)์ , 2(2), 214-228. ยพุ าภรณ์ ตริ ไพรวงศ์ และกรองทอง ออมสิน. (2561). การพฒั นาการจัดการเรียนการสอนผ่านชมุ ชน แหง่ การเรียนรทู้ างวิชาชพี : แนวทางการพัฒนาผู้สอนและผเู้ รยี น. วารสารวทิ ยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรงุ เทพ. 34(2), 164-172. วรลักษณ์ ชกู ำ� เนดิ . (2557). รูปแบบชุมชนการเรียนร้ทู างวิชาชีพครสู ู่การเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 บริบทโรงเรยี น ในประเทศไทย. (วทิ ยานิพนธ์ศกึ ษาศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร,์ สงขลา. วรลักษณ์ ชูก�ำเนดิ และ เอกรนิ ทร์ สังขท์ อง. (2557). โรงเรยี นแห่งชุมชนการเรยี นร้ทู างวิชาชพี เพื่อการพฒั นา วชิ าชพี ทเ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นหัวใจส�ำคัญ. วารสารวิทยบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์, 25(1), 93-102. วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วิถสี ร้างการเรียนร้เู พอ่ื ศิษยใ์ นศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: คถาตา พบั ลิเคชน่ั จ�ำกดั . ศยามน อินสะอาด และคณะ. (2560). การพัฒนาชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชีพครูเพือ่ สร้างชุมชนนักปฏิบัติ ในการจดั การเรียนการสอนโดยใช้ไอซีทีของครูสงั กัด สพฐ. วารสารมหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร สาขามนุษยศาสตร์ สงั คมศาสตร์และศลิ ปะ, 10(2), 975-995. ส�ำนักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรอื น. (2552). ความรู้ความสามารถทักษะและสมรรถนะทีจ่ ำ� เป็น สำ� หรับตำ� แหน่ง. กรุงเทพฯ: สำ� นกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน. สำ� นักงานเลขาธิการครุ ุสภา. (2559). ประกาศสำ� นกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา เรอ่ื ง แนวทางการสง่ เสริมสนบั สนุน เครอื ขา่ ยพฒั นาวชิ าชพี ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา. สบื คน้ จาก http://spe.go.th/files/com_news/2016 -05_9e8ff07bfa57e8c.pdf สุธิภรณ์ ขนอม และคณะ. (2561). รูปแบบการบรหิ ารชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ เพือ่ พัฒนาความสามารถ ในการสอนภาษาไทยของครใู นสถานศกึ ษาระดับประถมศกึ ษา สงั กดั สำ� นักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาในพ้นื ทสี่ ามจังหวดั ชายแดนภาคใต้. วารสารวทิ ยบรกิ าร มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์, 29(1), 21-34. แสงรนุ ีย์ มีพร. (2563). ชุมชนการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ : เส้นทางสูก่ ารพัฒนาวิชาชีพครู. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 14(2), 20-32. อธศิ ไชยคิรินทร์. (2562). การพัฒนารปู แบบการนิเทศภายในโดยใชช้ ุมชนการเรียนรูท้ างวิชาชีพส�ำหรับ โรงเรยี นมธั ยมศึกษา. (ปริญญาการศกึ ษาดษุ ฎบี ัณฑิต). มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, มหาสารคาม. อ�ำนาท เหลอื นอ้ ย. (2561). รูปแบบการบรหิ ารจดั การชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพของโรงเรยี นมาตรฐานสากล. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรด์ ษุ ฎบี ณั ฑิต). มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค,์ นครสวรรค.์ Britton, T. (2010). STEM Teachers in Professional Learning Communities: A Knowledge Synthesis. Washington, DC: National Commission on Teaching and America’s Future. Dejakupt, P., & Yindeesuk, P. (2017). 7C Skills Instructor 4.0. Bangkok: Chulalongkorn University. DuFour, R. (2007). Professional Learning Communities: A Bandwagon, an Idea Worth Considering, or Our Best Hope for High Levels of Learning?. Middle School Journal, (J1), 39(1), 4-8. DuFour, R., Eakey, R., & Many, T. (2006). Learning by Doing A Handbook for Professional Learning Communities at Work. Bloomington, IN : Solution. Education Service. Hipp & Huffman. (2003). Professional Learning Communities: Assessment- Development Effects. Paper presented at the meeting of the International Congress for School Effectiveness and Improvement. Sydney: Australia. Hord, S. (1977). Professional Learning Community : Communities of Continuous Inquiry and Improvement. Austin, TX: Southwest Educational Development Laboratory. Ministry of Education (MOE). (2009). Teachers-The Heart of Quality Education. Retrieved from www.moe.gov.sg/media/press/2009/09/teachers-the-heart-of-quality.php Isoda, M. (2010). Lesson Study : Problem Solving Approaches in Mathematics Education as a Japanese Experience. Procedia Social and Behavioral Sciences, 8, 17-27. Schmoker, M. (2004). Learning communities at the crossroads: Toward the best Schools we’ve ever had. Phi Delta Kappan, 86(1), 84-88. Stoll, L., & Louis, K.S. (2007). Professional learning community. New York, NY : Open university Press. Young, M., Denny, G., Luquis, R., & Young, T. (1998). Correlates of sexual satisfaction in marriage. The Canadian Journal of Human Sexuality, 7, 115-127. 28 OECJournal

CALL FOR PAPERS ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ขอเชิญส่งบทความเพ่ือเผยแพรใ่ น วารสารการศกึ ษาไทย OEC Journal เปดิ รบั รายงานการวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ศาสตรก์ ารศกึ ษาทกุ แขนง รปู แบบและ ติดตามขา่ วสารได้ท่ี วธิ ีการส่งบทความ Facebook : OEC News สภาการศึกษา ติดตามรายละเอยี ดได้ท่ี Facebook : OEC News สภาการศึกษา LINE : @oecnews โทร 02-668-7123 ต่อ 1118, 1124

สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา 99/20 ถนนสุโขทยั เขตดุสติ กรงุ เทพฯ 10300 โทร. 0 2668 7123 ตอ 1118 /1124 โทรสาร 0 2243 0083 www.onec.go.th Line : @oecnews Facebook : OEC News สภาการศึกษา Blockdit : OEC News สภาการศกึ ษา EE--bbooookk

วารสารวิชาการ สพฐ. ปี ท่ี 10 ฉบบั ท่ี 1 ประจาปี 2564 (เดือนมกราคม – มิถนุ ายน 2564) OBEC Academic Journal สานักพฒั นาระบบบริหารงานบคุ คลและนิติการ 2021 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

ก คำนำ สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขั้นพืน้ ฐำน ไดจ้ ดั ทำ “วำรสำรวิชำกำร สพฐ. ปที ่ี 10 ประจำปี 2564” ผ่ำนระบบออนไลน์ เพื่อเก็บรวบรวมผลงำนทำงวิชำกำรของข้ำรำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำ ทุกตำแหน่งทุกระดับท่ีมีควำมประสงค์จะเผยแพร่ผลงำนทำงวิชำกำรในแต่ละปี อีกทั้งเป็นต้นแบบงำนวิชำกำร ในกำรนำไปพฒั นำตอ่ ยอดเพอ่ื ยกระดับคุณภำพผเู้ รยี นและกำรพฒั นำคุณภำพกำรศึกษำในแตล่ ะพืน้ ทีต่ ่อไป วำรสำรวชิ ำกำร สพฐ. ปที ี่ 10 ประจำปี 2564 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเปน็ ฉบับท่ี 1 ซ่ึงเป็นกำรรวบรวม ผลงำนทำงวิชำกำรของผู้ที่ส่งผลงำนเพ่ือเผยแพร่ ระหว่ำงเดือน มกรำคม – มิถุนำยน 2564 คณะผู้จัดทำเอกสำร วำรสำรวิชำกำร สพฐ. ปีท่ี 10 ฉบับท่ี 1 ประจำปี 2564 ขอขอบคุณเจ้ำของผลงำนทำงวิชำกำรที่ได้นำมำเผยแพร่ ในครั้งนี้และหวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ วำรสำรฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ เพื่อต่อยอดผลงำนทำงวิชำกำร ของตนเองต่อไป สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้นั พนื้ ฐำน กรกฎำคม 2564

ข สารบัญ หนา้ คานา ก สารบญั ข-ค บทความทางวชิ าการ ตาแหน่ง รองผอู้ านวยการสานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษา 1 1. การประเมนิ ความต้องการจาเปน็ ในการพฒั นาสมรรถนะประจาสายงานของครู 12 กรณีศึกษาสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 2 2. การพฒั นาหลกั สตู รฐานสมรรถนะของสถานศกึ ษานาร่องพื้นทนี่ วตั กรรมการศกึ ษา สังกดั สานักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 บทความทางวิชาการ ตาแหนง่ ผู้อานวยการสถานศึกษา 25 1. การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการนเิ ทศภายในแบบ 33 Talk Walk Check โดยใช้หอ้ งเรียนเปน็ ฐาน โรงเรยี นบา้ นคลองนามติ รภาพท่ี 201 2. รูปแบบการบริหารจดั การสถานศึกษาแบบบรู ณาการมสี ว่ นรว่ ม โดยใช้ SIX PA MODEL 48 โรงเรยี นบ้านคลีกลิง้ ตาบลคลกี ลง้ิ อาเภอศลิ าลาด จงั หวดั ศรีสะเกษ สานักงานเขตพน้ื ที่ 62 การศึกษาประถมศกึ ษาศรสี ะเกษ เขต 2 66 3. การศกึ ษาสมรรถนะการทางานเปน็ ทีมของครโู รงเรยี นวัดนมโฑ 76 (สานกั งานสลากกนิ แบ่งสมทบสรา้ ง 338) 4. ระบบดูแลช่วยเหลอื ผู้เรียน หนูอยไู่ หน ครูกไ็ ปถงึ ภายใต้ KHANNGOEN Model ตามกระบวนการ PDCA 5. 7 ขน้ั ตอนพิชติ การติดโทรศัพท์มือถอื 6. กระบวนการบริหารงานวิชาการเพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ของนักเรยี นโรงเรียนเหล่าใหญน่ าขา่ วิทยาคม โดยใช้กิจกรรมพฒั นาการอ่านคล่องเขียนคลอ่ ง 4 Group Development (4D) ปกี ารศึกษา 2561 บทความทางวิชาการ ตาแหนง่ ศึกษานิเทศก์ 87 1. การพัฒนารปู แบบการนเิ ทศแบบชี้แนะและเสริมพลังอานาจเพอื่ สร้างชุมชนการเรยี นรู้ 102 ทางวชิ าชีพ (CEP Supervisory Model) ท่ีส่งผลตอ่ ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ของครผู ู้สอนภาษาอังกฤษในยุคดจิ ิทลั สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาเลย เขต 2 2. กระบวนทศั น์การพฒั นาหลกั สูตรในสังคมผสู้ ูงอายุ บทความทางวชิ าการ ตาแหน่ง ครู 118 1. รายงานผลการใชแ้ บบฝึกเสริมทักษะการอา่ นจบั ใจความ โดยใช้วธิ ีการอ่านแบบ SQ4R กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3

ค สารบัญ (ตอ่ ) บทความทางวชิ าการ ตาแหน่ง ครู (ต่อ) หน้า 2. การพัฒนารปู แบบการจัดกจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรคป์ ระกอบการเล่านทิ านรวมกันเพื่อ 126 เสริมสรา้ งสมรรถนะด้านภาษาของเดก็ ปฐมวยั 139 3. ผลของโปรแกรมการออกกาลังกายแบบผสมผสานท่ีมตี อ่ สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์ กับสุขภาพและพฤติกรรมการออกกาลังกายของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 148 โรงเรยี นบา้ นสวน (จนั่ อนสุ รณ์) 163 4. การพัฒนารปู แบบการจัดการเรยี นรู้เพื่อสง่ เสริมความสามารถในการอ่านอยา่ งมี 175 วิจารณญาณโดยใชย้ ุทธศาสตร์เมตาคอกนชิ ัน สาหรับนักเรียน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 182 5. การพัฒนาชุดฝึกการอ่านจบั ใจความสาคัญจากนทิ าน โดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักเรยี น 193 ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5-6 โรงเรยี นบ้านหนองดู่ 205 6. การปรบั พฤตกิ รรมการคยุ ในชั้นเรยี น 215 7. การพฒั นากล้ามเนื้อมัดเลก็ ของเด็กปฐมวัยโดยการจดั กิจกรรมรอ้ ยสร้างรปู ในนักเรยี น 226 ชนั้ อนุบาล 1/2 โรงเรยี นอนุบาลลาพนู 238 8. รายงานผลการจดั การเรียนรู เร่อื ง สถิติเบ้ืองตน โดยใชรปู แบบ SAKORN Model กลมุ สาะการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 253 9. การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรยี นดว้ ยวิธีการ Peer-Assisted Learning ผสมผสานกบั นวัตกรรม “วางแผนชีวติ ด้วยบนั ไดสามขั้น” 268 10. การพฒั นาแบบฝึกทักษะการอา่ นคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มสาระ การเรียนรูภ้ าษาไทย 282 สาหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 11. การพัฒนารูปแบบการจดั การเรียนรู้ WPS เพ่ือสง่ เสรมิ ความสามารถในการเขียนแสดง ความคดิ เห็นดว้ ยกระบวนการคิดวพิ ากษ์เชิงสร้างสรรค์ สาหรบั นกั เรียน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 12. รายงานการวิจยั เชิงสารวจ เร่ือง ความพึงพอใจต่อการจัด 4 กิจกรรมสรา้ งสรรค์ (ภาษาอังกฤษ วันละคา ภาษาไทยวนั ละคา สานวนสุภาษิตอังกฤษน่ารู้ สานวนสุภาษิตไทยนา่ รู้) กับนกั เรียน ระดบั ประถมศึกษาปีที่ 4 - มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบา้ นท่ามะปราง ประจาปีการศึกษา 2561 13. ผลการใช้เกม Pelmanism (เพ็วมานซิ ึ่ม) ทีม่ ีต่อการเรียนรู้คาศัพท์ภาษาอังกฤษ 10 หมวด และ ความพงึ พอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนบ้านฉลุง ภาคเรียนท่ี 1 ประจาปีการศึกษา 2563 14. การพฒั นาแอปพลเิ คชันสือ่ การสอน วิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (วทิ ยาการคานวณ) เรือ่ งขั้นตอนวิธกี ารแก้ปัญหา ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 คณะผจู้ ดั ทา

1 ชือ่ เรือ่ ง การประเมินความต้องการจำเปน็ ในการพฒั นาสมรรถนะประจำสายงานของครู : กรณศี ึกษาสำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 Needs Assessment in Development Teacher Functional Competency: Case Study of Rayong Primary Educational Service Area Office 2 ชอ่ื ผู้วจิ ยั ดร.กมั พล เจรญิ รักษ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา บทคัดยอ่ การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นในการพัฒนา สมรรถนะ ประจำสายงานของครู และจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 274 คน ที่ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งเป็นชั้นภูมิ (Stratified Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความต้องการจำเป็น ที่มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.301-0.849 และมีค่าความเชือ่ ถือทงั้ ฉบับเทา่ กับ 0.959 วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถิติพรรณนาท้ังการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการเคราะห์ความต้องการจำเป็น โดยประยุกต์ใช้วิธี Priority Needs Index (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า ครูมคี วามคดิ เห็นเกย่ี วกับสมรรถนะประจำสายงานของครูในสภาพที่เป็นจรงิ ท้ังโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก ส่วนความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับสภาพที่ควรจะเป็น ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ที่สุด และเม่อื จดั ลำดบั ความความต้องการจำเปน็ ในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู พบวา่ ด้านท่ีมี ความต้องการจำเป็นสูงทสี่ ดุ เป็นลำดบั แรก คอื ดา้ นการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รและการจัดการเรียนรู้ รองลงมา คอื ด้านการวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และการวิจัยเพือ่ พฒั นาผู้เรียน และนอ้ ยทส่ี ดุ คอื ด้านการสร้างความสัมพันธ์ และความรว่ มมอื กบั ชมุ ชนเพื่อการจดั การเรียนรู้ คำสำคัญ: การประเมินความตอ้ งการจำเปน็ , สมรรถนะประจำสายงานของครู Abstract The objectives of this research were to study real condition and condition that should be in Development Teacher Functional Competency and to order Needs of Development Teacher Functional Competency. The target group was the teachers in Rayong Primary Educational Service Area Office 2, school year 2563, 274 teachers who have stratified sampling. The instrument was questionnaire of needs that discrimination was between 0.301-0.849 and the reliability was 0.959. Data analysis used descriptive statistics, the total of frequency distribution, percentage, mean, standard deviation including to apply priority needs index (PNI modified) the research found that

2 The teachers had the comments about Development Teacher Functional Competency in real condition both of total and each side was more level. The condition that should be both of total and each side most level. To order Needs of Development Teacher Functional Competency found that the first need was side of curriculum and learning management. The second need was side of synthetic, analysis and research to develop the learners. The last need was relationship building and community cooperation for learning management. Keyword: Needs Assessment, Teacher Functional Competency ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้กำหนดทิศทางของการพัฒนา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการให้มีระบบการพัฒนาที่เน้นสมรรถนะ (Competency) ขณะนไี้ ด้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เครือ่ งมือต่างๆ เพือ่ ใหผ้ ู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการ ครูเข้าสู่กระบวนการประเมินสมรรถนะ โดยนำไปเชื่อมโยงกับกระบวนการเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา จากการติดตามผลการจัดการศึกษาของไทย การจัดการศึกษาและการพัฒนา คุณภาพการศึกษา พบว่า อุปสรรคในการจัดการศึกษาที่ต้องเร่งรัดแก้ไข ได้แก่ คุณภาพครู ผู้บริหาร สถานศึกษา คุณภาพผู้เรียน หลักสูตรการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) ประกอบกับผลการวิเคราะห์ปัญหาการจัดการศึกษามีหลายประการ ด้านคุณภาพการศึกษา คุณภาพ ของผู้เรียนต่ำกว่าเกณฑ์ สถานศึกษาไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ ด้านผลผลิตและการพัฒนาครู ปัญหาการขาด แคลนครูโดยรวมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพด้านประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา หน่วย ปฏบิ ัตยิ ังไมม่ อี ิสระและคล่องตวั ในการบริหารจดั การดา้ นเทคโนโลยเี พอื่ การศกึ ษา ปญั หาขาดการพฒั นาสื่อที่มี คณุ ภาพ ด้านการเรียนการสอนและการพัฒนาผเู้ รยี น ดา้ นการศึกษาตลอดชวี ติ ยังไม่เปน็ วิถชี ีวิตของคนในชาติ (เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม และคณะ, 2554) สอดคล้องกับรายงานการวิจัยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน, 2557) พบว่า สภาพปัญหา การเรียนการสอนของครู ประกอบด้วย ครูขาดความพร้อมในการใช้หลักสูตรโดยครูส่วนหนึ่งไม่เข้าใจวิธีการ สอน ไม่ถนัดการสอนบางกลุ่มประสบการณ์ จึงไม่สามารถดัดแปลงหรือยืดหยุ่นการสอนอย่างเหมาะสม ครูมีภารกิจมากไม่สามารถเตรียมการสอนได้ ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาลักษะนิสยั ของผู้เรียน สอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลาง ครูมีเจตคติการใช้สื่อ การสอนทำให้ยุ่งยาก รวมถึงครูขาดความรู้และทักษะใน การวางแผนเตรียมการสอน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทาง การศึกษา (2551) ได้ศึกษาความต้องการของครูในการพัฒนาสมรรถนะ เพื่อนําไปกำหนดแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2549-2551 พบว่า ครูมีความต้องการพัฒนา สมรรถนะด้านการพัฒนาหลักสูตรการออกแบบการเรียนรู้ การเลือกใช้สื่อและพัฒนาสื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ การพัฒนาและใช้นวัตกรรมการทํา วิจัยในชั้นเรียนการนําผลการวิจัยและผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และการพัฒนา หลักสตู ร McClelland (1975) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Harvard ที่ศึกษาเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสําเร็จสูงในการทํางานกับผู้ที่ประสบความสําเร็จน้อยกว่า และพบว่า สิ่งทแี่ ยกระหว่างบุคคลดังกลา่ ว คอื สมรรถนะ (Competency) ซ่ึงประกอบด้วยความรู้ (Knowledge) ทักษะ

3 (Skills) และความสามารถ (Ability) และคณุ ลักษณะอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การทำงาน (Other Characteristics) และเป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผลงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากแรงผลักดันเบื้องลึก (Motives) อุปนิสัย (Traits) ภาพลักษณ์ภายใน (Self-image) และบทบาททแ่ี สดงออกต่อสังคม (Social role) ทแ่ี ตกต่างกนั ทำใหแ้ สดงพฤติกรรมการทำงาน ที่ต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ภาครัฐ ของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2552) โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ส่วนราชการบริหารทรัพยากร บุคคลตามกรอบมาตรฐานความสำเร็จด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (Standard for Success) เพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ต่อความสำเร็จของส่วนราชการ นอกจากนี้การวางแผนเพื่อพัฒนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ควรเร่ิม ที่การประเมินบริบทเพือ่ ให้เข้าใจสภาพที่เป็นอยู่ขององค์กรและรู้ความต้องการขององค์กรว่าจำเปน็ ต้องได้รับ การสนองตอบในด้านใด การดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยในการทำงาน การวิจัยประเมิน ความต้องการจำเป็น (Needs Assessment Research) เป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการกำหนดความ แตกต่างระหว่างสภาพที่มุ่งหวังกับสภาพที่เป็นอยู่จริง และนำข้อมูลมาจัดเรียงลำดับความสำคัญของความ แตกต่างนั้น แล้วเลือกความต้องการจำเป็นท่ีสำคัญ มาค้นหาสาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขผลที่ได้มาจาก การประเมินความต้องการจำเป็นจะสะท้อนสภาพบริบทที่เกิดขึ้นของหน่วยงาน ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นพื้นฐาน สำคัญที่นำไปสู่การวางแผน การกำหนดแนวทางพัฒนาหน่วยงานให้สอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้น และสนอง ความต้องการของหน่วยงานนั้น ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลสารสนเทศที่จะใช้เป็นหลักเทียบในการดำเนินงานนำมา ช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานให้มีความชัดเจน และมั่นใจว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวสอดคล้องกับ ความตอ้ งการจำเป็นของหนว่ ยงานน้ันอยา่ งแทจ้ รงิ (สวุ มิ ล วอ่ งวาณชิ , 2562) การพัฒนาบุคลากรเป็นเร่ืองที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันได้มี การเปลี่ยนแปลงนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561–2580 ยุทธศาสตร์ที่ 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเห็นว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ จึงจำเป็นต้องมกี ารกำหนดแนวทางการพฒั นาสมรรถนะของข้าราชการครู เพื่อใหก้ ารปฏบิ ัติงานตามภารกิจได้ เต็มศักยภาพและเหมาะสม สามารถปฏิบัติงานขับเคลื่อน บทบาทภารกิจให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร ดังน้ัน การพัฒนาครูนอกจากจะต้องพิจารณาบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงแล้วจะต้องพิจารณา สมรรถนะประจำ สายงานของครดู ้วย (Young, 1998) นอกจากน้ีแลว้ McClelland (1975) แบง่ สมรรถนะ ออกเปน็ 2 กลมุ่ คือ สมรรถนะพน้ื ฐาน หมายถึง พฤตกิ รรมท่ีเกิดจากความสามารถ ความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลกั ษณะท่ีจำเป็นพื้นฐาน ต่อการปฏิบัติงาน เรียกว่า “สมรรถนะหลัก” (Core Competency) การมีระดับสมรรถนะพื้นฐานนี้ไม่ทำให้ บุคคลแตกต่างจากเพื่อนร่วมงานในองค์การ ส่วนสมรรถนะอีกอย่างหนึ่งคือ สมรรถนะที่ทำให้บุคคลแตกต่าง จากผู้อื่น ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดจากการใช้ความสามารถ ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะชั้นสูง (ค่านิยม แรงจงู ใจ และทัศนคต)ิ ที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัตงิ าน และเป็นสมรรถนะท่อี งคก์ ารให้ความสำคัญ ในการพัฒนามากกว่าสมรรถนะประเภทแรก (สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ, 2549) เรียกว่า “สมรรถนะประจำสาย งาน” (Functional Competency) จำนวน 6 สมรรถนะ ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการหลักสูตรและ การจัดการเรียนรู้ 2) การพัฒนาผู้เรียน 3) การบริหารจัดการชั้นเรียน 4) การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 5) ภาวะผู้นำครู และ 6) การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อ การจัดการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) ดังนั้นผู้วิจัยจงึ สนใจที่จะทำการวิจยั เกยี่ วกบั การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู : กรณีศกึ ษาสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 โดยศึกษาความต้องการจำเป็นเฉพาะสมรรถนะครู ด้านสมรรถนะประจำสายงาน ซึ่งจะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วนเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นและจัดลำดับ

4 ความสำคัญของความต้องการจำเป็น เพื่อใช้ออกแบบในการสร้างรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพ่อื พฒั นาสมรรถนะประจำสายงานของครูต่อไป วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย 1. เพ่อื ศกึ ษาสภาพทเี่ ป็นจริงและสภาพท่ีควรจะเปน็ เกี่ยวกับสมรรถนะประจำสายงานของครู 2. เพ่อื จดั ลำดบั ความตอ้ งการจำเปน็ ในการพฒั นาสมรรถนะประจำสายงานของครู วิธดี ำเนินการวจิ ยั ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง ประชากร คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 87 โรงเรียน รวมท้งั หมด 966 คน กำหนดขนาดของกล่มุ ตวั อยา่ งโดยใชต้ ารางของ Krejcie and Morgan (1970) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 274 คน แล้วทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งเป็น ชั้นภูมิ (Stratified Sampling) โดยการสุ่มครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแต่ละอำเภอตามสัดส่วนร้อยละ 28.500 รายละเอียดดงั ตาราง 1 ตาราง 1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง จำแนกตามอำเภอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา ระยอง เขต 2 อำเภอ ประชากร กล่มุ ตัวอย่าง โรงเรยี น ครู (คน) โรงเรียน ครู (คน) 1. อำเภอแกลง 2. อำเภอวงั จันทร์ 59 665 59 189 3. อำเภอเขาชะเมา 14 149 14 42 14 152 14 43 รวม 87 966 87 274 เครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำ สายงานของครู ซึ่งมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะสมรรถนะประจำสายงาน (Functional Competency) จึงสอบถาม ความคิดเหน็ ของครใู นสงั กัดสำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 เกย่ี วกบั สมรรถนะประจำ สายงานที่เป็นจริงและที่ควรจะเป็น มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ของ Likert คอื มากทีส่ ุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยทีส่ ดุ (ตาราง 3) โดยสอบถามในด้านสมรรถนะประจำ สายงาน (Functional Competency) จำนวน 6 สมรรถนะ ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการหลักสูตรและ การจัดการเรียนรู้ 2) การพัฒนาผู้เรียน 3) การบริหารจัดการชั้นเรียน 4) การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ การวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 5) ภาวะผู้นำครู และ 6) การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อ การจัดการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553) รวม 59 ข้อ โดยแบบสอบถาม มคี า่ ความเชอ่ื ถือได้ (Reliability) อยูร่ ะหวา่ ง 0.301- 0.849 รายละเอยี ดดงั ตาราง 2

5 ตาราง 2 แสดงคา่ ความเช่ือถือไดข้ องแบบสอบถาม ทง้ั ภาพรวมและรายด้าน ดา้ น ค่าอำนาจจำแนก คา่ ความเช่ือมนั่ รายขอ้ ระหวา่ ง Reliability () 1. การบรหิ ารจัดการหลักสตู รและการจัดการเรียนรู้ 0.313 - 0.690 2. การพฒั นาผู้เรียน 0.301 - 0.689 0.843 3. การบรหิ ารจัดการช้นั เรยี น 0.576 – 0.830 0.782 4. การวิเคราะห์ สงั เคราะหแ์ ละการวิจยั เพ่ือพัฒนาผู้เรยี น 0.517 – 0.783 0.891 5. ภาวะผู้นำครู 0.421 – 0.836 0.879 6. การสรา้ งความสัมพันธ์และความร่วมมอื กบั ชุมชน 0.926 เพอ่ื การจดั การเรียนรู้ 0.612 – 0.849 0.936 ภาพรวม 0.301 – 0.849 0.959 การเก็บรวบรวมข้อมลู การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาระยอง เขต 2 จำนวน 87 โรงเรียน ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 โดยผู้วิจยั การเกบ็ รวบรวมข้อมูลด้วยตวั เอง โดยวิธกี ารทำหนังสือขอความอนเุ คราะห์เกบ็ ข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 87 โรงเรียน ซึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ (Google from) ทำให้ได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ครบตาม ขนาดของกลุ่มตวั อย่าง จำนวน 274 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 100 การวิเคราะหข์ ้อมลู วิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นของครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 เกี่ยวกับสมรรถนะประจำสายงานของครูที่เป็นจริงและที่ควรจะเป็น ด้วยสถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) โดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วใช้เกณฑ์การแปลความหมาย คา่ เฉล่ยี ดงั ตาราง 3 ตาราง 3 คะแนน เกณฑค์ า่ เฉลีย่ และการความหมาย (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545) คะแนน เกณฑ์ค่าเฉลี่ย ความหมาย 5 4.51-5.00 มากที่สุด 4 3.51-4.50 3 2.51-3.50 มาก 2 1.51-2.50 ปานกลาง 1 1.00-1.50 นอ้ ย น้อยทสี่ ุด

6 วิเคราะห์ข้อมูลและจัดลำดับความสำคัญของความตอ้ งการจำเป็น เพื่อจัดจัดลำดับความสำคัญของ ความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับสมรรถนะประจำสายงานของครู โดยประยุกต์ใช้วิธี Priority Needs Index (PNImodified) (สุวมิ ล วอ่ งวานิช, 2562) สตู รคำนวณ PNImodified = (I-D)/D เมือ่ PNImodified แทนคา่ ลำดบั ความสำคัญของความต้องการจำเป็น I แทนค่า หรอื ปัญหา D แทนค่า ค่าเฉลยี่ ของสภาพที่ควรจะเป็นหรอื สภาพท่ี พงึ ประสงค์ ค่าเฉลย่ี ของสภาพท่ีเป็นจริง ผลการวิจัย ผ้วู จิ ยั นำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ดงั น้ี ตาราง 4 ข้อมูลทว่ั ไปของครูผู้ตอบแบบสอบถาม รายการ จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ 85 31.000 ชาย 274 69.000 หญิง 146 53.300 อายุ 93 33.900 ตำ่ กว่า 30 ปี 17 6.200 ระหว่าง 30-40 ปี 18 6.600 ระหวา่ ง 41-50 ปี มากกวา่ 50 ปี ขนึ้ ไป 215 78.500 58 21.200 ระดบั การศึกษาสงู สุด 1 0.400 ปรญิ ญาตรี 0 0.000 ปริญญาโท ปริญญาเอก 138 50.400 อ่ืนๆ (ระบุ........) 86 31.400 50 18.200 ประสบการณ์ในการสอน ระหว่าง 1-5 ปี ระหวา่ ง 6-10 ปี มากกว่า 10 ปี ขน้ึ ไป

7 จากตาราง 4 พบว่า ข้อมูลทั่วไปของครูเป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 69.000 มากกว่าเพศชาย อายุต่ำกว่า 30 ปี มีจำนวนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 53.300 ระดับการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรีมีจำนวน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 78.500 และครูส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการสอนมากที่สุดระหว่าง 1-5 ปี คิดเป็น ร้อยละ 50.400 ตาราง 5 ระดบั ความคิดเห็นของครูเกย่ี วกบั สมรรถนะประจำสายงานสภาพทีเ่ ปน็ จรงิ และทีค่ วรจะเป็น ดา้ น สภาพทเี่ ป็นจรงิ สภาพทค่ี วรจะเป็น X S.D. ระดับ X S.D. ระดับ 1. การบริหารจัดการหลกั สูตรและการ 3.585 0.628 มาก 4.880 0.161 มากทส่ี ดุ จัดการเรียนรู้ 3.944 0.598 มาก 4.718 0.187 มากที่สุด 2. การพัฒนาผู้เรยี น 3.663 0.843 มาก 4.721 0.227 มากทส่ี ุด 3. การบรหิ ารจัดการชัน้ เรียน 3.605 0.709 มาก 4.798 0.193 มากทส่ี ุด 4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ 3.763 0.509 มาก 4.777 0.187 มากทส่ี ุด และการวิจยั เพื่อพัฒนาผูเ้ รยี น 5. ภาวะผู้นำครู 4.131 0.570 มาก 4.816 0.195 มากที่สุด 6. การสรา้ งความสมั พันธ์ และความรว่ มมือกบั ชมุ ชน 3.782 0.287 มาก 4.785 0.177 มากที่สุด เพื่อการจดั การเรียนรู้ รวมเฉลย่ี จากตาราง 5 พบว่า สมรรถนะประจำสายงานของครู ด้านสมรรถนะประจำสายงานเกี่ยวกับสภาพ ที่เป็นจริง โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( X = 3.782 ; S.D. = 0.287) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ สมรรถนะด้านการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับ ชุมชนเพื่อการจัดการเรียนรู้ ( X = 4.131 ; S.D. = 0.570) รองลงมือ คือ สมรรถนะด้านการพัฒนาผู้เรียน ( X = 3.944 ; S.D. = 0.598) และมีค่าเฉลี่ยลำดับที่สาม คือ สมรรถนะด้านภาวะผู้นำครู ( X = 3.763 ; S.D. = 0. 509) ตามลำดับ ส่วนสมรรถนะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสุดท้าย คือด้านการบริหารจัดการหลักสูตร และการจดั การเรียนรู้ ( X = 3.585 ; S.D. = 0. 628) สมรรถนะประจำสายงานของครู ด้านสมรรถนะประจำสายงานเก่ียวกับสภาพที่ควรจะเป็น โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.785 ; S.D. = 0.177) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยูใ่ นระดับมากทีส่ ุด ทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ( X = 4.880 ; S.D. = 0.161) รองลงมือ คือ สมรรถนะด้านการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชน เพ่ือการจัดการเรียนรู้ ( X = 4.816 ; S.D. = 0.195) และมีคา่ เฉลี่ยลำดบั ท่สี าม คอื สมรรถนะดา้ นการวเิ คราะห์ สังเคราะห์และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ( X = 4.798 ; S.D. = 0. 193) ตามลำดับ ส่วนสมรรถนะมีค่าเฉล่ีย อยู่ในระดบั สดุ ท้าย คอื ดา้ นการพัฒนาผ้เู รยี น ( X = 4.718 ; S.D. = 0. 187)

8 ตาราง 6 ผลการวิเคราะหแ์ ละจัดลำดับความสำคญั ของความตอ้ งการจำเปน็ เกี่ยวกบั สมรรถนะประจำสายงาน ของครู ดา้ น ค่าเฉลย่ี คา่ เฉล่ยี ของ ดัชนคี วาม ลำดบั ของสภาพท่ี สภาพท่คี วร ต้องการจำเปน็ ความ 1. การบรหิ ารจัดการหลักสตู ร ตอ้ งการ และการจัดการเรยี นรู้ เป็นจริง จะเปน็ ((I-D)/D) จำเป็น 2. การพัฒนาผเู้ รยี น (D) (I) 3. การบรหิ ารจดั การชัน้ เรยี น 4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ 3.585 4.880 0.361 1 และการวจิ ัยเพ่ือพัฒนาผูเ้ รยี น 5. ภาวะผนู้ ำครู 3.944 4.718 0.196 5 6. การสร้างความสัมพันธแ์ ละความร่วมมือ 3.663 4.721 0.289 3 กบั ชมุ ชนเพื่อการจดั การเรยี นรู้ 3.605 4.798 0.331 2 ภาพรวม 3.763 4.777 0.269 4 4.131 4.816 0.166 6 3.782 4.785 0.265 - จากตาราง 6 พบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู ด้านที่มีค่า ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงที่สุดเป็นลำดับแรก คือ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการ หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (0.361) รองลงมา คือ สมรรถนะด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัย เพื่อพัฒนาผู้เรียน (0.331) และลำดับที่สาม คือ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการชัน้ เรียน (0.289) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด คือ สมรรถนะด้านการสร้าง ความสมั พันธแ์ ละความร่วมมือกับชมุ ชนเพ่ือการจัดการเรียนรู้ (0.166) อภิปรายผล การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู : กรณีศึกษา สำนกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 มีขอ้ คน้ พบที่ควรนำมาอภิปรายดงั น้ี 1. สมรรถนะครูด้านสมรรถนะประจำสายงานเกี่ยวกับสภาพที่เป็นจริง โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนด้านสมรรถนะประจำสายงานเกี่ยวกับ สภาพที่ควรจะเป็น โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่ สุด ทุกด้าน สอดคล้องกับงานวิจัยของวราลี ถนอมชาติ และนภัส ศรีเจริญประมง (2561) ได้วิจัยการประเมิน ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะทางวชาชีพของครูปฐมวัยในจังหวัดจันทบุรี พบว่า ค่าเฉลี่ยของ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครูปฐมวัยในจังหวัดจันทบุรี 1) ค่าเฉลี่ยของ การปฏิบัติในการพัฒนาสมรรถนะหลกั ในสภาพที่เป็นจริงอยู่ในระดับมาก และสภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับ มากท่สี ุด ค่าเฉลย่ี ของการปฏิบัติในการพฒั นาสมรรถนะประจำสายงานในสภาพทีเ่ ป็นจริงอยู่ในระดับมากและ สภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งจากข้อค้นพบของการวิจัย พบว่า สมรรถนะครู ด้านสมรรถนะ ประจำสายงานเกี่ยวกับสภาพที่เป็นจริงสมรรถนะด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้

9 มีค่าเฉล่ียนอ้ ยทส่ี ดุ และสมรรถนะประจำสายงานเกยี่ วกบั สภาพทค่ี วรจะเปน็ สมรรถนะดา้ นการบริหารจัดการ หลกั สตู รและการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉล่ียน้อยท่ีสดุ กลบั มคี า่ เฉล่ียมากที่สุด ทำใหท้ ราบว่าสภาพความเป็นจริง ของสมรรถนะด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ของครูมีน้อยกว่าด้านอื่น ส่วนความ ตอ้ งการที่อยากใหเ้ กดิ ขึ้นจริงกลับสูงกว่าสมรรถนะด้านอน่ื ๆ ท้งั น้เี นอื่ งจากว่า “สมรรถนะเป็นคณุ ลกั ษณะของ บุคคลเกี่ยวกบั ผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ความสามารถ (Ability) และคุณลักษณะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (Other Characteristics) และเป็นคุณลักษณะเชิงพฤติกรรม ที่ทำให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติงานได้ผลงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจาก แรงผลักดันเบื้องลึก (Motives) อุปนิสัย (Traits) ภาพลักษณ์ภายใน (Self-image) และบทบาทที่แสดงออก ต่อสังคม (Social role) ที่แตกต่างกันทำให้แสดงพฤติกรรมการทำงานที่ต่างกัน (McClelland, 1975) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ภาครัฐ ของสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2552) โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ส่วนราชการบริหารทรัพยากรบุคคลตาม กรอบมาตรฐานความสำเร็จด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (Standard for Success) เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต่อความสำเร็จของส่วนราชการ ซึ่งควรเริ่มที่การประเมินบริบทเพื่อให้เข้าใจสภาพที่เป็นอยู่ขององค์กรและรู้ ความต้องการขององค์กร ว่าจำเป็นต้องได้รับการสนองตอบในด้านใด การดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้อง มีเครื่องมือที่ช่วยใน การทำงาน การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น (Needs Assessment Research) เป็นกระบวนการที่เป็นระบบในการกำหนดความแตกต่างระหว่างสภาพที่มุ่งหวังกับสภาพที่เป็นอยู่จริง และ นำข้อมูลมาจัดเรียงลำดับความสำคัญของความแตกต่างนั้น แล้วเลือกความต้องการจำเป็นที่สำคัญ มาค้นหา สาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขผลที่ได้มาจากการประเมินความต้องการจำเป็นจะสะท้อนสภาพบริบท ที่เกิดขึ้นของหน่วยงาน ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การวางแผน การกำหนดแนวทางพัฒนา หน่วยงานให้สอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้น และสนองความต้องการของหน่วยงานนั้น ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูล สารสนเทศทจ่ี ะใชเ้ ป็นหลักเทยี บในการดำเนินงาน นำมาชว่ ยกำหนดวัตถุประสงคข์ องการดำเนินงานให้มีความ ชัดเจน และมั่นใจว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของหน่วยงานนั้นอย่างแท้จริง (สุวมิ ล ว่องวาณชิ , 2562) 2. การจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทาง วิชาชีพ เพื่อส่งเสริมสมรรถนะประจำสายงานของครู ด้านสมรรถนะประจำสายงาน ด้านที่มีค่าดัชนีลำดับ ความสำคัญของความตอ้ งการจำเป็นสูงท่ีสุดเปน็ ลำดับแรก คือ สมรรถนะดา้ นการบรหิ ารจัดการหลักสูตรและ การจัดการเรียนรู้ (0.361) ท้ังนี้เนื่องมาจากครูยังขาดความรู้ ความสามารถและทักษะด้านการบริหารจัดการ หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสมรรถนะด้านนี้ประกอบด้วย 5 ตัวบ่งชี้ คือ การสร้างและพัฒนาหลักสูตร ความรู้ ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การใช้และพัฒนา สื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าตัวบ่งชี้ สมรรถนะประจำสายงานของครูดา้ นการบรหิ ารจัดการหลักสตู รและการจดั การเรียนรเู้ ปน็ ส่ิงท่สี ำคัญทสี่ ดุ และ อยู่ในชีวิตประจำวันของกระบวนการจัดเรียนการสอนของครูกับผู้เรียน สอดคล้องกับสภาพสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันทําให้ครูจำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะสูงขึ้น แต่การพัฒนา ครูทเี่ คยดาํ เนนิ การมาแต่เดิมในประเทศ ไทยก็ยงั ประสบปัญหาบางประการ ดงั ท่ี สมหวัง พธิ ิยานวุ ัฒน์ (2543) พบว่า ขาดระบบการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ เพราะงบประมาณจํากัดไม่ตรงกับความต้องการของครู และ ขาดการติดตามและประเมินผลการพฒั นา และพฤทธิ์ ศริ ิบรรณพิทักษ์ (2546) พบวา่ การพฒั นาครูในปัจจุบัน ยังไม่มี เอกภาพด้านนโยบายและมาตรฐานที่ชัดเจน แม้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะจัดโครงการพัฒนาครูเป็น จำนวนมาก แต่ก็ยังซํ้าซ้อนไม่เป็นระบบขาดประสิทธิภาพและขาดความต่อเนื่อง ดังที่พบว่า ส่วนใหญ่

10 หน่วยงานในส่วนกลางเป็นผู้จัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาครู วิธีการฝึกอบรมส่วนใหญ่ใช้การบรรยาย ประชุม กลุ่มย่อย และสรุปความคิดเห็นต่อที่ประชุมใหญ่ ทั้งยังมีจํานวนผู้เข้ารับการฝึกอบรมค่อนข้างมาก ทําให้ผู้ให้ และผู้รบั การฝึกอบรมไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันเป็นรายบุคคลได้อย่างใกลช้ ิดและทั่วถึงและที่สําคัญท่ีสุด คือ ครูต้องละทิ้งการสอนมาเข้ารับการอบรมจึงมีค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทาง และไม่มีการติดตามผลการพัฒนา อยา่ งต่อเนอ่ื งทําให้ไม่เหน็ ผลการนําความรทู้ ่ีได้รบั จากการฝึกอบรมมาปฏบิ ัตอิ ย่างเปน็ รูปธรรม และไม่สามารถ แก้ไขปัญหาของโรงเรียนหรือครูได้ตรงประเด็น จึงต้องการมีประเมินความต้องการจำเป็นในการส่งเสริม สมรรถนะประจำสายงานของครู ดังนั้นการพัฒนาสมรรถนะของครูในสถานศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ องค์กรมีการพัฒนาและขับเคลื่อนกระบวนการต่าง ๆ ในองค์กร เป็นองค์กรที่เจริญไดอ้ ย่างเต็ม ศักยภาพและ สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดสิ่งสำคญั ในการส่งเสริมสมรรถนะทางวิชาชพี ของครู และกระบวนการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ให้เกิดแกน่ ักเรียนวิธีการอย่างหน่งึ ก็คือ การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นสื่อการ เรยี นร้หู รือเปน็ เคร่อื งมือในการอำนวยความสะดวกใหเ้ กิดการเรยี นรู้หรอื เสรมิ สรา้ งความสามารถได้อย่างเต็มที่ สอดคล้องกับงานวิจัยของพงษ์ศักดิ์ ด้วงทา (2557) ได้วิจัยการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครูโรงเรียนเอกชนใน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 พบว่า สมรรถนะประจําสายงาน สมรรถนะสูงที่สุด คือ สมรรถนะดา้ นการจดั การเรยี นรแู้ ละการบริหารจดั การช้ันเรยี น และสอดคล้องกบั งานวจิ ัยของวราลี ถนอมชาติ และนภัส ศรีเจริญประมง (2561) ได้วิจัยการประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพ ของครูปฐมวัยในจังหวัดจันทบุรี พบว่า ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู ปฐมวัยเป็นรายข้อ พบว่า การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียนมีความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือการบริหารหลักสตู รและการจดั การเรยี นรแู้ ละการบริหารจดั การชนั้ เรยี น ตามลำดบั ขอ้ เสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้ 1. จากข้อค้นพบความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะประจำสายงานของครู ด้านที่มีค่า ดชั นีลำดบั ความสำคัญของความต้องการจำเป็นสูงทสี่ ุด คือ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการ จัดการเรียนรู้ รองลงมา คือ สมรรถนะด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ดังน้ัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจึงควรหาวิธีการ แนวทาง หรือรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะที่ครูต้องการจำเป็น มากท่สี ดุ ซ่ึงจะสง่ ผลตอ่ การพัฒนาคณุ ภาพผูเ้ รียนในศตวรรษที่ 21 ต่อไป 2. กำหนดรูปแบบการส่งเสริมสมรรถนะประจำสายงานของครูที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาและ ความต้องการของครูและสถานศึกษา โดยการประเมินความต้องการจำเป็นของครูก่อนการออกแบบ กระบวนการพฒั นาต่อไป ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครั้งต่อไป 1. ในการวิจัยครั้งต่อไปควรมีการพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริม สมรรถนะประจำสายงานของครู ด้านที่ครูมีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ สมรรถนะด้านการบริหาร จัดการหลกั สูตรและการจัดการเรยี นรู้ 2. ควรศึกษาการสง่ เสรมิ สมรรถนะครู โดยใชน้ วัตกรรมอ่นื เช่น หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะครูโดย ใช้โรงเรยี นเป็นฐาน

11 เอกสารอา้ งอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : ครุ ุสภาลาดพรา้ ว. เจริญวิชญ์ สมพงษธ์ รรม และคณะ. (2554). รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรอื่ ง การศึกษาแนวโน้ม คุณลักษณะของครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2562). การศึกษาวิจัยเก่ียวกับการพัฒนาวชิ าชีพและ ผูป้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา. htpp://www.ksp.or.th/ksp2009/upload/ksp_kuru_research/files/2223-4625.pdf บุญชม ศรสี ะอาด. (2545). การวจิ ยั เบอ้ื งตน้ . (พมิ พ์ครงั้ ที่ 7). กรุงเทพฯ : สวุ รี ยิ าสาสน์ . วราลี ถนอมชาติ และนภัส ศรีเจรญิ ประมง. (2561). การประเมินความต้องการจำเปน็ ในการพัฒนา สมรรถนะทางวิชาชีพของครูปฐมวัยในจงั หวดั จนั ทบุรี. จันทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลำไพพรรณ.ี พงษ์ศกั ด์ิ ด้วงทา. (2557). การพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพครูโรงเรยี นเอกชนในสังกัดสำนกั งานเขตพื้นที่ การศึกษาพษิ ณโุ ลก เขต 1. วทิ ยานพิ นธป์ รัชญาดุษฎบี ณั ฑติ . กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยศรปี ทุม. พฤทธ์ิ ศริ บิ รรณพทิ ักษ์. (2546). การวจิ ัยเพอ่ื พฒั นานโยบายและแผนการปฏริ ปู การผลิตและการพฒั นาครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : สำนักนโยบายและแผนการศกึ ษา สำนกั งาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ:. สถาบนั พฒั นาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา. (2551). โครงการพฒั นาสมรรถนะของครูตามระบบ การพัฒนาครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ. สมหวัง พิธิยานวุ ัฒน์. (2543). การจัดตง้ั กองทุนพัฒนาครู คณาจารยแ์ ละบุคลากรทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สำนกั งานปฏริ ปู วชิ าชีพครู. สุกญั ญา รศั มธี รรมโชติ. (2549). แนวทางการพฒั นาศักยภาพมนษุ ย์ด้วย Competency. กรงุ เทพฯ : ศิรวิ ฒั นา อนิ เตอร์ พร้ินท์ จำกดั (มหาชน). สุวิมล วอ่ งวาณิช. (2562). การวจิ ัยประเมนิ ความต้องการจําเป็น. พิมพค์ รั้งท่ี 4. กรงุ เทพฯ : สำนักพิมพ์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน. (2553). คู่มอื การประเมนิ สมรรถนะครู (ฉบับปรบั ปรงุ ) สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ : สำนักพัฒนาครแู ละบุคลากร ทางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน. สำนักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน. (2552). ความรคู้ วามสามารถทักษะและสมรรถนะทจ่ี ำเปน็ สำหรบั ตำแหน่ง. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน. สำนกั งานสง่ เสรมิ สังคมแห่งการเรียนรแู้ ละพัฒนาคณุ ภาพเยาวชน. (2557). ยุทธการเปลย่ี น “ครเู ฉย” สู่ครยู คุ ศตวรรษท่ี 21. http://seminar.qlf.or.th/Seminar/Topic/29 Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Journal of Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. McClelland, D.C. (1975). The achieving society. New York : van Nostrand. Young, M., Denny, G., Luquis, R., & Young, T. (1998). Correlates of sexual satisfaction in marriage. The Canadian Journal of Human Sexuality, 7, 115-127.

12 ช่ือเรอ่ื ง การพฒั นาหลักสตู รฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพน้ื ทนี่ วตั กรรมการศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 2 Competency Based Curriculum Development of Education Sandbox Pilot Schools in Rayong Primary Educational Service Area Office 2 ชอ่ื ผู้วจิ ยั ดร.กมั พล เจรญิ รักษ์ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา บทคดั ย่อ การวิจยั น้มี วี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อ 1) ศกึ ษาความต้องการจำเปน็ ในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของ สถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 2) พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่ นวัตกรรมการศึกษา 3) ศึกษาการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และ 4) ประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 7 คน ครู 7 คน และศึกษานิเทศก์ 2 คน รวม 16 คน โดย การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา กล่มุ ผู้ใหข้ อ้ มูล ไดแ้ ก่ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จำนวน 6 คน เครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ได้แก่ แบบบันทึกการ วิพากษ์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 การศึกษาการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของ สถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ กลุ่มผู้นิเทศ ได้แก่ คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) 9 คน และศึกษานิเทศก์ 7 คน รองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษา 2 คน รวม 18 คน และกลุ่มผู้รบั การนเิ ทศ ได้แก่ ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา 7 คน และ ครู 65 คน รวม 72 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบนิเทศ ติดตามการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 4 การประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของ สถานศึกษานำรอ่ งพื้นท่ีนวัตกรรมการศึกษา ประชากร ได้แก่ ผู้บรหิ ารสถานศึกษา 7 คน และครู 65 คน รวม 72 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินการใช้หลักสูตรฐาน สมรรถนะ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.32–0.86 มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติท่ใี ช้ไดแ้ ก่ ร้อยละ ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ยั พบวา่ 1. ความต้องการจำเปน็ ที่อยากปรับเปลีย่ นเปน็ หลักสูตรฐานสมรรถนะเนือ่ งจากหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีตัวชี้วัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งตัวชี้วัดในบางตัวซ้ำซ้อนกัน แล้วไม่ได้ สนองต่อความสามารถและความต้องการของนักเรียนอย่างแท้จริง และต้องการความอิสระในการออกแบบ หลักสูตรตามบริบทของสถานศึกษาเอง จึงต้องการปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพื่อให้ตอบโจทย์ ความต้องการในชีวิตของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และเหมาะสมตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน สอดคล้องกับยุคศตวรรษที่ 21 พัฒนานักเรียนให้มีความสามารถและทักษะเต็มตามศักยภาพและความถนัด ของนักเรียนมีกระบวนการวัดผลและประเมินผลที่หลากหลาย นักเรียนมีสมรรถนะตามหลักสูตรฐาน สมรรถนะบรรลุเป้าหมายตาม School Concept และเรียนรู้อย่างมีความสุข มีความหมาย

13 2. ได้หลักสูตรฐานสมรรถนะ จำนวน 7 โรงเรียน จากสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 โดยหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษาผ่านการวิพากษ์ของผู้ทรงคุณวุฒินำมาปรับปรุงตาม คำแนะนำ แล้วนำหลักสูตรฐานสมรรถนะเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาให้ความ เห็นชอบ และคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดระยอง พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตร สถานศึกษาพ้ืนท่ีนวตั กรรมการศึกษาจงั หวดั ระยอง รุ่นท่ี 1 ทงั้ 7 โรงเรยี น ประกาศให้ใชห้ ลักสูตรสถานศึกษา ต้ังแต่วันท่ี 1 กรกฎาคม 2563 เปน็ ต้นไป 3. สถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 นำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้โดย การแปลงหลักสูตรไปสู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ การนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้มีหลัก 3 ลักษณะ คือ 1) การบริหารหลักสูตรฐานสมรรถนะ 2) การดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ 3) การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ส่วนผลการนิเทศ ติดตามการใช้หลักสูตรฐาน สมรรถนะ พบว่า นักเรียนมีความสุข สนุกในการเรียนรู้ สนใจที่เรียนมากยิ่งขึ้น เป็นเจ้าของกิจกรรมและ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ ปัญหาหรืออุปสรรคในการใช้หลักสูตร คือ โรงเรียนไม่มีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาบรรจุใหม่ และกระบวนการวัดผลและประเมินผลสมรรถนะนักเรียนไม่ชัดเจน 4. ผลการประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครู มีคา่ เฉลี่ยโดยรวมอยใู่ นระดับมาก เม่อื พิจารณารายด้านพบวา่ มีคา่ เฉลี่ยอยู่ใน ระดับมากทุกด้าน คำสำคญั : หลักสูตรฐานสมรรถนะ, สถานศึกษานำร่อง, พนื้ ทน่ี วตั กรรมการศกึ ษา ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะที่จะตอบสนองผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งที่ท้าทาย โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ คือ มุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการประยุกต์ใช้ ความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวมในการปฏิบัติงาน การแก้ปัญหาและการใช้ ชีวิต เป็นการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เรียนรู้เพื่อให้สามารถใช้การได้จริงในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การเรียนเพื่อรู้เท่านั้น การเรียนการสอนเป็นการบูรณาการมากขึ้น การจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะนั้นผู้เรียนสามารถใช้เวลาในการเรียนรู้ และมีความก้าวหน้า ในการเรียนรตู้ ามความถนดั และความสามารถของตน สามารถไปได้เรว็ ชา้ แตกต่างกันได้ ในส่วนการให้ข้อมูล ป้อนกลับแก่ผู้เรียนเพื่อการปรับปรุงพัฒนา เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะประสบ ความสำเร็จ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2562ก : 49) ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 คือ โดยที่สมควรต้องพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันเป็นรากฐานสำคญั ของการพัฒนาคนไทย ให้มีคุณภาพ มีความใฝ่รู้ มีความคิดสรา้ งสรรค์มคี วามสามารถใน การสื่อสาร สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายได้ มีความรู้เท่าทันโลก และ มีทักษะในการประกอบอาชีพตามความถนดั ของผู้เรียนแต่ละคน สมควรกำหนดให้มีพื้นทีน่ วัตกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิรูปการบริหารและการจัดการการศึกษาขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการศึกษาอันเป็น การนำร่องในการกระจายอำนาจและให้อสิ ระแกห่ น่วยงานทางการศกึ ษาและสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานให้เกิดการ พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งมีการขยายผลนวัตกรรมการจัดการเรียนการ สอนและวิธีการปฏิบัติที่ดีไปใช้ในสถานศึกษาอื่น (พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา , 2562 : 120)

14 สอดคล้องกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2562ข : 5-6) กล่าวถึงจุดเด่นของหลักสูตรฐานสมรรถนะ คอื ช่วยใหผ้ ู้เรียนไดร้ บั การพฒั นาสมรรถนะหลักที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ ซง่ึ จำเป็นต่อ การดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้การจัดการ เรียนรู้ มุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะที่ต้องการ ช่วยลดสาระการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นอัน ส่งผลให้สถานศึกษามีพื้นที่ในการจัดการเรียนรู้อื่นที่เป็นความต้องการที่แตกต่างกันของผู้เรียน วิถีชีวิต วัฒนธรรม ชาตพิ ันธ์ุ และบรบิ ทได้มากขึน้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 อยู่ในจังหวัดระยอง เป็นหนึ่งในจำนวน 6 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) ซ่ึงมีท้ังหมด 8 จังหวัด จึงต้องดำเนินการส่งเสริมและ สนับสนุนให้โรงเรียนในสังกัดจำเป็นต้องปรับเปลีย่ นหลักสูตรการเรียนรู้แนวใหม่ โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากที่เคย เป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา (Content Based) คือเน้นเนื้อหาวิชา และมีมาตรฐานและตัวชี้วัดจำนวนมาก ไปเป็นหลักสูตรที่เป็นฐานสมรรถนะ (Competency Based) ผู้วิจัยในฐานะผู้บริหารการศึกษา จึงมีความ สนใจที่จะพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ร่วมกับผู้บริหาร สถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560–2564 แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2579 มาตรฐานการศึกษาชาติ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 20(4) และให้เหมาะสมตาม บริบทของสถานศกึ ษา โดยมีสถานศกึ ษานำรอ่ งพื้นที่นวตั กรรมการศึกษา จำนวน 7 โรงเรียน เป็นสถานศึกษา นำรอ่ ง รนุ่ ที่ 1 ซงึ่ ผลจากการวิจัยและพัฒนาดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการปรบั ปรุงพฒั นาหลักสูตรการเรียน การสอน การวัดผลและการประเมินผล รวมทั้งการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถเพ่ิม คุณภาพการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะที่ต้องการในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเพื่อ เป็นข้อมูลในการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และพัฒนาหลักสูตร ฐานสมรรถนะของสถานศกึ ษานำรอ่ งพ้ืนท่ีนวตั กรรมการศกึ ษาต่อไป วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 1. เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่ นวัตกรรมการศกึ ษา สังกัดสำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 2 2. เพื่อพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 2 3. เพื่อศึกษาการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัด สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 4. เพอ่ื ประเมินการใชห้ ลกั สตู รฐานสมรรถนะของสถานศกึ ษานำร่องพ้ืนท่นี วัตกรรมการศกึ ษา สงั กดั สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 2 วธิ ีดำเนนิ การวิจยั การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 มีการออกแบบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและ หลายวิธีการ โดยมวี ธิ กี ารดำเนนิ การวจิ ยั แบ่งเป็น 4 ระยะตามลำดบั ดงั น้ี

15 ระยะที่ 1 การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำ รอ่ งพ้นื ทน่ี วตั กรรมการศึกษา มีข้นั ตอนการดำเนินการวจิ ยั แบ่งเปน็ 2 ขั้นตอนย่อย ดงั น้ี ขนั้ ที่ 1 ศกึ ษา วิเคราะห์ สงั เคราะห์ เอกสารแนวคิดทฤษฎแี ละงานวจิ ัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง ขั้นที่ 2 ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่อง พื้นทีน่ วัตกรรมการศึกษา ระยะที่ 2 การพฒั นาหลกั สูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพ้นื ท่นี วัตกรรมการศกึ ษา รุ่นที่ 1 สงั กัดสำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 มขี ั้นตอนการดำเนนิ การวจิ ยั แบง่ เป็น 3 ขนั้ ตอน ยอ่ ย ดังนี้ ขน้ั ที่ 1 จดั ทำร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพน้ื ทน่ี วัตกรรมการศึกษา ขั้นที่ 2 วิพากษ์ร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยผทู้ รงคุณวฒุ แิ ละปรับปรงุ ร่างหลกั สตู รฐานสมรรถนะ ขั้นที่ 3 นำเสนอหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ต่อคณะกรรมการท่เี ก่ียวขอ้ ง ระยะที่ 3 การศึกษาการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 มขี ้นั ตอนการดำเนนิ การวิจยั แบง่ เปน็ 3 ขั้นตอน ยอ่ ย ดังน้ี ขั้นที่ 1 นำหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปใช้ ในสถานศึกษา ขั้นที่ 2 การนิเทศ ติดตามสถานศึกษานำร่องในการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษา นำร่องพนื้ ทน่ี วตั กรรมการศึกษา ขั้นท่ี 3 การนำเสนอและแลกเปล่ียนเรียนร้รู ะหวา่ งการใชห้ ลักสตู รฐานสมรรถนะของสถานศึกษา นำร่องพืน้ ที่นวตั กรรมการศกึ ษา ระยะที่ 4 การประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา สงั กดั สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต 2 มีขัน้ ตอนการดำเนินการวิจยั แบ่งเป็น 2 ข้ันตอนยอ่ ย ดงั น้ี ขั้นที่ 1 การประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา ขน้ั ที่ 2 ปรบั ปรุงหลักสตู รฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพ้นื ทนี่ วัตกรรมการศกึ ษา ข้นั ตอนการดำเนินการวิจยั สามารถแสดงเป็นลำดบั ข้ันตอนการวจิ ัยไดด้ ังแผนภาพท่ี 1

16 แผนภาพท่ี 1 ข้นั ตอนการดำเนนิ การวจิ ยั

17 การเก็บรวบรวมข้อมลู ระยะที่ 1 ผู้วิจัยการศึกษาข้อมูลประเภทเอกสาร แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ การศึกษาเอกสาร (Documentary Study) และผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองจากการสัมภาษณ์โดยใช้ แนวคำถาม (Guideline) ที่ถามเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของ สถานศึกษานำร่องพ้นื ทนี่ วัตกรรมการศึกษาของกลุ่มผใู้ ห้ข้อมูล ณ สถานศึกษาแต่ละแห่ง ยกเว้นศึกษานิเทศก์ ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 14–22 พฤษภาคม 2563 ระยะท่ี 2 ผู้วิจัยและผูช้ ว่ ยวจิ ยั (ศกึ ษานเิ ทศก์) เป็นผู้เกบ็ รวบรวมข้อมลู จากการวิพากษ์ โดยสรปุ จาก ความคิดเห็นของผู้ดำเนินการสนทนา ผู้จดบันทึก ผู้บริการทั่วไปและจากการสังเกตของผู้วิจัย เป็น การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากเอกสารบันทึกการวิพากษ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้วิจัยใช้วิธีถอดรายละเอียดจาก เทปบนั ทึกการวิพากษ์ กับบันทกึ การสนทนาท่ผี ู้จดบันทึกได้จดไว้ ซง่ึ การถอดเทปจะถอดรายละเอียดทุกคำพูด และบรรยากาศในการสนทนาลงไปดว้ ย ทัง้ นีเ้ พอ่ื ใชป้ ระกอบในข้ันตอนการวเิ คราะหข์ ้อมลู อยา่ งละเอยี ด ระยะที่ 3 ผู้วิจัยและคณะนิเทศ ติดตามได้ใช้วิธีการในการศึกษารวบรวมข้อมูล โดยมีแนวคำถาม สัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผู้วิจัยและคณะนิเทศ ติดตามจะทราบได้จากการสอบถาม/สัมภาษณ์โดยใช้แนวคำถาม (Guideline) ที่ถามเกี่ยวกับการดำเนินงานการใชห้ ลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพืน้ ที่นวัตกรรม การศึกษา รุ่นที่ 1 ของกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ณ สถานศึกษาแต่ละแห่ง ซึ่งมีคณะนิเทศ ติดตาม จำนวน 2 ชุด เกบ็ ข้อมูลระหวา่ งวนั ท่ี 22–25 กันยายน 2563 ระยะท่ี 4 ผูว้ ิจยั นำแบบประเมนิ การใชห้ ลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพนื้ ทีน่ วัตกรรม การศึกษา เก็บข้อมูลจากผู้บรหิ ารสถานศึกษาและครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสถานศึกษานำร่องพื้นท่ี นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคม 2563 โดยผู้วิจัยเป็นผู้ส่งแบบประเมินการใช้ หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและ เก็บแบบสอบถามด้วยตนเอง ไดร้ บั คนื จำนวน 72 ฉบับ คิดเป็นรอ้ ยละ 100 การวิเคราะหข์ ้อมูล 1. ข้อมูลเชิงคณุ ภาพใช้การวเิ คราะห์เนือ้ หา (Content Analysis) และสรา้ งขอ้ สรุปจากข้อมูล 2. ข้อมูลเชงิ ปรมิ าณใช้สถติ ิพ้ืนฐานร้อยละ คา่ เฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจยั ตอนที่ 1 ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษา นำร่องพ้ืนท่ีนวตั กรรมการศกึ ษา พบว่า 1. จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียน พบว่า ความต้องการ ที่อยากปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะนั้น เนื่องจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีตัวชี้วัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งตัวชี้วัดในบางตัวซ้ำซ้อนกัน แล้วไม่ได้ตอบโจทย์ ความสามารถและความต้องการของนักเรียนอย่างแท้จริง และต้องการความอิสระในการออกแบบหลักสูตร ตามบริบทของสถานศึกษาเอง จึงต้องการเปลี่ยนหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการใน ชีวิตของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสอดคล้องตามบริบทของโรงเรียน ชุมชน ซึ่งการทำหลักสูตรฐาน สมรรถนะจะทำให้มีหลักสูตรสถานศึกษาเป็นปัจจุบันทันกับยุคศตวรรษที่ 21 ตรงตามความต้องการของ นักเรียน ชุมชน พัฒนานักเรียนให้มีความสามารถและทักษะของนักเรียนศตวรรษที่ 21 (3Rx8C) ตาม

18 ศักยภาพ มีกระบวนการวัดผลและประเมินผลที่หลากหลายและเหมาะสมกับตัวนักเรียน เพราะเป็น หลักสูตรท่ีสร้างขึ้น และดำเนินการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน หลักสูตร ฐานสมรรถนะจึงเป็นหลักสูตรที่มุ้งเม้นการพัฒนาศักยภาพหรือสมรรถนะ competency เพื่อให้นักเรียน ทุกคนจะมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตามความถนัดและตามเส้นทางอาชีพที่ตนสนใจ 2. ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาและหวั หนา้ ฝ่ายบรหิ ารวิชาการโรงเรียน มีความคาดหวังวา่ จะเกิดการเปล่ียน เมือ่ โรงเรียนนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้ คือ โรงเรียน ครู และนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง ที่ดีขึ้น ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ครูจะสามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถจัดกิจกรรม ที่เอื้อให้นักเรียนเกิดเรียนรู้จนมีสมรรถนะตามที่หลักสูตรกำหนด ไม่ใช่สอนแบบเดิมๆ ที่ครูเป็นผู้คอยบอก ความรู้ ป้อนความรู้ให้นักเรียนอย่างเดียว สำหรับนักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เป็นผู้ลงมือ ปฏิบัติมากกว่าเดิม สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง สามารถตัดสินใจและเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับ ตนเอง และบริบทของชุมชน สามารถนำความรู้มาพัฒนาชุมชนของตนได้ เกิดความเปลี่ยนแปลงของ นักเรียนที่มีทักษะ มีสมรรถนะที่จำเป็น 3Rx8C สูงขึ้น เกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่21 เพื่อนำไปใช้ใน การดำรงชีวิต นอกจากนี้นักเรียนมีสมรรถนะตามหลักสูตรสถานศึกษาบรรลุเป้าหมายตาม School Concept นักเรียนจะเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีความหมาย เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์หรือปัญหา ต่างๆ นักเรียนสามารถดึงสมรรถนะต่าง ๆ ออกมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 พบว่า การจัดทำร่างหลักสูตรฐาน สมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้มีกระบวนการวิพากษ์หลักสตู รฐานสมรรถนะ โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 ท่าน พบว่า ผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะสอดคล้องกับ จุดเน้น (School Concept) และบรบิ ทของแต่ละโรงเรียน แต่ก็มปี ระเดน็ เสนอแนะและข้อสังเกตบางประการ เป็นรายโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่เป็นความโดดเด่นและแตกต่างจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานยังให้ข้อเสนอแนะ เกยี่ วกับการพฒั นาหลักสูตรตามมาตรา 25 วรรคหน่ึง ตามพระราชบัญญัติพนื้ นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จำแนกประเภทหลักสูตรที่สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสามารถเลือกใช้ได้โดยอิสระ 4 ประเภท สำหรับสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระยอง เขต 2 เลือกการพัฒนาหลักสูตรตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง คือ ประเภทที่ 1 หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับการปรับและได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา เป็นหลักสูตรตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เห็นชอบให้มกี ารนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกราช 2551 ไปปรบั ใช้กบั การจัดการศึกษา ในสถานศึกษานำร่องใหเ้ หมาะสมกับพื้นท่ีนวัตกรรมการศึกษา และเมื่อสถานศกึ ษานำหลักสตู รฐานสมรรถนะ ไปปรับปรุงเพิ่มเติมตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ได้นำหลักสูตรฐานสมรรถนะเสนอต่อคณะกรรมการ 3 คณะ ดังนี้ 1) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาให้ความเห็นชอบทุกโรงเรียน 2) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนพื้นทีน่ วัตกรรมจังหวัดระยองพิจารณาปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสม และสอดคล้องกับ กรอบหลักสูตรการศึกษาตามแผนยทุ ธศาสตร์การศกึ ษาจงั หวัดระยอง RAYONG MARCO ก่อนนำเขา้ ท่ปี ระชุม คณะขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดระยอง 3) คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดระยอง พิจารณาให้ความเห็นชอบหลกั สตู รสถานศกึ ษาพ้ืนที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง รุ่นที่ 1 ทั้ง 7 โรงเรียน จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษาได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยนายสุรศกั ดิ์ เจริญศริ โิ ชติ ผู้วา่ ราชการจงั หวดั ระยอง

19 ตอนที่ 3 ผลการศึกษาการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม การศึกษา สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 พบวา่ 1. การเตรียมการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนมคี วามเข้าใจในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ จัดทำแผนการจัดการเรยี นรู้ สภู่ าคปฏิบตั ิ เพือ่ นำหลกั สูตรฐานสมรรถนะไปใชเ้ ม่ือเปิดภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 ในวันท่ี 1 กรกฎาคม 2563 ถึง วนั ที่ 13 พฤศจกิ ายน 2563 โดยการกำหนดกิจกรรมและเวลาไวอ้ ย่างชัดเจนสามารถนำไปปฏบิ ตั ิได้ 2. นำหลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษารุ่นที่ 1 นำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้โดยการแปลง หลักสูตรไปสู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ การนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้มีงานหลัก 3 ลักษณะ คือ 1) การบริหารและบริการหลักสตู รฐานสมรรถนะ 2) การดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ 3) การสนับสนนุ และสง่ เสรมิ การใชห้ ลักสตู รฐานสมรรถนะ 3. การนิเทศ ตดิ ตามสถานศึกษานำร่องในการใช้หลกั สูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นท่ี นวตั กรรมการศกึ ษา พบวา่ 3.1 จุดเด่นของการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ คือ นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เกิดความรู้ฝังแน่น คงทน บูรณาการการเรียนรู้และวิชาต่างๆ เข้าด้วยกันได้ง่าย สามารถสร้างบทเรียน จากสิ่งที่ใกล้ตัวนักเรียน พัฒนาทักษะชีวิต นักเรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเองสามารถนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ และสามารถใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ตรงตามบริบทของชุมชน ส่วนจุดด้อย ของการใช้ หลักสูตรฐานสมรรถนะ คือ กระบวนการวัดผลและประเมินผลยังไม่ชัดเจน และกำหนดเกณฑ์สมรรถนะ ย่อยๆ ยังไม่ชัดเจน ทำให้การวัดผลและประเมินผลสมรรถนะนักเรียนไม่เป็นรูปธรรม 3.2 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นชัดเจนเมื่อใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ คือ นักเรียนมีความสุข สนุกในการเรียนรู้ นักเรียนเกิดการตื่นตัว และสนใจท่ีเรียนมากยิ่งขึ้น นักเรียนได้เป็นเจ้าของกิจกรรม ได้ลง มือปฏิบัติด้วยตนเอง นักเรียนกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก นักเรียนมีส่วนร่วมและมีความกระตือรือร้นใน การเรียนมากยิ่งขึ้นครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเป็นแบบ Active Learning สามารถจัดกิจกรรมการเรียน การสอนได้ดีข้ึน 3.3 ปัญหาหรืออุปสรรคในการบริหารจัดการหลักสูตรฐานสมรรถนะ คือ โรงเรียนมีไม่มี ผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ โรงเรียนสุขไพรวัน โรงเรียนบ้านหนองม่วง และโรงเรียนมีผู้บริหารสถานศึกษา ที่บรรจุใหม่ ได้แก่ โรงเรียนบ้านคลองบางบ่อ โรงเรียนมาบช้างนอน ทำให้ไม่เข้าใจหลักสูตรฐานสม รรถนะ ของสถานศึกษามากเท่าท่ีควร ส่วนครูยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เก่ียวกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ หรือยังไม่เข้าใจเท่ากันทุกคน เพราะมีครูบรรจุใหม่ ย้ายเข้ามาใหม่ ทำให้ขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรฐาน สมรรถนะล่าช้า ยังไม่มีความอิสระในการบริหารจัดการหลักสูตรอย่างเต็มที่ และไม่มีความชัดเจนของ เครื่องมือ วิธีการ การวัดผลและประเมินผลนักเรียน 3.4 การปฏิบัติหน้าที่ของครูผู้สอนในโรงเรียนมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสูตรฐาน สมรรถนะค่อนข้างมาก ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทมากในการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้เกิดผลต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งครูเป็นคนที่สร้างและออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร ท่ีสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน และความต้องการของนักเรียน ฉะน้ันแล้วครูจึงมีการนำเอาหลักสูตรฐาน สมรรถนะมาสร้างเป็นหน่วยการเรียนและออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่สนองต่อความต้อง การของ นักเรียนและจดุ เน้น (School Concept) ของโรงเรียน

20 3.5 ผู้บริหารสถานาศึกษาสนับสนุน ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีการประชุม วางแผน ปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมครูมีการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพ มีการทำ CRC และ AAR กันทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันถึงกระบวนการเรียนการสอน แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินกิจกรรมให้คำแนะนำ รวมออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ นิเทศการสอน สนับสนุนงบประมาณในการลงไปเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ใน ชุมชนหางบประมาณ เตรียมอุปกรณ์ จัดหาสื่อวัสดุที่ใช้สนับสนุนการเรียนการสอน สนับสนุนการเรียน การสอน ตลอดจนให้คำปรึกษา แนะนำในการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปออกแบบสู่การปฏิบัติ 3.6 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม คือ 1) อยากให้มีการอบรมพัฒนาครูและทำความเข้าใจเรื่อง หลักสูตรฐานสมรรถนะทุกคนในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 2) อยากให้มีรูปแบบการวัดประเมินผล ฐานสมรรถนะที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และมีเครื่องมือและวิธีการวัดผลและประเมินผลที่ชัดเจน หลากหลาย เลือกใช้ได้ตามบริบทของโรงเรียน และ 3) มีการนิเทศ กำกับ ติดตามสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม การศึกษาอย่างต่อเน่ือง 4. การนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่อง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พบว่า มีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จำนวน 3 ครั้งดังนี้ 1 วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 การประชมุ เชิงปฏบิ ตั ิการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปรับปรุงหลักสูตรฐานสมรรถนะ ของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 2) วันที่ 3 กันยายน 2563 โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ Round Table Meeting เพื่อให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาพื้นที่นำร่องนวัตกรรมการศึกษา 3) วันที่ 12 กันยายน 2563 ณ โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของสถานศึกษานำร่องในพื้นท่ี นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยองในงาน “TEP @ Rayong ร่วมเปลี่ยนการศึกษาระยอง” ซึ่งทำให้ผู้บริหาร สถานศึกษา ครูและบุคลากรได้นำเสนอผลการดำเนินการในการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษา ตนเอง ได้นำเสนอต่อที่ประชุม ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และได้พบปะมีเพื่อนจากสถานศึกษานำร่องพื้นที่ นวัตกรรมดว้ ยกนั ทำใหไ้ ม่โดดเดียว มเี ครือขา่ ยไวป้ รกึ ษาหารือ ตลอดจนผู้บริหารและครเู กดิ ความม่ันใจมากขึ้น ท่จี ะดำเนนิ การพฒั นาสถานศกึ ษาโดยใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะต่อไป ตอนที่ 4 ผลการประเมนิ การใชห้ ลกั สตู รฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวตั กรรม การศึกษา สงั กดั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมนิ การใชห้ ลกั สตู รฐานสมรรถนะ ของสถานศึกษานำร่องพืน้ ทนี่ วัตกรรมการศึกษา จำแนกเปน็ รายด้าน รายการประเมินดา้ น การใชห้ ลักสูตรฐานสมรรถนะ แปล ความหมาย 1. องคป์ ระกอบของหลกั สตู ร  2. หลกั สตู รฐานสมรรถนะและการเรยี นการสอน 4.20 0.50 มาก 3. ด้านกระบวนการเรียนรู้และสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ 4.00 0.55 มาก 4. ด้านการบริหารจดั การหลักสตู รสถานศึกษา 4.22 0.53 มาก 5. ด้านการวดั และประเมนิ ผล 4.07 0.54 มาก 6. พฒั นาหลกั สตู รฐานสมรรถนะอย่างยัง่ ยนื 4.12 0.55 มาก 4.08 0.59 มาก เฉล่ียโดยรวม 4.12 0.49 มาก

21 จากตารางที่ 1 พบว่า ผลการประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่ นวัตกรรมการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาและครู มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก (  =4.12 ;  = 0.49) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมการเรียนรู้ ( =4.22 ;  = 0.53) รองลงมาคือด้านองค์ประกอบของ หลักสูตร ( =4.20 ;  = 0.50) และด้านที่มคี ่าเฉลี่ยนอ้ ยที่สุด คือด้านหลักสูตรฐานสมรรถนะและการเรยี น การสอน ( =4.00 ;  = 0.55) ตามลำดบั อภปิ รายผล 1. ความต้องการที่อยากปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะเนื่องจากหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มีตัวชี้วัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งตัวชี้วัดในบางตัวซ้ำซ้อนกัน แล้วไม่ได้สนอง ต่อความสามารถและความต้องการของนักเรียนอย่างแท้จริง และต้องการความอิสระในการออกแบบ หลักสูตรตามบริบทของสถานศึกษาเอง จึงต้องการปรับเปล่ียนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ เพ่ือให้ตอบโจทย์ ความต้องการในชีวิตของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และเหมาะสมตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน โดย การศึกษาความต้องการจำเป็นในครั้งนี้เป็นข้อมูลที่ได้จากการประเมินความต้องการจำเป็นด้วยวิธีการ สัมภาษณ์ (สุวิมล ว่องวาณิช, 2562 : 141-142) เนื่องจากวิธีการสำรวจด้วยการสัมภาษณ์นับเป็นวิธีการหน่ึง ที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้เช่นเดียวกับแบบสอบถาม เพราะกระบวนการเก็บข้อมูลดำเนินการได้ง่าย ไม่ซับซ้อน แตจ่ ะใช้เวลาในการเก็บข้อมูล เนื่องจากต้องใช้เวลาในการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลเป็นรายบคุ คล วิธีการสัมภาษณ์ สามารถใชใ้ นการประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบรู ณ์ แตท่ ั้งนตี้ อ้ งมกี ารเลือกบคุ คลทใี่ ห้สัมภาษณ์ให้เป็น ผู้ที่เข้าใจสภาพบริบทขององค์กร หรือสถานการณ์ที่ต้องการประเมินความต้องการจำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของของชรัญญา ไชยวรรณ (2560 : 28) ได้วิจัยการพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษา เรื่อง ความรู้เกีย่ วกับ อาเซียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัย พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ ในระดับมาก รวมถึงงานวิจัยของเพลินพิศ ธรรมรัตน์ (2559 : 138) ได้วิจัยการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา : การปลูกยางพารา ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาศักยภาพและความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรการปลูก ยางพาราของสถานศึกษาและชุมชนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนและผู้ปกครองใน 4 โรงเรียน ต้องการให้มีการสอนโดยใช้ หลักสูตรสถานศึกษา เร่ือง การปลูกยางพารา 2. สถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 ทั้ง 7 โรงเรียน จัดทำร่างหลักสูตรฐาน สมรรถนะของสถานศึกษา ผ่านการวิพากษ์หลักสูตรจากผู้ทรงคุณวุฒิ และนำหลักสูตรฐานสมรรถนะเสนอตอ่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาให้ความเห็นชอบ และคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นท่ีนวัตกรรม จังหวัดระยอง พิจารณาให้ความเห็นชอบหลกั สูตรสถานศกึ ษาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวดั ระยอง รุ่นที่ 1 ทั้ง 7 โรงเรียน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 (พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา, 2562 : 103-104) กล่าวไว้ในมาตรา 5 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ 1) คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อยกระดับผลสัมฤทธ์ิ ทางการศึกษาของผเู้ รียน รวมทงั้ เพอ่ื ดำเนนิ การให้มกี ารขยายผลไปใชใ้ นสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐานอนื่ 2) ลดความ เหลื่อมล้ำในการศึกษา 3) กระจายอำนาจและให้อิสระแก่หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษานำร่อง ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และ 4) สร้างและพัฒนากลไกในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างภาครัฐ

22 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และมาตรา 25 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับการปรับเพื่อนำไปใช้ตามมาตรา 20 (4) ต้องครอบคลุม สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พื้นฐานตามกฎหมายว่าดว้ ยการศึกษาแห่งชาติ โดยตอ้ งจดั สาระการเรียนรู้รายวชิ าให้หลากหลาย และสอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดหรือความสนใจของผู้เรียน และสภาพภูมิสังคม ในกรณี ที่สถานศึกษานำร่องต้องการปรับหลักสูตรเพิม่ เติมจากหลักสตู รตามมาตรา 20 (4) ต้องขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะกรรมการขับเคลื่อนให้ถือว่าการจัดการเรียนการสอนใน หลักสูตรตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา, 2562 : 112) นอกจากนี้แล้วการปฏริ ูปการศึกษาใหป้ ระสบความสำเรจ็ จงึ มคี วามจำเป็นต้อง “ปฏิรปู การเรียนรู”้ ของผู้เรียน ซึ่งในการปฏิรูปการเรียนรู้นั้นมีองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหลายประการ ได้แก่ 1) ครูผู้สอน 2) หลักสูตร 3) การเรียนการสอน และ 4) การวัดและประเมินผล องค์ประกอบทั้ง 4 ประการดังกล่าวจะ สนับสนุน และเอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และเกิดสมรรถนะที่สำคัญและผู้เรียนสามารถใช้ได้ใน ชีวิตจริง (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2562ก : 1) สอดคล้องกับงานวิจัยของของชรัญญา ไชยวรรณ (2560 : 28) ได้วิจัยการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับอาเซียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีคณุ ภาพของหลกั สูตรสถานศึกษาโดยภาพรวมมคี วามเหมาะสมในระดับมาก 3. สถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา รุ่นที่ 1 นำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้โดย การแปลงหลักสูตรไปสู่การจัดกระบวนการเรียนรู้ การนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้มีหลัก 3 ลักษณะ คือ 1) การบริหารหลักสูตรฐานสมรรถนะ 2) การดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ 3) การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ผลการนิเทศ ติดตามการใช้หลักสูตรฐาน สมรรถนะ พบว่า นักเรียนมีความสุข สนุกในการเรียนรู้ สนใจที่เรียนมากยิ่งขึ้น เป็นเจ้าของกิจกรรมและ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ สอดคล้องกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2562ข : 4) ที่พบ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับนักเรียน คือนักเรียนสนุกสนาน กล้าแสดงออก กล้าคิดมากขึ้น ทำให้เกิด การทำงานร่วมกัน มีการปรึกษากัน ช่วยเหลือกัน รู้จักบทบาทตนเอง เห็นศักยภาพของตนเอง รู้จักคุณค่า ในตนเองมากขึ้น มีความสุขในการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาหลักสูตรผ่านกระบวนการศึกษา ความต้องการจำเป็น จัดทำตามบริบทของโรงเรียนโดยการมีส่วนร่วม ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ได้รับการ อบรมให้ความรู้ก่อนจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ นอกจากนี้แล้ว ยังนำหลักสูตรฐานสมรรถนะให้ ผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์ เพื่อปรับปรุงแก้ไข ก่อนนำเสนอคณะกรรมการอีก 2 คณะให้ความเห็นชอบก่อนที่จะ นำไปใช้ที่โรงเรียนก่อนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร สถานศึกษา ครูก่อนมีการเตรียมการวางแผนก่อนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ช่วงดำเนินการใช้หลักสูตร มีการนิเทศ ติดตาม จากคณะนิเทศ ติดตามของเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับ สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา (2562ข : 60-61) ที่กล่าวว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency Based Competence) เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นในสิ่งที่ผู้เรียนได้รับการคาดหวังให้กระทำมากกว่ารวมความสนใจส่วนใหญ่ในสิ่งที่พวก เขาได้รับการคาดหวังให้รู้ในหลักการ หลักสูตรท่ีให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและปรับเปลี่ยนตามความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงของผู้เรียน ครู และสังคม อันบอกเป็นนัยว่าผู้เรียนทั้งได้รับและประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ค่านิยม และเจตคติในการแก้ไขสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญในชีวิตประจำวัน ตามแนวโน้มกระแสโลกที่เน้น เรอ่ื งสมรรถนะในศตวรรษท่ี 21 และการนิเทศ ติดตามการใช้หลักสูตรเป็นกระบวนการสำคัญที่สถานศึกษาใช้

23 ในการควบคุมคุณภาพ โดยใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนิเทศ ติดตาม เช่น การตรวจเยี่ยมและการสังเกตการณ์ในชั้นเรียน การสอนแนะ (Coaching) การตรวจแผนการจัด การเรียนรู้ การสัมภาษณ์ เป็นต้น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553 : 68-69) 4. ผลการประเมินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ของผูบ้ ริหารสถานศึกษาและครู มคี า่ เฉล่ยี โดยรวมอย่ใู นระดบั มาก เม่อื พิจารณารายด้านพบว่า มคี า่ เฉลีย่ อยู่ใน ระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านกระบวนการเรียนรู้และส่งเสริมการเรียนรู้ และด้านที่มี ค่าเฉลยี่ น้อยทีส่ ุด คือดา้ นหลักสูตรฐานสมรรถนะและการเรียนการสอน ท้งั นี้เปน็ เพราะการเปล่ียนแปลงท่ีเกิด ขึ้นกับนักเรียนในภาพรวมและผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนตาม สมรรถนะหลักยังไม่ปรากฏชัดเจน เนื่องด้วย ระยะเวลาดำเนินการอันสั้น เพียงหนึ่งภาคเรียนแต่ผู้บริหารและครูผู้สอนส่วนใหญ่ พบว่าผู้เรียนมีความ กระตือรือร้นในการเรียน ตั้งใจเรียน เข้าใจบทเรียนมากขึ้น ได้ฝึกปฏิบัติสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้มากขึ้น แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้จากการเชื่อมโยงกิจกรรมในห้องมาใช้ปฏิบัตินอกห้องเรียน (สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา, 2562ข : 4) สอดคล้องกับงานวิจัยของชรัญญา ไชยวรรณ (2560 : 28) ได้วิจัย การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับอาเซียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของนักเรียนจากการใช้ หลักสูตรสถานศึกษา เรื่อง ความรู้เกี่ยวกับอาเซยี นในภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.21 รวมถึงสอดคล้องกับงานวิจัยของออมสิน จตุพร (2560 : 283-284) ได้วิจัยการพัฒนาหลักสูตร ประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถ่นิ ตามแนวคิดการศึกษาอิงถิน่ ฐาน สำหรับนกั เรยี นระดบั ประถมศึกษา กรณชี ุมชนลมุ่ แม่น้ำ เจ้าพระยาตอนบน จังหวัดนครสวรรค์ ผลการประเมินหลักสูตร พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ครูผูส้ อน และผู้รใู้ นท้องถิ่นท่ีมตี อ่ หลกั สูตรอยู่ในระดับมาก ขอ้ เสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช้ 1. จากข้อค้นพบการนิเทศ ติดตามการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ พบว่า นักเรียนมีความสุข สนุกในการเรียนรู้ สนใจที่เรียนมากยิ่งขึ้น เป็นเจ้าของกิจกรรมและเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ ผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องควรให้กำลังใจ สนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นในแนวทางที่ดี มีการส่งเสริม สนับสนุนและการนิเทศ กำกับ ติดตามสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพและให้กำลังใจครู ผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในหน้างานจริงของการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ 2. จากข้อค้นพบจุดด้อยของการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ คือ กระบวนการวัดผลและ ประเมินผลสมรรถนะนักเรียนยังไม่ชัดเจน ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรหาวิธีการสร้างความเข้าใจให้แก่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมกันสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือวัดผลและ ประเมินผลที่มีคุณภาพ เหมาะสมและมีชัดเจน นำไปใช้วัดผลและประเมินผลตรงตามวัตถุประสงค์ของ หลกั สูตรฐานสมรรถนะ ข้อเสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ต่อไป 1. ควรมกี ารวิจัยปัจจยั ที่ส่งผลตอ่ การใชห้ ลกั สตู รฐานสมรรถนะท่ปี ระสบผลสำเรจ็ 2. ควรมีการวจิ ัยเก่ียวกบั เครอ่ื งมือการวดั ผลและประเมินผลของหลักสูตรฐานสมรรถนะ

24 เอกสารอ้างอิง ชรัญญา ไชยวรรณ. (2560). การพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา เร่อื ง ความรู้เกี่ยวกบั อาเซียน กลุ่มสาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมสำหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4. วารสารบัณฑิตวิจัย, 8(1), 27-43. พระราชบัญญัติพื้นทีน่ วัตกรรมการศึกษา. (2562). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ 136 ตอนที่ 56 ก. ลงวันที่ 30 เมษายน 2562. เพลนิ พศิ ธรรมรัตน์. (2559). การพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา : การปลกู ยางพาราในเขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน. สกลนคร : มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร. สุวมิ ล ว่องวาณิช. (2562). การวิจยั ประเมนิ ความต้องการจําเปน็ . พิมพ์ครง้ั ท่ี 4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน. (2553). แนวทางการบรหิ ารจัดการหลักสูตร ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551. พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน. สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562ก). แนวทางการพฒั นาสมรรถนะผูเ้ รยี นระดับการศกึ ษา ข้ันพ้ืนฐาน. กรุงเทพฯ : สกศ. _______. (2562ข). รายงานผลการวจิ ัยและพัฒนากรอบสมรรถนะผเู้ รยี นระดับประถมศึกษา ตอนตน้ สำหรบั หลักสตู รการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน. กรุงเทพฯ : สกศ. ออมสนิ จตพุ ร. (2560). การพัฒนาหลักสตู รประวัตศิ าสตรท์ ้องถิน่ ตามแนวคดิ การศกึ ษาอิงถ่นิ ฐาน สำหรับนกั เรยี นระดบั ประถมศึกษา กรณชี มุ ชนลุ่มแมน่ ้ำเจา้ พระยาตอนบน จังหวัด นครสวรรค์. พิษณุโลก : ปรญิ ญาการศึกษาดษุ ฎีบัณฑติ . มหาวทิ ยาลยั นเรศวร. Taba, H. (1962). Curriculum Development Theory and Practice. New York : Harcourt, Brace and World.

แบบสรุป รวมผลงานฉบบั ยอ่

-๑- รวมผลงานฉบับยอ่ ดร.กมั พล เจริญรักษ์ ลำดบั ช่ือผลงาน ๑ โล่รางวัลทรงคุณคา่ สพฐ. (OBEC AWARDS) ชนะเลศิ ระดับเหรยี ญทอง ประจำปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑ ๒ โล่รางวัลผลงานวจิ ยั ของคุรุสภา ระดบั ประเทศและระดับภาค ประจำปี ๒๕๖๒ ๓ โล่รางวัลระดบั เหรยี ญทองระดบั ประเทศ “หน่ึงโรงเรยี น หน่ึงนวัตกรรม” พ.ศ. ๒๕๖๒ ของครุ สุ ภา ๔ โลร่ างวลั “สดุ ยอดครดู ี” โครงการยกย่องเชดิ ชูครูดีของปวงประชา ของ สกสค. รับรางวลั เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๑ ๕ ออกอากาศรายการทีวี (โทรทัศน)์ ของ Thai PBS และหนังสอื พมิ พ์

-๒- ๑. โล่รางวลั ทรงคุณคา่ สพฐ. (OBEC AWARDS) ชนะเลิศระดบั เหรยี ญทอง ประจำปีการศกึ ษา ๒๕๖๑

-๓- ช่ือรางวลั : โลร่ างวัลทรงคณุ คา่ สพฐ. (OBEC AWARDS) ชนะเลศิ ระดับเหรยี ญทอง ประจำปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑ ความสำคญั และความเปน็ มา รางวัลทรงคุณค่า OBEC AWARDS เป็นรางวัลที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไดด้ ำเนินการคัดเลือกและประเมินข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาและหน่วยงานในระดับชาติ ระดับภาค และระดับเขตพ้นื ที่การศึกษา เพอื่ รับรางวลั ทรงคณุ ค่า OBEC AWARDS โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ยกย่องเชดิ ชูเกียรติ และส่งเสริมบุคลากรภายในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีผลงานยอดเยี่ยมและมีความ ประพฤติในการครองตน ครองคน ครองงาน เป็นแบบอย่างที่ดีและยอมรับของบุคคลในวิชาชีพและสังคม รวมทั้ง เสริมสร้างขวญั และกำลังใจให้กับบุคลากรในฐานะผูป้ ฏิบัติงานและยกยอ่ งหน่วยงานและสถานศึกษาที่สามารถทำ หน้าทจ่ี ัดการศึกษาขัน้ พื้นฐานได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ และเปน็ ตัวอย่างทด่ี ี การออกแบบนวตั กรรมที่ได้รบั รางวลั พื้นที่ดำเนินการได้แก่ โรงเรียนบ้านทุง่ ยาวคำโปรยตั้งอยู่ในตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ติดกับ ชายแดนไทย–กัมพูชา ซง่ึ มีนกั เรยี นจำนวน ๑๘๑คนมีขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน ๑๔ คน และ ผูท้ ่มี ีสว่ นเกย่ี วข้อง จำนวน ๒๑๐ คน (ผ้ปู กครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน ศึกษานเิ ทศก์ ฯลฯ) สรุปผลสำเร็จหรอื ผลทเี่ กิดข้นึ ๑. รางวลั ท่ีไดร้ ับเกิดจากนายกัมพล เจรญิ รกั ษ์ ซึ่งเปน็ ผูบ้ ริหารสถานศึกษา ไดพ้ ัฒนานวตั กรรม คือ การ บริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ ท่งุ ยาวคำโปรยโมเดลโดยใช้ ๗ ป. ปจั จยั สคู่ วามสำเรจ็ ท่ีเกิดจากผู้มีส่วนเก่ียวข้อง ได้ดำเนินการระดมสมอง ออกแบบนวัตกรรมผ่านสภาพบริบทของชุมชน มีผู้เชี่ยวชาญให้การวิพากษ์และ ข้อเสนอแนะ ได้ดำเนินการทดลองนำไปสู่การใชจ้ ริงหลายๆ รอบ ตามกระบวนการวงจร PDCA ตั้งแต่ปีการศกึ ษา ๒๕๕๖ จนถึงปัจจุบัน มีการตรวจสอบประเมินอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดเป็นโรงเรียนสุขภาวะ และมีการเผยแพร่

-๔- นวัตกรรมทั่วประเทศ บทความทางวิชาการ หนังสือ สื่ออินเตอร์เน็ต การถอดบทเรียน ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ ต้นแบบโรงเรียนสุขภาวะ และเป็นวิทยากรใหค้ วามร้แู กห่ นว่ ยงานและองคก์ รต่าง ๆ ท่ัวประเทศ ๒. ด้านนักเรียน นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนนักเรียนสนใจและตั้งเรียนมากขึ้น มีสมาธิ กล้าคิดและ แสดงความคดิ เห็นมากขึ้น มคี วามรบั ผิดชอบ และปฏบิ ตั ิตามกฎระเบียบของโรงเรียนโดยไมต่ ้องสง่ั การจากครูมาก ข้นึ นักเรียนมีทักษะในการเรียนรู้ ทักษะนวัตกรรม มีทกั ษะอาชพี และทักษะชวี ิต ทกั ษะจำเป็นพ้ืนฐานในศตวรรษ ที่ ๒๑ นักเรียนมคี ณุ ธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ทดี่ ี รูจ้ ักหน้าท่แี ละความรับผิดชอบ และผลงาน ที่นักเรียนได้รับรางวัลระดับชาติ ได้แก่ เด็กหญิงสุพรรณี ประหม่า ได้รับรางวัลเหรียญทอง รองชนะเลิศลำดับท่ี ๒ และเด็กหญิงวิมลทา ครองใจ ได้รับรางวัลเหรียญทอง ลำดับที่ ๕ ในงานมหกรรมึความสามารถทาง ศลิ ปหัตถกรรม วิชาการ และเทคโนโลยีของนักเรียน ระดับชาติ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๑ ๓. ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา พบว่า ครูได้รับการพัฒนาตนเองมีการพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ใช้กิจกรรม “จิตศึกษา” ในการพัฒนาปัญญาภายใน ใช้กระบวนการชุมชน วิชาชีพ (PLC) สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการสอน สามารถออกแบบกิจกรรมได้หลากหลายสอดคล้องกับสภาพ ปัจจุบันของโรงเรียนและนักเรียน มีการใช้กระบวนการกลุ่ม จัดกิจกรรมการใช้ความคิด อภิปราย การแก้ปัญหา สถานการณ์ต่าง ๆ มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ผู้เรียนได้เรียนผ่านกระบวนการลงมอื ปฏิบัติหรือการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) นอกจากนีย้ ังพบว่า ครมู ีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกนั มากขึ้น ในส่วนของการทำ วิจัยในช้ันเรยี นครมู ีความกระตอื รอื ร้นสนใจ แสวงหาความรแู้ ละสามารถทำวิจยั ในชน้ั เรยี นไดท้ กุ คน ประโยชนข์ องนวตั กรรมต่อหน่วยงาน ชุมชนและวงวชิ าชพี จากการดำเนินงานโรงเรียนสุขภาวะ พบว่า ได้ยอมรับทั่วประเทศในการพัฒนาโรงเรียนสุขภาวะ ซึ่งมี ประโยชน์ของนวัตกรรม ต่อหน่วยงาน ชุมชนและวงวิชาชีพ ได้แก่ ๑) เป็นโรงเรียนแม่ข่าย (Node) โรงเรียน สุขภาวะ มีเครือข่ายที่ต้องดูแลและพัฒนา จำนวน ๒๘ โรงเรียน ในจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และยโสธร ๒) โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบของโรงเรียนสุขภาวะทั่วประเทศ มีหน่วยงาน องค์กรและคณะบุคคลต่าง ๆ มาศึกษาดูงานที่โรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คณะ (ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ถึงปัจจุบัน) ๓) ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย ได้รับเชิญเป็นวิทยากร ภายนอกโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ เป็นการพัฒนาครูและทีมงานให้เป็น ครูมืออาชีพอีกด้านหนึ่ง ๔) ผู้บริหารโรงเรียนได้รับเชิญบรรยายในเวที การศึกษาระดับชาติ เช่น สภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ศกึ ษาธิการภาค มหาวิทยาลัยต่าง ๆ แนวทางพฒั นาต่อยอด ผู้ถูกเสนอช่ือในฐานะผู้บริหารสถานศึกษาในขณะนัน้ ได้พัฒนา โรงเรียนสขุ ภาวะ ซึ่งเป็นนวัตกรรมผ้บู รหิ าร สามารถต่อยอดโดยได้ขยาย เครือข่ายโรงเรียนสุขภาวะอีก ๒๘ โรงเรียน และโรงเรียนได้เป็นแหล่ง ศึกษาดูงานของผู้ที่สนใจมาจนถึงปัจจุบัน และในขณะนี้ผู้ถูกเสนอชื่อได้ เปลี่ยนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาระยอง เขต ๒ ผู้ถูกเสนอชื่อได้กระตุ้น สนับสนุนและร่วม พัฒนาครู ผู้บริหาร ได้พัฒนาคุณภาพของโรงเรียน ของนักเรียนเพื่อ เตรียมการจัดทำผลงานส่งเข้าประกวดเพื่อขอรับรางวัล ทรงคุณค่า OBEC AWARDS ครงั้ ที่ ๑๐ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓ (มนี าคม ๒๕๖๔)

-๕- ๒. โล่รางวลั ผลงานวิจัยของครุ สุ ภา ระดับประเทศและระดับภาค ประจำปี ๒๕๖๒

-๖- ชื่อรางวัล : โลร่ างวัลผลงานวิจยั ของคุรสุ ภา ระดบั ประเทศและระดบั ภาค ประจำปี ๒๕๖๒ ผลงานวิจัยเรื่อง การบริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ : ทุ่งยาวคำโปรยโมเดล โดยใช้ ๗ ป. ปัจจัยสู่ ความสำเร็จ มีวตั ถุประสงค์ของการวิจัย ๑) เพือ่ พฒั นาการบริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ : ทุ่งยาวคำโปรยโมเดล ๒) เพื่อศึกษาผลการบริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ : ทุ่งยาวคำโปรยโมเดล และ ๓) เพื่อประเมินการบริหาร จัดการโรงเรยี นสุขภาวะ : ท่งุ ยาวคำโปรยโมเดล โดยแบง่ ขั้นตอนดำเนินการวจิ ัยเป็น ๓ ระยะ ดังนี้ ระยะที่ ๑ การ พฒั นาการบริหารจัดการโรงเรยี นสุขภาวะ : ทงุ่ ยาวคำโปรยโมเดล โดยใช้ ๗ ป. ปจั จยั สูค่ วามสำเร็จ กลมุ่ ผู้ให้ขอ้ มูล ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ๑๓ คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและกรรมการที่ปรึกษา ๑๒ คน ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ๑๒ คน ตัวแทนนักเรียน ๑๓ คน และผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและร่างการบริหาร จดั การโรงเรยี นสขุ ภาวะ : ทงุ่ ยาวคำโปรยโมเดล วธิ กี ารวเิ คราะห์ คือ เปน็ การวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา ระยะที่ ๒ การศกึ ษา ผลการบรหิ ารจดั การโรงเรียนสขุ ภาวะ : ทุ่งยาวคำโปรยโมเดล กลมุ่ ผใู้ หข้ ้อมูล ได้แก่ นกั เรยี น ๑๘๑ คน ผ้ปู กครอง นักเรียน ๑๕๘ คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและกรรมการที่ปรึกษา ๑๒ คน ศึกษานิเทศก์ประจำกลุ่ม โรงเรียน ๒ คน และนักวิชาการจากมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา (IRES) ๕ คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสุขภาวะ (SIP) และแบบประเมินผลการจัดการศึกษาโรงเรียนสุขภาวะ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง ๐.๒๑-๐.๘๔ และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๙๕ วิธีการวิเคราะห์ คือเป็นการ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์แบบประเมินผลการจัดการศึกษาโรงเรียนสุขภาวะ สถิติ ที่ใช้ไดแ้ ก่ ร้อยละ ค่าเฉลีย่ ระยะท่ี ๓ การประเมินการบริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ : ทงุ่ ยาวคำโปรยโมเดล โดย ใช้ ๗ ป. ปจั จัยส่คู วามสำเร็จ กลุ่มผู้ให้ข้อมลู ไดแ้ ก่ ผูป้ ระเมนิ เปน็ ผู้ทม่ี สี ่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียนสุขภาวะและเป็นผู้ มีส่วนได้ส่วนเสียในโรงเรียน ๒๕ คน ได้แก่ ครู ๑๐ คน กรรมการสถานศึกษาและกรรมการที่ปรกึ ษาโรงเรียน ๑๐ คน และผเู้ ชย่ี วชาญโรงเรยี นสุขภาวะ ๕ คน เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย ได้แก่ แบบประเมินความคิดเห็นของผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลของแบบประเมินความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและความ ถกู ต้องครอบคลุม โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถติ ิที่ใช้ไดแ้ ก่ ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และคา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบวา่ ๑. ได้รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ : ทุ่งยาวคำโปรยโมเดลโดยใช้ ๗ ป. ปัจจัยสู่ ความสำเร็จ ท่เี กดิ จากผู้มีส่วนเกยี่ วข้องได้ดำเนนิ การระดมสมอง ออกแบบนวตั กรรมผ่านสภาพบริบทของชมุ ชน มี ผทู้ รงคุณวุฒใิ หก้ ารวิพากษ์และขอ้ เสนอแนะ ๒. ผลทเ่ี กิดจากการนำนวตั กรรมไปใช้ตามองค์ประกอบของโรงเรยี นสุขภาวะ สรุปได้ดังน้ี ๒.๑ ด้านนักเรียนมีสุขภาวะ พบว่า นักเรียนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น รู้จักการรอคอย สนุกกับการเรียนรู้ ไม่กดดัน เล่นปนเรียน อยากมาโรงเรียน มีแรงบันดาลใจในการเรียน เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี เรียนรูจ้ ากการลงมือทำ ทำงานเป็นทมี รู้จักช่วยเหลือซึ่งกนั และกัน มีมารยาท มีสัมมาคารวะ ปฏิบัติตามข้อตกลง รว่ มกัน มเี หตผุ ลมากขึ้น ยอมรบั ความคิดเห็นของผูอ้ ืน่ เกิดทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ สามารถเช่อื มโยงกับชีวิตจริงได้ ภูมใิ จในผลงานหรือช้ินงานท่ีตนเองหรือกลุ่มทำขึ้น ชืน่ ชมยินดีกับผู้อน่ื นกั เรยี นเริ่มมีความไว้วางใจครูมากข้ึน เด็ก กบั ครเู รียนรไู้ ปดว้ ยกนั นักเรยี นมสี ขุ ภาวะ นกั เรียนรักครู ๒.๒ ด้านโรงเรียนมีสุขภาวะ พบว่า ครูได้รับการพัฒนาตนเองมีการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ บูรณาการโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ใช้กิจกรรม“จิตศึกษา” ใช้กระบวนการชุมชนวิชาชีพ (PLC) ในการและ เปลยี่ นเรยี นรู้กันทกุ สปั ดาห์ จนสามารถปรบั เปล่ียนวิธีการสอน สามารถออกแบบกิจกรรมได้หลากหลายสอดคล้อง กับสภาพปัจจุบันของโรงเรียนและนักเรียน มีการใช้กระบวนการกลุ่ม จัดกิจกรรมการใช้ความคิด อภิปราย การ

-๗- แก้ปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ผู้เรียนได้เรียนผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) นอกจากนี้ยังพบว่า ครูมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมากขึ้น ในส่วนของการทำวิจัยในช้ัน เรียนครมู คี วามกระตอื รือร้น สนใจ แสวงหาความรู้ และสามารถทำวิจยั ในชนั้ เรียนไดท้ กุ คน ๒.๓ ด้านสภาพแวดล้อมมีสุขภาวะ กล่าวคือ นักเรียนมีความสุขในการเรียนรู้ อยากมาโรงเรียน เพราะโรงเรียนสวยงาม น่าอยู่ น่าเรียน มีแหล่งเรียนรู้มากมายในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน บรรยากาศการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน นักเรียนกับครู เป็นบรรยากาศแห่งความสุขเพราะนักเรียนได้ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เมื่อนักเรียนมีความสุขครูก็มีความสุขที่เห็นนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นทุก ๆ ด้านใน ด้านระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม การตั้งใจเรียน มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น นักเรียนอยากมาโรงเรียน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมพัฒนาสภาพแวดล้อม มีส่วนร่วมในการประเมินบุตรหลานของตนเอง มีส่วนร่วมในการถอด บทเรยี น ถือว่าผปู้ กครองและชุมชนได้มีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและไดเ้ ห็นความงอกงามของนักเรยี น ๒.๔ ด้านครอบครัวและชุมชนมีสุขภาวะ เป็นผลการส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชนในการจัด การศึกษา พบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากขึ้น ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการจัดประชุม คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครอง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปัญหาของนักเรียน โดยให้ ผู้ปกครองได้พบปะพูดคยุ กับครูระบบดูแลช่วยเหลือนักเรยี น ซึ่งผู้ปกครองมีความตระหนักให้ความสำคญั และเห็น คุณคา่ ชน้ิ งานของบตุ รหลานตนเอง ซ่ึงเกดิ จากกระบวนการเรียนรู้ทีล่ งมอื ปฏบิ ัตจิ รงิ และมกี ารระดมทรพั ยากรจาก แหลง่ ตา่ ง ๆ ในชมุ ชนมาใชใ้ นการจัดการศึกษาและเปิดโอกาสใหช้ มุ ชนได้มสี ว่ นร่วมใช้ประโยชนจ์ ากอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และบุคลากรของโรงเรียนโรงเรยี นมกี ารประชาสมั พนั ธ์ขา่ วสาร ขอ้ มูลแก่ชมุ ชนอยา่ งสม่ำเสมอ ๓. ผลการประเมินการบริหารจัดการโรงเรียนสุขภาวะ : ทุ่งยาวคำโปรยโมเดล โดยใช้ ๗ ป. ปัจจัยสู่ ความสำเร็จ มีค่าเฉลี่ยคะแนนประเมินรายด้านโดยรวมของครูและบุคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ข้ันพื้นฐานและกรรมการที่ปรึกษาโรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญ พบว่าอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ ในระดับมากทกุ ดา้ น พื้นที่ดำเนินการ ได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย ตั้งอยู่ในตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และได้ นำเสนอวจิ ยั ต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิ ณ ท่ปี ระชุมวจิ ยั ของคุรุสภา “ระดบั ประเทศ” สรปุ ผลสำเรจ็ หรือผลทเี่ กดิ ข้นึ ผู้ถูกเสนอชื่อได้รับรางวัลโล่รางวัลผลงานวิจัยของคุรุ สภา “ระดับดีเด่น” ระดับภาค ประจำปี ๒๕๖๒ และได้นำเสนอ ตอ่ คณะกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิจำนวน ๘ ท่านท่คี ุรสุ ภา ผลปรากฏ ว่าได้รับโล่รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา “ระดับชมเชย” ระดบั ประเทศ ประจำปี ๒๕๖๒ ประโยชนข์ องนวตั กรรม ตอ่ หนว่ ยงาน ชมุ ชนและวงวิชาชีพ บทความวิจัยของวิจัยได้รับการเผยแพร่และตีพิมพ์ใน วารสาร “คุรุสภาวิทยาจารย”์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ พ.ค.-ส.ค.๒๕๖๓ แนวทางพฒั นาตอ่ ยอด ผู้ถกู เสนอช่อื ในฐานะผ้บู ริหารการศึกษาไดก้ ระตุ้น สนับสนนุ ครู ผูบ้ ริหาร ศึกษานเิ ทศก์สังกัด สพป.ระยอง เขต ๒ ได้เขียนผลงานวิจัย เพื่อส่งผลงานวิจัยเข้ากับการคัดสรร “ผลงานวิจัยคุรุสภา” ประจำปี ๒๕๖๔ รวม ทั้งหมดจำนวน ๑๑ เรื่อง ประกอบด้วย งานวิจัยสายการบริหารการศึกษา ๑ เรื่อง ผู้บริหารสถานศึกษา ๖ เรื่อง ศกึ ษานเิ ทศก์ ๒ เร่ือง และครู ๒ เรื่อง (ส่งวจิ ัยครุ สุ ภาเมือ่ วันที่ ๑๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๔)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook